Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๘ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาสติ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.255 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิมแต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะการ บรรยายในวันนี้ว่า มูลเหตุ เหตุให้เกิดสันติภาพ คือสัมมาสติ. [ ทบทวน .] ขอทบทวนการบรรยายที่แล้วมา ว่าใน ครั้งแรก สุด ได้พูดกันถึงว่า ทำไมจึง ต้องพูดกันถึงเรื่องนี้ คือเรื่องสันติภาพของโลก. แล้วต่อมาก็ได้พูด เรื่องวิกฤตการณ์, แล้วต่อมาก็ได้พูดเรื่อง เหตุที่ให้เกิดวิกฤตการณ์, แล้วจึงได้พูดถึง เรื่องสันติภาพ, แล้วก็ ได้พูดถึงเรื่อง เหตุให้เกิดสันติภาพ มาตามลำดับ หมวดแรกคือ หมวดปัญญา คือสัมมา- ทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ หมวดถัดมา คือ หมวดศีล : สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ, ถัดมาก็ หมวดสมาธิ ได้พูดมาแล้วหนึ่งตอน คือตอนที่ว่าด้วย สัมมา- ๒๑๙

น.256 วายามะ ในวันนี้ก็จะได้พูดถึง เรื่องสัมมาสติ ในฐานะเป็นเหตุแห่งสันติภาพ. ขอให้ กำหนดกฎเกณฑ์ใจความเหล่านี้ให้เป็นที่เข้าใจ ว่า เราจะสร้างสันติภาพของโลกมนุษย์ กันตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา, ชาวโลกหรือวงการที่มีอำนาจในโลก เขาก็คิดว่าจะ สร้างสันติภาพ, แล้วก็สร้างไปตามความคิด ความนึก ความรู้สึก ตามแบบนั้น ๆ บัดนี้ เราชาวพุทธ แอบมามีความคิดความเห็นที่จะสร้างสันติภาพกันดูบ้าง, มันจะเป็น อย่างไรก็ขอให้ไปคิดดู ได้พูดมาถึงองค์แห่งมรรคเรื่อย ๆ มาตามลำดับ มาถึงองค์ที่ ๗ ก็จะพูดเรื่องสัมมาสติ. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] วันนี้ก็จะได้พูดถึงเรื่องสัมมาสติ กันอย่างถี่ถ้วน เท่าที่ควรจะพูด จะวิพากษ์วิจารณ์. ท่านทั้งหลายจะฟังไปในฐานะเป็นธรรมะในพระพุทธศาสนาล้วน ๆ ก็ได้, จะฟังไปในลักษณะที่ว่าจะช่วยกันสร้างสรรค์สันติภาพของโลกก็ได้ มันก็มี ประโยชน์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ความหมายของสัมมาสติ. การศึกษาเรื่องสัมมาสติ ก็เหมือนกับเรื่ององค์มรรคอื่น ๆ มาตามลำดับ ข้อแรกที่สุดเราพิจารณากันถึงเรื่อง พยัญชนะ คือตัวหนังสือ หรือคำพูดคำนั้น ว่ามัน หมายความว่าอย่างไร. สัมมาสติ แยกออกได้เป็น ๒ คำ คือ สัมมา คำหนึ่ง, สติ คำหนึ่ง ; สัมมา ก็แปลว่า โดยชอบ หรือโดยถูกต้อง ซึ่งมีใจความพังง่ายว่า ถ้าถูกต้อง ถูกต้อง มันมีแต่ประโยชน์ส่วนเดียวมันไม่มีโทษ แล้ว สติ นี้ก็แปลว่า ระลึก หรือการระลึกได้.

น.257 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๒๑ สัมมาสติ รวมกันเข้า ก็คือ การระลึกอย่างถูกต้อง ซึ่งมักจะเรียกกันสั้น ๆ ในชาววัดว่าระลึกชอบ, ระลึกชอบจะได้พิจารณากันเป็นลำดับว่าถูกต้องหรือชอบนั้น มันจะเป็นอย่างไร โดยละเอียดนี้เรียกว่าดูกันตามพยัญชนะหรือตัวหนังสือ ทีนี้ ถ้าจะดูกัน โดยอรรถะ อรรถะ คือ โดยความหมาย ก็พอจะดูได้เหมือน กันโดยความ คำว่าสติ สติ นี่มัน มีความหมายว่า แล่นไปเร็ว เหมือนกับลูกศร, มี ความหมายว่าแล่นไปเร็วเหมือนกับลูกศร เพราะมันเป็นคำพูดคำเดียวกับคำว่าลูกศร, สิ่งที่แล่นไปเร็วอย่างลูกศร, เพราะว่าสมัยโบราณดูจะไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องกำหนดความ เร็วยิ่งไปกว่าลูกศร ก็เลยใช้คำพูดคำนี้ติดกันมาเรื่อย ๆ. ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะ ว่าลูกศรยังอืดอาดเต็มที, ลูกปืนก็ยังจะเร็วกว่าลูกศร, แล้วเดี๋ยวนี้ความเร็ว ของเครื่อง บินนะเร็วกว่าเสียงเสียอีก. ได้ยินว่าทำให้เร็วกว่าเสียงได้ตั้ง ๕ เท่าแล้ว เร็วกว่าเสียงตั้ง ๕ เท่า, เอาเป็นว่าเท่าที่เขาจะรู้สึกรู้จักกันได้ครั้งกระโน้น เขาเอาลูกศรเป็นเครื่องหมาย ของความเร็ว. นี่สติคือความระลึกได้นี้ของจิตนั้น มีความเร็วมากเหมือนกับลูกศร ; ที่จริงควรจะเปรียบกับสายฟ้าแลบ แต่ว่ามีความหมายเหมือนกับลูกศร, แล้วก็เอา ความหมายว่าเร็วเหมือนกับลูกศรก็แล้วกัน. มันก็เร็วพอสมควร ในการที่จะระลึกอะไรได้ ทันท่วงที, ตั้งเนื้อตั้งตัวได้. การระลึกอย่างรวดเร็ว เหมือนกับอย่างลูกศรนั้น ก็คือ ระลึกได้ทันแก่ เวลา ทันแก่เวลาก็แล้วกัน มันจะเปรียบด้วยอะไรก็สุดแท้, แต่มันทันแก่เวลา ไม่มีว่าง ให้แทรกแซงด้วยสิ่งที่ไม่ถูกต้อง. ระลึกทันแก่เวลาเพื่ออะไร? ก็เพื่อความถูกต้อง ในการที่จะปฏิบตต่อไป เมื่ออะไรเกิดขึ้น เราระลึกได้ถึงเรื่องนั้นอย่างถูกต้องทันเวลา ก็เพื่อว่า จะมีการปฏิบัติต่อไปอย่างถูกต้อง นี้อย่างหนึ่ง, และว่า เพื่อไม่ให้เกิดการปรุง แต่งขึ้นมาอย่างผิด ๆ อันนี้มีความหมายมาก เป็นเรื่องทางจิตใจ ตามหลักของพระ- พุทธศาสนา. เมื่ออะไรเข้ามากระทบ หรือมาเกี่ยวข้องทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง

น.258 ลิ้น ทางกาย ทางใจแล้ว ; สติระลึกได้ทันท่วงที ควบคุมสิ่งนั้นไว้ได้ ไม่ให้เกิด การปรุงแต่งทางจิตใจในภายในให้เป็นไปในทางผิด ๆ จนเกิดเรื่องเลวร้ายมหาศาล, ควบคุมการปรุงแต่งไว้ได้ ก็คือควบคุมสังขารขันธ์. สังขารขันธ์, สังขาระ แปลว่า การปรุงแต่ง, สังขารขันธ์. ควบคุมการปรุงแต่ง. มิให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นมาภายในจิต เตลิดเปิดเปิงไป จนเป็นเรื่อง เป็นทุกข์ทรมานเลวร้าย, นี่ควบคุมไม่ให้เกิดการปรุงแต่ง, และเพื่อที่จะได้ดำเนินต่อไปอย่างถูกต้องดีมีประโยชน์, ควบคุมมิให้เกิดมีการปรุงแต่ง ทางผิด, แล้วก็ให้เกิดความรู้สึกตัว มีการปรุงแต่งเหมือนกัน แต่ว่า ปรุงแต่งอย่างเป็น ฝ่ายถูกต้อง หรือเป็นฝ่ายกุศล, เพื่อให้เกิดการปรุงแต่งฝ่ายถูก มันก็คู่กันแหละไม่ให้ เกิดการปรุงแต่งฝ่ายผิด แล้วก็ให้เกิดการปรุงแต่งฝ่ายถูก, เกิดสติปัญญารู้ตามที่เป็น จริง ว่าอะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร, แล้วก็ สามารถที่จะดำเนินไปตามทางที่ถูก ต้อง, สติที่มาทันเวลามันมีประโยชน์อย่างนี้; เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติต่อไป, เพื่อไม่ให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นมาอย่างผิด ๆ แต่จะเกิดการปรุงแต่งขึ้นมาอย่างถูกต้อง คือ อย่างถูก ๆ แล้วก็มีประโยชน์ ; นี่โดยความหมาย โดยความหมายโดยอรรถะ ของสิ่งที่ เรียกว่าสตินั้นก็มีอยู่อย่างนี้. โอกาสที่จะใช้สติ ทีนี้ ก็จะดูต่อไปถึง โอกาสที่จะมีสติ หรือ จะใช้สติ จะใช้กันในโอกาสเช่นไร? พิจารณาดูก็จะเห็นได้ด้วยกันทั้งนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินไป, แต่ถ้าไม่พิจารณา มันก็จะไม่เห็นอะไรไม่มีอะไร. โอกาสที่จะต้องใช้สติ ข้อที่ ๑ ก็คือ ในขณะที่มีผัสสะ ข้อนี้สำคัญที่สุด. เป็นเรื่องรวบยอดที่สุด. ขณะที่มีผัสสะนะคือโอกาสที่จะต้องใช้สติ, ผัสสะ ก็พูดกัน มาแล้วมากมายว่า คือ สิ่งที่มีการกระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

น.259 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๒๓ ๖ ทางนี้ อายตนะเพื่อการผัสสะมีอยู่ ๖ อย่างนี้. เมื่อใด มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่อายตนะ นี้ ก็เรียกว่าผัสสะ ; ต้องใช้สติขณะที่มีผัสสะ โดยเฉพาะ เพื่อควบคุมการปรุงแต่ง ทางผัสสะ ให้หยุดเสีย, หรือว่าให้เป็นไปต่อไปอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น นี่เป็น ข้อที่ ๑ แล้ว ต้องใช้สติเมื่อมีผัสสะ. ถัดไปก็ ข้อที่ ๒ ใช้สติอยู่ในทุกอิริยาบถ แม้แต่คนละอย่างคนละสติ มันก็เรียกว่าสติเหมือนกัน, สติในการที่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ อยู่ทุกอิริยาบถ, ก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนการกระทำ เปลี่ยนการเคลื่อนไหว มันก็มีสติ ซึ่งคงจะ เห็นได้โดยง่ายไม่ยากนัก. ลองเดินโดยไม่มีสติซิ มันก็จะชนนั่นชนนี้ มันก็จะหกล้ม มัน ก็จะเดินไปไม่ได้, จะนั่ง จะนอน จะเดิน จะยืน จะกิน จะอาบ จะถ่าย จะนุ่ง จะห่ม จะพูดจะนึ่ง ทุกอิริยาบถต้องประกอบอยู่ด้วยสติ. ทีนี้ต่อไป ข้อที่ ๓ ก็ในขณะทั่วไป เรียกว่า ในปกติภาวะทั่วไปใน บทบาลีว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา -สติเป็นสิ่งที่จำปรารถนาในทุก ๆ กรณี, ไม่ว่าในกรณี อะไร นี่พูดโดยปกติทั่วไปเรื่องใหญ่เรื่องเล็กต้องมีสติเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนั้น ๆ ทุก ๆ กรณี, นี้คือความหมายที่มันกว้างออกไปอีก. ทีนี้ ก็อยากระบุให้มันแคบเข้ามาอีกว่า ในขณะที่ได้มาหรือเสียไป ซึ่งของที่ตนรู้สึกว่ามีค่าที่สุด ; นี้เป็นเรื่องปฏิบัติโดยตรง กันแล้ว และกินความ หมายกว้างไกลกว่าเพียงแต่ผัสสะเฉยๆ. เมื่อได้หรือเสียอะไรไป มันก็มีลักษณะ แห่งผัสสะ ; แต่มีความหมายกว้างไกลไป ถึงว่ามันจะทำอะไรต่อไปอย่างยืดเยื้อ มันจะ ร้องไห้เป็นวัน ๆ. หรือมันจะกระโดดโลดเต้นบ้าหลังเป็นวัน ๆ, เมื่อได้อิฏฐารมณ์ หรือ ที่ถูกใจหรือมันได้อนิฏฐารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ก็ต้องมีสติ; มิฉะนั้นคนเราก็จะเหมือนกับบ้า

น.260 ไปพักหนึ่ง, ได้สิ่งที่ถูกใจมามันก็ลืมตัวหลงใหล, ได้สิ่งที่ไม่ถูกใจมาก็ขัดเคืองโกรธแค้น เกลียดกลัวไปตามเรื่อง ; นี่เรียกว่าเมื่อได้หรือเสียสิ่งมีค่าสูงสุด. พูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น คนที่ไม่มีสติก็ทำ อะไรไม่ถูก, เหตุการณ์ร้ายแรงเอาเป็นเอาตาย เรื่องเสียเรื่องหายเรื่องอะไร เกิดผลุน ผลันขึ้นมา มันก็ต้องมีสติทำถูกต้อง. เช่นสมมุติว่า ไฟลุกขึ้นมา ถ้าไม่มีสติก็จะทำผิด พลาด จนไฟนั้นแรงไปกว่าเดิมก็ได้. หรือว่ามีเหตุการณ์ร้าย มีโจรมาปล้น, มีเหตุ การณ์ร้ายเอาเป็นเอาตายขึ้นมา ถ้าไม่มีสติมันก็ทำอะไรไม่ถูก ; ฉะนั้น จึงว่าเมื่อมี เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นต้องมีสติ ทีนี้ก็ ข้อที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือข้อที่ว่า เมื่อมีการรักษาสิ่งที่ต้องรักษา คนเรานี้มันจะต้องมีการรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องรักษาถ้าไม่รักษาแล้วมันก็วินาศหมด, ตั้งต้นแต่ว่า จะรักษาวัตถุสิ่งของทรัพย์สิ น สมบัติเงินทองอะไร, กระทั่งถึง รักษา เกียรติยศชื่อเสียง, จะรักษาบ้าน รักษาเมือง รักษาประเทศชาติ, รักษาทุกอย่าง ที่ต้องมีการรักษา ถ้าเมื่อพูดเป็นการรักษาแล้ว จะต้องเป็นการรักษาด้วยสติ สมบูรณ์. ถ้าสติไม่สมบูรณ์มันก็ประมาท มันก็ วินาศหมด ไม่ต้องสงสัย. ฉะนั้นผู้ ที่มีหน้าที่จะต้องรักษาอะไร จะต้องมีสติ, แม้ที่สุดแต่ว่าจ ะรักษาชีวิตของตนเอง, รักษาชีวิตให้ปลอดภัย ให้สะดวกให้สบายให้อะไรก็ตาม มันก็ต้องเป็นอยู่ด้วยสติ มีความ เป็นอยู่ หายใจอยู่ด้วยความมีสติ จึงจะรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้, หรือให้เป็นไปได้อย่างดี นี่เรียกว่าการรักษา. ถ้าไม่มีสติแล้วการรักษานั้นจะน่าหัวเราะ, จะทำไปอย่างโง่เขลา. นี่ขอให้ลองพิจารณาดูว่า จะต้องใช้สติตามโอกาส เช่น เมื่อมีผัสสะ หรือจะ เปลี่ยนอิริยาบถ หรือโดยปกติธรรมดาสามัญในทุก ๆ กรณี, เมื่อได้เมื่อเสีย, เมื่อเหตุการณ์ ร้ายแรง, และเมื่อจะต้องรักษาสิ่งที่ต้องรักษา, เมื่อมีหน้าที่รักษาสิ่งที่ต้องรักษา เพียง

น.261 ข้อนี้ข้อเดียวก็จะคุ้มเสียแล้วในการที่จะมีสติ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันอยู่ได้ด้วยการ บริหารการรักษาที่ถูกต้อง ปราศจากสติแล้วการรักษามันไม่อาจจะถูกต้อง. ขอให้สนใจ ว่าสตินี่มันมีประโยชน์อย่างไร มีโอกาสที่จะต้องใช้กี่มากน้อย ถ้าเข้าใจจะรู้สึกทันทีว่า ทุก อย่างเลย ทุกอย่างเลย, ตรงตามพระบาลีที่ว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา, ช่วยจำไว้เป็นคำคุ้ม ครองตน เป็นพระบาลีว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา - สติเป็นสิ่งที่ต้องจำปรารถนาในทุก ๆ กรณี. ที่มาแห่งสติ. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไป ดูต่อไปถึงเรื่องที่เกิดที่มาแห่งสติ มันมาจากไหนกัน, มัน เกิดขึ้นอย่างไร, มันมาจากไหน ? ที่จริงก็ พ อจะกล่าวได้สัก ๓ ทิศทาง สามทาง ว่า : ๑. สติมันก็เป็นสิ่งที่มีตามสัญชาตญาณ เป็นคุณสมบัติของจิตของสิ่ง ที่มีชีวิต จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสติ ตามสัญชาตญาณตามธรรมชาตินั่นแหละ อยู่ด้วยเสมอ ไป; มิฉะนั้นมันจะจำอะไรไม่ได้ มันจะสังเกตอะไรไม่ได้, มันจะกำหนดอะไรไม่ได้. แม้จะเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นไก่เป็นสุนัขอย่างนี้มันก็มีสติตามธรรมชาติ ตามสัดส่วนของ ธรรมชาติ มันจึงเดิน บินได้ไปหากันได้ จำสถานที่ได้จำบุคคลได้ มีการดำรงชีวิตอวัยวะ ทุกๆ ส่วนของร่างกายไว้ได้อย่างถูกต้อง. นี้เราเรียกว่า มันมีสติอยู่ตามธรรมชาติ, มนุษย์เราก็มี. สติตามธรรมชาติเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณก็แล้วกัน มันเกิดได้เองตาม ธรรมชาติ, ธรรมชาติมันสอนมาเอง. เด็ก ๆ ทารกโตขึ้นมา มันก็ค่อยๆ มีสติในสิ่งที่ จำเป็นจะต้องมี, ตามธรรมชาติ ; อย่างนี้เราเรียกว่าสติที่มีมาจากสัญชาตญาณ. นั่นมัน ไม่พอ มันยังไม่พอ มันติดมาโดยกำเนิดในชีวิตในสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต มันก็มีสติมาตาม สมควร, มีสมาธิมาตามสมควร, มีสัมปชัญญะมาตามสมควร, แต่มันยังไม่พอ.

น.262 ๒. ทีนี้ก็มาดูว่า ยิ่งโตวันโตคืน มีอายุมากขึ้น มีอายุมากขึ้น สติสมาธิ มันก็ค่อยมากขึ้น มากขึ้น นี้เรียกว่า สติ ส่วนนี้มัน เกิดขึ้น โดยกาลเวลา ที่ล่วงไป ๆ. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลา เวลานั้น มันไม่ใช่ไม่มีความหมาย มันมีความ หมายอย่างยิ่ง, มันมีความหมายอย่างยิ่ง. คนที่มีอายุมาก มันก็มีอะไรเพิ่มจากธรรมชาติ เดิมหลาย ๆ อย่าง ; ดังนั้น คนมีอายุมากขึ้นจึงมีสติมากกว่าลูกเด็ก ๆ, มีสมาธิมากกว่า มีอะไร ๆ มากกว่า จำอะไร ๆ ไว้ได้มากกว่า, มีความคิดนึกรู้สึกอะไรมากกว่า; แม้สิ่ง ซึ่งเรียกสตินี้มันก็ได้เพิ่มมากขึ้น ตามอำนาจของเวลาหรืออายุ. ดังนั้นเราจึงจะเรียกว่า เป็นสติที่กาลเวลาได้ช่วยให้มีมากขึ้น ๆ โดยเฉพาะส่วนนี้. ทีนี้ก็ถึงส่วน ที่ ๓ คือ สติที่เกิดจากการประกอบ การบำเพ็ญ ของเรา โดยเฉพาะ ที่เรียกว่าจิตตภาวนา คือการทำความเจริญในด้านจิตใจ, ในพระบาลีเรียกว่า สมาธิภาวนา คือความเจริญที่จะทำให้มีขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของสมาธิ. เมื่อเรา ฝึกสมาธิ จนเป็นคนมีสมาธิ สติมันก็จะมากขึ้นเป็นธรรมดา, ดังกล่าวไว้ในพระบาลีที่ว่า สมาธิ ภาวนามี อานิสงส์ ๔ : คือ ทำให้อยู่เป็นสุขพอใจ พอใจ ทันปัจจุบันนี้ อย่างหนึ่ง, ทำให้ มีอำนาจจิตเหมือนกับว่าเป็นทิพย์ เป็นอิทธิเป็นปาฏิหาริย์ นี้อย่างหนึ่ง, ทำให้มีสติสัม- ปชัญญะสมบูรณ์อีกอย่างหนึ่ง, แล้วก็ ทำให้อาสวะสิ้น, สมาธิภาวนาอันสุดท้ายทำให้อาสวะ กิเลส หรืออาสวะสิ้น ข้อที่ว่า ทำให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์นั่นแหละ คือ สติที่เราได้ทำ ให้เกิดขึ้น ด้วยการใช้สมาธิเป็นเครื่องมือ, เราฝึกสมาธิเถิดแล้วสติก็จะมากขึ้น, สัมปชัญญะก็จะมากขึ้น, ส่วนนี้เป็นสติที่ทำให้เกิดขึ้นและมากขึ้น ด้วยการเจริญจิตตภาวนา คือการประพฤติกระทำอย่างถูกต้องในทางจิตใจ มีแบบฉบับอยู่เป็นเรื่อง ๆ ไป. ใคร สนใจจะปฏิบัติส่วนไหน ก็เอามาศึกษาและปฏิบัติให้ตรงตามความประสงค์ของตน; นี้ เรียกว่าจิตตภาวนา, เป็นเหตุให้เกิดสติมากขึ้นกว่าที่จะเกิดตามธรรมชาติ ตามธรรมดา

น.263 สามารถแก้ปัญหาที่ยากกว่าที่ลึกกว่า ที่สูงกว่าได้จริง. จำกันได้ง่ายๆ ว่า สติมาตาม ธรรมชาติเป็นสัญชาตญาณนี้อย่างหนึ่ง, แล้วสติที่มันเพิ่มมากขึ้นเอง เพราะอายุมันมากขึ้น อายุมันมากขึ้น, แล้วก็สติที่ทำให้เกิดขึ้นโดยการฝึกฝนจิต อบรมจิต แล้วทำโดยตรงกับสิ่ง ที่เรียกว่าจิต เพื่อให้เกิดสติขึ้นมาอย่างเต็มที่, มีได้สามทางอย่างนี้ สติปัฏฐาน ๔ เป็นหลักในการฝึกสติ. ทีนี้ก็จะหันไปหาหลักพระบาลีที่เกี่ยวกับเรื่องสตินี้ โดยตรง จากพระบาลีโดย ตรงว่า ทำกันอย่างไรบ้าง ทำกันอย่างไรบ้าง. ในบาลีที่กล่าวถึงอัฏฐังคิกมรรค, ระบุไว้ ชัดว่า สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็จะมีสติสมบูรณ์. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สติปัฏฐาน ๔ ก็มีหลายแบบ , แบบที่กล่าวไว้อย่างกว้าง ขวางใหญ่หลวง ท่องกันหลายชั่วโมงก็มี, เรียกว่าแบบ มหาสติปัฏฐาน ๔, ในคัมภีร์- ทีฆนิกาย นี้ก็มีแบบหนึ่งหรือพวกหนึ่ง. ที่นี้ สติที่เรียกว่าอานาปานสติ มีอยู่ในสูตรชื่อนั้น คือชื่ออานาปานสติสูตรในคัมภีร์ มัชฌิมนิกาย ; นี่ก็มีเป็นแบบกะทัดรัดไม่ยืดยาว เหมือนแบบที่ว่ามาแล้ว ซึ่งเราก็สนใจกันอยู่ในแบบนี้และใช้แบบนี้อยู่เป็นประจำ เรียกว่า อานาปานสติ, มีอยู่เป็นสองแบบ : แบบหนึ่งพิสดาร กว้างขวาง เพียงแต่อ่านท่องก็ตั้ง ครึ่งวันแล้ว หลายชั่วโมง ทีนี้แบบไหนจะเป็นอย่างไร เมื่อเอามารวม ๆ เข้า เอาแต่ใจความ กว้าง ๆ ก่อน แล้วมัน ก็จะได้ใจความออกมาว่า จะทำให้มีความเพียร มีสติ มี สัมปชัญญะ เพิ่มขึ้นทั้งสองแบบ. เมื่อปฏิบัติเข้าแล้ ว มันจะเพิ่มความเพียรที่เผา กิเลส, ความเพียรชนิดที่เผากิเลส คือถ้าอันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว กิเลสถูกเผามากขึ้น, เรียกว่า เรียกว่าเป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส, แล้วก็มีสติ ที่เราพูดถึงนี่มากขึ้น มีสัมปชัญญะ ที่เป็นวิธีการที่จะใช้สติ มากขึ้น. สติไปขนเอาปัญญามาทำเป็น

น.264 สัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ เรียกว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างนี้ แล้วก็ทำอย่าง ติดต่อด้วยความเพียร, ต้องมีปัญญาด้วย. นี้แน่นอน เกิดอะไรขึ้นสติไปเอาปัญญามา แล้วเอามา รู้สึกตัวอยู่ ต่อหน้าเหตุการ ณ์ เรียกว่าสัมปชัญญะ , มีกำลังจิตเข้มแข็ง เติม เข้าไป แล้วก็ทำไปอย่างติดต่อไม่ขาดตอนเรียกว่ามีความเพียร. ถ้าปฏิบัติฝึกฝน ใน เรื่องของสติเราก็จะมีคุณธรรมเหล่านี้สมบูรณ์. คือมีความเพียร มีสติมีสัมปชัญญะ มีสมาธิมีปัญญา. นี่เป็นความมุ่งหมายของการฝึกฝนสติปัฏฐาน ไม่ว่าแบบพิสดารหรือ แบบลัดสั้น สามารถที่จะนำอภิชฌา และ โทมนัสในโลกออกเสียได้, คำนี้ก็ไพเราะ มากจำไว้ดี ๆ นำอภิชฌาและโทมนัสออกเสียได้ ; อภิชญา แปลว่า ยินดี, โทมนัส ก็คือ ยินร้าย , นำความยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้. คำว่าในโลกนี้อธิบายกันได้ตามพอใจเลย : ในโลกคือร่างกายนี้ก็ได้, กายนี้ก็ถือว่าโลกเหมือนกัน. นำเอาอภิชฌา และโทมนัสใน โลกออกไปเสียได้, ออกไปจากกายนี้ได้ก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งที่กว้างขวางกว่า ก็ในโลก อันกว้างขวางนี้ ก็ได้, ในโลกมนุษย์อันกว้างขวางนี้ มีสิ่งที่ทำให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส เต็มไปทั้งนั้นเลย. เราทำให้ไม่เกิดอภิชฌา และโทมนัสขึ้นในใจของเรา, มันจะมีอยู่ ในโลกสักเท่าไรก็ช่างหัวมัน มันไม่มาเกิดในใจเราก็แล้วกัน, จะเรียกว่านำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้ เหมือนกันแหละ, ได้ผลอย่างเดียวกัน นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้, หมายความว่าในโลกนี้มันเต็มอัดอยู่ด้วยสิ่งที่จะทำให้เกิด อภิชญา และ โทมนัส คือความยินดียินร้าย . ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ มีสติปัฏฐานว่าอย่างนั้นเถอะ สิ่งเหล่า นั้นมันไม่มาทำอะไรเราได้ เป็นหมันไม่ทำอะไรเราได้. นี่ ผลของการฝึกสติ- ปัฏฐาน หรือตัวสติปัฏฐานนั้นก็คือตัวสิ่งที่จะนำออกไปเสียไ ด้ซึ่งอภิชฌาและ โทมนัส ไม่ให้มาเบียดเบียนเรา มาทำอันตรายเรา. แล้วในที่สุด จะนำไปสู่ความรู้-ญาณอันรู้แจ้ง ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไร ที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน, เมื่อทำสติอย่างถูกต้องในสิ่งทุกสิ่งที่ควรจะทำ

น.265 แล้วมันจะเกิดความรู้แจ่มแจ้งขึ้นมาเองว่า ในทุกๆ สิ่งเหล่านั้นไม่มีส่วนไหนอะไรที่ควรยึด มั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน, มันก็เลยไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน, ความทุกข์ มันก็ไม่มีมันก็ไม่มีทางที่จะเกิดความทุกข์. อีกอย่างหนึ่งก็จะพูดว่า ไม่มีทางให้เกิดกิเลส, เมื่อทำสติปัฏฐานอยู่ก็เป็น รั้วป้องกันไม่ให้เกิดกิเลสขึ้นได้ในกรณีใดๆ กิเลสเกิด ขึ้นแล้วมันก็ ทำบาป ทำ อกุศล ทำความทุกข์มหาศาล, ป้องกันไว้ได้มันก็ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้. นี่สติปัฏฐานจึง เป็นเหมือนรั้วป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นมา นี้คือกิริยาอาการที่เป็นการกระทำ ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน แปลว่า ตั้งขึ้นไว้ซึ่ง สติอย่างมั่นคง, พูดสั้น ๆ ว่าดำรงสติอยู่ ตั้งขึ้นไว้อย่างมั่นคง เรียกว่า ดำรงสติอยู่ ก็ จะมีลักษณะอาการอย่างที่ว่ามานี้. คือ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นพรั่งพร้อม, นำความยินดียินร้ายในโลก ในร่างกายนี้หรือในโลก ทั้งหมดข้างนอกนี่ ออกไปเสียได้, จะรู้จักโลกโดยไม่ยึดถืออะไร แล้วก็จะไม่เปิดทางให้ เกิดกิเลส, นี่ โดยหลักเกณฑ์ที่เป็นใจความสำคัญในพระบาลี เกี่ยวกับสติปัฏฐาน มันก็มี อยู่อย่างนี้ อย่างนี้. พิจารณาข้อปฏิบัติในอานาปานสติสูตร. ทีนี้ก็จะได้ดูให้มันละเอียดออกไปเป็นเรื่อง ๆ ตามที่มีอยู่ในพระบาลีอีกเหมือน กัน, โดยเฉพาะในบาลีที่เรียกว่า อานาปานสติสูตร คือหลักเรื่องอานาปานสติ, แล้ว ก็ผนวกเพิ่มเติมด้วยหลักบางหลักในมหาสติปัฏฐานสูตร.

น.266 ในอานาปานสติ แจกการปฏิบัติสติออก เป็น ๔ หัวข้อ ซึ่งคงจะจำได้กัน อยู่เป็นส่วนมากแล้ว, ๔ หัวข้อนั้น คือเรื่อง กาย ข้อหนึ่ง เรื่อง เวทนา ข้อหนึ่ง เรื่อง จิต ข้อหนึ่ง เรื่อง ธรรมะ ข้อหนึ่งเป็นสี่ข้อ, สี่หมวด สี่พวก แล้วแต่จะเรียกคือมันจัด ให้เป็น ๔ แผนก สี่เรื่อง : เรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่องจิต เรื่องธรรมะ. ถ้าจะพูดเอา แต่ เฉพาะที่มันเนื่องกัน และเป็นความจำเป็น ก็รู้ว่า กายนี้เป็นที่ตั้งแห่งชีวิต มีกาย เป็นที่ตั้งแห่งชีวิต, ไม่มีกาย ไม่มีส่วนที่เป็นร่างกาย มันก็ไม่มีที่ตั้งแห่งชีวิต. ทีนี้ใน ร่างกาย ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งชีวิตนั้น มัน มีความรู้สึกได้ มันมีระบบประสาทหรือระบบ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ที่มันทำให้เกิดความรู้สึกได้ คือมีเวทนา ได้นั่นเอง; เพราะมี เวทนาได้ มันจึงมีเรื่อง. ถ้าไม่มีเวทนาได้ไม่รู้สึกอะไรเสียเลยเหมือนก้อนหิน มันก็ไม่มี เรื่อง, เดี๋ยวนี้ ในร่างกาย ชนิดนี้มัน มีความรู้สึก ได้ที่ เรียกว่าเวทนา, แล้ว มีจิตเป็น ผู้รู้เรื่อง, เหมือนกับเจ้าของเรื่องเป็นผู้รับรู้เป็นผู้กระทำเป็นผู้เสวยผลของการกระทำ ด้วยความรู้สึกของจิต. ที่นี้ ในทุกอย่าง นี้ มีความจริงคือธรรมะ, กฎของธรรมเป็นธรรมสัจจะ อยู่อย่างนั้น อย่างนั้น ๆ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมะ เหล่านั้น มันจึงจะสำเร็จ ผลตามที่ต้องการ คือ ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ; มันเลยกลายเป็น ๔ เรื่อง คือเรื่อง กาย เป็นพื้นฐานทั่วไป, แล้วเป็นเรื่อง เวทนา รู้สึกอะไรได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของกาย, แล้ว มันก็ มีจิต ส่วนที่เป็นตัวความรู้สึกสูงสุดในกาย แล้วก็ มีธรรมะ คือกฎความจริงเกี่ยวกับ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดรวมอยู่ในนั้นด้วย เลยได้เป็น ๔ เรื่อง : เรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่องจิต และเรื่องธรรม ธรรมะคือความจริง.

น.267 จงมองให้เห็นเสียก่อนว่า มันมีกายอย่างไรชีวิตเรานี่, แล้ว กายมันมี อายตนะสำหรับรับสัมผัสและรู้สึกเวทนา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มีเวทนา เป็นเวทนา, แล้ว อะไรรู้สึกเวทนา มันก็เป็นเรื่องของจิต จะมีความ คิดนึกต่อไป ตามอำนาจของเวทนานั้น ๆ เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิต เวทนาเป็นสิ่งที่ปรุง แต่งจิต แล้วจิตมันก็บันดาลอำนาจ บันดาลการกระทำ, บันดาลอะไรต่อไป. ถ้าถูก ต้องตามความเป็นจริงฝ่ายไหน มันก็เป็นอย่างนั้น, คือว่า ถ้าถูกต้องตามความเป็นจริง ฝ่ายให้เกิดทุกข์ มันก็เกิดทุกข์, ถูกต้องตามความเป็นจริง ฝ่ายไม่เกิดทุกข์ มันก็ไม่ เกิดทุกข์. มันมีกฎตายตัวที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตาเป็นหลักอยู่สำหรับสิ่งทั้งหลายจะ เป็นไป. นี่ทั้ง ๔ หัวข้อมันเนื่องกันอย่างนี้, ดูกันอย่างนี้ก่อน, ว่าทั้ง ๔ หัวข้อนี้ มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้. หมวดหนึ่ง กาย. ทีนี้เราจะดูกันทีละข้อ, ดูเรื่องกาย เรื่องกายก่อน ปฏิบัติสติปัฏฐานข้อแรก ก็คือ เรื่องกาย, เรื่องกายตามหลักอานาปานสติ ข้อปฏิบัติหมวดนี้แบ่งเป็น ๔ ขั้น ตอน : คือ รู้ธรรมชาติของลมหายใจยาว ว่าเป็นอย่างไร, รู้ธรรมชาติของลมหายใจสั้น ว่าเป็นอย่างไร, แล้วรู้ว่า มีอยู่ ๒ กาย : กายคือลมหายใจ นั้นกายหนึ่ง, กายคือเนื้อ หนังมังสา กระดูก ส่วนที่เป็นกายเนื้อหนังนี้กายหนึ่ง เป็น ๒ กาย. กายคือลมหายใจ นั่นแหละปรุงแต่งร่างกาย เนื้อหนัง, เราเลยเรียกว่ากายเนื้อ กับ กายลม, กายลม กายเนื้อ กายลม คือ ลมหายใจ ปรุงแต่งกายเนื้อ คือเนื้อหนัง: มันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ถ้ามี

น.268 ลมหายใจร่างกายนี้มันก็อยู่ได้ ถ้าไม่มีลมหายใจ ร่างกายนี้มันก็อยู่ไม่ได้ เพียงเท่านี้มันก็ พอจะเห็นได้แล้วว่า มี ๒ กาย. ทีนี้เราอยาก จะให้กายเนื้อหนังสงบรำงับเยือกเย็น ก็บังคับกายลมให้ มันละเอียด ให้มันรำงับ, บังคับลมหายใจให้ละเอียดให้สงบรำงับ, กายเนื้อหนังมันก็ พลอยสงบรำงับไปด้วย เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยกายลม เลยได้เป็น ๔ เรื่อง : รู้เรื่อง ลมหายใจยาว ว่าเกิดขึ้นแล้วมีอำนาจอะไรมีอิทธิพลอย่างไร ต่อเนื้อต่อหนังต่อร่างกาย ลมหายใจสั้น นี้ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นแล้วมันมีอิทธิพลต่อร่างกายนี้อย่างไร, ได้เป็นสอง กาย คือกายลมกับกายเนื้อ แล้ว สามารถจะควบคุมกายลมให้สงบรำงับ, แล้ว กายเนื้อก็พลอยสงบรำงับด้วย. นี้มันก็เป็นเรื่องสำคัญ หรือเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นเรื่องลึกซึ้งอยู่ในภายใน เรื่อง, เรื่องไม่ค่อยมีใครรู้ แล้วก็ไม่สนใจจะรู้. ถ้าสนใจก็จะรู้, ควรสนใจจะรู้กันเสียบ้าง ถ้าต้องการจะฝึกสติ หรือว่า ถ้าฝึกสติแล้วมันก็จะรู้, ถ้ามองเห็นประโยชน์ แล้วก็ อยากจะฝึก, แล้วมัน จึงจะมีการฝึกเกิดขึ้นมา. ลมหายใจ นี่มัน เป็นสิ่งที่ต้องมี ; แม้แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานต้นไม้ต้นไล่ ก็ มีการหายใจตามแบบของมัน, แล้วมันก็ เนื่องกันอยู่กับเนื้อหนัง, ลมหายใจกำเริบ เนื้อ หนังก็กำเริบ, เนื้อหนังกำเริบ ลมหายใจก็กำเริบ, ลมหายใจละเอียด เนื้อหนังก็มีความ ละเอียด ละเอียดอ่อน, ลมหายใจหยาบ เนื้อหนังนี้มันก็หยาบ คือมันกำเริบเร่าร้อน ดูให้ดีว่ากายมันเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ ; เช่นว่าถ้าเราเหนื่อยมา เราเหนื่อยมา เรา บังคับที่ลมหายใจให้ละเอียดอ่อนเถอะ ความเหนื่อยจะหายไปโดยเร็ว, เราจะไปบังคับที่ ร่างกายโดยตรงมันก็บังคับไม่ได้ ; ฉะนั้นเรา จัดจิตเสียใหม่ให้ดี แล้วมันก็จะบังคับ ไปได้ทั่ว.

น.269 เดี๋ยวนี้เรามีการจัดลมหายใจ, จัดจิตทางลมหายใจ โดยผ่านลมหายใจ ทำใจ คอให้ปกติ ทำลมหายใจให้ละเอียดให้รำงับ, การกำเริบดิ้นรนในร่างกาย มันก็จะ ละเอียด มันก็จะระงับ. ฉะนั้นเมื่อต้องการความสงบรำงับ จงบังคับลมหายใจให้สงบ รำงับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ; แม้ที่สุดแต่ว่ามันเลือดออก มันมีแผล มันเลือดออก ; ถ้าจะต้องการให้เลือดออกน้อยลง ก็บังคับลมหายใจให้มันละเอียดอ่อนลง มันก็จะบังคับ เข้าไปถึงภายใน ที่ทำให้เลือดออกน้อย หรือทำให้เลือดมัน หยุดไป, มันเป็นเรื่องที่ เนื่องกันอยู่ อย่างนี้. ลมหายใจนี้จะเป็นสื่อสำหรับบังคับควบคุมติดต่อเข้าไปใน ส่วนลึกของร่างกาย, จึงบัญญัติไว้ ให้สังเกตเป็นสองอย่าง : ถ้า ลมหายใจยาว เป็น อย่างหนึ่ง ลมหายใจสั้น เป็นอย่างหนึ่ง, ละเอียด เป็นอย่างหนึ่ง, หยาบ เป็นอย่างหนึ่ง, รู้จักทำให้ละเอียด, ถ้าละเอียดมันก็ต้องช้าและยาว, ถ้าหยาบมันก็ต้องให้เร็วและสั้น. รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ก็จะได้รับประโยชน์มากกว่าที่ไม่รู้จักใช้เป็นไหน ๆ. ฝึกหายใจยาวๆ จนรู้จักว่ายาวอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร สบายอย่างไร, แล้วก็สังเกตเมื่อมันมีการหายใจสั้น, รู้จักว่ามันปั่นป่วนอย่างไร มันกำเริบอย่างไร มันดิ้นรนอย่างไร ; ถ้าต้องการให้เป็นอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น, ก็จะได้ผลของการกระทำ นั้นตามที่ต้องการ. แล้วเอาเป็นว่า มารู้ว่า ลมหายใจก็เป็น ร่างกาย คือหมู่หนึ่ง, กาย แปลว่าหมู่ หมวด กอง, ลมก็เป็นร่างกายกองหนึ่ง, เนื้อหนังก็เป็นร่างกายกองหนึ่ง. เรา มีอยู่ ๒ กาย : ศึกษาสังเกตจนรู้ว่า โอ มันเนื่องกันนี้ ถ้าลมหายใจผิดปกติกำเริบอะไร ขึ้นมา ร่างกายก็เป็นอย่างนั้นไปด้วย, ถ้าลมหายใจละเอียดรำงับประณีตเยือกเย็น ร่างกาย ก็เป็นอย่างนั้นไปด้วย, มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้. แล้ว เรามีวิธีฝึกตามแบบที่ท่านสอน ไว้. ฝึกอย่างไร, ฝึกอานาปานสติฝึกอย่างไร เพื่อให้ลมหายใจมันละเอียดลงไป รำงับ ลงไป ร่างกายก็จะสงบรำงับลงไป ในลักษณะที่จะเป็นความสงบรำงับของร่างกายด้วย ของ จิตด้วย, มันก็เลยได้ความรำงับของร่างกาย, ของจิตนั่นเป็นผลคือความสุข มันก็ได้ ความสุขเกิดขึ้น นี่ส่วนแรกเกี่ยวกับร่างกาย.

น.270 หมวดสอง เวทนา. ทีนี้ก็มาถึงหมวดที่สองเรื่องเวทนา คือเมื่อบังคับลมหายใจและกายเนื้อนี้ให้ ละเอียด สงบ รำงับ, มีความสุข ก็คือเวทนาได้เกิดขึ้น, สิ่งที่เรียกว่าเวทนา, เวทนา ได้เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ ๒ เรื่องเวทนา. ในครั้งแรกมันหยาบ ๆ คือมันพอใจว่า ทำได้ เรียกว่าปีติ มันตื่นเต้น มันอยาก มันกระตุ้น มันตื่นเต้น มันสั่น ระรัว. เวทนา ในขั้นแรก ที่เรียก ปีติ นี้ยังตื่นเต้นยังไม่สงบรำงับ. แต่เมื่อมันได้เป็นไปตามอำนาจของ มันเสร็จแล้ว มันก็ให้ เกิดเวทนาอันที่ ๒ คือความสุข เรียกว่า หยุดเต้นใหญ่ ๆ หยุด เต้นหยาบ ๆ หยุดเต้นโพลง ๆ มันเป็นความสุขความสงบรำงับ เป็นสุขได้บ้าง เรียกว่า สุข, เวทนาที ยังหยาบอยู่เรียกว่า ปีติ, ที่ละเอียดลงแล้วเรียกว่าสุข ; นี้หมายถึงเวทนา ที่พึงประสงค์. เวทนาที่ต้องการหรือที่พึงประสงค์ ในขณะที่ประสบมันจะตื่นเต้น, แล้ว ต่อมามันก็สงบรำงับ ในตอนแรกเรียกว่าปีติ, ตอนถัดมาเรียกความสุข. ถ้าเรา ประสบ ความสำเร็จในการบังคับจิต เราจะมีปีติ ตื่นเต้นโพลง ๆ แล้วมัน จะ ระงับลงเป็น ความสุข ; เลยได้สองอย่างเป็นปีติอย่างหนึ่งเป็นความสุขอย่างหนึ่ง, ทั้งสองอย่างนี้จะ ปรุงจิต คือความคิดนึกให้เกิดไปตามนั้น. เราต้องการให้สงบรำงับอีก, ต้องการสงบ รำงับอีก ให้จิตสงบรำงับโดยตรง. ทีนี้ก็ ควบคุมเวทนานั้น ให้มันลดกำลัง การปรุงแต่ง ไม่ให้จิตมีความหวั่นไหวไปตามอำนาจของปีติและความสุข, ควบคุม ความรู้สึกที่เป็นปีติ ควบคุมความรู้สึกที่เป็นความสุข มันก็มีความสงบรำงับแห่งจิต การศึกษาในตอนนี้ก็มีว่า ให้รู้จักตัวปีติ, บีติ นั้นเป็นอย่างไร, ปีติคราว ก่อน ๆ ก็ได้ ปีติคราวนี้ที่ทำอานาปานสติสำเร็จก็ได้ ว่ามันเป็นอย่างไร, ปีติเป็นอย่างไร. เมื่อปีติค่อยรำงับลงเป็นความสุขขึ้นมา ความสุขอย่างไร, เป็นความสุขตอนไหน. รู้จัก ความสุข แล้ว ก็รู้ว่า สองอย่างนี้ปรุงแต่งจิต, ปรุงแต่งความนึกความคิด เพราะ

น.271 มันพอใจ. ทีนี้มันจะปรุงแต่งไปเท่าไร มันก็ยิ่งยุ่งยิ่งลำบาก ยิ่งเป็นการปรุงแต่งที่ยืดเยื้อ มากมายเท่านั้น, ก็ให้หยุดกันเสียบ้าง ตามที่จะพอดี ตามที่จะพอดี, มันก็เลย รู้จักทำให้ ปีติและความสุขนี้ปรุงแต่งแต่ตามที่สมควร หรือว่าไม่ปรุงแต่งก็ได้ เป็นความพักผ่อน เป็นสมาธิ เป็นสมาบัติ เป็นอะไรก็แล้วแต่ต้องการ. ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าฝึกหมวดที่ ๒ คือเวทนาได้สำเร็จ, ฝึกสติสูงขึ้นมาถึงหมวดที่ ๒ แล้ว. หมวดสาม จิต. ทีนี้ก็หมวดที่ ๓ เรียกว่า หมวดจิต โดยเฉพาะ รู้ปฏิบัติเกี่ยวกับหมวดจิต จิต สิ่งที่เรียกว่าจิตโดยเฉพาะ ก็มีอยู่ ๔ ขั้นอีกเหมือนกัน ที่ท่านวางระบบไว้ตายตัวเป็น ๔ ขั้น, ๔ ขั้น ทุกหมวดเลย หมวดที่ ๓ นี้เป็นเรื่องจิตโดยเฉพาะก็แบ่งเป็น ๔ ขั้น :- ขั้นแรกก็ กำหนดตัวจิตว่ากำลังเป็นอย่างไร, หรือจิตที่ได้เป็นมาแล้ว ตามลำดับของการฝึกในหมวดที่ ๑ หมวดที่ ๒ มันได้เป็นอย่างไร. ดูที่จิตนั้น หรือว่า จะจับดูที่จิตตั้งต้นดูที่จิตเลยก็ได้ เพราะว่าคนก็มีจิตอยู่ แล้วจิตก็มีลักษณะภาวะอาการ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่. นี่กำหนดดูที่จิตของตนเอง, ข้อที่ ๑ ดูว่าจิตเป็นอย่างไร, คือ ว่า จิตกำลังมีราคะ กำหนัดหรือไม่มี จิตมีโทสะหรือไม่มี, จิตกำลังมีโมหะหรือ ไม่มี. จิตกำลังฟุ้งซ่านหรือว่าไม่ฟุ้งซ่าน, จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยคุณอันใหญ่ หลวง คือความเป็นสมาธิหรือไม่เป็น, จิตตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, จิตกำลังปล่อยวาง ว่าง หรือว่าจิตกำลังไม่ว่าง กำลังยึดมั่นถือมั่นอะไรอยู่. นี่เป็นกฎเกณฑ์สำหรับที่จะดูจิต ของตนว่าเป็นอย่างไร, ไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไร เป็นเรื่องตามธรรมชาติ แต่เราไม่ สนใจ เราก็ไม่รู้เรื่องนี้.

น.272 ทบทวน อีกครั้งหนึ่ง ฟังดูให้ดีซิว่า กำหนดดูว่าจิตนี้มีราคะหรือไม่มีราคะ, เวลานี้เวลาที่เรากำหนดนี้ จิตกำลังมีโทสะหรือไม่มีโทสะ, จิตมีโมหะหรือจิตไม่มีโมหะ, จิตฟุ้งซ่านหรือจิตสงบรำงับ, จิตมีคุณธรรมอันใหญ่ยิ่ง เช่น สมาธิเป็นต้น มีหรือไม่มี, แล้วก็จิตตั้งมั่น ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น, แล้วก็จิตเป็นอิสระปล่อยว่างวางหรือว่าจิตกำลัง ยึดมั่นถือมั่นอะไรอยู่, เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ที่จริงมันก็มีมากมาย แต่เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว. ดูจิตว่ามันกำลังเป็นอย่างไร จะได้รู้จักตัวเอง ว่าตัวเองกำลังเป็นอย่างไร และดูที่จิตนั้น. นี่บทที่หนึ่งของหมวดที่ ๓ คือจิต โดยการฝึกมาแล้วตั้งแต่ต้นเรื่องกายเรื่องเวทนานั้น ก็ สามารถที่จะบังคับจิตตามสมควร. บทที่สอง เดี๋ยวนี้ก็ บังคับจิตให้อิ่มเอิบร่าเริงบันเทิงตามแบบของปีติ ก็ได้, เอาปีติที่เคยได้มาใช้อีกก็ได้, ให้เป็นว่าเดี๋ยวนี้เราบังคับมัน ให้มันร่าเริงให้มัน บันเทิงให้มันปราโมทย์ก็บันเทิงร่าเริงปราโมทย์ได้ตามที่เราต้องการ. ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูบางคราวจิตหดหู่ หดเหี่ยว เศร้าสร้อย อยากตาย ; แต่ถ้าเราบังคับจิตให้ร่าเริงขึ้นมาได้มันจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นประโยชน์, สามารถบังคับ จิตให้บันเทิง ให้รื่นเริง ให้พอใจในความมีชีวิต ที่จะได้ทำประโยชน์ต่อไป, มันก็สบาย มันก็ได้รับผลดี นี่บังคับจิตให้ร่าเริงก็ได้. ทีนี้ข้อถัดไป บทที่สาม บังคับจิตให้ตั้งมั่น ให้ตั้งมั่น ตั้งมั่น เป็นสมาธิ จิตฟุ้งซ่านควบคุมไม่ได้ บังคับให้มันตั้งมั่น ให้มันอยู่ในการบังคับควบคุม, โดยเฉพาะ ก็คือเป็นสมาธิ เราเคยฝึกสมาธิมาตั้งแต่บทที่ ๑ ที่ ๒ ก็เลยบังคับได้, เดี๋ยวนี้ บังคับให้เป็นสมาธิทันควัน ตามที่เราต้องการ. เดี๋ยวนี้, เราต้องการสมาธิเดี๋ยวนี้ เราก็บังคับจิตให้เป็นอย่างนั้นได้

น.273 คำว่าสมาธิ สมาธินี้เข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ใช่นึ่งแน่ เป็นไม้ขอนเป็น ก้อนหินไป, ไม่ใช่. จิตเป็นสมาธิ นั่นแหละ เป็นจิตที่ผ่องใส รวดเร็วว่องไวที่สุด, ไม่ใช่กลายเป็นก้อนหินทื่อไปหรือไม่รู้สึกอะไร. คำว่า สมาธินี้ มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง, คือว่า บริสุทธิ์จากกิเลสรบกวน ไม่มีนิวรณ์, ไม่มีกิเลส นี่เรียกว่าบริสุทธิ์แล้วก็ ตั้งมั่น รวมกำลังเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกัดคตาจิต, ไม่แผ่ซ่านไปที่ไหน เรียกว่าตั้งมั่นรวมกำลัง เป็นหนึ่งเดียว แล้วก็มี สภาพว่องไวควรแก่การงาน เป็นกัมมนียะเรียกตามบาลี, สมัยนี้ เขาเรียกว่า active, active จิตเป็น active ที่สุด, นั่นแหละจิตมันบริสุทธิ์, จิตมันตั้งมั่น, จิตมันว่องไวในหน้าที่ ; ๓ อย่างนี้รวมกันแล้วเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ ท่านลองคิดดูว่ามันมีประโยชน์กี่มากน้อย ถ้าจิตเป็นสมาธิ ไม่มีอะไร รบกวน บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์รบกวนมันก็สบายจะตาย, แล้วมัน ก็ตั้งมั่น รวมกำลัง ก็มีกำลังแรงกำลังเข้มแข็ง. เขาเปรียบเหมือนกับว่ารวมแสงแดด มีแว่น ชนิดหนึ่งหนาตรงกลาง, รวมแสงแดดธรรมดาเข้าด้วยกันจนเข้มข้น จนลุกเป็นไฟ, เพราะมันรวม นี่จิตที่ไม่ฟุ้งซ่านมันรวมก็เป็นอย่างเดียว มันก็มีกำลังเข้มแข็งอย่างนั้น, มันสามารถจะสอดส่องทะลุความโง่ความหลง กิเลสอะไรได้. แล้วมันก็ไวเหลือประมาณ จิตชนิดนี้ไวเหลือประมาณ ที่จะคิดจะนึกจะรู้สึก จะจด จะจำ จะตัดสินใจ จะทำอะไร, มันก็เป็นจิตที่ มีคุณภาพใหญ่หลวง. เดี๋ยวนี้เขากำลังโฆษณาหาเงินหารายได้ ว่าเขาจะฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ชนิดที่ เป็นสมาธิ แล้วจะมีประโยชน์ใหญ่หลวง, คือ จะขับรถยนต์ได้ดีที่สุด, จะตีแบดมินตัน ตีเทนนิสได้ดีที่สุด, จะพิมพ์ดีดได้ดีที่สุด, จะขับเครื่องบินได้ดีที่สุด, ที่จะทำงานอะไร ทุกอย่างได้ดีที่สุด เพราะจิตเป็นสมาธิ. เขาก็มีบริษัทตั้งขึ้นเพื่อสอนการฝึกสมาธิ อย่างนี้, แต่เขาเก็บเงิน ; ถ้าทำได้มันก็มีประโยชน์ ก็ไปคิดเอาเอง ; แต่นี่เป็นของ

น.274 ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาลโน้น. เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว มันทำอะไรได้เหลือ ประมาณ, เหนือธรรมดามาก, แต่เราก็ไม่สนใจ. นี่บทที่ ๓ ทำจิตให้ตั้งมั่น. ทีนี้ บทที่ ๔ บังคับจิตได้ ก็บังคับจิตให้ปล่อยให้วาง ไม่ให้ถือมั่นอะไร ไม่ให้ยึดมั่นอะไร เอาอะไรมายึดมั่นถือมั่นเข้าไว้เป็นความทุกข์ทรมาน มีความหมายเป็น ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกูเป็นได้เป็นเสีย, เป็นขาดทุนกำไร, นี่เป็นความทุกข์ ทรมาน นั่นแหละ เรียกว่ามันยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้บังคับจิตให้ปลดปล่อยสิ่ง เหล่านั้นออกไปเสีย แม้จะเป็นชั่วคราวก็ยังดีกว่าที่เอามาทรมานอยู่ ; ถ้าบังคับปลดปล่อย ไปได้จริง มันก็เสร็จเรื่อง. แต่ในชั้นนี้เอาเพียงว่า บังคับได้เมื่อเราต้องการ, เมื่อจิต ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าไว้ บังคับให้มันปล่อยออกไปเสียได้ ตามที่เราต้องการ เราก็สบาย ก็เป็นอิสระตลอดเวลานั้น. นี่เกี่ยวกับหมวดที่ ๓ ที่ฝึกจิตนั้นแบ่งเป็น ๔ ขั้นตอนอย่างนี้ : ๑. ดูจิตว่า กำลังเป็นอย่างไร ๒. บังคับให้มันปราโมทย์ปีติบันเทิง. ๓. บังคับให้มันหยุดให้ตั้งมั่น. ๔. บังคับให้มันปล่อย ปล่อยจากทุกสิ่งที่มันยึดมั่นถือมั่นอยู่. นี่คือหมวดที่ ๓ หมวด บังคับจิต เป็น สติปัฏฐาน หมวดที่ ๓ บังคับจิต ฝึกจิต อบรมจิต. หมวดสี่ ธรรมะ. เอ้าทีนี้ หมวดที่ ๔ ธรรมะ, เรียกว่าธรรมะ หมวดธรรมะ คือสัจจะหรือ ความจริงของสิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวงที่เราจะต้องรู้. เราฝึกกาย ฝึกเวทนา ฝึกจิต มา ๓ หมวดแล้ว มาหมวดสุดท้ายก็ ฝึกให้รู้ความจริงของธรรมชาติ สัจจะของ ธรรมชาติ ก็แบ่งเป็น ๔ ขั้นตอนอีกเหมือนกัน.

น.275 ขั้นหนึ่งมาดู อนิจจัง - ความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง, ที่ดีที่สุดก็ดู เป็นภายใน หรือที่ดีที่สุดก็คือดูที่มันมีอยู่จริง ไม่ต้องสมมุติ ไม่ต้องคาดคะเนอะไร, ที่มันรู้สึกอยู่จริงๆ อะไรที่มันรู้สึกอยู่กับจิตจริง ดูซิสิ่งนั้นมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง. ลมหายใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง, ลมหายใจยาวเที่ยงหรือไม่เที่ยง, ลมหายใจสั้นเที่ยงหรือไม่ เที่ยง, ลมหายใจเป็นกายอันหนึ่งเที่ยงหรือไม่เที่ยง กายเนื้อหนังเป็นกายอันหนึ่งเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง, สองกายมาเนื่องกันปรุงแต่งกันเที่ยงหรือไม่เที่ยง, บังคับให้มันระงับได้ ความ ระงับนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง, มัน จะพบแต่ความไม่เที่ยง, ปีติเที่ยงหรือไม่เที่ยง, ความสุข เที่ยงหรือไม่เที่ยง, ปีติเป็นสิ่งปรุงแต่ง จิตเที่ยงหรือไม่เที่ยง, การปรุงแต่งจิตเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง จิตที่สงบรำงับไปได้เที่ยงหรือไม่เที่ยง มันก็ จะพบแต่ความไม่เที่ยง. จิตทีนี้มาถึง หมวดจิต จิต เป็นอย่างนั้นจิตเป็นอย่างนี้ จิตเป็นอย่างโน้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง, มันก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง, ล้วนแต่เปลี่ยนไปทั้งนั้น จิตชนิดไหนก็ล้วน แต่เปลี่ยนไป, บังคับจิตให้ปราโมทย์ ความปราโมทย์เที่ยงหรือไม่เที่ยง มันก็ไม่เที่ยง, บังคับจิตให้ตั้งมั่น ตั้งมั่นมันก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป็นไม่ตั้งมั่น, ให้ปล่อยมันก็ไม่ เที่ยง เดี๋ยวมันก็ไม่ปล่อย เดี๋ยวมันก็ยึดถืออีก. นี่เรียกว่า ดูที่ของจริงที่มีอยู่จริง อย่าต้องสมมุติ อย่าต้องคาดคะเน จะเห็นความไม่เที่ยงแท้จริงของสิ่งที่มันไม่เที่ยง นี้ก็ดูภายใน แล้วก็ดูกว้างออกไปถึงสิ่งที่มันเนื่องกัน นั่นแหละดูตัวจริงอย่างสูงสุด แล้ว ก็ ดูที่มันเนื่องอยู่ด้วยกัน, เช่นว่า ดูร่างกายแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นส่วนธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เที่ยงหรือไม่เที่ยง ส่วนธาตุดินเป็นกี่อย่าง แยกเป็นกี่อย่าง เที่ยงหรือไม่เที่ยง ส่วนธาตุน้ำเป็นกี่อย่าง เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูกันเรื่อยไปในลักษณะที่ เป็นรูปขันธ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ในลักษณะที่เป็นเวทนาขันธ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ใน ลักษณะที่เป็นสัญญาขันธ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ในลักษณะที่เป็นสังขารขันธ์ เที่ยงหรือ ไม่เที่ยง ในลักษณะที่เป็นวิญญาณขันธ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง โอ้ มันก็ล้วนแต่ ไม่เที่ยง.

น.276 ทีนี้ก็เป็น อัน๋วยญาณ เทียบดูออกไปข้างนอกของคนอื่น ที่เรารู้ของเราเอง อย่างนี้เป็นญาณโดยเฉพาะ เป็นธรรมญาณ ครั้นธรรมญาณถึงที่สุดแน่นอนแล้ว ก็มอง ดูออกไปถึงของคนอื่น มันก็จะพบอย่างเดียวกัน มันก็เลยเห็นว่า ในตัวเราก็ไม่เที่ยง นอกตัวเราก็ไม่เที่ยง ทั้งโลกทั้งจักรวาลนั้นมันก็ไม่เที่ยง นี้มันก็ เห็น ไม่เที่ยงทั้งภายใน ทั้งภายนอก ทั้งในส่วนละเอียดทั้งในส่วนหยาบ ทั้งในส่วนย่อยและส่วนรวม ไม่เที่ยง, เห็นความไม่เที่ยง, เห็นความไม่เที่ยง หายใจอยู่ด้วยความรู้สึกสิ่งทั้งหลายโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง. อะไรที่เคยยึดถือว่าเที่ยง เอามาดูให้มาก นั่นแหละจะได้ประโยชน์ พอเห็นความไม่เที่ยง ของสิ่งของเหล่านั้นอยู่ ความยึดถือที่เคยยึดถือก็ ค่อยๆ คลายออก คลายออก จางออก ก็ดูที่ความคลายออกจางออก นี้แรงอีกทีหนึ่ง เรียกวิราคะ. เห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง ดูความไม่เที่ยงเรื่อยๆมา ก็จะเห็น วิราคะ คือจางออกคลายออก ของความยึดมั่นถือมั่น, เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง จะโง่ ไปทำไม จะไปยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยงทำไม นี่มัน คลายออก จางออกของความยึดมั่น เรียกว่าวิราคะ, วิราคะ คลายออก จางออก. ทีนี้คลายออกจางออกในสิ่งที่เคยยึดถือเรื่อยไป ๆ, เดี๋ยวมันก็ ถึงนิโรธะ คือ ดับ-ดับ- ดับความยึดมั่นถือมั่น เป็นนิโรธะ -นิโรธะ-นิโรธะ จนหมด จนไม่มี อะไรจะดับ. ก็เป็นอันกล่าวได้ว่าหมดเรื่องจบเรื่อง จบพรหมจรรย์, สลัดคืนความผิด พลาดทั้งหลายออกไปหมดแล้ว. เมื่อก่อนนี้ไปเอามายึดถือไว้เป็นตัวตนเป็นของตน, ยึด ถือทุกอย่างเป็นตัวตนเป็นของตน หรือยึดถือบางอย่างเป็นตัวตนเป็นของตน. นี่เหมือน กับเป็นคนคดโกงขโมยปล้นเอาของธรรมชาติมาเป็นของตน, เป็นคนโง่ เป็นคนทุจริต ไป ปล้นเอาธรรมชาติมาเป็นของตน เลยถูกลงโทษให้มีความทุกข์. เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้วโว้ย คืน-คืน-คืน- คืนธรรมชาติ ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนของตนอีกต่อไป. นี่ เรียกว่าปฏินิสสัคคะ, ปฏินิสสัคคะ สลัดคืนเจ้าของเดิมเอาไป , เอาไปกูไม่เอาแล้ว

น.277 มันจบ เรื่องมันจบที่ตรงนี้ ๔ เรื่อง. ก่อนนี้เราไม่รู้นี่ มีอวิชชาไม่รู้นี่ยึดถือนั้นนี่เป็น ตัวตนเป็นของตน, ยึดถือชีวิตสังขารร่างกาย, ยึดถือสมบัติพัสถาน สิ่งของบุตร ภรรยา สามี เกียรติยศ เงิน ทอง อำนาจ วาสนา ยึดหมด. ที่จริงมันเป็นของธรรมชาติ เพราะไปปล้นเอามาซึ่งหน้าอย่างนี้, เป็นโจรอย่างนี้ธรรมชาติมันลงโทษให้มีความทุกข์ ให้มีความทรมาน เหมือนกับมีไฟมาเผาลนอยู่ตลอดเวลา. ต่อมามาเห็นความจริงโอย ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้วคืน ๆ คืน, เป็นคนตรงเป็นคนจริงไม่ปล้นของธรรมชาติเอา มาเป็นของตนอีกต่อไป, นี่ก็สบายก็จบเรื่อง. นี่ สติปัฏฐานมันจบเรื่องลงไป อย่างนี้ ฝึก ส่วนที่เป็นกาย ให้ดีที่สุด, แล้ว ฝึกเรื่องที่เป็นเวทนา ความรู้สึกของกายให้ดีที่สุด, แล้วก็ ฝึกเรื่องจิต ที่เป็นความ รู้สึกนึกคิดควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอยู่ให้ดีที่สุด, และให้จิตนี้มันเจาะแทง ลงไป ที่ความจริงของธรรมชาติ : เรื่อง อนิจจังของธรรมชาติ จนถึงกับว่า เกิดความ คลาย, คลาย, คลายความยึดถือ. นี่จิตเริ่มคลายจากความเป็นขโมย ไปปล้น เอาของ ธรรมชาติมาเป็นของตนนี่, เดี๋ยวนี้เริ่มคลาย เริ่มอยากจะปล่อยอยากจะวาง, มันก็เป็น ความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง แล้วในที่สุดมันก็ถึงที่สุดของความไม่ขโมยไม่ปล้นธรรมชาติ มันก็ดับ, ดับเสร็จแล้วหมดปัญหาแล้ว, ก็รู้ว่า โอ้ หมดปัญหาแล้ว. นี่เรียกว่า สลัดคืน, คำนี้ไม่ค่อยจะพูดกันไม่ค่อยจะเข้าใจกัน, แต่ ใน พระบาลีเน้นมาก ทีเดียว : ถ้าพูดถึงเรื่องวิมุตแล้วจะพูดถึงปฏินิสสัคคะ ด้วยเสมอ มันรู้ว่า โอ, เสร็จแล้ว จบแล้ว สิ้นสุดแล้ว, เลิกโรงเรียน คือว่าไม่ต้องเรียนไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป แล้ว มันหมดจบแล้ว. นี่คือสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี่พูดเสียอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องภายในส่วนบุคคล, เป็นเรื่องลึกซึ้งส่วนจิตใจ. จะเอาไปสร้างสันติภาพของโลกได้อย่างไร สงสัยกันไหม ?

น.278 ผู้ฟังจะสงสัยกันไหม ? อาตมา จะพูดเรื่องสันติภาพของโลก แล้วก็มาพูดเรื่อง สติปัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องภายในของมนุษย์ เสียอย่างยืดยาวอย่างลึกซึ้ง อย่างนี้มันจะ เอาไปใช้ได้อย่างไร, ไปใช้ได้อย่างไร. เมื่อคนมีสติแล้วโลกก็มีสันติภาพได้. นี่ขอให้สนใจต่อไปว่า จงเป็นคนมีสติ ฝึกสติให้เป็นคนมีสติ, แล้ว มันก็จะบังคับความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ได้, มันก็จะบังคับตัวเองให้อยู่ในความถูกต้อง, จะช่วยเหลือผู้อื่นให้อยู่ในความถูกต้อง, จะช่วยเหลือสังคมให้อยู่ในความถูกต้อง, นั่นแหละ เราสามารถที่จะใช้สติซึ่งเป็นคุณธรรมส่วนบุคคล ให้กลายเป็นประโยชน์แก่ สังคม หรือสันติภาพของโลกได้ อย่างนี้ เมื่อเรามีสติที่ฝึกไว้ดีแล้ว อย่างนี้ เราไม่มีทางที่จะทำผิด, ในส่วนตัว เราจะไม่มีความทุกข์อะไรเกิดขึ้น. นี่มัน เป็นสันติสุขสันติภาพส่วนตัวบุคคลนั้นแล้ว ชั้นหนึ่งแล้ว, บุคคลนั้นมีสันติภาพมีสันติสุขแล้ว ทีนี้ มันก็ง่ายที่จะขยายออกไปถึง ผู้อื่น. ถ้าตัวเองยังทำไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะช่วยผู้อื่น, เรื่องการช่วยเหลืออะไร ๆ ทุกอย่าง ถ้าตัวเองช่วยตัวเองไม่ได้ มันก็ช่วยผู้อื่นไม่ได้, ตัวเองต้องทำได้ก่อน ตัวเองต้องมีสติเพียงพอก่อน, แล้วก็มีสัมปชัญญะ มีปัญญา มีสมาธิ มีความเพียร มี อะไรเพียงพอ มันจึงจะสามารถช่วยผู้อื่นได้. วิกฤตการณ์เลวร้ายอะไรจะเกิดขึ้นมา ก็ สามารถต้อนรับมันได้ด้วยความมีสติ, ไม่มีความเลวร้ายอันใดจะมาบีบคั้นจิตใจของบุคคลนี้ ให้เป็นทุกข์ได้ เพราะว่าเขามีสติเพียงพอตามแบบของสติ, มีสติสัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา ความเพียรซึ่งมันขึ้นอยู่กับสติ. ถ้า ไม่มีสติเพียง อย่างเดียว สิ่งเหล่านั้นเป็นหมัน ไปหมด.

น.279 ความรู้ที่จะเรียนกันอย่างมหาศาลท่วมหัวท่วมหูอะไรก็ตามเถอะ ถ้าไม่มีสติ แล้วมันก็ไม่ได้เอามาใช้แล้ว, มันเป็นความรู้ค้างเติ่งอยู่นั่นแหละ ก็เรียกว่าความรู้ท่วมหัว ก็ช่วยตัวไม่ได้, เอาตัวไม่รอด เพราะมันไม่ได้เอามาใช้นี่. เพราะสิ่งที่เอามาใช้มันคือสติ ถ้าเรามีสติเท่าไรเราก็สามารถเอาปัญญาที่สะสมไว้เอามาใช้ได้อย่างเพียงพอ ครบ ถ้วนถูกต้อง ตรงตามเรื่องตามราวสำเร็จประโยชน์ ; ดังนั้นจึงสามารถต้อนรับวิกฤตการณ์ ใดๆ ได้ ที่เป็นภายใน หรือที่เป็นภายนอก แล้วก็ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้ ช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้. นี่เรียกว่า ช่วยกันสร้างสันติภาพได้ ด้วยความมีสติ ; แม้ที่ เป็นส่วนของบุคคล ตัวเองก็มีสันติสุข, สังคมก็มีสันติภาพ, เพราะบุคคลนั้น สามารถ ใช้สติให้ทำหน้าที่เอาปัญญาความรู้มาใช้ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้มันมีปัญญา มากเกินไป, ไม่มีสติ ปัญญามันจึงเดินไปในทางสร้างปัญหา ความยุ่งยาก เต็มไป ทั้งโลก, เป็นวิกฤตการณ์ทั่วไปทั้งโลก เพราะมันขาดสติ. เราจะสามารถทำจิตให้ ปกติไม่ผิดพลาด มีแต่ความถูกต้อง แล้วเราก็จะสามารถป้องกันรักษา ; อย่างที่กล่าว มาแล้วข้างต้นว่า รักษาชีวิต รักษาร่างกาย รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาอะไร ๆ ที่ ควรจะรักษาอย่างถูกต้องก็เพราะมีสติ, แล้วก็จะสามารถต่อสู้ทุกอย่างด้วยสติ. การ ต่อสู้ทุกอย่างนี้ ถ้าไม่มีสติแล้วไม่มีผล. การต่อสู้ที่ปราศจากสติไม่ว่าจะต่อสู้อะไร แม้แต่จะต่อสู้สุนัขสักตัวหนึ่งก็ไม่มี ทางสำเร็จ ถ้ามันไม่มีสติ. ถ้ามีสติแล้วก็สามารถต่อสู้ได้ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอะไรจะ เกิดขึ้น, ในการต่อสู้ ในการรักษา หรือว่าที่ว่าจะรักษาชาติ จะตายเพื่อชาติ, จะเสียสละ ชีวิตตายเพื่อชาติ, มันก็ต้องทำด้วยสติ. ถ้าไม่มีสติมันทำไม่ได้ โกหกทั้งนั้นแหละ, มันทำไม่ได้. ต้องมีสติอย่างถูกต้อง จึงจะตายเพื่อชาติ ตายเพื่อศาสนา ตายเพื่ออะไร ได้ : นี่เราจะต้องมีสติที่เพียงพอในการรักษา. ในการต่อสู้ในการป้องกัน ใน การเสียสละ ; แม้แต่จะเสียสละ มันก็จะถูกต้อง คือมันควรเสียสละจริง ๆ, จะตาย

น.280 เพื่อชาติ, จะตายเพื่อศาสนา มันก็เห็นชัดว่ามันเป็นสิ่งถูกต้อง และสมควรมันจึงทำได้ ประโยชน์ได้ผล ; มิฉะนั้นมันเสียเปล่านะ, มิฉะนั้นมันเสียเปล่า มันตายเปล่า ไม่ได้ ประโยชน์อะไร. นี่ขอให้มองเห็นว่าสติมันสำคัญอย่างนี้, ถ้ามีสติแล้วกำจัดวิกฤต การณ์ออกไปได้ ก็จะมีแต่สันติสุขมีแต่สันติภาพ, นี่เราสามารถที่จะสร้างสันติภาพ ในโลก โดยการที่ทุกคนมีสติถูกต้องอย่างเพียงพอ. ต้องใช้ธัมมิกสังคมนิยมมาแก้วัตถุนิยม. เดี๋ยวนี้มองดูกันในข้อสุดท้าย มองดูว่าโลกทั้งโลก, สากลโลกในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร, มันเกือบจะพูดได้ว่า ในสากลโลกปัจจุบันนี้ ไม่รู้เรื่องสติเอาเสียเลย, ไม่มีใครที่ไหนในโลก ที่มาสนใจเรื่องสติ, ยิ่งเป็นชาติมหาอำนาจ ก็ส นใจแต่เรื่องจะ สร้างอาวุธให้เหนือใคร ๆ, สร้างกำลังรบให้เหนือใครๆ. สร้างอะไรให้มันเหนือใคร ๆ. ที่ไปโลกพระจันทร์นั้นมิใช่เพื่อสันติภาพ แต่เพื่อหาหนทางที่จะได้เปรียบคนทุกคน อาจจะได้เปรียบในการทำลายผู้อื่นอย่างนี้เป็นต้น. มันไม่มีสติ โลกปัจจุบันนี้มันไม่มี สิ่งที่เรียกว่าสติเอาเสียเลย ; ถ้ามีสติกันบ้าง ก็จะต้องทำในสิ่งที่เป็นสันติภาพ ได้จริง. เพราะเดี๋ยวนี้มันยิ่งทำไปมันก็ยิ่งไม่มีสันติภาพเห็นไหม ? มันยิ่งยืดเยื้อเรื้อรัง เป็นปัญหาหมักหมมหนักเข้าหนักเข้า, ไม่มีทางจะแก้ได้ เพราะไม่มีสติ มันไม่มีทางที่ จะรู้สึกคิดนึกให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริง, เรียกว่าโลกปัจจุบันนี้ ไม่รู้เรื่องสติเสียเลย, ไม่อยากจะสนใจ กลัวจะเสียเปรียบ ; เขาสนใจจะสร้างสรรค์ กำลังรบ กำลังยุทธปัจจัย อะไรกันมากกว่า. ถ้าว่าในโลกปัจจุบันนี้ มันมีสติสัมปชัญญะจริงแล้ว ก็ควบคุมโลก ให้ถูกต้องได้, หยุดโลกไม่ให้บ้าหลังหมุนไปในทางวัตถุนิยม. โลกกำลังบ้าหลัง

น.281 หมุนไปทางวัตถุนิยมอย่างยิ่ง ไม่มีสติที่จะหยุดยั้ง, วัตถุนิยมครองโลก คนก็เป็นทาสของ วัตถุ, เดือดร้อนยุ่งยากกันไปทั้งโลก "ถ้ามีสติกันเสียบ้าง มันก็จะสามารถหยุดยั้งอำนาจ ของวัตถุนิยม ไม่ให้ครองโลกมากถึงขนาดนี้ .. " : และจะสังเกตเห็นตามที่เป็นจริงในโลกนี้ ทุก ๆ อย่างว่าเป็นจริงอย่างไร, มันจะมีความรู้เกิดขึ้นในที่สุดว่า ไม่แล้ว, ไม่มีหนทางอื่น นอกจากธรรมะหรือศีลธรรมเท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาของโลกได้. จะแก้ปัญหา ด้วยอาวุธ ด้วยเศรษฐกิจ ด้วยการเมือง ด้วยอะไร มันไม่มีทางจะทำได้, มีทาง เดียวคือเอาธรรมะมาเป็นเครื่องมือ สำหรับแก้ปัญหาเหล่านี้, ถ้ามีสติกันบ้าง มันจะ ระลึกอย่างนี้ เมื่อมันไม่มีสติกันเสียเลย มันก็นึกเตลิดเปิดเปิงไปเอาสิ่งที่เข้าใจเอาเองด้วย อำนาจไม่รู้จริงมาแก้ มันก็แก้ไม่ได้. มันก็เพิ่มปัญหามากขึ้น. เดี๋ยวนี้โลกมากด้วย ปัญหา ยุ่งยาก ซับซ้อนทับถมหมักหมมมากขึ้นเท่าไร, เหลือที่ใครจะสางได้ เห็นไหม ? แล้วมี องค์การสหประชาชาติสักสิบองค์การ ก็ดูจะแก้ไม่ได้ถ้าไม่เอาธรรมะมาแก้, ถ้าไม่เอาศีลธรรมมาแก้ ; แล้วจะเอาธรรมะมาแก้ได้อย่างไร, มันไม่มีสติ ไม่รู้จัก สังเกตศึกษาให้รู้ตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอย่างไร. ถ้าว่าคนในโลกมหาอำนาจใน โลกมีสติ ก็จะรู้จักเอาธรรมะมาหยุดยั้งอำนาจวัตถุนิยม, แล้วก็หยุดยั้งความบ้าหลัง ในการที่จะครองโลก, จะเอาโลกเป็นของกูผู้เดียว. เขาจะครองโลกเพราะไม่รู้ว่ามัน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, มันไม่มีทางที่จะสงบรำงับได้. โลกนี้มันจะต้องอยู่กันอย่าง เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ทุกคนในโลกรู้สึกแก่กันอย่างเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย. อาตมาเลยเสนอความคิดเห็นข้อนี้ขึ้นไปว่า เราจะมีหลักเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นหลักสำหรับคุ้มครองโลก, แล้วพวกนายทุนก็จะรักกรรมกร ได้, กรรมกรก็จะรักนายทุนได้ ; หมายความว่าชนกรรมาชีพอาบเหงื่อนั้น ก็จะรัก

น.282 นายจ้างได้ นายจ้างก็จะรักชนกรรมาชีพได้, เราเรียกว่า ธัมมิกสังคมนิยม, มันหลีก สังคมนิยมไปไม่พ้นดอกความจริง. แต่ ขอให้เป็นธรรม, ประกอบไปด้วยธรรมะจน เรียกว่า ธัมมิกสังคมนิยม แล้วมันก็ จะช่วยโลกได้, แต่ก็ต้องมีสติสมบูรณ์, รู้จัก สิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง มันจึงจะเป็นไปได้ ถ้ามันไม่มีสติที่สมบูรณ์ มันไม่อาจจะรู้จัก ธัมมิกสังคมนิยม นี่ขอฝากไว้ ท่านทั้งหลายนำไปคิดพิจารณาดู ขอเสนออันนี้ดูจะได้รับความ สนใจบ้างตามสมควร มีการแปลเรื่องนี้ออกเป็นภาษาต่างประเทศ, กำลังแพร่- หลายไปในต่างประเทศ เรียกว่าธัมมิกสังคมนิยม ของพุทธทาส นี่เริ่มได้รับความ สนใจ. นี่มันจะเป็นผลของสติ, ของสติที่มีขึ้นมาอย่างเพียงพอและถูกต้อง. ความรัก เพื่อนมนุษย์ในฐานะเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็จะมีขึ้นมาเพราะว่ามันมีสติเพียงพอ ถูกต้อง สมบูรณ์ ลึกซึ้ง หวังว่าท่านทั้งหลายจะมองเห็นว่า ความจริง มนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีสติสัม ปชัญญะนั่นแหละจะเป็นความรอดของโลก; ถ้ามนุษย์แต่ละคนยังจะโง่เง่าด้วย อวิชชา ไม่เห็นตามที่เป็นจริงของธรรมชาติแล้ว มันก็ เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวกู-ของกู มันก็ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพได้. ถ้ามีสติสัมปชัญญะเพียงพอ, เห็นความเป็น จริงว่าจะต้องรักทุกชีวิตเป็นชีวิตเดียวกัน, เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน มันก็จะหยุดความเห็นแก่ตัว ก็จะร่วมมือกันได้, สร้างโลกนี้ให้มีสันติภาพได้โดย แท้จริง. อาตมาจึงถือว่า แม้เพียงธรรมข้อเดียว คือสัมมาสติของพระพุทธเจ้านี่ มีขึ้นมาแล้ว ก็จะสามารถสร้างโลกให้มีสันติภาพได้จริง จึงได้นำมาบรรยายเสียโดยยืด ยาว. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้นำไปพินิจพิจารณาใคร่ครวญดู แล้วลองปฏิบัติดู ให้ได้ รับประโยชน์สมควรแก่การปฏิบัติของตนของตนด้วยกันทุกคน

น.283 การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ฝากไว้ให้เป็นความรู้ที่ จะเอาไปใคร่ครวญพิจารณาเห็นจริงด้วย, แล้วลองปฏิบัติดู. ครั้นเห็นผลแล้วปฏิบัติให้ จริงให้ยิ่งขึ้นไปจนถึงที่สุด ก็จะได้รับประโยชน์ความสุข ทั้งตัวเองและทั้งผู้อื่น, เรียกว่า สร้างสันติภาพขึ้นมาในโลกได้ตามความปรารถนา ขอยุติ การบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย มีความหมายเป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ให้ปฏิบัติธรรมะให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป ต่อไปใน กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต