น.60 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชาในวันนี้. อาตมาก็ยังคง บรรยายเรื่องสันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม ; แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า สิ่งที่ เรียกว่าวิกฤตการณ์ คำบรรยายชุดนี้เรียกว่าเรื่อง สันติภาพของโลก จะบรรยายหลาย ๆ ครั้ง ทีละเรื่อง จนกว่าจะเพียงพอ ในวันนี้จะพูดถึงเรื่องที่เรียกว่า วิกฤตการณ์. ในครั้งที่แล้วมาได้พูดถึงเรื่องว่า ทำไมเราจึงต้องพูดกันถึงเรื่องนี้ เป็นที่ เข้าใจกันแล้ว คือเรื่องสันติภาพ . ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะต้องดูกันให้ละเอียด คือเรื่อง วิกฤตการณ์ คือเรื่องที่ตรงกันข้ามจากสันติภาพ . เรามีคำพูดใช้พูดกันอยู่แล้วว่า วิกฤตกาล, วิกฤตการณ์ เป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุดขอให้สนใจ มันเป็นคำที่มีความหมาย มาก ซึ่งจะได้วิสัชนากันโดยละเอียด. บางคนยังไม่ค่อยรู้ความหมายของคำว่า วิกฤตกาล ๒๔
น.61 วิกฤตการณ์ ยังฟังเป็นของแปลก ก็ควรจะสนใจฟังให้เห็นลึกซึ้งถึงความหมาย จนไม่เห็น เป็นของแปลกอะไร เป็นคำธรรมดาสามัญไปได้ก็ยังดี. วิกฤตกาล แปลว่า มันผิดปกติ มันไม่สงบ. คำว่า วิ, วินี่ แปลได้ หลายอย่าง เป็นเพียงคำอุปสรรคนำหน้า ไม่ใช่ตัวนามนามอะไร ; แต่มันมีความหมาย ได้หลายอย่าง วิ แปลว่า วิปริต ก็ได้ แปลว่า วินาศ ก็ได้ หรือจะแปลว่า แปลก ๆ ต่าง ๆ นานาก็ได้ วิ. ทีนี้ กฤต คำว่า กฤต นี้ก็คือ คำว่า กะตะในภาษาบาลี แปลว่า ซึ่งถูก กระทำแล้ว, วิกฤต ก็แปลว่า ซึ่งถูกกระทำแล้ว ให้วิปริตก็ได้, ให้วินาศก็ได้, หรือให้ แปลก ๆ ต่าง ๆ นานาออกจากของเดิมก็ได้ ; นี่เรียกว่าวิกฤต ผิดปกติ. ทีนี้ กาล แปลว่า เวลา, วิกฤตกาล แปลว่า เวลา เวลาหรือยุค หรือสมัยที่มันวิปริต ก็คือวุ่นวาย วุ่นวายมันก็ไม่มีความสงบสุข, มันก็เหลือทนวุ่นวายเหลือทน ถ้าพูดว่า วิกฤตกาล มันก็ เวลาที่มันวิกฤต คือผิดปกติ ; ถ้าพูดว่า วิกฤตการณ์ : การณ์ เรียกว่า สิ่งที่เป็นเหตุให้ เกิดวิกฤต ; ถ้าพูดว่า วิกฤตภาวะ ก็คือ ภาวะที่มันมีความวิกฤต มีความวิปริต. ดูให้ดี ว่า เรากำลังมีวิกฤตกาล คือ เวลาที่วิปริต , แล้วมี วิกฤตการณ์ คือมีเหตุที่ทำให้ วิปริต, แล้ว มีวิกฤตภาวะ คือ ภาวะแห่งความวิปริต จริงหรือไม่ จะได้พิจารณากัน, พิจารณากันว่าโลกนี้กำลังวิกฤตหรือไม่? นี่หลับตาดูให้ลึกให้กว้าง ๆ ว่าโลกทั้งโลกนี่ กำลังมีวิกฤตหรือไม่ ? มีวิกฤตในทางวัตถุก็ได้, วิกฤตในทางจิตก็ได้. สิ่งต่าง ๆ ในโลกกำลังวิกฤต. ดูในทางวัตถุ ก่อน คือตัวโลก พื้นโลก. สิ่งต่าง ๆ ในโลกกำลังวิกฤต หรือไม่ ? มันคงจะเห็นได้ไม่ยากเลย ว่ามัน กำลังวิกฤต เพราะการเข้ามาแตะต้องของ มนุษย์ ที่มีความคิดนึกประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของกิเลส. เขาต้อง
น.62 การแต่ประโยชน์, เขาก็ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นนอกจากประโยชน์ ; ดังนั้น เขาก็กระทำ, กระทำลงไป ตามที่เขาจะได้ประโยชน์. เขาก็กระทำแก่โลก แก่ตัวโลก แก่ทรัพยากร ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ต้นไม้ต้นไล่ ห้วยหนอง คลอง ลำธาร แม่น้ำ ภูเขา อะไรก็ตาม โลกถูกกระทำให้ผิดไปจากปกติ เช่นทลายภูเขา ขนภูเขาไปถมทะเลให้มันยื่นออกไป ได้เนื้อที่ทำอะไร อย่างนี้ก็มีอยู่มากจริงในโลกนี้, หรือการทำลายป่าไม้อย่างมากมาย มัน ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเนื่องจากป่าไม้ถูกทำลายไป ฝนแล้ง น้ำแห้ง เป็นต้น. ถ้าจะดูให้ละเอียดอย่างน่าหัวเราะ ก็แปลว่า มันมีการแยกการผสม การ ยักย้ายอะไรต่างๆ ในบรรดาธาตุทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ จนวิกฤต จนเปลี่ยนแปลง จนเป็นนั่นเป็นนี่แปลก ๆ ต่าง ๆ; นี้ก็เป็นวิกฤต คือเป็นวิปริตผิดแปลกไปจากเดิม แล้วในทางวัตถุ, แล้วก็ วิกฤตวัตถุทั่วไป ในโลก ตัวโลกก็วิกฤต วัตถุในคน เนื้อหนัง ของคนนี้ ก็วิกฤต เพราะมันทำอะไรผิดแปลกไปจากเดิม นี้เรียกว่าทางวัตถุมันก็วิกฤต จิตของคนก็วิกฤตยิ่งขึ้น. ทีนี้ทางจิต ดูทางจิต, จิตของคนก็วิกฤตยิ่งขึ้น ; เพราะความก้าวหน้า ที่เรียกว่าความเจริญนั่นแหละ มัน ต้องการมากกว่าเดิม แล้วก็ เกินขอบเขต เกินพอดี มันก็ เป็นเหตุให้วิกฤต , ยิ่งในโลกนี้ มันสร้างกันขึ้นมาแต่ในสิ่งยั่วยวน ให้ต้องการ ให้หลงรัก จิตมันก็เริ่มวิกฤตและยิ่งวิกฤตยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก. แม้แต่จิตของมนุษย์ที่คิดมาก ไปกว่าเดิม คิดจะมีอะไรใหม่ๆ มากไปกว่าเดิม มันก็วิกฤต แล้วมันก็คิดทำขึ้นมา, ทำให้จิตใจของผู้อื่นพลอยวิกฤต พลอยหลงใหลพลอยอยากได้ ที่ความเจริญมันอยู่ที่ตรงนี้ คือของใหม่ ๆ ออกมา ที่ให้ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันยิ่งกว่าเดิมมันก็ยิ่งชวนกันวิกฤตไปทั้งหมด. มนุษย์ก็เลยมีจิตที่วิปริต
น.63 หวั่นไหว อย่างรุนแรงรวดเร็ว ยิ่งไปกว่าเดิม, ยิ่งไปกว่าเดิม และยิ่งรุนแรงมาก ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่แต่เพียงเท่านี้ นี้เรียกว่าวิกฤตของจิตของมนุษย์. เป็นอันว่า จิตใจ ก็วิกฤต วัตถุ ก็วิกฤต วัตถุภายใน ก็วิกฤต วัตถุภายนอก ก็วิกฤต แล้วจะไม่เรียกว่า โลกอยู่ในยุควิกฤตกาล ได้อย่างไร. มองดูให้เห็นความจริง ข้อนี้ แล้วก็เห็นอกเห็นใจโลกกันเสียบ้าง ว่านี้คือความทุกข์ของโลก ถ้าเป็นคนมีความ รู้สึกอย่างคน มันก็รู้สึกว่าแย่แล้ว ๆ, เป็นความวิกฤตของโลก, เป็นความทุกข์ของโลก ในความหมายที่เรียกว่า ทนได้ยาก. นี่เรียกว่าวิกฤตการณ์ที่เป็นชั้นหนึ่งก่อน. คำว่า วิกฤตนี้ใช้ได้ทั้งวัตถุ ทางจิต ทางทิฏฐิ ทางวิญญาณ ใช้ได้ทางวัตถุ คือ วัตถุสิ่งของในบ้านเรือนมันก็วิกฤต, ร่างกายเนื้อหนังก็วิกฤต, นี้จิตใจของคนมันก็ พลอยวิกฤต. เพราะ จิตมันวิกฤต มันจึงทำให้วัตถุวิกฤต, วัตถุยิ่งวิกฤต ก็ยิ่ง ส่งเสริมให้จิตมันวิกฤตต่อไปอีก. จิตมันวิกฤตโดยพื้นฐานแล้ว ความคิดความเห็น ความรู้สึกของจิตที่เรียกว่าทิฏฐิ มันก็วิกฤตตามกันไปอีก, หรือว่าวิญญาณความผาสุกของ จิต ก็พลอยวิกฤตไปด้วย ความเคยเป็นปกติสุข สงบ เย็น มันก็วิกฤต มันไม่เย็นละทีนี้. นี่มัน วิกฤตไปเสียทุกชั้นทุกระดับ จึงเรียกว่าวิกฤตกาล คือสมัยที่วิกฤต. สรุปความดูให้ดี ๆ ว่า มัน กำลังวิกฤตยิ่งขึ้นทุกที; แรกเริ่มเดิมทีมันก็ ไม่ค่อยจะมีวิกฤตอะไรนัก มันเป็นไปตามธรรมชาติ ; แต่ครั้นได้รับรสจากธรรมชาติ ถ้าเป็นที่พอใจมันก็ปรับปรุงแก้ไขให้วิกฤตยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามทางที่พอใจ. ถ้าไม่พอใจ มันก็ปรับปรุงแก้ไขให้วิกฤตไปอีกทางหนึ่ง ในทางที่มันไม่พอใจ, เลยเต็มไปด้วยสิ่งที่วิกฤต หรือวิปริต ถ้าจิตใจเป็นวัตถุก็จะเห็นว่ามันกระดุบกระดิบ กระเพื่อมหวั่นไหวอย่างยิ่งอยู่ ตลอดเวลา เรียกว่ามันวิกฤตแล้ว ถูกกระทำให้ผิดปกติแล้ว, นี้เรียกว่าวิกฤต.
น.64 ความวิกฤตนี้เป็นความทุกข์ของโลกแต่คนไม่เห็น. เอ้า, ดูกันให้ละเอียดสักหน่อยเถิด เรื่องคำว่าวิกฤต, วิกฤตนี้มันเป็นความ ทุกข์ของโลก ; พูดแทนโลกก็คือมันเป็นความทุกข์ของโลก ในโลก จะเป็นโลกแผ่นดิน ก็วิกฤต, แผ่นดินโลกนี้ก็วิกฤต, ทีนี้สัตว์โลก โลกมนุษย์มันก็วิกฤต, ทีนี้ทางจิตทาง วิญญาณของมนุษย์มันก็วิกฤต, ก็แปลว่ามนุษย์ชาติ ความเป็นแห่งมนุษย์ ก็วิกฤต มนุษย์โลกมันก็วิกฤต แต่เราก็ไม่รู้สึก แล้วเราก็ไม่เห็นว่าวิกฤตด้วยซ้ำไป เพราะว่า มันมีจิตใจอย่างหนึ่งแล้วมันมองไปอีกทางหนึ่ง คือ มองไปในทางที่ว่าบ้านเมืองสวยงาม ยิ่งขึ้น, มีความสะดวกสบายก้าวหน้ายิ่งกว่าแต่ก่อนมาก, จะแข่งกับเทวดาก็ได้แล้ว เดี๋ยวนี้ ทำไมจึงเรียกว่าวิกฤต ? ต้องดูความหมายของวิกฤตให้ดี ๆ มันวิปริต ไม่คงที่ มัน ไม่ปกติ ไม่สงบ. คนที่เขามองกันแต่ว่าบ้านเมืองก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง มีนั่นมีนี่ เขาก็พอใจ แล้ว, พอใจแล้ว วิกฤตก็ช่างไม่เป็นไร พอใจแล้ว มีสิ่งสวยงามเอร็ดอร่อยไพเราะเพราะพริ้ง อะไรกันไปทั่วไปหมด ก็ไม่เห็นจะเรียกว่าวิกฤต : ถ้าอย่างนี้ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. แม้ที่สุด แต่ว่าก่อนนี้เราก็สวมเสื้อสีดำอย่างเดียว สวมเสื้อสีขาวอย่างเดียว สวมเสื้อสีน้ำเงิน น้ำตาล อย่างเดียว. เดี๋ยวนี้มันก็มีเสื้อผ้าไม่รู้ว่าจะเป็นสีอะไร แล้วจะประดับประดาตกแต่งกัน อย่างไร, มันผิดแปลกไปจากเดิมยิ่งขึ้นทุกที. คนหนึ่งก็มองว่าดีแล้วดีแล้ว ไม่วิกฤต, ไม่น่ากลัว ไม่น่าวิตกกังวลอะไร เอาละ, ก็เป็นอันว่าพอใจก็ใช้ได้. แต่เดี๋ยวนี้เรามาตั้งปัญหากันว่ามันปั่นป่วนหรือไม่ ? ถ้ามันเป็นเรื่องของ ความปั่นป่วน ก็ถือว่ามันวิกฤต. แม้โลกนี้มันจะสวยสดงดงาม จะก้าวหน้าไปทุกอย่าง ทุกประการ ที่เรียกว่าความก้าวหน้า พูดถึงความก้าวหน้าแล้วก็พูดไม่ไหว. เดี๋ยวนี้มี อะไรบ้างก็ดูเอาเอง มีรถยนต์ใช้เหมือนกับควายแล้ว, มีรถยนต์ใช้เหมือนกับใช้วัว
น.65 ใช้ควาย, มีเครื่องบินใช้เหมือนกับใช้วัวใช้ควาย แล้วมีอะไรในบ้านในเรือนวิจิตรพิสดาร มีโทรทัศน์สี มีเครื่องไฟฟ้า มีอะไรสารพัดอย่าง. เขาก็ชอบใจ เขาก็ไม่มองเห็นว่า มันจะต้องคิดนึกอะไร, มันก็ดีแล้ว. เดี๋ยวนี้ เรามามองในแง่ที่ว่ามันผิดปกติ หรือไม่? การที่ต้องมีอะไรมากขึ้นแปลกขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น แพงยิ่งขึ้นนั้น มันจะปกติ อยู่ได้อย่างไร, ต้องมีของมากขึ้น แล้วก็แพง ๆ ทั้งนั้นมากขึ้น แล้วมันจะปกติอยู่ได้อย่างไร, ก็ขอให้คิดดูในเรื่องนี้. ทีนี้เมื่อมันผิดปกติแล้ว มันเป็นอย่างไร, มันไม่มีความสงบ มันให้ความยุ่งยากลำบาก, มัน ทำให้เกิดปัญหานานาประการ เหลือที่จะกล่าวขึ้นมา นี่เรียกว่า วิกฤต, วิกฤต แม้จะเป็นคำพูดใหม่ ๆ ที่เพิ่งมีใช้กันไม่นานนักนี้ แต่ก็เป็นคำ ที่ดี. อาตมาขอยืนยันว่าเป็นคำที่มีความหมายดี ถูกต้องกับเรื่องราวดี ใช้เป็นหลักเป็น เกณฑ์สำหรับศึกษาพิจารณาได้ดี รวมความว่า บ้านเรือนเครื่องใช้ ไม้สอย วัตถุต่างๆ ยวดยาน พาหนะ อะไร ก็วิกฤต วิกฤต. ทีนี้ บุคคลแต่ละคนก็วิกฤต โลดเต้นอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น ซึ่ง เป็นความวิกฤต เมื่อบุคคลมันวิกฤต, หมู่คณะของบุคคล หรือสังคม สังคมนี้มันก็วิกฤต วิกฤตในแง่สุขภาพอนามัย, วิกฤตในแง่เศรษฐกิจ, วิกฤตในแง่การเมืองการ ปกครอง อะไรสังคมมันก็วิกฤต, โลกทั้งโลกมันก็พลอยวิกฤต ; เพราะว่าทุกๆ ส่วนของ โลกมันวิกฤต มันจะกลายเป็นว่าทุกโลกทั้งจักรวาลเลยก็ได้ ที่มันจะต้องพลอยวิกฤต ตามกันไป ยิ่งไปมาถึงกันทุกโลกยิ่งขึ้นแล้ว มันก็วิกฤตพร้อมกันหมดทุกโลกทั้งจักรวาล เรียกว่าวิกฤตทั้งโลกทั้งจักรวาล. มนุษย์วิกฤต มนุษย์แต่ละบุคคลแต่ละบุคคลมันวิกฤต, แล้ว ความเป็น มนุษย์ทั้งหมด ของมนุษย์มัน ก็วิกฤต แล้วโลกทั้งโลกมันก็พลอยวิกฤต เพราะมันเต็ม ไปด้วยมนุษย์ มันจัดมันทำมันปรับปรุงตลอดเวลาโดยมนุษย์, จึงเห็นได้ว่า ความวิกฤต นี่ มัน เกี่ยวข้องกันเป็นสายตลอดสาย นับตั้งแต่วัตถุมันวิกฤต เพราะคนไปทำมัน แล้ว
น.66 คนมันก็วิกฤต แต่ละคน ๆ มันวิกฤต มันผิดปกติ มันปั่นป่วน, แล้วสังคมของคนมันก็ ปั่นป่วน แล้วโลกทั้งโลกมันก็ปั่นป่วน มันจะยิ่งปั่นป่วนไปกว่านี้อีก. ก่อนนี้มันปั่นป่วน เล็ก ๆ น้อย ๆ มันเท่ากับเด็กเล่น เดี๋ยวนี้มันปั่นป่วนชนิดที่ว่า มันจะพินาศลงไปทั้งโลก ในพริบตาเดียวก็ได้ แล้วก็มีความปั่นป่วนมาก. วิกฤตการณ์เกิดขึ้นทั้งตามธรรมชาติและโดยมนุษย์. วิกฤตการณ์ นี้ เรียกว่ามัน มาจากธรรมชาติ; เพราะธรรมชาติมันผิด ปกติของมันเอง ธรรมชาติความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ แม่น้ำแผ่นดิน อะไร ถ้ามันวิปริตไปตามธรรมชาติ มันก็เป็นวิกฤตตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ทีนี้มัน ไม่เพียงแต่ธรรมชาติทำ มนุษย์กลับไปทำให้เป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้น ไปทำลาย ธรรมชาติให้วิปริตเร็วขึ้น มากขึ้น แล้วก็เลยเป็นว่าธรรมชาติสองซ้อน : ธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, แล้วก็ ธรรมชาติตามที่มนุษย์ไปกระทำ ให้มันผิดธรรมชาติ อีกต่อ หนึ่ง เรียกวิกฤตที่เกิดจากธรรมชาติ. ที่นี้วิกฤตที่เกิดจากมนุษย์ มนุษย์ไปทำผิดต่อ ธรรมะ ต่อความถูกต้อง ต่อความจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่าธรรมะ ; มนุษย์ประพฤติ ผิดต่อธรรมะ ก็เกิดวิกฤตขึ้นมาอีกแบบหนึ่งรูปหนึ่ง เพราะมนุษย์กระทำผิดต่อธรรมะ หรือธรรมชาติก็พูดได้ เลยเป็นความรู้สึกสองชนิดว่า โดยธรรมชาติทำให้ หรือว่าโดย มนุษย์ทำเอาเอง. ทีนี้ดูว่ามันปรากฏอยู่ที่ไหน ? วิกฤตการณ์ปั่นป่วน วิปริต ที่มันอัด อยู่ในตัวบุคคล ภายในบุคคล, วิกฤตการณ์ภายในบุคคล อัดแน่นอยู่ในภายใน ของบุคคลทั้งกายทั้งใจจนวิกฤต. มันน่าหัว วิกฤตที่มันอัดอยู่ในตัวบุคคล, แล้ว ต่อมา ก็เป็นวิกฤตที่ออกมานอกคน แสดงให้เห็นทางภายนอกว่าเป็นวิกฤตอย่างนั้นอย่างนี้
น.67 จนเพื่อนกันเห็น จนเห็นกันทั่วไปหมดทั้งโลกว่ามันเป็นวิกฤตที่ออกมานอกคน. แล้ว ทีนี้มันก็ มีผลเกิดขึ้นแก่สังคมแก่โลก แก่มนุษย์ทั้งโลกก็กลายเป็นว่าแสดงออกมาที่ มนุษย์โลก, มนุษย์โลกทั้งโลกของมนุษย์ มีวิกฤตแสดงให้เห็นอยู่ทั่ว ๆไป. นี่หาให้พบ เถอะว่ามันอยู่ที่ไหน ? วิกฤตความวิปริตปั่นป่วนมันอยู่ที่ไหน ? มันอัดอยู่ในคน แล้วมัน ออกมานอกคน แล้วมันก็ระบายกระจายออกไปทั้งโลก ก็คิดดูว่าจะทำอย่างไรดี. ธรรมชาติก็ชวนให้วิกฤต หรือวิกฤตอยู่ตามธรรมชาติ มีผลถึงมนุษย์ ด้วยเหมือนกัน มนุษย์ก็ปรุงแต่ง มนุษย์ก็ปรุงแต่งธรรมชาติ เรียกว่า กิเลสของ มนุษย์ที่ต้องการเกิน ขอบเขตก็ไปทำให้ธรรมชาติวิปริตเร็วเข้า. ถ้าเราต้องการ กันเพียงแต่ว่าพออยู่ได้ มันก็ไม่ต้องทำอันตราย หรือว่าทำลายธรรมชาติมากเหมือน อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้มนุษย์มันมีความต้องการ เพราะความเฉลียวฉลาดของ มนุษย์มันก้าวหน้า, ความต้องการมันก็ก้าวหน้า แล้วก็ต้องทำอะไรที่เป็นการทำลาย ธรรมชาติ พูด ยกตัวอย่าง สักอย่างแม้มันจะน่าหัว ว่ามนุษย์ต้องทำกระป๋อง, กระป๋อง นม กระป๋องปลา กระป๋องของต่าง ๆ ที่เป็นกระป๋อง ๆ ขึ้นมาสักเท่าไร ก่อนนี้ไม่ต้องทำ ; มนุษย์มันไม่ได้มีเครื่องกระป๋อง มันไม่รู้จัก มันไม่ต้องกิน มันไม่ต้องใช้เครื่องกระป๋อง, พอรู้จักใช้เครื่องกระป๋องนี่ คนหลายพันล้านคนในโลกนี้ ทำกระป๋องขึ้นมาเท่าไร, ใช้กระป๋องวันหนึ่งเท่าไร, ยุบกระป๋องกันไปวันหนึ่งเท่าไร. แล้ว กระป๋องนี่มาจาก ธาตุ, มาจากโลหะในแผ่นดิน เป็นเหล็กเป็นสังกะสี ต้องขุดขึ้น มาจากแผ่นดิน, แล้วมาทำกระป๋อง แล้วก็ยุบทิ้งไป วันหนึ่งไม่รู้กี่ล้าน ๆ กระป๋อง ; จะเรียกว่ามันปกติ ได้อย่างไร. นี่มนุษย์มันทำอย่างนี้ ที่นี้มันไม่ใช่แต่เรื่องกระป๋อง มันทุกเรื่องไปหมด.
น.68 แม้แต่ เรื่องกินน้ำอัดลม นี่ ก่อนนี้ไม่ต้องกิน มันก็ไม่มีเรื่อง ; เดี๋ยวนี้ เกิดกินน้ำอัดลม จะต้องทำน้ำอัดลมวันละกี่ร้อยล้านกี่พันล้านขวด แล้วขนไปขนมา, ขน น้ำอัดลมมาบ้านนอก ขนขวดเปล่ากลับไปกรุงเทพฯ อย่างนี้, วันหนึ่งมันกี่พันกี่หมื่น กี่แสนกี่ล้านขวด. มัน เรื่องยุ่งทั้งนั้น เลย ก่อนนี้มันไม่มี ; มิใช่แต่เรื่องน้ำอัดลม มันมีอีกหลายอย่าง มากมายหลายสิบอย่างหลายร้อยอย่าง ล้วนแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน. นี่เรียกว่ามันวิปริต มันผิดปกติ มันปั่นป่วนไปหมด. เดี๋ยวนี้กินน้ำแข็ง ถ้าไม่มีจะกินก็วุ่นวายใจ; ต้องกินน้ำแข็งก็ต้องทำน้ำ แข็ง, วันหนึ่งทำน้ำแข็งทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลกไม่รู้จักเท่าไร กี่ล้านตันกันก็ไม่รู้ แล้วก็ มันน่าหัว น่าหัวที่ว่า สมัยคนป่าดึกดำบรรพ์ไม่มีน้ำแข็งกิน ไม่รู้จักน้ำแข็ง หัวใจของ คนเหล่านั้นเย็นกว่ามนุษย์ที่มีน้ำแข็งกิน, มนุษย์ที่ มีน้ำแข็งกิน นี่ หัวใจกลับไม่เย็น เท่ากับหัวใจของคนยุคสมัยที่ไม่มีน้ำแข็งจะกินนี่. คิดดูกันบ้างซิว่า ความวิปริตมันเรื่อง ตลกเหลือประมาณ เดี๋ยวนี้ มีไฟฟ้าใช้ อะไร ๆ ก็ไฟฟ้าๆ แล้ว จิตใจของคนก็ไม่สว่างไสว มากกว่าสมัยที่คนไม่มีไฟฟ้าใช้. สมัยที่คนไม่มีไฟฟ้าใช้ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีไฟฟ้า ใช้ ; แต่จิตใจของเขาสว่างไสวกว่าจิตใจของคนสมัยนี้ ที่มีไฟฟ้าใช้ : มัน คล้ายๆ กับมี ไฟฟ้ามาช่วยทำให้จิตใจมืด คือให้หลงให้อยากได้ไปเสียสารพัดอย่าง ที่เกี่ยวกับ เครื่องใช้ไฟฟ้า. เดี๋ยวนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าเขาทำขึ้นมาในโลกเหลือประมาณ, ประหลาด อัศจรรย์เหลือประมาณ จนคนต้องซื้อต้องหา, เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสมองกลไก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ทำหน้าที่จนคนนี้จะไม่ต้องทำอะไร, มีเครื่องคิดเลขขึ้นมาช่วยทำ ให้คนมันโง่ คิดเลขไม่เป็น ; เรียกว่ามันปั่นป่วน เอาละ, เป็นอันว่า มองให้เห็นความ ปืนป่วน. ที่เรียกว่าวิกฤตการณ์กันเสียที.
น.69 ผิดธรรมดา หรือไม่ผิดธรรมดา นี่คือปัญหาที่คิดว่าจะยากที่สุดที่จะตอบ ความวิปริต วิกฤตการณ์ปั่นป่วนอย่างนี้นั้น เราจะเรียกว่าธรรมดาหรือเรียกว่าผิดธรรมดา ? มองดูในความหมายต่ำ ๆ ภาษาคน ก็เรียกว่า ผิดธรรมดา คือผิดจากที่เคยเป็น แต่ถ้า มองในลักษณะธรรมะชั้นสูง ชั้นละเอียด โอ้ ก็มัน ธรรมดาอยู่นั่นแหละ แต่ธรรมดา ที่มันเปลี่ยน, ธรรมดาที่มันเปลี่ยนมากเหลือเกิน มันก็ยังเป็นธรรมดา ไม่ได้ผิดธรรมดา คนเราตามธรรมดานี้ ถ้าผิดธรรมดาไปหน่อย ผิดจากที่เคยเป็นไปหน่อย ก็เรียกผิดธรรมดา แต่ความจริงมันก็ยังคงธรรมดานั้นแหละ ; แต่มันเป็นธรรมดาที่มันเปลี่ยน แต่ถ้ามัน ชินกันเข้า มันก็เป็นธรรมดาอีกแหละ. ถ้าไปโลกพระจันทร์กันเหมือนกับไปบ้านโน้น บ้านนี้แล้ว มันก็เป็นของธรรมดาไปอีกแหละ. สิ่งวิปริต นี้มันผิดธรรมดาในความรู้สึกที่มองกันผิว ๆ แต่ในส่วนลึกก็คือ ธรรมดาชนิดหนึ่ง ; ดังนั้นมันจึงยาก มันจึงยากที่จะเข้าใจ จะป้องกัน จะแต่ในส่วนลึกก็คือแก้ไข เพราะ มันก็คือธรรมดา ๆ นั่นเอง ที่มันเปลี่ยนไปสู่ความวิปริตอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เปลี่ยนไป ตามธรรมดา ตามกฎของธรรมดา มีลักษณะที่ธรรมดา ไม่ค่อยรู้สึกอะไรกัน โลกนี้มัน จึงเปลี่ยนได้มาก. เห็นไหม ชั่ว ๕๐ ปีนี้คุณดูเถอะ มันเปลี่ยนเท่าไร ไม่ต้องพูดถึงร้อยปี พันปีดอก ชั่ว ๕๐ ปี นี้มันก็เปลี่ยน, เปลี่ยนจนจะจำไม่ได้ ปู่ ย่า ตา ยาย ชั้นปู่ ย่า ตา ยาย ถ้ากลับมาเกิดอีก ก็จำบ้านเรือนไม่ได้ จำลูกหลานไม่ได้ จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่า ที่ไหน. นี่ ความที่มันเปลี่ยน แล้วก็เป็นไป โดยไม่ต้องรู้สึก เป็นไปตามธรรมดา, นี่เราจึงไม่เฉลียวใจ, เราจึงไม่เคยรู้ความจริงข้อนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์เหล่านี้, เพราะมันเป็นขึ้นมาอย่างธรรมดา ๆ. เด็กเกิดขึ้นมาสมัยนี้ ของอย่างโทรทัศน์อย่างนี้ ไม่ ใช่ของแปลก, คนแก่ ๆ ที่จะเห็นเป็นของแปลก เกิดมามันยังไม่มีโทรทัศน์, พอโทรทัศน์ มีขึ้นก็เป็นของแปลก. ถ้าเด็กที่เกิดขึ้นมาเดี๋ยวนี้มันมีโทรทัศน์เต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว, โทรทัศน์นี้มันก็ไม่เป็นของแปลก มันก็ไม่ใช่ของผิดธรรมดาอะไรเลยก็ได้
น.70 วิกฤตการณ์คือว่า มันวิปริตผิดไปจากปกติ, แล้วมันก็ ปืนป่วนวุ่นวาย เหลือประมาณ เต็มไปด้วยความปั่นป่วน อย่างนี้หรือไม่, ในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ กระทั่งถึงเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยก็ได้ ว่ามันวิปริตหรือไม่ ? เรื่องของวิกฤตการณ์ที่ควรรู้. ทีนี้จะทำอย่างไร, คิดดูให้ดี จะทำอย่างไรจึงจะเอาตัวรอดออกมาได้ ไม่ ปั่นป่วนไปตามนั้น. มันก็คือไม่ปั่นป่วนไปตามนั้น, อย่าไปโง่ไปหลงรัก หลงพอใจ หลงใหล หลงอะไรไปตามนั้น เอาตามที่มันจะปกติได้เท่าไร เพียงแต่อยู่ในโลก กับเขาได้ก็พอแล้ว, แล้วก็ไม่ต้องลำบากวุ่นวายไปตามเขาส่วนมาก. นี่เรียกว่าเราจะ ต้องศึกษาความวิปริตกันให้ดี ๆ. ทีนี้ก็ดูวิกฤตการณ์กันให้ละเอียดออกไป สภาพวิกฤต- การณ์มีลักษณะอย่างไร, มีอาการอย่างไร, มีอุปมาอย่างไร, มีประเภทอย่างไร, มีแดนเกิด อย่างไร, แดนดับอย่างไร, มีรสอร่อยอย่างไร, มีความเลวร้ายอย่างไร, มีหนทางหลงเข้าไป อย่างไร, มีหนทางหลุดออกมาอย่างไร, นี่เรียกว่า ควรจะศึกษา. ลักษณะของวิกฤตการณ์. วิกฤตการณ์มันมีลักษณะ คือมันไม่พักผ่อน ถ้าเป็นเรื่องของบุคคล บุคคลนั้นก็ไม่มีการพักผ่อนทางจิตทางวิญญาณ, นี้เป็นวิกฤตการณ์. สังคมวุ่นวาย สังคมวิกฤตการณ์ก็วุ่นวาย โลกนี้มันก็ผิดปกติ, เรียกว่า วิกฤตการณ์มีลักษณะบุคคลไม่ พักผ่อน สังคมวุ่นวาย โลกผิดปกติ ดูลักษณะของมัน.
น.71 อาการและอุปมาของวิกฤตการณ์. ที่นี้ดูอาการ, อาการของวิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์คือหมุนไปด้นไป ปั่นป่วนไป สั่นสะเทือนไป : บุคคลหมุนดิ้นไป สังคมก็ปั่นป่วนไป โลกก็สั่นสะเทือนไป มีอาการอย่างนี้. ทีนี้ถ้าอุปมาเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า มันมีไฟเผา มีไฟลุกเผา, มีน้ำท่วม จมน้ำ, มีโรคภัยไข้เจ็บเสียบแทงกายวาจาใจ. บุคคลก็มีความรู้สึกเสมือนอย่างนี้, สังคมก็เสมือนอย่างนี้, โลกทั้งโลกก็เสมือนอย่างนี้, วิกฤตการณ์อย่างนี้ถ้าดูโดยอุปมา แล้ว มันก็เหมือนกับว่า ถูกเผา ถูกมัด ถูกตี ถูกกดให้จมน้ำ, แล้วแต่ว่าจะรู้สึก บางทีก็ร้อนด้วย ราคะ โทสะ โมหะ เหมือนกับไฟเผา, บางทีก็จมน้ำหายใจไม่ออก ไม่อยาก จะตายก็ดิ้นรนที่จะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ, แล้วเสียบแทง ตรงกับความหมายของคำว่าโรค โรคะ โรคนี้แปลว่าเสียบแทงเจ็บปวด, วิกฤตการณ์มีอุปมาอย่างนี้. ประเภทของวิกฤตการณ์. วิกฤตการณ์มีประเภทแจกเป็นประเภท ๆ ได้อย่างไร ? ก็อย่างที่เคยพูด วิกฤตการณ์เป็นไปทางกาย, วิกฤตการณ์เป็นไปทางจิต, แล้ววิกฤตการณ์เป็นไปทาง สติปัญญา คือทางวิญญาณ, ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณสามคำนี้ศึกษาไว้ให้ดี ๆ มันช่วย ประหยัดเวลาได้มากที่จะเข้าใจ. เมื่อจะพูดกันมันก็พูดกันได้สะดวก พูดกันได้เร็ว เรื่อง ทางกายทางวัตถุก็เข้าใจ เรื่องทางจิตล้วน ๆ ก็เข้าใจ, เรื่องทางสติปัญญา ทิฏฐิความคิด ความเห็นของจิตก็เข้าใจ, ทางวัตถุทางกายวิปริตนี้มันแก้ไขได้ง่าย ทางวัตถุทางกาย, เรื่อง ทางจิตลำบากหน่อย. แต่ถ้าเรื่องทางสติปัญญาทางความคิดความเห็นแล้ว ยิ่งแก้ไขยาก มันแก้ไขยาก เข้าใจยาก รู้จักยาก แก้ไขยาก, วิกฤตการณ์อันลึกซึ้งก็คือวิกฤตการณ์
น.72 ทางสติปัญญา. ถ้าสติปัญญามันวิกฤตเสียแล้วมันก็วิกฤตตามกันไปหมด : จิตก็วิกฤต, กายก็วิกฤต, วัตถุก็วิกฤต, เลยวิกฤตทั้งโลก เพราะสติปัญญาของมนุษย์มันวิกฤตอย่างเดียว. แดนเกิดของวิกฤตการณ์. ทีนี้ อะไรเป็นสมุทัยเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ อะไรเป็นสมุทัยเหตุให้เกิด ? มัน ก็คือความโง่ของคน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอยากอย่างโง่เขลา. ความอยากด้วย สติปัญญานั้น ไม่สร้างวิกฤตการณ์, สังเกตดูให้ดี ๆ ถ้าต้องการประสงค์ด้วยสติปัญญา พอถูกพอเหมาะพอดีแล้วไม่เกิดวิกฤตการณ์. เดี๋ยวนี้มันอยากด้วยความโง่เขลา มันอยาก ในสิ่งที่ไม่ควรอยาก ไม่พอดีกับที่ควรจะมีอะไรต่าง ๆ เรียกว่า อยากด้วยความโง่ เป็น เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ ขึ้นในบ้านในเรือนในหมู่ในคณะในโลกก็ตาม มันอยากด้วย อวิชชา ; เช่นมันอยากจะครองโลกอย่างนี้ มันก็ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทั่วโลก ; มันจะ ครองโลกไปทำไม, มันอยู่ในโลกคนเดียวได้เมื่อไร มันต้องอยู่อย่างพร้อมเพรียงกัน สมัคร สมานสามัคคีกันทั้งโลก มันจึงมีความสงบสุข, ฉะนั้น ความอยาก ความต้องการด้วย อำนาจของความโง่นั้น มัน เป็นสมุทัย เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ ของบุคคลก็ดี, ของ สังคมก็ดี, ของโลกทั้งโลกก็ดี, มันล้วนแต่มีความอยากด้วยความโง่เป็นเหตุให้เกิดขึ้นมา แดนดับของวิกฤตการณ์. เอ้า, ที่นี้ดูต่อไปถึงคู่ของมัน อะไรเป็น อตฺถงคม, อัตถังคมะ คือดับไป. ให้เกิดคืออยากด้วยความโง่, ทีนี้ อะไรเป็นความดับ คือหยุด หยุดอยากได้เป็นขณะ ๆ, เมื่อใดมันหยุดอยาก หรืออยากด้วยความฉลาด, มันหยุดอยากด้วยความโง่ ; เมื่อนั้น
น.73 วิกฤตการณ์มันก็หยุดไปเป็นระยะ ๆ เป็นพัก ๆ. วิกฤตการณ์อันหนึ่งมันก็ระงับไปได้ ด้วยความถูกต้องที่เกิดขึ้น, มีความต้องการที่ถูกต้องเกิดขึ้น. วิกฤตการณ์อันนั้นก็ระงับ ไป เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นตามที่ต้องการ. อัตถังคมะนั้นมันดับเป็นพัก ๆ คราว ๆ ไม่ใช่ดับ สนิท ไม่ใช่ดับสิ้นเชิง, วิกฤตกาลในโลกเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเป็นคราว ๆ ไม่ใช่สิ้นเชิง ผลัดเปลี่ยนกันอันอื่นเกิดขึ้นมาอีก, ความดับอย่างนี้ไม่ใช่ตับสิ้นเชิง คือมันดับชั่วคราว. อตฺถงคม ภาษาบาลี, ภาษาไทยเอามาจากสันสกฤต เรียกว่า อัสดง, อสตมฺ, อัสดงคต นี้ก็แปลว่าดับเหมือนกัน แต่ว่ามันดับชั่วคราวเหมือนอาทิตย์อัสดง พรุ่งนี้ก็โผล่ขึ้นมาอีก, วันนี้พระอาทิตย์อัสดง พรุ่งนี้ก็โผล่ขึ้นมาอีก. ดับอย่างนี้เรียกดับชั่วคราว คู่กันกับ สมุทัย, ถ้าดับสนิท ดับไม่มีเหลือ เขาเรียกว่า นิโรธะ หรือ นิพพาน ดับสนิท ดับไม่มีเหลือ ไม่มาอีก. เดี๋ยวนี้มันดับชั่วคราว วิกฤตการณ์ดับไปชั่วคราว เพราะความ อยากด้วยความโง่ของมนุษย์ มันดับไปชั่วคราว ๆ หรือมันเปลี่ยนนั่นเอง ; อย่างนี้มัน ดับไป, อย่างอื่นมันก็เกิดขึ้นมา มันก็ดับชั่วคราวเท่านั้น มันไม่ดับตลอด. รสอร่อยของวิกฤตการณ์. ทีนี้ก็ดูต่อไปว่า อัสสาทะ วิกฤตกาลนี้มีอัสสาทะ, อัสสาทะ แปลว่า เสน่ห์ ที่น่ารัก ยั่วยวนใจให้รัก เรียกว่า อัสสาทะ. วิกฤตการณ์ทั้งหลายนี้มันก็มีอัสสาทะ ; แม้มันจะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายเท่าไร อย่างที่กล่าวมาแล้ว, มันก็มีอัสสาทะ คือมีเสน่ห์ยั่ว ให้คนหลงให้คนรัก. ข้อนี้ต้องระวังให้ดี ๆ มันมักจะมีอัสสาทะไปเสียทุกสิ่ง, วิกฤตการณ์ ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากมายวุ่นวายเท่าไร. คนก็ยิ่งชอบเพราะมันยิ่งสนุก, เพราะมันยิ่งแปลก ยิ่งอร่อย. รวมความเพราะมันยิ่งบ้า คนพวกนี้มันก็มีความรู้สึกว่าดีว่าสุขว่าเจริญ ทั้งที่ มันยิ่งบ้า. มันยิ่งเกินพอดี มันยิ่งยุ่งยากลำบาก, เรียกว่ามันมีเสน่ห์. ความทุกข์นี้ มันก็มีเสน่ห์ ; ถ้าไม่มีเสน่ห์แล้วคนก็จะไม่ตกไปในความทุกข์, มันหลอกลวง มันมี ของหลอกลวง มีของยั่วให้คนไปชอบมัน จึงได้เป็นทุกข์.
น.74 ความเจริญที่จะทำให้ไม่มีความพักผ่อนนี้มันก็มีเสน่ห์ : ของกิน ของ ใช้ ของอะไรก็ตามที่สวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลินบันเทิง, ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เช่นว่า เหล้านี้ มันเรื่องความฉิบหายเรื่องความทุกข์ แต่มันก็มีเสน่ห์ที่ยั่วให้คนกิน คนจึงกินเหล้า, คนจึงกินเหล้าเหมือนกับว่าของวิเศษอะไร กินกันเป็นการใหญ่. เขา ขายได้มากมายมหาศาล รัฐบาลก็ได้ภาษีมากมายมหาศาล เพราะว่าเหล้านี้มันมีเสน่ห์ ทั้งที่มันเป็นสิ่งชั่วร้าย นำมาซึ่งความพินาศ, แต่แล้วมันก็มีเสน่ห์ ที่หลอกให้คนหลง ดังนั้นมันจึงมีอยู่ ยังคงมีอยู่, ยังเป็นเหตุให้คนทำขึ้นมาไม่หยุด เพราะมันมีเสน่ห์. ความ เลวร้ายทุกชนิดมันมีเสน่ห์ ยั่วให้คนทำ ฉะนั้นมันจึงมีความเลวร้ายหลงเหลือ อยู่ตลอดเวลา ให้รู้ว่า วิกฤตการณ์นี้ก็มีเสน่ห์, อัสสาทะคือเสน่ห์ที่มันยั่วให้คนทำ. อบายมุขทั้งหลายมีเสน่ห์ ; ถ้าพูดตรง ๆ ก็มีคนไม่ใช่น้อยชอบขวดเหล้า มากกว่าชอบพระพุทธเจ้า ถ้าเขาว่าแจกเหล้าละไปหาทันที ; พระพุทธเจ้ามาไม่สนใจละ บอกว่าพระพุทธเจ้ามาไม่มีใครสนใจละ, บอกแจกเหล้า, แจกเหล้า ไปหากันหมด มันก็มีเสน่ห์ไม่ใช่ไม่มีเสน่ห์ : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน, เป็นความเอร็ดอร่อยสนุกสนาน อย่างยิ่ง มันมีเสน่ห์ ; ดังนั้นมันจึงมีอยู่ได้ในโลก และก็ ทำให้คนจมอยู่ใน อบายได้ จมอยู่ใน อบายในความทุกข์ได้ เพราะมันมีเสน่ห์. โทษของวิกฤตการณ์. ทีนี้ดูคู่ตรงกันข้ามของมันบ้างสิ คือ อาทีนวะ. อัสสาทะ คือเสน่ห์ยั่วยวน ให้รัก. อาทีนวะ - ความเลวร้าย ที่มันขบกัดเอา, วิกฤตการณ์มีความเลวร้ายซ่อน
น.75 อยู่ลึกซึ้ง ทำให้ปั่นป่วนลึกซึ้ง ทำให้โลกนี้สงบไม่ได้ ทำให้คนเป็นโรคประสาทกัน แทบทั้งโลก ไม่มากก็น้อย, คนเป็นโลกประสาท มีความต้องการ ความวิตกกังวล ความ อาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวง ความอะไรต่าง ๆ มันกัดหัวใจคน, วิกฤตการณ์ มันกัดหัวใจคน. นี่เรียกว่า อาทีนวะ ความเลวร้ายของมัน. ยกตัวอย่าง มันให้ชัด ๆ ขึ้นมาก็ว่า เงินนี้ใครๆ ก็ชอบเงิน, เงินมันก็มีอัสสาทะ เสน่ห์ยั่วให้คนชอบมี แล้ว เงินมันก็ มีอาทีนวะ หลงเงิน ชอบเงิน บ้าเงิน แล้วมันก็เป็นทุกข์ เกือบตาย หรือมัน เป็นเหตุให้ทำชั่วช้า ทำอะไรเป็นทุกข์ใหญ่โตต่อไปอีก. ทุกอย่าง มันจะมีทั้งอัสสาทะ คือคุณ และอาทีนวะคือโทษ; นี้หมายถึงสังขารทั้งหลายทั้งปวง จะมีทั้งคู่ สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ยกเว้นพระนิพพานอย่างเดียว สังขารทั้งหลายทั้งปวงเราจะมองเห็น ได้ว่ามีทั้งคุณและทั้งโทษ. ยกตัวอย่างให้มันน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็ว่า ความดี ที่เรียกกันว่า ความดี, มีอัสสาทะชวนให้ทำ หรือว่า ยกย่องสรรเสริญ สรวลเสเฮฮา กันไปว่าดี แต่แล้วมันก็กัดเอา อีกทางหนึ่งมันก็กัดเอา กัดหัวใจคนที่บ้าดี. คนที่หลงดี คนที่ เป็นห่วงดี วิตกกังวลด้วยความดี มีภาระหนัก อยู่ด้วยความดี, นี้ความดีมันกัดเอา. แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ความดี มัน ยังมีทั้งอัสสาทะและทั้งอาทีนวะ คือมีทั้งสิ่งที่ทำให้ สบายใจพอใจ และมีทั้งสิ่งที่ทำให้ลำบากยุ่งยากใจ. นี่อย่ามีมันทั้ง ๒ อย่าง อย่าเอาทั้ง คุณและทั้งโทษ แล้วก็เป็นนิพพาน, ซึ่งไม่มีอัสสาทะไม่มีอาทีนวะ. เดี๋ยวนี้ วิกฤต- การณ์ในโลก ยิ่งเจริญ เป็นบ้าเป็นหลังเท่าไร ก็ยิ่งมีอัสสาทะยั่วยวนมากเท่านั้น ; ลงทุนกันเป็นการใหญ่ ทำให้เป็น, ได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งยุ่ง ยิ่งทำยิ่งยุ่ง. พร้อมกันนั้นมันก็กัดหัวใจคน ทำให้ลำบากทางเศรษฐกิจ ลำบากทางอะไรต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำบากทางศีลธรรม คือมันขาดศีลธรรม มัน ก็เลยเป็นความวินาศ ลึกซึ้ง มันกัดลึกซึ้ง. อัสสาทะเสน่ห์ ทำให้บ้าหลัง พอใจ ยินดีสนุกสนาน แม้แต่
น.76 ได้ค่าเขาก็ยังเป็นสุข คนที่มันชอบด่า ยิ่งได้ค่าเขามาก ๆ ก็ยิ่งสบายใจมาก. อัสสาทะ ทางโทสะได้ด่าเขา, แต่แล้วมันก็มีอาทีนวะกัดเอาทีหลัง. อัสสาทะ คือ ทำให้เกิดความหลงรัก หลงพอใจ, อาทีนวะก็นั่งร้องไห้ อยู่ ระวังให้ดี ๆ ในวิกฤตการณ์มันมีอัสสาทะยั่วไว้มากทีเดียว คนจึงหลงสร้างวิกฤตการณ์ ขึ้นไว้เสมอ ไม่หยุดไม่หย่อนในโลกนี้, แล้วก็ทนรับอาทีนวะ คือ โทษที่เกิดจากความ หลงนั้น วิกฤตการณ์มันแสดงบทบาทอย่างนั้น ทางที่จะเข้าไปและออกมาจากวิกฤตการณ์ ที่นี้จะเปรียบอีกคู่หนึ่งว่า ทางที่จะเข้าไป, และ ทางที่จะออกมา. ทาง ที่จะเข้าไปหาวิกฤตการณ์ มันก็คือความโง่ ความหลง ความมืด ความบอด อวิชชา เป็นทางสำหรับเข้าไปหาวิกฤตการณ์อันหลอกลวง, ทางที่ออกมาเสียจากวิกฤตการณ์ก็ คือสติปัญญาถูกต้อง, พูดตามภาษาพุทธศาสนาก็เรียกว่า อริยมรรค อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ. นี่ขอบอกกล่าวไว้เป็นตลอดกาลตลอดนิรันดรเลยว่า ทางที่จะออกจาก ปัญหา หรือความทุกข์ไม่ว่าชนิดไหน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้คำเดียวเท่านั้น คือ อริยมรรคมีองค์ ๘. การประพฤติถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ชื่อว่า นิสสรณะ แปลว่า หนทางออก, ออกมาเสียจากปัญหา จากกิเลส จากความทุกข์ จากทุกสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา นั้นเป็นทางออก - อริยมรรคมีองค์ ๘. ส่วน ทางเข้าไป, เข้า ไปสู่วิกฤตการณ์นั้น ก็คือ ตรงกันข้าม คือ ความผิด ผิด ๘ ประการ ก็ได้ มีความ เห็นผิด ดำริผิด พูดผิด ทำผิด อาชีวะผิด พากเพียรผิด สติผิด สมาธิผิด ผิด ๘ ผิด รวมกันก็เป็นทางเข้าไปสู่วิกฤตการณ์, ทางออกมาเสียคือความถูกต้อง ๘ ประการ. สรุปสั้น ๆ ว่า ทาง เข้า ไปหา ก็คือ อวิชชา ความโง่ ความขาดสติ; นิสสรณะ
น.77 ทางออก มาเสีย คือ ความมีสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ มีความรู้อันถูกต้อง มี ความถูกต้องที่ปฏิบัติครบทั้ง ๘ ประการ เรียกว่าทางออก. วิกฤตการณ์มีผลคือความทุกข์ ตามหลังมาทุกกรณี ; แต่ก็มีอัสสาทะ ล่อหลอกให้คนชอบให้คนหลงรัก, อย่างที่ยกตัวอย่างมาแล้วว่า คนชอบเหล้า มันก็มี อัสสาทะของเหล้าล่อหลอกให้ไปติดเหล้า ติดเฮโรอิน ติดผืน ติดอะไรก็ตาม มันมีอัสสาทะ นั่นแหละหนทางให้เข้าไป คือความโง่, หนทางให้ออกมา คือความรู้ ไม่โง่ มีวิชชา มีปัญญา มีแสงสว่าง. ทีนี้ก็จะรู้จักวิกฤตการณ์กันดีขึ้นบ้างแล้วกระมัง มันมีความไม่พักผ่อน วุ่นวายผิดปกติเป็นลักษณะ มีอาการหมุน มีอาการดิ้น มีอาการปั่นป่วนเป็นอาการ, มีอุปมาเหมือนกับถูกเผา ถูกตี ถูกมัด ถูกกดให้จมน้ำ ถูกอะไรล้วนแต่ที่มันรู้รสกันแล้ว ทั้งนั้น, มันมีเป็นประเภทเป็นทางกายบ้าง ทางจิตบ้าง ทางวิญญาณบ้าง, มันมีสมุทัยเหตุ ให้เกิดขึ้นก็คือ ความโง่ของคนนั้นเอง, มีอัตถังคมะ ดับเป็นครั้งเป็นคราว, ก็เพราะมัน ฉลาดบ้างเป็นครั้งเป็นคราว. แต่ มันฉลาดไปไม่ได้ เพราะไม่ได้กำจัดอวิชชา อันเป็นต้นเหตุ, วิกฤตการณ์มีอัสสาทะยั่วยวนเป็นเสน่ห์ ของยิ่งร้ายเท่าไรจะยิ่งมีเสน่ห์มาก เท่านั้น เช่นกามคุณนี้ มันให้โทษให้ทุกข์ร้ายกาจเท่าไร มันก็มีเสน่ห์ยั่วยวนให้หลงใหล เท่านั้น. ฉะนั้น อย่าทำเล่นกับของที่น่ารัก น่าพอใจ น่าปรารถนา. ทีนี้ มีอาทีนวะ ซ่อนอยู่ข้างใน, พอถึงตอนนี้ก็จะต้องเช็ดน้ำตา ทางเข้าไป หาก็คือ ความโง่ ผลที่ตามมา ก็คือความทุกข์, หนทางออก เสียให้ได้ก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความถูกต้อง ของความคิด ของความรู้ ของความปรารถนา ของทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ นี่วิกฤตการณ์ตัวนี้ มันมีเรื่องของมันอย่างนี้.
น.78 พุทธบริษัทต้องช่วยกันแก้ไขวิกฤตการณ์. เอ้า, ทีนี้ก็จะมาพูดถึงพุทธบริษัท ทำไมต้องมาพูดถึงเรื่องวิกฤตการณ์ให้เสีย เวลา. พระพุทธเจ้าไม่เคยได้เอ่ยคำว่า วิกฤตการณ์ ข้อนี้จริง เพราะคำ ๆ นี้เป็นคำพูด ใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งพูดกันในยุคนี้. แต่พระพุทธเจ้าตรัสถึงวิกฤตการณ์ว่า เมื่อรู้แล้ว เมื่อรู้แล้ว คือพูดเรื่อง ทุกข์นั่นเอง ความทุกข์นั่นเองเป็นวิกฤตการณ์, พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฉันพูด แต่เรื่องความทุกข์ กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่พูด. นั่นแหละ แสดงว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องวิกฤตการณ์ เรื่องอื่นไม่พูด พูดแต่เรื่องวิกฤตการณ์ กับความสั้นสุดแห่งวิกฤตการณ์ พูดแค่สองเรื่อง. นี้เราเป็นพุทธบริษัท มันมีหน้าที่เกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้อย่างไร ; เราก็ต้อง นึกถึงพระพุทธเจ้า เพราะว่าเราเป็นบริษัทของพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธบริษัท เป็น บริษัทของพระพุทธเจ้า เราต้องทำเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า. ถ้าเราไม่ทำเหมือนอย่าง พระพุทธเจ้า ก็อย่าไปเสียเวลาเรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท มันไม่ได้ ถ้าจะเรียกตัวเองว่า พุทธบริษัทต้องทำเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทำ, พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นในโลก ก็เพื่อจะชี้หนทางดับความทุกข์ในโลก เกิดขึ้นในโลก เพื่อจะแก้ไขวิกฤตการณ์ใน โลก, เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า, เป็นการบัญญัติกันโดยธรรมชาติว่า หน้าที่ของ พระพุทธเจ้านั้น ก็คือการกำจัดความทุกข์ในโลก, พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมีหน้าที่ กำจัดความทุกข์ในโลก, นี้เรา เป็น พุทธบริษัท ก็มีหน้าที่เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า คือ ช่วยกันกำจัดความทุกข์ในโลก, ในหน้าที่ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท เราก็มีหน้าที่จะ ต้องสนองพระพุทธประสงค์. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตเกิดขึ้นมาในโลกเพื่อ ประโยชน์แก่มหาชนทั้ง เทวดาและมนุษย์, คำนี้ช่วยจำไว้ด้วย มันมากเหลือเกินในพระบาลี. ตถาคตเกิด
น.79 ขึ้นมาในโลกเพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ ; จะเทวดาใน โลกนี้หรือเทวดาบนสวรรค์ก็ตามใจ มันมีความทุกข์ทั้งนั้น เทวดาบนสวรรค์เราไม่ได้ไป เห็นก็ว่าตาม ๆ กันไปตามใจ ก็รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน. เทวดามีความทุกข์เหมือนกัน อยู่บนสวรรค์อยู่ด้วยกิเลสมากมายเหมือนกัน, แต่ว่า เทวดาในโลกนี้ ก็คือพวกที่สบาย, พวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ เลยนั้น เรียกว่า เทวดาในโลกนี้, พวกที่รู้จักเหงื่อ ก็คือ พวกมนุษย์ ในโลกนี้, ทั้งมนุษย์และทั้งเทวดาในโลกนี้มีปัญหา คือความทุกข์ คือมันหลงในเรื่องของ สิ่งที่หลอกลวง จนเกิดวิกฤตการณ์. พระพุทธเจ้าประสงค์จะสร้างสรรค์ประโยชน์สุข แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์, เราก็ต้องสนองพระพุทธประสงค์ คือทำทุกอย่าง ที่จะช่วยกันแก้ไขวิกฤตการณ์ในโลกนี้. แล้วก็อย่าลืมว่า วิกฤตการณ์อันเลวร้ายมันมีเสน่ห์จะไปหลงเสน่ห์ ของวิกฤต- การณ์เข้าไปเสียอีก ก็ไม่มีทางจะทำได้, มันมีความสนุกสนานเพลิดเพลินเอร็ดอร่อย เป็นเครื่องล่อปะหน้าอยู่ในวิกฤตการณ์, ที่วิกฤตการณ์ มันจะไปหลงเสน่ห์ที่ปะหน้าของ วิกฤตการณ์ อย่างนี้ไม่มีทางจะทำได้. พูดไปมันก็ไม่ค่อยดีนะ คือ ตั้งใจว่าจะสอนเขา ให้ละกิเลส แต่พอเขาเอาเหยื่อของกิเลสมาถวายมากๆ ก็พูดไปเสียอีกทางหนึ่ง, ลำบาก อย่างนี้ ที่ว่าสอน ๆ กันอยู่ มันมักจะเป็นเสียอย่างนี้. จะไปเทศน์สอนให้ละกิเลส พอเขา เอาเหยื่อของกิเลสมาถวายเป็นเครื่องกัณฑ์มากสักหน่อย ก็เลยพูดส่งเสริมกิเลสไปเสีย ลืม พูดทำลายกิเลสไปเสีย, โลกมันจึงลำบาก, ลำบากอยู่ในลักษณะอย่างนี้. วิกฤตการณ์ มันจึงเป็นของยากที่จะรู้จักมัน เพราะมันเคลือบไว้ด้วยของหลอก, แล้วก็ยากที่จะ ไปปราบมัน เพราะมีความเอร็ดอร่อยฉาบทาเอาไว้, ยากแก่การที่เรารู้สึกตัว แล้ว ยากที่จะร่วมมือกันทั้งหมดเพื่อจะแก้ไข, เดี๋ยวมันก็มีเหยื่อของกิเลสมันดึงไป ให้แตก สามัคคีกันไม่ได้แก้ไข. วิกฤตการณ์เดี๋ยวนี้เขาใช้มากสำหรับในการสร้างความเจริญ, เจริญอย่างนั้น เจริญอย่างนี้ ทำอย่างที่เรียกว่ายากลำบากที่สุด กลับเป็นการสนับสนุนวิกฤตการณ์
น.80 ยิ่งขึ้นไป, วิกฤตการณ์สามารถทำให้คนสนับสนุนในนามของคำว่าสร้างความ เจริญ, สร้างความเจริญ. พูดกันตกลงกันว่า สร้างความเจริญ แต่แท้จริงมันสร้าง วิกฤตการณ์กันทั้งนั้นเลย ในโลกนี้มันเป็นอย่างนี้, บ้านเราไม่ค่อยมีเรื่องใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่เหมือนเมืองนอกเมืองนา. อาตมาไม่เคยไปแต่เคยเห็นข่าวอ่านข่าวอะไรนี้ มันลงทุน กันมากมายมหาศาลเพื่อจะสร้างความเจริญ ; แต่ที่แท้มันเป็นการสร้างวิกฤตการณ์ ความ ยุ่งยากปั่นป่วนวิปริตวุ่นวาย วิกฤตการณ์จึงมีอยู่ในโลกได้อย่างง่ายดายเต็มไปหมด. วิกฤตการณ์กำลังครองโลก ดูให้ดี สิ่งที่ครองโลกแผ่ซ่านไปทั่วโลกปั่นป่วน อยู่ทั่วโลกคือวิกฤตการณ์ ไม่ใช่สันติภาพ ไม่ใช่สันติสุข. พวกที่อวดว่าจะสร้าง สันติภาพ รักษาสันติภาพ จะก่อสันติภาพ ไม่เคยประสบความสำเร็จ ; นั่นเพราะ ตัวเองไปหลงในรสอร่อยของวิกฤตการณ์, หรือว่าถูกติดกัณฑ์เทศน์พักเดียวมันก็ เปลี่ยนหมด นี่การต่อสู้เพื่อสันติภาพมันเป็นไปได้ยากอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทของวิกฤตการณ์ ทีนี้ก็ดูต่อไป เรื่องอันเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ คือ ปฏิจจสมุปบาท ของ วิกฤตการณ์ ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, วิกฤตการณ์มันเต็มไปทั่วโลกยืดยาวนี้ มันก็มีการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. อันแรกก็คือ อารมณ์ ในโลกนั่นแหละ อารมณ์ในโลกที่มีอยู่ในโลก เป็น จุดตั้งต้น, เป็น ก ข ก กา ของอะไรทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีอารมณ์อยู่ในโลก. แล้ว จิตที่ปราศจากปัญญา ปราศจากวิชชา มันเป็นจิตโง่ มัน ไปสัมผัสอารมณ์ใน
น.81 โลก นั้น ๆ เข้า แล้ว มันก็โง่, รับอารมณ์นั้น ๆ ด้วยความโง่ มันก็เกิดยินดียินร้าย ก็เกิดกิเลส. นี่เรียกว่า จิตมันผิดแล้ว มันเป็นวิกฤตการณ์แล้ว มันเป็นจิตโง่, ตกอยู่ ในอำนาจของอารมณ์ : อารมณ์น่ารักก็รัก, อารมณ์น่าเกลียดก็เกลียด, อารมณ์น่าโกรธ ก็โกรธ, อารมณ์น่ากลัวก็กลัว มันเป็นเสียอย่างนี้. นี่ จิตมันเป็นวิกฤตการณ์ ไปตาม อารมณ์ที่เข้ามา สัมผัส แล้วก็ หลอกจิตให้หลงไปตามความโง่ ของจิตเอง. วิกฤตการณ์มันตั้งต้นด้วยผัสสะ, มันไม่มีอะไรที่ไม่ตั้งต้นด้วยผัสสะ เมื่อจิตมันโง่ มันผัสสะด้วยความโง่ มันก็เอาผลมาเป็นความโง่ มันก็เลยเป็นคนโง่. จิตมันเป็นวิกฤตการณ์ แล้ว คนมันก็เป็นวิกฤตการณ์; เมื่อคนแต่ละคนเป็น วิกฤตการณ์ คนทั้งหมดรวมกันเป็นสังคมมันก็เป็นวิกฤตการณ์, หลายสังคมรวมกัน เป็นโลก ก็เป็นโลกที่วิกฤตการณ์ ทีนี้เมื่อ โลกเป็นวิกฤตการณ์ก็เต็มไปด้วยความโง่ มันก็ทำให้จิตโง่ไป ตามเดิม หรือโง่ยิ่งไปกว่าเดิม, ก็โง่จนถึงกับปรุงแต่งอารมณ์เพื่อทำจิตให้โง่มากไป กว่าเดิม, เราสร้างสิ่งที่ทำให้เราโง่ มาหลอกเราให้โง่ มาหลอกเราให้หลงยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม, คือเราหลงในการที่จะสร้างสิ่งที่สวยงามกว่า สร้างสิ่งที่ไพเราะกว่า สร้างสิ่งที่อร่อยกว่า สร้างสิ่งที่หอมหวนกว่า สร้างสิ่งที่นุ่มนวลชวนสัมผัสกว่า สร้างสิ่งที่ประเล้าประโลมใจ ยิ่งกว่า ยิ่งกว่าไปทั้งนั้น กว่าเดิม ๆ ๆ วิกฤตการณ์มันก็ได้ โอกาสกว่า กว่าเดิมไปตาม นี่คือปฏิจจสมุปบาทของสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ . ยักษ์ร้ายตัวร้ายมันมีเหตุปัจจัยของมัน ในลักษณะที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นอย่างนี้. อย่างนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทของวิกฤตการณ์นี้. มันวนกันอยู่อย่างนี้ เหมือนกับวัฏฏะที่วน อารมณ์ทำให้จิต วิกฤตการณ์, จิตทำให้คน วิกฤตการณ์, คนทำให้สังคม วิกฤตการณ์, สังคมทำให้โลก วิกฤตการณ์;
น.82 แล้ว โลกวิกฤตการณ์ ก็ยังวน กลับมาส่งเสริมอารมณ์ให้วิกฤตการณ์, ให้จิตวิกฤต การณ์ ให้คนวิกฤตการณ์ ยิ่งขึ้นไป ๆ เป็นวงกลม อารมณ์ถูกกระทำขึ้นมาใหม่ ๆ เรื่อย เพื่อหลอกคนให้หลงใหล ให้เกิดกิเลสมากไปกว่าเดิม, เป็นวงกลมกันอยู่อย่างนี้. พอโลกวิกฤตแล้วจิตของมนุษย์ก็ยิ่งวิกฤต จิตของมนุษย์วิกฤต โลกก็ ยิ่งวิกฤต, โลกยิ่งวิกฤต จิตของมนุษย์ก็ยิ่งวิกฤต มันส่งเสริมกันอย่างนี้เป็นวงกลม จึงยากลำบากในการที่จะกำจัดวิกฤตการณ์. ดังนั้น วิกฤตการณ์มันจึงงอกงามแผ่ซ่าน เต็มไปทั่วโลก ; แต่มนุษย์กลับไม่รู้จัก กลับเห็นเป็นสิ่งน่ารัก น่าปรารถนา น่าพอใจ น่าซื้อน่าหาเอามาไว้, เงินไม่พอ เอาบ้านเรือนไปจำนองธนาคารเอาไปซื้อหาเอามา. ดูอำนาจของวิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์มันเลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ได้รับ ความนิยมชมชอบ สรรเสริญ บูชา ยกย่อง ปรารถนากันไปทั่วโลก ; นี่เป็นเหตุให้เกิด ประดิษฐกรรม, การประดิษฐ์ของใหม่ ๆ ออกมาให้ดีกว่าเดิม สวยกว่าเดิม งามกว่าเดิม, ไพเราะกว่าเดิม อร่อยกว่าเดิม อะไรยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าเดิม. นี่วิกฤตการณ์มันได้เปรียบ อย่างนี้ มัน ครองโลก อย่างนี้. การโฆษณาสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ก็กลายเป็นส่งเสริม วิกฤตการณ์, เราไม่เคยโฆษณาชักชวนกันให้เอาชนะสิ่งหลอกลวงเหล่านี้ได้, ใช้เครื่องมือ โฆษณาทั้งทางพิมพ์ ทางโฆษณาทางวิทยุ ทางอะไรก็ตาม เป็นการโฆษณาให้หลงใหล ในประดิษฐกรรมอันใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมวิกฤตการณ์ ก็เลยเป็นทาสของวิกฤตการณ์ไป โดยไม่รู้สึกตัว. ขอให้รู้สึกความจริงว่ามันมีอยู่อย่างนี้ การกระทำ การพยายาม การคิด ค้นของมนุษย์ มันก็เพื่อวิกฤตการณ์เสียหมด หรือเกือบหมด ไม่มีเพื่อสันติภาพ ; เช่น คนที่ฉลาด ในโลกนี้ มีกี่คน จะคิดจะนึกจะค้นคว้าอะไรใหม่ ก็เพื่อหาประโยชน์ หาทรัพย์ มัน ก็ต้องคิดค้นสิ่งที่หลอกลวง หลอกลวงคนให้มาก ทำให้เขาต้องซื้อ
น.83 ใหม่อยู่เสมอ ก็เลยความคิดสติปัญญาของคนในโลกก็เป็นทาสของวิกฤตการณ์, ส่งเสริม วิกฤตการณ์ ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ ที่เป็นไปเพื่อสันติภาพมันน้อยเกินไป มันไม่ทัดทาน กันกับสิ่งที่ส่งเสริมวิกฤตการณ์. มนุษย์ทั้งโลกหรือสติปัญญาของ มนุษย์ทั่วโลกไปส่งเสริมวิกฤตการณ์ โดยไม่รู้สึกตัว นี่แหละมัน จึงไม่มีสันติภาพ, ไม่มีสันติภาพเพราะเหตุนี้, กลายเป็น สันติภาพที่พูดกันแต่ปาก แล้วก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะจิตของมนุษย์มันตก เป็นทาสของกิเลส ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์จึงมีอยู่ทั่วโลก. วิกฤตการณ์ จึงแผ่ซ่านไปทั่วโลก, วิกฤตการณ์จึงฉุยฉายอยู่บนหัวคนทุกคน พูดอย่างนี้ไม่น่าฟัง ใช่ไหม วิกฤตการณ์มันเลยฉุยฉายอยู่บนหัวคนทุกคนในโลก, แล้วโลกมันจะพ้นจาก วิกฤตการณ์ ได้อย่างไร. ปัญหาในการแก้ไขวิกฤตการณ์. เอาละทีนี้มาดูกันว่า จะแก้ไขกันโดยวิธีไหน จะใช้ไสยศาสตร์หรือ พุทธศาสตร์แก้ไขวิกฤตการณ์, จะนั่งพ่นน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก พ่นเวทมนต์คาถา บนบานบวงสรวงอ้อนวอนแก้ไขวิกฤตการณ์กันดี, หรือว่าจะแก้ไขกันด้วยวิธีของ พุทธศาสตร์ คือมีสติปัญญารู้เห็นเข้าใจอย่างถูกต้องลึกซึ้งถึงต้นเหตุของมัน แล้วกำจัด มันเสีย นี่จึงจะเรียกว่าแก้ไขโดยวิธีของพุทธศาสตร์, ศึกษาค้นคว้าจนรู้จักต้นเหตุของมัน แล้วกำจัดมันเสีย. ถ้าจะแก้ไขกันโดยไสยศาสตร์ ก็เอาซิ นั่งรดน้ำมนต์กันไปซิ พ่นน้ำมนต์ กันไป หรือเอาพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์มาแขวนให้เต็มคอ มันจะ แก้วิกฤตการณ์ได้หรือไม่ ? ต้องมีสติปัญญาประพฤติกระทำสิ่งที่ถูกต้องต่อความจริงของ
น.84 เรื่องนี้ แล้วมันไม่มีทางจะเป็นไปได้. นี่จึงถามว่าจะแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยไสยศาสตร์หรือ พุทธศาสตร์กันแน่. ถ้าเป็น พุทธบริษัท ก็ไม่มีวิธีไหนมันก็เป็นเรื่องพุทธศาสตร์แน่. เดี๋ยวนี้เขาวิจัยกันเป็นการใหญ่, วิจัยกันไม่รู้จักจบจักสิ้น วิจัยกันทั่วโลก, วิจัยกันทั้งโลก วิจัยกันไม่มีหยุดไม่มีหย่อน จะแก้ไขวิกฤตการณ์. แต่แล้วมันก็ น่าหัวที่ว่า ผลมันออกมาตรงกันข้าม, คือ วิกฤตการณ์มันยิ่งมีขึ้นมาในโลก. นี่ เพราะ ว่าคนที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์มันเป็นสมาชิกของวิกฤตการณ์ เป็นบ่าวเป็นไพร่ของ กิเลส, จะเอาคนที่เป็นทาสของกิเลสไปแก้ไขวิกฤตการณ์ มันก็เหลือ เหลือที่จะกล่าว เหลือที่จะพูด ที่จะเอาต้นเหตุของวิกฤตการณ์ไปแก้ไขวิกฤตการณ์, วิกฤตการณ์เกิดมา จากกิเลส คือความโง่ของมนุษย์ แล้วจะเอามนุษย์ที่ยังมีความโง่ ที่ยังเป็นผู้มี กิเลสไปแก้ไขวิกฤตการณ์ โลกนี้มันก็เลยไม่มีสันติภาพ มีแต่วิกฤตการณ์. จะใช้อาวุธแก้ไข ก็ใช้อำนาจ แม้แต่ใช้กฎหมายบังคับ ก็ดูซิ มันมีทาง หลบไปหลบมา; มันต้องใช้สติปัญญาที่ถูกต้อง มีวิธีการที่ถูกต้อง คือใช้ความรู้ ในเรื่องของการ ค้นหาเหตุผลตัดต้นเหตุของสิ่งนั้น ๆเสีย. การที่จะมีศีลธรรม ขึ้นมาได้นั้น มัน ก็ติดขัดที่วิกฤตการณ์, วิกฤตการณ์มีเสน่ห์มากกว่า ดึงคนไปหมด ไม่มีใครมาสนใจกับศีลธรรม ; ที่เรามานั่งสอนให้รักกัน ให้รักผู้อื่นนี้ มันสู้วิกฤตการณ์ ไม่ได้ มันก็รักกันไม่ได้. คนในโลกรักกันไม่ได้ มันก็เบียดเบียนกันต่อไป สงคราม มันก็ยังมีอยู่ เป็นวิกฤตการณ์ในตัวสงคราม ในตัวปฏิกิริยาจากสงคราม หรืออะไร ๆ ที่เนื่อง มาจากสงคราม เป็นวิกฤตการณ์ไปหมด. จะให้พระเจ้าช่วย ถ้าพระเจ้าอย่างบุคคลนี้ยังรับสินบน อย่างนี้ช่วย ไม่ได้ ; ถ้าเป็น พระเจ้าอย่างกฎของธรรมชาติ อย่างแท้จริง ไม่ใช่บุคคล เป็นกฎ ธรรมชาติอันแท้จริง ไม่รับสินบนใคร ไม่ต้องเซ่นสรวงบูชาอ้อนวอนนั่นแหละ ต้อง
น.85 เอาพระเจ้าชนิดนั้นมาศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ จะรู้มูลเหตุของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ โดยง่าย แล้วมันก็สามารถที่จะตัดต้นเหตุของวิกฤตการณ์ได้เป็นแน่นอน. ขอให้เราสนใจกันในเรื่องนี้ให้ดีๆ ว่า พุทธศาสนามีหลักปฏิบัติชนิดที่ ต้องใช้สติปัญญาขุดเจาะลงไปให้ลึกถึงต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง หรือของแต่ละสิ่ง แต่ละสิ่งที่มันเป็นปัญหา, เมื่อพบต้นเหตุของสิ่งที่มันเป็นปัญหา ก็แก้ไขปัญหานั้น ได้. อย่างนี้เรียกว่า เอาธรรมะหรือความจริงของธรรมชาติ, เอาสัจจธรรมของ ธรรมชาติ อันลึกกว่าอันเหนือกว่า มาเป็นเครื่องขจัดปัญหาตามธรรมชาติชั้น ผิวเผิน ชั้นหลอกลวง. พูดให้มันชัดหน่อย ก็ เอาธรรมชาติเอาธรรมะชั้นของจริงมาขจัดปัดเป่า สิ่งหลอกลวง ของจริงชั้นหลอกลวง คือความโง่ จริงอย่างความโง่มันก็จริงเหมือนกัน, มันก็จริงอย่างความโง่สำหรับหลงใหลกันจริง ๆ เหมือนกัน. ถ้าจริงอย่างฉลาดอย่างแท้จริง มันก็ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ; ฉะนั้น ธรรมะอันลึกซึ้งที่เป็นสัจจธรรมของธรรมชาติ รู้แล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้. นี่จะต้องแก้ปัญหาด้วยสัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นถูกต้อง ความรู้ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ความเชื่อถูกต้อง อุดมคติถูกต้อง, นั่นแหละจะแก้ปัญหาได้, แล้ว พุทธบริษัทควรจะมีสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าพุทธบริษัท เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามแบบของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าประสงค์ให้ช่วยกันกำจัดวิกฤตการณ์. เอาละ, พูดเรื่องวิกฤตการณ์มามากมายดังนี้แล้ว ก็ขอให้พินิจพิจารณาดู ให้ดีว่า โลกนี้กำลังมีวิกฤตการณ์หรือไม่ ? โลกนี้กำลังมีวิกฤตการณ์ทางวัตถุทางกายหรือไม่?
น.86 มีวิกฤตการณ์ทางจิตทางสติปัญญาความคิดความเห็นหรือไม่ ? ถ้าเห็นว่ามันมีวิกฤตการณ์ ไปเสียทุกอย่าง ก็มาเถอะ, มาร่วมมือกันสามัคคีกันในหมู่พุทธบริษัท, ช่วยบอก กล่าวกัน ปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อจะกำจัดวิกฤตการณ์, ศึกษา ให้เข้าใจเรื่องนี้ แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติ. สรุปความว่า วิกฤตการณ์กำลังครองโลกอยู่ อย่างที่พูดมาแล้ว ขอให้ เห็นว่าวิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็นก็มี, วิกฤตการณ์ที่มองเห็นก็มี, วิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งมอง ไม่เห็นมันมีอยู่ทั่วไป. รีบดูให้ดีให้รู้จักมันเสีย วิกฤตการณ์กำลังครองโลกอยู่ แล้วก็ กำลังรุนแรงขึ้น. แล้วก็ทวี ทวีมากอย่าง มากชนิดขึ้น วิกฤตการณ์กำลังครองโลกอยู่ แล้วครองอยู่อย่างรุนแรง แล้วก็มากชนิดมากอย่างยิ่งขึ้น. พุทธบริษัทที่แท้จริงจะ ต้องกล้าหาญ จะไม่หลบหลีกหน้าที่ จะต้องทำหน้าที่ของพุทธบริษัท คือช่วยกัน กำจัดวิกฤตการณ์ในโลก ตามพระพุทธประสงค์. พระพุทธเจ้าประสงค์ให้ช่วยกันกำจัดความทุกข์ คือวิกฤตการณ์ของโลก, ความทุกข์ของโลก. ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เราก็ต้องทำตามพระพุทธประสงค์, ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เราก็ยังต้องทำสิ่งนี้อยู่ดี, เพราะว่า เราอาศัยอยู่ ในโลก รู้จักบุญคุณของโลก ช่วยทำโลกให้มันถูกต้อง, ช่วยทำโลกให้มันงดงาม น่าอยู่น่าอาศัย ; มิฉะนั้นเราก็จะเป็นคนที่ขบถทรยศต่อโลก ดีแต่อยู่อาศัย ไม่ช่วย กันคุ้มครองรักษาทะนุถนอม ให้มันเป็นโลกที่น่าอยู่น่าอาศัย. แม้แต่จะไม่มีใครขอบใจ, แม้แต่จะไม่มีใครมาให้รางวัลเราในเรื่องนี้, เราก็ขอบใจตัวเองได้ ให้รางวัลตัวเองได้ ยกมือ ไหว้ตัวเองได้ เพราะว่าเราได้ทำถูกต้องในสิ่งที่ควรกระทำ. เราจะต้องรู้จักมัน โดยหลักของอริยสัจจ์ ๔ อย่างที่กล่าวแล้ววันก่อนว่า มัน คืออะไร มาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร จะสำเร็จได้โดยวิธีใด. วิกฤตการณ์
น.87 คือสิ่งเลวร้าย มันมาจากความโง่ของมนุษย์ ก็มีมาเพื่อให้มนุษย์กำจัดหรือฆ่ามันเสีย แล้วก็ ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ที่ทำความถูกต้องทุก ๆ อย่างอันเกี่ยวกับวิกฤตการณ์. เดี๋ยวนี้เรา ต้องใช้คำว่าถลำ ถลำเข้ามาในวิกฤตการณ์อย่างลึกซึ้ง, ดูให้ดี เราพลอยโง่พลอยตามกันเข้ามา, ถลำลึกเข้ามาจนมาพอใจอยู่ในวิกฤตการณ์ : ความ สวย ความงาม ความสนุกสนาน ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ. นี่เราถลำลึกเข้ามาอย่างนี้ มาอยู่ที่ใจกลางของวิกฤตการณ์, เราจะออกไปอย่างไร ? ต้องใช้ความถูกต้องตามหลัก ของพระพุทธศาสนาเรื่องอริยมรรคมีองค์. ๘ ซึ่งจะต้องไปพูดกันโดยละเอียดในบทที่ว่าด้วย การแก้ไขวิกฤตการณ์. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดเรื่องตัววิกฤตการณ์ มันมีความซับซ้อนเท่าไร กว้างขวางเท่าไร ลึกซึ้งเท่าไร, จะต้องใช้สติปัญญาอันทัดเทียมกันอย่างไร จึงจะแก้ไข มันได้. ในที่สุดนี้หวังว่าการบรรยายนี้ คงจะได้ช่วย ให้ท่านทั้งหลาย รู้จักสิ่งที่ เรียกว่าวิกฤตการณ์ ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย, หรือบางทีอาจจะมากพอก็ได้ มากพอสำหรับ ที่จะรังเกียจเกลียดชังวิกฤตการณ์ ตั้งความเจตนาในการที่ จะช่วยกันกำจัดวิกฤตการณ์ ในตัวเราก็ดี ในสังคมก็ดี ในโลกก็ดี ให้มันหมดเกลี้ยงจากวิกฤตการณ์ ; ได้ชื่อว่าเป็น มนุษย์ที่มีความถูกต้อง เป็นพุทธบริษัทอยู่ด้วยสติปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ล่วง พ้นความทุกข์ทั้งปวงได้ ตามหลักแห่งธรรมะอันสูงสุดว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพิ ทุกข์ อุปจฺจฺ - ก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้ด้วยอำนาจของการสมาทานสัมมาทิฏฐิ ดังนี้. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว และเพียงพอสำหรับจะให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์. ขอร้องให้ท่านทั้งหลาย ช่วยนำไปพินิจพิจารณาให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป
น.88 จนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์แล้วประกาศสงครามกับมัน โดยร่วมมือกันแก้ไข วิกฤตการณ์ , ให้มนุษยชาติสวยสดงดงามสมความเป็นมนุษย์ ให้โลกนี้มีสันติสุข สันติภาพ อันสมควร ตามหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งหลาย แล้วจะได้มีความสุข ผาสุก อยู่ด้วยกันจงทุกคน. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบท พระธรรม คุณสาธยายส่งเสริมกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติในเรื่องนี้สืบต่อไป ณ บัดนี้.
Buddhadasa