น.401 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๓ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม, และมีหัวข้อเฉพาะ ในครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ว่า ภาวะจิตเมื่ออยู่เหนือสัญชาตญาณโดยประการทั้งปวง ว่าที่ถูกก็เป็นเรื่องสรุปท้ายตอนจบของเรื่องนี้ จะรวบรวมเอาใจความของทุก ๆ ตอน มาสรุปเข้าด้วยกัน เพื่อความเข้าใจง่าย เป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง. ที่แท้ก็เป็น การซ้อมข้อความทั้งหมด ที่บรรยายมาแล้ว เอามากล่าวสรุป เป็นเรื่องเดียวกันเนื่องด้วย กัน เป็นเรื่องสั้น ๆ. [เรียนธรรมะอย่างวิทยาศาสตร์.] ข้อแรก ขอให้ระลึกถึงที่เราได้ทำความเข้าใจกันในตอนต้นว่า เรากำลังเรียน ธรรมะอย่างวิทยาศาสตร์ เพราะเรื่องสัญชาตญาณนี้ เป็นเรื่องที่เป็นผลแห่งการค้นคว้า ๓๗๒
น.402 ของวิทยาศาสตร์, มีลักษณะ ระบุ มองลงไปที่ของที่มีอยู่จริง ที่รู้สึกได้ไม่ต้องคำนวณ ; อย่างนี้เรียกว่าวิทยาศาสตร์ เป็นยุควิทยาศาสตร์ เรียนธรรมะกันในลักษณะหรือวิถีทาง ของวิทยาศาสตร์ ให้มันง่ายขึ้น. สัญชาตญาณทำให้รู้สึกว่ามีตัวตน. มีเรื่องสรุปได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิต ๆ นี้ มันประกอบขึ้นด้วยของสองอย่าง คือร่างกายกับจิตใจ ; พูดอย่างนี้ก็ได้ ของสองอย่างคือร่างกายกับจิตใจ รวมกันเข้าแล้ว เราก็เรียกว่าชีวิต, หรือจะเรียก ภาษาวัดว่านามกับรูป รูปกับนาม สองอย่างนี้รวมกัน เข้า เราเรียกว่าชีวิตในที่นี้. ในสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตนี้ มีสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณเข้าไป ควบคุมอยู่ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เองของสิ่งที่มีชีวิตนั้น, ให้สิ่งที่มีชีวิตนั้นสามารถ คิด นึก รู้สึกไปในทางที่จะให้เกิดความรอดแก่มันเอง จึงได้ใส่สัญชาตญาณที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ สัญชาตญาณที่ทำให้รู้สึกว่ามีตัวตนหรือของตน ; ถ้ามัน ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตน มันก็ไม่รู้ว่าจะสงวนอะไร จะถนอมอะไร จะรักษาอะไร จะพัฒนาอะไร. เดี๋ยวนี้มันมีความรู้สึกว่าตนหรือของตนนั้นเป็นหลัก ตนของตน ตัว ตนนี้ไม่ต้องเป็นของจริง ของจัง เป็นคุ้น เป็นก้อน เป็นชิ้นอะไร, เป็นแต่เพียงความ รู้สึกคิดนึกหรือความสำคัญมั่นหมาย เป็นความรู้สึกทางจิตก็พอแล้ว, ไม่ได้เกี่ยวกับ ทางกาย ให้มันเกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวตนยืนอยู่เป็นหลักเป็นประธาน หรือเป็นแกนกลาง ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, มันก็ ทำให้เกิดความรู้สึกที่จะถนอม จะป้องกัน จะรักษา แล้วยิ่งกว่านั้น เลยเถิดไป ก็คือเห็นแก่ตน. ตอนนี้แหละเป็นเรื่องที่เป็นอันตราย มันไม่มีตนเฉย ๆ มันไม่ได้พัฒนาหรือถนอมตนตามสมควร, มันเลยเถิดออกไปเป็นเรื่อง เห็นแก่ตน มันก็รุกล้ำเข้าไปในเขตของบุคคลอื่น, ความเห็นแก่ตนมันก็งอกงามออก
น.403 ไป เป็นกิเลสนานาชนิด ซึ่งเป็นอันตรายแก่ตนและผู้อื่น นี่เราจะรู้จักชีวิตกันใน ลักษณะอย่างนี้ก่อน, มองดูว่ามันได้เจริญขึ้นมาอย่างไร. การพัฒนาของสัญชาตญาณ. ทารกอยู่ในท้องทำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ได้ ; แต่ครั้นทารกคลอดออกมา จากท้อง แล้วมันก็มี การเป็นไปตามธรรมชาติ, คือทารกนั้นจะต้องกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามลำดับ. ทารกนั้น จะรู้สึกเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ขึ้นมาได้ เอง ; ถ้าอร่อยหรือสบายก็พอใจ ไม่อร่อยไม่สบายมันก็ไม่พอใจ, มันก็เกิดความรู้สึก พอใจหรือไม่พอใจขึ้นมา. นี่ความรู้สึกอย่างนี้มันเป็นที่ตั้งของสัญชาตญาณ ว่ามี ตัวตน มีตัวกู ซึ่งเป็นผู้พอใจหรือไม่พอใจ. เป็นกิเลส. ทีแรกจะมีเพียงความรู้สึก พอใจหรือไม่พอใจ, ครั้นหนักเข้า ๆ มันก็ กลาย เป็นความรู้สึกว่า มีกูไม่พอใจ หรือ กูพอใจ. นี่เด็ก ๆ เขาก็รู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาได้ตาม ลำดับ คือ มีตัวกูที่จะเป็นผู้พอใจหรือไม่พอใจ; เมื่อพอใจก็คิดต่อไปอีกอย่างหนึ่ง, ไม่ พอใจก็คิดไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ในที่สุดมันก็ เกิดเป็นกิเลส; พอใจ แล้ว อยากได้ ก็เป็นโลภะราคะ ขึ้นมา, ไม่พอใจ ไม่อยากได้ มัน ก็เกิดเป็นโทสะ เป็นพยาบาท เป็นปฏิฆะขึ้นมา, และเมื่อมันยังไม่รู้ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจ มัน ก็ ยังพะวงสงสัย อาลัยอาวรณ์อยากจะรู้ให้มันแน่นอนต่อไปอีก มัน ก็เป็นโมหะขึ้นมา .. คิดดูเถอะว่า มันไม่ได้มาจากไหน มัน มาจากเหตุปัจจัย ที่ว่าทารกนั้นมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอารมณ์แล้วเกิดรู้สึกเป็นเวทนาพอใจหรือไม่พอใจแล้ว มันก็เกิดกิเลส ได้ต่าง ๆ. เวทนาให้เกิดตัณหา ก็คือให้เกิดกิเลส ในสิ่งที่น่ารักน่า พอใจก็เกิดกาม ตัณหา ภวตัณหา ในสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจก็เกิดวิภวตัณหา.
น.404 นี่รู้ธรรมชาติที่มันเป็นมาของ สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ ให้ประจักษ์ คือไม่ต้องเชื่อตามผู้พูด มองเห็นจริงชัดตามที่เขาพูดหรือผู้พูดพูด มันก็ใช้ได้เหมือนกัน ว่าจิตนี้เป็นอย่างไร, กายนี้เป็นอย่างไร, เกิดความรู้สึกอะไรบ้าง, แล้วเกิดความรู้สึกอะไร สืบต่อไป. เป็นอนุสัย. ทีนี้ก็ควรจะดูมันให้ครบทั้งระบบว่า เมื่อเกิดโลภะ ขึ้นมาแล้ว มันก็ จะต้อง เกิดความเคยชินที่เก็บไว้สำหรับจะเกิดโลภะอีก, นี่ก็เรียกว่า ราคานุสัย, ถ้าไม่ชอบ ใจเกิดโทสะ ขึ้นมาแล้ว ก็เกิดความเคยชินที่จะเก็บไว้สำหรับที่จะโกรธอีก. เรียกว่า ปฏิฆานุสัย, ถ้าเกิดกลาง ๆ ไม่ใช่ พอใจหรือไม่ใช่ไม่พอใจ มันก็เกิด อวิชชานุสัย ; นี่เราก็มีอนุสัย ๓ ประการนี้สิงอยู่ในสันดาน. ถ้าจะเรียกอย่างวิทยาศาสตร์ก็เรียกว่า สัญชาตญาณนั้นมันก็ได้ลงรกลงราก เป็นสิ่งที่เรียกในภาษาธรรมว่าอนุสัย ; ฉะนั้น มัน จึงโลภได้ง่าย โกรธได้ง่าย หลงได้ง่าย ในครั้งหลังๆ; เพราะสัญชาตญาณที่จะ เป็นเช่นนั้น มันได้ลงรกลงรากลงไป ในนามของสิ่งที่เราเรียกกันในวัดว่าอนุสัย. เป็นอาสวะ. ครั้นอนุสัยนี้มันมีมากเข้า ๆ มันก็ต้องการจะออก จะดันออก จะกลับ ออก มันก็มีสิ่งที่ เรียกว่าอาสวะ สำหรับจะไหลออกมา, เป็นความโลภอีก หรือเป็นความ โกรธอีก เป็นความหลงอีก, คือจะเป็นโลภะ หรือเป็นโทสะ หรือเป็นโมหะอีกนั่นเอง. นี่มันถึงขนาดสูงสุดเต็มที่ของระบบกิเลสหรือระบบสัญชาตญาณ.
น.405 ทบทวนสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ทารกมันก็มี ความรู้สึกที่จะชอบใจหรือไม่ชอบ ใจ มันก็ เกิดความรู้สึกต่อไป ที่เรียกว่า ความโลภ ความโกรธหรือความหลง. ที่นี้ มันโลกหรือโกรธหลงที่หนึ่ง มันก็ เก็บความเคยชินสำหรับจะเป็นอย่างนั้นไว้ใน สันดาน เรียกว่าอนุสัย, พร้อมอย่างยิ่งที่จะโลภ ที่จะโกรธ ที่จะหลง; ครั้นมัน พร้อมอย่างยิ่งหนักเข้า ๆ มันก็พร้อมที่ จะออกมา นี้ก็เรียกว่าอาสวะ. ที่เป็นอนุสัย นั้นออกมา เมื่อมีเหตุมีปัจจัยภายนอกเข้าช่วยด้วย มันก็ออกมา เป็นกิเลสเต็มรูป เรียก ว่ากิเลสอีก, คือ กิเลสครั้งที่สอง. เป็นนิวรณ์ ๕. แม้ไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้อง มันก็ออกมาได้ในรูปของสิ่งที่ เรียกว่านิวรณ์ นิวรณ์, นิวรณ์ทั้งห้า ซึ่งขอร้องแล้วขอร้องอีกว่า จงพยายามทำ ความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์, นิวรณ์ บางคนก็จะได้ยินแต่เพียงชื่อแล้วก็เลิกกัน, บางคนจะท่องได้แล้วก็เลิกกัน, ขอให้มองเห็นให้ชัดให้ประจักษ์ เมื่อนิวรณ์ห้า มันเกิดขึ้น. แม้ไม่มีเหตุปัจจัยอะไร จิตมันน้อมไปเพื่อกามราคะ มันออกมาจาก ปัจจัยภายในที่เป็นอนุสัย. กามราคะ กลุ้มใจอยู่ด้วยเรื่องทางกามารมณ์ ทาง เพศกามคุณ, นี่มันเดือดร้อนเท่าไร, แล้วบางเวลามันก็ ออกมาในรูปพยาบาท คือไม่ชอบ ขัดใจ โกรธแค้น มันโกรธได้จนไม่รู้ว่าโกรธอะไร, ไม่ชอบใจได้แม้ไม่รู้ว่าอะไร.
น.406 แล้วก็มีอาการให้เป็นถีนมิทธะ มึนชา ง่วงเหงา ซึมเซา, แล้วมันก็ เป็นได้ง่าย อย่างคนขี้เซามันชอบนอนขี้เซาลุกยาก แม้ถึงเวลาลุกตื่นนอนมันก็ไม่ค่อยจะลุก มัน มีความรู้สึกถิ่นมิทธะ ช่วยให้นอนบิดขี้เกียจอยู่นั่นแหละ, หรือว่ามันมีความรู้สึกที่ อ่อนเปลี้ยอยากจะนอนเสียเรื่อยไป. นี่ความมึนชา ง่วงเหงา หาวนอน ซึมเซาเป็น ถีนมิทธะ. แล้ว บางทีก็ตรงกันข้าม คือฟุ้งซ่าน, อุทธิจจะกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านอย่าง ตรงกันข้าม มีจิตที่เลื่อนลอยควบคุมไม่ได้ ฟุ้งซ่านไปเหมือนกับว่า มันไม่มีสติสัมปชัญญะ อะไร. นี้ก็เป็นนิวรณ์ ซึ่งมีได้แต่มันมีน้อยกว่าถีนมิทธะ, ถีนมิทธะมันชวนให้สบาย, ชวนฟุ้งซ่าน นี้มันจึงมีน้อยกว่า. อันสุดท้ายเรียกว่า วิจิกิจฉา ไม่แน่ใจว่าถูกต้อง แม้ที่สุดแต่ที่รู้สึกขึ้นว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี, พูดอย่างบ้า ๆ บอ ๆ. วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดี เดินไปเดินมาไม่รู้ว่าจะทำ อะไรดี, นั่นมันเป็นอย่างเลวที่สุด ที่เต็มที่มันก็ให้ ลังเล, ในข้อที่ว่า มันถูกต้องแล้ว หรือยัง, ในแง่อนามัยก็ดีปลอดภัยแล้วหรือยัง, ในแง่เศรษฐกิจก็ดีปลอดภัยแล้วหรือยัง, ในแง่ธรรมะก็ดีว่าถูกต้องแล้วหรือยัง, มันจะลามปามไปถึงกับไม่แน่ว่าพระพุทธเจ้านั้นก็ สอนไม่ถูกต้อง, พระธรรมนั้นก็ไม่ดับทุกข์ได้จริง, พระสงฆ์ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะปฏิบัติตามได้, อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นเอามาก ๆ ถึงอย่างนี้สำหรับวิจิกิจฉา; แต่มันจะเป็นอะไรก็ ตามเถอะ. ถ้ามันเป็นความลังเลมันไม่แน่ใจในความถูกต้องสงบแล้ว ก็เรียกว่า เป็นวิจิกิจฉา. เพียงแต่นิวรณ์ทั้งห้านี้ก็ไม่ใช่เล่นเสียแล้ว ทำลายความสงบสุข ทำลายความ เยือกเย็นเห่งจิตใจมากมายเสียแล้ว แล้วมัน ก็มีอยู่เพราะว่าอะไร, จะเรียกว่า เพราะ สัญชาตญาณมันมีอยู่ข้างในก็ได้ หรือจะเรียกว่า เพราะอนุสัยมันมีอยู่ข้างในก็ได้,
น.407 มันทำให้ออกมาเป็นนิวรณ์ โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก. ถ้าได้อาศัยปัจจัยภายนอก มันก็ออกมาเป็นกิเลสเต็มรูปเลย, เป็นโลภะ โทสะ โมหะ หรือชื่ออะไรก็ตาม มันเต็ม รูปออกมาเลย นี่เป็นกิเลสแล้ว. ควรรู้จักให้ชัดแจ้งทั้งกิเลสทั้งนิวรณ์ ; กิเลส มันเต็มที่เต็มขนาดเต็ม มาตรฐาน มีเหตุปัจจัยภายนอกช่วยส่งเสริม, ถ้า นิวรณ์นั้นก็ไม่ต้องมีเหตุปัจจัย ภายนอกส่งเสริม, มันออกมาได้ตามอำนาจของอนุสัยหรือสัญชาตญาณ มันก็เลย งัวเงียไม่มีกำลังรุนแรงเหมือนกิเลส, แต่มันก็รบกวนความสงบสุข, รบกวนความสงบสุข ชั้นละเอียดชั้นประณีต ชั้นที่จะเป็นความเยือกเย็นแห่งจิตใจ ชั้นที่จะเป็นความพักผ่อน เต็มที่, ถ้า นิวรณ์รบกวนแล้วมันก็ไม่มีการพักผ่อน. นี้เรารู้ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นอย่างนี้เอง, ไอ้หมอนี่มันก็เป็นอย่างนี้ เอง, จะเรียกว่ามาจากสัญชาตญาณก็ได้, จะเรียกว่ามาจากอนุสัยก็ได้, เพราะเรา พูดกันคนละภาษา. แต่เดี๋ยวนี้การบรรยายชุดนี้ เราเรียกทุกสิ่งเหล่านั้นว่าสัญชาตญาณ, สัญชาตญาณเท่าที่มีมาตามธรรมชาติ, แล้วสัญชาตญาณที่พัฒนาตัวเองเป็นกิเลส, แล้วก็สัญชาตญาณที่พัฒนาตัวเองเป็นโพธิ ; นี่ปัญหาพื้นฐานที่มีอยู่จริงในจิตใน สันดานในชีวิต มันมีอยู่อย่างนี้. อาการของกิเลส. ทีนี้มัน ออกมาเป็นอาการที่เป็นรูปร่างของการกระทบกระทั่งต่อสู้เต็ม รูปขึ้นมา ; เรามองดูเฉพาะอาการชนิดนี้กันอีกสักชุดหนึ่ง พวกหนึ่ง ซึ่งอาตมาก็พูด ซ้ำ พูดแล้วพูดอีก จนท่านทั้งหลายก็จะรำคาญแล้วก็ได้, เพื่อให้เป็นตัวอย่างสำหรับจดจำ ไว้ง่าย ๆ ว่า เมื่อกิเลสหรืออนุสัยออกมา เป็นกิเลส แล้วมันก็ทำให้เกิดอาการ ที่รบกวน
น.408 เป็นความรักบ้าง เป็นความโกรธบ้าง เป็นความเกลียดบ้าง เป็นความกลัวบ้าง เป็น ความวิตกกังวลบ้าง เป็นความอาลัยอาวรณ์บ้าง เป็นความอิจฉาริษยาบ้าง เป็นความ หวงบ้าง เป็นความหึงบ้าง นี่พูดเอามาพอเป็นตัวอย่างแล้วก็สั้น ๆ พอจำง่ายว่า รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวง หึง ไปนึกดูถึงสิ่งเหล่านี้ แต่ ละอย่าง ๆ ที่มันแสดงบทบาทแสดงอาการออกมา. ความรัก โกรธ เกลียด กลัว. พูดถึงความรักมันก็มีหลายรูปแบบ, บางรูปแบบก็เป็นบ้าดี ๆ นี่เอง มันทำ ให้ทำอะไรชนิดที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของความถูกต้อง, ไปตามอำนาจของกิเลสคือ ความรักนั้น จนไม่มีความหมายแห่งความเป็นคนหรือความเป็นมนุษย์เอาเสียเลยก็มี. ยก ตัวอย่าง เหมือนว่า หญิงสาวคนหนึ่งแฟนเขาทิ้งเขาสลัด มันก็ฆ่าตัวตาย, เสียใจฆ่าตัวตาย โดยที่ไม่คิดว่าพ่อแม่ยังอยู่, พ่อแม่ที่รักเรายิ่งกว่าแฟนเสียอีกนั้น ก็ยังอยู่ก็ยังไม่ตาย, ทำไมไม่เห็นแก่พ่อแม่บ้าง แล้วก็อยู่กับพ่อแม่ดีกว่าที่จะฆ่าตัวตาย เพราะเหตุว่าแฟน เขาสลัดรัก. นี่ความรักทำให้โง่มาก ถึงขนาดนี้ ได้ทุกอย่างทุกประการ ที่จะทำสิ่งที่ ไม่ควรทำหรือไม่ต้องทำ. ขึ้นชื่อว่าความรักแล้ว จะเป็นของทรมานจิตใจทั้งนั้น, จะรักทาง กามารมณ์รักแฟน รักอะไร มันก็เป็นไฟทั้งนั้น แม้แต่จะรักพ่อรักแม่ ซึ่งเป็นความ รักที่บริสุทธิ์ อย่างนี้มันก็เป็นไฟเหมือนกัน, เป็นไฟโมหะ เป็นอะไรไปตามเรื่อง, ไม่ ได้เห็นหน้าแล้วก็จะตายได้แล้ว. “เด็กๆ บางคนไปโรงเรียนระหว่างเรียนยังไม่หยุดตอน เที่ยง คิดถึงแม่นั่งร้องไห้อยู่ในโรงเรียนก็มี, อย่างนี้มันเป็นความรักที่แท้จริงชนิดหนึ่ง เหมือนกัน ; แม้จะเป็นเรื่องของโมหะ ตายไปแล้วก็รัก เช่นจะตายตามไป อย่างนี้
น.409 รักคนอื่น รักผู้มีพระเดชพระคุณ รักอะไรก็ตามมันล้วนแต่ว่ามันเป็นเรื่องหนัก และ เป็นเรื่องเผาโดยจิตใจ. ฉะนั้น ความรักมีลักษณะเป็นหนามยอกตำจิตใจ อย่างไร, แม้แต่ความรักบริสุทธิ์ความรักสงสารนี่ ในบาลีมีกล่าวถึงผู้ใหญ่บ้านรักลูกบ้านจนเป็นทุกข์, เป็นความรักขนาดที่เรียกว่าราคะด้วยเหมือนกัน, ถ้า ขึ้นชื่อว่าความรักแล้ว มันก็ เป็นเรื่องที่ทำให้ เกิดปัญหาทั้งนั้น, ถ้าไม่ต้องมีความรักทำไปตามสติปัญญา มันก็ไม่มี ปัญหาอะไร, แต่ถ้า ทำไปด้วยความรักแล้ว มันก็เป็นเรื่องเจ็บปวด. เรื่องความโกรธ ก็ดูเอาเอง, ความโกรธมันมีได้ร้อยแปดอย่าง, โกรธ อย่างนั้นโกรธอย่างนี้โกรธอย่างนั้น โกรธแม้ กระทั่งว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิต, โกรธวัตถุสิ่งของ โกรธอะไรเหล่านี้ก็ยังโกรธได้. และความเกลียดมันยากที่จะออกไปจากจิตใจ, ถ้าลงได้เกลียดแล้วมันก็ ติดอยู่ในจิตใจ บางทีเกลียดจนตาย. ความกลัว มีร้อยแปดพันอย่างนับตั้งแต่เด็ก ๆ กลัวผี กลัวไส้เดือน กลัว จิ้งจก กลัวตุ๊กแก, โตขึ้นก็ยังรู้จักกลัว กระทั่ง กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัว, กระทั่ง กลัว ความมืด; แต่ว่ามัน สรุปได้ว่า ความกลัวทั้งหลายมันไปรวมอยู่ที่ความตาย คือ กลัวตาย, กลัวอะไรก็ตามเถอะมันไปมีความหมายในครั้งสุดท้ายว่า มันเป็นสิ่งที่จะทำให้ กูตาย, มัน เป็นสิ่งที่จะทำให้เราตาย เลยกลัวกันทั้งนั้น : กลัวผี กลัวเสือ กลัว อะไร ก็เพราะว่ามันจะทำให้เราตาย, กลัวความลำบากยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ก็เพราะ ว่ามันจะทำให้เราตาย. ความกลัวทุกชนิดกี่ร้อยอย่างกี่พันอย่างไปรวมอยู่ที่ว่า กลัวตาย เพราะฉะนั้นไปดูตอนที่กลัวจริง ๆ เถอะ, แม้แต่ กลัวในความฝัน มันก็ยังเป็นความ ทุกข์อย่างยิ่ง, นี่ รักโกรธเกลียดกลัว สี่อย่างนี้ แล้วคำนึงดูว่า ถ้าไม่มี ถ้าไม่มีสี่อย่างนี้ จะสบายสักเท่าไร.
น.410 ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์. แล้วต่อไปถึง ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ นี้ทรมานมาก ความวิตก กังวลว่ามันจะไม่ได้อย่างที่ต้องการ, สงสัยอยู่เรื่อยนี้เป็นโรคประสาทกันมากขึ้น, เป็นโรค ประสาทกันมากขึ้นเพราะว่าความวิตกกังวล, เรื่องอนาคตทั้งนั้นแหละ. ถ้าวิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ก็เป็นเรื่องอดีต มาครอบงำเอาแล้ว มันก็เรื่อง นอนไม่หลับทั้งนั้น แหละ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายขึ้นมา, ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์เกิดขึ้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงในทางร่างกาย, แม้ในทางวัตถุในทางเคมี. ความรู้สึกนี้เป็น เรื่องจิต ; แต่ถ้าเกิดขึ้นในจิตแล้ว ก็มีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทางเคมี ให้ เกิดกรดเกิดน้ำอะไรที่เป็นพิษเป็นโทษหลังออกมา ทำให้กระเพาะอาหารเสียหาย ไป, จะทำให้ทุกส่วนที่สำคัญมันเปลี่ยนแปลงวิปริตไป แม้แก่ทางเนื้อหนัง; นี้ เรื่องจิตใจมีผลออกมาทางวัตถุทางร่างกาย. ถ้าไม่มีวิตกกังวลอะไรกันละก็ ไม่มีใครเป็น โรคประสาทดอก. เดี๋ยวนี้ ที่ว่าเป็นโรคประสาทกัน เป็นแสน ๆ คน ล้าน ๆ คน เพราะ มันมาจากความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์, ถ้าไม่มีมันก็สบาย ความอิจฉาริษยา หวง หึง. ทีนี้ต่อไปก็ถึงเรื่อง อิจฉาริษยา มันก็มาจากสัญชาตญาณแห่งตัวกู เห็น แก่ตัวกู ไม่อยากให้ใครมาเป็นคู่แข่ง ; นี่ความที่ไม่อยากเห็นใครได้ดี อยากจะ ทับถมผู้อื่นอยู่เสมอ มาจากสัญชาตญาณ อันนี้ มันก็มี ผลออกเป็นความอิจฉาริษยา : กลัวเขาจะดีเท่าตน, กลัวเขาจะดีกว่าตน, กลัวเขาจะเป็นคู่แข่ง, ทำให้อะไรของตนมัน หมดค่าหมดอะไรไป, ก็ทำลายผู้นั้นอย่างยิ่ง ผู้ที่ถูกอิจฉาริษยาบางทีไม่รู้ด้วยซ้ำไป ว่าเขา อิจฉาริษยาเรา แต่ ผู้ที่ไปอิจฉาริษยาเขา น่ะ มันถูกไฟอิจฉาริษยาเผาจนไหม้เกรียม
น.411 แล้วเกรียมอีก; ถ้าไม่มีจะสบายสักเท่าไร, ถ้าเห็นใครได้ดีพลอยยินดีด้วย มันก็มี ความเย็นอกเย็นใจ, ถ้าเกลียดชัง ทำตัวเป็นผู้ขัดขวางขึ้นมา มันก็ กลายเป็นไฟขึ้น มา. ผู้ที่อิจฉาริษยาจะเริ่มถูกไฟอิจฉาริษยาเผาตั้งแต่ที่แรก ฝ่ายโน้นยังไม่รู้สึกตัวก็ ได้, ถึงรู้สึกตัวเขาก็ไม่ร้อนมากเท่าตัวผู้อิจฉาริษยาคือฝ่ายนี้. สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความอิจฉาริษยาซึ่งมันยากที่จะห้ามได้ เพราะมันมาจากสัญชาตญาณมัน อิจฉาได้เอง. อย่างเด็ก ๆ มันอิจฉาน้อง มันเกิดได้เอง ที่พ่อแม่รักไม่เท่ากัน พ่อแม่รักน้องมาก พี่ก็อิจฉาริษยา, พ่อแม่รักพี่มากน้องก็อิจฉาริษยา, มันเกิดความรู้สึก ได้เองแม้แต่ในขั้นที่เป็นทารก แล้วมันก็เจริญขึ้นในจิตใจ. อ่านคัมภีร์ไบเบิลของพวกฝรั่งแล้วก็ปรากฏว่า อาชญากรรมอันแรกที่เกิดขึ้น ในโลกก็คือความริษยา, คือคัมภีร์ไบเบิลนั้นเขาว่า ก่อนนี้มนุษย์ไม่รู้เรื่องดีชั่ว แล้วก็ผัวเมีย คู่แรกที่ถูกห้ามว่าอย่าไปกินผลไม้ต้นนั้นมันจะรู้จักดีชั่ว, ต้นไม้ที่ทำให้รู้จักดีรู้จักชั่ว. มัน ก็ดื้อพระเจ้าแล้วมันก็ไปกินเข้า, แล้วมันก็รู้จักดีรู้จักชั่ว มันก็เลยยึดดียึดดี. ทีนี้ ผัวเมีย คู่นั้นมีลูกออกมา, มีลูกออกมา, ที่นี้ลูกนั้นมันมีลูกออกมาอีก เป็นพี่น้องสองคนแล้วพ่อแม่ ก็รักน้องมาก. พี่ชายมันก็หลอกเอาน้องเข้าไปในป่าไปฆ่าเสีย ; เพราะว่าพ่อแม่รักน้อง มาก. คิดดู, อาชญากรรมอันแรกคือความริษยา ที่ได้เกิดความริษยาก็เพราะรู้จักดีรู้จัก ชั่ว: ถ้าไม่รู้จักดีรู้จักชั่วมันก็ไม่ริษยาได้. เดี๋ยวนี้พ่อแม่รักน้องมาก มันอยากจะดี ขึ้น ไม่เสียหน้า อยากจะดี ก็ต้องฆ่าน้องเสีย. อาชญากรรมอันแรกของมนุษย์นี้คือความริษยา, แล้วก็ทำไปตามอำนาจ ของความริษยา ก็เพราะว่าไปรู้จักดีรู้จักชั่วเข้า. ถ้าไม่รู้จักดีรู้จักชั่ว ไม่รู้จักเทียบว่าดีกว่า เลวกว่าอะไร มันก็เกิดความริษยาไม่ได้, แล้วมันก็เกิดมาเป็นลำดับ ๆ หลายเรื่องหลายราว เป็นปัญหา จะเรียกว่าเป็นปัญหาอยู่ในโลกปัจจุบันก็ได้, ที่ได้กระทบกระทั่งวุ่นวาย ต่อสู้ กระทั่ง เป็นมหาสงคราม อยู่ในโลกปัจจุบันไม่รู้จักสิ้นจักสุดนี้ ก็ เพราะความริษยา
น.412 ซึ่งกันและกันนั่นเอง. ฝ่ายหนึ่งก็ไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า, อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อยาก ให้ฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า ก็ดิ้นรนไปตามความรู้สึกอิจฉาริษยา ก็เลยทำสงครามกันได้เรื่อย. เหนื่อยนักก็ทำสงครามเย็น สงครามปาก สงครามอะไรกันเสียที พอหายเหนื่อยก็ สงครามร้อนฆ่าฟันกันอีก, มีความริษยา ไม่อยากให้ใครดีกว่า เหนือกว่า รวยกว่า อะไรกว่า ก็เรียกว่า โลกนี้มีปัญหา เพราะความริษยาอยู่อย่างมากทีเดียว. ทีนี้มาถึง ความหวง และ ความหึง ความหวงโดยทั่ว ๆ ไป ก็เป็นความ ตระหนี่ธรรมดาสามัญทั่วไป; ถ้ามันเป็น เรื่องเข้มข้น เพราะเป็นเรื่องรักทางเพศ ทางอะไรที่เข้มข้น มัน ก็เป็นความหึง, ที่จริงมันก็คือความหวงนั่นแหละ ธรรมดา เรียก ความหวงถ้ามันเข้มข้นมากก็เรียกว่าความหึง, นี่รู้สึกกันเองเถอะว่า มันรบกวน จิตใจเท่าไร เมื่อขึ้นถึงขีดความหึงแล้ว มันก็ฆ่ากันได้ง่าย ๆ อย่างไร. ขอให้ช่วยจำคำไม่กี่คำนี้ไว้เป็นเครื่องศึกษาเปรียบเทียบได้โดยง่าย ว่าที่เรามัน ถูกทำให้ร้อนเหมือนนอนอยู่ในกองไฟ ก็เพราะว่าเรามันมีอาการเป็นโรคทางใจ คือความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวง ความหึง, ยังมีอีกมาก เท่านี้ก็เหลือจะพอแล้ว, พอให้รู้ว่า โอ, เรื่องนี้มน เผาลนอย่างไร เผาผลาญจิตใจให้เร่าร้อนอย่างไร ถ้าเอาออกไปเสียได้ มันจะสบาย จะเยือกเย็นสักเท่าไร, ก็จะได้คอยสังเกตดู แล้วจะคอยระวังไม่ให้มันเกิดขึ้น. นี่อันนี้แหละ มันเป็นผลของสัญชาตญาณแห่งตัวตน ที่ออกมาเป็น โลภ เป็นโกรธ เป็นหลง แล้วก็แจกลูกออกไปเป็นเรื่องต่าง ๆ, แล้วก็ให้เกิดผล แก่จิตใจแก่ชีวิตของมนุษย์ เป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความ วิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหึง ความหวง, จะได้พูดกันง่ายๆ เป็นคำพูดจำไว้พูดกันง่ายๆ เรื่องธรรมะ.
น.413 ในที่สุดก็ให้มองเห็นว่า ความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดง่าย ง่ายเหลือง่าย มัน เกิดโดย ไม่ต้องมีใครสอน ; เด็ก ๆ เกิดมาในท้อง พอออกมาไม่กี่วันมันก็ทำเป็นแล้ว มันเจริญงอกงามมากขึ้น ๆ จนเป็นของเต็มที่เต็มอัตราของมัน, ก็ให้ผลเต็มที่เต็มอัตราของ มัน เป็นไฟที่เผาลนอยู่อย่างนี้, เรียกว่า โดยสัญชาตญาณ. แต่ถ้า เรียกภาษาวัดก็ โดยอำนาจของกิเลส, เรียกว่า เป็นสัญชาตญาณเพราะมันเป็นได้เอง เกิดได้เอง รู้สึกได้เอง เจริญงอกงามได้เอง. ที่เรียกว่ากิเลส, กิเลสนี้ มัน ก็เป็นของสกปรก เป็นของน่ารังเกียจอย่างยิ่ง. กิเลสที่เป็นคำยืมมาจากคำว่าของสกปรก. คำธรรมะแม้ชั้นสูงสุดก็ยืมมาจาก คำชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั้งนั้นแหละ ; เช่น ยืมคำว่าของสกปรกมาเป็นชื่อของกิเลส, ยืมสิ่งที่ไหลออกมาเป็นชื่อของอาสวะ, ยืมชื่อของสิ่งที่สะสมกักตุนเอาไว้ว่าเป็น อนุสัยอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ก็ว่าโดยกิเลส โดยกิเลสคือของสกปรก ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ สกปรก; เกิดที่กายก็ทำให้กายสกปรก, เกิดขึ้นที่จิตก็ทำให้จิตสกปรก, แม้แต่เกิดที่วาจา ก็ทำให้วาจาสกปรก. นี้เรียกว่าโดยกิเลสก็ได้ เหมือนกัน ว่าทำไมเราจึงได้ทนทุกข์ทรมานเหลือ ประมาณอยู่ในโลกนี้ ก็เพราะว่าเราควบคุมสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ควบคุมสัญชาตญาณไม่ ได้, ควบคุมการเกิดของกิเลสไม่ได้, จะเห็นได้ทันทีว่า มันไม่ใช่เล่นแล้วเรื่องสัญชาต- ญาณนี้. ควรจะรู้จัก ควรจะจัดการกับมันให้ถูกต้อง อย่าให้มันเป็นอันตราย แล้วก็อย่า ให้มันรบกวน, ให้เราเป็นอิสระอยู่ด้วยความสงบเย็น. หลักธรรมะที่ใช้สัญชาตญาณ. นี่ก็ได้พูดถึงการที่จะพัฒนา ด้วยการควบคุมสัญชาตญาณมาหลายพักหลาย ตอนที่พูด, โดยหลักใหญ่ๆ ใช้หลักอานาปานสติ, มีความรู้เรื่องกาย เรื่องเวทนา
น.414 เรื่องจิต เรื่องธรรม จนเห็นว่ามิใช่ตัวตน มิใช่ตัวตนแล้ว มันก็ควบคุมความรู้สึกว่า ตัวตนได้มาก. กายมิใช่ตัวตน ก็ ควบคุมได้ในส่วนกาย, เวทนามิใช่ตัวตน ก็ ควบ คุมได้ในส่วนเวทนา, จิตมิใช่ตัวตนก็ ควบคุมได้ในส่วนจิต, ธรรมทั้งปวง ความ รู้สึกคิดนึกของจิต ทั้งปวงมิใช่ตัวตน ก็ควบคุมได้, แล้ว ควบคุมตัวตนหรืออัตตาได้ เข้ามาหลายแง่หลายมุมโดยรอบด้าน. ทีนี้วิธีที่ จะควบคุมอย่างที่เรียกว่าเป็นอุบาย ที่เขาชอบเรียกกันว่าโดย เทคนิค เป็นเทคนิค ก็คือ โพชฌงค์เจ็ด อธิบายอย่างละเอียดแล้วในวันนั้น. ทบทวน ดูเอง มีสติ ระลึกเอามา แล้วก็ใคร่ครวญเลือกเฟ้นที่จะให้มันเหมาะแก่เรื่อง, แล้วก็ ปฏิบัติด้วยวิริยะ, แล้วก็ มีปีติหล่อเลี้ยงการปฏิบัติ ให้มันเข้มแข็ง, เกิดความสงบ เข้ารูปเข้ารอยขึ้นมา, แล้วก็ กำลังใจทั้งหมดระดมลงไปเป็นสมาธิ, แล้ว อุเบกขาเพ่ง ดูความถูกต้องนั้นอยู่เฉย ๆ ให้การปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นเป็นไปตามลำดับจนถึงที่สุด. นี่ เทคนิคของการที่จะทำอะไรหรือพัฒนาอะไร มีอยู่ในหมวดธรรมะที่เรียกว่า โพชฌงค์เจ็ด. แล้วก็ใช้ ธรรมะหมวดอื่นๆ เข้ามาช่วยประกอบ จะเป็นธรรมะเรื่อง อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕. เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ มีความถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ก็เรียกได้ว่า มีอัฏฐัง คิกมัคค์อยู่เป็นประจำในการประพฤติปฏิบัติ, คือ มีความถูกต้องแปดประการ นั่นอยู่ในชีวิต เป็นชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างถูกต้อง เรียกว่า การเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ที่จะทำ ให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ นั่นแหละ ก็เลย เป็นผลเกิดขึ้น คือไม่มีความทุกข์ เป็นอยู่ชนิดที่ควบคุมสัญชาตญาณได้ สัญชาตญาณหรือกิเลสก็ตาม ไม่หือขึ้นมาได้ เพราะ มันมีความถูกต้องของการเป็นอยู่ กระทำอยู่เป็นประจำ ก็เลยอยู่สบาย, เป็นชีวิตที่ไม่ ถูกย่ำยีด้วยสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ ไม่ถูกกิเลสครอบงำ มันก็สบาย.
น.415 ผลของการควบคุมสัญชาตญาณ. นี้ เราสามารถที่จะควบคุม -ควบคุม-ควบคุม จนกว่าจะถึงระดับสุดท้าย คือทำให้รู้สึกว่า หมดตัวตนได้, นี้เรียกว่าถอนเลย ถอนเลย. ถ้ายังเป็นปุถุชน ยัง ไม่เป็นพระอรหันต์ มันถอนสัญชาตญาณไม่ได้, ได้แต่ควบคุม. ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็ถอนอัตตา อัตตนียา อัสมิมานะ อัตตวาทุปาทาน อะไรได้ นั่นมันเท่ากับมัน เพิกถอนสัญชาตญาณว่าตัวตนเสียได้ มันเลยหมดปัญหา เกลี้ยงไปทั้งปวง. แต่ถ้า ยังไม่ เป็นพระอรหันต์ ก็ทำได้แต่เพียงว่าควบคุม, พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน ก็ได้แต่ควบคุมอัตตาที่ไม่ให้เกิดพิษเกิดโทษ เกิดอะไรมากมายนัก จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ ถอนอัตตาเสียได้หมด ก็คือเพิกถอนสัญชาตญาณได้. ฉะนั้น เราพูดว่า ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ได้แต่ควบคุม ถอนไม่ได้ ; แม้แต่จะเป็นพระอริยชั้นเสขะ โสดา สกิทาคา อนาคา ก็ยังถอนมันไม่ได้ มันยังได้แต่ ควบคุม. ทีนี้ กัลยาณบุถุชน ต่ำลงมาอีก ก็ทำได้น้อยกว่าลงมาอีก เรียกว่า ควบคุม เหมือนกัน จะต้องเรียกว่าควบคุมเหมือนกัน จะเรียกว่า เป็นการบรรเทาก็ได้. พระ- อรหันต์ละได้สิ้นเชิง, พระเสขะคือยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่เป็นอริยะนี้ ก็ได้แต่ ควบคุม, ส่วนเป็น บุถุชน ยังไม่เป็นอริยนี้ ก็ได้แต่ควบคุมบรรเทา หรือว่า ต่อสู้ ต่อสู้ไปตามเรื่อง. สังโยชน์ที่พระอริยะต้องละ. มันดูได้ง่าย ๆ มันเห็นได้ง่าย ๆ ที่ว่า พระอเสขะ คือพระอรหันต์นั้น ละสัง- โยชน์ได้ทั้งสิบ. เรื่องสังโยชน์สิบที่รู้กันอยู่แล้ว ถ้าเป็น พระอรหันต์ละได้ทั้งสิบ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ
น.416 มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นี่ ละได้ทั้งสิบ ก็ไปถึงสุดท้ายของอวิชชา ถอนตัวตนได้ เรียกว่าพระอเสขะละได้ทั้งหมด, จบ หมด สิ้นเรื่องของสัญชาตญาณ. ส่วน พระเสขะ คือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ละได้เพียงห้า. สังโยชน์มีสิบ ห้าตอนแรกที่พระเสขะละได้ เป็นอนาคามีละได้ห้า ต อนแรก, ห้า ตอนหลัง ไว้ให้พระอรหันต์ละ, ก็เรียกว่าละได้ครึ่งหนึ่ง. พระอรหันต์ละได้ทั้งสิบ, พระอนาคามีละได้ห้า, พระโสดา สกิทาคาละได้สาม โดยมากน้อยกว่ากันในบาง อย่าง. นี่ เทียบดูตัวเลขนี้ก็พอจะเข้าใจได้ ว่า พระอริยเจ้านั้นละสังโยชน์ได้อย่างไร, ก็คือเท่ากับควบคุมสัญชาตญาณได้อย่างไร, ถ้ามีคะแนนสิบพระอรหันต์ละได้สิบ. พระอนาคามีละได้ห้า, โสดากับสกิทาคาละได้สาม, ส่วน กัลยาณบุถุชน หรือ บุถุชนทั่วไป ยังไม่รู้ ยังพูดว่ายังไม่ได้แม้แต่สักหนึ่ง แต่ว่า ก็ได้พยายามต่อสู้เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ มีความทุกข์ลดน้อยลง. เรามองดูกันตรง ๆ ที่ว่า ถ้าเป็น กัลยาณบุถุชนก็ละเวรห้า-เบญจเวร ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ดื่มน้ำเมา ละเวรห้าได้, หรือว่า พยายามละอกุศลกรรมบถสิบอยู่ ตามมาตรฐานของบุถุชน, ละอกุศลกรรมบถสิบ ได้อยู่ตามมาตรฐานของบุถุชน ก็ยังดีกว่า อันธพาลบุถุชน ปาปปุถุชน ซึ่ง ละอะไรไม่ได้. เมื่อเกี่ยวกับสัญชาตญาณมันก็เห็นว่า บุถุชนอันธพาลนี้ ไม่ได้แตะต้อง อะไรที่เป็นความชนะเหนือสัญชาตญาณ, ครั้นเป็น กัลยาณบุถุชน ก็แตะต้อง ละเบญจเวรห้าอย่างได้, ละอกุศลกรรมบถได้ตามสัดส่วน ไม่ใช่ถึงระดับเด็ดขาด, แต่ว่าตามสัดส่วน ถ้าว่าเด็ดขาดก็เด็ดขาดในระดับต่ำ ในระดับต่ำ ๆ ของกัลยาบุถุชน ขึ้นไปถึงพระเสขะก็ละได้ห้า, ขึ้นไปถึงพระอเสขะ ก็ละได้สิบของสังโยชน์. นี่เราจะ
น.417 เปรียบเทียบได้ว่ามันต่างกันอย่างไร, มองเห็นเป็นเหมือนกับเขียนกร๊าฟขึ้นดู แล้วจะเห็น ได้ว่า ละได้กันเป็นลำดับ ๆ อย่างไร. ทีนี้มาดู เอาผลหรือความทุกข์ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องวัด ก็ เอานี่แหละรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึงนี้มาเป็น หลักว่าพระเสขะละได้เท่าไร, ก็ต้องตอบได้ พระอเสขะพระอรหันต์ละได้หมด ละเรื่อง รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา หวงหึงได้หมด, ใช้คำว่า ละด้วย, แล้วก็ใช้คำว่าได้หมดด้วย. ทีนี้ พระเสขะ คือยังไม่เป็นพระอรหันต์ เป็น พระอริยะที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ จะใช้คำว่าละหมดไม่ได้ ก็ ได้แต่คำว่าควบคุม, ควบคุมให้อยู่ในการควบคุม ก็ได้ตั้งครึ่งหรือตั้งค่อน ของสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น. ที่นี้ กัลยาณบุถุชน ก็บรรเทาได้ในมาตรฐานที่เรียกว่าน่าพอใจ น่าพอใจ ไม่บ้ามาก เกินไป คือมันไม่รัก โกรธ เกลียดกลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อะไรถึงขนาดเหมือน กับว่าอันธพาลบุถุชน, อันธพาลบุถุชน ก็ไม่ต้องพูดถึงละ มันมีอยู่เต็มที่เต็มตัว มีสิ่ง เหล่านี้เบียดเบียนรบกวนอยู่เต็มที่. ลองคำนวณดูว่า เมื่อปราศจากการรบกวนของสิ่งเหล่านี้ จะมีความสุขสัก เท่าไร จะตั้งปัญหาเป็นลำดับขึ้นไปก็ได้ว่า เมื่อปราศจากความรบกวนของนิวรณ์ห้า, ของนิวรณ์ห้า แล้วจะสบายเท่าไร, ปราศจากการรบกวนของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ จะสบายเท่าไร, ถ้าปราศจากความรบกวนของผลของมัน คือไม่มีความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเหล่านี้ไม่มา รบกวน จะมีความสุขเท่าไร, จะต้องคิดใคร่ครวญอย่างนี้ให้เห็นชัด, ไม่ต้องคำนวณ แต่ มองเห็นชัด, หรือรู้สึกได้ชัดโดยไม่ต้องคำนวณ, แล้วมันก็จะมีผลดี คือ จะสบายใจ แล้วก็จะเพิ่มกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติให้สูงขึ้นไปโดยเร็ว จนหมดจนสิ้นเชิง คือบรรลุนิพพาน.
น.418 นี้จะทำให้ปรารถนานิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ในการเป็นอยู่ มากขึ้น แล้วมันจะก้าวหน้าไปในทางของพระนิพพานได้ง่ายขึ้น, เพ่งจ้องอยู่ ผลดีของ ความไม่มีกิเลส ก็จะทำให้ชอบใจในพระนิพพานมากขึ้น จะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง, ไม่ว่าจะทำอะไร ทำงานบ้าน งานโลก งานธรรมะ งานศาสนา อะไร ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ไปเสียหมด นี่มันก็ดี แม้แต่จะทำนาก็มีนิพพาน เป็นอารมณ์ มันยังดีกว่ามีอย่างอื่นเป็นอารมณ์. ผลที่ได้รับระดับต่าง ๆ. อยากจะให้เปรียบเทียบไปถึงว่า พระอเสขะพระอรหันต์น่ะดีกว่าพวกไหน กี่พวก ? ลองหลับตากำหนดดูว่า เป็นพระอเสขะคือเป็นพระอรหันต์ ประเสริฐกว่า เทวโลก, มารโลก พรหมโลก ประเสริฐกว่าเทวโลก สวรรค์กามารมณ์ธรรมดา. มาร โลกสวรรค์กามารมณ์สูงสุด ที่เขาเรียกว่ามารโลกคืออันสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์, สวรรค์ มีหก แล้วอัน ที่หกนั้นเป็นมารโลก เป็นที่อยู่ของมารพญามารที่มาเบียดเบียนพระพุทธเจ้า. เป็นพระอเสขะพระอรหันต์แล้ว ประเสริฐกว่าเทวโลกทั่วไป; ประเสริฐกว่ามารโลก ประเสริฐกว่าพรหมโลก ประเสริฐกว่าเทวโลก; ประเสริฐ กว่ามารโลก นี้เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะไม่มีเรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์. ทีนี้ ประเสริฐ กว่าพรหมโลก, พรหมโลกนี้ไม่มีกามารมณ์ แต่ก็มีตัวกูจัด ยึดมั่นสักกายทิฏฐิเป็นตัวกู -ของกูจัด, มีความทุกข์เกิดมาจากอัตตวาทุปาทานมากกว่า; แม้จะไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์เลย แต่พระอเสขะก็ยังสูงกว่านั้น ดีกว่านั้นประเสริฐกว่านั้น. ถ้าเรียก เป็นสามโลกว่า เทวโลก มารโลก พรหมโลกแล้ว พระอเสขะ ผู้ถอนสัญชาตญาณเสียได้ ดีกว่าหมดทั้งสามโลก. นี่ถ้าเป็นเพียงเสขะเป็นเพียง
น.419 โสดา สกิทา อนาคา มันก็ดีได้สักสองโลกคือเทวโลกกับมารโลก, โลกที่มีกาม แต่มันก็ ไม่ดีไปกว่าพรหมโลก. พระอนาคามีอยู่ในระดับพรหมโลก เพราะว่า ยังมี ตัวตนเหลืออยู่ ; แล้วก็ เป็นตัวตนที่สบายที่สุด เพราะไม่มีกามารมณ์รบกวน ก็เลยหลงติดแน่นแฟ้นในสภาวะนั้น ในภพของตนเป็นอย่างยิ่ง. อย่างที่พูดว่า พวกพรหมเป็นพวกที่กลัวตายมากที่สุด เพราะมันหมดปัญหาอย่างอื่นแล้ว ไป สบายที่สุด อย่างยิ่ง, อยู่อย่างมีตัวกู-ของกู เลยกลัวตายมากที่สุด . พวกที่ยังมีความทุกข์อย่างอื่น แทรกแซง ยังมีความกลัวตายน้อยกว่าพวกพรหม, พวกเสขะทั้งหลายก็ยังดีกว่าพวก เทวโลกและมารโลก แต่ยังไม่ดีกว่าพรหมโลก. ทีนี้พวกกัลยาณชนนี้ พูดตามความรู้สึกของเราซึ่งไม่มีใครเชื่อกันได้ ว่า ถ้าเป็น กัลยาณบุถุชน มันยังดีกว่าเทวโลก, เพราะใน เทวโลกนั้นมันมีแต่เรื่องกามารมณ์. คิดดูซิ เป็น กัลยาณบุถุชน แม้อยู่ในโลกนี้ ก็ ไม่มัวเมาในกามารมณ์มากเหมือน เทวดาในสวรรค์. นี้ก็พูดตามที่เชื่อกันอยู่แล้ว ในสวรรค์ เทวดามัวเมากับ กามารมณ์ จนลืมเรื่องอื่น ๆ, เป็นกัลยาณบุถุชนอยู่ที่นี่ในโลกอย่างนี้ เต็มไปด้วยปัญหาอย่างนี้ ไม่ มัวเมาในกามารมณ์เหมือนเทวดาเหล่านั้น ก็ต้องเรียกว่าดีกว่าเทวโลก. เรื่องที่เคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ นั้น ควรจะจำเอาไว้, ทายกทายิกาทั้งหลาย, คือ เรื่องที่บอกว่า พวกเทวดาในเมืองสวรรค์ เทวดา เมื่อจะตายเมื่อจะจุติจะไปหาสุคติที่ไหน ไม่มีไม่รู้จะไปที่ไหน นอกจากมาสู่มนุษย์โลก, พวกเทวดาจะตายมาหาสุคติในมนุษย์โลก พวกเทวดามาหาสุคติในมนุษย์โลก จำไว้เถอะ ; เพราะว่า ในเทวโลก นั้นมันหาอะไรยาก หาพระรัตนตรัยยาก, หาพรหมจรรย์ยาก, หาสิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจธรรมะ นั่นแหละ หรือว่า นิมิตแห่งอนิจจังทุกขังอนัตตาหาได้ยากในเทวโลก, พอมาในมนุษย์โลกมัน เต็มไปหมด.
น.420 ฉะนั้นมา เกิดในมนุษย์โลกมันได้เปรียบ ในการที่จะบรรลุมรรคผล นิพพาน ; ฉะนั้น เทวดาทั้งหลายจึงปรารถนามาสุคติกันในมนุษย์โลก, พวกเมือง สวรรค์จะมาหาสุคติกันในเมืองคน, ในเมืองคน. แล้ว ผู้ที่อยู่ในเมืองคนมันจะไปหา สุคติกันในเมืองสวรรค์, มันสวนทางกันอยู่อย่างนี้. แล้วก็ดู ใครโง่กว่าใคร, ใครโง่ กว่าใคร มันมีเหตุผลที่จะแสดงว่า ใครมันโง่กว่าใคร พวกเทวดาในสวรรค์เขามีเหตุผล ว่า มาในมนุษย์โลกนี้มันหาอะไรที่เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานได้ง่ายกว่า ; เช่นมี ความทุกข์ให้เห็นได้ง่ายกว่า ; อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ก็มี, การประพฤติปฏิบัติ ศีลสมาธิปัญญาเป็นพระอริยบุคคลกันเป็นจำนวนมาก, มีพรหมจรรย์หาดูได้ง่ายใน เมืองคน, พวกเทวดาจึงอยากจะจุติมาสุคติในเมืองคน, พวกเมืองคนที่ทำบุญจะไปสุคติ กันในเมืองสวรรค์. ดูให้ดี ๆ นะ เดี๋ยวจะขาดทุน จะขาดทุนบ่นปี้นะ. ที่นี่มันมี พร้อมที่จะช่วยให้บรรลุมรรคผลยิ่งขึ้นไป แล้วยังไม่เอา, ยังไม่เอา, ยังไม่อยาก ได้อยากเอา จะไปอยู่ในที่ที่มีกามารมณ์สมบูรณ์, เลยตัดบทเสียว่า กัลยาณบุถุชนนี้ยัง ดีกว่าเทวโลก ดีกว่าเทวโลก. ขอให้เป็นกัลยาณบุถุชนที่เต็มมาตรฐาน เต็มรูปแบบ ไม่มัวเมาใน กามารมณ์ ไม่อะไร ยังจะดีกว่าเทวโลก ซึ่งสมบูรณ์ ไปด้วยกามารมณ์, แล้วก็หานิมิต ปัจจัยแห่งพระนิพพานได้โดยยาก, ในมนุษย์โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ หรือว่าอนิจจัง ทุกขังอนัตตา ส่อให้เห็นอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป. ขอให้คิดดูให้ดี เพราะการละสัญชาตญาณ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กิเลสเสียได้ ทำให้มีคุณสมบัติสูงขึ้นมา อย่างนี้. ถ้าจะให้ พวกนักวิทยาศาสตร์ เขาเขียนเขา วางรูปแบบการปฏิบัติ, เขาก็ จะวางไปในรูปละสัญชาตญาณ ตามลำดับ แล้วมันก็มาสู่จุดนี้ได้เหมือนกัน. ถ้าพวก ธรรมะพวกศาสนา พวกจัดระบบเป็นศาสนามาพูด ก็พูดอย่างเรื่องละกิเลส ละกิเลส ตามลำดับ; แต่ ในที่สุดมันก็ได้ผลอย่างเดียวกัน. อาตมาจึงนำมาพูดให้มันเนื่อง
น.421 กัน, ให้มันได้เปรียบเทียบกัน, ให้มันได้เข้าใจเสียว่า ถ้าพูดอย่างนี้ก็พูดอย่างนี้ ถ้าพูด อย่างนั้นก็พูดอย่างนั้น. แต่มัน เป็นเรื่องเดียวกัน คือละสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความ ทุกข์, แต่มันละได้แสนยาก คือสัญชาตญาณแห่งตัวตน ซึ่งเรียกในบาลี อัสมิมานะ บ้าง อัตตวาทุปาทาน บ้าง อัตตา บ้าง อัตตสัญญา บ้าง สรุปผลแห่งการละสัญชาตญาณ. ทีนี้ จะพูดสรุปท้าย ว่าเป็นการประเมินผลทั้งหมด ของเรื่องสัญชาตญาณ ที่ได้พูดมาแล้วสิบสองครั้ง แล้วก็เป็นสิบสามครั้งทั้งวันนี้, และเป็นเรื่องสุดท้ายเป็นครั้ง สุดท้าย. ถ้าจะดูผลที่น่าชื่นใจ ก็จะพูดได้ว่า เป็นการทำให้โลกุตตระ หรือโลกอุดร หรือ จะเรียกว่า พระนิพพาน ก็ตามใจ มาปรากฏในทิฏฐธรรมที่นี่และเดี๋ยวนี้. โลกุตตระ หรือโลกอุดรที่ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วเมื่อไรจะได้เห็นกันสักที หรือ พระ- นิพพานในกาลอนาคตเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันจะได้เห็นกันสักที จะได้เห็นกัน เร็ว ๆ เห็นกันที่นี่ เห็นกันเดี๋ยวนี้ ด้วยการละความยึดถือว่าตัวตนเสียได้. เมื่อ ใดละความยึดถือว่าตัวตนเสียได้ นั่นแหละคือโลกอุดร คือพระนิพพาน, มันไม่ มีตัวกูที่จะอยู่ในโลกไหน, ไม่จัดได้ว่าเป็นภพไหนชนิดไหน, แล้วก็ มีแต่ความเย็น เพราะไม่มีไฟคือกิเลส เรียกว่าโลกอุดรก็ได้ พระนิพพานก็ได้ มาปรากฏแล้วที่นี่และ เดี๋ยวนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ผลเลิศมันอยู่ที่ตรงนี้ แต่ถ้าดูที่การกระทำ มันก็เป็นการ ทำลายสัญชาตญาณเรื่องตัวตนหมดสิ้น. พูดอย่างภาษาวัด หน่อย ก็ว่า ทำลายอัตตาทำลายอัตตนียา ให้หมดค่า หมดความหมาย ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, พูดอีกทีก็ว่า ทำลายความยึดถือแห่ง อัตตาอัตตนียาเสียได้, หรือจะพูดว่า ทำลายตัวอัตตา ตัวอัตตนียา เสียได้ มันก็ได้
น.422 ผลเท่ากัน. ทำลายอัตตา-อัตตนียาเสีย คือไม่มีที่ตั้งแห่งความยึดถือ เพราะมอง เห็นตามที่เป็นจริงทั้งหมด จนไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, มันก็หมดอัตตาหมด อัตตนียา ก็เห็นความว่างจากอัตตาว่างจากอัตตนียา, ความว่างชนิดนี้คือนิพพาน, นี่ ว่าทำลายอัตตาทำลายอัตตนียา. ทีนี้จะพูดอีกทางหนึ่งก็พูดได้ ว่า ทำลายความยึดถือในอตตาในอัตตนียา คือทำลายอุปาทาน, อัตตาอัตตนิยาเกิดมาจากอุปาทานว่าอัตตา ว่าอัตตนียา, ถ้า ทำลายอุปาทานเสียได้ อัตตาอัตตนียาก็ดับไป ได้ผลอย่างเดียวกัน เรียกว่าทำลายอัตตา หรืออัตตนียาก็ได้, ทำลายอุปาทานในอัตตาในอัตตนียาก็ได้. นี่ดูว่าเท่าไร ทำได้เท่าไร เรียกว่าเป็นการควบคุม ควบคุม ในฐานะควบคุม ทำได้เท่าไร ๆ, เรียกว่าเพิกถอนสิ้นเชิง ? ควบคุมความรู้สึกที่เป็นอัตตาได้เท่าไร ก็เป็นผลดีเท่านั้น, ถอนอัตตาเสียได้หมดจดสิ้นเชิง ก็เป็นความดีสูงสุดคือว่าจบ เรื่อง ที่เรียกว่าจบพรหมจรรย์ คือจบที่ถอนอัตตาอัตตนียาเสียได้ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ -พรหมจรรย์ประพฤติจบแล้ว, กตํ กรณียํ-สิ่งที่ควรกระทำได้ทำแล้ว, นาปรํ อิตฺถตฺตาย -อะไร ๆ ที่ต้องทำเพื่อผลอย่างนี้ไม่มีอีกต่อไป เพราะมันถึงที่สุดแล้วนี่ จะทำอะไร ๆ ดีกว่านี้ มันไม่มีแล้ว, หรือจะต้องทำอย่างอื่นเพื่อผลเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ต้องทำอีกแล้ว เพราะมันได้ รับผลอย่างนี้แล้ว, คือ หมดอัตตา หมดอัตตนียา ซึ่งเป็นอุปาทาน ว่างหลุดพ้นออก ไปได้ จิตหลุดพ้นออกไปได้. ความหมายของความหลุดพ้น. ตรงนี้ก็จะต้องช่วยกันจำให้ดี ๆ อย่าใช้คำพูดผิด ๆ ที่ว่าหลุดพ้น หลุดพ้น ให้เป็นหลุดพ้นของจิต, จิตหลุดพ้นออกไปได้, อย่าหลุดพ้นของอัตตาหรือตัวกู
น.423 ตัวกูมันหลุดพ้นไม่ได้ ; เพราะว่า ตัวกูเป็นตัวความติด ตัวกูจะหลุดพ้นจากอะไร ; เพราะตัวกูมันคือความติด. แต่ถ้า จิตมันหลุดพ้นจากตัวกู ที่ว่าความหลุดพ้น เป็น เรื่องของจิตไม่ใช่ของอัตตาหรือตัวกู; นี่ในพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้. แต่ถ้าใน ศาสนาอื่น; เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาสูงสุดของฮินดู ของ อุปนิษัท เวทานตะอะไรก็ตาม, เขาว่าอัตตาเป็นผู้หลุดพ้น, อัตตาหลุดพ้นจากโลกไปอยู่ กับปรมัตตา อัตตาใหญ่พระเจ้า. นั่นฝ่ายนั้น เขาพูดอย่างนั้น ว่า อัตตาเป็นผู้หลุดพ้น ; แต่ในฝ่ายพุทธพูดไม่ได้ เพราะไม่มีอัตตาที่เป็นตัวจริงเป็นแต่เพียงอุปาทานขึ้นมา. แต่จิตนั้นมันติดอยู่ในอัตตา จิตมันติดอยู่ในความยึดถือว่าอัตตา. จิตหลุดพ้นออก มาเสียได้จากความยึดถือว่าอัตตา จึงเรียกว่าจิตหลุดพ้น. ถ้าเป็นพุทธบริษัทพูด ให้ถูกต้อง ว่าจิตหลุดพ้น, ไม่ใช่อัตตาหลุดพ้น. ถ้าพูดว่า อัตตาหลุดพ้น เป็นฝ่าย อื่นทันที, เป็นศาสนาอื่น, เป็นลัทธิ อื่นไปทันที. ฉะนั้น ในพุทธศาสนาจะมีแต่จิตหลุดพ้นจากอัตตา จากอุปาทานว่า อตตา ; อัตตาไม่มีตัวที่จะมาหลุดพ้น แต่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถืออย่างโง่เขลา, และ จิตไปติดอยู่ที่นั่น แล้วก็เกิดกิเลสแล้วก็เป็นทุกข์. จิตหลุดพ้นเสียจากอัตตา, อัตตวาทุปาทาน อัสมิ มานะ อะไรก็ตาม ; ถ้าหลุดพ้นละก็ อย่าพูดว่าตัวกูหลุดพ้น เพราะตัวกูนั่นมันเป็นที่ติด, แล้วตัวกูมันมิได้มีอยู่จริงสำหรับจะหลุดพ้น. แต่ จิต นั้นมีอยู่ จริง แล้วมันจะหลุดพ้นได้จริง, หลุดพ้นจากทุกสิ่งที่มันติด แล้วทำให้เกิดความทุกข์. นี่มันทำให้เกิดความหลุดพ้นขึ้นมาได้อย่างนี้, ตื่นขึ้นมาจากความหลับคือกิเลส คือ หลุดพ้น. บุถุชนคนธรรมดาสามัญทั้งหลาย หลับอยู่ในความหลับของกิเลส คืออวิชชา ; นี่พูดภาษาธรรมก็พูดอย่างนี้ได้ ทุกคนที่วิ่งได้เดินได้ไปนั้นมานี่วุ่นวายอยู่นั้น มันหลับ
น.424 อยู่ด้วยความหลับ ในความหลับของอวิชชา. ทีนี้มันจะตื่นออกมาเสียจากความหลับของ อวิชชา, มันรู้ตามที่เป็นจริง ไม่ไปหลงยึดมั่นหมายมั่นในอัตตา ให้เกิดกิเลสต่าง ๆ นานา ขึ้นมา เรียกว่า ตื่นขึ้นมาเสียจากหลับ ด้วยอำนาจของวิชชา, มาเป็นความตื่นของ วิชชา, นี่เพราะอำนาจการเพิกถอนเสียได้ซึ่งสัญชาตญาณ ว่าอัตตา. การตื่นจากความหลับของอวิชชา. พุทธบริษัทแปลว่าบริษัทของผู้ตื่น พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธบริษัท แปลว่า บริษัทของผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ; เพราะว่าเขาก็ได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น, ผู้เบิกบานด้วย. นี้ จะตื่นขึ้นมาด้วยเหตุอะไร จะรู้ตื่นเบิกบานด้วยเหตุอะไร ? ก็ด้วย เหตุที่ว่าทำลายสัญชาตญาณ ที่เกรอะกรังอยู่ในสันดาน ในความเคยชินของจิตเสีย ได้. นี่ก็เรียกว่าตื่นจากหลับคือกิเลสนิทรา, กิเลสนิทราหลับเพราะกิเลส มาสู่ความ ตื่นของสติปัญญา เป็นความตื่นนิรันดร. พวกโน้นเขามีนิรันดร มีอัตตานิรันดร, เราก็มีนิรันดร เหมือนกัน, มีความตื่นนิรันดร ไม่กลับหลับลงไปอีก, แปลว่า เข้าสู่ภาวะชนิดที่ว่าไม่มีความทุกข์เป็นนิรันดร. ถ้าชอบพูดให้เป็นนิรันดร มันเป็นความตื่นนิรันดร ไม่กลับหลับไปอีก แล้ว ; ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่านิรันดร, นิรันดรในพุทธศาสนาก็มี, คือความตื่นจาก หลับอย่างเป็นนิรันดร, จะกลับหลับอีกไม่ได้ จะกลับไปสู่ความทุกข์อีกไม่ได้ ; นี่ทำ ให้เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง. การควบคุมสัญชาตญาณให้ได้จนกระทั่งทำลาย สัญชาตญาณเสียได้ ก็จะทำให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานที่เป็นนิรันดร.
น.425 นี่พวกเรา พุทธบริษัทควรจะรู้จักตัวเอง ในลักษณะอย่างนี้, แล้วก็มีคุณ สมบัติอย่างนี้ พอให้สมค่าสมควรกัน, เรื่องมันก็มีเท่านั้นแหละ ก็นับว่ามันจบเรื่อง ; เพราะมัน ได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ควรจะได้. นี่ขอย้ำอีกที มันได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้. พูดเรื่องนี้ซ้ำอีกนิดก็ได้ ที่ว่า ปัญหาของคนมันมีอยู่ที่ว่าเกิดมาทำไม ? ถ้าได้อะไรแล้วจึงจะสมกับการได้เกิดมา, ถ้าไม่ได้อะไรแล้ว มันก็เสียชาติเกิด, ถ้าไม่ได้ อะไรเรียกว่าเสียชาติเกิด, ถ้าได้อะไรเรียกว่าไม่เสียชาติเกิด ; ก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ นี้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ก็คือการออกมาเสียได้จากความติดอยู่ ในวัฏฏสงสาร, คือการครอบงำของกิเลสหรือของสัญชาตญาณ มีตัวกู มีของกู, เวียน ว่ายอยู่ในเรื่องของตัวกูอยู่ในเรื่องของกู ก็เป็นความทุกข์ตลอด ตลอดกาลนิรันดร. ถ้าอยู่อย่างนี้ก็เป็นความทุกข์ตลอดกาลนิรันดร, เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เกิด ตัวกูทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. ในระหว่างที่เป็นกิเลสก็เป็นทุกข์. ในระหว่างที่กระทำ กรรมก็เป็นทุกข์, ในระหว่างที่เสวยผลกรรมก็เป็นทุกข์, เพราะมันยึดมั่นว่าตัวกูว่า ของกู, มันแบกของหนักอยู่ทุกระยะหรือทุกขั้นตอน ; นี่เรียกว่าทนทรมานอยู่ในกอง ทุกข์. เดี๋ยวนี้ก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือได้พบกับสิ่งที่ไม่มีความทุกข์ เลย, แล้วก็สามารถจะพบได้ทันทีที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว มันก็ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี่เกิดมาได้พบสิ่งนี้ ก็วิเศษที่สุด เพียงแต่ได้รู้เรื่องสิ่งนี้ก็ดี ไม่น้อย, เพียงแต่ได้รู้เรื่องสิ่งนี้ก็ดีไม่น้อย, ถ้าว่าทำได้ด้วยก็คือดีที่สุด. จึงหวังว่าท่านทั้งหลาย จะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นในข้อที่ว่า ถ้าเราละอำนาจ ของสัญชาตญาณได้ ก็คือบรรลุนิพพาน ได้, เมื่อเราละกิเลสได้ก็คือบรรลุนิพพาน,
น.426 ละสัญชาตญาณได้คือบรรลุนิพพาน, ละกิเลสได้คือบรรลุนิพพาน, เกิดมาเพื่อสิ่งนี้. แม้ว่าเราไม่ตั้งใจว่าจะเกิดมา เราไม่ได้ขอใครเกิดมา แล้วมันก็เกิดมาเอง ; แต่ ครั้นเกิดมา เองแล้วมันมาพบกับปัญหาอย่างนี้นี่ เราจะต้องทำอย่างไร, เราจะทนทุกข์ไปจน ตายเปล่า มันก็น่าละอายแมว ; ฉะนั้น เราก็ต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ได้ ว่าเราจะต้อง ทะลุออกไปให้ได้แม้ว่าเราจะไม่ได้สัญญากันมาว่า เราจะเกิดมาเพื่อทำอย่างนี้, แต่ มันก็ได้เกิดมาแล้ว. ฉะนั้น ใครอย่าไปหาข้อแก้ตัว ว่าฉัน ไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา ไม่รับผิดชอบ ว่าเกิดมาทำไม. ถ้าคิดอย่างนั้น และปล่อยไว้อย่างนั้น มัน จะเป็นทุกข -ทุกข์-ทุกข์ -ทุกข์ ระดมทับถมกันไป อย่างที่เรียกว่าไม่มีอะไรดีสักนิด. เมื่อได้มา พบกับความ ทุกข์แล้วก็ต้องต่อสู้ ต้องแน่ใจต้องตั้งหน้าต่อสู้ความทุกข์, เอาชนะความทุกข์ โดย ละเหตุต้นตอความทุกข์ลงไปเป็นลำดับ ๆ จนพบกิเลสและพบสัญชาตญาณ ก็ ละเสียให้ได้อย่างนี้ ก็จะหมดปัญหาในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเกิด มา. แต่คุณก็ได้เกิดมาแล้ว คุณจะทำอะไร มันก็ไม่มีทางหนีไปไหน นอกจากเอาชนะ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์นี้เสียให้ได้ ; เพราะมันได้มีความทุกข์เพราะเกิดมาอย่างโง่ เขลา, เกิดมาหลับตา ทำไปอย่างหลับตา, แล้วก็จมอยู่ในกองทุกข์. เป็นอันว่า ในที่สุดเราก็ได้พูดกันถึงเรื่องทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ที่ว่า เกิดมาด้วยสัญชาตญาณพื้นฐานแห่งกิเลส แล้วมันก็ งอกงามเป็นกิเลส ขึ้นมาได้ โดยอัตโนมัติ ในตัวมันเอง จึงได้เรียกว่าสัญชาตญาณ. เด็กทารกก็ได้งอกงามขึ้นมาด้วย ความเข้าใจผิด แล้วก็เป็นทุกข์จนตลอดชีวิต ชีวิตแล้วชีวิตเล่า. เดี๋ยวนี้มารู้ความจริง ในข้อนี้กันเสียที สามารถควบคุมได้ก็ยังดี; เมื่อเพิกถอนได้ทั้งหมดก็ประเสริฐที่สุด เป็นว่า ไม่เสียชาติเกิดที่มาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา.
น.427 การบรรยายในครั้งที่ ๑๓ นี้ เป็นการสรุปความทุกตอนทุกครั้งในการ บรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา เป็นอันว่าจบการบรรยายชุดนี้ ชุดมาฆบูชา, ขึ้นเดือน เมษายนก็เป็นชุดวิสาขบูชา ซึ่งจะได้พูดกันเรื่องอื่นอีกชุดหนึ่งต่อไป. วันนี้ขอยุติการบรรยาย ด้วยการสมควรแก่เวลา ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อเปิดโอกาส ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของผู้ฟังทั้งหลาย ให้มีความเข้มแข็งแก่กล้า ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นสืบ ต่อไป ในกาลบัดนี้. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๕-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๓๑ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
Buddhadasa