Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๑๑ — การดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการควบคุมสัญชาตญาณอยู่ในตัว

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.340 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงกล่าวเรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม, แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า การดำรงชีวิตชนิดที่เป็นการควบคุมสัญชาตญาณอยู่ในตัว. [ทบทวน.] ขอทบทวนความมุ่งหมายมาแต่แรก ว่า เราจะมีการบรรยายธรรมะ ในรูป แบบที่เป็นวิทยาศาสตร์. คือว่ากิเลสทั้งหลายนั้นคือสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้, แล้วก็ งอกงามไปเป็นกิเลส, ถ้าควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้ได้ ก็บรรเทากิเลส, หรือสิ้นกิเลส, หรือบรรลุมรรค ผล นิพพาน สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่เอง เป็น ๓๑๑

น.341 ได้เอง เป็นมาเอง ตามธรรมชาติ ตามอำนาจของธรรมชาติ หรือโดยธรรมชาติ ; นี่เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจเป็นพื้นฐาน คือ มองดูตัวเราเองหรือเพื่อนมนุษย์ ของเรา ว่า ทำไมจึงมีการกระทำชนิดที่เป็นการทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ มีความรัก มีความโกรธ มีความเกลียด มีความกลัว, มีความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์, มีความอิจฉาริษยา มีความหึง มีความหวง เป็นต้น. สิ่งเหล่านี้ใครสอนให้ ? ไม่ได้มีใครสอน, มันเป็นได้เอง รู้จักได้เอง รู้กระทำเช่นนั้นได้เอง; เพราะเกิดได้เอง จึงเรียกว่าสัญชาตะ สัญชาตะ แปลว่า เกิดเอง. นี่จะต้องรู้จักสิ่งที่มันมีอยู่เองอย่างนี้. สัญชาตญาณคือความรู้ที่มันเกิดได้เอง, แล้ว ก็ถ่ายทอดกันมาได้เอง. พอเกิดขึ้นมาก็ทำได้เอง ทำเป็นเอง โดย ไม่ต้องมีใครสอน ; เห็นได้ง่าย ที่สุด ใน สัตว์เดรัจฉาน, และทางจิตใจ ก็เห็นได้ง่ายที่คนเรานี่แหละ. เรามีความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา อะไรได้เอง, มีความเห็นแก่ตนได้เอง เป็นเอง มีการเอาเปรียบได้เอง มีการขี้ขลาดได้เอง, ต่อสู้ได้เอง หนีภัยได้เอง เห็นแก่การกิน ; ถ้าปล่อยไปตามความรู้สึกก็เห็นแก่การกิน, ถ้าไม่ได้รับการศึกษาเสียเลย ก็กินอย่าง น่าเกลียด มีการต้องการที่จะอวด อวดดี หรืออวด มีความรู้สึกที่ จะเด่นจะดัง และที่ รุนแรงที่สุดคือ สัญชาตญาณแห่งการรู้สึกทางเพศ เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีความรู้สึกที่ เกิดได้เองตามลำดับกาล หรืออายุ, เมื่ออายุมากพอสมควรแล้ว ต่อมแกลนด์ทั้งหลายเพื่อ กิจการอันนั้นก็ขยายตัว มีความรู้สึกและทำงานได้เอง, แม้ไม่ต้องมีใครสอน ก็ทำการ สืบพันธุ์เป็นได้เอง, เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วๆ ไป, อย่างนี้เราเรียกว่าสัญชาตญาณ ทั้งนั้น. ทีนี้ก็ดูกันอีกสักหน่อยว่า ถ้าควบคุมไม่ได้จะเป็นอย่างไร มันก็เหมือนกับ สัตว์เดรัจฉาน หรือเหมือนกับคนป่าที่ไร้ความเจริญ. คนป่าถ้าป่าแท้ ๆ มันก็ไม่รู้จัก เรื่องนี้ ควบคุมไม่ได้ ไม่มีการควบคุม ; แต่ว่าคนป่าคนคงที่เราเรียกว่าคนบ้านั้น เขา

น.342 ก็ยังมีความรู้เรื่องนี้, แล้วก็ควบคุมความรู้สึกเหล่านี้ จนเกิดเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ถือกันอย่างเคร่งครัดยิ่งกว่าคนเมืองเสียก็มี .. นี่อย่าทำเล่นกับคนป่าที่เรียกว่าคนป่า แต่ถึงอย่างไรก็ดี คนเหล่านี้ ทั้งคนป่า หรือ คนเมือง ก็ยังมีปัญหา เกี่ยวกับการบังคับ สัญชาตญาณไม่ได้. ครั้น สัญชาตญาณพัฒนาการขึ้นมากว่าเดิม มัน ก็รู้จักทำให้เกิดอาการ ที่อันตรายหรือเลวร้ายไปกว่า. คิดดูก็แล้วกัน ถ้ามีความฉลาดมันก็ทำอะไรได้ดีกว่า, การศึกษาเล่าเรียนที่บังคับไว้ไม่ได้ ให้เกิดความ ฉลาดอย่างเดียว ก็ตกเป็นเครื่องมือ ของสัญชาตญาณ ที่ให้มนุษย์ทำอะไรเลวร้ายไปกว่า คนที่ไม่ศึกษาเล่าเรียนอย่างนี้ เราลืมคำว่าศาสนาหรืออะไรไว้ที่ก่อนก็ได้ มาสนใจกันแต่เรื่องคำว่าสัญชาตญาณ กับ การบังคับสัญชาตญาณ, ทำอย่างนั้นให้เป็นขึ้นมา ให้สำเร็จประโยชน์ได้, มันก็จะเป็น ศาสนาขึ้นมาเอง, ระเบียบต่าง ๆ ในศาสนา ก็เพื่อควบคุมสิ่งที่เรียกว่ากิเลส. สิ่งที่เรียก ว่ากิเลส ก็คือสัญชาตญาณที่พัฒนาการออกมาถึงขนาดที่เป็นอันตราย จึงต้องควบคุม มันมีรากเหง้าเป็นกลาง ๆ เป็นธรรมดา ; เช่นว่าความรักตัว เห็นแก่ตัว มันรักไปใน ทางผิดหรือเกินไปอะไรก็ได้, มันรักมาในทางถูก มันก็ดี มันเป็นสิ่งที่จะ พัฒนาไปได้ ทั้งสองทาง. ดังที่ได้พูดกันมาแล้วในการบรรยายครั้งต้น ๆ ว่า แนวหนึ่ง มันก็พัฒนา ไป ในทางที่เป็นกิเลสยิ่ง ๆ ขึ้นไป, อีกแนวหนึ่ง เมื่อได้รับการควบคุมอบรมฝึกฝนดี มันก็ พัฒนามาในทางที่จะเป็นโพธิ. กิเลสนี้มันก็เรียกว่าตรงกันข้ามกับโพธิ โดย กิริยาอาการ ถ้าเป็นกิเลสทำให้มืด ทำให้โง่ ทำให้เศร้าหมอง, ถ้าเป็นโพธิก็ว่า ให้ มันฉลาด ให้มันรู้แจ้ง ให้มันถูกต้อง. ฉะนั้น เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับ ควบคุมสัญชาตญาณ. ทีนี้ ปู่ย่าตายายเขาได้รู้เรื่องนี้ กันมาแล้ว เขาได้วางระเบียบ เกี่ยวกับเรื่อง นี้ ที่เป็นมารยาท บ้าง เป็นกฎบังคับตายตัวบ้าง เช่นเดียวกับคนป่า, มันก็ไม่พ้น

น.343 จากที่จะต้องพูดว่า มันมาจากคนบ่า เพราะทีแรกมันไม่มีคนเมือง มีคนที่เกิดขึ้นในโลก แล้วมันค่อย ๆ รู้อะไรขึ้นมา, เมื่อยังไม่รู้หรือรู้น้อยเกินไป ยังเรียกว่าคนป่า. ครั้นรู้ มากขึ้น ๆ ก็รับมรดกตกทอดสืบสอนต่อ ๆ กันมา. เช่น เรื่องว่าอย่าขโมย อย่างนี้ มันก็จะสอนกันมาแล้วสมัยตั้งแต่ที่คนยังเป็นคนป่าโน้น, ข้ออื่น ๆ ก็เหมือนกัน ที่มันเป็น อันตราย ทำแล้วเพื่อนทนไม่ได้ ก็ได้รับการสั่งสอนห้ามปรามว่าไม่ให้ทำกันมาทั้งนั้น ดังนั้น เรื่องศีล ๕ นั่นแหละ จึงเป็นประจักษ์พยาน เป็นหลักฐานได้ดี ว่ามนุษย์นี่ เคยมีปัญหาตั้งต้นขึ้นมา อย่างไร. ศีล ๕ ก็เป็นเครื่องควบคุมสัญชาตญาณ. นึกถึงศีล ๕ ก็เป็นเครื่องควบคุมสัญชาตญาณในเบื้องต้น ข้อแรก ไม่ ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น นี่ใครมันก็เกลียดกลัวกันทั้งนั้น ; แม้แต่คนบ่ามัน ก็รู้จักเกลียดรู้จักกลัว ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่น. ข้อที่ ๒ ไม่ประทุษร้าย ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น. ข้อที่ ๓ ไม่ประทุษร้ายของรักใคร่พอใจของผู้อื่น. ข้อ ที่ ๔ ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่น โดยการใช้วาจาเป็นเครื่องมือ คือ การพูดเท็จ. ข้อที่ ๕ ไม่ประทุษร้ายสติสัมปฤดีของตนเอง. นี่แสดงว่า แม้สมัย คนป่าโน้น ก็รู้แล้วว่าของบางอย่างกินเข้าไปแล้วเหมือนกับคนบ้า ก็ห้ามไม่ให้กิน, นี่ ไม่กินน้ำเมา. นี่เรียกว่ามัน เป็นหลักพื้นฐาน, มุ่งหมายจะควบคุมสัญชาตญาณพื้นฐาน คือความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะ. นี่เรียกว่ามนุษย์เรา มันมีสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาสูงสุด ถ่ายทอดกันมาได้, มนุษย์จึงเจริญเร็ว ทิ้งสัตว์เดรัจฉานเสียไกล. สัตว์เดรัจฉานอยู่เท่าไร มันก็อยู่เท่านั้น เพราะมันถ่ายทอดกันไม่ได้ คือมันพูดกันไม่ได้ นี้อย่างหนึ่ง, ถ่ายทอด

น.344 กันไม่ได้ แล้วมันศึกษาเล่าเรียนไม่ได้, มันจึงไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น. มนุษย์มีอะไรที่ถ่าย ทอดกันได้ ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมได้, เลยไปไกลลิบกว่าสัตว์เดรัจฉาน จึงเรียก กันว่ามนุษย์ ๆ มันก็ความหมายอย่างนี้. ทีนี้ มนุษย์ก็รู้เรื่องอันตรายเกี่ยวกับกิเลส เกี่ยวกับสัญชาตญาณนี้ มาก ก็เลยบัญญัติไว้มาก เพื่อจะควบคุม ธรรมชาติบังคับ, ไม่ต้องมีใครบังคับ. ถ้าจะ เรียกว่าพระเจ้าก็คือธรรมชาติบังคับให้ต้องเป็นอย่างนี้, ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ มันลำบากที่สุด หรือมันถึงกับตาย มันบังคับคนให้ต้องทำอย่างนี้ ๆ มิฉะนั้นมันจะต้องตาย, มิฉะนั้นจะ ต้องลำบากเจียนตายเกือบตาย. คนก็รู้จักปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ จะเรียกว่ารู้จักตาม ใจพระเจ้าก็ได้; แล้วแต่จะสมมติ มันเป็นเรื่องสมมติ. แต่นี่เรื่องจริงคือเขาต้องทำ อย่างนั้น ๆ ๆ ให้ถูกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างนั้น ๆ แล้วก็จะไม่เกิดเรื่อง, ไม่ต้อง ตายไม่ต้องเกือบตาย แล้วก็ยังอยู่กันสะดวกสบายนี้เป็นเรื่องของมนุษย์. ในครั้งที่แล้ว ๆมา ก็พูดถึงการพัฒนาสัญชาตญาณโดยหลักอานาปาน- สติ อย่างชัดแจ้งอย่างถึงรากถึงเหง้า, ครั้งต่อมาก็พูดถึงการพัฒนา โดยหลักอาศัย ธรรมะเป็นอุปกรณ์ วิธีใช้ธรรมะเป็นอุปกรณ์ ร่วมมือกันกับธรรมะหลัก ในการควบ คุมสัญชาตญาณของตน ๆ. [เริ่มการบรรยายวันนี้.] มาในวันนี้ก็มีหัวข้อว่า ดำรงชีวิตชนิดที่เป็นการควบคุมสัญชาตญาณ อยู่ในตัว, ก็เรียกว่าขยายการปฏิบัติให้มันมากขึ้น. ให้มันกว้างขึ้น ให้มันสะดวกดาย ง่ายขึ้นนั่นเอง. เราจะมีการดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการควบคุมสัญชาตญาณส่วนที่ ต้องควบคุม, และเป็นการพัฒนาสัญชาตญาณส่วนที่ต้องพัฒนาอยู่ในตัวเอง.

น.345 การบังคับจิตได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์. ขอให้สังเกตดูให้เห็นตัวจริงของสิ่งเหล่านี้ ว่าเรายังมีสัญชาตญาณอะไร ที่รบกวนอยู่เป็นอย่างมาก ที่ทำให้เกิดเรื่อง, ที่ทำให้เกิดเรื่องลำบากยุ่งยาก เจ็บไข้ได้ ป่วย เสียเงินเสียทอง ก่อการทะเลาะวิวาท, หรือแม้ที่สุด แต่ว่ามันนอนไม่หลับ มันไม่มี ความอยู่เป็นผาสุก, จะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ ว่ามัน จะต้องขจัดออกไป จะต้องบรรเทา ออกไปตามลำดับ, ก็เลยมาวางหลักกว้าง ๆ ออกไปว่า ดำรงชีวิตชนิดไหนกัน แล้วมัน จะเป็นการควบคุมสัญชาตญาณเหล่านั้นอยู่ได้ในตัวมันเอง. จงสังเกตดูให้ดี มัน เป็นเรื่องพิเศษกว่าธรรมดา ถ้ามองเห็นชัดเจน จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องพิเศษลึกลับอยู่ ทีเดียว, จะเรียกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ได้ เกิดมามันมีธรรมชาติอย่างนั้น ๆ ถ้าปล่อยไป ตามธรรมชาติมันไม่ไหว มันทนไม่ได้ มันเสียหายหมด. ทีนี้ ฝึกให้ควบคุมได้ ให้ มันกลายเป็นทิศทางที่ถูกต้องและได้ผลดี, ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ดังนี้ แล้วมันจะไม่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดได้อย่างไร ; ถ้าทำให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดสูงสุดที่ มนุษย์ควรจะได้รับ มันก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อยู่ในตัวแล้ว. ทีนี้เมื่อมันเป็นเคล็ดลับหรือ เป็นอุบายที่ทำได้ มันก็เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่งอยู่ในตัวการกระทำ ; ถ้าจะเรียกว่า ศิลป ก็เป็นยอดของศิลปะทั้งหลาย. ศิลป์ ในความหมายสั้นๆ ก็คือการกระทำที่มี ผลแสดงออกมาเป็นความงดงามจับใจบุคคลทั้งหลาย ที่ได้พบได้เห็น จนยินดีที่ จะรับเอาหรือสมัครทำตาม. นี่ถ้าว่ามีการประพฤติกระทำอย่างถูกต้องมันจะเป็นอย่างนี้ ; แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอนให้แสดงธรรมให้งดงามเบื้องต้น งดงามท่ามกลาง งดงาม เบื้องปลาย ในความหมายของศิลปนั้นเอง ; เพื่อว่าจะไม่ต้องเข็นกันเหมือนกับเข็นครก ขึ้นภูเขา ใช้ความงดงามนั้นเป็นเครื่องดึงดูดเอาไป, เขาก็ยินดีสมัครใจที่จะรับ ปฏิบัติ; นี่เป็นยอดของศิลป.

น.346 แต่ทีนี้มันน่าเสียดาย ที่ว่ามัน มีอุปสรรคศัตรูตัวร้าย คือสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา - ความโง่ ความเขลา ความไม่รู้ เรียกโดยบุคคลาธิษฐานก็เรียกว่าซาตาน เรียกว่าพญามาร, เรียกว่าอะไรก็แล้วแต่จะเรียก. อันนี้มัน เป็นเครื่องขัดขวาง, มันก็ ต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ ถ้าชนะได้มันก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สุด, เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่สุด คือการฝึกให้เป็นคนมีสติ ควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้นี่ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่สุด. แต่ถ้า คนที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง รู้จักแต่เรื่องกิน เรื่องปากเรื่องท้อง มันไม่เห็นอัศจรรย์อะไรดอก คนเหล่านี้ก็เห็นแต่เงินเห็นแต่ของ, หนักเข้าก็ เห็นแก่น้ำเมา เห็นแก่กามคุณ เห็น แก่เรื่องโน้นเป็นของวิเศษ ; เหมือนคนทั้งหลายโดยมาก เห็นเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องข้าว เรื่องของ เรื่องของเมาของเล่น เรื่องกามคุณเป็นที่สุด เป็นของวิเศษ. นั้น มันเป็นเรื่องทางเปลือก ทางร่างกาย ทางส่วนภายนอกทั้งนั้น ; ส่วนภายในจะวิเศษอยู่ ที่นั่นไม่ได้ แต่มันมาวิเศษอยู่ตรงที่ว่า มันบังคับได้ บังคับจิตได้ บังคับกระแสแห่งชีวิต จะให้ก้าวหน้าไปอย่างถูกต้อง จนถึงจุดหมายปลายทางอันสูงสุดตามที่จะเรียกกันว่าอย่างไร. นิพพานทำให้คนมีชีวิตเย็น. ข้อนี้ในประเทศอินเดีย หรือทั่วประเทศอินเดียแต่โบราณกาล คงจะได้ใช้คำ ๆ เดียวร่วมกัน คือคำว่า นิพพาน ๆ ลัทธิไหนนิกายไหนก็มีคำว่านิพพาน ๆ ตามแบบ ของตน ๆ นิพพานในความหมายกว้าง อย่างนี้แล้ว ก็มีความหมายว่า เย็น, จึงสรุปใจ ความได้ว่า เขาต้องการชีวิตเย็น ชีวิตเย็น ไม่มีไฟกิเลสเผาให้ร้อน. นิพพาน แปลว่า เย็น แต่มีคำแปลอย่างอื่นก็ได้, มีความหมายอย่างอื่นก็ได้, อย่างที่เล่าเรียนกันอยู่ ก็มีหลายความหมาย. แต่เข้าใจว่า ความหมายที่ดึกดำบรรพ์ เก่าแก่ที่สุด และ ถูกต้อง ที่สุด ก็คือ ความหมายว่า เย็น เย็นถึงที่สุดก็หมดกิเลสโดยแท้จริง, ไม่ถึงที่สุด ไม่หมด กิเลสถึงที่สุด ก็เย็นโดยลำดับหรือรอง ๆ ลงมา เป็นที่พอใจของบุคคลนั้น ๆ.

น.347 เช่นว่าครอบครัวนี้ เป็นอยู่อย่างเยือกเย็น อย่างสงบเย็น อย่างเป็นผาสุก มันก็มีความหมายพออยู่แล้ว, มีความหมายแห่งนิพพานอย่างเพียงพอทีเดียว, หรือ แม้แต่บุคคลหนึ่ง ๆ แต่ละคน ๆ ถ้ามีลักษณะแห่งความเย็น, ไม่มีอะไรเป็นความร้อน ก็ได้รับผลตามความหมายของนิพพาน อยู่อย่างมาก อย่างพอตัว ทีเดียว, เรียกว่าเป็น คนเย็น, ร้อนไม่เป็น คือเป็นทุกข์ไม่เป็น. นี่เป็นเรื่องของมนุษย์ ไม่ถึงจุดนี้ก็ ไม่ถึงความเป็นมนุษย์. ทีนี้มนุษย์มันไม่เป็นมนุษย์ มันเป็นแต่เพียงคน มันก็ อยู่ ภายใต้อำนาจของสัญชาตญาณ ไปตามแบบของสัญชาตญาณพื้น ๆ ตามธรรมดา, มัน ก็เป็นได้แต่เพียงคน. ถ้าปรับปรุงสัญชาตญาณนั้นให้ถูกต้องแล้วก็สูงขึ้นมาถึง ความเป็นมนุษย์. ควบคุมสัญชาตญาณได้ทำให้มีการเกิดใหม่เป็นมนุษย์. นี้ก็พูดได้อีกแง่หนึ่งว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องทำคนให้เป็นมนุษย์ โดยการควบคุม สัญชาตญาณฝ่ายกิเลสมิให้เกิด, หรือว่าความรู้สึกฝ่ายต่ำไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจควบคุมชีวิต จิตใจ, แต่ให้ ธรรมชาติฝ่ายสูงควบคุมชีวิตจิตใจอยู่เป็นปรกติ แล้วคิดดูเถอะว่าเป็น อย่างไร. อาตมาอยากจะใช้คำพูดว่า มัน เหมือนกับการเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง, เกิด สองหน : เกิดครั้งแรกเกิดจากท้องแม่ นี้ทางร่างกาย, ทางร่างกายเสร็จเรื่องเสร็จราวเกิด ทางร่างกาย, ครั้นเกิดมาแล้วก็ มีการเกิดทางจิตใจคืออบรมให้มีความถูกต้องทางจิตใจ จนมีสภาพอันใหม่ ไม่ประกอบด้วยโทษ. ทีนี้จะพูดอย่างที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ฟังดูให้ดี ๆ คำว่าเกิดใหม่ เกิดสองหนนี้, เกิดหนที่สองคือเกิดทางจิตใจนี้ มีมาแล้วแต่โบราณกาล. ในประเทศ อินเดีย มีคำว่าเกิดสองหน คือไปศึกษาให้มีความรู้จนครบถ้วนที่ควรจะรู้, อาจารย์ก็ให้การ รับรองว่าพอ คนนี้พอ มีการเกิดใหม่แล้ว, ให้สัญญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่อย่างนั้นอย่างนี้

น.348 ให้เป็นเครื่องรู้กันทั่วไป. แม้ในทาง พุทธศาสนา นี้ ก็ยังมีหลักเกณฑ์อย่างนั้น เช่นมา บวชเณรบวชพระ ศึกษาให้รู้จักเรื่องทางจิตทางวิญญาณ, เรื่องทางกิเลส, สามารถจะควบคุม กิเลส ก็เรียกว่าเกิดใหม่อีกหนหนึ่งเหมือนกัน. นี่เกิดทางวิญญาณ จึงมีวิธีหรือขนบ ธรรมเนียมประเพณี ให้คนได้มีการบวช เพื่อการเกิดใหม่ในทางวิญญาณ. แต่ แล้วมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะคนเหล่านั้นมันโง่เกินไป มาบวชเณรบวชพระ โดยที่ไม่รู้ว่าบวชทำไม, มีปัญหาอย่างไร, ก็ไม่รู้ โง่เกินไป มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ บวชแล้วมันยิ่งเลวไปกว่าเดิม ยิ่งร้ายไปกว่าเดิมก็มี ; นี่มันไม่สำเร็จประโยชน์ของ การเกิดใหม่. นี้ ถ้าว่ามีการประพฤติปฏิบัติ สำรวมระวังสังวรเป็นอย่างดี จนถึงที่สุด แล้ว มีผลเท่ากับการเกิดใหม่, จะเรียกว่าเกิดในอริยชาติก็ได้, หรือเรียกว่าการเกิดใหม่ ในทางจิตในทางวิญญาณ ; แม้จะไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์ ก็ยังเรียกว่าการเกิดใหม่ได้อยู่ นั่นเอง. นี่ถ้าว่า ผู้ที่บวชได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างถูกต้องเพียงพอ, เกิดความ เปลี่ยนแปลงทางจิตใจเพียงพอ ก็เรียกว่ามีการเกิดใหม่. โดยธรรมดาทั่วไป ที่ใช้คำพูดกันทั่ว ๆ ไปในอินเดีย และกระทั่งบัดนี้ ก็คือ คำว่า บัณฑิต ; สมัยโบราณสำเร็จการศึกษาในสำนักในอาศรมอะไรเสร็จแล้ว ออกจาก อาศรมนั้นก็ได้เรียกชื่อว่าบัณฑิต เป็นบัณฑิตกลับมา. อันนี้ก็เป็นต้นตออย่างเดียวกันกับ ที่มา ในทางพุทธศาสนา, ผู้ที่บวชแล้วสึกออกมาเรียกว่าเป็นบัณฑิต ; แต่ด้วย ความสะเพร่าเลินเล่ออะไร คำว่า บัณ หายไปเหลือแต่ ฑิต, ต่อมาคำว่า ฑิต เปลี่ยนเป็นทิด คือคนโง่ เพราะว่าเมื่อบวชอยู่ ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรนี่, แอบไปกินเหล้า ก็มี เป็นพระเป็นเณรนี้ แกล้งเพื่อนกัน เป็นพระเป็นเณรนี่, ไปหายางตาตุ่มมาใส่ อาหารให้เพื่อนกินถ่ายเกือบตาย , อย่างนี้มันก็เป็นพระเป็นเณรที่ไม่มีความเป็นพระ เป็นเณร, โกรธใคร ขึ้นมาก็ ไปหาหมามุ่ย บ้าง เต่าร้าง บ้าง มาแช่ในน้ำใส่ให้เพื่อน

น.349 อาบให้มันคัน ; อย่างนี้มันไม่มีความเป็นพระเป็นเณร, มีอยู่จริง ๆ. มันไม่มี ความเป็นพระเป็นเณร สึกออกมาจะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร. ฉะนั้น ลองคิดดูให้ดีว่า การบวชนั้นก็คือการตั้งหน้าตั้งตาควบคุมและ พัฒนา สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ให้เป็นไปโดยถูกต้อง สมตามความมุ่งหมาย ; ถ้าไม่ควบคุมปล่อยไปตามสบาย ก็ลองคิดดูอีกที, ถ้าใครยังอยากจะรู้เรื่องนี้ ก็ไม่ควบคุม ไม่ควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้ ปล่อยไปตามสบายอีกที, มันเป็นการเติบโตขึ้นมาอย่างสัตว์ เดรัจฉานแน่นอน. แล้วก็ ทำอะไรไปด้วยความเห็นแก่ตัว, มันจะทำอะไรไปโดยความ เห็นแก่ตัวท่าเดียว, ไม่มีสติ แล้วก็ ไม่รู้เรื่องสติ มันจะมีสติอย่างไรได้. มันไม่รู้เรื่อง สติ แล้วไม่รู้ว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องมีสติ, มันก็ปล่อยไปตามความเคยชิน ตามอารมณ์ เรียกว่าตามนิสัย, ปล่อยไปตามนิสัย ตามสัญชาตญาณดั้งเดิม ที่ติดมา ในท้อง ก็เรียกว่าตามนิสัยเดิม. ที่นี้ตามนิสัยใหม่ คือว่าเกิดเป็นคนมาแล้ว ได้เสวนากันแต่เรื่องความผิด ถึงเรื่องของกิเลส จนเกิดความเคยชินของกิเลส พร้อมที่จะเกิดเสมอ, นี่ ก็เป็นนิสัยใหม่ ซึ่ง จะเรียกว่าอนุสัย ก็ได้. อนุสัยคือการสะสมความเคยชินของความเลวความชั่ว ความผิดของกิเลส ที่ ปล่อยไปตามนิสัยเดิม, สัญชาตญาณอย่างสัตว์, แล้วก็ได้ทำ ผิด อะไรผิดแล้วผิดเล่า จนเกิดเป็นนิสัยใหม่ขึ้นมา, นี่เรียกว่าเป็นนิสัยใหม่ ; ถ้าเรา ปล่อยไปตามธรรมชาติชนิดนี้มันจะมีอะไรเหลืออยู่สำหรับเป็นมนุษย์ มันก็ไม่มี. นี่ขอ ให้พิจารณาดูดีๆ แล้วจะได้เห็น ประโยชน์ของการพัฒนาสัญชาตญาณ, นั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ, เข้าวัดเข้าวาศึกษา ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ มันมีประโยชน์อย่างนี้.

น.350 ต้องมีอุบายในการควบคุมสัญชาตญาณ. ทีนี้ก็จะดูกันถึงว่า เราจะจัดระเบียบการเป็นอยู่ในชีวิต ตลอดวัน ประจำวันอะไรก็ตามนี่ ให้มันเป็นการควบคุมสัญชาตญาณ อยู่ทุกๆ กระเบียดนิ้ว และทุก ๆ วินาที หมายความว่าทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลานาทีทุกหนทุกแห่ง ให้มันเป็น การควบคุมสัญชาตญาณอยู่ในตัว การดำเนินชีวิตนั้นเอง ; มีหลักการปฏิบัติวางไว้อย่างไร ควบคุมป้องกันสัญชาตญาณฝ่ายต่ำได้หมด นี้ก็เป็นการดี. ในกรณีพิเศษก็ควบคุมเฉพาะ กรณี, เพราะว่าบางคนมันมีสัญชาตญาณพิเศษกว่าธรรมดาบางอย่างบางประการ ก็ควบคุม เฉพาะอันนั้น, เรียกว่าควบคุมเฉพาะปัญหาของตน ๆ ก็มี, ควบคุมทั้งหมดอย่างคนจะ ต้องเผชิญก็มี, ควบคุมเฉพาะของตน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีเฉพาะตนก็มี, ต้องเลือกดูว่าเรา นั้นมันมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับกิเลสเฉพาะของเราเอง, ก็จะได้เลือกเอาธรรมะที่มันตรง กันข้ามมาจัดการ, ส่วนหลักทั่วไปก็ถือ ; ถ้าว่ามันมีหลักสำหรับจะควบคุมสัญชาตญาณ โดยทั่วไปตามปกติก็ถือ, จะต้องรู้จักเลือกเป็นพิเศษ ที่จะควบคุมสัญชาตญาณของตน เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ, และมีการควบคุมชนิดที่เรียกว่าแยบคาย แยบคายก็ได้. อย่าง เดี๋ยวนี้เขาใช้คำต่างประเทศว่ามีเทคนิค ควบคุมอย่างมีเทคนิค. คำว่า เทคนิค มันก็ เท่ากับภาษาไทยว่าเคล็ด, เคล็ดลับ ที่เหมาะสมที่สุดคือเทคนิค ภาษาบาลีก็มีคำที่หมายถึง สิ่งนี้ แต่เอามาใช้เป็นความหมายอื่นเสียแล้ว คือคำว่า อุบาย. คำว่า อุปายะ อุปายะ แปลว่า เข้าไปหาความสำเร็จด้วยวิธีเฉพาะ. คำว่า อุบาย นั่นแหละ ในภาษาบาลีใช้เป็นคำ ดี ; แต่พอมาถึง ภาษาไทยใช้เป็นคำเลว, อุบายนี้ต้องเป็นเครื่องหลอกลวงคนอื่นเสมอ ในภาษาไทย. แต่ของเดิมในภาษาบาลีเขาเป็นของถูกเป็นของที่ต้องใช้ เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ มันง่ายขึ้น, นี่ เป็นเคล็ดลับสำหรับง่ายขึ้น เรียกว่าอุบาย. ข้อปฏิบัติทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอุบายเพื่อเข้าไปสู่พระนิพพานทั้งนั้น ; นี่เดี๋ยวนี้เราจะใช้ คำอะไรดี ทันสมัย ใช้คำฝรั่งก็มีเทคนิค; ถ้าพูดอย่างคนแก่หัวโบราณก็มีเคล็ด

น.351 มีเคล็ดที่ดีเฉพาะ. พูดอย่าง ภาษาบาลี แท้ ๆ ก็มี อุบายไม่ต้องเติมคำว่าฝ่ายดีหรือฝ่าย กุศล, คำว่า อุบายนั้นเป็นเครื่องมือให้ไปฝ่ายดีทั้งนั้นเลย. อุบายในการใช้ธรรมะ ๔ เกลอเผชิญหน้ากิเลส. เอ้า, ที่นี้ก็จะพูดกันถึงเรื่องอุบาย, อุบายหรือจะเรียกว่าเทคนิคก็ตามใจ มัน ไม่ใช่ของง่าย มันไม่ใช่ของง่าย มันของละเอียด ของลึกซึ้ง ของเร้นลับอยู่. เดี๋ยวนี้ เขามีคำว่าเทคนิค คือเคล็ด ที่เป็นตัวเคล็ด, แล้ว มีวิธีที่จะใช้เคล็ดให้สำเร็จประโยชน์ เรียกว่า เทคโนโลยี, เทคโนโลยีคือจะใช้เทคนิคให้สำเร็จประโยชน์. เดี๋ยวนี้เราก็มี อุบาย, แล้วก็มีวิธีที่จะใช้อุบายให้สำเร็จประโยชน์. ก็เรียกว่าใช้ทั้งเทคนิคและทั้งเทคโนโลยี ด้วยเหมือนกัน. อุบายมีอยู่อย่างไร, จะใช้อุบายนั้นให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างไร. ในการที่ จะมีอุบายชนิดสมบูรณ์แบบนี้ มันต้องมีธรรมะชุด ธรรมะ เป็นชุด ซึ่งเคยพูดมาหลายครั้งหรือหลายสิบครั้งแล้ว แต่คงจะไม่สนใจกันบ้าง เห็นว่า เล็กน้อยบ้าง, ลืมเสียบ้าง ทิ้งเสียบ้าง ธรรมะชุดสำหรับความสำเร็จประโยชน์ จะพูดใหม่อีกวันนี้ ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ๆ แล้วก็ตั้งใจจำไว้ด้วย, จะเรียกให้มันจำง่ายกันเสีย ใหม่ ธรรมะ ๔ เกลอ, ธรรมะ ๔ เกลอ มันผ่อนผันถึงที่สุดแล้ว ใช้คำธรรมดาถึง ที่สุดแล้ว โวหารต่ำ ๆ ถึงที่สุดแล้ว ว่าธรรมะ ๔ เกลอ. ๔ เกลอนี้ต้องมาร่วมมือกันทำ เป็นอุบายสำหรับขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายอย่างเผชิญหน้า. ที่จริง การเป็นอยู่ที่จะควบคุมสัญชาตญาณอยู่ในตัวนั้น มีเรื่องเป็น ๒ เรื่อง ที่ต้อง เผชิญหน้าต่อสู้ กับมัน นี้เรื่องหนึ่ง, แล้วควบคุมตลอดไป เป็นไม่มีการ เผชิญหน้า. ธรรมะ ๔ เกลอนี้เป็นเรื่องเผชิญหน้า, ถ้าจะอยู่อย่างป้องกันอยู่โดย

น.352 อัตโนมัติในตัวเองแล้ว ก็มีอีกหมวดหนึ่ง, คือหมวดอริยมรรคมีองค์ ๘ ยาหม้อใหญ่ สารพัดนึกของพระพุทธศาสนานั้นเอาไว้พูดทีหลัง, จะพูดเรื่องธรรมะ ๔ เกลอก่อน. ธรรมะ ๔ เกลอ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา ถ้า นับเป็น เรียงตัว เกลอ ก็มี สติ มี สัมปชัญญะ มี สมาธิ มี ปัญญา นี่พูดตามชื่อ เรียงลำดับไป ตามชื่อธรรมะ ที่เรียงกันโดยมาก ; แต่ถ้า จะเรียงลำดับตามที่มันทำหน้าที่ ในขณะ ที่มันทำหน้าที่จริง ๆ แล้ว จะเป็นว่า สติ แล้ว ปัญญา แล้ว สัมปชัญญะ แล้ว สมาธิ. เรื่องนี้ต้องเข้าใจ, เข้าใจแล้วก็ จะไม่ลืม เข้าใจแล้ว จะใช้ปฏิบัติได้. ช่วยฟังดูให้ดี ให้เข้าใจเรื่องเสียก่อน ว่า ถ้ามีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้น จะ ต้องเผชิญ จะต้องต่อสู้ จะต้องกำจัดออกไป หรือจะต้องป้องกันก็ตามทีเถอะ. สิ่งแรกเราจะต้องมีสติ ระลึกได้ทันควันว่า อ้าวนี่ตัวร้าย, นี่แหละศัตรู, นี่สิ่งที่เรียกว่า เอาไว้ไม่ได้, นี่คือมีสติ. ทีนี้ก็ ระลึกหาสิ่งที่จะกำจัดได้ ก็คือ ปัญญา. สติ เป็นสิ่งแรกเรื่องที่ ๑ แล้ว ระลึกถึงปัญญาความรู้, ความรู้ที่ถูกต้อง ที่จำเป็นจะ ต้องมีต้องใช้ว่ามีอยู่อย่างไร. สติระลึกถึงปัญญาที่ได้เคยสั่งสมอบรมไว้พอสมควร. เรื่องที่ ๒ คือ ปัญญา, แล้ว สติก็นำเอาปัญญานั้นมาเผชิญหน้ากบ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้. ในเรื่องทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ตาม เรื่องร้ายที่มันได้เกิดขึ้นแล้ว, สติก็ไปเอาปัญญามาเผชิญ หน้ากับสิ่งเลวร้ายนั้น, นี้เรียกว่าสัมปชัญญะ สัมปชัญญะก็คือปัญญานั่นแหละ. แต่ เดี๋ยวนี้มาทำหน้าที่อย่างสัมปชัญญะ คือปัญญาเมื่อถูกใช้ให้เผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้าย. นี่ก็ เลยเป็น เรื่องที่ ๓, ตอนที่ ๓ คือสัมปชัญญะ.

น.353 ทีนี้ตอนสุดท้าย ตอนที่ ๔ นั้น ถ้ากำลังของสัมปชัญญะหรือของปัญญาไม่ พอ ต้องใช้กำลังของสมาธิ กำลังจิตทั้งหมดให้ถึงที่สุดลงไป, กำลังของสมาธิทำให้ ปัญญานั้นทำหน้าที่ตัดกิเลส ตัดปัญหา ตัดสิ่งเลวร้ายนั้นได้. นี่ช่วยจำไว้อย่างนี้ เถิด ในทุกกรณีจะต้องใช้อย่างนี้, ไม่ว่าเรื่องทางฝ่ายโลก ๆ ก็ต้องใช้อย่างนี้, ทางฝ่าย ธรรมะสูงสุดจะไปนิพพาน ก็ต้องใช้อย่างนี้. ทบทวนสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า มีอะไรเกิดขึ้นต้องมีสติ มีสติระลึกได้ ถึงปัญญา คือความถูกต้อง ความจริง ความถูกต้อง สิ่งที่มีอำนาจในการตัดปัญหา, สติ ระลึกถึงปัญญา ก็ขนเอาปัญญามาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่. ปัญญานั้นก็ มาเปลี่ยนรูปเป็นสัมปชัญญะ คือปัญญาที่กำลังทำหน้าที่อยู่ อย่างเต็มที่, ไม่ใช่ ปัญญากว้าง ๆ ปัญญาเฉยๆ ปัญญาใส่ลังเก็บไว้ มันยังไม่ได้ทำหน้าที่. แต่นี้ปัญญา นี้มาทำหน้าที่เฉพาะหน้าเฉพาะเหตุการณ์เป็นอย่างไร, รู้สึก อยู่อย่างนั้น ด้วยสติ, ปัญญามาทำหน้าที่เป็นสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจของสติ ตอนนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ, สัมปชัญญะ กับ ปัญญา เป็นเครือเดียวกัน แปลว่ารอบรู้เหมือนกัน. ถ้าว่ากำลังของ สัมปชัญญะหรือปัญญาไม่พอ ก็ต้องเพิ่มกำลังของสมาธิช่วยปัญญา, ปัญญาก็เต็มกำลัง ก็ ขจัดปัญหาหรือตัดปัญหานั้น ๆ ได้. แม้จะเป็นปัญหาเพียงความสงสัยก็ตัดได้, แม้จะเป็น ปัญหาชนิดที่จะต้องทำให้แหลกลาญไป เช่นตัดกิเลส อย่างนี้ก็ทำได้. ถ้าเราพูดตามหน้าที่ ที่มันกระทำ มันเรียงลำดับว่า สติ แล้วก็ปัญญาเอามา แล้วมาเป็นสัมปชัญญะ, แล้วก็ เพิ่มกำลังให้ด้วยสมาธิ เรียกว่า สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ, แต่ถ้าเรียงลำดับตามที่ พูด ๆ กันตามธรรมดาในภาษาพูดแล้วก็จะพูดได้เหมือนกันว่า สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา. พูดตามลำดับที่เคยพูด หรือนิยมว่ามันสูงต่ำกว่ากันอย่างไร เรียกว่าพูดตาม นิตินัย, ตามนิตินัยก็พูดได้ว่า สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา, แต่ถ้าพูดโดย พฤตินัย ที่มันทำงานจริงๆ แล้ว ต้องพูดว่า สติ ปัญญา แล้วก็ สัมปชัญญะ แล้วก็ สมาธิ.

น.354 เขียนใส่กระดาษเข้าแล้วก็ไปใคร่ครวญดูดี ๆ ซิ. เดี๋ยวนี้ฟังมากี่ปี ๆ มันก็ไม่เข้าใจ ไม่ ได้สนใจที่ฝั่งให้รู้กันจริงๆ ; เพราะฉะนั้นอยู่ที่สวนโมกข์ก็เสียเวลาเปล่า ๆ เพราะไม่ได้มี การฝั่งอันแท้จริง เป็นร้อย ๆ แล้วที่กลับไป, พระเณรก็ตามมาสวนโมกข์เพื่อจะศึกษา แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่ได้ฟังอะไรอย่างแท้จริง, แล้วเข้าใจไม่มี ก็กลับไปเท่าเดิม. ถ้าจะให้สำเร็จประโยชน์ มันต้องฟังจนเข้าใจ ฟังจนเข้าใจ, ฟังให้ดี ๆ แล้วมองเห็นชัดแจ้ง, แล้วปฏิบัติได้. ถ้าเป็นพระเณรที่ฉลาด จะพังจนถึงกับรู้ว่า อาตมาผู้พูดผู้สอนมีวิธีพูดอย่างไร, พูดอะไรก่อนแล้วพูดอะไรหลัง, มีวิธีพูดอย่างไร, มี วิธีสอนอย่างไร, พระเณรที่ฉลาดจะต้องเป็นอย่างนั้น ; แต่ว่าหาทำยายาก เพราะ อวดดี สำนึกว่าตัวเป็นครูบาอาจารย์ผู้ไม่ต้องเรียนอะไร, ผู้ไม่ต้องศึกษาอะไร เพิ่มเติมแล้วเสียโดยส่วนมาก. ยิ่งชาวบ้านแล้วก็ยิ่งไกลออกไปใหญ่, ไม่ได้พึ่ง อย่างดี ไม่ได้ฟังให้ดีจนเป็นเรื่องจริง ฟังแต่เป็นเรื่องพัง, บางทีก็จดไว้ในกระดาษ มัน ก็กลายเป็นเรื่องที่จดไว้ในกระดาษ, มัน ไม่เป็นเรื่องที่อยู่ในหัวใจ. นี่ขอให้สังเกตดู ให้ดีว่า ถ้าไม่เข้าใจเป็นเรื่องจริงของชีวิตจิตใจ แล้วมันจะยังไม่สำเร็จประโยชน์. ฉะนั้น ในที่นี้ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า สติ สติระลึกได้ ระลึกได้ในหลาย ความหมาย, ระลึกได้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น, แล้ว ระลึกได้ว่า อะไรมันอยู่ที่ไหน ที่จะไป เอามาใช้แก้ปัญหา หรือว่าถ้ามันมีมากเกินไป จะต้องใช้อะไรข้อไหน, เรื่องบ้านเรื่อง เรือนนี้ พอมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องมีสติ ไม่เสียสติ ต้องมีสติ. อะไรมันเกิดขึ้น โจร ขโมยมันเข้ามาหรือว่าอะไร ต้องมีสติ แล้วต้องระลึกได้ว่าจะต้องทำอย่างไร จะไป เอาอาวุธที่ไหนมา, หรือเอาอาวุธอันไหนมา, เมื่อมีหลายอาวุธ หรือจะไปบอกเพื่อนฝูง จะไปแจ้งตำรวจ หรืออะไร มันก็ต้องเกี่ยวกับความระลึก, มันก็ต้องไปหาสิ่งที่จะแก้ปัญหา ได้มา, แล้วเอามาใช้ต่อสู้กับปัญหา แล้วก็เพิ่มกำลังความคิดจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นที่ จะต่อสู้.

น.355 นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นธรรมชาติแท้ๆ, ขอเน้นว่าเป็นธรรมชาติแท้ ๆ. เป็นเรื่องของธรรมชาติ, เป็นความจริงของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่ง พระ- พุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็บอกให้ผู้อื่นรู้. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ท่านมาสอนในฐานะเป็น ความรู้ ความจริงของธรรมชาติ เท่าที่ท่านรู้ แล้วประสบความสำเร็จมาแล้ว. ถ้าเป็นศาสนาอื่น โดยมากศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เขาก็จะพูดอย่างอื่น เขาก็จะพูดว่ามาบอกให้ท่านทั้งหลายในนามของพระเจ้าส่งมาให้บอก, คือเป็นผู้ มาบอกแทนพระเจ้า, มันหลายซับหลายซ้อน. พระเจ้าส่งพระศาสดาองค์นี้มา ให้บอก แก่ชาวโลกอย่างนั้นอย่างนี้, เขาก็มาบอกในนามเป็นผู้แทนของพระเจ้า. แต่พระพุทธเจ้า ของเราไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้บอกแทนในนามของใคร, บอกในนามของตัวเอง ที่ได้ผ่าน มาแล้ว ดับทุกข์โดยวิธีนั้น ๆ มาแล้ว, ดับทุกข์ได้อย่างนี้ ๆ ก็มาบอกให้ว่า มันเป็นกฎของ ธรรมชาติ เรียกว่า แสดง. พระพุทธเจ้านำอะไรมาบอกแก่พวกเรา, นี้เรียกว่าเป็น การแสดง เปิดเผยให้รู้ ถ้าเป็นการบัญญัติ, เป็นเรื่องเล็กน้อย. ถ้าเป็นการ บัญญัติข้อกฎเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องศีล เป็นเรื่องวินัย เป็นเรื่องหมู่คณะอะไร เป็น เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ: ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าบัญญัติ, ส่วนนั้นเป็นวินัย. ถ้าเป็น วินัยก็เรียกว่าบัญญัติ, ถ้าเป็นธรรมะเป็นสัจจะเป็นความจริง ก็เรียกว่าแสดง. ดังนั้นท่านจึง ใช้คำพูดว่า ธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ส่วนที่แสดง นั่นแหละ สำคัญที่สุด เป็นความจริงของธรรมชาติ, ส่วนที่บัญญัติ นั้นมันสำคัญแค่บัญญัติ. ถ้าพระองค์ไม่ได้บัญญัติมันก็ไม่มี, มันก็ ไม่ต้องถือ ปฏิบัติก็ได้ แต่นี้ บัญญัติ เพื่อให้มันง่ายเข้า, เพื่อหมู่คณะจะเป็นอยู่เหมาะสมที่จะ ปฏิบัติเท่านั้นเอง. ใจความสำคัญอยู่ที่เป็น ความลับลึกซึ้งของธรรมชาติ ; ทรง ค้นพบแล้วนำมาแสดง ในการแก้ปัญหาอย่างนั้น ๆ ๆ เป็นข้อ ๆไป, เป็นการชี้วิธีที่จะ ดับทุกข์. ส่วนเรื่องตัวความทุกข์นั้น ถ้าคนมันโง่เกินไปก็ต้องบอกเหมือนกัน ว่าเป็น

น.356 ความทุกข์อย่างไร ข้อนี้มันเป็นเรื่องของพวกเราดูให้ดี ๆ พวกเราจะไม่รู้ว่ามีความ ทุกข์อยู่อย่างไร, จนพระพุทธเจ้าต้องมาบอกให้ ว่าความทุกข์อย่างนั้น ๆ อยู่อีก. แต่ ถ้าใครฉลาดขึ้นมาครึ่งหนึ่ง รู้ว่าความทุกข์กำลังมีอยู่อย่างไร นี้จะง่ายมาก, จะรับ คำสอนได้ง่ายมาก แล้วก็ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. แต่ถ้ามันโง่จนถึงกับไม่รู้จักทุกข์ ไม่ รู้ว่ามีความทุกข์แล้วมันก็สอนยาก, แล้วที่โง่กว่านั้นยังมีอีก คือเห็นความทุกข์เป็นความ สุขไปเสีย, นี้เกือบจะไม่ต้องพูดกัน. เห็นสิ่งที่ความจริงเป็นความทุกข์นั้นเขากลับเห็นเป็น ความสุขไปเสียแล้วจะเอาอย่างไร. ฉะนั้น เรื่องที่มันจะเหมาะสม จะเป็นไปได้โดยสะดวก ก็คือว่า จงพิจารณาดูให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่าชีวิตนี้มันมีความทุกข์หรือไม่ ? มัน มีสิ่งที่เราต้องทน ทนด้วยความยากลำบากหรือไม่ ? ถ้ามันมีดูให้มันรู้จัก, เราก็จะได้รู้ว่า มันมาจากอะไร, เกิดมาเพราะเหตุอะไร, อีกทีหนึ่ง ก็จะรู้จริง. พระองค์ก็แสดงเหตุแห่ง ความทุกข์ และ ความดับแห่งความทุกข์, แสดงความเกิดแห่งความทุกข์ แสดงความดับ แห่งความทุกข์. ทุกเรื่องนี่ เป็นการแก้ไขสิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งนั้น, แล้วกิเลสนั้น ก็คือสัญชาตญาณที่บังคับไว้ไม่ได้ทั้งนั้น ฉะนั้น ถ้าเราจะมาศึกษาเรื่องสัญชาต- ญาณกันอย่างทั่วถึง ให้รู้กำพืดรู้อะไรของมันให้ดีๆ ก็จะสามารถกำจัดได้ควบคุมได้, เป็นเรื่องเดียวกันกับพระศาสนา. เรื่องสัญชาตญาณเป็นเรื่องของธรรมชาติ, เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ ใช่เรื่องของมนุษย์เทวดาคนไหน มันมีอยู่ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น มีลักษณะเป็นอิทัปปัจจยตา โดยเฉพาะสายหนึ่งสาขาหนึ่ง, คือสายที่ฝ่าย เป็น อวิชชา ให้เกิดกิเลสให้เกิดทุกข์ มันมีของมันตายตัว รู้ก็รู้, ไม่รู้ก็ไม่รู้. เป็น หน้าที่ของคนที่ฉลาดที่ต้องการจะดับทุกข์ จะต้องค้นหาให้รู้, จะค้นหาโดยตนเอง, คลำ ไปเองก็ได้ หรือจะศึกษาจากที่พระพุทธเจ้าคลำพบมาแล้วก็ได้.

น.357 พูดอย่างนี้อย่าหาว่าดูถูกจ้วงจาบพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าท่านก็คลำอยู่ หลายปี เหมือนกันแหละ ที่ว่ากว่าจะตรัสรู้ ก็เที่ยวคลำ. ทีนี้ เรานี่มันควรจะมีโชคดี กว่านั้น เพราะว่าได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์นี่ มันเหลือให้คลำน้อย, ไปเอาสิ่งที่ พระองค์เปิดเผยมาศึกษา, มันคลำง่ายกว่า คลำน้อยกว่า. แต่ถึงอย่างนั้นก็ ต้องมีวิธี การที่คล้ายๆ กัน คือศึกษา สังเกตทดลอง เทียบเคียง, ทดลอง นี่สำคัญมาก ซึ่ง ต้องลองปฏิบัติดู. ถ้าไม่ลองปฏิบัติดู ไม่มีทางรู้ว่าจะผิดถูกอย่างไร ; ถ้าลอง ปฏิบัติดู มันจะรู้เพิ่มขึ้นทันที, ความรู้เกิดขึ้นจากการทดลองปฏิบัติดู. เอาละเป็นอันว่า เดี๋ยวนี้จะต้องรู้ ปัญหาที่มีอยู่จริง คือความทุกข์ ที่ ทรมาน จิตใจไม่อยู่ในความปกติสุข คือ ไม่เย็น, จิตใจมันร้อนเพราะถูกการปรุงแต่ง, มีการปรุงแต่งจนเกิดอาการที่เรียกว่าร้อนขึ้นมา. เมื่อซ้ำ ๆ ซากๆ วน ๆเวียน ๆ อยู่นั้น เรียกว่าสังสารวัฏฏ์, แปลว่า ร้อนอย่างซ้ำซาก และรู้ให้ดีเพื่อจะหยุดอาการเช่นนั้นเสีย. เดี๋ยวนี้ ก็อยากจะพูดถึง ๔ เกลอนั้นให้ชัดลงไป เพื่อจะได้ใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ได้. หน้าที่ของสติ. สิ่งแรกที่เรียกว่า สติ ๆ ก็มีสติระลึกได้ง่ายได้เร็ว; เคยบอกแล้วว่า คำว่า สติ ๆ คำนี้มัน มีรากศัพท์ รากคำ คำเดียวกันกับคำว่าลูกศร. คนโบราณสมัยโน้น คงจะได้ยึดถือเอาความเร็วของลูกศรนั้น ว่าเป็นความเร็วที่เร็วสูงสุด เหมือนกับลูกปืน สมัยนี้. เพราะเขาไม่ได้รู้เรื่องไฟฟ้า รู้เรื่องอะไรซึ่งเร็วกว่านั้น ก็ถือเอาคำเดียวกันว่า ๙-ร, ศ-ร คือ แล่นไป, สติก็คือสิ่งที่มันแล่นไป เร็วเหมือนลูกศร, ระลึกได้เร็ว ขนาดเร็วที่สุด เท่าที่จะพูดได้ว่าเร็วอย่างไร. มีอะไรเกิดขึ้น มีสติระลึกได้ทันทีทัน

น.358 ควัน ว่า นี่มันอะไรกัน, นี่ก็เป็นหน้าที่ของสติ ว่านี่มันอะไรกัน, แล้วก็ระลึกว่าอะไร จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเหตุการณ์อันนี้ได้ ก็ระลึกไปถึงอย่างเร็วที่สุดเหมือนกัน. ถ้าจะพูดให้สมบูรณ์ก็ว่า มีสติระลึกได้เร็ว ก่อนที่จะทำอะไรลงไป, ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา, ก่อนที่จะคิดอะไรอยู่, ก่อนจะทำอะไรลงไปมีสติ สมบูรณ์ เกี่ยวกับเรื่องนั้นสมบูรณ์ ซึ่งมัน ก็เป็นเรื่องไปหาปัญญา ไปหาความถูกต้อง อะไรมา เพื่อจะทำให้มันถูกต้อง. ก่อนที่จะทำก็มีสติ, ระลึกถึงเรื่องที่ควรระลึกอย่าง ครบถ้วน. ก่อนที่จะพูดออกมา ก็ด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่พูดพล่อย ๆ เหมือนคนที่มี สัญชาตญาณอย่างสัตว์, มันเคยชินในการพูด มันก็พูดอะไรพล่อย ๆ โดยไม่ต้องนึก, เพราะ มันไม่ต้องรับผิดชอบนี่, เพราะมันไม่มีใครมาด่า ไม่มีใครมาค้าน พูดแล้วมันก็แล้วไป. สังเกตดูคนที่พูดพล่อย ๆ มันมีมากที่สุด, พูดโดยไม่ยั้งคิด พูดจนเป็นปกติวิสัยพูด พล่อย ๆ. คนพวกนี้มีความคิดว่า ถูกเอา ; ผิดแล้วกัน, พูดผิดก็แล้วกัน ไม่ต้อง รับผิดชอบอะไร. ถ้าถูกเอา มัน ก็มีประโยชน์แก่กูผู้พูดบ้าง, มันก็เลยมีนิสัยพูด พล่อย ๆ ไม่ได้คิดอย่างลึกซึ้งครบถ้วน, มันก็เลยพูดพล่อย ๆ จนเป็นนิสัย. นี่เป็นกิเลส อันหนึ่งเหมือนกัน, สัญชาตญาณแห่งการพูดพล่อย ๆ. เมื่อก่อนแต่จะพูด ต้อง สมบูรณ์ด้วยสติและสัมปชัญญะในเรื่องนั้น ที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องพูด, ไม่ใช่พูดอย่างว่า เก่ง พูดออกมาแล้วถูก. คนชนิดนี้ก็หากินกับความโง่ของคนอื่น, แล้วทำให้ ตัวเองโง่เพิ่มขึ้น ๆ โดยไม่รู้ตัว, ระวังกันไว้ให้ดี ๆ. ก่อนแต่ที่จะคิด ก่อนแต่ จะตัดสินใจ, ก่อนที่จะทำลงไป, ก่อนที่ จะพูดออกมา ก่อนที่ จะคิด คือตัดสินใจ, ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ว่าจะ ตัดสินใจลงไปว่าจะทำอย่างไร, โดยเหตุที่มันเป็นเรื่องทางจิตใจ มันเร็วมาก ระวังก็

น.359 ยาก ; แต่มันก็ปฏิบัติได้. มีความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะหรือปัญญา, แล้วจึงค่อยตัดสินใจ ลงไปว่าจะทำอย่างไร ; แม้แต่เรื่องที่จะคิด จะพูด จะทำ เป็นประจำวัน นั่นแหละ ก็ ต้องมีสติสัมปชัญญะมีปัญญา. เดี๋ยวนี้เราพูดถึงสติ คือ สิ่งที่เป็น หน้าที่ของสติโดยเฉพาะ ก่อนทำ ก็รู้สึกว่า ควบคุมด้วยสติ, กำลังทำอยู่ ก็ควบคุมด้วยสติ, และที่เคยทำมาแล้วแต่ก่อนก็ยังจำได้ รู้สึกได้ด้วยสติ สำหรับจะระลึก เอามาเป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์ เป็นเครื่องเทียบเคียง สำหรับที่จะทำต่อไป. ฉะนั้น ในเรื่องที่จะทำ ก็ดี เรื่องที่ กำลังทำอยู่ ก็ดี เรื่องที่เคย ทำมาแล้ว ก็ดี มันเกี่ยวข้อง อยู่กับสติ. นี่ดูความหมายที่กว้างขวางของคำว่าสติ ทีนี้ มันขยายออกไปถึงว่า ก่อน ที่จะทำ แล้ว กำลังทำ แล้วที่ เคยทำมาแล้ว, แล้วมันก็แจกออกไปได้ว่า ก่อนที่จะ พูด มีสติ กำลังพูดอยู่ มีสติ ในสิ่งที่ เคยพูดมาแล้ว เสียหายได้ดีอย่างไร ก็ยังควบคุม อยู่ด้วยสติ. ทีนี้ ก่อนแต่ที่จะคิด ก่อนแต่จะตัดสินใจ, นี้หมายถึงก่อนแต่จะตัดสินใจ หรือกำลังตัดสินใจอยู่, หรือในเรื่องที่เคยตัดสินใจมาแล้ว มัน ก็ต้องทำด้วยสติๆๆ คือ ความระลึกถึงกันหมดอย่างทั่วถึง อย่างมาแสดงตัวให้เห็นครบถ้วนสำหรับจะเลือก นี่ ความหมายของคำว่าสติ สรุป แล้วก็ จะฝึกตนให้เคยชิน เป็นนิสัย คือจะไม่พูด ไม่คิด ไม่ทำ อะไร โดยปราศจากสติ, ปราศจากความรู้สึกตัว, อย่าใช้ตามสบาย ตามสบายชุ่ย ๆ ๆ มันจะเป็นนิสัย. ครั้นเป็นนิสัยแล้วแก้ยากที่สุด มันจะกัดกร่อนบุคคลนั้นแหละ ให้ สึกหรอไปโดยไม่รู้สึกตัว, แล้วมันทำอะไรดีไม่ได้ สำเร็จประโยชน์ไม่ได้ จะทำเรื่องที่ สำคัญหรือมีเกียรติหรือมีอะไรไม่ได้ มนเสียนิสัย. นี้เรื่องสติ มีความสำคัญมากขนาดนี้.

น.360 หน้าที่ของปัญญาและสัมปชัญญะ. ทีนี้ สติจะไประลึกเอาปัญญามา คือความรู้ ไประลึกเอาความรู้, ความรู้ นั้นคือปัญญา, จะไประลึกเอาปัญญามา. อย่างไรเรียกว่าปัญญาหรือความรู้ ? พูดได้ มากตอบได้มาก แต่ว่าถ้าจะถือ ตามหลักพุทธศาสนา แล้วก็ มันก็ คือเรื่องความจริง ของธรรมชาติ ที่มีอยู่อย่างเด็ดขาดและตายตัว ตามแบบของธรรมชาติ ตามกฎของ ธรรมชาติ. ทีนี้เราได้ยินได้ฟังกันแต่ธรรมะชั้นสูง แล้วไม่เข้าใจสำหรับจะเอามาใช้ใน ชั้นต่ำในระดับต่ำ เช่นเราได้ยินว่า ถ้าเรื่องของปัญญาแล้วก็เป็นเรื่อง พระไตร ลักษณ์, อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องของปัญญา ก็เลยเข้าใจว่ามันมุ่งสำหรับ พระนินพานไป อย่างเดียว. ที่จริงความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ มารู้ เรื่องของโลก ๆ ของชาวโลกนี้ ก็ได้; เพื่อจะไม่ให้โง่ ไม่ให้ไปหลงเสียใจเดือดร้อน กระวนกระวายอาลัยอาวรณ์, หรืออีกทางหนึ่งที่จะไปอิจฉาริษยา, จะไปยกตนข่มท่าน เหล่านี้, มันก็ ต้องมีความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง. สรุปแล้ว มันก็ไปอยู่ที่ เป็นอย่างนั้นเอง, เป็นอนิจจังเช่นนั้นเอง, เป็นทุกข์เช่น นั้นเอง เป็นอนัตตาเช่นนั้นเอง. สมมติว่า เกิดเรื่องที่จะเสียหายขึ้นมา ขนาดที่ว่าจะเป็นลมไปเลย, คนโง่ มันจะเป็นลมไปเลย ถ้ามันเสียหายอย่างแรงร้ายขึ้นมา. ถ้าสติมันไปขนเอาปัญญา เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตามาได้, มันก็หยุดได้ ไม่ต้องเป็นลม. ถ้าเก่งมากกว่านั้น มันจะหัวเราะเยาะได้ว่า เออ, มันเช่นนั้นเอง. นี่ สติ ที่จะไปขน เอาปัญญามาทัน เหตุการณ์ แล้วระงับ ความเสียใจจนร้องไห้ จนเป็นลมเป็นอะไรได้.

น.361 เรื่องทุกข์ร้อนทั้งหลายนี้ มันเกิดมาจากการที่ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น, ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่มันเป็นทุกข์ไม่ได้ ดอก; เพราะมัน เช่นนั้นเอง. สังขารทั้งหลายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา มิใช่ ตน เช่นนั้นเอง, เรื่องไตรลักษณ์ซึ่งเป็นเรื่องปัญญาที่ต้องมีไว้อย่างเพียงพอ ศึกษา อบรมไว้ตลอดเวลาอย่างเพียงพอ, สะสมเอาไว้ เผื่อว่าสำหรับสติ มันจะได้มา ขน เอาไปได้ง่าย ไปได้ทันท่วงที. และเอาไปพอใช้ด้วย. ถ้ารู้น้อยมันก็ไม่พอใช้, ถ้า รู้มากพอมันก็พอใช้ ที่จะขนเอาไปพอใช้ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นแม่บท แหละ แล้วก็ชินกันกับพุทธบริษัทอย่างยิ่ง ; แต่มันชินแต่ปาก ท่องกันแต่ปาก ชินกัน แต่ปาก, มันไม่ชินโดยความหมาย โดยความรู้สึก. เรื่องที่พูดกันอยู่เสมอ คือเรื่อง อิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาท นี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของปัญญา ศึกษา ไว้ให้แตกฉานให้เข้าใจ แล้วสติมันก็จะระลึกได้ว่า โอ้, มันตามอิทัปปัจจยตา นี่, มันบอกออกมาได้ว่า เอ้า, มันตามอิทัปปัจจยตานี่ มันก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่บ้า ไม่บอ. คนถ้าเห็นอิทัปปัจจยตาแล้วมันก็ปกติ เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, ก็เรียกว่า เช่นนั้นเอง อีกเหมือนกัน ทั้งนั้นเห็นไหม จำคำเช่นนั้นเองไว้ดี ๆ ซิ มันมีความสำคัญมาก ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไตรลักษณ์ ก็จะรู้สึกว่าโอ้, มันเช่นนั้นเอง, ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทอิทัปปัจจยตา แล้วมันก็โอ้, มันก็เช่นนั้นเอง, มันก็เช่นนั้นเอง, มันไม่มีอะไรแปลก ถ้าแปลกก็ เพราะอวิชชา หรือความโง่มันไม่เห็นเช่นนั้นเอง. คนโง่ไม่เห็นเช่นนั้นเอง มันก็ต้องเสียเวลาลงทุนลงแรงอะไรไปดู ๆ, แห่กัน ไปดู แห่กันไปทัศนาจรรอบโลกเลย, ถ้ามัน เห็นเช่นนั้นเองเสียตั้งแต่ทีแรก แล้ว มัน ก็ไม่ไปดอก, ไม่ไปให้เหนื่อยให้เปลืองดอก, หรือถ้าไปเห็นเช่นนั้นเอง มันก็รีบ กลับมา มันไม่ไปอีกดอก. เดี๋ยวนี้ก็เที่ยวรอบโลกได้ตั้ง ๒-๓ รอบ ๔-๕ รอบ มัน

น.362 ก็ไม่เห็นเช่นนั้นเอง มันโง่; ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง ก็จะเห็นข้อที่ว่า โอ้, ไม่ต้อง มาก็ได้, ไปในที่ที่เขาเล่าลือ ไปที่อินเดีย ไปอังกฤษ อเมริกาไปไหนก็ตามใจเถอะ ที่มัน น่าอัศจรรย์, แล้วเขาก็พาไป ตลอดเวลาที่มันยังโง่มันยัง ไม่เห็นเช่นนั้นเอง, มันไม่ได้ รับผลของการไปดอก. ถ้ามันไปๆๆ แล้วในที่สุดได้รับ ผลอันแท้จริงของการไป คือ ได้รับความรู้ว่า โอ, ไม่ต้องมาก็ได้, ไม่ต้องบ้ามาจนถึงที่นี่ก็ได้. อาตมาก็เคยพูดกับคนบางคนที่ มาสวนโมกข์นี้ก็เหมือนกัน, ไม่ต้องบ้ามาจน ถึงที่นี่ก็ได้. คุณเห็นเช่นนั้นเอง แล้วก็มาที่นี้ก็ เห็นแต่เช่นนั้นเอง, เห็นเช่นนั้นเอง ใน ตัว ในใจ ในเนื้อในตัว ในจิตในวิญญาณเห็นเช่นนั้นเอง, แล้วมันก็ไม่ต้องไปไหน. ความเห็นเช่นนั้นเองคือปัญญาสูงสุด ; ถ้าความรู้สึกว่าเช่นนั้นเองอย่าง นั้นเองมีขึ้นมาแล้ว ปัญหาก็หยุดหมด. สติไปเอาเช่นนั้นเองมาทันเวลา มันก็จะ ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่วิตกกังวล ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่อิจฉาริษยา ไม่หึง ไม่หวง ไม่อะไรต่าง ๆ มันเห็นเช่นนั้นเองไปหมด. เดี๋ยวนี้มันไม่เห็นเช่นนั้นเอง แม้แต่เรื่องนิดเดียวมันฆ่ากันตาย ถึง กับฆ่ากันตาย, แล้วมันไม่ใช่ฆ่ากันตายธรรมดา พ่อฆ่าลูกลูกฆ่าพ่อ, แม่ฆ่าลูกลูกฆ่าแม่, ผัวฆ่าเมียเมียฆ่าผัว, ยิงทีเดียวตายสี่คน, เพราะมันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง. มันไปบ้าดันทุรังกับความจริงที่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง, มันจะไม่ให้เป็นเช่นนั้นเอง, จะให้ เป็นตามที่กูต้องการ ตามที่กูต้องการอย่างเดียว, ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเอง มันก็ เลยต้องฆ่ากัน. ฉะนั้น การเห็นอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทช่วยได้มาก อย่างนี้ ขอให้เราสะสมปัญญาในข้อนี้ไว้ให้มาก. ทีนี้ ปัญญาในความหมายที่สูงขึ้นไปอีก เรียกว่าสุญญตา-ความว่าง ว่างจากตัวตน ว่างจากความหมายที่เป็นตัวตน, ว่างจากความสมควรที่จะยึดถือว่าตัวตน

น.363 อย่างนี้ เรียกว่า ว่าง ๆ ๆ ก็เช่นนั้นเอง อีกนั่นแหละ. ว่างที่สุด คือ เช่นนั้นเองที่สุด ไม่มีตัวตนชนิดที่ยึดถือแล้วเป็นทุกข์. ตัวตน คำนี้อธิบายยาก อธิบายลำบากอย่างยิ่ง, ยิ่งอธิบายตามตัวหนังสือแล้ว โอ๊ยไปกันใหญ่พูดกันทั้งวันก็ไม่จบ. อะไรคือตัวตน อะไรคือมิใช่ตัวตน, พวกเราพุทธบริษัทอย่าต้องโง่ อย่า ต้องไปโง่ให้มันเสียเวลาให้มาก. รู้ว่าสิ่งไรที่ไปยึดว่า ตัวตนเข้าแล้ว มันเป็นทุกข์ มันกัดเอานั้นคือตัวตน, สิ่งไรที่ไปยึดถือเอาแล้วกัดเอา สิ่งนั้นคือตัวตน ; สิ่งไรที่ไป ยึดถือแล้วไม่กัด มันไม่มีนี่ มันไม่มี, คิดดูซิที่ไปยึดถือเข้าแล้วที่จะไม่กัดเอานั้นมันไม่มี แม้แต่ ความดี ก็เหมือนกัน ไปยึดถือเอาไปบ้าดีหลงดี มันก็กัดเอา, ความสุข ก็ เหมือนกัน ไปยึดถือเอามัน ก็กัดเอา, บุญกุศล ก็กัดเอา, พูดอย่างนี้มันจะต้องเตลิด ไปเป็นโทษแก่ผู้ฟังประเภทหนึ่ง ว่า มันยึดถือไม่ได้ ถ้ายึดถือแล้วเป็นทุกข์. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนไม่ให้ยึดถือแม้แต่นิพพาน ว่าตัวตน ; ถ้ายึดถือนิพพานว่าตัว ตนแล้ว มันไม่เป็นนิพพาน จะเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง ขึ้นมาเสีย เกิดจากความยึดถือ. ฉะนั้น สิ่งใดยึดถือเข้าไปแล้วมันกัดเอา นั่นแหละคือตัวตน. มันประจวบเหมาะมันบังเอิญก็ได้ ที่ว่าตัวหนังสือมันอำนวย คำว่า อัตตา ๆ นี้ มาจากมูลศัพท์ รากศัพท์ว่า อะสะ อะสะธาตุ, อะสะแปลว่าผู้กิน ผู้กัด. อัตตานี้ตัว รากศัพท์แท้ ๆ มันแปลว่าผู้กินหรือผู้กัด, ไปเอากับมันซิมันกินเอา, ไปเอากับมันซิ มันกัดเอา. ฉะนั้น สิ่งใดถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องไปยึดถือเข้าแล้วมันกัดเอา สิ่งนั้น คืออัตตา. เรื่องที่ว่าไม่เที่ยงแท้ ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปโดยอย่างอื่น, อธิบายกัน ตั้งวันในโรงเรียนนักธรรมนั้น ไม่ได้ความหมายอะไรแก่นักเรียนจนถึงกับเบื่อหน่าย, เบื่อ หน่ายต่ออัตตา.

น.364 อ าตมาอยากจะพูดสั้น ๆ ว่า สิ่งใดที่ไปเอากับมันแล้วมันกัดเอา นั่นแหละคืออัตตา, ก็คือทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่เข้า ไปยึดถือเข้าแล้วมันกัดเอา, ไปยึดถือ อัตตาว่าตัวตนแล้วมันกัดเอา; ไม่ไปยึดถือว่าอัตตา, ไม่ให้มันเป็นอัตตา มันก็ไม่ กัดใคร. นี้ ความรู้เรื่องสุญญตา ไม่มีอะไรที่มันเป็นอัตตา คือควรจะไปยึดถือเอา มันไม่มี, ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง พอไปยึดถือที่จะให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็กัด เอา เพราะมันไม่ยอมเป็นนี่, มันเป็นตามกฎของธรรมชาติ ฉะนั้น สุญญตามันก็เรื่อง เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง. เรื่อง พระไตรลักษณ์ก็บอกให้รู้ว่า โอ้, มันเช่นนั้นเอง เรื่องอิทัป ปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทก็บอกว่ามันเช่นนั้นเอง, เรื่องสุญญตาสูงสุด มันก็ เช่นนั้น เอง, ว่างจากตัวตน ว่างจากอัตตา รวมกันแล้วก็เรียกว่า เรื่องเช่นนั้นเอง คือ ตถา- ตา, ตถตา ก็ได้, ตถาตาก็ได้, ความหมายอย่างเดียวกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง ความ เป็นเช่นนั้นเอง. ใครถึงซึ่งตถาหรือตถตานี้คนนั้นก็เป็นตถาคต ผู้ถึงซึ่งตถา, ผู้เห็นแจ้งซึ่งตถา เป็นพระตถาคตขึ้นมาทันที. นี่คือปัญญา ปัญญาทั้งหลายสรุปความ แล้วมารวมอยู่ที่เรื่องไตรลักษณ์บ้าง, อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทบ้าง, สุญญตา บ้าง. สรุปแล้ว เรื่อง ตถตา ว่าทุกอย่างทุกอะไรมัน เป็นเช่นนั้นเอง โว้ย, ชีวิต สังขารร่างกายประกอบอยู่ด้วย ธาตุทั้ง ๔ ทั้ง ๖, ทั้ง ๔ ทั้ง ๖ มันเป็นอนัตตา เป็น สุญญตา เป็นเช่นนั้นเอง. เรื่อง ร่างกาย นี่ถ้าศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์ ก็ว่า ประกอบอยู่ด้วยเซลล์ ตัว ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา มันมีเล็ก ๆ มากมายหลายชนิดหลายกลุ่มล้วนแต่มีหน้าที่ ตามหน้าที่ ของมัน, เซลล์แต่ละตัว ๆ นั้นเป็น เช่นนั้นเอง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา, แล้ว ร่างกายจะเป็นอัตตาขึ้นมาอย่างไรได้.

น.365 ทีนี้ จิตใจ ก็เหมือนกัน ประกอบขึ้นด้วยการปรุงแต่ง; เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูฟังเสียงเป็นต้น, เรื่องทางจิตใจมันก็เลยเป็นของชั่วคราวชั่วขณะ, เป็นความรู้สึก ชั่วขณะ เป็นมายา เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่ตัวตน. เอ้า, ที่นี้คำว่า อากาศธาตุ ที่ว่างสำหรับให้สิ่งเหล่านี้มีอยู่ มันก็ว่าง, ยิ่ง ว่างเท่าไรก็ยิ่งไม่มีตัวตน. ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าธาตุทั้ง ๖ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ มันไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น, มันก็ไม่ไปหมายมั่น อะไร จะให้มาเป็นตัวตนขึ้นมาได้. ทรัพย์สมบัติเงินทอง ข้าวของ บุตร ภรรยา สามี อะไร ก็ตาม ที่ยึดถือกันว่าเป็นตัวตน ของตน, และรักกันอย่างจะขาดใจ เป็นทุกข์วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์กันอยู่ตลอดเวลานี้, เพราะไม่เห็นเรื่องเช่นนั้นเอง. นี้ ปัญญาเรื่องเช่นนั้นเองเป็นยอดสุดของปัญญา สะสมไว้ให้มากพอ ให้คล่องแคล่ว คล่องปากคล่องใจ คล่องอะไรพอ มันจะได้ง่ายแก่สติ, สติจะได้มาขนเอา ไปได้ทันที เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้น สติไปขนเอาความรู้ เรื่องนี้ทันที เอาปัญญาไปเผชิญหน้าในรูปของสัมปชัญญะ. ในโรงเรียนเขาสอนเด็กว่า สติความระลึกได้ สมปชัญญะความรู้ตัว, คำ พูดนี้ก็ค่อนข้างถูก แต่ว่ามันไม่เข้าใจ, ครูก็ไม่เข้าใจ, แล้วเด็กนักเรียนก็ไม่เข้าใจ, ครู ที่สอนก็ไม่เข้าใจ. เดี๋ยวนี้จะบอกให้รู้ว่า สตินั้นคือว่าความระลึกได้ มันอยู่ในพวก กำลังจิตฝ่ายสมาธิ, ระลึกได้แล้วมันก็ไปขนเอาปัญญามา ระลึกเอาปัญญามา ให้มา อยู่เฉพาะหน้า ก็คือปัญญานันเองเรียกว่าสัมปชัญญะ. สัง แปลว่า ทั่ว, ปะ แปลว่า ครบหรือพร้อม, ญะ ก็แปลว่า รู้, มันก็เช่นเดียวกับคำว่าปัญญา ปะญาญา-รู้, ปะ-ทั่วถึง , มันก็รูปศัพท์เดียวกันแท้ ๆ แต่พอมาทำหน้าที่ อยู่ในหน้าที่ ด้วยความพร้อมที่สุด แก่เหตุการณ์เลย ใ ห้ชื่อใหม่ว่าสัมปชัญญะ ไปเสีย, กลายเป็นปัญญาเมื่อกำลังทำ

น.366 หน้าที่. ปัญญาที่เก็บไว้เฉยๆ ในตู้ก็เรียกว่าปัญญา, แต่ถ้าปัญญานั้นมาทำหน้าที่ เฉพาะหน้าเหตุการณ์ ก็เรียกว่า สัมปชัญญะ. นี่เราได้มีอะไรที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ คือปัญญาที่มาอยู่ในรูปของสัมปชัญญะ, มันก็เลยมีทั้งสติ ทั้งสัมปชัญญะ. สัมปชัญญะเป็นปัญญา ก็พันผ่าต่อสู้กับเหตุการณ์. ถ้ามัน มี กำลังไม่พอ มันถอยกำลัง มันจะแพ้แก่กิเลส ก็เพิ่มสมาธิ เพิ่มกำลังจิต เพิ่มกำลัง ของสมาธิให้แก่สัมปชัญญะ, สัมปชัญญะก็เป็นปัญญาถึงขนาดสูงสุดที่จะตัดกิเลส ได้. การเจริญสมาธิภาวนา ก็คือทำอย่างนี้ เพื่อระลึกเอาอารมณ์อันใดอัน หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวปัญหา มาพิจารณาอยู่ด้วยสัมปชัญญะ. สโต จ สมฺปชาโน-มีสติ มีสัมปชัญญะ, วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ-นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสใน โลก ; นั้น หลักสูงสุด รัดกุมที่สุด ชัดเจนที่สุด ของการทำสมาธิภาวนา, ให้สติ สัมปชัญญะนี่นำอภิชฌาและโทมนัส คือกิเลสออกเสียได้. อภิชฌาและโทมนัส ในโลกที่มันเกิดอยู่ในโลก ในวิสัยโลกตามแบบของโลก คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ มันนำออกไปเสียได้. หน้าที่ของสมาธิ. นี้สมาธิ พอมาถึงสมาธิ มันไม่ค่อยจะพอ, ไม่ค่อยจะมีแรงสมาธิพอ, เดี๋ยวมันขี้ขลาดมันถอยหลัง มันวิ่งหนี มันเปลี่ยนความคิดเสีย. สัมปชัญญะก็เลยตาย ด้าน ยกเลิกเป็นหมันไป. ถ้าเราเป็นคนฝึกสมาธิไว้ให้เพียงพอ จิตใจเป็นสมาธิทันควัน ทันเวลาเพียงพอ ก็ระดมจิตใจนั้นซ้ำลงไป ในเรื่องเดียวกัน ในเรื่องของสัมปชัญญะ, เหมือนกับเพิ่มน้ำหนักให้มัน. สัมปชัญญะเป็นพวกปัญญา มันเหมือนกับความคม

น.367 ของมีด จะคมสักเท่าไร แต่ถ้ามันไม่มีน้ำหนักที่จะกดลงไป มันก็ไม่ตัด, แล้วมัน ต้องมีน้ำหนักให้เพิ่ม ให้มีดนั้นมันหนักพอ ความคมมันจึงจะตัด, เดี๋ยวนี้ปัญญาของ เราไม่มีสมาธิช่วย ไม่มีน้ำหนักพอมันเลยไม่ตัด. ฉะนั้น ก็หัดสมาธิ หัดส่วนที่ เป็นสมาธิ ฝึกในส่วนที่เป็นสมาธิอยู่เสมอ ให้เพียงพออยู่เสมอ, ให้มีสมาธิเพียงพอ อยู่เสมอ มันก็จะมีมากพอ ก็จะมาใช้น้ำหนักระดมลงไป กำลังของปัญญาคือความคม ความคมมันก็ตัด ธรรมะ ๔ เกลอทำหน้าที่ได้ทุกกรณี. นี่ ๔ เกลอมันทำหน้าที่กันอย่างนี้ ในทุกกรณีไม่ว่ากรณีไหน ; แม้ว่าเป็น เรื่องที่บ้านเรือน เรื่องโลก ๆ เรื่องบ้านเรือน ปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็ให้ใช้ ๔ เกลอนี้ มาแก้ปัญหา เถอะ มันเฉพาะหน้าดีที่สุด, มันเผชิญหน้าได้ดีที่สุด, จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ สมาธินี้ ก็เหมือนกับปัญญา ถ้าไม่ได้สะสมพอกพูนเอาไว้ มันก็ไม่มี ; ฉะนั้น ตาม ปกติเราจึงทำสมาธิฝึกสมาธิ เพื่อสร้างสมกำลังของสมาธิไว้ให้เพียงพอ ; แล้วก็ ศึกษาอบรมในส่วนที่เป็นปัญญา ไว้ให้เพียงพอ, ส่วน สตินั้น ถ้าไม่มี หรือมันไม่เร็วก็ ฝึกให้มี และให้พอ, ส่วน สัมปชัญญะ นั้นมัน แล้วแต่สติกับปัญญา สติไปเอา มามันก็มี, สติควบคุมได้ดี สัมปชัญญะมันก็มี. ฉะนั้น สัมปชัญญะ ดูไม่ใช่เรื่องจะ ต้องฝึก, ฝึกแต่เรื่องของสติ เรื่องของปัญญา เรื่องของสมาธิ, ให้สัมปชัญญะ นั้นเป็นการฝึกไปในตัว เป็นการพลอยฝึกไปในตัว ก็จะสำเร็จประโยชน์ ในการที่จะมี ชีวิต ชนิดที่ว่ามันเป็นการควบคุมสัญชาตญาณอยู่โดยอัตโนมัติ. เราดำเนินชีวิตอยู่ อย่างนี้ ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อย่างนี้ จะควบคุมสัญชาตญาณอยู่โดยอัตโนมัติ, มันจะพัฒนาสัญชาตญาณพื้นฐานให้เป็นไปทางฝ่ายโพธิ, ไม่ให้เป็นไปในทางฝ่ายกิเลส

น.368 แล้วก็โดยอัตโนมัติ, แล้วก็จะพัฒนาสัญชาตญาณฝ่ายโพธิสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป, จนตัดถอน รื้อถอน เพิกถอนสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณเสียได้หมด คือเป็นพระอรหันต์ เรื่องนี้ยังไม่ต้องพูด ถ้าว่าจะเพิกถอนสัญชาตญาณกันหมดจดสิ้นเชิง มันเป็นเรื่องของ พระอรหันต์ ; เมื่อยังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็ขอให้ควบคุมได้, ให้ปรับปรุงได้, ให้พัฒนาได้, ให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางฝ่ายโพธิ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. มีชีวิตอยู่อย่างนี้ เรียกว่า เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องที่สุด, ถูกต้องคือมันเป็นการควบคุมพัฒนา สัญชาตญาณอยู่โดยอัตโนมัติ นี่เรื่อง ๔ เกลอ, มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ ๔ เกลอ, แคล่วคล่องว่องไวเหมือน กับอะไร ๆ ที่เตรียมไว้พร้อมดี, เป็นอาวุธยุทธปัจจัยอะไรก็ตาม เตรียมไว้พร้อมดี, ลอง ฝึกลองใช้ลองอะไรอยู่เป็นอย่างดี เป็นอย่างรวดเร็ว แล้วก็แก้ไขปัญหาทุกชนิดทุก ขนาด ทั้งทางฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมะ ได้อยู่เป็นปกติ, นี่คือการมีชีวิตชนิดที่พัฒนา สัญชาตญาณอยู่ในตัวมันเอง ด้วยธรรมะ ๔ เกลอ. เป็นอันว่า เราได้พูดกันถึงการดำเนินชีวิต มีธรรมะ ๔ เกลอ เป็นธรรมะ สำหรับเป็นอยู่ เป็นธรรมะเครื่องอยู่ เครื่องปฏิบัติ เครื่องแก้ปัญหาทุกชนิด จนมันมี นิสัยใหม่, นิสัยใหม่ก็คือมีสติ มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา ครบถ้วน พร้อม เพรียงอยู่เสมอ, เตรียมพร้อมอยู่เสมอ, สามารถจะท้าทายกิเลส ท้าทายกิเลส ก็เป็นอันว่า จบไปเรื่องหนึ่ง. ดำเนินชีวิตชนิดที่เป็นการควบคุมสัญชาตญาณ, โดยวิธีเฉพาะหน้า ด้วยธรรมะ ๔ เกลอ. เดี๋ยวนี้หมดเวลาแล้ว ที่จะพูดว่า ดำเนินชีวิตโดย อัฏฐังคิกมรรค จะเป็นการพัฒนาสัญชาตญาณโดยตรงอยู่ในตัวมันเอง ชนิดที่ไม่ใช่เผชิญหน้า โอกาส หลังในวันหลัง ในวันนี้ก็ขอให้สนใจแต่เรื่องธรรมะ ๔ เกลอ ธรรมะ ๔ เกลอ ให้มีครบ ทั้ง ๔ เกลอ แล้วใช้ ๆ ๆ ธรรมะทั้ง ๔ นี้ เหมือนกับของใช้ที่จำเป็นที่สุดแก่ชีวิต และตลอด

น.369 เวลา ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา นั่นแหละคือพุทธบริษัทแท้ ในบาลีก็เรียกว่าเป็นทองชมภู นุช เป็นพุทธบริษัทไม่ปลอม ทองชมภูนุชก็หมายความว่าทองไม่ปลอม ถ้าเป็นพุทธ- บริษัทชมภูนุช ก็คือเป็นพุทธบริษัทที่ไม่ปลอม เป็นพุทธบริษัทแท้ทั้งเนื้อทั้งตัว นี่จะ เป็นได้ก็เพราะมีเครื่องมือ ๔ อย่างนี้พร้อมเพรียง เป็นนักรบของพระพุทธเจ้า ตามคำ ชักชวนของพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมาได้ ไม่มีปัญหาอะไรรอหน้า เผชิญหน้าทำให้เกิดกิเลส เกิดปัญหา เกิดความทุกข์. การบรรยายนี้สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจแก่พุทธบริษัท ในการปฏิบัติธรรมะ ในพระพุทธศาสนา สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้ ฯฯ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต