น.248 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมา ก็จะได้บรรยายในชุด ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม, และมีหัวข้อย่อยเฉพาะการ บรรยายในวันนี้ว่า การพัฒนาสัญชาตญาณโดยอานาปานสติ เป็นข้อความที่สืบเนื่อง กันมากับการบรรยายในครั้งที่แล้ว ๆ มา. [ปรารภและทบทวน.] ขอสรุปโดยใจความ สำหรับผู้ที่ไม่เคยมาในตอนต้น ๆ ว่า เราได้ยกเอาเรื่อง ของสิ่งที่เรียกกันว่าสัญชาตญาณ มาเป็นเรื่องหลักสำหรับบรรยาย, เพื่อจะขจัดปัญหา ทั้งหลาย อันมีอยู่ในหมู่มนุษย์. ที่เป็นครูบาอาจารย์คงจะเคยเล่าเรียนมาแล้ว เกี่ยวกับ เรื่องสัญชาตญาณ ; แต่เชื่อว่าคงไม่มีการศึกษากันในแง่ของการที่จะควบคุมมัน หรือใช้ ๒๑๙
น.249 มันให้เป็นประโยชน์. ในบัดนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องที่ต้องควบคุมและใช้ให้เป็น ประโยชน์, เพราะว่าเราอาจจะกล่าวได้โดยไม่กลัวใครค้านว่า. เรื่องราวในพระพุทธ ศาสนาทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณ, ท่านอาจจะรู้สึกแปลกหู ไม่เคย ได้ยินใครพูดอย่างนี้, แล้วก็จะหาว่าผู้พูดอย่างนี้ พูดเอาเอง หรือจะเป็นเรื่องบ้า ๆ บอๆ ไปเสียอีก โดยเอาเรื่องของสัญชาตญาณมาเป็นหลัก. เรื่องความทุกข์ ทั้งหลายก็ดี, เรื่องความดับทุกข์ ทั้งหลายก็ดี มันเกี่ยว ข้องกับสัญชาตญาณโดยตรงทั้งนั้น. ในการที่จะ เกิดความทุกข์ ขึ้นมา ก็เพราะว่า เราบังคับความรู้สึกตามสัญชาตญาณไม่ได้, เราไม่มีความรู้ด้วยซ้ำไป ว่ามันเป็น เรื่องของสัญชาตญาณ, แล้วก็ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการที่จะบังคับมัน. ตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปก็ว่า เมื่อมีอะไรมาให้รักมันก็รัก เพราะมันโง่ ไม่มีสติปัญญาที่จะบังคับ สัญชาตญาณว่าอย่าไปรัก มันก็เกิดความรักอย่างโง่เขลาขึ้นมาตามอำนาจของสัญชาตญาณ, คนเราจึงมีปัญหาเรื่องความรัก. เมื่อมีอะไรมาทำให้โกรธ มันก็บังคับความรู้สึกไว้ ไม่ได้ มันก็โกรธ ก็ต้องมีความยุ่งยากลำบากไปตามเรื่องราวของความโกรธ, มีอะไรมา ให้เกลียด มันก็เกลียดมันโง่ ไม่รู้ว่าจะต้องไปเกลียดทำไมให้เสียเวลา, จะต้องไปเกลียดสิ่ง ที่มายั่วให้เกลียดทำไมให้เสียเวลา มันก็เกลียด, แล้ว ความเกลียดนั้นมันจะไม่ยุติลง เพียงเท่านั้น มันทำให้เกิดเรื่อง อะไรต่อไปอีก จนได้เบียดเบียนกัน ฆ่าฟันกัน ทำ ลายล้างกัน อาฆาตมาดร้ายกัน, มันละไม่ได้; เพราะมันบังคับสัญชาตญาณอย่าให้ เกลียดนั้นไม่ได้, หรือว่ามีอะไรมาทำให้กลัวมันก็กลัว, นับตั้งแต่ว่าเด็กเล็ก ๆ มันกลัวผี มันกลัวความมืดมันกลัวภาพอะไรต่าง ๆ ที่น่ากลัว เช่นซากศพเป็นต้น, มันก็กลัว เพราะ มันโง่, เพราะมันไม่รู้, มันก็กลัวไปตามธรรมดาธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ. ทีนี้ ปัญหาที่กำลังจะประสบกันอยู่มากเดี๋ยวนี้ ก็คือ เรื่องวิตกกังวลอาลัย อาวรณ์ มันมีอะไรมาทำให้เกิดความวิตกกังวล เรื่องผู้อื่น, เรื่องของตัว, เรื่องของ
น.250 สุขภาพอนามัย, เรื่องของเศรษฐกิจ, เรื่องของสังคม, เรื่องอะไรต่าง ๆ, มันนอนไม่หลับ, ไม่เท่าไรมันก็เป็นโรคระบบประสาทผิดปกติ เป็นบ้าหรือเป็นอะไร. ตามที่รายงานกัน ทางวิทยุฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ ว่ามันจะมากถึงอย่างนั้น คือมันจำนวนแสน ๆ ; บังคับความ รู้สึกของสัญชาตญาณไม่ได้ มันก็อิจฉาริษยา คนที่มีอะไรดีขึ้นมา จะดีเท่าตัวหรือ จะดีกว่าตัว, บางทีมันก็อิจฉาริษยา แม้แต่คนที่มันต่ำกว่าตัว ด้อยกว่าตัว เพราะมัน บังคับความรู้สึกส่วนนี้ไม่ได้. แล้วก็เลย มีความหวงอย่างโง่เขลา มีความหึงอย่าง โง่เขลาขึ้นมา เพราะว่าบังคับสัญชาตญาณไม่ได้. ลองคิดดูว่าปัญหามันมีสักเท่าไร ใครไม่มีปัญหาเหล่านี้, ไม่มีปัญหาเรื่อง ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ความอิจฉาริษยา ความหวงความหึง, ใครไม่มีปัญหาเหล่านี้, ตัวเองมีเท่าไร ก็รู้เอาเองก็แล้วกัน. แล้วก็นึกต่อไปว่า ทำไมมันจึงต้องเป็นอย่างนี้ ? ความเป็นมนุษย์ของเรามีมาก น้อยเท่าไร ? คุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเรามันเว้าแหว่งไปอย่างไร ? ถ้านึกได้อย่างนี้ ก็จะต้องเกิดความคิดบ้างว่า จะต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้. ทีนี้มัน ก็จัดการไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมาจากสัญชาตญาณ, เรื่องของสัญชาตญาณมันจะเป็นเรื่องที่หลอกลวง ทำให้เข้าใจไปว่าถูกต้องของกูแล้ว, ถูกต้องของกูแล้ว อย่างนี้เสมอไป, คือจะเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นประมาณ ก็เลยไม่ ต้องจัดการกัน. การปล่อยไปตามสัญชาตญาณมันก็มีรสมีชาติดีเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น รสของอบายมุข ทั้งหลาย มัน เป็นรสตามสัญชาตญาณ ; แม้แต่ ครูบาอาจารย์ก็ละไม่ได้, ทิ้งบุหรี่ก็ยังไม่ได้ อย่าว่าแต่อะไรมากมาย เพราะมันพอใจ
น.251 ในรสอันเกิดมาจากความหลอกลวงของสัญชาตญาณ. ค่อยโง่เข้าไปทีละนิด ทีละนิด ครูบาอาจารย์บังคับจิตไม่ได้ ทำอบายมุขให้เด็กๆ ดู, แล้วก็ บังคับจิตไม่ได้ ในการที่จะไม่ ลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการบันดาลโทสะ, เหล่านี้มันเป็นเรื่องของการบังคับสัญชาตญาณไม่ได้ ทั้งนั้น. เรื่องที่เรา ละสิ่งที่ต้องการจะละไม่ได้ ก็เพราะว่ามันตกอยู่ภายใต้อำนาจ ของสัญชาตญาณ ; ถ้าอนุญาตให้พูดตรง ๆ ก็จะพูดว่า สัญชาตญาณอย่างสัตว์ด้วยซ้ำไป. เราจะทำดีทำบุญทำกุศลไม่ได้ ก็เพราะว่ามันไปขัดขวางกับความต้องการของสัญ- ชาตญาณ ที่มันต้องการจะสนุกสนาน จะเอร็ดอร่อยไปตามประสาของความโง่ความหลง หรืออวิชชา, ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสัญชาตญาณที่ยังไม่ได้รับการอบรม. ถ้าเป็นสัญชาตญาณที่ได้รับการอบรมเพียงพอแล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็เบา บาง คือมันไม่โง่มาก หรือมันรู้สิ่งทั้งหลายถูกต้อง กลายเป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิ, ถ้าไม่ได้รับการอบรมอย่างถูกต้อง มันก็คงเป็นสัญชาตญาณแห่งกิเลส. เรามีกันแต่ สัญชาตญาณแห่งกิเลสก็ทำไปตามอำนาจของกิเลส, จำเป็นที่จะต้องพัฒนา ให้กลายเป็น สัญชาตญาณแห่งโพธิ, จึงเห็นได้ทันทีว่าเรื่องอะไร ๆ ทุกเรื่องในพระพุทธศาสนานี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณทั้งนั้น. เรื่องละกิเลส ก็คือละสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ ควบคุมมัน, เรื่อง ปฏิบัติ ให้สูงขึ้นไป มีศีล สมาธิ ปัญญา ก็ต้องการที่จะควบคุม สัญชาตญาณไว้ในความถูกต้อง ให้มันดำเนินไปในความถูกต้อง ตามหนทางแห่งความ ถูกต้อง, จนกระทั่งถึงที่สุดคือ บรรลุนิพพาน ก็คือการชนะสัญชาตญาณได้โดยเด็ด- ขาด ไม่มีส่วนเหลือ, เรียกว่าเพิกถอนฤทธิ์เดชของสัญชาตญาณทั้งหลายหมดสิ้นได้. เป็นบุถุชนก็เป็นไปตามอำนาจสัญชาตญาณธรรมดา และมักจะตกไปฝ่ายต่ำ เป็นกิเลสยิ่งๆ ขึ้น, พอต่อสู้กับกิเลสได้ตามสมควร มันก็เผยอขึ้นมาในระดับเรียกว่ากลาง หรือสูงขึ้นมา
น.252 เป็นฝ่ายโพธิ เป็นการต่อสู้สัญชาตญาณบ้าง ควบคุมบ้าง รู้จักใช้กระแสของสัญชาต ญาณให้ไปแต่ในทางถูกต้องบ้าง นี่ก็เป็นพระอริยเจ้าขึ้นมาตามลำดับ ตามลำดับ, ครั้น ละอำนาจของสัญชาตญาณได้โดยเด็ดขาด ก็เป็นพระอรหันต์. ข้อปฏิบัติเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ดูให้ดีเถอะ มันก็ มีผลสำหรับ จะควบคุมสัญชาตญาณบ้าง, ถ่ายถอนสัญชาตญาณ ลดบรรเทาสัญชาตญาณ, เปลี่ยนกระแสของกำลังจิตตามธรรมดาสามัญให้เป็นไปในทางสูง. เรามีศีล ก็เพื่อตระ เตรียมการเป็นอยู่พื้นฐาน ให้ถูกต้องตามคลองของธรรมะ เพื่อจะดับทุกข์ นี่ เรียกว่ามีศีล. แล้วเราก็ทำสูงขึ้นไปตามหลักเกณฑ์ คือว่า จะมีสมาธิ ก็คือการเตรียม จิตให้เหมาะสม สำหรับที่จะดู จะดู เหมาะสมที่จะดู. ครั้นแล้วก็ทำ ในระดับวิ- ปัสสนา วิปัสสนาคือดูจนเห็น, ดูแล้วเห็น ดูแล้วเห็น, ดูแล้วเห็น. เมื่อเห็นตามที่เป็น จริงอย่างนี้ ก็เข้ามาในเขตของการบรรลุมรรคผล และนิพพาน เห็นเท่าไรละกิเลสได้เท่าไร, ก็เป็นมรรคหรือผลระดับหนึ่ง ๆ ระดับหนึ่ง ๆ ถ้าเห็นหมดละได้หมด ละอุปาทาน ความยึดถือว่าตัวตน แม่โคตรของสัญชาตญาณเสียได้หมด ก็เป็นพระอรหันต์, นั่นแหละมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณอันน่าเกลียดน่ากลัว. เราจะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งกันทำไม ? ก็เพื่อ ปฏิบัติตาม, เพราะว่าท่าน เป็นผู้ละอำนาจของสัญชาตญาณได้แล้ว. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริง ข้อนี้ ซึ่งเป็นความลับที่สุด เอาชนะสัญชาตญาณ ดับกิเลสได้ ดับ ความทุกข์ได้ แล้วก็สอนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นบ้าง นั้นคือพระธรรม, คือระบบ การศึกษาการปฏิบัติและได้ผลมา เพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญชาตญาณทั้งปวงให้หมดสิ้นไป นี้มาถึง พระสงฆ์ผู้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้ควบคุมสัญชาตญาณ บรรเทาสัญชาต- ญาณฝ่ายต่ำ ยกขึ้นมาสู่ฝ่ายสูง แล้วก็ละอำนาจของสัญชาตญาณได้หมดสิ้นทั้งสองฝ่าย, อยู่
น.253 เหนือสัญชาตญาณโดยประการทั้งปวง ไม่มัวมาหลงดี บ้าดี อวดดีอะไรอยู่. นี่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นตัวอย่างแห่งการละเสียได้ซึ่งอำนาจของสัญชาตญาณ. เราอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง เราก็มาตระเตรียมระบบชีวิตของเรา ให้มีศีลในข้อแรก คือมีความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ให้เหมาะสมสำหรับที่จะละสัญชาต- ญาณที่สูงขึ้นไป. แต่ขอให้ดูให้ดีให้เห็นว่า มันมีความรู้อย่างถูกต้องขึ้นมาก่อน คือ ปัญญามันมาก่อนว่าจะต้องทำอย่างนี้ คนเราจึงจะมีศีล ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ มันจะรู้จักศีล จะปฏิบัติศีลขึ้นมาได้เฉย ๆ, มันต้องมีความรู้ก่อนว่า ศีลนี้มันมีประโยชน์อย่างไร, แล้ว จึงอยากจะมีศีล ก็คือความปกติเรียบร้อยถูกต้อง ในระบบการเป็นอยู่ทางวัตถุ ทางกาย ทางวาจา ให้มันมีแต่ความถูกต้อง, มันก็เป็นศีลขึ้นมา, มีพื้นฐานแห่งความถูกต้อง สำหรับจะทำการสู้รบกับสัญชาตญาณที่สูงขึ้นไป; แล้วก็มาทำสมาธิ เตรียมจิตให้ เหมาะสม สำหรับจะดูความจริง. ครั้นแล้วก็ทำวิปัสสนา คือดูลงไปที่ความจริง อันนี้คล้าย ๆ กับว่าจะเป็น การพูดเล่น หรือพูดนอกรีตนอกรอยแปลกหูสำหรับบางคนก็ได้ ว่าสมาธิเป็นการ เตรียมจิตให้ดู, วิปัสสนาเป็นการดู ดูจนเห็นแจ้ง, ครั้น เห็นแจ้งแล้วก็เริ่ม การบรรลุมรรค ผล นิพพาน เห็นแจ้งเท่าไรก็ละได้เท่านั้น มันก็มีการบรรลุมรรคผล นิพพานไปตามลำดับ โสดา สกิทาคา อนาคามี กระทั่งพระอรหันต์. ละได้หมดสิ้น ก็ ประสบภาวะของสิ่งที่เรียกว่านิพพานในขั้นสมบูรณ์ที่สุด ; ถ้ายังไม่ถึงขั้นนี้ก็มีนิพพาน น้อย ๆ มีนิพพานน้อย ๆ ทำให้พอทนอยู่ได้. อย่างเราก็มีการควบคุมได้บ้าง, ไม่มี สัญชาตญาณเลวร้ายอยู่ทุกเวลานาที จึงพออยู่ได้ไม่เป็นบ้าตาย ; แต่มันยังไม่พอ มันจึงทำสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ให้ควบคุมได้มากขึ้น ให้ได้รบการเบียดเบียนจากสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณนั้นน้อยลง ๆ ๆ จนไม่มีเหลือเลย. นิพพานชั่วขณะ นิพพานแต่บาง ส่วน มันก็มีมาตามลำดับ มีมาด้วยกันตามลำดับ, เป็นเรื่องว่างจากการเบียดเบียน
น.254 ของกิเลสและความทุกข์ ซึ่งเป็นของสัญชาตญาณอันเลวร้าย. นี่แหละธรรมชาติมัน ก็พอจะมีส่วนช่วย ให้เราได้ปลอดจากการเบียดเบียนของสัญชาตญาณได้บ้างเหมือนกัน : รู้จักกลัวความทุกข์ มันก็สนใจที่จะไปศึกษาความดับทุกข์, หรือมัน ละอายเมื่อมี ความทุกข์ ก็เว้นการกระทำนั้น ๆ เสีย. นี้เป็นอันว่า ตั้งแต่จุดตั้งต้น จากตัว ก ไปจนถึงตัว ฮ ของพุทธศาสนา นั้น มันเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกันกับสัญชาตญาณ, ดังนั้นอาตมา จึงเอามาเป็นเรื่อง สำหรับการบรรยาย เพื่อจะชี้ให้เห็นตัวจริงว่า มันเป็นสิ่งที่ติดพันกันอยู่อย่าง เหนียวแน่น กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, ชีวิตที่เป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ ก็ต้อง ทนทุกข์. ควบคุมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำได้ ความทุกข์ก็น้อยลงไป, พัฒนาสัญชาต- ญาณฝ่ายสูงได้ ความทุกข์ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก, จนถึงกับหมดสิ้นไปในที่สุด. ดังนั้นขอให้เรา ถือได้เป็นหลักว่า การพัฒนาสัญชาตญาณนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรม, การพัฒนาสัญชาตญาณเป็นหน้าที่ของเรา เป็นหน้าที่ของเรา. ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นหน้าที่ของเรา เพื่อจะขับไล่หรือป้องกันสัญชาต- ญาณอันเลวร้าย, มีแต่สัญชาตญาณที่ถูกต้อง ที่จะชักจูงไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ต้องมี ความทุกข์ มีแต่ความสงบสุข. การพัฒนาสัญชาตญาณจึงคือการปฏิบัติธรรม คือ การทำหน้าที่ที่ เราจะต้องประพฤติกระทำทุกอิริยาบถ ทุกเวลา ทุกนาที, ต้องควบคุม ให้มีความถูกต้องอยู่ทุกเวลา ทุกนาที ทุกอิริยาบถ. ที่เป็นเรื่องทำการงาน ทำการงานในหน้าที่หรือ ทำหน้าที่อะไรก็ตาม นี้ก็ ให้มันถูกต้อง ; แม้แต่จะพักผ่อนก็ พักผ่อนให้ถูกต้อง, อย่าพักผ่อนตามอำนาจของ สัญชาตญาณ, มันจะกลายเป็นหมูไปไม่ทันรู้ตัว. ทีนี้ก็แม้ ว่าจะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น สังคมสงเคราะห์ ก็ให้มันถูกต้อง อาตมาเห็นว่า ถูกต้อง ๓ ประการ นี้มันจะพอเสียแล้ว :
น.255 ถูกต้องเมื่อทำการงานในหน้าที่, ถูกต้องเมื่อมีการพักผ่อน, แล้วก็ ถูกต้องเมื่อมี การสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน. ถ้าทำได้ทั้ง ๓ ถูกต้องแล้วโลกนี้ก็เป็นโลกที่น่าอยู่น่าดู เป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรยอย่างที่หวังกันอยู่. เดี๋ยวนี้ เมื่อทำการงาน มันก็ไม่ถูกต้อง, มันหงุดหงิดมันไม่อยากจะทำ มัน ไม่อยากจะเหนื่อยนั่นเอง, มันไม่รู้ว่าการเหนื่อยนั้น คือการกระทำที่ถูกต้อง เพื่อพัฒนา สัญชาตญาณ แล้วก็ทำให้สนุก. เมื่อพักผ่อน ก็เหมือนกัน : ถ้าว่า จิตไม่ว่าง จิต ไม่ปล่อยวาง อะไรแล้วมัน ก็ไม่เป็นการพักผ่อน ; แม้จะนอนอยู่มันก็ไม่เป็นการ พักผ่อนในทางจิตใจ ก็เลยไม่มีการพักผ่อน, นั่นแหละมันจะบ้า, มันจะเป็นโรคประสาท แล้วก็เป็นบ้าตาย. ทีนี้ จะสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ตามหน้าที่ทางสังคม ก็ต้องถูกต้อง อย่าสงเคราะห์กันไปในทางที่ผิด มันจะกลายเป็นคนโง่ สงเคราะห์ซึ่งกันและกันให้ตกไป เป็นทาสของกิเลสฝ่ายสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ. เดี๋ยวนี้มักจะสงเคราะห์กันแต่ในแง่ของ กิเลส, ด้วยความรัก รักจนโง่ รักจนหลง หรือว่าด้วยความเข้าใจผิดอะไรก็ตาม ยิ่งเจริญ ทำให้เจริญกลายเป็นยิ่งบ้า, อย่างน้อยยิ่งเจริญก็ยิ่งทำให้เกินความพอดี. ระวังความเจริญ ทั้งหลาย, เจริญอย่างงมงายแล้วมันจะเกินพอดี, เมื่อเกินพอดีแล้วก็มีปัญหาเหลือ ประมาณ จะแก้ไม่ได้. เอาละ, รวมความว่า เราจะต้องรู้เรื่องสัญชาตญาณ เพื่อจะพัฒนามัน ให้ถูกต้อง, ให้มีชีวิตที่สงบเย็น อย่าให้เป็นชีวิตที่เร่าร้อนเหมือนที่แล้ว ๆ มา, หรือชีวิต ของคนธรรมดาเกินไป บุถุชนเกินไป เป็นอยู่ด้วยความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึง, นี่เป็นธรรมดาไป เสีย สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องความจริงเกี่ยวกับข้อนี้ คือเกี่ยวกับสัญชาตญาณที่เป็นตัวกิเลส เป็นรากฐานแห่งกิเลส.
น.256 ทำไมเราจึงอดรักไม่ได้, ทำไมจึงอดโกรธไม่ได้ ทำไมจึงอดเกลียดไม่ได้, ทั้งที่ไม่อยาก ทั้งที่ไม่อยาก. มีคนมาถามปัญหามากเหลือเกิน ว่า ทำอย่างไรจะระงับ ความโกรธได้, ไม่อยากจะโกรธ แต่แล้วมันก็โกรธ โกรธจนได้ โกรธต่อหน้าทั้ง ๆ ที่ไม่ อยากจะโกรธ มันก็ยังโกรธ. นี่เพราะบังคับสัญชาตญาณแห่งความโกรธนี้ไม่ได้. เรื่องสัญชาตญาณอันละเอียดอย่างไร, ก็ได้อธิบายกันมาแล้วในการบรรยาย ครั้งที่แล้ว ๆ มา. ผู้ที่ยังไม่ได้ฟัง ก็ไปหาอ่านหาศึกษาได้จากหนังสือหนังหาตำรับตำรา อันเกี่ยวกับเรื่องนั้น. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ในวันนี้ก็จะได้พูดต่อไป ถึง การพัฒนาสัญชาตญาณ ซึ่งได้กล่าวโดยสังเขป แล้วในการบรรยายครั้งก่อนว่า จะต้องอาศัยธรรมะ. ธรรมะมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน ธรรมะเป็นหลักใช้โดยตรง เพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ แล้ว ธรรมะอีกประเภทหนึ่งก็ ธรรมะโดยอ้อม คือธรรมะอุปกรณ์ ธรรมะเครื่องมือ ซึ่งมีอยู่หลายอย่างหลายชนิด ในวันนี้ก็จะเริ่มบรรยายการพัฒนาสัญชาตญาณโดยหลักธรรมะ ที่เป็นหลักโดย ตรง. สติปัฏฐาน ๔ เป็นหลักใช้ตัดกิเลส. ขอให้ทราบไว้ว่า ในพระพุทธศาสนาอันมากมายหลายหมื่นหลายพันธรรม ขันธ์นั้น หลักเดียวที่จะใช้ตัดพันกิเลส ก็คือสติปัฏฐาน ๔, สติปัฏฐาน ๔ มีอยู่ใน รูปต่าง ๆ กัน ในรูปอย่างนั้นบ้าง ในรูปอย่างนี้บ้าง อย่างโน้นบ้าง เรียกโดยตรงบ้าง เรียกโดยอ้อมบ้าง แต่พิจารณาดูให้ดีเถิดว่า ข้อปฏิบัติเหล่าใดที่มันจะเป็นไปเพื่อการตัด เสียซึ่งกิเลสแล้ว มันจะมีหลักเป็นสติปัฏฐาน ๔ เมื่อกล่าวโดยสมบูรณ์. ถ้าแยกออก มาทีละอย่าง ๆ ก็ไม่สมบูรณ์, ถ้าให้สมบูรณ์ต้องครบ ๔ อย่าง เรียกว่าสติ ปัฏฐาน ๔
น.257 รู้เรื่อง กายนี้ เป็นเรื่องที่ ๑. รู้เรื่องเวทนาเป็นเรื่องที่ ๒, รู้เรื่องจิตเป็นเรื่องที่ ๓, รู้เรื่องธรรมทั้งปวงเป็นเรื่องที่ ๔ ; กาย เวทนา จิต ธรรม ก็เพราะเหตุว่านี้มัน เป็นต้นเค้า หรือเป็นเค้าเงื่อน หรือเป็นโครงสำคัญของเรื่อง ที่ถ้าว่าศึกษาแตกฉาน ประพฤติกระทำให้ถูกต้องลุล่วงไปด้วยดีแล้ว ปัญหามันก็หมด. เรื่องสติปัฏฐาน ๔ นั้น ตรัสไว้ตรง ๆ ว่า เพื่อจะนำออกเสียซึ่งอภิชฌาและ โทมนัสในโลก, แล้วก็ถอนเสียได้ซึ่งความยึดถือว่าตัวตน. คนธรรมดามีอภิชฌา และ โทมนัสเป็นประจำ ในโลกนี้ อภิชญา คือ ชอบ, โทมนัส คือ ไม่ชอบ. ตามใจความ อภิฌา นี้แปลว่า เพ่งเล็งเฉพาะ อะไรก็ตาม, รวมความแล้วก็คือชอบ หรือยินดี. ทีนี้ โทมนัส โทมนัส ที่แปลว่าขัดเคือง นั้น ก็คือไม่ชอบ หรือ ยินร้าย. ในโลกนี้มีเรื่องสองเรื่องคือ ยินดียินร้าย; ถ้ายังมีอยู่ในจิตใจของบุคคลผู้ใด เขาก็จะต้องเกิดความคิดนึก ประเภทที่เป็นกิเลส แล้วก็ยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตน. เมื่อยินดี มันก็ จะเกิดความรู้สึก ขึ้นมาทันที ว่ากูยินดี ; ที่จริง ความ ยินดีนั้นมันเกิดตามธรรมชาติธรรมดาของระบบประสาท หรือ จิตที่มีสัญชาตญาณ อยู่เป็นหลักว่า ถ้าชนิดนี้เข้ามา เข้ามาสู่ตัวเองทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว มันก็ จะยินดี. ถ้า อีกอย่างหนึ่งตรงกันข้ามเข้ามา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันก็ จะยินร้าย; นี่มันเป็นเรื่องที่ตายตัวสำหรับสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในชีวิต. ฉะนั้นเด็กทารกคลอดออกมาไม่กี่วัน กี่เดือนอะไร มันจึงรู้จักยินดียินร้าย คือรู้จักชอบ และไม่ชอบ, ครั้น ชอบ ขึ้นมา ก็มีตัวกู ซึ่งจะ เป็นผู้ชอบ, แล้ว ชอบเอามาเป็นของกู. ถ้า ไม่ชอบ มันก็มีตัวกูที่จะไม่ชอบ ที่จะดุร้ายขึ้นมา แล้วก็จะถือว่า เป็นศัตรูของกู, เป็นผู้ทำลายล้างของกู. นี่ศึกษาให้ถึงจุดนี้ ตั้งต้นที่จุดนี้ แล้วก็จะเข้าใจหลักธรรมะ ได้ง่ายขึ้น, นี้เราก็จะมารู้จักเรื่องนี้ให้ดีที่สุด โดยศึกษาให้รู้ว่า จะกำจัดออกไปเสียได้ อย่างไร.
น.258 สติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องนำออกเสียได้ ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสใน โลก. คำว่า ในโลก คือกว้างขวางครอบงำหมด ในโลก โลกเด็ก โลกผู้ใหญ่ โลกวัตถุ โลกจิต ใจ, โลกอะไรก็ตาม มันมีของสองอย่างคือความชอบ และ ความไม่ชอบ เป็นหลัก ; แล้วมัน ชอบด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ มันชอบอย่างลึกซึ้ง มันชอบอย่างชนิดที่ยากที่ ใคร ๆ มาแนะนำมาป้องกันหรือมาห้ามกันได้, ไม่ชอบก็เหมือนกัน มันก็ไม่ชอบ, ฉะนั้นดูเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ยังเป็นทารกว่ามันชอบขึ้นมามันเป็นอย่างไร, เมื่อไม่ชอบขึ้นมา มันเป็นอย่างไร, แล้วมันเป็นได้อย่างไร, มันเอามาจากไหน ความชอบหรือความไม่ชอบ, เมื่อมันมีแล้ว มันก็เกิดกิเลสต่อ ๆ ๆ กันไป. เมื่อชอบ มันก็เกิดโลภะๆ โลภะทุกคราวที่ มันชอบ, เมื่อไม่ชอบมันก็เกิดโทสะ โทสะทุกคราวที่มันไม่ชอบ, เมื่อยังไม่รู้ว่า เป็นอะไรดี ยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ แต่ยังหวังอยู่ มันก็เกิดความรู้สึกที่มัวเมา หลงใหล พัวพัน วนเวียนอยู่. นี่ โลภะ โทสะ โมหะ ตั้งต้นขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณแห่ง ความชอบหรือไม่ชอบ ซึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกอภิชฌาและโทมนัสในโลก. เมื่อมีอภิชฌา ก็ตาม, โทมนัส ก็ตามขึ้นมาในใจแล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูผู้ ทำอย่างนั้นมันก็เกิดขึ้นมาทันที, นี้เป็นของที่น่าประหลาดไม่น่าเชื่อ ว่ากิเลส กิเลส เกิดทีหลังตัวผู้มีกิเลส มัน เกิดความรู้สึกเป็นกิเลสขึ้นมาในใจก่อน, แล้วจึงเกิด ความรู้สึกว่ากู ผู้เป็นอย่างนั้นขึ้นมาทีหลัง. ความอยากเกิดขึ้นแล้ว มัน จึงเกิดตัวผู้ อยาก ตัวผู้ต้องการจะอยาก อันนี้มันฝืนหลัก logic ของคนโง่, logic หรือตรรกของคนโง่ มันเป็นเรื่องทางวัตถุ มันต้องมีผู้อยากก่อนมันจึงจะอยาก แล้วจึงจะมีปัญหา. แต่เรื่องของ ธรรมะอันลึกซึ้งของสัญชาตญาณนี้ มันน่าหัวที่ว่า ความอยากเกิดขึ้นในใจก่อน, แล้ว จึงเกิดความรู้สึกว่ากูผู้อยากนี้เกิดตามมาทีหลัง ; มันน่าหัวที่ว่า ผู้อยากเกิดทีหลัง ความอยาก. นั้นแหละคือความยากในการที่จะตัด จะป้องกัน จะบรรเทาตัวตน, หรืออีกทางหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่า ตัวตนนั้นไม่ใช่ตัวตนอะไร มันเป็นเพียงผลของ
น.259 ความอยาก ถ้ามันเกิดความอยากแล้ว มันก็ต้องเกิดตัวตนผู้อยาก. ฉะนั้น ตัวตนจึง เป็นมายา, มายายิ่งกว่ามายา, แต่แล้วมันก็ไม่เป็นมายาหรือรู้สึกว่ามายา มันรู้สึกเป็น ตัวตน. มันก็มีตัวกู ผู้รัก ผู้โกรธ ผู้เกลียด ผู้กลัว ผู้อะไรต่างๆ เต็มที่ไปหมด ก็เลยได้มีความทุกข์. นี้จึงเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งมีหลัก จะบรรเทาเสียซึ่งอภิชฌา และโทมนัสในโลก นั่นแหละ เป็นแม่บท เป็นประธานของหลักธรรมะที่จะตัดกิเลส. ส่วนเรื่องนอกนั้น เช่น สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ กระทั่ง มรรคมีองค์ ๘ มันก็ เป็นเครื่องช่วยให้สติปัฏฐาน ๔ เป็นไปอย่างถูกต้อง เกิดขึ้น แล้วเป็นไปอย่างถูกต้อง และเป็นไปจนถึงกระทงสุดท้าย จนกระทั่งตัดกิเลสได้ รวมอยู่ ในกระแสเดียวกัน ที่เรียกว่า โพธิปักชิยธรรม เป็นคำสำคัญ เป็นคำประเสริฐ คือว่า ธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ มีอยู่ ๗ หมวด. หมวดแรกเท่านั้นแหละคือตัวประธาน ตัวหลักธรรมะที่เป็นประธาน ที่จะทำงานตัดกิเลส คือ สติปัฏฐาน ๔, แล้ว สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ เป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องสนับสนุนช่วย เหลือ กระทั่งเป็นกิริยาอาการมาตามลำดับ กิริยาอาการของการตัดกิเลสมาตามลำดับตาม ลำดับ, จบลงด้วยการหมดกิเลส; จึงถือว่าเรื่องสติปัฏฐานเป็นเรื่องสำคัญ จะเห็นได้ว่า เรื่องสติปัฏฐานได้รับการเชิดชูยกย่องทั่วไปในบาลีในอรรถกถา. ความสำคัญของสติปัฏฐาน ๔. ทีนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็มาดูกันให้ดีอีกทีหนึ่ง ว่าคนเรานี้มันหลงว่าตัว ตนมีอยู่ในร่างกายนี้ เพราะยังไม่รู้ว่าร่างกายคืออะไร, แต่มันปรากฏชัดที่ว่าร่างกายนี้มัน ทำอะไรได้. เช่น เด็ก ๆ มีความรู้เพียงว่าร่างกายนี้ทำอะไรได้ ก็เห็นร่างกายเป็นใหญ่, เห็น
น.260 ทุกเรื่องเป็นเรื่องของร่างกาย มัน ก็เอาร่างกายเป็นตัวตน. ไม่รู้เรื่องจิตไม่รู้เรื่องวิญญาณ แต่รู้เรื่องร่างกายมากพอที่จะเห็นว่า เรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายหรือเรื่องร่างกายนี้ เป็นตัว การ เป็นตัวเรื่อง. ฉะนั้นจึงสำเร็จอะไร ๆ อยู่ที่ร่างกาย ; นี่แสดงว่า เด็ก ๆ นี้มันเป็น วัตถุนิยมมาโดยกำเนิด, มันรู้จักแต่เรื่องรูปหรือเรื่องร่างกาย มันก็จะจัดการกันแต่เรื่อง ร่างกาย. เมื่อใครมาทำร้าย มันก็จะตอบแทนด้วยการทำร้ายแล้วก็ทางร่างกาย. น้อง เล็กๆ โกงพี่ พี่เล็ก ๆ โกงน้อง มันก็ตีกันได้โดยทางร่างกาย มันตีกันไป มันตีกันมา ; เพราะมันรู้ว่าที่ร่างกายนี้เป็นตัวการที่จะทำร้ายเรา เราก็จะตอบแทน. ถ้าเด็ก ๆ เดินไป โดนเก้าอี้ มันก็จะเตะเก้าอี้; เพราะเก้าอี้นี้มาขวางทางกู มาทำร้ายกู มันก็เตะเก้าอี้. แต่ถ้าผู้ใหญ่คงไม่ทำอย่างนั้น เพราะรู้อะไรมากขึ้นว่า เรื่องที่ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรื่อง ทั้งหมด, แต่เด็ก ๆ มันยังไม่รู้. เพราะฉะนั้น จุดแรกจุดตั้งต้นของคน, ของความโง่ ก็ยึดกันที่ร่างกายหรือทางวัตถุก่อน. ฉะนั้น รู้เรื่องร่างกายไม่ใช่ตัวตนกันเสียก่อน เป็นข้อแรก. ทีนี้ก็ ลึกเข้าไปถึงข้างใน คือเรื่องจิตใจ ก็ได้แก่เวทนา, เวทนาจะ รู้หรือไม่รู้ก็ตามใจ แต่มันรู้สึกต่อเวทนา เมื่อเจ็บ เมื่อปวด เมื่อสบาย เมื่อเป็นสุขเป็น ทุกข์ เป็นเวทนามันรู้สึกได้ ตามสัญชาตญาณ แม้เด็ก ๆ มันรู้สึกได้ว่าอย่างนี้สบาย อย่างนี้ ไม่สบาย อย่างนี้อร่อย อย่างนี้ไม่อร่อย มันก็เลื่อนมา เห็นว่าเวทนานั่นแหละ หรือความ อร่อยความไม่อร่อยนั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ มีความอร่อยแล้วก็มีกูผู้อร่อย ก็ยึดถือ กูผู้อร่อย และความอร่อยของกุ ในขณะนั้นรู้สึกว่ามีตัวตน อยู่ที่ผู้รู้สึกอร่อยนั่นแหละ มีตัวกูผู้รู้สึกอร่อย, แล้วความอร่อยก็เป็นของกู. ก็ยึดเวทนาโดยความเป็นตัวตนบ้าง เป็นของของตนบ้าง เรื่อยมา เรื่อยมา แต่เล็กจนโต แต่เล็กจนโต เหนียวแน่นที่สุด. ฉะนั้น ต้องรู้เรื่องเวทนาจนถอนตัวตนเสียได้จากเวทนา.
น.261 นี้ต่อมาเรื่องที่ลึกไปกว่านั้นอีก คือ เรื่องจิต โอ้, จิตนี้มันลึก ลึกซึ้งเข้าไป ในนั้น จนเข้าใจยากว่าจิตเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างนี้ จิตเป็นอย่างโน้น ก็เลื่อนตัวตน เข้าไปอยู่ที่จิต, หรือบางคราวมันนึกรู้สึกอยู่แต่เรื่องเวทนา ก็เอาผู้รู้สึกเวทนาเป็นตัวตน บางคราวมีแต่เรื่องความคิด มันก็เอาจิตที่คิดได้เป็นตัวตน. ทีนี้ สุดท้ายก็เอาธรรม หรือ ธรรมชาติ ที่รู้สึกว่าตัวตนในสิ่งใดก็ตาม ใน สิ่งใดก็ตาม ในสิ่งที่มันละเอียดขึ้นไป ทางจิตใจ เป็นธัมมารมณ์อันละเอียด หรือว่า คุณค่าอันเป็นที่น่ารักน่าพอใจอะไรของธรรมชาตินี้พูดไว้กว้างมาก เอาเรื่องที่ไม่อาจจะเป็น ตัวตน หรือไม่เป็นตัวตนมาเป็นของตนนี้เป็นเรื่องสุดท้าย, เอาธรรมชาติที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามาเป็นตัวตน ก็ต้องละ. ความมุ่งหมายอันสำคัญ ลึกซึ้ง ใหญ่หลวง ของสติปัฏฐาน ๔ ก็คือ ต้องการจะให้ละตัวตนเสียจากกาย, จากเวทนา จากจิต , และ จากธรรมชาติที่เป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตน. ถ้าละ ๔ อย่างนี้ได้ มันก็หมด สัญชาตญาณอัน ลึกซึ้ง อันใหญ่หลวง อันเป็นต้นตอ คือสัญชาตญาณแห่งตัวตน มันถูกทำลายหมดแหละ, มัน ก็ไม่มีสัญชาตญาณลูกน้อง เกิดขึ้นมาได้ เพราะมันไม่มีตัวตนเสียแล้ว. สัญชาต- ญาณแห่งการกินอาหารก็เลิกกัน, สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ก็เลิกกัน สัญชาตญาณ แห่งการต่อสู้การหนีภัย การอะไรต่างๆ ก็ระงับไป เพราะมันระงับสัญชาตญาณแห่ง ตัวตนได้หมดสิ้น. นี่เห็นไหมว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ อันใหญ่หลวง อันลึกซึ้งสัก เท่าไร สำหรับพระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องสติปัฏฐานทั้ง ๔ ซึ่ง สามารถเพิกถอน ความรู้สึกว่าตัวตนเสียได้ในสิ่งทั้งปวง ในสิ่งทั้งปวง. เป็นอันว่า เราเห็นได้ชัดหรือถือกันว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมะสำคัญขั้น ต้นโดยตรง ที่จะขจัดเสียซึ่งสัญชาตญาณอันเลวร้ายทั้งหลาย. อาตมาจึงเอามาเป็นเรื่อง
น.262 แรกสำหรับการบรรยาย สำหรับสิ่งที่จะพัฒนาสัญชาตญาณให้ชัดลงไป ในวันนี้, แล้วก็ ยก เอาเรื่องอานาปานสติมาเป็นตัวเรื่อง เพราะว่าบรรดาเรื่อง สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้น ไม่ มีที่ไหนจะถูกต้อง สมบูรณ์ รัดกุมดีเท่าเรื่องอานาปานสติ ระบุไปยังอานาปาน สติ ๔ จากอานาปานสติสูตร. เรื่องสติปัฏฐาน ๔ มียืดยาวพิสดารในมหาสติปัฏฐานสูตร อย่างนี้ก็มี มันเฟ้อ, เอากันแต่โดยตรง จำกัดชัด ๆ ในอานาปานสติสูตร เรียกว่าสติปัฏ- ฐาน ๔ ด้วยเหมือนกัน. ดังนั้น จะต้องพูดกันถึงเรื่องอานาปานสติ ให้ชัดเจนให้ รัดกุม ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เป็นเรื่องกาย เป็นเรื่อง เวทนา เป็นเรื่อง จิต เป็น เรื่อง ธรรม สี่เรื่อง. กายานุปัสสนาที่ ๑ ถ้าทำสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถควบคุมกายได้ตาม ต้องการ, ควบคุมการปรุงแต่งของกายได้ ปัญหามันก็หมดไปตั้งมากมาย เวทนานุปัสสนา ถ้าทำได้ มันก็ควบคุมปัจจัยที่ปรุงแต่งจิตให้คิดนึก อย่างนั้นอย่างนี้ได้, มันก็ควบคุมสัญชาตญาณที่จะปรุงแต่งคิดนึกไปในทางกิเลสได้ จิตตานุปัสสนา เมื่อทำสำเร็จแล้ว มัน ก็ควบคุมจิตได้โดยตรง ให้อยู่ ในภาวะที่ถูกต้อง และถึงที่สุด คือสมบูรณ์ที่สุด. ธัมมานุปัสสนา เมื่อทำถึงที่สุดได้ ก็เพิกถอนอุปาทานว่าตัวตนเสียได้ คือมันควบคุมการเพิกถอนอุปาทานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ๆ ๆ จนถอนอุปาทานทั้ง หมดสิ้นได้. นี่ดูหัวใจของเรื่องว่ามันมีอยู่อย่างนี้ กายานุปัสสนาเห็นชัดทำได้สำเร็จ มัน ก็ ควบคุมเรื่องของกายโดยตรงได้ เครื่องปรุงแต่งกายเช่นลมหายใจเป็นต้นได้, เรื่อง เกี่ยวกับกายทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องไปหมด. เวทนานุปัสสนา ถ้าทำได้สำเร็จ มัน
น.263 ก็ควบคุมสิ่งที่ปรุงความคิดนึกหรือจิตได้ ให้เป็นไปแต่ในทางที่ควรจะเป็นไป. มัน จะมีประโยชน์สักเท่าไร ถ้าเราควบคุมความคิดนึกได้ มันจะคิดนึกไปแต่ในทางที่ควรคิด นึก ไม่เกิดกิเลสได้. จิตตานุปัสสนาควบคุมจิต โดยตรง เป็นนายเหนือจิต มีอำนาจ เหนือจิต ให้จิตเป็นอย่างไรก็ได้. ธัมมานุปัสสนา ควบคุมการที่มันจะไปยึดถือเอานั้น เอานี่ที่เป็นตัวตน คือ ควบคุมอุปาทานทั้งหลายได้ มันก็หมดเรื่องหมดปัญหา โดย ประการทั้งปวง. นี่เรียกว่าเป็นหลักคร่าว ๆ ย่อ ๆ ว่า สติปัฏฐาน ๔ มันจะควบคุมสัญชาต- ญาณได้อย่างไร, จะบรรเทาอำนาจของสัญชาตญาณได้อย่างไร, และจะเพิกถอนสิ่งที่ เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นได้อย่างไร ในที่สุด. แต่อย่าลืมว่า ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยัง ไม่เพิกถอนสัญชาตญาณทั้งหมดได้ ; เดี๋ยวนี้ยังมิใช่เป็นพระอรหันต์ ยังเป็นอะไรต่ำ ๆ ลงมานี้ ก็ได้แต่ควบคุมบ้าง บังคับกระแสบ้าง ไปตามเรื่อง รู้จักใช้กำลังมหึมาของ สัญชาตญาณนั้นให้เป็นไปในทางที่ปลอดภัย. ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่าช้างสารตัวใหญ่ ตกมันมีแรงมาก ถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็อาละวาดทำลายสิ่งต่าง ๆ เสียหายพังทลายยับเยิน หมด ; แต่ถ้าสามารถควบคุมได้ ก็เอาไปใช้งานที่หนัก ที่มีค่ามากได้สำเร็จได้มีประโยชน์ ไม่มีโทษ. นี่มันอยู่ที่ว่าสามารถควบคุมกำลังอันมหาศาลนั้นได้หรือไม่เท่านั้น ; นี่สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณมันเป็นอย่างนั้น, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ตัวอย่าง ถ้าควบคุมไม่ได้มันจะเป็นอย่างไร, ถ้าควบคุมให้มันเดินไปในทางที่ถูกต้องได้ มันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเสียหายเลวร้ายอะไรเกิดขึ้น, การควบคุมได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในเรื่องนี้. สติปัฏฐาน ๔ ในอานาปานสติ. เอ้า, ทีนี้ก็จะอธิบายโดยรายละเอียดให้ยิ่งขึ้นไป ว่า สติปัฏฐาน ๔ ในอา- นาปานสตินี้ มันจะทำหน้าที่พัฒนาสัญชาตญาณได้อย่างไร, สำหรับผู้ที่ศึกษามาแล้ว ก็
น.264 ไม่ลำบากที่จะเข้าใจ เพราะรู้ เรื่องอานาปานสติดีอยู่แล้ว, แต่ผู้ที่ไม่เคยศึกษาเลยก็คง จะฟังยาก. จะทำอย่างไรได้มันช่วยไม่ได้ เมื่อท่านไม่เคยศึกษาอะไรมาเสียเลย มันก็ต้อง มีการฟังยากลำบากเป็นธรรมดา, ถ้าไม่อดกลั้นอดทนที่จะศึกษามันก็เลิกกัน มันก็เลิกกัน มนก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร. แต่ ถ้าสนใจจะฟังจะให้ได้ประโยชน์ ก็ต้องทนศึกษา ทนทำความเข้าใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน. หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนา. นี้จะพูดถึงอานาปานสติ หรือสติปัฏฐาน ๔ ในอานาปานสติ โดยใจความ สำคัญ ๆ ให้ฟัง. ข้อที่ ๑ ของหมวดที่ ๑ คือหมวดกาย หมวดเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย. ข้อ ที่ ๑ ก็ลมหายใจยาว ศึกษาเรื่องลมหายใจยาว จนรู้จักหมดทุกความลับ ที่เกี่ยวกับลม หายใจยาว, ว่าลมหายใจยาวมีลักษณะอาการอย่างไร, ลมหายใจยาวนี้มันมีอิทธิพลอย่างไร, มันมีเมื่อไร, มันไม่มีเมื่อไร, อะไรเป็นเหตุ, อะไรเป็นผล, จนรู้จักประโยชน์ของลมหายใจ ยาว. เพียงแต่รู้จักหายใจให้ยาว ๆ นี้ ผลดีทางสุขภาพอนามัยมันก็เกิดขึ้น, หรือว่า มัน จะปัดอารมณ์ร้ายได้. โกรธใครมา มีอารมณ์ร้ายฉุนเฉียวเป็นไฟอะไรมา นั่งลง หายใจให้ยาว แกล้งหายใจให้ยาว, แกล้งหายใจให้ยาว มันก็ไล่- ไล่ความรู้สึกอันนั้น ออกไปหมด ไล่ความรู้สึกอันเลวร้ายนั้นออกไปได้หมด. นี่ เรื่องลมหายใจยาว รู้ไว้เถอะ ดีมีประโยชน์มาก ; เพียงแต่ทำลมหายใจให้ยาวให้ได้ทุกคราวที่อารมณ์มัน เสีย, จิตมันเสีย พื้นเพมันเสีย ก็ ให้ลมหายใจยาวขับไล่ออกไป. นี่ เพราะว่า ลมหายใจยาวทำให้ร่างกายสงบระงับ.
น.265 ทีนี้ ข้อที่ ๒ ตรงกันข้ามคือ ลมหายใจสั้น มันก็ตรงกันข้าม แต่ก็ ต้องรู้จัก จะรู้จักควบคุมลมหายใจสั้น. เมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้นในจิตใจคนจะหายใจสั้น, หายใจ สั้น ๆ เมื่ออารมณ์เสีย หรือเป็นทุกข์ หรือมีอะไรขัดข้องอะไรต่างๆ มันก็ต้องหายใจ สั้น. ทีนี้ก็ ไล่มันไปด้วยการหายใจยาว การหายใจยาวก็ไล่อารมณ์ร้ายออกไปเสีย, หรือถ้าเราอยากจะมีอารมณ์ร้าย ๆ ขึ้นมา ลองหายใจให้สั้นเข้าสิ ลองหายใจให้สั้น ๆ ๆๆ ที่สุด มันก็ จะมีอารมณ์ร้ายเกิดขึ้นในใจ. นี่รู้ธรรมชาติลมหายใจยาวลมหายใจสั้น จนสามารถที่จะใช้ประโยชน์ ให้ได้จากสิ่งทั้งสองนี้, รู้จักธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งทั้งสองนี้ ว่าเนื่องอยู่กับกาย ปรุงแต่งร่างกาย จะได้รู้เป็นเรื่องเดียวกันกับร่างกาย ข้อที่ ๓ ครั้นรู้ว่าลมหายใจนี่มันเนื่องอยู่กับกาย, ถ้าลมหายใจหยาบ กายก็หยาบ, ลมหายใจละเอียดกายก็ละเอียด, ลมหายใจระงับกายก็ระงับ. เรา ก็ระงับกายได้โดยทางลมหายใจ คือทำลมหายใจให้สงบระงับ ก็บังคับกายให้สงบระงับ ได้, นี้เป็นเรื่องที่ ๓ เป็นข้อที่ ๓. ที่นี้ ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้ายของหมวดนี้หมวดที่ ๑ นี้ ก็คือ บังคับ ทำลมหาย ใจให้ระงับ, ลมหายใจให้ระงับ ลมหายใจให้ระงับ ให้ละเอียดอ่อน, กายก็ระงับ กาย ก็ระงับ กายก็เย็นลง เย็นลง. จิตก็เป็นสมาธิตามแบบของธรรมชาติ, เป็น สมาธิตามธรรมชาติ ตามแบบของธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ ผลของกายานุปัสสนา. หมวดที่ ๑ เรื่องกาย นี้มันมีอยู่ ๔ ข้ออย่างนี้ : รู้เรื่องลมหายใจยาว-สั้น ดี จนบังคับได้ จนใช้ประโยชน์ได้, รู้เรื่องลมหายใจปรุงแต่งร่างกาย ส่วนเนื้อหนังนี่ มันถูกบำรุงรักษาหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยลมหายใจ ซึ่งเรียกว่ากายเหมือนกัน. กายลมคือลม
น.266 หายใจ ส่งเสริมปรุงแต่งกายเนื้อ คือเนื้อหนังร่างกาย, แล้วก็ สามารถทำให้ลม หายใจสงบระงับ ก็คือทำให้กายเนื้อสงบระงับเยือกเย็นเป็นสุขลงไป มีลักษณะ เป็นสมาธิตามธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกสบายใจเป็นสุข เพราะว่ากายมันระงับ นี่หมวดกาย หมวดที่ ๑ เป็นอย่างนี้. ถ้าเราทำได้ มันก็จะมีผล ควบคุมร่างกาย ได้, ควบคุมร่างกาย ให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้องได้ ; เพราะว่าสามารถ ควบคุมกายสังขารคือลมหายใจ คือควบคุมกายก็ได้, ควบคุมสิ่งปรุงแต่งกายคือลมหายใจ นั้นก็ได้, มันก็เลย ควบคุม อนามัย สุขภาพอนามัยของร่างกาย ได้, แล้วก็จะควบคุมสมรรถนะ ความเข้มแข็ง ความสามารถว่องไวในหน้าที่การงานของร่างกายได้. อย่างนี้มันข่มขี่สัญชาตญาณที่เลว ร้ายลงไปได้เท่าไร แล้วยิ่งกว่านั้น เมื่อควบคุมกายโดยทางอย่างที่ว่านี้ได้ มันก็ ควบคุม ลมหายใจได้, มัน จะมีผลสำหรับที่จะยืดกายสังขาร จะรู้จักลมหายใจ กระทั่งจะรู้ ว่าจะตายในการหายใจครั้งไหน, มันจะมีความรู้มากถึงกับว่า เราจะตายลงในการหายใจ ครั้งนี้หรือครั้งต่อไปหรือเมื่อไร ครั้งไหน. นี่ถ้าเป็นผู้ที่สามารถถึงที่สุด ในการควบคุม ลมหายใจ มันจะรู้มาตลอดเวลา เป็นเดือนเป็นปี เป็นปีมา จนรู้เรื่องลมหายใจดี, มัน จะรู้ว่าจะตายในการหายใจครั้งไหน. จะเล่า เรื่องตัวอย่างที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าพระเถระองค์นั้นเชี่ยวชาญที่สุด ในเรื่องลมหายใจ นี้ เรื่องอานาปานสติ, อยู่มาก็ศึกษามา, อยู่มาก็ศึกษามา จนรู้จนควบคุม ได้ จนสบายดี จนถึงวาระสุดท้ายที่จะดับสังขาร จะดับสังขารก็เรียกประชุมพระลูกศิษย์ ลูกหา ให้มาที่กลางสนาม แล้วบอกว่า เธอยืนอยู่ตรงนี้ แล้วฉันจะเดินไปเดินมา คือว่า เดินเหมือนกับเดินจงกรม, เดินไปสุดทางโน้นพอสมควร แล้วก็วกกลับมาทางนี้พอ สมควร, เดินกลับไปกลับมาผ่านหน้าคนที่ยืนเฝ้าอยู่. พอวาระสุดท้ายก็เดินมาถึงตรงที่ คนเฝ้าอยู่พอดี แล้วท่านก็ตาย, ตายในอ้อมแขนรับของพระที่ยืนคอยที่อยู่
น.267 นี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า อานาปานสตินั้นทำให้รู้เรื่องการหายใจ เรื่องชีวิต เรื่องหายใจครั้งสุดท้ายอะไรได้ดีถึงอย่างนี้, เรียกว่าควบคุมอะไรได้มาก, ควบ คุมเรื่องเกี่ยวกับกายทั้งหมดทั้งสิ้นได้ เรื่องสัญชาตญาณไม่มาทำอะไรได้ ไม่มาทำให้กลัว ไม่มาทำให้ผิดพลาดอะไรได้. แต่ว่าที่ดีที่สุด ของการศึกษาเรื่อง กายานุปัสสนา นี้ มันมีผลดีที่สุดตรงที่ ว่า จะไม่โง่จนถึงกับยึดถือว่า กายนี้เป็นตัวตน, หรือกายนี้เป็นของตน ; เพราะ ว่าท่านได้เที่ยวศึกษาไปจนทั่วถึงในเรื่องของกาย, เรื่อง การปรุงแต่ง ของกาย คือลม หายใจ, เรื่องกิริยาอาการ ที่ลมหายใจปรุงแต่งร่างกายอย่างไร มากน้อยอย่างไร ทั่วถึง ดีหมด, ก็เห็นแต่เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติล้วน ๆ ของร่างกาย ซึ่งประกอบอยู่ ด้วยธาตุ ๔ แล้วก็หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยลมหายใจ, ก็เลยรู้หมดทุกเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย จนไม่ เห็นว่าตรงไหนจะเป็นตัวตนได้, จนเห็นชัดว่า เกี่ยวกับร่างกายทั้งหมด ไม่มีตรงไหนที่ จะเป็นตัวตนหรือเป็นของตนได้ ท่านก็เลยถอนความยึดถือว่าตัวตนว่าของตนออกไป เสียได้หมดเลย ออกไปเสียได้หมดเลย ออกไปเสียได้หมดเลย. นี่ ผลเลิศประเสริฐของ กายานุปัสสนา ทำให้เพิกถอนอุปาทาน ยึดถือว่าตัวตนของตนออกไปเสีย จาก ร่างกาย หรือทุกอย่างที่เกี่ยวกับร่างกาย ได้หมด ไม่มีตัวตนอะไรที่ไหน ที่เกี่ยวกับร่างกาย เรียกว่าหมดปัญหาไปเรื่องหนึ่ง, คือเรื่องกาย ไม่มีส่วนที่จะหลงว่าเป็นตัวเป็นตน ไม่มี ตัวไม่มีตนในเรื่องของร่างกาย. นี้ก็เป็นอันว่า สัญชาตญาณที่มันคอยจ้องที่จะให้มีอะไรเป็นตัวตน มันถูกตัดไปเสียส่วนใหญ่หนึ่งแล้ว คือส่วนร่างกายนี้เลิกกันหมดหวังไป, ไม่โง่ เหมือนเด็ก ๆ ทีแรกที่ว่าอะไรเกิดขึ้นนิดหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายเกี่ยวกับทางกาย ก็ถือเป็น เรื่องของกายเป็นตัวตนของร่างกาย, แล้วก็ทำไปตามความต้องการของกายแล้วก็บำรุง บำเรอร่างกาย เหมือนกับที่คนแก่ ๆ ทั้งหลายก็ยังคงกระทำอยู่. ขอให้คิดดูให้ดี, มันไม่
น.268 มีการหลงบำรุงบำเรอร่างกายอีกต่อไป เพราะเห็นว่าร่างกายนี้ มิใช่ของตน มิใช่ของ ตน, เพราะประสบความสำเร็จในการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอานาปานสติ หมวดที่ ๑ มีอยู่ ๔ ข้ออย่างนี้. นี่เรียกว่าหมวดกาย, หมวดกายสำเร็จไป ควบคุมสัญชาต- ญาณได้เท่าไร, แล้วเลิกล้างสัญชาตญาณฝ่ายโง่เขลายึดถือได้เท่าไร, พัฒนาสัญชาติ- ญาณแห่งความฉลาด ฝ่ายความฉลาด ฝ่ายโพธิ ให้เกิดขึ้นมาแทน ก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ตน ก็พร้อมที่จะทำให้ถูกต้องตามเรื่องราวของธรรมชาติต่อไป. นี่หมวดที่ ๑ กายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐานอานาปานสติ มันพัฒนาสัญชาตญาณได้. สรุป อีกทีหนึ่งว่า มันควบคุมกาย ความเป็นไปของกาย สิ่งปรุงแต่งกายได้, ก็เลยมีแต่ความถูกต้องของกาย; แล้วอะไรที่จะควบคุมกาย เป็นปัจจัยแห่งกาย เป็น สังขารแห่งกาย มันก็จัดกระทำอย่างถูกต้อง มันก็ได้กายที่ดี. แล้วมันก็ ไม่หลงเอากาย นี้ว่าเป็นตัวตน เพราะมันรู้ชัด ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกแง่ทุกมุม ทุกขั้นทุกตอน ว่าเป็น ไปตามธรรมชาติของกาย ไม่ใช่ตัวตน, การที่ยึดถือเอาร่างกายเป็นตัวตนเป็นอันว่าหมด เลิกกัน ไม่ต้องมี. หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนา. ทีนี้ ก็มาถึงหมวดที่ ๒ อานาปานสติ หมวดที่ ๒ เรื่องเวทนา, เรื่องเวทนา ถ้าเจริญเวทนานุปัสสนาอย่างที่ว่ามาแล้ว คือสรุปใจความว่า ทำกายสังขารสงบรำงับ, มีสมาธิทางกาย มีปีติความพอใจทำสำเร็จ นี่เป็นสุขเวทนา. ปีติก็เป็นสุขเวทนา ความสุขก็เป็นสุขเวทนา, รู้ชัดว่าสุขเวทนานี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร, เป็นสุขเวทนาชั้นเลิศ ไม่ใช่สุขเวทนาหลอกลวง. คนธรรมดารู้จักแต่เวทนาหลอกลวง, แล้วก็หลงใหลในเวทนา หลอกลวง. เรื่องอร่อยทางตา เรื่องอร่อยทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางผิวหนัง
น.269 ทางจิตใจ หลงในความเอร็ดอร่อยว่าสุขเวทนา, เวทนาเหล่านั้นเป็นเวทนาหลอกลวง, มัน มีความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ความอะไรอยู่ในนั้นก็ไม่รู้สึก. แต่ถ้าว่า เวทนาอันแท้จริง ที่ไม่หลอกลวง มากถึงอย่างนั้น เป็นความสุขพอจะเรียกว่าความสุขได้โดยไม่หลอกลวง ก็คือเวทนาที่เกิดมาจากการกระทำสำเร็จในทางภาวนา คือทำกายให้ระงับจนมี สมาธิทางกาย, มีปิติแท้จริง สุขแท้จริงเกิดขึ้น ซึ่งควรจะเรียกว่าสุขเวทนาที่แท้จริง และไม่หลอกลวง. นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ว่า ได้เข้าถึงยอดสุดของสิ่งที่มนุษย์หลงใหลบูชา. เอ้า, พูด สรุปเสียใหม่ว่า ในโลกนี้มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงบูชาสุขเวทนา ; ถ้าไม่รู้ก็ไปบูชาสุขเวทนาที่หลอกลวง, ถ้าพอจะรู้บ้าง ก็บูชาสุขเวทนาที่ไม่หลอกลวง แต่แล้วมันก็เป็นเรื่องสุขเวทนา, มนุษย์ทุกคนในโลกเป็นทาสของสุขเวทนา ทำ อะไร ๆ ทุกอย่างเพื่อสุขเวทนา ไม่รู้เวทนาที่หลอกลวง ก็หลงไปในเวทนาที่หลอกลวง, ถ้ารู้มันก็ดีไปไม่ต้องหลงในเวทนาที่หลอกลวง, ที่เป็นปัญหาแก่คนทั่วไป ก็หลงใน เวทนาที่หลอกลวง ไม่ได้พอใจในความสุขที่แท้จริงเพราะไม่รู้จัก, เพราะไม่รู้จักความ สุขที่แท้จริง, หลงในเวทนาที่หลอกลวงทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ด้วยก็ได้ ; แต่ส่วนใหญ่มันอยู่ที่ ๕ ทาง ข้างต้นจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนี่ เพราะมันโง่มาแต่เกิด มีความรู้สึกพอใจในสิ่งเหล่านี้มาเรื่อย ๆ มันก็พอ ใจอยู่ตลอดเวลา ในรสของสุขเวทนา, ไม่รู้เลยว่า สุขเวทนาชนิดหลอกลวงนี้มัน เป็นเรื่องบ้าวูบเดียว, บ้าวูบเดียวทั้งนั้น. ช่วยจำคำว่าบ้าวูบเดียว ไว้บ้าง, มัน จะไปแก้ไขปัญหา ที่จะไม่หลงใน ความเพลิดเพลินอันหลอกลวง, หรือสุขเวทนาชนิดที่หลอกลวงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเป็นเรื่องบ้าวูบเดียวทั้งนั้น มันจะมีค่าอะไรนักหนา. เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เรื่องบ้าวูบเดียว มันเป็น สุขเวทนาที่แท้จริง เกิดมาจากสมาธิ ทำสมาธิได้สำเร็จ, เป็นปิติเกิดจาก สมาธิ เป็นสุขเกิดจากสมาธิ เรียกว่ามันได้เข้าถึงรสอันแท้จริงของเวทนา หรือสิ่งสูงสุด
น.270 ที่มนุษย์หลงกันนัก, ไม่มาหลงชนิดต่ำ ๆ โง่ ๆ ง่าย ๆ ของเด็ก ๆ, เข้าถึงสิ่งสูงสุดที่ผู้มีสติ ปัญญาจะเข้าถึงได้ ก็ไม่หลงในเวทนานั้น ๆ; แปลว่าความสุขก็มายุให้จิตใจกระโดดโลด เต้นไปตามไม่ได้ เรียกว่าความสุขชนิดไหนก็จะมาปรุงแต่งจิตใจให้ลิงโลด ให้กระโดดโลด เต้นไปไม่ได้ เพราะไม่หลงในเวทนา. นี่เวทนาอย่างไหนแต่ละอย่างละอย่าง ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้นก็ได้ ทางผิวหนังก็ได้ ทางจิตใจก็ได้ มันไม่หลง. นี้ไม่ หลงในเวทนาเฉพาะอย่าง เพราะเจริญเวทนานุปัสสนา, แล้วก็เพราะมันควบคุม ได้ เพราะควบคุมได้ ควบคุมเวทนา ได้ ก็ไม่มีโทษ ไม่เกิดโทษจากเรื่องของเวทนา ที่ปรุงแต่งติดต่อกันไป. อย่าลืมว่า โดยหลักสำคัญ สูงสุดที่สุด เวทนาเกิดแล้วมันทำให้เกิดสัญญา มั่นหมาย ว่าสุขเวทนานั้นอย่างนั้น สุขเวทนานี้อย่างนี้, ,อย่างนี้ของผู้หญิง อย่างนี้ของ ผู้ชาย เรียกว่าสัญญา, เวทนาให้เกิดสัญญา. เมื่อเกิดสัญญา อย่างนี้แล้ว มันก็ ใคร่ ครวญคิดนึกไปตามสัญญานั้น ๆ นี้เรียกว่าวิตก. ระยะที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้มันมี อยู่ ๓ ระยะ คือ เป็นเวทนาขึ้นมา, แล้วก็ปรุงสัญญาขึ้นมา, แล้วสัญญาก็ปรุงแต่ง วิตก คือความคิดนึกขึ้นมา; นี้เป็นปฏิจจสมุปบาทตอนที่สำคัญที่สุดที่มันจะ เกิดเรื่องเกิดทุกข์. ถ้าเจริญเวทนานุปัสสนามาอย่างถูกต้องแล้ว มันควบคุมได้, มันควบคุม ได้ เวทนาไม่เกิดสัญญา, สัญญาไม่เกิดวิตก, มันหยุดเสียได้ซึ่งเวทนา สัญญา และวิตก; หยุดการปรุงแต่งได้ มันก็ไม่เกิดความคิดชนิดที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สัญชาตญาณจะไม่มาทำให้เกิดความคิดเลวร้ายได้อีกต่อไป ; เพราะมันควบคุมได้ อย่างนี้ ไม่หลงเอาเวทนาเป็นตัวตน. แม้ว่าจะรู้สึกเวทนาเอร็ดอร่อยพอใจอย่างไร ก็ไม่ เกิดความคิดว่ากูเป็นผู้เสวยเวทนานั้น ๆ, หรือว่าจะเสวยทุกขเวทนาอันเลวร้ายเพียงไร ก็
น.271 ไม่เกิดความรู้สึกว่าตัวกูเสวยทุกขเวทนานั้น, เพราะมารู้แจ้งโดยจริง ว่าเวทนานั้น คืออะไร ไม่ถือเอาเวทนาเป็นตัวตน. เมื่อไม่ถือเอาเวทนาเป็นตัวตน ก็นับว่าเกือบจะหมดปัญหา, เรื่องรูป เรื่อง สัญญา เรื่องสังขาร เรื่องวิญญาณนั้นมันไม่ยั่วยวนมากเท่าเวทนา; โดยเฉพาะคือ สุข เวทนา, สุขเวทนานี้มันยั่วยวนตัณหามากที่สุด. เดี๋ยวนี้พูดกันเสียเลยในคราวเดียว กันว่า ไม่ยึดขันธ์ ๕ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง ว่าเป็นตัวตน เป็นหลักสำคัญในพุทธ- ศาสนา. อุบาสกอุบาสิกาท่องกันมากี่ร้อยครั้งกี่พันครั้งแล้ว มันก็ยังไม่รู้อะไร ว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺทา ทุกฺขา โดยสรุปแล้วเบญจขันธ์ที่มีอุปาทานประกอบอยู่นั้นเป็นตัวทุกข์ ก็ได้แต่ว่าเท่านั้นแหละ, ไม่ได้รู้โดยประจักษ์ว่าเป็นตัวทุกข์อย่างไร, แม้แต่พระเณร ก็ว่าอย่างนั้นแหละ, อุบาสกอุบาสิกาก็ว่าอย่างนั้นแหละ มันก็เลยเป็นนกแก้วพูดจ้อ กันไปอย่างนั้นว่า เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้ เรามาเอาเวทนา ขันธ์เป็นหลักใหญ่ ว่าไม่มีเวทนาขันธ์ที่หลอกให้ยึดถือว่าเป็นตัวตน, แต่ควรจะ พูดให้หมดทั้ง ๕ ขันธ์ดีกว่า. การเกิดของอุปาทานขันธ์. ในบางคราวบางเวลาฟังให้ดี ฟังให้ดี ว่า ในบางคราวบางเวลา เราพอใจ สนใจอยู่แต่กับเรื่องของร่างกาย ร่างกายมันทำอะไรได้ดี หรือถึงกับว่ามันจะเป็นสื่อ ของเวทนาได้ดีก็ตามใจ, ร่างกายนั่นแหละมันเป็นที่พอใจของคน ๆ นั้น ว่าเรามีร่างกาย ที่ดีที่สุด ที่วิเศษที่สุด สามารถในหน้าที่ที่สุด ทำกิจกรรมทางเพศได้ดีที่สุด อะไรก็ตาม, มันเป็นเรื่องของร่างกาย แล้วก็ พอใจว่าร่างกายนั่นแหละคือตัวกู, ร่างกายที่ทำ อะไรได้ตามความพอใจนั่นแหละ เอาร่างกายเป็นตัวตน ; อย่างนี้ก็ยึดถือ เอาร่างกาย
น.272 เป็นตัวตนสำหรับจะทำอะไร, ถ้าจิตมันไปเอาอื่นเป็นตัวตน ร่างกายนี้ก็ถูกยึดถือ ว่าของตน. แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้ามันยึดถือร่างกายนี้ว่าตัวตน ทำอะไรได้ตามที่ต้อง การ มันก็ จะเกิดความคิดซ้อนขึ้นมาว่า กูมีร่างกายของกู ที่ได้อย่างใจกู : อย่างนี้ เรียกว่า เขาได้ยึดเอารูปขันธ์ว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นของตน , ยึดถือรูปขันธ์ว่าเป็นตัว ตน ว่าเป็นของตน นี้ในกรณีที่จิตมันหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องของร่างกาย. ทีนี้ คราวอื่น กรณีอื่น มันไป รู้สึกรุนแรงอยู่กับเรื่องของเวทนา : สุข ทุกข์ อทุกขมสุข อะไรก็ตาม เป็นความรู้สึกที่มีความรุนแรงรู้สึกอยู่ในจิตใจ จนความ รู้สึกอื่น ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้น มันก็โง่ ความรู้สึกเวทนา หรือผู้รู้สึกเวทนานี่หรือตัวเวทนา ที่รู้สึกอยู่นี่ มันมีตัวตนเป็นผู้รู้สึกอยู่ในนั้น, อย่างนี้มัน เอาเวทนาเป็นตัวตน, โดยคิด สั้นๆ โง่ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรว่า ความรู้สึกได้นี่คือตัวตน, มันก็ ยึดถือเอาเวทนา เป็นตัวตน, หรือจะยึดถือเอาว่า เวทนาที่เอร็ดอร่อยเป็นเวทนาของตน ก็มีตัวตนอยู่ ในเวทนา, แล้วเอาความเอร็ดอร่อยจากเวทนาหรือรู้สึกอะไรก็ตาม เป็นของของตน. ลืมเรื่องขันธ์อื่น ๆ หมด จิตมันรู้สึกอยู่แต่เรื่องเวทนาขันธ์อย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ ก็เรียกว่าในขณะนั้น ในขณะนั้นในกรณีนั้น บุคคลนั้นได้ยึดถือเอาเวทนาขันธ์ว่า เป็นตัวตน, ยึดถือเอาเวทนาว่าเป็นตัวตน. เวทนาเฉย ๆ มันก็กลายเป็นเวทนูปา- ทานขันธ์ ขึ้นมา ; เพียงแต่รู้สึกเป็นเวทนาเฉยๆเป็นเวทนาขันธ์. แต่ถ้า จิตโง่ เข้าไปฝังตัวว่าในนั้นมีตัวตนผู้รู้สึก และ รู้สึกเป็นของตน นี้ก็เรียกว่าเวทนาขันธ์นั้น ได้ถูกยึดถือ ได้กระทำให้มีความหมายเป็นตัวตนขึ้นมา, ก็เปลี่ยนชื่อเรียกว่าเวทนูปา- ทานขันธ์. ก่อนนี้เป็นชื่อว่าเวทนาขันธ์เฉย ๆ เป็นความรู้สึกทางเวทนา. เดี๋ยวนี้ มันกลาย เป็นเวทนาขันธ์ที่ถูกอุปาทานเข้าไปยึดมั่น โดยความ เป็นตัวตนของตนก็ เป็นทุกข์. เวทนาขันธ์เฉย ๆ มันก็ไม่ทรมานอะไร แต่ ถ้าเวทนาถูกยึดถือว่าเวทนาของ ตนแล้ว มันก็ทรมาน ด้วยความรัก ด้วยความพอใจ, ด้วยความวิตกกังวล ด้วยอาลัย อาวรณ์. ทุกอย่างนี้เรียกว่ามัน เป็นทุกข์ เพราะเวทนาขันธ์ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน.
น.273 ทีนี้ในบางคราว ในบางกรณีอื่นอีก กำลังมีความรู้สึกทางสัญญา มั่น หมายอย่างนั้นอย่างนี้ : สัญญาว่าสุข สัญญาว่าทุกข์ สัญญาว่าได้ว่าเสียว่าแพ้ว่าชนะ, สัญญาว่าจะเป็นจะตายอะไรก็ตาม สัญญาว่าหญิงว่าชายอะไรก็ตาม, มีความสำคัญด้วยสัญญา หมายมั่นลงไป. ถ้าจิตมันมีสัญญาอย่างนี้ มันก็ยึดถือสัญญาซึ่งมีสิ่งที่รู้สึกอยู่นั้น ว่าเป็นตัวตน ว่าในสัญญามีตัวตนสำหรับจะรู้สึกสัญญา, แล้วก็มีสัญญาเหล่านั้นเป็น สัญญาของตัวตน ผู้รู้สึกอย่างนั้น. ถ้าความคิดมันเดินอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ก็เรียกว่า ผู้นั้น กำลังยึดถือสัญญาขันธ์ว่าเป็นตัวตน สัญญาขันธ์ก็กลายเป็นสัญญูปาทานขันธ์ ไป, มันพร้อมกันไม่ได้มันคนละทีเสมอ. ทีนี้ ในกรณีอื่น เวลาอื่น จิตมันกำลังคิด ๆๆ คิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้ คิด ดีคิดชั่ว, คิดไม่ชั่วไม่ดีอะไรก็ตาม, คิดๆๆ เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น ความโง่มันก็ สอดขึ้นมาว่ามีตัวผู้คิด ก็ยึดถือเป็นตัวผู้คิด มีอยู่ในความคิด, แล้ว เป็นความคิดของ ตัวผู้นั้น ; อย่างนี้เรียกว่าบุคคลนั้น ในขณะนั้น ในเวลานั้น ได้ยึดถือเอาสังขาร- ขันธ์ว่าเป็นตัวตน ก็เกิดเป็นสังขารูปาทานขันธ์ขึ้นมา คือสังขารขันธ์ที่ถูกยึดถือ โดยความเป็นตัวตนเสียแล้ว มันก็เป็นทุกข์. ทีนี้อันสุดท้าย วิญญาณรู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อใดมีความรู้ แจ้งใน ๖ ทางนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ กำลังรู้แจ้ง, มันก็ เห็น เป็นที่น่าอัศจรรย์ในความรูแจ้ง มันรู้แจ้งได้อย่างประหลาด, มันต้องมีของพิเศษ ประหลาดเป็นกายสิทธิ์เป็นศักดิ์สิทธิ์ ก็ยึดถือเป็นตัวตนในวิญญาณ ที่ทำความรู้แจ้งต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ว่าเป็นตัวตน. นี่เรียกว่า ในกรณีนั้น ผู้นั้น ได้ยึดถือเอาวิญญาณขันธ์ว่าเป็นตัวตน, แล้ววิญญาณ- ขันธ์เฉย ๆ ก็กลายเป็นวิญญาณูปาทานขันธ์ ขึ้นมา.
น.274 เราท่องกันอยู่หลายหนแล้ว กลัวว่าจะจับตัวจริงของมันไม่ได้ ว่ามันหมาย ความว่าอย่างไรว่า สงฺขิตเตน ปญฺจฺปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา-โดยสรุปขันธ์ ๕ ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานเป็นตัวทุกข์, เสยฺยถีทํ-อะไรบ้างเล่า, รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ, กลัวจะไม่รู้จักอุปาทาน นักขันโธ ๕ อย่าง แต่ละอย่างนี้ว่ามันเป็นอย่างไร. ฉะนั้น ศึกษาเรื่องขันธ์ ๕ ให้เข้าใจ จะรู้พุทธศาสนาได้โดยง่าย ว่าเรามีร่างกายชีวิตจิตใจ ที่แบ่งหน้าที่ออกไปเป็นหน้าที่ใหญ่ๆ ๕ อย่าง : สำหรับ กาย ทำทางรูป, เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ ทำทางจิตใจ, แล้วก็ ทำกันคน ละที ไม่อาจจะทำทีเดียวพร้อมกันทั้ง ๔ อย่าง ๕ อย่าง. เมื่อกำลังทำหน้าที่ อย่างใดอยู่ จิตมันโง่ไปยึดถือหมายมันเป็นมีตัวผู้ทำ สมมติด้วยความโง่ขึ้นมาในใจ ยึดถือความโง่ขึ้นมาในใจ ว่ามีตวผู้ทำ นั่นแหละ คือ ยึดถือว่าตัวตน แล้วทำ ก็ทำเอา เป็นของตน มันก็ยึดถือว่าของตน. ฉะนั้น เบญจขันธ์ ทั้ง ๕ ขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ จึงมีโอกาสที่จะถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตนได้เท่ากันทั้ง ๕ ขันธ์ และทั้งตนและของตน ได้ทั้ง ๕ ขันธ์. เดี๋ยวนี้ เราไม่รู้เราก็ควบคุมมันไม่ได้ ; เพราะว่าสัญชาตญาณที่มีแรงมาก มันคอยแต่จะคิดอย่างโง่ ๆ ไปตามสัญชาตญาณ ที่ไม่ได้ รับการอบรม. ถ้ามาอบรมเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตาให้เพียงพอ สัญชาตญาณก็เป็น สัญชาตญาณโพธิ, ไม่เป็นสัญชาตญาณกิเลส. สัญชาตญาณกิเลสที่ยังโง่ ที่จะยึดถือเอา เป็นตัวตนของตน เปลี่ยนมาเป็นสัญชาตญาณโพธิ มันรู้แจ้งว่า ไม่ใช่ของตน ก็ ไม่เกิดความยึดถือว่าของตน.
น.275 ประโยชน์ของการเจริญเวทนานุปัสสนา. นี่การรู้เรื่องเวทนาอย่างถูกต้องนี้ มันป้องกันไม่ให้เกิดความยึดถือว่าตัวตน ในสิ่งที่มีความยั่วยวนให้ยึดถือมากที่สุด ในบรรดาขันธ์ทั้ง ๕ นั้น. ขันธ์ที่จะยั่วยวน ให้เกิดความยึดถือว่าตัวตนมากที่สุดนั้น คือเวทนานันเอง, คือเวทนาขันธ์นั่นเอง ฉะนั้น หลักธรรมะที่สำคัญ สูตรที่สำคัญ ๆ จึงยกเอาเวทนามาเป็นเรื่องการยึดถือว่า ตัวตนว่าของตน มีอยู่ทั่วไป ; เพราะว่าเรื่องเวทนามันสำคัญมาก มันมีกำลังมาก มัน มีความยั่วยวนให้ยึดถือมาก. เดี๋ยวนี้ เรามารู้ความจริงของมันเสียแล้ว ก็ไม่ยึดถือ เอาเวทนาว่าเป็นตัวตนของตนด้วยสัญชาตญาณโง่ ๆ นั้นอีกต่อไป. ขอให้รีบพัฒนาให้สัญชาตญาณโง่ ๆ นั้น หมดฤทธิ์หมดอำนาจไป, กลาย เป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิ รู้สืบต่อมาจากสัญชาตญาณโง่ ๆ อย่างตรงกันข้าม, มันก็ไม่ มีความยึดถือว่าตัวตนของตนในเวทนานั้น. นี่คือ เวทนานุปัสสนา สามารถ พัฒนาสัญชาตญาณแห่งกิเลส ให้เป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิขึ้นมา, แล้ว เพิกถอน เสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนได้, ทำนองเดียวกับที่กายานุปัสสนา มันทำให้เพิก ถอนการยึดถือกายว่าตัวตนเสียได้. เวทนานุปัสสนามันก็ทำให้เพิกถอน การยึดถือว่าตัวตน ของตนในเวทนาได้, แล้วมันเนื่องกันเวทนาให้เกิดสัญญา, สังขาร, วิตก, มันเป็น สังขาร ถ้าควบคุมเวทนาได้มันก็ไม่ยึดถือสัญญาขันธ์ และ วิตก คือ สังขารขันธ์ ว่าเป็นตัวตนได้อีกด้วย. นี่ประโยชน์ของการที่เจริญเวทนานุปัสสนา รู้จักเวทนาโดยเป็นจริง ตาม ที่เป็นจริง ว่าเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิตคือวิตก, แล้วก็ ทอนกำลังมันเสีย ให้เห็นว่า เวทนาสักแต่ว่าเวทนา ไม่มีตัวตน อันสำคัญอะไร. ความคิดมันก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างโง่ เขลา เพราะว่าเวทนาคือปีติและสุขนั้นถูกพิจารณาเห็นเสียแล้ว, ว่า มันเช่นนั้นเอง,
น.276 ตามธรรมชาติอย่างนั้นเอง, มัน ไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นของตน. นี่ประโยชน์ของ เวทนานุปัสสนา ควบคุมกำลังของสัญชาตญาณกิเลสได้, ยกเอาสัญชาตญาณแห่งโพธิขึ้น มาแทน เป็นการพัฒนาสัญชาตญาณอย่างดีที่สุด ; เพราะว่าสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลก ทั้งเทวโลก ด้วยก็ได้ที่ยังมีความรู้สึกในเวทนาแล้ว มันก็บูชาเวทนากันทั้งนั้น. พูดอย่างนี้มันอาจจะ เป็นปรมัตถ์มากเกินไปสำหรับคนโง่, คนโง่อาจจะบูชาเงินทอง ข้าวของ ลูกเมีย บุตร ภรรยา ปัจจัยอะไรต่าง ๆ แต่ว่าลืมไปว่าทั้งหมดนั้น มันเพื่อสุขเวทนาของกู มีเงิน มีทอง มีข้าว มีของ มีเกียรติยศ มีอำนาจวาสนา มีอะไร ๆ ก็ตามล้วนแต่เพื่อเวทนา เป็นสุขของกู, รวมความแล้วมันก็คือ บูชาเวทนาเป็นสุขของกู. แต่นี้ เรามารู้ความ จริง ว่า โอ้, นี้มันหลอกลวงนี่ ก็ไม่บูชาเวทนาชนิดนั้นอีกต่อไป, ก็เป็นสัญชาต- ญาณที่เป็นโพธิขึ้นมา สำหรับที่จะควบคุมชีวิตจิตใจนี้, ไม่ให้ไปหลงใหลในเวทนา ชนิดนั้น. หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนา. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงหมวดจิต, จิตตานุปัสสนา รู้จักจิตทุกชนิดที่จะปรุงแต่ง ขึ้นมาได้อย่างไรจากเวทนา. เวทนาปรุงแต่งจิต ปรุงแต่งขึ้นมาได้กี่อย่างกี่ชนิด กี่สิบ อย่าง กี่สิบชนิดก็ตาม, จิตอย่างนั้น จิตอย่างนี้ จิตอย่างโน้น จนกระทั่งถึงว่าไม่มีจิตอื่น ยิ่งกว่า, มันก็เป็นสักว่าจิตที่เวทนาปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ตัวตน. จิตตานุปัสสนานี้ เมื่อฝึกดีแล้วบังคับจิตได้ตามต้องการ : อภิปฺปโมทยํ -ทำให้จิตบันเทิง, สมาทหํ - ทำให้จิตตั้งมั่น, วิโมจยํ -ทำจิตให้ปล่อยวาง. คือว่า สามารถจะบังคับให้จิตบันเทิง พอใจก็ได้, บังคับให้จิตหยุดตั้งมั่น อย่างเดียวก็ได้, บังคับจิตให้ปล่อย ปล่อยสิ่งที่ ยึดถือหลงใหลเสียก็ได้, มันมีอยู่สามอย่าง ที่สำคัญที่สุด ที่ว่า ถ้าทำได้ ก็เป็นการ บังคับจิตได้ : ให้จิตบันเทิง ให้จิต ตั้งมั่น ให้จิต ปล่อยวาง. จิตเปลี่ยนไปได้กี่ชนิด กี่ร้อยชนิดก็ตามเถิด, ก็รวมอยู่ที่ว่า ถ้าจะบังคับกันก็บังคับให้มันบันเทิง คือเป็นสุข
น.277 แล้วก็ ตั้งมั่น อยู่ ไม่ต้องเป็นสุขเป็นทุกข์, แล้วก็ให้ ปล่อยวาง สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน นั้นเสีย. ถ้าบังคับจิตได้อย่างนี้ มันคือบังคับสัญชาตญาณอย่างที่สุดแล้ว ; เพราะว่าที่จะไปหลงใหล มันก็เพราะอำนาจของสัญชาตญาณที่ไม่ได้พัฒนา. เมื่อพัฒนา แล้ว มันก็หลงใหลไม่ได้, จิตดำรงอยู่ในความถูกต้อง จิตมันจะเป็นไปในทางที่ ให้เกิดโทษ เกิดทุกข์เกิดอะไรไม่ได้อีกต่อไป, จะดำรงอยู่แต่ในความถูกต้อง เพราะว่า สามารถบังคับจิตได้. นี่ ถ้าปฏิบัติถูกต้องมาตั้งแต่กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา ซึ่งพูด ถึงเรื่องเวทนาเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต มาได้อย่างดีแล้ว ก็บังคับจิตได้ บังคบจิตได้ บังคับจิตให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้องได้ ก็ไม่มีปัญหา. จิตพลิกแพลงได้กี่ร้อยชนิดก็ ตามใจ, เดี๋ยวนี้บังคับได้ ให้อยู่แต่ในลักษณะที่ถูกต้องที่ควรจะเป็น คือ จิตตั้งมั่นหรือ จิตปล่อยวาง, หรืออย่างเลวที่สุด ก็ให้พอใจอยู่ในความถูกต้องของจิต อย่างนี้มันก็ยังดี, แล้วก็ว่า ตั้งมั่น คือไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจการปรุงแต่ง, แล้วก็ ปล่อยวาง เสีย, อะไร ๆ ไม่ยึดถือให้เป็นตัวตนหรือเป็นของตน ก็เป็นจิตที่หมดปัญหา. นี้เรียกว่า พัฒนาจนมีความรู้มีอำนาจเหนือจิต, จิตที่พัฒนาแล้วอย่างนี้ มีอำนาจเหนือจิตที่ไม่ได้ รับการพัฒนา. ถ้าพูดให้ตรงกว่านี้ ฟังให้ดี ๆ ก็จะพูดว่า จิตที่หมด ปัญหา จะเกิดขึ้นมาได้ แต่จิตที่ถูกต้อง, จะเกิดปรากฏขึ้นมาในห้วงแห่งความรู้สึกคิดนึกแต่ จิตที่พัฒนาแล้ว ที่ ถูกต้องแล้ว. จิตที่โง่เขลาที่เป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างต่ำ อย่างสัตว์นั้น เกิดไม่ได้ อีกต่อไป; อย่างนี้เราเรียกกันเสียใหม่ว่า เป็นนายเหนือจิต มันเป็นคำพูดโดยสมมติ, มันจะเอาจิตไหนมาเป็นนายเหนือจิตไหน ? มันก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ, ข้อเท็จจริง ของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้มันก็ควบคุมได้ว่า ให้เกิดแต่จิตชนิดที่มันถูกต้อง จิตที่เลวร้าย
น.278 ทุกชนิด ไม่อาจจะเกิดขึ้น, อย่างนี้เรียกว่าเป็นนายเหนือจิต สามารถจะให้เกิดได้ แต่จิต ที่มีประโยชน์ ; เมื่อมีอำนาจเหนือจิตอย่างนี้ก็คือมีอำนาจเหนือสัญชาตญาณ คือ จิตที่ไม่ได้รับการพัฒนา มีสัญชาตญาณที่ไม่ได้รับการพัฒนา. จิตที่พัฒนาแล้วคอยควบ คุมให้มีแต่ความถูกต้อง, จิตเลวร้ายตามสัญชาตญาณ ก็ไม่มีโอกาสที่จะแสดงบทบาท ประโยชน์ของจิตตานุปัสสนา. ผลดีในที่สุดก็มีว่า แม้ว่าจิตนี้จะน่ามหัศจรรย์ ดูเป็นของน่ามหัศจรรย์ กายสิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เหลือประมาณอธิบายไม่ได้ ก็ไม่ใช่ตัวตนอยู่นั่นเอง. จิตนี้สักแต่ว่าจิต, เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เรียกว่าวิญญาณธาตุ ได้รับสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งมาดี มันก็เป็น มาดี, ถ้าไม่ได้รับการปรุงแต่งแวดล้อมที่ดี มันก็เลวร้าย. จิตที่ไม่ได้รับการอบรม ให้ดี เป็นสิ่งเลวร้ายกว่าสิ่งใดหมด, เป็นศัตรูอันร้ายกาจยิ่งกว่าสิ่งใดหมด คือจิตที่ไม่ได้ รับการอบรม. ถ้าได้รับการอบรมดีแล้ว จิตนั้นจะเป็นมิตรที่ดีที่สุด เป็นเพื่อน ที่ดีที่สุด, มีประโยชน์ที่สุด ; ดังนั้นท่านจึงสอนให้อบรมจิต. แต่ แม้ว่าจิตมันจะทำ อะไรได้มาก อย่างนี้ น่ามหัศจรรย์อย่างนี้ ก็ยังมิใช่ตัวตน มันสักว่าจิต , เป็นธาตุ ตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ, ธาตุวิญญาณนั่นแหละคือธาตุจิต, มันเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง. ถ้าฝึก จิตตานุปัสสนาได้ดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า จิตอันน่ามหัศจรรย์ที่สุดนั้น ก็ยังมิใช่ตัวตน, มิใช่ตัวตน, ก็ได้รับผลดีในข้อที่ว่า สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน นั่นน่ะ ถูกทำลายแหลกลาญไปอีกขั้นหนึ่ง อีกขั้นหนึ่ง คือขั้นจิต
น.279 หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนา. นี้เหลือขั้นสุดท้ายขั้นที่ ๔ คือ ขั้นธัมมานุปัสสนา เห็นธรรมะคือธรรม- ชาติ. อยากจะพูดโดยหลักที่ชอบพูดง่ายๆ ว่า ธรรมะคือธรรมชาติ, ธรรมะคือกฎของ ธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือผลที่เกิดจากหน้าที่ ที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ; ทั้งหมดนั้น เป็นสักว่าธรรมชาติ ไม่มีอะไรจะเป็น ตัวตนได้ มันก็จะไม่เกิดความคิดโง่เขลาว่าเป็นตัวตน เป็นขั้นสุดท้าย. แม้ในสิ่งที่ ละเอียดที่สุด ประเสริฐที่สุด ประณีตที่สุด ยั่วยวนให้ยึดถือที่สุด มันก็ไม่เกิดความยึดถือ ว่าตัวตนในสิ่งใด ๆ. ผลของการเจริญธัมมานุปัสสนา. จิตพัฒนาโดยธัมมานุปัสสนาถึงที่สุดแล้ว ควบคุมจิตได้ ไม่วิปลาส ในเรื่องของไตรลักษณ์. สัญชาตญาณโง่เขลาเดิม ๆ นั้น มันจะมีความคิดวิปลาสใน เรื่องของ ไตรลักษณ์ คือเรื่องอนิจจัง เรื่องทุกขัง เรื่องอนัตตา. จิตที่ไม่ได้พัฒนา หรือ สัญชาตญาณที่ไม่ได้พัฒนา มันจะมีความวิปลาสไปเห็นเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา เสีย, มันไปเห็นเป็นของเที่ยง ของสุข และอัตตา. ถ้าพัฒนาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้น, จะเห็นชัดในความเป็นอนิจจังของธรรมชาติเหล่านั้น, ทุกขังคือ น่าเกลียด เปลี่ยนแปลง แล้วก็ทนทุกข์ แล้ว ถือเอาเป็นตัวตนไม่ได้, ความคิด เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ถูกต้อง เพราะเจริญธัมมานุปัสสนาอยู่เป็นประจำ. เมื่อทำได้อย่างนี้ มันก็มีผลต่อไปถึงกับว่า ควบคุมการเกิดอุปาทานได้ ไม่ให้เกิด, ถ้าเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาอยู่ มันเกิดอุปาทานว่าตัวตนไม่ได้, หรือ จะเกิด อุปาทานอย่างอื่น ๆ เช่น กามุปาทาน -ยึดถือในกาม, ทิฏฐุปาทาน -ยึดถือใน
น.280 ความคิดเห็นของตน, สีลัพพัตตุปาทาน -ยึดถือในวัตรปฏิบัติของตน ก็มีไม่ได้. มอง เห็นเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ ก็ไม่ยึดถือเอาเป็นตัวตน ; เป็นอันว่า ตัวตนละเอียดชนิดไหน ลึกซึ้งประณีตเท่าไร ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นในบุคคล ผู้เจริญธัมมานุปัสสนาอยู่. คนโง่เหล่านั้นไม่มีปัญญาในส่วนนี้ มันก็ไปยึดเอาของ ธรรมชาติมาเป็นของตน ; นี่พูดโดยอุปมาว่า ถ้าเราโง่ ใครก็ตามถ้าโง่ ก็ไปเอาของ ธรรมชาติ ตามธรรมชาติมาเป็นตัวกู มาเป็นของกู. นี้มันเป็นการปล้น เป็นการ ขโมย เหลือประมาณที่ว่ามันจะเลวร้าย, ได้ปล้นเอาธรรมชาติ, ตระบัดของผู้อื่นมา เป็นของตน, อย่างนี้มันเลวร้ายที่สุด. แต่ถ้าเจริญธัมมานุปัสสนาแล้วมันมีไม่ได้ ก็เลยเรียกว่า พัฒนาสัญชาตญาณ เลื่อนตัวตนได้ดีถึงที่สุด เพราะธัมมานุปัสสนา อันเป็นสติปัฏฐานข้อที่ ๔ อย่างนี้. ประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน ๔. ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน มองเห็นประโยชน์ของการเจริญสติปัฏ- ฐานทั้ง ๔. ว่าสามารถพัฒนาสัญชาตญาณได้อย่างไร : กายานุปัสสนาพัฒนาใน ส่วนไหน, เวทนานุปัสสนาพัฒนาในส่วนไหน, จิตตานุปัสสนาพัฒนาในส่วนไหน, ธัมมา- นุปัสสนาพัฒนาในส่วนไหน, ก็จะรู้เอาเอง เห็นได้เอง โดยไม่ต้องถามใคร. เป็นอันว่า อาตมาได้ชี้ให้เห็นว่า จะพัฒนาสัญชาตญาณโดยอาศัยสติปัฏฐาน ทั้ง ๔ นั้นทำได้อย่างไร แล้วจะมีผลอะไรเกิดขึ้น เป็นเค้าโครงสังเขปย่อ ๆ ไปศึกษา ใคร่ครวญต่อไป ให้เห็นละเอียด ถูกต้อง ชัดเจนสิ้นเชิง. สรุปความว่าเป็นการ พัฒนาสัญชาตญาณ ด้วยอานาปานสติ ซึ่งเป็นระบบสติปัฏฐาน ๔ ที่รัดกุม ไม่ ฟั่นเฝือ, เหมือนกับเรื่องสติปัฏฐานที่มาในสูตรอื่น ๆ. แต่ก็พอจะพูดได้ว่า ทุกสูตรก็
น.281 มุ่งหมายจะกำจัดความยึดถือว่าตัวตน ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่มันมักชักจะพื้นเผื่อ; เช่นในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น อาตมาไม่แนะนำ มันยาวเกินไป เพียงแต่เอามา อ่านก็ตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง. เดี๋ยวนี้มันมีสั้น ๆ อย่างนี้, แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอน อย่างนี้ ตรัสว่าตถาคตก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานาปานสติภาวนา อย่างนี้, เราก็ควร จะเอาอย่าง, เอามาใช้ในการพัฒนาสัญชาตญาณ ละจากสัญชาตญาณแห่งกิเลส มากลาย เป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิ, แล้วมันก็ง่าย ๆ ๆ สะดวกดายในการที่จะเดินไปตามทางธรรม, สำเร็จประโยชน์เป็นผู้บังคับสัญชาตญาณได้. ต่อไปนี้มันก็มีแต่ความถูกต้อง, เราต้องการจะทำอะไรที่ควรทำมันก็ทำได้ ; ไม่อยากจะโลภมันก็ละได้, ไม่อยากจะโกรธมันก็ละได้, ไม่อยากจะโง่ จะสะเพร่า จะหลงมันก็ละได้, มันมีผลดีอย่างนั้น. เมื่อเจริญอานาปานสติอย่างเพียงพอแล้ว คนเราก็มีสติเพียงพอ, มี ปัญญาเพียงพอ, มีสัมปชัญญะเพียงพอ, มีสมาธิเพียงพอ. นี่หลักการใหญ่ซึ่งจะ ต้องรู้ไว้ ว่าในการที่จะปฏิบัติถูกต้องทันแก่เวลา ต้องมีธรรมะ ๔ อย่าง คือ สติ สัมปะ ชัญญะ สมาธิ และ ปัญญา. ถ้าเจริญอานาปานสติอย่างครบถ้วน อย่างที่ว่ามาแล้ว ๔ อย่างนี้มันจะสมบูรณ์ที่สุด : ธรรมเป็นอุปการะแห่งความสำเร็จ ๔ อย่าง คือ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา. เมื่อเรา ฝึกอานาปานสติเพียงพอแล้ว เราก็มีปัญญา เรื่องไตรลักษณ์, เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องอิทัปปัจจยตาสมบูรณ์ มีปัญญาเตรียมไว้ เป็นทุน เป็นเดิมพันอยู่ตลอดเวลา. พอเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรเกิดขึ้น สติก็ไปเอา ปัญญามา, สติระลึกได้คือระลึกถึงปัญญา ที่ว่ามีอยู่อย่างไร เหมือนกับมันไปเอามา, ไปเอาปัญญามา เผชิญหน้ากับเหตุการณ์. ปัญญาความรู้อย่างถูกต้องนั้นมายืนคุม
น.282 เชิงอยู่ ในขณะที่มันมีเรื่องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างใดเมื่อไร มันเป็นสัมปชัญญะ, ปัญญาที่สติไปเอามาให้ยืนควบคุมสถานการณ์นี้เรียกว่าสัมปชัญญะ. สัมปชัญญะ ก็ทำหน้าที่เรื่อยไป รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เรื่อยไป. จัดการกับสิ่งที่จะมายั่วให้เกิดกิเลส ได้, ถ้ากำลังน้อยมันไม่พอ มีสมาธิที่ฝึกไว้ดีแล้วในอานาปานสติ, สมาธิมันก็เพิ่ม กำลังให้แก่สัมปชัญญะ สัมปชัญญะก็ตัดปัญหาได้ ตัดกิเลสได้. นี่รู้ไว้เถอะว่า การเจริญอานาปานสตินั้นมันสร้าง ไว้มากมาย ที่จำเป็น ๔ ประการ คือ สติ อย่างหนึ่ง สัมปชัญญะ อย่างหนึ่ง สมาธิ อย่างหนึ่ง ปัญญา อย่างหนึ่ง, ๔ อย่างนี้ที่จะทำให้เราควบคุมตัวเองได้. ขออภัย ยกตัวอย่าง เมื่อครูจะ บันดาลโทสะตีเด็กเกินขนาดอย่างนี้ ; ถ้ามีสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญาแล้ว ระงับได้ ควบคุมได้. สติมันระลึกถึงความถูกต้องที่เป็นปัญญาเอามาเป็นสัมปชัญญะ ควบคุมตัวอยู่ มันก็ทำไม่ลง, มันทำไปไม่ได้, ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็งพอ ก็เพิ่มความเข้ม แข็งให้พอ มันก็บังคับตัวเองได้. นี้ การทำอะไรที่มันรุนแรง มันผิดพลาด มัน เสียหาย มันก็ไม่เกิดขึ้น; นี่ขอให้มองเห็นตัวอย่างแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้. ทีนี้เรื่องที่มันใหญ่กว่านั้นมันก็อย่างเดียวกันทำนองเดียวกัน ถ้าปัญญา สะสมไว้มากพอ, สติขนเอามาคุมสถานการณ์ ยืนอยู่ เป็นสัมปชัญญะ, แล้วเพิ่ม กำลังสมาธิลงไปในสัมปชัญญะ มันก็ตัดปัญหาหรือกิเลส ที่จะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้น แล้วในกรณีนั้นๆ ให้สูญสิ้นไป. นี่คือ ผลประเสริฐวิเศษของการพัฒนาสัญชาตญาณ ; เราจะมีธรรมะ ๔ ประการนั้นอย่างเพียงพอ มีสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญาอย่างเพียงพอด้วย แล้วเราจะสามารถใช้ธรรมะ ๔ ประการ นี้ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา นี้ได้อย่าง คล่องแคล่วด้วย. เรามีมันอย่างเพียงพอด้วย, เราจะใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วด้วย, มัน
น.283 เลย กลายเป็นมีชีวิตชนิดที่ไม่โง่ ไม่หลับ ไม่หลง, แต่ว่าตื่นอยู่ รู้สึกอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตที่สามารถควบคุมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำได้อย่างเด็ดขาด สมตามความ ปรารถนา ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะไม่ไปหลง หลงใหลในเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้ ซึ่งเป็น เพียงความบ้าวูบเดียว. ขออย่าต้องพูดคำที่มันโสกโดกหยาบคายมากไปกว่านี้เลย, พูดว่า เรื่องทางตา หู จมูก ลิ้น กายอะไรเหล่านั้น แม้จะสนุกสนานเอร็ดอร่อยเพียงไร มันก็เป็น เรื่องบ้าวูบเดียว. ถ้าว่า ควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ไม่ได้ มันก็ไปบูชาเรื่องบ้าวูบ เดียว, แล้วก็วินาศกันไปตามความพอใจ. เอาละ, เป็นอันว่า การบรรยายในวันนี้ พูดถึง การควบคุมสัญชาตญาณ โดยใช้หลักอานาปานสติ. ขอให้ท่านทั้งหลาย ฟื้นฟูความรู้ความจำเรื่องอานา- ปานสติขึ้นมาศึกษาใคร่ครวญ, และถ้าปฏิบัติได้ก็ยิ่งดี, แล้วจะมองเห็นว่ามันจะ ควบคุมสัญชาตญาณนี้ได้อย่างไร. ความเป็นพุทธบริษัทก็จะมีสมบูรณ์ขึ้นมา ความ เป็นมนุษย์มันก็จะถูกต้องขึ้นมา แล้วเราก็หมดปัญหา, อยู่เหนือโลก เหนือปัญหาคือ เหนือโลก, แล้ววิมุตติคือหลุดพ้นไปจากปัญหา อยู่เหนือปัญหาก็คือโลกุตตระ คืออยู่เหนือ โลก. เพราะฉะนั้น เรื่อง วิมุตติ ก็ดี เรื่อง โลกุตตระก็ดี ก็อยู่ในกำมือ ที่จะทำได้. หวังว่า ท่านทั้งหลาย จะไปใคร่ครวญดูให้เห็นความจริงข้อนี้แล้วใช้ ให้เป็นประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้น แล้วมีความสุข ความสงบเย็น สมควรแก่อัตภาพของพุทธ- บริษัทอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ ฯ. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระ ธรรมคุณสาธยายส่งเสริมกำลังจิตให้มีมากขึ้น ในการที่จะประพฤติปฏิบัติตามธรรมะนั้น ๆ สืบต่อไป ในบัดนี้. ฯฯ
Buddhadasa