Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๑ — ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.37 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นวันแรกของภาคอาสาฬหบูชา การ บรรยายในภาควิสาขบูชาสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันเสาร์ก่อน. วันเสาร์นี้เราจึงเริ่มภาคใหม่ วันนี้เป็นวันแรก เป็นครั้งที่หนึ่งของการบรรยาย วันเสาร์ประจำภาคนี้, ในการเปลี่ยน ภาคใหม่นี่ อาตมาก็จะเปลี่ยนเรื่องใหม่ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ให้สำเร็จประโยชน์ต่อไป. การเปลี่ยนเรื่องใหม่นี่จะมีหัวชื่อของเรื่องว่า เรื่อง สันติภาพของโลก, สันติ- ภาพของโลก ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ มันก็มีเหตุผลหลายอย่าง. ปีนี้เขาสมมติกันเป็นปี สันติภาพของโลกด้วย, แต่เขาจะสมมติหรือจะไม่สมมติ มันไม่สำคัญ. เรื่อง สันติ- ภาพ นั้นมัน สำคัญอยู่ในตัวมันเองคือจำเป็นสำหรับชีวิต ทุกชนิด ด้วยซ้ำไป ไม่ว่า ชีวิตในระดับไหน ล้วนแต่ต้องการสันติภาพ หรือมันอยู่ได้ด้วยความมีสันติภาพ.

น.38 สันติภาพนี้จะแจกเป็นส่วนบุคคล เป็นสันติภาพของบุคคลแต่ละคน ๆ นี้ก็ ได้, เป็นสันติภาพส่วนบุคคล หรือจะเป็นสันติภาพของสังคมของหมู่ของคณะก็ได้ ซึ่ง ก็ต้องการสันติภาพ, มีสันติภาพหมู่คณะแล้ว แล้วก็จะอยู่กันเป็นสุข หรือจะเป็นสันติภาพ ของทั้งหมด คือของทั้งโลก ทั้งโลกเลย, หรือจะกล่าวว่าทุก ๆ โลกทั่วสากลจักรวาลก็ยิ่งดี มันก็มีอยู่. ถ้าทุก ๆ โลกมีสันติภาพ สากลจักรวาลก็มีสันติภาพ ไม่ว่าจะในระดับไหน ล้วนแต่ต้องการสันติภาพ. ท่านทั้งหลาย แต่ละคน ก็ต้องการสันติภาพส่วนตน ซึ่งจะต้องช่วย สร้างสรรค์ขึ้นมา หรือว่าปรุงแต่งขึ้นมาก็ได้, จะปล่อยไปตามธรรมชาติธรรมดานั้น มัน ก็จะไม่ได้อย่างที่เราต้องการ, นี้ก็ต้องมีสติปัญญาจึงจะปรุงแต่งขึ้นมาได้ ; เมื่อแต่ละคน แต่ละคนมีสันติภาพ ก็มีหมู่คณะที่มีสันติภาพ เพราะว่าหมู่คณะมันรวมขึ้นมาด้วยบุคคล, ถ้าคณะทุกคณะมีสันติภาพ โลกทั้งโลกมันก็มีสันติภาพ, มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้ และเป็น สิ่งที่ต้องพึงประสงค์ตลอดกาล ตลอดเวลา ตลอดกาลนิรันดร, ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่มีสันติภาพ สิ่งที่มีชีวิตก็เดือดร้อน มันก็อยู่ไม่ได้, จะเรียกว่าตายเสียยังดีกว่า ถ้ามันอยู่ด้วยความทนทุกข์ทรมานโกลาหล วุ่นวายเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ; นี่เราจึงมองกันในแง่ที่ว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ สิ่งที่มีชีวิต. ตามปรกติ ไม่มีอะไรรบกวนความสงบสุข เรียกว่าสันติภาพ ; จะ เรียกว่า สันติสุข ก็ได้ มันเป็นชื่อ, จะเรียกว่าสันติภาพก็ได้ มันเป็นภาวะของสิ่งที่มีชื่อ อย่างนั้น, มีสันติหรือมีความสุข นี้มันก็ชัดอยู่แล้ว. ภาวะแห่งความมีสันติหรือมีความสุข นี่ก็เป็นภาวะ เราเลยเรียกว่า สันติภาวะหรือสันติภาพ นี้คือสิ่งที่เราจะพูดกัน.

น.39 ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ ๓ ดูอีกทีหนึ่งว่า ทำไมเราจะต้องพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ ? เหตุผล ที่ จำกัดเข้ามามันก็มีอยู่ว่า โลกกำลังไร้สันติภาพมากยิ่งขึ้นทุกที ; มิใช่ว่ายิ่งเจริญแล้ว ยิ่งมีสันติภาพ, กลายเป็นว่า ยิ่งเจริญแล้วยิ่งวุ่นวาย ยิ่งยุ่งยากยิ่งโกลาหล จนจะไม่เป็น โลกของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าโลกของอะไร มันก็ยังมีคนหรือมนุษย์อยู่ในโลก อันวุ่นวายนี้ ไม่รู้จะหนีไปไหน. เพราะเหตุที่ว่าโลกไม่มีสันติภาพยิ่งขึ้น เห็นชัด ปรากฏอยู่ เราก็ทนไม่ได้ จึง มาปรึกษาหารือกัน. พุทธบริษัทนี้มีส่วนรับผิดชอบ อยู่ตามธรรมชาติ เพราะว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ สันติภาพ หรือความสุขแก่โลก, พระองค์เกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ความสุขเกื้อกูล แก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์, ท่านจึงตรัสว่า เพื่อประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ; ก็หมายความว่าแม้แต่ เทวดาก็ยังไม่มีสันติภาพ ยิ่งเล็งถึงสันติภาพภายในจิตใจด้วยแล้วจะ ยิ่งไม่มี, เพราะว่ามีเรื่องมัวเมาเพลิดเพลินอะไรมากไปกว่ามนุษย์. พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ผู้รู้ ก็รู้เรื่องสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความดับทุกข์ แล้วก็เป็นผู้ตื่นจากความไม่รู้ ความหลับคือความ ไม่รู้ ก็แปลว่า สลัดความหลับออกไปได้หมด เป็นผู้ตื่นหรือเป็นผู้รู้, ครั้นแล้วก็เป็น ผู้เบิกบาน, เบิกบานตามความหมายของคำว่า เบิกบานเหมือนดอกไม้บาน เป็นสุขร่าเริง สงบสุข นี่ก็ เป็นผลของมันคือมีสันติภาพ, มีสันติภาพ ก็เบิกบาน นี้เราเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ; ต้อง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ขอท่านทั้งหลายจงถือหลักเกณฑ์อันนี้ ดำเนินตนอยู่ใน หลักเกณฑ์อันนี้ คือจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, จะต้องรู้ที่ควรจะรู้, บรรดาสิ่งที่ควรจะรู้ แล้วควรจะรู้ให้ครบ. ที่เป็น ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ ก็คือเรื่องไม่มีสันติภาพ, เรื่อง มีแต่สิ่งตรงกันข้าม เราก็เรียกว่าวิกฤตการณ์ ; ฉะนั้น เราต้องรู้เรื่องของสันติภาพ

น.40 และสิ่งตรงกันข้าม คือวิกฤตการณ์ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันเกิดมาเพราะเหตุไร, เราจะมี ความสำเร็จในการมีสันติภาพได้อย่างไร, เรียกว่า รู้สิ่งที่ควรรู้, แล้วก็ตื่น ตื่นจากความ ไม่รู้ ตื่นเสียจากความผิดพลาด ลุ่มหลงงมงายในเรื่องนั้น ๆ ก็หมายความว่า ละความ ผิดพลาดได้ มีแต่ความถูกต้อง, แล้วก็มา เป็นผู้เบิกบาน ตามอย่างพระพุทธเจ้า. ทั้งโลกจำเป็นต้องมีสันติภาพ. ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันทั้งโลก ก็จะเห็นว่า มัน จำเป็นที่จะต้องมีสันติภาพ ทั้งโลก, และว่ามันเป็นสิ่งที่เนื่องกันอยู่ทั้งโลก คือเราจะมองดูโลกนี้ ในแง่ของธรรมชาติ ล้วน ๆ, ธรรมชาติล้วน ๆ เมื่อมนุษย์ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็น ธรรมชาติล้วน ๆ มันก็ต้อง มีสันติภาพ และมันก็มีสันติภาพตามแบบของธรรมชาติล้วน ๆ. ทีนี้ถ้าจะมอง ในแง่ของการเมือง คือการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เข้า ไปจัดเข้าไปทำกับธรรมชาติเหล่านั้นจนเปลี่ยนแปลงไป; ถ้าว่ามันถูกต้อง มันก็ ควรจะ มีสันติภาพยิ่งขึ้นไป. แต่เดี๋ยวนี้มันจะไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับตรงกันข้าม ยิ่ง มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าไร ธรรมชาติก็สูญเสียปรกติภาวะเดิมของมันมากเท่านั้น, แล้วมัน ก็ไม่ได้กลายเป็นสันติภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันมากลายเป็นความเลวร้ายที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ ; เพราะว่า คน นี่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติด้วยกิเลส ตัณหา, แล้วมันทำไปตาม อำนาจของกิเลสตัณหา เพื่อดึงเอามาเป็นประโยชน์แก่กิเลสตัณหา มันเลยสันติภาพ ไม่ได้, เพราะมันถูกเกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหาของมนุษย์. เรามองดูให้ดีว่า สันติภาพนี่มันควรจะมีทั้งโดยธรรมชาติ, และมีทั้ง โดยที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ผิดจากธรรมชาติ. ทีนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับ

น.41 ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ ๕ กันอยู่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ยังจะมีสันติภาพมากกว่า ; นี่ก็เป็นความผิดของมนุษย์ ที่มีกิเลสตัณหา แล้วก็ ใช้กิเลสตัณหาเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ, ทำลายปรกติภาวะ ของธรรมชาติ แต่แล้วมนุษย์ก็เรียกว่าความก้าวหน้า ความเจริญ การพัฒนา. ธรรมชาติ แหลกลาญไปเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งเห็นเป็นความเจริญก้าวหน้าเป็นการพัฒนา มันจึงเป็น ปัญหาที่แก้ไม่ตก ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะมันไปทำตนเป็นศัตรูผู้ล้างผลาญต่อสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาตินั่นเอง. เราจึงต้องคิดกันใหม่ ในเรื่องนี้ ว่า จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับ ธรรมชาติอย่างไร จึงจะไม่เป็นการทำให้ธรรมชาติสูญเสียความสงบ หรือคุณสมบัติ ดั้งเดิมของธรรมชาติ. ดูให้ดีก็จะมีหนทางที่จะพิจารณากันต่อไป. สันติภาพขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์. ทีนี้ก็ย้อนมามองดูข้างใน คือในฝ่ายมนุษย์ ในตัวมนุษย์, โลกนี้มันขึ้น อยู่กับมนุษย์ เพราะมนุษย์ประกอบกันขึ้นเป็นโลก มนุษย์เป็นอย่างไรโลกมันก็เป็นอย่าง นั้น, มนุษย์ดีโลกมันก็ดี มนุษย์บ้าโลกมันก็เป็นบ้า, โลกมันขึ้นอยู่กับมนุษย์ โลกจะเป็น อย่างไรก็ต้องแล้วแต่มนุษย์. ทีนี้ดูถึงมนุษย์ มนุษย์เองก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ จิตใจ ของมนุษย์เป็นอย่างไรมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้น จิตใจดีมนุษย์ก็ดี จิตใจบ้า มนุษย์ก็บ้า มนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์อีกทีหนึ่ง ; ดังนั้นจิตใจของมนุษย์นี่แหละเป็นเรื่อง สำคัญ เป็นเรื่องต้นตอของความเปลี่ยนแปลงทั้งปวง จะสันติภาพหรือจะวิกฤตการณ์ มันขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาจิตใจของมนุษย์ คือปรับปรุงจิตใจ ของมนุษย์ให้ถูกต้อง. ฟังดูอีกทีหนึ่งว่า โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ แล้วมนุษย์ขึ้นอยู่กับจิตใจของ มนุษย์ ดังนั้นเราจะต้องพัฒนาที่จิตใจ ปรับปรุงที่จิตใจ ควบคุมแก้ไขที่จิตใจ จึงจะต้อง

น.42 พัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้เป็นไปในทางของสันติภาพ ทำจิตใจของมนุษย์ให้เป็นไปในทาง ของสันติภาพได้แล้ว มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีสันติภาพ มนุษย์มีสันติภาพแล้ว โลกทั้งโลก มันก็เป็นโลกที่มีสันติภาพ ดังนั้นการปรับปรุงจิตใจของมนุษย์ ก็คือการปรับปรุงโลก นั่นเอง อย่าเห็นเป็นอย่างอื่นไปเลย. การที่เราช่วยกันปรับปรุงจิตใจของเราแต่ ละคน ๆ ให้ดีให้ถูกต้อง นั่นแหละคือการปรับปรุงโลกทั้งหมด นับว่าเป็นสิ่งที่ควร สนใจยิ่งกว่าสิ่งใด; เราจะมีชีวิตมีทรัพย์สมบัติไปทำไม ถ้าไม่มีสันติภาพ นี่ควรจะตาย เสียดีกว่าถ้ามันไม่มีสันติภาพ. ทีนี้เพื่อให้มันถูกต้องให้มันน่าอยู่ หรือให้งดงาม นี้ก็ ต้องช่วยกันทำให้มี สันติภาพ โดยช่วยกันสร้างสันติภาพออกไปจากจิตใจของมนุษย์, โดยมีจิตใจของมนุษย์ นี้เป็นรากฐานของสันติภาพ; ดังนั้นเราจึงควรพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ โดยเหตุผล ตามธรรมชาติมันก็มีอยู่อย่างนี้ที่เราควรจะพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ เดี๋ยวนี้องค์การโลกเขา จัดให้ปีนี้เป็นปีสันติภาพ.๑ เราก็เลยผสมโรงกับเขา เอาละ, ช่วยกันพิจารณาเรื่อง สันติภาพ ให้มันมีขึ้นมาในโลก. เราไม่ได้เป็นบ่าวเป็นทาสอะไรของเขา แต่ว่า เราก็ เป็นมนุษย์ที่มีส่วนร่วม ที่อยู่ในโลกซึ่งต้องการสันติภาพ ก็เป็นการเหมาะที่เราจะ ร่วมมือกัน, ดูต่อไป ก็จะเห็นได้ว่า มันถึงเวลาหรือเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่ควรจะ พูดกันถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วว่ามันถึงเวลา ที่ว่าโลกมันกำลังไม่มีสันติภาพ มันวุ่นวายยิ่งขึ้น วุ่นวายยิ่งขึ้น ซึ่งควรจะดูกันเหมือนกันในแง่นี้ว่ามันวุ่นวายอย่างไร. ในชั้นต้นจะพูดว่า ใครควรจะพิจารณากันเรื่องสันติภาพ ? อาตมาก็คิด ว่า พวกเราทุกคน เราทุกคนควรจะพูดกันด้วยเรื่องสันติภาพ, อาตมาก็เป็นคนหนึ่ง แล้วที่ประเดิมขึ้นมา นี่พูดถึงเรื่องสันติภาพ, ชักชวนกันมาให้พิจารณาถึงเรื่องของ จัดปี ๒๕๒๙ เป็นปีสันติภาพ

น.43 ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ ๗ สันติภาพ. พวกเราควรพิจารณากันถึงเรื่องสันติภาพ แต่ว่า จะพิจารณากันไปในแง่ของ การพัฒนาจิตใจ มันมีหลายแง่หลายมุมที่จะพูด, เราพุทธบริษัทนี้เหมาะสมที่สุดที่จะพูด กันถึงในแง่การพัฒนาจิตใจให้ถูกต้องให้เป็นที่ตั้งแห่งสันติภาพ หรือให้เป็นที่ไหลออกมา แห่งสันติภาพ. ความก้าวหน้าเป็นต้นเหตุแห่งความหลอกลวง. ดูกันในแง่ร้ายก่อน จะเห็นได้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ความ ยุ่งยากลำบากอันไม่น่าปรารถนา จะเรียกว่าวิกฤตการณ์ ตรงกันข้ามกับสันติภาพ. โลกมี ความกลัว, เป็นอยู่ด้วยความกลัว เพราะมีสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวหรือน่ากลัวมากขึ้น, แล้วมันก็ เกิดความวิตกกังวล วิตกกังวลไว้ใจไม่ได้ตามมา, มันมีความวิตกกังวลไป เสียทุกอย่าง ยิ่งเห็นอะไรก้าวหน้า แล้วมันก็ยิ่งชวนให้วิตกกังวล. ความก้าวหน้าเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างยิ่ง อย่างเรื่องที่เมือง ภูเก็ต ที่กำลังเป็นเรื่องราวพูดจากันอยู่เวลานี้ ก็เป็นผลของการก้าวหน้า แต่เป็นไปใน ทางความขัดแย้งอย่างยิ่ง ฉะนั้น ยิ่งมีความก้าวหน้าที่ไหนยิ่งจะเกิดความขัดแย้ง เพราะ ความวิตกกังวลของคนในที่นั้น ๆ มันมีความกลัว มีความวิตกกังวล แล้วมีอย่างอื่นอีก มากมาย กำลังเป็นไปทั้งโลกจนเรียกว่า โลกนี้มันอยู่ด้วยความคิดที่เป็นความกลัว เป็น ความวิตกกังวล. มีผลออกมาทำให้เป็นโรคทางจิต เพราะมีการรบกวนในทางจิตมาก เกินไป โรคทางประสาทมาก่อน ; เพราะการอยู่ด้วยความกลัวความวิตกกังวลมันก็มีโรค ประสาท ถ้ามันเลยไปกว่านั้นมันก็เป็นบ้าวิกลจริต ตามสถิติมันก็บอกอยู่อย่างนี้. สถิติทางการแพทย์ของโลกก็ยืนยันอยู่ว่า คนเป็นโรคประสาทมากขึ้น, เมื่อเทียบสัดเทียบส่วนกันแล้ว มันเป็นมากเกินไปกว่าที่จำนวนพลโลกมันมากขึ้น, มัน

น.44 เกินสัดส่วนของจำนวนพลโลกที่เพิ่มขึ้น เป็นโรคทางประสาททางจิตทางนี้กันมากขึ้น ๆ เกินกว่าธรรมดา แล้วก็รุดหน้าไปเร็ว เพราะสิ่งที่ทำให้วิตกกังวลมันมาก มากเร็ว มันมากเกินไป, มันมากเร็วเกินไป เราจึงอยู่กันด้วยความยากลำบาก ด้วยความ ยากลำบากยิ่งขึ้น, อยู่กันในโลกด้วยความยุ่งยากลำบาก มีสิ่งรบกวนประสาทมากขึ้น ยิ่งขึ้น ทุกที นี่ผลมันเป็นอย่างนี้. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า มันน่าดีใจ หรือน่าเป็นห่วง เป็นสิ่ง ที่น่าวิตกกังวลอย่างไร ; พวกคน ป่าจะหัวเราะเยาะคนที่เรียกว่าเจริญรุ่งเรืองเอาก็ได้ เพราะเขาไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบากมาก. คนสมัยนี้ยิ่งวิ่งเข้าไปหาความยุ่งยาก, สร้าง ความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น โดยไม่จำเป็นนี้ยิ่งขึ้นทุกทีๆ มันไปเกิดความนิยมชมชอบ มีนั่นมีนี่มีโน่นซึ่งไม่จำเป็นมากยิ่งขึ้นทุกที, ยิ่งไปชอบความก้าวหน้าแบบนี้เท่าไร มันก็ ยิ่งเพิ่มปัญหาเพิ่มความยุ่งยาก. ควรจะรู้จักควบคุมกันเสียบ้าง อย่าให้มีสิ่งที่ไม่จำเป็น ที่เป็นข้าศึกแก่สันติภาพ แม้ที่เป็นความสงบสุขส่วนตัว. แม้ว่าจะดูกัน ในแง่ของสุขภาพอนามัย ความปรกติสุขตามปรกติมันก็ลด ลงไปมาก มีสุขภาพที่ไม่ต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น คือว่าจะเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็นไปเสียทั้งหมด สุขภาพกำลังเป็นที่น่าวิตกว่า โลกนี้มันจะเต็มไปด้วยโรคภัย ไข้เจ็บ ; แม้ว่าจะพบการรักษาเยียวยากันอยู่ตลอดเวลา มันก็เพิ่มโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ ออกมา ยิ่งไปกว่าเสียอีก, เลยก้าวหน้ากันแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และวิธีรักษาโรคภัย ไข้เจ็บ อย่างไม่หยุดไม่หย่อน เพราะว่าจิตใจมันไม่มีสันติภาพ ร่างกายมันก็ปืนป่วน ไปตามจิตใจ โรคภัยไข้เจ็บมันก็ได้ โอกาสง่ายสะดวกดายที่จะเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์, พอดี พอร้ายก็เป็นโรคมะเร็งบ้าง เป็นโรคอย่างอื่นที่ร้ายไปกว่านั้นอีกบ้าง, แล้วโรคอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ ที่เขากำลังกลัวกันนัก กลัวกันทั่วโลกเวลานี้. นี้เรียกว่าภายในมนุษย์ ส่วนมนุษย์ มันก็มีปัญหา.

น.45 ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ ๕ ถ้าดูแต่ภายนอก มันก็พบปัญหา ปัญหาทางเศรษฐกิจ กำลังทำให้โลก ปืนป่วนรวนเร ไม่มีใครจะหาความสงบสุขได้. แข่งขันกันในทางเศรษฐกิจยังไม่พอ กลับใช้เศรษฐกิจนั่นแหละเป็นเครื่องมือบั่นทอนทำลายพวกอื่น หรือฝ่ายที่เรียกว่าตรงกัน ข้ามที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ซึ่งเป็นสงครามที่ลึกซึ้งยืดเยื้อซับซ้อนที่สุด ยิ่งไปกว่าสงคราม ทางอาวุธไปเสียอีก. ข้อนี้ถ้าไม่รู้เรื่องกับเขาบ้าง ก็คงจะไม่กลัวหรือไม่วิตก ; แต่ถ้ารู้เรื่อง กันแล้วก็จะพบว่า มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ยากแก่การแก้ไข ยิ่งไปกว่าสงครามที่ฆ่า กันด้วยอาวุธ สงครามที่ทำลายกันด้วยวิธีทางเศรษฐกิจ นี่ มัน จะไม่สิ้นสุด มันมี แต่จะขยายตัวออกไป. เพราะกิเลสตัณหาของมนุษย์มันขยายตัวออกไป เศรษฐกิจเพื่อ หล่อเลี้ยงสงคราม, สงครามก็เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของตนดีขึ้น, เศรษฐกิจของตนดีขึ้น ก็เพื่อจะช่วยหล่อเลี้ยงสงคราม มันก็เลยก้าวหน้ากันใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจและทาง สงคราม, แล้วเศรษฐกิจนั้นมันก็กลายเป็นสงครามเสียเอง, ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่อง มือบีบคั้นหรือทำลาย หรือกลืนประเทศอื่นที่สู้ไม่ได้ มันก็มีแต่เรื่องทำสงคราม, สงครามตรงๆ สงครามโดยอ้อม สงครามร้อน ๆ และสงครามเย็น ๆ เป็นเรื่องสงคราม ไปหมด. เดี๋ยวนี้ชักจะกลัวสงครามทางเศรษฐกิจ มากกว่าสงครามทางอาวุธไปเสียแล้ว, มีการเตรียมรบ กันเท่าไร, มีการเตรียมป้องกันตัว กันเท่าไร, เตรียมรบก็เตรียมไป, เตรียมป้องกันตัวก็เตรียมไป คือที่จะรุกรานผู้อื่นก็เตรียมกันไป, ที่จะป้องกันตัวก็เตรียม กันไป, มันเลย ไม่มีความสงบสุข, ไม่มีใครที่จะอยู่ด้วยความสงบสุขได้ เพราะ มีแต่การเตรียมรบและเตรียมป้องกันตัว. นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ว่า มัน ทำลายความสงบสุขอย่างไม่มีเวลาว่าง ไม่มี เวลาสร่าง เลยมีบาปเลวร้ายเกิดขึ้น คือว่า เราอยู่ในโลกในลักษณะที่จำเป็นจะต้อง โกหกหลอกลวงกันมากยิ่งขึ้นเท่าไร. ฟังดูก็น่าแปลก น่าอัศจรรย์ หรือบางทีก็น่า เชื่อ บางทีก็ไม่น่าเชื่อ ; แต่เท่าที่มองเห็น, นี่เห็นว่า มันอยู่ในโลกนี้ด้วยความจำเป็นที่จะ

น.46 ต้องโกหกหลอกลวงกันอย่างสุดเหวี่ยง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง การทูต, การทูต คือ เป็นเรื่องหาหนทางหาวิธีที่จะเอาเปรียบ หรือที่จะเอาชนะอยู่ตลอดเวลา, ทั้งที่ ปากพูดว่าเจริญสัมพันธไมตรี, สัมพันธไมตรี แต่จิตใจนั้นมันก็คือการคิดที่จะลักล้วงเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวทั้งนั้นแหละ. นี่จะเรียกว่าอะไร ถ้าไม่เรียกว่าเราใช้ ความหลอกลวงซึ่งกันและกันแก่กันและกัน เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัว ; แต่ละ ประเทศแต่ละพวกก็ต้องดำเนินกิจการอันนี้, หลอกลวงให้ได้ประโยชน์ก็มี หลอกลวง เพื่อป้องกันประโยชน์ก็มี, หลอกลวงเพื่อคุ้มครองรักษาเอาคืนมาซึ่งประโยชน์ก็มี. มันก็ เป็นเรื่องอยู่กันด้วยความหลอกลวงทั้งโลกเลย, ทั้งโลกเลย. ถ้าเราไม่มองก็อาจจะไม่เห็น แต่ถ้ามองให้ลึกให้ละเอียด สอดส่องให้ละเอียด ก็จะพบว่า นี่อยู่กันด้วยความหลอกลวง ปากพูดจาอย่างมิตรไมตรี เจริญสัมพันธมิตร- ไมตรี แต่ว่าในใจนั้นมันมีแผนการที่จะลักล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา, เรียก ว่าอยู่ในลักษณะที่จำเป็นจะต้องโกหกหลอกลวงกันมากยิ่งขึ้น, มากยิ่งขึ้น ; เมื่อเป็น อย่างนี้แล้ว จะมีสันติภาพได้อย่างไร, ขอให้ลองคิดดู. เอาละนี่คือเหตุผลที่ว่า โลก มันไร้สันติภาพมากขึ้นมากขึ้น จนเราจะต้องพิจารณาเรื่องนี้กันแล้ว, คือต้องมาพูดกัน พิจารณากัน ปรึกษาหารือกัน จะประพฤติกระทำอย่างไรดี จึงจะรอดไปจากอันตราย อันนี้. ควรปรึกษากันในหมู่ปัญญาชน. ทีนี้ก็จะมาถึงปัญหาต่อไปว่า จะพูดเรื่องนี้กับใคร จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ กับใคร ? อาตมาก็อยากจะตอบว่ามันควรจะพูด หรือ ควรเอามาพูดกันกับพวก ปัญญาชน ที่เป็นครูบาอาจารย์, ครูบาอาจารย์ ศาสตราจารย์อะไรก็ตาม ที่มีผู้เชื่อฟัง เคารพนับถือหรือสั่งสอนเขาอยู่, แล้วเขาก็เป็นปัญญาชน มันต้องเป็นปัญญาชน จึงจะ

น.47 มองเห็นอะไรลึกซึ้ง. ไปพูดกับเต่ากับแรดอะไรมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ต้องพูดกับ ปัญญาชน ที่มีสติปัญญาพิจารณามองเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้จริง ; ฉะนั้น เรา จะพูดกับ ครูบาอาจารย์ ซึ่งจะไปแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาต่อไปเป็นจำนวนมาก เพื่อคน ทุกคน หรือคนทั้งโลก จะได้มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องนี้. แต่ว่า ผู้ที่มิได้เป็น ครูบาอาจารย์ ก็จะต้องพูดเรื่องนี้ จะต้องรู้เรื่องนี้โดยเป็นผู้ฟัง . ครูบาอาจารย์ เป็นผู้พูด, แล้วเราก็จะเป็นผู้พูดต่อ ๆ กันไปได้ ว่าเราจะช่วยกันรักษาสันติภาพ ในโลกนี้ไว้ได้อย่างไร, ขอให้รับทราบกันไว้. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำเป็นมาก เพราะว่า เขาใช้การศึกษาในระดับอุดมศึกษานี้เป็นที่ปรึกษาหารือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นผู้วาง แผนการ เป็นผู้ทำอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศชาติหรือความรอดของประเทศชาติ กระทั่งสันติภาพของโลกทั้งโลก ; ฉะนั้นก็จะต้องพูดกับผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่จะกระจาย ความคิดหรืออุดมคติเหล่านี้ออกไป ๆ ทางอื่นมันไม่มี. มันไม่ใช่เรื่องของคนโง่, มันไม่ ใช่เรื่องของคนหลับหูหลับตาไม่มีสติปัญญา แต่มัน เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับคนที่ เฉลียวฉลาด สามารถดำเนินกิจการนี้ให้เป็นไปได้ตามที่ประสงค์. ในชั้นนี้ เรามาพูดกันในป่าอย่างนี้ มันก็โดยหวังว่า เป็นการทำความ เข้าใจกันในขั้นต้น เป็นการปลูกความสนใจในเบื้องต้น ให้มันเกิดรุ่งอรุณของ สัมมาทิฏฐิ, เป็นรุ่งอรุณหมายความว่ามันริเริ่ม มันส่องแสงทองขึ้นมาเป็นรุ่งอรุณของ สัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้เจริญงอกงามก้าวหน้าต่อไป เป็นเวลากลางวันเต็มไปด้วยแสงสว่าง. เรื่องรณรงค์นั้นมันต้องลงมือกระทำต่อสู้ต่อต้าน ; ทำเป็นขบวนการอะไร มันก็ยังไม่ถึง นี่เรายังไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ ; เดี๋ยวนี้เอาเป็นแต่เพียงว่า เรามามองดูให้รู้ให้มี ความเข้าใจอย่างทั่วถึง ให้เห็นลู่เห็นทาง ว่าจะทำอย่างไร, ทำอย่างไรจึงจะประสบความ

น.48 สำเร็จเหล่านี้เป็นต้น. หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะรับไปพิจารณา ในฐานะเป็นรุ่งอรุณ ของสัมมาทิฏฐิอันเกี่ยวกับสันติภาพ, ให้รุ่งอรุณเกิดขึ้นมาในจิตใจ ทอแสงขึ้นมา ในจิตใจ ที่พูดตามธรรมดาสามัญของชาวบ้านว่าในหัวนั่นแหละ ให้ในหัวนี่มันมีแสงสว่าง ตั้งต้นขึ้นมา สำหรับจะรู้ทุกเรื่องทุกอย่างที่จำเป็น ที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องสันติภาพ. พุทธบริษัทแท้ต้องสนใจรู้จักสันติภาพ. ที่จริง พุทธบริษัท ก็สนใจกับธรรมะ รู้เรื่องธรรมะอยู่อย่างพอสมควร แล้ว แล้วมันก็เป็นเรื่องที่จะไปผสมผสานกันเข้าได้กับเรื่องของความทุกข์ หรือกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ธรรมะในพุทธศาสนาเรา ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์ ; รู้จักความทุกข์, และ กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, แล้วก็ รู้จักเรื่อง ความดับทุกข์ พร้อมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องอันสามารถจะดับทุกข์ได้. เรื่องเหล่านี้มันก็ เป็นเรื่องจิตใจของมนุษย์ ความผิดความถูกในจิตใจของมนุษย์ที่เป็นภายในอย่างลึกซึ้งอยู่ แล้ว ; ถ้าขยายให้ออกเป็นเรื่องภายนอกของสังคมของส่วนรวม มันก็ไม่ยากลำบาก เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้ามีกิเลสเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวแล้ว มันก็ต้องสร้าง ความทุกข์ขึ้นมาเป็นแน่นอน, สร้างความทุกข์เพื่อตัวเองก่อน แล้วก็สร้างความทุกข์ เพื่อผู้อื่นต่อภายหลัง ความเห็นแก่ตัว ความมีตัวอย่างโง่เขลา มีตัวมีตนอย่างโง่เขลา เห็นแก่ตัว ด้วยกิเลส มันก็ ทำให้เกิดกิเลสครบทุกอย่าง ทุกประการ : เกิดโลภะ อยากได้ด้วย ความโง่เขลา ในสิ่งที่ไม่ควรจะได้, เกิดโทสะ โกรธเคืองขัดแค้นอย่างโง่เขลาในสิ่งที่ไม่ จำเป็นจะต้องไปโกรธไปแค้นให้เสียเวลา, แล้วก็ เกิดโมหะ หลงใหลในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่า เป็นอะไรด้วยซ้ำไป, เหมา ๆ กันไปอย่างนั้นแหละ ; นี่มันมี โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น

น.49 มาได้เพราะอย่างนี้ .. ทีนี้เมื่อเอามาเป็นเรื่องของส่วนรวมนั่นแหละ มันก็กลายเป็นเรื่อง ของโลก, เป็นความทุกข์เดือดร้อนของคนทั้งโลก, เป็นความไม่สงบสุขของคนทั้งโลก ก็เพราะเหตุของกิเลสที่มีอยู่ในหัวใจของคนแต่ละคนที่อยู่ในโลก. ทุกคนมีกิเลส ก็หมาย ความว่า โลกทั้งโลกมันมีกิเลส . ถ้าแต่ละคนไม่มีกิเลส โลกมันก็ไม่มีกิเลส, ถ้าคน ในโลกมันมีกิเลสน้อย โลกนี้มันก็มีกิเลสน้อย, ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด เราเอา ให้มีกิเลส น้อยกันไว้ก่อน สันติภาพก็จะรักษาไว้ได้. นี้หลักเกณฑ์อย่างนี้มันเป็นสัจจธรรม, สัจจธรรมคือความจริงของธรรมชาติ, มันเป็นสัจจธรรมของธรรมชาติ และ ตกเป็นหน้าที่ของคนทุกคน ที่จะต้องรู้จักและ ช่วยกันรักษาไว้, รู้จักสัจจธรรม คือกฎเกณฑ์อันเฉียบขาดของธรรมชาติใน ข้อนี้, รู้จักว่ามันเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่น, แล้วก็ปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ช่วยกันรักษาไว้ให้ถูกต้อง คืออยู่ในทางที่จะไม่เกิดความทุกข์แก่มนุษย์นั่นเอง. คำว่า ความถูกต้อง ของเรามีความหมายง่ายนิดเดียว คือมันไม่เกิดความทุกข์ นั่นแหละ คือถูกต้อง, ถ้าเกิดความทุกข์ก็เรียกว่าไม่ถูกต้อง, ไม่ต้องเถียงกันมากนักในข้อที่ว่า ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง, ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่น, เอาเหตุผลแต่ว่าถ้ามันมีผลเป็น ความทุกข์ขึ้นมา แก่ตัวเองก็ตาม แก่ผู้อื่นก็ตาม เรียกได้ว่าไม่ถูกต้องแล้ว. ถ้ามีผลดีแก่ ทั้งสองฝ่ายก็เรียกว่าถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้ว รักษาความถูกต้องไว้ โดยรู้กฎของธรรมชาติ ว่ามันเป็นอย่างไร. นี้เราเป็น พุทธบริษัท ก็ควรจะรับผิดชอบอยู่ในตัว เพราะเรียกตัวเอง ว่าพุทธบริษัท บริษัทของบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; เมื่อยังเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธ- บริษัทอยู่ ก็ต้องรู้จักและสนใจในเรื่องของสันติภาพ, อันเป็นความมุ่งหมาย อย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า หรือของพระพุทธศาสนา. ดังนั้น จึงขอชักชวน ให้เรา

น.50 มาเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยการรับผิดชอบในสันติภาพของโลก ก็จะเป็น พุทธบริษัทเต็มตัว, พุทธบริษัทที่เต็มเปี่ยม เหมือนหรือตรงกับพระพุทธประสงค์นั่นเอง, จึงได้เอาเรื่องนี้มาพูด เพื่อให้เราเป็นพุทธบริษัทกันมากขึ้น ; จะเอาชีวิตหรือเวลาไปทำ อะไรที่ไหน ที่มันจะดีไปกว่าการเป็นพุทธบริษัทให้มากขึ้น ใช้ชีวิตใช้เวลาใช้อะไรทั้งหมด เพื่อทำให้เราเป็นพุทธบริษัทมากขึ้นนั่นแหละ, เป็นสิ่งที่ดีที่สุด. พุทธบริษัทจึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับรู้ เรื่องสันติภาพ ก็ขวนขวาย พยายามช่วยกันและกัน ให้มันเกิดสันติภาพขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็ในหมู่พุทธ- บริษัทนี่แหละก่อน. ถ้าว่าในหมู่พุทธบริษัทก็ไม่มีสันติภาพแล้ว จะไปพูดอะไรกันที่ไหน อีก, จะไปพูดถึงคนอื่นทำไม, ถ้าในหมู่พุทธบริษัทแท้ ๆ มันยังไม่มีสันติภาพ. ฉะนั้น เราจะต้องศึกษาหารือกันในภายในนี้ก่อน ภายในพุทธบริษัทเรานี้จะสร้างสันติภาพขึ้นมา ได้อย่างไร, มันจะช่วยให้ความเป็นพุทธบริษัทนั้นถูกต้องยิ่งขึ้น แท้จริงยิ่งขึ้น มีมาก ยิ่งขึ้น และมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ในการเป็นพุทธบริษัท. นี้เรียกว่าเราจะพูด ศึกษา หารือกันในหมู่ผู้มีสติปัญญา ที่อาจจะเข้าใจได้, ช่วยกันพิจารณาทำความเข้าใจแก่กันและ กัน, หาความร่วมมือกัน ในการที่จะสร้างสรรค์สันติภาพ ดังที่กล่าวแล้ว. คนบูชาวัตถุมาก, เป็นอุปสรรคในการพัฒนาจิต. ทีนี้ข้อต่อไปที่จะมอง ก็คืออุปสรรค มันมีอุปสรรคในการที่จะทำความเข้าใจ กันในหมู่มนุษย์ในโลกนี้, มีอุปสรรคอยู่หลายอย่างหลายประการ ที่เราจะพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่เราจะสามัคคีกันไม่ได้ หรือว่าจะถึงกับว่าจะไม่ยอมรับฟังเอาเสียเลย ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดในโลกนี้ มันบูชาวัตถุ. คำว่า "บูชาวัตถุ" นี่ฟังยาก แต่ก็ไม่ ยากจนเกินไป. เข้าใจว่าพอจะพึ่งออกว่า พวกคนทั้งหมดในโลกนี้กำลังบูชาวัตถุ หวัง

น.51 พึ่งวัตถุ เข้าใจว่าวัตถุจะช่วยได้, เข้าใจว่าความเจริญทางวัตถุ นี่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดได้ ก็เลยสนใจกันแต่เรื่องทางวัตถุ ไม่มาสนใจในเรื่องทางจิตใจ. ทีนี้พอไปเล่นกันกับวัตถุ ไปเกี่ยวข้องกันกับวัตถุ ความเอร็ดอร่อยสนุก สนานเพลิดเพลินของวัตถุ มันก็จูงจิตใจจับจิตจับใจของคนเหล่านั้นไว้ ให้เป็นทาส, เป็น ทาสของวัตถุบูชาวัตถุ, เชื่อและหวังว่าจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยเรื่องทางวัตถุ เช่น ที่กำลัง เชื่อว่า เราจะทำความเจริญทางวัตถุ แล้วจะแก้ปัญหาต่างๆ ให้หมดได้ , เป็นผู้ ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับเรื่องทางวัตถุถึงขนาดนี้ นี่เรียกว่าพวกบูชาวัตถุ. เขาไม่มองเห็น ว่า ความสำคัญนั้นมันอยู่ที่เรื่องของจิตใจ, เขาไม่มองเห็นอย่างที่เรามองว่า โลกนี้ มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ มนุษย์มันขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ : ดังนั้นเราต้องจัดการกับจิตใจ ของมนุษย์ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่าอะไรมันก็แล้วแต่วัตถุ ; ถ้าวัตถุมันเจริญโลก มันก็จะเจริญ, วัตถุดีแล้วโลกมันก็จะดี, อย่างนี้เขาเรียกว่า เป็นวัตถุนิยมชั้นสูงสุด เป็นวัตถุนิยมชั้นสูงสุด โดยถือว่าวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ, อะไร ๆ เป็นไปตามอำนาจของวัตถุ เขาเรียกกันทั่วไป ก้องไปในโลกว่า dialectic materialism วัตถุเป็นใหญ่. เขาถือวัตถุเป็น ใหญ่ จิตใจตามหลังวัตถุ, เขาก็ไม่สนใจเรื่องจิตใจ มัวแต่ทำวัตถุให้ดีแล้วจิตใจก็จะดีเอง. เดี๋ยวนี้คนทั้งโลกหรือเกือบทั้งโลก หรือหมดทั้งโลกเป็นอย่างนี้ไปเสียหมด แล้ว ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง, เมื่อเราพูดว่าจะต้องแก้ปัญหาทางจิตใจ จัดการทางจิตใจ ให้ถูกต้องให้เจริญ, เขาก็ถือหลักว่าวัตถุต่างหาก, ต้องแก้ไขทางวัตถุ, ต้องปรับปรุง ทางวัตถุ ต้องส่งเสริมทางวัตถุ ให้สมบูรณ์ถึงที่สุด แล้วจิตใจก็จะดีเอง มันเลยพูด กันไม่รู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้เราจะไปหาเพื่อนหาฝูงที่มาสนใจทางจิตใจมันจึงหายาก มีแต่คน จะสนใจทางวัตถุ ลุ่มหลงทางวัตถุ บูชาวัตถุ เรียกว่าเป็นทาสของวัตถุ, แล้วก็ชักจูงทุกคน ให้ไปเป็นทาสของวัตถุร่วมกันกับเขา. ทั้งโลกกำลังเป็นพวกบูชาวัตถุ เสียอย่างนี้ นี่ก็ เป็นอุปสรรคในการที่จะชักจูงมาช่วยกัน แก้ไขโดยเรื่องทางจิตใจ.

น.52 แม้ครูบาอาจารย์ในโลกจะเป็นชั้นศาสตราจารย์ในโลก เป็นผู้ที่โลกเชื่อฟัง ก็ยังเป็นเรื่องวัตถุเสียโดยมาก เป็นผู้ที่รู้แต่เรื่องทางวัตถุ, เป็นผู้ที่บูชาวัตถุ แก้ปัญหา ด้วยความเจริญทางวัตถุ, เฉลียวฉลาดแตกฉานในเรื่องทางวัตถุ เช่นที่เรียกกันว่าทาง เทคโนโลยีทางอะไรเหล่านี้ มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น, โดยกฎเกณฑ์ทางวัตถุ มีกฎ- เกณฑ์อย่างวัตถุ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวัตถุ มันก็เลยเป็นวัตถุกันหมด, ก็ไม่ รู้เรื่องทางจิตใจ มันก็แก้ไขทางจิตใจไม่ได้, หรือว่าไม่คิดจะแก้ไขกันเสียเลยด้วยซ้ำไป. นี้ เมื่อครูบาอาจารย์ที่นำโลก มันเป็นเสียอย่างนี้ ก็เป็นเรื่อง นำไปทางวัตถุเสียหมด ไม่นำในเรื่องจิตเรื่องวิญญาณกันเสียเลย . แล้วมันยังน่าหัวว่า แม้จะมีศาสตราจารย์ ครูบาอาจารย์บางคนเห็นเรื่องทางจิตใจสำคัญ จะมาแนะนำเรื่องทางจิตใจ ชักจูงในเรื่อง ทางจิตใจ ก็ไม่มีใครเอาด้วย ; เพราะลูกศิษย์ลูกหาคนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นเขาไม่สนใจ เรื่องทางวิญญาณ, เขาสนใจแต่เรื่องทางวัตถุ. ถ้าครูบาอาจารย์คนใดจะมาแนะนำชักจูง ในเรื่องทางจิตใจ เขาก็จะคิดว่ามันบ้า แล้วเขาก็จะไม่เอากับครูบาอาจารย์คนนั้นก็ได้ ; นี่กำลังเป็นอุปสรรคอยู่อย่างมากมายอย่างนี้ ในโลกนี้ในปัจจุบันนี้. แต่อาตมาเชื่อว่าครู- บาอาจารย์ในโลกแทบทั้งหมดยังเห็นแต่ทางวัตถุ ยังเชื่อทางวัตถุ, ยังมุ่งหวังที่จะใช้วัตถุ เป็นเครื่องแก้ปัญหา, ยังบูชาความก้าวหน้าทางวัตถุเป็นพระเจ้าอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นสิ่งที่ว่า เป็นความเจริญก้าวหน้า มันจึงเป็นไปในทางวัตถุหมด ไม่สามารถจะควบคุมให้มาในทาง จิตใจ ซึ่งไม่มีความก้าวหน้าเลย. เดี๋ยวนี้เขาอาจจะคิดในทางวัตถุ จะทำยาเม็ดยาอะไรขึ้นมา กินเข้าไปแล้ว หายโลภ กินเข้าไปแล้วหายโกรธ หายหลงก็ได้, เขาก็คิดว่าอย่างนั้น มันก็มีส่วนจริง เหมือนกัน แต่มันเป็นส่วนน้อย. ถ้าควบคุมระบบต่าง ๆ ในภายในได้ ยาเม็ดนั้นมันทำให้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางเคมีในทางภายในแล้ว มันอาจจะบรรเทาความโลภ ความโกรธ ความรัก ความเกลียด ความกลัวอะไรได้บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มีเสียทีเดียว, แต่มัน

น.53 ไม่พอ จะต้องจัดการด้วยเรื่องทางจิตใจล้วน ๆ แล้วจิตใจไปบังคับทางกาย อีก ทีหนึ่ง. แต่ที่นี้มันละเอียดลึกซึ้งสุขุมมากเกินไป คนไม่เข้าใจ มันก็มองไม่เห็น จึงไม่มี ใครสนใจเรื่องทางจิตใจ; ดังนั้น เรื่องทางจิตใจทั้งหลาย จึงตกต่ำไปมาก, แม้ที่สุด แต่เรื่องจิตใจทางมิจฉาทิฏฐิ ทางวิทยาอาคม ทางเสน่ห์ยาแฝดอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นทางจิตใจ มันก็ตกต่ำไปมาก เพราะว่าความเจริญทางวัตถุมันแทรกแซงเข้ามา. เรื่องทางจิตใจที่ เป็นฝ่ายผิด ก็ยังตกต่ำไปสูญหายไป, เรื่องจิตใจทางฝ่ายที่ถูกต้องมันก็ยิ่งไม่มีโอกาส นี่เรามาสนใจกันอย่างนี้ มาพูดกันอย่างนี้ ก็เหมือนกับมาทวนกระแส น้ำ ทวนกระแสความต้องการของมนุษย์ในโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งบูชาวัตถุ มันก็มีความ ยากลำบากหรือเป็นอุปสรรค. ทุกคน เขาเชื่อเสียว่า จะรอดได้ก็เพราะวัตถุมันเจริญ เขาก็ไม่มาฟังที่เราจะพูดว่า ต้องทำจิตใจให้เจริญ มัน จึงจะรอดได้, นี่เป็นอุปสรรค อย่างยิ่ง ในการที่จะพูดจากันด้วยเรื่องสันติภาพ ให้คนสมัยนี้ฟัง ขืนพูดไปมันก็จะ เหมือนกับเป่าปี่ให้แรดฟัง เป่าปี่ให้เต่าฟัง และอาตมาเองก็ได้เบ่าไปกี่มากน้อยแล้วก็ไม่รู้, ได้พยายามจะพูดแต่เรื่องนี้อยู่เสมอไป, นี่ก็นึกหวั่น ๆ ตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน. แต่ถึง อย่างไรก็ดี ไม่ยอมแพ้ ก็จะต้องพยายามต่อไปอีก ในการที่จะพูดกันถึงเรื่องความจริง อันแท้จริงของพระธรรม ของธรรมชาติ จึงมาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาในสมัยนี้ ในโอกาสเช่นนี้ คือพูดเรื่องจิตกับหมู่มนุษย์ที่เขาบูชาวัตถุ ต้องใช้อริยสัจจ์ ๔ เป็นหลักการ. เอ้า, ทีนี้ก็จะได้พูดเป็นการล่วงหน้าไว้เสียเลยว่า เราจะมีหลักการสำหรับ พิจารณาและศึกษากันอย่างไร ? เรื่องที่จะพูดจะทำกันต่อไปข้างหน้านั้น จะมีหลักการ อย่างไร ? ตอบง่าย ๆ แหละ ว่าเราเป็นพุทธบริษัท เราเป็นพุทธบริษัท ในฐานะที่เราเป็น

น.54 พุทธบริษัท เราก็จะใช้หลักการหรือวิธีการของพระพุทธเจ้า คือตามหลักของอริยสัจจ์ ๔ นั้นเอง. ขอให้รู้ไว้เถิดว่า หลักอริยสัจจ์ ๔ ของพระพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนานี่แหละ จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จึงขอยืนยันไว้, และบอกกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้าว่า เราจะ ต้องใช้หลักอริยสัจจ์ ๔ ซึ่งจะใช้กันอย่างละเอียดถี่ถ้วนสุขุมเพียงไร ก็ไว้พูดกันใน คราวหลัง ๆ. ในคราวนี้ก็จะพูดได้เป็นหลักเกณฑ์ หรือความมุ่งหมายส่วนใหญ่ว่า ใช้หลัก อริยสัจจ์ ๔. อริยสัจจ์ ๔ ในเรื่องสันติภาพ นี้ จะมีอย่างไร ? เรื่องที่ ๑ เรื่อง ทุกข์ เราก็จะมองเห็นว่า วิกฤตการณ์ คือความไม่มีสันติภาพนั้น มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มีอยู่ในโลกจริงๆ. มีอยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ ความทุกข์หรือวิกฤตการณ์มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ จริง, แล้วก็เป็นสิ่งที่โลกบูชาเสียด้วย โลกบูชาเสียด้วย มันเป็นตัวร้าย แต่มันได้รับ การบูชาอย่างยิ่ง เอากับมันซิ. นี่คือ ความทุกข์หรือวิกฤตการณ์ จะต้องรู้จักมัน ในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลก จะต้องจับเอาตัวมาดูให้รู้จักกัน ให้จริง ๆ ว่ามีอยู่อย่างศัตรูที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเรา, เหมือนกับว่าเชื้อโรคหรืออะไรที่ร้าย ๆ ที่ร้ายกาจ ที่มันซ่อนเร้นอยู่ในตัวเรา เราจะต้องจับตัวเอามาดู มารู้จัก มากำจัด มาทำลายเสียให้ หมดสิ้น นี้เรื่องที่ ๑. เรื่องที่ ๒ เหตุ แห่งวิกฤตการณ์ คือเหตุแห่งความทุกข์ ตามที่มัน มีอยู่จริง ที่มันเป็นต้นเหตุอันแท้จริงก็จะกล่าวได้ว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤตการณ์ ในโลกก็คือ ความไม่มีศีลธรรม, ความไม่รู้จักธรรมะแล้วก็ไม่มีศีลธรรม. เมื่อไม่มี ศีลธรรมมันก็เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว, ให้เห็นแก่ตัว ; พอเห็นแก่ตัวเท่านั้น มันก็มี ความทุกข์แก่บุคคลนั้นทันที. มันหนักอกหนักใจวิตกกังวลอะไร เพราะความเห็น แก่ตัว ; ยึดมั่นถือมั่นตัว ก็เป็นทุกข์ส่วนตัว แล้วเมื่อเห็นแก่ตัว มันก็รุกล้ำเข้าไปใน ประโยชน์ของผู้อื่น, คิดเอาประโยชน์ของผู้อื่น ลักล้วงผู้อื่น, เบียดเบียนผู้อื่น เอาประโยชน์

น.55 ของเขามาเป็นของตัว ผู้อื่นก็พลอยเดือดร้อนด้วย. นี่ เมื่อมีความเห็นแก่ตัว มันก็ เดือดร้อนทั้งตนเอง และเดือดร้อน ทั้งผู้อื่น, นี่ความเห็นแก่ตัวจึงเป็นต้นเหตุอัน แท้จริงแห่งวิกฤตการณ์ หรือความทุกข์ของโลก. ถ้าพูดเป็นเรื่องความทุกข์ ก็ต้องเป็น ความทุกข์ของโลกมิใช่ของบุคคลแล้ว วิกฤตการณ์เป็นความทุกข์ของโลก, เหตุแห่ง วิกฤตการณ์ ก็เป็นเหตุแห่งความทุกข์ของโลก. ทีนี้ก็ เรื่องที่ ๓ ความดับทุกข์ ก็คือสันติภาพ นั่นแหละ, สันติภาพ นั่นแหละคือตัวความดับทุกข์. ในโลกนี้ อยู่กันอย่างโลก ๆ ก็ดับทุกข์กันได้ตามแบบโลก ๆ ตามภาษาชาวโลก ตามธรรมดาทั่วไป, เป็นนิพพานในความหมายหนึ่งสำหรับชาวโลก ทั่วๆไป ยังไม่ถึงเหนือโลก ก็มีความหมายแห่งนิพพาน เรียกว่า นิพฺพฺติ. นิพฺพุติ ความหมาย เหมือนกับนิพพาน, สีเลน นิพพุตี ยนฺติ ท่านทั้งหลายจะได้ยินมากมายเหลือประมาณแล้ว เอาว่ากันใหม่ทั้งหมดว่า สีเลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพพุตี ยนฺติ ตฺมา สีลิ วิโสธเย, สีเลน สุดตี ยนฺติ - ศีลให้ถึงสุคติ, สีเลน โภคสมุปทา - ศีลให้ถึงโภคทรัพย์, สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ - ศีลให้ถึง นิพฺพุติ , นิพพุติ ความหมายของนิพพานในขั้นอย่างในโลกทั่วไป ยังไม่ เด็ดขาดสิ้นกิเลส แต่ว่าเป็นความหมายของนิพพานคือเย็น ชีวิตเย็น เหนือโลก ไม่ หลงโลก ไม่จมโลก แต่ก็ยังไม่พ้นไปจนถึงโลกุตตระ นี่ นิพพุติ คำนี้ ก็คือ นิพพานสำหรับ คนทั่วไปในโลก แม้อย่างนี้ก็เรียกสันติภาพได้. ทีนี้ถ้า นิพพานเต็มที่ เป็นโลกุตตระ หมดกิเลสสิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ เป็นสันติภาพแท้จริง, เป็นสันติภาพสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น. สันติภาพ ระดับชาวโลก ทั่ว ๆไป ก็มีได้ในชื่อว่า นิพพุติ เป็นชีวิตที่เยือกเย็น, เป็นการ เป็นอยู่ที่เยือกเย็น สงบเย็น เย็นอก เย็นใจ นั่นแหละ มันก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ถ้าว่ายิ่งไป กว่านั้นก็เป็นโลกุตตระ ไม่มีกิเลสโดยประการทั้งปวง, มันก็เย็นอกเย็นใจ โดยประการ ทั้งปวง, นี้คือสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ -ความดับแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลาย, โดยย่อมีอย่างนี้.

น.56 เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ ๔ ทางให้ถึงสันติภาพ, ทางให้ถึงสันติภาพ ก็คือ ความถูกต้องทุกประการ รวมกันเข้าเป็นหนทางที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมัคค์ - มรรคมี องค์ ๘ - ความถูกต้อง ๘ ประการรวมกันเข้าเป็นหนทางอันประเสริฐ, นั่นแหละทาง แห่งสันติภาพ แล้วมันเป็นเรื่องถูกต้อง ๆ ถูกต้อง ๆ ไปทุก ๆ อย่างที่มันควรจะถูกต้อง เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘. ถ้าจะเอาใจความธรรมดาสามัญ ก็เพ่งถึงคำว่าถูกต้อง ๆ. คือคำว่าสัมมา ๆ สัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, สัมมา ทั้งหลาย มันแปลว่า ถูกต้อง ; เมื่อเอาถูกต้อง ๆ มารวม เ ข้าแล้ว มันก็เป็นหนทาง เดินไปในทางแห่งความถูกต้อง อย่างนี้ก็เรียกว่าอริย- มรรค. อย่างที่เราได้ยินได้ฟัง ได้พูดกันอยู่เสมอ เรื่องมรรคมีองค์ ๘; แต่ขอเติมเข้า ไปอีกองค์หนึ่งว่า สัมมาญาณะ, ต่อจากสัมมาสมาธิ แล้วมีสัมมาญาณะ คือ มีญาณ - ความรู้อันถูกต้อง เป็นผลของ ๘ องค์ แล้วก็มีลักษณะเป็นเหตุน้อย ๆ อยู่ว่า มีสัมมาญาณะ แล้วก็จะมีสัมมาวิ มุติ. ที่จริงถ้าจะเอาตัวเรื่องความดับทุกข์ มาพูดให้หมดสิ้นแล้ว ต้องพูดถึงความ ถูกต้อง ๑๐ ประการ, ความถูกต้อง ๑๐ ประการนั้น มันก็เพิ่มเข้าไปอีก ๒ ประการ จาก ๘ ประการที่เรารู้อยู่เป็นอย่างดีแล้ว. ท่านทั้งหลายรู้อยู่เป็นอย่างดีแล้วเรื่องความ ถูกต้อง ๘ ประการ : มรรคมีองค์ ๘ ถูกต้องทางทิฏฐิ ถูกต้องทางความดำริ ถูกต้อง ทางการพูดจา ถูกต้องทางการทำการงาน ถูกต้องทางการดำรงชีวิต ถูกต้องในความพาก เพียร ถูกต้องในความมีสติ ถูกต้องในความมีสมาธิ ๘ ประการนี้ เรียกว่ามีองค์ ๘, ขอเพิ่มอีกถูกต้อง ว่าถูกต้องในทางความรู้เรียกสัมมาญาณะ กับสัมมาวิมุติ, คือวิมุติ หลุดพ้นอย่างถูกต้อง รวมเป็น ๑๐ ประการนั้นจึงจะสมบูรณ์. ถ้าพูดแต่เพียง ๘ อย่างนี้ ก็คือพูดแต่ที่ เป็นเหตุ ส่วนที่เป็นเหตุ, ส่วน อีก ๒ อย่าง นั้น เป็นผล คือ สัมมาญาณะ

น.57 ความรู้ถูกต้อง, สัมมาวิมุติ ความหลุดพ้นถูกต้อง, นี้มันเป็นผล, ผลนี้มี ๒ เอาไปรวม กับเหตุที่มี ๘ เป็น ๑๐ เรียกว่า ความถูกต้อง ๑๐ ประการ นั้นก็คือกล่าวอย่างสมบูรณ์ ครบถ้วนหมด โดย เป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา. เมื่อมีสัมมาวิมุติแล้ว มันก็จะ สมบูรณ์, สมบูรณ์ คือมีผล อันสุดท้ายมีผลสุดท้ายที่เป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง. นี่คือหนทางที่เราจะได้รับสันติภาพ มรรคมีองค์ ๘ ก็พอ แต่ถ้าพูดให้ชัด ง่ายขึ้นอีกก็ว่าสัมมาญาณะอีกข้อหนึ่งเถิด. แต่ด้วยเหตุที่ว่ามันไม่ไปไหนเสีย ถ้ามีมรรค มีองค์ ๘ ครบถ้วนแล้ว มันก็จะมีสัมมาญาณะเอง, ครั้นมีสัมมาญาณะแล้วมันไม่ไปไหน เสีย มันก็มีสัมมาวิมุติเอง ; น่าจะเอามาพูดมาสวดมาท่องกันเสียให้ครบ, มีพระสูตรที่ จะสวดได้ง่าย ๆ ครบถ้วนเป็น ๑๐ ประการ อย่างนี้ก็มี, คิดว่าจะหามาไว้ให้สวดท่อง กันเสียให้สมบูรณ์ ไม่เพียงแต่ ๘ ประการ ให้มันถึง ๑๐ ประการ, แล้วมีอานิสงส์มาก เหมือนกับที่ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มี ความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่ สัตว์ที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บ สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจาก ความตาย . ที่ว่าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้วจะเป็นอย่างนี้นั้น ก็เพราะว่า ถ้าได้ อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิต ร แล้ว จ ะเกิดความถูกต้อง ๑๐ ประการนี้ขึ้นมา คือตาม มรรคมีองค์ ๘, ๘ ประการ แล้วอีก ๒ ประการคือ สัมมาญาณะ กับสัมมาวิมุติ ; ถ้าถึง สัมมาวิมุติแล้ว คือสันติภาพอันสมบูรณ์. นี่เราควรจะมองเห็นให้ชัดว่า มันมีอยู่ มีอยู่แท้ ๆ. มันมีอยู่อย่างที่จะเป็นไป ได้ ในการที่เราจะมีสันติภาพ, มีหนทางแห่งสันติภาพชนิดที่เป็นไปได้ คือชนิดที่ ปฏิบัติได้และได้รับผลได้ ปรากฏชัดด้วยตนเอง, นี้มันมีอยู่. นี่คือหนทางแห่ง สันติภาพ นี้เราก็จะพูดกัน โดยหลักของอริยสัจจ์ ๔ ก็คือ :-

น.58 ๑. วิกฤตการณ์ ความไม่มีสันติภาพ. ๒. เหตุแห่งวิกฤตการณ์ ก็คือ กิเลส ตัณหา ทั้งหลาย. ๓. สันติภาพ ก็คือความสงบสุข ทั้งในแง่ของโลกิยะ ทั้งในแง่ของ โลกุตตระ. ๔. ทางแห่งสันติภาพ มันก็คือ ความถูกต้อง ๘ ประการ ซึ่งเป็น ส่วนเหตุ แล้วถูกต้องอีก ๒ ประการ ซึ่งเป็นส่วนผล มีเข้ามาแล้วมันก็มีสันติภาพเท่านั้น เอง. นี้เป็นเรื่องอริยสัจจ์โดยตรง โดยหัวใจ ที่เกี่ยวกับเรื่องวิกฤตการณ์ หรือสันติภาพ ของมนุษย์ในโลก ซึ่งเราควรจะนำมาพิจารณากันอย่างยิ่ง, แล้วก็จะได้พิจารณากันใน อันดับต่อ ๆ ไปของการบรรยาย ให้ชัดเจนเป็นเรื่อง ๆ ไปตามลำดับ ในวันนี้ก็เป็นการริเริ่มเรื่องที่จะชวนให้เกิดความสนใจ. สรุปความได้ว่า โลก กำลังจะวินาศหรือปราศจากสันติภาพยิ่งขึ้นทุกที เป็นเวลาที่สมควรแล้ว ที่เรา จะได้พูดกันถึงเรื่องนี้ , และให้รู้ว่า เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ที่จะต้องรับรู้ เรื่องนี้ พูดกันถึงเรื่องนี้, ชักจูงกันถึงการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ในเรื่องนี้, เป็นหน้าที่ของ พุทธบริษัทโดยตรง หรือจะเรียกว่าเป็นความรับผิดชอบของพุทธบริษัท, ว่าอย่าให้เสียที ที่มีพุทธบริษัทอยู่ในโลก. เพราะเหตุที่มีพุทธบริษัทอยู่ในโลก โลกนี้จะรอดได้ ; ดังนั้น จึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบของพุทธบริษัท ที่มีอยู่ในโลกนี้ จะต้องช่วยกัน ทำโลกนี้ให้มันรอดได้, แล้วก็จะเป็นพุทธบริษัทสมชื่อ, สมชื่อคือเหมือนพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. สาวกของพระพุทธเจ้าก็จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำประ- โยชน์ให้เกิดขึ้นแก่มหาชนทั้งหลายทั้งเทวดาและมนุษย์ คือว่าทั้งคนที่ยังรู้จักเหงื่อ และคนที่ไม่รู้จักเหงื่อ. มนุษย์เป็นคนรู้จักเหงื่อ เทวดาเป็นคนไม่รู้จักเหงื่อ แต่ก็ยังมี ความทุกข์ด้วยกัน ; ฉะนั้น เราจะต้องทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ คือ

น.59 เรื่องให้มีสันติภาพขึ้นในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์ก็จะมีสันติภาพ, แล้ว โลกนี้ ก็จะมีสันติภาพ, เป็นเรื่องที่ควรสนใจ และถึงเวลาแล้วที่ควรจะสนใจ, หรือถึงเวลา แล้วที่ควรจะพิจารณาปรึกษาหารือให้เข้าใจกันยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นเหมือนกับการจุดชนวน ก็ได้ เป็นเหมือนกับการทำให้เกิดรุ่งอรุณทางสัมมาทิฏฐิขึ้นมาในหัวใจของมนุษย์ แล้วเรา ก็จะได้เป็นมนุษย์, มนุษย์ชนิดพุทธบริษัทเต็มรูปแบบ ไม่มีข้อบกพร่อง จนเรียกได้ว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา . นี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะบรรยายในวันแรกโดยหัวข้อที่ว่า ทำไมจึงปรารภเรื่อง สันติภาพ, ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ. ผู้ที่มาพลอยฝั่งเป็นครูบาอาจารย์ เป็น ข้าราชการทั้งหลาย ก็ขอได้สนใจเป็นจุดตั้งต้นว่า สันติภาพในโลกมันเป็นอย่างนี้ ท่าน ทั้งหลายมีหน้าที่สั่งสอน ให้กุลบุตรรู้เรื่องสันติภาพ หรือท่านทั้งหลายมีหน้าที่ควบคุม ให้การกระทำเพื่อสันติภาพยังคง มี อยู่ในบ้านในเมือง ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์, เป็น ข้าราชการ จงจดจำ ไว้เป็นอย่างดี. นำไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ สมตามความ ปรารถนาด้วยกันทุกคน. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมในรูปแบบคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการ ปฏิบัติธรรมะนี้ ให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปโดยรวดเร็วเทอญ ณ บัดนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต