Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๙ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาสมาธิ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.284 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเกี่ยวกับเรื่อง สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะมันยังไม่จบ แล้วก็ มีหัวข้อย่อยเฉพาะการบรรยายในวันนี้ว่า เหตุให้เกิดสันติภาพ คือสัมมาสมาธิ [ทบทวน.] เราได้พูดถึงเหตุให้เกิดสันติภาพมาตามลำดับ ผู้ที่ได้ฟังมาแล้ว ก็จะนึกได้ อยู่ว่ามีอะไรบ้าง. ใน ครั้งแรก ทีเดียวก็พูดว่า ทำไมเราจึงต้องมาพูดเรื่องสันติภาพ, ดูมัน เป็นเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของคนทั้งโลก. ที่จริงมันเป็นเรื่องของพุทธบริษัทโดยตรง เพราะว่าธรรมะหรือศาสนานี้มุ่งหมายสันติสุข สันติภาพ ในที่สุดด้วยกันทั้งนั้น. พระ- พุทธเจ้าก็ทรงประสงค์จะให้โลกมีสันติภาพ สันติสุข จึงได้ตรัสพระธรรมวินัยไว้ อย่างมาก มาย, เราเป็นพุทธบริษัทก็ควรสนองพระพุทธประสงค์; อีกอย่างหนึ่งก็ว่าถ้าเพื่อตัว ๒๔๘

น.285 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๔๙ เราเอง ตัวเราเองอยู่ในโลกนี้ต้องการอะไร, ต้องการความทุกข์ ความยุ่งยากลำบาก ความวินาศฉิบหายอย่างนั้นหรือ? มันก็เปล่า, มันก็ ต้องการสันติภาพ. สันติภาพเป็นสิ่งเดียว ที่ทุกคนในโลก ต้องเกี่ยวข้องด้วย, แล้วบางที จะลงไปถึงสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย, แล้วลงไปถึงต้นไม้ต้นไล่ก็ได้ ถ้ามันมีสันติภาพ มนุษย์ ก็เป็นสุข, สัตว์เดรัจฉานไม่ถูกเบียดเบียนก็เป็นสุข. ต้นไม้ต้นไล่ไม่ถูกเบียดเบียนก็เจริญ งอกงาม, แล้วมันยังเนื่องไปถึงโลกเทวดา พวกสวรรค์เทวดาด้วย, ถ้าไม่มีสันติภาพ ในโลกนี้แล้ว ก็หมายความว่าไม่มีใครทำดีทำถูก, สวรรค์มันก็ร้างละ, นี่พูดสวรรค์ อย่างที่เขาพูด ๆ กันนะ, เป็นภาษาคนว่าเป็นเมืองสวรรค์หนาแน่นไปด้วยเทวดา คือคน ทำดีแล้วไปเกิดที่นั่น. ถ้าในโลกนี้ไม่มีสันติภาพ ไม่มีคนทำดี มันก็ไม่มีใครจะไปเกิดใน สวรรค์, สวรรค์มันก็ร้างหมดเหมือนกัน. นี่เรียกว่าสันติภาพมันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง สนใจ ; หรือว่าเอากันแต่ในหมู่มนุษย์นี่ ใครบ้างมันไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสันติภาพ. ถ้า ไม่มีสันติภาพมันอยู่ไม่ได้นี่ จะอยู่ที่นี่บ้านนี้เมืองนี้เมืองไหนก็ตามเถอะ, ถ้าไม่มีความปกติ สุขอย่างถูกต้องแล้ว, มันก็อยู่ไม่ได้, มันก็เบียดเบียนกันตายหมด. ทุกคนจึงเกี่ยวข้อง กับสันติภาพ ; ถ้ามีสันติภาพแล้ว ทุกคนก็ได้รับประโยชน์ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะ ต้องสนใจ. นี้เราจึงสนใจเรื่องสันติภาพคือมันเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกคน, ไม่มี ใครคนไหนที่ไม่ได้รับบารมีของสันติภาพ ที่มันมีอยู่ในโลกนี้. เมื่อสันติภาพมาถึงทุกคนก็จะพอใจด้วยกันทุกคนเลย ไม่ยกเว้นใคร, ถ้า สันติภาพไม่มีมา ก็คือวิกฤตการณ์วุ่นวายระส่ำระสายเดือดร้อนยุ่งยากลำบาก ; เพราะ ฉะนั้น ควรจะสนใจเรื่องสันติภาพ, ด้วยเหตุนี้จึงเอามาพูด. สันติภาพของบุคคล ก็ได้, เรียกสันติภาพส่วนบุคคล คือความมีสันติสุขถูกต้องสำหรับบุคคล, แล้ว รวมกัน ทั้งหมดก็เป็นสันติภาพของสังคม, เป็นสันติภาพของโลก ก็เป็นสันติภาพ. ฉะนั้น สันติภาพ คำเดียวมีความหมายกว้างเท่าไร ควรจะสนใจในฐานะเป็นพระพุทธ-

น.286 ประสงค์, นี่สูงสุดในฐานะเป็นพระพุทธประสงค์. เราเลยช่วยสนองพระพุทธประสงค์ ช่วยทำโลกนี้ให้มีสันติภาพตามพระพุทธประสงค์. ทีนี้ส่วนตัวเราเอง ถ้าไม่มี สันติภาพมันก็อยู่ไม่ได้ ; ฉะนั้น ควรจะช่วยกันขวนขวายให้มีสันติภาพขึ้นมาใน โลก. ทีนี้มองอีกทางหนึ่งว่า เราเป็นหนี้บุญคุณของสันติภาพ ที่เขาได้สร้างสรรค์กัน ขึ้นมาไว้ตามที่จะมี เท่าที่มันจะมี, เราก็ได้อาศัยสันติภาพนั้นอยู่เป็นสุขมาจนถึงบัดนี้ เราจึงเป็นหนี้บุญคุณของสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ ก็ควรจะช่วยกันรักษาไว้สืบ ๆ ไป. ที่เอามาพูดนี้ก็เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้ปฏิบัติให้มันถูกต้องได้โดยง่าย ; ถ้าไม่เข้าใจอะไรเสียเลย ก็ปฏิบัติไม่ได้, ไม่รู้ว่าสันติภาพอะไร อย่างไร, ทำไม เพื่ออะไร จึงต้องมาพูดกันละเอียดยืดยาว ตั้งภาคหนึ่งของการพูด คือภาคอาสาฬ หบูชานี้ จะพูดแต่เรื่องสันติภาพ. พอดีกับว่าปี นี้เขาจัดเป็นปีสันติภาพสากลขององค์การโลก คือองค์การสหประชาชาติ เขาตกลงกันให้ปีนี้เป็นปีสันติภาพสากล, พูดกันแต่เรื่อง สันติภาพ หนังสือหนังหาเขียนกันออกมามากมายเกี่ยวกับเรื่องสันติภาพทั้งนั้น เราก็ ควรจะรับรู้และก็ร่วมกันทำด้วย จึงเอามาพูดและขอร้องให้ท่านทั้งหลายพัง คิด นึก แล้วก็ปฏิบัติเท่าที่จะปฏิบัติได้, เป็นการช่วยกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกนี้ ตามที่จะทำได้ ; เพื่อประโยชน์แก่ทุกคน, เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง, เพื่อจะใช้หนี้แก่ สันติภาพซึ่งมันมีอยู่ในโลก, ทำให้เรารอดชีวิตอยู่ได้. ครั้งแรกก็พูดว่า เหตุไรจะต้องมีการพูดจาเรื่องนี้, แล้วต่อมา พูดเรื่อง วิกฤต- การณ์ คือภาวะตรงกันข้าม เมื่อไม่มีสันติภาพมันเป็นอย่างไร, ต่อมาก็พูดเรื่อง มูลเหตุ หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ ว่ามันมาจากอะไร, ต่อมาก็พูดถึง ตัวสันติภาพ, ต่อมาอีก ก็พูดถึง เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสันติภาพ ในหมวดปัญญา ก็มี ในหมวดศีล ก็มี ในหมวดสมาธิ ก็มี. ในหมวดสมาธิ นี้ก็มีสามอย่าง : คือ หมวด สัมมาวายามะ หมวดสัมมาสติ หมวด สัมมาสมาธิ ซึ่งจะได้พูดในวันนี้.

น.287 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๑ [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] วันนี้จะได้พูดเรื่อง สัมมาสมาธิในฐานะเป็นเหตุปัจจัยของสันติภาพ ; ฉะนั้นขอให้สนใจให้ดี ๆ ตั้งใจฟังให้ดี ๆ ว่าบัดนี้เราจะพูดกันอย่างทำความเข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งด้วยเรื่องสัมมาสมาธิ, จะพูดเรื่องสัมมาสมาธิ พยัญชนะและอรรถะของสัมมาสมาธิ เมื่อจะพูดเรื่องอะไร เราก็จะพูดถึงเรื่องชื่อของสิ่งนั้น ๆ ก่อน เมื่อเราจะพูด สัมมาสมาธิ ก็พูดถึงเรื่องชื่อหรือถ้อยคำคำนี้ก่อน, เรียกว่า พิจารณากันโดยถ้อยคำ โดย พยัญชนะ. สัมมาสมาธิ นี้เป็นคำพูดรวมกันเป็นคำเดียว แยกกันออกเป็นสองตอน คือ สัมมา ตอนหนึ่ง, สมาธิ ตอนหนึ่ง, สมาธิ แปลว่า ถูกต้อง ตัวหนังสือจะว่าสม่ำเสมอ ราบเรียบ ราบรื่น รื่นไปหมด, นี่ สัมมา. แล้ว สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นแห่งจิต, ตัว หนังสือแปลว่าความตั้งมั่น. แต่ ในที่นี้หมายถึงตั้งมั่นแห่งจิต, ก็มาพูดเรื่องจิต พูดเรื่อง ความตั้งมั่นแห่งจิต. สัมมาสมาธิ รวมกันเข้าก็ แปลว่าความตั้งมั่นแห่งจิตอย่างถูกต้อง. ที่นี้คำว่า ถูกต้อง นั้น ใจความสำคัญอยู่ที่ว่าให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, ไม่ให้โทษแก่ ฝ่ายใด เป็นการได้รับประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ก็เรียกว่าถูกต้อง, ถูกต้อง ตามหลักแห่งพระ พุทธศาสนา. การดำรงจิตไว้อย่างถูกต้องในลักษณะที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย นี่คือสัมมาสมาธิ, อันนี้จะเป็นปัจจัย เป็นเหตุเป็นปัจจัยในการให้เกิดสันติภาพ, ถ้าทุก คนมีจิตเป็นสัมมาสมาธิ โลกจะมีสันติภาพ ยิ่งไปกว่านี้อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้. เดี๋ยวนี้สันติภาพหาทำยาหยอดตาก็เกือบจะไม่ค่อยได้อยู่แล้ว, แต่มันยังมีเหลืออยู่บ้าง อย่าง ระคนปนเปกันไปกับวิกฤตการณ์ ; แต่ถ้าทุกคนมีความตั้งใจไว้อย่างถูกต้องแล้ว มันจะ มีมากกว่านี้ จนเหลือที่จะกล่าวได้ เราจึงควรสนใจ. นี่ถ้าว่ากัน โดยพยัญชนะ โดยตัว หนังสือแล้ว มันหมายความว่าอย่างนี้ คือการตั้งจิตไว้อย่างมั่นคงแล้วก็ถูกต้อง.

น.288 ทีนี้ โดยเนื้อความ ดูกันโดยเนื้อความโดยความหมาย เป็นการรวมกระแส จิตหรือกำลังของจิต ทั้งหมดเป็นจุดเดียว, กิริยาอาการอธิบายออกมาเป็นว่า การรวม กระแสแห่งกำลังของจิตเป็นจุด ๆ เดียว มันก็มีกระแสแรงมีกำลังแรง ; เหมือนแก้ว รวมแสงที่เด็กๆ เล่น แก้วที่นูนตรงกลางเอามาส่องกับแสงแดด แล้วรวมแสงจนไฟลุก ขึ้นมา เพราะมันรวม, แสงที่มันพร่ากระจายมันรวมเป็นจุดเล็กจุดเดียวมันก็ร้อนจนถึงกับ ไฟลุกขึ้นมา. นี่คือคุณค่าของการรวมกระแส หรือการรวมกำลัง เมื่อจิตได้รับการ รวมกำลังรวมกระแส มันก็มีอะไรแรงพอที่จะส่องทะลุสิ่งที่ปิดกั้น, หรือความมืดบอดอะไร ต่าง ๆ ได้, ส่องไปถึงความจริง เห็นความจริง. แต่สำหรับ จิตนั้น มัน เป็นสิ่งที่เราจะต้องใช้ทำประโยชน์ให้มากที่สุด เท่าที่มันใช้ได้ ; เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย, การรวมกำลัง กันอย่างนี้มันก็มีผลออกมาเป็นความบริสุทธิ์ของจิต. ค วามบริสุทธิ์ของจิต นิวรณ์ ทั้งหลายอยู่ไม่ได้ หนีกระจัดกระจายไปหมด, จิตมันก็มีความบริสุทธิ์ ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรูอะไรของจิต เป็นจิตบริสุทธิ์, แล้วก็มั่นคง มีความเข้มแข็งมั่นคง, ไม่หวั่นไหว ต่อสิ่งที่มากระทบจิต, แล้ว จิตนั้นก็ว่องไว พร้อมเพรียงว่องไวในการที่จะทำหน้าที่ของ จิต. จิตนี้จะต้องทำหน้าที่อย่างไรบ้าง แล้วมัน ว่องไวในการที่จะทำหน้าที่ อย่างนั้นด้วย. รวมเป็น ๓ ข้อ จำไว้ง่าย ๆ ว่า ที่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ เป็นสมาธิโดยเนื้อความ ความ หมายหรือคุณค่าของมันนั้นก็คือว่า ๑. บริสุทธิ์, มันบริสุทธิ์ เป็นจิตบริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่มีอะไรเข้าไปปีดบัง. ๒. ตั้งมั่นเข้มแข็ง. ๓. มีความไว, ว่องไวในหน้าที่ ที่มันจะ ต้องทำ. ช่วยจำไว้ ๓ อย่าง สำหรับทดสอบดูเองว่า จิตเป็นสมาธิคือ บริสุทธิ์ ตั้งมั่น ว่องไว, สามอย่างนี้เรียกว่ามีสมาธิสมบูรณ์ เดี๋ยวจะเข้าใจกันแต่เพียงว่า ตั้งมั่น

น.289 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๓ อยู่เฉย ๆ บางคนจะหมายความไปถึงว่า เงียบหายไป แข็งทื่อเหมือนกับท่อนไม้แท่งหิน เป็นสมาธิ, อย่างนั้นก็มีคนเคยคิดเคยเข้าใจ. เมื่อเป็นสมาธิแล้วไม่ได้แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ หรือแท่งหิน, แต่ว่องไวที่สุดในการที่จะคิดจะนึก. จะทำหน้าที่ใด ๆ ของจิต จะคิด จะพิจารณา จะจำ จะตัดสินใจ จะคิดนึก จะมีปฏิภาณอะไร มันก็เข้มแข็งว่องไวไปหมด. นี่เรามีจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็จะมีลักษณะบริสุทธิ์ตั้งมั่น แล้วก็ว่องไว ; นี่โดยอรรถเนื้อ- ความของคำว่าสมาธินั้นมันเป็นอย่างนี้. ทีนี้อีกอย่างหนึ่งที่ประสงค์มากที่สุด เป็นที่รวมแห่งใจความ ก็ได้ ว่า, เป็นการเตรียมจิตให้พร้อม ที่จะเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง, เตรียมจิตให้พร้อมที่ จะเห็นความจริงที่ควรจะเห็น, จิตอยู่ตามธรรมดานี้ยังไม่พร้อม เพราะมันมีอะไรมากวน มาผสมมาปนเปมาเกลือกกลั้วมาปิดบัง, จิตไม่ได้โปร่งไม่ได้เป็นอิสระ. เดี๋ยว ความ รู้สึกทางกามารมณ์ บ้าง, เดี๋ยว ความรู้สึกทางโกรธเกลียดเคียดแค้น บ้าง, เดี๋ยว ความรู้สึกอ่อนเพลีย บ้าง, เดี๋ยวฟุ้งซ่าน บ้าง, เดี๋ยวลังเล บ้าง, ที่เรียกว่านิวรณ์. จิตของเราไม่ได้สะอาดผ่องใสสดชื่น ตามปกตินั้นมันมีนิวรณ์. ถ้าเอานิวรณ์เหล่านี้ ออกไปเสีย มันจะกลับเป็นจิตที่แจ่มใสว่องไว, เห็นอะไรได้ตามที่เป็นจริง ; เปรียบ ง่าย ๆ เปรียบให้ง่ายที่สุดที่จะเข้าใจได้ เหมือนกับแว่นตาถ้ามันสกปรกไปด้วยของสกปรก ด้วยเหงื่อด้วยฝุ่น ด้วยอะไรต่าง ๆ, แว่นตามันก็มัว มันก็มองไม่เห็น. หรือถ้าถึงกับ ว่ามันมีอะไรมาบ้าย หรือมีสีมาทา มันยิ่งไม่เห็นใหญ่ เช็ดแว่นตาให้ใส ใสที่สุดเท่าที่จะ ใสได้ มันก็มองเห็น จิตนี้ก็เหมือนกันแหละ ; ถ้าว่าเช็ดสิ่งที่มาหุ้มห่อเกลือกกลั้วออกไปเสีย จิตจะแจ่มใส ผ่องใส, แล้วก็จะใสกระจ่างจะเห็นอะไรได้ ตามที่เป็นจริง, มันอยากรู้อะไร มันจะเห็นตามที่มันต้องการจะเห็น. ถ้าจิตมันเป็นอิสระและแจ่มใส คือเป็นสมาธิ

น.290 ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ มันก็ถูกบีดบัง หุ้มห่อ เกลือกกลั้วอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้น ; ดังนั้น เราจึง ถือว่าจิตที่เตรียมพร้อมสำหรับจะเห็นอะไรอย่างลึกซึ้งตามที่เป็นจริง นั่นแหละคือความหมาย ของคำว่าสมาธิ สมาธิ โดยตัวหนังสือ ได้แก่คำว่า จิตตั้งมั่น, แต่ถ้า โดยความหมาย โดย อรรถะ กลายเป็น จิตบริสุทธิ์ จิตเข้มแข็ง จิตว่องไวในหน้าที่การงาน, มี คุณสมบัติ เต็มถึงที่สุด เต็มถึงที่สุด ที่บริสุทธิ์ก็บริสุทธิ์ถึงที่สุดของจิต, แล้วก็ที่เข้มแข็งก็เข้มแข็ง ถึงที่สุดของจิต, ที่ว่องไวก็ว่องไวถึงที่สุดของจิต, มัน เต็มไปด้วยคุณค่าอย่างนี้ ก็เรียก ว่ามันถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของสิ่งที่เรียกว่าจิต, และมัน จะเป็นอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมี ความเป็นสมาธิ. เมื่อมันมีความเป็นสมาธิ มันก็จะมีลักษณะอย่างนี้ได้ ฉะนั้น เราก็ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิกันไว้ในความหมายกว้าง ๆ อย่างนี้ว่า โดยพยัญชนะ โดยตัวหนังสือ คืออย่างไร, โดยความหมาย คืออย่างไร, เรียกว่า รู้จักสมาธิ, รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าสมาธิของจิต ในเบื้องต้น. ทีนี้คำว่าสมาธิ สมาธินี้เป็นคำยืนโรงอยู่อย่างนี้ สำหรับเราจะได้ศึกษาต่อไป. สมาธิมีระดับต่าง ๆ. ทีนี้จะดูถึงชนิดหรือระดับต่าง ๆ ชนิดต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ คนบาง คนขออภัยที่จะพูดว่า มันอาจจะโง่หรืออาจจะเขลาไปว่า สมาธิจะมีต่อเมื่อมาที่สงบสงัด แล้วทำสมาธิ, ถ้าอย่างนี้คนนั้นยังโง่มาก. สมาธิมันมีอยู่ตามธรรมชาติ ใน ธรรมชาติ ในคุณสมบัติของจิต ; แต่มันไม่พอ มัน มีไม่พอ เราจึงมาทำให้มันมี มากขึ้น ให้ เพียงพอ จึงมีระเบียบปฏิบัติอย่างระเบียบปฏิบัติ สมาธิเกิดขึ้น สำหรับ อบรมให้สมาธิที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ที่มันไม่พอให้มันพอ หรือให้มันถึงที่สุด.

น.291 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๕ ความเป็นสมาธิคือจิตตั้งมั่น จ่ออยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันมีตามธรรมชาติ ซึ่งได้เคยพูดมาแล้วในเรื่องของสัญชาตญาณ เป็นความรู้สึกหรือการกระทำที่มัน กระทำ ได้เอง, รู้สึกได้เอง เป็นสัญชาตญาณของสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต ซึ่งไม่ต้องสอน, เกิดมา มันก็ทำได้เอง มีได้เอง. ทีนี้มันไม่พอ มันจึงต้องทำ, เราจะเห็นได้ว่า สมาธิตาม สัญชาตญาณนั้น ก็มีอยู่มากเหมือนกัน, มีประโยชน์มหาศาลเหมือนกัน ที่ทำให้ ชีวิตรอดอยู่ได้. สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นจำเป็นแก่ชีวิต, ชีวิตต้องมีสัญชาตญาณ ที่ควรจะมีอย่างครบถ้วน. จึงจะรอดชีวิตอยู่ได้ สิ่งที่มีชีวิต มีจิตคิดนึกได้, แล้วก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ อยู่ใน ตัวตามมาก ตามน้อย ตามสมควร. ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะทำอะไรไม่ได้, จะเป็น สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน หรือคนก็ตาม มันจะต้องเคลื่อนไหว, มันต้องมีการเคลื่อนไหว. ถ้าว่ามีการเคลื่อนไหว มันต้องมีเจตนาจะเคลื่อนไหว แล้วมันก็มีจุดมุ่งหมายที่จะเคลื่อน ไหวไปที่ไหน, จะทำอย่างไร. ความคิดที่มุ่งหมายไปที่อย่างใดอย่างหนึ่งนี่มันมีอยู่ แล้ว ก็เรียกว่า มีความเป็นสมาธิ ; เช่นการก้าวเดินมาทุกก้าวนี้ มันต้องมีสมาธิ, แล้วมันก็ต้องรู้ว่าจะไปที่ไหน จะมาวัดนี้ มันก็มีสมาธิรวม จดจ่อตรงมาที่นี่ จะทุกก้าว เดินมันก็ต้องมีสมาธิ, ให้ก้าวเดินมาอย่างถูกต้อง. นี่เพราะมันมีอย่างถูกต้องตามธรรมชาติ เท่าที่จำเป็นนั้นมันต้องมี, มันต้องมีสมาธิโดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้ ชีวิตมันจึงจะรอด, มัน มีได้โดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าต้องรู้สึกตัวมันก็ยุ่งยากลำบากตาย. เดี๋ยวนี้มันก็ มีสมาธิได้โดยไม่ ต้องรู้สึกตัว เช่นว่ากินข้าวอย่างนี้ ทำไมไม่ใส่เข้าไปที่รูจมูกล่ะ เมื่อกินข้าวมันใส่เข้าไปที่ ปากทุกที มันมีสมาธิของมันได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว, หรือจะทำอะไรมันก็จะตรงไปที่นั่น และทำได้ตามที่มันมุ่งหมายจะทำทุก ๆ อิริยาบถ แล้วมีอิริยาบถจะเปลี่ยนแล้วมันก็ต้องมี สมาธิ คือมีเจตนาที่จะเปลี่ยนเป็นอะไรแล้วก็มุ่งไปที่นั่น. ดังนั้นเราจึงทำอย่างนั้นทำ

น.292 อย่างนี้ทำได้ถูกต้องไปหมดทุกอย่าง, จะกินอาหาร จะถ่ายอุจจาระ จะถ่ายปัสสาวะ, นี่ สมาธิโดยไม่รู้สึกตัว. ทีนี้ สมาธิโดยรู้สึกตัว ก็มีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง. แต่ก็ในชั้นต่ำ ๆ นะ ในชั้น ต่ำ ๆ เช่นเมื่อเราจะกระโดดอย่างนี้ ต้องมีสมาธิในการที่จะกระโดดให้ถูกลงไปตรงที่ เราต้องการจะกระโดด, มิฉะนั้นก็จะพลิกคว่ำไม่ได้สำเร็จประโยชน์อะไร. เมื่อจะตีอย่างนี้ มันก็ต้องมีสมาธิที่ว่าตีถูกตรงไหน มันก็ดีถูกตรงนั้น หรือเมื่อมันจะขว้างก้อนอิฐก้อนหิน ท่อนไม้ไปที่ใคร, จะขว้างก้อนหินไปที่ใคร มันก็ต้องมีสมาธิมันจึงจะขว้างไปที่ตรงนั้น หรือแม้ว่าจะยิงธนู มันก็ต้องมีสมาธิที่จะยิงให้ไปถูกที่ตรงนั้น ; อย่างนี้ จ ะเกิดขึ้นโดย ธรรมชาติ และในความรู้สึก, พอจะรู้สึกได้ แล้วมันก็เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ. พอเจตนาขว้างหรือลงมือขว้าง ก็มีความเป็นสมาธิครบอยู่ตามที่ต้องการ มันจึงขว้างแม่น, ถ้ามีสมาธิมากมันก็ยิ่งแม่นมาก. นี่เรียกว่าตามธรรมชาติ นี่เรียกว่า เรื่องของคน. ทีนี้ เรื่องของสัตว์ เช่นแมวอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีสมาธิมันจับหนูไม่ถูกดอก. มันจับหนู ไม่ได้ ไม่มีทางจะจับได้. ฉะนั้นแมวต้องมีสมาธิพอที่จะจับให้ถูกหนู เป้าหมาย สมาธิตามธรรมชาติของแมว, เคยเห็นปลา ปลาเสือพ่นน้ำ เคยอ่านมาในหนังสือแบบเรียน เด็ก ๆ ว่าปลาเสือฉลาดพ่นน้ำถูกแมลงเม่า, กินได้, ปลาแขยงโง่ทำไม่ได้. แล้วก็เคยไป เห็นเองที่คลองบ้านดอน, ไปบ้านดอนเห็นปลาเสือทำอย่างนั้นที่ริมแม่น้ำ, เออนี่ก็เรียกว่า มันจริง. ปลาเสือเบ่าเม็ดน้ำหรือเม็ดลมไปที่ตัวแมลง ทำให้ตัวตกลงมาแล้วกินได้, มัน มีสมาธิตามธรรมชาติ. นี่เรียกว่าสมาธิ โดยสัญชาตญาณไม่ได้ฝึกฝนอะไร, ทั้งปลาเสือ นั้นก็ไม่ได้หัด, ถึงแมลงมันก็ไม่ได้หัดทำสมาธิ แต่มันก็มีสมาธิตามธรรมชาติ. ฉะนั้น อย่ามองข้าม อย่าเข้าใจว่าสมาธิเป็นเรื่องใหม่, จะมาทำกันที่นี่เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องที่ติดมา

น.293 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๗ ในชีวิต ติดมาในตัวชีวิต, เป็นสัญชาตญาณประจำกันกับชีวิต เหมือนกับธรรมข้ออื่น ๆ ก็เหมือนกัน. ที่ได้พูดมาแล้ววันก่อน ๆ ก็หลายข้อ มันจะมีติดมาในชีวิต สมาธิ ก็ดี สติ ก็ดี. ความเพียร ก็ดี มันมีเป็นสัญชาตญาณมาพอสมควรจึงรอดชีวิตอยู่ได้ เดี๋ยวนี้ เราจะต้องรู้จักสมาธิว่า เราก็มีกันทุกคนตามธรรมชาติ, เมื่อมี เจตนาจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มันก็จะมีสมาธิเข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วยส่วนหนึ่ง เสมอ ; แต่ทีนี้มันยังไม่พอ มันทำสิ่งที่ยากกว่านั้นไม่ได้. กติโรคที่ เอ้า, ที่นี้ มีมาในสัญชาตญาณ ในชีวิตติดมาแล้วยังจะดูได้ต่อไปว่า มัน มากขึ้นหรือเปล่า ? ความมีสมาธิอย่างนี้มันเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า, มันเพิ่มมากขึ้นตาม อายุ, ที่มีอายุมากกว่าแก่กว่านั้นมันก็มีความเป็นอย่างนี้ได้มากกว่า. ดังนั้นกว่ามันจะ ตายนี่มันก็เพิ่มอะไรขึ้นได้มากกว่า ; เช่นเด็ก ๆ เกิดมามันก็ขว้างก้อนอิฐให้ถูกอะไรทุกที ก็ยังทำได้ยาก, แต่ถ้ามันโตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น กว่าจะเป็นผู้ใหญ่ มันขว้างมากขึ้น มากขึ้น มันก็ มีเพิ่มตามธรรมชาติมากขึ้น . ฉะนั้นสมาธิที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ที่อายุมันมากขึ้น มันก็มีเหมือนกัน, มันอบรมอยู่โดยไม่รู้สึกตัว มันก็มีอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น อย่าไป มองข้าม มันเสีย เห็นว่า สมาธิที่มันค่อยมีมากขึ้นตามอายุนั้นมันก็มีเหมือนกัน, แต่ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่พอ. เราจึงต้องมีสมาธิอีกแบบหนึ่ง คือสมาธิที่เราเจริญ ฝึกฝน กระทำ อบรม บ่มขึ้นมา เรียกว่าภาวนา. สมาธิภาวนา คือการเจริญสมาธิตามแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายหลายแบบ, มาฝึกเข้าเถิดสมาธิที่เคยน้อย ๆ จะมากขึ้นมากขึ้น จนมาถึงขั้นสูงสุด ใช้การได้ตามที่ต้องการ

น.294 เหมือนเดี๋ยวนี้ที่มาฝึก ๆ กันอยู่ ฝึกสมาธิ เป็นสมาธิภาวนา มาเข้าชุดกันกับศีล สมาธิ ปัญญา. นี่ สมาธิทำถึงที่สุด อย่างนี้ มากลายเป็น ธรรมะอันประเสริฐ อันสูงสุด ที่จะต้องมีใช้ในขั้นสุดท้าย ในขั้นที่จะปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์ทั้งปวง. เห็นไหม ? เราเห็นได้ว่าระดับของสมาธิ มีได้อย่างไร :- ๑. ระดับที่มัน มีอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมดา โดยสัญชาตญาณก็มีอยู่ไม่น้อย รอดชีวิตได้. ถ้าไม่มีสมาธิเสียเลยมันก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่กินข้าวก็กินไม่ถูกปาก. ๒. ทีนี้ สมาธิที่มัน ค่อยมากมายขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เช่นคนแก่นี้จะมีจิต เป็นสมาธิ ได้มากกว่าเด็กทารก นี้ก็พวกหนึ่ง. นี้พวกที่ ๓ สมาธิภาวนา ภาวิตสมาธิ - สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นมาด้วยการ กระทำอย่างถูกต้องตามหลักของธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี้มันก็เป็นสมาธิที่ ยิ่งกว่า เลยเป็น ๓ ระดับ อย่างน้อยที่จะพูดได้ว่า ๑. ตามธรรมชาติแท้ ๆ. ๒. มากขึ้น ตามที่อายุมันมากขึ้น. ๓. เจริญกระทำโดยวิธีปฏิบัติโดยเฉพาะ เป็นสมาธิ โดยสมบูรณ์. นี่เรามันจะมีสมาธิกันได้ถึง ๓ ระดับ อย่างนี้ ที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติตาม สัญชาตญาณ หรือตามอายุมันมากขึ้นเอง เราไม่สนใจก็ได้, เราไม่ได้สนใจมันก็มีขึ้นมาเอง, ธรรมชาติมันมีหลักการของมันอย่างนั้นเอง. แต่ถ้า สมาธิภาวนานี้ก็ไม่สนใจ ไม่รู้จัก ไม่กระทำ มันไม่มีดอก มันไม่มี. ดังนั้น เราจึงมาศึกษามาเรียนรู้มากระทำสมาธิ ให้มีสิ่งที่เรียกว่าสมาธิขึ้นมาเต็มที่ ที่ชีวิตหรือจิตใจจะมีได้ แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ สูงสุด.

น.295 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๙ เปรียบสมาธิล้วน ๆ กับสมาธิที่ทำหน้าที่. ที่นี้สำหรับสมาธิก็ยังมองดูได้อีกว่า สมาธิล้วน ๆ กับ สมาธิที่ทำหน้าที่อยู่ จะเปรียบเทียบโดยอุปมา เข้าใจง่ายและเข้าใจเร็ว ; เหมือนกับว่า เครื่องยนต์มันเดิน, ติดเครื่องยนต์แล้วเครื่องยนต์ก็เดิน เครื่องยนต์ก็เดิน แล้วก็มีแรง, แต่มันเดินเฉย ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่กับอะไร ไม่ได้ลากอะไร ไม่ได้จูงอะไร ไม่ได้หมุนอะไร, เครื่องยนต์มันก็ เดินเฉยๆ. เครื่องยนต์เดิน ; แต่ถ้าว่าเครื่องยนต์นั้นมันมีสายพานมาเกี่ยวโยง กบ อะไร หมุนอะไร ทำอะไรอยู่. เครื่องยนต์มันก็เดิน แล้ว ประโยชน์อีกอันก็เกิดขึ้น. นี่สมาธิก็เหมือนกัน สมาธิเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร มันก็เป็นสมาธิเฉยๆ แล้วส่วนสมาธิ ที่ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ โดยเฉพาะทำหน้าที่ให้เกิดปัญญา ทำหน้าที่เกี่ยวกับปัญญา ; สมาธิที่ไม่ได้อยู่เฉยนี้ก็มีอยู่. สมาธิที่อยู่ว่าง ๆ กับสมาธิที่กำลังทำงานอยู่อย่างเต็มที่. สมาธิที่ทำงานอยู่กับปัญญา นี้ประเสริฐ เป็นสมาธิที่ประเสริฐ เรียกว่าอนันตริยสมาธิ เป็นสมาธิสูงสุดไม่มีสมาธิ ไหนจะสูงเท่า, คือสมาธิที่ ไม่ได้อยู่เปล่า เป็นสมาธิที่ทำงาน อยู่กับปัญญาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ควบคู่กันอยู่กับปัญญา. นี่สมาธิ ที่อยู่เฉย ๆ ก็มี, สมาธิทำหน้าที่การงานอยู่อย่างมีประโยชน์ที่สุดก็มี, ก็เลยเป็นสองชนิด ขึ้นมา. สมาธิมีทั้งสัมมาและมิจฉา. ทีนี้ก็ยังจะดูต่อไปว่า มิจฉาสมาธิ ก็มี, สัมมาสมาธิก็มี. มิจฉาสมาธิ คือสมาธิที่ มาจากอวิชชา มาจากกิเลสตัณหามาจากอวิชชา, ก็เลยใช้กันอย่างผิด ๆ ไม่มี ศีลธรรม. พวกยักษ์พวกมารพวกอันธพาลพวกโจรพวกอะไรเขาก็ฝึกสมาธิ เพื่อจะได้ใช้ สมาธิตามแบบของเขา, อย่างนี้เราเรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิ. อำนาจของกิเลสอยากได้นั่น

น.296 อยากได้นี่, อยากเก่งกว่าคน, อยากจะเอาเปรียบคน ก็เลยไปฝึกสมาธิ ให้มีอิทธิปาฏิหาริย์. มีฤทธิ์มีเดช แล้วก็จะได้เอาเปรียบคนอื่นได้โดยสะดวก ; สมาธิอย่างนี้ก็เรียกว่า มิจฉา- สมาธิ ไม่ประกอบไปด้วยความถูกต้อง; แต่ เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ก็เรียกว่า สมาธิที่กิเลสมันบันดาลให้ทำขึ้นมา ให้ฝึกขึ้นมาจะได้ใช้ไปตามอำนาจของกิเลส เป็น มิจฉาสมาธิ. ทีนี้ สมาธิด้วยสติปัญญา หรือ วิชชาบันดาล ให้ทำให้เกิดขึ้นมา ก็มา ใช้ในทางที่ถูกต้อง คือดับทุกข์ได้ ก็เรียกว่า สัมมาสมาธิ. ถ้ามองดูอย่างนี้ก็มีสองชนิด คือ มิจฉาสมาธิ และสัมมาสมาธิ, แล้วเราก็ต้องการอย่างหลัง นี่เรียกว่า สัมมาสมาธิ ใช้เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ทุกฝ่าย ไม่เบียดเบียนใคร, ไม่ทำใครให้เดือดร้อน, ไม่มีกิเลสเจือปน. ดูจากสมาธิว่ามันมีชนิดต่าง ๆ กัน มีระดับต่าง ๆ กัน. สรุปความสั้น ๆ ก็ว่า สมาธิตามธรรมชาติ ตามสัญชาตญาณ อย่างที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่แมวมันก็มี, ที่นี้ สมาธิ โดยกิเลสเป็นมิจฉาสมาธิ นี่มันก็มี, ก็เรียกว่าสมาธิภาวนาที่ผิด, สมาธิที่เป็นมิจฉา พวกโจรพวกอันธพาล หรือพวกมีกิเลสเขาจะฝึกก็เรียกภาวนาเหมือนกัน. ถ้ามีการฝึก ให้เจริญขึ้นมาแล้วก็เรียกภาวนา, ก็เป็นมิจฉาภาวนาก็ได้ แล้วก็สมาธิที่เป็นผลของโพธิ์ คือไม่ใช่กิเลส ตรงกันข้ามกับกิเลส คือปัญญา คือความถูกต้องของความรู้สึกคิดนึก ก็ เป็นสมาธิของโพธิ. อันแรกสุดเป็น สมาธิตามธรรมชาติ ของสัญชาตญาณ, อันที่ สองเป็น สมาธิของกิเลส. สมาธิเป็นสมบัติของกลางของธรรมชาติ; ถ้าใครทำขึ้นมาได้แล้วก็ใช้ ประโยชน์ได้ตามเรื่องของมัน. ฝ่ายอันธพาลก็เอามาใช้เป็นมิจฉาสมาธิ, มันก็มีฤทธิ์ มีเดชเหาะเหินเดินอากาศอะไรทำได้แปลก ๆ ก็เพราะสมาธิ, แต่มันเป็นมิจฉาสมาธิ, พวก หนึ่งใช้สมาธิเพื่อดับทุกข์ โดยตรงอย่างถูกต้อง ก็เรียกว่า สมาธิของโพธิ.

น.297 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๖๑ จำง่าย ๆ สมาธิของสัญชาตญาณ, สมาธิของกิเลส, แล้วก็ สมาธิของ โพธิ, สามชนิดด้วยกัน. เราประสงค์แต่สัมมาสมาธิ หรือสมาธิของโพธิ จึงได้เรียกว่า สัมมาสมาธิ. นี้เรียกว่าระดับหรือชนิดมันมีอยู่ต่าง ๆ กันอย่างนี้, มองดูทีเดียวให้ทั่วถึง เสีย จะได้เข้าใจให้ครบถ้วน. ลักษณะของความเป็นสมาธิ ทีนี้ จะดูให้ละเอียดลงไป ดูถึงลักษณะของความเป็นสมาธิ ลักษณะของ ความมีสมาธิ หรือความเป็นสมาธินั้นมันเป็นอย่างไร. ที่พูดไว้อย่างผิดไม่ได้, อย่างถูก, อย่างครอบคลุมหรือถูกต้องอย่างยิ่งนั้น ไม่ค่อยจะเคยได้ยินได้ฟังกัน. แต่ได้พบ ในบาลี บางแห่ง อรรถกถาบางแห่ง พูดเหมือนกันว่า สมาธินี้มีลักษณะเป็นเอกัดคตาจิตที่มีนิพพาน เป็นอารมณ์, ฟังไม่ถูกใช่ไหม เอกัดคตาจิต จิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ยังฟังไม่ถูก. ต้องพูดเป็นไทย ๆ ว่า เอกัคคตาจิตนั้นคือ จิตมีจุดเดียว มีอารมณ์เดียว มียอด ยอดเดียว, เอกัคคตานั้นแปลว่า รวมยอดเป็นยอดเดียวนี้เรียกว่า เอกัคคตาจิต, แล้ว มุ่งไปสู่นิพพาน, เรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์. คำนี้เพราะดี ถ้าจำไว้ได้ก็จะดี, เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ นั่นแหละคือ ตัวสมาธิ ทำจิตให้รวมหมดเป็นยอด เดียว แล้วชี้มุ่งตรงไปยังนิพพาน ; นั่นแหละคือความหมายอันถูกต้องที่สุดของสมาธิ แต่ถ้ายังไม่รู้เรื่องนิพพาน ยังเป็นสัตว์ ยังไม่รู้สึกตัว ก็ต้องใช้คำว่า ความรอด แทน. เอกัคคตาจิตที่มุ่งต่อความรอดเป็นอารมณ์, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็อยากจะมี ความรอด, รอดตาย, รอดอันตราย, รอดพ้น, มีความรอดเป็นอารมณ์. แต่พูดมันสูงไป สำหรับคนที่ได้เล่าเรียนศึกษามามากพอแล้ว ว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์. ถ้าพูดกับคน ที่ไม่รู้ หรือว่าพูดระดับสัตว์ทั่วไปก็ได้ ว่ามันมีความรอดเป็นอารมณ์, จิตนั้นรวม กำลังเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว แล้วมุ่งต่อความรอด. รอดชีวิต ได้ชีวิต, รอดชีวิตนี่

น.298 เป็นอารมณ์ ก็ความหมายเดียวกันแหละ, มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็คือมีความรอดอยู่ ได้หรือหมดทุกข์. ฉะนั้น ความที่จิตมันแน่ว มันก็มีแน่วที่ความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง จะทำสมาธิวิธีไหนมีอะไรเป็นอารมณ์ก็ตามเถอะ จุดสุดท้ายปลายทางมันก็มีความ รอดเป็นอารมณ์, จะทำสมาธิมีดวงกสิณเป็นอารมณ์, มีซากศพเป็นอารมณ์, มีลมหายใจ เป็นอารมณ์, มีอะไรเป็นอารมณ์. นี่ตอนนี้ได้มากมายหลายอย่าง แต่ จุดสุดท้ายที่ มันหวังอยู่เบื้องหลังสุดนั้นคือความรอด, รอดจากความทุกข์ รอดจากสิ่งที่มันกลัว อยู่นั่นแหละ แต่ก็เรียกว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์. นี้มันรวบหมด แล้วก็ถูกต้องที่สุด จะมีความรอดเป็นอารมณ์ก็ได้ มันมุ่งหมายกระทำอันนั้น เพื่อผลสุดท้ายคือความรอด อยู่ได้ ไม่ต้องตาย, มีแต่ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ความหมายก็รวมเป็นว่า มีนิพพาน เป็นอารมณ์ได้ คือมีสิ่งที่ควรจะได้หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้นั่นแหละเป็น อารมณ์ เอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์นั่นแหละคือสมาธิ ฉะนั้นพูดอย่างภาษาสูง ๆ พูดอย่างกว้าง ๆ ครอบหมด แล้วก็พูดอย่างชั้น นักปราชญ์พูด, หรือพูดเป็นปรัชญาปัญญาอันลึกซึ้ง จึงพูดว่า สิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้น คือเอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ; แต่ที่ในโรงเรียนนักธรรมเขาก็ไม่สอนกันถึง อย่างนี้ แต่มันก็ไม่พ้นไปจากความเป็นอย่างนี้. ไปดูเถอะเขาจะสอนอย่างไร มันก็ มองเห็นได้ว่า ความเป็นสมาธินี้มันรวมไปจุดหมายอยู่ที่ว่า จะรอดเหมือนกัน, มันเพ่ง ต่อความรอดในขั้นสุดท้าย. ปัญญาก็เป็นเครื่องทำความรอด ในขั้นสุดท้าย แต่มันทำ คนละอย่าง, สมาธิมันเป็นความเพ่ง , เพ่ง เพ่ง มุ่งหมายไป; ปัญญาเป็นเครื่อง บุกเบิกพันฝ่าไป ก็รวมกันก็ไปสู่ความรอดเป็นอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น นี่พูดอย่างนี้พูดอย่างสำหรับนักศึกษา หรือว่าชาวบ้านจะฟังไม่ถูก, ต้อง ศึกษาบ้างจึงจะรู้ว่า เอกัคคตาจิตคืออะไร, นิพพานคืออะไร, สมาธิทุกชนิดมีผลเป็น

น.299 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ ) ๒๖๓ เอกัคคตาจิตก่อน, แล้วเอกัดคตาจิตทุก ๆ ดวง ทุก ๆ ชนิดจะมุ่งต่อพระนิพพาน จึงจะถูก ต้องเป็นสัมมาสมาธิ. นี้ความหมายหนึ่ง ลักษณะของความเป็นสมาธิ, ลักษณะของ ความเป็นสมาธิ คือเอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์. ต้องมีอารมณ์สำหรับจิตกำหนดขณะเป็นสมาธิ ทีนี้ก็จะแยกให้เห็นชัดง่าย ๆ เข้าไปอีกก็ว่า ที่เรียกว่าเป็นสมาธิ เป็นสมาธิ นี่ ในขณะนั้นจะต้องมีอารมณ์สำหรับจิตกำหนด, แล้ว ต้องมีการกำหนดด้วยสติ, แล้วในที่สุดมันก็ มีผลของการกำหนดได้. นี่แยกเป็น ๓ ตอนแล้วนะ ๑. มีอารมณ์ สำหรับกำหนด, แล้ว ๒. ก็มีการกำหนด คือ จิตเป็นผู้กำหนดด้วยสติ ๓ . แล้ว การกำหนดนั้นไม่เสียเปล่า มัน เกิดเป็นผลขึ้นมา คือความบริสุทธิ์ ความ ตั้งมั่น ความ ว่องไว , รวมเป็นสมาธิ นี้เรียกว่าผลของมัน จะต้องครบอย่างนี้ จึงจะเรียกว่า สมาธิโดยสมบูรณ์, มีสิ่งเป็นอารมณ์ สำหรับกำหนด แล้วก็ มีการกำหนด, แล้วก็มี การได้ผล ตามความมุ่งหมายของการกำหนด, ครบ ๓ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามันเป็นสมาธิ มีลักษณะแห่งความเป็นสมาธิ หรือความมีสมาธิ. แต่กำหนดอย่างง่าย ๆ มีลมหายใจ เป็นอารมณ์ แล้วก็มีกำหนดที่ลมหายใจ, และก็ ได้ผลเป็นความสงบตามสมควร ; อย่างนี้ก็เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ ในระดับหนึ่งในขั้นหนึ่งแล้ว. ถ้ากำหนดไกลไปกว่านั้น มันก็สูงขึ้นไปกว่านั้น, กำหนดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็ได้ผลเห็นแจ้ง ก็ได้ผล ทำลายกิเลสได้ ก็สูงสุดไปโน่น. ทีนี้ สมาธิลูกเด็ก ๆ กำหนดดวงไฟก็ได้, กำหนดดวง เทียน แล้วก็มีสมาธิติดตาหลับตาแล้วก็ยังเห็นอยู่ ก็เรียกว่ามันก็มีผลตามแบบของมัน รวมความว่าต้องมีสิ่งหนึ่งสำหรับกำหนด, แล้วมีการกำหนดลงไป, แล้วก็มีการได้ผลตาม ความมุ่งหมาย, รวม ๓ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามีสมาธิ, มีความเป็นสมาธิ

น.300 เมื่อปราศจากนิวรณ์ จิตก็เป็นสมาธิ. ทีนี้ ก็พูดให้ฟังง่ายอีกทีหนึ่ง นี้พูดกันทีละอย่าง ๆ อย่าไปปนกันนะ ที่จะให้ เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็มีการพูดได้อย่างหนึ่งซึ่งน่าหัวว่า ความที่ปราศจากนิวรณ์นั่นแหละคือ สมาธิ, จะยิ่งฟังง่ายยิ่งขึ้นไปอีก, การที่ปราศจากนิวรณ์นั่นแหละคือความมีสมาธิความ เป็นสมาธิ. จิตของคนธรรมดาสามัญนี้ต้องมีนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเคลือบ มาหุ้ม จิต, มารบกวนจิต มาทำความรำคาญแก่จิต เรียกว่าจิตไม่มีวันปลอดโปร่งสดชื่นแจ่มใส ถึงที่สุดได้เพราะมีนิวรณ์. ถ้าเมื่อใดนิวรณ์เหล่านั้นไม่มีแล้วก็จิตมีสมาธิ, จะเรียก ว่าสมาธิขับไล่นิวรณ์ออกไปก็ได้ ถูกเหมือนกัน. แต่ถ้าว่ามันเป็นเองโดยไม่มีการตั้งใจ ขับไล่ ปราศจากนิวรณ์แล้ว ก็เป็นสมาธิได้ เรียกว่าสมาธิเป็นเอง, สมาธิโดยบังเอิญ สมาธิโดยเป็นเอง ประจวบเหมาะถึงเข้าด้วยความประจวบเหมาะ, เผอิญนิวรณ์ไม่มา รบกวน เวลานั้นจิตก็เป็นสมาธิโดยที่เจ้าของไม่รู้สึกตัวไม่ได้ทำ มันก็มี. ทีนี้ว่า ทำสมาธิ ทำ ๆ ๆ จนนิวรณ์ออกไปออกไปหมด มันก็เป็นสมาธิ นี้ก็ คือปราศจากนิวรณ์ ; ฉะนั้น พูดได้อย่างไม่มีทางผิดว่า ภาวะที่ปราศจากนิวรณ์นั่น แหละคือสมาธิ . เดี๋ยวนี้ก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ถ้ามันไม่มีนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมากลุ้มรุม จิตอยู่ ก็เรียกว่าจิตมีภาวะแห่งสมาธิ, หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ฟังง่าย ๆ ว่า ภาวะที่ปราศจาก นิวรณ์นั่นแหละคือสมาธิ. ไปสังเกตดูเอาเอง ถ้ารู้จักนิวรณ์ก็เข้าใจได้ จิตเกลี้ยง สะอาด สว่าง สงบ ชั่วขณะเรียกว่าปราศจากนิวรณ์ นี้ก็เป็นทางที่จะสังเกตได้ว่า มีสมาธิหรือ เป็นสมาธินั้นเป็นอย่างไร. จิตอยู่ในฌานก็เป็นสมาธิ. ทีนี้ ก็จะพูดให้มันเป็นหลักวิชามากขึ้น จิตที่ประกอบอยู่ด้วยองค์แห่ง ฌานนั่นแหละคือสมาธิ, เอาฌานทีแรกฌานเบื้องต้น ฌานที่ ๑ มาเป็นหลักก่อน ว่า

น.301 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๖๕ จิตที่มีลักษณะคือการกำหนดอารมณ์อยู่ แล้วก็รู้สึกต่ออารมณ์อยู่ มีความพอใจคือปีติอยู่ มีความสุขเพราะปีติอยู่, แล้วก็จิตมีความเป็นหนึ่ง คือเป็นเอกัคคตา มียอดอันเดียวรวม ยอดเป็นอันเดียว, ที่เขาสอนให้ท่องกันในโรงเรียนนักธรรมหรือที่ไหน วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา, ควรจะจำไว้ก่อน แล้วก็ทำความเข้าใจทีหลัง. จิตไม่มีวิตก จิตมีวิตก ตามแบบของการทำสมาธิ คือ กำหนดอารมณ์ของ สมาธิเรียกว่าวิตก, การกำหนดเข้าที่อารมณ์ของสมาธิเรียกว่าวิตก, การรู้สึกอย่างทั่วถึงต่อ อารมณ์นั้น ๆ เรียกว่าวิจาร ; ไม่ใช่คิดหรือใคร่ครวญอะไร เป็นเพียงความรู้สึกแจ่มแจ้ง ประจักษ์ต่ออารมณ์นั้น ๆ เรียกว่าวิจาร. แล้วเมื่อทำได้อย่างนั้นสำเร็จ แล้วก็ พอใจ รู้สึกพอใจ นี้เป็นปีติ, มีรู้สึกอยู่ด้วย แล้วก็ เมื่อปีติมันมีความสุขเป็นธรรมดา, ความสุข ก็มีอยู่ด้วย, แล้วใน การกระทำอยู่อย่างนั้นจิตมียอด ๆ เดียวคือเป็น เอกัคคตา. เอกัคคตา คือมียอด ๆ เดียว อย่างที่กล่าวแล้วจำไว้ง่าย ๆ ว่า เอกัคคตา มียอด ๆเดียว ; เอกะ -หนึ่ง, อัคคะ - ยอด, ตา - ความ, ความมียอด ๆ เดียว, ความที่จิตมียอดสุดยอดเดียว. ก่อนนี้ มันพร่าไปไม่รู้ว่ากี่ยอด ไม่รู้ว่ากี่ทิศทาง, เดี๋ยวนี้ทุก ๆ ทิศทางทุก ๆ ยอดมารวมกันที่จุด เดียว ก็เรียกว่ามียอด ๆ เดียวเป็น บาลีว่า เอกัดคะ, เอกัคคะ - ยอด ๆ เดียว, เอกัคคตา - ความมียอด ๆ เดียว. ถ้ามีลักษณะวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็เรียกว่าความเป็นสมาธิถึงขั้นที่ เต็ม เต็มความหมาย ; ถ้ายังไม่ถึงนั้น มันก็เป็นสมาธิครึ่ง ๆ กลาง ๆ, สมาธิเฉียด ๆ ไม่ใช่สมาธิเต็มตามความหมาย ก็ยังมีประโยชน์. แม้แต่สมาธิเฉียด ๆ ยังไม่เต็มความ หมาย ก็ยังใช้ประโยชน์ได้, ถ้าเต็มที่ถึงที่สุดแล้วก็อย่างนี้แหละ ขั้นแรก ก็คือมีองค์ ๕ นี้ วิตกวิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ; ฉะนั้น ความเป็นสมาธิก็คือความที่จิตประกอบ ด้วยองค์ของสมาธิ จะองค์ ๕ องค์ ๓ องค์ ๒ องค์ก็แล้วแต่เถอะ แล้วแต่มันจะเป็นสมาธิ ชั้นไหนชั้นสูงสุดขึ้นไป

น.302 ความเป็นสมาธิ คือความที่จิตประกอบอยู่ด้วยองค์แห่งสมาธิหรือองค์ แห่งฌาน, ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะบัญญัติได้ แม้พระพุทธเจ้าก็บัญญัติไม่ได้. ความจริง ธรรมชาติมันบัญญัติ แต่ว่ามีคนรู้, มีคนรู้แล้วเอามาพูดกันให้ฟัง. เรื่องฌาน เรื่องนี้ เขามีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า, ก่อนพระพุทธเจ้าเกดนี้ มีเรื่องปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน อะไรฌาน ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว, แล้วในพุทธประวัติที่เราเรียน ๆ กันอยู่ พระสิทธัตถะยังเป็น เด็ก ๆ อยู่ก็สำเร็จปฐมฌานใต้ต้นหว้าในพิธีแรกนาขวัญ อย่างนี้เป็นต้น. เป็นของ ธรรมชาติ ; ถ้าเมื่อมันเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ ๆ ก็เรียกว่าสมาธิ ชื่อนั้น สมาธิชื่อนั้น ชื่อ รูปฌาน ชื่ออรูปฌาน ชื่อปฐมฌาน ชื่อทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นเรื่อง ของธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้นได้. ครั้นไปพบเข้า ไปศึกษาค้นคว้าพบเข้าโดยฤๅษี มุนีซี ไพรอะไรก็สุดแท้ เขาก็ทำได้, แล้วก็พบมากขึ้น พบมากขึ้น พบมากขึ้น คงใช้ เวลาหลายร้อยปี มันจึงจะพบมากถึงขนาดที่เป็นฌานชั้นสูงสุด. แต่มันก็ เป็นเพียงฌาน เพียงสมาธิ ยังไม่ใช่ปัญญา , ยังไม่ใช่ตัววิปัสสนา, แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีฌานมีสมาธินี่ เป็นพื้นฐานสำหรับปัญญาสำหรับวิปัสสนา. ดังนั้นมันจึงมาใช้ ในชั้นหลังในตอนหลังนี่ ก็มาใช้ เรื่องฌานเรื่องสมาธิ นี้ ให้เป็นบาทฐานรากฐานเครื่องรองรับของวิปัสสนา. สมาธิจิตมีองค์แห่งฌานหรือองค์แห่งสมาธิ มีความเป็นสมาธิ และสามารถ จะใช้เป็นรากฐานเป็นที่ตั้งที่ทำการปฏิบัติของปัญญา, จึงพูดได้หรือตอบได้สักอีกประโยค หนึ่งว่า สมาธินั้นคือรากฐาน ฐานรากของวิปัสสนา, อย่างนี้ก็ถูก. นี่เมื่อจะถาม ถึง ลักษณะของสมาธิแล้ว มันก็ตอบได้ต่างๆ กันอย่างนี้ : ลักษณะของจิตที่ เหมาะสมที่จะเป็นรากฐานของวิปัสสนา นั่นแหละคือสมาธิ, แล้วก็อย่าลืมที่พูดไว้ ทีแรกว่า ถ้ามีความเป็น สมาธิสมบูรณ์ถูกต้องดีแล้ว มันมีลักษณะ ๓ อย่าง : คือ บริสุทธิ์ คือ ตั้งมั่น คือ ว่องไว. ลักษณะที่จิตมีความบริสุทธิ์ ตั้งมั่นและว่องไว นั่นแหละคือความเป็นสมาธิที่สมบูรณ์, หรือจะพูดเผื่อไว้ก็ได้ว่า ความเป็นสมาธินั้นคือ

น.303 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๖๗ ความพร้อมแล้วที่จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, คือมีบาลีว่า จิตตั้งมั่นแล้วย่อมเห็น สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ข้อนี้ก็ชวนให้สงสัยหรืออาจจะไม่เชื่อ, คือว่าเมื่อเราเช็ดแว่นตา สะอาด เราก็เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, เมื่อแว่นตายังสกปรกก็ไม่เห็นสิ่งทั้งปวงตาม ที่เป็นจริง, เมื่อเราเช็ดแว่นตาคือใจให้สะอาดไม่มีอะไรปิดบังแม้แต่นิดเดียว มันก็เห็น สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ตามที่มันมีอยู่. แต่มันยังมีดีกว่านั้น คือมันจะนึกออกหรือคิดได้สำหรับปัญหาที่ข้องใจอยู่. ใครมีปัญหา อะไรข้องใจอยู่อย่างไร, สงสัยอยู่อย่างไร ต้องการจะรู้อะไร เป็นความรบกวน อยู่ในใจ แก้ไม่ได้ ติดอยู่ ให้พยายามทำจิตให้เป็นสมาธิ, ให้เป็นสมาธิโดยแท้จริง โดยแท้จริง แล้วคำตอบมันจะเกิดขึ้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ ; เหมือนกับว่าตื่นนอนขึ้น มานึกอะไรได้อย่างนั้นแหละ ก่อนนี้นึกอะไรไม่ได้กลัดกลุ้มอยู่ ; พอไปนอนหลับสบาย พักผ่อนตื่นนอนขึ้นมานึกออกเองหรือว่านึกได้เองนั่นแหละ, มันมีลักษณะอย่างนั้น. ทำ จิตให้เป็นสมาธิแล้ว ก็จะเข้าใจเรื่องที่สงสัยหรือปัญหาที่ติดค้างนี่ได้เอง, นี่จึงมีคำ กล่าวถึงกับว่าเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ความอยากรู้ อยากเห็นอยากเข้าใจ มันมีอยู่เป็นปกติอยู่ตลอดเวลา, แต่มันเห็นไม่ได้ มันรู้ไม่ได้. นี้ทำจิตให้เป็นสมาธิ ธรรมชาติมันจะให้คำตอบ, เพราะมันมีอยู่พร้อมในตัวธรรมชาติ ความเป็นสมาธิในชั้นลึก, ความหมายของมันก็คือ ค วามพร้อมที่จะเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ตามสิ่งที่เป็นจริง, นี่คือลักษณะของความเป็นสมาธิ ถ้าพูดอย่างชาวบ้านเราก็บอกว่า พร้อมที่จะรู้คำตอบของปัญหาที่มีคาราคาซัง อยู่ในจิต. ทุกคนมีปัญหาคาราคาซังอยู่ในจิตทั้งนั้น ทำจิตให้เป็นสมาธิเถิด คำตอบจะ ออกมาเอง, เราจึงถือว่า ความเป็นสมาธินั้น คือความที่จิตพร้อมที่จะตอบคำถาม ต่างๆ ได้ในตัวมันเอง, นี่มันวิเศษหรือไม่วิเศษ, มันประเสริฐหรือไม่ประเสริฐ, มัน จำเป็นหรือไม่จำเป็น, นี่ลองคิดดูเถอะ มันจะแก้บ้าได้, มันเป็นบ้าเป็นโรคประสาทกัน

น.304 เสียจะทุกคนอยู่แล้ว เพราะว่ามันไม่มีความเป็นสมาธิเอาเสียเลย. นี่คือลักษณะของความ เป็นสมาธิหรือความมีสมาธิ มันมีอยู่อย่างนี้, คือมีลักษณะ เป็นเอกัคคตาจิตที่มีนิพพาน เป็นอารมณ์ หรือว่า ความประจวบพร้อมกัน ๓ อย่าง คือ ความมีอารมณ์, การ กำหนดอารมณ์, การกำหนดได้ตามความต้องการ เป็นสมาธิ. ภาวะที่ปราศจาก นิวรณ์เมื่อใดมีความเป็นสมาธิเมื่อนั้น, แล้วยังจะมีปีติและสุขแถมอยู่ในนั้นด้วย แถมพกอยู่ในนนด้วย. แล้วถ้าว่าจะพูดว่าประกอบไปด้วยองค์ของสมาธิ องค์ของฌาน ก็ได้; ถ้าจิตมันประกอบอยู่ด้วยองค์ของฌานองค์ ๕ นี้ ก็เป็นสมาธิ มีลักษณะ บริสุทธิ์ มั่นคง ว่องไว ก็เป็นสมาธิ, แล้วมีความพร้อมที่จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง พร้อมที่จะตอบปัญหาอันข้องขัดอยู่ออกมาได้เอง ก็เรียกว่ามีความเป็นสมาธิ. พูดไว้ ทุกอย่าง ไม่ใช่ต้องการจะให้มันยุ่งหรือให้มันเผื่อ, ถ้าไม่เข้าใจเอาไปปนกัน มันก็คงยุ่ง และเผื่อเหมือนกัน. แต่ถ้าเข้าใจทีละเรื่อง ๆ และอย่างไม่ยุ่งไม่เผื่อ ชัดกันไปคนละแง่ คนละมุม บอกว่าความเป็นสมาธิเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น ในหลาย ๆ ทิศทางที่จะ สังเกตได้. นี่เรียกว่าลักษณะของความเป็นสมาธิ การเรียกชื่อสมาธิ. เอ้า, ทีนี้ต่อไปเป็นเรื่องชื่ออย่างนี้สัก ๓ ชื่อ ที่จะเอามาเป็นตัวอย่างสำหรับ ศึกษาและสังเกต เพราะว่าคนไม่ได้ศึกษามาอย่างครบถ้วนหรือสมบูรณ์ มักจะเหมา ๆ เอาเป็นเรื่องเดียวเป็นสิ่งเดียวเป็นสมาธิ ๆ ไปหมด. ทีนี้ สมาธิ ๆ นั่นแหละ มันยัง มี ลักษณะเฉพาะสำหรับกิจการที่มันทำ ที่จะใช้ทำด้วยสมาธิเป็นอย่าง ๆ ไป เป็น ขั้น ๆไป เป็นชนิด ๆ ไป, คงยังฟังไม่ถูก. ฟังต่อไปซิ, ถ้าเรียกว่า สมาธิเฉย ๆ สมาธิ เฉย ๆ ก็คือความที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว เรียกว่าสมาธิเฉย ๆ นี้มันสมาธิเฉย ๆ แต่ ถ้ามันทำหน้าที่ในการปฏิบัติธรรมะ มีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ขึ้นมา สำหรับจะทำ

น.305 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๖๙ หน้าที่นั้น ๆ ให้ได้โดยเฉียบขาดอะไรนี้ มันเปลี่ยนชื่อ, มัน เปลี่ยนชื่อจากสมาธิเฉย ๆ นี้ ไปเป็น มีชื่อใหม่ว่า สมาธินทรีย์ . สมาธิ-อินทรีย์ สมาธินทรีย์, ทุกอย่างแหละ ถ้ามัน ไปทำหน้าที่สำคัญ อะไรของมันในหน้าที่แล้ว มันจะ มีคำว่าอินทรีย์, อินทรีย์ เติมเข้ามาก็ได้. หรือจะว่าสมาธิ ๆ ๆ นี้ ถ้ามัน ไปเข้าชุดกับมรรค ทำหน้าที่กลมกลืนใน เรื่องของมรรค มีความถูกต้องเป็นสัมมา, สัมมาขึ้นมา มัน เปลี่ยนชื่อเป็นสัมมาสมาธิ ก่อนนี้มันติดยศเพียงสมาธิเฉย ๆ. เดี๋ยวนี้มันเลื่อนยศเป็นสัมมาสมาธิ ซึ่งมันสูงกว่า เพราะมันไปทำหน้าที่สูงกว่า ไปทำหน้าที่ในอัฏฐังคิกมรรค. สมาธิเฉย ๆ ก็อย่าง นั้นแหละ ใช้เป็นเรื่องมิจฉาก็ได้ ใช้เป็นเรื่องยักษ์เรื่องมาร, เรื่องปาฏิหาริย์ อะไรก็ได้, แต่ถ้ามัน ไปทำหน้าที่เพื่อจะดับทุกข์เข้าชุดกับอริยมรรค มันเปลี่ยนเป็น วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง, โวสสัคคามี คือเป็นไปเพื่อวิเวก เป็นไปเพื่อวิราคะ เป็นไป เพื่อความสลัดลง เป็นไปเพื่อนิพพาน. ถ้ามัน ไปทำหน้าที่อย่างนั้น เขาก็เติมยศให้ว่า สัมมา, สัมมาสมาธิ. สมาธิ กับ สัมมาสมาธิ ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน มันคนละขั้น ตอน มัน ไปทำหน้าที่สูงสุดในการปฏิบัติ ได้ชื่อว่า สมาธินทรีย์ๆ สมาธิอินทรีย์ สมาธิ-อินทรีย์, ไปทำหน้าที่กับอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ชื่อว่าสัมมาสมาธิ แล้วมัน ยังละเอียดลงไปถึงว่า เมื่อมันไปทำหน้าที่กับอริยมรรคมีองค์ ๘ คือควบคุมองค์ทั้ง ๗ นี้ เข้าก็เป็นอันเดียวกันแล้วมันนำหน้า .. สมาธิเป็นหัวหน้า เรียกหัวหน้าดีกว่านำหน้า มันเป็นตัวเจ้าของเรื่องเป็นตัวการอย่างนี้แล้ว มันเปลี่ยนชื่อเป็น อริยสัมมาสมาธิ, อริยสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิเฉย ๆ เป็นอริยสัมมาสมาธิ ถ้าอย่างนี้แล้วองค์ ๗ ข้างต้นเป็นบริวารของมันหมด ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิไปจนถึงสัมมาสติ, กลายเป็นบริวารของ

น.306 สัมมาสมาธิหมด, อย่างนี้แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เต็มยศเลยว่า อริยสัมมาสมาธิมีบริวาร ๗ .- อริยสัมมาสมาธิมีบริการ ๗ มันก็คือสมาธินั่นแหละ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับคำว่าสมาธิเฉย ๆ ไปทำหน้าที่สำคัญ มีตำแหน่งสำคัญควบคุมองค์ทั้ง ๗ ไว้ได้. สัมมาทิฏฐิก็ทำงานให้ สัมมาสังกัปปะก็ทำงานให้, สัมมาวาจา กัมมันโต อาชีโวก็ทำงานให้, สัมมาวายาโม สัมมาสติก็ทำงานให้, สมาธินี้เลยกลายเป็นอริยสัมมาสมาธิมีบริวาร ๗. นี้บอกให้รู้ว่าคำว่า สมาธิ ๆ นี้ มันเปลี่ยนภูมิฐานหรือชั้นเชิงได้เป็น ต่าง ๆ กัน แล้วก็ต้องเติมคำให้ใหม่ให้ชัดลงไปว่า เป็นอย่างนั้น, อย่างนั้น ; แทนที่ จะเรียกว่าสมาธิเฉย ๆ ไปเรียกว่าสมาธินทรีย์บ้าง ไปเรียกว่าสัมมาสมาธิบ้าง, พอเป็นแม่ ทัพหลวงสำหรับจะตัดกิเลส ตัดกิเลสกันที่นั่นเดี๋ยวนั้นแล้วก็เรียกว่า อริยสัมมาสมาธิ มีบริการ ๗, เพียงแต่เรียกว่าอริยสัมมาสมาธิก็พอแล้วบริการ ๗ นั้นไม่ต้องพูดก็ได้, ต่อเมื่อ มันมีจึงจะเรียกว่า อริยสัมมาสมาธิ. เมื่อมรรคมีองค์ ๘ กลมเกลียวกัน จนถึงกับว่า สัมมาสมาธิมันเป็นหัวหน้า เอาทั้ง ๗ มาเป็นบริวารได้ ทำหน้าที่ตัดกิเลสได้ ก็จะ เปลี่ยนชื่อว่าเป็นอริยสัมมาสมาธินี้. ความที่มรรคทั้ง ๘ องค์มารวมกันเป็นองค์ เดียว มารวมอยู่ที่จุดนี้ เรียกว่าอริยสัมมาสมาธิ เป็นถึงขนาดที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า นี้เท่านั้นเป็นหนทาง, อื่นไม่ใช่ เอเสว มฺโค นตฺญฺโญ นี้เท่านั้นคือทาง อื่นไม่มี, ก็ หมายความว่าอริยสมาธิที่มีบริวาร ๗ นี้คือตัวทางแท้ ตัวทางแท้ขึ้นมาแล้ว มีทางเดียว ไม่ใช่ ๗ ทาง ๘ ทาง ทางแท้นี้เท่านั้น, อื่นไม่มี คืออริยสัมมาสมาธิ นี่สัมมาสมาธิมันไปเป็นนาย . เอาปัญญาไปไว้ข้างใต้ไปรับใช้ เรียกว่ามี บริการ ๗ ; ฉะนั้น อย่าไปพูดผิด ๆ ว่าอะไรสูงกว่าอะไร จะว่าปัญญาสูงกว่าสมาธิ มันก็ไม่ถูก เพราะว่าทำจริง ๆ นั้นสมาธิมันกลับมีอำนาจเหนือกว่าใช้ปัญญาเป็นลูกมือ เป็นเครื่องมือ สำหรับสมาธิที่จะทำหน้าที่ของมัน. จะเห็นชัด ในตอนนี้ก็จะต้องแยก

น.307 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๗๑ กันอย่างนี้ ว่า ปัญญานั้นมันทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาแสนจะรู้ แสนจะ วิเศษ ถ้ามันไม่มีสมาธิมันตัดอะไรไม่ได้ ; จะ เปรียบกันด้วยตัวอย่าง ง่ายๆ เช่นว่า มืดที่จะตัดอะไรได้ มีดนั้นจะต้องมีความคม," แล้วมีดนั้น จะต้องมีน้ำหนัก ถ้ามันคมแต่ ไม่มีน้ำหนักเหมือนสำลีเบาหวิว มันจะตัดอะไรได้. ความที่คมมันก็ต้องมี, แล้ว น้ำ หนักก็ต้องมี แล้วมันยังต้องมี ท่าทางที่ ถนัด อีกที่จะสับอย่างไรถนัด. ท่าทางที่ถนัด นั่นแหละ คือศีล, ศีล สมาธิ ปัญญา มันรวมกันมันจึงทำหน้าที่ได้. ถ้ามองตามความจริงข้อนี้แล้ว ไม่รู้อะไรดีกว่าใคร ไม่รู้ว่าอะไรสูงกว่า ใคร, มีแต่ความคมไม่มีน้ำหนักมันก็ตัดอะไรไม่ขาด, มีแต่น้ำหนักทื่อไม่มีความคม มันก็ตัดอะไรไม่ขาด, ไม่มีท่าทางที่ถูกต้อง ว่าจะพันลงไปอย่างไรให้ถูกต้อง มันก็ตัด ไม่ได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา มันต้องรวมกันอย่างนี้, รวมกันอย่างนี้ ใครจะให้ความสำคัญแก่น้ำหนัก จะให้ความสำคัญแก่ความคม หรือจะให้ความสำคัญแก่ ท่าทางที่ถูกต้อง ๓ อย่างนี้อะไรสำคัญกว่ากัน ถ้าเราดูตามนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว ท่านให้ความสำคัญแก่สมาธิ, อริยสัมมาสมาธิที่มีบริวาร ๗, ๗ องค์มาเป็นบริวารของสัมมาสมาธิ. ฉะนั้น ตัวที่ตัด กิเลสคือตัวสมาธิ ที่ประกอบไปด้วยบริวาร ๗ เป็นผู้ตัดกิเลส, ในสมาธิชนิดนี้ ในอริย- สัมมาสมาธิมันเอาปัญญาเข้าไว้ด้วย เอาปัญญารวมเข้าไว้ด้วย. มืดอันหนึ่งต้องมี ความคม แล้ว มีน้ำหนักพอ ถ้ามันไม่มีน้ำหนักเลย มันจะคมที่ไหนได้ มันจะตัดอะไรได้, แล้วมัน ต้องมีท่าทางที่ถูกต้องในการตัด มันจึงจะตัดได้ นี่ ศีล สมาธิ ปัญญา มันรวมกันเข้าในลักษณะ ๓ อย่างนี้ แล้วมันก็ ตัดกิเลสได้ . อะไรสำคัญกว่าอะไรก็ไป รู้เอาเอง.

น.308 แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันต้องรวมกัน เรียกว่าสมฺคี, สมฺดี รวมกัน รวมกำลังกันเป็นสิ่งเดียว มันจึงจะตัดได้ จึงเห็นว่า สมาธินี้ต้องทำงานคู่กับปัญญา. บาลี ที่เป็นหลักก็มีว่า ฌานไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีปัญญา, ปัญญาไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีฌาน. ถ้าพูดก็ว่า ปัญญานี้ไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีสมาธิ, สมาธิก็ไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีปัญญา, มันต้องมีทั้งปัญญา มีทั้งสมาธิ มันจึงจะทำงานร่วมกันได้. นี้มันก็น่าหัวถ้าไม่มีปัญญามันก็ไม่อาจทำสมาธิ ให้เกิด หรือใช้สมาธิได้, ถ้ามัน ไม่มีสมาธิ ปัญญามันก็ไม่เกิด, หรือมันทำอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่มีน้ำหนัก เหมือนกับมืดที่ไม่มีน้ำหนักมันทำอะไรไม่ได้ ; จึงรวมความว่า สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องเป็นคู่กันกับปัญญา, ส่วนศีลนั้นกันออกมาก็ได้ ว่ามันเป็น อุปกรณ์ อีกส่วนหนึ่ง. ข้อนี้รู้ ได้ง่ายว่า ในพระบาลีบางแห่ง แทนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า อริยมรรค มีองค์ ๘ ทำที่สุดแห่งทุกข์, ท่านตรัสแต่ว่าสมโถ จ วิปสฺสนา จ ก็มี. ทีแรกมีคนพูด อาตมาไม่ค่อยเชื่อ คิดว่ามาว่าเอาเอง ทีหลังไปดูใน พระไตรปิฎก แหม ! มันทั่วมากมาย เต็มไปหมดเหมือนกัน ตรัส สมโถ จ วิปัสสนา จ สองอย่างเท่านั้นแหละ แทนคำว่า อัฏฐังคิกมัคค์. ฉะนั้น สมาธินี้มันต้องคู่กับปัญญาปัญญามันต้องคู่กับสมาธิ, สมโถ คือ สมาธิ, ปัญญา คือ ปัญญา , ส่วน ศีลนั้นมันมีอยู่เอง. ถ้ามีเจตนาจะทำมัน ก็มีศีลอยู่เอง. ในสมาธิและในปัญญานั่นแหละ ขอให้มีเจตนาที่จะทำด้วยสมาธิหรือ ทำด้วยปัญญาก็ตาม ในเจตนานั้นจะเป็นตัวศีลขึ้นมาเอง ในลักษณะอย่างนี้ ศีลเป็น สิ่งที่ฝากไว้ในสมาธิ, ฝากไว้ในปัญญา ส่วนสมาธิกับปัญญานี้ต้องออกโรง ร่วมมือ กันทำหน้าที่ตัดกิเลส. ข้อนี้ สรุปความว่า สมาธิ คือ สิ่งที่ต้องทำงานคู่กันกับปัญญา น้ำหนัก ทำงานคู่กันกับความคม น้ำหนักกับความคมรวมกันเข้าแล้วมันก็ตัดขาดได้, นี่สมาธิ คืออย่างนี้

น.309 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๗๓ อานิสงส์ของสมาธิ ทีนี้ดูต่อไป ขั้นตอนต่อไปก็จะดูถึงอานิสงส์ อานิสงส์ของสมาธิ ประโยชน์ อานิสงส์ของสมาธิ ข้อนี้แบ่งออกได้เป็น ๒ ฝ่าย, ๒ แผนก, ๒ พวก คือ พวกที่ไม่ เกี่ยวกับธัมมะธัมโม ศาสนาอะไรที่ไหน เป็นสมาธิตามธรรมชาติ นั่นก็พวกหนึ่ง, แล้วสมาธิที่เกี่ยวกับศาสนา ธรรมะในพระศาสนาโดยตรง นี้ก็พวกหนึ่ง, เมื่อเราจะดู ประโยชน์หรืออานิสงส์ของสมาธิให้ครบถ้วนแล้ว จะต้องดูให้หมดทั้ง ๒ อย่างนี้ ในแง่ของธรรมชาติ สมาธิก็มีประโยชน์ เช่นปลาเสือยิงแมลงเม่ากินได้, ประโยชน์ของสมาธิที่มันไม่เกี่ยวกับธรรมะ, หรือว่าแมวมันตะครุบหนูถูกได้ หรือมัน ขึ้นต้นไม้ได้ นี่เรียกว่าสมาธิมีประโยชน์ตามธรรมชาติ ให้ทำการงานได้ดีกว่าที่ไม่มีสมาธิ ถ้ามีสมาธิมันก็ขับรถยนต์เก่งกว่าคนไม่มีสมาธิ, ถ้ามันมีสมาธิ มันก็เล่นลูกขนไก่ เล่น แบดมินตัน เล่นเทนนิสได้ดีกว่าคนไม่มีสมาธิ, จะขับเรือบินได้ดีกว่าคนไม่มีสมาธิ, จะดีดพิมพ์ดีดได้ดีกว่าคนไม่มีสมาธิ, ทุกอย่างเลยที่มันไม่เกี่ยวกับธรรมะหรือศาสนา ถ้ามีสมาธิแล้วมันก็จะมีประโยชน์สารพัดอย่างไปหมด, จะร้องเพลงเก่ง จะเล่นดนตรี เก่ง จะขับรถเก่ง จะดีดพิณเก่ง จะตีแบดมินตันเก่ง นี่ ไม่ต้องเกี่ยวกับธรรมะหรือ ศาสนา นี่อานิสงส์ของสมาธิในส่วนที่มันไม่เกี่ยวกับศาสนา แล้วมันก็จะทำงานสังคม พัฒนาสังคมเก่ง หรือว่ามันจะทำกิจการ องค์การกว้างขวางออกไปได้เก่ง นี่ไม่ต้อง เกี่ยวกับธรรมะหรือศาสนา ก็เหลือที่จะประมาณแล้ว, เหลือที่จะพรรณนาอานิสงส์ของ สมาธิ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา. เอ้า, ทีนี้มาดู ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา ส่วนที่ ๒ สมาธิจะทำอะไรได้บ้าง? โอ๊ย มหาศาลเหลือที่จะกล่าวเหมือนกัน, สมาธิภาวนามีอานิสงส์ ๔ อย่าง ความเจริญ ที่สร้างขึ้นด้วยอาศัยสมาธินั้น มีอานิสงส์ ๔ อย่าง.

น.310 ที่มีชัด ๆ ในพระบาลี : ๑ มีสุขทันตาเห็น-ทิฏฐธมฺมสุข, พอมีสมาธิเป็น สุขทันที ไม่ต้องมีอะไรทำแต่สมาธิเสร็จ เขาจะมีสุขทันที นี้ข้อหนึ่ง. ข้อที่ ๒ นี้นอก ขอบเขต คือ จะมีอำนาจที่เป็นทิพย์, จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรทิพย์ ๆ ๆ เกินธรรมดา เป็นทิพย์. นี่ข้อสมาธิในข้อที่ ๒. ข้อที่ ๓ จะมีความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ, นี้วิเศษ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์นี้วิเศษอย่างไรก็เคยพูดกันมาแล้ว, ไม่ต้องมาพูดอีก มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็ทำอะไรไม่ผิด, รับอารมณ์ได้โดยไม่มีทางที่จะเกิดกิเลส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่เปิดช่องโหว่ให้เกิดกิเลสเพราะมีสติสัมปชัญญะ นี่ข้อที่ ๓. ข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ, สมาธิภาวนานี้เจริญไป เจริญไปมีผลเป็นถึงความสิ้นอาสวะ มัน ไม่เกิดกิเลส มัน ทำลายอนุสัย มันก็สิ้นอาสวะ. อานิสงส์ของสมาธิในทางธรรม ในทางศาสนาตรัสไว้เป็น ๔ อย่าง ๔ ประการดังนี้. เกินอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งอย่าต้อง การเลยเดี๋ยวจะบ้า คือ เรื่องทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์, อะไรทิพย์อย่าเอาเลย, หมวดที่ ๒ อย่าเอาเลย. ข้อที่ ๑ คือ มีความสุขทันควันทันตาเห็น ที่เป็นสมาธิจะมีความสุข นี้เอาได้. ส่วน ข้อที่ ๒ ว่ามีอำนาจเป็นทิพย์ อย่าเอาเลยข้อนี้, ถึงจะตรัสไว้ก็อย่า เอาเลย ดื้อ. ทีนี้ ข้อที่ ๓ ว่ ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ วิเศษหมดเลย. ข้อที่ ๔ ก็มี ความสิ้นอาสวะ เป็นที่หวังได้, นี้ต้องการ ต้องการอย่าง ยิ่ง. ประโยชน์อานิสงส์ของสมาธิภาวนา, คำ คำนี้แสดงอานิสงส์ของสมาธิภาวนา นี้คือ ทำให้เจริญ ด้วยอำนาจของสมาธิ ทำความเจริญให้แก่จิตใจด้วยอำนาจของสมาธิ ไม่ใช่เจริญสมาธิเฉย ๆ ทำความเจริญแก่จิตใจครบถ้วนบริบูรณ์ ; แต่ด้วยอาศัยสมาธิ

น.311 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๗๕ เป็นเครื่องมือ อย่างนี้เขาเรียกว่า สมาธิภาวนา. คนสะเพร่า สะเพร่า โง่ โง่ มันก็ จะแปลว่าการเจริญสมาธิ ; แต่ ที่ถูกไม่ได้แปลอย่างนั้น, แปลว่า การทำความ เจริญด้วยอำนาจของสมาธิ, เอาสมาธิมาใช้ทำความเจริญให้แก่ตนเอง ได้อานิสงส์ ๔ ประการ นี้ คนที่แรกเรียนบาลีใหม่ ๆ หยก ๆ แปลง่าย ๆ ว่า สมาธิภาวนา แปลว่า การ เจริญสมาธิ อย่างนี้เป็นเปรียญโง่, ไม่เคยดูในพระไตรปิฎกที่พูดว่าไว้ในเรื่องอย่างครบถ้วน, รู้แต่บาลีไวยากรณ์ว่าสมาธิภาวนา แปลว่า การเจริญสมาธิ สมาธิ ภาวนามีอยู่ ๔ อย่าง คือ ความเจริญที่จะสร้างขึ้นได้ด้วยสมาธิ มีอยู่ ๔ ประการ มีความสุขในปัจจุบัน, มีอำนาจที่เป็นทิพย์, มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์, มี ความสิ้นไปแห่งอาสวะ, ประโยชน์ฝ่ายธรรมะเป็นอย่างนี้. แล้วก็จะไม่ต้องพูดถึง เพราะ พูดแล้วนี่ว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง นี่อานิสงส์ของสมาธิ พอทำจิตเป็นสมาธิสิ่งต่าง ๆ จะกระจ่างแจ่มแจ้งออกมารอบด้าน ปัญหาที่คั่งค้างอึดอัด คาราคาซังอยู่นั้นจะมีคำตอบออกมา, บางเวลาเราตื่นนอนขึ้นมานึกอะไรได้ มากอย่างไม่ น่าเชื่อ ก็เพราะว่าสมาธิมันทำหน้าที่โดยไม่รู้สึกตัว เราไม่รู้สึกตัว คือเหมาะสมเป็นสมาธิ จิตใจมันไม่มีอะไรรบกวน ตื่นขึ้นมามันเข้าใจ หรือมองเห็น หรือนึกออกรอบด้านไปหมด มันก็เป็นผลของสมาธินี้ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ มันจะเรียกว่าเอาเปรียบหน่อยนะ พูดว่า มันจะคิดนึกอะไรได้โดยไม่มี ขอบเขต, จะทำอะไรในทางจิตใจได้โดยไม่มีขอบเขต, นี่มันไปเข้าใน หมวดอจินไตยวัตถุ. สิ่งที่ใคร ๆ ไปบัญญัติกำหนดไม่ได้ว่าเท่าไร เท่าไร บัญญัติไม่ได้ เขาเรียก อจินไตยวัตถุ : ฌานวิสัย - วิสัยแห่งฌาน, พุทธวิสัย, กรรมวิบาก, โลกจินต์ ๔ อย่างนี้ เป็นอจินไตย ไม่มีใครไปกำหนดได้ ว่าจะมีมากน้อยสักเท่าไร . ทีนี้ มันมีคำว่า ฌานวิสัย คุณสมบัติของสมาธิ ไม่มีใครกำหนดได้ว่า มัน จะทำอะไรได้บ้าง มันยังทำอะไรได้มากกว่าที่ทำได้มาแล้ว ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการแล้ว

น.312 พอแล้ว ๆ, ถ้ามันเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะแล้ว ก็พอแล้ว ; แต่เขายังพูดฝากไว้ ว่า อำนาจของจิตที่เป็นสมาธิเป็นฌานนี้ ยังจะทำอะไรได้อีกมาก ไม่มีขอบเขตจำกัด ; นี่ก็อานิสงส์เหมือนกัน แต่ว่าเกินต้องการ ที่ว่าโลกจินต์ โลกจินต์, ก็เป็นอจินไตยวัตถุ มนุษย์จะคิดจะอะไรได้อีกบ้าง นี้เรียกว่าโลกจินต์, อันนี้ก็เป็นอจินไตย คือไม่ กำหนดได้ไม่สิ้นสุด. นี่ก็เพราะสมาธินั่นแหละ เพราะสมาธิ มนุษย์จึงสามารถคิดอะไร ได้ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด, อีกไม่เท่าไรการไปโลกพระจันทร์นี้จะเป็นของเด็กเล่น คือ มนุษย์จะคิดอะไรได้ดีกว่านั้น มากกว่านั้น ไกลกว่านั้น ไกลกว่าไปโลกพระจันทร์. นี่โลกจินตะนี่มันจะยังไปได้อีกมากไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ, อำนาจของสมาธิเองก็ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วมนุษย์ยังจะคิดอะไรได้อีกต่อไปอีกมาก มายไม่มีที่สิ้นสุด, ก็เพราะอำนาจของสมาธิที่มันก้าวไกลออกไป, นี้เราก็เรียกว่าอานิสงส์ ของสมาธิ. พูดไว้อย่างหมดจดนี้ ก็เพื่อ ต่อไปข้างหน้าจะพูดถึงว่า จะเอาสิ่งนี้มา สร้างสันติภาพได้อย่างไร, ให้โอกาสได้พูดไว้มาก ๆ ก่อน มันจะได้พูดทีหลังง่าย ว่าจะสร้างสันติภาพด้วยอาศัยสมาธินี้ได้อย่างไร, ไม่ใช่พูดวันนี้ แต่วันนี้พูดเผื่อไว้ก่อน ว่าอำนาจอานิสงส์ของสมาธินั้นมันเป็นอย่างไร. เอาละ, เป็นอันว่า เมื่อมันมีสมาธิชนิดสมบูรณ์ เป็นอริยสัมมาสมาธิปัญหา ก็หมด มัน จะเกิดความถูกต้องอีก ๒ อย่าง ส่วนที่เป็นผลมันมีอีก ๒ อย่าง คือ สัมมาญาณะ กับ สัมมาวิมุติ, นี้ค่อยพูดทีหลัง. แต่เดี๋ยวนี้บอกให้รู้ว่า เมื่อมีสัมมา ๘ ประการนี้ที่เป็นมรรคนี้ แล้วจะมีอีก ๒ สัมมาซึ่งเป็นผล, ๘ สัมมานี้เป็นเหตุ มี ๘ สัมมานี้แล้ว จะมีอีก ๒ สัมมาที่เป็นผล, คือ สัมมาญาณะกับสัมมาวิมุติ. . เดี๋ยวนี้เอามาพูด ในฐานะที่ว่า อริยสัมมาสมาธิ อันสุดท้ายของมรรคมีองค์ ๘ มัน จะให้เกิดสัมมาญาณะ

น.313 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๗๗ และ สัมมาวิมุติ ; ต่อเมื่อมีทั้ง ๑๐ นั่นมันจึงจะสมบูรณ์. ถ้าพูดกันแต่เพียง ๘ นี้แล้ว ไม่สมบูรณ์ คือมันเป็นแต่ฝ่ายเหตุยังไม่สำแดงฝ่ายผล, พอไปถึงสัมมาญาณะสัมมาวิมุติอีก ๒ อย่าง เป็น ๑๐ นั้นคือสมบูรณ์, นั้นแหละคือตัวธรรมะที่สมบูรณ์ ตัวพระศาสนา ที่สมบูรณ์. มันมีเรื่องที่ควรจะสนใจอยู่ตลอดไปที่ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ถ้าได้อาศัยเรา ตถาคตเป็น กัลยาณมิตร แล้ว, สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด สัตว์ที่ มีความแก่เป็นธรรมดาจะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มี ความเจ็บเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเจ็บ, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นจากความตาย ข้อนี้ที่เคยบอกให้รู้หลายหนแล้ว เขา เอามาสวดท่อนเดียวหางด้วน, สวดว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดาไม่พ้นความเกิดไปได้ แล้วก็ร้องไห้โฮ ๆ, เรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่พ้นความแก่ไปได้ ก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ. เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาไม่พ้นความเจ็บไปได้ ก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ, เรามีความตายเป็น ธรรมดาไม่พ้นความตายไปได้ แล้วก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ, สมน้ำหน้าคนโง่. พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสอย่างนั้น, ตรัสว่าถ้าอาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา, ก็จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยากจะเอาพระบาลีตอนนี้มาสวดต่อ เสียให้จบ , อย่าสวดท่อนเดียว. ทีนี้ก็ ตรัสอีกต่อไปว่า ที่อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรนั้น คือทำอย่างไร, ข้อความในสูตรนั้นก็ปรากฏชัดเลยว่า ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๑๐ ประการ, สัตว์นั้นจะต้อง ประพฤติปฏิบัติจนประกอบไปด้วยองค์ ๑๐ ประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ รวมเป็น ๑๐ ประการ ถ้าได้ ๑๐ ประการนี้แล้ว คือพ้น อยู่เหนือความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย, นี้เราถือเอา ประโยชน์ของสัมมาสมาธิที่เป็นอริยสัมมาสมาธิ ว่ามัน ให้เกิด สัมมาญาณะและสัมมาวิมุติ อีก ๒ ประการ, ๘ ประการข้างต้นมารวมเป็นหนึ่งประการ

น.314 เสีย คือ สัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ มีบริวาร ๗. อริยมรรคมีองค์ ๘ ถูกลดลงเหลือ ๑ เอา สัมมาสมาธิขึ้นเป็นชื่อ แล้วก็ประกอบไปด้วยบริวาร ๗, คือนอกนั้น ๗ องค์มาเป็น บริวารของสัมมาสมาธิ. อริยสัมมาสมาธิมีบริวาร ๗ นี้จะให้เกิดสัมมาญาณะ ให้ เกิดสัมมาวิมุติ, แล้วก็จะอยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะความสมบูรณ์ไปด้วย ความถูกต้อง ๑๐ ประการนี้, เรียกว่า สัมมัตตะ ๑๐ แปลว่า ความถูกต้อง ๑๐ ประการ. ถ้าความถูกต้องมีเพียง ๘ ประการ นั้นเป็นเพียงส่วนเหตุเท่านั้น, ส่วนผล ยังไม่ได้พูดถึง แต่ก็พอแล้ว ถ้าว่ามีเหตุ ๘ องค์นี้ครบแล้วไม่ต้องสงสัยผลมันมีมาเอง. เพราะฉะนั้นเราจึงพูดถึงกันแต่มีองค์ ๘ มีองค์ ๘ ไม่พูดถึงอีก ๒ องค์, แล้วเอามาสอน กันในการเล่าเรียนนี้ ก็สอนกันแต่เพียง ๘ องค์. ส่วน ในพระบาลีนั้นกล่าวถึง ๑๐ องค์ มากเหมือนกัน, มากเหมือนกันทั่ว ๆไปเหมือนกัน แต่ไม่เอามาสอนเอง; ฉะนั้น จึงบอกให้รู้ว่า เพราะอาศัยอริยสัมมาสมาธิก็จะได้ส่วนที่เป็นผลอีก ๒ องค์ คือ สัมมาญาณะ กับ สัมมาวิมุติ มาด้วย ก็สมบูรณ์เท่านั้น. ในที่อื่น ตรัสอุปมาไว้ให้เข้าใจง่ายว่า ยากินแล้วอาเจียนหายโรค, ยาอะไร ที่กินเข้าไป แล้วอาเจียนแล้วหายโรคก็คือ สัมมัตตะ ๑๐, ยาอะไรที่กินเข้าไปแล้วถ่าย ๆ ๆ ๆ โรคหมดไป นั้นก็คือสัมมัตตะ ๑๐, แล้ว น้ำอะไรที่นำมาอาบมาล้างแล้วหมดบาปหมดกรรม หมดมลทิน นั้นก็คือสัมมัตตะ ๑๐ พูดอย่างนี้. ฉะนั้น ต้องมีความถูกต้องอีก ๒ ประการ รวมกันเป็น ๑๐ จึงจะจบบริบูรณ์ แล้วมันจะจบบริบูรณ์ ได้อย่างนี้ ก็ด้วยอำนาจของ สมาธิ สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเป็นเหตุปัจจัยแก่สันติภาพ. ทีนี้ก็สรุปท้ายว่า มันจะสร้างสันติภาพอย่างไร สัมมาสมาธิมันจะเป็นเหตุ ปัจจัยแก่สันติภาพอย่างไร, จะพูดกันโดยย่อ ๆ วันนี้ รายละเอียดอีกมากมายไว้พูดกัน

น.315 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๗๙ วันหลัง. ถ้าทุกคนมีสมาธิ อย่างที่ว่า ที่ประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ บริสุทธิ์ มั่นคง ว่องไว นี้ มันก็ทำอะไรได้มาก ได้มากเกินคาด, ทำอะไรได้ทุกอย่าง. ถ้ามี ครบไปจนถึงเป็นอริยสัมมาสมาธิ ก็สร้างพระอรหันต์ขึ้นเต็มโลกเลย, พูด เหมือนกับพูดเล่น ถ้าทุกคนมีอริยสัมมาสมาธิประกอบไปด้วยบริวาร ๗ มันก็เท่ากับว่า สร้างพระอรหันต์ขึ้นมาเต็มโลกเลย. ทำไมจะไม่สันติภาพล่ะ ? ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อริยสัมมาสมาธิ, ทุก ๆ อย่างมันอยู่ใต้อำนาจของอริยสัมมาสมาธิ จะทำอะไรก็ได้ จะ สร้างอะไรก็ได้ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างแท้จริงถูกต้อง. ทีนี้ ลงมาอย่างต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ที่คนเราจะทำอะไรกันในโลก ก็มีว่าจะรักษา ป้องกันอะไร ถ้ามีสมาธิก็ทำได้ดี, จะละอะไรที่ควรละ ละอบายมุขละอะไรก็ละได้ดี ถ้า มีสมาธิ จะสร้างอะไรขึ้นมาทางจิตใจก็สร้างได้ดีถ้ามีสมาธิ, จะรักษาส่วนที่สร้างขึ้นมานั้น ก็รักษาได้ดีถ้ามีสัมมาสมาธิ, ก็แปลว่า สร้างสิ่งที่พึงปรารถนาขึ้นมาได้อย่างครบถ้วน นี้เรียกว่าเหตุปัจจัยแห่งสันติภาพ คืออริยสัมมาสมาธิ, หรือว่าเมื่อมีสมาธิแล้ว ก็จะสร้างเหตุปัจจัยแห่งสันติภาพขึ้นมาได้ทุกอย่างทุกประการ. สันติภาพส่วนบุคคลแต่ ละคนก็สร้างได้, สันติภาพส่วนสังคมหรือโลกทั้งหมดมันก็สร้างได้, สันติภาพอย่าง อยู่ในโลก ๆ อย่างชาวบ้านชาวโลกนี้ก็ สร้างได้ , สันติภาพอย่างโลกุตตระ โน้นก็ สร้างได้ ถ้ามันมีสมาธิ พูดให้คนไม่เชื่อแล้วก็ค่าก็ได้ ว่า สร้างพรหมโลกได้ที่นี่ ถ้ามันมีสัมมา สมาธิ คือมีสมาธิมันก็เป็นพรหมกันที่นี่ ทันทีเดี๋ยวนี้ที่นี่, เรียกว่าสร้างพรหมโลกกัน ได้ที่นี่. แต่คนที่ไม่เข้าใจเขาไม่ยอมเชื่อแล้วก็ด่า, ก็ค่าอย่างที่เคยค่ามาแล้ว ว่า นิพพานที่นี่ สวรรค์นรกที่นี่ เขาไม่เข้าใจ. ถ้าเรามีสมาธิแล้วเราจะสร้างพรหม- โลกทุกชั้นทุกชั้นขึ้นมาได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้, ถ้าว่ามีเมตตาสมาธิ สมาธิที่ประกอบ ไปด้วยเมตตาแล้วก็เป็นโลกพระศรีอาริยเมตตรัยกันที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทุกคนมีสมาธิที่มี

น.316 เมตตาเป็นเบื้องหน้า, มันจะสร้างความรักมิตรภาพขึ้นมาในโลกนี้ปัจจุบันนี้, เป็นโลกของ พระศรีอาริยเมตตรัยกันขึ้นที่นี่ทันที. ทุกคนรักกันเหมือนเป็นคน ๆ เดียวกัน ดีเหมือน กันหมด, หวังดีเหมือนกันหมด เมตตากรุณาเหมือนกันหมด, พวกฝรั่งเขาก็มีคำเรียกว่า ยูโทเบีย ยูโทเบีย ความหมายอย่างเดียวกันกับโลกพระศรีอาริยเมตตรัย. ถ้าต้องการ จะได้ก็ทำสมาธิซิ มันจะสร้างยูโทเบียร์ขึ้นมาได้ในโลกนี้, ก็ยิ่งกว่าสันติภาพที่พูด ๆ กัน อยู่ สันติภาพหลอกเด็กทั้งนั้น. สันติภาพที่แท้จริงมันก็จะต้องจริงซิ มันเป็นสันติภาพ ที่แท้จริง. เดี๋ยวนี้มันเป็นสันติภาพหลอกกัน สันติภาพการเมือง, สันติภาพ มีต่อเมื่อฉันได้ตามที่ฉันต้องการ. ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ตามที่เขาต้องการ นั่นแหละ เขาจึง จะเรียกว่าสันติภาพ ; อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการเหมือนกัน มันก็ได้รบกัน เป็นเรื่อง ของสงครามถาวร. สันติภาพแท้จริงจะมีได้ต่อเมื่อมันมีความถูกต้องในทางจิตใจ , รักกัน ได้ จนแมวรักกันได้กับหนูนั่นแหละคือสันติภาพที่แท้จริง, เสือรักกันได้กับกวาง, สิงโต รักกันได้กับแพะกับแกะ, เมื่อนั้นแหละมันจึงจะเป็นสันติภาพที่แท้จริง. มันเป็นเรื่องที่ ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจทั้งนั้น, แล้วก็เป็นจิตที่ถูกต้องและบังคับได้ มันก็ไม่สร้างวิกฤตการณ์ใด ๆ ขึ้น มันก็เป็นปัจจัยแก่สันติภาพถาวร. weed นี่เรื่องสัมมาสมาธิเป็นเหตุปัจจัยในการสร้างสันติภาพ ก็มีอยู่อย่างนี้, อย่าง ยืดยาว ๆก็มีอยู่อย่างนี้ ; ถ้าเราทำสมาธิได้ เราก็บังคับจิตได้ มีแต่ความถูกต้อง ก็ไม่ทำอะไรที่เป็นที่เบียดเบียนกระทบกระเทือนกัน, ทุกศาสนาสอนให้รักผู้อื่น ทั้งนั้นแหละ แต่ไม่มีใครปฏิบัติได้ เพราะมันบังคับจิตไม่ได้, มันก็เลยรบรา ฆ่าฟันกัน. ในพวกที่ถือศาสนาเดียวกัน ที่กำลังรบกันอย่างยิ่งอยู่บัดนี้, อย่าไปออก ชื่อเขาเลยมันไม่มีประโยชน์, ยังรบกันอยู่ทุกวันนี้ถือศาสนาเดียวกัน อย่าว่าอย่างนั้นเลย แม้แต่ในครอบครัวเดียวกันมันก็กัดกัน. ใช้คำว่าอย่างนี้ดีกว่า มันอยู่ในครอบครัว

น.317 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๘๑ เดียวมันก็ยังกัดกัน, ถ้ามันไม่มีการบังคับตัวได้ บังคับจิตได้. สมาธิคือการบังคับ ควบคุมจิต ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องได้ด้วยหมดปัญหา. เอาละการบรรยายนี้สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย ฝากไว้ให้ท่าน ทั้งหลายนำไปคิดนึกพิจารณา เห็นว่ามันจะประพฤติให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร เท่าไร ก็ขอให้ประพฤติให้ได้เต็มที่ไปตามนั้น จะได้รับประโยชน์ชนิดที่ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์และพบพระพุทธศาสนาเป็นแน่นอน. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม คุณสาธยาย ให้เกิดกำลังใจแก่ผู้ฟัง ในการที่จะปฏิบัติธรรมะดังที่กล่าวแล้วนั้น ๆ สืบต่อไป ในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต