Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๓ — เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.89 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชาในวันนี้ อาตมาก็จะได้กล่าว เรื่อง สันติภาพของโลก ต่อจากที่บรรยายแล้วในครั้งก่อน ๆ ในครั้งนี้มีหัวข้อสำหรับบรรยาย ว่า เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์. [ทบทวน.] ได้พูดกันมาแล้ว ในครั้งแรก ที่สุดว่า ทำไมถึงจะต้องพูดถึงเรื่อง นี้ คนวัด คนวาจะถามว่า ทำไมจะต้องไปพูดกันด้วยเรื่องสันติภาพของโลก ไม่พูดกันแต่เรื่องในวัด ในวาหรือในส่วนบุคคล. นี้ขอให้เข้าใจว่า เรายัง ไม่รู้จักเรื่องของกิเลส ว่า กิเลส นั้นถ้า แสดงบทบาทเต็มที่แล้ว มันไปกันทั่วโลก ทำโลกทั้งโลกนี้ให้วิปริต ทั่วทั้งโลก ทั้งจักรวาลก็ได้ มันวิปริตเพราะกิเลสที่มีอยู่ในจิตของคน. อย่าไปเข้าใจว่า ตัวเล็ก ๆ ๕๓

น.90 อยู่ในจิตของคนนั้นมันไม่มีพิษสงอะไร, มันทำให้เกิดการวิปริตหวั่นไหวทั่วทั้งโลกทั่วทั้ง จักรวาล. เราเป็นพุทธบริษัทสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, ท่านทรง ปฏิญาณว่า ท่านเกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนในโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ คือ ทุกคนในโลก ท่านก็พยายามที่จะเผยแผ่สิ่งที่จะช่วยคนทั้งโลก. เราเป็นสาวก ก็น่าจะ สนใจ คือ รับสนองพระพุทธประสงค์ตามที่จะทำได้ จะเป็นการเรียนรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือรู้จักโลกว่ามันเนื่องกันอย่างไร, เพราะมันขึ้นอยู่กับกิเลสในจิตใจของคนอย่างไร, ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงได้พูดเรื่องสันติภาพของโลก. ครั้งต่อมา ก็ได้พูดถึง วิกฤตการณ์ในโลก คือความวิปริตต่าง ๆ ที่ทำ ให้โลกวุ่นวาย, ไร้ความสงบสุขเรียกว่า วิกฤตการณ์. ซึ่งมีเนื่องถึงกันทั่วโลก. ครั้ง ต่อมาก็จะพูดถึงเรื่อง มูลเหตุที่ให้เกิดวิกฤตการณ์ คือวันนี้ เราจะดูกันให้ละเอียด ที่สุด ถึงมูลเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ นานาชนิดดังที่กล่าวมาแล้ว. วิกฤตการณ์ก็คือความยุ่งยากลำบากระส่ำระสายเดือดร้อน หาความสุขไม่ได้, เกิดจากการวิปริตของคนในโลก, เกิดมาจากที่อื่นไม่ได้ มันเกิดในโลก เนื่องมาจากความ วิปริตของคนในโลก. ความวิปริตของคนในโลกนี้พอที่จะแบ่งได้ออกเป็น ๒ ชนิด หรือ ๒ ระยะ หรือ ๒ ระดับ คือระดับคนในโลกที่คุมกันเข้าเป็นสังคม, เป็นการกระทำของ สังคม คือคนมาก ๆ นี้อย่างหนึ่ง. แล้วเป็นวิกฤตการณ์เพราะ วิปริตของคนแต่ละคน ๆ หรือบุคคลแต่ละคน นี้ก็อย่างหนึ่ง, เรียกว่า วิกฤตการณ์นี้มาจากสังคมโลกก็ได้, มาจากบุคคลแต่ละคน ๆ ก็ได้ ; แต่แล้วทั้งหมดนั้น มันมาจากความวิปริตในทาง จิตใจของคนอีกทีหนึ่ง. การกระทำของคนมันมาจากความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคน. ดูซิว่า มันน่าหัวไหม ว่าผลเลวร้ายทั่วโลกทั่วจักรวาลมันมีมาจากความวิปริตในจิตน้อย ๆ เล็ก ๆ, จิตดวงนิด ๆ ของคน นี่ดูให้มันเชื่อมถึงกันอย่างนี้ ; แล้วเราก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ๆ

น.91 ได้ดี. เรื่องธรรมะ มันไม่มีเรื่องอะไร นอกจาก เรื่องดับกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ ; เมื่อควบคุมกิเลสได้ ป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นมาได้ ความทุกข์มันก็ไม่เกิด. นี่จึง เป็นเรื่องที่ต้องสนใจ. ความวิปริตที่เกิดจากสังคม. ทีนี้ก็จะพูดกันเป็นลำดับทีละพวก วิปริตที่เกิดจากสังคมโลก คือคนเป็น สังคม ๆ รวมกันเป็นสังคมโลกนี้มันทำอะไรผิด มันทำอะไรผิดจึงเกิดวิปริตขึ้นมา. ข้อแรกก็นึกถึง ความก้าวหน้าในทางวัตถุ นี่เราพูดถึงยุคปัจจุบันนี้ ความ ก้าวหน้าในทางวัตถุมันมากขึ้น ๆ มีความยั่วยวนให้เกิดความพอใจในความสนุกสนานเอร็ด อร่อย ยิ่งขึ้นทุกที่ยิ่งขึ้นทุกที, จิตของคนก็มืดมนมึนเมา ก็หลงไปเป็นทาสของ วัตถุ บูชาวัตถุ บูชาความเจริญทางวัตถุ เรียกว่า ไม่รู้ตัว ; นี่เป็นเรื่องที่ต้องคิด. การที่ไปหลงบูชาอะไรที่เป็นความผิดพลาดเป็นเรื่องของกิเลสนั้น เป็นเรื่องที่ ไม่รู้ตัว ทั้งนั้น ; ถ้ามันรู้ตัวหรือมันรู้จักอยู่ มันก็กลัว มันก็ไม่เป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น. แต่ที่นี้ ความเจริญทางวัตถุมันก้าวหน้ามาก ให้ความยั่วยวนมาก ; คน หลงในอัสสาทะ คือความเอร็ดอร่อย ซึ่งจะเรียกว่า เสน่ห์ ของมันก็ได้, ไปหลงใน เสน่ห์ของวัตถุ บูชาวัตถุ นิยมความสุขทางวัตถุ ซึ่งมันแพงมาก. ถ้าเป็นความสุข ทางจิตใจ ไม่ต้องการอะไร ก็ทำสมาธิหาความสุขได้; แต่ ถ้าต้องการความสุขทางวัตถุ ต้องไปหาเงินมาซื้อนั่นมาซื้อนี่มาซื้อโน่นมา สะสมเป็นการใหญ่ เพื่อความสุขทางวัตถุ, นี้ต้องใช้จ่ายมาก มันก็แพงมาก แล้วมันก็ยุ่งยากมาก แล้วมิหนำซ้ำมันหลอกลวงมาก คือไม่ใช่ความสุข ความพอใจที่ได้จากวัตถุนั้นไม่ใช่ความสุข, เป็นความเพลิด เพลินที่หลอกลวง ; ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริง มันมาจากจิตที่สงบเย็น มันก็เลย ไม่ต้องหลอกลวง และไม่ต้องใช้เงินมาก.

น.92 ความหลอกลวงทำให้หลงเกิดแย่งชิงกัน. ความหลอกลวงนี้ เป็นเหตุให้หลง ๆใหล ๆ มันก็ทำให้เกิดการแย่งชิงกัน เพราะมันไม่ค่อยจะพอกัน หรือมันต้องการมากกว่าที่มันจะทำขึ้นมาได้ มันเลยต้องแย่งชิง กัน, เป็นเหตุให้คิดสะสม สะสมโดยสุจริตไม่พอ มันก็ต้องไปคดโกงเอาของคนอื่นมา, อาชญากรรมก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้. มันเป็นไปในหมู่คนที่เป็นสังคมใหญ่ ๆ ที่มันคุมกันเข้า เป็นสังคมใหญ่ประเทศเดียวก็ได้ หลายประเทศก็ได้ มันเป็นสังคมใหญ่ๆ สังคมโลก ระดับโลกเช่นนี้ มัน ก็มีแผนการที่จะครองโลก เพื่อจะเป็นเจ้าของวัตถุทั้งหมดในโลก มันก็เกิดลัทธิชนิดนั้นขึ้น เกิดเป็นลัทธิล่าเมืองขึ้น. พวกที่เจริญก้าวหน้า มีอำนาจแล้วมัน ก็มีแผนการล่าเมืองขึ้น จะเอา ตรงนั้นจะเอาตรงนี้ ส่วนนั้นส่วนนี้ของโลกเป็นของตัว, เรียกว่ายุคล่าเมืองขึ้น มันผ่าน ไปหยก ๆ นี้เอง, แล้วมันก็จะแย่งกันครองโลก. พวกไหนได้มาก อีกพวกหนึ่งก็คิดจะแย่ง คิดจะยื้อแย่ง คิดจะแข่งขัน, คิดจะต่อต้าน มันก็เลยเกิดการต่อสู้กันระหว่างพวกที่คิดจะ ครองโลก, ดังที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้. มันไม่เห็นแก่ใคร ไม่เห็นแก่พระเจ้า ไม่เห็นแก่ ธรรมะ ไม่เห็นแก่มนุษย์แล้ว, มันต้องการจะครองโลก ต้องการจะเอาทั้งหมดไว้ในกำมือ ของตัว, มันก็ มีความวิปริตอันใหญ่หลวงเกิดขึ้น, มีการต่อสู้ ต่อต้าน แย่งชิง อันใหญ่หลวงเกิดขึ้น เป็นสงคราม เป็นมหาสงคราม, แล้วก็จะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า มหาสงคราม, มีอาวุธที่จะทำลายล้างกัน, อย่างที่ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้อยู่แล้ว. ทีนี้มาดูที่เป็นภายใน มันก็ยังมีการผลิตสิ่งซึ่งยั่วยวนกิเลส สนองกิเลสทาง วัตถุ คือ ยังมีการผลิตทางวัตถุที่ยั่วยวนกิเลส ส่งเสริมกิเลส สนองกิเลสให้ยิ่งขึ้น จน กลายเป็นอุตสาหกรรม. ท่านทั้งหลายทราบความหมายคำว่า "อุตสาหกรรม" เป็น อย่างดีอยู่แล้ว ว่าการทำได้มาก ๆ ทำคราวละมากๆ ทำเป็นภูเขาเลากาเป็นอุตสาหกรรม.

น.93 แล้วเรื่องอุตสาหกรรมนั้นผลิตอะไรดูซิ ? มัน ผลิตสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสทั้ง นั้น ในส่วนราคะ โลภะ มันผลิตสิ่งที่สวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน อย่างยิ่ง ไปส่งเสริมกิเลสประเภทหนึ่ง, อีกทางหนึ่งก็ผลิตอาวุธออกมา เพื่อจะใช้ ประหัตประหารผู้อื่น มันก็ส่งเสริมกิเลสไปทางหนึ่ง รวมความแล้วมันก็ ผลิตสิ่งที่เป็น ที่ตั้งแห่งความมัวเมา ให้คนในโลกมัวเมามากขึ้น. นี่คิดดูแล้วมันก็น่าใจหาย ที่ว่าความเจริญความก้าวหน้าทางวัตถุ ขนาดเป็น อุตสาหกรรม ทั่วไปทั่วโลกในโลกนั้น มันล้วนแต่ผลิตสิ่งสนองกิเลส ยั่วยุกิเลส ส่งเสริม กิเลสทั้งนั้น แล้วมนุษย์จะเป็นอย่างไร, มนุษย์มันจะทนอยู่ได้อย่างไร ที่จะไม่เต็มไปด้วย กิเลส? มนุษย์ พวกหนึ่งก็อุตส่าห์ผลิตวัตถุมาสนองกิเลส พวกหนึ่งก็อุตส่าห์หา เงินหาทรัพย์หาอะไรมาซื้อ วัตถุเหล่านั้น จนเต็มไปทั้งโลก. แล้วก็ดูการโฆษณาซิ, การโฆษณาทั้งหมด โฆษณาสิ่งเหล่านี้มากกว่า สิ่งใด ๆ. สิ่งที่จะช่วยกันระงับดับกิเลสนั้นไม่มีใครซื้อ ไม่มีการโฆษณา, สิ่งที่จะสนอง กิเลสให้เกินพอดียิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้น มีคนซื้อมีคนต้องการเลยโฆษณากันใหญ่, โฆษณาอย่าง ลึกลับซับซ้อน อย่างที่รู้ทันได้ยาก ในที่สุดก็ต้องหลงต้องซื้อต้องหามา. อุตสาหกรรม ส่งเสริมกิเลสนั้นมันยังมีอยู่ แล้วมันมีทางที่จะขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วคน ในโลกมันจะเป็นอย่างไร จะเกินบ้าไปเสียอีก ถ้ามันยังหลงใหลอยู่ในสิ่งเหล่านี้. พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า มันเป็นโลกยุคประหลาด คือยุคที่ซาตาน มารร้าย มีโอกาสจัดโลกยิ่งกว่าพระเจ้า หรือจัดแทนพระเจ้า. คำว่า ซาตาน ๆ เป็นคำที่ใช้ทางศาสนา หมายถึงสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับพระเจ้า ; เช่นเราเรียกว่า มาร พญามาร เป็นปรปักษ์กับ พระพุทธเจ้า. พวกซาตานมีโอกาสจัดโลก จัดอย่างนั้นจัดอย่างนี้ ยิ่งกว่าพระเจ้า, จน พระเจ้าไม่มีโอกาสจะจัด คือจัดแทนพระเจ้าไปเสียทุกอย่าง.

น.94 ถ้ากล่าว โดยภาษาธรรม ก็กล่าวว่า ความโง่ หลง กิเลสที่เลวร้าย มันมี โอกาส จัดโลกตามความพอใจของมัน ; ส่วนสติปัญญาอันบริสุทธิ์ไม่มีโอกาส จะจัดโลก. นี่เรียกว่าพวกซาตานจัดโลกแทนพระเจ้าเสียเลย, โลกจึงอยู่ในสภาพอย่างนี้ เพราะว่ากิเลสของคนเป็นผู้จัดโลก ไม่ใช่สติปัญญาของคนของมนุษย์เป็นผู้จัดโลก. อาตมา ก็พูดให้มันจำง่ายว่าซาตานมีโอกาสจัดโลกยิ่งกว่าพระเจ้า แล้วก็จัดแทนพระเจ้าหมด, พระ เจ้าไม่ต้องยุ่ง, โลกก็อยู่ในสภาพที่วิปริต วิปริตผิดปกติ แล้วมันก็มีวิกฤตการณ์, เดือดร้อนระส่ำระสาย. การศึกษาก็ยังเป็นหมาหางด้วน. ทีนี้มาดูการศึกษาของโลก การศึกษาของโลกทั่วโลก ยังอยู่ในลักษณะ หมาหางด้วน, หยาบคายนักก็พูดว่าสุนัขหางด้วนก็ได้, หยาบคายนักก็พูดว่าพระเจดีย์ ยอดด้วนก็ได้, มันไม่น่าดูทั้งนั้น มันยังด้วน. การศึกษาในโลกมีลักษณะเหมือนกับ สุนัขหางด้วน ไม่น่าดู ไม่ครบถ้วน, แม้จะเดินมันก็แกว่งไปแกว่งมา ที่จริงมันไม่ครบ, คำพูดอุปมานี้มันยังน้อยไป. ที่ว่า การศึกษา ทั่วโลกยังเป็น เหมือนกับหมาหางด้วน ก็เพราะว่าให้ เรียนกัน แต่หนังสือกับวิชาชีพ, เรียนหนังสืออักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ อะไรก็ตามมันเป็น หนังสือทั้งนั้น, ฉลาดเหลือประมาณ, แล้วเรื่องที่สอนก็คืออาชีพ ประกอบอาชีพอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นเทคโนโลยีสูงขึ้นไป, เป็นอาชีพ จะวิเศษอย่างไรก็ยังเป็นเพียงอาชีพ, มีอยู่ สองเรื่องเท่านั้น คือเรียนหนังสือกับอาชีพ; ส่วนเรื่องที่สามไม่มี. เรื่องที่สามคือธรรมะ ความรู้ด้านจิตใจ ว่าเราจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ; เราจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร นี้ไม่ได้เรียน ไม่ได้สอน ในโลก, แล้วมันก็เป็นเรื่อง

น.95 ทางธรรมะทางศาสนา. พวกเหล่านั้นเขาเห็นว่า เรื่องเหล่านี้มันขัดความเจริญ อย่าเอา เข้ามา, เรื่องศาสนาเรื่องธรรมะเอาเข้ามาแล้ว ทำให้ล้าหลัง ทำให้เฉื่อยชา มันไม่ก้าวหน้า. ในบางรัฐของบางประเทศมีกฎหมายห้ามไว้ชัดเจนว่า ไม่เอาศาสนาเข้ามาสอนในโรงเรียน, มันก็เลยได้เรียนกันแต่หนังสือกับวิชาชีพ, เรื่องที่ว่า จะเป็นมนุษย์กันอย่างไรให้ถูกต้อง ไม่ได้เรียน; นี่เรียกว่าการศึกษาหมาหางด้วน. ประเทศไทยก็เป็นหมาตัวน้อย ๆ ตาม หลังหมาหางด้วน จัดการศึกษาชนิดหางด้วนกับเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องสงสัยก็เรียกว่า มีการศึกษาเป็นหมาหางด้วนกันทั่วโลก : รู้จักเรียนหนังสือให้ฉลาด, รู้จักเรียนทางอาชีพ ให้ได้ดีที่สุด, แต่ทางจิตใจไม่มีเลย, ไม่มีจิตใจที่จะเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง มันก็ต้องเห็น แก่ตัว เห็นแก่ตัวคำเดียวเท่านั้น. ช่วยจำไว้ด้วย ทุกคน ช่วยจำไว้ด้วย ว่า เห็นแก่ตัว คำนี้คำเดียวเท่านั้นแหละ เป็นต้นเหตุของความเลวร้ายทุกอย่างทุกประการ. เมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ตัวเองนั่นแหละมัน ก็ไม่อิ่ม ตลอดเวลา มันหิว มัน กระหายอยู่ตลอดเวลา หรือตัวเองมันหนักอึ้งอยู่ด้วยการยึดถือ ตัวกู - ของกู ด้วยความ หนักอยู่ตลอดเวลา มัน เบียดเบียนตนเอง ของผู้เห็นแก่ตัว. ทีนี้มัน ควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็ลามออกไปข้างนอก ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไปแย่งชิงประโยชน์ของผู้อื่น ก็เพราะ ความเห็นแก่ตัว, ทำตัวเองให้เป็นทุกข์เดือดร้อนด้วย ทำผู้อื่นให้เป็นทุกข์เดือดร้อน ด้วย เพราะความเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวนี้ มาจากการศึกษาหมาหางด้วน มันเรียนแต่หนังสือ ฉลาดปราดเปรื่อง แล้วรู้จักอาชีพอย่างวิจิตรพิศสาร แต่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. คิดดู ให้ดี ๆ ซิ มันฉลาดทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนงทางร่างกายเหลือประมาณ ไปโลกพระจันทร์ ก็ได้ ; แต่พอมาถึงข้างในทางจิตทางใจ มันก็ไม่รู้แม้แต่ว่าเกิดมาทำไม, แล้วก็ไม่ได้ นึกอะไรในเรื่องทางจิตทางใจกันเสียเลย, ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้รับ, และ ก็ไม่รู้อะไรจะเป็นเหตุให้เกิดสันติสุขสันติภาพ สงบเย็นขึ้นมาในโลก.

น.96 มันรู้จักแต่เรื่องกอบโกยเอามาเป็นตัวกูเป็นของกู เพราะมันฉลาดแต่ในทางหนังสือและ วิชาชีพ, มันก็สนใจแต่เรื่องเพียงเท่านี้, ความเป็นมนุษย์มันก็เปลี่ยน, ไม่มีความหมาย ของมนุษย์ คือจิตใจมันต่ำ. ถ้าเป็นมนุษย์จริงจิตใจมันจะต้องสูง ; ถ้าสูงมันก็ต้องรู้ เรื่องที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้ มันมีแต่จะทรุดต่ำลงไป ทำให้มนุษย์ มีความทุกข์มากขึ้น มีปัญหายุ่งยากลำบากมากขึ้น ทะเยอทะยาน ในความก้าวหน้า ทางวัตถุทางเนื้อทางหนังทางร่างกาย ไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อว่า คนไม่เป็นคนที่ถูกต้อง คือไม่เป็นมนุษย์กันที่ถูกต้องแล้ว อะไร ๆ ที่คนจัดขึ้น มันก็ไม่ถูกต้อง ระบบการปกครอง ระบบการเมือง การเศรษฐกิจอะไรก็ดี ที่มนุษย์จัดขึ้นนี้มันก็ไม่ถูกต้อง ในการที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี, ในการที่จะเป็นพลโลก เป็น คนในโลกชนิดที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะมันผิดมาเสียแล้วตั้งแต่ต้น. เพราะการศึกษา มันไม่สมบูรณ์ มันก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว, ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต่างคน ต่างกอบโกย, แล้วก็ยิ่งฉลาดก็ยิ่งเห็นแก่ตัวอย่างฉลาด กอบโกยอย่างฉลาดอย่างลึกซึ้ง เอาเปรียบผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง. นี่ ในโลก มันก็ยิ่ง เจริญด้วยการเอาเปรียบอย่างลึกซึ้ง เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจทางการเมืองเหล่านี้ไม่รู้จักสิ้นสุด. ดูให้ดี, เรื่องความเห็นแก่ตัวนี้ ใครมีอำนาจมีอำนาจเงินมีอำนาจอะไรก็ตาม คนมีอำนาจมันก็สามารถที่จะเอาเปรียบคนที่ไม่มีอำนาจ, คนมั่งมีก็สามารถที่จะเอาเปรียบ คนยากจน, คนฉลาดสามารถจะเอาเปรียบคนโง่, แล้วมันก็พร้อมที่จะเอาเปรียบ นี่คนมั่งมีก็รู้จักคุมพวกกันเป็นพวกใหญ่เป็นพวกเข้มแข็ง สามารถที่จะเอาเปรียบอย่างยิ่ง, เรียกว่าเอาเปรียบอย่างยิ่ง ขนาดที่เรียกว่า ทำนาบนหลังคน เขามีทุนมีสติปัญญา ก็ทำนาบนหลังคน, แล้วเดี๋ยวนี้มันก็จะยิ่งไปกว่านั้น คือจะทำนาบนหัวคนกันอยู่แล้วนะ ทำนาบนหลังคนนั้นมันไม่พอ มันจะทำนาบนหัวคนกันอยู่แล้ว.

น.97 เพราะไม่มีศีลธรรมความเห็นแก่ตัวจึงเกิดมาก. นี่ ความที่ไม่มีศีลธรรม ไม่มีมนุษย์ธรรม ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์กันอย่างไร ก็เกิดอาการเอาเปรียบชนิดทำนาบนหลังคนบ้าง, ทำนาบนหัวคนบ้าง, แล้วแต่จะเป็น ระดับไหน อย่างไร ก็ขอให้เราลองคิดดู. ที่มีความเห็นแก่ตน ดูจะเต็มไปหมด เมื่อ ศาสนาหายไปศีลธรรมไม่มี ทุกคนก็ว่าได้ก็เห็นแก่ตน ก็เห็นแก่ตน ; ถ้าศาสนา ยังอยู่ศีลธรรมยังอยู่คนก็เห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่ธรรมะหรือเห็นแก่ผู้อื่นบ้าง, แต่ที่ดีนั้น ก็เห็นแก่ธรรมะ. ถ้าเขาถามว่าไม่ให้เห็นแก่ตน แล้วจะให้เห็นแก่ใคร ? ก็เห็นแก่ผู้อื่น ก็บอก ว่าได้, เห็นแก่ผู้อื่นก็ยังดีกว่าเห็นแก่ตน ; แต่ให้, ดีที่สุด ต้องเห็นแก่ธรรมะ ความ ถูกต้องของมนุษย์เป็นอย่างไร จงเห็นแก่ธรรมะ. อย่าเห็นแก่ตน แล้วทุกอย่างมัน ก็จะเป็นไปด้วยดี; นี่เรียกว่า เห็นแก่สิ่งสูงสุด ที่จะช่วยมนุษย์ได้ ก็คือธรรมะ นั่นเอง. เดี๋ยวนี้คนยังเห็นแก่ตน หรืออย่างดีก็ เห็นแก่พรรคของตน เรื่องมีพรรค การเมืองเป็นต้น นี่มีกันทั่วโลก มีพรรคแล้วมันก็เห็นแก่พรรค, มันเห็นแก่ตนแล้วก็เห็น แก่พรรคที่จะกอบโกยประโยชน์ให้แก่ตน, ปากว่าเห็นแก่ชาติ. นี่อาตมาจะพูดร้ายกาจ รุนแรงไปหรือไม่ ก็พังดูเอาเองก็แล้วกัน ปากว่าเห็นแก่ชาติ, เห็นแก่ความจริง ความอะไร แต่จิตใจนั้นเห็นแก่ตนหรือเห็นแก่พรรคพวกของตน. นี่พรรคการเมือง นักการเมือง ทั้งหลายที่เขาว่าเห็นแก่ชาติ ไปดูการกระทำของเขาเถอะมันเห็นแก่ตนและเห็นแก่พรรค ของตน, ต้องการให้พรรคของตนอยู่รอด เพื่อจะกอบโกยประโยชน์ให้แก่ตน, เขาก็ไม่ เห็นแก่ชาติ, ก็เลยเห็นแก่ชาติแต่ปาก. นี่ดูให้ดีเป็นกันอย่างนี้ทั้งโลก, มีความเห็นแก่ ตนหรือแก่พรรคพวกของตน ยิ่งกว่าเห็นแก่ชาติ ; แต่ปากนั้นต้องพูดว่าเห็นแก่ชาติไว้

น.98 ที่ก่อน ไม่อย่างนั้นมันไม่ถูกหูคนอื่น มันจะหลอกลวงเขาไม่ได้, ปากก็ต้องพูดไว้ที่ก่อน ว่าเห็นแก่ชาติ แต่ใจนั้นก็เห็นแก่ตัวเองหรือเห็นแก่พรรคพวกของตัวเอง ; นี่พวกนัก การเมืองที่มีพรรค. คิดดูให้ดีว่ามันจะร้ายกาจยิ่งกว่าไม่มีพรรคละกระมัง, ระบบมีพรรค จะเลวร้ายกว่าระบบไม่มีพรรคก็ได้, เอาละ, เลิกพูด เดี๋ยวจะเป็นเรื่องการเมืองไปเสีย พูด เรื่องธรรมะกันดีกว่า องค์การสหประชาชาติก็ยังมิอาจจัดโลกให้มีสันติภาพ. ทีนี้ องค์การสหประชาชาติที่จัดขึ้น, มนุษย์จัดขึ้น ว่าจะช่วยรักษาความถูก ต้อง ความเป็นธรรม, หรือจะข่มขี่ป้องกันคนอันธพาล ประเทศอันธพาล เพื่อให้โลก มีสันติภาพ นั่นแหละ ก็ทำอะไรไม่ได้. องค์การสันติภาพช่วยกันจัดตั้งขึ้นแล้วก็ ทำอะไรไม่ได้ บังคับใครก็ไม่ได้, ได้แต่ไกล่เกลี่ย ๆ, ก็ไกล่เกลี่ยแล้วไกล่เกลี่ยอีก, ขอไปที ขอไปที มีลักษณะอาการเหมือนกับนั่งจับปูใส่กระด้ง คือไม่สิ้นสุด. การจับปูใส่ กระด้งจับเข้ามาวางแล้วก็ปล่อยมือไปจับตัวอื่น, ตัวนี้มันก็ออกไปอีก. นั่งจับปูใส่กระด้ง ใครๆ ก็ไปลองดูเถอะมันเป็นอย่างไร, มันไม่สำเร็จเพราะมันใส่กระด้ง. นี่องค์การ สหประชาชาติที่ทีแรก หวังกันนักว่า โลกจะมีสันติภาพกันคราวนี้แหละ องค์การสหประ ชาชาติจะช่วยคุมไว้ให้อยู่ ; แต่แล้วมันก็มีอาการเป็นเสียอย่างนี้ เพราะมันสู้กับกิเลสของ คนไม่ไหว, ทุกคนมันมีกิเลส; แล้ว สหประชาชาติจะไปปราบกิเลสในหัวใจของ คนได้อย่างไร. มันก็ได้แต่จัดการภายนอก, มันก็ไม่รู้สิ้นสุด เลยเราอุปมาว่า เหมือน ท้าวมาลีวราชนั่งไกล่เกลี่ย ได้ผลเหมือนกับจับปูใส่กระด้ง, โลกก็เลยไม่มีสันติภาพ เพราะว่าองค์การสหประชาชาติยังทำอะไรไม่ได้มากกว่านั่งไกล่เกลี่ย โลกก็ยังมีวิกฤตการณ์ ไปตามเดิม. นี่เรียกว่า ระบบการเมืองที่จัดขึ้นมา จะเรียกว่าระบบเศรษฐกิจอะไรก็ตาม, ที่ว่าทุก ๆ ชาติ ทุกประเทศในโลก ล้วนแต่จัดขึ้นมา ไว้ว่า เราจะต้องจัดอย่างนั้น เรา

น.99 จะต้องจัดอย่างนี้ ให้มีสันติภาพขึ้นในประเทศของเรา ก็เลยไม่สำเร็จ ; ประเทศที่คน มั่งมีหรือพวกนายทุนเป็นผู้จัดระบบ มันก็จัดชนิดที่มีประโยชน์กับพวกนายทุน, ประเทศ ที่ชนกรรมาชีพหรือกรรมกร, มีอำนาจเป็นผู้จัด มันก็มุ่งจัดเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ พวกชนกรรมาชีพหรือกรรมกร มันก็เลยเกิดคู่ต่อสู้กันขึ้นมาในโลก, พวกนั้นก็จัดอย่างนั้น พวกนี้ก็จัดอย่างนี้. อย่างที่เรากำลังมีปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์บ้าง, เรื่องโซเชียลลิสต์บ้าง, เรื่องประชาธิปไตยเสรีบ้างอะไรบ้าง, มันก็ไม่รู้จะเอากันอย่างไร หรือจะทำไปได้อย่างไร มันก็กลายเป็นเรื่องที่ว่ายื้อแย่งกันไปยื้อแย่งกันมา. มันจะต้องมีระบบธรรมะ เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่จัดเพื่อชนกรรมาชีพ, ไม่ใช่จัดเพื่อนายทุน, แต่ว่าจัดเพื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกันโดยสันติ, คือจัดอย่าง ว่าทุกคน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. อย่าจัดสำหรับพวกมั่งมีอย่างหนึ่ง, พวกคนจนอย่างหนึ่ง, อย่างนี้คนมั่งมีกับคนยากจนมันก็รักกันไม่ได้ มันก็ยิ่งเกลียดกัน มันก็ยิ่งมีอาฆาตมาดร้ายต่อกัน ในโลกเวลานี้ มันมีความอาฆาตมาดร้ายต่อกันระหว่าง สองลัทธิ คือลัทธิที่เป็นประโยชน์กับคนมั่งมี, กับลัทธิที่เป็นประโยชน์แก่คนยากจน, มันก็เลยต่อสู้กันยิ่งขึ้นไปอีก, มันก็แย่งกันครองโลกระหว่างสองพวกนี้. พวกโซเชียลลิสต์คอมมิวนิสต์อะไรมันก็จัดเพื่อคนยากจน, พวกเสรีประ- ชาธิปไตยพวกนายทุนก็จัดเพื่อคนมั่งมี, มันก็ถือโอกาสยื้อแย่งกันอยู่อย่างนี้ ไม่มีความ สงบสุข ; เพราะว่า ระบบการจัดทางเศรษฐกิจทางการเมืองมันไม่ถูกต้อง คือ ไม่ทำ ให้คนมั่งมีรักใคร่กันได้กับคนยากจน ถ้า เมื่อไรเอาธรรมะเข้ามา ทุกคนเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน, ระบบการเมืองก็จัดไปในทำนองให้คนมั่งมี รักใคร่ กันได้ กับคนยากจน, คนมั่งมีก็ถือคนยากจนเป็นเหมือนกับลูกกับหลาน, คนยากจน ก็ถือคนมั่งมีเหมือนกับเป็นบิดามารดา แล้ว ก็ไม่เอาเปรียบกัน มันก็ไปด้วยกันได้.

น.100 ในโลกนี้มันยังจำเป็นที่จะต้องมีคนไม่เท่ากัน ; อย่าไปคิดว่า มันจะมีคน ที่เสมอกันโดยสติปัญญา โดยกำลังกายโดยอะไร มันเสมอกันไม่ได้, มันยังต้องมีคน ทุพพลภาพ มีคนสบาย คนเข้มแข็ง คนฉลาด คนโง่ มันต้องมี. สันติภาพจะมีได้โดยอาศัยศาสนา. นี้ ระบบที่จะทำให้อยู่กันได้ มันก็ต้องให้ทุกคนรักกันอยู่ได้ นี่คือ ธรรมะ หรือ ศาสนา; โดยเฉพาะพุทธศาสนา ที่สั่งสอนให้กระทำแก่กันในฐานะ ที่ว่า เราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; ถ้าเมื่อใดเอาระบบเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เข้ามาใช้กันแล้ว ก็จะไม่มีการเบียดเบียน ไม่มีการเอาเปรียบ ซึ่งเป็นการเบียดเบียนอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง ก็จะอยู่กันเป็นผาสุก ในระหว่างบุคคล ใน ระหว่างหมู่คณะ, หรือระหว่างประเทศชาติ มันก็จะอยู่กันอย่างผาสุก เพราะรู้สึกว่ามัน เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. แต่ว่า ความข้อนี้มันละเอียดลึกซึ้งเกินไป สำหรับผู้มีกิเลสเขาจะฟัง ออก ; เพราะว่ากิเลสนี้มันเป็นเหตุให้ยึดถือเป็นตัวกูเป็นของกู, เป็นตัวมึงเป็นของมึง มันไม่อาจจะพังไปในทางที่ว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. เมื่อใดถ้าการ ศึกษา ไม่เป็นชนิดหมาหางด้วน ไปถึงสติปัญญา รู้จักความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของ ธรรมชาติ, แล้วมันก็อาจจะเลยไปถึงระบบที่ว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. คนมั่งมีก็ถือว่าคนยากจนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, คนยากจนก็ถือว่าคน มั่งมีเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วมันก็อยู่กันอย่างเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย, แล้ว ก็ร่วมกันทำประโยชน์ผลิตสิ่งที่ควรผลิต ที่จำเป็นแก่ชีวิตที่ควรจะผลิต แล้วมันก็ได้มาก เหลือที่จะแบ่งปันกันให้เป็นอยู่ด้วยผาสุก ด้วยกันทั้งสองฝ่าย. เวลานี้เรียกว่าไม่มีธรรมะ เข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่ความต้องการของคนแต่ละพวก ๆ มีอำนาจที่จะจัดการกับสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง.

น.101 วัฒนธรรมแบบไทยจะช่วยให้มีสันติภาพได้. ที่นี้จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยนี้ก็มาจากหลักพระ ศาสนา ที่ว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ; ดังนั้นวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ จึงมีหลักรักผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น, เพราะว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. แต่ พอเราเปลี่ยนมาเป็นวัฒนธรรมใหม่ ของคนสมัยใหม่ มีวัตถุเป็นใหญ่แล้ว มันก็ไม่เอา มันก็ ไม่ยอมรับสภาพเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มันก็ไปพวกที่ว่า มึงก็มึง กูก็กู ; นี่วัฒนธรรมมันเปลี่ยนถึงขนาดนี้. ถ้าว่าย้อนระลึกไปถึงหนหลัง เหตุการณ์ที่แล้วมาแต่หนหลัง คนที่มีอายุ ๗๐-๘๐ ปี ก็ยังพอมองเห็นอยู่ไร ๆ ว่า สมัยก่อนโน้น คนเห็นแก่ผู้อื่นในฐานะ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน มากกว่านี้ ; มันช่วยกันมากกว่านี้, เบียดเบียนกัน ไม่ลงมากกว่านี้, กลัวบาปกลัวกรรมมากกว่านี้. เดี๋ยวนี้พอได้รับของใหม่ วัฒนธรรม ใหม่ของพวกวัตถุนิยม มันก็เปลี่ยน มันก็เปลี่ยนเป็นว่าของกู ๆ เป็น วัฒนธรรมกิเลส, เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากกิเลส หล่อเลี้ยงไว้ด้วยกิเลส, เป็นวัฒนธรรมนกเขา นกเขา ที่ร้องแต่ว่า ของกู ๆ กูของกู อะไรอยู่อย่างนี้ ; นั่นแหละ ต้นเหตุแห่งวิปริตของมนุษย์ แล้วค่อยเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้จะเห็นเรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องเล็กน้อย เห็นเรื่องเงิน เรื่องอำนาจ อะไรนี้เป็นเรื่องใหญ่. วัฒนธรรมมันก็สู้ไม่ได้ ก็ถอยไปหายไป จนเกือบจะหาวัฒนธรรม ที่แท้จริงไม่ได้ มัน กลายเป็นวัฒนธรรมของกิเลส, ก็ดูซิที่เขาเรียกกันว่า วัฒนธรรม สมัยนี้ วัฒนธรรมสมัยนี้ เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น วัตถุแปลก ๆ วัตถุที่สวยงาม ที่ลึกซึ้ง ในทางความคิดเรียกว่าวัฒนธรรม ไม่ได้เกี่ยวกับจิตใจ.

น.102 แล้วที่ว่าน่าสะดุดที่สุด ก็คือ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม นิยมกันนัก ในโลกนี้เขานิยมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม, นี้พอไป ดูวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนนั้นคืออะไร คืออย่างไร ; โดยมากที่สุดที่เคยเห็นเคยอ่านข่าวพบ คือ แบบการเต้นรำให้มันบ้ามากยิ่งขึ้นไป แบบการเต้นรำที่ให้มันมีลักษณะเหมือนคนบ้า เหมือนลิงเมาเหล้าอะไรยิ่งขึ้นไป ระบำบัลเล่ต์น่ะ เขาพัฒนาการกันไม่มีที่สิ้นสุด จนคน แก่คนเฒ่าดูแล้วเป็นลมตาย. วัฒนธรรมของคนสมัยนี้ ที่เขาแลกเปลี่ยนกัน, ไม่เชื่อก็ คอยดูซิเมื่อเขามีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันที่ไหน เมื่อไหนก็ไปดูซิ. เขาก็แลกเปลี่ยน เรื่องอย่างนี้กันทั้งนั้น เขาแลกเปลี่ยนกิเลส แลกเปลี่ยนกิเลสของกันและกัน, ให้ รู้จักใช้กิเลสให้มันวิจิตรพิสดารมากยิ่งขึ้น ; นี่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในโลก มันยังเป็นอยู่อย่างนี้, แล้วโลกมันจะมีสันติภาพได้อย่างไร. การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ยังอยู่ในลักษณะที่ทำให้ผีหัวเราะ ; ช่วยจำคำไว้ด้วย ที่เขานิยมกันนัก ที่ว่าเจริญกันนัก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผีหัวเราะ, ไม่ถึงผีหัวเราะ แม้แต่ลิงก็หัวเราะ ท่าเต้นระบำแปลก ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่เอามาแลกกันให้ มันยิ่งขึ้นไป ผีหัวเราะ, แม้แต่ลิงก็ยังหัวเราะ หัวเราะเยาะคน ว่านี่วัฒนธรรมที่เอามา แลกเปลี่ยนกัน, เลยไม่มีความเจริญอันถูกต้องทางวัฒนธรรม คือทางจิตใจให้สูง ให้รัก ผู้อื่นได้ ให้เห็นแก่ธรรมะได้ โดยไม่ต้องเห็นแก่ตัว, มัน ส่งเสริมกิเลส แล้วมันก็เห็น แก่ธรรมะไม่ได้ ; เพราะว่าธรรมะกับกิเลสนั้นมันเป็นข้าศึกกัน มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ เห็นได้ชัดว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ศาสนาให้เป็นประโยชน์ ; ศาสนา มีอยู่ เขาไม่ต้องการ เพราะศาสนาต้องการให้มีความสงบ มีความเรียบร้อย, มีความ สำรวมระวังสังวร เขาไม่ต้องการ, เขาก็ยิ่งเห็นศาสนาเป็นของน่ารังเกียจ, เขาไม่เอา ศาสนามาใช้, ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ในฐานะที่จะช่วยดับทุกข์ ; แต่เห็น ศาสนาในฐานะเป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญ, ไม่ให้สนุกสนานเอร็ดอร่อยตามที่กิเลส

น.103 มันต้องการ : คนมันก็ไม่ใช้ศาสนา ไม่เอาศาสนามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ; ศาสนา มันก็มีอยู่อย่างเป็นหมัน ไม่ได้ทำประโยชน์ตรงตามหน้าที่ความมุ่งหมายของศาสนา แล้วยิ่งกว่านั้น เขาไม่เข้าถึงหัวใจของศาสนา มันก็ร่วมมือกันไม่ได้, ศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี่มันร่วมมือกันไม่ได้ เพราะ คน ไม่เข้าถึงหัวใจของศาสนาที่ ต้องการให้รักผู้อื่น, มันก็มีแต่ศาสนาตัวกู -ศาสนาของกู จะต้องดีกว่าของสู นี่มันก็ ร่วมมือกันไม่ได้, ศาสนาเสียเองจะเป็นคู่วิวาทกันเสียเอง , ศาสนาแต่ละศาสนาต่อ ศาสนาอื่น จะเป็นคู่วิวาทกันเสียเอง. นี้จะมาทำให้มนุษย์มีสันติสุขสันติภาพกันได้อย่างไร, ไม่ใช่มนุษย์จะมาวิวาทกันกับมนุษย์. เดี๋ยวนี้ศาสนามันก็จะวิวาทกับศาสนาด้วยกัน เสียแล้ว; นี่ความวิปริตของโลกที่มีเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. เดี๋ยวนี้ก็พูดได้เลยว่า เราไม่มีพระเจ้าที่เป็นพระเจ้าอันแท้จริง, เราไม่มี พระเจ้าอันแท้จริง ที่จะบังคับสิ่งต่างๆ ได้. พระเจ้าที่เป็นกฎธรรมชาติอันเฉียบขาด นั้นไม่รู้จักมี, ไปมีพระเจ้าอย่างคน ซึ่งรับสินบนเก่ง. พระเจ้าที่รับสินบนเก่ง ก็คือว่า ต้องบูชา ต้องอ้อนวอน ต้องบวงสรวง อย่างนั้นอย่างนี้ พระเจ้าจึงจะช่วย, มีกันแต่ พระเจ้าอย่างนี้ มันก็เลยไปกันใหญ่. ถ้ามีกฎของธรรมชาติเฉียบขาดเป็นพระเจ้า มันก็ ต้องระมัดระวัง ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, มันก็ไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้น. พระเจ้าที่แท้จริงยิ่งกว่านั้นก็คือ การทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ อย่าบกพร่องใน หน้าที่, การที่ทำหน้าที่ของตนสมบูรณ์นั่นแหละ เป็นพระเจ้าที่จะช่วยได้จริง. การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วน ให้บริบูรณ์นั้น จะเป็นพระเจ้าอันแท้จริง จะช่วย ได้จริง ไม่ต้องอ้อนวอนอะไร ; มีพระเจ้ากันอย่างนี้บ้างซิ โลกนี้มันก็จะดีขึ้น. เดี๋ยวนี้ มีแต่พระเจ้าที่ปล่อยให้แย่งกัน, แย่งกันครองโลก, พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์แย่งกัน

น.104 ครองโลก แย่งกันตามพอใจก็แล้วกัน พระเจ้าอย่างนี้จะช่วยโลกได้อย่างไร, มันไม่มี หนทางที่จะช่วยได้, ในที่สุดมันก็มาเกิดวิปริตทุกชนิดขึ้นในโลก เป็นวิกฤตการณ์ที่น่า หวาดเสียว, อย่างที่รอ ๆ กันอยู่ว่า เมื่อไรจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม จะได้ตายกันสัก ครึ่งโลก, มันก็มีแต่ความกลัว, ผลสุดท้ายก็ ทิ้ง ไว้ให้แต่ความกลัวในจิตใจของมนุษย์. ทีนี้เมื่อความกลัวมันครอบงำอย่างนี้ มันก็คิดหาทางที่จะป้องกันตัว มัน ก็ต้องป้องกันตัวไว้ที่ก่อน, มันจึงมีการกระทำชนิดที่ว่าจะต้องล้างผลาญผู้อื่น เตรียม เครื่องมือไว้ให้พร้อมที่จะต่อสู้จะล้างผลาญผู้อื่น, แล้วก็อยู่ด้วยความกลัว. ทุกคนอยู่ ด้วยความกลัว พร้อมกับเตรียมการต่อสู้ล้างผลาญผู้อื่น ; ถ้ามีอย่างนี้แล้วมันจะนอน หลับอย่างไรเล่า, มันก็ ไม่มีสันติสุขไม่มีสันติภาพ. นี่คือโลกปัจจุบัน โลกปัจจุบัน วิปริตขนาดนี้, มีวิกฤตการณ์ขนาดนี้; มูลเหตุของมันก็คือ สิ่งเหล่านี้ : การศึกษาไม่ ถูกต้อง, ไม่มีศีลธรรม, มีกิเลสครองโลก, เห็นแก่ตัวโดยส่วนเดียว. เรียกว่า สังคม ระดับใหญ่ คือสังคมโลก มัน มีวิปริตอย่างนี้, มีวิกฤตการณ์อย่างนี้ ดูวิกฤตการณ์ ในแง่ปฏิจจสมุปบาท. ที่นี้ดูในแง่ของปฏิจจสมุปบาท กันที ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร, วิกฤตการณ์ เลวร้ายในโลกขนาดนี้ มันเกิดมาได้อย่างไร ? ขอย้อนให้มองลึกลงไปถึงต้นตอที่สุด ว่า มนุษย์ควบคุมสัญชาตญาณโดยพื้นฐานไว้ไม่ได้ คือสัญชาตญาณกลาง ๆ มีอยู่อย่าง กลาง ๆ เพื่อให้ชีวิตรอด มีอยู่มากมาย ควบคุมไว้ไม่ได้, มันกลายเป็นสัญชาตญาณ กิเลส สูงขึ้นไปจนกลายเป็นกิเลสไม่เป็นพื้นฐานกลาง ๆ. ตัวอย่างเช่น สัญชาตญาณแห่งความมีตน, รู้สึกว่ามีตน, มีตน จึงได้ ขวนขวายทุกอย่างเพื่อให้ตนรอดอยู่ได้; นี้เป็นสัญชาตญาณกลาง ๆ ควบคุมไว้ไม่ได้

น.105 มันก็ กลายเป็นสัญชาตญาณเห็นแก่ตน เห็นแก่ตน. ทีนี้มันก็จะทำอย่างกิเลส แล้ว ถ้ารู้สึกว่ามีตนตามปกติ มันก็บำรุงตนรักษาตนไปตามประสาตามธรรมชาติ ; แต่ พอ ควบคุมไว้ไม่ได้ มันสูงขึ้นมาเป็นสัญชาตญาณแห่งกิเลสว่ามีตัวตน มันก็เห็นแก่ตน มันก็เกิดกิเลส เกิดกิเลสขึ้นมา เพราะควบคุมสัญชาตญาณนั้นไว้ไม่ได้, มันเกิด กิเลส มัน ก็มีความคิดผิดไปตามกิเลส ตามแบบของกิเลส, มันก็ ไปเป็นทาสของความ เอร็ดอร่อย ทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เห็นแก่ตัว จนกระทั่งมันคิดจะครอง โลก, แล้ว พยายามจะครองโลก มันก็มีผลเกิดขึ้นจากการกระทำ เช่นนั้น คือวิกฤต- การณ์ทั่วโลก. ความเดือดร้อนระส่ำระสายทั่วโลก มันเกิดมาจากต้นตออันแรกคือ มนุษย์บังคับความรู้สึกสัญชาตญาณกลาง ๆ ไว้ไม่ได้, ตกไปเป็นสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ คือกิเลส คิดไปตามกิเลส, น้อยนักที่จะเป็นไปในทางฝ่ายสูงคือโพธิ กระทำอย่างถูกต้อง. มันไปทางฝ่ายต่ำ เป็นกิเลส, เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วมันก็ เห็นแก่ตัว , แล้วมันคิดแต่ที่จะ หาใส่ตัว ประโยชน์ของตัว กระทั่งว่า คิดจะครองโลก มันก็ยิ่งมีอาการ ต่อสู้กัน ระหว่างผู้ที่อยากจะครองโลกด้วยกัน, มึงก็จะครองโลก กูก็จะครองโลก, มันก็ต้อง ต่อสู้กัน. นี้วิกฤติการณ์เลวร้ายมันก็เกิดขึ้นในโลก. นี่คือปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัป- ปัจจยตา ที่เนื่องกันอยู่กับวิกฤตการณ์ของโลก ดูมูลฐานที่เกี่ยวกับตัวบุคคล. เมื่อดูเรื่องของโลกพอแล้ว ก็ดูเรื่องของคนส่วนย่อย ๆ ที่เป็นคน ๆ ไปอีกที เพราะว่าคนแต่ละคน ๆ มันประกอบกันขึ้นเป็นโลก, เราจึงมาดูที่ส่วนย่อย หรือรากฐาน มูลฐานอันแท้จริงที่เรียกเป็นส่วนบุคคล, วิปริตส่วนบุคคลแต่ละคน, เอาแยกเป็นคน ๆ พูดกันเป็นคน ๆ แต่ละคน ไม่ใช่รวมกันเป็นสังคมโลก. อัน แรกที่สุด ก็คือการศึกษา

น.106 หมาหางด้วน นี่แหละ, คนในโลกปัจจุบันนี้ มีการศึกษาระบบหมาหางด้วน รู้แต่หนังสือ กับรู้แต่อาชีพ เฉลียวฉลาด, แต่ไม่รู้จะเป็นมนุษย์กันอย่างไรให้ถูกต้อ ง. คนแต่ ละคนก็ไม่รู้จักตัวเองว่า เกิดมานี้ควรจะได้อะไร อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ, มันไม่รู้ เพราะว่าการศึกษามันหมาหางด้วน. นี่เป็นจุดตั้งต้น ไม่รู้จักว่าจะไปทางไหนจึงจะรอดจากอันตราย, มันก็เลือกเอา ข้างที่ในปัจจุบันนี้เอร็ดอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลิน, สิ่งใดให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มันก็มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น, เกิดอุปาทานเป็นตัวคนเป็นของคนเต็มไปหมด, เอาแต่จะให้ได้ตามที่ตัวต้องการ ผิดถูกอย่างไรไม่ต้องรู้, เอาแต่ที่เราต้องการ ให้ได้ ตามที่เราต้องการ. สัญชาตญาณเดิม ๆ สัญชาตญาณพื้นฐาน มันเพียงแต่ต้องการ ให้รอดชีวิตอยู่ได้ ; เดี๋ยวนี้มันจะต้องการให้เป็นตัวกูที่ดีกว่าใคร เก่งกว่าใคร มีอำนาจเหนือใคร, มันต้องการไปถึงขนาดนั้น ด้วยความเห็นแก่ตัว. ถ้าทุกคนเอาแต่เพียงรอดชีวิตอยู่ได้เป็นตัวตน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เช่น เดียวกับในหมู่สัตว์ที่มันไม่ก้าวหน้า มันก็ยังมีปัญหาน้อย; เมื่อมนุษย์มีสติปัญญามาก ก้าวหน้ามาก ปัญหามันก็มาก, แล้วมันก็ ควบคุมปัญหาเหล่านี้ ไว้ไม่ได้ มนุษย์ก็ เลยได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน, สมน้ำหน้า เพราะมันมีความคิดที่ เดินไปผิดทาง, มีความรู้สึกเป็นตัวตนเห็นแก่ตัวตน มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งสัตว์ เดรัจฉานมันทำไม่เป็น. ดูซิกิเลสราคะ โทสะ โมหะนี่ คนมันก้าวหน้าเกินกว่าสัตว์ เดรัจฉาน, เปรียบเทียบกันไม่ได้. สัตว์เดรัจฉานเกือบไม่มีกามารมณ์ สัตว์เดรัจฉานมีแต่สืบพันธุ์ตาม ธรรมชาติ, สืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ : ส่วน มนุษย์มีเรื่องกามารมณ์ตลอดวันตลอดคืน ตลอดเดือนตลอดปี ที่เป็นส่วนกามารมณ์, มีการประพฤติเพลิดเพลินในทางกามนอกไป

น.107 จากการสืบพันธุ์ ได้ทั้งเดือนทั้งปีตลอดชาติ ตลอดชีวิตซึ่งสัตว์เดรัจฉานทำไม่ได้. นี่สัตว์ เดรัจฉานมันก็มีปัญหาน้อย ในเรื่องทางกิเลสราคะ มันก็มีปัญหาน้อย, มนุษย์มันก็มีมาก. นี่การได้เปรียบ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง มันต่างกันมาก ที่พูดว่าได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นมีบุญ มันมีบุญต่อเมื่อเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องนะ ; ถ้า เป็น มนุษย์ไม่ถูกต้องแล้ว มันเป็นบาป มันเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน. นี่เรียกว่า มนุษย์ ก้าวหน้าอย่างหลับหูหลับตา ด้วยอวิชชา ด้วยมิจฉาทิฏฐิ มันจึงมีกิเลสไปทางราคะ ได้มาก. ทีนี้ กิเลสในทางโทสะ พยาบาทมาดร้าย คนมันคิดได้มาก มันก็ทำได้ไกล กว่าสัตว์, มันก็คิดทำลายล้างกันได้ไกลกว่า, ยืดเยื้อลึกลับซับซ้อนกว่า; คนก็ได้รับ ความลำบากในการเบียดเบียนกันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน. สัตว์เดรัจฉานมันทำอะไร ไม่ได้ กัดกันที่เดียวก็พอแล้ว ; ส่วนคนมันเบียดเบียนกันลึกซึ้งสลับซับซ้อนจนตามไม่ถูก, กิเลสประเภทโทสะโกธะมันก็เจริญ. เรื่องหลงใหล ก็เหมือนกัน เมื่อสัตว์เดรัจฉานมันต้องการน้อย มันต้องการ แต่เพียงอยู่ได้ รอดชีวิตอยู่ได้ สัตว์ก็ต้องการน้อย, เรื่องที่จะต้องหลงใหลมันก็มีน้อย, แล้วมัน คิดไม่เป็น คิดไม่เก่ง มันก็หลงใหลได้น้อย, มันหลงใหลได้น้อย ไม่ลึกซึ้ง ซับซ้อนเหมือนกับคน. ดูทีว่าโลภะ โทสะ ราคะ โมหะอะไรก็ตามของคนกับของสัตว์นี้ มันต่างกัน อย่างไร, มันเกิดขึ้นได้อย่างไร. ก็เพราะว่ามันควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้ เพราะมัน ไม่มีความรู้ โตขึ้นมาก็โตขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลส เป็นไปตามทางของกิเลส, ควบคุม สัญชาตญาณตามธรรมดาสามัญไว้ไม่ได้ กลายเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ เป็นกิเลส

น.108 ไม่ไปในทางฝ่ายสูงที่เรียกว่าโพธิ. ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่า มันไม่มีหลักทางศีลธรรม ที่จะยึดถือเป็นหลัก, มันก็ยึดถือแต่ความต้องการของกิเลสเป็นหลัก, อะไร ๆ มันก็เป็น เครื่องส่งเสริมกิเลสไปเสียหมด. พึงสังวรเรื่องปัจจัย ๔. ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งอยากจะบอกให้สังวรระวังกันให้เป็น อย่างดี เรื่องปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย และ ยารักษาโรค เรียกว่าปัจจัย ๔ ที่ใช้กันอยู่ในวัดนอกวัด ; ที่จริงนอกวัดมันก็ใช้ปัจจัย ๔, ชีวิตมนุษย์มันอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔. ขอให้ปัจจัย ๔ คงเป็นเพียงปัจจัย ๔, อย่าได้เป็น ปัจจัยแก่กิเลส เป็นอามิส เป็นเหยื่อแก่กิเลสเลย, อย่าให้ปัจจัย ๔ นี้เป็นเหยื่อของ กิเลส. ถ้าเป็นเพียงปัจจัย ๔ สำหรับ กินอาหาร เพื่ออยู่ได้ตามสบายตามปกติ ; ถ้า เป็นเหยื่อของกิเลสก็กินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย ชนิดที่กำลังนิยมกัน ที่จะกินให้ เอร็ดอร่อย แพงไม่ว่า ถ้าอย่างนี้พ้นจากความเป็นปัจจัยเสียแล้ว มัน กลายเป็นอามิส คือเป็นเหยื่อของกิเลสไปเสียแล้ว. นี่เรื่องอาหาร, อาหารจงเป็นเพียงเครื่องบริหาร ร่างกายอยู่ได้ตามปกติเต็มที่ ว่าอย่างนั้นเถอะ ; แต่ไม่ต้องลุ่มหลงถึงกับเป็นเหยื่อ เพื่อความเอร็ดอร่อยทางปากทางลิ้น ทางอะไรเหมือนที่กำลังนิยมกินกันอยู่: อย่างนี้ ไม่ใช่ปัจจัยเสียแล้ว เป็นเหยื่อของกิเลสเสียแล้ว. เรื่อง เ ครื่องนุ่งห่ม ก็เหมือนกัน ขอให้เป็นเครื่องปกปิดความละอาย, ให้ร่างกายได้รับความป้องกัน จากหนาวร้อน เหลือบ ยุง อะไรต่าง ๆ อย่าให้ได้เป็น ที่ตั้งแห่งความประกวดในทางความงาม ในทางยั่วกิเลส ซึ่งมันจะกลายเป็นเหยื่อ

น.109 ของกิเลส, กลายเป็นต้องการสวยงาม. เสื้อผ้าที่ต้องการสวยงาม มันต้องมีส่วน ที่ทำให้ สวยงาม ส่วนนั้น มันก็แพงออกไป, ถ้าไม่มีส่วนที่เป็นความสวยงาม มันก็ถูกราคาลงมา. เครื่องประดับ ประดาอย่างอื่นก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะมาประดับประดากันทำไม ให้มันเกิดอันตราย, เสื้อผ้าอาภรณ์นี้อย่าให้มันกลายเป็นเหยื่อของกิเลส ให้มันเป็นของ จำเป็นที่จะต้องมี สำหรับปกปิดร่างกายคุ้มครองร่างกาย มันจะได้เป็นปัจจัยแก่ชีวิต, ไม่ใช่เป็นเหยื่อของกิเลส. ที่อยู่ที่อาศัยเครื่องใช้ไม้สอย ก็เหมือนกัน พอให้สะดวกสบาย ไม่ต้อง ขวนขวายให้มันกลายเป็นเหยื่อของกิเลส, เหมือนกับว่าจะสร้างวิมานแข่งกันกับ เทวดา. ดูบ้านเรือนที่เขาสร้าง กันขึ้นซิ มันเกินจำเป็น, มันเกินจำเป็นยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกที, ในโลกปัจจุบันนี้ เขาจะสร้างวิมานแข่งกับเทวดา มันก็ยุ่งยากลำบาก, หลังเดียวก็ไม่พอจะเอาหลายหลัง จนมีเต็มไปหมดเลย, นี่มันก็ เลยกลายเป็นเหยื่อของ กิเลส. เรื่อง เสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัยเครื่องใช้ไม้สอย ในบ้านในเรือน มีแต่สิ่งเกิน จำเป็น. ถ้าอาตมาจะพูดว่า ทีวียังเกินจำเป็น ที่นั่งอยู่จะไม่เชื่อก็ได้, คนเหล่านี้จะไม่ เชื่อก็ได้ว่า วิทยุทีวี หรืออะไรเหล่านี้ เกินจำเป็น, หรือว่าจะว่า น้ำแข็งน้ำอัดลมอะไร นี้เกินจำเป็น, ก็หาคนจะยอมเชื่อด้วยยาก เพราะมันติดเสียแล้ว, เพราะเกิดมา มันติดเสียแล้ว. เครื่องใช้ไม้สอยอย่างอื่นก็เหมือนกันแหละ จะเป็นเครื่องที่นั่งที่นอนอะไร ก็เท่าที่จำเป็น มันก็ถูกต้อง ; แต่ถ้ามัน เกินจำเป็น มันก็คือเหยื่อของกิเลส ไม่ใช่ ปัจจัยแล้ว. นี้ ยาแก้ไข้ เดี๋ยวนี้เขาไม่ใช้ยาสำหรับแก้ไข้ ส่วนใหญ่มันเป็นยาที่ทำ ให้สวยให้งาม, ให้มีกำลังพลังสำหรับสนองกิเลส, หยูกยามันเป็นไปในทางนั้นเสียโดย มาก. กินยาเพื่อส่งเสริมกิเลส ให้ปัจจัยแก่กิเลส, อย่างนี้แล้วก็ไม่ใช่ปัจจัยแล้ว มันเป็น อามิส คือเป็นเหยื่อของกิเลส. เดี๋ยวนี้เขาสามารถ จะทำคนที่ไม่สวยให้สวยได้ : ผ่าตัด

น.110 ตกแต่งผิวหนัง อย่างนั้นอย่างนี้, อย่างนี้มัน ไม่ใช้หยูกยารักษาโรคแล้ว มัน เป็นการ สร้างเหยื่อให้แก่กิเลส แล้ว, จึงขอร้องว่าให้ปัจจัยคงเป็นปัจจัยแก่ชีวิต ในระดับ ปัจจัยแก่ชีวิต, อย่าได้เป็นเหยื่อของกิเลสเลย. เราคิดกันว่าจะดับทุกข์ คิดกันว่าจะดับทุกข์ คือตัดกิเลส แต่เอาเข้าจริง มัน กลายเป็นส่งเสริมกิเลส เพื่อให้เกิดทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ข้อนี้ควรระวัง รับคำสั่งสอน หรือฟังคำสั่งสอนว่า จะดับกิเลสและดับทุกข์ ; แต่ไปดูการกระทำที่แท้จริงที่ทำอยู่ มันกลายเป็นส่งเสริมกิเลสนี่, มันเล่นตลกกันอยู่อย่างนี้, คนแต่ละคนเป็นอย่างนี้. วิปริตของโลกเป็นมาแต่เกิด. ทารกนี่น่าสงสาร, เพราะ ทารกเกิดมาไม่รู้อะไร ไม่รู้อะไรว่าดับทุกข์ทาง ไหน เป็นทุกข์ทางไหน ทางไหนเป็นกิเลส ทางไหนเป็นโพธิ มันไม่รู้. นี้ คนเลี้ยง ทารก แม้แต่พ่อแม่ก็ตามเถอะ ส่งเสริมแต่ให้ลูกเด็ก ๆ นั้น รู้จักเอร็ดอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ไม่ได้บอกว่า ระวังให้ดี เรื่องอร่อยนี้จะเป็นโทษเป็นพิษขึ้นมา. เราอบรม ทารกให้หลงติดในความเอร็ดอร่อยเพราะความรัก ; แต่มันเป็นความรักของ อวิชชา, เป็นความรักของอวิชชา นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ; ถ้าทารกได้รับการ อบรมไม่ให้หลงใหลในความเอร็ดอร่อย ให้พอใจในความถูกต้องและพอดี ปัญหาก็จะ ไม่เกิดมากอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ลูกเด็กๆ เยาวชน นี้ มันก็ กลายเป็นหลงใหลความสวย งามเอร็ดอร่อย ก็ต้องการสิ่งชนิดนั้น, ต้องการเงินใช้เพื่ออย่างนั้น, มันก็สร้างยุ่งยาก ลำบากขึ้นแก่ตัวมันและแก่บิดามารดา, แล้วก็เพาะนิสัยสันดานอันนี้ให้กับลูกหลานที่จะ เกิดต่อไปข้างหน้า มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่เรียกว่ามัน ทำผิดกันมาตามลำดับ, วัฒนธรรมประจำบ้านเรือน นี้ มันค่อย ๆ ผิดไป คือ หันไปส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุสมัยใหม่, ไม่ถือหลักที่ถูก

น.111 ต้องและพอดี ดังที่ ปู่ ย่า ตา ยาย เคยถือกันมาแต่กาลก่อน. เมื่อเจริญด้วยกิเลสด้วย ปัจจัยของกิเลสอย่างนี้ แล้วมันก็ไม่ต้องสงสัย คือความวิปริตนานาชนิดมันก็จะเกิดขึ้น, วิปริตเท่าไรวิกฤตการณ์มันก็มีมากขึ้นเท่านั้น นี่ ต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวกับ บุคคลแต่ละคน ๆ ๆ. ปฏิจจสมุปบาทของแต่ละคนในเรื่องนี้ก็คือว่า ได้รับการอบรมมาแต่อ้อน แต่ออกมันผิด : ให้บูชาของเอร็ดอร่อยสนุกสนาน. สัญชาตญาณกลาง ๆ ของเดิมใน จิตมันก็เปลี่ยนเป็นกิเลส, มันก็เปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณแห่งกิเลสไปเสียทั้งหมด, ที่จะ เป็นโพธิเป็นสติปัญญานั้นน้อยมาก เพราะมันตกเป็นทาสของความพอใจ ความ เอร็ดอร่อยทางปาก ทางลิ้น ทางตา ทางหู ทางอะไรไปเสียจะหมดแล้ว, เป็นทาสอายตนะ แล้ว เห็นแก่ตัวเต็มที่แล้ว, แล้วก็ ปฏิเสธ ศีลธรรม. นี่ลูกเด็ก ๆ ของเรา อนุชน วัยรุ่นของเราปฏิเสธศีลธรรม ไม่ยอมสนใจศีลธรรม ไม่ยอมมีศีลธรรม เพราะบูชา ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ. นี่ปฏิจจสมุปบาทของความวิปริตทางจิตใจ ของบุคคลแต่ ละคน ๆ แล้วก็ได้เป็นปัจจัยแห่งวิกฤตการณ์รวมกันทั้งโลก, คนแต่ละคนเป็นอย่างไร สังคมก็เป็นอย่างนั้น, สังคมแต่ละ สังคมเป็นอย่างไร โลกทั้งโลกมันก็เป็นอย่างนั้น. จุดตั้งต้นมันอยู่ที่ความผิดพลาดเกิดขึ้นในจิตใจของคน, จุดตั้งต้นอยู่ที่ จิตใจผิดพลาด มันเป็น กิเลส, แล้วก็ สร้างคนที่วิปริตขึ้นมา, แล้ว คนวิปริต ทั้งหลาย ก็สร้างโลกที่วิปริตขึ้นมา; นี่คือปฏิจจสมุปบาทแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหมด ทั้งสิ้น. ฉะนั้นขอให้เรามองดูในข้อนี้ วิปริตในจิตของมนุษย์มันสร้างมนุษย์ที่วิปริต แล้วมนุษย์ที่วิปริตมันก็สร้างโลกที่วิปริต ทั้งโลกวิปริตแล้วก็เอาซิ ก็ดูเอาเองซิมันจะเป็น อย่างไร, มันก็เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ คือความเลวร้ายที่ไม่น่าปรารถนา ทุกแง่ ทุกมุมที่ไม่น่าปรารถนา ก็เรียกว่า วิกฤตการณ์มาจากความวิปริตของโลก ซึ่งมาจาก วิปริตของคนแต่ละคน, ซึ่งมาจากวิปริตของจิตของแต่ละคน. จุดตั้งต้นมันอยู่ที่จิต

น.112 ของคน, สนใจเรื่องจิตของคน เพราะว่าเป็นจุดตั้งต้น หรือทุกๆ อย่างมันรวมอยู่ที่สิ่ง ที่เรียกว่า จิต, ตั้งต้นที่สิ่งที่เรียกว่าจิต. ต้องมีจิตที่ถูกต้องเป็นจุดตั้งต้น แล้วมัน ก็จะถูกต้องไปหมด : คนมันไม่วิปริตแล้วโลกนี้มันก็ไม่วิปริต, โลกไม่วิปริตมันก็ไม่มี วิกฤตการณ์ที่เลวร้าย เหมือนที่เราต้องทน ๆ กันอยู่ ต่อสู้กันอยู่. ความยุ่งยากลำบาก นานาประการ แล้วก็โทษคนนั้นโทษคนนี้ ไม่โทษตัวเองที่เป็นผู้ที่ทำให้มันเกิดความ วิปริต, ไม่แก้ไขที่จิตของตัวเองให้มันถูกต้อง ให้มันเป็นจิตที่ไม่วิปริต. ความวิปริตนี้ มันน่าคิดน่านึกน่าสนใจที่ว่า มันมีได้โดยที่มนุษย์ไม่ได้ รังเกียจ ก็คือไม่ใช่มนุษย์ ; ถ้าเป็นมนุษย์มันต้องรังเกียจความวิปริต; เดี๋ยวนี้ มันยังไม่เป็นมนุษย์ ยังเป็นแต่คน คนยังโง่อยู่ มันก็ไม่รู้จักความวิปริต, มันก็ยินดีที่จะ รับวิปริต ถ่ายทอดกันไป, ถ่ายถอดความวิปริตไปทั่วโลกเหมือนกับไฟป่าไหม้มาแล้วก็ ดับยาก. เดี๋ยวนี้ ความวิปริตมันครอบงำโลก, มันครอบงำโลก มันถ่ายทอดกันไป ทั่วโลก. ความวิปริตเป็นเรื่องของอวิชชา มิจฉาทิฏฐิ เป็นพญามาร เป็นซาตาน มารร้าย มันอยู่ในฝ่ายนั้น, เดี๋ยวนี้กำลังครอบโลก กำลังจัดโลก, เป็นต้นเหตุแห่ง วิกฤตการณ์ในโลก. เอาละพูดมามากแล้ว ก็สรุปความสั้น ๆ ว่า วิปริตของคน วิปริตของแต่ ละคนนี้ เพราะได้รับการอบรมผิดมาแต่อ้อนแต่ออก ให้บูชาความเอร็ดอร่อย จนเกิดเห็นแก่ตัว, มีความเห็นแก่ตัวเป็นชีวิตจิตใจ. แล้วอยากจะแนะว่า โลกสมัยนี้บูชาประชาธิปไตย แล้วก็ใช้ ประชา- ธิปไตยผิด, ใช้ประชาธิปไตยในฐานะที่ทำอะไรได้ตามใจ คือตามกิเลส. ประชาธิปไตย ระวังให้ดีนะ ถ้าประชาธิปไตยสำหรับจะทำอะไรตามใจกิเลส ตามกิเลส แล้วประชาธิปไตย บ้า, แต่มันเป็นประชาธิปไตยบ้าเสียโดยมาก มัน ไม่มีประชาธิปไตยที่ประกอบไป

น.113 ด้วยธรรมะ เราจะเรียกว่าธรรมาธิปไตย ; ถ้าอย่างนี้ก็ค่อยยังชั่ว. ประชาธิปไตย กำลังครองโลก ให้ทุกคนเสรีภาพ ในทางที่จะทำอะไร คนก็เลยใช้โอกาสที่จะพอก พูนกิเลส ปลูกฝั่งกิเลส, มันก็มีเสรีภาพของกิเลส. ระวัง ๆ รักษาเสรีภาพ เสรี ภาพของกู ๆ มันของกูกิเลส, มันเสรีภาพของกิเลส ที่รักษาหวงแหนกันนัก, มันไม่คิด ทำลายกิเลส. กิเลสก็เลยเป็นใหญ่ในโลก, อำนาจของกิเลสก็เป็นใหญ่ในโลก. โลกนี้ ถูกครองด้วยอำนาจของกิเลส, แปลว่ามันถูกปกครองด้วยผู้มีอำนาจ; แต่ผู้มีอำนาจ คนนั้นมันอยู่ใต้กิเลส, กิเลสมันไสหัวผู้มีอำนาจให้ทำอีกที่หนึ่ง, ฉะนั้น มองดูให้ เห็นลึกซึ้งถึงที่สุด คนอยู่ใต้อำนาจของกิเลส, คนมีอำนาจใช้กิเลสของตนให้ครอง โลก จนเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันอย่างรุนแรง เดือดร้อนกันทั้งโลก หรือทุกๆ โลก. วิกฤตการณ์ของสังคม สรุปอยู่ที่ความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางวิชาการ ทางประดิษฐ์ คิดค้นอะไรต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์, เป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น แล้ว ทำไป เพื่อสนองกิเลสทั้งนั้น. คำว่า สันติภาพเลยกลายเป็นปัญหา; สันติภาพของ ใครมันก็หมายถึงผู้นั้นได้ตามใจตัว. ประเทศไหนมีอำนาจมาก ก็ว่าสันติภาพคือ การที่เราได้ตามที่เราต้องการ จึงจะเป็นสันติภาพ, ไม่อย่างนั้นไม่ยอม. วัตถุก้าวหน้า มากเกินไป จนมนุษย์เป็นทาสของวัตถุ เรียกว่าวัตถุนิยม, นิยมแต่เรื่องทางวัตถุ ความถูกความจริงอะไรก็เอาวัตถุเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ใครมีวัตถุมากอะไรมาก ก็เรียก ว่าคนดีคนอะไรไปเสียอย่างนั้น นี่มันก็ จะนำโลกไปสู่มิคสัญญี เห็นแก่ตัวจนฆ่าผู้อื่นได้เหมือนฆ่าปลา ฆ่าเนื้อ, จะฆ่าคนได้เหมือนกับตบยุง นี่ก็เรียกว่ามิคสัญญี เห็นแก่ประโยชน์ของตนจน ฆ่าผู้อื่นได้ง่าย ๆ เหมือนกับฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ มิคสัญญีหมายความอย่างนี้ ไม่มีใครรับ ผิดชอบ. มันน่าหัวที่ว่ามันไม่มีที่พึ่งที่ร้องทุกข์ที่ไหน ไม่มีใครรับผิดชอบได้, ไม่มีใคร เป็นเจ้าของโลก ที่จะบัญชาการในโลกได้, มีแต่การต่อสู้และแย่งชิง นี่คือวิกฤตการณ์หรือ เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ในโลก

น.114 หน้าที่ของพุทธบริษัทต้องทำตามพระพุทธประสงค์ เอ้า, ในที่สุดก็มาถึงหน้าที่ของพุทธบริษัท ขึ้นหัวก็หน้าที่ของพุทธบริษัท, ลงท้ายก็หน้าที่ของพุทธบริษัท. เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, เราจงสนองพระพุทธประสงค์ เพื่อทำโลกนี้เป็นโลกที่มีความรู้ มีความตื่น มีความ เบิกบาน, พยายามให้ศีลธรรมกลับมา โดยมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน. ปรมัตถ- ธรรมนั้นคือเหตุผลของศีลธรรม ; ตัวศีลธรรมบอกว่าทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้เรียกว่า ศีลธรรม เหตุผลว่าเหตุไรเราจึงต้องทำอย่างนั้น นั่นคือปรมัตถธรรม. ฉะนั้น ปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐานของศีลธรรม, ดังนั้นมันจึงต้องมาด้วยกัน. ศีลธรรม มีมาโดย ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน, แสดงเหตุผลให้คนมองเห็นว่า เราจำเป็นหรือถูก ต้องแล้วที่จะมีศีลธรรม. ข้อนี้ก็ขอเตือนนอกแนวไปหน่อยว่า ที่เราจะสอนลูกเด็ก ๆ เรามักจะไม่ค่อย ให้เหตุผล, เรามีแต่จะเอาไม้เรียวเป็นเหตุผล บอกว่าทำอย่างนี้ ไม่ทำกูก็ตีมึง, เอาไม้เรียว เป็นเหตุผลอย่างนี้ มันก็ไม่ถูกต้อง, ต้องบอกเหตุผล ที่มันเป็นปรมัตถธรรม ว่า. เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้น มันต้องทำอย่างนั้น เพื่อความเป็นอย่างนั้น. เราบอก เขาทั้งศีลธรรมและทั้งปรมัตถธรรม, มันก็จะง่ายในการที่จะทำให้ลูกเด็ก ๆ เขาเชื่อฟังเรา .. อย่าเอาศีลธรรมไปคู่กับไม้เรียว เอาศีลธรรมไปคู่กับปรมัตถธรรม คือ เหตุผลของศีลธรรม มันก็จะพูดกันรู้เรื่องได้เต็มที่. ให้โลกมีศาสนา สนองพระพุทธประสงค์ โดยการทำให้โลกนี้มีศาสนา คำว่าศาสนา มันอธิบายความได้มาก แต่ใจความสำคัญก็คือ สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ลุถึงสิ่งสูง สุดที่ควรปรารถนา คือสันติภาพ. ศาสนาคือสิ่งที่จะผูกพันมนุษย์กับสันติภาพ

น.115 จะเรียกสันติภาพว่าพระเจ้าก็ได้, เรียกนิพพานก็ได้อะไรก็ได้ ให้มันเป็นสันติภาพ. สิ่ง ที่จะทำให้มนุษย์ถึงกันกับสันติภาพนั้นเรียกว่าศาสนา, และให้คำบัญญัติกลาง ๆ ไว้ว่า สิ่งที่ให้เกิดการผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด นั่นแหละคือศาสนา; ฉะนั้น ทำอะไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ ถ้าให้มันเกิดการผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุดคือสันติ- ภาพแล้วเรียกว่าศาสนาหมด. ศาสนา ศาสนาไหนก็ได้ ถ้าให้เกิดความผูกพันกับ ความสงบสุข หรือสันติภาพ ฝ่ายนี้เป็นมนุษย์ ฝ่ายโน้นเป็นสิ่งสูงสุด คือสันติภาพ หรือพระเจ้า, แล้วมันเกิดการผูกพันกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด ก็คือ ศาสนา. ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท สนองพระพุทธประสงค์ โดยช่วยกัน ทำให้โลกนี้มีสันติภาพ มีศาสนา มีศีลธรรม, สมบูรณ์ด้วยปรมัตถธรรม. คน ทั้งหลายยินดีที่จะปฏิบัติศีลธรรมโดยสมัครใจ เลยหน้าชื่นตาบาน ไม่ขัดแย้งไม่อะไร เพราะ ว่ามีความเข้าใจถึงที่สุด. ด้วยเหตุผลอย่างนี้แล อาตมาจึงได้นำเรื่องนี้มาบรรยาย เรื่อง สันติภาพของโลก แล้วก็บรรยายในทุกแง่ทุกมุม วันก่อนบรรยายในลักษณะของวิกฤตการณ์, วันนี้บรรยายในลักษณะ มูลเหตุหรือเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์. หวังว่าจะเข้าใจในมูลเหตุของวิกฤตการณ์พอ สมควร, แก่การที่จะร่วมมือกันกำจัดสิ่งเหล่านี้ ขอให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า สิ่งเลว ร้ายที่สุดคือวิกฤตการณ์ มันมาจากความวิปริตของจิตของมนุษย์นั่นเอง. เมื่อจิต ได้รับการแวดล้อมอบรมผิด มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ, มันก็จะทำแต่สิ่งวิปริตและเกิดวิกฤต- การณ์. ขอให้ช่วยกันทุกอย่างทุกวิถีทาง ที่จะดำรงจิตของตนไว้ให้ถูกต้อง, และ ก็จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ต่างคนต่างดำรงจิตของตนไว้อย่างถูกต้อง, แล้วมันก็ ไม่เกิดวิปริต แล้วมันก็ไม่เกิดวิกฤตการณ์.

น.116 การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอฝากให้ท่านทั้งหลายสนใจในมูลเหตุ ของวิกฤตการณ์, แล้วช่วยกันปรับปรุงเสียใหม่, อย่าให้เนื้อตัวของเราเป็นที่ตั้งแห่ง วิปริตหรือวิกฤตการณ์เลย. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบท พระธรรมคุณสาธยาย มีกำลังใจในการที่จะปฏิบัติตน ให้ก้าวพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง สืบต่อไป ณ บัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต