Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๑๐ — การใช้สัญชาตญาณที่พัฒนาแล้ว ในการทำประโยชน์

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.308 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้ อาตมาก็ ยังคงบรรยายในชุด ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในการ บรรยายครั้งนี้ว่า การใช้สัญชาตญาณที่พัฒนาแล้วในการทำประโยชน์. ในหลายครั้งที่แล้วมา เราก็พูดถึงการพัฒนาสัญชาตญาณ อย่าให้มันเป็น สัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, แต่ให้มาเป็นสัญชาตญาณฝ่ายโพธิเป็นปกตินิสัย ซึ่งท่านทั้งหลาย ก็จะต้องทบทวนดู ว่ามันมีอะไรบ้าง. ๒๗๙

น.309 จิตพัฒนาแล้วจะเป็นอิสระจากกรงขัง. เมื่อได้พัฒนามาจนถึงขนาดที่มีสัญชาตญาณแห่งโพธิ ก็เป็นอันว่า ปลอดจากสิ่งที่เป็นอันตรายโดยชอบบ้าง ซึ่งอาตมาจะใช้คำว่า เหมือนกับหลุดออก จากอำนาจของสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, เป็นอิสระเหมือนกับนกหลุดจากกรง. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าพิจารณาดูให้ดี ๆ ชีวิตนี้มันเหมือนกับอยู่ในกรงขัง, แต่ว่า เป็นกรง ขังทางจิตทางวิญญาณ จึงไม่มองเห็นตัวกรง หรือจับต้องซี่กรงได้. แต่มันก็เป็นการ กักขังอย่างเดียวกัน. เปรียบกันเท่านั้นว่า ถ้าเป็นนกมันออกจากกรงได้; ดูเถิด ว่ามันร่าเริงสักเท่าไร, มันสบายใจสักเท่าไร, ส่วน เราทั้งหลายก็ติดอยู่ในกรงขัง, กรงขังของความรู้สึกที่เป็นฝ่ายกิเลส, เป็นฝ่ายตัณหาอุปาทาน ไม่มีความเป็นอิสระ มันมีแต่ความคิดชนิดที่เป็นการกักขัง, มันเป็นสัญชาตญาณนานาชนิด ที่ว่ามีอยู่ใน สันดาน, แล้วก็ออกมาเป็นกรงขัง. สัญชาตญาณที่ว่ามีตัวตน มันก็ขังอย่างที่ไม่ ให้ทำอะไรชนิดที่เห็นแก่ผู้อื่น, หรือปราศจากตัวตน, มันบังคับให้ทำแต่สิ่งที่รู้สึกว่า เป็นตัวตนหรือเป็นประโยชน์ของตน. และถ้าพูดถึงสัญชาตญาณที่เป็นลูก ๆ ออกไป สัญชาตญาณใหญ่คือตัวตน มันก็มี เช่นสัญชาตญาณความเห็นแก่ตน, จิตใจของ เราถูกกักขังอยู่ในความรู้สึกเห็นแก่ตน มันก็ทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้, มันจะยอม ทำแต่สิ่งที่รู้สึกว่าได้ประโยชน์แก่ตน แก่ความเห็นแก่ตน. แต่นั่นมิใช่ประโยชน์อัน สูงสุดที่เป็นไปเพื่อนิพพาน, เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ส่งเสริมกิเลส ให้วนเวียนอยู่ใน วัฏฏสงสาร. แม้ สัญชาตญาณแห่งการแสวงหาอาหาร มันก็ผูกพันให้แสวงหา อาหารที่เป็นเหยื่อแก่ความอยาก, ไม่สามารถจะเป็นอิสระในการที่จะแสวงหาอาหารที่ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ หรือสักว่ายังอัตภาพให้เป็นไป, มันก็เลยตกเป็นเหยื่อของความอร่อย ทางอาหารอีกทีหนึ่ง. มันก็ถูกกักขังอยู่ในความติดในรสอาหาร.

น.310 การใช้สัญชาตญาณที่การพัฒนาแล้วในการทำประโยชน์ ๒๘๑ ทีนี้ก็มาถึง สัญชาตญาณแห่งความกลัว มันกลัวได้ร้อยแปดอย่าง, หวั่น วิตกกังวลไว้ได้ล่วงหน้า, เลยมีแต่ความหวาดระแวง จนกระทั่งถึงความหวาดผวา, จิตใจ มันก็ถูกกักขังอยู่ด้วยความกลัว. ทีนี้ สัญชาตญาณแห่งความรักตน ; ถ้ามัน รักอย่างที่เห็นแก่ตน มัน ก็เป็นความรักที่ทรมานตน คือแบกของหนักไว้ แบกตัวตนอันเป็นของหนักอยู่ตลอด เวลา, เรามีความรู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของตัวตน. นี่จึงกลาย เป็นของหนัก อย่างที่ เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก. ตัวตนในแง่ของรูป ก็รู้สึกว่าเป็นของตน ก็แบกไว้อย่างเป็นของหนัก, ตัวตนในแง่ของเวทนา รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นต้น ก็ เอา เวทนาว่าเป็นตัวตน , จึงมีความรู้สึกว่ามีของหนัก. บางที เอาสัญญาความสำคัญ มั่นหมาย อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นตัวตน มันก็แบกตัวตนแห่งสัญญาไว้ในฐานะเป็นของ หนัก. บางทีก็เอาสังขาร ความคิดนึก ได้อย่างนั้นอย่างนี้อย่างน่าอัศจรรย์ว่าตัวตน ว่าตัวตน, ความคิด หรือ ของคิด หรือ ผู้คิดเป็นตัวตน. บางทีก็เอาวิญญาณที่รู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ว่า เป็นตัวตน มันก็มีความเห็นแก่ตัวตน มีความรัก ตน, เอาอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาเป็นตัวตนไว้สำหรับจะยึดถือ. ทีนี้ก็มาถึง การบำเรอตน มันก็ตกอยู่ในกรงขัง ของการที่ต้องบำเรอตน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ตนนั้นมันคือกิเลสโดยสมบูรณ์ ; จะพัฒนาตนก็พัฒนาไปแต่ในทาง ให้ตรงตามความต้องการของกิเลส. ถ้าจะอวดตนมันก็อวดไปตามอำนาจของกิเลส ; แม้ที่สุดแต่ เรื่องของการสืบพันธุ์ ก็ทำไปตามอำนาจของกิเลส คือได้ตกเป็นเหยื่อ ของค่าจ้างของธรรมชาติ ที่มีปะไว้ข้างหน้าของการสืบพันธุ์. นี้เรียกว่ามัน เหมือนกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรง แต่เป็นเรื่องทางจิตทาง วิญญาณ ; จิตเหมือนกับนกถูกขังอยู่ในกรง ทางจิตทางวิญญาณ, เป็นจิตที่ติดกรง.

น.311 เดี๋ยวนี้ถ้าหากว่าเพิกถอนความรู้สึกที่เป็นเครื่องกักขังเหล่านี้เสียได้, ก็ลองคิดดูเถอะว่า เราจะมีอิสรภาพสักเท่าไร สักเท่าไร, ไม่ต้องมีสัญชาตญาณแห่งตัวตน ก็โล่ง ว่าง เบา ไม่มีอะไรที่กดทับจิตใจโดยความเป็นตนของตน ดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อไม่มีความเห็น แก่ตน จิตก็เป็นอิสระอย่างยิ่ง และประกอบด้วยสติปัญญา ที่ไม่ได้ถึงกับว่าจะปล่อยให้ ตายไป, ให้ร่างกายชีวิตมันตายไป มันก็ยังคงทำหน้าที่ที่จะเลี้ยงรักษาชีวิตไว้ แต่ตลอด เวลาเหล่านั้น ไม่มีความรู้สึกที่เป็นความเห็นแก่ตน ซึ่งเป็นของบีบคั้นจิตใจ. คนที่เป็น บุถุชน มากเกินไป จะไม่รู้สึกว่าความเห็นแก่ตนนั้นเป็นอันตราย, กลับจะเห็นเป็น ของเบา เป็นของสบาย เป็นของทำให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันอยากจะได้, ส่วนที่จะ เลยขอบขีดไปจนเป็นอันตรายนั้น ก็ยิ่งมองไม่เห็น. เดี๋ยวนี้ ถ้าพ้นจากความรู้สึกที่เห็นแก่ตนแล้วจิตมันเป็นอิสระ, มีความ ว่าง มีความเกลี้ยงจากกิเลสเหล่านั้น มันก็ถึงกันเข้ากับความสงบเย็น; แม้แต่จะกิน อาหาร, กินอาหารก็เป็นอิสระ ไม่ตกไปภายใต้อำนาจของเหยื่อ ของอาหารอันอร่อย ที่ ต้องซื้อต้องหา ต้องขวนขวาย ต้องพยายามหามาเพียงเพื่อความเอร็ดอร่อย, ไม่ได้คำนึง ถึงคุณภาพ แล้วก็ยังกินไม่รู้จักสิ้นสุด. ถ้าไม่มีความกลัว, ถ้าว่าเราไม่มีความกลัว ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว มันก็ สบายสักเท่าไร ก็ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้เรากลัวเป็นส่วนใหญ่ ก็คือกลัวตาย ความกลัวทุก ชนิด ทุกอย่างมีเท่าไร กี่อย่าง มันก็ มารวมอยู่ที่กลัวตาย, กลัวเจ็บ กลัวไข้ ก็คือกลัวตาย, กลัวเสียเพื่อนเสียสหายก็คือกลัวตาย, กลัวเสียเงินเสียทองก็คือมันจะทำให้ต้องตาย มันก็ เลยกลัวตาย, สูญเสียอะไรทุกๆ อย่าง มันไปรวมอยู่ที่ว่าจะทำให้ต้องตาย. ถ้าไม่มีความ กลัว, จิตที่ไม่รู้จักกลัว นี่เรียกว่ามันหลุดพ้นออกมาเสียได้ เหมือนกับนกที่ออกมาจากกรง.

น.312 เมื่อพูดถึง สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ มันก็จะรู้จักต่อสู้กับสิ่งที่ควรต่อสู้ คือข้าศึกโดยตรง คือความทุกข์, ความทุกข์หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นข้าศึก โดยตรง; ส่วนเรื่องบุคคล เรื่องคำด่าทอเสียดสี เบียดเบียนของบุคคลนั้น เป็นเรื่อง เด็กเล่น ไม่เสียเวลาไปต่อสู้กับมัน. การพัฒนาตน ก็พัฒนาถูกต้องตามหลักที่ควรจะพัฒนา, ไม่พัฒนาให้รก รุงรังไปหมด รกรุงรังไปด้วยสิ่งของ รกรุงรังไปด้วยกิเลสความรู้สึกคิดนึก. แม้ว่าจะบำเรอตน ใช้คำว่าบำเรอตนนี้เป็นคำที่ใช้ในบาลี, บำเรอตน มัน บำเรอไปในทางกิเลสเป็นส่วนใหญ่. แต่ ถ้าละสัญชาตญาณแห่งตัวตนนั้นเสียได้ จะ มีการบำเรอตนในลักษณะที่ทำให้ก้าวหน้า, ก้าวหน้าทีละนิด ๆ ไปในหนทางแห่ง ความหลุดพ้นหรือปล่อยวาง. มีคำพูดประหลาด ๆ ว่า บำเรอตนเพื่อพระนิพพาน. นี่ หมายความว่า ส่งเสริมทุกอย่าง ทุกประการ เพื่อชีวิตนี้ใกล้ต่อความหมายของนิพพาน คือความเยือกเย็น. ถ้าจะอวด ถ้าจะอวดกันบ้าง ก็ไม่ได้อวดเหมือนอย่างที่เขาอวดกัน อวดมั่ง อวดมี อวดอำนาจวาสนา อวดอะไรต่าง ๆ, นั่นมันเป็นการอวดของกิเลส. ถ้าว่า สัญชาตญาณพวกนี้ถูกกำจัดไปหมดสิ้นไปแล้ว ; ถ้า จะอวดบ้าง แสดงบ้าง ก็เป็นเรื่อง ของคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวที่ดับทุกข์ได้, และที่อยากจะให้ผู้อื่นเอาอย่าง ทำตาม อย่าง โดยไม่มีเจตนาที่จะต้องอวดในลักษณะที่เป็นการอวดดี. ก่อนนี้ เป็นการ อวดดี, เดี๋ยวนี้ มันเป็นการ แสดงความดี ให้ผู้อื่นเห็น เพื่อประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย เลยไม่ใช่ การอวดดี, แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความดีที่มีอยู่.

น.313 นี่แหละเรียกว่า อาการแห่งการที่ว่านกหลุดจากกรง; ความรู้สึกที่ เหนียวแน่นไปตามอำนาจตัณหาอุปาทาน หลายอย่างหลายประการ เป็น เหมือนกับ กรง, จิตที่ติดอยู่ในวงล้อม ของสิ่งเหล่านั้น เรียกว่าติดกรง พอมันออกมาเสียได้ มันก็เลยเหมือนกับว่าหลุดจากกรง, หรืออีกอย่างหนึ่งว่า เหมือนกับอยู่ภายใต้กะลาครอบ ; สัตว์ตัวเล็ก ๆ อยู่ภายใต้กะลาครอบมืดมิด ไม่สบาย ไม่สะดวกโดยประการทั้งปวง. เดี๋ยวนี้ เปิดกะลาครอบออกไปเสียได้ มันก็โล่งแจ้งก็สว่าง, ก็มีอาการร่าเริง เยือกเย็น เป็น อิสระ ออกไปเสียได้จากกะลาครอบแห่งความเห็นแก่ตน ความเห็นแก่ตัว. ใครรู้สึกบ้าง ว่าตัวเองอยู่ภายใต้กะลาครอบของสิ่งเหล่านี้, คงจะดิ้นรนที่จะเปิดฝาครอบ. แต่ ถ้าไม่ รู้สึกมันก็สมัครอยู่ใต้กะลาครอบ ภายในขอบเขตของกิเลสตัณหาอุปาทาน, คิด พูด ทำ คิดพูดทำอยู่แต่ในเรื่องเหล่านั้น ชนิดนั้น ในมาตรฐานเพียงเท่านั้น ไม่สูงไป กว่านั้นได้. นี่เดี๋ยวนี้มันเป็นอิสระเหมือนกับว่านกหลุดจากกรง, หรือว่าออกมาเสียได้ จากภายใต้กะลาครอบของอวิชชา, กะลาครอบ ในที่นี้ เป็นชื่อของอวิชชา. ผลที่เกิดจากการพัฒนาจิตในด้านศาสนา. ถ้าจะมองกัน ในแง่ของศาสนา เดี๋ยวนี้ก็ได้รับความสะดวกดาย ในการที่ จะบรรลุมรรคผล. ขอเน้นอีกทีว่า ถ้าว่า พัฒนาสัญชาตญาณที่เป็นกิเลส กลายเป็น สัญชาตญาณแห่งโพธิแล้ว มันก็ใช้เป็นประโยชน์ได้แก่ชีวิตนั้น, ทำชีวิตนั้นให้ เป็น ชีวิตที่ มีความเหมาะสมพร้อม หรือสะดวก ในการที่จะบรรลุมรรคผล. คำว่า มรรค ผลก็คือหนทางที่จะไปสู่ความสงบสุขสูงสุดอันสุดท้ายคือนิพพาน. นี่เรียกว่ามีประโยชน์ ในแง่ของทางศาสนา.

น.314 ถ้าจะลดให้ต่ำลงมา ในแง่ของวัฒนธรรม, ที่จริงศาสนาก็เป็นวัฒนธรรม อันหนึ่ง แต่มันในระดับสูงสุด. ที่นี้ ในระดับวัฒนธรรมทั่ว ๆ ไป เราก็มีความ เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว. คำว่า ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ นี้ เป็นคำพูดที่มีความหมายมาก แต่แล้วก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ หรือไม่รู้จักว่ามันอยู่ที่ไหน ที่จริง ความเป็นมนุษย์ ของเรานั่นแหละ คือสมบัติ ของเรา, สมบัติ ของเรานั่น แหละ คือความเป็นมนุษย์ ของเรา. สมบัติที่แท้จริงคือความเป็นมนุษย์ของเรา ; แต่เดี๋ยวนี้ คนทั้งหลาย ก็มา สนใจหมายมั่นอยู่ แค่ข้าวของ เงินทอง สมบัติพัสถานอะไรต่างๆ ที่ เป็นเรื่องทางฝ่ายวัตถุ ทั้งนั้น มันก็เลยเป็นมนุษย์ชนิดไหนกันก็ไม่รู้, อย่างดีที่สุดก็เป็น มนุษย์กันแต่ในแง่ของวัตถุ ในด้านของวัตถุ; แต่ ถ้าสนใจความเป็นมนุษย์ในแง่ของ จิตของวิญญาณ มันก็จะไปมองเห็นว่า สมบัติแท้จริงของเรา ก็คือความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง ของเรา, มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องต่อความหมายของคำว่ามนุษย์ ๆ นั้นก็ เรียกว่าสมบัติอันแท้จริง คนชนิดนี้มีสมบัติทั้งสองฝ่าย คือมีสมบัติทั้งฝ่ายวัตถุ และมี สมบัติทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวิญญาณ ; แต่คนโดยมากไม่สนใจสมบัติในฝ่ายจิตหรือในฝ่าย วิญญาณ จึงมีสมบัติกันแต่ในทางฝ่ายวัตถุ. ขอให้สังเกตดูให้ดีๆ ที่ว่า ความสูงสุด ของความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ใช่อยู่แต่ทางวัตถุ อย่างเดียว, ต้องเป็นความถูกต้องใน ทางฝ่ายจิตถึงที่สุดด้วย. ในด้านพลานามัย. ทีนี้จะมองดูให้ละเอียดลงไปว่า เมื่อมันพัฒนาสัญชาตญาณได้แล้ว ก็เรียกว่า มีอนามัย มีพลัง มีกำลังในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ คนที่พัฒนาสัญชาตญาณไม่ได้ ยังมี จิตใจตกต่ำอยู่ในฝ่ายกิเลส หรือมีความรู้สึกอย่างต่ำ, เป็นสัญชาตญาณอย่างสัตว์ อย่างนี้ มันไม่มีแรง มันไม่มีแรง ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับกิเลส, จิตใจอ่อนแอ ไม่พอที่จะเผชิญ

น.315 หน้ากับกิเลส. ถ้ากำจัดสัญชาตญาณแห่งตัวตนของตน เห็นแก่ตนอย่างที่กล่าวมาแล้ว ได้ มันก็เป็นเหมือนกับว่า มีอนามัยทางจิตทางวิญญาณ. เรามีอนามัย กันได้ถึง สองประการ : คือ ทางฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกาย มี ร่างกายที่ประกอบไปด้วยอนามัยดี มันก็สามารถที่จะเป็นอยู่มีความสุข และทำการงาน ทางฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตมันยังไม่มี, ฝ่ายจิต ที่จะมีอนามัยดีเหมือนกับที่ร่างกาย มีอนามัยดี มันก็ ต้องประกอบด้วยความตั้งตนอยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะความมีธรรมะ คือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอย่างโพธิ, ยังขอใช้คำว่าสัญชาตญาณอยู่ เพื่อให้เกิดความ ง่ายดายในการที่จะปฏิบัติประพฤติเป็นไป คือให้เป็นความรู้สึกที่เกิดได้เอง และทันเวลา แก่การโจมจู่เข้ามาเข้ามาของสิ่งที่เรียกว่ากิเลส, นี่ถ้าเรามีกำลัง พลังอนามัยดีในทางจิต ทางวิญญาณ ก็ต่อสู้ข้าศึกกล่าวคือกิเลส, เช่นเดียวกับที่ร่างกายมีอนามัยดี ก็ต่อสู้กับ โรคภัยไข้เจ็บ, หรือใช้กำลัง พลังนั้นทำหน้าที่การงานทางกาย อย่างที่ทำกันอยู่ทั่ว ๆ ไป; เห็นได้ว่าเราจะต้องมีอนามัยหรือพละกำลังทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต. ถ้ากำจัดสัญชาต- ญาณฝ่ายกิเลสได้แล้ว พัฒนาฝ่ายโพธิให้เกิดขึ้นมาได้แล้ว อนามัยก็จะสมบูรณ์ ทั้งฝ่ายกายและทั้งฝ่ายจิต. ในด้านของการทำหน้าที่. ทีนี้เมื่อเรามีสัญชาตญาณที่พัฒนาดี จนเปรียบกันได้กับว่าเหมือนนกหลุด ออกมาจากกรง คือสิ่งผูกมัดต่าง ๆ ได้แล้ว เป็นอิสระแล้ว, เราจะใช้มันให้ทำประโยชน์ อะไร ? มันก็ตอบได้ว่า ใช้ให้ทำหน้าที่ หน้าที่ตามที่ควรจะทำ. ใครรู้บ้างว่าหน้าที่ โดยครบถ้วนของคนนี้มีอะไรบ้าง ? บางทีจะรู้จักน้อยเกินไป จึงไม่ได้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ แล้วก็จะไม่มีคุณธรรมความสามารถที่จะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เพราะไม่รู้เรื่อง.

น.316 อาตมาอยากจะบอกว่า สิ่ง ที่เรียกว่าหน้าที่ ๆ นี้ ถ้าโดยสรุปแล้วก็พูดได้ เป็น ๓ อย่าง หน้าที่มีอยู่ ๓ อย่าง : หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง, หน้าที่ที่ทำประ- โยชน์ให้แก่ตัวเอง นี้อย่างหนึ่ง, แล้วหน้าที่ ที่จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ผู้อื่นนอก จากตัวเรา นี้อย่างหนึ่ง, หน้าที่ที่ ๓ ก็คือ หน้าที่ที่จะต้องพักผ่อน ให้มีกำลังสำหรับ จะทำประโยชน์เหล่านั้น. ฟังดูแล้วก็อาจจะน่าหัวสำหรับคนบางคน ที่มาพูดว่าแม้แต่ การพักผ่อนนี้ ก็เป็นหน้าที่ เขามักจะไม่รู้สึกว่าการพักผ่อนเป็นหน้าที่ แล้วก็เลยไม่สนใจในการพักผ่อน, ไม่ได้รับการพักผ่อนที่ถูกต้อง ไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ, ก็เลยกลายเป็นคน ทุพพลภาพ ไม่ทางกายก็ทางจิต หรือทั้งสองอย่างนั่นแหละ. ฉะนั้นขอให้มองดูเป็น พิเศษในสิ่งที่เรียกว่าการพักผ่อน พักผ่อนก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องสนใจและดูแล ให้มัน เป็นไป อย่างถูกต้องและเพียงพอ. นี่หน้าที่ของเราข้อที่ ๑ ทำประโยชน์ตน ทุกอย่าง, หน้าที่ข้อที่ ๒ ทำ ประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ มันเกี่ยวข้องกัน ไปเสียทุกอย่าง, แล้วทีนี้หน้าที่ที่ ๓ ก็คือว่ามีการพักผ่อน ซึ่งฟังแล้วมันก็น่าหัวว่าหน้าที่ ที่จะต้องพักผ่อน. การไม่ทำหน้าที่กลายเป็นหน้าที่, การไม่ทำหน้าที่คือการพักผ่อนนั้น มันกลายเป็นหน้าที่ขึ้นมาอย่างนี้, เราจะต้องมีหน้าที่ในการพักผ่อน. ฉะนั้นขอให้ ทุกคนสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ทำหน้าที่ครบทั้ง ๓ อย่างนี้แล้วหรือยัง, เ ราไม่ต้องแจงโดย รายละเอียดดอก เพราะมันมากนัก มันนับไม่ไหว ว่า หน้าที่ในการทำประโยชน์ตน เอง นั้นมันมีกี่อย่าง กี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่าง ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง, แล้วหน้าที่ที่ทำ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น นั้น มันมีกี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง, ทำประโยชน์แก่บุคคลในครอบครัว เพื่อประโยชน์แก่คนในหมู่บ้าน ในเมือง ในประเทศ กระทั่งในโลก. มันต้องทำประโยชน์

น.317 แก่คนในโลก ; เพราะว่าเราก็เป็นคนในโลกเป็นประชาชนของโลก มีส่วนที่จะต้องพัฒนา โลก, ทั้งหมดนี้เรียกว่าหน้าที่เพื่อผู้อื่น. ทีนี้ว่า ทำหน้าที่นั้นมันเหนื่อย มันกินแรงงาน กินแรงงาน มันก็เหนื่อย ลงไป ก็จะต้องพักผ่อน คือฟื้นกำลังขึ้นมา เติมกำลังให้มันเกิดขึ้นใหม่; เหมือนกับ หม้อไฟฟ้าที่ใช้มันจวนหมด มันก็ต้องพักผ่อนคือเติมเข้าไปใหม่ให้มันสมบูรณ์ดังเดิม ธรรมชาติก็กำหนดมาแล้ว ว่าเรามีเวลาทำการงานเท่านั้นเท่านี้, แล้วเราก็มีเวลาพักผ่อน และหลับนอน เพื่อเป็นการพักผ่อนเพื่อฟื้นกำลังขึ้นมาใหม่สำหรับวันรุ่งขึ้น. ๒๔ ชั่วโมงนี่ อย่างน้อยก็จะ เป็นการพักผ่อนสัก ๘ ชั่วโมง. ๑๖ ชั่วโมงนั้นทำอะไรทำไป ทำเพื่อตนสัก ๘ ชั่วโมง, ทำเพื่อผู้อื่นสัก ๘ ชั่วโมง, แล้วก็ พักผ่อนสัก ๘ ชั่วโมง อย่างนี้ก็จะเป็นการ ถูกต้อง ว่าเกิดมามีชีวิต มีหน้าที่ ก็ทำให้สมบูรณ์อย่างนี้ มันก็จะไม่เกิดปัญหา. เดี๋ยวนี้ยุ่งไปหมด มันมีความเห็นแก่ตัวคือกิเลส กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันเป็นกิเลสครอบงำแล้ว มันก็ทำหน้าที่แต่ส่งเสริมกิเลส, จะเอาเวลาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ไปส่งเสริมกิเลส เสียให้หมดสิ้น, ไม่มาทำหน้าที่ประโยชน์ตนสัก ๘ ชั่วโมง ประโยชน์ ผู้อื่นสัก ๘ ชั่วโมง พักผ่อนสัก ๘ ชั่วโมง, มันต้องการแต่จะใช้เวลาทั้งสิ้นสนองกิเลส โดยวิธีการต่าง ๆ นานา ให้เป็นการส่งเสริมกิเลสไปทุก ๆ อิริยาบถ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ทั้งหลับและทั้งตื่น ให้มันเป็นการส่งเสริมกิเลสไปเสียหมด. นี้เรียกว่า บุถุชนที่ยังหลับ หูหลับตา ไม่รู้ว่าหน้าที่โดยแท้จริงนั้นมีอย่างไร, ความเป็นมนุษย์มีหน้าที่อย่างไร. ความเป็นมนุษย์แปลว่ามนุษย์นี่จิตใจมันสูง ถ้าจดใจสูง มันควรจะทำหน้าที่อย่างไร ; เดี๋ยวนี้มันสูงไม่ได้, ก็ ไปทำหน้าที่ต่ำ ๆ กันเสียหมด ก็เลยลดจากความเป็นมนุษย์ ลงไปสู่สัญชาตญาณอย่างสัตว์, ควบคุมไม่ได้ก็ทำอะไรไปอย่างกะว่าเป็นสัตว์ คือเป็นสัตว์ แล้วไม่ใช่คน ไม่ใช่มนุษย์เสียแล้ว. นี่ขอให้รู้จักหน้าที่ รู้จักหน้าที่แล้วทำหน้าที่ให้ครบ บริบูรณ์.

น.318 การทำหน้าที่เพื่อความรอด. เอ้า, ทีนี้ก็จะดูเรื่องหน้าที่ ๆ นั้นกันให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ทีละอย่าง ๆ, ใน ๓ อย่างนั้นดูกันทีละอย่างง่ายดี. หน้าที่ทีแรกก็ในการ ทำหน้าที่เพื่อตน โดยสรุปกว้าง ๆ ทั้งหมดแล้ว หน้าที่ เพื่อตนนั้น ก็คือหน้าที่เพื่อให้รอดชีวิต อยู่ นี้อย่างหนึ่ง, และ ให้รอดจากความทุกข์ ไม่ให้ความทุกข์เบียดเบียน นี้อีกอย่างหนึ่ง, ช่วยมองดูให้ดี ๆ ว่ามันเป็นสองอย่างอยู่. เพียงแต่รอดชีวิตนั้นมันไม่พอ; ถ้ารอดชีวิตอยู่ด้วยการบีบคั้นของกิเลส แล้ว มันก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ตลอดชาติ ; ฉะนั้น ต้องให้รอดจากการบีบคั้นของ กิเลสด้วย. ข้อที่ ๑. ทำให้รอดชีวิตนี้ คือการดำรงชีวิต ทำมาหากิน บริหารร่างกาย อะไรต่าง ๆ ทุกอย่างที่ให้มันรอดชีวิตอยู่ ได้ในระดับที่ปกติ ไม่ใช่มีร่างกายทรุดโทรมไม่สม ประกอบ. นี่ให้ร่างกายรอดชีวิตอยู่ได้ ในลักษณะที่จะทำอะไรได้ตามปกติ นี้รอดที่ ๑ เป็นความรอดที่ ๑, บางคนก็ยังไม่รอด. คนในโลกนี้ บางคนก็ยังไม่รอด ในความรอดที่ ๑ คือมีร่างกายไม่สมประกอบ มีร่างกายทุพพลภาพ พิกลพิการ ; เพราะเขาเองเป็นผู้ทำ มันทั้งนั้น ไม่ใช่มีใครมาทำ ให้ : เป็นคนไม่บริหารร่างกาย, เป็นคน บูชายาเสพติด, เป็นคนบูชาสิ่งที่เป็นข้าศึก ; แม้แต่ความรอดทางด้านร่างกายก็ยังไม่มี มันก็ยากที่จะมีความรอดด้านจิตใจ เพราะมันโง่ เกินไป. ข้อ ๒. รอดด้านจิตใจก็ว่า จิตใจเป็นอิสระ ไม่เกิดกิเลสหรือความ ทุกข์ขึ้นครอบงำ, แม้แต่ นิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ก็ไม่รบกวน, กิเลสทั้ง ๓ โลภะ โทสะ

น.319 โมหะ ก็ยัง ไม่รบกวน, แล้วก็ ไม่มีกิเลสหมักหมม เป็นทุนสำรองไว้ เป็นพวกอนุสัย, เป็นพวกอาสวะ, มันก็เลยไม่มีกิเลสที่จะออกมาสำหรับทำให้เกิดความทุกข์. กิเลสเป็น เหตุให้เกิดความทุกข์ เหมือนกับไฟมันให้เกิดความร้อน, กิเลสก็เหมือนกับไฟ ทุกข์ ก็เหมือนกับความร้อน ที่เผาผลาญ ; ถ้าไม่มีกิเลสเช่นความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็ไม่ได้ทำอะไร พูดอะไร หรือคิดอะไรไปในทางที่ทำให้ตัวเองมันร้อนเหมือนกับไฟเผา. นี่ เราต้องรอดจากสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ คือร้อนเหมือนกับถูกไฟเผานี้ด้วย ; แล้วชีวิตนี้จะเป็นอย่างไร ก็เป็นนิพพาน, นิพพานทั้งทางกายและทางจิต, คือทาง ฝ่ายร่างกายก็เย็นเป็นสุข ทางฝ่ายจิตใจก็เย็นเป็นสุข มันมีความเย็นทั้งทางฝ่ายกาย และ ฝ่ายใจ, คือไฟทางฝ่ายวัตถุฝ่ายร่างกายก็ไม่แผดเผา, ไฟในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณก็ไม่ แผดเผา. บุคคลนั้นจึงมีความเย็นทั้งทางฝ่ายร่างกายและทางฝ่ายจิตใจ. ความเย็นนี้ คือนิพพาน, นิพพานแปลว่าเย็น. คำว่า เย็นเป็นความหมายของคำว่านิพพาน ; เย็น น้อย ๆ ก็นิพพานน้อยๆ, เย็นมาก ๆ ก็เป็นนิพพานมาก ๆ. เย็นชั่วคราวก็เป็นนิพพาน ชั่วคราว, เย็นตลอดกาลเด็ดขาดลงไป ก็เป็นนิพพานโดยเด็ดขาด โดยนิรันดร. ฉะนั้น เมื่อใดมันมีความเย็นเพราะไม่มีไฟกิเลสเผา ก็ให้รู้เถอะว่านั้นน่ะนิพพานมาเยี่ยมแล้ว, แม้ จะเป็นนิพพานน้อย ๆ; แต่นี้คนไม่สนใจ เพราะความร้อนของกิเลสมันมากนัก มัน ครอบงำมันท่วมทับไว้เรื่อย. ทำให้สนใจแต่ในเรื่องของความร้อน, แล้วก็เห็นความร้อน เป็นเรื่องสนุกสนาน เพราะมันเป็นเรื่องของกิเลส, กิเลสมันเป็นของร้อน. เมื่อจิตมัน มีอวิชชา, ไปพอใจในของร้อน แล้วมันก็สมัครที่จะอยู่ในความร้อน, เพลิดเพลินอยู่ใน ความร้อน, มันจึงเกิดคำพูดว่า หลงใหลอยู่ในกองทุกข์. มันน่าหัว มันโง่ โง่สัก เท่าไร ถ้ามันหลงใหลอยู่ในความทุกข์, หลงใหลอยู่ในกองทุกข์มันโง่สักเท่าไร, มีความ ทุกข์แล้วยังหลงใหล. นี่ ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจึงจะเหนื่อยหน่ายใน สิ่งที่เป็นทุกข์ ; บทสวดมนต์ที่สวดกันอยู่ทุกวัน เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

น.320 อนัตตา จึงจะค่อย ๆ เกลียดความทุกข์, ถ้าไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็ยิ่งชอบ ที่จะจมอยู่ในความทุกข์ เพราะมันสนุกสนานเอร็ดอร่อย เพลิดเพลินกระโดดโลดเต้น. นี้ เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ ว่าเราต้องรอดจากสิ่งเหล่านี้ด้วย, อย่ารอดแต่เพียงร่างกายทางวัตถุ มีไร่มีนา มีเงินมีของ มีบ้านมีเรือน มีอะไรสบายสะดวกหมดแล้วนั้นมันรอดฝ่ายชีวิตรอด ทางร่างกาย. ทีนี้ถ้าว่า จิตใจไม่มีความทุกข์เบียดเบียนนั้นเป็นอีกรอดต่างหาก, รอดทางจิตรอดทางวิญญาณ. ขอให้นึกถึงรอดทั้งสองรอดนี้ไว้ให้เป็นคู่กัน มิฉะนั้นระวังเถอะจะเป็น มนุษย์เพียงครึ่งเดียว; ถ้ารู้จักทำความรอดเพียงครึ่งเดียว ก็เป็นมนุษย์เพียงครึ่ง เดียว; แล้วโดยมากมันไม่ค่อยจะเป็นไปได้ดอกครึ่งเดียว ถ้าว่ามันผิดมันร้อนมาจาก ภายในคือเรื่องของกิเลสอวิชชาแล้ว ร่างกายมันก็พลอยร้อนไปด้วย, มันทำให้เกิดการ ทำผิดทางร่างกาย จนร่างกายก็พลอยร้อนไปด้วย, มันก็เลย ร้อนทั้งทางกายและทั้งทาง จิต ; นี่เป็นบุญชนเต็มที่ก็เอากันอย่างนี้. ถ้ามีความรู้สึกได้เท่าไร ก็ขจัดออกไปเสีย เท่านั้น ให้ร้อนน้อยลง ๆๆ ให้มันเหลือแต่น้อยจนไม่ปรากฏ หรือถ้าปรากฏก็เรียกว่า เป็นความเย็น. ความร้อนที่ว่ามันไม่มีเสียเลยนั้น มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง; แม้ที่เรียกกันว่า ความเย็นเช่นน้ำแข็งนี้ มันก็ยังมีความร้อน พอที่จะกำหนดได้ว่าสักเท่าไร, แต่นี้เขา สมมติว่าเย็น; ที่จริงมันก็เป็นความร้อนที่น้อยมาก. เมื่อมันผิดกันกับความร้อน ในร่างกาย มันก็รู้สึกว่าเย็นซิ, ถ้าความร้อนในร่างกายมีสักร้อยหน่วย แล้วความร้อนใน น้ำแข็งมีเพียงหน่วยเดียว มากระทบกับร่างกาย ร่างกายมันก็รู้สึกเย็นเท่านั้น ; ที่จริงมันก็ มีความร้อนในระดับหนึ่ง. นี่ บุถุชนธรรมดาก็สามารถจะทำให้ความร้อนลดลงไป ลดลงไปเป็นอันมาก ถ้าว่าหมดความร้อนจริงก็เป็นพระอรหันต์, ที่จะเรียกได้ว่าหมด

น.321 ความร้อนโดยสิ้นเชิง ก็ต้องเป็นพระอรหันต์. เดี๋ยวนี่มันยังมากเกินไป ก็เอาแต่ว่า มันมีความเย็นพอสมควรแก่ชีวิต ไม่เผาผลาญกันตรงๆ มันเป็นชั้น ๆ ของระดับจิต. ความชั่วร้อนมาก, ความชั่วร้อนมากร้อนที่สุด. ความดีร้อนน้อย มี ส่วนร้อนน้อย, ถ้าไปยึดถือเข้ามันก็ร้อน. ถ้าไม่ชั่วไม่ดีพ้นหมดไปจึงจะไม่มีความ ร้อน, เป็นความสงบ. ความชั่วนั้นไม่สงบแน่นอนเห็นได้ชัด, ความดีมันก็วุ่นวายยัง ไม่สงบ, แม้จะดีที่สุด มันก็ยังมีวุ่นวายอยู่ในส่วนที่ว่ามันดี เพราะมันยึดถือว่าดี. แต่ ถ้า เหนือดีขึ้นไป จึงจะเป็นความว่างหรือเป็นความสงบ. ถ้าต้องการความเย็น สงบโดยแท้จริง ก็ต้องชะเง้อไปในทางที่ว่า ไม่หลงดี ไม่บ้าดี ไม่อวดดี ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในความดี, ไม่แบกของหนักคือความดี. ข้อนี้เราเคยพูดกันมาหลายหนแล้ว ว่า ความชั่วนั้นเหมือนกับก้อนหิน แบกเข้าก็เป็นทุกข์หนักกระวนกระวาย, ความดี นั้นเหมือนเพชรพลอย แบกเข้าก็หนักเหมือนกัน ถ้าเพชรพลอยมันใหญ่เท่าก้อนหิน มันก็หนักเท่ากันแหละ ; เพราะฉะนั้นความดีไปแบกเข้ามันก็หนัก. ฉะนั้น ไม่เอา ทั้งชั่วและทั้งดี จึงจะพ้นขึ้นไปเป็นความว่าง, นั่นแหละ เข้าเขตของนิพพาน, ไม่ มีตัวตนสำหรับจะแบกไว้เป็นของตน, ไม่มีตัวตนของอวิชชา ที่จะแบกไว้เป็นของตนด้วย อำนาจอุปาทาน, มันก็เลยหมดปัญหาไม่มีของหนัก, จะเรียกว่าไม่มีทุกอย่าง ไม่มีของร้อน ไม่มีของมืด ไม่มีของเสียบแทง ไม่มีของผูกมัดรัดรึง ไม่มีของครอบงำหุ้มห่อ ; อย่างนี้ เรียกว่าสูงสุดของความหลุดพ้น เป็นจุดสูงสุดของมนุษย์ ในส่วนตนเอง จิตว่างเป็นผลของการพัฒนา. ทีนี้ถ้าเรา พัฒนาสัญชาตญาณอย่างกิเลสได้เป็นสัญชาตญาณอย่างโพธิ แล้ว มันก็ง่าย ง่ายที่จะเป็นเช่นนั้น, คือ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. เมื่อพูดถึงจิตว่างนี้

น.322 คนเขาก็พร้อมที่จะหัวเราะเยาะ เพราะความไม่เข้าใจ, ผู้พูดก็ถูกหัวเราะเยาะ เพราะว่าผู้ ฟังไม่เข้าใจ, เขาคิดเป็นว่าเป็นเรื่องไม่รู้สึกอะไร ไม่ทำอะไร ไม่รับผิดชอบอะไร ; มันไม่ใช่อย่างนั้น. คำว่า จิตว่าง นี้ คือ ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู, อะไร ๆ ที่เป็นความหมายว่าตัวตนว่าของตน ว่าตัวกว่าของกู มันไม่มีอยู่ในจิตนั้น จิตนั้นมันจึง ว่าง, เมื่อมัน ว่างจากกเลสประเภทเหล่านั้นแล้ว ก็มีอยู่แต่สติปัญญาอันสูงสุด ตาม ธรรมชาติของจิตที่มีสัญชาตญาณแห่งความรู้. เดี๋ยวนี้มันพัฒนาผิด มันเป็นกิเลส มันรู้ไปในทางกิเลส, ครั้น เอาความรู้ในทางกิเลสออกไปเสีย ให้หมดแล้ว มันก็รู้อย่าง ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร. จิตว่างนี้ว่างจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดถือว่าตัวตน มันก็เลยเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา. นี่ ทำอะไรด้วยจิตว่าง ลองคิดดูให้ดี ๆ สบายที่สุด แหละ, ก็นึกดูเอาเอง มันมีอยู่เสมอ. จิตวุ่นวายแล้วมันก็ทำอะไรไม่สนุกทั้งนั้น, จะทำอะไรมันก็ไม่สนุก แม้แต่กินข้าวมันก็ไม่อร่อย แม้แต่จะนอนมันก็นอนไม่หลับ ถ้าจิตมันไม่ว่าง. ถ้าจิต ว่างมันก็ทำได้ดี เช่นว่าจะไปพูดในที่ประชุม อย่างที่เราขอเชิญให้มาพูดในที่ประชุมต่อ หน้าคนมาก ๆ : ถ้าจิตไม่ว่าง มีตัวกูมีของกู มันก็ประหม่าเท่านั้นแหละ มันก็ประหม่า, มาพูดมันก็ประหม่า, มันก็ประหม่าตลอดไป บางทีก็ พูดไม่ออก, แม้พูดออกมันก็พูด ไม่ได้ดี เพราะจิตไม่ว่าง มันอัดเต็มแน่นอยู่ด้วยตัวกูหรือของกู. ถ้าจิตว่าง มันก็พูด พูดจาได้สบาย ได้เรียบร้อย ได้ไพเราะได้คล่องแคล่ว แม้ที่สุดแต่จะทำงานฝีมืออะไรที่มันทำยาก ๆ ถ้า จิตไม่ว่างมันก็โกรธ ตัวเอง โกรธเครื่องมือ โกรธสิ่งของ ก็ทำไม่ได้; อย่างว่าจะจัดแจกันดอกไม้ให้ดูสวยสด, ถ้าจิตใจมันอัดพลุ่งเป็นไฟอยู่มันทำไม่ได้, มันไม่รู้ว่าสวยอย่างไร. ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู -ของกู จัดดอกไม้ไปตามความรู้สึกอันนั้น มันก็ จะเป็นแจกันที่จัดได้สวย อย่างนี้ เป็นต้น.

น.323 หรือว่า คนจะเล่นกีฬา ที่มันต้องใช้ฝีมือมาก โดยเฉพาะอย่างแบดมินตัน อย่างเทนนิสหรืออะไรก็ตาม ถ้าจิตวุ่นวาย แล้ว มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกปรารภตัวตนจะ แพ้จะชนะ, จะอย่างนั้นจะอย่างนี้ มันแบ่งกำลังจิตไปเสียหมด มันก็แสดงฝีมือไม่ได้ดี. ถ้าเลิกคิดเรื่องเหล่านั้นเสียให้หมด, กำลังจิตทั้งหมดเอามาใช้แสดงฝีมือ มันก็เล่นกีฬาได้ดี มันชนะ. ที่จะต้องเปรียบเทียบอีกอันหนึ่ง เป็นอันสุดท้าย ก็คือว่า ถ้าฟันดาบ ถือ ดาบคนละเล่ม แล้วเข้ามาต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ : ถ้าคนหนึ่งจิตไม่ว่าง มัน มัวแต่พะวงถึงตัวกู-ของกูอยู่ มันก็ต้องตายแหละ, ต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายที่จิตว่าง ; เพราะ เขาทำอะไรได้ดีที่สุด ฉวยโอกาสได้ดีที่สุด แสดงฝีมือได้ดีที่สุด. ฉะนั้นคนที่พันดาบ ด้วยจิตที่ว่าง จากตัวกู-ของกู มันจึงมีส่วนชนะ, ชนะคนโง่ ๆ ที่เต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู-ของกู จนมันยุ่งไปหมดในจิตใจทำอะไรไม่ถูก. นี่ถ้าเรื่องประณีตละเอียดสุขุมอย่างนี้ทำได้สำเร็จแล้ว, เรื่องง่าย ๆ กว่านั้น มันก็สำเร็จได้ง่าย, จะไถนาจะขุดดินอย่างนี้มันทำได้ง่ายกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าทำ ด้วยจิตว่างแล้วมันสบายกว่า สนุกกว่า สบายกว่า ไม่เหนื่อย, แม้เหงื่อจะออกมา มัน ก็กลายเป็นน้ำมนต์อาบให้เย็น. ถ้าจิตมันวุ่น เหงื่อออกมานิดเดียว มันก็ร้อน มันก็ โกรธ, มันก็แช่งตัวเอง แช่งดินฟ้าอากาศ แช่งเทวดาผีสางอะไร, แล้วก็คิดว่าไม่ทำล่ะ ทำนานี้ ไปขโมยดีกว่า, ก็เลิกทำนาไปเป็นคนจี้ปล้นขโมยไปเสียอย่างนี้, เพราะว่ามันไม่ รู้จักทำจิตให้พอใจกับการงานที่ทำ. เพราะไม่ว่าง เพราะมันมีตัวกู-ของกูซึ่งเป็นกิเลส คอยผลักดันอยู่เสมอ. ถ้า พัฒนาสัญชาตญาณให้เป็นโพธิได้ มันก็มีจิตว่าง, ทำงาน ทุกอย่างด้วยจิตว่าง เป็นสุขเมื่อกำลังทำนั้นเอง.

น.324 ทีนี้ในการทำประโยชน์ตนในเรื่องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ตนนี้มันก็มีอยู่ว่า คนเรามันมีปัญหาเสมอ ต้องมีปัญหาอย่างนั้น ปัญหาอย่างนี้ ซึ่งจะต้องตัดสินใจลงไป. ถ้าจิตวุ่นวายเต็มไปด้วยตัวกู-ของกู จะตัดสินผิดหมด จิตมันต้องเกลี้ยงจิตต้องสงบ, จิตต้องเย็น, จิตต้องว่าง, มันจึงจะตัดสินลงไปได้อย่างถูกต้อง. ว่าข้อนี้ควรทำอย่างไร ทำเท่าไร ทำเพียงไหน ทำเมื่อไร. มันจะตัดสินได้ถูกต้องในการตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ๆ ; โดยเฉพาะ การตัดสินใจพลาด มันก็พลาดหมดตลอดสาย. การจะตัดสินใจอะไร ได้ถูกต้อง ก็ต้องทำด้วยจิตที่ปกติ ไม่ถูกรบกวนด้วยสัญชาตญาณอย่างกิเลส คือ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ หรือเรียกว่าความรู้สึกฝ่ายต่ำ, สิ่งเหล่านี้อย่ามารบกวนจิตใจ, ให้จิตใจเป็นอิสระ แล้วทำอะไร จะตัดสินใจอะไร ก็จะตัดสินใจได้ถูกต้อง. ผลของการพัฒนาควบคุมความฉลาดให้ถูกต้องได้. ทีนี้ ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณได้แล้ว มีสัญชาตญาณที่พัฒนาแล้ว, ปราศจาก ความรู้สึกตัวตนทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว ก็สามารถที่จะควบคุมความฉลาด. ฟังดูมัน ก็แปลกนะ ว่า ความฉลาด เฉลียวฉลาดนั้น ยังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม, ถ้าควบคุมไม่ได้ ความฉลาดนั่นแหละจะเกิดเป็นการทำผิดทำเลวอย่างสูงสุดเพราะฉลาด, จึงพูดได้ว่า ความ ฉลาดนั้นไปเป็นพระอรหันต์ก็ได้, ความฉลาดนั้น ไปเป็นโจร มหาโจรอันร้ายกาจ ก็ได้. ถ้าควบคุมความฉลาดให้ถูกต้อง มันก็เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ก็ไปจบด้วยการ เป็นพระอรหันต์, ถ้าควบคุมความฉลาดไม่ได้ มันก็คดโกง มันก็คอรัปชั่น, มันก็ ต้องหลีกออกจากสังคม ก็ต้องไปดันทุรังไปเป็นมหาโจรอันร้ายกาจ ดำรงตนอยู่ด้วย ความรู้สึกชนิดนั้น. นี่ คนเรา มักจะควบคุมความฉลาดของตนไม่ได้ มักจะปล่อย ให้ความฉลาดเดินไปในทางที่ผิด, ไปเผลอเข้านิดเดียว ก็เห็นว่าขโมยดีกว่า, หรือว่า เอา

น.325 ๒๙๖ ธรรมกับสัญชาตญาณ สักทีก่อนเถอะ. นี่มันควบคุมความฉลาดไว้ไม่ได้, เป็นสิ่งที่ประหลาดอยู่ว่า ความ ฉลาดเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม. สติปัญญาตามธรรมดา ที่เรียกว่า สติปัญญา ตาม ธรรมดานั้น ต้องควบคุม ; ถ้าไม่ควบคุมมันเดินผิดทาง. ภาษาไทยนี้ออกจะ ลำบากว่าสติปัญญาใช้ได้ทั้งสองอย่าง ; สติปัญญาชนิดที่ยังไม่ปลอดภัยก็เรียกว่าสติ ปัญญา, สติปัญญาชนิด ที่ปลอดภัยก็เรียกว่าสติปัญญา. เราจะต้องระวังกันให้ดีๆ ภาษาบาลีเขาแยกเรียกกันคนละอย่าง ; สติปัญญาชนิดเฉโก มันฉลาดเท่าไร ๆ ก็ได้, แต่ ถ้าปัญญาชนิด ปัญญาล้วน เป็นอธิปัญญา แล้วมัน ผิดพลาดไม่ได้. ฉะนั้น เด็กที่ฉลาด มันทำผิดอย่างเลวร้ายก็ได้, ไปเป็นโจรก็ได้. ภาษาฝรั่งเขาก็แบ่งไว้ดีว่าถ้าเป็น intellect สติปัญญาอย่าง intellect นี้ยังไว้ใจไม่ได้, มันจะไปในทางไหนก็ได้. ถ้ามันเป็นสติปัญญา อย่าง wisdom เป็น intuition เป็นอะไรอย่างนั้นไว้ใจได้ มันไม่ไปในทางผิด. นี่ สติปัญญาตามธรรมดา ของมนุษย์ มัน เป็นแต่เพียงสติปัญญา เฉลียว ฉลาด ตามธรรมชาติ ของมันสมอง ที่ฝึกไว้ดี ที่ทำไว้ดี, แต่ ถ้าไม่ควบคุมมันเห็นไป ในทางผิด แล้ว, มันก็ผิดลึกผิดร้ายกาจ. นี่เรา จะต้องมีการควบคุมความเฉลียวฉลาด ไว้ให้ได้ จึงจะปลอดภัย. ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณมาเป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิได้แล้ว มันก็ควบคุมสติปัญญาได้, คือ ควบคุมความฉลาดของตนไว้ได้ อยู่ในขอบเขตของ ความถูกต้อง. จิตพัฒนาแล้วสามารถทำประโยชน์ตนได้ดี. ทำงานเป็นสุขสนุกเมื่อทำงาน. ทีนี้ดูต่อไป ว่าจะใช้กันอย่างไรในหน้าที่ที่หนึ่งทำประโยชน์ตัวเอง. เมื่อ พัฒนาสัญชาตญาณได้ อย่างที่ว่ามาแล้ว, บรรเทาสัญชาตญาณแห่งตัวกู-ของกูได้แล้ว

น.326 ไม่ทะเยอทะยาน ด้วยอำนาจแห่งตัวกู-ของกู สามารถจะทำงานให้สนุก มีความ สุขเมื่อกำลังทำการงาน, สามารถที่จะทำงานในหน้าที่ให้รู้สึกเป็นของสนุก แล้วก็มี ความรู้สึกเป็นสุขเสียได้ ในคราวเดียวกัน. นี่ความสุขแท้จริงอยู่ที่นี่, ทุกคน ช่วยรู้ไว้ว่า ความสุขบำรุงบำเรอนั้น มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง, ไม่มีที่สิ้นสุด แล้ว ดึง ไปทางต่ำเมื่อไรก็ได้, ความสุขที่แท้จริงนั้น คือความรู้สึกที่เกิดมาจากความพอใจ ว่าได้ทำหน้าที่ของตนถูกต้อง. เมื่อใดได้ทำหน้าที่ในหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง แล้ว ก็พอใจว่าเรามีความสามารถ, พอใจตัวเองได้, ยกมือไหว้ตัวเองได้. นี่เรียกว่า เคารพ ตัวเองแล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งความสุข , สัญชาตญาณที่พัฒนามาถึงขนาดนี้แล้ว มันก็พอใจ ในการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ทำงานสนุกแล้วเป็นสุขเมื่อทำงาน. สมมติว่าจะเป็น ชาวนาชาวสวน เมื่อไถนาอยู่เมื่อขุดดินอยู่นั่นแหละมันพอใจ ด้วยความรู้สึกว่ามันถูกต้อง แล้ว ถูกต้องแล้วมันก็พอใจ ๆ, ไถนาเหงื่อไหลท่วมตัว ตะวันสูงแล้วก็ยังไม่ต้องกินข้าว มันพอใจและมันสนุก แล้วมันเป็นสุข, เป็นสุขชนิดนี้ เป็นสุขแท้จริง คือไม่เผาผลาญ ไม่ใช่กิเลส, แล้วเป็นสุขชนิดที่ทำให้เงินเหลือ. ความสุขมีสองชนิด : ความสุขแท้จริง เกิดมาจากความพอใจในการ ทำหน้าที่ เงินมันก็เหลือเยอะ, ที่นี้ ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง คือความสุขปลอม ความสุขเท็จเทียม มันกินเงินไม่มีเหลือ ทำให้ เงินหมดหายไปหมด. ความสุขมีอยู่สอง ชนิด : ชนิดหนึ่ง ทำให้เงินเหลือ, ชนิดหนึ่งทำให้เงินมีเท่าไร ๆ ก็ไม่พอ. ต้องมีสัญชาตญาณแห่งการบังคับตัวเอง, รู้จักตัวเอง ควบคุมตัวเอง ได้, สามารถที่จะมีความสุขชนิดที่แท้จริงได้ คือสนุกในการทำหน้าที่, แล้ว เป็นสุขเสีย ตั้งแต่ขณะนั้น. ครั้นเป็นสุขแล้ว มันก็ไม่ต้องเร่หาความสุขหลอกลวงอย่างอื่น, ไม่

น.327 ต้องไปเริงรมย์ ไม่ต้องไปหายาเสพติด, ไม่ต้องไปอบายมุข, ไม่ต้องไปอะไรอีก. เดี๋ยวนี้ คนไม่รู้จักความสุขที่แท้จริง มันก็ต้องไปชอบความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ; เพราะ ว่าสัญชาตญาณของคนยังต่ำเหมือนกับสัตว์อยู่ ยังไม่ได้พัฒนา, ยังมุ่งที่จะเลวร้ายกว่าสัตว์ เสียอีก ไม่เป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิ สัตว์แม้จะมีสัญชาตญาณต่ำ มันก็ ต่ำอย่าง ธรรมดา ๆ, สัญชาตญาณ ต่ำของคนนั้นมันเป็นไปเพื่อกิเลสมากขึ้น, มันเลวกว่า สัตว์ไปเสียอีก ; ข้อนี้เป็นข้อที่ ทำให้คนมีความทุกข์มากกว่าสัตว์. จิตพัฒนาแล้วจะมีธรรมะ ๔ เกลอคุ้มครอง. เอ้า, ทีนี้ก็ดูต่อไปอีกข้อหนึ่ง ว่าถ้า พัฒนาสัญชาตญาณได้อย่างดี อย่างที่ กล่าวมาแล้วนี้ สามารถทำให้มีธรรมะประเสริฐ ๔ ประการ, ธรรมะประเสริฐ ๔ ประการ ช่วยจำไว้ให้ดี : คนเราแต่ละคน แต่ละวัน รอดตัวได้ด้วยธรรมะ ๔ ประการ ๔ ประการ, คือ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ และ ปัญญา. ต้องดูว่าวันหนึ่ง ๆ มันมี เรื่องอะไร ; วันหนึ่ง ๆ มันมีเรื่องคือว่า มีอะไรมากระทบตา มีอะไรมากระทบหู จมูก ลิ้น กาย คืออารมณ์มากระทบ มากระทบจิตทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ; ถ้าไม่ฉลาดพอ มันเป็นความทุกข์ทั้งนั้น แหละ มันเป็นความโง่ เป็นผัสสะโง่ เป็นเวทนาโง่ เป็น ตัณหา เป็นอุปาทานและเป็นทุกข์. ถ้าเรามีธรรมะ ๔ ประการคุ้มครองแล้ว ไม่เป็น อย่างนั้น, มันกลายเป็นตรงกันข้ามคือ :- พอมีอะไรมากระทบ ทางตาหู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้นนี้ ก็มีข้อที่ ๑ คือ สติ สติระลึกได้ถึงปัญญา, ปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้อง ของสิ่งทั้งปวงว่ามีอยู่อย่างไร. สติเป็นตัวที่ไประลึกได้ถึงปัญญา ที่ได้ศึกษาไว้อย่างเพียงพอ, แล้วก็เอาปัญญามา

น.328 ควบคุมสถานการณ์ในเวลานั้น, คือควบคุมผัสสะ ไม่ให้มันโง่ได้ ไม่ให้มันผิดพลาด ได้ ไม่ให้มันเกิดกิเลสได้ เพราะสัมปชัญญะ. สัมปชัญญะนั้นก็คือปัญญา ที่มาทำ หน้าที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ มันเป็นเรื่องที่ ๓. ที่นี้ ถ้ากำลังของสัมปชัญญะไม่พอ ที่จะตัดปัญหาจะตัดกิเลส ก็ต้องเพิ่มสมาธิเข้าไป กำลังจิตที่สูงสุดเพิ่มเข้าไป นี้เป็นอย่าง ที่ ๔. ช่วยจำกันไว้ให้ดีว่า ชีวิตประจำวัน ต้องการธรรมอุปกรณ์ สำคัญที่สุด อยู่ชุดหนึ่ง คือ ๔ ข้อนี้, จะต้องมีสติให้ทันเหตุการณ์ ที่มันเกิดการกระทบทางอายตนะ, แล้ว สตินั้นไปขนเอาปัญญา คือความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรคืออย่างไร ๆ มา เพราะ ได้ศึกษาไว้เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ศึกษาไว้อย่างเพียงพอ. สติไปเอาปัญญามา มาเป็นสัมปชัญญะควบคุมสถานการณ์ อยู่ตรงหน้า. นี้ถ้าว่า สติสัมปชัญญะยังไม่เพียงพอที่จะตัดปัญหา ต้องเพิ่มกำลังสมาธิ คือกำลังจิตเข้าไป อย่างรุนแรง, ก็ตัดกิเลสตัดปัญหาได้. นี่ช่วยจำไว้เถอะว่า ต้องใช้ในทุกกรณี ใน ทุกวันแต่ละวัน ว่า มีสติไปเอาปัญญามา เป็นสัมปชัญญะอยู่ เฉพาะหน้าเหตุการณ์, แล้วเพิ่มกำลังสมาธิลงไป. ปัญญานั้นมันก็ตัดกิเลส ตัดปัญหาอะไรต่างๆ ได้ เรียกว่า สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ ; แต่ว่าการทำหน้าที่นั้น มันมีสติไปเอา ปัญญาเป็นสัมปชัญญะ แล้วเพิ่มกำลังสมาธิ อย่างนี้ทุกอย่างทุกประการไม่ว่าเรื่องที่บ้าน หรือไม่ว่าเรื่องที่วัด. ถ้าอะไรเกิดขึ้นเป็นปัญญาที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ หรือเกิดกิเลสก็ตาม จะต้องมีสติไปเอาปัญหามา ทำเป็นสัมปชัญญะ อยู่ตรงหน้า, แล้วก็ เพิ่มกำลัง สมาธิให้แก่สัมปชัญญะ. สี่เกลอนี้ก็ทำหน้าที่โดยสะดวกโดยสมบูรณ์ โดยถูกต้อง กำจัด

น.329 ปัญหาได้โดยไม่ต้องสงสัย. นี่ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณได้จริง ก็จะมีธรรมะประเสริฐ ๔ อย่างนี้ เป็นคู่มือประจำกายประจำตัว เหมือนกับนักรบที่มีอาวุธครบถ้วน ต่อสู้ได้ทุก สถานการณ์. จิตพัฒนาแล้วจะไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์. เอ้า, ขอพูดต่อไปอีกว่า ถ้าว่าพัฒนาสัญชาตญาณได้อย่างที่ว่าแล้ว ต่อไปนี้ จะไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์. คนโง่ ๆ ทั้งหลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ : อะไรมาให้รักก็รัก, อะไรมาให้เกลียดก็เกลียด, เจ้าอารมณ์เหล่านี้มันอ่อนไหว อารมณ์ไปในทางอ่อนไหว ไปตาม ; แต่อีกทางหนึ่งมันกระด้าง ; มันมีอยู่ ๒ อารมณ์. อารมณ์ของคนเรามีอยู่ ๒ อารมณ์ : ทางหนึ่ง อ่อนไหว ไปตามอารมณ์ ง่าย มันก็มีปัญหาไปตามจิตที่มันอ่อนแอและอ่อนไหว. อีกทางหนึ่งเป็นคนกระด้าง มันโฮกฮาก มันตัดบทไปอย่างโง่ ๆ เป็นกระด้าง ; นี่มันก็ได้รับโทษตามแบบของความ กระด้าง. ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณได้ดีแล้วไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ในทางที่จะอ่อนไหว และไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ในทางที่จะกระด้าง, มันไม่อ่อนไหวไม่กระด้าง ก็เลยอยู่ตรง กลาง มันก็ถูกต้อง สำเร็จประโยชน์. คนที่มีอารมณ์อ่อนไหว มันก็รัก โกรธ เกลียด กลัวง่าย แล้วเรื่องนิดเดียว มันก็ขยายให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้, เรื่องนิดเดียว เรื่องรัก เรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่อง กลัว อะไรก็ตามนิดเดียว มันก็ขยายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารได้, เพราะ เป็นคนเจ้า อารมณ์ มันอ่อนไหว. นี้ถ้า กระด้างมันก็ตรงกันข้าม มันก็โฮกฮากกระโชกกระชาก มันก็ตัดบทออกไปอย่างผิด ๆ ความคิดเป็นไปอย่างผิด ๆ เพราะความโง่ เพราะความ

น.330 กระด้าง ; เพราะฉะนั้น เราต้องไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ทั้งสองฝ่ายแหละ, ฝ่ายที่อ่อนแอ อ่อนไหวไปตามอารมณ์ก็ไม่มี ฝ่ายที่กระด้างบ้าระห่ำไปตามความโง่ อวิชชามันก็ไม่มี, นี้ เรียกว่า ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ กำจัดความเป็นคนเจ้าอารมณ์เสียได้ เพราะสัญชาตญาณ ที่พัฒนาไว้อย่างถูกต้องแล้วก็ทำหน้าที่ของตนได้ถูกต้อง. สัญชาตญาณดีแล้วเหมือนมีพระเป็นเจ้าคุ้มครอง. ทีนี้ข้อสุดท้ายว่า คนที่พัฒนาสัญชาตญาณได้ดีขนาดนี้นั้น มันเหมือนกับมี พระเจ้าที่แท้จริงคุ้มครอง : นี่พูดอย่างสมมตินะ สมมติว่าเหมือนกับมีพระเป็นเจ้าที่ แท้จริงมาคุ้มครอง, ไม่ให้ทำอะไรผิด มาช่วยคุ้มครองป้องกัน มารักษา มาช่วยเหลือ ทั้งป้องกันและทั้งช่วยเหลือ, เพราะมีสัญชาตญาณแห่งความถูกต้องมาคุ้มครอง, แล้ว ก็มาช่วยเหลือด้วย. นี่พระเจ้าที่แท้จริงคือหน้าที่, หน้าที่ที่ถูกต้องคือพระเจ้า; ถ้า ไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องแล้ว ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาช่วยดอก, แม้จะมีพระเจ้าสักฝูงหนึ่งมา ตั้งใจจะช่วย มันก็ไม่ช่วยได้. พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง, มันต้อง ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง พระเจ้าจึงจะมีมาสำหรับช่วย, คือความประสบความสำเร็จจะมีมา. หน้าที่ ๆ นั่นแหละคือพระเจ้า, หน้าที่ ๆ นั่นแหละคือพระเจ้า. ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณ ได้ดีแล้ว หน้าที่ทั้งหมดก็กลายเป็นพระเจ้า, แล้วก็ช่วยตลอดกาล ช่วยหมด, ช่วย ไม่มีเหลือ. นี่ พุทธบริษัทก็มีพระเจ้า แต่มีในรูปอย่างที่นี้ไม่ใช่พระเจ้าอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล ; เป็นพระเจ้าที่มีอารมณ์รัก โกรธ เกลียด กลัวเหมือนคน อย่าง นี้ไม่มี ; ในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าชนิดนั้น. มีแต่พระเจ้าคือสิ่งที่จะช่วยได้คือ การทำหน้าที่ที่ถูกต้อง, หน้าที่ของแต่ละคนนั่นแหละคือพระเจ้าของแต่ละคน. ขอให้ ถือเป็นหลักไว้ ว่า หน้าที่ที่ถูกต้องนั่นแหละ คือพระเจ้าที่จะช่วยเราได้ เมื่อได้

น.331 พัฒนา สัญชาตญาณพ้นจากความผิดเป็นกิเลส มาเป็นโพธิแล้ว มันก็มีแต่กระแสแห่ง ความรู้สึกคิดนึกที่ดำเนินไปถูกต้อง, ก็เลือกหน้าที่ได้ถูกต้อง, ก็สามารถทำหน้าที่ได้ ถูกต้อง ได้รับผลอย่างถูกต้อง, ก็เลยเป็นพระเจ้าที่ช่วยได้ ไม่ต้องเป็นตัวบุคคล. เรามีพระเจ้าชนิดที่ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เรียกว่า ธรรมะ ๆ เป็นพระเจ้า, ธรรมะคือหน้าที่ ที่ถูกต้องแก่สถานการณ์ แก่ปัญหาของมนุษย์, มีหน้าที่ที่ถูกต้องเป็นพระเจ้า, จบแล้ว เรื่องหน้าที่ส่วนตนเอง, หน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง ก็จบแล้ว. เมื่อ พัฒนาสัญชาตญาณได้. หน้าที่ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นก็สัมพันธ์กันดี. ทีนี้ หน้าที่ที่สองจะต้องทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ทำแก่ผู้อื่น, หน้าที่ตนเอง เสร็จไปเรื่องแล้ว. ที่นี้หน้าที่ต่อผู้อื่น ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณได้อย่างที่ว่ามา, อย่าลืม เสียว่าอย่างไร อย่างที่ว่ามา, ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น ; อย่างน้อยมันก็ทำให้เกิดความเห็นแจ้งประจักษ์แก่ใจโดยความเป็นจริงว่า เราทุกคนแต่ละ คนมีหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่น เพราะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, ในครอบครัวหนึ่ง อยู่คนเดียวได้หรือ. แม้ว่าในโลกนี้ ถ้าเขาให้เราอยู่คนเดียวในโลก ให้อะไรหมดทั้งโลก เราก็อยู่ไม่ได้, แล้วเราก็เป็นหนี้บุญคุณของคนทั้งหลาย ที่เขาได้ทำอะไรไว้ให้เป็น ประโยชน์. เราได้นำมาใช้สอย มากินมาอะไรอยู่ รอดชีวิตอยู่ได้ เป็นความรู้และสติ ปัญญาของคนทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้น เราจึง อย่าอวดดีไปว่า เราจะทำอะไรคนเดียวได้, หรือว่า แม้แต่ อยู่คนเดียวในโลกได้ นี้ถ้าเราไม่ยอมรับผิดชอบ ไม่ยอมรับในหน้าที่ที่มันมีอยู่อย่างนี้ เรามันก็ไม่ใช่คนนั้นแหละ ; เพราะว่า คนต้องเนื่องกันต้องสัมพันธ์กัน, รู้ว่าคนแต่ ละคนมีประโยชน์สัมพันธ์กัน ก็ต้องเคารพคบหาบูชาไปตามเรื่อง. แม้แต่ว่าแผ่นดิน

น.332 โลกนี้ มีต้นไม้ต้นไล่ เป็นแผ่นดินโลกนี้ มันก็ให้อะไรแก่เรามาก, ให้อุปกรณ์แก่ชีวิต ให้อะไรทุกอย่างที่เกิดอยู่ในแผ่นดิน. เราก็ต้องขอบคุณแผ่นดินโลกนี้, ไม่ทำลาย โลก, ไม่เป็นคนทำลายโลก. เมื่อพัฒนาสัญชาตญาณอย่างถูกต้องแล้ว ก็มีความรู้สึกได้อย่างถูก ต้อง ว่าเราต้องช่วยผู้อื่น, เราต้องช่วยผู้อื่น, ผู้อื่นในระดับบุคคลในครอบครัวก็ได้, ผู้อื่นในระดับบุคคลร่วมบ้านร่วมเมืองก็ได้, ผู้อื่นในระดับบุคคลร่วมประเทศชาติก็ได้, ผู้อื่นในระดับบุคคลร่วมโลกอยู่ในโลกนี้ด้วยกันก็ได้, มันเป็นผู้อื่นทั้งนั้น มีหน้าที่ต้อง สัมพันธ์กัน ก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. ทำความถูกต้องได้ง่าย, เช่นคิดให้สบายกว่าคิดเอา. ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณมาถึงระดับนี้แล้ว ไม่มีความเห็นแก่ตัวอย่างโง่เขลา เหมือนสัญชาตญาณชั้นต่ำแล้ว มันก็ง่ายดาย, มันรู้สึกได้ง่ายดายว่าจะต้องเป็นอย่างนี้, แล้ว มันก็ง่ายที่จะทำให้มันถูกต้อง. เมื่อพัฒนาจิตใจได้ถึงขนาดนี้ มันจะรู้สึกอย่างถูกต้องขึ้น มาเอง, จิตส่วนลึกถูกต้อง มันไม่เห็นแก่ตัว. ไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างโง่เขลา, จะเกิดความ รู้สึกที่ถูกต้องขึ้นมาเอง ; เช่นมีความรู้สึกว่า จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. ข้อนี้มันกลับกันอยู่ ระหว่างคนโง่กับคนฉลาด; ถ้าเป็นคนโง่ : จิตที่คิดจะเอานั่นแหละสบายแก่เขา, ถ้าเป็นคนฉลาดเป็นสัตบุรุษ กลับรู้สึกว่า จิตที่คิดจะให้นี่สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. จิตที่คิดจะให้มันสบายมันเบา มันไม่บีบคั้น ไม่กดทับอะไร, จิตที่คิดจะให้ คือมัน จะปล่อยตัวตน, ปล่อยของตนออกไป, สบาย กว่าจิตที่คิดจะเอา เข้ามาเป็นตัวกูเป็นของกู. ถ้าใครยังรู้สึกอยู่ว่า จิตที่คิดจะเอาสบาย กว่าจิตที่คิดจะให้ แล้วก็ขอให้รู้ว่า ยังเป็นบุถุชนมากนัก, ยังเป็นบุถุชนมากเกินไป; ถ้า

น.333 เป็นบุถุชนพอสมควรแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่า จิตที่คิดจะให้สบายเบากว่าจิตที่คิดจะเอา กระทั่งว่า ให้คนอื่นกินนั่นแหละอิ่มกว่า, ให้คนอื่นกินเราไม่กิน ให้คนอื่นกินนั่นแหละ อิ่มกว่า ; หมายความว่าถ้าเรากินเองก็อิ่มเดี๋ยวเดียว, แล้วก็ไปถ่ายอุจจาระก็หมดแล้ว. ถ้าให้คนอื่นกิน มันอิ่มอยู่ในจิตใจ, คิดขึ้นมามันก็ยังอิ่ม อิ่มอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น. ให้คนอื่นกินมันเลยอิ่มเป็นนิรันดร ไม่รู้จักหมดสิ้น, กินเองเดี๋ยวเดียวก็หมดสิ้น มันก็เลยเกิดการรู้สึกว่า ให้คนอื่นกินนั้นอิ่มไม่รู้จักหมดจักสิ้น, กินเองเดี๋ยวเดียวมันก็หมด. อย่างนี้มันก็ มีความคิดที่น้อมไปในทางที่จะช่วยผู้อื่นได้โดยง่าย, มันง่าย ง่ายที่จะทำ ประโยชน์ผู้อื่น. ถ้าไม่มีความคิดอย่างนี้ ไม่มีความคิดในทำนองนี้แล้ว มันยาก, ยาก มากที่จะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น. เมื่อมีความเห็นแก่ตัว มีตัวตนเป็นใหญ่เห็นแก่ตัวจน เป็นใหญ่แล้ว มันไม่มีความคิดที่จะช่วยใครดอก, มันเอาตัวตนเป็นใหญ่เสียเรื่อย ๆ ไป คิดแต่จะให้คนอื่นมาช่วยมันก็ไม่คิดที่จะช่วยคนอื่น. แต่ ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณเรื่อง ตัวตนได้พอสมควรแล้วความคิดที่จะช่วยผู้อื่นมันเกิดมาเอง, เกิดขึ้นมาเอง, เกิด ขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ นี่เรียกว่า พัฒนาสัญชาตญาณ กำจัดตัวกู-ของกูออกไปได้เท่าไร ความคิดมันก็จะไหลไปเองในทางที่จะช่วยผู้อื่น, ความไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไหล, ความคิดมัน ก็ไหลไปในทางที่จะช่วยผู้อื่น, แล้วโดยอัตโนมัติด้วย. ขอให้มีความไม่เห็นแก่ตัวเถอะ ความคิดมันจะไหลไปในทางช่วยผู้อื่นโดยอัตโนมัติคือมันเป็นไปเอง, เป็นไปเอง. สัญชาตญาณทุกแขนงจะเปลี่ยนเป็นเพื่อผู้อื่น. เมื่อพัฒนามาถึงขนาดนี้แล้ว สัญชาตญาณทุกแขนงมันก็จะเปลี่ยน ไปเป็นเห็นแก่ผู้อื่น, จะกินอาหารก็นึกถึงผู้อื่น, แล้วก็จะช่วยร่วมกันต่อสู้เพื่อประโยชน์ ของผู้อื่น, แม้ที่สุดแต่ว่า จะอวดความรู้อวดความดีที่มี ก็อวดไปเพื่อให้ผู้อื่นได้รับ

น.334 ประโยชน์, ไม่ได้อวดเพื่อจะให้เขาหลงใหลแล้วเอาประโยชน์จากเขา ทำนาบนหลังคนอื่น อย่างนั้นมันก็ไม่มี. แสดงความรู้อะไรให้ผู้อื่น มันก็เพื่อช่วยผู้อื่นนั่นเอง, นี้เรียกว่า มันไหลไปเองในทางที่จะช่วยผู้อื่น. สรุปความ ในที่สุดว่า ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณมาได้ถึงขั้นนี้แล้ว กล่าวได้ว่า ผู้นั้นมีธรรมะที่เป็นรากฐานฝ่ายกุศล, ธรรมะฝ่ายกุศล คือ ฝ่ายดี ฝ่ายถูกต้อง นั้น, มีรากฐานเพียงพอ, มีรากฐานแห่งธรรมะฝ่ายกุศลอย่างเพียงพอ ถ้าสัญชาตญาณถูกปรับ ปรุงขึ้นมาจนถึงขนาดนี้, นี้เรียกว่าหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นก็ทำไปแล้ว. การทำหน้าที่พักผ่อน. อ้าว, ก็มาถึง หน้าที่ที่สาม หน้าที่ที่สาม คือหน้าที่ที่จะพักผ่อน, หน้าที่ สำหรับการพักผ่อน. หน้าที่เพื่อมีการพักผ่อน, เพื่อมีแรงมีกำลังสำหรับทำหน้าที่ทั้งแก่ ตัวเองและแก่ผู้อื่น. มาพูดถึงการพักผ่อน ก็คิดดูซิว่าถ้าไม่มีการพักผ่อน มันก็ตายซิ ; เช่นไม่มีการนอนไม่กี่คืนมันก็ตาย, ไม่มีการพักผ่อนที่เพียงพอมันก็ตาย, หรือมันเป็นโรค ภัยไข้เจ็บอยู่อย่างทุพพลภาพทำอะไรไม่ได้. ฉะนั้น เราต้องขอบคุณการพักผ่อน, พักผ่อน ทางร่างกายก็จำเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว, พักผ่อนทางจิตทางวิญญาณ ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก ถ้ากิเลสครอบงำอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่างจากกิเลส มันบ้าแล้ว มันตายแล้วในไม่กี่ชั่วโมง, ถ้ากิเลสครอบงำจิตอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความว่างจากกิเลส จิตไม่ได้รับการพักผ่อนจากกิเลส แล้ว ไม่เท่าไร เดี๋ยวเดียวก็เป็นโรคประสาท, เดี๋ยวเดียวก็เป็นบ้า เดี๋ยวเดียวก็ตายแล้ว ต้องมีความพักผ่อนทางวิญญาณด้วย. ทางร่างกายก็นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่จะมี กำลังทางกาย, ทางจิตก็พักผ่อนให้เพียงพอ มันจะมีกำลังทางจิต.

น.335 สมัยนี้ ทำแต่งานวุ่น ไม่พักผ่อน. นี้ดูให้ดีดูซิจะเห็นได้ว่า คนในโลกสมัยนี้ทั้งโลก คนในโลกสมัยนี้ เรียก ได้ว่า แทบจะไม่มีการพักผ่อน โดยเฉพาะทางจิต คนในโลกสมัยนี้ทั้งโลก ไม่มีการ พักผ่อน ทำงานวุ่น ชนิดที่เรียกว่า กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ , ประโยคนี้มีมาใน บาลี กลางคืนอัดควันคิดกลุ้มอยู่แต่ว่าจะทำอะไร, กลางคืนนอนอัดกลัดกลุ้มอยู่ อัดควัน พอรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทำอย่างสุดความสามารถ สุดเหวี่ยง นี่เรียกว่า กลางวันเป็น ไฟ. ทางกายก็ไม่มีการพักผ่อนที่เพียงพอ, นี้ทางจิตยิ่งไม่มีการพักผ่อน ; เพราะมัน ยิ่งโลภมากเข้าไว้ มันยิ่งคิดเผื่อมากเข้าไว้ มันมีโครงการ มันมีอะไรชนิดที่ไม่รู้จักสิ้นจัก สุด, โลกมันจึงก้าวหน้าเหมือนกับวิ่งไป. โลกนี้มันเจริญก้าวหน้าเหมือนกับวิ่งไป เพราะว่าทุกคนในโลกมันไม่มีการพักผ่อน เพื่อจะหยุดความต้องการหรือความก้าว หน้า. ในการประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ โลกมันก็ไม่มีเวลาพักผ่อน, จริงหรือไม่จริงไปคิดดูให้ ดีว่า ในปัจจุบันนี้ คนในโลกทั้งโลก เกือบจะไม่มีเวลาพักผ่อน, แล้วโดยเฉพาะทางจิตใจ ทางกายมันก็ต้องพักผ่อน มันเหนื่อยทำก็ทำไม่ได้; แต่ว่า แม้จะนอนแล้ว จิตใจมัน ก็ยังไม่นอน, มันก็ผันไปตามเรื่องของมัน มันไม่มีการพักผ่อน. พัฒนาจิตละตัวตนได้ จะเป็นการพักผ่อนทันที. ถ้ามีการพัฒนาจิตใจ ถึงขนาด ละสัญชาตญาณตัวกู-ของกูลงได้มากแล้ว จะเป็นการพักผ่อนทันที, เป็นการพักผ่อนอยู่ในตัว มันจะนอนหลับสนิท, ด้วยความ เชื่อแน่ว่าปลอดภัย ไม่มีอะไรที่จะต้องหวาดกลัว เพราะมันสละตัวตนได้, สละตัวตนได้ ก็ไม่มีหวาดกลัวอะไรจะมาทำลายตัวตน มันก็นอนหลับสนิท ก็พักผ่อนทางจิตใจ ตาม แบบของธรรมะมีการพักผ่อนทางจิตใจ. ทีนี้เมื่อตื่นอยู่ก็เป็นการพักผ่อน; นี่ฟังดูให้ดี เมื่อทำงานเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ก็เป็นการพักผ่อน, นี่ฟังให้ดี เพราะว่าจิตมันไม่

น.336 ได้มีกิเลสตัณหาอุปาทานกลุ้มรุม, มันจะไถนา ขุดดิน ทำสวน ทำกรรมกร ถีบสาม- ล้อ แจวเรือจ้างอะไรก็ตาม ถ้ามีธรรมะพอหยุดความอยากในภายใน ไม่ให้ความอยากนั้น รบกวน, ไม่ให้ความอยากรบกวนมันก็เป็นการพักผ่อนอยู่ ในขณะที่ว่าเหงื่อไหลไคลย้อย. นี่มันน่าหัว ฟังดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ว่า พักผ่อนได้อยู่ในขณะที่กำลังทำงาน ทำหน้าที่ อย่างที่เรียกว่ามัน เหนื่อยแต่กาย แล้ว ไม่เหนื่อยใจ. ใครจับเคล็ดข้อนี้ ให้ได้ ว่ามันเหนื่อยแต่กาย แล้วมันไม่เหนื่อยใจนั่นแหละ, นี่คือมันเป็นการพักผ่อนอยู่ ในจิตใจ ในขณะที่ทำหน้าที่ ; แม้ว่าจะทำอะไรอยู่ ก็มี สติสัมปชัญญะอยู่, มันก็ไม่ ปล่อยให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน. มันเป็นการพักผ่อนอยู่, สมบูรณ์ด้วยความพักผ่อน ทั้งสองชนิด, ผู้นั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยความพักผ่อนทั้งสองชนิด, สองชนิด คือ พักผ่อน ทางที่ธรรมชาติมันจัดให้, และ พักผ่อนในทางที่จัดเอาเอง. ที่ธรรมชาติจัดให้ เช่นว่า ค่ำลงต้องหลับนอนพักผ่อนนี่ ก็ทำได้, ทำได้ดี, ไม่มานอนอัดควันเป็นไฟอะไร อยู่ในจิตใจ ; นี่ ตามที่ธรรมชาติจัดให้. ถึงเวลาพักก็พัก นี่ก็เรียกว่าตามที่ธรรมชาติ จัดให้, แล้วตามที่จัดเอาเอง, จัดให้เองให้เป็นการพักผ่อนอย่างมีศิลป; เช่นว่า เหนื่อยแต่กายไม่เหนื่อยใจ อย่างนี้ ในขณะที่ทำการงานอยู่นั่นแหละ กลายเป็นการ พักผ่อน. มีคน ๆ หนึ่งเมื่ออาตมายังไม่ได้บวช ยังรู้จักดี ไม่ออกชื่อ แกหลับแล้วก็ แจวเรือได้, เป็นคนหาปลา ไปหาปลาข้างนอกแล้วกลับเข้ามาบ้านนี้ แกแจวเรือเข้ามาก็ หลับได้, มีจิตใจที่จัดไว้ดีมาก เป็นสมาธิอะไรถูกต้องมาก. คน ๆ นี้สามารถที่จะแล่น เรือใบไปในกลางทะเลหลับไปด้วยได้, แล้วก็ไปหาปลา. เรือเล็ก ๆ กลับมาจากหาปลาก็ หลับมาในขณะที่แจวเรือกลับบ้านเป็นระยะ ๆ ๆ; พอถึงโค้งนั้นก็ตื่นเสียทีหนึ่ง จัดแจง เตรียมใหม่, แล้วก็แจวมาทั้งหลับ ; พอถึงโค้งนั้นก็ตื่นเสียทีหนึ่ง แล้วจัดแจงใหม่ แล้ว ก็หลับ. นี่แจวเรือทั้งหลับได้ แล้วก็มาถึงบ้านได้ โดยเรียบร้อย. จิตที่พัฒนามันทำอะไร

น.337 ได้แปลก ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องสูงสุดเกินมนุษย์, ไม่ใช่. มันก็เป็นมนุษย์ธรรมดานี่ แหละแกก็เป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ, แต่สามารถมีการพักผ่อนอยู่ในการทำงาน. ในที่สุดเรียกว่า เป็นคนที่มีระบบประสาทถูกต้อง ใช้คำว่าถูกต้องดีกว่า คือมีระบบประสาทที่ตื่นเต้นได้ยาก, ตื่นเต้นได้ยาก ไม่มีอะไรมาทำให้คนนี้ตื่นเต้นได้, ใน ลักษณะรัก หรือโกรธ หรือเกลียด หรือกลัว หรือวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ หรือตื่นเต้น ในทางใด ๆ ก็ตาม เขาไม่ตื่นเต้น, ไม่ตื่นเต้น เป็นคนที่มีอารมณ์หนักแน่น ไม่มีอะไรมา ทำให้ตื่นเต้นได้โดยง่าย. คนธรรมดานั้นมันมีอารมณ์ อะไรมาก็ตื่นเต้นไปตามอารมณ์นั้น : ที่น่ารักก็รัก, ที่น่าเกลียดมาก็เกลียด, ที่น่าโกรธมาก็โกรธ, ที่น่ากลัวมาก็กลัว, แล้วมัน ก็มากเกินไป เห็นอะไรตามความยึดมั่นถือมั่นไปหมด. นี่ความกลัวชนิดอย่างโง่เขลา กลัวผีกลัวศพ กลัวการผ่าศพ, กลัวอะไรก็ตาม ซึ่งมันเป็น สิ่งที่แท้จริงก็ไม่ต้องกลัว. เรื่องกลัวผีนี่น่าหัว สัตว์เดรัจฉานไม่กลัวผี เลยผีไม่มีสำหรับสัตว์เดรัจฉาน, หมาทุก ตัวไม่กลัวผี เลยผีไม่มีสำหรับหมา. ขออภัยพูดคำหยาบคายไปหน่อย นี้คนกลัวผี กลัวผี นั่นผีนี่ มันก็เลยมีผี ผีมีสำหรับคนที่กลัว, ผีไม่มีสำหรับคนที่ไม่กลัว, สัตว์เดรัจฉาน มันไม่กลัว. นี่การที่จะไม่มีอารมณ์กลัวอย่างนี้ มันส่วนลึกที่สุด อยู่ที่หมดสัญชาตญาณ แห่งตัวตน หมดสัญชาตญาณแห่งตัวตน เช่นพระอรหันต์, หรือมิฉะนั้นมันก็มีความบ้า ระห่ำอะไรมาครอบงำ มายุให้ไม่กลัวด้วยความบ้า นี้ก็มี, ไม่กลัวตายด้วยความบ้า. มีระบบประสาทที่ตื่นเต้นได้ยาก ก็ควรจะพอใจแล้วใช่ไหม, มีระบบ ประสาทที่มั่นคง ไม่มีอะไรมายุให้รัก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว, ไม่มีอะไรมากระตุ้น ให้วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึง อะไรต่าง ๆ ไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เป็น อย่างนั้นได้, มีระบบประสาทที่มั่นคง เพราะว่าพัฒนาสัญชาตญาณชนิดต่าง ๆ นั้นได้ดังที่ กล่าวมาแล้ว.

น.338 สัญชาตญาณตัวกู-ของกูดีแล้วก็ควบคุมอื่น ๆ ได้ทั้งหมด. เอาละ, ทีนี้ก็สรุปความกันเสียที เมื่อสัญชาตญาณพัฒนามาดีแล้ว ควบ คุมสัญชาตญาณแม่ คือสัญชาตญาณแห่งตัวกู-ของกูได้แล้ว สัญชาตญาณลูกทั้งหลาย ก็ เป็นอันว่าถูกควบคุมได้ด้วย สัญชาตญาณแห่งความเห็นแก่ตัว, แห่งการกินอาหาร, แห่ง การต่อสู้, การวิ่งหนี, การขี้ขลาด, สัญชาตญาณทั้งหลายก็เป็นอันว่าถูกควบคุมด้วย. นี่ก็เรียกว่ามีผลดี สามารถเป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นตัวของกิเลส; แต่ก่อนนี้เป็นตัว ของกิเลส ของความโง่ ของอวิชชา ของสัญชาตญาณอย่างธรรมชาติที่ไม่ได้รับการอบรม เรียกว่าสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ, เรียกว่าสัญชาตญาณอย่างสัตว์. เราไม่เป็นตัวของตัว เ พราะมันถูกสัญชาตญาณฝ่ายต่ำครอบงำ, ดึงเอาไปเป็นเรื่องของความโง่ ความหลง ความผิด ความไม่เข้าใจ ไปเสียหมด. เดี๋ยวนี้ เราควบคุมสัญชาตญาณได้เพราะการพัฒนา, เราก็มีอิสรภาพใน ความเป็นตัวเรา เป็นตัวเราที่ ไม่เป็นทาสของกิเลส ไม่เป็นขี้ข้า ไม่เป็นบ่าว ไม่เป็น ทาสของกิเลส มันดีอย่างนั้น. เมื่อเป็นอิสระแล้วก็ทำหน้าที่ของตนได้ดี, ทำหน้าที่ เพื่อผู้อื่นได้ดี, ทำหน้าที่การพักผ่อนเพื่อประโยชน์ทั้งสองอย่างนั้น ก็ทำได้ดี. นี่ประโยชน์ ๆ ของการพัฒนาสัญชาตญาณ เรียกว่าการใช้สัญชาตญาณที่พัฒนาแล้วให้เป็น ประโยชน์ หรือให้ทำประโยชน์. การบรรยายตอนต้น ๆ หลายครั้ง พูดถึงสัญชาตญาณและการพัฒนาสัญชาต- ญาณ ; ส่วน การบรรยายในวันนี้ พูดถึงการใช้สัญชาตญาณที่พัฒนาแล้วเหล่านั้น แหละ ให้เป็นประโยชน์ หรือให้ทำประโยชน์ ; นี้เราก็มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง.

น.339 ขอพูดย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สมบัติอันแท้จริงของเรา ก็คือความเป็นมนุษย์ ของเรา, สมบัติของเราคือความเป็นมนุษย์ของเรา, เราต้องมีความถูกต้องของความ เป็นมนุษย์, เราจึงจะมีสมบัติของเราโดยแท้จริง. เราก็มีความเป็นมนุษย์ในระดับ สูงสุดที่น่าบูชา ได้รับผลคุ้มค่า คุ้มค่าในการที่ศึกษาเรื่องนี้, ในการที่ปฏิบัติเรื่องนี้ ใน การพัฒนาสัญชาตญาณ ได้รับผลคุ้มค่าแล้ว เป็นผลดีในหน้าที่ทั้งสามประการแล้ว, เป็น สิ่งที่ควรสนใจเท่าไร ก็ลองคิดดูเอาเอง. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา. ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามทำความ เข้าใจ สอดส่องให้รู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามที่ได้บรรยายมาแล้ว, โดยเฉพาะ รู้จักสัญชาตญาณ พื้นฐานทั่วไป และสัญชาตญาณที่ปรุงไปเป็นกิเลส, และสัญชาตญาณที่พัฒนา มาเป็นโพธิ, แล้วมีคุณสมบัติสำหรับจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร แล้วก็ทำ ได้อย่างนั้น, ก็เรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ไม่เสียทีที่ได้เป็นมนุษย์ คือมีความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อทำหน้าที่สมกับความเป็นมนุษย์ของตน, แล้วก็จะมีความผาสุกทั้งทางกายทางจิต อยู่ ทุกทิพาราตรีกาล. คำบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติ เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายได้ สวดบทพระธรรม ในรูปคุณสาธยายเพื่อส่งเสริมกำลังจิตของท่านทั้งหลาย ในการพัฒนา: สัญชาตญาณสืบต่อไป ณ บัดนี้ ฯฯ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต