น.117 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๔ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเกี่ยวกับสันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ และไม่อาจ จะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น เพราะอยากจะให้สิ้นกระแสความ แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะการ บรรยายในวันนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ. [ทบทวน.] ครั้งแรกสุดเราพูดกันถึงเรื่องว่า ทำไมจึงต้องพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ ในหมู่ พุทธบริษัท เพราะว่า เป็นการสนองพระพุทธประสงค์ ซึ่งพระองค์ตรัสว่า. พระองค์อุบัต ขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ คือสันติภาพนั้นเอง. ในการบรรยายครั้งที่สอง ก็พูดถึง เรื่องวิกฤตการณ์ คือสิ่งที่ตรงกันข้ามจากสันติภาพ. ๘๑
น.118 ในการบรรยายครั้งที่ ๓ ได้พูดเรื่อง เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ โดยรายละเอียด ดังที่ท่าน ทั้งหลายได้ฟังแล้วครั้งสุดท้าย. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ครั้งที่ ๔ นี้ก็จะพูดถึงเรื่อง สิ่งที่เรียกกันว่าสันติภาพ, ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ อย่างทั่วถึงในสิ่งๆนี้. บางคนจะคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง มันก็ถูกแล้ว คำๆนี้ ใช้พูดกันมากในเรื่องอันเกี่ยวกับการเมือง, แต่อย่าลืมว่า แม้เป็นเรื่องของโลก มันก็ยัง เป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก และจะต้องมี จะต้องทำให้มันมี มิฉะนั้นโลกนี้มันก็ไม่เป็นโลก หรือ ไม่อาจจะอยู่กันได้, คือว่า เราจะต้องอยู่อย่างมีสันติภาพ นั่นเอง ; จะว่าเป็นเรื่องโลก ๆ ก็ได้. จะว่าเป็นเรื่องธรรมก็ได้, จะเป็นเรื่องการเมืองก็ได้, จะเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง มันก็ยังได้, เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ. ทีนี้ก็จะได้พิจารณากันให้ละเอียดในแง่มุมต่างๆ อย่างที่ว่าท่านทั้งหลาย อาจจะไม่เคยได้ฟังมาก่อนก็ได้, แล้วก็จะหาว่า อาตมานี้พูดมากเกินจำเป็น. ข้อนี้ ไม่เป็นไร ขอแต่ผู้ฟังตั้งใจฟังให้ดี ๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจทุกแง่ทุกประเด็นที่จะเอามาพูด หรือว่าทุกคำเลยก็ว่าได้ ให้รู้อย่างถูกต้องครบถ้วนถึงที่สุดกันจริง ๆ. ที่นี้จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าความหมาย ความหมายของคำว่าสนติภาพ โดย ทั่ว ๆ ไปกันก่อน ที่ประชาชนคนธรรมดาก็พูดเป็น หวังเป็น และต้องการกันอยู่ใน ลักษณะที่เป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่สุด. เปรียบสันติภาพกับโลกพระศรีอารย์. ข้อแรกก็จะนึกถึงสิ่งที่คนทั้งปวง โดยเฉพาะที่เป็นพุทธบริษัทมุ่งมาด ปรารถนา ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า โลกของพระศรีอารยเมตตรัย. พุทธบริษัททุกคนรู้จัก
น.119 คำ ๆ นี้ แต่ว่ารุ่นหลัง ๆ นี้อาจจะรู้จักน้อยไปบ้างก็ได้, แต่ถ้ารุ่นเก่าแล้วรับรองได้ว่า เป็น สิ่งที่ระลึกหรือใฝ่ฝันกันอยู่เสมอ ว่าโลกของพระศรีอารยเมตตรัย. เขารู้ความหมายของ โลกพระศรีอารยเมตตรัยดี. บรรยายไว้ในลักษณะต่าง ๆ อย่างมากมาย ในที่สุดมันก็ ตรงกับคำว่า สันติภาพ, มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า สันติภาพ, จะไม่มีอะไร มีสันติภาพมากไปกว่า โลกของพระศรีอารยเมตตรัย. แต่ถ้าจะพูดอย่างนี้คนพวกอื่น ที่ไม่ใช่พุทธบริษัทนั้นเขาไม่รู้จัก, นั่นก็ตามใจเขา. แต่เดี๋ยวนี้เราพูดกันในวงพุทธบริษัท ก็จะพูดว่า ความหมายอันแรก ที่สุด ของคำ ๆ นี้ ก็จะหมายถึงโลกของพระศรีอารย- เมตตรัย ซึ่งมีสันติภาพสูงสุดไม่มีอะไรยิ่งกว่านั้น. แต่ประชาชนทั่วไปในการศึกษาอย่าง เก่าเขามักจะเรียกกันว่าศาสนา ศาสนาของพระศรีอารย์, ในศาสนาของพระศรีอารย์นั้น บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีความทุกข์ จนคนไม่รู้จักว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร. นี่เราเอากัน ตามแบบพุทธบริษัทไทย ๆ ก็ว่า ความหมายของ สันติภาพเป็นอย่างเดียวกันกับความ หมายของโลกพระศรีอารยเมตตรัย, ดังที่ได้กล่าวแล้ว. มีมนุษย์ธรรมสมบูรณ์. ดูต่อไปอีกหน่อยก็จะพบว่า มนุษย์ทุกคนมีมนุษยธรรมสมบูรณ์แสดง ออกมา, สันติภาพมีความหมายของความที่มนุษย์ทุกคน มีมนุษยธรรมสมบูรณ์ แล้วแสดง ออกมา. มนุษยธรรม ในที่นี้ ตามตัวหนังสือ ก็คือธรรมะสำหรับทำความเป็นมนุษย์, ความเป็นมนุษย์ก็คือความมีจิตใจสูง, จิ ตใจสูงก็คือรู้จนทำตนให้อยู่เหนือปัญหา และความ ทุกข์ทั้งปวง. เรื่องความทุกข์หรือปัญหานี้เอามาเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ ; ถ้ามีความทุกข์ มันก็เป็นปัญหา ถ้ามีปัญหามันก็ต้องเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เป็นธรรมดา. มนุษย์ที่รู้เรื่อง ที่จะอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง จึงมีชื่อว่ามนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง, ความมีจิตใจสูงนั้น แสดงออกมา มันก็เลยทำให้เกิดสันติภาพ สันติสุข, สงบเย็น กันทั่วไปหมด.
น.120 ทีนี้ จะดูถึงปรากฏการณ์ง่ายๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ดูได้หรือพูดได้ว่า สันติภาพ มีความหมายว่าธรรมชาติไม่ถูกทำลาย, ธรรมชาติทั้งหลายไม่ถูกทำลาย. เด็ก ๆ ก็จะ มองเห็น ในแง่ของรูปธรรม ว่าธรรมชาติตามที่มีอยู่เป็นสิ่งต่าง ๆ ในตัวโลกนี้ ที่มันเป็น อยู่เองนั้น จะไม่ถูกทำลาย ; เพราะว่ามนุษย์มีคุณธรรมที่สูง ถึงกับรู้ว่าทำลายไม่ได้. ถ้าทำลายแล้วมันก็จะเกิดผลตามมาอย่างร้ายกาจ จึงมีแต่จะส่งเสริมให้ธรรมชาติ ยังคงเป็น ธรรมชาติที่ครบถ้วน เรียบร้อย งดงาม ปกติ ธรรมชาติทางวัตถุไม่ถูกทำลาย. แต่ถ้าเล็งไปถึง ธรรมชาติทางจิตใจ มันก็อธิบายกันได้หลายอย่าง ธรรมชาติ ทางจิตใจถ้าพูดถึงอย่างแท้จริงลึกซึ้งถึงที่สุด มันก็ หมายถึงธรรมชาติที่เป็นความสงบ ไม่ปรุงแต่ง. ธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งนี้ ไม่ใช่ธรรมชาติเดิม เป็นธรรมชาติใหม่, ที่ถูกปรุงแต่งเสียแล้ว, ธรรมชาติเดิมคือความไม่ปรุงแต่งยังคงอยู่ มันก็มีความ สงบสุข. มีมิตรภาพสูงสุด. ถ้าดูผลที่เกิดแก่มนุษย์ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ก็จะเห็นว่า ในที่นั้น ๆ มี มิตรภาพ ชั้นสูงสุด คือมีมิตรภาพในชั้นถือหลักเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ในโลกของมนุษย์ ที่มีมนุษยธรรม จนเรียกได้ว่า มีสันติภาพนั้นจะมีมิตรภาพชั้นสูงสุดว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย กันจริงๆ, ทำอะไรมันจึงกระทบกระทั่งกันไม่ได้ มีแต่ คอยทะนุถนอม ระมัดระวังมิให้เกิดการกระทบกระทั่ง, แล้วคนเราก็จะอยู่กันอย่างไร ลองคิดดู. นี่เรียกว่ามีมิตรภาพชั้นสูงสุด ว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. แล้วมิตรภาพนี้ยังขยายตัวหรือขยายความสูงสุดออกไปถึงระหว่างคนกับสัตว์. เดี๋ยวนี้คนก็มักจะไม่ทำความเป็นมิตรกับสัตว์ เพราะความเห็นแก่ตน ; ถ้าว่า มีสันติภาพ
น.121 อย่างแท้จริง อย่างความหมายของธรรมะแล้ว มิตรภาพนั้นจะต้องขยายออกไปถึง คนและสัตว์, ระหว่างคนและสัตว์, ไม่มีการเบียดเบียนระหว่างคนและสัตว์. เดี๋ยวนี้ ก็มีการ พิทักษ์สัตว์ กันอยู่เหมือนกัน ; แต่ดูจะพิทักษ์เพื่อประโยชน์ แก่การศึกษา หรือเพื่อความจำเป็นอย่างอื่น, มิได้มองว่าเพื่อมิตรภาพ. ไปดูให้ดี การคุ้มครองสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมกันอยู่เวลานี้ นั้นดูจะไม่ใช่มีรากฐานมาจากรักษาสันติภาพ, จะมีรากฐาน มาจากความคิดนึกอย่างอื่น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เพื่อการศึกษา. ถ้าเป็นสันติภาพแท้จริง มิตรภาพนั้นต้องมีระหว่างคนกับสัตว์ ในลักษณะที่ว่าเท่ากัน ว่า ชีวิตนี้เท่ากันจึงไม่ ละเมิดล่วงเกินกัน ; ไม่เหมือนกับในบางศาสนา บัญญัติให้สัตว์เป็นอาหารของมนุษย์ จนกระทั่งนักบวชในศาสนานั้น ๆ ก็ยิงนกตกปลาได้, ไม่เหมือนกับ ในพุทธศาสนาเรา ที่ถือว่ามันมีค่าเท่ากัน. ฉะนั้น จึงห้ามโดยประการทั้งปวง และในบางกรณี หรือ บุคคลบางพวก มิตรภาพจะลงไปถึงต้นไม้ ; เช่นวินัยของภิกษุบังคับอยู่ว่า ภิกษุจะทำลายชีวิตต้นไม้ไม่ได้, ภิกษุทำต้นไม้ตายก็เท่ากับ ฆ่าสัตว์ให้ตาย ; นี่เรียกว่า มิตรภาพในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะสำหรับขั้นภิกษุ, ในระดับภิกษุนั้น ขยายลงไปเสมอกันแม้ในระหว่างคนกับสัตว์ และคนกับต้นไม้. มัน ก็เลย มีผลเป็นการป้องกันระงับเสียได้ ซึ่งการประทุษร้าย โดยประการทั้งปวง ; เพราะว่าการประทุษร้ายสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นมด เช่นแมลงอย่างนี้ ถ้าทำไปมากเข้ามัน ก็ขยายเป็นสัตว์ที่โตขึ้นไป โตขึ้นไป เพราะความเคยชิน, จนกระทั่งว่าฆ่ามนุษย์ก็ได้ เมื่อฆ่ามนุษย์ธรรมดาได้แล้ว มันก็ฆ่าบิดามารดาก็ได้, ฆ่าพระอรหันต์ก็ได้, เพราะว่า ควบคุมไม่อยู่ สกัดกั้นไว้ไม่อยู่. จึงมีหลักเกณฑ์ที่จะสกัดกั้นไว้เสียตั้งแต่เบื้องต้น ; ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้วเป็นสิ่งที่ประทุษร้ายไม่ได้. ทีนี้ก็จะมาดูกันต่อไป ในแง่ความประทุษร้าย, ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ใน ระดับที่เป็นมนุษย์นี้ มีการประทุษร้ายพื้นฐาน ๕ ประการ ที่เราเรียกกันว่า ศีล ๕ :
น.122 ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกาย, - ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ, -ไม่ประทุษร้ายของ รักใคร่พอใจ, - ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา. แล้ว ก็ไม่ประทุษร้ายสติปัญญา สมปฤดีของตนเอง. นี้เราเรียกว่า ความไม่ประทุษร้ายโดยหลักพื้นฐาน ๕ ประการ ถ้าในโลกมีสันติภาพจริงต้องไม่มีความประทุษร้ายพื้นฐาน ๕ ประการนี้. เดี๋ยวนี้มันยังมีอยู่ และยิ่งจะมี เพราะว่ามนุษย์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส เพราะเหตุ ที่ไปหลงมัวเมาในวัตถุนิยม, ความประทุษร้าย ๕ ประการนี้ ก็เลยหนาแน่นไปหมด. บางอย่างบางแห่งก็จะถือเสียว่าเป็นการถูกต้องเสียด้วยซ้ำไป. อ้างเหตุผลเพื่อจะเบียดเบียน ข่มเหงเอาเปรียบผู้อื่น ทำสงครามเพื่อตนเองเหล่านี้ มันก็ไม่ถือหลักเหล่านี้, ถ้าว่า มีสันติภาพมันก็จะต้องไม่มีการประทุษร้าย โดยหลักพื้นฐาน ๕ ประการนี้. เมื่อเป็นดังนั้น แล้วก็จะเห็นได้ต่อไปว่า สงครามทุกชนิดระงับดับหายไป สงครามโดยตรง สงครามโดย อ้อม สงครามใต้ดิน สงครามบนดิน สงครามยิง สงครามไม่ต้องยิง สงครามทางบีบคั้น โดยเศรษฐกิจ, หรือโดยวิถีทางใดๆที่จะบีบคั้นกันได้ ก็จะเรียกได้ว่าสงครามไปหมด. สงครามทุกชนิดเหล่านั้น ระงับดับหายไป เพราะความมีมนุษยธรรม ซึ่งเป็น รากฐานของสันติภาพ. ผลของมิตรภาพ. ทีนี้ จะดูว่า ในโลกนี้ก็ไม่มีประเทศใดที่จะเป็นประเทศอันธพาลเกเร, ไม่มี ประเทศใดในโลกทำตนเป็นอันธพาล, และอันธพาลในทุกความหมาย ซึ่งมันก็มีอยู่ หลายความหมายเต็มที่, อย่าออกชื่อเลยมันกระทบกระเทือน ว่าแต่อย่าเป็นอันธพาล ; หมายความว่าเห็นประโยชน์ของตนเองแล้วก็มีข้อแก้ตัว ที่จะลักล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่น,
น.123 เอาเปรียบผู้อื่น บางทีก็ถึงกับคุมพวกกัน แล้วก็ลุกล้ำประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งมี ความอ่อนแอกว่า, อย่างนี้ก็จะไม่มี, มันมีลักษณะไม่เป็นอันธพาล. ถึงกับมีคำเปรียบว่า ลูกแกะเล่นหยอกกับสิงโตได้, หรือว่า หนูเล่นหยอกกับ แมวได้ มันไม่มีฝ่ายใดที่จะต้องเดือดร้อน หรือใช้อำนาจข่มเหงฝ่ายอื่น. คนจน คน อ่อนแอ คนทุพพลภาพ ได้รับความเคารพนับถือในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง, ไม่มีใครดูถูกดูหมิ่นใคร, คนจน ที่เรียกกันว่าพวกทาส ให้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นลูกเป็นหลาน ของเศรษฐีใจบุญ คนมั่งมี มีแต่เป็นเศรษฐีใจบุญ, ไม่ใช่เป็นนายทุนขูดรีด มีแต่เศรษฐี ใจบุญ, คนจนได้รับการดูแลประคบประหงม อย่างกับว่าเป็นลูกหลานของเศรษฐีใจบุญ : อย่างนี้แล้วมันก็ไม่เกิดวิกฤตการณ์อย่างที่เกิดอยู่ในบัดนี้ คือระหว่างพวกนายทุนกับชน กรรมาชีพ. ขอให้ลองสังเกตดูให้ดี ๆ. ความเจริญทั้งหลายไม่เป็นทางให้เกิดความ ประทุษร้าย. เดี๋ยวนี้มีอะไรขึ้นมาเป็นความเจริญ มันก็กลายเป็นเรื่องของการ ประทุษร้าย ; มียานพาหนะก้าวหน้า ก็ใช้ยานพาหนะเพื่อทำลายล้างกัน, มีถนนหนทาง ให้ความสะดวก ก็กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับการปล้นจี้กลางถนนหนทาง, ความเจริญมัน กลายเป็นอุปกรณ์ของความเลวร้าย เป็นอุปกรณ์ของอันธพาล, ไม่ว่าความเจริญใน แง่ไหน มันกลายเป็นอุปกรณ์ของคนอันธพาลไปเสียหมด. มันไม่ใช้ความเจริญไปในทาง ที่ถูกต้อง, หรือถ้าพูดให้ละเอียดลงไป. มันกลายเป็นอุปกรณ์ของกิเลส, ความเจริญ ก้าวหน้าทุกอย่าง กลายเป็นอุปกรณ์แก่กิเลส, ส่งเสริมกิเลส, กิเลสเป็นผู้ใช้ผลิตผลแห่ง ความเจริญก้าวหน้า, เรียกว่า มันตรงกันข้ามอย่างไม่น่าจะมี. มันผิดกับที่เราหวัง ตั้งใจไว้ว่าสิ่งที่วิเศษประเสริฐนั้นควรจะถูกใช้ไปแต่ในทางที่ถูกที่ดี เช่นเดียวกัน ; เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม
น.124 จะ ยกตัวอย่าง ง่ายๆ เช่นว่า ทีวี น่าจะใช้เป็นประโยชน์แก่การศึกษา ; เดี๋ยวนี้ พวกชาวบ้านเขาซื้อมาสำหรับเป็นอุปกรณ์แห่งการพนันมวย ฉิบหายทั้งทางวัตถุ ทั้งทาง จิตใจ. คิดดูเถอะว่า ความเจริญก้าวหน้านี้ มันเป็นอย่างไรกันแน่ ? มันไม่มีสันติภาพ; ถ้ามีสันติภาพ เรียกว่าโลกนี้มีสันติภาพแล้ว ผลิตผลที่เป็นความเจริญก้าวหน้านั้น จะไม่ถูกใช้ไปในการกระทำที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์นั้นเอง. นี่ดู ๆ จะเห็นได้ว่า มันมีการเห็นแก่ตัว มีการเอาเปรียบกัน มีการคอย จ้องหาโอกาสที่จะประทุษร้ายกัน. ถ้ามีสันติภาพโดยแท้จริง แล้ว มันจะต้องมีลักษณะ เหมือนกับว่า มนุษย์ทั้งโลกนี้จะเป็นเหมือนกับมนุษย์คนเดียวเท่านั้น, หรือว่าเป็น ครอบครัวเดียวเท่านั้น มนุษย์ทั้งโลกเป็นเพียงครอบครัว ครอบครัวเดียวเท่านั้น. ถ้า เป็นคน ๆ เดียวมันจะดีเกินไป, แต่ถ้ามันเป็นได้ก็ดี มนุษย์กี่พันล้านคนในโลกนี้ มันเหมือน กับเป็นคน ๆ เดียว มีความมุ่งหมายที่จะให้มนุษย์ทั้งโลกเป็นคน ๆ เดียว คือมีความรักใคร่ มีความหวังดี มีอะไรเหมือนกับว่าเกื้อกูลกัน อย่างกับว่าตัวเองเป็นคนคนเดียวกันทั้งโลก. ใครเคยคิดอย่างนี้บ้าง ; แต่อาตมาเชื่อว่า ถ้ าพูดกันตามความรู้สึกของพุทธบริษัท บรมโบราณ โง่ ๆ เง่าๆ เขามองกันอย่างนี้ทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เขามีการศึกษากันอย่าง นักปราชญ์ หรือยิ่งไปกว่านักปราชญ์ เขาก็มองกันไปอย่างอื่น, ที่หัวเราะเยาะคำพูดที่ว่า เราต้องการให้มนุษย์ทั้งโลกเป็นคน ๆ เดียวกันนี้, เขาก็หัวเราะเยาะ เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ ธรรมะชนิดที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นได้ เอาละ เป็นอันว่าสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ, สันติภาพนั้น ถ้าจะพูดกันตามความ หมายสามัญธรรมดาของคนทั่วๆ ไปที่ได้รับการศึกษามาอย่างนี้ เรียกว่าพวกคนหัวเก่าหรือ คนทั่วไป มันก็มองกันอย่างนี้, และอาตมาภาพก็ต้องการจะให้ท่านทั้งหลายมองกันอย่างนี้
น.125 สันติภาพเป็นสิ่งตรงข้ามกับวิกฤตการณ์. ทีนี้มองกันอย่างอื่นบ้าง มองในความหมายทางวิภาควิธี คือแง่มุมสำหรับ ถกเถียงกัน, เป็น dialectic ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก, มองในแง่นี้มันจะพบหนทางที่จะต่อ รองกัน จะพูดจากัน จะทำความเข้าใจกัน ได้โดยง่ายยิ่งขึ้นไปอีก. มองในแง่นี้ก็จะต้อง มองเห็นไปในทางว่า สันติภาพ - สันติภาพ - สันติภาพ เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจาก วิกฤตการณ์. วิกฤตการณ์ความโกลาหลวุ่นวาย ระส่ำระสายเดือดร้อน นั้นมันเป็น วิกฤตการณ์ คือผิดปกติไม่มีความสงบ สันติภาพต้องอยู่ในลักษณะที่ว่าตรงกันข้าม จากวิกฤตการณ์ มันจะทำให้คิดนึกไปถึงว่า มัน จะมีได้อย่างไร, หรือ มันจะมีเอา ไม่ได้เสียเลย. ทำไมวิกฤตการณ์มันจึงมากขึ้น ๆ, ที่ไม่เคยมี มันก็มีขึ้นมา. ควรจะปล่อย ตามเลย หรือว่าควร ต่อสู้ ต่อต้าน แก้ไขกัน ? คนพวกหนึ่งว่าหมดหวัง, คนพวกหนึ่ง ว่ายัง, ยังไม่ยอมแพ้. ถ้าเป็นพุทธบริษัท ก็จะอยู่ในพวกที่เรียกว่ายังไม่ยอมแพ้ จะต่อสู้เพื่อสันติภาพต่อไป. มองกันต่อไปจะพบ ในแง่มุมที่ว่า เป็นสิ่งที่ยากที่จะมีขึ้นมาได้ในโลกนี้. ข้อนี้ยอมรับว่ามันยากที่จะมีขึ้นมาได้ในโลกนี้, โดยเฉพาะ โลกยุคปัจจุบัน เป็นโลกที่ เป็นบ้าเป็นหลังด้วยวัตถุนิยม, มันยากเหลือยากยิ่งกว่ายากที่มันจะมีสันติภาพได้ : แต่ คนที่มองก็ยังไม่ยอมแพ้ มันก็ต้องมองต่อไปว่า เราก็ ต้องทำให้หมดโลก, หรือทำให้ โลกไม่มีความหมาย, ทำให้อยู่เหนือความหมายที่ทำให้เกิดกิเลส. คำว่า หมดโลก ๆ นี่ พูดได้ ๒ อย่าง : ทางวัตถุ ก็คือ โลกวินาศสูญหายไป หมดสิ้น นี่เรียกว่าหมดโลก ; แต่ว่าถ้าในทางธรรมะ ในภาษาธรรม อันละเอียดอ่อนนั้น
น.126 ก็คือว่า มันไม่มีอะไรในโลก ที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ คือไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในโลก เพราะวัตถุเหล่านั้น หรือเพราะสิ่งที่เรียกกันว่าโลก ๆ นั้น อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าหมดโลก ได้เหมือนกัน, คือหมดปัญหาเกี่ยวกับโลก. โลกไม่มีอิทธิพลใดๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหา ขึ้นมา ; อย่างนี้เป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง คือ จะทำจิตนี้ให้อยู่ เหนือโลก เสมือนหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มีพิษสงอะไรเลยนี่ ; จุดหมายของพระพุทธศาสนา โดยแท้จริง เป็นอย่างนี้. ดังนั้น จึงสามารถที่จะทำให้มีสันติภาพ; ถ้า ไม่มีแก่ทุก คน มันก็มีได้แก่บางคน. ถ้ามีกันมากคนขึ้น ก็เรียกว่ามีในโลกมากขึ้น, มันจะเป็น ชนวนทำให้มีเต็มไปทั้งโลกก็ได้ แต่นี้คนไม่สนใจกัน เพราะเหตุผลหลายอย่างหลาย ประการ ; แต่ถ้า เป็นพุทธบริษัท ยังจะต้องมองในข้อนี้ เห็นความที่เป็นไปได้ใน ข้อนี้, นี่แหละเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องเอามาพูดกัน. อาตมาก็มีเหตุผลที่จะพูด, ท่าน ทั้งหลายก็มีเหตุผลที่จะฟัง, แล้วเราก็มีเหตุผลที่จะร่วมกันทำให้มันเป็นไปตามทางที่ควรจะ ประสงค์ ทุกศาสนาร่วมมือกันแล้ว สันติภาพจักมีได้. ทีนี้อยากจะให้มองสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ ในแง่ละเอียดออกไปอีกว่า มันเป็น หัวข้อของการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา, คือถ้าเรา เอาศาสนามาเป็นหลัก ทุก ศาสนามุ่งที่จะมีสันติภาพ, สิ่งที่เรียกสันติภาพก็จะกลายเป็นหัวข้อ สำหรับมาทำ ความเข้าใจกัน ต่อรองซึ่งกันและกัน ให้ประสานกันได้, ที่เรียกว่าทำความเข้าใจกัน ในระหว่างศาสนา, พร้อมกันนั้นก็เป็นหัวข้อของการทำความร่วมมือระหว่างศาสนา. เมื่อยุติว่าทุกศาสนามุ่งหมายที่สันติภาพแล้ว มันก็มีหนทางที่จะร่วมมือ แม้ว่าจะ มีวิธีการที่ต่างกันบ้าง, แต่มันเพื่อผลอันเดียวกัน คือ สันติภาพ ก็เลยกลายเป็นหัวข้อ สำหรับทำความร่วมมือระหว่างศาสนา; ถ้ามองกันในแง่นี้แล้ว มันก็มีหวังที่ว่า จะทำให้เกิดสันติภาพ.
น.127 เหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มองอีกอย่างหนึ่ง ก็กลายเป็นว่า สันติภาพนี้ ทุกคนพอใจเรียกร้องจะได้, แต่ว่าไม่ทำ ไม่ทำ, มันดีแต่เรียกร้องจะได้ จะมี แต่แล้ว ก็ไม่ทำ, จริงหรือไม่? นี่ช่วยดูกันให้ดีๆ แล้วก็ช่วยให้ความเป็นธรรมหรือความจริงกัน บ้าง. คนเรียกร้องสันติภาพ นี้มันมีจะทั้งโลกก็ว่าได้, คนโง่ก็พลอยเรียกร้องไปตาม คนฉลาด, แต่แล้วก็ ไม่มีใครทำ , มันมีแต่คนเรียกร้องแล้วไม่มีใครทำ. อาตมารู้สึก อย่างนี้มองเห็นอย่างนี้ ว่ามันกำลังเป็นอยู่อย่างนี้, มัน เป็นสิ่งที่คนเรียกร้อง, แต่ว่า ไม่มีใครทำ มันก็น่าสงสารสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ. ระบุเจาะจงลงไปก็ว่าสิ่งที่นักการเมือง เขาพูดกันแต่ปาก, นักการเมืองพูดถึงสันติภาพมากที่สุด, แต่ก็พูดกันแต่ปาก, แล้วก็ไม่มี การกระทำ, ไม่มีเจตนาอันแท้จริงที่จะกระทำ ไม่มีการเสียสละที่จะกระทำ มันก็กลายเป็น เรื่องสำหรับพูดกันแต่ปาก นี่น่าสงสารสันติภาพ, มีแต่สันติภาพจอมปลอม, สันติภาพ เรียกร้องสำหรับอวดกัน สำหรับหลอกล้อกัน, สำหรับเอาไปลวงคนอื่นให้ร่วมมืออย่างนี้, แล้วพอเผลอเข้าก็เอาเปรียบเขา. เราเรียกว่าสันติภาพจอมปลอม, สันติภาพที่เสนอกัน พูดจากัน เป็นสันติภาพจอมปลอมไปเสียทั้งนั้น, ที่เป็นโดยมากสำหรับจะอวดผู้อื่นว่าเรา เป็นนักสันติภาพ. เราขวนขวายเพื่อสันติภาพ, มันเป็นสันติภาพสำหรับจะอวด มันก็เลย เป็นสันติภาพจอมปลอม, จะว่าอย่างไร ? สิ่งที่เรียกว่า สันติภาพนี้ เท่าที่เห็นอยู่ หรือว่าธรรมชาติกำหนดไว้ มันก็ สำหรับให้มนุษย์พยายาม, ธรรมชาติต้องการให้มนุษย์พยายามที่จะมี, มนุษย์จำนวน หนึ่งหรือพวกหนึ่งก็พยายามที่จะให้มันมี ; แต่แล้วมัน ก็ ทำไม่สำเร็จ เหมือนกับพวก เราที่ได้พูดกันอยู่. ทำได้แต่เพียงพูดถึงกันอยู่ หรือชักชวนกันให้พยายาม แต่มันก็ ไม่สำเร็จ. นี่สถานะอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ แม้ว่ามนุษย์พวกหนึ่งมีความ ปรารถนาดีตั้งใจจะทำ แต่มันก็ยังไม่มีทางจะสำเร็จ ; เพราะว่าส่วนมากเขาไม่เอา หรือ
น.128 ที่ว่ามีบ้าง มันก็ยังมีลักษณะไม่สำเร็จ เหมือนกับว่า นั่งจับปูใส่กระด้ง. คำนี้พูดให้ ฝรั่งฟังคงจะฟังไม่ถูก เพราะฝรั่งไม่มีกระด้ง ฝรั่งไม่เคยจับปู ; แต่พวกเราเคยรู้เรื่อง ว่าจับปูอย่างไร เอาไปใส่กระด้งแล้วมันก็ขึ้นเสียหมด มันขังไว้ไม่ได้ ; มันจะมีลักษณะ เหมือนกับนั่งจับปูใส่กระด้ง. อาตมาก็พูดอยู่เสมอ ๆ ว่า องค์การสันติภาพในโลกนี้ทำได้ เพียงนั่งจับปูใส่กระด้ง, ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องเพ้อฝันอยู่นั่นเอง ไม่สำเร็จประโยชน์ เรารู้จักสันติภาพกันเพียงสัญลักษณ์ : สัญลักษณ์นกพิราบ บ้าง, สัญลักษณ์รวงข้าว บ้าง สัญลักษณ์อะไรก็ตาม, เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ แล้วก็ รู้จัก สันติภาพ กันแต่เพียงสัญลักษณ์ เหมือนที่เด็ก ๆ รู้จักผ้าธง. ผ้าธงไตรรงค์ว่าเป็นชาติ ธงชาติ รู้จักธงชาติว่าเป็นชาติ, แล้วก็เลยเป็นว่ารู้จักธงในฐานะที่เป็นชาติ. นี้เรียกว่า รู้กันแต่เพียงสัญญลักษณ์. มนุษย์ในโลกรู้จักสันติภาพแต่เพียงสัญลักษณ์ที่สมมติกันขึ้น มาเอง, สมมติน่าดูน่าฟังหน่อยก็ถือกันเป็นสัญลักษณ์ พูดจากันต่อ ๆ ไป. ทางให้ถึงความสำเร็จ. สิ่งนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีศาสนาที่แท้จริง ที่ประพฤติได้, มีพระเป็นเจ้า ที่แท้จริง ไม่ใช่พระเป็นเจ้าสำหรับนั่งอ้อนวอน, อ้อนวอนเท่าไรก็ไม่เห็นได้สักที ; เพราะว่าพระเป็นเจ้านั้นไม่ใช่เป็นพระเป็นเจ้าที่แท้จริง. ถ้าเป็นพระเป็นเจ้าที่แท้จริง บางทีก็จะไม่ต้องอ้อนวอน, พระเป็นเจ้าแท้จริงก็จะช่วยเอง. ถ้าว่ามนุษย์จะอ้อนวอน พระเป็นเจ้าที่แท้จริง ก็ทำได้โดยการปฏิบัติให้ตรงตามที่พระเป็นเจ้าต้องการ ไม่ใช่มานั่ง จุดธูปจุดเทียนทำสักการะบูชา ทำพิธีอ้อนวอนร้องเพลง ร้องอะไรอย่างนี้มันก็ไม่สำเร็จ มัน จะต้องอ้อนวอนพระเป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของ พระเป็นเจ้า ซึ่งหมายถึงกฎของอิทัปปัจจยตา, เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ อิทัปปัจจยตา, นั้นแหละคือการอ้อนวอนพระเป็นเจ้าที่แท้จริงและจะสำเร็จประโยชน์
น.129 ในที่สุดจะเห็นลึกลงไปถึงว่า ธรรมชาติเดิมแท้เขาสร้างมาเป็นความสงบ สุข, ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นที่หลัง. ธรรมชาติแท้ ๆ เมื่อมนุษย์ยังไม่ทำผิดต่อธรรมชาตินั้น มีแต่ธรรมชาติตามพื้นฐานตามธรรมชาติ น่าสนใจไปตามแบบของธรรมชาติ ธรรมชาติ ใหม่มันก็กลายเป็นปรุงแต่ง เรียกว่าสังขาร สังขารแปลว่าการปรุงแต่ง ปรุงแต่งเรื่อย, ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เป็นการปรุงแต่งของกิเลสของมนุษย์ เพื่อจะเอาสิ่งนั้นมา สนองกิเลส. ขอให้ทุกคนมองเห็นให้ลึกลงไปถึงข้อที่ว่า พระเจ้าสร้างมาโดยแท้จริงนั้น เพื่อความสงบสุขหรือมีสันติภาพ. มาในสมัยนี้ก็มาถึงจุดที่เถียงกันว่า มันทำได้หรือไม่ ? พวกที่ถือว่าทำไม่ได้ มันก็หมดปัญหาไป แล้วก็ไม่ทำ; แต่แล้วมันก็ไม่ควรจะมาด่าว่า พวกที่ว่า ทำได้ ควร จะทำ นี้เป็นคนโง่, มันเป็นสิ่งที่ทำได้ คือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้. ถ้ามนุษย์ทุกคน มีความรู้ ความเข้าใจอันถูกต้อง, มีสัมมาทิฏฐิอันเพียงพอ ก็จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ มันต้องเป็นสิ่งที่ทำได้. จะมีคนคิด มีคนมองในแง่ลึกเข้าไปว่า นี้มันเป็นของเดิมหรือ ของใหม่. สันติภาพนี้มันเป็นของเดิม แม้ว่าเราจะสร้างขึ้นมาในบัดนี้ มันก็ยังคงเป็นของ เดิม, หรือจะพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ทำของใหม่ให้กลับไปเป็นของเดิม. ความปกติความสงบ นั้นเป็นของเดิมของธรรมชาติ, แม้ตั้งแต่ว่าเป็นปรมาณูหนึ่ง ๆ ก็ตาม ธรรมชาติมันก็ ต้องสงบและปกติ, หรือว่ามันจะประกอบกันขึ้นเป็นโลกเป็นจักรวาลทั้งหมดทั้งสิ้น ของ เดิมมันก็ต้องสงบและปกติ. เดี๋ยวนี้มันเป็นของใหม่แทรกเข้ามา ไม่มีความเป็นปกติ, เรากลับไปหาของเดิม ก็ไม่ควรจะถือว่ามันเหลือวิสัย; แต่มัน จะเหลือวิสัยก็ตรงที่ว่า มันไม่มีใครเห็นด้วย มัน มีคนตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสกันเสียหมด, เป็นทาสของ กิเลส, รับใช้กิเลส คืออวิชชา. ขึ้นชื่อว่าอวิชชาเป็นความไม่ถูกต้อง มันก็ปรารถนา แต่สิ่งที่จะบำรุงบำเรอความต้องการของความไม่ถูกต้อง หรือความโง่ความเขลา หรือ กิเลสที่มันวิวัฒนาการไม่รู้จักจบ.
น.130 พิจารณาสันติภาพในแง่มุมต่าง ๆ. เอาละ, เป็นอันว่า ขอให้มองดูในแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ ก็จะพบช่องทาง ที่จะต่อรองกัน ; ถ้ามีเจตนาดีต่อส่วนรวมจริงๆ มันก็ จะต้องพบวิธีที่จะสร้างสรรค์ สันติภาพกันขึ้นมาได้, ดังนั้น จึงกล่าวว่าสันติภาพมีอยู่ในลักษณะเช่นนี้. ในแง่วิชาการหรือวิทยาศาสตร์. ทีนี้ก็ยังจะมองอีก คือยังอยากจะมองอีก จะมองในทางที่จะเรียกว่าวิชาการ หรือวิทยาการในยุคปัจจุบัน อันแรกก็จะมองเพื่อการศึกษาสิ่งที่มีอยู่เฉพาะหน้า คือมอง ในแง่ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, จะต้องถือว่าตามธรรมชาตินั้น ไม่มีธรรมชาติ อะไรที่จะวิปริต ถ้าวิปริตไม่เรียกว่าธรรมชาติ ความเป็นปกติตามเดิมทุกอย่างไม่มีวิปริต นี่เรียกว่าในทางธรรมชาติ มองในแง่ของธรรมชาติมันก็ต้องเป็นอย่างนี้. ทีนี้ว่าจะมอง ในแง่ของวิทยาศาสตร์ ก็จะพบว่าสันติภาพนั้นคือ ความ สมดุลย์ของทุกสิ่ง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล เป็นจักรวาลทั้งหมดทั้งสิ้น มีความ ถูกต้อง มีความสมดุลย์กันแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพมันก็จะเกิดขึ้น. ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความสมดุลย์, ช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจในการที่จะทำให้มัน สมดุลย์. แต่ ความปรารถนาอันแท้จริง ต่อสันติภาพ มันไม่มี, นักวิทยาศาสตร์ ก็เป็นทาสของอายตนะ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ก็เลยไม่มีทางที่จะช่วย หาความ สมดุลย์ให้แก่สิ่งเหล่านี้. ในแง่ของศาสนา. ทีนี้จะมองในทางศาสนา, ในแง่ของศาสนา ; สันติภาพนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ เกิดมีศาสนาขึ้นมา เมื่อไม่มีสันติภาพ คนก็ค้นหา จึงมีผู้ฉลาดค้นพบวิธีนั้น ๆ ปรากฏ
น.131 เป็นรูประบบศาสนาขึ้นมา, โดยเฉพาะพุทธศาสนา มุ่งหาความไม่ปรุงแต่ง. ความไม่ ปรุงแต่ง คือวิสังขาร ; สังขาร แปลว่าการปรุงแต่ง, วิสังขาร แปลว่าการไม่ปรุงแต่ง เรามุ่งหาการไม่ปรุงแต่ง หรือจะเรียกว่าภาวะของนิพพาน คือ หยุด สงบ นึ่ง, อย่างนี้ พุทธศาสนาก็มุ่งหมายสันติภาพ, โดยเฉพาะพุทธศาสนา ไม่ครอบคลุมไปทุกศาสนา. แต่ถ้าว่าจะเกณฑ์ให้ครอบคลุมไปได้ทุกศาสนา ก็พูดได้ว่า ทุกศาสนามันก็ต้องการ สันติภาพ ; แต่วิธีที่จะสร้างสันติภาพมันอาจจะต่างกันมาก. ทีนี้จะมองกันทางไสยศาสตร์บ้าง สำหรับ ไสยศาสตร์นั้นเขาก็จะถือว่า สันติภาพนั้นเป็นผลของพิธีรีตองที่ทำสำเร็จ ผีคุ้มครอง เทวดารักษา, เทวดารักษา ผีคุ้มครอง พิธีกรรมต่าง ๆ ทางไสยศาสตร์ประสบความสำเร็จ, แล้วก็มีผลออกมาเป็น สันติภาพ, อย่างนี้ก็ได้. นี่สายตาของไสยศาสตร์, ความหมายทางไสยศาสตร์ มันก็ ย่อมเป็นอย่างนี้. ในแง่ของการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ. ทีนี้มาดูกันเรื่องใหม่ ๆ ในโลก คือเรื่องการเมือง, การเมืองก็จะมอง สันติภาพว่าไม่มีสงคราม มีเสรีภาพ, ไม่รุกล้ำก้ำเกินกัน แล้วก็ไม่มีสงคราม เป็น สันติภาพ. ถ้าจะมองกันทาง หลักวิชาการทหาร ก็ว่า สันติภาพก็คือไม่มีการรุกล้ำ, ไม่มีการข่มเหง ไม่มีการเบียดเบียน ไม่มีการเอาเปรียบ, ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พวกทหารจะต้อง พิทักษ์รักษา, ไม่มีการอยุติธรรม ไม่ได้รับการกดขี่ข่มเหง, แค่นี้มันก็เป็นสันติภาพใน ความมุ่งหมายของกิจการทางทหาร. ถ้าจะมองดูกัน ในแง่ของนักเศรษฐกิจ มันก็หมาย ถึงความร่ำรวย ; ถ้ามันร่ำรวยสมใจแล้ว มันก็คือสันติภาพ, สันติภาพก็กลายเป็น ความร่ำรวย.
น.132 ในความรู้สึกของคนทั่วไป. นี้ตามความรู้สึกที่รู้สึกกันอยู่จริงๆ กระทำกันอยู่จริงๆ ความรู้สึกของคน ทั่วไป คนธรรมดาสามัญทั่วไป ก็คือความไม่มีวิกฤตการณ์ใด ๆ ต้องเดือดร้อน, กล่าวใน ภาษาคน สันติภาพคือวัตถุมันสงบ ปรากฏการณ์มันสงบ, กล่าวในภาษาธรรม ก็คือจิตมันสงบ, ภาวะแห่งจิตมันเรียบร้อยมันสงบ นี่คือสันติภาพ นี้ถ้าพวกศัตรูหรือ พวกอันธพาล เลวร้าย พูดว่าสันติภาพคืออะไร ? เขาก็ จะบอกว่า สันติภาพคือ การที่ได้ตามที่ฉันต้องการ, พวกอันธพาล เขาก็จะระบุ ลงไปว่า เมื่อได้ตามที่ฉันต้องการแล้วนั่นคือสันติภาพ, พวกอันธพาลก็จะพูดอย่างนี้, พวกศัตรูคู่ปรปักษ์ก็จะพูดอย่างนี้. ทีนี้ถ้าว่าเป็น สัตบุรุษ หรือคนเป็น มิตรสหาย กัน เป็นสัตบุรุษด้วยกัน, สันติภาพก็คือการยอมได้ทุกอย่าง ฉันยอมให้แก้ได้ทุกอย่าง ให้มันมีสันติภาพ, ฉันยอมเสียเปรียบ ยอมอะไรได้ทุกอย่าง ยอมได้ทุกอย่าง คือสันติภาพ, จะยอมให้ได้ตาม ที่คุณปรารถนา ในแง่ของเวลา. เอาละ, ในที่สุดเรื่องที่จะต้องมองอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องเวลา. สันติ ภาพในความหมายของเวลา ก็คือเวลาที่ไม่มีวิกฤตการณ์; ถ้ากล่าวอย่างลึกซึ้ง ตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อเรากินเวลา เมื่อนั้นมีสันติภาพ, เมื่อเวลากินเรา เมื่อนั้นมี วิกฤตการณ์, คนชาวบ้านอาจจะฟังไม่ถูก เพราะคนชาวบ้านนั้นมีแต่ถูกเวลากิน, เวลา กินคนเสมอไป มันก็เดือดร้อนไปตามที่ต้องเกิดกิเลสตัณหา ; เพราะว่าถูกเวลามันกิน มันครอบงำ. แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านกินเวลา, เวลาทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะ
น.133 ท่านไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีความต้องการอะไร เวลาไม่มีความหมาย, เรียกว่าท่านกินเวลา. เมื่อ คนกินเวลามีสันติภาพ, เมื่อเวลากินคนมีวิกฤตการณ์. ถ้าเกี่ยวกับเวลาก็ต้อง พูดอย่างนี้ว่า สันติภาพคืออะไร ? หวังว่าคงจะสังเกตเห็นได้เอง จากที่มันเป็นอยู่ในเรื่อง ของคนธรรมดาสามัญ. ในฐานะเป็นพุทธบริษัทจะมองลักษณะของสันติภาพ. เอ้าทีนี้, จะดูกันต่อไปตามความรู้สึกที่มันละเอียดประณีต เป็นรากฐาน ของ การศึกษาในทางธรรมะ ที่อาตมาชอบใจ, แล้วก็ไม่ชอบใจอยู่คนเดียว อยากจะให้คนอื่น ชอบใจด้วย. ในการพินิจพิจารณามองกันอย่างละเอียดประณีต มีหลักเกณฑ์อยู่หลายอย่าง ๒๐ อย่างก็ได้, ก็อยากจะเสนอให้สนใจ ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทที่เป็นนักศึกษาธรรมะ สมกับคำว่าพุทธบริษัท คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธบริษัทมีหลักเกณฑ์ที่จะมองอะไร ให้ละเอียดให้ครบถ้วน ตามวิถีทางของพุทธบริษัท. ในที่นี้ เราจะมามองสิ่งที่เรียกว่า สันติภาพ โดยสายตาของพุทธบริษัท, นี้จะมองกันอย่างไร, ตั้งต้นการศึกษากัน อย่างไร, ขอให้ใคร่ครวญตามดู. โดยพยัญชนะ, อรรถะ และไวพจน์. อันแรกเป็นนักศึกษาก็จะมองว่า โดยตัวหนังสือเรียกว่าโดยพยัญชนะ โดย ตัวหนังสือ สันติภาพคืออะไร? ตัวหนังสือนั้นชัดเจนมาก : สันติ กับ ภาวะ, สันติ กับ ภาวะรวมกันเป็น สันติภาวะ, เป็นภาษาไทย ๆ ก็ว่า สันติภาพ ; สันติ แปลว่า ความ สงบ, ภาวะ แปลว่า ปรากฏการณ์. สันติภาวะ ก็คือ ภาวะแห่งความสงบ, คำว่า สงบก็มีความหมายมองได้หลายอย่าง. แต่ในที่นี้ จะมองว่า มัน ไม่ยุ่ง, มัน ไม่มีปัญหา ที่ต้องแก้. ถ้ามันมีปัญหาที่ต้องแก้ มันก็เป็นเรื่องยุ่ง, เดี๋ยวนี้มันไม่มีปัญหา ฉะนั้น
น.134 จึงเรียกว่า มันเป็นสันติภาวะ, ไม่ต้องยุ่งด้วยการแก้ปัญหา. นี่ สันติภาพเมื่อมองตัว พยัญชนะ มันก็เป็นอย่างนี้. ทีนี้ ถ้า มองโดย อรรถะ ซึ่งแปลว่า ความหมาย เล็งเอาประโยชน์ เป็น ส่วนใหญ่, ก็คือการอยู่กันอย่างสงบสุข, อยู่กันอย่างสงบสุข นั่นแหละคือสันติภาพ. เป็นอรรถะของคำว่าสันติภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างทุกคนทุกอะไร มันอยู่กันอย่างปกติสุข ถ้ามองต่อไปในแง่ของชื่อที่ใช้เรียกแทนกันได้ ในภาษาวัด ก็เรียกว่า ไวพจน์ - เววจน หรือไวพจน์ แปลว่า ชื่อที่จะเรียกแทนกันได้. ถ้ามองกันในแง่นี้แล้ว อาตมาก็อยากจะพูดว่า สันติภาพนั้นเป็นชื่อของนิพพานน้อยๆ, นิพพานน้อย ๆ ที่มี อยู่ตลอดไป ความหมายต้น ๆ ของนิพพาน คือความปกติสุขหรือความเยือกเย็น. ความเยือกเย็นที่มีอยู่ได้ตามธรรมชาติ, หรือว่ากิเลสที่สงบระงับอยู่เป็นครั้งเป็นคราวตาม ธรรมชาติ, เวลาที่กิเลสสงบระงับไปชั่วคราว นั่นแหละคือสันติ ภาพอันแท้จริง. แต่ว่าเป็นสันติภาพชั่วคราว เลยถือว่าสันติภาพนั้นมันมีชื่อเรียกแทนได้อีกอย่างหนึ่งว่า นิพพานในความหมายต้น ๆ ในความหมายพื้นฐานทั่วๆไป. ลักษณาการ, ปรากฏการณ์, กิจที่จะต้องทำ. ทีนี้ถ้าว่า จะ มองในลักษณะอาการและปรากฏการณ์ ก็ยังจะกล่าวได้ ต่อไปว่า สันติภาพมีลักษณะสงบเย็น, สันติภาพมีอาการไม่กระทบกระทั่งกัน และกัน, สันติภาพมีปรากฏการณ์ คือ ทุกคนยิ้มได้, ทุกคนยิ้มได้นั้นคือปรากฏ- การณ์ของสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ. เดี๋ยวนี้ทุกคนยิ้มได้ไหม ? บางคนจะยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย แล้วเป็นส่วนมาก, ยิ่งนับวันแต่จะยิ่งเป็นอย่างนั้นมากขึ้น, มันไม่มีปรากฏการณ์ของ
น.135 สันติภาพ. ข้อนี้มองรวม ๆ กันไปได้ใน ลักษณาการ และ ปรากฏการณ์ ลักษณะ คือ สงบเย็น, อาการคือไม่กระทบกระทั่ง ปรากฏการณ์คือยิ้มได้. ทีนี้ จะดู โดยกิจ นี้เป็นคำพิเศษ ใช้ในความหมายทางธรรมะที่เกี่ยวกับ ปรัชญามาแต่ โบราณในประเทศอินเดีย. คำว่า กิจคือสิ่งที่จะต้องทำนั่นแหละ, สันติภาพ เป็นหน้าที่ที่สัตว์จะต้องดิ้นรน, สัตว์มีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องดิ้นรนเพื่อสันติภาพ สันติภาพโดยกิจ ก็คือความที่สัตว์จะต้องดิ้นรน กว่าจะไปถึงจุดปลายทาง ซึ่งหยุด ความดิ้นรน ดิ้นไปเพื่อให้ถึงจุดปลายทางของความดิ้นรนหรือความต้องดิ้นรน. สันติภาพ มันเลยมีหน้าที่อยู่ในตัวมันเอง, คือต้องเป็นการดิ้นรน - ดิ้นรน - ดิ้นรนของผู้ปรารถนา สันติภาพ, ในตัวสันติภาพจึงต้องประกอบอยู่ด้วย การดิ้นรน แล้วสิ่งที่คู่กันคือ รสหรือ ภาวะที่น่ายินดี ระสะ หรือ รส ภาวะที่น่ายินดี นั้นก็คือหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง ก็คือ ประสบความสงบสุข ; อย่างภาษาคนธรรมดา ๆ มันก็ชั่วคราวหรือมันหลอก ๆ, ถ้า ภาษาธรรมที่แท้จริง มันก็สมบูรณ์ และตลอดกาล มันไม่ต้องดิ้นรนตลอดกาล มันหลุด พ้นจากปัญหาทั้งปวง ชั่วคราวบ้าง ตลอดกาลบ้าง. เมื่อมันมีความหลุดพ้นอย่างไร แล้ว มันก็มีรสชาติอย่างนั้น, เรียกว่า มันมีรสในตัวสันติภาพ. เมื่อเราได้รับสันติภาพ, เราก็จะได้รับรสอันนี้. ในแง่ของศาสตร์. ที่นี้จะดูกันอีกทีหนึ่ง ในแง่ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ ; คำว่าวิทยาศาสตร์นี้มีหลายความหมาย ที่สังเกตเห็นมีหลายความหมาย. เดี๋ยวนี้จะพูดใน ทางศาสนา ในทางพุทธศาสนา มันก็มีทางที่จะใช้ คำว่าวิทยาศาสตร์ มันเป็นของเดิม มิใช่ของใหม่ มันเป็นของตามธรรมชาติ มันมิใช่ผิดจากธรรมชาติ, ถ้าเราดูกัน ในแง่ ของวิทยาศาสตร์ แล้ว สันติภาพนี้มันเป็นของเดิม, พื้นฐานเดิม จุดตั้งต้นเดิม,
น.136 แล้วค่อย ๆ เกิดวิกฤตการณ์วุ่นวายขึ้นมาในภายหลัง ความไม่ผิดปกตินั่นแหละเป็นสันติภาพ ความไม่ผิดจากธรรมชาติเดิม นั่นแหละมันคือสันติภาพ ซึ่งเราอธิบายได้โดยหลักเกณฑ์ ทางวิทยาศาสตร์, แม้ว่าจะเป็นเรื่องทางจิตใจ มันก็ยังกล่าวได้อย่างนี้. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงแง่ที่มันเนื่องกันว่าพุทธศาสตร์เล่าว่าอย่างไร ถ้าวิทยาศาสตร์ ว่าอย่างนั้น ; พุทธศาสตร์ก็ว่าวิมุตติ-ความหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง, เป็นผล ของ การประพฤติพรหมจรรย์ นั่นแหละคือสันติภาพ. คำว่า วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น จากปัญหาทั้งปวง โดยสิ้นเชิง ก็คือ ตัวสันติภาพมีลักษณะหลุดพ้น จากปัญหาทั้งปวง โดยสิ้นเชิง. เอ้า, กล่าวโดยไสยศาสตร์อีกที ไสยศาสตร์เขาก็จะอ้างว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เพราะยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง จึงได้มีสันติภาพ ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของอิทัปปัจจยตา ถ้าเป็นไสยศาสตร์ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนวยผลเป็นการคุ้มครอง แล้วก็เกิดสันติภาพ พวกที่ถือไสยศาสตร์เขาจะถืออย่างนี้ แล้วเขาจะไม่ยอมฟังอย่างอื่นด้วย, นี่ไสยศาสตร์. ประเภทของสันติภาพ. เอ้า, ทีนี้มาดูกันในแง่มุมอื่น ว่าสันติภาพ, สันติภาพ นี้ ถ้าจะแยกเป็น ประเภท ๆ แล้วมันจะเห็นอย่างไร โดยประเภทนั้น สันติภาพมีชนิดที่เป็นโลก ๆ ; สันติภาพอย่างโลก ๆ ก็มี, สันติภาพอย่างที่เป็นธรรมะ ก็มี. สันติภาพอันมหาศาล ใหญ่หลวงก็เป็นของโลก, สันติภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นของคนแต่ละคน. แต่อย่าลืมว่า ของใหญ่ก็เกิดจากของน้อยของเล็กประกอบกันขึ้น เรามองไปที่ตั้งสันติภาพจะแยกออก เป็นส่วนของคนก็ได้, เป็นส่วนของโลกทั้งโลกก็ได้, ในความหมายที่เป็นโลก ๆ เพียงแต่
น.137 สงบทางวัตถุทางบุคคลนี้ก็ได้ แต่ถ้ามองลึกก็เป็นความสงบสุขในส่วนจิตใจ ทางจิต ทาง วิญญาณทางสติปัญญา ที่เป็นต้นเหตุของความถูกต้องโดยประการทั้งปวง เลยเป็นสันติภาพ ในทางวิญญาณ, สันติภาพของสติปัญญา. ถ้าสติปัญญามันผิดพลาด เราก็เรียกว่าสติ ปัญญานั้น มันไม่มีสันติภาพได้เหมือนกัน. ในแง่อุปมาเปรียบเทียบ. ทีนี้ก็จะมองกันในแง่ของอุปมา ถ้า เอาคุณค่าเป็นหลัก, เราจะถือว่า สันติภาพนี้ มันเป็นของได้เปล่า หรือควรจะได้เปล่า เหมือนพระนิพพานที่ได้ มาจากการที่ประพฤติชนิดให้ปล่อยวาง ไม่ยึดถือตัวตน, มันมีแต่การสลัดออก สลัดออก, ปฏิบัติให้มันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ต้องลงทุน เป็นเงินเป็นทอง, ไม่ต้องซื้อหามาด้วยวัตถุปัจจัยอะไร ; เพียงแต่ทุกคนประพฤติตนให้ ถูกต้องในทางที่จะสละออก, สละออก, ไม่มีความหมายมั่นไว้เป็นของตน, ไม่ต้องลงทุน ในสิ่งของ ก็เลยเรียกว่ามันได้เปล่า ; เพราะการประพฤติกระทำที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ. นี้พูดอย่างที่เรียกว่าลงทุนเป็นสิ่งของแล้วมันก็ไม่ต้องมี, มีแต่การ ประพฤติปฏิบัติชนิดที่ไม่รับเข้ามา, สลัดออกไป ก็มีสันติภาพขึ้นมาได้. ถ้าจะ อุปมาโดยลักษณะอาการของสันติภาพ มันก็เงียบสงบ เหมือนกับ ว่าทะเลที่ไม่มีลมพัด, ทะเลไม่มีลมพัดมันก็เงียบไม่มีคลื่น, ถ้าลมพัดมาอีกมันก็มีคลื่นอีก ลมไม่พัดมันก็สงบเงียบ. สันติภาพในโลกมันจะมีได้เพียงอย่างนี้. ฉะนั้น สันติภาพที่ แท้จริง มัน ก็ต้องทำให้ ไม่มีลมหรือไม่ให้มีน้ำ, ไม่มีวัตถุปัจจัยและไม่มีเหตุปัจจัย ก็จะมีความเงียบสงบที่ถาวร ; นี่เราจะมองดูกันโดยอุปมา. ทีนี้ถ้าจะเปรียบเทียบ มีสิ่งอะไรเปรียบเทียบกับสันติภาพ สิ่งที่จะมาเปรียบ เทียบกับสันติภาพ ก็ได้กล่าวมาแล้วว่า นิพพาน-นิพพาน- นิพพานเป็นสิ่ง ที่พอจะ
น.138 เอามาเป็น คู่เปรียบเทียบกันกับคำว่าสันติภาพ; แต่น่าเสียดายที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้นเข้าใจกันผิด ๆ, เข้าใจเอาว่าจะต้องแลก เอาด้วยความตาย, หรือว่าหลังจาก ความตาย, หรือจะต้องสะสมกันเป็นเวลาหมื่นชาติแสนชาติจึงจะได้, อย่างนี้มันไม่ถูก. ต้องเป็นนิพพานในความหมายที่เย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องเกี่ยวกับความตาย ; เมื่อใดว่างจากกิเลสและความทุกข์ เมื่อนั้นก็มีนิพพาน. เช่นเดียวกับเมื่อใดมัน ว่าง จากวิกฤตการณ์ เวลานั้นมันก็มีสันติภาพ. ปัจจัยของสันติภาพ. เอ้า, ทีนี้ก็ดูเขยิบออกไปหน่อย ถึงว่า อะไรเป็นปัจจัยชนิดที่เรียกว่า แก่ กันและกัน เขาเรียกว่าอัญญมัญญูปัจจัย ส่งเสริมแก่กันและกันไม่เป็นเหตุแก่กันโดยฝ่าย เดียว แต่มันส่งเสริมแก่กันและกัน. ข้อนี้ก็เห็นได้จากคำที่พูดกันอยู่ในหมู่มนุษย์โลก นั่นแหละ อัญญมัญญปัจจัย คือเป็นปัจจัยแก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยเท่าเทียมกัน. เสรีภาพกับสันติภาพ, เสรีภาพเป็นปัจจัยแก่สันติภาพ, สันติภาพก็เป็นปัจจัยแก่เสรีภาพ, มันเป็นคู่แลกเปลี่ยนกันอย่างนี้. ถ้าไม่มีเสรีภาพมันก็ไม่มีสันติภาพ, ไม่มี สันติภาพ มันก็ไม่มีเสรีภาพ, จะเรียกว่าอิสรภาพก็ได้, แล้วบางทีก็จะเลยไปถึง มิตรภาพ หรือ ภราดรภาพ. ถ้าไม่มีมิตรภาพ โดยเฉพาะในโลกนี้ มันก็ไม่มีสันติภาพ เพราะมัน อยู่กันอย่างปรปักษ์หรือเป็นศัตรู ; ถ้าอยู่กันอย่างมิตรอย่างพี่น้อง มันก็มีสันติภาพ ; ถ้าไม่มีสันติภาพมันก็อยู่กันอย่างมิตรไม่ได้, ไม่มีมิตรภาพ มันก็มีสันติภาพไม่ได้, เราจึงถือว่ามันเป็นปัจจัยแก่กันและกัน. ถ้าเราจะนึกถึงแต่สันติภาพอย่างเดียว ก็จะ ไม่เข้าใจอย่างครบถ้วน, จะต้องนึกถึงสิ่งที่มันจะเป็นปัจจัยแก่กันและกัน, ไม่ว่าอะไร ทุกอย่างมันจะมีสิ่งที่เป็นปัจจัยแก่ตัวมัน ในฐานะแลกเปลี่ยนกัน แก่กันและกัน, สันติภาพ ก็จะต้องมีอัญญมัญญปัจจัย เป็นเสรีภาพ เป็นอิสรภาพ เป็นมิตรภาพ เป็นภราดรภาพ ซึ่งล้วนแต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน.
น.139 ถ้าจะดูว่า มีอะไรเป็นสิ่งขัดแย้ง ? เราจะตอบว่าไม่มี. ถ้ามันมีสันติภาพ มันจะไม่มีสิ่งที่เป็นสิ่งขัดแย้งหรือวิวาท ; แต่ถ้ามองในแง่ทางอีกทางก็จะยังมองเห็นว่า เมื่อจะทำให้เป็นสันติภาพนั้น มันก็มีความขัดแย้งกันในโลกหรือกับโลก หรือกับภาวะ อย่างโลก ๆ; แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่สันติภาพ. ถ้าเป็นสันติภาพมัน หมดความ ขัดแย้งอย่างนั้น, สันติภาพมันจึงไม่มีข้อขัดแย้ง. จุดตั้งต้น และ จุดปลายทาง. ทีนี้ ถ้าดูต่อไปถึงว่า จุดตั้งต้นหรือจุดปลายทางคู่นี้. จุดตั้งต้นของ สันติภาพในทางวัตถุมันก็มีอยู่, ในทางนามธรรมคือจิตใจมันก็มีอยู่ ; มันก็มี จุดตั้งต้น อยู่ที่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง, ตั้งต้นที่การปฏิบัติ อย่างถูกต้องต่อวัตถุหรือทางวัตถุทาง ร่างกาย, มันก็มีสันติภาพทางวัตถุและทางกาย. ปฏิบัติถูกต้องทางจิต, มันก็มีสันติภาพ ทางจิต มีต่อจิต มีแก่จิต ซึ่งหมายถึงทางวิญญาณด้วยก็ได้ คำว่า จิต มันตั้งต้น กันที่ ความถูกต้องทั้งทางฝ่ายวัตถุและทางฝ่ายจิต ; ถ้าดูออกไปถึงจุดหมายปลายทาง มัน ก็อย่างเดียวกันอีกแหละ, คือมันหมดปัญหาทั้งเรื่องทางฝ่ายวัตถุและเรื่องทางฝ่ายจิต, หมด ปัญหาทั้งทางฝ่ายวัตถุทางฝ่ายร่างกาย ทั้งทางฝ่ายจิต ทั้งทางฝ่ายวิญญาณ. จุดตั้งต้นคือ ความถูกต้อง จุดปลายทางคือว่าหมดปัญหา. แดนเกิด และ แดนดับ. อีกคู่หนึ่งต่อไปอีกก็ว่า. สมุทัย กับ อัตถังคมะ ความเกิดขึ้นเรียกว่าสมุทัย อัตถังคมะ แปลว่าความหายไปหรือความดับลง. สมุทัยมีอยู่ ๒ ความหมาย ที่เป็นเหตุ โดยตรงก็มี, ที่เป็นปัจจัยหรือเป็นเหตุชนิดสนับสนุนเหตุน้อย ๆ เรียกว่าปัจจัยสำหรับสนับ สนุนอย่างนี้ก็มี, เหตุโดยตรง เป็น สมุทัยโดยตรงของสันติภาพ ก็ต้องเล็งถึงสัมมาทิฏฐิ,
น.140 ปัจจัยสนับสนุนก็คือ ธรรมปกิณกะ ปลีกย่อยต่าง ๆ ที่จะทำให้สัมมาทิฏฐิดำเนินไปได้ ด้วยดี, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ความพอใจที่จะทำ, ความพากเพียร ที่จะทำ, ความเอาใจใส่ที่จะทำ, ความใคร่ครวญแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่จะต้องทำ, มันก็เป็นปัจจัยให้ มันเกิดขึ้นมาซึ่งสันติภาพ, มันมีปัจจัยสนับสนุนอย่างนี้, นอกจาก นั้นแล้วมันก็มีฐานราก ที่จะเหยียบที่จะยืนหรือจะตั้งอยู่บนสิ่งนั้น. ฐานรากมันอยู่ที่จิต ของคน ; เราจะไปมีฐานรากลงบนโลกทั้งโลกนี้ไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้; ฐานราก ที่แท้จริงของมัน มันอยู่ที่จิตใจของคน มันต้องตั้งอยู่บนจิตใจของคน เอาเป็นที่สร้าง สรรค์สันติภาพ. นี่เรียกว่า ฐานรากหรือสมุฏฐาน ก็เรียกได้. เหตุโดยตรงคือสัมมา- ทิฏฐิ, ปัจจัยสนับสนุนก็มีอิทธิบาทเป็นต้น, สมุฏฐาน ที่เป็นฐานรากก็ อยู่ที่จิต ของคน ที่ดำรงไว้อย่างถูกต้อง หรือการกระทำที่จิตของคนที่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ทีนี้ สิ่งตรงกันข้ามคือดับ หรืออัตถังคมะ อัตถังคมะแปลว่าไม่ตั้งอยู่, อัสดง อัสดง แปลว่า ไม่ตั้งอยู่ แต่มันเป็นการชั่วคราวเช่นดับ ดับแล้วเกิด-ดับแล้วเกิด ตอนดับนี้เรียกว่า อัสดง หรือ อัตถังคมะ ; เหมือนพระอาทิตย์ตกวันนี้ วันหลังก็ขึ้นมา ใหม่. สันติภาพก็มีอัตถังคมะ ชนิดนั้นด้วย, แล้วก็มีอย่างดับจริง, ดับจริงที่เป็นนิโรธะ ด้วย คือ สันติภาพแท้จริงไม่ใช่ชั่วคราว, ดับชั่วคราวเกิดชั่วคราวก็คือ อัตถังคมะ สันติภาพมีลุ่ม ๆ ดอน ๆ หลุบ ๆ ล่อ ๆ อย่างที่มีอยู่ในโลก เพราะมันมีเหตุปัจจัยของมัน เฉพาะเรื่อง มันก็เพราะว่ามีการกระทำที่ผิดพลาด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นรากฐานในบางกรณี แต่ถ้าทำถูกต้องแล้วมันก็ดับจริง - ดับจริง - ดับจริง, เมื่ออยู่เหนือโลก แล้วก็หมดปัญหา โดยสิ้นเชิง, เมื่อทำจิตอยู่เหนือโลก แล้วมันก็มีสันติภาพอันถาวร. อัสสาทะ กับ อาทีนวะ. ทีนี้ยังมีคู่ที่จะมองต่อไปก็คือว่า อัสสาทะ กับ อาทีนวะ, อัสสาทะ ก็คือ เสน่ห์ มันก็มีเสน่ห์, ถ้ามันเป็น สันติภาพโลก ๆ มันก็มีค่าอย่างโลก ๆ เป็นการสมมติ
น.141 ชั่วคราว. แต่ว่า คุณค่าอันแท้จริงอยู่เหนือความเป็นเสน่ห์ คือไม่ต้องยั่วยวนไม่ต้อง หลอกลวง ; อย่างนี้เป็นคุณอันแท้จริง เช่นคุณค่าของนิพพานอย่างนั้น ไม่ต้องเรียกว่า เสน่ห์, และเป็นคุณค่าทางโลก เป็นเรื่องของกิเลส. สันติภาพก็ยังเป็นเสน่ห์แก่คน เห่อสันติภาพ, คนโดยมากมันก็ต้องการสันติภาพในระดับนี้, สันติภาพมันก็มีเสน่ห์พอที่ จะยั่วให้คนระดับนี้หลงได้เหมือนกัน แต่คำว่า อัสสาทะนี้โดยมากใช้กับเสน่ห์ทางกิเลส, เสน่ห์ ทางสติปัญญาใช้คำอื่น. คู่ตรงกันข้ามของอัสสาทะก็คืออาทีนวะ ; อาทีนวะคือความเลวร้าย, โทษ อันเลวร้ายต่ำทราม. นี่เราควรจะพูดว่า ไม่มีอาทีนวะในสันติภาพนั้น, ไม่มี. ถ้าเป็น สันติภาพแท้จริงยิ่งไม่มี ; แต่ถ้าจะมองกันอย่างอ้อมค้อมหรือพูดกันอย่างอ้อมค้อม อย่าง นักค้านมันก็ได้เหมือนกัน. พูดอย่างคนขี้เกียจพูดว่าสันติภาพนี้ มันก็ต้องเหนื่อยละ ต้องเสียสละต้องเหน็ดเหนื่อย, ต้องต่อสู้ต้องเหน็ดเหนื่อย, นี่ก็เป็นส่วน อาทีนวะได้ กระมัง. แต่ตามทางหลักธรรม ไม่ถืออย่างนั้น ไม่ถือว่าการปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน แล้วเหน็ดเหนื่อย, แล้วลำบาก, นี้เป็นอาทีนวะ เป็นโทษที่เกิดจากนิพพานอย่างนี้ ไม่พูด, ไม่มี, เกี่ยวกับสันติภาพก็อย่างเดียวกัน. เรียกว่าไม่กล่าวว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่มี โทษ, แม้จะทำให้เกิดความลำบากบ้าง มันก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องเพื่อจะพ้นไปจากโทษ ความยากลำบากในการสร้างสันติภาพ มันก็เลยกลายเป็นความดี, คือเป็นความถูกต้อง มันรวมอยู่ในความถูกต้องไปเสีย อิทัปปัจจยตาของสันติภาพ. ทีนี้ก็ดูต่อไปอีก ต่อไปอีกถึง ลักษณะปฏิจจสมุปบาท หรืออาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาทของสันติภาพ, สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพก็มีปฏิจจสมุปบาท. อาการเป็นสาย เหมือนกัน คือ ถามว่า มันมาจากอะไร, มาจากอะไร, เป็นชั้น ๆ มาตามลำดับ. สันติ-
น.142 ภาพของโลก มันก็ มาจากสันติภาพของสังคม, สันติภาพของสังคม มันก็มาจาก สันติภาพของบุคคล, สันติภาพของบุคคล มันก็มาจากความถูกต้องทางกาย ทาง วัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ , แล้วยังมีส่วนประกอบแวดล้อมภายนอกอะไรต่าง ๆ ที่มัน มีอยู่ในโลก, ที่มันทำให้เกิดความถูกต้องทางกาย ทางวัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ. แล้ว รากฐานทั้งหมดมันอยู่ที่จิตของมนุษย์, มันสร้างที่ข้างนอกไม่ได้มันต้องสร้างข้างใน เพราะว่าเราไม่อาจจะทำโลกให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ แต่เราสามารถทำจิต ของเราให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้, แล้วทำให้โลกนั้นมันหมดปัญหา, แปลว่า เราจัด โลกโดยทางจิตของเรา. มนุษย์จัดโลกโดยทางการจัดจิตของมนุษย์นั้นเอง การจัดจิตของมนุษย์ นั้นเองเป็นการจัดโลก, มันเป็นจุดสุดท้ายสูงสุด อาการสุดท้ายสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทของสันติภาพ. ดูให้ดีจะเห็นว่า มันเป็นเนื่องกัน, เนื่องกันมาตามลำดับ เป็นชั้น ๆ อย่างนี้, นี้เราจะขอเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทของสันติภาพ ไปรวมอยู่ที่ ความมีศีลธรรมของคนในโลก, อาการเหล่านั้นมันไปรวมอยู่ที่ความมีศีลธรรมของ คน ทุกคนในโลก. ขอให้สนใจว่า มัน มีอิทัปปัจจยตาของสันติภาพของโลก, มันไม่มี อะไรที่ไม่มีอิทัปปัจจยตา เพราะว่าทุกอย่างมันเป็นกระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา. ความทุกข์ ก็ดีความดับทุกข์ก็ดีคือมันมีกระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา, คือการปรุงแต่งกันมาเป็นชั้น เป็นชั้น ; ถ้ามนุษย์มีความรู้ความเข้าใจแตกฉานในเรื่องอิทัปปัจจยตานี้ ก็จะ สามารถจัดให้โลกนี้มีสันติภาพได้ตามที่ต้องการ. สันติภาพในแง่ภาษาคน-ภาษาธรรม. ที่นี้ดูกันต่อไปอีกหน่อยว่า ในแง่ของภาษาคน และในแง่ของภาษาธรรม สันติภาพในแง่ของภาษาคน มันก็เป็นเรื่องสันติภาพอย่างโลก ๆ ตามที่ชาวโลกเขาพูด
น.143 กัน : อย่างนี้มันมีกิเลสมีอาสวะเนื่องอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย, ตามความพอใจของคนที่มี กิเลสคนมีอาสวะ สันติภาพของบุคคลชนิดนั้น มันก็พลอยมีกิเลสมีอาสวะไปบ้าง ตามส่วน ; แต่ถ้ากล่าว โดยภาษาธรรม ไม่มีกิเลสไม่มีอาสวะ. พูดแล้วมันก็น่าหัว ว่าสันติภาพอย่างมีอาสวะเหลือ สันติภาพอย่างหมดอาสวะ ไม่มีอาสวะเหลือ ; นี่พูดเป็น ภาษาพระอรหันต์ ดับกิเลสสิ้นเชิงไม่มีอาสวะเหลือ ก็เป็นพระอรหันต์, ดับไม่สิ้นเชิง มีอาสวะเหลือก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์. ดูกันโดยภาษาคน มันก็มีค่าอย่างโลก ๆ, ดูโดยทาง ภาษาธรรม มันก็มีค่าอย่างเหนือโลกหรือพ้นโลก. สัมมาทิฏฐิทางออกจากทุกข์สู่สันติภาพ. คู่สุดท้ายที่จะดู ทางที่ถลำลงไปในสันติภาพ, คู่กันกับ ทางที่จะออกมา เสียจากสันติภาพ นี้มันเป็นการกล่าวอย่างหมดจดสำหรับที่จะดู และโดยเฉพาะในเรื่อง ที่จะให้ทุกข์ ให้โทษ เป็นทุกข์ เป็นภัย ถลำลงไปในทุกข์, แล้วจะออกมาเสียจากความทุกข์ อย่างไร. หลักเกณฑ์อันนี้มันใช้กับเรื่องความทุกข์ แต่เราจะเอามาใช้กับเรื่องสันติภาพกัน ดูบ้าง. ไม่มีอะไรที่จะถลำเข้าไปในสันติภาพ, ไม่มีมนุษย์คนไหนที่มันกระทำชนิดที่ เป็นการถลำลงไปในสันติภาพ, เว้นแต่ว่ามันจะเห่อ เห่อตาม ๆ กัน อย่างงมงายกัน อย่างนี้มันก็มีได้; แต่ไม่ใช่ความจริง. สันติภาพมันไม่มีโทษ จึงไม่มีเรื่องที่ จะพลัดตกลงไป อย่างการกระทำที่ผิดพลาด. แต่ว่าถ้า พูดถึงทางออกมันก็มีทาง ออกจากปัญหา, ออกจากปัญหา, แล้วมันจึงจะมีสันติภาพ ฉะนั้นทางออกมันจึงมี แต่ทางออกจากปัญหาจากวิกฤตการณ์, ออกจากวิกฤตการณ์ แล้วมันก็พบกันกับสันติภาพ, เป็นเรื่องทางศาสนาก็ได้ เป็นเรื่องทางศีลธรรมก็ได้ เป็นเรื่องทางวัฒนธรรมก็ได้, ล้วน แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ - ความถูกต้องทุกอย่างทุกประการ ทำให้มนุษย์สามารถขึ้นอยู่เหนือ อำนาจอิทธิพลของสิ่งใด ๆ คือเหนือโลกนั่นเอง. สัมมาทิฏฐิช่วยให้ขึ้นมาอยู่เหนือ อิทธิพลของสิ่งทั้งปวงในโลก ; นี้เรียกว่าเป็นนิสสรณะ - ทางออกของมนุษย์เพื่อ
น.144 จะมาสู่สันติภาพ, ดูมันก็มากมายและน่าเวียนหัวอยู่เหมือนกัน. แต่ว่าทุกเรื่องมันมี ความจริงของมัน, ถ้าดูได้ก็ดี .. อาตมาก็เลยชักชวนว่า ถ้าจะดูกันแล้ว, มันก็มีทางที่จะ ดูอย่างนี้. . . . . นี้ขอแถมพกสักหน่อย แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว อาตมามีปณิธาน ๓ ประการ ที่ตั้งไว้ตลอดกาล แล้วยังชักชวนผู้อื่นให้ตั้งปณิธาน อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน ; ถ้าว่ามี ความสำเร็จตามปณิธาน ๓ ประการที่ตั้งไว้แล้ว สันติภาพย่อมมีแน่นอน. ๑. การทำให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ, ข้อนี้มัน ทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นศัตรูของสันติภาพ, ความเห็นแก่ตัวหมดไปแล้ว สันติภาพไม่มีศัตรู มันก็เจริญงอกงาม. ให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน. ๒. ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา มันก็ยิ่งง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ในการที่จะทำโลกทั้งโลกที่ถือศาสนาต่าง ๆ กัน ให้เข้าใจกัน ให้ร่วมมือกัน สันติภาพมันก็ มีได้โดยง่าย เร็วขึ้น มากขึ้น. ๓. อันสุดท้ายที่ว่า ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยมนี้ ยิ่งสำคัญที่สุด. คนไม่เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน เพราะมันไปบ้าไปหลงในวัตถุนิยม แล้วคนทำความ ร่วมมือกันแม้ในระหว่างศาสนาก็ไม่ได้, เพราะว่าไปหลงในวัตถุนิยม. ถ้าไม่หลงในวัตถุ นิยมแล้ว มันง่ายนิดเดียว ที่จะทำความเข้าใจกันระหว่างบุคคลหรือระหว่างศาสนา. เอาละ ก็สามารถที่จะเข้าลึกถึงหัวใจอันแท้จริงของศาสนาของตน คือความหลุดพ้น, หลุดพ้น จากโลก. นี้ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ว่าตามที่มีปณิธาน ๓ ประการนั้น, ล้วนแต่ ตั้งไว้เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพของสากลโลก หรือสากลจักรวาล, มันจะมีกี่โลก มันจะมี
น.145 กี่จักรวาล มันจะสำเร็จประโยชน์ ได้ตามที่ต้องการ ก็เพราะเราทุกคนในโลกช่วยกันทำ อย่างนี้ .. . เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ทำความเข้าใจระหว่างศาสนาทุกศาสนา, ช่วยกันดึงคนออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม, แล้วสันติภาพแท้จริงกว้างขวาง สมบูรณ์มันก็เกิดขึ้น. เอาละ, จะต้องยุติกันที เพราะมันนานแล้ว แล้วมันเหนื่อยแล้วด้วย สรุป ความว่า สันติภาพจะเกิดได้ด้วยการกระทำทุกอย่างถูกต้อง ด้วยอำนาจของสัมมา- ทิฏฐิ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ ทุกอย่างมันถูกต้อง แล้วมันก็เป็นไปเพื่อสันติภาพ : ถูกต้อง ทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางวิญญาณ วัตถุสิ่งของในตัวนอกตัว บ้านเรือน ในเรือน นอกเรือน ก็ถูกต้อง, ร่างกายก็มีอาการถูกต้อง, จิตก็มีลักษณะถูกต้อง, สติ- ปัญญาก็ถูกต้อง, มีความถูกต้อง เหล่านี้มาจากสัมมาทิฏฐิ มันไม่ยาก เพราะว่ามันเป็นการ กลับไปสู่ธรรมชาติเดิมของธรรมชาติ. ธรรมชาติเดิมของธรรมชาติ มันจะหยุดหรือสงบ หรือไม่ปรุงแต่ง, ไม่ปรุงแต่งก็ไปสู่ธรรมชาติเดิม. คำว่า ไม่ปรุงแต่ง นั่นแหละ มีความ หมายของนิพพาน ; นิพพานไม่มีการปรุงแต่ง, ไม่มีการปรุงแต่งของตัวการปรุงแต่ง คือ อวิชชา, ทำมนุษย์ให้มีความเป็นมนุษย์ หรือเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. ถ้ายังไม่มีสันติภาพ มนุษย์ยังมิใช่มนุษย์, ยังมิใช่มนุษย์ที่ถูกต้อง มนุษยชาติยังไม่ถูกต้องตามความหมาย ของมนุษยชาติ คือชาติแห่งมนุษย์. ต้องมีจิตใจสูงอยู่เหนือวิกฤตการณ์ ก็คือมีสันติ ภาพ, ไม่มีสันติภาพแล้วมนุษย์ก็น่าละอายในความเป็นมนุษย์, เป็นมนุษย์ที่ไม่มี สันติภาพ เป็นมนุษย์ที่น่าละอาย. เดี๋ยวจะพูดว่าแมวหรือหมายังมีสันติภาพมากกว่าคน ชนิดนี้เสียอีก ; ถ้าเป็นมนุษย์จริงก็ควรที่จะมีสันติภาพ, ถ้าเป็นแต่เพียงคน แต่เพียง คนมิใช่มนุษย์ มันก็ยังไม่มีสันติภาพ. นี่แหละมันจะน่าละอายแมวละอายหมา ที่ว่า มันมีสันติภาพมากกว่า เพราะมันไม่มีการปรุงแต่ง เพราะว่ามันไม่อาจปรุงแต่ง, เพราะ มันยังโง่อยู่. ความฉลาดของคนที่เล่าเรียนศึกษากันนักหนานี่ มันก็กลายเป็นการฉลาด ในการที่จะปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์, เราเรียกว่าการศึกษาหมาหางด้วน รู้หนังสือ รู้อาชีพ
น.146 รู้การปรุงแต่ง เพื่อความต้องการของกิเลส, ไม่รู้เรื่องความเป็นมนุษย์ที่มีความสงบสุข มนุษย์ก็น่าละอายสัตว์ ที่ว่าแม้มันจะโง่แต่มันก็ไม่มีความยุ่งยากลำบากมากเหมือนมนุษย์ นี่จะเลือกเอาข้างไหนดี จะเอาความเป็นมนุษย์ที่ฉลาดอย่างยิ่ง แล้วก็เต็มไป ด้วยวิกฤตการณ์ หรือจะเอาความไม่ฉลาดเหมือนสัตว์ทั่วๆ ไป แต่มันไม่มีวิกฤตการณ์ มัน คิดไม่เป็น มันปรุงแต่งไม่เป็น. สังขารคือการปรุงแต่งนั้น คือการคิดเป็น - คิดเป็น - คิดเป็นหลายซับหลายซ้อน จนมีความทุกข์อย่างที่ไม่รู้จักความทุกข์, ก็เลยต้องจมอยู่ใน กองทุกข์แล้วก็เรียกว่าสมน้ำหน้ามัน, มันหยาบคายไหมที่พูดว่า สมน้ำหน้ามัน ที่มันอยาก คิดเป็น คิดเก่ง แล้วได้ไปจมอยู่ในกองทุกข์ ขอให้ทุกคนสนใจ พุทธบริษัทควรจะสนใจ เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อ ประโยชน์แก่โลก และเพื่อสนองพระพุทธประสงค์, เพื่อประโยชน์แก่ตนเองนี้ก็พอจะ เข้าใจได้, เพื่อประโยชน์แก่โลก ถ้าทุกคนมีความสงบสุข โลกก็เป็นโลกที่มีค่า ; แต่ว่า เราพุทธบริษัทจะทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสนองพระพุทธประสงค์, พระองค์ทรงหวังว่า พุทธ- บริษัทจะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา คือธรรมวินัยหรือพรหมจรรย์นี้ยังคงมีอยู่ในโลก เพื่อ ประโยชน์แก่มหาชนในโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์คือทุกคน. อาตมาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรจะ สนใจ หรือว่าต้องสนใจ จึงจะเป็นพุทธบริษัท จึงได้นำมาพูด, นำเรื่องนี้มาพูด มิใช่ในลักษณะที่เป็นการเมือง, แต่ในลักษณะเป็นธรรมะ ธรรมะแท้จริงที่จะต้องสนใจ หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาใคร่ครวญดู. แล้วกระทำให้ ทุกอย่างมุ่งไปสู่ สันติภาพ ในความหมายโลก ๆ ก็ได้. ในความหมายทางธรรมะก็ได้, ชั้นทั่วไปก็ได้, ในชั้นสูงสุดก็ได้, แล้วก็จะมีสันติภาพ ไม่เสียทีที่เกิดมาได้มีสันติภาพ. การบรรยายนี้สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ได้สวดบทธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุสันติภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยสมควรแก่เวลา ณ กาลบัดนี้.
Buddhadasa