Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๖ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาวาจา, กัมมันตะ, อาชีวะ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.186 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้นั้น อาตมาก็คงบรรยายในชุดที่ชื่อว่า สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ และ ไม่อาจจะเปลี่ยนหัวข้อเป็นอย่างอื่นได้, มีความจำเป็นที่จะต้องบรรยายเรื่องนี้ให้ต่อ ๆ กัน ไป จนกว่าจะจบ. ท่านทั้งหลายที่ไม่เคยฟังในตอนต้น ก็ฟังได้ในตอนที่กำลังกล่าวอยู่นี้ ในฐานะที่เป็นเรื่องจบอยู่ในตัวมันเองแต่ละตอน ๆ. [ทบทวน.] แต่จะขอทำความเข้าใจเป็นการเชื่อมความให้เนื่องกันว่า เราได้บรรยายด้วย ความมุ่งหมายจะวิพากษ์วิจารณ์โดยละเอียดลออ เกี่ยวกับสันติภาพของโลก. ใน ครั้งแรก ก็ได้ บรรยายถึง เหตุหรือเหตุผล ที่ทำให้ต้องบรรยาย เรื่องนี้. ครั้งต่อมาก็ได้ บรรยายถึง ๑๕๐

น.187 เรื่อง วิกฤตการณ์อันมีอยู่ในโลกนี้, ต่อมาก็บรรยายถึง เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ , ต่อมาก็ เรื่องสันติภาพ, ต่อมาก็เรื่อง เหตุให้เกิดสันติภาพ, ในครั้งที่แล้วได้ แ สดงเหตุของสันติภาพ หมวดเดียวคือ หมวดปัญญา อันว่าด้วยสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ส่วนในวันนี้ จะได้กล่าวถึง เหตุอันให้เกิดสันติภาพ ในหมวดถัดมา ซึ่งเรียกว่า ศีลมี ๓ หัวข้อ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน. ขอให้ ท่านผู้ฟังตั้งใจฟังให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งทั้ง ๓ เรื่อง. เราพูดกันถึงเรื่องปัญญาก่อน, นี่ตามหลักพระพุทธศาสนาแสดงอยู่ในเรื่อง อัฏฐังคิกมรรค คือ มรรคมีองค์ ๘ แสดงด้วยปัญญาก่อน คือสัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสัง- กัปปะ, แล้วจึงแสดง ด้วยเรื่อง ศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ, แล้วจึงทรงแสดงด้วยเรื่องสมาธิคือเรื่องสัมมาวายามะ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ. เดี๋ยวนี้ เราก็มาถึงหมวดศีล, หมวดบัญญาได้แสดงไปแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน. [เริ่มการแสดงครั้งนี้.] การบรรยายครั้งนี้จึงจะบรรยายด้วยเรื่องหมวดศีล มี ๓ หัวข้อด้วยกันดังที่ กล่าวแล้ว, เป็นการบรรยายในลักษณะที่ยืนยันว่า สันติภาพของโลกจะต้องกลับมา มิฉะนั้นก็วินาศกันหมด, และทางที่จะกลับมาได้คือ ทางอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจถูกต้อง ในเรื่องนั้นแล้ว ก็รู้จัก ตั้งความปรารถนาให้ถูกต้อง, ตั้งความปรารถนาถูกต้องแล้ว ก็มี การกระทำที่ถูกต้อง , คือ มีการปฏิบัติทางวาจา ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาวาจา, การปฏิบัติทางกายถูกต้อง เรียกว่า สัมมากัมมันตะ, การดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง เรียกว่า สัมมาอาชีวะ, เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน มีหัวข้อ บาลีว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ.

น.188 สัมมาวาจา. ในตอนต้นก็จะต้องกล่าวถึง สัมมาวาจา ก่อน ตามวาระที่ถึงเข้า, วาจา ในที่นี้หมายถึง การพูดจา , ถ้อยคำ ที่พูดจา, วิธี ที่จะพูดจา, แม้ที่สุดแต่ อุปกรณ์เครื่อง ใช้ที่ใช้แทนการพูดจา เช่นการขีดเขียนเป็นต้น, มันก็รวมอยู่ในคำว่า วาจา นั่นเอง ก็แปลว่าการพูดจา ซึ่งจะได้ดูกันให้ละเอียดต่อไป. ในที่นี้เรามีคำว่า สัมมาวาจา , สัมมานี้ แปลว่า ถูกต้อง ตรงตัวหนังสือ แปลว่าถูกต้อง สัมมาวาจาก็แปลว่า การพูดจาที่ถูกต้อง, การใช้วาจาถูกต้อง คำพูดถูกต้อง วิธีพูดถูกต้อง . ทีนี้คำว่าถูกต้อง ๆ นี้ ในภาษาศาสนาไม่มีปัญหา ไม่เหมือนเรื่องทางตรรก- วิทยา philosophy logic อะไร ; นั่นมันมีปัญหาจนไม่รู้ว่าถูกต้องอย่างไร เพราะเขาเอา เหตุผลชนิดที่ผิวเผินจนเกินไป; ถ้าเอาตามหลักศาสนาแล้ว คำว่า ถูกต้อง ๆ นี้มันง่าย นิดเดียว คือ มัน ไม่ทำอันตรายแก่ฝ่ายใด, แล้วก็เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย นั่นคือ ถูกต้อง มีบทนิยามเพียงเท่านั้นก็พอ คำว่าสัมมา แปลว่า ถูกต้อง คือไม่ทำอันตราย เกิดทุกข์ โทษแก่ฝ่ายใด, และมีประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, คือฝ่ายตนเองและฝ่ายอื่นหรือฝ่าย ทั้งหมดทั้งโลกก็ตามใจ ถ้ามันมีลักษณะอย่างนี้ก็เรียกว่า ถูกต้อง. ลักษณะของวาจา. ทีนี้เรามาดูกันให้ดีว่า คำว่า วาจา วาจานี้ มัน จะเล็งถึงอะไรได้บ้าง? ตามตัวหนังสือก็แปลว่า คำพูด แต่เดี๋ยวนี้มันมีลักษณะ หรือหน้าที่ของมันใน หลายแง่ หลายมุม.

น.189 วาจาในฐานะเป็นเครื่องสื่อสาร เป็นเครื่องสื่อความคิดนึกรู้สึกหรืออะไร ก็ตาม ไปยังผู้อื่นเรียกว่าในฐานะเป็นเครื่องสื่อสาร เป็นการทำความเข้าใจแก่กัน และกัน; อย่างนี้เรียกว่า วาจาในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสาร, เป็นการสื่อสาร. ทีนี้ วาจาในฐานะเป็นเครื่องมือสร้างอะไรสักอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องมือ มันก็ได้แก่การสร้างมิตรภาพ, ภราดรภาพ คือ ความเป็นมิตร ความรู้สึกอย่างเป็นพี่น้อง กัน กระทั่งสันติภาพ คือ ความสงบสุข ใช้วาจาเป็นเครื่องมือ เพราะเราจัดเตรียม ไว้โดยเฉพาะเพื่อเป็นประโยชน์แก่การนั้น ก็ใช้การพูดจาที่ถูกต้องตามความประสงค์อันนั้น ก็เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพได้, ใช้วาจาให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เถิด มันก็ จะสร้างมิตรภาพ ได้ หรือยิ่งไปกว่ามิตรภาพ เป็น ภราดรภาพ ก็ยังได้ จะเกิด ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ด้วยการใช้วาจาเป็นเครื่องสร้างสรรค์ แล้วก็ จะสร้างสันติภาพ . ที่ว่าทุกคนพูดจาด้วยกัน ไม่ปฏิเสธการสมาคมกัน ใช้วาจา เกลี้ยกล่อมชักชวนกัน จนมีความพอใจร่วมกัน แล้วก็สร้างสันติภาพขึ้นมาได้ ในลักษณะ เช่นนี้ เรียกว่าวาจาเป็นเครื่องมือ. ทีนี้ดูต่อไปอีกสักแง่หนึ่งก็ได้ว่า วาจาในฐานะเป็นอาวุธ, วาจาที่ ใช้ เป็นอาวุธได้ ทำความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าอาวุธตามธรรมดาเสียอีก, นี่ก็ใช้ วาจาเป็นอาวุธ สำหรับประหัตประหารทำความวินาศให้แก่บุคคลนั้นเลย, เป็นอาวุธ ที่จะทำความพินาศให้กับฝ่ายปรปักษ์ ซึ่งเขาก็ใช้กันอยู่มากในโลกปัจจุบันนี้. ถ้าสังเกตดู ให้ดีจะเห็นว่า ในบรรยากาศของโลกเวลานี้ เต็มไปด้วยวาจาโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อประโยชน์แก่การ ทำลายผู้อื่นอยู่ เป็นส่วนใหญ่ หาฟัง ได้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ไม่ภาษานั้นก็ภาษานี้ที่พูดกันอยู่ในโลก ; นี่วาจาในฐานะเป็นอาวุธ

น.190 เพียงเท่านี้มันก็พอแล้ว เป็นตัวอย่างสัก ๓ ประการ : วาจาเป็นเครื่องสื่อสาร, วาจา เป็นเครื่องมือ สร้างสรรค์ , วาจาเป็นอาวุธ. ลักษณะของมิจฉาวาจา. เมื่อมันมีอำนาจมากถึงอย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่เรา จะต้องใช้ให้ถูกต้อง คือใช้ให้เป็นไปเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายปรารถนาของคนทุกคน ; แต่ก็น่า เศร้าหรือน่าสงสาร ที่ว่าในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ มันเต็มไปด้วยมิจฉาวาจา วาจาที่ผิด วาจาที่ไม่ควรจะพูด, แล้วมันก็จะยิ่งมากขึ้นทุกที, เพราะว่ากิเลสหรือความเห็นแก่ตัว ของคน ในโลกนี้มันยิ่งแก่กล้ายิ่งขึ้น ๆ การใช้มิจฉาวาจามันก็ยิ่งขึ้น ๆ. แยกเป็นอย่าง ๆ เช่นว่า : มันเต็มไปด้วย การพูดเท็จ อันธพาลที่จะใช้การ หลอกลวงด้วยวาจาโดยเฉพาะ มันก็มาก มากขึ้นในประเทศนี้ในบ้านเมืองนี้ หรือกระทั่ง ในโลกนี้ ที่เป็นระดับโลกก็เท็จอย่างระดับโลก เท็จอย่างจะทำลายประเทศอื่นทั้งประเทศ หรือทั้งครึ่งโลกก็ได้, ในบ้านในเมืองก็เท็จกันประสาในวงแคบ ๆ ในส่วนบุคคลก็มี ความพูดเท็จกันในระหว่างบุคคล ด้วยความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือจะหลอกลวงเอา ประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งมาเป็นของตัว. การพูดเท็จ นั้นมีคำจำกัดความว่า มัน เจตนา จะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน โ ดยการใช้วาจาเป็นเครื่องมือ, วาจา ที่ทำไปในลักษณะอย่างนี้ ที่พูดกันไปลักษณะอย่างนี้ก็คือ วาจาเท็จ, เต็มอยู่ในโลก เต็มอยู่ในบรรยากาศของโลก. ใครลองเปิดวิทยุฟังจะพบ คำโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่งคือไม่สถานีใดก็สถานีหนึ่ง กำลังโฆษณาชวนเชื่อชนิดที่จะเอาประโยชน์ ที่มุ่งจะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน เราเรียกว่า พูดเท็จ.

น.191 ทีนี้ วาจามิจฉา คือ ผิด หรือ เลวร้าย, ข้อต่อไป ก็คือ คำพูดที่ ส่อเสียด ใจความของคำว่าส่อเสียดนี้หมายความว่า ทำลายมิตรภาพ ก็อย่างเดียวกันอีก ลองเปิด วิทยุฟังให้ทั้ง ๒๔ ชม. มันมีวาจาที่เสี้ยมสอนยุยงปลุกเร้า ทำลายสามัคคี ของพวก หรือฝ่ายที่มันต้องการจะทำลายสามัคคี เพื่อให้หมดกำลัง เพื่อให้พ่ายแพ้ แล้วตนจะได้รับ ประโยชน์จากที่พวกเหล่านั้นมันแตกสามัคคีกัน. วาจาส่อเสียดเหมือนกับลืมตอกลง ไปให้แตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คงจะมีความหมายอย่างนี้ จึงได้เรียกว่าส่อเสียด ทำลาย มิตรภาพซึ่งเขาเคยมีกันอยู่ได้ดี ๆ, ทำลายสามัคคีที่เขามีกันอยู่อย่างดี, ทำลายกำลังที่เขา มีการรวมกันอยู่อย่างดี ให้มันแตกแยกออกไป, ในส่วนบุคคลก็มีการกระทำยุให้เขา แตกความสามัคคีกัน เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แก่ตัวเองหรือแก่พวกของตัว ที่เลวกว่านั้นก็ยังมี คือ มัน ส่อเสียดให้คนแตกความสามัคคีกัน เพื่อเล่นสนุก เพื่อความพอใจของตัว เมื่อเห็นเขาแตกสามัคคีกัน ทะเลาะวิวาทกัน, ตัวมันก็พอใจและ สนุกตามประสาอันธพาล. นี่อย่าได้มีการพูดจาชนิดอย่างนี้เลย. การนินทากัน การกระซิบกระซาบกัน ที่มีกันอยู่โดยมาก ก็เป็นการยุแหย่ ให้แตกสามัคคีกัน มันก็มีอยู่ทั่วไป, ในโลกนี้ในระดับโลกนี้ก็มี ถ้าตั้งใจฟังจะพบโฆษณา ชวนเชื่อทางการเมือง คือ ยุแหย่ให้แตกสามัคคี, ให้พวกที่มั่นคงอยู่ดี มันแตกสามัคคี เพื่อให้ถอยกำลัง เพื่อให้พวกของเขาได้ประโยชน์ มันก็มี ทีนี้มิจฉาวาจาต่อไปอีก ก็คือ คำหยาบคาย , คำหยาบคาย. คำหยาบคาย คือคำด่า, ด่าโดยตรง ด่าโดยอ้อม ค่าโดยวิธีไหนก็ตาม แม้กระทบกระเทียบกระแนะ กระแหนแดกดันนี้ มันก็รวมอยู่ในคำว่า ค่า คำว่าการด่า. เดี๋ยวนี้ ก็ด่ากันก้องโลก จะพูดอย่างเดียวกันอีก ทั้ง ๒๔ ชม. หาสถานีวิทยุสถานี ใดสถานีหนึ่งพังได้ที่เป็นการค่า ผู้อื่น, เป็นการใส่ร้ายผู้อื่น เรียกว่า ค่ากันก้องโลก. เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ฟังวิทยุนี้ ถ้าเอา

น.192 วิทยุมาเปิดพังทุกสถานีแล้วคอยสังเกตดู มันจะมีการด่าตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง, เรียกว่า มันด่ากันก้องโลกเพื่อประโยชน์ของตัว, ให้ฝ่ายที่ถูกด่าเสื่อมเสีย หรือถอยกำลัง หรือ อะไรก็แล้วแต่ ; แม้แต่ว่า แกล้งว่าสาดเสียเทเสียให้มันเสียเกียรติยศชื่อเสียง , ให้ ได้รับความเสื่อมเสียจากความเคารพนับถือ ก็เรียกเป็นการค่าได้ ในโลกก็เต็มไปด้วยคำ หยาบคาย. นี้ต่อไปอีกเป็น คำเพ้อเจ้อ , เป็นคำพูดที่เพ้อเจ้อ, หมายความว่า เป็นคำพูด ที่ไม่มีประโยชน์อย่างคุ้มค่ากับเวลา, เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร. นี้ก็หมาย ถึงเรื่องพูดเล่น, พูดไม่มีประโยชน์ ก็เรียกว่าเพ้อเจ้อ, มันพูดไม่เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใด แล้วยังทำให้เขาพลอยเสียเวลา, ระวังให้ดี. มันมีรสอร่อยเหมือนกัน, คนก็ชอบเพ้อเจ้อ ชอบพูดเพ้อเจ้อเป็นส่วนมาก เพราะมันมีรสอร่อยเหมือนกัน. คำพูดเหล่านี้ไม่เป็น ประโยชน์แก่ใคร แล้วก็ ไม่เป็นประโยชน์แก่สันติภาพของโลก , คำพูดเพ้อเจ้อ ทั้งหลาย ไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่โลก คือแก่สันติภาพของโลก, ไกลไปกว่านั้น คำ เพ้อเจ้อเหล่านั้น มันก็หลอกให้หลงไปในสิ่งที่ไม่ควรจะหลง, สิ่งที่เสียเวลาเปล่า เสียประโยชน์เปล่าไม่ควรจะหลง. คำพูดเพ้อเจ้อนั้นมันมากเข้า ๆ มันก็ชวนให้คนหลง มันก็เสียหายแก่มนุษย์. โลกต้องไม่มีวาจาชนิดนี้ จึงจะไม่มีเสนียดจัญไรอะไรในโลก; ถ้าในโลก ยังมีวาจาชนิดนี้ ก็ยังมีเสนียดจัญไรในโลก ที่ทำให้ไม่มีสันติภาพ, ให้ไม่มีสันติ- ภาพ ในโลกไม่มีสันติภาพ เพราะการพูดจาที่เลวร้ายเป็นมิจฉาวาจา เป็นเสนียดจัญไรไป เสียหมด. นี่มันยังมีมากอยู่ในโลก แต่แล้วเราก็ทำไม่ได้ มันก็มีวาจาชนิดนี้เต็มไปใน โลก ในบ้านในเมือง แม้ในครอบครัว. ระวังให้ดี แม้ระหว่างบุคคล ๒ คน บางทีก็ รู้สึกตัวอยู่ว่าวาจานี้ ไม่ควรพูดเป็นมิจฉาวาจา, แต่มัน บังคับตัวไม่ได้. ลองคิดดู

น.193 เรามีกันบ้างไหม. บังคับตัวไม่ได้ พูดจาชนิดที่รู้สึกอยู่ว่าไม่ควรจะพูด มันผิด ศีลธรรมจริยธรรม ไม่มีประโยชน์อะไร. แต่มันเกิดความรู้สึกสนุกสนานเอร็ดอร่อย แก่ผู้พูด มันก็พูดทั้งที่รู้ตัวอยู่ว่าไม่ควรพูด เพราะบังคับไม่ได้, เราจึงเรียกว่าแม้แต่ สิ่งเลวร้าย เช่นมิจฉาวาจานี้ มันก็มีเสน่ห์ ต้องเรียกว่าเสน่ห์ที่มันชวนให้พูด ที่มัน ยั่วยุให้พูด. คำว่า เสน่ห์ คำนี้มัน มีความหมายกว้าง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ทาง เพศทางอะไรจะเรียกว่าเสน่ห์ ถ้ามันเป็นการยั่วอย่างยิ่งให้ทำ แล้วก็เรียกว่ามันมีเสน่ห์ ทั้งนั้น ; แม้แต่ความชั่วมันก็มีเสน่ห์ คนจึงได้ทำชั่ว, ถ้าไม่มีเสน่ห์ มันก็ไม่มีใครทำชั่ว เดี๋ยวนี้มันมีความยั่วยวนของเสน่ห์นี้มันมากเกินไปกว่าที่เขาจะทนไหว, แล้วเขาก็ ทำชั่ว ประกอบเหตุผลอย่างอื่น มันยังมีอีก คือว่า คิดว่าเขาจะจับไม่ได้ หรือว่า จะไม่มี โทษทัณฑ์ อะไร มันก็กระทำชั่ว ความชั่วมันก็มีเสน่ห์ที่ชวนให้ทำ โลกเราจึงยังเต็ม ไปด้วยมิจฉาวาจา วาจาที่เป็นพิษ มีพิษร้าย เลวร้าย เป็นไปเพื่อวิกฤตการณ์ ทำให้ไม่มี ความสงบสุข. จะพิจารณาให้เข้าใจ, อย่าให้มี, อย่าให้มีโดยบุคคลก็อย่าให้มี ในครอบครัว ก็อย่าให้มี ในหมู่บ้านอย่ามี ในจังหวัดในบ้านในเมืองอย่ามี ในประเทศอย่ามี ในโลก อย่ามี ในโลกนี้อย่ามี ขอให้มองเห็นอย่างนี้ .. ลักษณะของสัมมาวาจา. ทีนี้ในทางที่กลับกัน เพื่อโลกจะได้มีสันติภาพ มันก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สัมมาวาจา ดังที่กล่าวแล้ว, สัมมา แปลว่า ถูกต้อง, วาจา แปลว่า การพูดจา. การพูดจา ที่ถูกต้อง เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แล้วก็เกื้อกูลแก่สันติภาพ, คือทั้งหมดทั้งโลก มันจะมีสันติภาพและความสงบสุข. จะชี้ลักษณะด้วยคำพูดที่รวมความได้กะทัดรัด คือ

น.194 คำว่า ไม่ประทุษร้าย เป็นวาจาที่เป็นสัมมา , ไม่ผิด มีลักษณะไม่เท็จ ไม่เท็จคือ ไม่ประทุษร้ายต่อความจริง ต่อความยุติธรรม ต่อความถูกต้อง. ถ้ามัน ประทุษร้าย ต่อความจริง ก็เรียกว่ามันเท็จ, มันประทุษร้ายต่อความเป็นธรรม ความยุติธรรม มันก็เท็จ, ประทุษร้ายต่อความถูกต้องที่แท้จริงตามกฎธรรมชาติ ก็เรียกว่ามันเป็นเท็จ ; ถ้ามัน ไม่เท็จ มันก็จริง ตรงกับคำว่าสัจจะ, สัจจะ แปลว่า จริง มัน จริงตามกฎ ของธรรมชาติ มันอาจจะประพฤติได้จริง แล้วมันก็เป็นประโยชน์จริง ๆ มันมีความจริง, ไม่เท็จ. นี้มันไม่ส่อเสียด, วาจาที่เป็นสัมมาวาจา จะไม่ให้เกิดความแตกแยก, จะไม่ประทุษร้ายความสามัคคี เรียกว่าไม่ประทุษร้ายความสามัคคี ไม่ประทุษร้ายความ รักของมนุษย์ ซึ่งจะต้องมีความรักแก่กันและกัน. วาจาที่เป็นสัมมาวาจาจะไม่ประทุษร้าย ต่อความสามัคคี ความรักใคร่ ความกลมเกลียวร่วมแรงร่วมใจกันกระทำในสิ่งที่ควรกระทำ ทีนี้ก็ วาจาไม่หยาบคาย ก็คือไม่ประทุษร้ายความไพเราะ, วาจาหยาบคาย มันประทุษร้ายความไพเราะ หรือมันประทุษร้ายสุนทรียภาพในทางวาจา. นี่กล่าวอย่างนี้ เป็นการกล่าวที่มันกว้าง มันครอบคลุมไปหมดไม่มีทางหลีกเลี่ยง, วาจาหยาบคายมัน ประทุษร้ายความไพเราะ หรือสุนทรียภาพทางวาจา ความไพเราะนั้นมันเป็นที่ต้องการ ของคนทุกคนแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน. สังเกตดูให้ดีแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังต้องการได้ ยินคำพูดที่ไพเราะสุภาพนุ่มนวล แล้วก็มีความงดงามจับใจผู้ฟัง จึงเรียกว่ามันไพเราะ, วาจาที่หยาบคายมันประทุษร้ายความไพเราะ. ทีนี้ วาจาที่ไม่เพ้อเจ้อ มันก็ไม่ประทุษร้ายเวลาที่อาจใช้ให้เป็นประโยชน์ เวลานี้มันแล้วแต่เราจะใช้ ใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ได้ ใช้ให้ไม่เป็นประโยชน์ก็ได้ คนโง่ ก็ใช้ไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์, คนมีปัญญาก็ใช้เวลาไปในทางที่เป็นประโยชน์ แม้แต่

น.195 คนทั่วไป มันก็ต้องการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ วาจาใดมันประทุษร้ายเวลา ที่ควร จะใช้ให้เป็นประโยชน์ วาจานั้นเรียกว่าเพ้อเจ้อ. นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ มองเห็น ได้ง่าย ๆ นี่ใช้คำภาษาไทย ๆ ล้วน ๆ. วาจาจริง ไม่ประทุษร้ายความจริง วาจาไม่ส่อเสียด ก็ไม่ประทุษร้ายความ สามัคคี, วาจาไม่หยาบคาย ก็ไม่ประทุษร้ายความไพเราะ, วาจาไม่เพ้อเจ้อ ก็ไม่ประทุษ ร้ายเวลาที่อาจจะใช้ให้เป็นประโยชน์. สังเกตดูให้ดี แต่ละข้อ ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ก็ต้องการ หรือควรที่จะต้องการ. มนุษย์ก็ต้องการพูดจริงๆ ต้องการความจริง, ต้องการความ สามัคคี, ต้องการความไพเราะ, ต้องการเวลาที่เป็นประโยชน์ ; ฉะนั้นเราจึง ต้องระวัง คือมีความตั้งใจที่จะระวังการพูดจา อย่าให้เป็นฝ่ายมิจฉา อย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ให้ เป็นอย่างสัมมา ที่กำลังกล่าวอยู่. ทีนี้โดย ส่วนสันติภาพ เราก็พิจารณาเห็นได้ว่า ถ้าโลกมีสัมมาวาจา, ไม่เอามิจฉาวาจามาใช้เป็นสื่อกันแล้ว มันก็ทำการ เบียดเบียนกันไม่ได้ เพราะมันไม่มี อะไรที่จะเป็นสื่อสำหรับจะทำการเบียดเบียน. สงครามในโลกอาจจะหมดสิ้นไปก็ได้ ถ้า ถือเพียงข้อเดียว ว่าจะไม่ใช้มิจฉาวาจา, มีแต่สัมมาวาจานี้ มันก็ ไม่มีโอกาสจะพูด คำชนิดที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้ง ให้เกิดสงคราม ให้เกิดทำลายล้างซึ่งกันและกัน วิกฤตการณ์มันเกิดขึ้นเพราะมิจฉาวาจา มันก็เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา, ถ้ามีสัมมา- วาจา มัน ก็มีสันติภาพ , อยู่กันอย่างสงบสุข เกิดความรักสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันทำประโยชน์ นี่ให้มองในวงกว้าง ว่า สัมมาวาจาที่เกี่ยวกับสันติภาพของโลก ทั้งโลกนั้น มันเป็นอย่างนี้, เดี๋ยวนี้โลกมันกลุ้มอยู่ด้วยกลิ่นไอของมิจฉาวาจา ที่พูดทีเดียวได้ยินทั้งโลก ด้วยเครื่องวิทยุกระจายเสียง พูดทีเดียวได้ยินทั้งโลก, แล้วก็ใช้ไปเพื่อประโยชน์แก่มิจฉา

น.196 วาจา เพื่อประโยชน์ของตน, เพื่อหาประโยชน์ของตน, เพื่อป้องกันประโยชน์ของตน เพื่อความเห็นแก่ตัว ด้วยความเห็นแก่ตัว. นี่ขอให้เห็นชัดลงไปในแง่มุมหนึ่งก่อนว่า สัมมาวาจาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก อย่างหนึ่งด้วย เช่นเดียวกับ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ที่กล่าวมาแล้ว, นี่สัมมาวาจาก็เป็นปัจจัยที่สาม. ลักษณะของสัมมากัมมันตะ. ทีนี้ก็ดูต่อไป ข้อถัดไปก็เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมากัมมันตะ : กัมมะ ก็ แปลว่า การกระทำ, กัมมันตะ ก็แปลว่า การกระทำที่ต้องกระทำ ที่ไม่ทำไม่ได้, กัมมันตะ ก็แปลสั้น ๆ ว่า การงาน , มันเป็นที่สุดของการที่ว่าไม่ทำไม่ได้ คือต้องทำ. นี่คือการ งาน สัมมากัมมันตะ ก็คือ การงานที่ถูกต้อง ได้แก่การประพฤติ การกระทำโดยเฉพาะ ทางกายที่ถูกต้อง, ต้องมีการกระทำที่ถูกต้อง ก็ความหมายอย่างเดียวกันอีกแหละ, ถูก ต้อง ๆ คือไม่ทำอันตรายใคร มีแต่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย นี้เรียกว่าถูกต้อง, มีการ กระทำที่ถูกต้อง ก็เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ ทั้งส่วนบุคคลและ ส่วนรวม. ถูกต้องแจกเป็นข้อ ๆ สำหรับสัมมากัมมันตะว่า : ไม่ประทุษร้าย, ไม่ประ- ทุษร้าย, ใช้คำว่าไม่ประทุษร้าย, ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกายผู้อื่น ถ้าเราจะใช้คำว่า ฆ่า ไม่ฆ่าสั้น ๆ ลุ่น ๆ อย่างนี้ มันไม่กินความไปถึงการทำให้พิการ หรือเสียหาย หรือ เจ็บปวด เจ็บป่วย. ถ้าเรา ใช้คำว่าประทุษร้ายชีวิตและร่างกาย ก็หมายความว่า ถึง ตายก็ได้ ไม่ถึงตายก็ได้ เรียกว่าประทุษร้ายชีวิตและร่างกาย แล้วก็เป็นมิจฉากัมมันตะ ทั้งนั้น, ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายให้ถึงตายหรือให้เจ็บป่วยหรือให้พิการ ข้อแรก.

น.197 ข้อที่สอง ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ มันกว้างกว่าที่จะพูดสั้น ๆ ว่า ลักขโมย มันแคบไป ประทุษร้ายนี้จะโดยวิธีก็ได้ มีหลายสิบวิธีที่จะทำร้ายทรัพย์สมบัติ ของเขา จะเอามาเป็นประโยชน์ก็ได้, จะไม่เอามาเป็นประโยชน์ใดก็ได้, คือประทุษร้าย เล่น ๆ เท่านั้น ทำลายทรัพย์ของผู้อื่นเล่น ๆ สนุกมืออย่างนี้ ก็เรียกว่าประทุษร้าย ก็ผิด หลักปฏิบัติในข้อนี้ คือเป็นมิจฉากัมมันตะ. ฉะนั้น ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของเขา โดยวิธีใด ๆ ก็ตาม ที่เป็นเหตุให้เขาเสียหาย, จะเอามาเป็นของเราหรือไม่เอามาเป็น ของเรา ก็เรียกว่าประทุษร้ายทั้งนั้น ; ไม่มีการประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น มันก็ อยู่กันอย่างสงบสุข. เดี๋ยวนี้ บ้านเมืองไม่เจริญในทางทรัพย์สมบัติหรือเศรษฐกิจนี้ เพราะ ว่ามัน มีการประทุษร้าย หรือคอยจ้องประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่นกันมากเกิน ไป; ใครทำอะไรขึ้นมา มันก็คอยขโมย คอยเบียดเบียน คอยขโมย คอยแย่งชิง, แย่งชิง สิ่งของบ้าง, แย่งชิงเอาทั้งหมดบ้าง, เรียกว่าประทุษร้ายอย่างยิ่ง ประทุษร้ายทรัพย์. ที่นี้ ที่ใหญ่หลวงระดับโลก, มีการ ประทุษร้ายกันในแง่การเมือง ในแง่ของเศรษฐกิจ ซึ่งทำลายฝ่ายตรงกันข้าม มีอุบายหลายอย่างหลายวิธีกว้างขวางเหลือเกิน, ใช้วิถีทางการ เมือง วิถีทางการเศรษฐกิจ, วิถีทางอะไรก็ตาม ทำลายกำลังทำลายทรัพย์ ทำลายผู้อื่น : นี่ก็จะเรียกว่าเต็มอยู่ในโลก เต็มไปทั้งโลกอยู่ในปัจจุบัน ต่อไป ข้อที่สาม ประทุษร้ายของรัก คือศีลข้อกาเมนี้ บางคนพูดสั้น ๆ ว่า ไม่ทำชู้, อย่างนี้ไม่ตรงตามคำที่เป็นหลักว่า กาเมสุ มิจฉาจารา. ไม่ประพฤติผิดในของรัก ทั้งหลาย ใช้คำว่าในของรักทั้งหลาย, อย่าประทุษร้ายของรักของผู้อื่น ไม่เฉพาะ เรื่องชู้สาวหรือเรื่องกามารมณ์ ; ถ้ามันเป็นของรักของเขาแล้ว เขาไม่อยากให้ใคร มาแตะต้อง แม้แต่จะจับดูเท่านั้นก็ยังไม่ต้องการ ถ้าเป็นของรักของเขา. ฉะนั้น อย่า ไปแตะต้อง อย่าไปจับดู อย่าไปทำอะไรให้เขาหม่นหมองใจ, ถ้ามันเป็นของรัก ของเขา แม้ไม่ใช่เรื่องกามารมณ์. อย่างว่าเด็กคนหนึ่งมีตุ๊กตาตัวหนึ่งสวยมาก เขารัก

น.198 สุดสวาทขาดใจ, ไม่ต้องการแม้จะให้เด็กอีกคนหนึ่งไปจับเท่านั้นแหละ ก็ไม่ต้องการ ; ฉะนั้นเด็กคนไหนไปจับไปขยำทำให้ของเขาสกปรกเขาก็เสียใจ, ข้อนี้จะต้องให้มันกินความ กว้างขวางถึงขนาดนี้, ดูเหมือนในหนังสือหนังหาตำรับตำราแม้ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียน นั่นแหละ อธิบายแต่เพียงว่าไม่ประทุษร้ายของรักทางเพศทางกามารมณ์เรื่องชู้ สาวเท่านั้น นั้นไม่ถูกอย่างยิ่ง, ไม่ถูกอย่างยิ่ง หรือถูกน้อย ; ถ้าให้ถูกเต็มก็ต้อง ใช้คำว่าของรัก โดยทั่วไป อย่าไปประทุษร้ายให้ผู้อื่นเจ็บใจ. นี่เป็นศีลข้อที่กำลังมีปัญหา ไม่ขยายความลงมาว่า แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องถือศีลข้อนี้ ; เพราะเขาไม่เข้าใจความหมายของศีลข้อนี้. อย่าประทุษร้ายของรัก ของผู้อื่นให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ถือหลักให้กว้าง ๆ อย่างนี้ ก็ใช้ได้หมด, ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งอะไรก็ตามเถอะ ซึ่งมันควรอธิบายขยายออกไปถึงที่รักใคร่เคารพนับถือด้วย. อย่าไป ประทุษร้ายสิ่งที่เขารักใคร่เคารพนับถือ ให้เจ็บช้ำน้ำใจ มันจึงจะมีความหมายที่สมบูรณ์ ที่สุดของการถือศีลข้อนี้. ทีนี้จะ ขอเติมเข้ามาอีกข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในพระบาลี, แต่เห็น ได้ว่าเอามาสงเคราะห์กันเข้าด้วยได้ คือ เรื่องประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง คือน้ำ เมา, เหล้าสุราอะไรก็ตามสารพัดอย่าง. จะพูดว่าไม่ดื่มน้ำเมาเท่านี้ไม่พอ, ต้อง ใช้คำว่าสิ่งซึ่งประทุษร้าย สติสมปฤดีของตนเอง, อะไรก็ตาม กินเข้าไป ดื่มเข้าไป สูบเข้าไปลูบทาเข้าไป สูดดมเข้าไปแล้ว มันก็เสียสติสมปฤดีตามปรกติ อย่างนี้เรียกว่าของ เมาทั้งนั้น. อย่าทำอย่างนี้, อย่าสูบ อย่ากิน อย่าดื่ม อย่าใช้ โดยวิธีใดๆ ก็ตาม ซึ่งสิ่งที่ มันทำให้สูญเสียสติสมปฤดี. และ ควรจะขยายความออกไปถึงความเมา ในทางจิตทางวิญญาณ อะไร ได้ด้วย; เรื่องเหล้าเรื่องฝืน อะไรนี้ มัน เมาในระบบกาย ระบบปราสาทที่เกี่ยว

น.199 กับกาย, นี่มันเมาในทางจิตทางวิญญาณ เมาทางกามารมณ์ เมาทางความมั่งมี เมาความไม่มีโรค ความสบายดี อะไร ก็เรียกว่ามันเมา ก็ควรจะเว้นด้วย, คือ มันเป็น ความสูญเสียสติ สมปฤดีเหมือนกัน; เพราะว่าถ้ามันมีลักษณะเมาแล้ว มันก็สูญเสีย สติสมปฤดีแน่นอน. อย่าให้เป็นการประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง คือให้เมาก็ ได้บ้าก็ได้ ให้มีความคิดวิปริตก็ได้ ; อย่างนี้เรียกว่า ประทุษร้ายสติสมปฤดี อย่ามี อย่า กระทำ. สรุปความว่า การกระทำที่มันเบียดเบียนตนเองเบียดเบียนผู้อื่นอย่ามี, อย่ามี, หรือจะจำกัดความว่า การกระทำที่เป็นการทำลายประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แก่ตัวเอง แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่โลก, การกระทำเหล่านั้น เป็นมิจฉากัมมันตะ ทั้งนั้น อย่าได้มี. แต่มันก็น่าสงสารหรือน่าเศร้า อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ในโลกนี้มันมี ในโลกนี้มันมี, ใน โลกนี้มันกำลังมี ในโลกนี้มันกำลังจะขยายมากออกไปในการกระทำอย่างนี้. มิจฉากัมมันตะกำลังเต็มไปทั้งโลก . ประทุษร้ายร่างกายหรือชีวิตนี่ เดี๋ยวนี้มันเจริญก้าวหน้ามาก จนประดิษฐ์ อาวุธที่ร้ายกาจ ฆ่าคนทีเดียวเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ ได้, คิดดูเถอะโลกมันก้าวหน้าในสิ่งที่ จะใช้ประทุษร้ายร่างกายหรือชีวิตของผู้อื่น. อย่างที่เรียกว่าเหลือประมาณ, อาวุธอะไร ของเขาก็ไม่รู้ อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธอะไรที่มันทำลายชีวิตคนทีเดียวได้เป็นแสน ๆ ล้าน ๆ มันก็ไม่เคยมีในโลกดอก แล้วมันก็ได้มีขึ้นมา นี้เรียกว่าโลกมันก้าวหน้าไปในทางไหน, ก้าวหน้าไปในทางที่จะล้างผลาญซึ่งกันและกัน มากถึงขนาดนี้. แล้วมันก็มี วิธีการประทุษร้ายทรัพย์ของผู้อื่น, ใช้วิธีเศรษฐกิจ บีดล้อม อะไรกัน ทำให้ล่มจมได้ทั้งประเทศ มันก็มี ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากทางเศรษฐกิจจน

น.200 ประเทศล่มจม อย่างนี้มันก็ทำได้, ซึ่งสมัยโบราณมันทำไม่ได้ดอก, วิชาอย่างนี้มันก็ ไม่มี แล้วก็ไม่มีทางที่ทำได้. แต่เดี๋ยวนี้มันทำได้, ที่จะทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ของฝ่ายตรงข้าม ทำลายกันได้ถึงอย่างนี้ แล้วยิ่งรวมหัวกันหลายๆ ประเทศทำ มันก็ยิ่ง ทำได้มาก. นี่เรียกว่าในโลกกำลังมี, แล้วก็มีอย่างร้ายกาจที่สุดด้วย. นี้ ข้อที่ประทุษร้ายของรักนี้ กำลังเป็นปัญหา จนบางทีก็พิจารณายกเลิก ศีลข้อนี้กันเสียแล้ว, ในที่บางแห่งหรือ บางประเทศ จะไม่ถือว่าเป็นของเสียหาย เลวร้ายอะไร, จะยกเลิกศีลธรรมข้อนี้กันเสียแล้ว เพราะมันเป็นไปมากขึ้น แรงกล้า มากขึ้น แต่มันเป็นเรื่องที่ซ่อนเร้น อย่าเอามาพูดเลย, ไม่ต้องก็ได้ เมื่อเราไม่ทำ ก็ไม่ต้องพูดก็ได้. ประทุษร้ายสติสมปฤดี ทั้งทางกายและทางจิต สิ่งมึนเมา สิ่งที่เสพ เข้าแล้วมึนเมา มันได้ผลิตกันขึ้นอย่างสูงสุด, มึนเมาอย่างสูงสุด จน เป็นปัญหาทั้งโลก เช่น เฮโรอีนเป็นต้น ซึ่งแต่ก่อนมันก็ไม่มี, เดี๋ยวนี้มันก็ได้มีขึ้นมาแล้ว เพราะความ ผิดพลาด นี่เรียกว่า ความเมาทางกาย แล้วก็นิยม ยังนิยมกันอยู่อย่างน่าหัวเราะ, เอาเหล้าขึ้นทูนหัวแล้วให้พร คิดดูซิมันไม่เคยมีในครั้งโบราณ ครั้งพุทธกาลในครั้งไหน, เอาเหล้าขึ้นทูนหัวแล้วให้พร , มันเป็นทาสของเหล้า อย่างนี้มันก็ไม่เคยมี, มนุษย์ มันก็ได้ทำ และกำลังทำ ทำให้ผีมันหัวเราะ, แล้วทำให้ลิงมันหัวเราะ ถ้าลิงมันเข้าใจ ได้ว่านี้ทำอะไรกัน ; เพราะลิงมันก็ไม่เคยทำอย่างนั้น แต่มนุษย์มันก็ทำอย่างนั้น. ใช้เหล้า เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์สูงสุดมีเกียรติอะไรกันต่าง ๆ, ประดิษฐ์เหล้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาราคาแพง เหลือที่จะแพง. ยังมีการกินชนิดที่วิตถาร อาตมาไม่เคยไปเห็นด้วยตนเอง แต่เห็นหนังที่ เขาถ่ายมา กินสมองลิงทั้งเป็น ๆ, ที่เมืองจีนที่ไต้หวันหรือที่ไหนที่เขาถ่ายมา. เอาลิง

น.201 มาเฉาะกะโหลกศีรษะข้างบนเหมือนกับเปิดช่องมะพร้าวอ่อน แล้วก็ใส่เข้าไปใต้ที่บังคับ หัวโผล่นิดหนึ่ง แล้วผู้กินก็ ตักมันสมองลิงกินทั้งที่ลิงยังเป็น ๆ อยู่. นี่มนุษย์มันเจริญ มันก้าวหน้าอย่างไร ก้าวหน้าได้ถึงขนาดนี้, หรือว่า ปาดเนื้อวัวที่ยังเป็น ๆ อยู่มากินเดี๋ยวนั้น มาปรุงกินเดี๋ยวนั้น นิยมกินนัก. นี่มนุษย์มันจะเป็นอะไร มันจะยิ่งกว่าเป็นยักษ์เสีย แล้ว เพราะความที่มันไม่มีความรู้สึก ไม่ถือหลักถือเกณฑ์อะไร ในการที่จะไม่ ประทุษร้ายตนเองไม่ประทุษร้ายผู้อื่น , นี่ความเจริญอย่างนี้ ก็ยังมีคนโง่ ๆ ไปเอาอย่าง. ขอร้องว่า พุทธบริษัทเราอย่าไปเอาอย่างเลย, อย่าไปเอาอย่างเลย ถือไปตามหลักเกณฑ์ โบราณเคร่งครัดดีกว่า. อย่าไปเอาอย่างของอย่างนี้เลย ที่เรียกว่าความเจริญก้าวหน้า ไปตามกันพวกที่เจริญก้าวหน้ากันถึงขนาดนี้ อย่าต้องมีเลย. สัมมากัมมันตะ มีการประพฤติการกระทำชนิดที่ถูกต้อง ไม่เป็นการ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นหรือทั้งโลก; ถ้ามีในโลก โลกนี้ก็มีสันติภาพ เพราะ มันไม่ทำหรือถือว่าทำไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเบียดเบียนกัน มันก็มีสันติภาพ. เขาไม่ พิจารณากันในแง่นี้, เขาไปพิจารณากันในแง่อื่นกว้างขวางไกลลิบเลย, แล้วก็ไม่ทำ ให้เกิดสันติภาพในโลก, ได้แต่นั่งพิจารณากันอยู่อย่างนั้น, ไม่ได้ใช้หลักที่ถูกต้องของ ธรรมชาติ, สันติภาพที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎ ธรรมชาติ, ที่เรียกว่าสัมมากัมมันตะเป็นข้อที่ ๒ ของหมวดศีล, หมวดศีลมี ๓ ข้อ สัมมา วาจาว่าแล้ว สัมมากัมมันตะก็ว่ามาพอจบ. ลักษณะของสัมมาอาชีวะ. ทีนี้มาข้อ ๓ ของหมวดศีล สัมมาอาชีวะ อาชีวะ ที่เขาแปลคำแปลให้เรียน ให้สวดให้อะไรกันอยู่ เลี้ยงชีวิตถูกต้อง เราไม่เห็นด้วย แปลว่าเลี้ยงชีวิตมันแคบไป คำว่า

น.202 อา นี้ แปลว่าทรงหรือดำรง; ก็ได้ ชีวะ ก็ ชีพ, อาชีวะก็คือทรงชีพหรือดำรงชีพ เราจึงสมัคร ที่จะแปลคำนี้ว่า ดำรงชีวิตถูกต้อง. อาชีพ แปลว่า การดำรงชีวิต ไม่ใช่เฉพาะหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องอย่างเดียว , อะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกันกับการที่ให้ชีวิตทรงอยู่ได้ เรียกว่าอาชีพ ไปหมด. อาชีพ แปลว่า การดำรงชีวิต, สัมมาอาชีพ ก็คือ การดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง , รวมทั้งการหาเลี้ยง วิธีหาเลี้ยง อะไรต่าง ๆ ทุกอย่างที่มันเนื่องกัน แล้วก็จะพูดให้ฟัง โดยทั่วไปเมื่อเกี่ยวกับอาชีพหรือ ดำรงชีพ คนก็จะเพ่งเล็งไปถึงสิ่งที่เรียก กันว่าทรัพย์, คำว่าทรัพย์นี้ตามตัวหนังสือทำเนียบมีความหมายดี มีความหมายไพเราะ. คำว่า ทรัพยะ หรือ วิตฺต นี้แปลว่า สิ่ง หรือ วิสัยที่ให้เกิดความยินดี แก่บุคคลผู้เป็นเจ้าของ, วิสัยที่ทำให้เกิดความยินดีแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ เรียกว่าทรัพย์ ที่นี้ถ้าว่าคนโง่คนอันธพาลนั้น ยินดีไปอย่างหนึ่ง, คนปรกติ คนดี คนฉลาดวิญญูชน ก็ต้องการอีกอย่างหนึ่ง มันก็ ยินดีกันคนละอย่าง, ฉะนั้นจึงต้องมีคำว่าถูกต้อง. ทรัพย์แปลว่าสิ่งที่ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ, เราก็หากันมา ไว้มาก หากันมาไว้มากๆ เพื่อจะใช้จ่ายดำรงชีวิต ; ฉะนั้น การดำรงชีวิตมันก็เนื่อง ไปถึงทรัพย์ ; หาทรัพย์ถูกต้อง . หาปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตให้ถูกต้อง, เอากันใน ส่วนนี้ก่อนเป็นส่วนแรก : ถูกต้องไม่เบียดเบียนใคร ในการหาทรัพย์ หาทรัพย์นั่น ก็อย่าให้เป็นการเบียดเบียนใคร ในแง่ไหนในประการไหน ก็อย่าให้เป็นการเบียดเบียน ใคร, แล้วก็ต้องมี มีทรัพย์อย่างถูกต้อง ไม่เกิดการเบียดเบียนใคร อีกนั่นแหละ การมีทรัพย์ของเรามันมีอย่างเหมาะสม มันมีอย่างที่ว่า ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ผู้อื่น, ไม่กักตุนไม่กอบโกย แล้วต้องใช้ทรัพย์นั้นอย่างถูกต้อง ใช้อย่างพอดี ใช้อย่างมัธยัสถ์ แล้วก็ มีประโยชน์.

น.203 คำว่า มัธยัสถ์นี้อยากจะซ้อมความเข้าใจ ; เพราะบางคนอาจจะเข้าใจผิด ให้ความหมายแก่คำว่ามัธยัสถ์จนกลายเป็นตระหนี่ถี่เหนียวไป. คำว่ามัธยัสถ์ไม่ได้หมาย- ความอย่างนั้น มัธยะ แปลว่า กลาง อัสถะ แปลว่า อยู่, มัธยัสถ์ ก็แปลว่า อยู่ตรงกลาง, อยู่ตรงกลางคือพอดี. ถ้าเรามีความมัธยัสถ์เกี่ยวกับทรัพย์ละก็ จะต้องมีความพอดี ใน การที่จะมีจะใช้ ; ที่นี้ว่าแม้จะช่วย ใช้ทรัพย์ช่วยผู้อื่น ช่วยผู้อื่นก็ต้อง อย่างถูก ต้อง ; จะเป็นการช่วยบุคคลแต่ละบุคคลก็ได้, จะช่วยสังคมก็ได้, ช่วยศาสนาก็ได้ ช่วยโลกทั้งโลกก็ได้, ก็ต้องมีการใช้หรือช่วยอย่างถูกต้อง . เพื่อจะเกิดการดำรงชีพที่ถูกต้อง ก็จะให้พิจารณาแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ เรียกว่าทรัพย์ แล้วก็จำไว้ ๔-๕ คำพอว่า : หาถูกต้อง, แล้วก็มี มีไว้ถูกต้อง, และ ก็ ใช้ถูกต้อง เพื่อตัวเอง, และ ช่วยผู้อื่นก็ช่วยอย่างถูกต้อง. ช่วยอย่างไม่ถูกต้องมัน ก็มีนะ ช่วยจนเกิดผลร้ายก็มี, ช่วยอย่างโง่เขลางมงายไม่เกิดประโยชน์อันใด แล้วกลับไป เกิดผลตรงกันข้าม อย่างนี้มันก็มี, หาถูกต้อง มีไว้ถูกต้อง ใช้มันถูกต้อง ใช้ช่วยผู้อื่น อย่างถูกต้อง. การดำรงอาชีพของคนในโลกไม่ถูกต้อง. แล้วก็พิจารณาดูต่อไป ว่าเรากำลังเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? เมื่อหามันเบียด เบียนคนอื่น เบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนคนอื่น นี้มันทุจริต หรือว่ามันมีจิตใจมืด ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ, มีความยึดมั่นถือมั่นมาก มันก็ หาด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันก็หนักอกหนักใจ ไม่เท่าไรก็เป็นโรคประสาทเกี่ยวกับหาทรัพย์นั่นเอง. ไปสังเกต ดูดี ๆ เถอะ เพื่อนฝูงของเรา เพื่อนมนุษย์ ของเรา จึง เป็น โรคประสาทกันโดยมาก เพราะความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น, แล้ว ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการหาทรัพย์ไม่ได้อย่างใจ

น.204 ก็ทำผิดต่าง ๆ ที่ชอบเสี่ยงชอบการพนัน ชอบอะไร มันก็ไม่ถูกมากขึ้น แล้วมันก็ได้เป็น โรคประสาท. มัน หาไม่ถูกต้อง แล้วมัน มีไว้ด้วยความวิตกกังวล ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู, ยิ่งมีทรัพย์มาก ก็ยิ่งมีวิตกกังวลมาก มันก็เป็นโรคประสาท มัน ใช้ไม่ถูกต้องมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร, บางทีจะให้โทษด้วยซ้ำไป มันก็ได้เป็น โรคอะไรที่ยิ่งไปกว่าโรคประสาท. นี้ช่วยผู้อื่น ช่วยศาสนา แล้ว คำถามที่ได้รับมากที่สุด ก็คือ ถามว่า "ทำไมไม่เห็นบุญช่วยฉันเลย, ฉันทำบุญเกือบจะตายอยู่แล้ว ไม่เห็นบุญ ช่วยฉันเลย ทำบุญทำทานทุกวันถึงเดือนถึงปีไม่เห็นบุญช่วยฉันเลย," มันเข้าใจผิดขนาดนี้ ก็ยิ่ง กลายเป็นสูญเปล่าเสียเปล่า เพราะไม่รู้จักทำ, เพราะ ไม่รู้จักจ่าย ช่วงใช้ที่มัน ถูกต้องหรือเป็นประโยชน์, ในบ้านเมืองเรายังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สันติภาพมันจึง ไม่มี. ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดีๆ, อย่าไปโทษผีสางเทวดาโชคชะตาราศีอะไรนักเลย, โทษความโง่ของตัวเองกันให้มาก ๆ เถอะ มันจึงจะจริงหรือจะถูกกับความจริง ว่ามัน ทำผิดในการดำรงชีวิต. โลกปัจจุบันอะไร ๆ เราไม่ลืมดูโลกปัจจุบัน ที่กำลังเป็นอยู่นี้ ในแง่ของ อาชีวะดำรงชีวิตนี้, โลกปัจจุบันมีลักษณะเป็นการดำรงชีพที่ผิด เพราะว่าไม่รู้, เพราะ ว่าโง่, เพราะว่ามีกิเลสครอบงำ, มันก็กลายเป็นว่ากิเลสต่างหากที่ดำรงชีวิต ไม่ใช่จิตใจ ที่มีความรู้ถูกต้อง มีปัญญาถูกต้อง. กิเลส ต่างหากที่ ดำรงชีวิต มันก็ดำรงชีวิตผิด ๆ ดำรงชีวิตอย่างเป็นอันธพาลเป็นพาล นับตั้งแต่ว่า สุรุ่ยสุร่าย, หรือ กินอยู่เกินพอดี มันไม่มีอะไรที่ถูกต้อง. มีคำที่เป็นปัญหาอยู่คำหนึ่ง และเป็นคำสำคัญที่เกี่ยวกับคนทุกคน. อาตมา ได้ฟังมานานแล้ว รู้สึกว่าทนอยู่ไม่ได้จึงต้องพูด คือคำว่า อยู่ดีกินดี ระวัง จะอันตราย, คำว่า กินอยู่แต่พอดีนี้ไม่มีอันตราย . กินดีอยู่ดี มันเปิดโอกาสให้แก่กิเลส, มัน

น.205 ไม่มีขอบเขต ก็กินดีอยู่ดีจนเกิน, เกินพอดี, แล้วก็กลายเป็น ลุ่มหลงในทางวัตถุสร้าง ปัญหา มันใช้คำพูดกำกวมนั่นแหละ, ถ้าว่ากินดีอยู่ดีถูกต้องก็ไม่เป็นไร. แต่เดี๋ยวนี้ กินดีอยู่ดี ของคนเหล่านั้น หมายความว่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป, ที่อร่อย ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรูหราฟุ่มเฟือย ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. กินอยู่พอดี มันไม่เป็นอย่างนั้น มัน ถูก ต้องและพอดี ควรกินเท่าไรอย่างไรเมื่อไร มันพอดี มันถูกต้อง, นี่กินอยู่พอดี. กินดีอยู่ดี ฟังดูก็น่าจะดีอยู่ดอก แต่มัน เป็นโอกาสที่ให้กิเลสขยายตัว ไม่มีขอบเขตมัน ก็เลยเถิด กินดีอยู่ดีจนไม่มีอะไรจะกิน. ถ้า ถือหลักกินดีอยู่ดี อย่างนี้แล้ว มัน จะไม่มี อะไรจะกินสักวันหนึ่ง; ฉะนั้น ถือหลักว่า กินอยู่แต่พอดีเถิดจะมีอะไรกิน เรื่อยไป แหละ การดำรงชีพเดี๋ยวนี้มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของสติปัญญา, สัมมา- อาชีวะ มันถูกลากถูกจูงไปด้วยกิเลสตัณหา ซึ่งควบคุมไว้ไม่ได้, หลงใหลในความเอร็ด อร่อยสนุกสนานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ควบคุมไว้ไม่ได้กิเลสตัณหาพาไป, แล้วเกิดเป็น แฟชั่นสำหรับคนโง่ ต้องใช้คำพูดที่มันหยาบคายหน่อยต้องขออภัย, แล้วก็ เกิดแฟชั่น สำหรับคนโง่ เห็นเพื่อนแต่งตัวสวยเราก็จะ ต้องแต่งตัวสวยไม่ให้แพ้เขา, เขามีอะไร สวยเราก็อยากจะมี เขา มีบ้านสวย เราก็อยากจะมี, เขา มีรถยนต์หลายคัน เราก็จะต้องมี, มันเกิดแฟชั่นอย่างนี้ขึ้นมา, การดำรงชีวิตมันจึงถูกต้องไม่ได้ มันไม่อยู่ในการควบคุม ที่ถูกต้อง, มันก็ เป็นมิจฉาอาชีวะ ดำรงชีวิตผิดโดยไม่ทันรู้ตัว ก็เกิดความผิดพลาด มีวิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์ยุ่งยากลำบากระส่ำระสายขึ้นมา ในบุคคลนั้น ในหมู่ คณะนั้นกระทั่งในโลกนี้ กระทั่งในโลกนี้. เดี๋ยวนี้ เราก็ดูพอจะเห็นได้ว่า เขา นิยมฟุ่มเฟือยกันมาก ให้ได้กินดีอยู่ดี ให้หรูหราให้ฟุ่มเฟือย กให้เหลือเพื่อ จึงทำให้ไม่พอ. ถ้ากินอยู่กันอย่างให้ถูกต้องอย่าง

น.206 มัธยัสถ์คงจะไม่ถึงกับขาดแคลนอาหาร ; เดี๋ยวนี้โลกมีปัญหาว่าจะขาดแคลนอาหาร เพราะว่าการดำรงชีพของคนในโลกมันไม่ถูกต้อง มันก็เกิดเลวร้ายขึ้นมาในหมู่มนุษย์ ในส่วนวัตถุมันก็เกิดปัญหายุ่งยากเลวร้ายขึ้นมา ส่วนร่างกายของคนก็เกิด ปัญหาเลวร้ายขึ้นมา, มีความไม่ถูกต้อง มีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมา โดยความผิดพลาดเหล่านี้, ในทางจิตใจก็ไม่ถูกต้อง คือ รวนเรระส่ำระสายไม่แน่ว แน่, ทางวิญญาณ หรือ สติปัญญาก็ไม่ถูกต้อง เข้าใจผิดเห็นผิด เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้. คำนี้เป็นเครื่องวัด จำไว้ดี ๆ เถอะ มันช่วยง่าย ช่วยให้เข้าใจอะไรได้ง่าย คือ ทางวัตถุ สิ่งของนี้ทางหนึ่ง นี้ ทางร่างกาย เนื้อหนังของคนนี้ทางหนึ่ง, แล้วก็ ทางจิต โดยเฉพาะ อีกทางหนึ่ง, แล้วก็ ทางสติปัญญา หรือเรียกว่าทางวิญญาณนั้นอีกทางหนึ่ง เป็นสี่ทาง. ถ้าเราจะสอบสวนใคร่ครวญอะไร ก็ สอบสวน ใคร่ครวญให้ ครบทั้งสี่ทาง คือ ทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางจิต ทางวิญญาณ, ถ้าทั้งสี่อย่างนี้มันครบถ้วนถูกต้องแล้ว จะไม่มี ปัญหาอะไรเหลืออยู่เลย. การดำรงชีพอยู่ด้วยปัญญา. ทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่กับสติปัญญาที่ถูกต้องในคำว่าสัมมาทิฏฐิ ที่พูดไป แล้วนะ มันมีความรู้ความเข้าใจความเชื่อหรืออุดมคติหรือหลักเกณฑ์อะไรที่มันถูกต้อง, นั่นคือมีสติปัญญาถูกต้อง จึง ต้องสนใจคำว่าถูกต้องทางสติปัญญา กันให้มาก ๆ. ถ้ามิฉะนั้นแล้วพระพุทธเจ้าจะไม่เอามาตรัสไว้เป็นข้อแรก ในมรรคมีองค์ ๘ : สัมมาทิฏฐิ เป็นข้อแรก ; ความถูกต้องทางทิฏฐิ, ทิฏฐิคือความเห็นด้วยจิตใจ หมายถึงความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อ ความยึดถือเป็นหลักเกณฑ์อะไรนี้ เรียกว่า ทิฏฐินี้จะต้องถูกต้อง.

น.207 หาเลี้ยงชีพโดยปราศจากความทุกข์. เป็นอันว่า เราจะแก้ไขสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นด้วยความมีปัญญา , ในกรณีนี้ ก็คือ มีปัญญาในการดำรงชีพ; มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา เป็นปัญญาชีวี. ปัญญาชีวี คำนี้ มีใช้ในภาษาบาลี เป็นคำที่สำคัญมาก ว่า ปัญญาชีวีแปลว่ามีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา, ปัญญา ชีวีมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา. ขอให้นึกถึงคำนี้ไว้เป็นหลักประจำใจ ยึดถือปฏิบัติให้ได้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา, อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยปราศจากสติปัญญา. ความปราศจาก สติปัญญาก็คือความไม่รู้ , ความไม่รู้ก็เท่ากับความโง่, ความโง่ นั่นแหละ คือความ เป็นพาล. ภาษาบาลีความไม่รู้เรียกว่าเป็นพาล ความเป็นพาล, เด็กอ่อนยังไม่รู้เรียกว่า พาละ เหมือนกัน, ลูกเล็ก ๆ เด็กอ่อนที่เพิ่งเกิดมายังไม่รู้อะไรภาษาบาลีเขาใช้คำว่าพาละด้วย เหมือนกัน. คำว่า พาละ ก็แปลว่า ปราศจากความรู้ที่ควรจะมี . เดี๋ยวนี้เราก็จะมีสติ ปัญญา มีอาชีพดำรงชีพมีการดำรงชีพอยู่ด้วยสติปัญญา, ช่วยถือเป็นหลักเกณฑ์อย่าง แน่วแน่ แน่วแน่ว่าจะมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา, จะมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ทุกวินาทีตั้งแต่ เช้าจนเย็น จนค่ำ จนนอนจนตื่นทั้ง ๒๔ ชั่วโมง, ขอให้พูดได้ว่ามีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา. ปัญญาในที่นี้ ก็อยากเสนอตัวอย่าง ใครอยากจะจดก็จดได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ มีปัญญาในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต ทำงานเลี้ยงชีวิตมีปัญญา, แล้วก็มี ปัญญาในการที่ จะไม่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต, มันเป็น ๒ เรื่อง : หาเลี้ยง ชีวิตต้องมีปัญญาหาเลี้ยง มันจึงจะได้, แล้วโดยมากมันจะเกิดความทุกข์ขึ้นในการหา เลี้ยงชีวิต เช่นมันเหน็ดเหนื่อยบ้าง มันมีศัตรู มีอะไรรอบด้านแหละ แม้แต่ศัตรูตาม ธรรมชาติก็มี ศัตรูโดยมนุษย์ก็มี มันยากที่จะสำเร็จได้โดยง่าย มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา. ดังนั้น เราจะต้องมีปัญญา ในการที่จะไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา จากการหาเลี้ยง ชีวิตนั้น เป็น ๒ ข้อแล้ว.

น.208 มีและใช้ทรัพย์ให้ถูกต้อง. มีปัญญาในการมี, การใช้ทรัพย์สมบัติอย่างถูกต้อง ; ถ้ามีไม่เป็นมัน มีด้วยความวิตกกังวล เงินไปฝากอยู่ในธนาคาร แต่เหมือนกับมาสุมอยู่บนหัวของเจ้าของ ที่นอนหลับอยู่ที่บ้าน ; นี่เรียกว่ามีไม่เป็น ไม่รู้จักปล่อยวาง มันยึดมั่นถือมั่นเสียตลอดไป มันมีความยึดมั่นถือมั่น ถึงกับนอนไม่หลับวิตกกังวลเป็นห่วงอะไรเหล่านี้ มันก็มีไม่เป็น แล้วก็ใช้ไม่เป็นอย่างที่ว่า ใช้เลี้ยงตัวเองก็ไม่เป็น, ใช้ไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือสังคมก็ใช้ ไม่เป็น. ข้อนี้แหละจึงว่า ต้องมีปัญญาในการมี การใช้ทรัพย์สมบัตินั้นอย่างถูกต้อง. บริหารทิศทั้ง ๖ โดยถูกต้อง. ข้อนี้แปลกคอยฟังให้ดี ๆ มีปัญญาในการบริหารทิศทั้ง ๖ ให้ถูกต้อง, บริหารทิศทั้ง ๖ ให้ถูกต้อง. หลักเกณฑ์อันนี้ใช้มาแต่โบราณในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้า หรือจะก่อนพระพุทธเจ้าก็ได้. ทิศทั้ง ๖ เอาเราอยู่ตรงกลาง ทิศทั้ง ๖ ก็คือ ข้างหน้า เราทิศ ๑, ข้ างหลัง เราทิศ ๑, ข้างซ้าย เราทิศ ๑ ข้างขวา เราทิศ ๑, ข้างบน ทิศ ๑, ข้างล่าง ทิศ ๑ เป็น ๖ ทิศ. ท่านจัดสมมติไว้เพื่อให้เข้าใจง่ายศึกษาง่าย ก็ว่า ทิศข้างหน้า คือบิดามารดา, ทิศข้างหลังคือบุตรภรรยา, ทิศข้างซ้ายคือมิตรสหาย, ทิศข้างขวา ครูบาอาจารย์, ทิศข้างบนคือพระเจ้าพระสงฆ์ หรือสิ่งที่สูงกว่าเรา, ทิศข้างล่างคือ ค นใช้กรรมกรบ่าวไพร่ มองดูเป็นทิศ ๆ อย่างนี้ก็ได้ ที่แท้ มันคือสังคม สังคมรอบ ตัวเรา, สังคมที่มีอยู่รอบตัวเรา. เราจะต้องประพฤติให้ถูกต้องต่อบิดามารดา เอาเป็นเบื้องหน้า เป็น ข้อแรกที่ทุกคนจะต้องสนใจเลย ; ถ้าไม่สนใจบิดามารดาแล้วก็เรียกว่ามันหมดความเป็น

น.209 ธรรม มันไม่มีความถูกต้อง เ ป็นลูกเกิดมาเพื่อทำให้บิดามารดาสบายใจ. ขอให้ นักเรียนนักศึกษาถือว่าข้อนี้ เป็นหลักสำคัญที่สุดว่าเป็นลูก เป็นบุตรเกิดมา เพื่อทำบิดา มารดาให้สบายใจ ; ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ใช่ลูกไม่ใช่บุตร นี่ทิศเบื้องหน้า. ทิศเบื้องหลัง ก็หมายถึงผู้ใหญ่แล้ว มีบุตรมีภรรยามีสามี อะไรก็ตามข้างหลัง เรียกว่าอยู่ข้างหลัง ก็ต้องทำให้ถูกต้องจนไม่เกิดปัญหาขึ้นมา ทิศข้างซ้ายมือของเราก็มีมิตรสหาย สำคัญอย่างยิ่ง, มิตรสหายไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย ถ้าจัดไปถูกต้องแล้วก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุด. แต่เดี๋ยวนี้มักจะมีแต่ เรื่องผิด ๆ มี เพื่อนกินเหล้า, มีเพื่อนอบายมุข เสียมากกว่าที่จะปฏิบัติธรรมะกัน. ทิศทางขวาครูบาอาจารย์ จะต้องปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ ให้สำเร็จประโยชน์, คือ ให้ครูบาอาจารย์สามารถพาเราไปได้. ครูบาอาจารย์คือผู้ที่จะชักจูงเราไปในทาง ที่ถูกต้อง อบรมสั่งสอนไปให้ถูกต้อง. ถ้าเราทำตัวเป็นวัวดื้อดึงไปไม่ได้ ก็ไม่มี ประโยชน์อะไร, ครูบาอาจารย์เหล่านั้นก็เป็นหมันเปล่า. ทิศข้างบนที่จะเคารพบูชา อะไรก็ตามใจแล้วแต่จะเรียก จะจัดพระราชามหากษัตริย์ อะไรไว้ข้างบนก็ได้, เขาระบุ ไว้แต่โบราณว่า ส มณพราหมณ์ คือ พ ระเจ้าพระสงฆ์ เป็นผู้นำทางวิญญาณ, ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนนี้นำทางวัตถุ, พระเจ้าพระสงฆ์นำทางจิตทางวิญญาณ ต้อง ประพฤติให้สำเร็จประโยชน์ คือให้ท่านนำไปได้, ท่านนำไปได้. ถ้านำไปไม่ได้ก็ เหมือนกับว่าเราไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์ ไม่มีศาสนา ไม่มีอะไรทำนองนั้น. ทีนี้ ทิศเบื้องล่าง ที่เขาอยู่ต่ำกว่าเรา เขายากจนกว่าเรา, เขาเป็นลูกจ้างเรา เขาเป็นคนใช้เรา อะไรเหล่านี้ เรียกว่าอยู่เบื้องล่าง ก็เป็นสังคมด้านหนึ่งเหมือนกัน จะ ต้ องปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้สำเร็จประโยชน์ โดยหลักใหญ่ ๆ เขาต้องการให้ปฏิบัติต่อคนที่

น.210 ๑๗๔ สั นติภาพของโลก อยู่ต่ำกว่า ว่าเขาเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน, เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา เหมือนกัน, อย่าไปดูถูกดูหมิ่นอย่าเหยียดหยาม, อย่าแบ่งแยกชนิดที่เหมือนกับว่าไม่ได้ เป็นมนุษย์ด้วยกันนั่นแหละ เราจะใช้คำว่า สังคมก็ได้ สังคมทั้ง ๖ ทิศ หรือจะเรียกทิศทั้ง ๖ ต้องมี การบริหารให้ถูกต้อง ทุก ๆ ทิศด้วยปัญญา ; ถ้าไม่มีปัญญาทำไม่ได้ เรียกว่ามีปัญญา ในการบริหารทิศทั้ง ๖ ให้ถูกต้อง, ให้สังคมรอบด้านทั้ง ๖ ด้าน มีสังคมทั้ง ๖ ด้านให้ถูก ต้อง, ที่เป็นผู้อื่นนอกไปจากตัวเราแล้ว หลาย ๆ คนเราเรียกว่าสังคมได้ ทั้งนั้น : ข้างหน้าสังคมบิดามารดา ของเรา, ข้างหลังบุตรภรรยา ของเรา, ข้างซ้ายเพื่อน ของ เรา, ข้างขวาครูบาอาจารย์ ของเรา, ข้างบนสมณพราหมณ์ ผู้สูงกว่าเรา, ข้างล่าง คือลูกจ้างกรรมกร คนใช้อะไรก็ตามที่ต่ำกว่าเรา. ถ้าเรามีปัญญาปฏิบัติต่อทิศทั้ง ๖ นี้ อย่างถูกต้อง มันจะเกิดผลดีมหาศาล คือมันมีแต่จะเจริญ ๆ สูงขึ้นไปสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ไม่ตกต่ำจมลงไปในนรกหรือทุคติ แต่ว่ามันจะสูง ๆ ขึ้นไปในทางสุคติ. ทำภาพพจน์ดูอย่างง่าย ๆ ก็เช่นว่า ผู้ที่อยู่สูงกว่าเรา ดึงเราขึ้นไป, จะดึง หัวเราขึ้นไปก็ได้ ใช้คำหยาบคาย คือเขาอยู่สูงกว่าเราเขาดึงเราขึ้นไป. ที่อยู่ต่ำกว่าเรา อยู่ข้างล่าง ดันเราขึ้นมา, แล้วมันจะไปไหนล่ะ ที่อยู่รอบๆ ข้างนี้ ก็ ช่วยประดับ ประคองไม่ให้ผิดพลาด ไม่ให้พลัดตกทางไหน. ในที่สุดก็เป็นการช่วยดันขึ้นไปอีก นั่นแหละ, ดันให้สูงขึ้นไปหรือประคองไว้ อย่าให้มันเอียงอย่าให้มันล้ม. นี่สังคม ที่ถูกต้องมันเป็นอย่างนี้ : ที่สูงกว่าเราดึงเราขึ้นไป ที่ต่ำกว่าเราดันเราขึ้นมา ที่อยู่ เสมอกันก็แวดล้อมเราไว้ไม่ให้เอียง ไม่ให้มันล้ม ไม่ให้มันผิดพลาด แล้วการดำรง ชีวิตนั้นมันก็ถูกต้องเท่านั้น ไม่มีปัญหาอะไร นี่มีปัญญาบริหารในทิศทั้ง ๖.

น.211 ไม่ลุอำนาจแก่กิเลส. ทีนี้จะพูดต่อไปว่า มีปัญญาที่จะไม่ลุอำนาจแก่กิเลส, การไม่ลุอำนาจแก่ กิเลส คือ อย่าปล่อยให้กิเลสมีอำนาจเหนือเรา . กิเลสมี ๓ พวก : โลภะ โทสะ โมหะ มีลักษณะเป็น ๓ ลักษณะ :- กิเลส พวกที่ ๑ เรียก โลภะ หรือ ราคะ ก็ตามเถอะ กิเลสพวกที่ ๑ คือ ดึงเข้ามาหาเราด้วยความโง่. กิเลส พวกที่ ๒ โทสะ โกธะ อะไรก็ตาม มัน ผลัก ออกไปด้วยความโง่ หรือตีต่อต้านทำลายด้วยความโง่. กิเลส พวกที่ ๓ พวกโมหะ ปมาทะ นี้ก็ว่า วิ่งล้อมอยู่รอบ ๆ มัน หรือมันดึงเราให้วิ่งล้อมอยู่รอบ ๆ เราด้วยความโง่ ของเรา, เราโง่ เราสงสัย เราสนใจ เราปล่อยไม่ได้ เราก็ยังหลงใหลอยู่. กิเลส พวกที่ ๑ มัน ดึงเข้ามาหาตัว ด้วยความโง่, กิเลส พวกที่ ๒ ผลัก ออกไปหรือตีให้ตาย ฆ่าเสียให้ตายด้วยความโง่. กิเลส พวกที่ ๓ มัน ทำให้เราวิ่ง อยู่รอบ ๆ วิ่งอยู่รอบ ๆ จะไปไม่ได้, สนใจอยู่รอบๆ สงสัยอยู่รอบ ๆ ด้วยความโง่. มัน เต็มไปด้วยความโง่ เรียกว่า โลภะ โทสะ โมหะ, หรือว่าราคะ โทสะ โมหะ เป็นชื่อที่ ได้ยินกันจนชินหู แต่กลัวว่าจะไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้อง ที่รัดกุม ที่ง่ายต่อการ สังเกต. ถ้าเรามีปัญหาขึ้นมาสงสัยขึ้นมา ว่าเราจะมีกิเลสชื่ออะไรกิเลสอะไร เราก็ ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ : ถ้ากิเลสนั้นมัน ทำให้ดึงเข้ามาหา มากอดรัดไว้ มายึดถือไว้ มา อะไรอยู่นี้ เรียกว่าดึงเข้ามาเป็น พวกโลภะ, ถ้าผลักออกไป หรือทำลายเสีย ก็เรียกว่า โทสะ, ถ้าทำให้สงสัยสนใจอาลัยอาวรณ์วิ่งอยู่รอบ ๆ วิ่งอยู่รอบๆ จะผลักออกไป ก็ไม่ใช่ จะดึงเข้ามาก็ไม่ใช่ มันก็วิ่งอยู่รอบ ๆ มันก็ เป็นพวกโมหะ.

น.212 นี่รู้จักกิเลส โดยการสังเกตกิริยาอาการของสิ่งที่เรียกว่ากิเลส. ทั้ง ๓ อย่างนี้ทำไปด้วยความโง่, ร้อนทั้งนั้นเลย ทั้ง ๓ พวก, จะร้อน จะมืดมนท์จนเจ็บปวด ที่ไม่น่าปรารถนาทั้งนั้นแหละ. ที่เขาชอบเปรียบมากที่สุดก็คือว่า ไฟเป็นของร้อน โลภะ เป็นของร้อน, โทสะเป็นของร้อน, โมหะเป็นของร้อน , มีที่ไหนร้อนที่นั่น มีเมื่อไรร้อนเมื่อนั้น. เราควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ ป้องกันไว้ได้ ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น ๆ ที่มากระทบเราทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๖ ทาง. เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ ๖ ทางนี้ แล้วก็ มีสติ สัมปชัญญะมีปัญญา มีสมาธิ ที่ฝึกไว้ดีแล้ว เผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ; ป้องกันไม่ให้มีความโง่ ไม่มีความ หลงต่อสิ่งเหล่านั้น, สิ่งเหล่านั้นก็จะมาทำให้เราเกิดความยินดียินร้ายไม่ได้, ไม่ยินดี ยินร้ายก็ไม่เกิดกิเลส. ถ้า ยินดี ก็เกิดกิเลสที่ จะเอาเข้ามา, ยินร้าย ก็เกิดกิเลสที่ จะผลัก ออกไป, ทั้ง ๒ อย่างนี้มันก็ทำให้พัวพันอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ยินดียินร้ายก็ได้เหมือน กัน แต่มัน ทำให้สงสัยข้องใจอยู่ นั่นแหละ ปัดออกไปไม่ได้ ก็สนใจอยู่เหมือนกับวิ่ง อยู่รอบ ๆ อย่าให้เกิดอาการอย่างนี้ขึ้นในชีวิตประจำวัน ที่ต้องสัมผัสสิ่งทั้งหลาย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจอยู่เสมอ, ไม่ลุอำนาจแก่กิเลสเหล่านี้ก็หมาย ความว่า ไม่ปล่อยให้กิเลสเหล่านี้มันเกิดขึ้นมามีอำนาจเหนือเรา; นี้ก็เป็นการดำรง ชีวิตที่ ถูกต้องอย่างยิ่ง ในด้านที่ลึกเข้าไป. รู้จักใช้หลักศาสนา และศีลธรรมอย่างถูกต้อง. ทีนี้ต่อไป ก็มีปัญญาในการที่จะใช้หลักศาสนาและศีลธรรมอย่างถูกต้อง, มี ปัญญาในการใช้หลักศาสนาและศีลธรรมอย่างถูกต้องนี้ เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักด้วยซ้ำไป เราก็ ไม่ได้ใช้อย่างถูกต้อง มันก็เหมือนกับไม่มี ... แม้ว่า จะจดทะเบียนเป็นพุทธบริษัท

น.213 นับถือพุทธศาสนา มัน ก็ยังไม่มีพุทธศาสนา, มันมีแต่เพียงพิธี เหมือนกับพิธีพุทธ- มามะกะนี้, เข้าใจว่าทุกคนเคยทำพิธีพุทธมามะกะ มันก็ยังเป็นพุทธมามะกะมีศาสนาแต่ เพียงพิธี, มีแต่เพียงพิธีเท่านั้น, ยังไม่มีตัวจริง, มันต้องปฏิบัติถูกต้อง จึงจะเป็น พุทธศาสนาหรือพุทธบริษัท มีพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง. การถือพระรัตนตรัย มัน เป็นเพียงทำพิธี ต่อเมื่อเราปฏิบัติธรรมะ เห็นประโยชน์เห็นอานิสงส์ของธรรมะแล้ว เราจึงจะ รู้สึก เชื่อ รัก เคารพพระพุทธ เคารพพระธรรม เคารพพระสงฆ์. นี่เป็น สรณาคมน์ อย่างแท้จริง. สรณาคมน์มี ๒ แบบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างที่เขาว่า เขาสอน ให้พูดให้ว่า สรณคมน์อย่างนี้มีเบื้องต้น มีพอเป็นพิธีในเบื้องต้น ; เมื่อเราศึกษาปฏิบัติ รู้ความดับทุกข์แล้ว เราจึงรู้จักว่า พระพุทธเจ้านี้ดีจริง น่าอัศจรรย์จริง, พระธรรมนี้ ดีจริง น่าอัศจรรย์จริง, พระสงฆ์นี้ดีจริงน่าอัศจรรย์จริง, อย่างนี้จะเป็นสรณคมน์ที่แท้จริง คือหลังจากการที่ได้รู้จักแล้ว ระวังให้ดี ถือสรณคมน์หรือถือพระรัตนตรัยมีอยู่ ๒ แบบ : แบบที่ยังไม่ทันรู้ธรรมะ ไม่รู้จักผลของธรรมะ เขาสอนให้ว่า เขาสอนให้ทำพิธี นั้นแบบ หนึ่ง, ครั้น ปฏิบัติธรรมะรู้ธรรมะแล้ว รู้สึกด้วยใจจริงแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ พระธรรมเป็นอย่างนี้ พระสงฆ์เป็นอย่างนี้ นี่ว่าออกมาเอง ไม่ต้องมีใครสอนแล้วที่นี้ จิตมันจะว่าออกมาเอง ; เหมือนกับคนที่เขาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ประกาศตน เป็นผู้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นมาเอง, นี้ไม่ต้องมีใครสอน. เดี๋ยวนี้อย่างนี้เราไม่ค่อยมี, มีแต่ลูกเด็ก ๆ ถูกจับมาสอนให้ว่าอย่างนกแก้ว นกขุนทอง อย่างนั้นมันไม่พอ, ต้องเลื่อนชั้น เลื่อนชั้นให้สูงขึ้นไป ให้เป็นพระ- รัตนตรัยที่จริงขึ้นมา. อย่ามีพระรัตนตรัยแต่สักว่าตามพิธี, ตามพิธี. หลักของ พระศาสนาหรือศีลธรรม ก็ตาม มันรวมอยู่ที่คำ ๆ เดียวว่า ทำลายความเห็นแก่ตัว,

น.214 ๑๗๘ ทำลายความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวและเห็นแก่ตัว. ทำลายอันนั้นแหละ นั่นคือตัว ศาสนา ; ศีลธรรมก็ทำลายไปอย่างต่ำ ๆ, ศาสนาก็ทำลายไปอย่างสูงสุดอย่างละเอียดลึกซึ้ง หมดเลย, ทั้งศีลธรรมและทั้งศาสนา มุ่งจะกำจัดการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนและก็ เห็นแก่ตน. จงรู้จักให้ดีๆ และเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้, นี้เราจะเรียกว่า มีปัญญาในการมีและการใช้หลักศาสนาและศีลธรรมอย่างถูกต้อง, นี่มีปัญญาข้อนี้เป็น อย่างนี้. เห็นตถตาของทุกสิ่ง. ทีนี้ขออีกข้อหนึ่งข้อสุดท้าย มีปัญญาในการเห็น ตถตา (ความเป็นเช่นนั้น เอง) ต ถตา-ความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมเรา หรือแวดล้อมเราอยู่ เห็น ตถตาของทุกสิ่งที่เรารู้สึกอยู่ เห็นอยู่ รอบๆ ตัวเรา, เห็นว่าทุกสิ่ง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว เรานั้น มันเป็นของที่เกิดโดยเหตุโดยปัจจัย, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนือง นิจ, อย่างนี้ เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ฟังยุ่งยากเข้าทุกทีแล้วนะ, จะไม่สนใจก็ได้, แต่ ให้รู้ความหมายว่า อิทัปปัจจยตาคือ ทุกสิ่งกำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน อยู่ เนืองนิจ. ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็เรียกว่าทุกอย่างเลย ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้ เราก็จะเห็น ทุกอย่างที่เราเห็นอยู่ ลืมตาเห็นอยู่ หรือได้ยินอยู่ ได้ฟังอยู่ก็ตาม, ทุกสิ่งทุกอย่างกำลัง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย : เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป. ที่มัน เป็นของแข็งของแน่นของหนักเช่นศาลาหลังนี้เป็นคอนกรีต ; ถ้าเราเห็นตถตาเราก็ จ ะเห็น เหมือนกับว่า ศาลาหลังนี้มันก็มี เหตุปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไป กำลัง เสื่อมโทรมอยู่ทุกวินาที. นี่ความเปลี่ยนแปลงของมัน มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา, แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย. นี้มันเป็น ของไม่มีชีวิต เป็นของแน่น หนาทึบอย่างนี้ มันก็ ยังเป็นอย่างนั้น, นับประสาอะไรกับสิ่งที่มันมีชีวิต, เช่น

น.215 สุนัขมีชีวิต ต้นไม้ต้นไล่มีชีวิต, ไม่มีอะไรที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย อ ยู่เนืองนิจ; แม้เสื่อที่เรานั่งนี้ มันกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ; มันกำลังไหลไป ไหลไปสู่ความดับ สู่ความสั้นสุด มันกำลังไหลไป. นี่เรียกว่า เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นอิทัปปัจจยตา แล้วสรุปความ ว่านั่นคือมันเป็นอย่างนั้นเอง, มันคือเป็นอย่างนั้นเอง. พอเห็นว่าอย่างนั้นเอง มันก็ไม่ยึดถือ ที่จะเอา เอาอย่างนั้นเอาอย่างนี้ เอาอย่างที่กูต้องการ, ให้เกิดเป็น ของกูขึ้นมาตามที่กูต้องการ เป็นตัวกูที่จะบังคับมัน จะบังคับสิ่งเหล่านั้นให้เป็นไป ตามอำนาจของกู นี้เพราะความไม่เห็นตถตา. ถ้าว่าเราเจ็บไข้ เ ราเห็นตถตาก็เห็นว่าร่างกายมันเป็นอย่างนั้น, หรือ จิตใจมันเป็นอย่างนั้นไปตามร่างกาย เป็นความเจ็บไข้ เป็นตถตาเช่นนั้นเอง, ไม่ต้อง กลัวให้มาก ให้ป่วยการ ให้เป็นทุกข์, รักษาเยียวยาก็รักษาไป ไม่ต้องไปกลัวให้มันเป็น ทุกข์, ไม่ต้องไปเสียใจให้มันเป็นทุกข์, อย่างนี้เรียกว่าเห็นตถตา. เมื่อเราจะต้องตาย ก็โอ คืออย่างนั้นเอง; เราไม่ต้องกลัวตาย ก็ตาย ได้สงบ ตายได้ดีที่สุด. หรือว่า อะไร ๆ มันสูญหายไป มันก็เช่นนั้นเอง เป็นทุกข์ เป็นร้อนทำไม หาให้พบก็ได้, เมื่อไม่พบก็เช่นนั้นเอง. หาให้ดีมันก็พบ, แล้วก็ระวัง ให้ดีอย่าให้มันหาย, มันก็ไม่มีความทุกข์เพราะของหาย. หรือแม้ที่สุดแต่ว่า จะสอบไล่ตก ก็เพราะมองเห็นว่า มันเรียนไม่พอนี่จะ ทำอย่างไร, มันเหลวไหลมันเรียนไม่พอ แล้วมันจะต้องสอบไล่ตก มันก็คือเช่นนั้นเอง จะต้องสอบไล่ตก, จะไปเสียใจทำไม ก็เรียนให้มันดีให้มันพอ แล้วมันก็จะสอบไล่ได้. อย่าเหลวไหลซิ เดี๋ยวนี้เรียนไม่พอแล้วยังเหลวไหลอย่างอื่นอีก มันก็ต้องสอบไล่ตก แล้ว

น.216 ก็ไปโทษผีสางเทวดาอะไรก็ไม่รู้, ไม่โทษความเหลวไหลของตัวเอง แล้วก็เป็นทุกข์ ถ้าเห็นว่ามันมีเหตุปัจจัยอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่าเห็นตถตา, การ เห็นเช่นนั้นเองของทุกๆ สิ่ง จะป้องกันมิให้เราเป็นทุกข์ โดยประการทั้งปวง ตถตา แปลว่า เช่นนั้นเอง มันจะมีความปกติสุข ไม่ตื่นเต้น, ความตื่น เต้นบางคนชอบว่าสนุกดี. แต่ความตื่นเต้นนั้นเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ยุ่ง ; ไม่ชอบใจก็ ตื่นเต้นไปอย่าง, ชอบใจก็ตื่นเต้นไปอย่าง, รักก็ตื่นเต้นไปอย่าง, เกลียดก็ตื่นเต้นไปอย่าง, โกรธก็ตื่นเต้นไปอย่าง, กลัวก็ตื่นเต้นไปอย่าง, นี้เรียกว่ามันถูกกระทำให้ตื่นเต้น ให้มัน กระโดดโลดเต้น มันไม่ใช่ปกติสุข ; ฉะนั้นไม่ต้องตื่นเต้นดีกว่า. การที่จะ ไม่ต้องตื่นเต้น เลยก็คือการเห็นตถตา ถ้าเห็นถึงที่สุดจริงๆ ปล่อยวางได้หมดจริง ก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ ; เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้อวดอ้างว่าจะเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเราก็ทำ ตามพระอรหันต์ จนไม่ให้ชีวิตนี้มันกระโดดโลดเต้น เต็มไปด้วยความขึ้น ๆ ลง ๆ ระส่ำ ระสายเป็นทุกข์. นี่ หลักธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือเรื่อง ตถตา เป็นเรื่อง เดียวกับอนัตตา สุญญตา อะไรตา ๆ เหล่านั้น ; แต่ จำกันง่ายๆ คำเดียวก็พอ : ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง, มัน ไม่ใช่ตัวตน มัน เป็นอนัตตา มัน ว่างจากตัวตน มัน เป็นสุญญตา มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ มัน เป็นอิทัปปัจจยตา นี่มีปัญญา ระดับสูงสุด เป็นอันสุดท้าย ก็สามารถดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง. ทบทวน ดูอีกทีก็ได้ เผื่อใครสนใจจะจดจำอย่าง จริงจังว่า : ๑. มีปัญญาในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต ๒. มีปัญญาในการที่จะไม่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นมาในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต. ๓. มีปัญญาในการมีและการใช้ทรัพย์อย่างถูกต้อง.

น.217 ๔. มีปัญญาในการบริหารทิศทั้งหกคือสังคมทั้งหกด้านอย่างถูกต้อง. ๕. มีปัญญาไม่ลุอำนาจแก่กิเลสทั้ง ๓ พวก. ๖. มีปัญญาในการมีและใช้หลักศาสนาและศีลธรรมอย่างถูกต้อง. ๗. สุดท้าย มีปัญญาในการเห็นตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง ในทุกสิ่ง ที่แวดล้อมเราอยู่ และที่กำลังจะเข้ามาแวดล้อมเรา. เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ ทำอย่างไร, เรามันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันก็ต้องมีสิ่งที่เข้ามากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ถ้าเราไม่มีปัญญา เราโง่ ต้อนรับมันโดยไม่มีปัญญา คือ ไม่เห็นตถตา มันจะมาสร้างปัญหาขึ้นทันที : ให้รัก บ้างให้โกรธบ้าง ให้เกลียดบ้าง ให้กลัวบ้าง ; นี่มีอยู่แต่อย่างนี้ แล้วจะเป็นอย่างไร, หรือว่า ให้วิตกกังวล ให้อาลัยอาวรณ์ถึง ให้อิจฉาริษยาคู่แข่งขัน ให้หวงให้หึงอะไรกันถึงเป็นเรื่อง ฆ่ากันตาย. คำเหล่านี้มีประโยชน์จำไว้ให้ดีเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องทดสอบ, เป็นเครื่อง วัดว่ามีปัญหาหรือไม่มีกิเลสหรือไม่ ? ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความ วิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวง ความหึง, ไม่กี่คำดอก, แต่เป็น เครื่องทดสอบ ที่ใช้ทดสอบได้ดีที่สุดว่า มีกิเลสลดลงหรือไม่, หรือว่ากิเลสมันหมดแล้ว เพราะมันไม่มีความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น. ถ้าเรามีปัญญา เจ็ดประการนี้ไม่ต้องสงสัย ; การดำรงชีวิตด้วยปัญญาหรือ ธรรมชีวี มันก็มีขึ้นมันก็เกิดขึ้น เป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ก็คุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดความทุกข์. เมื่อไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ ไม่วุ่นวายด้วยสิ่งเหล่านี้มันก็คือสันติภาพ ดังนั้นการดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง มันก็สร้างสันติภาพ, เป็นปัจจัยแก่สันติภาพ เป็น เหตุแห่งสันติภาพ เช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสองอย่าง. สัมมาวาจา การมีการพูดจาอย่างถูกต้องมัน ก็เกิดสันติภาพ, สัมมากัมมัน- ตะ มีการกระทำการงานอย่างถูกต้อง มัน ก็เกิดสันติภาพ, สัมมาอาชีวะ ดำรงชีวิต

น.218 อย่างถูกต้อง มัน ก็เกิดสันติภาพ; ก็เอาไปรวมกับสองเรื่องที่พูดวันก่อนโน้น สัมมา ทิฏฐิ มีความรู้ความเข้าใจความเห็นอย่างถูกต้อง, สัมมาสังกัปปะ มีความปรารถนา อย่างถูกต้องนั้นพูดแล้ว. วันนี้ก็สัมมาวาจา พูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันตะ ทำการงานถูกต้อง สัมมา อาชีวะ ดำรงชีวิตถูกต้อง ได้มา ๕ ถูกต้องแล้ว ยังอีก ๓ ถูกต้อง ที่จะต้องพูดในคราวอื่น. นี่คือเหตุให้เกิดสันติภาพ ตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าทางอื่นไม่มี ทางอื่นไม่มี นอกจากทางอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี่, ความถูกต้องแปดประการที่ประกอบ กันขึ้นเป็นทางนี้ วันนี้ก็พูดมาถึงข้อที่ ๕ ของความถูกต้อง. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา จะต้องยุติการบรรยาย เหลืออยู่แต่ท่าน ทั้งหลายจะกำหนดจดจำไปดี ๆ เอาไปใคร่ครวญวินิจฉัยดูให้ดี โดยอิสระของตนเอง เมื่อเห็นชัดว่า มันจะสร้างสันติภาพได้จริง ก็ลองปฏิบัติดู, ทดลองปฏิบัติดู มันก็สร้าง สันติภาพได้จริงให้ชิม ปฏิบัติเต็มที่ถือเอาเป็นหลักเลย. ไม่ได้แนะให้เชื่อ, ไม่ได้บังคับ ให้เชื่อ, ไม่ผูกขาดพูดข้างเดียว แต่พูด เพื่อให้เอาไปศึกษาพินิจพิจารณาใคร่ครวญ ให้เห็น จริง ว่า มันมีเหตุผลที่จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ลอง ลองเท่านั้น, ลองปฏิบัติ ดู แล้วมันก็ จ ะพบความจริงขึ้นมาว่า มันดับทุกข์ได้จริง มีสันติภาพได้จริง . ทีนี้ก็ ปฏิบัติเต็มที่ ไม่ใช่ลองแล้ว ชีวิตนี้ก็ จะประสบความสำเร็จ มีสันติสุขส่วนบุคคล มีสันติภาพในส่วนรวม สมตามความมุ่งหมายที่เรียกว่า ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมันควร จะได้สิ่งเหล่านี้. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมมีใจความส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะยิ่ง ๆ ขึ้นไป ณ โอกาสนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต