Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๗ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาวายามะ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.219 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่อง สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ, แต่มีหัวข้อ เฉพาะในการบรรยายครั้งนี้ว่า เ หตุให้เกิดสันติภาพ คือ สัมมาวายามะ. [ท บทวน .] ในครั้งที่แล้วมาครั้งแรกที่สุดก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ต้องบรรยายเรื่องนี้ ว่า เรา อยู่ในโลก เราเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องสนใจเรื่องนี้เพื่อประโยชน์แก่เรา เองและเพื่อสนองพระพุทธประสงค์, แล้วก็ได้บรรยายเรื่อง วิกฤตการณ์ คือภาวะเลวร้าย ในโลกนี้ มันเกิดขึ้นเพราะความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุของโลกนั้นเอง, แล้วก็ได้บรรยาย เรื่อง เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์, แล้วก็ได้บรรยายเรื่องสันติภาพ ลักษณะของสันติภาพ, แล้ว ๑๘๓

น.220 ก็ได้บรรยายเรื่อง เหตุให้เกิดสันติภาพ หมวดปัญญา คือสัมมาทิฏฐิ กับสัมมาสังกัปปะ, ต่อมาก็ได้บรรยาย เหตุให้เกิดสันติภาพ หมวด ศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ; ส่วน ในวันนี้จะได้บรรยายโดยหัวข้อ ของ สัมมาวายามะ ในฐานะ เป็นเหตุให้เกิดสันติภาพในหมวดของสมาธิ ซึ่งท่านทั้งหลายควรจะทำความเข้าใจให้ แจ่มแจ้งชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ว่าเราอาศัยหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเหตุให้เกิดสันติภาพ แล้วก็บรรยายมาตามหมวด ตามลำดับ หมวดปัญญา หมวดศีล หมวดสมาธิ คือวันนี้ หมวดสมาธิมีอยู่ ๓ ข้อ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. วันนี้ก็จะได้บรรยาย ข้อแรกของหมวดสมาธิคือสัมมาวายามะ. ความหมายของสัมมาวายามะ. คำว่า สัมมาวายามะ นี้ แยกคำออกได้เป็น สัมมา คำหนึ่ง วายามะ คำหนึ่ง สัมมา แปลว่า ถูกต้อง, ว ายามะ แปลว่าความ พยายาม. ความพยายามนี่เป็นภาษาธรรมดา ที่เข้าใจกันอยู่แล้ว ว่าพยายามให้เกิดผลสำเร็จ ; เมื่อรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ก็พยายาม กระทำเรื่อยไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ความพยายามนี้มีคำเรียกแทนกันได้อีกหลายคำ เช่นคำว่า วิริยะ ซึ่ง แปลว่า ความเพียร ในลักษณะที่เป็นความกล้าหาญ. หรือจะเรียกว่า ปธานะ คือ ทรงตัวอยู่ในลักษณะ อย่างนั้นเรื่อยไป หรือจะเรียกว่า ฐิตะ คือ ค วามตั้งมั่น หรือ จะเรียกว่า อัปปฏิวาณี คือ ไม่ยอมถอยหลัง หรือจะเรียกว่า ปรักกมะ แปลว่า ก้าวไป ข้างหน้าเรื่อยไป มีอยู่หลายคำด้วยกัน แต่เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน คือสิ่งที่เราเรียกกันใน ที่นี้ว่าความเพียรโดยธรรมดา ; แต่ ในบาลี เรียกว่า วายามะ, เป็นภาษาไทยว่า พยายาม. สัมมาวายามะ ก็แปลว่า ความพยายามที่ถูกต้อง, คำว่า สัมมา ๆ คำนี้ โดยความหมาย ก็คือ ความถูกต้อง ; แต่เรามักนิยมแปลกันว่าชอบ เรียกว่า สัมมาวายามะ ความเพียร

น.221 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๑๘๕ ชอบ อย่างนี้ได้เหมือนกัน แต่พึงรู้เอาไว้ว่า มันหมายถึงความพยายามอันไม่รู้จัก หยุด ให้ก้าวหน้าเรื่อยไป โดยความถูกต้อง. คำว่าถูกต้อง ถูกต้องนี้ ถือเอาตามหลักธรรมแล้วก็เข้าใจง่ายนิดเดียว, คือ มันเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย มัน ไม่ให้โทษแก่ใคร ฝ่ายใด, ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าถูกต้อง. แต่วิชาการสมัยใหม่ ทาง philosophy ทางอะไรของเขานั้น คำว่าถูกต้องมีเหตุผลมาก พูดจากันมากอภิปรายกันมาก แล้วก็ไม่ค่อยจะยุติมันเลย เพ้อจนไม่รู้ว่าจะถูกต้องกันอย่างไร แล้วมันยังต้องศึกษาเหตุผลกันมากมายนัก เวียนหัว. เอากันแต่ธรรมดา ๆ สามัญ ตาม หลักธรรมว่า ถ้าถูกต้องแล้วมันก็ไม่ทำใครให้เดือดร้อน, มีแต่ทำให้ทุกคน หรือ ทุกฝ่าย ได้รับประโยชน์ อย่างนี้เรียกถูกต้อง. ทีนี้ก็จะดูกันถึงคำว่าถูกต้องต่อไป มันมีรายละเอียดอย่างไร ถ้าถือ ตามหลัก ที่มีมาในพระบาลี สัมมาวายามะก็มีหลักเป็น ๔ ประการ คือ พยายามปิดกั้นไม่ให้บาป เกิดขึ้น หนึ่ง แล้วก็ ละบาปที่เกิดขึ้นแล้วหนึ่ง, ทำความดีหรือบุญจะเกิดขึ้น หนึ่ง ; แล้ว ก็รักษาความดี หรือ บุญที่เกิดขึ้นแล้ว ไว้ให้ยังคงอยู่ เจริญงอกงามต่อไป หนึ่ง, เป็น ๔ อย่าง. เรียกสั้น ๆ ก็ว่า ป้องกันสิ่งที่ควรจะป้องกัน, ละสิ่งที่ควรละ , สร้าง สิ่งที่ควรสร้าง, แล้วก็ รักษาสิ่งที่ควรรักษา , ถือหลักกว้าง ๆ อย่างนี้ ก็จะเข้าใจความ หมายครบถ้วนถูกต้อง ว่าป้องกันสิ่งที่ควรป้องกัน, ละสิ่งที่ควรละ, สร้างสิ่งที่ควรสร้าง ขึ้นมา, แล้วก็รักษาสิ่งที่ควรรักษา, ก็คือสิ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างถูกต้องแล้วนั่นเอง. อะไรเป็นสิ่งที่ควรป้องกัน ? มันก็ เหตุให้เกิดทุกข์ นั่นแหละควรจะ ป้องกัน โดยเฉพาะก็ คือกิเลส, มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น มาได้.

น.222 อะไรที่ควรละ ? ก็คือ เหตุที่ให้เกิดทุกข์ นั่นแหละ ที่มันเกิดขึ้นแล้วก็จะ ต้องละเสีย, ใช้คู่กันก็ว่าที่ยังไม่เกิดก็อย่าให้มันเกิดขึ้นมา ที่มันเกิดอยู่แล้ว เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ทันรู้สึก ก็ละเสีย. แล้ว สร้างสิ่งที่ควรสร้างขึ้นมา ก็คือสิ่งที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลส เรียก ง่าย ๆ ว่าโพธิ ก็ได้, โพธิ-โพธิ แปลว่าปัญญาอันรู้แจ้ง มีอยู่ กิเลสเกิดไม่ได้, สร้าง โพธิขึ้นมาให้ได้ กิเลสก็เกิดไม่ได้. เราจึงควรจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าโพธิ ด้วยการศึกษา ใคร่ครวญอยู่เสมอ ให้รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอะไร, นั่นแหละคือเป็นการสร้าง โพธิ. รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ทีนี้ก็ รักษาสิ่งที่ควรรักษา หมายความว่า โพธิที่ได้พอกพูนขึ้นมาแล้ว จะต้องรักษาไว้อย่าให้กลับเสื่อมไปหรือหายไปเสีย ; แต่ให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; อุปมาเหมือนกับว่าปลูกต้นโพธิ์ แล้วก็บำรุงรักษาให้มันเจริญงอกงามจนสมบูรณ์ นี่คือ หลักทั่วไปตามที่กล่าวไว้ในพระบาลี. การใช้สัมมาวายามะกับเรื่องสันติภาพ. เดี๋ยวนี้เรา มาพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ เ ราก็จะระบุตรงกันไปยังสิ่งที่ เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรื่องของสันติภาพ; ข้อหนึ่ง เมื่อถามว่าสิ่ง ควรป้องกันนั้นคือ อะไร ? มันก็ วิกฤตการณ์ นั่นแหละ, เราก็จะต้องป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ; ความ เดือดร้อนกระวนกระวายเสื่อมเสีย มันจะเกิดขึ้นจากกิเลส. ตัวกิเลสก็เป็นตัววิกฤตการณ์ ความทุกข์ก็เป็นวิกฤตการณ์. เรียกง่ายๆ ว่าสิ่งไม่พึงประสงค์ทั้งหลายทั้งปวง คือ วิกฤตการณ์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลใด ๆ แก่มนุษย์ในโลกเรียกว่าวิกฤตการณ์ การป้องกัน มิให้มันเกิดขึ้นมา มันเกี่ยวกับการรู้จักดีว่า อะไรเป็นวิกฤตการณ์, แล้วก็รู้ไปถึงว่าอะไร เป็นเหตุของมัน ก็ป้องกันมิให้เหตุนั้น ๆ เกิดขึ้น, นี้เรียกว่าป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์

น.223 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๑๘๗ ข้อสอง ละสิ่งควรละ, ละวิกฤตการณ์ หรือละเหตุของวิกฤตการณ์ ; เป็นคู่แรก : ป้องกันมิให้วิกฤตการณ์เกิดขึ้น, แล้วก็พยายามละที่มันเกิดขึ้นแล้วหรือกำลัง มีอยู่. มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถป้องกันเหตุแห่งวิกฤตการณ์ได้, ปัญญานั้นเป็นอันว่าจะต้องสะสมไว้ ตลอดทุกที่ ทุกสถาน ทุกทาง, พอมีเรื่องอะไร เกิดขึ้น สติต้องไปเอาปัญญามาเผชิญหน้า กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น, แล้วก็ จะมีสัม- ปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมคุมเชิงอยู่ด้วยปัญญา นั้น, ถ้ามันอ่อนกำลังไป ก็เพิ่ม สมาธิให้. นี่เราจะเรียกว่า ธรรมะ ๔ เกลอ อย่างที่เคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว. ให้อยู่ด้วยปัญญา, สะสมปัญญาไว้เป็นปกติ , เหมือนกับสะสมใส่คลังไว้ ใส่ยุ้งใส่ฉางไว้อย่างมากมาย, เหมือนกับสะสมอาวุธ พอเหตุการณ์เกิดขึ้นก็มีสติเอา อาวุธมา, คือเอาบัญญามา มาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์. ... ปัญญาที่มาเผชิญหน้ากับ เหตุการณ์นี้เราจะเรียกชื่อใหม่ว่าสัมปชัญญะ, มันก็คือตัวปัญญานั่นเอง. ปัญญา ที่เก็บไว้มาก ๆ ก็เรียกว่าปัญญา, ปัญญาที่เอามาใช้เฉพาะหน้า ในหน้าที่ของมันก็เรียกสัม- ปชัญญะ ; ถ้าไม่มีสติก็เอามาไม่ได้ เลยไม่มีอะไร, เป็นหมันหมด; ถ้ากำลังอ่อน ไปก็ใช้สมาธิเพิ่มให้, สามารถจะละเหตุแห่งวิกฤตการณ์ได้. ความโง่ ความหลง ความสะเพร่า ความอะไร เมื่อมันมีอารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนั้น เป็นทางเกิดแห่งกิเลสหรือความทุกข์ หรือวิกฤตการณ์ทั้งหลาย ; เดี๋ยว นี้เรามีธรรม ๔ ประการนี้แล้วก็ป้องกันได้ ละก็ละได้ ทีนี้ ข้อสาม สร้างสิ่งที่ควรสร้าง ก็ได้แก่สันติภาพ. สิ่งที่เรียกว่า สันติภาพคำนี้ก็กว้าง, ความหมายกว้างเป็นชั้น ๆ กันไป. สันติภาพส่วนบุคคล ก็ระดับหนึ่ง, สันติภาพส่วนสังคม คือรวมกันทั้งหมดหรือทั้งโลกก็อีกส่วนหนึ่ง อยากจะแบ่งชื่อสำหรับ จำกันง่ายๆ ว่า ส่วนบุคคลเราจะเรียกว่าสันติสุข, ส่วนสังคม ทั้งหมดเรา จะเรียกว่า สันติภาพ , แต่แล้วมันก็คือสันติภาพด้วยกันทั้งนั้นแหละ. ความหมายของสันติภาพ

น.224 นั้นก็คือความสงบเย็น; พูดว่าสงบเย็นขอให้นึกตามความรู้สึกตามธรรมดาสามัญว่า มันสงบ มันเยือกเย็นมันสงบ, ถ้ามันมีเรื่องร้อนกระวนกระวายระส่ำระสายอะไร ก็ไม่ใช่ สันติภาพ. ที่นี้มันถึงจะเย็นได้มากน้อยเท่าไร สงบเย็นฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกาย มันก็ไป อย่างหนึ่ง. ในที่นี้เราหมายถึงความสงบเย็นฝ่ายจิตใจ. ถ้าเราไปนั่งในที่ว่าง ๆ มีลมพัด สบาย นี้เราก็ได้ความสงบเย็นฝ่ายร่างกาย, แต่จิตใจมันยังร้อน มันยังปรุงแต่ง ยังระส่ำ ระสาย มันต้องหยุดการปรุงแต่งเหล่านั้นเสีย ; เมื่อไม่มีการปรุงแต่งมันก็สงบ เมื่อสงบ มันก็เย็น, มีธรรมะถูกต้องเกิดขึ้นเป็นความสงบเย็น ไม่มีกิเลสเกิดนั่นเอง. ไม่มีกิเลส ก็คือนิพพานในความหมายหนึ่ง, หรือในความหมายพื้นฐานทั่วไป ถ้าไม่มีกิเลสรบกวน เรียกว่าเป็นภาวะของนิพพาน ตามมากตามน้อยตามช้าตามเร็ว, อะไรก็แล้วแต่ มีความ สงบเย็นเป็นความหมายแห่งนิพพาน มีได้ในระดับโลกิยะนี่ ยังไม่ถึงโลกุตตระ แต่ มันก็อย่างเดียวกัน. เรื่องนิพพานนี้ไม่ค่อยได้พูดกัน, คือว่าเขาไม่ได้เอามาพูดกัน ทำให้ทุกคน เข้าใจไปว่า ถ้านิพพาน ๆ แล้ว ต้องรอ ๆ อีกหลายหมื่นหลายแสนชาติ, แล้วก็เข้าไปในที่ แห่งหนึ่ง. เหมือนกับบ้านเหมือนกับเมือง, ไปอยู่ในที่นั้นแล้วไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย, มักจะได้ยินกันแต่อย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า เมื่อมันว่างจาก กิเลสมันก็ดับมันก็เย็น, มีความเย็นอกเย็นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เพียงเท่านี้ก็พอจะ ฝั่งถูกกระมัง, มีความเย็นอกเย็นใจ, ลองคิดดูซิ, คำนวณดูซิ, มันก็ไม่ง่ายนัก เพราะ คนมันโง่. พูดตรงๆ ก็เพราะคนมันโง่ มันจึงสร้างความเย็นอกเย็นใจไม่ได้ มันรักบ้าง มันเกลียดบ้าง มันโกรธบ้าง มันกลัวบ้าง มันวิตกกังวลบ้าง มันอาลัยอาวรณ์บ้าง มัน อิจฉาริษยาบ้าง มันหวงบ้าง มันหึงบ้าง สารพัดอย่างที่มันทำผิด แล้วมันก็เป็นของร้อน ; อย่างนี้เรา เรียกว่าการปรุง.

น.225 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ ) ๑๘๙ การปรุงคือการคิดในจิตอย่างผิด ๆ ด้วยอำนาจของอวิชชา ก็เรียกว่า เป็นการปรุงขึ้นมา; เดี๋ยวมีผลออกมาเป็นความรัก, เดี๋ยวมีผลออกมาเป็นความโกรธ เดี๋ยวมีผลออกมาเป็นความเกลียด, เดี๋ยวมีผลออกมาเป็นความกลัว ความวิตกกังวลอาลัย อาวรณ์ อิจฉาริษยาตลอดไปนั้น มัน เป็นการปรุง เรียกว่าสังขาร, สังขาระ. เมื่อจิตคิดปรุงแต่งด้วยอวิชชา แล้วก็เรียกว่าปรุง. ถ้าไม่มีอวิชชามันไม่มีการปรุงได้, มันมีการปรุงได้เพราะมันอาศัยอวิชชาเป็นตัวการ มันจึงจะเกิดการปรุง, ถ้าอวิชชาไม่ ทำงานมันก็ไม่ปรุงอะไรได้. เดี๋ยวนี้ได้เปิดโอกาสให้อวิชชามันทำงาน ดิ้นรนไปตาม อำนาจของอวิชชา มันก็มีสิ่งที่เร่าร้อนกระวนกระวายระส่ำระสาย ไม่พึงปรารถนาโดย ประการทั้งปวง. ถ้าไม่มีสิ่งนี้แม้บังเอิญโดยธรรมชาติ ก็มีรสอย่างเดียวกันคือสงบเย็น. ความหมายของคำว่าเย็นนั่นแหละเป็นความหมายของคำว่านิพพาน คือมันไม่ร้อน, แต่ถ้าไม่ถึงชั้นโลกุตตระ มันก็กลับรอนได้, หรือ เผลอไปปรุงเข้าไปอีก, แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีได้ ในชีวิตคนธรรมดาสามัญนี่แหละ. ทำให้ดี, จัดให้ดี, ระวังรักษา ให้ดี มันก็มีความสงบเย็น. ฝึกฝนสมาธิปัญญาบ้างตามสมควร ก็มีโอกาสที่จะทำให้ สงบเย็นได้มากขึ้น ตามครั้งตามคราว จนกว่ามันเจริญถึงที่สุดโดยเด็ดขาด. ถ้าบังเอิญ มันมีความเย็นก็เรียกว่าตทังคนิพพาน คือความเย็นหรือนิพพานที่เกิดขึ้น ด้วยความประจวบ เหมาะ โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้, มันประจวบเหมาะของเหตุปัจจัย มันไม่ปรุงมันก็เย็น ; ถ้า สามารถที่จะไม่ปรุงอย่างนี้เรื่อยไปยิ่งขึ้น ๆ จนไม่ปรุงได้โดยเด็ดขาด มันก็เป็นนิพพาน ที่ถาวร. แล้วคำว่า นิพพานนี้ ยังจะต้องรู้สึกได้ด้วยจิตใจ; ถ้าไม่รู้สึกได้ก็ไม่ใช่ นิพพานในที่นี้. ตามบาลี ที่แปลไว้ นิพพาน เป็น สนฺทิฏฐิกิ คือเห็นได้ด้วยตนเอง รู้สึกได้ ด้วยตนเอง, อกาลิกิ -ไม่จำกัดเวลา คือไม่ปรุงเมื่อไรมันก็เกิดเมื่อนั้น, เอหิปฺสิก -มี พอที่จะเรียกให้ผู้อื่นมาดูมาดู เพื่อจะอวดความเย็นนั้นได้ นี่ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว , และ

น.226 มันไม่เกี่ยวกับตายแล้ว. ถ้าตายแล้วมันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร, เมื่อยังเป็น ๆ อยู่ มันมีความเยือกเย็นชนิดที่รู้สึกได้ด้วยตนเองรู้สึกอยู่โดยประจักษ์ พอที่จะเรียกคนอื่นมา พูดมาพึ่งมาอธิบายมาบรรยายกันได้ นี้เป็นความหมายส่วนลึกของคำว่า สันติภาพ, คำว่าสันติ ๆ คำนี้ก็เป็น คำแทนชื่อใช้เรียกนิพพานได้ เหมือนกัน ก็ สร้างให้เกิดขึ้นมา โดยอาศัยโพธิปัญญา ดังที่กล่าวแล้ว, เป็นวิธีปฏิบัติที่จะให้กิเลสระงับไปและไม่ให้มีอวิชชามาปรุงแต่งสังขาร การปรุงแต่งความคิดความนึกความรู้สึก นี่มันก็เลยเป็นนิพพานในความหมายพื้นฐาน ; ถ้าเป็นชั่วขณะชั่วคราวก็เรียก สามายิกนิพพาน คือ นิพพานชั่วขณะ นิพพานชั่วสมัย, เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน ด้วยกันทั้งนั้น, คือ ต้องรู้สึกแก่ใจด้วยกันทั้งนั้น . นี้เราเรียกว่า ความหมายพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ ก็คือนิพพาน, คำว่าสันติกับคำว่า นิพพานเป็นไวพจน์ ใช้แทนกันได้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่าสร้างสันติภาพ. ทีนี้ ข้อสุดท้าย ข้อสี่ เรียกว่า รักษาสันติภาพ ที่ได้สร้างขึ้นมาแล้ว ; นี้หมายความว่ามันสร้างทีเดียวไม่เสร็จ, สร้างทีเดียวไม่ครบไม่พอ จึงค่อย ๆ สร้างค่อย ๆ สร้างเรื่อยไป, ส่วนใดสร้างขึ้นมาได้แล้วก็รักษาไว้. อย่างว่าเราเคยทำอะไรมันสงบใจมัน เย็นใจ มันพบกับความเย็นใจ แล้วก็ทำอย่างนั้นไว้เสมอ, รักษาความเป็นอย่างนั้นไว้เสมอ, มันไม่โง่เกินไปก็ทำได้. เพราะว่าความเย็นอกเย็นใจนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ปรากฏอยู่ เป็นสิ่งที่ ควบคุมได้ ; นี่เราก็ควบคุมให้เป็นอย่างนั้นอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า รักษาสันติภาพที่เกิด ขึ้น มาแล้วให้ยังคงอยู่ และให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป, มันก็ ต้องใช้ปัญญา อีกเหมือนกัน, มี ปัญญาในการรักษา สังเกตดูว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร, จะรักษาไว้อย่างไร, ความเย็นอก เย็นใจชนิดนี้ จะรักษาไว้ได้อย่างไร ก็รักษาไว้ ถ้าไม่รักษามันจะไม่มีเอาเสียเลย.

น.227 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๑๙๑ ต้องใช้ธรรมะข้ออื่นประกอบปัญญาด้วย. นอกจากจะมีปัญญา แล้ว ยังจะต้องมีความอดกลั้นอดทน บ้าง, ความ อดทนนี้คนไม่ค่อยชอบ, แต่ถ้าว่ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ได้มาก, แล้วก็ไม่ถึงกับทำให้เกิดความทุกข์ แม้มันจะเกิดความทุกข์เพราะความอดทนบ้าง แต่มัน ก็เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, มันได้ผลเกินค่า. ดังนั้นเราจึงมีความอดทน แล้วก็ อยู่ด้วยความไม่ประมาท อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องกิเลสไม่ ใช่เล็กน้อย, เรื่องความทุกข์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, เป็นเรื่องอย่างยิ่ง เป็นเรื่องสูงสุด ไม่มี ความประมาท. แล้วก็ ไม่เผลอสติ, ไม่เผลอสติ ระวัง สังวรณ์ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เป็นประจำ. เรื่องจัดการให้ถูกต้องทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ช่วยจำไว้ เป็นหลักว่ามันนำมาใช้ในทุกกรณี เราจะ ต้องควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็หมายความ ว่าควบคุมความรู้สึก ที่จะเกิดขึ้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ควบคุมไว้ให้มันถูกต้อง ให้ มัน อยู่ในระเบียบ ให้มันอยู่ในการควบคุม คือมีสติสัมปชัญญะ อย่างที่กล่าวแล้ว. ในการที่จะระวังไม่ให้เกิดความทุกข์ หรือบาป ก็ต้องระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะละบาปหรือความทุกข์ออกไป, มันก็ต้องจัดการที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ในการที่จะสร้างสันติภาพสันติสุข มันก็ต้องระวังที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, การที่จะ รักษา ก็ต้องรักษาที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; แม้ว่ามันจะมีอาการคนละอย่างต่างกัน แต่ มันก็ต้องทำในที่เดียวกัน คือที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นรกจะเกิด ก็เกิดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์จะเกิด ก็เกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, จะผ่านพ้นไปสู่นิพพาน ได้ ก็เพราะมีความถูกต้อง ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จงรู้จักตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างนี้.

น.228 สันติภาพจะมีได้ต่อเมื่อบุคคลมีสันติสุข. ทั้งหมดนี้ที่กล่าวมาอย่างยืดยาวนี้ เป็นการกล่าวเรื่องเฉพาะบุคคล, เป็น สันติสุขส่วนบุคคล, แต่อย่าลืมว่า สันติสุขส่วนบุคคลมันเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน ของสันติภาพของสังคม เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าสังคมประกอบขึ้นด้วยบุคคล บุคคลเป็นอันมากรวมตัวรวมกลุ่มกันเข้า มันก็เป็นสังคม, ถ้าแต่ละบุคคล แต่ละบุคคล ทุกคนดีถูกต้องแล้ว สังคมมันก็ถูกต้อง. ดังนั้น เราจึงพูดกันมากถึงเรื่องส่วน บุคคล ข้อปฏิบัติทั้งหลาย เหล่านี้ จึงระบุไปยังบุคคล ที่บุคคล แต่ละคนจะต้อง ประพฤติปฏิบัติ ครั้นบุคคลมีความถูกต้องดีแล้ว สังคมก็ถูกต้อง : ถ้าสังคมทุกๆ สังคมในโลกมันถูกต้องแล้ว, ทั้งโลกมันก็ถูกต้อง มันก็มีสันติภาพขึ้นในโลกได้เป็น สันติภาพของโลกได้. เราจะให้โลกทั้งโลกมาปฏิบัติ มาอะไรนี้มันทำไม่ได้ เพราะ ว่ามันบังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้, หรือว่าไม่รู้มันอยู่ที่ไหน. แต่ เราทำได้โดยการที่ จัดเข้าที่ส่วนประกอบ หรือส่วนโครงประกอบเป็นหน่วย ๆ ของสังคมนั่นแหละทำได้, ก็ได้แก่คนเราแต่ละคน, แต่ละคน จะต้องจัดต้องทำให้ถูกต้อง : ในครอบครัว ก็ถูกต้อง, ในหมู่บ้าน ก็ถูกต้อง, ในบ้านเมือง ก็ถูกต้อง, ในประเทศ ก็ถูกต้อง, ในโลกก็ถูกต้อง. ในที่สุดมันมา สำคัญอยู่ที่รากฐานคือคนแต่ละคน, คนแต่ละคน ซึ่งเป็นหน่วยประกอบขึ้นเป็นโลก. แต่ละคนต้องปฏิบัติให้ประสบความสงบเย็น. ทีนี้คน แต่ละคน ถ้าจะแยกออกไปมันก็เป็นส่วน ๆ มัน มี ส่วนกาย ส่วน วาจา ส่วนจิต ความคิดความนึกเป็นส่วน ๆ ก็จำเป็น ที่จะต้องทำให้มันถูกต้อง ทุก ส่วน : ส่วนวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ไม้สอยบ้านเรือนต่างๆ ก็ถูกต้อง, ส่วนเนื้อตัวร่าง กาย นี้ก็มีความถูกต้องเป็นผาสุกปกติ, จิต ก็มีความถูกต้อง, สติปัญญา ของจิต ก็ถูก ต้อง มันก็เลยถูกต้องหมด ; นั่นแหละเป็นหลักสำคัญที่ว่ามันจะเกิดความสงบเย็น.

น.229 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๑๙๓ พูดคำว่าสงบเย็น, สงบเย็นไว้บ้าง มันจะได้นำไปหาความสงบเย็นได้ โดย ง่าย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครพูดคำว่าสงบเย็น, พูดกันแต่เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนาน กระโดด โลดเต้น ดีเด่นอย่างนั้นอย่างนี้ไปเสียหมด เพราะมันโง่. ถ้าดูให้ดีจึงจะเห็นว่า สงบ เย็น นี่มันแปลกนะ มัน ไม่ทุกข์ และมัน ไม่สุข นะ ; ถ้าพูดกันให้ละเอียดถึง ชั้น ละเอียดที่สุดแล้ว มัน ต้องเหนือทุกข์และเหนือสุข. ทุกข์มันก็ต้องดิ้นรนกระวน กระวายไปตามทุกข์ มันสงบเย็นไม่ได้, ที่นี้สุขมันก็สั่นสะเทือนไปทั้งจิตใจ. ปีตินั่นแหละ ตัวสั่นสะเทือน, ความสุขก็เป็นผลออกมาจากปีติ มันก็คงสั่นสะเทือน, ยังรู้สึก ปรุงแต่ง เป็นความรู้สึก, แม้ว่ามันไม่เจ็บปวดอย่างความทุกข์ แต่มันก็มิใช่ความสงบ. เราเห็น ได้ด้วยตนเองว่า ทั้งทุกข์และทั้งสุข สองอย่างนี้ ยังมิใช่ความสงบ ; ต้องหยุดความ รู้สึกอย่างนั้นเสีย แล้วจึงจะเป็นความสงบ หรือเป็นความสงบเย็น. ถ้าจะเรียกว่า สุข ก็ต้องเรียกว่าสุขอีกแบบหนึ่ง สุขอีกชนิดหนึ่ง อีกชั้นหนึ่ง, สุขธรรมดา สามัญที่ ว่าสุข ๆ กันนั้น มันมีอามิส มีเหยื่อ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ หล่อเลี้ยง. เดี๋ยวนี้มันเป็น ความสุขชนิดมีความว่าง, มีความว่างหล่อเลี้ยง เป็น ความสุขชั้นพระนิพพาน, เรียกให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าที่สุดแห่งความทุกข์ ; แต่ถ้าเรียกให้คนโง่ ๆ ฟัง ท่านก็เรียกว่าความสุขเหมือนกัน, จะพูดว่านิพพานเป็นสุข อย่างยิ่ง. ที่จริง นิพพานนั้นมันไม่ได้สุข, มิได้ทุกข์, เป็นความสงบ มัน อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ ขึ้นไป คือมัน อยู่ด้วยความว่าง, ไม่มีอะไรรบกวนจิต. ถ้า มีความสุข แล้วก็รสของความสุขนั้นแหละมันรบกวนจิต, สังเกตดูให้ดี, มันจะต้องสงบ ถ้าเปรียบเทียบก็ว่า, ขมมันก็ทนไม่ไหว, หวานมันก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน, ต่อเมื่อมัน ไม่ขมไม่หวานมัน จืดสนิท ยิ่งกว่าจืด มัน จึงสงบเย็น. แต่ไม่ค่อยมีใครชอบเพราะมันไม่ ตื่นเต้น มันไม่สนุก มันไม่อร่อยหรือมันไม่อะไรก็ตามใจ, คือมันไม่มีการปรุงแต่ง, คน ยังชอบรสของการปรุงแต่งที่มันถูกกับกิเลส, ถ้ามีกิเลส มันถูกกับกิเลสแล้วมันก็เป็น

น.230 สุข. นี้ ถ้ายังมีกิเลส มันยังยุ่งกับกิเลส, ยังมีการหวั่นไหวไปตามกิเลส มันก็ ไม่ใช่ ความสงบ. ความสุข นั่นแหละ เป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุด แต่คนก็ชอบกันหมด, ทุกคนชอบความสุข, ทุกคนหวังจะมีความสุข หารู้ไม่ว่า มันยังหลอกลวงได้มาก คือมัน ยังทำให้กระโดดโลดเต้นให้มันไม่สงบอยู่มาก. เราจึงถือว่า ความสุขนี้ยังหลอกลวงมาก, ต้องขึ้นไปเหนือสุขเป็นความว่าง จึงจะไม่หลอกลวง. นี่เรื่องของสันติสุขเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นกันทั้งหมู่ทั้งคณะ ก็เรียกว่ามีสันติภาพ. เรามีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสันติภาพ, โดยสร้างเหตุของสันติภาพนั้นเอง ก็เป็นการ ปฏิบัติทั้งเพื่อตนเอง และทั้งเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อโลก ; แต่มันก็ง่ายนิดเดียวอย่างที่ว่า ถ้า ทุกคนในโลกมีสันติสุข โลกก็มีสันติสุขหรือสันติภาพ. ฉะนั้น ทุ กคนจงสนใจ เอาใจใส่ในหน้าที่ของตน ขจัดปัญหาของตนให้หมดไป, สร้างสันติสุขส่วนตนให้ได้ โลกนี้ก็มีสันติสข. นี้ โดยหลักสี่ประการ ตามหลักในพระบาลี มีอยู่อย่างนี้ ; ระวังอย่าให้เกิด วิกฤตการณ์, ละวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว, สร้างสันติภาพขึ้นมา, แล้วรักษา สันติภาพที่เกิดขึ้นแล้ว, นี่ตามหลักในพระบาลี แต่มันก็มีข้อปลีกย่อยที่ควรจะศึกษาให้ มากออกไป ให้มากออกไป. อาตมาก็จะพยายามเอามาชี้แจง ว่าสิ่งที่เราจะต้องพยายาม อย่างยิ่ง ยิ่งขึ้นไป พากเพียรพยายามอย่างยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ต้องพยายามให้ได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้. เมื่อไม่กล่าวโดยหลักสี่ประการนี้แล้ว มันยังกล่าวได้อีกว่า เราจะพยายามให้ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, มันก็หนีไปไหนไม่พ้นดอก สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร

น.231 (ต่อ) จะได้ นั้นคืออะไร? ถ้าไม่ได้แล้วก็เสียชาติเกิด, เกิดมาไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ มันก็เสียชาติเกิด. ทีนี้ ก็ถามว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นคืออะไร ? มันก็ ชีวิตเย็น อยู่นั่นแหละ ชีวิตเย็น ความสงบเย็นของชีวิต, ให้ได้ให้มากจนกระทั่งสม- บูรณ์ที่สุด, และ ต้องเย็นกันได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ใช่ฝากไว้ต่อตายแล้ว, ละเมอ ๆ ว่า จะได้กันต่อตายแล้วอีกกี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แล้วก็จะได้ ; อย่างนั้น มันในความฝัน มันไม่ใช่ที่แท้จริงที่ควรจะได้, ควรจะได้ เดี๋ยวนี้ ควรจะได้ ให้ทันชีวิตนี้ และที่มันเกิดอยู่เองตามธรรมชาติ ก็ให้รู้จัก. เดี๋ยวนี้มันจะโง่ถึงขนาดที่ว่ามันเกิดอยู่เอง ตามธรรมชาติ มันไม่ปรุงแต่งอะไร มีความสงบเยือกเย็นบางครั้งบางคราว ก็ไม่สนใจ, และไม่รู้จัก, เพราะมันชะเง้อหาแต่เรื่องสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน มันก็เลยไม่ รู้จัก. ส่วนมากก็ติดในความหมายของคำว่า สวรรค์ , สวรรค์ มีความสุข มีกามา- รมณ์สมบูรณ์ ก็ชะเง้อกันอยู่แต่ที่โน้น, ไม่สนใจเรื่องสงบเย็น ที่หยุดเย็น เงียบ เกลี้ยง อิสระ ว่าง ไม่สนใจ, แล้วมันก็ ไม่อาจจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; เพราะว่ามันอยู่ที่นี่. นี้ก็อย่างหนึ่ง แล้วว่าท่านจะถือเป็นหลักง่ายๆ ว่าเราจะพยายาม ให้ความพยายามทั้งวันทั้งคืนอยู่ ข้อที่ว่าให้ใกล้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, ลองถือหลัก ไว้อย่างนี้ซิ มันจะไม่ผิดพลาด, แล้วอย่าไปโง่หลงเอาสิ่งเพลิดเพลินหลอกลวงว่าเป็นสิ่งที่ ดีที่สุด, แล้วมันดีที่สุดสำหรับกิเลส ไม่ดีที่สุดสำหรับจิตที่มีโพธิ มีความรู้อันถูกต้อง. พยายามทำตนให้เป็นมนุษย์ที่เต็ม. เอ้า, พูดอีกอย่างต่อไปอีกว่า เราจะพยายามทำตนให้เป็นมนุษย์ที่เต็ม ; เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นี้ เราก็ต้องเป็นมนุษย์ให้มันถูกต้องเสียก่อนซิ. เป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์เสียก่อนซิ, มันก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ :ในที่นี้ก็จะพูดว่าเป็นมนุษย์ที่เต็ม. คน คิดเอาเองว่าเราเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว

น.232 เต็มแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์คือเป็นอย่างไร ; ถ้าใครมาบอกว่ายังไม่เต็ม, คุณยังไม่ เต็ม เขาก็โกรธเอา. เพราะเขาคิดว่ามันเต็มแล้ว. ที่จริงมันยังไม่เต็ม ; ถ้าเต็ม ก็จะต้องเป็นมนุษย์เย็น; มันยังไม่เต็ม มันก็มีส่วนเป็นมนุษย์ร้อนอยู่ตามมากตาม น้อย, บางทีมันก็ร้อนมาก ถ้าจะเป็นมนุษย์ที่เต็มนี้ อยากจะฝากหลักเกณฑ์ไว้ห้า ประการ, ช่วยจำไปด้วย จะเป็นมนุษย์ที่เต็ม. ข้อที่ ๑. เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เดี๋ยวนี้แม้จะแก่หัวหงอกแล้ว ก็ยังมีบิดามารดา, ถึงแม้ว่าบิดามารดาจะตายไปแล้ว มันก็ยังมีบิดามารดาที่ตายไปแล้ว ก็ต้องเรียกว่าเป็นผู้มีบิดามารดา. เขา จะต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาทั้งที่ยังอยู่ และบิดามารดาที่ตายไปแล้ว. เป็นบุตรที่ดีอย่างไร ? ก็คือ ทำให้บิดามารดาได้ รับความสบายใจ. ความหมายของคำว่าบุตร ๆ นี้ มันก็โบรมโบราณเต็มที่ ดึกดำ บรรพ์เต็มที่ ก่อน พุทธกาล, เป็นภาษาพูดของมนุษย์ในอินเดีย. คำว่า บุตร แปล ว่า ผู้ทำบิดามารดาให้ได้รับความพอใจ ; แต่เขามักจะหมายแคบ ๆ ว่าบุตรนี้จะได้ทำบุญ กุศลอุทิศให้แก่บิดามารดาที่ตายไปแล้ว ให้บิดามารดาได้รับความพอใจ นี้เราไม่เอาแคบ ๆ อย่างนั้น เราเอาทั้งหมดเลย ว่า บุตรมีหน้าที่ทำบิดามารดาให้สบายใจโดยทุกอย่าง ทุกวิถีทาง, บุตรจึงต้องพยายามทำให้บิดามารดาสบายใจตลอดเวลา ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ เป็นบุตร. ถ้าไม่เป็นบุตรแล้วมันจะเป็นบุตรที่ดีอย่างไรได้ ; ถ้าจะเป็นบุตรที่ดีของ บิดามารดาก็หมายความว่า ทำให้บิดามารดาสบายใจได้ตลอดเวลา, ไม่ทำความคับอกคับใจ กระวนกระวายอะไรให้แก่บิดามารดา เหมือนที่ทำกันอยู่โดยมาก. บิดามารดาได้รับแต่ ความพอใจ, ความพอใจความเย็นใจในความมีบุตรนั้น นั้นเรียกว่าบุตรที่ดีของบิดา มารดา, ทุกคนเป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดาเป็นข้อแรก. ข้อที่ ๒. เป็นลูกศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, จะเรียนหนังสือที่ โรงเรียน หรือเรียนธรรมะธัมโมที่วัด ที่ไหนก็ตาม มันต้องมีครูมีศิษย์ทั้งนั้น ; แม้

น.233 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๑๙๗ ไม่ใช่เรียนหนังสือ มันก็ต้องมีครูมีศิษย์ทั้งนั้น, จะทำไร่จะทำนาจะค้าขายจะทำอะไรก็ตาม ก็ต้องมีครูมีครูบาอาจารย์. พยายามทำตัวเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ก็คือให้ครู- บาอาจารย์เขาสอนได้ เขานำไปได้ ตามที่ควรจะนำไป, โดยเฉพาะส่วนใหญ่ก็ นำจาก ความโง่ไปสู่ความไม่โง่. ต้องทำตัวให้ครูบาอาจารย์นำไปได้, นำไปได้ นำไปได้นั่น แหละ จึงจะเรียกว่าเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ; ถ้ามีเรื่องที่จะเรียนหนังสือ ก็เรียน ให้ดี ให้ครูบาอาจารย์นำไปได้, ถ้ามีเรื่องที่ประกอบอาชีพ ก็ทำให้ดีจนครูบาอาจารย์นำ ไปได้, ถ้าจะต้องเรียนธรรมะธัมโมที่วัด ก็ทำให้ครูบาอาจารย์นำไปได้ พาไปได้, ตาม ลำดับ สูงขึ้นไปตามลำดับ. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์, เป็นผู้ สามารถปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์ต้องการให้ปฏิบัติ นี้เรียกว่านำไปได้ ทีนี้ ข้อที่ ๓. เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน, ใครไม่มีเพื่อน ตั้งแต่เกิดมา มีเพื่อนทั้งนั้น. เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่คนมองไม่เห็น หรือไม่เคยมอง, ไม่คิดจะมองว่า มันอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, เลิกโง่กันเสียทีถ้าใครคิดว่าเราอยู่ในโลก คนเดียวได้, ครองโลกคนเดียวได้สบายเลย. นี้โง่ที่สุดเลย คนอยู่ไม่ได้ที่จะอยู่คนเดียว ในโลก, มันจึงต้องมีเพื่อน มีความหมายกว้างขวางมาก. เพื่อนโดยทั่วไป เพื่อน ด้วยกันเสมอกันมันก็มี, แล้ว เพื่อนพิเศษ มันก็มีพ่อแม่ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ก็ยัง เป็นเพื่อนพิเศษ. แต่เดี๋ยวนี้พูดถึงเพื่อนทั่วไปนั่นแหละ. เราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดี ต่อกันและกัน : เข้าใจกันได้, ร่วมมือกันได้, ทำสิ่งที่มันยากลำบากให้เป็นของง่ายสำเร็จ ได้. นี่ดูซิเขาสร้างสิ่งที่เราเห็นแล้วคิดว่าไม่น่าจะสร้างได้ เขาก็สร้างได้เพราะเขาเป็นเพื่อน ร่วมมือกันสร้าง, นี่ความที่อยู่คนเดียวไม่ได้ แล้วก็อยู่กันหลายคนมันทำอะไรได้. เราอยู่โดยอาศัยการกระทำของคนมากมาย ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร, เราไม่ ต้องทำนาเราก็มีข้าวกินได้, เราไม่ได้ปลูกฝ้ายทอผ้า เราก็มีเสื้อผ้าใช้ได้, เราไม่ได้ปลูกไม้ หรือตัดไม้ในบ่ำ เราก็มีไม้ไล่ใช้ทำบ้านทำเรือน, เราไม่ได้เป็นหมอ เราก็มีหยูกยากินได้

น.234 หายโรคได้. แต่ละอย่าง ๆ นั้นมันเนื่องกันกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย แม้ที่สุดแต่ว่าถ้าไม่มี คนค้าขายอยู่ในโลกนี้ เราก็ไม่ได้รับความสะดวก, เดี๋ยวนี้มันมีคนขาย เราต้องการอะไร ก็ไปซื้อได้โดยสะดวก, ถ้ามันไม่มีที่ขายจะทำอย่างไรเล่า มันก็ลำบาก. ที่แลกเปลี่ยน นั้นมันก็มีความจำเป็น, แล้วทุกอย่างทุกประการ ถ้าเราตายใครจะช่วยขุดหลุมฝังมันก็ต้อง นึกว่า เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ จึงต้องทำตนให้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน , มี ความหมายว่าร่วมมือร่วมแรงร่วมกันกระทำในสิ่งที่ควรกระทำ เฉพาะสิ่งที่ควรกระทำให้ดี ที่สุดเท่าที่จะดีได้. อย่างนี้ก็เรียกว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน, เหมาะสมที่จะอยู่ร่วม กันในโลก. ท่านจึงสอนให้ นึกกว้างไกลออกไปถึงว่า เราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยกเว้นอะไร แม้ที่สุด แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็จะต้องรับไว้ว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, อย่าไปทำอันตรายเบียดเบียนมัน ; แม้ แต่ต้นไม้ต้นไล่ มันก็มีชีวิต มันก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในระดับหนึ่ง, อย่าไปทำ อันตรายมัน, อย่าไปทำลายมัน. ถ้าทำลายมัน มันไม่มีต้นไม้ต้นไล่นี้ คนจะตายหมดนะ, เพียงแต่ต้นไม้ไม่มีในโลกนี้เท่านั้น คนก็ตายหมดอยู่ไม่ได้. ฉะนั้น ต้นไม้มันจึงเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายอย่างยิ่ง, ความที่มันมีความชื้นอยู่อย่างพอดี สำหรับให้สิ่งที่มี ชีวิตรอดชีวิตอยู่ได้นั้นอาศัยต้นไม้เป็นส่วนใหญ่, พอไม่มีต้นไม้เท่านั้นแหละ มันก็มีความ แห้งแล้งชนิดที่อยู่ไม่ได้ ก็ตายกันหมด, ก็ต้องเรียกว่าต้นไม้มันก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ต้องอยู่พร้อมหน้ากันหมดทั้งต้นไม้ ทั้งสัตว์เดรัจฉาน ทั้งมนุษย์ ทั้งเพื่อน มนุษย์ ที่มีจุดประสงค์ร่วมกันเกื้อกูลกันร่วมมือกัน, แล้วก็เป็นอยู่ได้มีความสุขความเจริญ อยู่ได้. ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ทำร้ายใครไม่ได้, ฆ่าใครไม่ลง คือความเป็นเพื่อนอย่าง กว้างขวาง นี่เรา เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน. เอ้า ทีนี้ ข้อที่ ๔. เราก็ เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ จำไว้ตามลำดับนะ :- เราเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, เราเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน,.

น.235 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๑๙๙ เราเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ . นี้เพื่อความเป็นอยู่สะดวก มันต้องมีชาติ ซึ่งมันจะรู้จัก ร่วมมือกันถึงที่สุดเพราะความมีชาติ จะได้ช่วยกันสร้างชาติ ให้เป็นอยู่อย่างสะดวกได้โดย ง่าย, เป็นอยู่สบายเป็นอยู่อย่างรอด เพราะมีชาติที่เข้มแข็ง เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ เราเป็นชาติไทย หรือเป็นประเทศไทยก็ตามแต่ ก็ต้องเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ไทย ของชาติไทย. ในโรงเรียนคงจะสอนกันมาก เพราะว่ามันมีอยู่ในหลักสูตรว่า เป็นพลเมืองดีอย่างไร ; แต่เข้าใจว่าไม่ครบถ้วน เพราะหลักสูตรหมาหางด้วนมักจะไม่มี อะไรครบถ้วน เราจะต้องคิดให้มันครบถ้วน อย่าเรียนแต่หนังสือ อย่าเรียนแต่วิชาชีพ แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร, เรียนแต่หนังสือนี่ก็ฉลาด เรียนแต่อาชีพ มันก็ หากินเก่ง แต่มันไม่รู้ว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ให้มีความสงบสุข ; ข้อนี้แหละสำคัญ การศึกษาต้องสมบูรณ์อย่าเป็นสุนัขหางด้วน ; จะเป็นพลเมืองที่ดีของชาติโดย สมบูรณ์. คิดว่า ไม่มีอะไรดีกว่าหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง ตรัสไว้ สำหรับความเป็นฆราวาสด้วย, เขาเรียกว่า ทิศทั้ง ๖ จงมีทิศทั้ง ๖ ที่บริหารดีแล้ว ปฏิบัติถูกต้องดีแล้วทั้ง ๖ ทิศนั่นแหละ. คนนั้นแหละจะเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ของ มนุษย์ ของโลก เป็นพลเมืองที่ดี ๖ ทิศ, ๖ ทิศ ช่วยจำไว้. ทิศทั้ง ๖ คือ : - ปฏิบัติต่อบิดามารดา ซึ่งเป็น ทิศเบื้องหน้า อย่างถูก ต้อง, ใครมีบิดามารดา ปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างถูกต้องไม่บกพร่อง. แล้วก็ ปฏิบัติถูกต้องต่อบุตรภรรยา นี่ ทิศเบื้องหลัง. บิดามารดายัง บกพร่อง ยังไม่รู้ว่าจะสอนลูกอย่างไร, เพราะพ่อมันก็ไม่รู้แม่มันก็ไม่รู้ แล้วลูกมันจะรู้ได้ อย่างไร. จะต้องมีความรู้ถูกต้องสำหรับปฏิบัติต่อทิศเบื้องหลัง คือบุตรภรรยา ลูกเล็กเด็กแดงที่อยู่ทิศเบื้องหลัง, ต้องทำอย่างถูกต้อง ให้เขาเจริญขึ้นมาอย่างถูกต้อง เป็นมนุษย์ที่ดี.

น.236 ทีนี้ ก็ ปฏิบัติถูกต้องต่อมิตรสหาย เพื่อนกันที่อยู่ ทิศเบื้องซ้าย. ทิศ เบื้องซ้ายมิตรสหายปฏิบัติกันอย่างถูกต้องเป็นเพื่อนโดยแท้จริงเลย มีแต่สร้างความเจริญ โดยส่วนเดียว. แล้วก็ ปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์ผู้แนะนำ อย่างถูกต้อง ก็เจริญด้วยวิชาความรู้ด้วยการงาน. ทีนี้ ปฏิบัติต่อทิศเบื้องบน ที่อยู่ข้างบน พระเจ้าพระสงฆ์ ผู้มีอำนาจ เหนือเรา ผู้เป็นเจ้านายผู้ปกครอง ถ้าเป็นอย่างสมัยก่อนเขาเรียกพระราชาคำเดียวก็พอ. เดี๋ยวนี้เรายังมีรัฐบาล มีอะไรในนามของพระราชา ก็คือสิ่งที่เรียกเมื่อครั้งโบรมโบราณว่า พระราชา เขาไม่ต้องมีรัฐบาลอะไรเหมือนเดี๋ยวนี้, เขามีพระราชาจัดการหมด เดี๋ยวนี้ คำว่าพระราชานั้นมันแบ่งกระจายขยายออกไป เป็นรัฐบาล เป็นสภาผู้แทน เป็นอะไรที่ เป็นผู้ปกครองทั้งหลาย เรียกว่าพระราชา. พระเจ้าพระสงฆ์หรือพระราชา ผู้ทำกิจการ อย่างพระราชาของพระราชา เรียกว่าผู้อยู่ข้างบน อยู่ทิศเบื้องบน เราต้องทำให้ถูกต้อง. ทิศเบื้องล่างคนใช้ข้าทาสกรรมกร ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหลาย เรียกว่า ทิศเบื้องล่าง. กระทำให้ถูกต้องทั้ง ๖ ทิศนั่นแหละ มันก็จะเป็น พลเมืองที่สมบูรณ์ที่สุด. ถ้าพลเมืองของเราในประเทศไทยนี้ปฏิบัติต่อทิศทั้ง ๖ ไม่มีบกพร่อง แล้วประเทศชาติจะเจริญยิ่งกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า ; เดี๋ยวนี้มันยังมีแต่ไม่ถูกต้องยังบกพร่อง ในทิศทั้งหลายเหล่านี้ มันก็เกิดมีความเสื่อมเสีย ความบกพร่อง ความพิการขึ้นมาจากทิศ ต่าง ๆ. ประเทศชาติยังไม่สมบูรณ์ ไม่เรียกว่าพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ ถ้าเป็นพลเมือง ที่ดีของประเทศชาติแล้ว ต้องประพฤติปฏิบัติครบถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ.

น.237 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๐๑ นี้อวดได้เลยว่า ไม่มีคำสอนในศาสนาไหนในพวกไหนที่จะสมบูรณ์ เหมือนกับศาสนานี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้ ว่าถ้าเป็นกุลบุตรผู้ดำเนินชีวิตใน การครองเรือนแล้ว จงประกอบด้วยทิศทั้ง ๖, บริหารทิศทั้ง ๖ ให้ถูกต้อง อย่าให้มีบกพร่อง ควรจะจำกันไว้ ทิศข้างหน้า ทิศข้างหลัง ทิศข้างซ้าย ทิศข้างขวา ทิศข้างบน ทิศข้างล่าง, ๖ ทิศ มันก็จะเป็นพลเมืองที่ดี ดีสุดเลย. เอ้า ต่อไป ข้อ ๕. จากพลเมืองที่ดีก็ เป็นศาสนิกที่ดี, ศาสนิกก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติศาสนา , ทุกคนมีศาสนา ทุกชาติทุกประเทศมีศาสนา. แต่มีคนโง่ ๆ พูดว่า มีบางพวกไม่มีศาสนา นั้นมันหลับตาพูด; เราไม่เห็นด้วย ถ้ามันมีชีวิตจิตใจรู้สึก คิดนึกได้ มันกลัวตายกลัวเจ็บกลัวอันตรายทั้งนั้นแหละ, แล้วมันก็มีวิธีป้องกันไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายไม่ให้เป็นอันตรายไม่ให้เป็นทุกข์ นั่นแหละ, สิ่งนั้นแหละเรียกว่าศาสนา. ระบบปฏิบัติที่ให้ห่างไกลจากความทุกข์ แล้วไปสู่ความสุข นั่นแหละเรียกว่า ศาสนา. สัตว์เดรัจฉานมันก็มีระบบที่เรียกว่าศาสนา คือระบบหนีภัย ให้รอดตัว ให้ไม่ต้องตาย, หนู ปู เบี้ยว รู้จักขุดรูอยู่ การรู้จักขุดรูอยู่เป็นศาสนาของสัตว์ชนิดนั้น, สัตว์ทุกประเภทมันมีวิธีป้องกันให้รอดชีวิตอยู่ มันก็มีศาสนาตามแบบของมัน, มนุษย์ แม้จะโง่หรือจะตรงกันข้ามกับเรา มันก็ยังมีวิธีจะป้องกันไม่ให้ตาย ช่วยให้อยู่รอด มัน ก็มีวิธีตามแบบของมัน. ที่นี้มน มีคนเห็นแก่ตัวว่า จัดให้บางพวกไม่มีศาสนา ว่า ใคร ไม่มีพระเจ้าแล้วคนนั้นไม่มีศาสนา, แล้วคนกล่าวนั้นมันโง่ มันไม่รู้ว่าพระเจ้านั้นมีหลาย แบบ. สิ่งที่ช่วยให้รอดได้คือพระเจ้าทั้งนั้นแหละ เขาเชื่ออย่างไร เขาก็มีพระเจ้าอย่าง นั้น; เพราะฉะนั้น ทุกคนมีศาสนา ไม่มีใครที่ไม่มีศาสนา; แต่แล้วมันไม่ตรงกัน เพราะมันนับถือสิ่งที่สูงสุดนั้นต่างกัน, นับถือพระเจ้าบนสวรรค์ก็นับถือไป. เราพุทธ- บริษัทนับถือพระเจ้าอิทัปปัจจยตา มีอยู่ในที่ทั่วไป, ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของ อิทัปปัจจยตา, ศาสนาอื่นเขาก็มีพระเจ้าตามแบบของเขา ; เพราะว่าแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็มี ต้นไม้ต้นไล่มันก็มีระบบวิธีที่จะช่วยให้ตัวเองรอด ต้นไม้ก็มีนะ แต่เรามองไม่เห็น,

น.238 จะต้องรู้สึกว่า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีระบบช่วยชีวิตรอด, ระบบช่วยชีวิตรอด นั้นแหละคือศาสนา. ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นก็มีอยู่ทุกตัวที่มีชีวิต, สัตว์ทุกตัว ที่มีชีวิต ต้นไม้ต้นไล่ที่มีชีวิต, ถ้าขึ้นชื่อว่ามีชีวิต มันต้องมีวิธีป้องกันชีวิต. แล้ว วิธี ป้องกันชีวิตนั่นแหละคือศาสนา, ทีนี้มนุษย์เรามันมีชีวิตละเอียดเรื่องจิตใจ ทางจิต ทางใจคือสูงขึ้นมา. ดังนั้นศาสนาของเราจึงสูงกว่าศาสนาของสัตว์เดรัจฉานหรือต้นไม้ ต้นไล่, เอาละ เป็นว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดต้องมีศาสนา, ผู้ปฏิบัติตามศาสนาเรียกว่า ศาสนิก. เราจะต้องเป็นศาสนิกที่ดี, ถ้าเรานับถือพุทธศาสนา, เราก็ต้องเป็นพุทธ- ศาสนิกที่ดี เป็นศาสนิกที่ดีคือทำให้ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์แก่เรา. ข้อนี้น่าหัวเป็นประโยชน์แก่เราแท้ ๆ ก็ยังไม่ค่อยเอานี่, คนมันโง่ขนาดนั้น. คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์แก่เรา เราก็ยังไม่ค่อย จะเอากันนี่ มันโง่เท่าไร, ก็จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ให้ดับทุกข์ได้จริง จึงจะได้ชื่อว่า เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า, เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไปถือไสยศาสตร์อยู่, ไป งมงายอยู่, ไปทำอย่างที่ตกนรกทั้งเป็นโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ อย่างนี้ ไม่ได้ จะ เรียกว่าศาสนิกที่ดีไม่ได้. ฉะนั้นศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้ว ได้รับความพอใจอยู่ในชีวิตที่เยือกเย็นมีความหมายแห่งนิพพาน, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่เย็น เขาเรียกว่านิพพตโต ๆ เหมือนกัน คำเดียวกับนิพพาน, เป็นคนแก่คนเฒ่าแล้วมีความเยือก เย็นเป็นนิพพุตโต ๆ ก็เพราะว่ามีชีวิตมานานแล้ว หลายสิบปีแล้ว ร้อยปีแล้วก็ควรจะรู้อะไร มาก รู้จักหลบรู้จักหลีก, รู้จักจัด รู้จักทำ ให้ชีวิตนี้มันเย็น เป็นชีวิตเย็น ก็เรียกว่า ได้รับผลเป็นนิพพุตโต ตรงตามความมุ่งหมายของศาสนา. ถ้าเป็นโดยเด็ดขาดในด้าน จิตใจก็เป็น นิพพานโดยสมบูรณ์ นั้นจึงถึงที่สุด คือเป็นพระอรหันต์ ; แม้จะไม่ เป็นพระอรหันต์ ก็ขอให้เย็นตามทางของผู้ที่ยังไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ คือมันเย็นชั่วคราว มันยังเย็น ๆ ร้อน ๆ แต่ก็ขอให้มีเย็นมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ; ถ้าเย็นสมบูรณ์เมื่อไร ก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น. เราทำให้ความเย็นที่เรารู้จักเพิ่มขึ้น ๆ นั่นแหละมันเย็น

น.239 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๐๓ มากขึ้น มากขึ้น ขยายออกไปมากขึ้น นานขึ้น ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ลึกขึ้น ความเย็นก็จะ สมบูรณ์ ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นศาสนิกที่ดีของศาสนาของเรา. ๕ อย่างแล้วนะ เป็นบุตรที่ดี ๑, เป็นศิษย์ที่ดี ๒, เป็นเพื่อนที่ดี ๓, เป็น พลเมืองที่ดี ๔, เป็นศาสนิกที่ดี ๕, พอครบ ๕ ก็เป็นมนุษย์ที่เต็ม. พูดอย่างเอา เปรียบไม่ต้องอธิบาย, ถ้าครบ ๕ อย่างนี้ก็เป็นมนุษย์ที่เต็ม คือเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ ; ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังไม่เต็มสมบูรณ์ถึงที่สุดแหละ, แต่นี้เอาเต็มพอสมควรก็ได้ ยัง ไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ว่ามันมีอะไร ๆ ที่คล้ายกับพระอรหันต์อยู่มาก เรียกว่าเต็มอย่าง โลกิยะก็ได้ เต็มอย่างโลกุตตระนั้นมันยังไม่ถึง มันยังมากไป แต่ก็มีหวังข้างหน้า ขอให้ เต็มอย่างโลกิยะนี่ เต็มเรื่อยไป, เต็มเรื่อยไป เต็มอย่างโลกิยะนี่แหละ เต็มเรื่อยไป เรื่อยไป ควบคุมกิเลสไว้ได้เรื่อยไปเรื่อยไป สักวันหนึ่งมันก็หมดแหละ มันก็จะเต็มอย่างโลกุตตระ, นี่เป็นมนุษย์ที่เต็ม. พยายามอยู่เสมอ ตลอดเวลา เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ที่เต็ม นี่สัมมาวา- ยามะ , สัมมาวายามะอธิบายอย่างนี้ก็ได้, มีความพากเพียรอันถูกต้อง คือพยายามอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นมนุษย์ที่เต็ม. อันแรก เมื่อตะกี้ว่า เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, ข้อที่ ๒ ว่าพยายามให้เป็นมนุษย์ที่เต็ม ถ้าเต็มมันก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เป็น ธรรมดา ฉะนั้นข้อนี้ไม่ต้องอธิบาย. พยายามทำประโยชน์แก่ผู้อื่นให้มาก . ทีนี้ข้อถัดไปก็จะพูดว่า พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้มาก ที่สุด , พยายามหาโอกาสทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้มากที่สุด. ทำไมจะต้องพูดถึง ข้อนี้ ? เพราะว่า ตามปรกติคนมันเห็นแก่ตัวนี่ , คนมันเห็นแก่ตัวนี่ มันจะทำแต่

น.240 ประโยชน์ของกูนี่ มันไม่ทำประโยชน์ผู้อื่น. ถ้าแม้จะทำประโยชน์ผู้อื่นบ้าง มันก็จะเอา กำไรมากกว่า, อย่างนั้นไม่เรียกว่าทำประโยชน์ เรียกว่ามันค้าประโยชน์มันแลกประโยชน์, มันจะทำประโยชน์ผู้อื่นบ้างก็เพื่อจะเอาประโยชน์อื่นมาเข้าข้างตัวมากกว่า. นี้ ยังไม่ บริสุทธิ์, ยังเป็นนักการค้า, ไม่ใช่ผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น. พระอรหันต์หรือพระพุทธ- เจ้าท่านทำประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังอะไรตอบแทน ; เราก็จะพยายามถือหลักอย่างนั้น จะ พยายามทำประโยชน์ผู้อื่นให้มากที่สุดที่จะมากได้. นี่ก็เข้าใจได้ง่าย, เพราะว่า เรามีความเห็นแก่ตัวเป็นหลักประจำตัวประจำใจอะไรอยู่เสมอ ลดมันเสียบ้าง, ลดมันเสีย บ้าง คือหันไป ทำประโยชน์ผู้อื่นเท่าไร มันก็จะลดความเห็นแก่ตัวลงได้เท่านั้น, และ ตัวกูมันจะลดลง มันจะเบาสบายลง มันก็จะไม่หนักเหมือนกับแบกตัวกูไว้เต็ม อัตรา. เดี๋ยวนี้มันหนักอึ้งไปหมด ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น เพราะความเห็นแก่ตัว, ลดความเห็นแก่ตัวโดยการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น มันก็เป็นความถูกต้อง. สร้างสันติสุข ให้แก่จิตใจของแต่ละคน. พยายามปฏิบัติตามหลักสัปปุริสธรรม ๗. เอ้าทีนี้จะพูดข้อต่อไป มันคล้าย ๆ จะซ้ำกับข้อที่ว่ามาแล้วว่า พยายามอย่างยิ่ง ในการมีศาสนา มีศาสนาคือที่จำเป็นที่สุด, พยายามที่จะมีศาสนาในลักษณะที่จำเป็นที่สุด ข้อนี้จะระบุไปยังสัปปุริสธรรม ๗, หลักสัปปุริสธรรม ๗ นั่นแหละ ศาสนาในลักษณะ จำเป็นที่สุดแก่ทุกคน. เราจะพยายามมีศาสนาในลักษณะที่จำเป็นแก่ทุกคน คือสัป- ปุริสธรรม ๗ ถ้าเคยบวชมาแล้วก็คงจะจำได้แน่, ถ้ายังไม่เคยบวชก็จะบอกให้ฟังว่า มี ความรู้ที่ถูกต้อง ๗ อย่าง : รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล- เวลา รู้จักสังคมหรือบริษัท รู้จักบุคคลแต่ละบุคคล, เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล, เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล คนโง่ก็จะไม่ชอบ ไม่อยาก

น.241 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๐๕ จะท่อง แต่ถ้า คนฉลาดเขาจะเห็นว่าสำคัญที่สุดที่เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ๗ ประการนี้. รู้จักเหตุ ไม่งมงายไม่ต้องถือความงมงาย เหตุอันนี้จะให้เกิดผลอะไรรู้จัก ; เมื่อเราต้องการผลอันใดเราจะได้สร้างเหตุให้ถูกต้อง นี่เรียกว่ารู้จักเหตุ รู้จักผล คือว่าเรากำลังรับผลอะไรอยู่ เราก็รู้ว่ามันเป็นผลของเหตุอะไร เรา ได้สร้างเหตุอะไรดีไว้ จึงจะได้รับผลของมัน นี่ก็เรียกรู้จักผล. รู้จักตน คือ รู้จักตัวเองว่าอยู่ในฐานะอะไร จะได้ทำตนให้เหมาะสม, อย่างที่คนแต่ก่อน คนโบราณเขาพูด ว่ามันไม่มองหัวแม่เท้าของมันเสียเลย, มันไม่มองหัว แม่ตีนของมันเสียเลย. เด็ก ๆ ไม่ชอบ แต่ว่าคนแก่พูดไว้ถูกต้องแล้ว, ถ้ามันมองหัว แม่เท้าของมันอยู่ มันก็จะรู้จักตนเอง รู้จักตัวมันเอง, รู้ว่าตนอยู่ในฐานะอะไร ควรทำ อย่างไร ควรพูดอย่างไร, ควรพูดอย่างไร ควรคิดอย่างไร, ควรแสดงบทบาทอย่างไร, ให้มันถูกต้อง, อย่างนี้เรียกรู้จักตนเอง. เดี๋ยวนี้ปัญหาเกิดมาจากการที่คนไม่รู้จัก ตนเองเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง, ผิดกฎหมายผิดอะไรกัน ไปมากมาย สารพัดอย่าง เพราะทำไม่ถูกต้องตามฐานะของตน. ทีนี้ รู้จักประมาณ คือพอดี, เท่าไรพอดี, เท่าไรพอดี, จะกินอยู่เท่าไรพอดี, แต่งเนื้อแต่งตัวเท่าไรพอดี, ใช้สอยเท่าไรพอดี, ทุกอย่างรู้จักความพอดี นี่รู้จักประมาณ ต่อไปก็ รู้จักกาลเวลา กาลเวลา เวลาอะไรควรทำอย่างไร, เวลาอะไรควร ทำอย่างไร ทำมากเท่าไรทำน้อยเท่าไร, รู้จักเวลานี้. เดี๋ยวนี้มัน ไม่รู้จักเวลา มันทำผิด เวลามันก็ไม่ได้รับประโยชน์ ควรใช้เวลามากก็ไม่ใช้ ใช้น้อยก็ไม่ใช้, เวลาน้อยก็ทำมาก คนโง่ก็ใช้เวลามาก. นี้รู้จักเวลา.

น.242 ต่อไป รู้จักบริษัท คือกลุ่มชนที่เขารวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ, เป็นสังคมเป็น สมาคมอะไร เขาเรียกว่าบริษัท. สังคมนั้นกลุ่มนั้นเขามีอะไรของเขาอย่างไร ถ้า เราจะไปเกี่ยวข้องกับเขา ต้องรู้จัก ; แม้ที่สุดจะแบ่งแยกเป็นว่า สังคมชาวนา สังคม ชาวสวน สังคมพ่อค้า สังคมข้าราชการ สังคมกรรมกร, เขาเป็นกลุ่มเป็นบริษัทของเขา อย่างไร, มีหลักเกณฑ์อย่างไร, เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขา ต้องรู้จักถูกต้อง ; นี่เรียกว่า รู้จักสังคมหรือบริษัท. แล้วข้อสุดท้ายก็ รู้จักคนแต่ละคน โดยเฉพาะ บุคคลแต่ละคนแต่ละคนเขา มีอะไรเฉพาะของเขา, มีจิตใจ มีความคิดนึกรู้สึก มีวัฒนธรรม มีอะไรตามแบบของเขา. ถ้าเราจะเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะบุคคล ก็ต้องรู้จักเรื่องของเขาแต่ละบุคคล, เข้าไป เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง. ๗ ประการนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประสบความสำเร็จ. พระพุทธเจ้าก็ได้ ตรัสสอนไว้อย่างยิ่ง ธัมมัญญู - รู้เหตุ อัตถัญญู - รู้ผล อัตตัญญู - รู้ตน, มัตตัญญู - รู้ ประมาณ กาลัญญู-รู้จักกาล ปริสัญญู-รู้บริษัท ปุคคลปโรปรัญญู-รู้บุคคล ; ช่วย จำไว้ทีเถิด โดยเฉพาะเด็ก ๆ เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล ; จำไว้ ได้, ปฏิบัติได้แล้ว, ก็ จะมีผลยิ่งกว่าเอาพระเครื่องมาแขวนคอสักหมื่นองค์, คอของ เธอทนไม่ได้ดอกจะเอาพระเครื่องมาแขวนสักหมื่นองค์ทนไม่ได้คอหักตาย ; แต่ว่าถ้ามี การปฏิบัติธรรมะให้ครบถ้วน ๗ ประการนี้แล้ว มันมีผลมากกว่านี้อีกมาก. ฉะนั้นช่วย กันจำไว้ที่ว่า สัปปุริสธรรม ๗ ประการ รู้จัก เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล จะไม่มีทำอะไรผิด , จะทำถูกต้องประสบผลสำเร็จตามที่ต้องการเสมอ , จะอยู่เยือก เย็นเป็นสุข. นี่จงพยายาม พยายามให้มีหลักพระศาสนาที่ถูกต้อง คือสัปปุริสธรรม ๗ แล้วจะสร้างสันติสุขส่วนตนจนล้นเหลือ, จะสร้างสันติภาพเป็นส่วนรวมของสังคมของโลก อย่างล้นเหลือทีเดียว.

น.243 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๐๗ พยายามต่อสู้กับกิเลส. ทีนี้ก็อยากจะพูดต่อไป ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก แต่ว่าอาจจะไม่ เคยนึกไม่เคยคิด พยายามอย่างยิ่ง, พยายามอยู่เสมอ ที่มีการต่อสู้กับกิเลส. กิเลส นั้นเป็นของต่อสู้ยากยิ่งกว่าผีเสียอีก, ผีที่กลัวกันนักยังไม่ร้ายเท่ากิเลส เอาชนะมันยาก, จะต้องพยายามต่อสู้กับกิเลส, พยายามตลอดชีวิต พยายามสุดความสามารถ, พยายาม ต่อสู้กับกิเลส ไม่ยอมแพ้, อันไหนจะควบคุมกิเลสได้ จะป้องกันกิเลสได้ จะละกิเลสได้ ก็กระทำทุกอย่างทุกประการ. นี่คือสิ่งที่ควรพยายามอย่างยิ่ง เป็นสัมมาวายามะอย่างยิ่ง ในการพยายาม เรื่อยไปจนตลอดชีวิต ที่จะต่อสู้กับกิเลส ไม่ยอมให้ฝ่ายกิเลสเป็น ฝ่ายชนะ, ให้เราเป็นฝ่ายชนะให้จนได้ พยายามเอาชนะกิเลส. นี้ก็ไม่ต้อง อธิบายมาก เพราะพูดกันมามากแล้วเรื่องโลภะ โทสะ โมหะ ก็เคยรู้จักกิเลส, กิเลส มันกัดเอามามากแล้ว, ควรจะรู้จักกิเลส แล้วก็ต่อสู้กิเลส หรือ ปฏิบัติโพธิ มันเป็น ของคู่ตรงกันข้าม ถ้าจะปราบกิเลส มันก็สร้างโพธิ. สร้างโพธิมันก็ปราบกิเลส, นี้เราก็มีความพยายามสุดเหวี่ยงอยู่เสมอ ในการที่จะปราบกิเลสด้วยโพธิ จะสร้างโพธิสติ ปัญญาเพื่อจะปราบกิเลส ; นี่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องพยายามไม่ขาดตอน เรียกว่าสัมมาวายามะ พยายามอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน พยายามเป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์. เอ้า, ข้อย่อย ๆ เบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ พยายามในการเป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์, เป็นอยู่ อย่างมัธยัสถ์. ต้องขอพูดหน่อยว่า โดยมากรู้จักคำว่ามัธยัสถ์ไม่ค่อยจะถูก, มักจะ เข้าใจคำว่ามัธยัสถ์นี่เป็นเรื่องกระเบียดกระเสียนเหนียวแน่นไปเสีย ค่อนไปในทางขี้เหนียว คำว่ามัธยัสถ์นั้นไม่ใช่อย่างนั้น พอดี พอสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด, ไม่ใช่เรื่องเหนียวแน่น เรื่องตระหนี่เรื่องอะไร. คำว่าประหยัดก็ยังไม่ค่อยจะถูก เพราะมันไปในทางเหนียวแน่น

น.244 ใช้คำว่ามัธยัสถ์นั่นแหละถูก. มัธยัสถ์ คำ ๆ นี้แปลว่า อยู่ตรงกลาง, อยู่ตรงกลางเรียก ว่ามัธยัสถ์ ไม่มากไม่น้อย ไม่ตึงไม่หย่อนไม่อะไร, พยายามเป็นอยู่ในลักษณะที่มัธยัสถ์ อยู่กลางคือพอดี- พอดี- พอดี ไปทุกอย่าง ทุกประการ. บางคนเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์ไป ในทางตระหนี่, หรือประหยัดเหนียวแน่นไปเสีย, นั้นไม่ถูก. ให้พอดีพอดีแหละถูกต้อง : การกินการอยู่ การนุ่งการห่ม การใช้สอย การปฏิบัติต่อชีวิตทุกชนิดทุกลักษณะทุกระดับ นี้จะต้องพอดี ๆ เป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์ ขี้เหนียวเกินมันก็ผิด, สุรุ่ยสุร่ายเกินมันก็ผิด, เกือบขี้เหนียวก็ใช้ไม่ได้, เกือบพุ่มเพื่อยก็ใช้ไม่ได้, ต้องถูกอยู่ตรงกลางจริง ๆ อยู่ตรง กลางจริงๆ จึงจะเรียกว่ามัธยัสถ์, คำเดียวกับ มัชฌิมา มัชฌิมา แปลว่า มีในท่ามกลาง, มัธยัสถ์ แปลว่า อยู่ตรงกลาง. พยายามดำรงชีวิตอยู่ในลักษณะที่พอดี ๆอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. มัธยัสถ์ก็มีความหมายอย่างเดียวกับอริยมรรค มีองค์ ๘ , มรรคมีองค์ ๘ มัชฌิมาปฏิปทามีความหมายอย่างเดียวกัน. แต่ในภาษา ไทยมันมักจะมาใช้กับเงินทอง, แล้วก็ใช้ความหมายไปในทางประหยัด ๆ หน่อย, แล้ว จะใช้คำว่าพอดี, พอดี แทนคำว่าประหยัด มันจะได้ไม่อึดอัด มันจะได้ไม่ลำบาก. คำว่า พอดีเป็นคำสูงสุดนะ เข้าใจยากนะ ; ถ้าเอากิเลสมาเป็นเครื่องตัดสินแล้วไม่มีทางที่จะ ถูกต้อง, ไม่พอดีได้ดอกถ้าเอากิเลสมาเป็นตัวตัดสิน. ต้องเอาโพธิปัญญามาเป็นตัว ตัดสิน จึงจะรู้ว่าพอดี ๆ นั้นคืออย่างไร ; นี่จงพยายามเป็นอยู่อย่างถูกต้อง. พยายามเป็นพหูสูตร. ทีนี้ก็เป็นเรื่องขยายต่อออกไปว่า จงพยายาม จงพยายามที่จะเป็นพหูสูตร, เป็นพหูสูตรคือสดับตรับฟังมากเรียกว่าพหูสูตร. จงพยายามให้ตนเป็นคนสดับตรับฟังมาก, พูดอีกทีหนึ่งก็ว่า พยายามทำความสงสัยให้หมดไป. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ เราก็ไม่รู้จะ ทำอย่างไร, เราก็ปฏิบัติไม่ถูก. ถ้าเราได้ยินได้ฟังมาก เราก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องที่เรา

น.245 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๐๙ สงสัย, เราไปคิดนึกดูไปใคร่ครวญดูไปปฏิบัติดู เดี๋ยวก็หมดความสงสัย, ถ้าได้ยินได้ฟังมาก มันก็กำจัดความสงสัยได้มาก. ข้อนี้เป็นหลักธรรมดาที่ว่าเราจะรู้เองไม่ได้ ความรู้ทั้งหลาย ต้องถ่ายทอดมา เป็นความรู้ทางการได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น ; ตั้งแต่เกิดมาเราก็ทำอย่างนั้น แหละตั้งแต่เกิดมา ได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่น แต่มันจะไม่มีผลถึงที่สุดเพียงเท่านั้น. เรา ต้องเอาความรู้ที่ได้ยินได้พังมาใคร่ครวญมาคิดนึกมาศึกษา เห็นจริงว่าจะ ปฏิบัติได้ อย่างไร, ดับทุกข์ได้อย่างไร แล้วก็ปฏิบัติ นี้เป็นตอนที่ ๒. บาลีเขาก็มีเรียกแต่ไม่อยากเอามาพูดให้ฟังยากจำยาก เดี๋ยวก็จะท้อถอยเสียอีก, ข้อแรกเขาเรียกว่า ปรโตโมโส คือ การโฆษณาของผู้อื่น เขาพูด, โฆษณาของผู้อื่น, เรา ได้ยินนี่ก็เอามา ครั้นได้มาแล้วเขาก็นำมาทำ โยนิโสมนสิกาโร มาใคร่ครวญโดยแยบคาย จนเข้าใจดี ถูกต้องดี มองเห็นว่าทำลงไปอย่างนั้นจะเกิดผลอย่างนั้นจริง แล้วก็ทำ ; นี่ ตอนนี้ได้ประโยชน์. ชีวิตนี้มันจะต้องประกอบอยู่ด้วย ปรโตโฆโส พึ่ง, ฟัง เรื่อยไป ฟังจากภายนอกแล้วมาทำโยนิโสมนสิการ ในภายใน. มันก็จะทำถูกต้องครบ ถ้วนทั้งภายนอกและภายใน มันก็จะเจริญอยู่ได้. พยายามอยู่อย่างนี้ พยายามอยู่อย่างนี้ เรียกว่าสัมมาวายาโมได้เหมือนกัน เพราะว่าเป็นความพยายามที่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อดับ ทุกข์ได้สิ้นเชิง. พยายามทำตนเป็นที่พึ่งแก่ตน. เอ้า ทีนี้จะให้แคบเข้ามา พยายามที่จะทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน, พยายาม อย่างยิ่ง สุดความสามารถ ที่จะทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน เพราะว่าเรามันเคยชินแต่การ พึ่งผู้อื่น. พอเราเกิดมาจากท้องแม่ เราก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นตลอดเวลามา เกือบจะไม่รู้จักการช่วยตน, นิสสัยมันจึงฝังแน่นลงไปในการที่ว่าผู้อื่นจะช่วย , ผู้อื่น จะช่วย, รอให้ผู้อื่นช่วยอยู่เสมอ ; อย่างนี้ทำกับกิเลสทำกับความทุกข์ไม่ได้. จะต้อง

น.246 พยายามช่วยตน เปลี่ยนนิสัยที่คอยให้ผู้อื่นช่วยนั้นมาเป็นช่วยตนช่วยตน, ให้ตนช่วยตน คิดว่าอะไรเป็นตน เอาอันนั้นนั่นแหละช่วยตน. แม้ว่าตนมันจะไม่มี ตนไม่ใช่เป็นของ มีอยู่จริง แต่ถ้าเราหมายมั่นเอาอะไรเป็นตน เราก็เอาสิ่งนั้นแหละมาช่วย, มาช่วยตัวเอง, ไม่มีใครช่วยได้โดยแท้จริงต้องช่วยตัวเอง ; เพราะว่าความทุกข์นี้มันทำขึ้นเอง มนเกิด ขึ้นเอง มันมีอยู่ในตัวเอง. ฉะนั้นจึงจะต้องรู้จักด้วยตนเอง แล้วก็พยายามช่วยตนเอง แล้วก็ต่อสูด้วยตนเอง, จะต้องช่วยตัวเองได้ในที่สุด ให้เกิดแสงสว่างแก่ตนเอง, ทำแสง สว่างให้แก่ตนเอง แสงสว่างนี้อาจคิดว่าเราได้ยินได้ฟังมาแล้วก็ได้แสงสว่าง ยังไม่สว่างดอก. อย่าคิดว่าพระพุทธเจ้าจะจุดแสงสว่างให้เรา, พระองค์ทรงแสดงแต่วิธีจุดให้เกิด แสงสว่าง, เราต้องเอามาจุดขึ้นมาเอง ให้เกิดแสงสว่างขึ้นมาเอง. เปรียบเหมือนเขา จะแนะเรื่องวิธีจุด หาน้ำมันหาไส้ตะเกียง, หาตะเกียงหาอะไรมาอย่างไร แล้วก็จะจุดอย่างไร ทำได้เพียงเท่านั้น. เราจะต้องจุดด้วยตัวเอง ให้มันเกิดแสงสว่างขึ้นมาในจิตใจของ ตัวเอง มันจึงจะแก้ความมืดของตัวเองได้, จะได้ตรงกับความมืดที่ตัวเองมันมีอยู่อย่างไร. ฉะนั้นการพูดว่า ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองนั้น มันกินความไปถึงว่า ทำแสงสว่างให้แก่ ตนเองด้วย, จุดแสงสว่างให้แก่ตนเองด้วย. ที่ผู้อื่นจะช่วยจุดนั้น มันเป็นแต่ขั้น ตอนแรกเป็นภายนอกเท่านั้น, วิธีจุดอย่างไร, หาตะเกียงอย่างไรอะไรอย่างไร, แล้วใน ที่สุดต้องจุดขึ้นเอง จุดขึ้นเอง เรียกว่าเป็นการทำแสงสว่างให้แก่ตนเอง. ผลที่พึงประสงค์ต้องได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทีนี้จะพูดเป็นสรุปก็ได้ ว่าเรื่องผลที่พึงประสงค์เป็นสวรรค์, เป็น นิพพาน อะไรก็ตาม ใครจะต้องการอะไรนั้น พยายามให้เป็นเรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้,

น.247 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๑๑ เคยสอนกันมาเป็นนิสัยปัจจัยกี่หมื่นชาติกี่อสงไขยกัปป์ก็ไม่รู้. พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน อย่างนั้น, จงนึกถึงอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ, ท่านสอนอย่างนี้. ถ้าอย่างนี้มันไม่มีทางที่จะรอกันต่อตาย แล้ว หรือว่าต่อกี่หมื่นชาติแสนชาติก็ไม่รู้. เรื่องนั้นเรายังไม่ต้องไปนึกถึง, นึกถึงแต่ ที่นี่และเดี๋ยวนี้; เพราะความทุกข์มันมีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, กิเลสมันก็กัดเราอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. เราจะไปดับกิเลสต่อหลาย ๆ ชาติ แล้วมันก็เป็นคนบ้าละกระมัง. เพราะ ว่าความทุกข์มันกัดเราอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, เราจะต้องต่อสู้เพื่อจะดับความทุกข์กันที่นี่และ เดี๋ยวนี้ อย่างนี้ถึงจะเป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก. ถ้าเป็นบาลีก็ว่า สันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ปัจจัตตัง เวทิตัพพัง, อย่างนี้คงจะไม่เคยได้ยิน, ได้ยินแต่บท พระธรรม ที่จริงมีทุก ๆ คำเลย ถ้าเป็นธรรมะที่เป็นปฏิเวธแล้ว ก็จะใช้บทพระธรรมนี้ ๖ บทนี้ สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตง เวทิตัพโพ. จงพยายาม อย่างยิ่งให้อะไร ๆ ทุกอย่างมันเป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, อย่าถือ หลักผัดเพี้ยน ผัดเพี้ยน เป็นปัจจัยในอนาคตกาลเบื้องหน้า ; อย่างนั้นมันจะเคว้งคว้าง หมด แล้วมันอาจจะเหลวหมดก็ได้ มันก็เลื่อน ๆ ๆ เรื่อยไปไม่รู้จักจบ, ไปถึงชาติหน้าอีก มันก็เลื่อนอย่างนั้นอีก, ชาติหน้าอีกมันก็เลื่อนอย่างนั้นอีก, ถ้าชาติหน้ามีจริง มันก็เลื่อน ไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ไม่ชี้, ไม่พูดถึงชาติหน้า จะพูดถึงที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; วันนี้มี ความทุกข์อย่างนี้ จะฆ่ามันเสียให้ได้, มันมีกิเลสอย่างนี้ จะฆ่ามันเสียให้ได้, ให้ได้รับ ความเยือกเย็นสงบ เย็นกันที่นี่และเดี๋ยวนี้. การประพฤติให้ถูกต้องทางอายตนะ ๖ นั่นแหละก็เป็นสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วจะค่อยเลื่อนขึ้นเป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. ปฏิบัติถูกต้องดี มีความสุขมีความพอใจก็เป็นสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้, จะเลิกความสุขความ ไม่พอใจชนิดนั้นเสีย ให้มันเป็นความว่างที่นี่และเดี๋ยวนี้, มันก็เป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, เรียกว่า สันทิฏฐิโก แปลว่าที่นี่และเดี๋ยวนี้, รู้สึกได้ด้วยตนเอง.

น.248 นี่ก็ต้องเอามาพูด เพราะเห็นว่า ที่แล้วมาท่านทั้งหลายมีแต่จะฝากไว้หลัง จากตายแล้ว ที่อื่นชาติอื่น ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ มักจะถือกันอย่างนั้น, มักจะสอนกัน อย่างนั้น. ขอให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่, ต้องมีความหมายมั่นพยายามที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ต้องเย็นให้ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก่อนแต่ตาย, ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก่อนจะตาย ; มิฉะนั้น มีหวังจะเสียชาติเกิด, ก็เสียชาติเกิดจริง ๆ เพราะเกิดชาตินี้มันไม่ได้อะไรนี่, แล้วมันก็จะเป็นอย่างนั้นเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. พยายาม ที่จะเป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, เร่งญาณความรู้ให้เกิดขึ้นเสียที่นี่และเดี๋ยวนี้, บำเพ็ญ ญาณ บำเพ็ญภาวนาให้เกิดญาณที่จะต้องเกิดเสียที่นี่และเดี๋ยวนี้. รู้จักญาณให้ถูกต้อง . คำว่า ญาณ ๆ นี้ เขามาสอนกันมากมายเหมือนกัน, แต่ คำสองคำที่ สำคัญที่สุดไม่ได้เอามาสอน. อาตมาไม่พบที่เขาเอามาสอน ต้องไปพบเอาเองในพระ ไตรปิฎก คือ สรุปญาณทั้งหมด กี่ร้อยญาณที่เขาพูดกันกี่สิบกี่ร้อยญาณก็ตามใจเถอะ มัน มีอยู่สองญาณเท่านั้น : ญาณที่ ๑ เรียกว่า ธรรมฐิติญาณ, ญาณที่ ๒ เรียกว่า นิพพาน ญาณ. ญาณประเภทที่ ๑ คือว่าให้รู้ทุกอย่างที่เป็นธรรมฐิติ คือตั้งอยู่ตามธรรมดา, ธรรมฐิติตั้งอยู่ตามธรรมดา. ญาณเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เรื่องแยกขันธ์ธาตุ อายตนะแล้วในที่สุดก็ไปจบลงที่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ญาณเหล่านี้จะแยกเป็นกี่อย่าง กี่สิบอย่างก็รวมเรียกกันว่า ธรรมฐิติญาณ, ญาณในธรรมฐิติ. ธรรมฐิติคือการตั้งอยู่ ตามธรรมดา ญาณอะไรที่มองเห็นการเป็นอยู่ตั้งอยู่เป็นไปอยู่ตามธรรมดา, รวมเข้าทั้งหมด ด้วยกันก็เรียกว่าธรรมฐิติญาณ. ที่เป็นหลักสำคัญก็คือเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง และ เห็นอนัตตา; พอเห็นอนัตตาแล้วญาณนี้หยุด ญาณประเภทนี้จะหยุด, หรือหมด หน้าที่ มันก็ จะมีเป็นฝ่ายนิพพานญาณ คือ ความดับทุกข์สิ้นเชิง นับตั้งแต่วิราคะ

น.249 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๑๓ ขึ้นไป, เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความปล่อยวางอะไรนี้ เรื่อยขึ้นไปจนเป็นมัคค ผล นิพพาน กี่ญาณกี่ญาณตามใจ รวมเรียกว่านิพพานญาณ, เป็นญาณฝ่ายนิพพาน. มีอยู่ สองญาณเท่านั้นแหละไม่มากไม่มาย ; ให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าเป็นอย่างไร เรียกว่า ธรรม ฐิติญาณ, ครั้นรู้ญาณนี้ตามเป็นจริงแล้วมันจะนิพพาน คือมันจะเบื่อหน่าย จะคลาย กำหนัด จะปล่อยวาง จะดับ จะสลัดคืน พวกนี้เรียกว่า นิพพานญาณ. เราสร้างธรรมฐิติญาณ คือเห็นตามเป็นจริงให้มากขึ้น ว่า ชีวิตคือ อะไร, การงานคืออะไร. ทรัพย์สมบัติคืออะไร, กระทั่งว่าบุตรภรรยาสามีคืออะไร, รู้ตาม ที่เป็นจริงมากขึ้นไป ๆ. เดี๋ยวมันก็ ไปจบอยู่ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา, รู้จักขันธ์ ธาตุ อายตนะ เวทนา ตัณหา กิเลส ตามที่มีอยู่อย่างไรนี้ก็เรียกธรรมฐิติ, ธรรมฐิติ คือ ตั้งอยู่ตามธรรมดา, แล้วก็จะเกลียดมัน จะรังเกียจมัน ก็เป็นธรรมฐิติญาณ. ทีนี้มันก็ จะเริ่มเบื่อหน่ายคลายกำหนัดก็เป็นฝ่ายนิพพานญาณ, จะบั่นแดนกันตรงไหน, หลักทั่ว ๆ ไป อย่างในอภิธรรมก็พูดว่าโคตรภูญาณเป็นหลัก แต่ไม่เห็นมีในพระพุทธภาษิต, เห็นแต่ ตรัสแต่ว่าธรรมฐิติญาณ เห็นความจริงตามธรรมดา, และนิพพานญาณ ญาณเป็นไปเพื่อ ดับ ดับความยึดมั่นถือมั่น. จงเร่ง เห็นความจริงตามธรรมดา อย่าได้หลงในเรื่องสุขเรื่องทุกข์, อย่าหลง เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปรุงแต่ง อย่างนั้นอย่างนี้, อย่าหลง กระทั่งว่าอย่า หลงดี หลงชั่ว อย่าบ้าดี อย่าบ้าชั่ว อย่าบ้าสุข อย่าบ้าทุกข์ อย่าบ้าบุญ อย่าบ้าบาป อย่าบ้า อะไรทั้งหมด ; นี่เรียกว่าเห็นตามที่เป็นจริง แล้วก็จะดับเย็น เป็นฝ่ายดับเย็น เป็นฝ่ายดับ-กับ-ดับ-ลง ; นี่คือพยายามเถิด จะเป็นสัมมาวายามะ.

น.250 ยังมี ญาณอีกคู่หนึ่งซึ่งเขาไม่ค่อยเอามาสอน เรียกว่า ธรรมญาณ กับ อัน์วยญาณ ที่เรารู้จริงขึ้นมา อย่างนี้แล้ว เรียกว่าธรรมญาณ, แล้วเปรียบเทียบเห็นความจริงอย่างอื่นไกล ออกไป เรียก อัน๋วยญาณ. เรื่องญาณของคนเรามันเป็นอย่างนี้ ที่มันเป็นอยู่ตามธรรมดาที่เราไม่รู้สึกตัว มันเป็นอย่างนี้; ครั้นเรารู้เรื่องนี้ดีจริงแล้ว มันก็เปรียบเทียบออกไปรู้เรื่องอื่นที่มัน เนื่องกัน หรือคล้ายกัน, หรือคู่กันได้ กระทั่งว่าของผู้อื่นก็ได้ ถ้าเรารู้จักกิเลสของ เราดีแล้ว เราก็จะรู้จักกิเลสของผู้อื่นได้ด้วย โดยการเทียบเคียงกัน. รู้ที่แรก เป็น ธรรมญาณ, รู้ที่ ๒ เรียกว่า อันวยญาณ คือญาณที่เป็นไปตามหลังธรรมญาณ, ญาณ ที่เป็นไปตาม ติดตามมา ; นี่คืออาการที่เรารู้อะไรยิ่งขึ้นไป รู้อะไรยิ่งขึ้นไป. ถ้าเรารู้ อะไรอย่างหนึ่งแล้ว มันอาจจะเทียบเคียงไปรู้สิ่งที่ใกล้เคียงได้อีกด้วย ; นี่เรียกว่าเป็น อันวยญาณ อย่างนี้มันมากขึ้น รู้มากขึ้น จนกว่าจะสมบูรณ์เป็นนิพพาน. ฉะนั้นถ้าเรา พยายามพอกพูนธรรมฐิติญาณ และ นิพพานญาณ อยู่เสมอ ก็เท่ากับพยายามที่จะลุถึงนิพพาน, พยายามที่จะบรรลุเข้าถึงนิพพาน หรือว่ามีญาณธรรม- ญาณ แล้วเทียบเคียงให้รู้ญาณอื่นที่เนื่องด้วยกันนี่, มันก็เป็นการเร่ง เร่ง ญาณให้มันเร็ว ขึ้น ให้มันเคลื่อนที่ให้มันไม่หยุดนิ่ง ให้มันเคลื่อนที่เรื่อยไป, มันก็บรรลุถึงข้อสุดท้าย. นี่ จงพยายามอย่างนี้เรียกว่าสัมมาวายามะ. ที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดในคำกล่าว คำสอนใน โรงเรียนนักธรรมหรืออธิบายกันที่ไหนก็พูดกันถึงแต่เรื่อง ๔ อย่างนั้น, เดี๋ยวนี้มาแสดง ให้เห็นชัดไกลออกไป ที่ประกอบกันอยู่ ให้เห็นชัดออกไปอีก.

น.251 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๑๕ พยายามนำศีลธรรมกลับมาเพื่อผู้อื่น. เอ้า ทีนี้ขอเติมอีกพวกหนึ่ง เท่าที่แล้วมามันเป็นเรื่องที่ทำด้วยตนเอง ทำ ด้วยตนเอง ทำเพื่อตนเอง, สัมมาวายามะที่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง ทีนี้พูดกันแล้วว่าเรา อยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้, เราต้องทำเพื่อประโยชน์แก่ทั้งหมดด้วย จึงขอยกมากล่าวอีก พวกหนึ่ง คือพวกที่จะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น แก่สังคมหรือแก่โลก, เราจะมีความพยายาม พากเพียรอย่างยิ่งอยู่อีกส่วนหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น คือในการ นำศีลธรรมกลับมา; นี้เพื่อผู้อื่น หมวดเพื่อผู้อื่น. ข้อแรกว่าพยายามที่จะนำศีลธรรมกลับมา; เดี๋ยวนี้ โลกมันกำลังจะวินาศอยู่แล้ว มันเต็มไปด้วยความไม่มีศีลธรรม, เราจะต้องช่วยกันสุดความ สามารถให้ศีลธรรมกลับมา. ทำไมถึงต้องใช้คำว่ากลับมา? ก็เพราะว่ามันเคยมี มัน เคยสงบสุข มันเคยมี, เดี๋ยวนี้มันหายไป มันเลวร้าย, เลวร้ายเต็มไปด้วยอาชญากร เต็ม ไปด้วยอาชญากร, เรียกว่าเต็มไปหมด มาเรียกร้องอยู่ที่ประตูบ้านเลย. ถ้าศีลธรรมไม่ กลับมาโลกาวินาศ, ถ้าศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น. นี้ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องพยายาม, พยายามช่วยกันทุกคน ทุกคน เพื่อจะทำ ให้ศีลธรรมกลับมา; ถ้าไม่อย่างนั้น อย่าหวังเลยที่ว่าโลกาจะสงบเย็น, เรานั่นแหละที่จะเดือดร้อนตามกันไปด้วย, เราก็จะ พลอยถูกลูกหลงตามไปด้วย เพราะความที่มันไม่มีศีลธรรม มันเต็มไปด้วยความไม่มี ศีลธรรม. การที่ศีลธรรมกลับมา ต้องมีปรมัตถธรรมมาด้วย คือความรู้ขั้นลึก เรื่องของศีลธรรม, อธิบายเหตุผลของศีลธรรมนั้น เรียกว่าปรมัตถธรรม. ถ้าปรมัตถธรรม มาด้วย ศีลธรรมก็มั่นคง, ถ้ามาแต่ศีลธรรมไม่มีปรมัตถธรรมประคับประคองอยู่ มัน ง่อนแง่นคลอนแคลน, มันไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ทำไม, มันไม่รู้, ทำไมต้องไม่ฆ่าสัตว์ ทำไมต้องไม่ลักทรัพย์ ทำไมต้องไม่ประพฤติผิดในกาม, ทำไมต้องไม่พูดเท็จ, ทำไมต้อง

น.252 ไม่ดื่มน้ำเมา, มันไม่รู้นี่ มันมาแต่ตัวบทศีลธรรม ห้าม-ห้าม-ห้าม-ห้าม. แต่ถ้า เอาปรมัตถธรรมมาด้วย มันชี้ชัดเลยว่า อย่างนั้นเพราะเหตุอย่างนั้น เราจึงไม่ควรฆ่า ไม่ ควรขโมย, ไม่ควรประพฤติผิดในกาม, ไม่ควรพูดเท็จ, ไม่ควรดื่มน้ำเมา, มันเป็นเหตุผล ที่ลึกออกไป อย่างนี้ก็เรียกว่าปรมัตถธรรม ถ้าศีลธรรมกลับมาโดยถูกต้อง ปรมัตถธรรม ต้องตามมาด้วย เอามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวศีลธรรมไว้ให้มั่นคง. นี่สิ่งที่เราต้องพยายาม เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายอื่น คือ ช่วยกันนำศีลธรรมกลับมา. พยายามหมุนโลกให้เดินถูกทิศทาง. ให้รู้จักหมุนโลกให้เดินไปให้ถูกทิศทาง นี้ก็ควรพยายาม, พยายามหมุน โลกไปให้เดินถูกทิศทาง. เดี๋ยวนี้โลกกำลังเดินผิดทาง : เขาจะสร้างอบายมุข ขึ้นมาเต็มโลก แล้ว, อบายมุขนานาชนิดที่เป็นเหยื่อแก่กิเลส ; แม้ที่สุดแต่เหล้าหรือสุรา อะไรอย่างนี้ก็จะเอาเป็นที่ยกย่องบูชา, จะทำพิธีอะไรก็ยกเหล้าขึ้นท่วมหัวแล้วก็ให้พรกัน บูชาเหล้าถึงอย่างนี้ นี้เรียกว่ามันเดินไม่ถูกทาง โลกมันเดินไม่ถูกทาง. เอาสิ่งที่เลวร้าย บ้าบอที่สุดเหมาะสมสำหรับผีสาง มายกขึ้นบนหัวแล้ว. พูดให้พรกันอย่างนั้นอย่างนี้ ; อย่างนี้โลกมันกำลังเดินผิดทาง. ให้มันรู้ตามที่เป็นจริง, อย่าได้ทำอย่างนั้น, ช่วยกัน พยายามทำให้เดินถูกทาง จะว่าต่อต้านก็ได้ ต่อต้านคือเราไม่เอาด้วย เราไม่เอาด้วย นี่มันจะทำไปได้ที่ไหน เราไม่เอาด้วย. ถ้าทุกคนไม่เอาด้วย มันก็ทำไปไม่ได้. แต่ว่าคำ ว่าโลก ๆ นี้มันมีความหมายกว้าง; ถ้าว่า นำโลกให้ถูกทางนั้น มันก็นำตัวเองด้วย เพราะว่าโลกนั้นมันอยู่ในจิตใจของเรา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า โลกก็ดี, เหตุให้เกิดโลกก็ดี, ความดับแห่งโลกก็ดี, ทางถึงความดับแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ใน ร่างกายที่ยาววาหนึ่ง มีสัญญาและใจ คือ ยังเป็น ๆ ยังไม่ตาย. ในใจของเรานั้นมันมีโลก

น.253 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๑๗ จะนำโลกให้ถูกทาง แล้วก็นำใจของเราให้มันถูกทาง แล้วมันก็จะถูกออกมาหมด. ทุกคน นำใจของตนให้เดินถูกทาง ก็เรียกว่านำโลกให้เดินถูกทาง, ขอฝากอันนี้ไว้ให้เป็น วัตถุประสงค์มุ่งหมายของสัมมาวายามะด้วย. จงพยายามอย่างยิ่ง, พยายามอย่างถูกต้อง, ที่จะนำโลกให้เดินถูกทาง. เอาละ, มันมากมายพอสมควร หรือว่าพอกินพอใช้แล้ว ถ้าว่ารู้จักสัมมา- วายามะในลักษณะอย่างนี้ คือตาม หลัก ๔ ประการที่กล่าวไว้ในพระบาลีสัมมา- วายามะ : พยายามในการป้องกัน พยายามในการละ พยายามในการสร้าง พยายามใน การรักษา ๔ อย่างนั้น. แต่เดี๋ยวนี้ขอแถมนอกพระบาลี ที่จริงก็ถอดออกมาจากพระบาลีนี้ แต่ว่ามาเรียกชื่อธรรมดา ๆ อย่างง่าย ๆ ว่า จงพยายามเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้, พยายามเป็นมนุษย์ให้เต็มเปี่ยม, พยายามทำตนเป็นประโยชน์ผู้อื่น ให้มากที่สุด, พยายามในการมีศาสนาให้ถูกต้อง, พยายามในการต่อสู้กับกิเลส, พยายามมีชีวิตอย่างมัธยัสถ์, พยายามเป็นพหูสูต ทำลายความสงสัยให้หมดไป, พยายามทำที่พึ่งให้แก่ตน ทำแสงสว่างให้แก่ตน, พยายามทำให้ญาณ ญาณที่จะมี ความรู้ก้าวหน้า เจริญงอกงามก้าวหน้า ทั้ง ธรรมฐิติญาณ และ นิพพานญาณ. นี่ เรียกว่าส่วนตัวทำให้ครบอย่างนี้ ทีนี้ส่วนผู้อื่น ก็ให้ พยายามที่จะนำศีลธรรมกลับมา ช่วยกันและกันให้ โลกนี้มีศีลธรรม, แล้วก็ พยายามหมุนโลก ช่วยกันหมุนโลกให้เดินถูกทิศถูกทาง อย่าไปในทางของมิจฉาทิฏฐิเลย จบ หรือมากเต็มอัตราแล้ว ในการที่จะมีสัมมาวายามะ พากเพียรพยายามอย่างถูกต้องอยู่เสมอ. สรุปความกันทีก็ว่า พยายามช่วยตนเองให้ออกมาจากความทุกข์ได้ ก่อน แล้วจึงช่วยผู้อื่น ให้ออกจากทุกข์ได้ด้วย, ไม่พยายามทำแต่ประโยชน์ตน, พยายาม

น.254 ทำประโยชน์ผู้อื่นด้วย, ก็มีความมุ่งหมายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน เหมือนกับว่ามีคนคนเดียว เป็นคน ๆ เดียวกันหมดทั้งโลก, เป็นคน ๆ เดียวกันทั้งหมด ทั้งโลก, มีความรักมีความหวังดีต่อกันและกัน. ทุกคนมีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอก อย่างเดียวกัน, เราต้องช่วยกันอย่างเดียวกัน เหมือนกับเป็นคน ๆ เดียวกัน, เรื่องมันก็ จบแหละ. นี่คือสัมมาวายามะ มีความพยายามอย่างถูกต้อง ที่เรามักจะแปลคำสวดว่า ความเพียรชอบ ความเพียรชอบ, พูดให้ชัด ๆ ก็ว่ามีความพยายามพากเพียรอย่างถูกต้อง โดยหลักดังที่กล่าวมาแล้ว. ขอให้เอาไปศึกษา ไปใคร่ครวญ, ไปพิจารณา เห็นว่าจริง อย่างนั้น มีความถูกต้องที่จะต้องทำอย่างนั้น, มีความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น, แล้วก็ ช่วยกันประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้ชื่อว่าช่วยกันทำโลกให้มีสันติภาพ, เป็นผู้สร้าง เหตุแห่งสันติภาพให้แก่โลก. ในหมวดของสมาธิข้อที่ ๑ คือสัมมาวายามะ ถ้าโอกาส ยังมีก็จะได้พูดเรื่องสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ต่อไป. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ต้องขอยุติการบรรยาย ฝากไว้แก่ ท่านทั้งหลายให้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ขอยุติการบรรยาย เพื่อเปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยายส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติทางธรรมะ ยิ่งขึ้น สืบไปในกาลบัดนี้ ..

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต