Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๙ — การพัฒนาสัญชาตญาณโดยอุปการธรรม

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.284 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงกล่าวในชุด ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม เพราะมันยังไม่จบ แต่มีหัวข้อ ย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า การพัฒนาสัญชาตญาณ โดยอุปการธรรม. [ทบทวน.] ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึง การพัฒนาสัญชาตญาณโดยธรรมที่เป็น คู่ปรับ โดยเฉพาะ คือสติปัฏฐานทั้ง ๔, สติปัฏฐานทั้ง ๔ มุ่งหมายที่จะกำจัดอุปา- ทาน ความยึดมั่นว่าตนว่าของตน อันจะมีในกาย ก็ดี ในเวทนา ก็ดี ในจิต ก็ดี ใน ธรรม ก็ดี, ไม่เกิดตัวตนในธรรมทั้ง ๔ นี้แล้ว ก็เป็นอันว่า หมดปัญหา ๒๕๕

น.285 แต่เดี๋ยวนี้ โดยหลักอันแท้จริงนั้น ธรรมะมีอยู่เป็นสองประเภท คือ ธรรมะ ที่เป็นหัวหน้า หมวดหนึ่งพวกหนึ่ง, และ ธรรมะที่เป็นอุปกรณ์ คือช่วยเหลือสนับ สนุน อีกพวกหนึ่ง. ถ้าได้ทำหน้าที่ทั้งสองพวก มันก็จะง่ายเข้าเร็วเข้า เป็นต้น ; ดังนั้น เราก็จะได้กล่าวถึงการใช้ธรรมะในหมวดอุปกรณ์กันต่อไป ในการร่วมมือกันกับธรรมะหลัก เพื่อจะกำจัดเสียซึ่งสัญชาตญาณแห่งตัวตน. ธรรมะหมวดอุปกรณ์ เหล่านี้ก็ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ พละ ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ , ท่านที่เคยฟังเคยเล่าเรียนมาแล้ว ก็ จะมองเห็นได้ทันทีว่า เป็นการใช้ธรรมะที่เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ นั่นเอง. สติปัฏฐาน ๔ หมวดแรกนั้น เอามา เป็นธรรมะหลัก สำหรับจะ เป็นการกำจด โดย ตรง เปรียบเสมือนทัพหลวง, และขอให้เข้าใจไว้ว่า ไม่ว่าในกรณีไหน ที่จะเป็นการทำลาย กิเลสกันแล้ว ท่านก็วางหลักไว้ ให้ใช้สติปัฏฐาน ๔ โดยเฉพาะเป็นหลักทั้งนั้นเลย, ธรรมะ นอกนั้น ก็ใช้เป็นอุปกรณ์. ทีนี้ ธรรมที่ใช้เป็นอุปกรณ์เหลืออยู่ ได้แก่พวก ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘. บางคนอาจจะไม่เข้าใจ บางคนอาจจะไม่เชื่อ ว่าทำไมมาลดเกียรติลดศักดิ์ศรี ของธรรมะเหล่านี้มาเป็นธรรมะอุปกรณ์ ; ถ้าท่านพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่า ธรรมะสติ ปัฏฐาน ๔ นั้นเป็นธรรมะหลัก เป็นธรรมะลึกซึ้ง เข้มแข็งสูงสุด ; เพราะว่า จะนำ ออกเสียซึ่งความยึดถือว่าตัวตน, สำคัญที่ตรงนั้น ถ้านำออกเสียได้จากความยึดถือ ว่าตัวตน กิเลสทั้งหลายที่เนื่องด้วยตัวตนด้วยของตน มันก็ไม่เกิด. ในที่นี้ก็ เหมือนกัน คือว่าเรามุ่งหมายจะทำลายสัญชาตญาณหลัก หรือสัญชาตญาณแม่, แม่บท คือสัญชาตญาณแห่งตัวตนนั่นแหละเสีย เป็นจุดใหญ่ เป็นจุดสำคัญ เป็นจุดศูนย์กลาง ครั้น ทำลายสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน คือตัวกู-ของกูเสียแล้ว สัญชาตญาณ ลูกน้อง ซึ่งเกิดจากสัญชาตญาณแม่นั้น มันก็ถูกทำลายไปเอง.

น.286 ไม่มีสัญชาตญาณแห่งตัวตนแล้ว สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร คือจะ ตะกละมัวเมาในอาหาร มัน ก็ลดไป, สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ก็ลดไป เพราะ มันไม่มีสัญชาตญาณตัวตน ที่เป็นเจ้าของเรื่องที่จะสืบพันธุ์. สัญชาตญาณแห่งความ กลัว ก็ลดไป, สัญชาตญาณ แห่งการต่อสู้ หนีภัยมันก็ลดไป, การรักตนการเห็นแก่ตน มันก็ลดไป, การพัฒนาตนด้วยกิเลส มันก็ลดไป, การบำเรอตน มันก็ลดไป, การอวดดี อวดตนมัน ก็ลดไป; เพราะว่า สัญชาตญาณหลักที่เป็นแกนกลาง คือความมี ตัวตนนั้นมันลดไป. ข้อนี้ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ มันเป็นหลักทั่วไป ซึ่งจะต้องใช้ตลอดกาล ; ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่มีตัวตน, ยึดถือเป็นตัวตน ยึดถือเป็นของตน, แล้วก็เกิดกิเลสเกิด ความทุกข์. ถ้าความยึดถือว่าตัวตนหมดไป มันก็ไม่รู้จะยึดถืออะไร, มันก็ไม่มีการ ยึดถือ, ไม่มีกิเลส, มันก็ไม่มีความทุกข์. มันเหมือนกับขั้วรวมของสิ่งที่เป็นพวง, ถ้า เราตัดที่ขั้วได้ สิ่งที่เนื่องอยู่ในพวงนั้น ทุก ๆ สาย มัน ก็พลอยถูกตัดด้วย. นี่ เรียกว่า มุ่งหมายจะ กำจัดสัญชาตญาณแห่งตัวตน ซึ่งเป็นแม่บทนั้นกันเสียก่อน, แล้วมัน ก็ง่ายในการที่จะควบคุมสัญชาตญาณเล็กๆ หรือมันก็จะพลอยหายไปด้วยกัน. เอ้า, ทีนี้จะตัดโดยตรง ด้วยธรรมะหมวดที่สำคัญที่สุด ที่ออกหน้าที่สุด จน ถึงกับจะกล่าวได้ว่า หลักธรรมะสำคัญที่สุดในพุทธศาสนาก็คือสติปัฏฐาน ๔ สำหรับ จะตัดปัญหาโดยตรง, นอกนั้นก็เป็นเครื่องช่วยเป็นอุปกรณ์. เสมือนหนึ่งกับว่ากอง ทัพใหญ่กองทัพมหาศาล มันต้องมีกองทัพหลวง, กองหลวงซึ่งเป็นกองประธาน, แล้วมันก็ มีกองหน้า มีกองหลัง, กองระวังซ้าย กองระวังขวา ข้างบนข้างล่าง หรือ กอง เสบียง กองอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย, ล้วนแต่ จะต้องทำการสัมพันธ์กับกองใหญ่กองกลาง คือกองหลวง. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราก็มีหลักสติปัฏฐาน ๔ ทำหน้าที่อย่างทัพหลวง อย่างในการบรรยายครั้งที่แล้วมา.

น.287 ทีนี้ก็จะได้บรรยายหมวดที่จะเข้าร่วมมือกันเป็นลำดับไป; ขอให้ทำความ เข้าใจให้ดีๆ มิฉะนั้นจะงง ๆ หรือจะไม่แจ่มกระจ่างพื้นเผื่อ ว่าโดยหลักทั่วไป ก็ใช้สติ- ปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ, โดยเฉพาะตามแนวแห่งอานาปานสติ ๔ ก็ได้กล่าวชี้ ให้เห็นแล้วว่า ข้อไหนกำจัดอย่างไร, สติปัฏฐานข้อไหนกำจัดสัญชาตญาณแห่งตัวตน อย่างไร, ตามหน้าที่ตามลำดับ. [เริ่มการบรรยายในครั้งนี้.] ธรรมอุปกรณ์หมวดปธาน ๔. ทีนี้ก็มาถึง การที่จะใช้หลักธรรมะร่วมมือ. หลักธรรมะหมวดแรกที่มา ถึงเข้า ก็คือ ส้มมัปปธาน ๔ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าปธาน, ปธาน ๔ ใน ๔ ข้อนั้น. ข้อที่ ๑ ก็เรียกว่า สังวรปธาน เพียรในการปิดกั้น; นี้ก็หมายความว่า ปิดกั้นป้องกันการเกิดแห่งตัวกู คือตัวตน นั่นแหละ, อุปาทานแห่งตัวตนจะเกิดขึ้น มาได้จากอะไร ก็เพียรระวังปิดกั้นการเกิด, ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า อุปาทานนี้มันก็เกิด จากตัณหา -ตัณหาก็เกิดจากเวทนา-เวทนาเกิดจากผัสสะ, รู้เค้าเงื่อนอย่างนี้ดีแล้ว ก็ มีการป้องกันตั้งแต่ผัสสะ ตั้งแต่เวทนา ตั้งแต่ตัณหามาไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู-ของกูขึ้น นี้อย่างหนึ่ง. ข้อที่ ๒ เรียกว่า ปหานปธาน-พากเพียรในการละเสีย ก็หมายความว่า ละตัวกูที่เกิดแล้ว หรือกำลังเกิดอยู่. คำว่าละตัวกูที่เกิดแล้วนี้ฟังดูก็แปลก มันก็ หมายความว่า ป้องกันได้แล้ว ละไปได้แล้ว ในความหมายเดียวกัน, เป็นตัวตนที่ ละได้แล้ว. แต่โดยเฉพาะนั้น มันก็ ละตัวตนที่กำลังเกิดอยู่ ซึ่งโดยที่แท้มันก็เนื่อง ๆ กันเป็นสาย.

น.288 ปธานความเพียร ข้อที่ ๓ คือภาวนาปธาน-พากเพียรที่จะทำให้เกิดขึ้น, ทำอะไรให้เกิดขึ้น ในที่นี้ก็ได้แก่การทำให้ความว่างจากตัวตนเกิดขึ้น , ความว่างที่เรียกว่า สุญญตา ที่ไม่เกิด ที่ยังไม่เคยเกิด คือไม่มีความรู้เรื่องสุญญตา, ก็ทำให้รู้เรื่องสุญญตา, แล้วก็ พยายามดำเนินชีวิต เรียกว่าระวังการเป็นไปในชีวิตแต่ละวันนั้น ให้ประกอบ อยู่ด้วยสุญญตาคือว่างจากตัวตนและของตน, ตามรอยพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร. เราไม่เคยมีความว่าง ไม่เคยมีจิตที่ว่าง ก็ทำให้มีขึ้น, มองเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นของว่างจากตัวตนและของตน. ถ้ามองเห็นสิ่งทั้งปวงเป็น ของว่างจากตัวตนและของตนอย่างนี้แล้ว จิตมันก็ไม่รู้จะยึดถืออะไร เมื่อมันไม่ยึดถือ อะไรได้ มันก็อยู่ด้วยความว่าง ถ้าไม่เคยว่าง อย่างนี้ ก็พยายามทำให้มันมีขึ้นมา, พยายามทำให้มันมีขึ้นมา. ทีนี้ ข้อที่ ๔ อนุรักขนาปธาน-เพียรรักษา, คือเคยทำให้ว่างได้เท่าไร ก็รักษาไว้ให้ยังคงว่างอยู่ตลอดไป, เรียกว่า รักษาสุญญตาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ยังมีอยู่ ต่อไป; นี่เป็นความเพียร ๔ ข้อ ซึ่งจะต้องประพฤติปฏิบัติเป็นการช่วยแรงสติปัฏฐาน ทั้ง ๔ ในการที่จะทำลายสัญชาตญาณแห่งตัวตน. สรุปสั้นๆ ว่า ความเพียรข้อที่ ๑ ป้องกันการเกิดแห่งตัวกู-ของกู. ความเพียรข้อที่ ๒ ละตัวกู-ของกู. ที่เกิดแล้วหรือกำลังเกิดอยู่. ข้อที่ ๔ การทำให้ เจริญ เรียกสั้น ๆ ว่า การทำให้เจริญคือทำสุญญตาให้เกิดขึ้น, แล้วข้อที่ ๔ รักษาพาก เพียรในการรักษา รักษาสุญญตาที่เกิดขึ้นแล้ว. จำหัวข้อสั้น ๆ ไว้ให้ดีๆ เป็นภาษาไทยก็ ได้ : ระวังไม่ให้ตัวกูเกิดขึ้น, แล้ว ละตัวกูที่เกิดอยู่หรือเกิดแล้ว, เกิดขึ้นมาแล้ว คือกำลังเกิดอยู่แล้ว. ที่นี้ เจริญสุญญตาให้เกิดขึ้น, แล้วก็ รักษาสุญญตาที่เกิดขึ้น แล้วให้เจริญงอกงามต่อไป. เมื่อใช้ความเพียร ๔ อย่างนี้ ก็ลองคิดดู จะเห็นได้ว่า การพยายามกำจัดตัวตน ความรู้สึกว่าตัวตนนั้น มันก็ยิ่งรัดรุมรอบตัวรอบด้านมากเข้า.

น.289 หมวดอิทธิบาท ๔. เอ้า, ที่นี้ก็จะดูถึงหมวดถัดไป คือ หมวดอิทธิบาท ๔ อิทธิบาท ๔ ก็เป็น ที่รู้จักกันดี เด็ก ๆ ก็มักจะรู้แล้วเดี๋ยวนี้ เพราะในโรงเรียนก็สอนกันมาก อิทธิบาท ๔. อิทธิ แปลว่า ความสำเร็จ, บาท แปลว่า รากฐาน, อิทธิบาท แปลว่า รากฐานแห่งความ สำเร็จ ก็คือเหตุปัจจัยแห่งความสำเร็จ. ถ้าทำอะไร ทำด้วยอิทธิบาท ๔ ก็มีความสำเร็จ ; อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้จะดำรงชีวิตอยู่ถึงอายุกัปป์เต็มที่ ก็ทำได้ด้วยอิทธิบาท ๔. ทีนี้ก็ดูทีละข้อ ๆ ว่า อิทธิบาททั้ง ๔ แต่ละข้อ ๆ จะมาช่วยสนับสนุนในการละตัวตน ละ สัญชาตญาณแห่งตัวตนได้อย่างไร. ข้อที่ ๑ ฉันทะ ต้องพอใจอย่างยิ่งในความว่างจากตัวตน เห็นแล้วว่า การมีตัวตนมันเป็นความเสียหายเท่าไร, เห็นความว่างจากตัวตนเป็นคุณเป็นประโยชน์ เป็นความสงบสุขสักเท่าไร, ก็เกิดฉันทะความพอใจในการที่จะมีความว่างจากตัวตน. ทีนี้ ข้อที่ ๒ ของอิทธิบาท คือ วิริยะ ก็พากเพียร -พากเพียร- พากเพียร ละตัวตน, พากเพียรทอนอำนาจแห่งตัวตน, พากเพียรเปลี่ยนกระแสแห่งตัวตน ก็คือพากเพียรต่อสู้กับตัวตนนั่นแหละอย่างเต็มที่ ; เมื่อมีหลักการที่จะละตัวตนอย่างไร แล้ว ก็พากเพียรที่จะดำเนินหลักการอันนั้นอย่างเต็มที่. ข้อที่ ๓ คือ จิตตะ ก็ได้แก่ การหมายมั่นที่จะทำอย่างนั้น, ฝักใฝ่ที่จะ ทำอย่างนั้น, ก็เอาใจใส่อย่างยิ่งในการทำ ทำอย่างนั้น เรียกว่าจิตตะ, มีลักษณะ เป็นสมาธิในการทำอย่างนั้น. ข้อที่ ๔ ก็คือ วิมังสา ก็พิจารณาหาเหตุผลในการสนับสนุนการทำ อย่างนั้น, พิจารณา ให้รู้จัก ทุกสิ่งที่มันเกี่ยวกับความสำเร็จนั้น, พิจารณาถึง ต้นเหตุ

น.290 ของสิ่งที่จะต้องละ นั้น, แล้วก็ หาความรู้เกี่ยวกับการละ นั้น, และ วิธีการที่จะ ทำการละ นั้นอยู่เสมอ, นี่เรียกว่า วิมังสา ใคร่ครวญอยู่ทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม ใน การที่จะทำกิจกรรมอันนั้นให้สำเร็จ. สรุป ความว่า ใช้อิทธิบาททั้ง ๔ คือพอใจที่จะละตัวตน พากเพียรที่ จะละตัวตน ฝักใฝ่เอาใจใส่ในการละตัวตน แล้วใช้ปัญญา พิจารณาหาเหตุผลวิธี การในการละตัวตน ครบอิทธิบาท ๔ การละตัวตนก็เป็นไปได้โดยง่าย. หมวดอินทรีย์และพละ. เอ้า, ทีนี้ต่อไปหมวด อินทรีย์ หมวด พละ อินทรีย์ ๕, พละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ; เรียกชื่อว่าพละก็มี, เรียกชื่อว่าอินทรีย์ก็มี, เรียกชื่อว่า พละ แปลว่า กำลัง คือมัน ทำหน้าที่ใช้กำลังในการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นข้าศึก. ครั้น ชนะข้าศึกแล้ว มันก็เป็นใหญ่ ก็เป็นใหญ่ คือเมื่อใช้กำลังต่อสู้กับข้าศึกเรียกว่าพละทั้ง ๕, ครั้น ชนะข้าศึกแล้วเป็นใหญ่ขึ้นมาในหน้าที่นั้น ๆ ก็เรียกว่าอินทรีย์. ข้อที่ ๑ คือ สัทธาต่อสู้กับข้าศึก คืออสัทธา มันมีข้าศึกของสัทธา คือ อสัทธา, คือความไม่มีสัทธา ก็ต่อสู้ด้วยสัทธาเอาชนะได้. ข้อที่ ๒ วิริยะมีข้าศึกคือความเกียจคร้าน ความเกียจคร้าน ความ อ่อนเพลีย ความอ่อนแอ ความไม่กล้าหาญ เป็นต้น ก็มีวิริยะต่อสู้ เอาชนะ ความเกลียดคร้านได้ แล้ว วิริยะก็โผล่ขึ้นมา เป็นใหญ่เป็นโต ขจัดความไม่ขยันออกไป เสียให้หมด.

น.291 ข้อที่ ๓ เ รียกว่า สติ มีกำลังทำลายคู่ปรปักษ์ คือความหลงลืม, มุททะ- สติ-แปลว่าหลงลืม มีสติหลงลืม ฟั่นเฟือนหลงลืมไม่มีสติอันมั่นคง ก็ใช้สติทำลาย ความหลงลืมนี้เสียได้, แล้วสติก็ โผล่ขึ้นมาเป็นเจ้าเป็นนาย ควบคุมเหตุการณ์ทั้งหลายได้ ข้อที่ ๔ สมาธิ สมาธิมีข้าศึกคือความฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่เป็นอันเดียว ในอารมณ์นั้น ๆ ก็ทำให้เป็นอันเดียวในอารมณ์นั้น ๆ. มีคำจำกัดความที่แยบคายสำหรับ คำว่าสมาธิ มีคำจำกัดความว่า เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ; สมาธิในความ หมายอย่างนี้จะต้องมีกันตลอดเวลา มุ่งหมายต่อพระนิพพาน, ต่อการบรรลุนิพพาน เป็นอารมณ์ เป็นอารมณ์ เป็นอารมณ์, ไม่ใช่ว่าจะฝากไว้หลายสิบชาติ เป็นอารมณ์กัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้, มุ่งมั่นอยู่. นี้ถ้าไม่มีสมาธิอย่างนี้ มันก็ไม่เดินไป มันหยุดชะงักเสีย บ้าง, มันเลี้ยวออกนอกทางเสียบ้าง, มีสมาธิ โดยความหมายสูงสุด คือเอกัดคตาจิต จิตมี อารมณ์เดียว, มีอารมณ์เดียวนั้นคือนิพพาน, เป็นอารมณ์เดียว จึงเรียกว่า เอกัดคตา จิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์. เมื่อมีสมาธิเป็นกำลัง ก็กำจัดความฟุ้งซ่าน วิเขปะ หรืออะไรก็ตาม ที่เป็นความฟุ้งซ่านทั้งหลาย ออกไปเสียได้, แล้วสมาธิก็โผล่ขึ้นมาเป็น เจ้าเป็นนาย เรียกว่าเป็นอินทรีย์. ข้อที่ ๕ คือ ปัญญา มีคู่ปรปักษ์คือความโง่ ความหลง อวิชชา อัญญาณะ ทุปัญญา แล้วแต่จะเรียกเถอะ คือมัน ไม่มีปัญญา, มีปัญญาน้อยมีปัญญา ทราม อะไรเป็นข้าศึก, ก็ ใช้ปัญญานี้กำจัดข้าศึกเหล่านั้นเสีย, ให้ปัญญาได้มีโอกาส โผล่ขึ้นมาเป็นเจ้าเป็นนาย เป็นใหญ่เป็นโตในกิจการนี้ เรียกว่าอินทรีย์. สรุป สั้นๆ ว่า สัทธาพละกำจัดความไม่มีสัทธาเสียได้ แล้ว ก็ กลาย เป็นสัทธาอินทรีย์ เรียกว่าสัทธินทรีย์. วิริยพละกำจัดความเกียจคร้าน เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลียเสียได้แล้ว ก็ กลายเป็นวิริยินทรีย์, วิริยินทรีย์เป็นแม่ทัพใหญ่ ๆ ส่วนที่จะ

น.292 ทำความพากเพียร. สติพละกำจัดความหลงลืม เสียได้แล้ว ก็ กลายเป็นสตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ ก็ทำหน้าที่ระลึก. สมาธิกำจัดความฟุ้งซ่าน เป็นต้นเสียได้แล้ว ก็เกิด เป็นสมาธินทรีย์, สมาธิพละกำจัดความไม่เป็นสมาธิหรือความฟุ้งซ่านเสียได้แล้ว ก็กลาย เป็นสมาธินทรีย์ เป็นใหญ่เป็นโตสำคัญเฉียบขาด ในการที่จะทำหน้าที่ของสมาธิ ปัญญา พละกำจัดสิ่งที่ไม่ใช่ปัญญา หรือตรงกันข้ามกับปัญญา ออกไปหมดสิ้นแล้ว ก็กลายเป็น ปัญญินทรีย์, ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่เป็นโตทำหน้าที่ของปัญญา ; โดยเฉพาะที่มันเกี่ยว ข้องกันก็ว่า สติเป็นอิสระ ในการที่ จะระลึกเอาปัญญาที่มีอยู่มาทำเป็นสัมปชัญญะ ต่อหน้าอารมณ์ต่อหน้าเหตุการณ์, แล้วก็มีกำลังสมาธิเพิ่ม กำลังสัมปชัญญะ ; สัมพันธ์ กันอยู่อย่างนี้ ก็เลยมีพละ ๕, หรืออินทรีย์ ๕ ในการที่จะพัฒนาสัญชาตญาณ. หมวดโพชฌงค์ ๗. ทีนี้ก็มาถึง หมวดโพชฌงค์ ๗ ที่จะพัฒนาการละสัญชาตญาณอันเป็นข้าศึก ให้เกิดเป็นสัญชาตญาณฝ่ายโพธิ. โพชฌงค์ ๗ ก็คงจะเคยจำกันได้ ได้ยินกันมาแล้ว โพชณะ ก็แปลว่า ตรัสรู้, คำเดียวกับโพธิ. องคะ แปลว่า องค์, โพชฌงค์ ก็แปลว่า องค์ แห่งการตรัสรู้ หรือองค์แห่งโพธิ. ธรรมะหมวดนี้สัมพันธ์กันโดยตลอด ถ้าเข้าใจดี แล้ว จะเห็นว่าสัมพันธ์กันโดยตลอด, แล้วก็มีลักษณะที่ต้องมีครบทั้ง ๗ องค์ด้วย แล้ว ก็สัมพันธ์กันด้วย, ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ จึงจะเรียกว่าเป็นโพชฌงค์ขึ้นมา. ข้อที่ ๑ เรียกว่า สติ สติโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์, เรียกสั้น ๆ ว่า สติ นี่ก็คือ ความระลึกได้รอบคอบ ทั่วถึงในธรรม. ธรรมไหนเป็นหัวหน้าอย่างไร เหมือน ที่กล่าวแล้ว, ธรรมไหนเป็นอุปกรณ์อย่างไร ก็ระลึก ระลึกมาได้หมด ธรรมไหน

น.293 จะทำหน้าที่อย่างไร, ธรรมไหนเป็นเหตุเป็นผลของกันอย่างไร, ก็ระลึกได้ทั่วถึงในธรรม ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด. นี่ ระลึกถึงธรรมทั้งปวง รู้จักธรรมทั้งปวง ; เหมือนกับว่า เรารู้จักสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในบ้านเรือนของเรา เราจึงสามารถหยิบสิ่งที่ควรจะใช้ในกรณีไหน มาได้ทันท่วงที. เรารู้อยู่ว่ามีดอยู่ที่ไหน, พร้าอยู่ที่ไหน, เสื่ออยู่ที่ไหน, หมอนอยู่ ที่ไหน, อะไรอยู่ที่ไหน, กี่อย่าง ๆในบ้านเรือน. เรารู้ ๆ ๆ หมด รู้จักหมด เราก็ สามารถที่จะหยิบมาใช้ได้ทันท่วงที. บางทีมืด ๆ ก็ยังหยิบได้ เพราะมันรู้จักได้ระลึก ได้หมด ; นี่เรียกว่ามีสติระลึกในธรรมทั้งปวงอย่างคล่องแคล่ว เรียกว่า สติโพชฌงค์. ทีนี้ ข้อที่ ๒ ธัมมวิยะ เดี๋ยวนี้เขาชอบพูดกันว่าวิจัย วิจัย ธัมมวิจยะ, มันก็คือเลือกนั่นเอง, เลือกเอาอันที่เหมาะว่าในกรณีนี้จะใช้ธรรมะข้อไหน, จะสติปัฏฐาน ๔ ข้อไหน, หรือว่าจะธรรมเป็นอุปกรณ์ข้อไหน, เลือกใช้ได้ทันท่วงที สำเร็จประโยชน์ ทันท่วงที, เหมาะสมแก่เรื่องเหมาะสมแก่กรณีและทุก ๆ กรณี. เปรียบเหมือนว่าเรา มีเครื่องใช้ไม้สอยอยู่ในบ้านในเรือนทุกอย่าง สารพัดอย่าง กี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง, แล้ว ก็ เลือกเอามาใช้ทีละอย่างตามเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น อย่างเหมาะสมแก่กรณี ก็เรียกว่า ธัมมวิจยะ. ทีนี้ ข้อที่ ๓ เรียกว่า วิริยะ ความพากเพียรทำ ทำการใช้นั่นแหละ ; ครั้นเมื่อตกลงว่าใช้อะไร ใช้อย่างไรแล้ว มันก็พากเพียรที่ทำการใช้ ในหน้าที่กรณีนั้น ๆ ให้ลุล่วงไป. คำว่า วิริยะ นี้ มีความหมายคาบเกี่ยวกันอยู่สองความหมาย คือ พาก เพียรด้วย, กล้าหาญด้วย ถ้าไม่กล้าหาญมันพากเพียรไปไม่ได้. ฉะนั้น วิริยะจึงให้มี ความหมาย เป็นพากเพียรด้วย กล้าหาญด้วย ก็แปลว่าเป็นการใช้กำลังอย่างเหมาะสม แก่กรณีทุกขั้นตอน ตามลำดับกัน, ติดต่อกันไป ติดต่อกันไป, ติดต่อกันไปอย่างไม่ขาด ตอน, นี้เป็นลักษณะของวิริยะสัมโพชฌงค์.

น.294 ข้อที่ ๔ เรียกว่า ปีติความพอใจ จะเรียกว่า ความอิ่มใจ ก็ได้, ความ ชื่นอกชื่นใจ อะไรก็ได้ เรียกว่าปีติ ; ต้องมีปีติหล่อเลี้ยงการกระทำอยู่ตลอดเวลา. เช่น ว่าใช้ความเพียรอย่างแรงกล้านี้ ความเพียรนั้นไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่ซูบซีด; เพราะว่า มีปีติพอใจ หรือฉันทะพอใจ, พอใจว่าได้กระทำถูกต้องแล้ว แล้วกระทำกำลังเดินไป ตามลำดับแล้ว ก็พอใจ มีความอิ่มใจ จะพูดให้จำง่าย ๆ ก็ว่า ทำงานไปพลางเป็นสุข ไปพลาง, ทำงานไปพลางสนุกไปพลาง, พอใจในการกระทำนั้นไปด้วยตลอดเวลา. นี้ก็ลองเปรียบเทียบดูเถิดว่า ถ้างานไหนมันไม่พอใจมันฝืนทำแล้วก็มันเหมือนกับจะตาย, เหมือนกับจะตกนรกทั้งเป็น. ถ้างานไหนทำด้วยความพอใจ แล้วมันก็สนุกอย่างยิ่ง, แม้จะเหน็ดเหนื่อยเท่าไร จะลำบากยากเย็นเท่าไร, มันก็พอใจ มันก็ทำสนุกไป, จึงจำเป็น ที่จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าปีติหล่อเลี้ยง, นี่เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ หล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื่น มี ความพอใจในการกระทำอยู่ตลอดเวลา มันจึงนั่งทำงานได้หามรุ่งหามค่ำ, จะเรียกว่าความ เพลิดเพลินก็ได้; แต่ความเพลิดเพลินมันมักจะไปในทางกิเลส, อย่างนี้เรียกว่าความ พอใจดีกว่า, ประกอบอยู่ด้วยธรรม คือความถูกต้องในสิ่งที่ตนกระทำ ก็มีธรรมะที่เป็น ปีติ เรียกว่าธรรมปีติหล่อเลี้ยง ; มิฉะนั้นมันจะเป็นเรื่องของกิเลสปีติ, ถ้า เป็นกิเลส ปีติแล้ว ก็ใช้ไม่ได้, แล้วมันเดินกันคนละทาง, กิเลสปีติกับธรรมะปีตินี้มันเดินกันคน ละทาง. เรามีธรรมปีติ หล่อเลี้ยงการกระทำตลอดเวลา. ทีนี้ก็มาถึง ข้อ ๕ เรียกว่า ปัสสิทธิ ปัสสิทธิคำนี้แปลว่า สงบระงับ ; เมื่อ ทำมาด้วยความปีติตลอดเวลา ก็หมายความว่า มันไม่มีการบกพร่องท้อแท้ถอยหลังอะไร เรื่องที่กระทำนั้นมันก็เข้ารูปเข้ารอย, มันสงบรำงับ. ทีแรกมันทลึ่งตึงตัง มันทลึ่งตึงตัง มันยังไม่เข้ารูปเข้ารอย; เหมือนจะเดินเรือจะขับรถจะอะไรก็ตาม แรกออกมันยังทลึ่ง ตึงตัง, พอมันเข้ารูปเข้ารอยแล้ว มันก็เรียบไปหมด. นี่ ปัสสิทธิ ตัวหนังสือแปลว่า สงบรำงับ; แต่กิริยาอาการก็คือมันเข้ารูป, ถ้ามันไม่เข้ารูปมันสงบระงับไม่ได้ มัน

น.295 เอะอะตึงตังอยู่นั่นแหละ. เดี๋ยวนี้ได้ทำมาอย่างดีตามลำดับที่กล่าวแล้ว มัน ก็เข้ารูป, มันก็สงบรำงับ มันก็เคลื่อนไปสู่จุดหมายอย่างแน่วแน่ อย่างสงบเงียบ อย่าง เรียบร้อยที่สุด ก็เรียกว่าบัสสิทธิ ก็มาถึงโพชฌงค์ ข้อที่ ๖ เรียก สมาธิ เมื่อมันเข้ารูปเรียบร้อย เดินไป อย่างเรียบร้อย ก็เพิ่มกำลังของสมาธิ เพิ่มกำลังของสมาธิ จะเร่งน้ำมันเร่งเครื่อง เร่งอะไรก็สุดแท้. ในลักษณะที่ว่ามันเพิ่มกำลังให้ นี่ ความเรียบร้อยของความสำเร็จ นั้น ก็เดินไปอย่างหนักแน่นมากพอที่จะทำลายกิเลส. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็มาถึง ข้อที่ ๗ เรียกว่า อุเบกขา, อุเบกขานี้ แปลว่า เพ่งดู แปลว่าเพ่งดูนะ. ขอช่วยจำคำอุเบกขาไว้ให้ดี ๆ ว่าตัวหนังสือแปลว่าเพ่งดู, แต่เรามาแปลกันอย่างลวก ๆ ว่า เฉย ว่าเฉย. ถ้าเฉยก็ไม่ต้องทำอะไรสิ, มันเหมือน กับเฉย แต่ว่ามันเพ่งดู แต่สิ่งต่าง ๆ มันถูกต้อง, แล้วดูความถูกต้องที่มันเป็นไปนั้น ให้ มันเป็นไปจนถึงที่สุด. ท่านจึง เปรียบเหมือนกับว่าเรื่องขับรถ โบราณก็ขับรถม้าแหละ ไม่มีรถยนต์, ถึงแม้เดี๋ยวนี้รถยนต์ก็ได้ รถอะไรก็ได้ เมื่อทุกเรื่องมันถูกต้องเข้ารูป แล้ว, ถนนก็ถูกต้องแล้วดีแล้ว, เรื่องรถก็ดีแล้ว, เราก็เพียงแต่นั่งจับบังเหียน หรือจับ พวงมาลัยอยู่เฉย ๆ เพ่งดู. เพ่งจุดปลายทางเท่านั้นเอง ก็เรียกว่าอุเบกขา, ไม่ใช่ อุเบกขาเฉยๆ เดี๋ยวมันก็หลับเลย มันก็ไปลงดูเมื่อไรก็ไม่รู้, เพ่งดูที่มันเป็นไปอย่าง ถูกต้อง ควบคุมความถูกต้อง. อุเบกขา คำไหนก็ตามที่แปลว่าเฉย ๆ นี่ ขอให้เข้าใจ เสียใหม่ แปลว่าเพ่งดู. เอ้า, ขอแทรกตรงนี้หน่อยว่า อุเบกขาในพรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ; มักจะพูดว่าพอช่วยไม่ได้แล้วก็เฉยก็เฉยเสีย, หลับเสีย. อุเบกขา แท้จริงไม่ได้หมายความว่าเฉย แปลว่าเพ่งดู ก็คือเพ่งดูอยู่ว่า เมื่อไรจะช่วยได้.

น.296 เมตตา-รักใคร่, กรุณา-สงสาร ช่วยเหลือ, มุทิตา-ยินดีพอใจด้วย. ทีนี้ ในกรณี ที่มันยังช่วยหรือทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็เพ่งดูอยู่ว่า เมื่อไรมันจะช่วยได้ ก็แสดงออกไป ฉะนั้น คำว่า อุเบกขาแม้ว่าเพ่งดูอยู่เฉยๆ แต่ดูว่าเมื่อไรจะช่วยได้, เมื่อไรจะทำได้ ถึง อุเบกขาในองค์ฌานก็เหมือนกัน มันก็แปลว่าเพ่งดู อุเบกขาขององค์ฌาน ก็ เพ่งองค์ฌาน นั้นอยู่ ด้วยสติ ด้วยการกำหนดอย่างยิ่ง, ไม่ใช่เฉยๆ เดี๋ยวมันก็หลับเสีย ฉะนั้น อุเบกขา มัน ไม่ได้แปลว่าเฉยชนิดที่ไม่รู้ไม่ชี้อะไร, หมายถึงเพ่งดูควบคุมอยู่. ทีนี้ก็มาถึง อุเบกขาของสัมโพชฌงค์ เป็นบัสสิทธิเข้ารูปแล้ว กำลัง สมาธิทุ่มเทลงไปหมดแล้ว, แล้วก็เพ่งดูเฉยอยู่ ให้มันก้าวหน้าในการทำลายกิเลส หรือการตัดกิเลส. นี่คือ อุเบกขา ก็เพ่งดูมันตัดกิเลสนั่นเอง. ครบ ๗ อย่างอย่างนี้แล้ว สิ่งที่ทำนั้นก็สำเร็จ ก็เจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่. ปรับให้เข้ากันกับโพชฌงค์ทั้ง ๗ โดยลักษณะที่กล่าวมาแล้วนี้. เลือกธรรมะ เลือกเวลา เลือกสถานที่ เลือกอะไรอันเหมาะสมแล้ว ก็ทำความเพียร, ก็ มีปีติ มีการทำความเพียร, เข้ารูปเข้ารอย แล้ว, ระดมกำลังสมาธิลงไป, ถูกต้องแล้ว ก็มองดูเพ่งอยู่ด้วย อุเบกขา เป็นธรรมะสูงสุด บรรลุนิพพาน, บรรลุโพธิ บรรลุนิพพาน. แต่จะขอพูดอีกว่าโพชฌงค์ ใช้ได้ทุกกรณี, พูดอย่างนี้เขาค่า เพราะเคยถูก ค่ามามากแล้วว่า เอาธรรมะสูง ๆ เช่นมรรคมีองค์ ๘ เช่นโพชฌงค์ ๗ มาใช้ในกรณีต่ำ ๆ เขาหาว่าผิด สอนผิดหรือบ้าแล้ว. เขาเคยด่าอาตมาอย่างนี้กันอยู่บ่อยๆ ก็ไม่กลัวเรื่อง ถูกด่า นี้มันไม่ได้เป็นเหมือนเขาด่าก็ไม่ต้องกลัว. แต่ยังขอยืนยันอยู่ว่า ยังเป็นอย่างนั้น อยู่. แม้โพชฌงค์ ๗ อันสูงสุดเพื่อโพธิเพื่อนิพพานนี้ เอามาใช้ในงานอะไรก็ ได้ ; ถ้าชาวบ้านมีงานชาวบ้านมีงานต่ำ ๆ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย ดำเนินกิจการอะไร

น.297 ก็ตามเถอะ ขอให้เอาหลักโพชฌงค์ ๗ ประการ นี้ มาใช้เถอะ จะสำเร็จอย่างยิ่ง, สำเร็จผลอย่างยิ่ง. สมมติว่าจะทำนา สมมติว่าการทำนา ครั้งแรกก็ใช้สติ ในการระลึกว่า จะ ทำให้ถูกต้อง ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร ทำเวลาไหน ใช้อะไรที่ไหน, ระลึกให้ ทั่วไปให้หมดเสียก่อน, แล้วก็เลือก. ครั้นสติระลึกแล้ว ธัมมวิยะก็เลือก, เลือกว่าเอ้า, เวลานี้ที่ตรงนี้ เมื่อเวลา อย่างนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ใส่ปุ๋ยไม่ใส่ปุ๋ยอะไรก็ตาม มันเป็นการเลือกที่ครบถ้วนที่ถูกต้องที่สุด. ครั้น เลือกได้ที่ถูกต้อง หมดแล้วก็ทำซิ, วิริยะทำด้วยความพากเพียร. แล้วก็มีปีติ หล่อเลี้ยงการกระทำ ว่าถูกต้อง แล้วมันถูกต้องแล้ว มันไม่มีอะไร ดีกว่านี้แล้วก็พอใจในการทำนา. แม้แต่จะทำนาเอาข้าวใส่บาตรสัก ๒-๓ ช้อน มันก็พอ ใจว่าถูกต้องแล้ว มันก็ยังอิ่มอกอิ่มใจได้ ; นี้มันปีติในทางธรรม. ถ้าปีติกิเลส ก็ ทำนาไปซื้อเหล้ากินให้สนุกสักที อย่างนี้มันก็ปีติด้วยกิเลส มันก็ไปตามแบบของกิเลส อย่า ไปเอากับมันเลย, มีบีติพอใจว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้อง แล้วทำนาด้วยความพอใจอยู่ภายใน กลางแดดเหงื่อไหลไคลย้อย แต่ในใจก็ยังอิ่มยังพอใจอยู่นั่นแหละ นี่ปีติมันหล่อเลี้ยงเมื่อ ไถนา. ทีนี้ ปัสสิทธิก็ทำไป, ทำไป จนเข้ารูป เข้ารอย ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยหมด วัวก็ดี นาก็ดี ข้าวกล้าก็ดี น้ำท่าก็ดี อะไรทุกอย่างมันเข้ารูปเข้ารอย กลมกลืนกันหมดเป็น ความถูกต้อง, นี่มันเข้ารูป.

น.298 ทีนี้ สมาธิ มีกำลังจิตทำให้ได้ เชื่อแน่ว่ามีสมาธิถูกต้องทุกอย่าง ใน ทุกๆ อย่างที่จะต้องกระทำ ทำด้วยกำลังจิตทั้งหมดแน่วแน่ ถูกต้องหมดที่สุดแล้ว นี่ทำด้วยสมาธิเหมือนกัน. แล้วก็อุเบกขาสิ คือนั่งดูว่าเมื่อไรข้าวมันจะออก. คำว่าอุเบกขามันจึงไม่ได้ หมายความว่าอยู่เฉย ๆ, แต่มันก็เหมือนกับอยู่เฉย ๆ เพราะมันไม่ต้องทำอะไรแล้ว, ก็นั่งดู. อุเบกขา ดูว่าเมื่อไรข้าวมันจะออกมา หรือว่าถ้ามันจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมซ่อมแซมก็ทำสิ. แต่พอทำเสร็จแล้ว มันก็นั่งดูอยู่ได้ว่าถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้ว, เมื่อไรข้าวมันจะออกมา. อย่าเป็นชาวนาบ้า ข้าวออกมา ข้าวออกมา ข้าวจงออกมา ข้าวจงออกมา ; อย่างนี้ มันจะเป็นชาวนาบ้า แล้ว, มันจะร้อนแล้วมันจะเป็นทุกข์. นี่ดูซิว่า แม้แต่โพชฌงค์ ๗ สำหรับไปนิพพานก็มาใช้ได้แม้แต่การ ทำนา จะทำสวน จะค้าขาย จะเรื่องอะไรก็ตามแต่ งานกิจกรรมแต่ละเรื่องมันมี ขั้นตอน ที่จะให้เราแบ่งออก แบ่งออก แล้ว ใช้โพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ได้ ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้น จึง ใช้โพชฌงค์ทั้ง ๗ ในการที่จะตัดตัวตน สติระลึกถึงธรรมะ ที่จะตัดตัวตน มันก็ได้เลือกมาแล้วแต่ทีแรก ว่า สติปัฏฐาน ๔ ก็เลือกเอาหมวดที่ ตรงกับเรา เพราะว่ากัมมัฏฐานทั้งหลายมีหลายแบบ หลายอารมณ์ เลือกเอาอารมณ์ที่ถูก ที่ตรงกะเรา. แล้ว มีวิริยะพากเพียร ลงไป, มีปีติทำความเพียร, จนกัมมัฏฐานนั้น มันเข้ารูป เป็นปัสสิทธิ, ความเป็นสมาธิ ก็ สมบูรณ์, แล้วก็เพ่งดูเฉยอยู่ในความ ถูกต้องแล้ว ในการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นต้น จนกว่าจะถอนตัวตนได้, ก็เห็น ได้ว่าถอนตัวตนได้. นี่ทำความเพียรชั้นสูงเพื่อจะตัดกิเลส ตัดตัวตน ตัดตัวอัตตาให้ เป็นอนัตตา, ใช้โพชฌงค์ ๗ ประกอบ อยู่กับสติปัฏฐานทั้ง ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรง สติปัฏฐาน ๔ เป็นเจ้าของงานโดยตรง มีหลักว่าทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้, แล้ว

น.299 ก็พยายามทำให้ถูกต้องตามหลักของโพชฌงค์ทั้ง ๗ และการทำอย่างนี้ ๆ ของสติปัฏฐาน ๔ มันก็รุนแรงเป็นไปถึงที่สุด. หมวดมรรคมีองค์ ๘. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงหมวดสุดท้าย คือหมวด มรรคมีองค์ ๘ : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, เชื่อว่าทุกคนจำได้ แล้วเกินกว่าที่จะจำได้. แต่เดี๋ยวนี้จะใช้มันอย่างไร, จะเอามาใช้กันอย่างไร ในการที่จะถอนสัญชาตญาณแห่งตัวตน สัญชาตญาณอัน ลึกซึ้ง อันเหนียวแน่นแห่งตัวตน, ก็จะ สรุป คำพูด สั้นๆ ว่า เป็นอยู่ตามหลักอริยมรรค มีองค์ ๘ มีชีวิตเป็นอยู่ตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘, ถ้าเป็นอยู่ตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วตัวตนมันเกิดไม่ได้, ตัวตนมันเกิดไม่ได้ ถ้าเราเป็นอยู่เสียตามหลักอริยมรรคมี องค์ ๘, แล้ว ความคิดความปรุงแต่งว่าตัวตนมันเกิดไม่ได้, แล้ว อนุสัยแห่งตัวตน ที่มันเกิดอยู่บ้างแล้วในจิตใจ มันจะถูกบรรเทา ๆๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา ที่เราเป็นอยู่อย่าง ถูกต้อง ; เมื่อเป็นอยู่อย่างถูกต้องแล้วมันก็จัดการของมันเอง. พูดง่ายๆ ว่า เหมือน กับเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าดำรงการเป็นอยู่ให้ถูกต้องไม่ให้ตาย แล้วมันก็หายของ มันเอง, หรือว่า เป็นแผล อย่างนี้ มีการป้องกันรักษา คือไม่ให้มันมีเชื้อร้ายเข้าไป ไม่ให้มีอะไรเพิ่มเติมเข้าไป, ให้มันมีความถูกต้องอยู่ที่เรื่องของแผล แล้วแผลมันก็ หายเอง. เป็นอยู่โดยหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ มันจะเป็นการกำจัดกิเลส อยู่ ในตัวเอง, มันจะบรรเทาเชื้อความเคยชินของกิเลสได้ในตัวมันเอง เพราะการเป็นอยู่ที่ ถูกต้อง. การเป็นอยู่ที่ถูกต้องนั้นมันไม่เกิดกิเลส ; เมื่อไม่เกิดกิเลสมัน ก็บรรเทา อนุสัย, บรรเทาอนุสัยที่มีอยู่แต่ก่อน. ความเคยชินแห่งกิเลสที่มีอยู่แต่ก่อน นี่เรียกว่า

น.300 อนุสัย. ครั้นมีการเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดกิเลสได้อีก อนุสัยเหล่านั้นก็บรรเทา ลง บรรเทาลง บรรเทาลง จนหมดไปได้. นี่คุณค่า อานิสงส์ของอัฏฐังคิกมรรค มันเป็นอย่างนี้ คือให้ชีวิตมีอยู่อย่างถูกต้อง, กิเลสเกิด ไม่ได้, อนุสัยของกิเลส แต่ก่อน ๆก็ถูกบรรเทาลดลง ๆๆๆ ก็สำเร็จประโยชน์ในการที่จะหมดกิเลส. เอ้า, ที่นี้จะพูดเรียงอย่าง แจกไปเรียงอย่าง ว่าทำอย่างไร. ข้อที่ ๑ สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความเชื่อ ความยึดถือ สมาทานอะไรก็ได้. สัมมาทิฏฐิ เห็นชัดอย่างถูกต้อง ในเรื่องเหตุ ปัจจัยของกิเลส ในเรื่อง วิธีละกิเลส เ รียกว่ารู้จักกำพืด. กำพืดคำภาษาบ้านๆ โสกโดก นี้ รู้จักกำพืดของกิเลส ว่ามันเป็นอย่างไร เกิดมาจากอะไร เนื่องอยู่กับอะไร หลอกลวง อย่างไร รู้เรื่องหมดเลยรู้เรื่องของกิเลสหมด. นี่สัมมาทิฏฐิที่จะถอนสัญชาตญาณ แห่งตัวตน, มันรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณแห่งตัวตน จนเกิดความเกลียดชังตัว ตน ขึ้นมา อยากจะหลุดพ้นจากตัวตน. นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่มันจะละตัวตน จนมัน อยากที่จะไม่มีตัวตนอย่างแรงกล้า. ทีนี้ ข้อที่ ๒ สัมมาสังกัปปะก็เกิดขึ้นรับเลยใฝ่ฝัน ประสงค์ ที่จะเป็น อย่างนั้น, มันก็ ประสงค์ที่จะละตัวตนอย่างยิ่ง ก็เป็นสัมมาสังกัปปะ. สังกัปปะ นี้ แปลว่า ดำริไปตามความต้องการ มักจะแปลกันว่าความดำริ, แต่ ตัวมันแท้ ๆ แปลว่า ความต้องการ ที่ดำรินั่นแหละ ; แม้ที่เราต้องการจะได้บุญจะได้กุศลอะไรนี้ ก็เรียกว่า สังกัปปะเหมือนกัน ; สพฺเพ ปูเรนฺตฺ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา มณีโชติรโส ยถา เป็นคำให้พรว่า ขอให้สังกัปปะของท่าน บริบูรณ์เต็มเปี่ยมเหมือนพระจันทร์เต็มดวง เหมือนแก้วมณีโชติ. คำว่า สังกัปปะ นั้น แปลว่า ความประสงค์หรือความปรารถนา. เมื่อสัมมาทิฏฐิเห็นโทษของตัวตนโดยสมบูรณ์แล้ว, สัมมาสังกัปปะก็เกิดขึ้นง่าย

น.301 และถูกต้อง คือ ใคร่ที่จะกำจัดความยึดถือว่าตัวตนนั้นเสีย, อันนี้มาก่อน อยู่เป็นต้น ต้นบทหรือนำทาง นำทางความถูกต้องของความจริงและของความปรารถนา ทีนี้ ข้อที่ ๓ สัมมาวาจา พูดจา มันจะพูดผิดอย่างไรได้ เมื่อหัวใจมัน ต้องการจะละตัวตนตัวกูอยู่แล้ว, ปากมันจะพูดผิดอย่างไรได้. ปากมันก็ ต้องพูดถูก ต้องไปในลักษณะที่เป็นการละตัวตนทั้งนั้น. ข้อที่ ๔ สัมมากัมมันโต การกระทำทางกาย ก็เหมือนกัน มัน ก็พลอย ถูกต้องไปในการที่จะละตัวตน มันจึงไม่พูดวจีทุจริต ไม่ประกอบกายทุจริต เพราะข้างในมันเปลี่ยนเป็นความถูกต้อง มุ่งหมายความถูกต้องอย่างเต็มที่เสียแล้ว. ทีนี้ ข้อที่ ๕ สัมมาอาชีโว การดำรงชีวิตมันก็ถูกต้อง, หาเลี้ยงชีวิต อย่างถูกต้อง ใช้จ่าย อย่างถูกต้อง เป็นอยู่ อย่างถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง, ไม่เปิดโอกาสให้เกิดกิเลส ไม่เปิดโอกาสให้เกิดตัวกู-ของกู, ดำรงชีวิตอยู่ชนิดที่ไม่ เปิดโอกาสให้เกิดตัวกู-ของกู นี่เรียกว่าสัมมาอาชี โว. ทีนี้ ข้อที่ ๖ สัมมาวายาโม วายามะนี่พยายามที่จะกำจัดตัวกู ก็โดย หลักสัมมัปปธาน ๔ ข้างต้น ที่กล่าวมาแล้วก็ได้. สัมมาวายาโม เพียรป้องกันไม่ ให้เกิดตัวกู, เพียรละตัวกูที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรทำให้สุญญตาความว่างจากตัวกู เกิดขึ้น แล้วก็ เพียรรักษาสุญญตาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป ก็กลาย เป็นสัมมาวายาโมสูงสุดอยู่ในชีวิตประจำวันของคนนั้น. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๗ สัมมาสติ สัมมาสติในที่นี้แคบเข้ามา ก็ว่า มีสติถึง พร้อมที่สุดในการปิดกั้นกระแส, ปิดกั้นกระแสแห่งตัวกู หรือปิดกั้นสังขารการปรุงแต่ง

น.302 แห่งตัวกู, กีดกั้นกระแสโสตะก็ได้, ปิดกั้นสังขาระคือการปรุงแต่งก็ได้, ปิดกั้น กระแสแห่งการที่จะไหลมาแห่งตัวกู, ปิดกั้นสังขาระคือการปรุงแต่งในภายใน ที่ จะปรุงแต่งให้เกิดตัวกู, สติบีดกั้นได้ทุกวิถีทาง ก็เลยไม่มีทางที่จะเกิดตัวกู-ของกู. ทีนี้ในที่สุดก็ มีข้อที่ ๘ สัมมาสมาธิ, จิตดำรงมั่นอยู่ในลักษณะที่เกิด ตัวกูไม่ได้, จิตก็มีกำลังสูงสุดในการที่จะทำลายล้างอุปนิสัยแห่งตัวกู, ทำลายล้าง อาการแห่งตัวกู ก็เรียกว่าตัดกิเลส ประเภทนี้ เรียกสั้น ๆ ว่าตัดตัวกู กำลังของสมาธินี้ มีความสำคัญอยู่ที่ว่า สูงสุดถึงที่สุด คมเฉียบถึงที่สุด เพราะมี ๗ องค์ข้างต้นเป็น บริวาร. สัมมาสมาธิที่สูงสุดเรียกว่าอริยะสัมมาสมาธิ มีบริวาร ๗ คือ ๗ อย่างข้างต้น นั้นมันมากลายเป็นบริวารของสัมมาสมาธิ. สัมมาสมาธิที่ได้รับการสนับสนุน จากสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ ๗ อย่างนี้มาร่วมมือทำหน้าที่สนับสนุนสัมมาสมาธิ. นี่ สัมมาสมาธิตอนที่จะตัดกิเลส ต้องเป็นอย่างนี้ รวมกัน อย่างนี้ก็ เรียกว่าสมังดี อริยมรรคสมังคี มีกำลังสูงสุด เป็นสมาธิเฉย ๆ ไม่พอ, ต้องเป็นสมาธิ ชนิดที่ได้รับองค์ทั้ง ๗ ข้างหน้ามาทำงานร่วมมือ ร่วมมือเป็นอันเดียวกัน. กลมเกลียว อันเดียวกัน เรียกว่า มีบริการหรือบริวาร ๗ นั่นแหละ เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะ ตัดกิเลสได้ คือการทำให้เป็น อริยะสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗ ; ถ้ามาแยกปฏิบัติกันอยู่ คนละที คนละที มันไม่อาจจะตัดกิเลสในขั้นนี้ได้. ฉะนั้น ต้องจัดดูให้ดี ให้ชีวิต แต่ละวัน ๆ นี้มีอริยมรรคมีองค์ ๘ กลมเกลียวกันอย่างที่ว่า มันเลยเป็นมรรคเดียว มรรคทางเดียว, มรรคสายเดียว มรรคทางเอกอันเดียว ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘. แต่การประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ นั้น มีสัมมาสมาธิเป็นตัวการ, เป็นเหมือนกับทัพหลวง ที่จะทำลายข้าศึก สัมมาทิฏฐิ เหมือนกับ ทัพหน้า, สัมมาสังกัปปะ เหมือนกับ ทัพช่วย, นอกนั้น ก็เป็นทัพปีกซ้ายปีกขวา ข้างหน้าข้างหลัง ข้างบนข้างล่างอะไรก็แล้วแต่, มัน

น.303 ๒๗๔ ธรรมกับสัญชาตญาณ ทำงานรวมกันหมดสัมพันธ์กันหมด กลมกลืนกันหมด ก็มีความถูกต้องเพียงพอ, ถ้ามีความถูกต้องไม่เพียงพอ มันก็ไม่กลมกลืน. นี่การเป็นอยู่ตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น มันเป็นการทำลายสัญ- ชาตญาณแห่งตัวตนได้อย่างนี้. นี้เราพูดกันอย่างชาวบ้านชาวโลกหน่อยว่า ทำลาย สัญชาตญาณแห่งตัวตน ; ถ้าพูดอย่างภาษาวัด ก็คือทำลายอุปาทาน ที่ยึดถือว่า ตัวตน หรือว่าทำลายกิเลสก็แล้วกัน. อริยมรรคมีองค์ ๘ ตามปกติทำลายกิเลส ทำลาย ตัณหาอุปาทาน อุปาทาน ว่าตัวตน. ซ้อมความเข้าใจเรื่องสัญชาตญาณ. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันด้วยคำว่าสัญชาตญาณ คือความรู้สึกที่มันเกิดขึ้น เอง มันลำบากเหลือเกิน มันเกิดเอง มันไม่รู้เหตุปัจจัยอยู่ที่ไหน, มันเกิดได้ในชีวิต มันติดมาแล้วในชีวิต, นี่สัญชาตญาณ. บางคนยังไม่ได้เคยฟังคำบรรยายตอนต้น ๆ, ที่แล้วมา ก็ขอให้รู้ว่า เรานี้มันมีปัญหา คือเอาชนะสัญชาตญาณไม่ได้; พอเห็น อะไรที่น่ารักมันก็รัก, เห็นอะไรที่น่าโกรธมันก็โกรธ, เห็นอะไรที่น่าเกลียดมันก็เกลียด, เห็นอะไรที่น่ากลัวมันก็กลัว แม้แต่เด็กทารก มันเกิดขึ้นมาจากท้องแม่ พอพบอะไรที่ น่ารักมันก็รัก, พบอะไรที่น่าเกลียดมันก็เกลียด, พบอะไรที่น่าโกรธมันก็โกรธ, พบ อะไรที่น่ากลัวมันก็กลัว, แล้วต่อมามันก็รู้จัก รู้จักของมันเองที่จะวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ นั่นนี่ที่เป็นของรัก, แล้วก็รู้จักอิจฉาริษยาอาฆาตเคียดแค้นในสิ่งที่ไม่น่ารัก, แล้วมันก็ รู้จักหวง แล้วก็รู้จักหึง ซึ่งเป็นความโง่สูงสุด. ถ้าว่าไม่มีสัญชาตญาณอันนี้ติด มาในสันดานในชีวิต, มันก็จะเหมือนกับว่าเป็นพระอรหันต์มาแล้วแต่ในท้อง, มัน จะเหมือนกับเป็นพระอรหันต์มาแล้วแต่ในท้อง ถ้าไม่มีสัญชาตญาณเหล่านี้ติดมา. ทีนี้ เดี๋ยวนี้มันมีสัญชาตญาณเหล่านี้ติดมาในชีวิต เป็นของประจำกับ สิ่งที่เรียกว่าชีวิต, เราเรียกว่าสัญชาตญาณ คือความรู้ที่มันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมี

น.304 ใครสอน ในการที่ จะมีตัวกูมีของกู มันก็เกิดได้เอง, ในการที่ จะเห็นแก่ตน มันก็ เกิดได้เอง, ในการที่ จะรู้สึกรัก รู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกอะไร จะต่อสู้ จะวิ่งหนี จะอะไร มันก็เกิดได้เอง. และครั้น ถึงวัยที่สมบูรณ์เข้า มันก็ต้องการจะสืบพันธุ์ ได้เอง โดยไม่ต้องมีใครมาสอน เรียกว่าเกิดเอง, นี่มัน จะอวดตัวเอง มันจะพัฒนา ตัวเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่, ทุกคนมันรักที่จะพัฒนาตัวเองให้มันยิ่ง ขึ้นไป ด้วยสัญชาตญาณที่ยังโง่อยู่ มันก็เป็นความทุกข์. ได้พูดเรื่องสัญชาตญาณแห่งกิเลสแล้ว, และ ได้พูดเรื่องสัญชาตญาณ แห่งโพธิแล้ว, และ ต้องการจะกำจัดสัญชาตญาณแห่งกิเลสเสีย ให้เป็นสัญชาต- ญาณแห่งโพธิ คือเปลี่ยนกระแสของมันเสียให้ถูกต้อง, มันมาด้วยความไม่รู้ เป็นกระแส ที่ผิด เปลี่ยนกระแสให้ถูกต้อง, เราเรียกว่าเปลี่ยนกระแสแห่งสัญชาตญาณที่เป็นฝ่ายกิเลส ให้กลายเป็นฝ่ายโพธิเสีย ; อย่างนี้มันจะง่าย ในที่สุดมัน จะเพิกถอนอำนาจของสัญ- ชาตญาณได้หมดสิ้น โดยเป็นพระอรหันต์. คนธรรมดาคนบุถุชนนั้นไม่มีทาง ถ้า ยังเป็นปุถุชน คนธรรมดา ไม่มีทางที่จะเพิกถอนสัญชาตญาณได้, เว้นไว้แต่จะศึกษา ประพฤติปฏิบัติ จนถอนสัญชาตญาณได้. พอถอนสัญชาตญาณได้ ก็เป็นพระอร- หันต์โดยสมบูรณ์. พระอรหันต์ไม่มีตัวตน ไม่มีความคิดยึดถือว่าตัวตน มันก็เลยไม่มี เรื่องรัก โกรธ เกลียด กลัว ก็ไม่มีการทำผิดเรื่องอะไรต่าง ๆ ต่อสู้ก็ไม่ต่อสู้. วิ่งหนีก็ ไม่วิ่งหนี ข้างนอกจะทำอย่างไรก็ตามใจ แต่จิตใจพระอรหันต์จะไม่ต่อสู้ศัตรู จะไม่วิ่งหนี ศัตรู จะไม่ขี้ขลาดจะไม่กลัว จะไม่ตกเป็นทาสของการกินอาหาร การหลับนอน, ไม่ต้องการบำเรอตน ไม่ต้องการอวดตน ; เพราะว่าสัญชาตญาณแห่งตัวตนมันหมดไป- แล้ว, นี่รู้จักพระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น ; ถ้าพิจารณากันโดยแนวนี้ จะรู้จักพระอรหันต์ ได้ง่ายขึ้น. ที่ว่า หมดกิเลสหมดกิเลสนั้น คือหมดอย่างไร? คือหมดสัญชาต- ญาณแห่งตัวตน แล้วมันก็ โลภไม่ได้ โกรธไม่ได้ หลงไม่ได้, รู้ถูกต้องไปเสียหมด.

น.305 ดังนั้นจึงขอให้เรา มาตั้งใจที่จะพัฒนาสัญชาตญาณ ซึ่งติดมาในชีวิต ในนิสัยของสิ่งที่มีชีวิต ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์เดรัจฉาน, แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่มันก็มี แต่ว่าไม่มี ใครไปมองมัน ก็จะไม่เชื่อว่ามี. อาตมาขอยืนยันว่าถ้ามีชีวิต แล้วก็ มีสัญชาตญาณ แห่งตัวตนทั้งนั้น; แม้จะเป็นเหมือนต้นไม้ที่โง่ที่สุดนี้ มันก็มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน รักตน เห็นแก่ตน ต้องการจะสืบพันธุ์ของตนไว้ ต้องการจะบำรุงบำเรอตน, แต่มัน พูดไม่ได้ มันแสดงให้เห็นไม่ได้, ในสัตว์เดรัจฉานจะเห็นได้ง่ายกว่า; พอมาถึงคน แล้วก็เห็นได้เต็มที่, ว่าเป็นเรื่องสัญชาตญาณเหล่านี้. ถ้ากำจัดสัญชาตญาณเหล่านี้ เสียได้ก็ไม่เกิดกิเลสใดได้, ก็เป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้น การกำจัดกิเลส กับการกำจัดสัญชาตญาณ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ; ถ้าพูดเรื่องกิเลสฟังยาก ก็พูด เรื่องสัญชาตญาณเพื่อให้ฟังง่าย. กำจัดความรู้สึกว่าตัวกู กำจัดความเห็นแก่ตัวกู มันก็ไม่ โลภขึ้นมาได้ เพราะมันไม่เห็นแก่ตัวกู, มันโกรธใครไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เห็นแก่ตัวกู, มันก็หลงอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวกูที่จะเป็นที่ตั้งเป็นแกนแห่งความหลง. กิเลสทุก อย่างจึงไม่เกิด เพราะไม่มีความร้อนของกิเลส, มีแต่ความเย็นของพระนิพพาน. นิพพาน แปลว่า เย็นเพราะไม่มีของร้อนคือกิเลส, สัญชาตญาณทั้งหลายเป็นของร้อน เพราะ มาด้วยความไม่รู้อะไร ก็ทำไปตามความไม่รู้ มันก็งอกงามออกไปเป็นกิเลสนานาชนิด แล้วก็ทรมานเผาผลาญบุคคลนั้น. ตั้งปัญหาเอาง่าย ๆ ถามตัวเองซิ ; ถ้าอะไรที่มาให้รักเราก็ไม่รัก, เราจะ เย็นสักเท่าไร. อะไรมาให้โกรธก็ไม่โกรธ จะเย็นสักเท่าไร. มาให้กลัวให้เกลียดมันก็ ไม่กลัวไม่เกลียด, ที่จะมาให้วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ก็ไม่วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์, มันก็ไม่ อิจฉาริษยาใคร มันไม่หึงไม่หวงอะไร จิตใจมันเกลี้ยง ๆ. คำเดียวกับสวนโมกข์นี่ โมกข์ แปลว่า เกลี้ยง วิโมกข์ หรือ วิมุตติ มัน แปลว่าเกลี้ยง. จิตใจมันเกลี้ยง เกลี้ยง จากความบีบคั้นของสัญชาตญาณคือกิเลส, พ้นจากความบีบคั้นของกิเลสคือสัญ- ชาตญาณ, ทำให้หมดไปเสียได้ก็เป็นบุคคลสูงสุดคือพระอรหันต์.

น.306 เราอย่าไปอวดอ้างที่จะเป็นพระอรหันต์เลย มันจะส่งเสริมสัญชาต- ญาณนั้นขึ้นมาอีก, คืออย่าเป็นตัวเป็นตนเป็นนั้นเป็นนี่ขึ้นมาอีก. อย่าไปหวังเป็น พระอรหันต์เลย, ประสงค์แต่ว่าจะไม่มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง หวังเพียงเท่านี้ จะไม่มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง, จะเรียกพระอรหันต์หรือจะเรียกอะไรก็ไม่รู้ ไม่ ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ชี้. ต้องการเพียงแต่จะไม่มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง นั่นแหละ มันจะง่ายเข้า ในการที่จะหยุดอำนาจของสัญชาตญาณเสีย. ถ้ายังอยากเป็น พระ อรหันต์ มันก็คืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ แห่งตัวกู-ของกู มันก็ส่งเสริมสัญชาตญาณ แห่งตัวกู-ของกู หรือดึงไว้ รักษาไว้ เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้หมด ไม่ให้หลุดพ้นไปได้, อย่าหวังที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ตามที่เขาหวังกันนัก. เขาตั้งให้เป็น โสดา สกิทาคา ฯลฯ, อาจารย์ตั้งลูกศิษย์, ลูกศิษย์ก็ยอมรับการแต่งตั้ง อย่างนี้; มันก็ส่งเสริมสัญชาตญาณ แห่งตัวกู. เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้ก็ได้กล่าวถึงการพัฒนาสัญชาตญาณโดยอุป- การธรรม พอสมควรแล้ว. สรุปให้เห็นได้ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นโพธิปักขิยธรรม ถ้าชอบถือเป็น หลักง่ายๆ กว้าง ๆ ก็นึกถึง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มีอยู่ ๗ หมวด เรียงตัวออกไปเป็น ๓๗ อย่าง เอาหมวดที่ ๑ เป็นตัวตั้งตัวตี สำหรับจะกำจัดสัญชาตญาณ : คือ สติปัฏ- ฐานทั้ง ๔ เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นธรรมหลัก ธรรมะหัวหน้าที่จะกำจัดสัญชาตญาณ, แล้ว ก็เอา หมวดนอกนั้นเป็นอุปกรณ์ : สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ เป็นอุปกรณ์ กลมกลืนกันไปหมดทุกทิศทุกทาง เพื่อให้สติปัฏฐาน ๔ เป็นไปจนถึงที่สุด. ถ้าแยกออกไปเป็นอย่าง ๆ จะได้ ๓๗ อย่าง, จัดเข้ามาเป็นหมวด ๆ จะได้ ๗ หมวด. แล้ว หมวดที่ ๑ เป็นตัวการ เป็นตัวหัวหน้า เป็นหลักที่จะทำลายสัญชาตญาณ, เอาหมวดที่เหลือทุกหมวดเป็นอุปกรณ์ มันก็ จะ

น.307 เกิดการกระทำที่สามารถตัดทำลาย. ทีแรกก็จะใช้คำว่าควบคุม มันจะสามารถควบคุม สัญชาตญาณเข้าไปได้เรื่อย แล้วมันจะเปลี่ยนกระแสของสัญชาตญาณเข้าไปได้เรื่อย, แล้ว ในที่สุดมันจะตัดอำนาจของสัญชาตญาณได้โดยประการทั้งปวง; เพราะว่าเมื่อไม่ มีความรู้สึกเป็นตัวตนของตนแล้ว มันก็เท่ากับหมดสัญชาตญาณ, สัญชาตญาณแม่บท ตัวนี้หมดไปแล้ว สัญชาตญาณลูก ๆ ก็หมดไปเอง. นี่เรียกว่าพัฒนาสัญชาตญาณได้ จนถึงที่สุด, การพัฒนาสัญชาตญาณเป็นไปได้ถึงที่สุด ใช้หมวดที่ ๑ ของโพธิ ปักชิยธรรมเป็นตัวการ เป็นตัวจัดการ เป็นหลัก, ใช้ ๖ หมวดที่เหลือ ของโพธิ- ปักขิยธรรม เป็นตัวสนับสนุน คือเป็นการเป็นอยู่ เป็นไป ประพฤติอยู่ตลอดเวลา ถูก ต้องอยู่ตลอดเวลา. สติปัฏฐาน ๔ ก็ทำงาน ของมันตลอดเวลา ตัดตัวตน ตัดตัวตน ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม จนกว่าจะหมดสิ้นไป. ก็สรุปความได้ว่า ทำอย่างนี้คือปฏิบัติโพธิบักขิยธรรมครบทั้ง ๓๗ ในที่สุดก็ หมดปัญหาเกี่ยวกับสัญชาตญาณโดยประการทั้งปวง, ใช้คำว่าโดยประการทั้งปวง. ปัญหา ทั้งหลายที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณ ถูกตัดออกไปหมดแล้วโดยประการทั้งปวง มีผล เป็นบุคคลสูงสุด เป็นมนุษย์สุดท้าย, เป็นมนุษย์สูงสุด อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ที่เขา สมมติบัญญัติเรียกกันว่า เป็นพระอรหันต์. ในที่นี้ขอร้องว่าอย่าเป็นพระอรหันต์กันเลย เป็นผู้อยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณโดยประการทั้งปวง ก็พอแล้ว. ไม่ใช่ อยากเป็นอะไรอีก, อยากจะไม่เป็นอะไรเลย, อยากจะไม่เป็นตัวตนของตนอะไรเลย. อย่า ไปอยากเป็นอะไรเข้ามาอีก มันจะย้อนกลับหลัง ส่งเสริมความอยากเป็น เป็นตัวตน. นี่การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณ- เจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมในรูปคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกคน ๆ ในกาลบัดนี้ ฯฯ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต