น.147 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาเป็นครั้งที่ห้าในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงบรรยายเกี่ยวกับ สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ, และมีหัวข้อ ย่อยเฉพาะวันนี้ว่า เหตุให้เกิดสันติภาพ. [ปรารภ และทบทวน.] ทำไมเราจะต้องพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ? บางคนเห็นว่าเป็นเรื่อง การเมือง ไม่ต้องเอามาพูด, เรื่องของการเมืองมันก็มีอยู่, แต่สันติภาพที่ไม่เกี่ยวกับการ เมืองมันก็มีอยู่, เกี่ยวกับธรรมะเกี่ยวกับบุคคลจะต้องประพฤติปฏิบัติ ; ถ้าเห็นเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการเมือง ก็จะไม่สนใจ, หรือไม่เห็นเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท. แต่อย่างที่ได้ กล่าวมาแล้วว่า เรื่องสันติภาพเป็นเรื่องที่เป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้า, อย่าง ๑๑๑
น.148 ที่พระองค์ตรัสว่า ตถาคตเกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนในโลกทั้งเทวดาและมนุษย์, นี้มันก็เป็นเรื่องไม่ยกเว้นอะไร. เรื่องมนุษย์ก็คือเรื่องของพวกที่ยังต้องรู้จักเหงื่อ, เรื่องของเทวดาก็คือเรื่องของพวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ ; เอาความหมายสั้น ๆ อย่างนี้ เพื่อ สรุปความว่า มันจะรู้จักเหงื่อหรือไม่รู้จักเหงื่อ มันก็มีปัญหาทั้งนั้น : มันมีความทุกข์ อีกอย่างหนึ่งเบียดเบียนทั้งพวกมนุษย์ และทั้งพวกเทวดา เราจึงสนใจที่จะสนอง พระพุทธประสงค์ , ทำให้พระธรรมของพระองค์เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่คน ทุกฝ่ายทุก ชนิดทุกระดับ คำว่า สันติภาพ นี่ก็พอจะฟังกันออก ว่ามัน เป็นภาวะของความสงบ ปกติ ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ; แต่ก็ยังมีแง่ที่จะต้องดูว่า มันเนื่องกันทุกระดับ, มัน เนื่องแก่กันและกันทุกระดับ. คำว่า สันติภาพ โดยสมบูรณ์ ของโลกจะต้องหมายความ หมดทุกระดับ, ถ้าสันติภาพของมนุษย์มี มัน ก็จะมี สันติภาพ ไปถึงสัตว์เดรัจฉาน ด้วย, แล้วจะมีสันติภาพ ไปถึงพฤกษาชาติ ต้นไม้ต้นไล่ทั้งหลายด้วย คือมันก็ไม่ถูก เบียดเบียน แล้วมันก็จะสันติภาพปกติลง ไปถึงวัตถุธาตุทั้งหลาย ที่ประกอบกันขึ้นเป็น แผ่นดินเป็นพื้นโลกด้วย, มันเป็นชั้น ๆ ไปทีเดียว. ถ้าไม่มีสันติภาพในระดับมนุษย์ แล้ว มันก็กระวนกระวายลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน เพราะมนุษย์มันเบียดเบียนสัตว์ เดรัจฉาน, แล้วมันเบียดเบียน ต้นไม้ ต้นไล่, เบียดเบียน ทรัพยากรต่างๆ ในแผ่นดิน; นี่เราดูเถอะว่ามันเนื่องกันอย่างนี้. ถ้าสามารถทำให้เกิดสันติภาพใน หมู่มนุษย์ได้ มันก็สามารถมีสันติภาพลึกลงไปเป็นชั้น ๆ ถึงขนาดนั้น : สัตว์เดรัจฉานก็พลอยมี สันติภาพ, ต้นไม้ต้นไล่ก็พลอยมีสันติภาพ แผ่นดินก็พลอยมีสันติภาพ. แล้วดูว่ามัน ตั้งต้นที่ตรงไหน ? ถ้าพิจารณาดูให้ดี มัน ตั้งต้นในหัวใจของ มนุษย์ เมื่อหัวใจจิตใจก็ตามเถิดของมนุษย์มันมีสันติภาพ, มันก็ทำให้มนุษย์มีสันติภาพ และลงไปตามลำดับอย่างที่กล่าวแล้ว, เดี๋ยวนี้ มนุษย์ไม่มีสันติภาพ เพราะว่าในจิตใจ
น.149 ของมนุษย์ไม่มีสันติภาพ . เราจงมาศึกษาเรื่องสันติภาพ ที่จะมีขึ้นในหัวใจของมนุษย์, แล้วมีไปถึงมนุษย์ มีไปถึงสัตว์เดรัจฉาน, มีไปถึงต้นไม้ต้นไล่, มีลงไปถึงแผ่นดิน แผ่นดินโลก ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับธรรมะโดยตรง คือเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ นั่นเอง ; ดังนั้น การพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ มันก็หมายถึงการพูดกันถึงเรื่องจิต ใจของมนุษย์ นั่นแหละ เป็นส่วนใหญ่. ดังนั้นอาตมาเห็นว่า เป็นสิ่งที่พุทธบริษัทจะ ต้องเกี่ยวข้อง, จะต้องสนใจ, จะต้องนำมาศึกษา กระทั่งว่าจะต้องทำหน้าที่ของตนตาม สมควรเพื่อให้โลกนี้มันมีสันติภาพ. ใน ครั้งแรก ของการพูด ก็พูดด้วยเหตุผลข้อนี้, ครั้ง ต่อมาได้พูดถึงเรื่องวิกฤตการณ์ คือสิ่งที่มันตรงกันข้ามจากสันติภาพ, แล้วก็ได้พูดถึงเรื่อง เหตุที่ให้เกิดวิกฤตการณ์, แล้วในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูดกันถึง เรื่องสันติภาพโดยละเอียด. วันนี้ก็จะได้กล่าวถึงต้นเหตุให้เกิดสันติภาพ นั้นสืบต่อไป ในการบรรยายครั้งที่ห้านี้. [ เริ่มการบรรยายครั้งนี้ .] เมื่อพูดถึงต้นเหตุแห่งสันติภาพ หรือจะเรียกว่าเหตุแห่งความดับทุกข์ คน ทั่วไปก็จะระลึกนึกถึง สิ่งที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค์ - อริยมรรคมีองค์แปดประการ , เราก็มีหลักอันนั้นที่จะมาพูดกันถึงเรื่อง เหตุให้เกิดสันติภาพ. ในชั้นแรกนี้เราก็ จะดูเหตุ แห่งสันติภาพในลักษณะที่ตรงกันข้าม จากเหตุแห่งวิกฤตการณ์ มันจะเห็นเป็น คู่ ๆ กันเปรียบเทียบกันได้ง่าย, แล้วก็จะรู้จักได้ดีทั้งสองฝ่ายด้วย. เหตุแห่งสันติภาพอันเกี่ยวกับบุคคลแต่ละคน ก็มีอยู่ประเภทหนึ่ง, เกี่ยวกับสังคมโลก ชาวโลกที่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เป็นประเทศ หรือว่า เป็นกลุ่มแห่งประเทศ เรียกว่าเป็นสังคมโลก นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ส่วนที่เกี่ยวกับบุคคล แต่ละคนละคนนั้น ก็เป็นส่วนปลีกย่อย เป็นส่วนตั้งต้น แต่มันก็เป็นพื้นฐานแห่งส่วน ใหญ่อีกนั่นเอง เพราะว่าสังคมโลก มันก็เกิดมาจากบุคคลแต่ละคนแต่ละคนรวมกันเข้า.
น.150 ๑๑๔ สนติภาพของโลก เหตุแห่งสันติภาพในส่วนบุคคล. เดี๋ยวนี้เราจะได้พิจารณากัน ในส่วนของบุคคลก่อน ส่วนบุคคลนั้นจะเกิด สันติภาพได้อย่างไร? จะพิจารณากันเป็นอย่าง ๆ ไปตามลำดับ เท่าที่พอจะนึกเห็น จะ เกิดสันติภาพในส่วนบุคคล. ต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์. ใน ชั้นแรกก็ต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์, ใช้คำว่าที่ถูกต้องและสมบูรณ์ มันต้องถูกต้องก่อนมันจึงจะสมบูรณ์, หรือคำว่าสมบูรณ์นั้นมันมีความหมายของคำว่า ถูกต้องรวมอยู่ด้วย นั้นก็เรียกว่าจะต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์, ไม่เป็นการ ศึกษาที่ เรียกว่าสุนัขหางด้วน. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกมีแต่การศึกษาชนิดสุนัขหางด้วน คือมีแต่เรียน หนังสือกับเรียนวิชาชีพเท่านั้น, สองอย่างเท่านั้น. ส่วนที่ว่าจะ เป็นมนุษย์กันอย่างไร ให้ถูกต้องให้สงบสุขนั้นไม่ได้เรียน คือไม่เรียนธรรมะสำหรับการเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง เรียนกันแต่หนังสือกับวิชาชีพ, อะไร ๆ ก็เนื่องกันอยู่แต่กับวิชาหนังสือ กับวิชาชีพ เป็นเรื่องทางฝ่ายร่างกายไปเสียหมด, ในทางฝ่ายจิตใจไม่ได้มี ; เพราะเข้าใจผิด กันว่า มันไม่จำเป็น มันไม่เกี่ยวกัน ยกเอาเรื่องจิตใจไว้เป็นเรื่องส่วนบุคคล, ใครอยากรู้ อยากเข้าใจก็ไปหาศึกษาเอาเอง. ส่วนที่จะให้รัฐบาลจัดนี้ ก็จัดแต่เพียงเรื่องรู้หนังสือ กับเรื่องวิชาชีพ, ประเทศไทยเราก็พลอยเป็นอย่างนั้นไปด้วย. แต่ได้ข่าวว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงมาสนใจในส่วนที่เป็นเรื่องจิตใจกันเพิ่มขึ้นบ้าง, และมีหวังว่าคงจะขยายอีก ต่อไป, ซึ่งคงจะสมบูรณ์ได้. ต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์ ไม่เป็นอย่างสุนัขหางด้วน, หมาย ความว่าทารกได้รับการอบรมอย่างถูกต้องสำหรับที่จะเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง.
น.151 เรื่องคนกับมนุษย์ นี้ ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ให้ดี ๆ เราจะได้ยินคำพูดที่ เป็นทางการหรือว่าเป็นกิจจะลักษณะนี้ก็ พูดกันแต่เรื่องความเป็นคน ไม่ค่อยจะได้พูด กันถึงเรื่องความเป็นมนุษย์ , มันก็เลยหละหลวมกำกวม. ต้องชัดลงไปว่าเป็นเพียง คนนั้นไม่พอ, เพียงเกิดมาเป็นคนนั้นยังไม่พอ ต้องมีความถูกต้อง จนถึงกับจะเรียกว่า เป็นมนุษย์ได้ด้วย ; อย่างที่เคยพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า คนนี้เกิดมาแปลว่าเกิดมามันก็เป็นคน แต่ ถ้าจะเป็นมนุษย์มันต้องมีจิตใจสูง. คำว่า สูง ในที่นี้ คืออยู่เหนือความทุกข์, เหนือ ปัญหา ไม่ต้องทนอยู่ในความทุกข์นั่นเอง, จะเป็นความทุกข์ใหญ่ ๆ ความทุกข์เล็กน้อย, ความทุกข์โดยตรง ความทุกข์โดยอ้อมอะไรก็ตาม. คนยังจมอยู่ในกองทุกข์ หรือใน ความทุกข์ เพราะว่าจิตใจมันยังต่ำ มันยังไม่รู้อะไร ยังไม่ได้รับการอบรมอะไร ; ถ้า มันสูงขึ้น มีการอบรมสูงขึ้น มันก็สามารถจะอยู่เหนือปัญหาและความทุกข์ได้. นี่ขอ ให้กำหนดกฎเกณฑ์กันไว้อย่างนี้ มันจะง่ายแก่การศึกษาและการดำเนินตน ดำเนินชีวิต จิตใจให้เป็นไปอย่างถูกต้อง. ต้องควบคุมและพัฒนาสัญชาตญาณ. ทีนี้ ก็จะดูให้ลึกลงไป จะเรียกว่า ในแง่ของวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ ก็ยังได้ คือว่า คนจะต้องได้รับการศึกษาการอบรม และมี การควบคุมสิ่งที่เรียกว่าสัญชาต- ญาณ ควบคุมสัญชาตญาณให้เป็นไปในทางสูง, อย่าให้เป็นไปในทางต่ำ มันจะ ไปเป็นเพียงเป็นคน หรือต่ำลงไปกว่าคน, มันต้องควบคุมสัญชาตญาณเป็นไปในทางสูง มันจึงจะเป็นมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นเราชาววัด ไม่ค่อยได้พูดกัน, แต่ที่จริงมันเป็น เรื่องที่ต้องรู้จัก. สัญชาตญาณคือความรู้ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ, แล้วก็
น.152 เกิดอยู่แล้วในจิตในใจ เป็นพื้นฐานแห่งจิตใจ , เป็นความรู้ที่มันรู้ได้เอง รู้สึกว่ามี ตัวตน รู้สึกว่าจะต้องสงวนตนรักษาตน รู้สึกว่าต้องป้องกันตน กระทั่งต้องสืบพันธุ์เอา ไว้อย่าให้สูญพันธุ์, เป็นสัญชาตญาณกลาง ๆ ตามธรรมชาติอย่างนี้ ทีนี้ ไม่ได้รับการควบ คุม สัญชาตญาณกลาง ๆ ระดับพื้นฐานทั่วไป, มันเปลี่ยนไปเป็นสัญชาตญาณ อย่างกิเลส คือมันต่ำลงไปกว่าระดับกลาง ที่เป็นสัญชาตญาณว่ามีตัวตน มันก็ เลยไป จนเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตน, เห็นแก่ตัวตน หรือมีกิเลสในการที่จะต่อสู้ป้องกันตน รักษาตน, กระทั่งว่าการสืบพันธุ์ มันก็กลายเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาราคะไป. นี่แหละ สัญชาตญาณพื้นฐานซึ่งไม่รุนแรงอะไร มีเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การที่มีชีวิตนั้น มันควบคุม ไว้ไม่ได้, มันกลายเป็นรุนแรง แต่แรงไปในทางฝ่ายต่ำ เพราะว่าประกอบไปด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ : ถ้ามีความรู้มันก็จะเป็นมาทางวิชชา, จะกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าโพธิ, ถ้าไม่มีวิชชาเป็นไปในทางต่ำ ที่เรียกว่ากิเลส. สัญชาตญาณกลาง ๆ ของคนเรา เมื่อ ปล่อยมา ตามเรื่องตามราวตามบุญตามกรรมตามไม่รู้อะไรกัน มันก็จะน้อมไปในทาง เป็นฝ่ายกิเลส, กระทั่งเป็นกิเลสอย่างยิ่ง, ที่น้อมไปในทางฝ่ายโพธินั้นมันมีได้น้อย ที่ จะเป็นไปได้เอง เพราะมันไม่ง่ายเหมือนกับที่มันจะเป็นไปทางฝ่ายกิเลส เด็กทารกเกิดมาจากท้องมารดา มันก็มีสัญชาตญาณธรรมดากลาง ๆ รู้สึกว่า มีตัว แต่ยังไม่ถึงกับเห็นแก่ตัวที่จะกินอาหาร จะป้องกันตัว จะสืบพันธุ์ อย่างนี้มัน ยังไม่มี ; แต่ เมื่อเด็กเกิดมาแล้วปล่อยไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี มันก็เป็น โอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณอย่างกิเลส . ที่ว่าเด็กทารกมีจิตใจเกลี้ยงมาแต่ ในท้อง พอเกิดมาแล้วก็ได้กินอาหารอร่อย ก็เป็นความรู้อย่างใหม่เรื่องอร่อย, รับความ ประคบประหงมประเล้าประโลม มันก็เกิดความรู้สึกไปในทำนองนั้น, แต่มันยิ่งกว่า ธรรมดา. และถ้ามันไม่ได้อย่างใจที่มันเคยได้ มันก็โกรธ, ที่ไม่เคยโกรธมันก็โกรธ, ที่ไม่เคยโลภมันก็โลภ, ที่ไม่เคยหลงมันก็หลง, นี้เรียกว่า สัญชาตญาณกลาง ๆ โดย
น.153 พื้นฐาน มันค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสัญชาตญาณอย่างกิเลส ทีละน้อยทีละน้อยโดยไม่ รู้สึกตัว โดยที่ใคร ๆ ก็ไม่รู้สึกตัว. แล้วดูให้ดีเถอะผู้เลี้ยงจะเป็นบิดามารดาพี่เลี้ยงอะไร ก็ตาม มันก็ล้วนแต่จะให้ทารกนั้นได้อร่อย ได้สบาย ได้พอใจ. ความรู้สึกสบาย อร่อย พอใจ เป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น ; แต่ เมื่อมันมากเข้า ๆ มัน ก็คลอดความรู้สึกอีก อันหนึ่งออกมา คือว่าตัวกูอร่อย, ตัวกูสบาย, ตัวกูพอใจ. นี่ความรู้สึกว่าเป็นตัวกู เป็นตัวตนมันค่อยๆ เกิดทีละนิด ๆ จนมันหนาแน่น. นี่จะเห็นได้ว่าเมื่อปล่อยกันมาตามธรรมชาติธรรมดาสามัญแล้ว สัญชาตญาณ กลาง ๆ ญาณพื้นฐานยังไม่ดีไม่ชั่วอะไร มัน ค่อยๆ น้อมไปในทางเป็นกิเลส ซึ่งจะ เป็นไปฝ่ายชั่ว. ที่เรียกกันว่าชั่ว ความมีตัวกลาง ๆ มีตัวเพื่อจะมีชีวิตกลาง ๆ กลายเป็นความเห็นแก่ตัวที่รุนแรง. การแสวงหาอาหารมันก็ไม่เป็นแต่เพียงอาหาร, มันกลายเป็นการกินเหยื่อที่อร่อย, มีเหยื่อที่อร่อยเป็นเบื้องหน้า การป้องกันตัวก็เลย ไปเป็นถึงความโกรธ ความแค้น ความอาฆาต ความจองเวร, มันแรงรุนแรงกว่าสัญชาต- ญาณกลาง ๆ ที่เป็นพื้นฐานอย่างนี้. นี่เรียกว่าสัญชาตญาณกลาง ๆ ได้เปลี่ยนไป เปลี่ยน ไปเป็นสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส ซึ่งเราจะเรียกกันง่ายๆ ว่าธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่จะนำไปสู่ ปัญหาหรือความทุกข์. นี้ไม่มีใครที่จะมาสอนให้เข้าใจได้ตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่มีสติปัญญาติด มาแต่ในท้อง, แล้วก็ไม่มีใครสอน โอกาสที่จะมีสัญชาตญาณฝ่ายกิเลสหรือฝ่ายต่ำมันก็มี มากขึ้น ๆ โตขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็เต็มไปด้วยสัญชาตญาณที่เข้มข้น เป็นฝ่าย กิเลส, แล้วก็ เผชิญกับความทุกข์ไปในชีวิต จะกี่ปี กี่สิบปีก็สุดแท้. เมื่อความทุกข์มันครอบงำมากเข้า มันจึงค่อย คิดหาทางเข้าใจต่อสู้ แก้ไข สัญชาตญาณฝ่ายโพธิจึงจะเริ่มตั้งต้น จะเรียกว่ามันสายเกินการก็ไม่ได้ แต่ มันมาทีหลัง มีทีหลังฝ่ายกิเลส มันไม่มีโชคดีจนถึงกับว่า มีคนสอนลูกทารกนั้นให้รู้ว่า อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรมาตั้งแต่ต้น, มันจึงเดินมาผิด คือเป็นทุกข์เป็นไปใน
น.154 ทางฝ่ายทุกข์เรื่อย ๆ มา จนตั้งครึ่งตั้งค่อนจึงจะค่อยรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร จึงจะพัฒนาใน ฝ่ายโพธิให้เกิดขึ้นมา. ถ้าทำถูกต้องมันก็ทันแก่เวลา มันก็พอจะมีความสุข, หลุดจากความ ทุกข์ได้บ้างตามสมควร, กว่าจะตายมันก็หลายปีอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้นใคร ๆ อย่าละ โอกาสนี้, ให้ชีวิตนี้มันได้พบกันกับโพธิ ความรู้ที่จะดับทุกข์ได้, มีความเป็นอยู่เป็นปกติ สุข หรือเรียกว่าสันติภาพส่วนบุคคล จึงใช้คำรวม ๆ กันว่า, จะมีสันติภาพส่วนบุคคล นั้น สัญชาตญาณนั้นต้องได้รับการควบคุม ให้เป็นไปทางฝ่ายโพธิเสียโดยเร็ว เท่าที่จะเร็วได้ ให้มากเท่าที่จะมากได้ นี่การที่เราเพิ่งมาสนใจศึกษาธรรมะธรรมโมกันขึ้นนี้มันต่อภายหลัง ; ถ้า ได้รับการสั่งสอนเรื่องนี้มาเสียตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันก็จะประเสริฐ จะวิเศษ; แต่ มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่มีใครจะสอนเรื่องอนัตตา สุญญตา แก่ลูกเด็ก ๆ ทารก, แล้วกลับเห็นว่าไม่ควรสอนเสียด้วย กลัวว่าเด็ก ๆ ทารกจะไม่ก้าว หน้า อย่างนี้มันก็ไปกันใหญ่, เรียกว่าขนบธรรมเนียมประเพณีในโลกนี้ เขาไม่ได้สอน กันให้ลูกเด็ก ๆ รู้ความจริงในเรื่องนี้, ปล่อยให้มันเติบโตขึ้นมาด้วยความไม่รู้เรื่องนี้ ต่อสู้ ในชีวิตพันผ่ามาในชีวิต มีความทุกข์ในชีวิต, กว่าจะเติบโต มันก็เลยมีปัญหาอย่างที่เรา เห็น ๆ กันอยู่, จึงไม่มีสันติภาพในส่วนบุคคล. ถ้าจะให้มีสันติภาพส่วนบุคคล มัน ก็จะต้องมีความรู้พัฒนาสัญชาตญาณ, ต้องควบคุมสัญชาตญาณให้เป็นฝ่ายโพธิเสีย โดยเร็ว, แล้วสัญชาตญาณฝ่ายกิเลสมันก็ ถอยกำลัง มันก็ควบคุมได้, ธรรมะก็มีโอกาส ที่จะแสดงบทบาท. ทีนี้อยากจะพูดไปถึง การเมือง นิดหน่อย ว่า ระบบประชาธิปไตยให้เสรี ภาพแก่บุคคลมากเกินไป ไม่มีขอบเขตนั่นแหละ ก็เป็นโอกาสเปิดกว้างให้สัญชาตญาณ
น.155 ฝ่ายกิเลสนั้นเจริญงอกงามก้าวหน้า, ประชาธิปไตยมันเปิดโอกาสให้ ใครทำอะไรได้ตาม ชอบใจ มันก็มีอิสระในการที่จะปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ; จะต้องมีความรู้ความ เข้าใจในเรื่องนี้, ให้วัฒนธรรมประจำบ้านเรือนอบรมลูกเด็กๆ ให้เห็นแก่ความถูกต้อง, อย่าได้เห็นแก่ตัวกู, อย่าได้เห็นแก่ตัวกู ให้เห็นแก่ความถูกต้อง. แต่ว่าความรัก ของผู้ใหญ่ของบิดามารดานั้นเอง ส่งเสริมไปในทางให้เขาได้รับความรู้สึกเห็นแก่ตัว เห็น แก่ตัวกู ; ฝ่ายบิดามารดาก็น่าเห็นใจเหมือนกัน, บิดามารดาก็ไม่ได้รู้ธรรมะอย่างถูก ต้องที่ได้อบรมมาอย่างถูกต้อง มักจะส่งเสริมความรู้สึกฝ่ายที่เป็นกิเลสมาเรื่อยๆ หรือ ว่าปล่อยมาตามบุญตามกรรมเป็นอย่างมาก ปัญหาจึงมีอย่างนี้. เด็ก ๆ ของเราก็เจริญ เติบโตขึ้นมาด้วยความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัว มันก็ เป็นผู้ละเมิดศีลธรรม ทำ ตัวเองให้เดือดร้อนอยู่ตามลำพังก็ได้, ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน. ดู ความไม่มีศีลธรรมนี้ มันทำตัวเองให้เดือดร้อนอยู่เป็นพื้นฐาน, ถ้ามาเกี่ยวข้อง กับผู้อื่นก็ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อีกส่วนหนึ่ง ; นี่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว, ความที่ ไม่มีสันติภาพ ก็คือความที่มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน, ถ้าไม่มี ความเห็นแก่ตัว มันก็มีสันติภาพเป็นแน่นอน. นี่เรียกว่าฝ่ายบุคคลแต่ละคน ๆ มันก็มี ปัญหาอย่างนี้ จะต้องแก้ปัญหาข้อนี้ มันจึงจะมีสันติภาพในส่วนบุคคล. สันติภาพในส่วนสังคมโลก. ที่นี้ก็จะดูถึงส่วนที่สองที่เรียกว่า กลุ่มแห่งบุคคล เรียกว่าสังคมโลก, ที่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ แล้วทำอะไรรวมกันมาก ๆ จะเป็นประเทศก็ได้ หลาย ๆ ประเทศก็ได้ มีความนิยมกันอย่างไรก็กระทำกันไปอย่างนั้น. นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง พิจารณาดูส่วนนี้ก็จะ พบว่า มันก็ เป็นไปในลักษณะที่ส่งเสริมสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส และเป็นไปตาม
น.156 อำนาจสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, ดูสถานการณ์เหตุการต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็จะ เห็นได้ว่า ทั้งโลกนี้มันก้าวหน้า, ก้าวหน้าเรียกกันว่าก้าวหน้า, มันก็จริงมันก้าวหน้า : วิชาการก็ก้าวหน้า, การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ เป็นอุตสาหกรรมมันก็ก้าวหน้า, ก้าวหน้าไป ในทางฝ่ายส่งเสริมกิเลส, ผลิตเหยื่อของกิเลสขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาลท่วมโลก, เรียก ว่าเป็นอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมนั้น ผลิตเหยื่อของกิเลสขึ้นมา ให้มนุษย์จมอยู่ ภายใต้กิเลส. ต้องมีความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต. เดี๋ยวนี้มัน จะต้องทำอย่างตรงกันข้าม คือให้มันมีความก้าวหน้าในเรื่อง ทางฝ่ายจิต ที่ประกอบไปด้วยความรู้สติปัญญา, จะต้องมีความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต, จะผลิตจะประดิษฐ์อะไรขึ้นมา ก็ต้องให้มันเป็นปัจจัยแก่การควบคุมกิเลส มันจึงจะมี สันติภาพ. ประชาชน, ชนชาวโลกทั้งหลายไม่ติดในรสของวัตถุ ไม่เป็นทาสของวัตถุ, มีความรู้สึกที่เป็นธรรม, มีความรู้ลึก รู้แจ้ง ลึกซึ้งถึงความจริงของธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ คือจะไม่หลงติดในรสของวัตถุซึ่งเป็นความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง แต่มันเป็นความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวงที่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา, มันจะต้องไม่มีใครคิดครองโลก. เดี๋ยวนี้มี คนคิดที่จะครองโลก เช่นลัทธิล่าเมืองขึ้นเป็นต้น เพื่อจะครองโลก ก็ เพื่อจะได้รวบ- รวมเอาเหยื่อทั้งหมดในโลกมาเป็นของตัว. นี่ถ้าได้เป็นเจ้าโลกเป็นผู้ครองโลก มัน ก็มีผู้ต่อต้าน เมื่อต่อต้านก็เกิดการกระทบกระทั่งกัน เป็นสงคราม เป็นอะไรขึ้นมา มันก็เกิดวิกฤตการณ์ระส่ำระสาย. มองเข้ามาแคบ ๆ อีกหน่อยก็จะพบว่า คนมั่งมีต้องไม่มีความคิดที่จะ ใช้คนจนเป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวยให้แก่ตน, ลัทธิอะไรก็อย่าไปออกชื่อ
น.157 แต่ว่ามันมีความมุ่งหมายที่จะทำนาบนหลังคนจน อย่างมากถึงจะว่าทำนาบนหัว บนศีรษะ คนจน, ไม่มีความเมตตากรุณาปรานี มันจึงไม่มีสันติภาพ; สิ่งเหล่านี้ต้องไม่มี มันจึง จะมีสันติภาพ . คนมั่งมีรักคนยากจนอย่างลูกหลานญาติพี่น้อง ช่วยกันทำงาน ช่วยกันหา ช่วยกันผลิต แล้วก็แบ่งปันกันอย่างที่เรียกว่าไม่เอาเปรียบ, ปัญหาการต่อสู้ระหว่างคน สองพวกนี้ก็จะไม่มี ก็จะไม่มี. เดี๋ยวนี้ มันยังเต็มไปหมดทั้งโลก การต่อสู้ระหว่างคน มั่งมีกับ คนยากจน แล้ว โลกนี้มันจะมีสันติภาพได้อย่างไร. ทุกศาสนาต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สันติภาพ. ที่นี้มองดูอีกทางหนึ่ง เพื่อสันติภาพนี่ ศาสนาทุกศาสนาต้องถูกนำมา ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สันติภาพ โดยไม่มีการขัดแย้ง. เดี๋ยวนี้ศาสนายังขัดแย้ง กันเสียเอง, ทะเลาะกันเสียเองจะเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งโลกได้อย่างไร. หัวใจของศาสนา ทุกศาสนา มุ่งหมายที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ ; แม้ว่าวิธีการมันจะ แตกต่างกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่มันมุ่งหมายตรงกันที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าศาสนา แต่ละศาสนา ได้โอกาสทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้อง ความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ มันก็จะเบาบางลง, หรือว่ามันจะหมดไป นี่สันติภาพมันก็จะมี. เดี๋ยวนี้ศาสนามันก็มี เพื่อศาสนาเองเสียมากกว่า ; ถ้าพูดให้ถูกต้องมันก็ต้องพูดว่า เจ้าหน้าที่ทางศาสนา ตัวศาสนานั้นไม่ได้มีชีวิตวิญญาณ คิดนึกอะไรได้, แต่ เจ้าหน้าที่ผู้ถือบังเหียน หรือ ว่ากำศาสนาอยู่ในมือนั้น ก็ ใช้ศาสนาไปในทางเป็นประโยชน์แก่พวกตัว เสียมาก กว่า, กระทบกระทั่งกันก็ทำให้ระส่ำระสายได้มากเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้มีที่แปลก คือมีพระเจ้า ชนิดที่อนุญาตให้มนุษย์แย่งกันครอง โลก, เรามีพระเจ้าชนิดที่อนุญาตให้มนุษย์แย่งกันครองโลก ลองฟังดูให้ดี ๆ เรามีพระเจ้า
น.158 ที่อนุญาตให้มนุษย์แย่งกันครองโลก, ถ้าพระเจ้ามีจริง มีเดชมีอำนาจอย่างพระเจ้าจริง ก็จะต้องหยุดเสียได้มิให้ใครใช้อำนาจแย่งกันครองโลก, มันก็ไม่มีสงคราม. เดี๋ยวนี้ พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์แย่งกันครองโลกตามพอใจ มันก็มีผู้ที่แย่งกันครองโลก มันก็ เกิดสงคราม, ก็เป็นเรื่องที่น่าหัว ว่าเรามี พระเจ้า ชนิดที่ เป็น ผู้สร้างโลก แต่ก็ไม่รู้จัก สร้างโลกให้มสันติภาพ, แล้วยังปล่อยให้มนุษย์ทำอะไร ๆ ชนิดที่ฝืนความประสงค์ ของพระเจ้า, พระเจ้าก็ต้องการสันติภาพ แต่ยังปล่อยให้มนุษย์สร้างวิกฤตการณ์ นี่มัน น่าหัวอย่างนี้ ในที่สุดจะต้องมองไปถึงข้อที่ว่า เราจะต้องมีศาสนาชนิดที่มันสบหลัก วิทยาศาสตร์ , สบหลักวิทยาศาสตร์ มองเห็นกันอยู่ว่า มีเหตุผลอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ผลจะเกิดขึ้นอย่างไร, ไม่ต้องให้เป็นของลึกลับ. พระเจ้าคืออะไรก็ไม่รู้, แล้ว พระเจ้าสร้างโลกมาให้วุ่นวายอย่างนี้ แล้วพระเจ้าก็ต้องการให้คนอ้อนวอน - อ้อนวอน - อ้อนวอน แต่แล้วพระเจ้าก็ไม่เคยให้ อำนวยให้อย่างที่คนอ้อนวอน, น่าหัวไหมคิดดู. อ้อนวอนกันทั้งโลก แต่มันก็ไม่ได้รับผลตรงตามที่อ้อนวอน มันน่าหัวหรือไม่น่าหัว เรามีพระเจ้าชนิดที่ตรงไปตรงมากันดีกว่า คือกฎอิทัปปัจจยตา ทำไปอย่างไรจะต้องได้รับผลโดยสมควรแก่การกระทำเสมอ, นี่แหละจึงจะช่วยโลกได้ เราอ้อนวอนพระเจ้าอิทัปปัจจยตา ด้วยการทำให้ตรงตามกฎของอิทัปปัจจยตา, การบูชา อ้อนวอนพระเจ้าชนิดนี้ คือการทำให้ตรงตามกฎของพระเจ้า, แล้วพระเจ้าก็อำนวยผลให้ ได้ตรงตามที่เราต้องการ. ถ้าเป็นพระเจ้าอย่างนี้ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ, จะมีศาสนา และศีลธรรมที่สบหลักวิทยาศาสตร์, เป็นไปตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์ แม้จะเป็น ศีลธรรมก็เป็นศีลธรรมที่สบหลักวิทยาศาสตร์, เป็นศีลธรรมที่สามารถควบคุมสัญชาตญาณ ไว้ อย่าให้ตกไปฝ่ายต่ำ คือฝ่ายกิเลส, และส่งเสริมให้เป็นไปในทางฝ่ายสูง คือฝ่ายที่ เป็นโพธิ.
น.159 ศีลธรรมเป็นรากฐานของสันติภาพ. เรื่อง ศีลธรรมนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่เป็นรากฐานของ สันติภาพ ของความสงบสุข, ปราศจากศีลธรรมเสียแล้ว มันก็ไม่มีรากฐานของความ สงบสุข. เราดูกันถึงคุณค่าของศีลธรรมสักหน่อย ยอมเสียเวลา. ศีลธรรมนั้นมันทำให้ไม่มีอาชญากรรม, ไม่มีอันธพาล ที่ขัดขวาง หน้าที่การงานของบุคคลผู้ประกอบสัมมาอาชีพ. เดี๋ยวนี้คนมันไม่มีศีลธรรม คนพวกหนึ่ง ตั้งใจที่จะทำงานประกอบสัมมาอาชีพ, คนพวกหนึ่งก็ขัดขวางทำลายล้าง หรือยึดเอา เข้ายึดเอาเป็นของตน. นี่เรียกว่าปล้นจี้ขโมยอะไรไปเลย เพราะความไม่มีศีลธรรม มันก็ มีอาชญากรรมที่ขัดขวางบุคคลผู้ประกอบสัมมาอาชีพ, ปรากฏว่ามีบุคคลที่ตั้งใจจะทำมา หากินอย่างยิ่งอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่แล้วทำไม่ได้ เพราะถูกขัดขวางโดยอันธพาล. อาตมาเคยคุยกันกับคนบางคนซึ่งพบกันก็ว่านี่ที่นี่ตรงนี้ทำไมปล่อยให้รกร้าง ว่างเปล่า? ทำไมไม่เลี้ยงวัว ? ทำไมไม่ปลูกสับปะรด ? เขาก็ว่ามันเลี้ยงสัตว์ไม่ได้, เลี้ยงวัวมันก็ขโมย, ปลูกสับปะรดมันก็ขโมย, มันก็เลยเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุว่าที่ตรงนั้นคนไม่มีศีลธรรม. นั่นแหละดูเถอะว่า ความไม่มีศีลธรรมมันขัดขวาง การประกอบสัมมาอาชีพของบุคคลที่เป็นคนสุจริต. ดูไปก็จะเห็นว่า ถ้ามีศีลธรรมแล้วไม่มีทางคดโกง, ไม่มีการโกงไม่มีการ ฉ้อโกง ในกิจการธุรกิจหรือการพัฒนาใด ๆ. เดี๋ยวนี้มันมีแต่การโกง หรือพร้อม ที่จะโกง , มีแต่คนที่พร้อมที่จะโกง ในธุรกิจทั้งหลาย, มันจึงก้าวหน้าไปไม่เต็มที่ตามที่ ควรจะได้, การพัฒนาทำไปไม่ได้เพราะมีบางส่วนมันโกง. ถ้ามีศีลธรรมต้องไม่มีการโกง ในเรื่องชนิดนี้, ไม่มีการโกงในหน้าที่ราชการ หน้าที่ราชการทุกระดับทุกแขนงทุกสาขา,
น.160 ไม่มีการโกงในกิจการของประชาธิปไตย. พูดให้มันกว้าง ๆ ว่า กิจการประชาธิปไตย อะไรชนิดไหนก็ตาม เลือกผู้แทนก็ตาม ทำอะไรก็ตาม มันต้องไม่มีการโกง, ถ้ามี ศีลธรรมมันก็ไม่มีการโกง. อาตมาขอยืนยันตลอดเวลาว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ, ถ้าศีลธรรม กลับมาโลกาสงบเย็น, นี้ข้อหนึ่ง นี้ปรมัตถธรรมที่เป็นรากฐานของศีลธรรมนั้น คือ ความรู้เรื่องความจริงของสิ่งเหล่านี้ เราเรียกว่า ปรมัตถธรรม. ถ้าปรมัตถธรรมไม่กลับ มาโลกามันมืดมนท์, ถ้าปรมัตถธรรมกลับมาโลกาก็สว่างไสว. ศีลธรรม ๆ นี้คือข้อที่บอกให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร จะทำอย่างไร ประพฤติอย่างไร , นี้เรียกว่าศีลธรรม. ทีนี้ เหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น นั่นเรียกว่าปรมัตถธรรม. เราไม่ทำบาปไม่ทำชั่วไม่ทำอะไรอย่างนั้น เรียกว่าศีลธรรม, เหตุอะไรเราจึงต้อง ไม่ทำอย่างนั้น นั่นมันเป็นปรมัตถธรรม, โดยมากไม่ค่อยจะรู้ การสอนศีลธรรม มันจึงฝืดเคือง, มันจึงผืด คือเป็นไปได้โดยยาก ถ้ามีพร้อมกันทั้งศีลธรรมทั้งปรมัตถ- ธรรม มันก็ทำไปได้โดยง่าย ; ส่วนหนึ่งบอกให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร, ส่วนหนึ่งบอก ให้รู้ว่าทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น , มันได้เป็นคู่กันมาอย่างนี้แล้ว คนก็เข้าใจ มองเห็นแจ้ง ตามที่ควรจะทำ มันก็ทำไปได้โดยง่าย. มันจะ ต้องมีศีลธรรมบนรากฐานของปรมัตถธรรม, ไม่ใช่ศีลธรรมอัน งมงาย ทำไปอย่างงมงาย ประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม มัน งมงาย. มัน ต้องมีเหตุผลชัดเจนว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนั้น ก็ ทำได้สะดวก, ทำได้ดี ทำได้มาก, ทำได้เต็มที่. เราจะต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐานของสันติภาพ, เราจะต้องสร้างสันติภาพ ลงบนศีลธรรม, มีศีลธรรมเป็นรากฐาน ไม่มีศีลธรรมเป็นรากฐานแล้ว ไม่มีทางที่
น.161 จะสร้างสันติภาพ, แล้วจะไม่มีอะไร ๆ อีกที่ควรจะหวังควรจะได้. เราจะต้องดึงเอาศีล- ธรรมกลับมา. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกทุก ๆ ประเทศในโลกทั้งโลก ไม่มีประเทศไหนก็ว่าได้ ที่มีกระทรวงศีลธรรม, เท่าที่อาตมาทราบ ไม่มีประเทศไหนที่มีกระทรวงศีลธรรม เขามีกระทรวงต่าง ๆ เยอะแยะสารพัดอย่าง แต่ไม่มีกระทรวงศีลธรรม ที่จะควบคุมให้ทุก อย่างเป็นไปอย่างถูกต้องตามศีลธรรม, มันควรจะมีกระทรวงศีลธรรม แล้วก็ควบคุม กระทรวงทั้งหลาย ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามศีลธรรม, นั้นแหละมันจะราบรื่นหรือง่าย ดายในการที่จะสร้างสันติภาพ. สันติภาพได้จากการกระทำของมนุษย์. เอ้า, ทีนี้มาดูว่า เราจะหวังสันติภาพกันอย่างไร เราจะหวังสันติภาพ ว่า จะได้มาจากอะไร. เดี๋ยวนี้มีอยู่แต่วิกฤตการณ์ และเราหวังจะได้สันติภาพมาจากอะไร ? ลองคิดดู หวังสันติภาพมาจากกาลเวลาที่มันเปลี่ยนไป ๆ ตามกาลเวลา, รอเวลาถึง เวลาเข้า มันก็จะมีสันติภาพ ที่ฝากไว้กับเวลา จะมีหวัง ไหม ? จะเป็นไปได้ ไหม ? อย่างนี้มันไม่น่าจะคิด มันไม่มีความหมายของความเป็นมนุษย์, มนุษย์ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามเวลา เวลาเป็นไปเอง ; นี้มันก็เรียกว่าเสี่ยงไปอย่างนั้นแหละ กว่ามันจะฟลุคบังเอิญเข้ารูปเข้ารอย. สันติภาพจะเกิดขึ้นโดยการล่วงไปของเวลา มากเข้า ๆ มันไม่มีหวัง, ใครจะมีหวังก็ตามใจ, แต่อาตมาเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้. หรือว่าจะได้สันติภาพมาจากพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา, ในฝ่ายศาสนา ก็ทำพิธีกรรมต่าง ๆ นานา ที่จะว่าให้เกิดสันติภาพ ประชุมกัน อ้อนวอนกัน สวดร้องกัน อย่างที่พระเขา สวดภาณยักษ์ บ้าง, สวดอะไรต่าง ๆ สวดบ้านสวดเมืองสวดอะไร ให้เกิด ความสงบสุข, ผลมันก็ยังเงียบอยู่นั่นเอง, เพียงแต่ให้คนตื่นเต้นลืมความทุกข์ไปได้บ้าง
น.162 นิดหน่อย แล้วก็ผลก็ยังเท่าเดิม, แล้วก็สวดกันอีก ก็ไม่รู้จักจบจักสิ้น ที่ว่าจะทำพิธี- กรรมทางศาสนาเพื่อให้เกิดสันติภาพ. ดูต่อไป หรือว่า เราจะหวัง จะได้สันติภาพจากพระเป็นเจ้า, หวังจะให้ พระเป็นเจ้ามาช่วยอำนวยให้แต่แล้วเราก็ดู ๆ เราก็หวัง ศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าทั้งหลาย ก็หวัง ก็อ้อนวอน ขอร้องอ้อนวอนพระเป็นเจ้า, แต่ไม่เห็นพระเป็นเจ้าอำนวยให้ตามที่ ขอร้อง, แม้ที่สุดแต่จะช่วยสันติภาพให้เกิดขึ้นก็ไม่เห็นมี. พระเป็นเจ้าก็ได้เครื่องบูชา อ้วนวอนเซ่นสรวงอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ได้ตอบแทนอะไรให้เหมาะสมกับที่เขาหวัง เขา อ้อนวอน เขาขอร้อง เขาบูชา เขาบวงสรวง. นี้ดูก็ยากเหมือนกัน ที่จะหวังสันติภาพ จากพระเจ้าชนิดที่มีอยู่ อย่างที่คนธรรมดารู้จัก หรือประพฤติกระทำกันอยู่. นี้ดูต่อไปว่า จะมี มหาอำนาจไหนหรือองค์การโลกไหนจะช่วยจัดให้มี สันติภาพ ; เท่าที่เราดู ๆ เห็น ๆ กันอยู่ มหาอำนาจก็จะทำหน้าที่เสาะแสวงหาผล ประโยชน์ใส่ตัวเอง ประเทศของตัวเอง หรือพรรคพวกของตัวเอง, ยิ่งเป็นมหาอำนาจ ก็ยิ่งกอบโกย, ยิ่งกอบโกยมันก็ยิ่งไม่เป็นธรรม สันติภาพมันก็ไม่มี, ก็เลย หวังไม่ได้ว่า เราจะได้สันติภาพจากประเทศชาติมหาอำนาจ หรือองค์การโลก เพราะมันตกอยู่ภายใต้ อำนาจกิเลสตัณหาของตน ๆ. เรามีองค์การโลกกันมาหลายรูปแบบหลายชนิดแล้ว หลายยุค หลายสมัยแล้ว มันก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันทำอะไรไม่ได้, มันทำอะไรแก่ บุคคลที่มีกิเลส มันทำไม่ได้ มันก็ได้แต่นั่งทำอย่างที่เรียกว่าขอไปที, ขอไปที, ขอไปที, เรียกว่านั่งจับปูใส่กระด้ง จับกันไม่หวาดไหว, จับปูใส่กระด้งมันก็ออกอีก, ได้ผลเปรียบ เหมือนกับว่านั่งจับปูใส่กระด้งนี้ ; แล้วสันติภาพมันจะเหลืออยู่อย่างไร. นี่มหาอำนาจ ก็ไม่สามารถจะจัดโลกให้เป็นสันติภาพ, องค์การโลกรวมกันก็ยังไม่อาจจะจัดโลกให้มี สันติภาพ ได้แต่รอได้แต่หวังกันอยู่ด้วยความหวาดกลัว และความยุ่งยากลำบากกันไป พลาง ในระหว่างที่ต้องรอ.
น.163 ในที่สุดก็เห็นว่า ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีทางไหนแล้ว สันติภาพนั้นจะ ต้องได้มาจากการกระทำที่ถูกต้องของเราเอง ของมนุษย์เอง . มนุษย์จะต้อง มีการกระทำที่ถูกต้อง ของมนุษย์เอง, ถูกต้องตามกฎเกณฑ์อันแท้จริงของธรรมชาติ, นี่จะมีหวัง. สรุปความสั้น ๆ ว่า จะต้องได้มาจากการกระทำที่ถูกต้องของมนุษย์นั้นเอง, ไม่อาจจะหวังได้จากทางอื่น . เรื่องของความถูกต้อง. คำว่า ความถูกต้อง ความถูกต้องนี่ มันก็เป็นเรื่องลึกซึ้งเหมือนกัน เถียง กันไม่รู้จักจบ อะไรคือความถูกต้อง. ยิ่งศึกษาวางกฎเกณฑ์กันมาก มันก็เลยยุ่งไปหมด ว่าอะไรถูกต้อง ; ถูกต้องทางตรรกวิทยา มันก็ไปอย่างหนึ่ง, มันก็ไม่ถูกต้องทาง philosophy, ถูกต้องทาง philosophy ก็ไม่ถูกต้องอย่างตามหลักของศาสนา, มันก็ตีกันยุ่ง ในเรื่องความถูกต้องเป็นอย่างไร. ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เรามีความถูกต้องอย่างของพุทธบริษัท ตามหลักธรรมะที่กล่าวไว้ ว่า ความถูกต้องนั้น คือสิ่งไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ฝ่ายใด มีแต่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เห็นกันง่าย ๆ ตรง ๆ ลงไปที่นั่น ว่าถ้าการกระทำ นี้มันไม่เป็นอันตรายแก่ฝ่ายใดก็เรียกว่าถูกต้อง แต่กลับให้ได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายยิ่งเป็น ความถูกต้อง. ตามหลักคำนี้ ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนี้ก็มี ความถูกต้องเป็น ชั้น ๆ : มีความถูกต้อง ทางวัตถุ มีความถูกต้อง ทางกาย มีความถูกต้อง ทางจิต มี ความถูกต้อง ทางวิญญาณ. มีความถูกต้องทางวัตถุ คือเราจัดเรื่องวัตถุทุกอย่างอย่างถูกต้อง ไม่ ทำลายวัตถุ แล้วก็เกี่ยวข้องกับวัตถุอย่างถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มนุษย์เกี่ยวข้องกับวัตถุอย่าง
น.164 ผิดพลาด คือทำลายวัตถุมากเกินไป, แล้ววัตถุที่ถูกทำลายนั้นกลับเอามาส่งเสริมกิเลสของ มนุษย์ ให้มนุษย์มีกิเลสมากขึ้น, คิดดูมันน่าอะไร จะว่าน่าหัวก็น่าหัว, น่าเศร้าก็น่าเศร้า ทำลายวัตถุทรัพยากรธรรมชาตินี้มากเกินไปในแต่ละวัน ๆ แล้วการทำลายวัตถุเสียมากมาย นั้นเพื่ออะไร ? เพื่อส่งเสริมกิเลสของมนุษย์, เพื่อให้มนุษย์หลงใหลในความเพลิดเพลิน หลอกลวงยิ่งขึ้น ๆ มันไม่มีผลกำไรที่ไหนเลย ; นี่มันไม่ถูกต้องทางวัตถุ ทีนี้ ถูกต้องทางร่างกาย, ก็มีร่างกายที่มีสมรรถภาพพอที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ ทางกาย. เดี๋ยวนี้มันมีผิดพลาด ร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มขึ้น ชนิดที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน ; เพราะมันไปเห็นแก่การเอร็ดอร่อย กินเหยื่อมากกว่ากินอาหาร. คนสมัยนี้ มันกินเหยื่อ คือกินของอร่อยที่เพลิดเพลินไม่มีที่สิ้นสุด, มันไม่ได้กินอาหารเพียงเพื่อบำรุงร่างกายอย่าง ถูกต้อง. คนทั้งโลกในสมัยนี้ กล้าพูดว่าคนทั้งโลกในสมัยนี้ มันมีแต่การกินเหยื่อ คืออร่อย ๆ อร่อยไม่มีขอบเขต, ไม่ได้กินอาหารคือกินอย่างถูกต้องเพียงเพื่อให้ร่างกาย ถูกต้องมีสมรรถภาพ, แล้ว การกินอย่างกินเหยื่อนั่นแหละ มันทำให้เกิดโรคทางกาย แปลกประหลาดออกมาอีกมากมาย จนไม่รู้จะแก้กันอย่างไร. นี่มันไม่ถูกต้องในทางกาย บริหารก็ไม่ถูกต้อง, บำรุงรักษาอะไรก็ไม่ถูกต้อง, หล่อเลี้ยงก็ไม่ถูกต้อง, มันกลาย เป็นหล่อเลี้ยงกิเลสไปเสียหมด ที่นี้ความถูกต้อง ทางจิต ไม่ได้อบรมจิตให้ถูกต้อง สำหรับจะต่อสู้กับ กิเลส มันอบรมจิตไปในทางที่จะเป็นอุปกรณ์แก่กิเลสไปเสียหมด. ไม่ถูกต้องทางสติ ปัญญา มันไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, มันไปหลงเห็นความยึดมั่นถือมั่นตัวตน ตัวกู นั่นแหละว่าเป็นการดี, ไม่เห็นว่าการสลัดความยึดถือเรื่องตัวตนเสียได้นั้น เป็นความถูก ต้องหรือเป็นทางแห่งสันติภาพ ทุกคนก็หล่อเลี้ยงความรู้สึกประเภทตัวตนของตนอย่างยิ่ง, นี่เรียกทางสติปัญญามันก็ผิด.
น.165 ไล่มาดูว่า ทางวัตถุก็ผิด ทางกายก็ผิด ทางจิตแท้ ๆ ก็ผิด ทางสติ- ปัญญามันก็ผิด มันก็มีแต่ความไม่ถูกต้อง. นี้จะต้องมีความถูกต้องครบถ้วนทุก ทางเหล่านี้ ; ถ้าว่าจะเรียกตามทางศาสนา ก็เรียกว่า ถูกต้องทางศีล ถูกต้องทาง สมาธิ ถูกต้องทางปัญญา. ถูกต้องทางศีล ก็คือถูกต้องทางกาย ทางวาจา, ถูกต้องทางสมาธิก็คือถูกต้องทางจิต, ถูกต้องทางปัญญา ก็คือถูกต้องทางวิชชา ความรู้ รู้ในข้อเท็จจริงของธรรมชาติ. เรายังจะต้องรู้ถูกต้องว่า เราจะ ต้องมีปัญญา นำหน้าศีลและสมาธิ. ที่เรียงไว้อย่างศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเพื่อการศึกษาง่าย ๆ แต่ เมื่อปฏิบัติ กันเข้าจริง ๆ แล้ว ปัญญากลับมาก่อน ; ถูกต้องทางปัญญา แล้วมันจึงจะ เกิดความถูกต้องในทางศีล, และถูกต้องในทางสมาธิ แล้วมันก็วกกลับไปเพิ่มความถูกต้อง ทางปัญญา, ก็เพิ่มความถูกต้องทางศีลทางสมาธิ, ก็วกกลับไปเพิ่มความถูกต้องทางปัญญา ความถูกต้องทางศีลและสมาธิมันก็ยิ่งสูงขึ้นไป ในที่สุดมันก็ถึงที่สุด มันก็ดับทุกข์ได้. นี่ก็จะเรียกว่ามีความถูกต้องของความถูกต้อง ของทุกสิ่งหรือทุกระดับที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ กับมนุษย์เรา. ความถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา. ทีนี้เราก็จะมาถึงหลักพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น, มาถึงหลักพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น. พระพุทธศาสนามีหลักแห่งความถูกต้อง ๘ ประการ ที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘, ที่เคยได้ยินหรือได้สวดกันอยู่เสมอ ๆ มรรคมีองค์ ๘ ก็หมายถึงความถูกต้อง ๘ ประการ. ช่วยฟังให้ดี ๆ ความถูกต้องทั้ง ๘ ประการมารวมกันเข้าเป็นหนทางอันหนึ่ง เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค. จะออกไปเสียจากความทุกข์แล้วก็ไปสู่ความดับทุกข์; นี้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้รอดได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ด้วยเหตุหลายอย่าง คือไม่ค่อยเอามาพูด จากัน, แล้วก็ไม่มีความอดทนพอที่จะศึกษาให้เข้าใจได้.
น.166 ความถูกต้อง ๘ ประการนี้ ช่วยฟังให้ดี ๆ มีอยู่ง่าย ๆ ว่า :- ถูกต้องทาง ความคิดเห็น , ถูกต้องทางความคิดเห็น ความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจ นี่เรียกว่าถูกต้องทาง ความคิดเห็น. แล้วก็ ถูกต้องทางความปรารถนา, เมื่อมันมีความรู้ความเข้าใจถูกต้องแล้ว มันก็รู้จักปรารถนาให้ถูกต้อง. ปรารถนาให้ถูกต้อง มันก็ มีการกระทำถูกต้อง คือ การกระทำทางวาจาถูกต้อง, ทางการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูก ต้อง ห้าถูกต้องแล้ว. แล้วก็มี ความถูกต้องทางความพากเพียร, มีความถูกต้องทางสติ ควบคุมความรู้ระลึกรู้สึกอยู่ ประจำตัว, แล้ว ถูกต้องทางสมาธิ คือกำลังจิตอันเข้มแข็งตั้งไว้มั่นคง มันก็ถูกต้อง, นี่อีกสามรวมเป็นแปด, ว่าอีกทีก็ได้ : ถูกต้องทางความคิดเห็น, ถูกต้องทางความ ปรารถนา, ถูกต้องทางการพูดจา, ถูกต้องทางการงานที่กระทำ, ถูกต้องทางการ ดำรงชีวิต, ถูกต้องทางความพากเพียรพยายาม, ถูกต้องทางสติควบคุมความรู้สึก ตัว, ถูกต้องทางสมาธิ คือ กำลังใจอันเข้มแข็งมั่นคง; แปดถูกต้อง ๘ ถูกต้อง นี้แหละรอด เป็นอุบายสำหรับออกจากปัญหา ออกจากความทุกข์ ทุกชนิดทุกระดับ กล้าพูดอย่างนี้เลย. ตามหลักพระบาลีก็เป็นอย่างนั้น ว่าหนทางออกจากความทุกข์ หรือ ปัญหาใด ๆ ก็ตามชนิดไหนก็ตาม ต้องอาศัยธรรมะที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๔ นี้. ทีนี้เราก็จะ เอามาเป็นเครื่องสร้างสันติภาพ, เอาความถูกต้อง ๘ ประการนี้มาเป็นเครื่องสร้างสันติภาพ. ทีนี้ก็อยากจะแนะให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสความถูกต้องทางสติ ปัญญาก่อนเป็นเรื่องแรก , ถูกต้องทางความรู้ ความคิด ความเห็น, ถูกต้องทางความ ปรารถนา นี่เป็นเรื่องถูกต้องทางสติปัญญา, แล้วจึงตรัสเรื่องความถูกต้องทางศีล คือ วาจาถูกต้อง การงานถูกต้อง การดำรงชีพถูกต้อง, แล้วจึงตรัสความถูกต้องทางจิต คือ ทางความพากเพียร ความมีสติ และความมีสมาธิ. ดูให้ดีในข้อที่ว่าท่านตรัสปัญญาก่อน แล้วจึงตรัสศีล แล้วจึงตรัสสมาธิ, ตามธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น บรรดาสิ่งที่มีชีวิต ทั้งหลาย อย่าว่าแต่คนเลย, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็เถอะ มันจะทำอะไรมัน ต้องมีความรู้
น.167 เสียก่อนว่ามันจะทำอะไร แล้วมันจึงจะกระทำได้, ไม่เช่นนั้นมันทำไม่ได้หรือทำไม่ ถูก, มันต้องมีความรู้ในสิ่งที่จะกระทำ แล้วมันจึงกระทำ, แล้วกระทำทั้งทางกาย กระทำ ทั้งทางจิต. นี่เราจะต้องถือหลักอย่างนี้เป็นหลักสำคัญว่า ให้มีความถูกต้องทางสติ- ปัญญาก่อน; ดังนั้นในการบรรยายตอนแรกนี้ ก็จะพูดถึงความถูกต้องทางสติ ปัญญา คือถูกต้องทางความคิดเห็น, และ ถูกต้องทางความปรารถนา. ถูกต้อง ทางความคิดเห็น นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ, ถูกต้องทางความปรารถนา เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ; สองอย่างนี้เป็นความถูกต้องทางสติปัญญา, เป็นกลุ่มแรกที่ตรัส ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็จะถือตามหลักนี้ ก็จะพูดไปตามลำดับ. พูดถึงสัมมาทิฏฐิและ พูดถึงสมมาสังกัปปะ เป็นความถูกต้องทางสติปัญญาสองอย่างกันก่อน. สัมมาทิฏฐิเกี่ยวกับสันติภาพ. เอาละ, อาตมาก็จะบรรยายเรื่องความถูกต้องทางทิฏฐิ เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ. เมื่อกล่าวโดยหลัก สัมมาทิฏฐิจะต้องคิดเห็นในเรื่องอะไร ? ตามหลักโดยตรงก็ในเรื่อง ของความทุกข์ ในเรื่องของ เหตุให้เกิดความทุกข์ ในเรื่องของ ความดับสนิทแห่ง ความทุกข์ ในเรื่องของ หนทางให้ถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ , ที่รู้จักกันว่าเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ นั่นแหละ. ถ้าพูดอย่าง เรื่องของเรา ในปัจจุบันนี้ ก็ ว่ารู้จักวิกฤตการณ์ รู้จักเหตุ แห่งวิกฤตการณ์, รู้จัก ความดับ แห่งวิกฤตการณ์, รู้จัก ทางให้ถึงความดับ แห่งวิกฤตการณ์, หรือจะเรียกว่ารู้จักสิ่งนั้น แล้วรู้จักเหตุแห่งสิ่งนั้น แล้ว รู้จักสิ่งตรง กันข้ามจากสิ่งนั้น, แล้วรู้จัก เหตุแห่งสิ่งตรงกันข้าม ก็ได้, หรือจะว่า รู้จักสิ่งนั้น แล้ว รู้จักเหตุแห่งสิ่งนั้น แล้ว รู้จักความดับแห่งสิ่งนั้น, แล้วรู้จัก หนทางที่จะถึง ความดับแห่งสิ่งนั้น อย่างนี้ก็ได้ พูดเป็นภาษาตรรกะ logic สักหน่อยก็ว่า รู้ว่า สิ่งนั้น
น.168 คืออะไร นี่เป็นข้อแรก, รู้ว่า สิ่งนั้นมาจากอะไร, แล้วก็รู้ว่า สิ่งนั้นมันเพื่ออะไรกัน, และก็รู้ว่า ทำอย่างไรทำอย่างไรโดยวิธีใด นี่เป็นหลักทั่วไปใช้ได้กับทุกเรื่องทุกสิ่งในโลกนี้ คือรู้ว่าว่ามันคืออะไร, มาจากอะไร, มันเพื่ออะไร, แล้วมันโดยวิธีใด, นี่เรียกว่า ‘หลัก อริยสัจจ์ ๔. ทีนี้ก็มาดูเกี่ยวสันติภาพ, มันก็จะเกี่ยวกับสันติภาพ มีสัมมาทิฏฐิ ความ คิดเห็นอันถูกต้องเกี่ยวกับสันติภาพ มันก็รู้ว่า สันติภาพคืออะไร, สันติภาพมาจาก อะไร, สิ่งตรงกันข้ามคืออะไร, เหตุของมันคืออะไร , อย่างนี้ก็ได้ หรือจะรู้จัก ว่าวิกฤตการณ์คืออะไร, เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์คืออะไร, ความดับแห่งวิกฤตการณ์คืออะไร , ทางให้ถึงความดับแห่งวิกฤตการณ์คืออะไร, อย่างนี้ก็ยังได้ . สันติภาพขึ้นอยู่กับศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เราจะต้องดูไปตามที่มันมีปรากฏอยู่จริง ๆ ในเหตุการณ์ปัจจุบัน เกี่ยว กับเรื่องนี้ สัมมาทิฏฐิ - ความคิดเห็นอันถูกต้องเรื่องสันติภาพนั้น เราจะไล่ไปตาม ลำดับว่า มอะไรบ้าง เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้อง ว่าสันติภาพ มันขึ้นอยู่กับความมีศีลธรรม, ถ้ามันมีศีลธรรมมันก็มีสันติภาพ. ความสมบูรณ์ของ ศีลธรรมมีอย่างไร ก็คือเรียนรู้เรื่องศีลธรรม ปฏิบัติศีลธรรม ได้รับผลแห่งการ ปฏิบัติศีลธรรม, แล้วก็สั่งสอนเผยแพร่บอกต่อ ๆ กันไป ในเรื่องของศีลธรรม, ก็มี ความรู้ลึกลงไปถึงเรื่องของสัญชาตญาณ ว่าสัญชาตญาณโดยธรรมชาติ โดยพื้นฐาน นั้น มัน พัฒนาให้เป็นโพธิ คือความรู้อันถูกต้องขึ้นมาได้. ถ้าไม่พัฒนาให้เป็นโพธิ มันก็จะต้องเป็นกิเลส แล้วมันก็ จะเกิดความเลวร้ายขึ้นมาอย่างมหาศาล . สัมมา-
น.169 ทิฏฐิรู้ต่อไปว่า เราชาวโลกทั้งหลายนี้ มันไม่รู้เรื่องนี้ ก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม, โลก นี้มันจึงอยู่ในสภาพที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง หรือการกระทำอันถูกต้อง, นี่เป็นสิ่งที่ ต้องรู้. และยังจะต้องรู้ว่า ชีวิตของคนเราแต่ละคนนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องทางวัตถุ อย่างเดียว, ไม่ใช่ว่ามันอยู่ได้ด้วยวัตถุอย่างเดียวได้ หรือถ้ามีความสมบูรณ์ด้วยวัตถุแล้ว มันจะหมดปัญหา มันไม่ใช่อย่างนั้น, มันยังมีเรื่องทางจิตอีกเรื่องหนึ่งด้วย. พวกลัทธิ วัตถุนิยม เขาก็ไม่ยอมรับเรื่องจิต เขาว่ามีแต่เรื่องวัตถุ ทำวัตถุให้ดีแล้วทุกอย่างมันก็ จะดีเอง ; อย่างนี้เราก็ยอมรับไม่ได้. เรา ยังจะต้องรู้ว่า พวกเราในปัจจุบันนี้รู้เรื่อง ทางจิตน้อย , คนเราในโลกปัจจุบันนี้ รู้เรื่องทางจิตน้อย, รู้แต่เรื่องวัตถุจนหลงใหลใน วัตถุ, เป็นทาสของวัตถุติดเสียงอมแงม เหมือนกับติดยาเสพติด, ติดในเรื่องทางวัตถุ มันก็เลยควบคุมได้ยาก จนหมดกำลังใจ. และยังจะต้องรู้ต่อไปว่า จิตนี่เป็นทาสของ กิเลสเสียแล้ว มันควบคุมยาก, มันก็หาเหยื่อได้ง่าย. จิตฝ่ายกิเลส ญาณฝ่ายกิเลสคือ ญาณผิด ๆ ฝ่ายกิเลสนั้น มันหาเหยื่อของมันได้ง่าย เพราะมันเต็มไปด้วยเหยื่อ, ในโลกนี้ มันเต็มไปด้วยเหยื่อของกิเลส. จิตฝ่ายโพธิมันหาเหยื่อหาเหตุปัจจัยได้น้อยต้องพัฒนากัน มาก ต้องกระทำด้วยความยากลำบาก แล้วคนก็ไม่ค่อยสมัครจะทำ; หมายความว่าถ้าจะ ควบคุมกิเลส มันต้องตั้งหน้าตั้งตาทำด้วยความยากลำบาก. แต่ถ้าจะปล่อยไปตามกิเลส แล้วมันง่ายเหลือเกิน, มันสะดวกดาย มันสนุกสนานอร่อยเพลิดเพลิน, สัญชาตญาณ ฝ่ายกิเลสมันได้เปรียบอยู่อย่างนี้ เราต้องรู้ทัน. ถ้าจะให้ดีลึกซึ้งถึงรากฐานอันลึกซึ้ง จะต้องรู้เรื่องธรรมะ ๔ ความหมาย ; ธรรมะ ๔ ความหมาย คือรู้ว่าธรรมชาติ เป็นอย่างไร, กฎของธรรมชาติ เป็น อย่างไร, หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ เป็นอย่างไร, แล้ว ผลจากหน้าที่ นั้นเป็นอย่างไร , รู้ละเอียดชัดแจ้งไปจากภายในตัวเราเลย. ในตัวเราคนเดียวนี้ มัน
น.170 มีตัวธรรมชาติ คือร่างกาย หรือส่วนประกอบของร่างกาย, แล้ว มีกฎของธรรมชาติ ที่บังคับให้ส่วนประกอบของร่างกายเป็นไปตามนั้น ทำผิดทำถูกก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ ให้ถูก, แล้วก็ มีผลเป็นความสงบสุข นี่เรียกว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เราจะ ต้องบริหารร่างกาย ถ้าบริหารถูก ก็ได้รับความสุขทางกาย, ถ้าบริหารผิดก็ได้รับ ความทุกข์ ทางกาย ; นี่ธรรมชาติ ๔ ความหมายในตัวเราแท้ ๆ. ทีนี้ นอกตัวเราทั่วไป ทั้งโลกก็เหมือนกัน มีเรื่องธรรมชาติ เป็นอย่างนั้น, มีกฎของธรรมชาติ ควบคุม โลกนี้อยู่, มีหน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้จะต้องทำ, ทำหน้าที่ให้ถูกต้องแล้ว ก็มีอยู่, ถ้าทำถูกต้องก็ได้รับผลดี, ทำไม่ถูกต้องก็ได้รับผลร้าย; ถ้ารู้เรื่องธรรมชาติ ๔ ความหมาย อย่างนี้แล้ว มัน มีสัมมาทิฏฐิได้โดยง่าย. ทีนี้ ปัญหา ยุ่งยากลำบากมัน ตรงที่ว่าฝ่ายผิดมันมีเสน่ห์, ฝ่ายผิดฝ่าย เลวร้าย ฝ่ายวิกฤตการณ์ทั้งหลาย มันมีเสน่ห์ยั่วยวน คนจึงหลงเห็นเป็นของดี แล้วก็หลง กันใหญ่ จนหลงรักความผิดความพลาด หลงรักวิกฤตการณ์นั้นไปเสียเลย, อย่างดีก็เห็น เป็นธรรมดา มันอย่างนั้นเองไม่มี โทษร้ายอะไร ก็ทำไปตามสบาย สนองกิเลสไปตามความ สบาย, วิกฤตการณ์ เหล่านี้ มัน มีมูลมาจากไม่มีศีลธรรม, ไม่มีศีลธรรม. ความไม่มีศีลธรรมนี้มันมาจากอะไร ? มันก็ มาจากความไม่รู้จักศีลธรรม, ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม. บางคน อาจจะคิด รู้สึกว่า ศีลธรรมไม่มีในโลก และ ไม่ต้องมีในโลกอย่างนี้ก็ได้, มันจึงเหยียบย่ำสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมโดยรู้ตัวอยู่ก็มี โดยไม่ รู้ตัวอยู่ก็มี. คนประพฤติผิดต่อศีลธรรม โดยที่ไม่รู้เรื่องศีลธรรม นี้เรียกว่าไม่รู้ตัว ; ถ้าว่ารู้ว่าศีลธรรมเป็นอย่างนี้ยังฝืนกระทำอีก ก็เรียกว่าเหยียบย่ำศีลธรรม ทั้งที่รู้ อยู่, เหยียบย่ำศีลธรรมเพราะไม่มีหิริและโอตตัปปะ ความละอายต่อบาป ความกลัว ต่อบาป, นี่เรียกว่าหิริและโอตตัปปะ, ถ้ามันไม่มีแล้วมันก็เหยียบย่ำศีลธรรม. ดูเถอะ
น.171 ทุกคนไม่ว่ากรณีไหนที่ ละเมิดศีลธรรม ก็เพราะความไม่มีหิริและโอตตัปปะ . ถ้ามัน มีความละอายมีความกลัวต่อความไม่มีศีลธรรม มันก็ทำไม่ได้, มันก็ไม่กล้าทำ. ทุกศาสนาก็มุ่งจะกำจัดความเห็นแก่ตัวของทุกคนในโลก ; แต่คน ทุกคนในโลกไม่มีหิริไม่มีโอตตัปปะ ศาสนาก็ช่วยอะไรไม่ได้; เพราะคนไม่มีหิริ ไม่มี โอตตัปปะ. ศาสนาจึงยังต้องมีหน้าที่ที่จะสอนคน อบรมคนให้มีหิริและโอตตัปปะ มันก็ยังทำไม่ได้อยู่นั่นเอง. เดี๋ยวนี้มันก็มีแต่ตัวหนังสือที่พูดกัน มันก็ไม่มีการกระทำแท้ จริง, ที่ทำให้คนมีหิริและโอตตัปปะ ก็ เลยมีแต่คนที่เห็นแก่ตัว. ถ้าคนมีหิริโอตตัปปะ แม้จะมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น มันก็บังคับไว้ ไม่ให้ทำ, ความไม่เห็นแก่ตัวนี้ มันก็มีผล โดยอัตโนมัติ คือรักผู้อื่นได้ ; ที่เรารักผู้อื่นไม่ได้ ก็เพราะเราเห็นแก่ตัว. พอเรา ไม่เห็นแก่ตัว เราก็รักผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติ, การเบียดเบียนมันก็ไม่มี. ให้ทุกคนรักกันได้, ไม่เห็นแก่ตัว. ยังจะต้องรู้ต่อไปถึงข้อที่ว่า เราจะต้องมีระบบที่ให้ทุกคนรักกันได้ โดยไม่มีความเห็นแก่ตัว : ให้คนที่เข้มแข็ง แข็งแรงร่ำรวยกว่า รักคนอ่อนแอ คนยากจน จนคนไม่มีกำลัง, แล้วก็ช่วยเขาให้อยู่เป็นผาสุกได้ โดยร่วมมือกันทำ ประโยชน์ แล้วก็ แบ่งประโยชน์ให้ เต็มที่ตามสบาย, แต่ไม่ใช่ให้หมด จะเล่าเรื่องเศรษฐี, เศรษฐีครั้งพุทธกาล, คำว่า เศรษฐีครั้งพุทธกาล. นั้น ก็ต้องมีบ่าวไพร่บริวาร หรือคนยากจนเป็นบริวารอยู่มาก ; แต่ เขารักเหมือนกับลูกหลาน เขาก็ให้ทำงานทำอะไรร่วมกัน, แม้แต่เศรษฐีก็ทำงานร่วมกัน, ทุกคนทำงานร่วมกัน, ทำนาทำอะไรก็แล้วแต่. เมื่อได้ผลมาเขาก็แบ่งให้จนพอกินพอใช้ สบายเลยบริวารนั้น ,
น.172 แล้วมีเงินเหลือ ตั้งไว้สำหรับจะช่วยเหลือสังคม เรียกกันง่ายๆ ว่า ตั้งโรงทาน ; ถ้าเป็น เศรษฐีต้องมีโรงทาน, ถ้าไม่มีโรงทานไม่ใช่เศรษฐีแล้ว. เศรษฐีอยู่กับคนบริวารคน ยากจนที่เรียกว่าทุพพลภาพอะไร ; ‘แต่ก็ยังอยู่กันได้ รวมกันทำงานได้, ทำงานได้ผล งานมามากแล้ว เฉลี่ยให้เต็มตามควรแล้ว มันยังเหลืออยู่อีก นี่จึงเอามา ตั้งโรงทาน เพื่อช่วยเหลือคนทั้งหลาย, ช่วยเหลือศาสนา ช่วยเหลือบ้านเมือง ช่วยเหลือ อะไร. คำว่าโรงทาน ๆ มันกลายเป็นสมบัติอันหนึ่งของเศรษฐี ไม่ใช่เรื่องที่แกล้งทำ สำหรับว่าจะได้เป็นเศรษฐี. แต่เขาทำด้วยความสมัครใจ ที่เห็นว่าเป็นสมบัติอันหนึ่งของ เรา มันไม่ไปไหนเสีย ก็เลยเอาโรงทาน, ชูความมี โรงทานมากๆ เป็นทรัพย์สมบัติ แล้วหาเงินสะสมซ่อนไว้ฝั่งไว้อะไรก็ตาม เพื่อจะหล่อเลี้ยงโรงทานอย่าให้ต้องเลิก. ที่ว่า เศรษฐีฝั่งทรัพย์ ฝั่งทรัพย์นั้น ฝั่งไว้เพื่อจะหล่อเลี้ยงโรงทานของตน อย่าให้เลิกล้มได้, อย่างนี้เขาเรียกว่าเศรษฐี. . ถ้าไม่อย่างนี้ไม่ใช่เศรษฐีที่ถูกต้อง เป็นเศรษฐีปลอม ; เหมือนกับพวกนายทุนทั้งหลาย มันก็มีแต่จะดูดทรัพย์ เอาประโยชน์ของผู้อื่น แม้ของคน ยากจน เอามาเป็นของตัว ; อย่างนี้เขาไม่เรียกเศรษฐี ; แม้จะร่ำรวยมหาศาล อย่างไรก็ ไม่เรียกเศรษฐี ก็เรียกว่านายทุนอย่างที่เรียกกันอยู่ทุกวันนี้, มันก็ถูกต้องแล้ว. ฉะนั้น รู้จักคำว่าเศรษฐีกับคำว่านายทุนนั้น มันคนละคำ, มันต่างกันอย่างตรงกันข้าม. ถ้า เป็นเศรษฐีต้องรักเพื่อนมนุษย์อย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เอาเปรียบไม่ได้, ขูดรีดไม่ได้. ถ้าเป็นนายทุนเขาก็เอาได้ทุกอย่างมันต่างกันอย่างนี้. ฉะนั้น เราก็ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิ เห็นแจ้งโดยประจักษ์ว่า" ในโลกนี้ ต้องมีระบบเรียกว่าธัมมิกสังคมนิยม นิยมความอยู่รอดของสังคม แล้วก็ประกอบ ไปด้วยธรรม คือไม่เอาเปรียบ. คนมีกำลังไม่เอาเปรียบคนไม่มีกำลัง ทำให้เกิด ความรักกันได้ ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน, สำนวนทางศาสนาเขาเรียกว่า ให้ สิงโต เล่นหัวกันได้กับลูกแกะ ; คนก็คงจะหัวเราะเยาะให้สิงโตเล่นหัวกันได้กับลูกแกะ. หรือจะ
น.173 พูดให้ใกล้ชิดเข้ามาว่า ให้ แมวเล่นหัวกันได้กับหนู , มันก็เป็นคำพูดที่ประหลาดอยู่เหมือน กัน ; แต่ถ้าธรรมะมันเป็นไปถึงที่สุดได้แล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่หลงใหลติดอยู่ในของคู่ เดี๋ยวนี้คนเห็นแก่ตัว เพราะลุ่มหลงในความเพลิดเพลินอันหลอกลวง, หลงใหลมาอย่างลึกซึ้ง หลงใหลในสิ่งที่น่าหลงใหล ความมั่งมี ความร่ำรวย ความสนุก สนาน ความอะไรต่าง ๆ แล้วที่หลงใหลลึกซึ้ง, หลงใหลลึกซึ้งอย่างยิ่ง ก็คือ หลงใหลใน สิ่งที่เป็นคู่ เป็นคู่ ๆ : เป็นคู่สำหรับรักอย่างหนึ่งสำหรับเกลียดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า เป็นคู่ ๆ เราหลงใหลฝ่ายหนึ่งสำหรับอย่างหนึ่ง แล้วหลงใหลอีกฝ่ายหนึ่งสำหรับอีกอย่าง หนึ่ง. อย่างนี้น่ารักน่าพอใจก็หลงใหลไปสำหรับจะรัก พอใจ, ฝ่ายนี้ ไม่น่ารักน่าพอใจก็ หลงใหลไปสำหรับจะเกลียดจะโกรธ, มันแปลกดีไหมที่เรียกว่าความหลงใหลด้วยเหมือนกัน หลงใหลไปโกรธ หลงใหลไปกลัว หลงใหลไปอะไร ของที่ตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ เขาไม่ รู้จักอย่างถูกต้อง ก็ต้องมีความหลงใหลทั้งสองอย่างแหละ สำหรับจะเกลียดฝ่ายหนึ่ง, สำหรับจะรักฝ่ายหนึ่ง, เลยไม่ได้มีความสงบสุข ไม่รู้ว่า ความติดอยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ของสิ่งที่เป็นคู่นั่นแหละ คือความยุ่งเหยิงระส่ำระสาย วิกฤตการณ์ เลวร้าย. ถ้าสติปัญญา ละเอียดอ่อน สติปัญญาละเอียดอ่อนถึงขั้นเรียกว่า ปรมัตถ. ธรรม โลกุตตรธรรมแล้ว มันก็จะเป็นถึงกับว่า ไม่หลงใหลความดี ไม่หลงใหล ความชั่ว. พูดอย่างนี้คนในสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ เพราะว่าเขาสอนให้บูชาความดี ให้สร้างความดี ให้หลงใหลความดี, แต่ถ้ามีสติปัญญาลึกซึ้งพอ ก็ว่าไม่-ไม่, ความดี มันก็ยุ่งไปแบบหนึ่ง, ความชั่วมันก็ยุ่งไปอีกแบบหนึ่ง. ทั้งความชั่วและความดียัง มิใช่ความสงบ ; แม้ความสุขและความทุกข์ก็ยังมิใช่ความสงบ, ความสุขก็วุ่นวายไปตาม
น.174 แบบความสุข สนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน ดูเถอะมันไม่ใช่ความสงบ, แม้ความ ทุกข์ก็มิใช่ความสงบ, ทั้งความทุกข์และทั้งความสุขยังมิใช่ความสงบ จึงเรียกว่าทั้งดีและ ทั้งชั่วก็ยังมิใช่ความสงบ ทั้งสุขและทุกข์ก็ยังมิใช่ความสงบ. ต้องเรียกว่า ว่างจากสิ่ง ทั้งสองนั้น จะเรียกว่าอยู่ตรงกลางก็ได้, หรือจะเรียกว่าอยู่พ้นไปเสียข้างบนก็ได้ แต่มันไม่เกี่ยวกับสิ่งทั้งสองนั้น นี่เป็นเรื่องที่มันลึก ที่ว่ามนุษย์ติดอยู่อย่างลึกซึ้ง ติดอยู่ในความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ถ้าจะ นับก็หลายสิบคู่ : ดีชั่ว, บุญบาป, สุขทุกข์, ได้หรือเสีย, แพ้หรือชนะ, ได้เปรียบ เสียเปรียบ, เป็นคู่ ๆ นึกเอาเองก็ได้, กระทั่งว่าเป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย, กระทั่งว่าเป็นผู้ แพ้เป็นผู้ชนะ เป็นคู่ ๆ นึกเอาเถอะ. แต่ละคู่ มันยุ่งทั้งนั้นแหละ คือ สำหรับจะเกลียด อย่างหนึ่ง และ สำหรับจะรักอย่างหนึ่ง, ก็ยุ่ง. ฉะนั้น เราไม่หลงติดในความหมายของ สิ่งที่เป็นคู่ ๆ ; นั้นแหละคือความหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์, หลุดพ้นออกไปเป็นพระ อรหันต์ มันไม่ติดอยู่ในความผูกพันของสิ่งที่เป็นคู่, ความหมายอิทธิพลของสิ่งที่เป็นคู่ มันไม่ผูกพันได้, ท่านหลุดออกไปได้ เรียกว่าหลุดพ้นเป็นวิมุติ. เดี๋ยวนี้ยังอยู่เป็นคน ธรรมดา มันก็ติดพันอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นคู่ ที่มันน่ารักมันผูกพันให้รัก, ที่มันน่าโกรธมันก็ ผูกพันให้โกรธ, ที่มันน่าเกลียดก็ผูกพันให้เกลียด, ที่มันน่ากลัวก็ผูกพันให้กลัว, ให้เกิด ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์อะไรได้ทั้งนั้น. ถ้าว่าฉลาดมีสัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิจริง ๆ แล้ว มันไม่ถูกผูกพันอยู่ด้วยของเป็นคู่ เพราะมันรู้จักความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ๆ; นี่ เรียกว่าอิสรภาพเสรีภาพอันแท้จริงในทางจิตใจ ก็เลยไม่มีความทุกข์. มีคำบาลียืนยันว่า มีสัมมาทิฏฐิแล้วก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง -สมมา ทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจฺคุ เป็นคำกลอน สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สัพพัง ทุกขัง อุบัจจะคุง - มีสัมมาทิฏฐิอย่างดีอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง. ถ้าว่ารู้จักสิ่งทั้งปวง มันก็จะรู้จักลึกจนถึงไม่เป็นคู่ ไม่เป็นคู่ ไม่เกิดความหมายแตกแยก
น.175 เป็นคู่, อะไรเป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น, มันก็มีความเป็นอย่างนั้น มีความเป็นอย่าง นั้น มีความเป็นอย่างนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยติดต่อกันเป็นสาย. แต่แล้ว มนุษย์ก็บัญญัติ เอาตามชอบใจ ตรงไหนน่ารักน่าพอใจก็บัญญัติว่าดี, ตรงไหนไม่น่ารักไม่น่าพอใจก็ บัญญัติว่าไม่ดี, ดีหรือไม่ดีตามแบบนี้มันของคนธรรมดา. ถ้าว่าที่ จริงแล้วมันไม่มีดีหรือ มันไม่มีไม่ดี, มันมีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. อย่าไปแยกเป็นดีเป็นไม่ดี มัน ก็ไม่มีปัญหาอะไร, พอไปแยกเป็นดีเป็นไม่ดี มันก็มีปัญหาขึ้นมา, เราก็เลยเดือดร้อน ต้องต่อสู้ ต้องดิ้นรน ต้องขจัดปัญหา. ขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วมันไม่มีความสงบสุข มันบีบคั้นรอบด้าน บีบคั้นทุกชั้นทุกระดับ, รู้ความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งต่าง ๆ มัน เป็นเช่นนั้นเอง, อย่าไปแยกให้เป็นของคู่ ปัญหามันก็ไม่มี, คือไม่ต้องมีเรื่องที่จะรัก ไม่ต้องมีเรื่องที่จะเกลียด ไม่มีเรื่องที่จะต้องยินดี ไม่มีเรื่องที่จะต้องยินร้าย, มันก็เป็น เช่นนั้นเองไปหมด ; จะทำอะไรก็ทำไปโดยไม่ต้องยินดียินร้าย มันก็ได้ผล แล้ว มันก็สบายดี ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน นี่เรียกว่าไม่ยึดมั่นในสิ่งใด ว่าน่ารักหรือไม่น่ารัก, น่าเกลียดหรือไม่น่าเกลียด, น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว, ไม่เป็นคู่ ๆ นั่นแหละคือความไม่ ยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชา, นั่นแหละคือสันติภาพยิ่งกว่าสันติภาพ, สันติภาพสูงสุด, สันติภาพยิ่งกว่าสันติภาพ : ไม่ไปหลงยึดมั่นในสิ่งใด โดยความหมายเป็นคู่ ๆ; ถ้า น่ารักก็มีปัญหาไปอย่างหนึ่ง, ไม่น่ารักก็มีปัญหาไปอีกอย่างหนึ่ง ; ทุกคู่มันจะมีปัญหา ทั้งนั้น. คนโบราณเขาพูดกันไว้ แต่คราวไหนก็ไม่ทราบ อาตมาได้ยินก็จำไว้ต่อ ๆ ว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปปรีย์ ไม่ค่อยจะกล้าพูดนักดอกคำนี้ กลัวคนจะเข้าใจผิด, เพราะเขา สอนคนให้ทำดีให้หวังดีกันทั้งนั้น. แล้ว เรามาพูดว่าทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปปรีย์ มันก็ ถูกด่า, ถูกด่าโดยคนที่ฟังไม่ถูก ฟังไม่ออก, แล้วก็เคยถูกด่ามาแล้ว. แต่ก็ยังพูด เพราะ มันเป็นความจริง ; ถ้าไปหลงดีบ้าดี มันก็ยุ่งไปแบบบ้าดี, ถ้าไปหลงชั่วบ้าชั่ว มันก็ยุ่ง
น.176 ไปตามแบบบ้าชั่ว, ทั้งชั่วทั้งดีมันจึงไม่น่ารัก, ทั้งชั่วทั้งดีไม่ใช่สิ่งที่น่ารัก, ไปยึดถือเข้า แล้วมันกัดเอาทั้งนั้น. ทั้งชั่วทั้งดีไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันกัดเอาทั้งนั้น ; นี่เรียก ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ โดยความหมายเป็นคู่ ๆ. ถ้าน่ารัก มันก็รัก เมื่อความรักเป็นไปมากเข้า มัน ก็เกิดตัวตนซึ่งเป็น ผู้รัก มันมีตัวตนเป็นผู้รัก มันก็ยุ่งแล้วมันก็ทรมาน : ถ้าว่า น่าเกลียด ก็เกลียด - เกลียด เกลียด - เกลียด, รู้สึกเกลียดมากเข้า มันก็ เกิดรู้สึกเป็นตัวตนผู้เกลียด ตัวกูผู้เกลียด, ก็ยุ่ง ยุ่งไปตามแบบเกลียด ยินดีก็ตามยินร้ายก็ตาม เป็นเรื่องยุ่งเป็นเรื่องไม่ใช่ความสงบ ถ้าต้องการความสงบก็อย่าไปทำให้มันเป็นเรื่องที่ยินดีหรือยินร้าย ; น่ารักหรือน่าเกลียด ไม่ - ไม่ - ไม่ - เป็นคู่อย่างใดหมด, เป็นเช่นนั้นเองเสมอกันหมด. ความได้ก็เช่นนั้นเอง, ความสูญเสียก็เช่นนั้นเอง, ความแพ้ก็เช่นนั้นเอง, ความรักก็เช่น นั้นเอง, จะไปเป็นทุกข์กับมันทำไม, มีแต่ว่าจะต้องทำอย่างไร ก็ทำไปซิ, ทำไปซิ ทำไป ให้มันถูกกับเรื่องกับราว, ไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่เรียกว่า หลุดออกมาเสียได้จากปัญหา ทั้งปวง. ทั้งหมดนี้เราจะ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ, รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยนัย ต่าง ๆ นานา หลายอย่างหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นี้เป็นเรื่องที่หนึ่ง สัมมาทิฏฐิ - ความถูกต้องทางสติปัญญาข้อแรก จะทำให้เกิดสันติภาพ. ทีนี้ ก็ต้องขอโอกาสพูดข้อที่สอง เพราะได้บอกไปแล้วว่าจะพูดเรื่อง ความ ถูกต้องสองอย่างทางสติปัญญา แม้เวลามันจะเกินไปบ้าง ก็คงจะไม่เป็นไร.
น.177 สัมมาสังกัปปะ -ความต้องการถูกต้อง. ความถูกต้องของความต้องการนี้เป็นความถูกต้อง ข้อที่สอง เรียกเป็น บาลีว่า สัมมาสังกัปปะ เขาก็แปลกันสำหรับสวดหรือสำหรับเรียนว่า ดำริชอบ ; สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ. ที่จริงคำว่าสังกัปปะนั้น มัน แปลว่า ความต้องการ ; ที่ว่าดำริคือดำริไปตามความต้องการ เป็นความต้องการอยู่ในตัวความดำริ. สัมมาสัง- กัปปะ แปลว่า ดำริชอบ เราจะต้องอาศัยหลักที่ท่านกล่าวไว้นี้เป็นหลัก, แล้วก็ศึกษา แล้วก็พิจารณา. ที่ว่า ดำริชอบ ต้องการขอบ ปรารถนาขอบ, โดยหลักคือปรารถนาออก จากกาม ความออกจากกาม, ปรารถนาความออกจากกาม , ปรารถนาความไม่ พยาบาท, ปรารถนาความไม่เบียดเบียน. แจกตามกิเลส ก็ได้ว่า ปรารถนาที่จะออก จากความร้ายกาจของราคะ, ปรารถนาจะออกจากความร้ายกาจของโทสะ, ปรารถนาจะออก จากความร้ายกาจของโมหะ, ดังนี้มันจะช่วยให้จำง่ายขึ้น. การออกจากกาม กามเป็นความ ร้ายกาจของราคะ ออกมาเสียจากความร้ายกาจของราคะ คือออกจากกาม. ความ พยาบาทเป็นความร้ายกาจของโทสะ, ออกมาเสียจากความร้ายกาจของโทสะ ก็คือไม่ พยาบาท, ออกมาจาก ความร้ายกาจของโมหะ คือความเบียดเบียน, ความเบียดเบียน ในที่นี้หมายถึงความโง่เป็นปัจจัย พยาบาทนั้นโทสะเป็นปัจจัย, เบียดเบียนนั้นโมหะเป็น ปัจจัย ; เพราะว่าการเบียดเบียนนั้นกระทำไปโดยไม่ได้โกรธไม่ได้แค้นก็ได้, ทำไปด้วย ความโง่ ทำไปโดยไม่รู้เท่าถึงการ มันก็เป็นความเบียดเบียนเหมือนกัน. เราปรารถนา จะทำแต่ในทางที่ถูกต้อง ; แต่เขาแจกให้เห็นชัดๆ ลงไปว่า ปรารถนาออกมาเสียจาก กาม คือความร้ายกาจของราคะ, ปรารถนาความไม่พยาบาท ซึ่งเป็นโทษของโทสะ.
น.178 ความร้ายกาจของโทสะ, ปรารถนา ออกมาเสียจากความเบียดเบียน เป็นความร้ายกาจ ของโมหะ. ความปรารถนาด้วยวิชชา - อวิชชา. ที่นี้มีความปรารถนา, ปรารถนา, ปรารถนานี้มันมี อยู่สองชนิด : ปรารถนา ด้วยอวิชชา ความโง่ก็ได้, ปรารถนาด้วยวิชชา ความรู้ที่ถูกต้องก็ได้ ถ้าปรารถนา ด้วยอวิชชา มันก็ผิดหมด, ปรารถนาด้วยวิชชามันก็ถูกหมด. เราไม่รู้จักปรารถนากันให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราเกิดมา ทำไม, เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม เราควรจะได้อะไร, เราก็เลยปรารถนาผิด ๆ ไปหมด โดย อัตโนมัติ เพราะความไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. ถ้าลองเรารู้อย่างถูกต้องว่าเกิดมาทำไมซิ, เราก็ เลือกปรารถนาแต่ที่มันถูกต้อง ให้ตรงตามความประสงค์ที่ว่าเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ เกิดมา ทำไม. เดี๋ยวนี้แม้แต่ว่าเกิดมาทำไมก็ยังไม่รู้ ฉะนั้นความปรารถนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันก็ ไม่ถูก; นี่มันก็เป็นความปรารถนาที่ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็เป็นปรารถนาด้วย ความไม่รู้ด้วยความโง่, มันก็ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้น-มากขึ้น - มากขึ้น. ถ้าเรารู้ ว่าอย่างใดถูกอย่างใดผิด เราก็ปรารถนาแต่ในทางถูก ความเห็นแก่ตัวมันก็เกิดไม่ได้, ความถูกต้องของความปรารถนา มันต้องเป็นความปรารถนาที่มีมูลมาจากวิชชา วิชชาคือ ความรู้อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, รู้อย่างถูกต้อง ; ถ้ามันเป็น ความต้องการด้วยอำนาจของวิชชา อย่างนี้ มัน ก็นำไปสู่สันติภาพ. สัญชาตญาณล้วน ๆ สัญชาตญาณของเด็กทารกแท้ ๆ มันยังไม่รู้เรื่อง สันติภาพไม่สันติภาพ, มันต้องการแต่จะมีชีวิต ต้องการแต่จะกินอาหาร มันก็ไม่เป็นไร.
น.179 แต่เดี๋ยวนี้พอควบคุมไม่ได้ มันกลายเป็นกิเลส; ตอนนี้มันก็เป็นปัญหาขึ้นมา จนมี ความรู้เป็นโพธิ, ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, มันจึงจะควบคุมให้ความต้องการนั้น เป็นไปอย่างถูกต้อง. คำพูดนี่เป็นปัญหา คือสร้างความยากลำบากในการที่จะเข้าใจ ภาษาไทยก็ดี ภาษาบาลีก็ดี, แม้แต่ภาษาอื่น ๆ ก็ดี มันมีความหมายที่ไม่ตรงกัน แม้ในภาษาเดียวกัน นั้น, คำพูดคำเดียวมีหลายความหมายก็มี ; เช่นว่าความต้องการ ต้องการอย่างนี้ ต้องการด้วยวิชชาก็มี, ต้องการด้วยอวิชชาก็มี ; ถ้าต้องการด้วยอวิชชาความโง่ ก็ เป็นกิเลส, เป็นความต้องการของกิเลส. ถ้าต้องการด้วยวิชชาความรู้จริง มันก็ เป็นความต้องการของสติปัญญา, มันก็แสวงหาไปแต่ในทางที่ถูกต้อง. ถ้าต้องการ ด้วยความโง่เรียกว่าตัณหา ก็ได้ เรียกว่า โลภะ ก็ได้, เรียกชื่ออีกหลายๆอย่าง. แต่คำว่า สังกัปปะ สังกัปปะนี้ควรจะถือว่าเป็นคำกลาง ให้ไว้เป็นกลาง ๆ, ถ้ามิจฉาสังกัปปะ ก็ ต้องการด้วยความโง่, ถ้าสัมมาสังกัปปะ ก็ต้องการด้วยความฉลาด. ความต้องการด้วยวิชชามันก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์, เทียบคู่กันก็ได้ว่าความ ต้องการด้วยอวิชชา มีโลภะ มีตัณหา มีราคะ มีอิจฉา เป็นต้น, นี่สัญชาตญาณสูงขึ้น มากลายเป็นกิเลสไปแล้ว. ทีนี้ต้องการด้วยวิชชาเป็นสังกัปปะ ปรารถนาที่ควรปรารถนา อริย-ปริเยสนา-แสวงหาอันประเสริฐ. คำว่า ฤๅษี อิสี-อิสี คำนี้แปลว่า ฤๅษี ฤๅษี ก็ ผู้แสวงหา แสวงหาด้วยปัญญาด้วยความรู้, แสวงหาสิ่งที่ควรปรารถนา, คเวสี สัมมัคเวสี แสวงหาสิ่งที่ถูกต้อง , นี้เรียกว่าแสวงหาเหมือนกัน. คำพูดคำนี้คือว่า ความต้องการ หรือการแสวงหานี้ มันแยกเป็นสองอย่างเสมอ ทำด้วยวิชชาหรือทำด้วยอวิชชา.
น.180 ความปรารถนาด้วยวิชชาเป็นไปเพื่อนิพพาน. ทีนี้ก็จะดูว่า คำ ๓ คำในหลักนั้นมันต้องการด้วยวิชชา, เนกขัมมสังกัปโป -ดำริออกจากกาม, อพยาปาทสังกัปโป -ดำริไม่พยาบาท, อวิหิงสาสังกัปโป -ดำริไม่ เบียดเบียน, นี้มีความหมายเป็นนิพพานทั้งนั้นแหละ . ถ้าว่ามันต้องการออกจากกาม หมดกามก็เป็นเรื่องนิพพาน, ไม่พยาบาท หมดความพยาบาท ก็เป็นนิพพาน, หมดความ เบียดเบียนมันก็เป็นนิพพาน, วิหิงสานี่เบียดเบียนตนเองก็ได้เบียดเบียนผู้อื่นก็ได้, หมด วิหิงสา ไม่เบียดเบียนเมื่อไร ก็มีความหมายของนิพพาน. ดังนั้นที่ถูกก็ ควรจะพูดได้ ว่า ๓ ประการนั้นเป็นความปรารถนาเพื่อนิพพาน : เนกขัมมสังกัปโป ออกจากกาม ก็เพื่อนิพพาน , อพยาปาทสังกัปโป ไม่พยาบาท ก็เพื่อนิพพาน, อวิหิงสาสังกัปโป- ไม่ เบียดเบียนก็เพื่อนิพพาน. ความปรารถนาที่ถูกต้อง มันจึงสรุปรวมลงที่ ปรารถนา ความดับแห่งทุกข์, หมดปัญหาสงบเย็นสนิท, เรียกว่าต้องการ - ต้องการ ; แต่ ต้องการ ด้วยวิชชา เลยมีผลดี ถ้าต้องการด้วยอวิชชา มันก็มีผลร้าย, มันมีความเห็นแก่ ตั วเป็นหลัก, มันโง่ยึดถือตัวตน เพราะมันไปแยก น่ารัก น่าเกลียด ยินดี ยินร้าย สำหรับจะต้องการ. ความต้องการที่ถูกต้องมันไม่มีกลิ่นไอของอวิชชา, มีกลิ่นไอของวิชชา. ความต้องการที่ไม่ถูกต้องมันมีกลิ่นไอของอวิชชา, ไม่มีกลิ่นไอของวิชชาเอาเสียเลย เดี๋ยวนี้เรามา รู้แล้วด้วยวิชชา จึงต้องการในทางที่ควรจะต้องการ : ออกมาเสียจาก กาม, ออกมาเสียจากความพยาบาท, ออกมาเสียจากการเบียดเบียน. เดี๋ยวนี้ในโลก ในโลกนี้มันไม่ต้องการอย่างนี้นี่, พิจารณาดูใคร่ครวญดูด้วย ตนเองว่าทั้งโลกเลยทั้งโลกเลย มีความต้องการอะไรกัน, มันไม่ได้ต้องการจะออกจากกาม,
น.181 ไม่ต้องการจะออกจากพยาบาท, ไม่ต้องการออกจากเบียดเบียน, ต้องการวัตถุที่เป็น กามมาสนองความใคร่, แล้วก็ ต้องการประทุษร้ายคู่ปรปักษ์ เพราะว่าเมื่อมันมี การทำอะไร มันก็ต้องมีคู่แข่งขันต่อสู้แย่งชิง ก็สร้างความไม่ชอบหรือความพยาบาท, แล้วมันก็ คิดที่จะเบียดเบียนศัตรูคู่ปรปักษ์. ในโลกนี้มันจึงเต็มไปด้วยความต้อง การที่เลวร้าย, หรือ มิจฉาสังกัปปะ ทั้ง ๓ ประการ เพราะไม่มีความรู้เรื่องสัมมา- ทิฏฐิ เช่นว่าไม่มีความรู้ว่าเกิดมาทำไม, เกิดมาเพื่อเบียดเบียน เพื่อหลงใหลอย่างนี้, ถ้ารู้ว่าเกิดมาทำไมอย่างถูกต้อง มันก็ไม่มีปัญหา. นี่ความต้องการของคนในโลกปัจจุบันโดยส่วนใหญ่, นี่พูดว่า โดยส่วนใหญ่ ยังไม่เป็นสัมมา ยังเป็นมิจฉาอยู่โดยไม่รู้สึกตัว , แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นมิจฉา แล้วก็ ไม่ได้รังเกียจ แล้วก็ ไม่ได้รังเกียจตัวเองด้วย, ทั้งที่ว่าเป็นมิจฉาอยู่มากอย่าง อยู่บางอย่าง มันมีแต่สิ่งที่ยั่วยุให้เป็นมิจฉา, มันก็เลยมีความไม่ถูกต้องเกิดมาเต็มโลก, ครอบงำโลกอยู่ ด้วยสิ่งที่เรียกว่ามิจฉา. ชาวโลกหรือ ทั้งโลกจะต้องมีความต้องการกันเสียใหม่ให้ถูก ต้อง ให้เป็นสัมมาสังกัปปะ, ให้มันถูกต้องไปตามสัมมาทิฏฐิ คือความรู้ความเห็น ความเข้าใจอันถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มีความนิยมตาม ๆ กันไปในทางที่ไม่ถูกต้อง, แล้วก็ไม่ มีใครติเตียนใคร ก็เลยนิยมกันไปอย่างไม่ถูกต้อง. ฉะนั้น สิ่งที่ไม่ถูกต้อง การกระทำ ที่ไม่ถูกต้อง มัน ยังมีเหลืออยู่มากในโลก, หรือเกือบจะเต็มไปทั้งโลก คือสิ่งที่ไม่ควร จะทำ มันยังมีอยู่ทั่ว ๆ โลก. แม้แต่ เรื่องปัจจัย ๔ อย่างนี้ มัน ก็เป็นมิจฉาไปเสียหมด; ไม่ได้ กินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย, กินเหยื่อ เพื่อความเอร็ดอร่อย, ไม่ได้ใช้เครื่องนุ่งห่ม เพียงเพื่อปกปิดร่างกาย แต่มันใช้เพื่อประกวดอวดกันล่อหลอกกัน, ไม่ได้ใช้บ้าน เรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย เพื่อความสะดวก แต่มันเพื่ออะไร คือเพื่อ แสวงหา สิ่งที่ต้องการ ด้วยกิเลส, แม้แต่หยูกยา เครื่องบำบัดโรค มัน ใช้ไปในทาง
น.182 ส่งเสริมกิเลส , ไม่ได้เป็นเรื่องรักษาโรคที่แท้จริงเสียเป็นส่วนมาก. นี่สรุปว่าอยาก จะมีชีวิตอยู่เพื่อกิเลส, เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส มันจึงเป็นเสียอย่างนี้ จะต้องมีความเข้าใจถูกต้อง, แล้วจึงจะมีความต้องการอันถูกต้อง, เพิ่มการศึกษาให้ครบ อย่าให้เป็นสุนัขหางด้วน ให้รู้ว่าเกิดมาทำไมโดยแท้จริง แล้วก็ ต้องการให้ถูกจุดหมายปลายทางอันนั้น, จนเห็นชัดว่ากิเลสนั้นเป็นเครื่องแผดเผา, เป็นเครื่องทิ่มตำ, เป็นเครื่องร้อยรัดหุ้มห่อ, อย่าไปเอากับมันเลย. รู้จักรังเกียจสิ่งชนิดนี้, รู้จักกิเลสให้ถูกต้อง, รู้จักลูกน้องของกิเลส คือนิวรณ์ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครรังเกียจ, ชนิดนี้ แม้แต่ กิเลสก็ไม่รังเกียจ, แล้วจะไปรังเกียจนิวรณ์ได้ อย่างไร. นิวรณ์มันอ่อนกว่า กันมาก, แต่ความจริงนั้นมันเป็นมูลเหตุให้จิตใจ เศร้าหมอง; เมื่อจิตใจเศร้าหมอง มันก็ คิดผิด เมื่อคิดผิดก็ ทำผิดพูดผิด. ฉะนั้น อย่ามีจิตใจประกอบอยู่ด้วยนิวรณ์ เกิดความหม่นหมองของจิตใจ : ความรู้สึกเอียงไปใน ทางกามารมณ์, ความรู้สึกเอียงไปในทางโกรธแค้น, ความที่จิตใจอ่อนกำลัง ความที่จิตใจ มันฟุ้งซ่าน, ความที่จิตใจมันไม่แน่นอน ไม่ถูกต้อง, ไม่ยุติในเรื่องที่ถูกต้องมันลังเล นี่ เรียกว่านิวรณ์ ทำให้มืดมัวแก่จิตใจ; เมื่อมันมืดมัวแล้ว ก็เดินไปไม่ถูกต้อง, มันก็ เป็นเหตุให้มีกิเลสยิ่งขึ้นไปยิ่งขึ้นไป จนถึงกับเสื่อมเสีย รู้จักความเลวร้ายของสิ่งเหล่านี้ , รู้จักวิกฤตการณ์ในโลก ที่มันเกิดมา จากสิ่งเหล่านี้ จนรู้สึกเกลียดชังวิกฤตการณ์เหล่านี้, เกลียดชังต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์
น.183 เหล่านี้, นั่ นแหละมันจึงจะเริ่มดำเนินไปอย่างถูกต้อง , จะก้าวขาไปสู่ความถูกต้อง, ให้เห็นว่าเกิดมานี้เพื่อนิพพาน. พูดอย่างนี้ก็เป็นคำพูดทำให้เขาหัวเราะเยาะ หรือบาง คนก็ค่า ที่พูดว่าเกิดมานี่เพื่อนิพพาน. แต่ ขอยืนยันว่ามันเป็นความจริงอย่างนั้น จุดหมายปลายทางของชีวิต คือนิพพาน. จุดหมายปลายทางของชีวิตทุกชีวิตก็คือ นิพพาน ; ถ้าไม่มีนิพพานมัน ก็ยังพลุ่งพล่านต่อไป, ถ้ามีนิพพานมันก็หยุดสงบลงทันที คือความเยือกเย็น เพราะไม่มี กิเลส ไม่มีการยึดมั่นด้วยเรื่องตัวกู-ของกู. มันหยุดเย็นลงทันที ชีวิตมีนิพพานเป็นจุด หมาย เป็นจุดจบ ; พอมาถึงนี่แล้วมันหยุด ถ้ามันยังมาไม่ถึงนี่มันยังไม่หยุด. ฉะนั้น ควรถือเสียได้เป็นหลักว่า นิพพานเป็นจุดหมายของชีวิต, หรือว่าเป็นจุด หมายของวิวัฒนาการ. ถ้าจะพูดกันทางวัตถุก็ได้ ทางวัตถุก็ได้, วิวัฒนาการไปเถิด ๆ พอมันมาถึงนิพพานแล้วมันก็หยุด. แต่ความจริงมันยังมีวิเศษ อยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งคนไม่รู้ ว่า ชีวิตหรือตัว วิวัฒนาการนี้มันไหลเอียงไปทางนิพพาน, ระวังให้ดี ; แม้บางคราวมันจะผิด จะผิด แต่แล้วก็สู้ไม่ได้ ความผิดมันต้องหยุดลงแล้วไหลไปทางที่ถูกอีก, มันจะไม่ผิดยิ่งขึ้นไป เพื่อว่าไปหยุดจบอยู่ที่ความผิด, ความผิดเป็นของเกิดใหม่ เป็นของบังเอิญเป็นขึ้นมาด้วย ความโง่ ; พอหมดเหตุหมดปัจจัย มันก็หยุดมันก็ดับ มันก็ไหลไปทางถูกต้องเอง. เปรียบเหมือนกับน้ำไหล, น้ำไหลจากที่สูงมันก็ต้องไปออกทะเล ; แต่ถ้าในระหว่าง นั้นมันมีอะไรเป็นเครื่องกั้น ทำนบบ้าง อะไรบ้าง มันก็กั้นอยู่นั่นแหละ, ในที่สุดมัน ก็ต้องดันออกไปจนได้. คือมันพังทะลายออกไปจนได้ มันจะไปหาที่ต่ำเสมอ.
น.184 ควรจะถือว่า ชีวิตหรือวิวัฒนาการของ ชีวิตนี้มันจะเอียง มันมีความเอียง ไปทางพระนิพพาน, เหมือนกับว่าแม่น้ำจะไหลไปตามความเอียงของแผ่นดิน, ไปสู่มหาสมุทรแล้วก็หยุดกันที่นั้น. ชีวิตนี้มันก็ต้องการความหยุด ต้องการความสงบ ดิ้นรนหาความหยุดหาความสงบ; แต่เดี๋ยวนี้มันมีความโง่ความไม่รู้เกิดเป็นครั้ง คราว, ก็มีสะดุดบ้างเป็นธรรมดา, มันก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา แต่ ขออย่าให้ผิดพลาดมากนานเกินไป, ให้การผิดพลาดนั้นสั่งสอนให้, หรือจะถือเอา ประโยชน์จากการผิดพลาด แล้วความผิดพลาดมันทำให้รู้จักความถูกต้องหรือความไม่ผิด พลาด. ความทุกข์เป็นสิ่งที่สอนให้รู้จักความไม่ทุกข์ ; เราควรจะขอบใจมันบ้างเรื่อง ความทุกข์หรือความผิดพลาดนั้น, มันมาสำหรับสอนให้รู้จักความถูกต้องหรือความไม่เป็น ทุกข์ มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ก็เพื่อให้ฉลาดสำหรับจะผ่านไป, มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นก็ เพื่อให้เราฉลาดสำหรับจะผ่านไป. เพราะฉะนั้นควรจะขอบใจว่า มันทำให้เราดีขึ้น ดีขึ้น, ให้วิวัฒนาการของเราไปในทางที่ถูกต้องเร็วขึ้น ขอให้มี สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่นำความต้องการของเรา ให้เป็นไปใน ทางที่ถูกต้อง อย่างนี้ มันก็จะหมดปัญหา, นี่เรียกว่าความถูกต้องทางความต้องการ เรียกว่ามีความถูกต้องของความรู้ความคิด ความเห็น ความเข้าใจแล้ว มันก็จะมีความถูก ต้องของความต้องการ ความปรารถนา, ต้องการที่จะเป็นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง. ในวันนี้เราพูดกันเพียงสองอย่าง คือความถูกต้องของทิฏฐิ เรียกว่า สัมมา ทิฏฐิ, ความถูกต้องของความต้องการ เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ. มีความถูกต้อง สอง ประการนี้แล้ว เรียกว่า มีความถูกต้องทางสติปัญญา, ต่อไปก็จะมีความถูกต้องทางกาย วาจาและทางจิต. การบรรยายนี้ก็พูดถึงเรื่อง เหตุแห่งสันติภาพ คือ ความถูกต้องทาง วัตถุ ทางกาย ทางจิต ทางสติปัญญา, มาเกี่ยวเนื่องกันกับความถูกต้องของความ ปรารถนา. เมื่อมีความถูกต้องในความจริงของสิ่งทั้งปวงแล้ว มันก็จะรู้จักปรารถนาให้
น.185 ถูกต้อง ; ดังนั้น สัมมาทิฏฐิก็เป็นปัจจัยให้เกิดความต้องการที่ถูกต้อง เราก็มีความถูก ต้องทั้งทางทิฏฐิและทั้งความต้องการ. พูดกันธรรมดาภาษาไทยง่าย ๆ ก็ว่า มีความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อที่ถูกต้องก่อน, แล้วเราก็จะมีความปรารถนาที่ถูกต้องไป ตามความถูกต้องของความคิดเห็นนั้น ๆ มันก็เป็นการเดินไป, เดินไปทางแห่ง พระนิพพาน หรือ ทางแห่งสันติภาพ. ทำความถูกต้องในหัวใจของมนุษย์เสียก่อน แล้วมนุษย์จะมีความถูก ต้อง, จะสร้างสันติภาพขึ้น มาในโลกได้ แล้วสันติภาพก็จะมีทุกอย่าง ครอบงำไปทั่ว ทั้งโลก หรือทุกๆ โลก. เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีความถูกต้องกันเสียอย่างนี้, แล้วก็ รู้ว่า ความถูกต้องทางความคิดเห็นและความต้องการนั้นจำเป็น จงตั้งเข็ม วางเข็ม จุดหมาย ให้ถูกต้องไปเสียตั้งแต่ตอนแรก ๆ มีความรู้ถูกต้อง ความต้องการถูกต้อง. นี้อาตมาก็ ขอร้องให้สนใจว่า เรามีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสันติภาพ ขึ้นในโลก ตามพระพุทธประสงค์ ; พูดอย่างนี้บางคนก็จะไม่เอาหรือไม่เห็นด้วย สร้างสันติภาพขึ้นเพื่อความสงบสุขของตนเอง คงจะเอา ; แต่ควรจะมีจิตใจไกลกว้างสูง ไปถึงว่าเพื่อคนทั้งโลก และก็เพื่อพระพุทธประสงค์ด้วยนั้น จะเป็นการดีกว่า. การบรรยาย เรื่องเหตุปัจจัยของสันติภาพในตอนแรก คือ ความถูกต้องสองอย่าง คือทิฏฐิและสังกัปปะ นี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอแสดงความหวังว่า จะได้นำไปพินิจพิจารณา, แล้วทำให้ เกิดมีขึ้นมาในตน สร้างสันติภาพส่วนบุคคล แล้วก็จะสร้างสันติภาพของโลกได้ เป็นแน่นอน. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระ- ธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติ ให้สำเร็จตามความประสงค์ ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไปในกาลบัดนี้.
Buddhadasa