Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๑๒ — การปฏิบัติที่เพิกถอนสัญชาตญาณ โดยหลักวิชา

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.370 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะ เรื่องในวันนี้ว่า การปฏิบัติที่เพิกถอนสัญชาตญาณโดยหลักวิชา. [ทบทวน.] ขอทบทวนความเข้าใจสำหรับผู้มาใหม่ ซึ่งคงจะงง ๆ ว่า พูดเรื่องอะไรกัน, ขอทบทวนว่า เราพูดเรื่องธรรมะชนิดที่เป็นวิทยาศาสตร์, หรือโดยวิธีที่เป็นวิทยา- ศาสตร์. บางคนไม่ทราบ ก็ควรจะทราบว่า เรื่องสัญชาตญาณนั้น ก็คือสิ่งที่เรียก ว่าเรื่องกิเลส อันเป็นปัญหาใหญ่หลวงทางศาสนา, ถ้าเราพูดกันอย่างธรรมดา ๆ เป็น เรื่องของธรรมชาติ ตามหลักวิทยาศาสตร์, มันก็ควรจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำไมเราจึง ๓๔๑

น.371 บังคับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้, คือบังคับความรักไม่ได้, บังคับความโกรธไม่ได้, บังคับความเกลียด ไม่ได้, บังคับความกลัวไม่ได้, บังคับความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ไม่ได้, บังคับความ อิจฉาริษยาไม่ได้, บังคับความหวงความหึง เป็นต้น ไม่ได้, ทั้งที่บางคราวก็ตั้งใจจะบังคับ อยากจะบังคับอย่างยิ่ง แล้วมันก็บังคับไม่ได้. ถ้าจะให้เป็นเรื่อง ทางศาสนา ก็จะตอบว่า เพราะบังคับกิเลสไม่ได้ บังคับอนุสัยไม่ได้, แต่ถ้า เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ก็ตอบว่า เพราะเราบังคับ สัญชาตญาณหรือสิ่งที่เรียกว่า instinct ไม่ได้, แม้จะเรียกชื่อต่างกัน มันก็เป็นสิ่งสิ่ง เดียวกัน จะต้องระวังสังเกต บัดนี้เราจะมาพูดให้เห็นเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ, เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วมันก็จะเป็นสิ่งที่ใช้ได้ในทุกศาสนาทีเดียว. ธรรมะของจริงนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้ ใช้ร่วมกันได้ ในทุกๆ ศาสนา; ขอให้คิดดูอย่างนี้ว่า มนุษย์ในโลกนี้กินเกลือมันก็เค็ม, กินน้ำตาลก็รู้สึกหวาน, กินน้ำส้มก็รู้สึกเปรี้ยว , ไม่ว่าเขาจะถือศาสนาอะไร กินเกลือก็รู้สึกเค็ม กินน้ำตาลก็รู้สึก หวาน กินน้ำส้มก็รู้สึกเปรี้ยว, หรือว่าเราจะกินยารักษาโรคที่ประกอบขึ้นตามหลักวิชาการ, ก็จะได้ผลเหมือนกัน หมด, ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไร ดูความที่มันร่วมกันได้อย่างนี้ : หรือจะพูดอย่างเด็ก ๆ ก็ว่า ถ้าไปจี้เข้ามันก็หัวเราะ, ถ้าไปขู่เข้ามันก็กลัวหรือก็ร้องไห้, เหมือนกันหมดทุกคน. นี่ หลักธรรมะของธรรมชาติใช้ได้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะถือ ศาสนาอะไร. เมื่อกล่าวโดยหลักวิทยาศาสตร์ สัญชาตญาณใด ๆ ของผู้ที่ถือศาสนาอะไร มันก็เหมือนกันหมด ; ดังนั้นวิธีที่จะควบคุมแก้ไขพัฒนาสัญชาตญาณมันจึงใช้ร่วมกันได้, นี่เมื่อพูดอย่างวิทยาศาสตร์. แต่ถ้าพอ พูดอย่างศาสนา มันก็เกี่ยงงอนกัน, ตั้งป้อมตั้งเป้าเกลียดชัง หรือขัดแย้ง ปฏิเสธศาสนาอื่น นอกจากศาสนาของตัว, มันก็เลยไม่อยากจะฟัง. แต่

น.372 พูดว่าเรื่องละกิเลส อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เห็นเป็นพุทธศาสนา, แล้วก็ พวกที่ถือศาสนา พระเป็นเจ้าก็ไม่อยากจะฟัง, ก็เลยไม่ต้องพูดกัน. แต่ถ้าพูดให้เห็นว่า กิเลส กิเลส อย่างนั้น ๆ คือสัญชาตญาณอย่างนั้น ๆ ตามธรรมชาติ, ใครมีความรู้แก้ไขได้ ก็ ควรจะได้รับเอาไปใช้ได้ด้วยกันทุกคน. นี่ขอให้มองเห็นใจความสำคัญข้อนี้ ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ นั่นแหละคือกิเลส, บังคับสัญชาตญาณก็คือบังคับกิเลส, บังคับกิเลสก็คือบังคับ สัญชาตญาณ. ถ้าในพระพุทธศาสนามีวิธีบังคับอย่างไร ก็ควรจะเอาไปใช้ในผู้ที่ ปฏิญาณถือศาสนาอื่นก็ได้, ได้ผลเหมือนกัน. เลยเป็นอันว่า มันเป็นเรื่องของ ธรรมชาติ, เป็นของกลางของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ, แล้วนำมาแสดง เปิดเผย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงบัญญัติขึ้นตามใจชอบ ขอให้เข้าใจอย่างนี้. นี่เรา จึงเปลี่ยนชื่อของศัตรู ว่า แทนที่จะเป็นกิเลส เราเอามา เป็นสัญชาตญาณ ที่บังคับไม่ได้เพื่อเข้าใจง่าย. ทุกคนจะต้องระลึกนึกถึงปัญหาอันแท้จริงของตน ที่มีอยู่เป็นประจำ หรือ แม้จะเป็นคราว ๆ ก็เข้าใจได้, ทำไมบังคับความรักไม่ได้, ที่น่ารักมาก็รัก, ที่น่าโกรธมา ก็โกรธ, ที่น่าเกลียดมาก็เกลียด, ที่น่ากลัวมาก็กลัว, แล้วก็ไม่อยากจะมีสิ่งรบกวนทางจิต ใจ เป็นความอาลัยเป็นความอาวรณ์ มันก็ทำไม่ได้, มันก็ยัง อาลัยอาวรณ์อยู่นั่นเอง, วิตก กังวลจนเป็นโรคประสาท มันก็บังคับไม่ได้, ทั้งๆ ที่ตัวก็รู้ว่ามันให้โทษและก็ไม่ชอบ อยากจะละอยู่ มันก็ยังละไม่ได้. นี่จะต้องมาพูดกันให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ว่า มีวิธีอะไรที่ จะละได้ และโดยเฉพาะในเรื่องทางฝ่ายพระพุทธศาสนา. ขอให้คนที่ยังไม่เคยฟังนึกหรือทบทวน ว่า สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้น มีอยู่ภายในจิต และเกิดขึ้นมาได้เอง ไม่ต้องมีใครมาสอน. นี่ก็ลองนึกดูเอง ว่า มันมีอะไรบ้าง, เด็กทารกไม่กี่วันมันก็รู้จักที่จะยึดถือว่าตัวกู ว่าของกู ไม่ต้องมีใครมาสอน

น.373 มันเกิดความคิดขึ้นมาในใจได้ ; นี่ก็เพราะว่าพอเด็กทารกมันมีความรู้สึกว่าอร่อย, เรื่อง ไม่อร่อย เรื่องชอบไม่ชอบเข้ามาแล้ว มันก็เกิดความอยากไปตามนั้น, เกิดได้เอง มันรู้สึก ได้เอง, มันก็อยากสิ่งที่มันชอบ มันก็ไม่อยากหรืออยากจะไม่ให้มีสิ่งที่มันไม่ชอบ, มัน ก็มี ความอยากที่เรียกว่าตัณหา เป็นความรู้สึกที่เกิดอยู่ในใจอย่างนั้น. แต่แล้ว ความรู้สึกอันนั้นมันให้เกิดความรู้สึกต่อไปอันหนึ่งว่า ตัวกู อยาก, ถ้าความ อยากเกิดขึ้นเต็ม อยู่ในจิตใจแล้ว ก็ ปรุงให้เกิดความรู้สึกอีกอย่าง หนึ่งว่า ตัวกูนี่เป็นผู้อยาก, มีตัวกูผู้อยาก. ครั้นมีตัวกูผู้อยากแล้ว มันก็ปรุง ออกมาเป็นความรู้สึกว่า อยากเอามาเป็นของกู มันก็ครบถ้วนแหละ ; มีความ อยากเป็นตัวกู, อยากเอามาเป็นของกู, นี่ก็คืออุปาทาน, เรียกว่า อุปาทานใน พุทธศาสนา มันเกิดได้เองอย่างนี้ ไม่ต้องมีใครมาสอน, เรียกว่า สัญชาตญาณแห่ง ตัวตนว่าตัวตนซึ่งเป็นของตนรวมอยู่ด้วย ก็ได้เกิดขึ้น. ครั้นมัน มีความยึดถือว่าตัวตนแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่ จะเกิดสัญชาตญาณ ต่อไปได้อีก คือความเห็นแก่ตน; เพราะมันมีตัวตน มันก็มีความเห็นแก่ตน. นี่ มันก็ เกิดความรู้สึกสืบต่อไปได้เอง เ ป็นการที่ ว่าจะเอาอะไร ๆ ตามใจตน. ดูที่ลูก เด็ก ๆ ซิมันจะเอาอะไรตามใจตนขึ้นมา ไม่ต้องมีใครสอน, จึงเรียกว่า สัญชาตญาณ แล้วมันก็ เลยเถิดไปถึงว่า มันจะเอาเปรียบคนอื่นโน่น. นี่มันก็มีอะไร ๆ ที่เป็น ความรู้สึก งอกขึ้นมาได้จากสัญชาตญาณแม่บท คือสัญชาตญาณว่าตัวตน, จนเห็น แก่ตน แล้วมันก็เกิดความรู้สึกที่ว่า จะต้องเลี้ยงชีวิตตน มันก็เกิดความรู้สึกที่ต้อง กินอาหาร ขึ้นมา อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันก็ จะต้องติดในรสอาหาร เป็นต้น. แล้วมัน ก็มีสัญชาตญาณแห่งความกลัว คือมัน ไม่อยากตาย มันจึงได้ กลัวตาย นี้มีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด, ไม่ต้องมีใครสอน มันเกิดได้เอง, แล้วก็ มีสัญ-

น.374 ชาตญาณแห่งการต่อสู้ เพราะกลัวตาย, หรือ สัญชาตญาณการหนีภัย เมื่อมันเห็น ว่าสู้ไม่ได้, เหล่านี้มันไม่ต้องสอนทั้งนั้น. ไปนั่งดู ลูกไก่ตัวเล็กๆ เพิ่งออกมาจากไข่ มันมีสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้, มีสัญชาตญาณแห่งการวิ่งหนี ตามควรแก่เหตุการณ์ ที่ มันจะเกิดรู้สึกขึ้นมาได้เอง. แล้วมัน ก็มีความรักตน นี่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตน, แล้วมันก็ ต้องการ ให้มีสิ่งอื่นมาบำเรอตน มันต้องการขึ้นมาได้เอง. แล้วมันก็ ต้องการจะสืบพันธุ์ เพราะว่ามันไม่อยากให้สูญหายตนไปเสีย มันก็มีความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี, แล้วมันก็ ตกเป็นเหยื่อของธรรมชาติคือกามารมณ์, กามารมณ์นี่มันเรื่องหนึ่งต่างหาก จากเรื่องการสืบพันธุ์, ถ้าไม่มีส่วนที่เป็นกามารมณ์แฝงอยู่ด้วย มันก็ไม่มีใครสืบพันธุ์, เพราะเรื่องการสืบพันธุ์ล้วน ๆ นั้นน่ะมันสกปรก, มันเหน็ดเหนื่อย, มันน่าเกลียด, มัน อะไรไปทุกอย่าง. แต่เขามีค่าจ้างอันเลิศมาจูงจมูกมันคือ ส่วนที่เป็นกามารมณ์, มันกิน เหยื่อกามารมณ์, มันรับค่าจ้าง, แล้วมันก็ทำการสืบพันธุ์ ไปคิดดูเองซิว่า สมรสแต่งงานนั้นมันเพื่ออะไรกันแน่, ตกอยู่ใต้อำนาจ ของสัญชาตญาณอันไหน, สัญชาตญาณอันลึกเพื่อการสืบพันธุ์นั้นมันยังน้อยไป, แต่ มัน ตกเป็นทาสของเหยื่อที่เขาจ้างให้ทำการสืบพันธุ์ ธรรมชาติจ้างให้ทำการสืบพันธุ์ นี่มันเป็นกันอย่างนี้ทั้งสัตว์เดรัจฉาน แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่. ถ้าศึกษาให้ละเอียด มันก็มี ส่วนล่อให้ทำการสืบพันธุ์ มันก็แก้ไขด้วยตนเองไม่ได้, พ่ายแพ้แก่ความรู้สึกอันนี้. นี่ก็ยังมีอีกมากที่เป็น สัญชาตญาณ ต้องการให้เจริญ ให้สวย ให้รวย ให้ดี ให้พัฒนานี้ มันก็อยู่ในความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่มันเกิดได้เอง, มันก็ต้องการ ให้สิ่งรอบด้านนั้นบำเรอมันในทุกทาง. แล้วมันยังมี สัญชาตญาณแห่งการอวด, ลูก

น.375 เด็ก ๆ ก็รู้จักอวดตั้งแต่เล็ก ๆ ลูกหมาลูกแมวก็มีลักษณะที่เห็นว่ามันต้องการจะอวด อวดดี อวดสวย อวดเก่งอะไรของมัน, เพราะมันมีสัญชาตญาณแห่งการอวด. ในที่สุดมันก็ ไปรวมอยู่ที่สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน มันอยากจะมีการ มีอยู่แห่งตัวกูแห่งของกู นี่มันจึง ดิ้นรนทุกอย่างทุกประการ เพื่อการมีอยู่แห่งตัวกู เพื่อได้ตามใจตัวกู, เพื่อมีอะไรมาบำรุงบำเรอแวดล้อมตัวกู. โดยหลักการใหญ่ ๆ มันเป็น อย่างนี้: ถ้าผู้ใดรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี แม้ในฐานะที่เรียกว่าสัญชาตญาณ, ผู้นั้นจะ รู้จักและเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากิเลสๆ ในพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น ; เพราะมันเป็นเรื่อง เดียวกัน. สัญชาตญาณที่บังคับไม่ได้ คือสิ่งที่เรียกว่ากิเลส, หรือ สัญชาตญาณ กลาง ๆ ธรรมดาที่มันเปลี่ยนมาสู่อำนาจของอวิชชา, อวิชชาครอบงำแล้วมัน ก็ เป็นกิเลส. แต่ถ้าสัญชาตญาณที่ ได้รับการปรุงแต่งที่ดี พัฒนาที่ดี มันก็ กลายเป็น โพธิ คือมันเป็นความรู้ได้เองอีกเหมือนกัน ในทางที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์, ถ้าไม่ได้รับการ พัฒนาที่ถูกต้อง มันก็รู้ได้เองเหมือนกัน ในทางที่จะต้องเป็นทุกข์. ฉะนั้นเราจึงมี การพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ. ทำไม เราสะดุ้ง, ทำไมเราหวาดเสียว, ทำไมเราวิ่งหนี, สามคำนี้ เป็นคำ ที่มีพูดอยู่ในบาลี ฉมฺภี-สะดุ้ง, อุตฺราสี-หวาดเสียว, ปลายิ-วิ่งหนี. ทำไมเราสะดุ้ง ได้เอง ถ้ามีอะไรกระโต๊กกระต๊ากออกมาก็สะดุ้ง ไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องมีใครฝึก สะดุ้ง ได้เองตั้งแต่เป็นทารก, แล้วก็หวาดเสียวได้เอง ขนลุกขนพองได้เอง โดยไม่ต้องมีใครสอน แล้วก็วิ่งหนีไปทันทีเมื่อมีอะไรที่ว่าน่าเกลียดน่ากลัวเกิดขึ้น มันก็วิ่งหนี. นี้ ถ้าบังคับ ไม่ได้ มันก็เป็นไปมากจนเป็นทุกข์ หรือเกิดปัญหาอย่างอื่นจนถึงกับตาย. พอ สะดุ้งก็ร้องออกมา, มีอะไรน่ากลัวสะดุ้งหวาดเสียวก็ร้องออกมา, เหมือนลูกหมาลูกไก่ลูก

น.376 แมว มันก็ร้องได้. คนจะร้องหยาบคายกว่านั้นเสียอีก ถ้ามีอะไรทำให้สะดุ้งหวาดเสียว ขึ้นมา. ทำไมมันจึงบังคับไม่ได้ นี่ข้อแรก. ถ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้ดี ว่ามันไม่ควรจะมี มันมีแต่ทำให้ยุ่งยากลำบากและเป็นทุกข์ ก็คง จะมีความคิดในทางที่จะเพิกถอนมันเสีย. แต่สัญชาตญาณล้วนๆ ตาม ธรรมชาติล้วน ๆ นี้ ไม่ใช่เพิกถอนได้ง่าย เพราะว่ามันเป็นของคู่กันมากับชีวิต. เมื่อใดไม่มีสัญชาตญาณว่าตัวตนของตน ชีวิตมันก็ไม่ดิ้นรนเพื่อการเป็นอยู่ มันก็ ตาย. ฉะนั้น มองในแง่ของความเป็นประโยชน์ มันก็เป็นประโยชน์ คือต่อสู้ เพื่อชีวิตนี้ยังอยู่. แต่ เมื่อควบคุมไม่ได้มันก็กลายเป็นเรื่องให้โทษให้ทุกข์, มัน เห็นแก่ตน มันก็เอาเปรียบผู้อื่น, หรือมันทำทุกอย่างที่จะให้เป็นทุกข์. ถ้าบังคับได้มันก็ กลับไปในทางตรงกันข้าม คือไม่ต้องเป็นทุกข์ด้วยกันทุกๆ ฝ่าย. พูดได้ว่า การบังคับ สัญชาตญาณก็คือการบังคับกิเลสได้ บังคับกิเลส ได้ก็คือบังคับสัญชาตญาณได้ ; แต่มันยากจนถึงกับจะต้องจัดสรรกันว่า เพียงแต่ควบคุม ก็พอจะทำได้ ระมัดระวังให้ดีสำหรับบุถุชน. แต่ จะละให้เด็ดขาดได้เลยนั้น ไม่มี ทางจะทำได้ นอกจากจะเป็นพระอรหันต์, ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์, จะเป็นคน ชั้นไหนก็ตาม ยังละสัญชาตญาณโดยประการทั้งปวงไม่ได้ ก็เลย ต้องมีหลักเกณฑ์ใน การที่จะควบคุม พร้อมกันนั้น ก็มีหลักเกณฑ์ในการที่จะพัฒนา, นี้จะพัฒนากัน อย่างไรก็ได้ พูดกันมาแล้วในการบรรยายหลายครั้ง. วันนี้เป็นครั้งที่ ๑๒ มีหัวข้อว่า การบัญญัติเพื่อจะเพิกถอนสัญชาตญาณโดยหลักวิชา ก็หมายความว่าได้พูดกันมามากแล้ว จนถึงขั้นที่จะเพิกถอนสัญชาตญาณในระดับที่เพิกถอนได้ แล้วก็เป็นพระอรหันต์.

น.377 ทีนี้ในการบรรยายในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงเรื่องสี่เกลอ ธรรมะสี่เกลอ ; จำไว้ให้ดี ๆ ธรรมะสี่เกลอ. ขอเตือนอีกที คือความมีสติ ความมีสัมปชัญญะ ความมี สมาธิ ความมีปัญญา, สติ สมาธิ สัมปชัญญะ ปัญญา. เมื่ออะไรเกิดขึ้นในใจ หรือเข้า มาเผชิญภายนอก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันมีเรื่องแล้ว มันมีกรณีเกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้ ต้องมีสติ ระลึกให้ได้ถึงปัญญาความรู้ที่เคยอบรมศึกษาไว้ ให้สติไปขนเอาความรู้นั้นมา รวดเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ มาทันเหตุการณ์ เอาบัญญามาแล้ว มาทำเป็นสัมปชัญญะ คุมเหตุการณ์อยู่ต่อหน้า นี่สติไปเอาปัญญามา ทำเป็นสัมปชัญญะควบคุมเหตุการณ์อยู่ ต่อหน้า แล้วก็เพิ่มกำลังจิตที่เป็นสมาธิแรงขึ้น แรงขึ้น มันก็ควบคุมได้ เช่นว่าสิ่งที่ น่ารักเกิดมาทางตา มีสติไประลึกเอาปัญญาหรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เอามาเผชิญหน้า กับสิ่งที่มาทำให้รัก นั้นก็เป็นสัมปชัญญะคุมเชิงอยู่ ถ้ากำลังของสัมปชัญญะไม่พอ ก็เพิ่ม กำลังจิตคือสมาธิให้มากขึ้น นี่กำลังปัญญา หรือสัมปชัญญะ มันก็จะขับไล่ความโง่ ความหลง ซึ่งจะเรียกว่าสัญชาตญาณก็ได้ กิเลสก็ได้ ออกไป นี่เราพูดกันมาโดยชัดเจน แล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้ว. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] การบรรยายครั้งที่แล้วเวลาไม่พอโดยพูดค้างไว้ว่า จะต้องนึกถึงสิ่งสำคัญอีก สิ่งหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านมักจะทรงเรียกว่า นิสสรณะ. นิสสรณะ แปลว่า ทางออก คำว่า นิสสรณะ แปลว่าทางออก เรียกว่า นิสสรณะ ที่ไหนก็ทรงหมายถึงอัฏฐังคิกมัคค์ ทั้งนั้นแหละ, อริยอัฏฐังคิกมัคค์นั่นแหละ ความถูกต้องแปดประการ ซึ่งได้ยินได้ฟังกัน มาก จนท่องกันได้ จนสวดร้องกันได้ แล้วก็มันเป็นแต่เพียงชื่อ มันยังไม่สามารถที่จะ เป็นตัวจริงขึ้นมา สำหรับจัดการกับกิเลสตัณหาเหล่านี้.

น.378 แล้วก็อยากจะพูดให้เห็นว่า เรื่องอริยอัฏฐังคิกมัคค์- มรรคมีองค์แปดนี้ มัน ก็เรื่องเดียวกับสี่เกลอ, ธรรมะสี่เกลอ คือ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ และ ปัญญา ; จึงกล่าวเนื่องกันไปจากเรื่องสี่เกลอ ให้เห็นโดยประจักษ์. สติ สิ่งที่เรียกว่าสติ เกลอตัว แรก ก็มีอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่า สัมมาสติในอริยมรรค, ตัวสติมันอยู่ในสัมมาสติในอริย- มรรค. ตัว สัมปชัญญะ มันก็มี อยู่ในสัมมาสติและสัมมาทิฏฐิในอริยมรรค. ที่ เรียกว่าสมาธิ, สมาธิ มันก็มีอยู่ในตัวสัมมาสมาธิ สัมมาวิริยะ สัมมาวายามะ. ตัว ที่เรียกว่าปัญญา, ปัญญา นั้นมันก็ มีอยู่ในสัมมาทิฏฐิ รวมกับสัมมาสังกัปปะ ส่วน สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นั้นมีอยู่เองแล้วเป็นพื้นฐาน. คำนี้น่าหัวเหมือนกัน เมื่อพูดถึงมรรคมีองค์แปด พระพุทธเจ้าก็จะตรัสหน้าที่ สำคัญ ๆ ขององค์อื่น ๆ หมด จนเหลือแต่สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, นี้ก็ จะตรัสว่าเขามีอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน, คือมันต้องมีสิ่งนี้อยู่เป็นพื้นฐานของชีวิต, แล้วก็ ใช้ สัมมาความถูกต้องอื่น ๆ ทำหน้าที่โดยเฉพาะตามสมควรแก่กรณี ก็เป็นการใช้อริยมรรค มีองค์แปดอย่างครบถ้วน. นี่แหละคือข้อที่ว่า สี่เกลอนั้นมันกระจายออกไปเป็นอริย- มรรคมีองค์แปดก็ได้, ถ้าเข้าใจมาอย่างถูกต้องตามลำดับ. ธรรมหมวดสัมโพชฌงค์แก้ปัญหาทั้งปวงได้. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะมา พูดในวันนี้โดยตรง ก็คือว่า การปฏิบัติเพื่อเพิก ถอนสัญชาตญาณโดยหลักวิชา, ที่แล้วมามันเป็นหลักกว้าง ๆ ทั่วไป นี้จะพูดให้เห็น เป็นเรื่องชัดเจน เป็นเรื่อง ๆ เป็นข้อ ๆ แล้วก็ต่อสู้กันเหมือนกับการต่อสู้เฉพาะตัว ก็เลย ต้องพูดแยกให้ฟังเป็นอย่าง ๆ และจะยกเอา หมวดธรรมที่สำคัญที่สุด ที่จะใช้แก้ ปัญหาทั้งปวงได้ คือหมวดธรรมะที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ หรือสัมโพชฌงค์เจ็ด ก็น่าสงสารเหมือนกันแหละ, สัมโพชฌงค์เจ็ดนี้คนก็ท่องกันได้ รู้จักสวดท่องกันได้

น.379 แล้วก็ถึงกับว่า ใครจะตายก็ไปนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์เจ็ดให้ต่อสู้กับความตาย ยึดถือ กันมากถึงอย่างนี้ แต่แล้วก็ไม่รู้ว่า จะเอาโพชฌงค์เจ็ดนั้นไปใช้ต่อสู้กับกิเลสหรือสัญชาต- ญาณได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้เรา พูดในนามของสัญชาตญาณ ก็จะให้เห็นในแง่ของสัญ ชาตญาณโดยตรง. โพชฌงค์เจ็ด นั้นก็คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา; ถ้าไม่เคยฟังก็ดูรุงรังหรือจำยาก, แต่ถ้าเคยบวชเคยเรียนก็จำได้ท่องได้, เคยเรียนนักธรรมก็ท่องได้. แต่เดี๋ยวนี้ขอว่าอย่าเพียงแต่ท่องได้ ขอให้รู้จักกันจริง ๆ แล้วเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์. โพชฌงค์แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้ มีความสำคัญถึง จะช่วยให้มีการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่แล้วมันก็น่าประหลาดที่ว่า มันจะใช้ทำอะไรก็ ได้, แม้จะทำไร่ทำนาก็ใช้หลักเกณฑ์ของโพชฌงค์ได้. คือมันแก้ปัญหาได้ทุกชนิด แต่ แล้วคนเขาก็ไม่ชอบฟัง เขาก็ไม่ยอม เขาไม่ยอมคิดว่าสิ่งสูงสุดอย่างโพชฌงค์หรือมรรคมี องค์แปดนั้น จะเอามาใช้ในเรื่องทำมาหากินทำไร่ทำนาได้ ; นั้นไม่ใช่เพราะอะไร เพราะ ไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้น. นี่เราควรจะรู้จักเสียที ว่าเรื่อง โพชฌงค์ทั้งเจ็ดนั้น จะเป็นเครื่องมือที่ ชนิดคมกล้า ชนิดคมเฉียบ เป็นหลักวิชาคมเฉียบ อย่างที่เขา เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า เทคนิค หรือ เทคโนโลยี, วิชาใช้เทคนิคให้สำเร็จประโยชน์ เรียกว่าเทคโนโลยี มันจะ สามารถ จะคมเฉียบ จะแก่กล้าเข้มแข็งถึงขนาดนั้น ถ้าเอาโพชฌงค์มาใช้. ถ้าเอา โพชฌงค์เจ็ดมาใช้ มัน จะมีการกระทำที่ต่อสู้กับกิเลส ทำลายกิเลสอย่างเข้มแข็ง คมเฉียบ ถึงขนาดนั้น ; ดังนั้นก็ควรจะเอามาพูดกัน : สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา.

น.380 สติ ในที่นี้หมายถึง ระลึกได้ จะทำอะไร ๆ ก็ต้องระลึกได้ ว่ามันมีอะไรบ้างที่ เกี่ยวข้องกันกับเรื่องนี้ : เช่นว่า จะทำนา ก็ต้องระลึก ได้ว่า มันมีอะไรบ้างที่จะต้องมา เกี่ยวข้องกัน : ที่ดิน เป็นอย่างไร, น้ำ เป็นอย่างไร, ววควาย เป็นอย่างไร, ข้าวพืช เป็น อย่างไร, อะไรเป็นอย่างไร, มันก็ต้องระลึกหมดเรียกว่าสติ. ครั้นระลึกหมดแล้ว ก็มาถึง ธรรมวิจยะ คือ ใคร่ครวญว่าจะใช้สิ่งใด อย่างไหน เท่าไร โดยตรงอย่างละเอียดลออที่สุด, นี่คัดเลือก มันก็เป็นการคัดเลือก เสร็จแล้วมันก็ ลงมือทำอย่างเข้มแข็ง ก็เรียกว่า วิริยะ วิริยะ. ครั้นมีวิริยะลงมือทำอย่างเข้มแข็ง มันก็ ต้องหล่อเลี้ยงไว้ด้วยความพอใจ คือ ปีติ ทำเสร็จได้เท่าไรก็พอใจเท่านั้น เพื่อหล่อเลี้ยงกำลังที่จะต้องทำต่อไป; เช่น ทำนา พันดินได้จอบหนึ่ง สองจอบ สามจอบก็พอใจ, เพื่อหล่อเลี้ยงกำลังใจที่จะพันต่อไป ให้มันทั่วทั้งนา, อย่างนี้เป็นต้น ทำอะไรต้องมีปีติในส่วนที่ทำเสร็จแล้ว, หล่อเลี้ยงจิตใจ ให้มีกำลังสำหรับจะทำต่อไป ; ถ้าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันเลิกมันทิ้งเสียล่ะ มันก็ไปขโมยดีกว่า จะมานั่งทนเหนื่อยอยู่ทำไม. แต่ถ้ามีธรรมปีติโดยแท้จริงหล่อเลี้ยงอยู่ มันก็ทำสนุกเพิ่ม ขึ้นเป็นตามลำดับ. นี่มันก็มีปีติหล่อเลี้ยง เมื่อทำไปๆ ในลักษณะอย่างนี้ มัน ก็เข้ารูปเข้ารอย, ทุกสิ่งทุกอย่างมัน ก็เข้ารูปเรียกว่า ปัสสิทธิ การงานมันก็เข้ารูป อะไร ๆ มันก็ชวนกันเข้ารูป เพื่อจะมีผลดี แล้วต่อไปนี้ก็มี สมาธิ ใช้กำลังใจทั้งหมด, หรือกำลังอะไรก็ตามทั้งหมด ระดมทุ่มเทลงไปเมื่อมันถูกต้องและเข้ารูปแล้ว.

น.381 เมื่อได้ระดมกำลังทั้งหมดลงไปสิ้นแล้ว ก็มาถึง อุเบกขา เพ่งดูอยู่เหมือน กับว่าดูอยู่เฉย ๆ แต่มันคอยเพ่งดูด้วยการควบคุม ที่จะให้มันเป็นไปอย่างนั้นจนถึงที่สุด. เรามักจะสอนกันผิด ๆ ว่า อุเบกขา, อุเบกขานี้คือความวางเฉย แล้วมันก็เฉยเป็นหัวหลัก หัวตอ แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร. เฉยนั้นคือมันมองดูอยู่ว่า มันจะต้องเป็นไปตามนั้น มองดูอยู่เฉย ๆ ก็จริง, แต่ในใจมันคอยควบคุมว่า มันจะต้องเป็นไปตามนั้นอย่างถูกต้องเรื่อยไป จนกว่า จะถึงที่สุด. เขาเปรียบเหมือนกับการขับรถม้าหรือรถยนต์ก็ตาม เมื่อทุกอย่างมันได้ที่ ถนนมันก็ดี, อะไรก็เรียบร้อยหมดแล้ว, คนขับ ก็เพียงแต่ถือบังเหียนอยู่เฉยๆ ถือ พวงมาลัยอยู่เฉย ๆ แต่คำว่า เฉย ๆ นั้นไม่ได้มีความหมายว่าไม่ทำอะไร, มันควบคุม ความถูกต้องอยู่เสมอไป, นี่อย่าเข้าใจผิดคิดว่าอุเบกขา อุเบกขา แล้วก็แปลว่าเฉย ๆ. ที่มักเข้าใจผิดมาก, แล้วจะต้องเข้าใจกันให้ถูกเสีย อีกอย่างหนึ่ง ก็คำว่า อุเบกขาในพรหมวิหาร - เมตตารักใคร่ กรุณา-สงสารช่วย, มุทิตายินดีด้วยเมื่อเขาได้ดี , อุเบกขา - วางเฉย, นั้น เป็นทางให้เกิดความเข้าใจผิด; มันไม่ใช่วางเฉยเฉย ๆ มันวางเฉยอย่างที่คอยดูอยู่ว่า เมื่อไรจะช่วยได้ เมื่อไรจะช่วยได้, มันนั่งดูอยู่เฉยๆ ก็จริง แต่ ดูอยู่ว่าเมื่อไรจะช่วยได้ มันคอยสอดส่องดูอย่างนั้น, นั่นแหละอุเบกขา ที่ถูกต้อง ; ไม่ใช่อุเบกขานั่งเฉยวางเฉยเป็นหัวหลักหัวตอ. นี่อุเบกขาในโพชฌงค์ ก็เหมือนกันเมื่อทุกอย่างมันเข้ารูปเป็นบัสสิทธิ มีสมาธิเต็มที่ จะเรียกว่าดูอยู่เฉย ๆ ก็ได้, แต่มันเป็นการควบคุมให้การถูกต้องแล้วนั้นเป็นไปจนถึงที่สุด. นี่คือ สัมโพชฌงค์ จะใช้ในกิจการอะไรก็ได้ : มีสติ ระลึกถึงอย่างทั่วถึง ในขั้นต้น เรียกว่าสติ, แล้วก็คัดเลือกที่เหมาะสมเอามาใช้ นี้เรียกว่า ธรรมวิจยะ แล้วก็

น.382 พากเพียรทำ นี้เรียกว่า วิริยะ แล้วก็พอใจในการกระทำที่สำเร็จมาตามลำดับ นี้เรียกว่า ปีติ พอครบอย่างนี้แล้วมันก็ลงรูปเข้ารอยกันดี ก็เรียกว่า ปัสสิทธิ, พอบัสสิทธิเข้า รูปเข้ารอยดีแล้วก็ทุ่มเทกำลังจิตทั้งหมด นี้เรียกว่า สมาธิ, หลังจากนั้นก็มองดูอยู่เฉย ๆ คือ อุเบกขา แต่ไม่ใช่เฉยอย่างหัวหลักหัวตอ เฉยคอยดูควบคุมให้มันเป็นไปตามที่ วางไว้ถูกต้อง ที่ได้จัดไว้ถูกต้องแล้วมันก็ไปได้รับผลที่ดีของมันเอง. เหมือนแม่ไก่ที่พักไข่, มันจัดดีถูกต้องทุกอย่างแล้ว, พลิกไข่ก็ถูกต้องแล้ว อะไรก็ถูกต้องแล้ว มันก็ รออยู่เฉยๆ ก็ได้ รออยู่เฉย ๆ ลูกไก่มันก็ออกมา. ถ้าแม่ ไก่ตัวไหนยังไม่พอใจร้องว่าลูกไก่จงออกมา, ร้องว่าลูกไก่จงออกมา, มันก็ต้องเป็น แม่ไก่บ้า. นี่ระวังให้ดี, คนเรานี้อย่าให้เป็นแม่ไก่บ้า มีแต่ความหวัง อยู่ด้วย ความหวัง, หวัง ๆ จนจะเป็นโรคประสาท. นี้เรียกว่าโพชฌงค์ โพชฌงค์ ประเสริฐที่สุด ที่ทำคนให้เป็นพระ- พุทธเจ้า, แล้วก็มีเรื่องราวมาแต่ในพระบาลีเดิม ๆ ว่า เอามาสวดให้คนเจ็บฟังแล้วคนเจ็บก็ หาย ; แต่ในเรื่องราวเหล่านั้นดูเหมือนพระอรหันต์เจ็บ, พระอรหันต์มาช่วยกันสวดให้ฝั่ง ทั้งนั้น, เพราะว่าท่านฝั่งถูก. แต่ถ้า พวกเราสมัยนี้เอามาใส่กรอกหูลงไปเท่าไร มัน ก็พึงไม่ถูก, มันไม่รู้เรื่องอะไร มันก็ไม่เกิดความเข้าใจ, ไม่เกิดปีติปราโมทย์จนทำให้โรค หาย มันจะผิดกันอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นผู้ที่ชอบสวดโพชฌงค์, หรือนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์, ต้อง รีบศึกษาให้รู้ว่า เรื่องโพชฌงค์นั้นเป็นอย่างไรเสียก่อน ; พอพระมาสวดก็ระลึก ได้ ก็พอใจก็ปีติปราโมทย์ ก็หายโรคได้จริงเหมือนกัน; เพราะมันพอใจว่า ได้ ยินได้ฟังของวิเศษที่สุด ประเสริฐที่สุด ที่ จะตัดกิเลสอาสวะได้ เป็นพระพุทธเจ้าได้ เป็นพระอรหันต์ได้. นี่เรื่องของโพชฌงค์.

น.383 การใช้สัมโพชฌงค์เพิกถอนสัญชาตญาณ. ทีนี้ต่อไปนี้ ก็จะ เอาเรื่องของโพชฌงค์ อย่างนี้แหละ มาเพิกถอนสัญ- ชาตญาณ เพิกถอนสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นปัญหาของมนุษย์. สติสัมโพชฌงค์. โพชฌงค์ข้อที่ ๑ คือสติ ทำสติ ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ เจริญอานาปานสติ ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า ก็ทำสติ, เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เจริญสติปัฏฐานสี่, ถ้า ศึกษาเรื่องอานาปานสติมาแล้ว ก็ขอให้รู้ว่า นั่นแหละคือสติปัฏฐานสี่ที่ถูกต้องที่สุด ที่ รัดกุมที่สุด ไม่เพ้อไม่เผือ ก็คือ พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม . พิจารณากาย ในแง่ที่ ให้เห็นว่า กายทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ มิใช่ตัวตน มิใช่อัตตา ตัวตน, เวทนาที่เกิดขึ้นทั้งหลายก็มิใช่ตัวตน, จิตในทุกชนิดก็มิใช่ตัวตน, จิต ทุกชนิดไม่ใช่ตัวตน โดยมากเอาจิตเป็นตัวตนกัน แล้วธรรมะคือธรรมชาติทั้งปวง ความจริงทั้งปวง ก็มิใช่ตัวตน. เจริญทั้งสี่อย่างว่ามิใช่ตวตนอยู่ มันก็ขูดเกลา ต้อง ใช้คำพูดว่าขูดเกลา สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตนให้สึกหรอไป สึกหรอไป ถ้าปฏิบัติ ถูกต้อง, ไม่สักว่าทำทำไปตามคำบอก มันก็มีผลอย่างนั้น เช่นว่าถ้าเรา ปฏิบัติข้อแรกหมวดกายานุปัสสนา หายใจออกหายใจเข้า อย่างถูกต้อง มันต้องปฏิบัติ ในลักษณะที่ว่า มีแต่ความรู้สึกว่า หายใจออกหรือเข้าก็ตาม ไม่มีใครผู้หายใจ. เดี๋ยวนี้มัน จะมีทำผิดหลักผิดความประสงค์ มีความรู้สึกว่ามีผู้ทำ มีผู้ หายใจ. ระวังให้ดี, พ วกหนอ ๆ หนอ ๆ ระวังให้ดี เพราะว่า หนอที่แท้จริง มันบอก ให้รู้ว่า มันไม่มีตัวตน, มันสักแต่ว่ามีอาการเช่นนั้นเท่านั้นหนอ.

น.384 พูดให้ชัดอีกทีว่า เมื่อหายใจออกหายใจเข้าอยู่นั้น สติไม่กำหนดอะไรหมด นอกจากกำหนดความเคลื่อนไหวของลมหายใจ, จึงบอกตัวเองว่า มีแต่การหายใจ เท่านั้นหนอ, มีแต่การหายใจเข้าเท่านั้นหนอ, มีแต่การหายใจออกเท่านั้นหนอ, หนอนั้น มันบอกว่ามันไม่มีตัวตน มันมีแต่การกระทำหรือการเคลื่อนไหวอย่างนั้นเท่านั้น ที่นี้คน ไม่เข้าใจ ก็มีความรู้สึกเป็นตัวตน ว่ากูหายใจ กูหายใจเข้า กูหายใจออก, ยิ่งบอกกัน สั้น ๆ ว่าเข้าหนอ ออกหนอ เข้าหนอ ออกหนอ มัน เกิดความรู้สึกโดยไม่รู้ว่า กูหายใจเข้า กูหายใจออก ; ถ้าอย่างนี้มันผิดเสียแล้ว. ถ้ากำหนดอย่างถูกต้อง ไม่มีตัวตนผู้หายใจ มีแต่การหายใจ; นั่นแหละ คือมัน ตัดความรู้สึกว่าตัวตนออกไป, สั ญชาตญาณว่าตัวกูของกูมันถูกตัดออกไป ถูก แยกออกไป, มันมีแต่ความรู้สึกว่ามันมีการหายใจ โดยไม่ต้องมีผู้หายใจ. ฟังให้ดี พัง แล้วเหมือนกับบ้า, ถ้าฟังไม่ดีก็จะรู้สึกเป็นบ้า เหมือนกับเป็นบ้า, มีการหายใจโดยไม่มี ผู้หายใจ. การหายใจมันมีอยู่ รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่ แต่ไม่มีผู้หายใจ คือไม่มีตัวตนผู้ หายใจ กระทำอยู่อย่างนี้เป็นชั่วโมง ๆ มันขูดเกลาความยึดถือว่าตัวตนให้ร่อยหรอไป. ฉะนั้นเพียงแต่ลงมือ ทำสติสัมโพชฌงค์อย่างถูกต้อง มันก็กำจดความ ยึดถือว่าตัวตน ว่ามีตัวตนนั้นออกไปได้ ; เพราะมันแยกกำหนดแต่การหายใจ ไม่ให้ มีตัวตนผู้หายใจ, ถึงจะกำหนด ว่าเดินหนอ นั่งหนอ นอนหนอ ยืนหนอก็ได้ เดินหนอ ก้าวหนอ เหยียบหนอ ยกหนอ ย่างหนอก็ได้, แต่อย่าเอาตัวตนใส่เข้าไปด้วย, อย่า ให้มันมีความหมายแห่งตัวตนรวมอยู่ในนั้นด้วย, ว่ามันมีแต่การเดิน หรือการยกย่าง หรือ การวาง หรือการเหยียบ เป็นกิริยาเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวบุคคลผู้ทำเช่นนั้น. นั่นแหละคือการที่ถอนสัญชาตญาณแห่งตัวตน, ถอนอัตตาออกมาเสียจากความรู้สึก ทั้งหลายที่เคยมีแต่กาลก่อน.

น.385 นี่ โพชฌงค์พอเริ่มเข้าในสติปัฏฐานทั้ง ๔, สติสัมโพชฌงค์ในสติปัฏฐาน ทั้ง ๔ มันก็เริ่มถอนตัวตนทันที. ที่เป็น ร่างกาย อยู่นี้ มัน ก็สักว่าร่างกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ. หรือว่าลมหายใจไม่มีตัวตน ที่เป็นเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นไม่สุข ไม่ทุกข์อยู่ ก็สักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น, ไม่ใช่มีตัวตนผู้รู้สึก ไม่มีใครที่เป็นผู้รู้สึก มันมีแต่ความรู้สึกที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติได้เท่านั้น. แต่ คนธรรมดาจะไม่รู้สึกอย่างนั้น มันรู้สึกว่ามีตัวกูผู้หายใจ, มีตัวกูผู้รู้สึก มีตัวกูผู้เป็นสุข มีตัวกูผู้เป็นทุกข์. นี้มาทำ เสียใหม่ พอมีความรู้สึกที่เป็นสุขอยู่, โอ้มัน เป็นความรู้สึกแก่ระบบประสาทตาม ธรรมชาติเท่านั้น, ไม่มีตัวใครตัวตนที่ไหนที่จะเป็นผู้รู้สึก, มันรู้สึกได้ตามธรรมชาติ ของสิ่งที่มันมีหน้าที่รู้สึก คือระบบประสาทหรืออะไรก็ตาม ทีนี้ จิตชนิดไหน ชนิดไหนมาดูทุก ๆ ชนิดแล้ว โอ, มันก็สักแต่ว่าจิต เกิดขึ้นมาเป็นความรู้สึกคิดนึกตามธรรมชาติ, ไม่มีตัวตนผู้รู้สึกคิดนึก. และเรา จะเอา จิตที่คิดนึกได้นั้นว่าเป็นตัวตนก็ไม่ได้; เพราะว่ามัน เป็นสิ่งที่ถูกปรุงขึ้นมาชั่ว ขณะ, ชั่วขณะตามธรรมชาติ เอามาเป็นตัวตนไม่ได้ ก็ไม่เอาจิตทุกชนิดเป็นตัวตน, เพิกถอนจิตทุกชนิดว่ามิใช่ตัวตน. ทีนี้ ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งปวง เป็นความจริงอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นของ ธรรม ชาติ ก็ เป็นธรรมชาติเท่านั้น, จะ เป็นตัวตนของใครไม่ได้ เป็นตัวตนของ มันเองก็ไม่ได้ แม้จะเป็นพระนิพพานก็ไม่ใช่ตัวตนของใครได้ ไม่เป็นตัวตนแม้ของ พระนิพพานเอง. แต่เดี๋ยวนี้มักจะมีคำสอนหรือว่ามีเชื่อถือกันอยู่ว่า นิพพานเป็นตัวตน และ นิพพานเป็นของเรา มันก็เลยตรงกันข้ามแหละ มัน ไม่ถอนอัตตา คือไม่ถอน ความคิดเห็นว่าตัวตนได้. แต่ถ้าพอ เจริญโพชฌงค์แม้แต่ข้อแรกคือสติสัมโพชฌงค์

น.386 มันก็ถอนได้อย่างนี้, สติสัมโพชฌงค์นี้กระจายออกเป็นสติปัฏฐาน ๔ แต่ละอย่าง ๆ ก็ ถอนตัวตนในลักษณะอย่างที่กล่าวมาแล้ว. ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงโพชฌงค์ข้อที่ ๒ ธัมมวิยะ แปลว่า วิจัยธรรม แยกธรรม ใคร่ครวญธรรม สอดส่องธรรม ก็ใช้ในขั้นตอนแห่งอานาปานสติทั้ง ๔ แยกแยะให้ ละเอียดเข้า ให้ละเอียดเข้า หมวดกายว่า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจยาวมีปฏิกิริยาอย่างไร, ลมหายใจสั้นมีปฏิกิริยาอย่างไร, กายลม หายใจปรุงแต่งกายเนื้ออย่างไร, คือลมหายใจนี้ปรุงแต่งร่างกายเนื้อหนังนี้อย่างไร, แล้วก็ จะทำให้มันปรุงแต่งน้อยลง หรือให้มันหยุดปรุงแต่งได้อย่างไร, ใคร่ครวญอย่างนี้ มันก็ มากไปกว่าเดิม, มันก็ละเอียดลึกซึ้งไปกว่าเดิม. หมวดเวทนา ก็เหมือนกันแหละ เวทนานี้ สุข ก็ดี ทุกข์ ก็ดี อทุกขมสุข ก็ดี เกิดขึ้นแล้วมันทำให้เกิดความคิด คือความวิตกคิดไปต่าง ๆ คิดดีคิดชั่วคิดอะไรก็ตาม จิตกี่ชนิด จิตคิด ๆ ได้ไม่รู้กี่สิบชนิด ว่าแต่ละชนิด ๆ ก็สักแต่ว่าความคิด แล้วจะบังคับจิตเสียให้ได้ด้วยว่า จิตจงหยุดคิด จงสงบรำงับ, หรือว่าจิต จงบันเทิงรื่นเริง หรือว่าจิตจงปล่อยวาง นี้เขาบังคับได้. นี่ ธรรมวิจยะใคร่ครวญ โดยละเอียดออกไปในสี่ข้อนั้น มันก็ เหมือนขูดล้างสัญชาตญาณแห่งตัวกูให้หลุด ออกไป ใ ห้หลุดออกไป.

น.387 วิริยะสัมโพชฌงค์. ทีนี้ พากเพียร นี่มันมีความหมายอย่างหนึ่งว่า มันทำเล่น ๆ ไม่ได้ ทำชั่ว ครั้งชั่วคราวไม่ได้, มันต้องทำติดต่อ คือต่อเนื่อง แล้วมันยังต้องทำอย่างกล้าหาญ ไม่ใช่ ขี้ขลาด. วิริยะนี้มันมีความพากเพียรกับความกล้าหาญรวมกันอยู่, คำว่าวิริยะ วิริยะ นี่มนสองความหมายรวมกันอยู่ คือ พากเพียรด้วย กล้าหาญด้วย, มันก็ทำเต็มที่ ทำเต็มที่ มีการกระทำเต็มที่ในการทำสติเป็นต้นนั้นเอง มันก็ขูดเกลาได้ตามลำดับ ซึ่งความอ่อนแอ ความเกียจคร้าน. ปีติสัมโพชฌงค์. ที่นี้ก็ มีบีติ มันก็แก้สัญชาตญาณเคยชินที่ไม่พอใจ ที่ทำมาได้แล้วแม้ เล็กน้อย. นี่มักจะมองข้าม เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย นี้มาหัด ปีติพอใจ แม้ในสิ่งเล็กน้อย ที่ทำมาได้แล้ว ปีติมันก็มากขึ้น, ปีติมันก็มากขึ้น. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. นี้บัสสิทธิโพชฌงค์ บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๕ มันก็ ขจัดสัญชาต- ญาณแห่งการฟุ้งซ่าน, ฟุ้งซ่านในหลายๆ ความหมาย, ฟุ้งซ่านต้องการในการบำเรอ ฅน ฟุ้งซ่านในการที่จะอวดดีอวดคน บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ก็ ขูดเกลาสัญชาตญาณใน ส่วนนี้. สมาธิสัมโพชฌงค์. สมาธิตามธรรมดาไม่มีจิตเป็นสมาธิ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณชอบ ฟุ้งซ่านเอง. เดี๋ยวนี้มามีสมาธิจนถึงกับเป็นสัมโพชฌงค์, สมาธินี้ก็กำจัดหรือ เพิกถอน

น.388 ความที่จิตไม่มีกำลังรวมกัน หรือความที่จิตไม่ตั้งมั่น มันมีความเห็นแก่ตัว ตามใจตัว ฟุ้งซ่านเป็นสัญชาตญาณ แล้วเดี๋ยวนี้ สมาธิสัมโพชฌงค์ก็มาจัดเสียใหม่ หยุดฟุ้งซ่าน ก็รวมกำลังกัน, รวมกำลังกันให้มันเป็นจุดเดียว. ถ้ามันพร่าไปหมดกำลังมันอ่อน. ถ้า มันรวมกำลังได้มันก็เป็นจุดเดียวมีกำลังแรงมาก เหมือนแสงแดดเป็นต้น ที่รวมกำลังมัน ด้วยแว่นโค้งนูนกลาง, มันก็รวมแสงแดดมาอยู่จุดเดียวกันตรงกลาง มันก็เลยร้อนมากจน ลุกเป็นไฟ. กำลังของสมาธิก็เหมือนกัน มันมีได้ด้วยการรวมกำลังทั้งหมด, ความรู้สึก ทั้งหมดมาอยู่จุดเดียว มันก็เกิดเป็นตบะ ไฟเผาผลาญกิเลสได้. อุเบกขาสัมโพชฌงค์. ในที่สุดก็มาถึงข้ออุเบกขา ตามธรรมดา คนธรรมดามันก็ไม่รอได้คอยได้ เช่นว่าปลูกต้นไม้ลงไป จะรอมันเกิดผลนี้ มันก็รอไม่ได้ด้วยความปกติ มันรออยู่ด้วยทน ทุกข์ทรมาน. ถ้าเป็น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มัน ทำให้รอได้คอยได้ด้วยจิตใจปกติ, กำจัดสัญชาตญาณแห่งการตามใจตน ต้องการให้บำเรอตนเหล่านี้ได้. ผลรับเมื่อควบคุมสัญชาตญาณได้. เพิกถอนสัญชาตญาณมีตัวตน. นี่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามความจริงของธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ อันเร้นลับ; เมื่อรู้แล้วเอามาใช้แล้วมันก็ขจัดปัญหาได้, ปัญหาคือสัญชาตญาณ ที่มันบังคับเรา ให้ต้องเป็นไปในทางของความทุกข์ อย่างที่พูดมาแล้วว่า มันทำให้ รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ เป็นต้น. ดูเอาเองก็แล้วกัน ทุกคนมี

น.389 ครบถ้วน สัญชาตญาณที่มันไม่พึงปรารถนา, แต่นี้แสดงเป็นผลออกมาง่าย ให้สังเกตว่า เป็นความรัก เป็นความโกรธ เป็นความเกลียด เป็นความกลัว เป็นความวิตกกังวล เป็นความอาลัยอาวรณ์ เป็นความอิจฉาริษยา เป็นความหึงความหวงอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย. แต่ เท่าที่เป็นกันอยู่โดยมาก นี่ ความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความเกลียด บ้าง ความกลัวบ้าง ที่เป็นกันมาก ๆ อยากจะให้สิ่งเหล่านั้นหมดไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไร, มันก็ทำได้อย่างนี้. ขอให้ศึกษา สิ่งที่มันจะช่วยแก้ไขได้นี้ ให้เข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติอยู่ เรื่อยไป, ศึกษารู้เพิ่มเติมขึ้นมาเท่าไร ก็ปฏิบัติเท่านั้น ศึกษาเพิ่มเติมอีกก็ปฏิบัติเพิ่มเติม อีก, ศึกษาเพิ่มเติมอีกก็ปฏิบัติเพิ่มเติมอีก ทำอย่างนี้อยู่เรื่อยไป, ก็จะแก้ไขสัญชาต- ญาณได้. นี่ตัวอย่าง แสดงให้ดูเพียงอย่างเดียว คือ กำจัดสัญชาตญาณแห่งความมี ตัวตน. อยู่เหนืออำนาจความ เกิดแก่เจ็บตาย. ทีนี้เราก็มีเรื่องมากมายหลายเรื่อง เรื่องความแก่ ความเจ็บ ความตาย ถ้าปล่อยไปตามสัญชาตญาณ มันก็ทรมานจิตใจ, ถ้ารู้เท่าทันสัญชาตญาณ มันก็รู้สึก ตรงกันข้าม. ตามธรรมดาก็จะหวาดเสียว ต่อความแก่ ความเจ็บ ความตาย, เพราะ มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ. ถ้ามารู้เรื่องจริง ว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกของสัญชาต- ญาณ ก็มาทำเสียใหม่ให้เป็นเรื่องของสติปัญญา. ที่นี้มันก็จะหัวเราะเยาะได้ หัวเราะ เยาะความแก่ หัวเราะเยาะความเจ็บ หัวเราะเยาะความตาย. ใครจะเอาอย่างไหนก็เอา, จะเลือกเอานั่งร้องไห้โฮ ๆ กลัวต่อความแก่ ความเจ็บ ความตาย, หรือจะยิ้มเยาะหัวเราะ เยาะไล่ตะเพิดให้กลับไป. โดยเฉพาะคนป่วย บ่วยอย่างไม่รู้จักหาย กระเสาะกระแสะ นอนอยู่บน เตียงเจ็บ ที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านก็ตาม ; ถ้าเขาไม่รู้สึกเรื่องนี้อย่างถูกต้อง มันก็นอน

น.390 ทนทรมานอยู่ นั่นแหละ, แล้วมันก็ ยากที่จะหาย เพราะมันถูกซ้ำเติมด้วยความทุกข์. แต่ถ้าเขามาศึกษาเรื่องนี้จนเข้าใจ หัวเราะเยาะความเจ็บได้, หัวเราะเยาะความตายได้ นั้นแหละมันเป็นโอกาสที่จะหาย โดยร่างกายมันจะปรับระบบใหม่เสียเพื่อที่จะหาย แล้วมัน ก็จะหายเร็ว. ฟังดูให้ดีว่ามันก็จะหายเร็ว, และ ถ้าจะตายมันก็จะตายดี. นี่เอาไว้ให้ ได้ทั้งสองอย่างซิ ถ้าหายมันหายเร็ว ถ้ามันไม่หายจะต้องตายมันก็ตายดี ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันไม่รู้จักหาย มันจะนอนทนทรมานอยู่ที่นั่น, และถ้าจะตายก็ตายเลวที่สุด คือตายอย่าง คนขลาดกลัว ไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว นี่เรียกว่ามันตายเลว. การควบคุมความรู้สึกเหล่านี้เสียได้ มันมีประโยชน์มาก มันเป็นสัญ- ชาตญาณตามธรรมชาติ ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่มีกำลังปัญญาไหนที่จะมาแก้ไข มัน จะควบคุมมัน. เดี๋ยวนี้มาศึกษากันเสียโดยหลักของพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างนั้น อย่างนั้น ๆ. [อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้วก็มีวิมุตติ.] เรื่องนี้เคยพูดทีหนึ่งแล้ว หรือพูดหลายที่แล้ว ก็ยังอยากจะพูดอีก คือว่า อย่ามานั่งอธิษฐานว่า กูมีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้, กูมีความ แก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้, ภูมีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บ ไปได้, กูมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้, นั้นมันผิด คือ เอามา ท่อนเดียว เอามาท่อนเดียว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มี ความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความเจ็บเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเจ็บ, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นจาก

น.391 ความตาย, ท่านยืนยันอย่างนี้. มันก็มีหวัง มีหวังที่เราจะพ้นหรืออยู่เหนืออำนาจ ของความเกิดแก่เจ็บตาย. เดี๋ยวนี้เราไม่ฟังให้ดี ไม่ศึกษาให้ดี เอามาสวดกันเพียง ท่อนเดียว, มันก็เลย เหมือนกับมาแช่งตัวเองให้ตายเร็ว หรือให้หยุดอยู่ที่นั่น มน ไม่ถูก. ฉะนั้นถ้าสวดมนต์บทนี้กันให้สมบูรณ์ แล้วก็ให้สวดให้จบ, จงไปถึงข้อที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว มันจะพ้นจากการเกิดแก่เจ็บ ตาย. การมีพระองค์เป็นกัลยาณมิตร นั้น คือการปฏิบัติให้ถูกต้องโดยองค์ แปดประการ คือมรรคมีองค์แปดนั้น, และ เลยไปให้ครบถึงสิบ เรียกว่าส้ม- มัตตะสิบ. ข้อนี้บางคนยังไม่เคยได้ยิน, สัมมัตตะสิบ มันเพิ่มจากมรรคมีองค์แปดออกไป อีกสองข้อ. ที่จริง มรรคมีองค์แปดนั้นเป็นส่วนเหตุ, และอีกสองข้อ ที่เพิ่มเข้ามา เป็นส่วนผล รวมเป็นสิบเรียกว่า สัมมัตตะ ๑๐ แปลว่าความถูกต้องสิบประการ. แปดประการอันแรกเรียกว่ามรรค, มรรคมันก็แสดงว่าเป็นหนทางอยู่แล้ว คือ เป็นส่วนเหตุ : สัมมาทิฏฐิ มีความคิด เห็น เข้าใจ ความเชื่อที่ถูกต้อง, สัมมา สังกัปโป มีความหวังความปรารถนาถูกต้อง, สัมมาวาจา มีการพูดจาถูกต้อง, สัมมา กัมมันโต มีการงานถูกต้อง, สัมมาอาชีโว มีการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง, สัมมา วายาโม มีความพยายามอยู่อย่างถูกต้อง, สัมมาสติ มีสติอย่างถูกต้อง, สัมมาสมาธิ มี สมาธิถูกต้อง. นี้แปดแล้ว มันแปดแล้วนะ มันถูกต้องในส่วนแปด. แล้วมัน จะ ให้เกิดผลมาอีกสอง คือสัมมาญาณะ - มีญาณะถูกต้อง, สัมมาวิมุตติ - มีความหลุดพ้น ถูกต้อง รวมเป็นสิบ. ถ้าถูกต้องเพียงแปด เรียกว่ามรรคมีองค์แปด, จะเรียกว่าถูกต้อง แปดก็ได้เหมือนกัน เพราะมันมีสัมมาสัมมาอยู่ข้างหน้า; ถ้า เพิ่มอีกสองเป็นผล ก็ สัมมาญาณะมีความรู้ถูกต้อง, คือรู้ชนิดที่ตัดกิเลสได้, แล้วก็มี สัมมาวิมุตติ ก็เลยเป็น ผลสุดท้าย หลุดพ้นไปได้.

น.392 ถ้าสวดบทนี้ให้สมบูรณ์แล้วก็จะต้องสวดสัมมัตตะสิบ : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ, มันเป็นสิบอย่างนั้น นั่นแหละ พอมาถึงนั่นแล้ว ก็พ้น เหนือ อยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, สัมมาญาณะ ทำให้รู้ว่าไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน แล้วก็ไม่มีของตน มันก็เลยไม่เกิดกิเลสใด ๆ ได้, มัน ก็เลยวิมุตติ คือ หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ โดยประการทั้งปวง ก็ขอให้เราทำ อะไรให้สมบูรณ์ เดี๋ยวนี้มันก็มีปัญหารบกวน, ปัญหาเกิดมาจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย; ถ้ามารู้จักความจริง ของสิ่งเหล่านี้ได้ ทำให้ไม่เป็นปัญหา, นั่นแหละคือความดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา, ระงับสัญชาตญาณแม่ลูกได้หมด. สัญชาตญาณแม่คือสัญชาตญาณว่าตัวตน, สัญชาตญาณลูกคือสัญชาตญาณที่เป็น ไปเพื่อความเห็นแก่ตน อีกหลายๆ อย่าง หรือหลายสิบอย่างก็ได้. นี่เป็นสัญชาต- ญาณลูก ๆ เพราะมีตัวตนมันจึงอยากได้ มันจึงอยากกิน มันจึงรัก มันจึงกลัว มันจึง ต่อสู้บ้าง มันจึงหนีภัยบ้าง มันยังอวดดีบ้าง หลาย ๆ อย่าง เพราะมันมีตัวตนยืนอยู่เป็น แกนกลาง ; ถ้าว่าถอนตัวตนซึ่งเป็นแกนกลาง เป็นโจทย์ รากออกเสียได้ นอกนั้นมัน ก็ตาย ตายไปเอง. สัมโพชฌงค์ให้ผลเด็ดขาดและสมบูรณ์. นี่เรา จะถอนสัญชาตญาณ กันจริงๆ จังๆ แล้วก็ต้องอาศัยหลักวิชา เฉพาะ ซึ่งจะให้คมเฉียบคมกริบกันแล้ว ก็คือโพชฌงค์เจ็ด เอาจริงเอาจังเอาเป็น เอาตายกันเลย ; ส่วนที่จะปฏิบัติไปเรื่อยๆ ธรรมดาง่ายๆ เรียบ ๆ นั้น ก็ ธรรมะ สี่เกลอก็ได้, อริยมรรคมีองค์แปดก็ได้ แต่มันก็ไม่พ้นจากการที่ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน

น.393 มันเป็นพวกเดียวกัน, เพราะทำให้เข้มข้นเข้า มันจึงมากลายเป็นโพชฌงค์เจ็ด, เมื่อจะเอากันจริงจังทำให้เข้มข้นเข้า ก็ปฏิบตในหลักโพชฌงค์เจ็ดประการ : สติสัม โพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ บัสสิทธิสัม- โพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. เดี๋ยวนี้จะนิมนต์พระมาสวดกันอยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ, ก่อนนี้เคยได้ยิน บ่อย ๆ. อาตมาก็เคยไปสวด ทั้งคนสวดก็ไม่รู้ว่าอะไร คนพึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร, แล้ว มันก็ตาย มันก็ตาย มันไม่หาย ถ้าคนสวดก็รู้ว่าอย่างไร แล้วคนฟังก็รู้ว่าอย่างไร มันก็ ชื่นอกชื่นใจ อาจจะหายได้ หรือถ้าตายก็ตายดี. ฉะนั้น เราอยู่อย่างที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ให้ละอายแมว แมวมีทุก บ้าน ขอให้ดูแมวที่มีอยู่ในบ้าน ไม่เห็นมันเป็นทุกข์, แล้วคนจะเป็นทุกข์ให้ละอายแมว มันก็น่าหัว; นี่จะต้องตั้งต้นกันเสียใหม่บ้าง มันเป็นยุคที่งมงายอยู่ไม่ได้แล้ว, ยิ่งเป็นพุทธบริษัท ด้วยแล้ว มันยิ่งจะต้องนึ่งอยู่ไม่ได้ มัน จะต้องแก้ไขปรับปรุง ให้เอาชนะปัญหาได้, ปัญหาในด้านจิตใจนะ, ปัญหาในด้านร่างกาย ทำไร่ทำนาทำอะไร นี้ก็ทำไปเถิด แต่ว่ามันมีปัญหาด้านจิตใจรวมอยู่ด้วย, แม้ในขณะที่แก้ปัญหาด้านร่างกาย มันมีปัญหาด้านจิตใจร่วมอยู่ด้วย. ถ้าแก้ปัญหาทางด้านจิตใจไม่ได้ ก็แก้ปัญหาทาง ด้านร่างกายไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ดี, จึงมีหน้าที่ที่จะต้องแก้ปัญหาทางจิตใจให้ลุล่วง ไปด้วยดี. นี้เรียกว่า เพิกถอนสัญชาตญาณโดยหลักวิชา, ยกตัวอย่างมาโดย ละเอียด ในเรื่องของการเพิกถอน สัญชาตญาณแห่งตัวตน, ในพุทธศาสนาเรียกชื่อยาว ๆ ว่า อัตตวาทุปาทาน อัตตวาทะอุปาทาน, อุปาทานคือความยึดถือ ยึดมั่นถือมั่น ชนิดที่ทำให้ปากพูดออกมาว่า ตัวกู, ความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ที่ทำให้ปากพูดออกมา

น.394 เป็นเสียงหรือไม่เป็นเสียงก็ตามว่า ตัวกู, นั่นแหละคือ อัตตวาทุปาทาน นั้นคือ สัญชาต- ญาณแม่บทของสิ่งที่มีชีวิต; เพราะมันหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ด้วยสัญชาตญาณอันนี้, สัญ- ชาตญาณอันนี้มันทำให้สนใจที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต, ถ้าทำมากเกินไปมันก็เห็นแก่ ตน, เห็นแก่ตนมันก็ต้องเบียดเบียนกัน มันก็ต้องฆ่าฟันกัน เพราะสัญชาตญาณอันนี้ จึงต้องควบคุมให้อยู่ในลักษณะที่พอดี, อย่าให้กลายขึ้นมาเป็นความเห็นแก่ตน จนเบียดเบียนคนอื่น. ปัญหาของมนุษย์อยู่ที่ความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ในโลก ทั้งโลกมันมีปัญหาเรื่องเดียวนี้ คือ ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตน ก็จะทำเพื่อตน เพื่อของตน, มันก็ได้รบราฆ่าฟันกัน. พวกนายทุนก็เต็มไปด้วยความ เห็นแก่ตน, พวกคอมมิวนิสต์พวกกรรมกรก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตน, ต่างฝ่ายต่างมี ความเห็นแก่ตนเป็นเบื้องหน้า ก็ได้รบกันไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วไม่มีหวังว่าจะสิ้นสุด ถ้า มนุษย์ยังมีความเห็นแก่ตน. ถ้าใครมาช่วยแก้ไขความเห็นแก่ตนเสียได้ ก็จะแก้ปัญหาได้. เดี๋ยวนี้ไม่มีใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของโลก หรือรับผิดชอบ องค์การสห- ประชาชาติที่ว่าสำคัญมาก ก็ได้แต่นั่งปรับปรุง ปรับปรุงความเข้าใจชั่วครั้งชั่วคราว. อาตมาจึงเปรียบว่ามันเหมือนกับนั่งจับปูใส่กระด้งซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าองค์การสหประ ชาชาติรู้จักนำเอาธรรมะในศาสนานี่ไปสอน ไปขยาย ไปแพร่หลาย ให้ทุกคน ในโลกรู้เรื่องนี้ แล้วมันก็จะลดความเห็นแก่ตน ก็จะหยุดรบกันง่ายเข้า. เดี๋ยวนี้ มันไม่มีการกระทำอย่างนี้ ความเห็นแก่ตนมันก็ยิ่งมากขึ้น เพราะว่าเขาปรับปรุงเรื่อง ของความเห็นแก่ตนกันมากขึ้น และเป็นปัจจัยแห่งสงคราม.

น.395 ถ้าว่า มนุษย์ยังต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณ ก็ไม่ใช่เป็นมนุษย์, มัน เป็นแต่เพียงคน. ถ้ายังพ่ายแพ้แก่สัญชาตญาณก็เป็นไปได้แต่เพียงคน, ถ้าควบคุม สัญชาตญาณได้จึงจะเป็นมนุษย์ พูดอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อ, แล้วใครไปพูดมากเข้ามันถูก เด็กหัวซ้ายรุมกันด่า. เขาจะให้เหมือนกันหมด ไม่มีแบ่งแยกเป็นมนุษย์หรือเป็นคน, เราไปพยายามจะชี้ให้เห็นว่า เป็นแค่นั้นเป็นเพียงคน ถึงขั้นนี้จึงจะเป็นมนุษย์ เขาก็หาว่า ทำให้เกิดความแบ่งแยก เหลื่อมล้ำต่ำสูง, มันก็ขัดกับลัทธิคอมมิวนิสต์ของเขา, เขาก็ค่าเรา เราก็รู้จักพูดหรือไม่ควรพูดตามที่มันควรจะพูด. นี่ข้อนี้ก็ช่วยจำกันไว้ให้ดี ๆ เถอะ ว่า ถ้าอยากจะเป็นมนุษย์ ก็รีบควบคุม แก้ไขสัญชาตญาณ, ถ้าอยากจะเป็นแต่เพียงคน ก็ปล่อยไปตามเดิม น่ารักก็รัก น่า โกรธก็โกรธ น่าเกลียดก็เกลียด น่ากลัวก็กลัวไปตามเดิม. ถ้าอยาก จะเป็นมนุษย์มีใจ สูง มันก็ต้องทำจนเป็นว่า มาให้รักก็ไม่รัก มาให้โกรธก็ไม่โกรธ มาให้เกลียด ก็ไม่เกลยด มาให้กลัวก็ไม่กลัว, อะไร ๆ ก็ไม่ต้อง ไม่ต้อง. ทีนี้มองดูให้ดีจะเห็นได้ว่า มนุษย์กับคนนี้ต่างกันใช่ไหม, มนุษย์กับคนน่ะ มันต่างกัน แล้วต่างกันกี่มากน้อย ต่างกันกี่มากน้อย ? ถ้าถามอย่างนี้ อาตมาก็ตอบว่ามัน ต่างกันยิ่งกว่าฟ้าและดิน. ฟ้ากับดินนี้ยังไม่ต่างกันเท่าไร แต่มนุษย์กับคนนี้ต่างกันมาก มันต่างกันมาก ; เพราะว่า คนมันเดินลง มนุษย์มันเดินขึ้น, คนมันเดินเอาหัวลง, มนุษย์มันเดินเอาหัวขึ้น, ฉะนั้นมันจึงต่างกับฟ้าและดินซึ่งหยุดอยู่เฉย ๆ. ดูให้ดีซิฟ้ากับ ดินนี้มันหยุดอยู่เฉย ๆ : ถ้าเป็นคนมันเดินลง ๆ, ถ้าเป็นมนุษย์มันเดินขึ้น ๆ, มันไกล ออกไป ไกลออกไปจากกันทุกที. ความเป็นคนกับความเป็นมนุษย์นี้ต่างกัน ยิ่งกว่า ความต่างกันของฟ้าและดิน.

น.396 ฉะนั้น ก็ทำให้หยุดความทุกข์ทรมานในชีวิต ก็ต้องเป็นมนุษย์กันเสีย ให้ได้, แล้วก็ สนใจในการที่จะควบคุมสัญชาตญาณ จนกระทั่งว่าเพิกถอนออก ได้หมด เป็นพระอรหันต์. เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็เอาแต่เพียงว่า ควบคุม สัญชาตญาณให้ได้ : มีสติ มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นเครื่องมือพร้อม, พร้อมมืออยู่เสมอ, แล้วก็ ดำเนินชีวิตไปในอัฏฐังคิกมัคค์มีองค์แปดประการโดย หลักพื้นฐานอยู่เสมอ. แล้วถ้า เมื่อใดต้องการเล่นงานสัญชาตญาณโดยตรง ก็เอาโพชฌงค์ ทั้งเจ็ดมาห้ำหั่นสัญชาตญาณ โดยนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้เป็นตัวอย่าง ; เล่น งานสัญชาตญาณแห่งตัวตน แล้วมันก็เท่ากับเล่นงานต้นขั้วหรือหัวโจก, แล้วลูกน้อง ลูกสมุนมันก็พลอยหมดสิ้นไปเอง. สัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่ามีตัวกู มีของกู มีสัญ- ชาตญาณอย่างนี้, แล้วก็จะมีสัญชาตญาณลูกน้องรองลงมาว่า เห็นแก่กู เห็นแก่ตัวไม่ เห็นแก่ผู้อื่นแล้วก็แสดงบทบาทไปตามอำนาจ, จะอวดดิบอวดดีบ้าง, จะต้องการการ บำรุงบำเรอบ้าง, จะต้องการกินดีอยู่ดีอย่างวิเศษวิโสบ้าง แล้วก็มีความทุกข์ด้วยเรื่องความ ขี้ขลาด ขี้ขลาดสะดุ้ง หวาดเสียว วิ่งหนี. ละเห็นแก่ตัวได้จะมีชีวิตเย็น. เอาละ, สรุปกันเสียทีว่า เรามาพูดกันเรื่องของมนุษย์ ตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติอันลึกซึ้ง ซึ่งไม่ค่อยมีใครจะมองเห็นและเอามาพูด. พระพุทธเจ้าท่าน มองเห็นแล้วก็เอามาตรัสมาสอน ในสิ่งที่ชาวโลกปัจจุบันเรียกว่าสัญชาตญาณหรือ instinct พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านเอามาเรียกว่ากิเลส กิเลส. คำว่า กิเลสแปลว่าของสกปรก, ละกิเลสให้หมด ก็หมดปัญหา, มีความทุกข์ดับสิ้นสุดไม่มีเหลือ, มีชีวิตเยือกเย็นเป็น นิพพาน, นิพพาน-เย็นความเย็น.

น.397 แต่ ถ้าว่าไม่พูดกันอย่างศาสนาเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ หรือนัก วิทยาศาสตร์ที่กำลังก้าวหน้า หรือเป็นที่เชื่อถือของคนในโลก ก็จะต้องพูดไปในรูปว่า ชีวิตมันมีสัญชาตญาณติดมาในชีวิต, สัญชาตญาณแม่คือความมีตัวตน, แล้วก็ สัญชาตญาณลูก คือ ความเห็นแก่ตน หรืออะไรทุกอย่าง. ฉะนั้นถ้าว่า กำจัดความรู้สึกสัญชาตญาณของอวิชชาเหล่านี้เสียได้ คน เราก็จะไม่เห็นแก่ตน, โลกก็จะอยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีความเห็นแก่ตน แล้วก็ไม่ เบียดเบียนกัน ก็เป็นโลกของพระศรีอารยเมตตรัย, ศาสนาของพระศรีอารยเมตตรัย เป็นโลกของพระศรีอารยเมตตรัย ที่หวังกันว่าจะมาในข้างหน้านั้น แต่ก็ยังไม่รู้ ว่าจะมาเมื่อใด; ก็จะขอยืนยันว่า ถ้าเมื่อใดกำจัดสัญชาตญาณเลวร้ายเหล่านี้เสีย ได้, โลกของพระศรีอารยเมตตรัยก็จะมาทันที มาทันที. คนหมดตัวกู หมดความ เห็นแก่ตัวกู ไม่มีสัญชาตญาณเลวร้ายซึ่งทำให้ตัวเองก็เป็นทุกข์, ผู้อื่นก็เป็นทุกข์, แล้ว มันก็ยังเนื่องกัน เนื่องกันได้ทั้งศาสนานี้หรือศาสนาพระศรีอารยเมตตรัย หรือ จะพูดได้ว่า ทุกศาสนาของพระพุทธเจ้า ล้วนแต่สอนให้ถอนเสียซึ่งอุปาทานว่าตัวกู. ขอบอกชาวโลกทั้งหลายว่า ถ้ามนุษย์ทั้งหลาย ถอนสัญชาตญาณว่าตัวกู เสียได้ มันก็หมดปัญหา เหมือนกัน อย่างเดียวกัน เรื่องเดียวกัน, แล้วก็ไม่ต้องเรียกว่า ศาสนาไหนเสียด้วย เป็นศาสนากลาง ๆ. ใครปฏิบัติเข้าก็ได้รับผล เพราะว่ามนุษย์ทุกคน มันมีโครงสร้าง หรือมีระบบเป็นอยู่เหมือนกัน ; อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ถ้ามันกินเกลือ ก็รู้สึกเค็ม กินน้ำตาลก็รู้สึกหวาน กินน้ำส้มก็รู้สึกเปรี้ยว, นี่มันเป็นข้อที่เหมือนกันอย่างนี้. ฉะนั้น เราก็ มีหวังที่จะถือศาสนาร่วมกันได้ คือไม่เห็นแก่ตัว แล้วก็อยู่กันเป็นผาสุก. ขอให้พุทธบริษัทเป็นผู้นำในระบบการอันนี้ ; เพราะ เราก็ปฏิญาณ ตัวเป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธเจ้า ก็ต้องศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของ

น.398 พระพุทธเจ้า, แล้วมันก็จะดับกิเลส หรือดับสิ่งที่เรียกโดยวิทยาศาสตร์ว่าสัญชาตญาณ หรือ instinct อันแรกที่สุดคือ egoism, egoism, เป็นความรู้สึกที่มีตัวตน เป็นตัวตน มันก็คลอดความรู้สึกที่เห็นแก่ตน selfishness มันเป็น ค วามรู้สึกที่เห็นแก่ตน มันก็ออก จากแม่ของมันคือ egoism. ฉะนั้น ถ้าว่ามองกันตามธรรมชาติอย่างนี้ มันก็แก้ ปัญหาได้เหมือนกัน. แต่ว่าพุทธศาสนาเรามีคำเรียกคำใ ช้ตามแบบของพุทธศาสนา ว่ามันมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน, อุปาทานว่าตัวตนเป็นแม่บท, แล้วก็ ทำให้เกิด กิเลสโลภ โกรธ หลงนานาชนิด. ถอนตัวตนเสียได้ โลภ โกรธ หลงหรือกิเลส กี่ชนิด กี่ร้อยชนิด กี่พันชนิด มันก็ถูกเพิกถอน, ก็ได้ผลเท่ากัน, มีสันติภาพ สันติสุข บุคคลมีสันติสุข สังคมมีสันติภาพ มีความหมายเป็นความเย็น. นิพพานแปลว่าเย็น; อย่าเข้าใจให้มันฟุ้งซ่านอะไรมากมายนัก, มีชีวิต จิตใจเย็น มีความเป็นอยู่ที่เย็น นั่นแหละคือนิพพานในความหมายหลาย ๆ ระดับ. ถ้าเย็นถึงที่สุดเด็ดขาดไปเลย ก็เป็นนิพพานโดยสมบูรณ์, ถ้าเย็นชั่วครู่ชั่วขณะก็เป็นนิพพาน ชั่วครู่ชั่วขณะ, หรือ เป็นนิพพานน้อย ๆ เป็นนิพพานตัวอย่างชิมลอง อะไรไปก็ได้ แต่ อย่าลืมว่า ทุกคนนั้นมีความเย็นเป็นประจำอยู่ตามธรรมชาติ คือเวลาที่ไม่เกิดกิเลส หรือเวลาที่สัญชาตญาณไม่แสดงบทบาทอะไร, เราอยู่กันด้วยนิพพาน คือความเย็นอก เย็นใจ ซึ่งมันก็มีอยู่มาก พอที่จะทำให้นอนหลับได้บ้าง. ถ้าไม่มีความหยุดพักผ่อน ของกิเลสหรือของสัญชาตญาณเสียเลย มันก็เป็นบ้า ไม่เท่าไรมันก็ตาย. ฉะนั้นเราขอบใจที่ว่า ธรรมชาติมันก็ยังปรานี อยู่บ้าง จัดให้สัตว์ทั้งหลาย มีเวลาที่พักผ่อน, หรือว่างจากการรบกวนของกิเลสหรือสัญชาตญาณบ้าง, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งให้มีเวลานอนหลับ. เวลานอนหลับนั้นไม่ถูกรบกวนด้วยอะไร มันก็ตื่นขึ้นมา ใหม่มีกำลังมีเรี่ยวแรงทำอะไรต่อไป ; ถ้ามันไม่มีการนอนหลับหรือไม่มีการพักผ่อนเลย มัน ก็ตายแล้ว มันก็จะอยู่ไปได้ไม่กี่วัน. ทีนี้ ถ้าอยากจะไม่ตายโดยตลอดกาลเป็นนิรันดร.

น.399 ก็ควบคุมตัวกูนี้เสียให้ได้, ขจัดให้หมดออกไปเสียจากจิตใจ, อย่าให้มีอยู่ในจิตใจ ให้ จิตหลุดพ้นจากตัวกู. ศาสนาอื่น ๆ นั้น อย่างดีก็ว่ามีตัวกูเป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ แล้วไปมี ตัวกูอยู่ มีตัวกูอยู่ มันก็คือตัวกู แบกตัวกู ทรงตัวกู เป็นน้ำหนักมากน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่. พวกนั้นถือว่าตัวกูหรือตัวอัตตาหลุดพ้นจากความทุกข์ไป ยังมีตัวกู; ส่วน เราถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา, มีแต่จิต ที่โง่ก็จมอยู่ในกองทุกข์; ถ้าฉลาดถึง ที่สุด พัฒนาได้แล้ว ละกิเลสได้แล้ว จิตก็หลุดพ้นจากความทุกข์. เมื่อจิตหมดเหตุ หมดปัจจัยที่จะดำรงอยู่ จิตก็ดับไปอีกทีหนึ่ง, ดับไปอีกทีหนึ่ง ทีนี้ก็ว่าง-ว่าง-ว่าง-ว่าง ยิ่งกว่าว่าง. ฉะนั้น ที่สุดจบของพุทธศาสนาเราคือความว่าง, ที่สุดจบของศาสนาอื่นๆ คือไปมีตัวกูนิรันดร ตัวตนนิรันดร อยู่กับพระเจ้า อยู่กับอะไรก็ตามใจ. ข้อนี้ควรจะรู้จักกันไว้เสียบ้าง มันจะไม่ปนกันยุง หรือจะไม่พูดผิด ๆ, จะไม่ พูดผิด ๆ เพื่อประโยชน์แก่ศาสนาของตน. ถ้าจะพูดให้ถูก ๆ ก็ต้องพูดว่า จิตหลุด พ้น ถึงความว่าง นี่พุทธศาสนา, ถ้าเป็นศาสนาอื่นก็ว่า ตัวกูหลุดพ้นไปอยู่กับ พระเจ้าอย่างถาวร, โดยคำพูดมันต่างกันมาก เว้นเสียแต่จะไปเปลี่ยนความหมายให้มา เป็นภาษาธรรม, ภาษาธรรมแล้วมันอาจพอพูดกันได้. แต่ พูดว่าหลุดพ้น, หลุดพ้น แล้วก็ระวังฟังให้ดี ใครหลุดพ้น ? พวก นั้นมันตัวกูหลุดพ้น, พวกนี้จิตมันหลุดพ้น, แล้วของใครมันจริงกว่า เพราะว่าทั้งหมด ที่มันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่มีตัวตนอันแท้จริง มันมีแต่ตัวตนที่เป็นมายา ที่จิตโง่ ๆ มันคิด ขึ้นมาเองตามสัญชาตญาณ. เพราะฉะนั้นเล่นงาน สัญชาตญาณโง่ๆ นี้หมดไป จิต มันก็หลุดจากความโง่, มันก็หลุดไปสู่แสงสว่าง, หลุดออกไปจนถึงที่ว่าง ว่าง ว่าง ไม่มี อะไร นั่นแหละคืออิสระภาพของจิต.

น.400 เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้ก็ได้พูดถึง การปฏิบัติที่เป็นการเพิกถอนสัญ- ชาตญาณ โดยอาศัยหลักวิชาในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ คือโพชฌงค์เจ็ด ก็ สมควรแก่เวลาแล้ว. ขอให้ท่านทั้งหลายทบทวนข้อความเหล่านี้ ให้เป็นที่เข้าใจ ยึดถือ เป็นหลักปฏิบัติได้ เข้าใจเท่าไรก็ปฏิบัติเท่านั้น, เข้าใจต่อไปปฏิบัติต่อไป มันก็จะถึงที่สุด เข้าสักวันหนึ่ง คือหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยประการทั้งปวง. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย จะได้สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย เพื่อเป็นการส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย เพื่อประพฤติปฏิบัติยิ่งขึ้นไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต