Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๑๐ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาญาณะ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.318 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่องเกี่ยวกับ สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม แม้จะมี ผู้เพิ่มมาใหม่จำนวนมาก ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น หรือตั้งต้นใหม่ได้, จะต้อง บรรยายต่อ ๆ กันไปตามลำดับ จนกว่าจะจบเรื่องนี้. ขอให้ท่านทั้งหลายที่มาใหม่ฝั่ง ในฐานะเป็นเรื่องสั้นจบในตัวก็แล้วกัน, เราได้พูดกันถึงเรื่องสันติภาพของโลกมาตามลำดับ ๙ ครั้งแล้ว, วันนี้เป็นครั้งที่ ๑๐ มีหัวข้อเฉพาะในวันนี้ว่า เหตุให้เกิดสันติภาพคือ สัมมาญาณะ. ๒๘๒

น.319 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๘๓ [ทบทวน.] ขอทบทวนที่แล้วมาว่า เราได้พูดมาตามลำดับ ว่า ทำไมจึงต้องพูดเรื่อง สันติภาพ ของชาวบ้านชาวเมืองในหมู่พุทธบริษัท ? ข้อนี้เพราะว่า เป็นพระพุทธประสงค์ จะสร้างสันติภาพขึ้นในโลก, ศาสนาของพระองค์เพื่อสันติภาพในโลก มันเป็นเรื่องเดียวกัน. พุทธบริษัทจึงเห็นเป็นหน้าที่ ที่จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องสันติภาพของโลก, พยายามทำ ความเข้าใจ แล้วก็พยายามปฏิบัติให้เกิดขึ้นมา หรือถ้าจะมองดูให้ดีก็เห็นได้ว่า ทุกคนหรือ ว่าทุกชีวิต ทุกสิ่งที่มันมีชีวิต ต้องการสันติภาพทั้งนั้น. ดังนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องของเรา เองก็ได้ แล้วเราก็จะต้องสนใจและปฏิบัติให้มันเกิดขึ้นมา, หรือว่าใน ฐานะที่เราอยู่ร่วม โลกกันทั้งหมด เราก็รู้จักรับผิดชอบ แบ่งภาระหน้าที่แก่กันและกัน ในการทำให้โลกนี้มัน มีสันติภาพ ให้มันงดงามให้มันน่าอยู่ มันจะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้อื่น. ดังนั้นเราจึง ต้องพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ ด้วยเหตุผล อย่างนี้, แล้วก็ได้พูดมาตามลำดับถึงเรื่องว่า วิกฤตการณ์ในโลกเป็นอย่างไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์, แล้วจึงพูดถึงเรื่อง สิ่งที่ ตรงกันข้ามคือสันติภาพ, แล้วก็ พูดถึงเหตุให้เกิดสันติภาพมาตามลำดับ โดยอาศัยหลัก อัฏฐังคิกมัคค์มีองค์ ๘: หมวดปัญญา คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป พูดมาแล้ว, หมวดศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ก็พูดมาแล้ว, หมวดสมาธิ สัมมา- วายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็พูดมาแล้วแต่ละครั้ง ๆ เป็นอันครบถ้วนเกี่ยวกับ อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ในฐานะเป็นเครื่องสร้างสันติภาพ. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้ในวันนี้ก็พูดเลยออกไปถึงสัมมาญาณะ, แล้วจะต้องพูดต่อไปถึงสัมมาวิมุติ อีกครั้งหนึ่ง จึงจะครบถ้วน. เราได้ พูดเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ มาหมดแล้ว, นี้ก็เลยนอกขอบเขตอริยมรรคมีองค์ ๘ ออกมาแล้ว มาสู่เรื่องของสัมมัตตะ ๑๐ ; ๘ องค์ ข้างต้นมันตรงกันมันเหลืออยู่ ๒ องค์ที่ไม่ตรงกัน, องค์นี้ก็เพราะเหตุว่า ๘ องค์ข้างต้นนั้น

น.320 มันมีอยู่ในฐานะเป็นเหตุ, เป็นเหตุให้เกิดผล; ส่วน ๒ องค์ข้างหลังนี้ อยู่ใน ฐานะเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ . เข้าใจให้ชัดๆ ว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเป็น ธรรมะที่ เป็นเหตุ , ส่วนที่เป็นเหตุหรือตอนที่เป็นเหตุ, แล้วก็เลยมาถึง ตอนที่เป็นผล อีก ๒ อย่างนี้ ไม่ได้เรียกอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว, เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสัมมัตตะ ๑๐ รวมเอา ๘ ข้างต้นไว้ด้วยแล้วเพิ่มเข้าอีก ๒ เป็น ๑๐, เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ แปลว่า ความ ถูกต้อง ๑๐ ประการ. เดี๋ยวนี้ก็เราพูดถึงสัมมัตตะองค์ที่ ๙, เรียกว่า สัมมาญาณะ ในฐานะเป็นเครื่องมือให้เกิดสันติภาพ. อยากจะ ซ้อมความเข้าใจเล็กน้อยเกี่ยวกับคำ พึ่งดูหลายคนพูดสะเพร่า ปนเปกันหมด พูดญาณเป็นฌาน, แม้พูดว่าญาณก็ไม่รู้ว่าญาณอย่างไรแน่. ถ้า ญ ผู้หญิง สระอา ณ เณร สะกด เรียกว่า ญาณ แปลว่า ความรู้ , ย ยักษ์ สระ 1 น หนูสะกด เรียกว่า ยาน เฉย ๆ แปลว่า เครื่องขับขี่ ขนส่ง, ทีนี้ ฌ เฌอ สระ 1 น หนู สะกดว่า ฌาน นี่หมายถึงสมาธิ คือ การเพ่งแห่งจิต , ๓ คำนี้ชอบใช้ปนเปกันนักโดยสะเพร่า ขอให้แยกกันให้ชัดว่า เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องญาณ ญาณ, ญาณะ คำ ๆ นี้แปลว่า ความรู้ เป็นองค์ที่ ๙ ของสัมมัตตะ, แล้วก็อยู่นอกขอบเขตของอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะมันไปอยู่ในส่วนผล. ถ้าว่าที่จริงก็เห็นได้ชัดว่า ถ้าจะกล่าวให้ครบทั้งเหตุทั้งผล ก็ต้องกล่าว ๑๐ คือสัมมัตตะ ๑๐. ถ้ากล่าวแต่ เ พียงเหตุก็กล่าวอริยมรรคมีองค์ ๘ , แล้วส่วนใหญ่ก็รู้จัก อริยมรรคมีองค์ ๘ ในฐานะ เป็นตัวพุทธศาสนา ยิ่งในหมู่ชาวต่างประเทศด้วยแล้ว จะรู้จักแต่อริยมรรคมีองค์ ๘ เรียกมรรคมีองค์ ๘ นี่เป็นที่คุ้นหู, แล้วก็เรียกว่าทางสายกลาง ก็เรียก มันก็เป็นแต่เรื่องทางและการเดินทาง, ยังไม่ได้รวมเอาผลของการเดินทางเข้าไว้ ด้วย. มัน ต้องเพิ่มเข้าไปอีกสอง คือ สัมมาญาณะและสัมมาวิมุติ ที่มันเป็นผล เข้ามาด้วย จึงจะครบชุดคือ ๑๐ และบริบูรณ์ เป็นตัวพุทธศาสนาที่บริบูรณ์ ทั้งโดย เหตุและโดยผล.

น.321 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๘๕ ในพระบาลีแท้ ๆ ในพระไตรปิฎกแท้ ๆ ก็พูดถึงสัมมัตตะ ๑๐ นี้มากมาย หลายแห่ง เหมือนกัน, แต่พอเอามาพูดกันในหมู่พวกเรา สั่งสอนกันนี้ นิยมไปพูดเรื่อง อริยมรรคมีองค์ ๘ คือพูดแต่ ๘ รู้จักกันแต่ ๘, ในบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ถือว่า เป็นสูตรสำคัญ ก็พูดกันแต่เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ , พูดแต่ในส่วนเหตุ. ขอให้รู้ไว้เถอะ ว่า ถ้าจะให้มันครบบริบูรณ์ทั้งเหตุและผล แล้วมันต้องเป็น ๑๐ คือเติมเข้าไปอีก ๒ อย่าง ในฐานะเป็นผล. ข้อนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างสมบูรณ์ ที่ เป็นตัวพุทธศาสนาสมบูรณ์ ท่านก็ตรัส ๑๐ ; อย่างเรื่องที่เคยเอามาพูดให้ฟังบ่อย ๆ ว่า ถ้าได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจาก ความเกิด, ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความแก่, ที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความเจ็บ, ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความตาย ซึ่งบอกบ่อย ๆ ว่า เรา มันสวดกันครึ่งเดียว ไม่มาถึงอันนี้ ก็เลย คล้าย ๆ กับว่า มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ล่วงพ้นไปไม่ได้ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านว่าล่วงพ้นได้ โดยมีเราตถาคต เป็นกัลยาณมิตร, แล้วก็ทรงแสดงธรรมเป็นสัมมัตตะ ๑๐, มีพระตถาคตเป็นกัลยาณมิตร แล้วก็ปฏิบัติธรรมะครบถ้วนเป็นสัมมัตตะ ๑๐, เมื่อเป็นสัมมัตตะ ๑๐ แล้ว นั่นแหละ จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. เพราะฉะนั้นขอให้รู้สึกไว้เสียด้วยว่า เรามันสวดกันท่อนเดียวบ้าง, แล้วเรา ก็ไม่สนใจที่จะให้เลยไปถึงครบบริบูรณ์ ว่ามันพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันต้องเป็น สัมมัตตะ ๑๐. ดังนั้นการบรรยายในวันนี้ ก็จะพูดเลยไปถึงสัมมัตตะ ๑๐ หลังจากที่พูด อัฏฐังคิกมัคค์มีองค์ ๘ ครบถ้วนแล้ว. ในวันนี้จึงพูดถึง เหตุแห่งสันติภาพ คือสัมมา- ญาณะ, ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันก็พังกันเสียให้คุ้นเคยบ้าง, แล้วจะพูดอีกข้อหนึ่ง. กคือ สัมมาวิมุติ ในคราวหลัง

น.322 ศึกษาโดยอรรถและพยัญชนะของคำ. นี้คำว่าสัมมาญาณะนี่ จะศึกษากันโดยละเอียด ก็แยกออกเป็น ๒ คำ คือ สัมมาคำหนึ่ง, ญาณะคำหนึ่ง, บทยืนที่เป็นหลักคือคำว่า ญาณะ แปลว่า ความรู้, สัมมา เป็นบทประกอบ แปลว่า ถูกต้อง ที่ถูกต้อง. ดูคำว่า ญาณะ กันก่อน แปลว่า ความรู้ มีคำเรียกแทนกันได้อีกหลายคำ, ไม่เรียกว่าญาณะก็ได้ ไปเรียกว่า วิชชาก็ได้ เหมือนกัน, เป็นความรู้เหมือนกัน, ไปเรียกว่า ปัญญาก็ได้ เป็นความรู้เหมือนกัน ไปเรียกว่า จักขุ ก็ได้ แปลว่า ดวงตา ก็หมายถึงความรู้ เหมือนกัน, ไปเรียกว่า อาโลกะ แปลว่า แสงแดด หรือ แสงสว่าง มันก็ หมายถึงความรู้ด้วยเหมือนกัน . เพราะฉะนั้นรู้ไว้เถอะว่า มันมีคำเรียก แทนกันได้อีกหลายคำ แต่มันเหมือนกันหมด, หมายถึงแสงสว่างหรือความรู้ แสงสว่าง แห่งจิตใจคือความรู้ จิตใจไม่ต้องการแสงแดด ต้องการแสงสว่างที่เป็นความรู้ คำพูดใช้ รวมกันได้อย่างนี้. เรามีคำว่าความรู้ ความรู้ นี่เป็นหลัก, แล้วก็มีคำที่จะต้องอธิบาย ให้เห็นชัดลงไปอีกว่า หมายถึงความรู้ในชั้นไหน. ถ้าเป็น ญาณะหรือวิชชา เป็นต้น แล้ว หมายถึงความรู้แจ้ง, เห็นแจ้งประจักษ์อยู่ในจิตใจ ในความรู้สึกจริงๆ ไม่ต้อง คำนวณ ไม่ต้องใช้เหตุผล, อยู่เหนือความหมายแห่งเหตุผล. ดังนั้น ก็พูดกันอีกทีหนึ่งว่า ความรู้ ความรู้ นี้มันมีกี่ขั้น. ขั้นแรกเป็น ความรู้ที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง ได้อะไรก็ตาม เป็นความรู้เหมือนที่เราเรียนใน โรงเรียน ; นี่ก็เรียกว่าความรู้. ทีนี้ เอาความรู้นั้นมาคิดนึกใคร่ครวญ อย่างนั้นอย่างนี้ ด้ วยการคำนวณ ด้วยการใช้เหตุผลต่างๆ นานา ก็เกิดความเข้าใจ, แม้ ความเข้าใจนี้ก็เป็นความรู้, ความรู้ขั้นที่สูงขึ้นมา.

น.323 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๘๗ ทีนี้เมื่อ เข้าใจแล้วได้ปฏิบัติดู , ปฏิบัติดูมันก็พ้นจากความเข้าใจ มัน เป็น ความรู้สึกอยู่ในใจ โดยไม่ต้องอิงอาศัยเหตุผลอะไร, รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด อยู่ในใจ. นี้ก็เป็นความรู้, ก็เลยได้ความรู้เป็นสามขั้น โดยทั่วไปเป็นอย่างนี้. ควรจะรู้กันไว้บ้าง ว่า มีความรู้ขั้นความรู้ธรรมดาสามัญ, มีความรู้ขั้น เข้าใจ นี้มันต้องมีสติปัญญาใคร่ครวญคำนึงคำนวณ นี้เป็นความเข้าใจ, ครั้นปฏิบัติดู ตามนั้นแล้ว มัน มีผลปรากฏแก่จิตใจอีกชั้นหนึ่ง นี้มันเลยความเข้าใจ เป็นความ รู้แจ้งแทงตลอด. ถ้าจะรู้เรื่องอะไรให้ถึงที่สุด ก็ต้องรู้ถึงขั้นที่ว่า รู้แจ้งแทงตลอด ก็เป็นอันว่ารู้ทั้งสามขั้นนั้นแหละ : ความรู้ แล้วก็ เข้าใจ แล้วก็ เห็นแจ้งแทงตลอด. คำว่า ญาณ ๆ ในที่นี้ ก็หมายถึงความรู้ขั้นที่เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอด, ไม่ใช่สัก แต่ว่านั่งฟังแล้วก็รู้ หรือเอาไปคิดเล่น ๆ แล้วก็รู้, มัน ต้องปฏิบัติจนสิ่งนั้นปรากฏแก่ ความรู้สึกในจิตใจ จึงจะเรียกว่าเห็นแจ้งแทงตลอด และเป็นความรู้ที่หมายถึงในที่นี้. ที่นี้ ก็มีคำว่า สัมมา สัมมาเข้ามาประกอบ, สัมมาญาณะความรู้ที่เป็น สัมมาคือเป็นความถูกต้อง. คำว่า สัมมาในที่นี้โดยทั่วไปก็แปลว่า ถูกต้อง มันยังจะ ต้องถามว่า ถูกต้องสำหรับอะไร ? มันก็ตอบได้ทันทีว่า ถูกต้องสำหรับความดับทุกข์ ; ถ้ามันถูกต้องสำหรับอย่างอื่น มันไม่ใช่สัมมาในที่นี้. สัมมาในที่นี้หมายถึงถูกต้องสำหรับ ดับทุกข์ คือมันดับทุกข์ได้, หรือมันเป็นส่วนประกอบของการที่ดับทุกข์ได้ ก็ได้เหมือน กัน, แต่มันอยู่ในพวกที่ว่ามันดับทุกข์ได้ เรียกว่า สัมมาญาณะ. ความรู้ที่ถูกต้องคือ ดับทุกข์ได้. ญาณเปลี่ยนระดับได้. ทีนี้ ก็อยากจะให้ท่านทั้งหลาย มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าความรู้หรือญาณ ให้ครบถ้วน เพราะว่าเราไม่ค่อยจะได้พูดกันในส่วนนี้ ทีนี้ก็อยากจะให้รู้อย่างครบถ้วน มันมีความหมายต่าง ๆ กันอยู่ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าญาณ

น.324 อันแรก ที่สุด ญาณพวกแรก ที่สุด เราเรียกว่า สัญชาตญาณ . สัญชาต- ญาณ ตัวหนังสือแปลว่าญาณที่เกิดเอง, ตามตัวหนังสือแปลว่าอย่างนั้น. ความหมาย ของมัน ก็คือ ญาณที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ, เกิดอยู่ตามธรรมชาติ, เกิดได้เองตาม ธรรมชาติในสิ่งที่มีชีวิต. ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตแล้วไม่ต้องมีใครมาสอน มันรู้ส่วนที่มันรู้ ได้เองอยู่ระดับหนึ่งทีเดียว ; เช่นรู้จักกลัวตาย รู้จักต่อสู้เพื่อไม่ให้ตาย, รู้จักหาอาหารกิน, รู้จักการสืบพันธุ์ แล้วมันก็ยังเป็นส่วนที่ละเอียด ๆ อยู่อีกมากมายหลายอย่างนับไม่ถ้วน ที่เป็นเรื่องของความรู้ที่เกิดเอง เหลืออยู่ ประจำอยู่ ในสิ่งที่มีชีวิต. อย่างว่าเด็กทารก ไปหยิบไฟเข้า มันก็มีความรู้เองโดยไม่ต้องมีใครสอนดอก, ร้อนแล้วมันก็หดมือ แล้ว มันก็เลิกไม่หยิบไม่จับ ; อย่างนี้ไม่ต้องมีใครสอน, ความรู้อย่างอื่นอีกมากมาย ติดมา กับชีวิต, ถ้าความรู้ชนิดนี้เป็นความรู้ระดับต่ำ จะเรียกว่าระดับต่ำก็ไม่ถูก, เรียกว่า ระดับกลาง ระดับพื้นฐาน, ระดับพื้นฐานที่จะเปลี่ยนได้ต่อไป. เรามี ความรู้ที่เป็นสัญชาตญาณ ด้วยกันทุกคน มีผลคือให้มีชีวิตอยู่ได้ ให้รอดชีวิตอยู่ได้, แม้จะ มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน มันก็ไม่รุนแรง, เป็นแต่เพียง ว่ามีตัวตน สำหรับจะรักษาถนอมให้มีชีวิตอยู่ เพียงเท่านั้นแหละ. เป็นความรู้สึก ตามสัญชาตญาณมีตัวตน. ทีนี้ ต่อมามันก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น สัญชาตญาณพวกนี้ที่ควบคุม ไม่ดี หรือไม่รู้จักควบคุม หรือว่าอบรมกันมาผิด ๆ มันก็ เป็นสัญชาตญาณชนิดที่เป็น ไปฝ่ายกิเลส, ฝ่ายกิเลสคือฝ่ายที่จะผิดจะเกิดทุกข์, จะเรียกว่าความรู้สึกฝ่ายต่ำก็ได้ แต่เราจะเรียกธรรมดา ๆ ว่า สัญชาตญาณที่มันจะเปลี่ยนไปเป็นความรู้ขั้นกิเลส. ในระดับ สัญชาตญาณมีความรู้แต่เพียงว่า ตัวตน ต้องเลี้ยงตัวตน ต้องรักษาตัวตน คุ้มครอง ตัวตน เพียงเท่านั้น ; แต่ ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มันหนักเข้าหนักเข้า มันก็ เลยไป เป็นเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตน, พอเห็นแก่ตนก็จะเกิดโลภะ โทสะ โมหะ เกิดกิเลส

น.325 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๘๙ นานาชนิด ; นี่สัญชาตญาณที่มันเปลี่ยนไปเป็นกิเลส เราก็ได้รับผลคือเป็นทุกข์. มีความทุกข์. แล้วมันก็แปลกอยู่อีกทีหนึ่งว่า ทุกคราวที่มีความทุกข์ มันย่อมสอนให้ อย่างหนึ่งเสมอ : มีความทุกข์เพราะอะไร มันก็สอนให้อย่างหนึ่งเสมอเกี่ยวกับสิ่งนั้น, มันก็ ค่อยๆ มีความรู้ขึ้นมา เกี่ยวกับสิ่งนั้น สัญชาตญาณนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นโพธิ. ถ้ามันเปลี่ยนไป เป็นกิเลส ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, แต่แล้วมันอีกทางหนึ่ง ก็ เปลี่ยน เป็นโพธิ คือ รู้แจ้งตามที่เป็นจริง ว่า อะไรเป็นอย่างไร ก็เป็นไปเพื่อดับทุกข์ เป็น อันที่ ๓. อันที่ ๑. เป็นความรู้ล้วน ๆ ตามแบบธรรมชาติล้วนๆ : ดูแต่นกบาง ชนิดทำรังเป็น, สวยงามแปลกประหลาดอัศจรรย์ จนคนก็ทำไม่ได้. รังนกบางชนิด ใครสอนมันล่ะ มันก็ทำได้, นี่เรียกว่ามันเป็นสัญชาตญาณที่ติดมาในชีวิตของนกชนิดนั้น ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน. บางอย่างก็น่าอัศจรรย์ เช่นแมลงผึ้งทำรังสวยงามประหลาด อย่างที่คนก็ทำไม่ได้, นี่ก็เป็นความรู้ก็เรียกว่าสัญชาตญาณ มีอยู่ในชีวิตทุกชนิดตามแบบ ของตน ๆ ให้รอดชีวิตอยู่ได้. ทีนี้ สัญชาตญาณที่เปลี่ยนไปเป็นกิเลส มันเนื่องด้วยการอบรมมาผิด แวดล้อมมาผิด อะไรมาผิด โดยไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ; เช่นเด็กทารกเกิดมา พ่อ แม่ หรือคนเลี้ยงก็สอน โดยวิธีอบรมให้เข้าใจไปว่า มีตัวกู มีของกู เพราะพูดกันแต่ว่า นี่ของลูก ของแก บ้านของแก พ่อแม่ของแก อะไรของแก อะไรของแกหมด. นี้ เด็กมันก็เริ่มรู้ ๆ ๆ รู้ เฉไปในทางกิเลส, ความรู้สึกแต่เพียงว่าตัวตนของตน มัน กลายเป็นตัวกูชนิดที่เห็นแก่ตน. ความรู้สึกที่เห็นแก่ตนนั้นเลวร้ายมาก, ความคิด ความเห็นว่าตนเฉย ๆ ไม่เลวร้ายเท่าไร, นี่มันเห็นแก่ตน มันก็เป็นเรื่องเลวมาก แล้วก็

น.326 คนเลี้ยง พ่อแม่ ใครก็ตาม อุตส่าห์หาสิ่งอร่อยที่สุด สวยงามที่สุด ไพเราะที่สุดอะไรมา บำรุงบำเรอเด็กทารก, ให้เด็กทารกได้รู้รสของสิ่งเหล่านั้น แล้วก็พอใจ ๆ มีความพอใจ แล้วก็อยากได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เกิดความรู้สึกว่าตัวกูพอใจ ตัวกูได้มา. นี่มันก็เกิดกิเลส ชนิดนี้เป็นธรรมดา, จะโทษใครก็ไม่ได้, จะโทษบิดามารดาก็ไม่ถูก เพราะเขาทำไป ตามประเพณี ไม่ต้องรับผิดชอบ ในการที่จะทำให้เด็ก ๆ ลูกทารกเจริญขึ้นด้วยความเห็น แก่ตัว ; แต่แล้วมันก็เกิดกิเลส, ครั้น เกิดกิเลสแล้ว ไม่ต้องสงสัย มัน ก็มีความทุกข์ มีความทุกข์. ทีนี้ ก็ดังที่พูดแล้วว่า เมื่อมีความทุกข์ที่หนึ่ง มันหายโง่มาที่หนึ่ง, เรื่องเล็กเรื่องใหญ่อะไรก็ตาม ทำผิดน้อยๆ ก็ฉลาดน้อย ๆ ทำผิดมาก ๆ ก็ฉลาดมากๆ คนก็ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ที่ความทุกข์มันสอนให้ , นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะรู้จักไว้ วิวัฒนาการทางสติปัญญาในโลกนี้ของมนุษย์เรา ก็ความทุกข์ หรืออุปสรรค หรือความ ขัดข้อง หรือความยากลำบากมันสอนให้, มันบีบบังคับให้ค้นคว้าจนหาทางที่จะแก้ปัญหา ก็เลยฉลาดขึ้นมา เพราะความทุกข์บังคับให้ทำ. แต่ ความรู้ส่วนนี้ มันเดินกันคนละทาง คือมันเดิน มาในทางที่จะดับทุกข์, เราจึงเรียกว่าสัญชาตญาณ ฝ่ายโพธิ. ได้เป็น ๓ อย่างแล้วไหมล่ะ : ๑. สัญชาตญาณ ตามธรรมชาติ ล้วน ๆ พื้นฐาน โดยพื้นฐาน, ๒. สัญชาตญาณที่มันเปลี่ยนไปเป็นกิเลส เรียกว่าความรู้ผิด ๆ, ความรู้ผิด ๆ. ที่นี้สัญชาตญาณ อีกทางหนึ่งก็เปลี่ยนไปในโพธิ คือความรู้ถูกต้อง, ความรู้ถูกต้อง แต่มันก็เป็นความรู้ทั้งนั้นแหละ. แม้แต่รู้ตามธรรมชาติมันก็ไม่ใช่เล่น มันรู้มากเหมือนกัน, มันมีพืชพันธุ์ มันมีเชื้อแห่งความรู้มาตามธรรมชาติตามธรรมดา, มันมีแต่ว่าจะรู้จะรู้, แล้วมันมารู้ผิดก็ไปฝ่ายกิเลส, มารู้ถูกก็ไปฝ่ายโพธิ. ฉะนั้น ความ รู้ทั้ง ๓ ประเภทนี้ ที่มันดึงชีวิตไป ตามเรื่องตามราว ตามโอกาส ตามเหตุการณ์ ต่าง ๆ ; เดี๋ยวเราใช้ความรู้อย่างสัญชาตญาณ, เดี๋ยวใช้ความรู้อย่างกิเลส, เดี๋ยวใช้

น.327 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๕๑ ความรู้อย่างโพธิ. แต่ว่า ในที่สุด มันทนไม่ไหว มันก็ ต้องหันมาหาความรู้อย่างที่ เป็นโพธิ ยิ่งขึ้นไป, เพื่อจะดับทุกข์ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เพราะฉะนั้น จึงเกิดการอบรม สั่งสอนเป็นพิเศษในด้านจิตใจ ให้รู้ในด้านของโพธิยิ่ง ๆขึ้นไป จนกว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า. พระโพธิสัตว์ก็คือผู้ที่อบรมโพธิให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป, ครั้นโพธิ ถึงที่สุด สูงสุด ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, เมื่อสติปัญญาความรู้ถึงที่สุด ก็ดับกิเลส ได้หมด ดับความทุกข์ได้หมด, เรื่องมันก็จบกัน. นี่เรื่อง ความรู้มีอยู่เป็น ๓ ขั้น ๓ ชนิด อยู่ในชีวิตของเรา แล้วมันก็มี ความหมายทั้งนั้นแหละ, ไม่รู้ว่าอะไรบังคับ ไม่รู้ว่าพระเจ้าหรือใครสร้างมา. พอเกิด มาแล้วก็เริ่มทำผิด, เริ่มทำผิดไปตามสิ่งแวดล้อม ผิดกันก่อน มีความทุกข์กันก่อน, แล้วก็ เข็ดหลาบเข้าก็หันเหไปทางตรงกันข้าม เพื่อจะดับทุกข์ ดับทุกข์, พอดับ ทุกข์ได้ก็หมดเรื่อง หรือจบกัน, ชีวิตเป็นอย่างนี้. ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ พวกที่ถือพระเจ้าถืออะไรของเขา ก็พระเจ้าต้องการให้ เป็นอย่างนั้น, บันดาลให้เป็นอย่างนั้น. พวกพุทธศาสนานี่ ชาวพุทธ นี่ไม่มีพระเจ้า ก็บอกว่า กฎธรรมชาติชื่ออิทัปปัจจยตา, กฎอิทัปปัจจยตาควบคุม บันดาลมาให้ เป็นอย่างนี้, เราก็มีหลักอย่างนี้ ถือหลักอย่างนี้, แล้วก็ จะพัฒนาความรู้ในทาง อิทัปปัจจยตายิ่ง ๆ ขึ้นไป, ให้เกิดความรู้ถึงที่สุดและดับทุกข์ได้ จะได้จบเรื่องกันเสียที. ท่านทั้งหลายก็รู้จักไว้ว่า โดยธรรมชาติ ที่มันเป็นไป มันเป็นไปในลักษณะ อย่างนี้ ; แม้เดี๋ยวนี้เราก็ได้ใช้ความรู้เหล่านี้ หรือว่าตกอยู่ใต้อำนาจของความรู้ ๓ อย่างนี้, ยังต้องใช้ความรู้ตามสัญชาตญาณ อยู่มากเหมือนกัน ในการต้องการอาหาร แสวงหา อาหาร ต่อสู้ป้องกันตัว สืบพันธุ์อะไรต่าง ๆ แล้วก็มีความรู้ผิดไปตามที่มันถูกแวดล้อม ให้รู้ผิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันก็ทำผิด ทำผิด เกิดกิเลส เกิดความยึดมั่นถือมั่น มันก็

น.328 เป็นทุกข์, แต่แล้วมันก็ฉลาด ฉลาดขึ้นทุกครั้งที่ได้รับความทุกข์ มันก็มีความรู้ ที่ถูกต้อง แล้วก็ใช้ ในที่สุด จนกระทั่งว่าไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เลย , นี่ก็เรียกว่า จบการศึกษา รับปริญญาของพระพุทธเจ้า. ปริญญาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ ความสิ้นราคะ ความสิ้น โทสะ ความสิ้นโมหะ; นี้คือปริญญา ๓ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้เอง, ไม่ใช่แกล้ง เอามาพูด หรือแกล้งบัญญัติขึ้น. ในพระบาลีมีคำอย่างนี้ ว่าปริญญา ๓ : สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ, ใครได้รับปริญญาของพระพุทธเจ้าก็ชนะหมด เหนือโลก เหนือกรรม เหนือวัฏฏสงสาร เหนืออะไรหมด จบเรื่อง. นี่เรียกว่าเรามัน มีญาณหรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อยู่เป็น ๓ อย่าง อย่างนี้ : สัญชาตญาณกลาง ๆ๑, สัญชาตญาณรู้ผิด ๑, สัญชาตญาณ เปลี่ยนเป็นรู้ถูก ๑ , จะต้องมีความรู้เพื่อควบคุมมันให้ดี ให้มันถูกต้อง มันจำเป็น ที่จะต้องเป็นอย่างนั้น. เพราะว่ามันไม่ได้สร้างให้มีความรู้อย่างถูกต้องมาแต่ในท้อง มัน สร้าง ความรู้เฉยๆ ความรู้พื้นฐานเฉย ๆ, เบนไปทางรู้ผิด ก็ไปอย่าง เบนมาทาง รู้ถูก ก็ไปอย่าง, เราก็จะเข็ดหลาบในทางรู้ผิด ก็หันมาในทางรู้ถูก จนกว่ามันจะสิ้นสุดกัน. ทางมาแห่งความรู้. ทีนี้ก็จะได้มาดูกันถึง ทางมาแห่งความรู้ , ทางมาแห่งความรู้ กล่าวตาม หลักที่มีอยู่ขัด ๆ ในพระบาลี ไม่ต้องคิดเอาเองก็กล่าวไว้ เป็น ๒ ขั้นตอน. ทีแรกก็เรียกว่า ความรู้ที่ได้มาจากการได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น เรียกเป็น บาลีว่า ปรโต โมโส, ยุ่งเปล่า ๆ ไม่ต้องจำก็ได้ ไม่อยากจะเอามาพูดให้รำคาญ. แต่ถ้าใคร

น.329 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๙๓ อยากจะรู้จะพังก็ว่า ปรโต โมโส-การโฆษณาจากผู้อื่น ที่เราได้ยินได้ฟังได้อ่านได้อะไรก็ตาม ที่มันมาจากผู้อื่นนั่นแหละ เป็นความรู้อันแรก, ได้รับมาแล้วก็มาสู่จิตใจ เข้าไปในจิตใจ แล้วก็ทำการ แยกแยะด้วยจิตใจ ตอนนี้เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ได้รับความรู้จากภายนอก เข้ามา เหมือนกับได้วัตถุดิบเข้ามาในจิตใจ. ก็แยกแยะใคร่ครวญ จนมันเป็นความรู้ ขึ้นมาในภายใน. นี้จะเป็น ๒ ตอนอยู่ คือว่า ได้รับมาจากภายนอก แล้วมาใคร่ครวญ พิจารณาคำนึงคำนวณ เทียบเคียงด้วยเหตุด้วยผล เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง เป็นขั้นตอนหนึ่ง. ทีนี้มันก็มี การรวมกัน เป็นสมาธิเป็นปัญญา, การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถ้าทำถูกต้องมันทำไปในทางที่ให้เกิดสมาธิ แล้วความรู้ที่มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือมันไม่ กระจ่าง มันก็เป็นถึงที่สุด มันก็เป็นปัญญา. ฉะนั้น คำว่า ทำในใจโดยแยบคายนี้ แยกเป็นสองขั้นตอน คือ ทำให้เป็นสมาธิ ก็ได้, ทำให้เป็นปัญญา ก็ได้ ถ้าทำ ให้เป็นปัญญาคือเป็นญาณ, เป็นญาณโดยครบถ้วนโดยสมบูรณ์. ถ้าสามารถทำจิตให้ เป็นสมาธิได้ ความรู้มันก็จะปรุงแต่งกันไปในตัวเองเกิดขึ้นมา รู้สิ่งทั้งหลายถูกต้องครบ ถ้วนตามที่เป็นจริง. ข้อนี้ฟังแล้วบางคนจะไม่เชื่อก็ได้ ว่าพอทำจิตเป็นสมาธิแล้ว จะรู้จักสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ข้อนี้มันหมายความว่า ถ้าทำจิตเป็นสมาธิแล้ว มันมี ความแหลมคม เพราะมันรวมกระแสแห่งความรู้ทั้งหมดเข้าด้วยกัน, เหมือนกับรวม แสงแดดด้วยแก้วนูน แล้วรวมแสงจนลุกเป็นไฟได้ ถ้ามันรวมแสงเข้าด้วยกันมันก็ร้อน ลุกเป็นไฟ. ถ้าทำเป็นสมาธิได้ มันก็รวมกระแสแห่งความรู้เข้าด้วยกัน มันก็ออกมา เป็นความรู้ที่เราไม่เคยรู้ ที่เราต้องการจะรู้ หรือมันค้างอยู่ในใจตลอดเวลาที่อยากจะรู้ : พอทำจิตให้เป็นสมาธิได้ มันจะมีคำตอบออกมาเองเป็นความรู้ แล้วก็ถูกต้องตามที่

น.330 เป็นจริง. ดูอีกทีมันก็ง่ายดายมาก, แต่ดูอีกทีมันก็ทำไม่ได้ เพราะทำให้เป็นสมาธิไม่ได้. ดังนั้น จึงมีระเบียบสำหรับให้ฝึกสมาธิ, ครั้น ฝึกสมาธิแล้ว มันก็มีความรู้เกิดขึ้นมา ตามที่เป็นจริง. นี่ทางมาแห่งความรู้ของเรา รับความรู้มาจากภายนอก , แล้วก็ มาทำข้าง ใน ทำเป็น สมาธิ , แล้วก็ ทำเป็นปัญญา , นี่ก็เลย ได้ความรู้ในระดับสูงสุด คือถูก ต้องตามที่เป็นจริง ของทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องหรือที่เราต้องรู้. ถ้าทำยังไม่ได้ผลตามนี้ เรียกว่ายังไม่ได้อะไรเลย, ถ้าทำได้ตามความมุ่งหมายของหลักธรรมะในพระศาสนา ก็ต้อง สามารถทำให้เป็นความรู้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งปวงได้, มันก็มีอุบาย มีเทคนิค อะไรของมันโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องศึกษาฝึกฝนปฏิบัติกันต่อไป. ฝึกปฏิบัติธรรมจะเกิดปัญญาตามลำดับ. ทีนี้ก็จะให้มองดูอีกทางหนึ่ง ที่จะให้เห็นได้ง่ายๆ ที่จะให้มองเห็นได้ง่าย ๆ ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เขาใช้กันอยู่เป็นหลักทั่วไปแต่ดึกดำบรรพ์มา โดยแยก ปัญญาให้เห็นชัดเป็น ๓ ประเภท : ประเภทที่ ๑ เรียกว่า สุตมยปัญญา - ปัญญา มาแต่การศึกษาตามธรรมดา การศึกษาตามธรรมดา. ประเภทที่ ๒ เรียกว่า จินตามย- ปัญญา - ปัญญามาจากการคิดการค้นการคำนวณ เรียกว่าการคิด นี่ก็สูงกว่าธรรมดา อันที่ ๓ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา - ปัญญามาแต่การเจริญภาวนา คือการทำในจิตใจ. ปัญญาขั้นสุตามยปัญญา นี้ทุกคนอาจจะเข้าใจได้ เพราะมันเป็นเรื่อง ธรรมดาที่มีอยู่ แต่ไม่เคยเอามาสังเกตมาคิด, ปัญญาชั้นพื้นฐานก็เกี่ยวกับได้ยินได้ ฟัง, เด็ก ๆ โตขึ้นพอเข้าโรงเรียนได้ยินได้ฟัง ก็มีปัญญาพื้นฐานแห่งความรู้อย่างนี้

น.331 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๙๕ แล้ว ต่อมา เขา เอาความรู้นั้นไปคิดใคร่ครวญ ทบทวนอย่างโน้นอย่างนี้, มีเหตุผล อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วแต่เขาต้องการจะคิดไปในทางไหน. มันก็เกิดปัญญาใน ระดับสูงขึ้นมา เรียกว่า ปัญญาเกิดจากการคิด เป็นจินตามยปัญญา นี้เข้าใจ ๆ ๆ เข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติ ๆ นำไปสู่การปฏิบัติ มันก็ได้รับผลของการปฏิบัติ ทีนี้ มันเลยความเข้าใจแล้ว เป็นความเห็นแจ้ง รู้แจ้งแทงตลอด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา. โดยเฉพาะเรื่องธรรมะนี้เห็นได้ง่ายที่สุด, ครั้งแรกฟังเทศน์ก็ได้ สุตามย- ปัญญา มาจากการฟัง, แล้วเอาไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาอยู่เรื่อยไป จนเกิดความเข้าใจ ออกไป นี้ก็ได้ปัญญาอันเกิดมาจากความคิด, ที่นี้ปฏิบัติ ปฏิบัติตามนั้นปฏิบัติให้ครบ ถ้วน มันก็มีผลปรากฏขึ้นมาในภายในชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ต้องอิงอาศัยเหตุผลอีกแล้ว, มันเป็นความจริงที่ปรากฏชัดแก่จิต ประจักษ์แก่จิต นี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา , เป็น เรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ อย่างนี้, เราเรียงลำดับกันอย่างนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย, แต่ในพระบาลี เรียงลำดับกลับกันอยู่ คือ เอาจินตามยปัญญามาก่อน แล้วจึงมาถึงสุตามยปัญญา , คือ เอาปัญญามาจากความคิดก่อน แล้วจึงมาถึงปัญญามาจากการได้ยินได้ฟัง, จึงถึงปัญญา ที่เกิดจากการภาวนา. ข้อนี้เราไม่รู้ความมุ่งหมายของท่าน ทำไมจึงเรียงลำดับอย่างนั้น, อาจจะเรียงลำดับด้วยเหตุผลอย่างอื่นก็ได้ นี้ ขอเรียงลำดับเสียใหม่ว่า ปัญญามาจาก การศึกษาจากข้างนอก, แล้วปัญญามาจากการคิดนึกข้างใน , แล้วปัญญามาจาก การรู้แจ้งแทงตลอดข้างใน ; เราเลย ไ ด้ลำดับใหม่ว่า สุตามยปัญญา, จินตามย- ปัญญา, ภาวนามยปัญญา จะเห็นว่ามีลำดับอย่างนี้ หรือจะมีความสูงต่ำกว่ากันก็เป็น อย่างนี้. นี่ ปัญญา ๆ ก็คือญาณนั่นแหละ คือความรู้นั่นแหละ, ความรู้ที่มาจาก การฟัง, ความรู้ที่มาจากการคิด, ความรู้ที่มาจากการสัมผัสกับผลของการได้ปฏิบัติ นั้น ๆแล้ว , มีอยู่สามขั้นสามชนิด สามระดับแล้วแต่จะเรียก

น.332 ลักษณะต่างกันของญาณ. เอ้า, ทีนี้ก็ดูกันต่อไปถึงข้อที่ว่า มันมีลักษณะต่างกันอย่างไร, ญาณ ๆ ทั้งหลายความรู้ทั้งหลายมันมีลักษณะต่างกันอย่างไร ? ความรู้ที่แรก จะเป็นความรู้ ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้คิด ได้เห็นแจ้งอะไรก็ตาม เป็นความรู้ที่แรกได้ทำให้เกิดขึ้น ตาม หลักเกณฑ์ของมัน, อย่างนี้ก็เรียกว่า ญาณหรือความรู้ตามธรรมดาในชั้นต้น. ที่นี้ มีการเทียบเคียงหรือการสืบสาวออกไปจากความรู้อันนั้น ได้ความรู้อันใหม่ขึ้นมาอีก นี้ก็เป็นความรู้อีกตอนหนึ่ง , อันนี้เรียกว่า อนฺวยญาณ. อันแรก เรียกว่า ธมฺมญาณ เกิดความรู้ขึ้นครั้งแรก แล้วมันเป็นเหตุให้สืบสาวไปหาความรู้อันใหม่ หรือความรู้สึก อันใหม่ ก็เรียกว่า อนวยญาณ. ญาณตามธรรมชาติ แล้ว อันวยญาณ -ญาณที่เกิด ตามมา ถ้าเรามีความรู้เรื่องอนิจจัง เราก็จะมีความรู้เรื่องทุกขังเป็นแน่นอน. ขอ ให้มีความรู้เรื่องอนิจจังให้ชัดเจนเต็มที่, เราก็จะมีความรู้เรื่องทุกขัง ; ถ้าเรามี ความรู้ เรื่องอนิจจังเรื่องทุกขังครบถ้วนดีแล้ว เราจะมีความรู้เรื่องอนัตตาโดยแน่นอน อย่างนี้มันคลอด เหมือนกับความรู้, มันคลอดความรู้, มันคลอดความรู้ออกไปตามลำดับ นี่ความรู้ที่เกิดขึ้นตามลำดับ, แม้เรื่องทางโลก ๆ ก็เหมือนกัน ความรู้อันแรกเกิดขึ้น, แล้วก็สามารถที่จะทำให้ แยกแยะออกไปเป็นความรู้อันอื่น . การทำกิจการในบ้านใน เรือน ธุรกิจด้วยงานฝีมือ งานอะไรก็ตาม, มีความรู้อันแรกเกิดขึ้น แล้วก็เกิดความ รู้ที่ขยายออกไปเป็นลำดับ ๆ นี่ความรู้มันวิวัฒนาการอย่างนี้. แล้วมันก็ยังทำให้รู้ไปถึงของคนอื่น ของผู้อื่นนอกตัวเรา เช่นเราเห็น อนิจจังทุกขังอนัตตาภายในตัวเรา, เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรภายในตัวเรา ว่าเป็นอย่าง นั้นอย่างนี้, พอเรานึกถึงคนอื่นมันก็มีความรู้ออกไป โอ, เหมือนกันแหละเหมือนกัน แหละ. นี่เป็นความรู้ที่งอกออกไปเดินออกไปให้รู้ถึงเรื่องของคนอื่น. เรามีกิเลสอย่างไร

น.333 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๒๕๗ มีโลภะ โทสะ โมหะ อย่างไรรู้ชัดดี, พอนึกถึงคนอื่น อ้าว, ก็อย่างเดียวกันแหละ. ความรู้ ไปถึงกิเลสของคนอื่นนี่ มันเป็นความรู้ตอนที่สอง ขั้นที่สอง เรียกว่า อนุวยญาณ ความรู้ที่แรกเรียกว่าธรรมญาณ ความรู้ตามธรรมดาที่สองเรียกว่า อนวยญาณ, ความรู้ ที่ถอยออกไปตามลำดับ. เรามีความรู้กันโดยลักษณะอย่างนี้ จึงสามารถรู้เรื่องอะไร ออกไป ๆ บ้าง กระทั่งรู้ของตนเอง แล้วก็รู้ของผู้อื่นด้วย ; เช่นว่าคนนี้มีลูกรักลูกของตน อย่างไร, ไม่เคยมีลูก พอมีลูกก็รักลูกของตนอย่างไร, ความรักอันนั้นมันก็จะพลอยทำให้รู้ ไปได้ว่า ; แม้คนอื่น มารดาคนอื่นก็รักลูกอย่างนั้นเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น. ความรู้นี้ไม่ได้เรียนโดยตรง แต่ว่าออกไปจากความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ที่เราได้ทำให้เกิดขึ้น มาแล้ว นี้ก็เรียกว่าญาณเหมือนกัน, เพราะฉะนั้น ญาณ มันจึงขยายตัวได้. เอ้า, ทีนี้ก็ดูกันต่อไปอีกว่า ญาณมันจะเดินสูงขึ้นไปถึงไหน, ญาณนี้มันจะ เดินสูงขึ้นไปถึงไหน เป็นลำดับขึ้นไป. นี้เรากล่าวในทางธรรมเท่านั้น, ที่มีให้ศึกษา ชัดเจนอยู่ ก็มีอยู่ในทางธรรมะเท่านั้น. บรรดาความรู้ทั้งหลายตั้งแต่ต้นที่สุดจนถึง สุดท้าย บรรลุมรรค ผล นิพพานแล้ว มีไม่รู้กี่สิบญาณ ; ถ้าจะไปแจกกันให้หมดเป็น หลายสิบญาณ, แต่ว่ามัน แบ่งออกได้เป็นสองพวก คือความรู้ตามธรรมชาติ ความจริงตามธรรมชาติ ว่ามันมีอยู่อย่างไร, เช่นรู้เรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องกามคุณ เรื่องอะไรก็ตาม ที่มันเป็นจริงอย่างไร เป็นอยู่อย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้มัน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร, มีความทุกข์อย่างไร มีความน่าเกลียดน่าชังอย่างไร, ยึดถือ เข้าแล้วมันกัดเอาอย่างไร, รู้ในระดับนี้ ก็เรียกว่าธัมมฐิติญาณ , น่าจะจำคำนี้ไว้ให้ ดี ๆ ว่า ธัมมฐิติญาณ, ฐิติ แปลว่า ตั้งอยู่ , ธรรมะ ตามธรรมชาติ, ธัมมฐิติญาณคือความรู้ ในสิ่งที่มันตั้งอยู่ตามธรรมชาติอย่างไร. นี่ไล่ ๆ มาตั้งแต่เรียกว่ารู้เรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ เรื่อง ไม่เที่ยง, เรื่อง เป็นทุกข์ เรื่อง เป็นอนัตตา เรื่อง อิทัปปัจจยตา อะไรก็ตาม ว่า

น.334 มัน เป็นธรรมชาติ , ตั้งอยู่ตามธรรมชาติอย่างนั้น. หมวดนี้ก็มีหลายสิบชื่อ หลายญาณ หลายสิบญาณ ; ครั้นมาถึง ที่สุดแห่งญาณนี้ รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาถึงที่สุด ว่า ตามธรรมชาติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่นี้มาถึง ตอนนี้ มันก็ เปลี่ยนระดับ เป็นญาณที่จะไปสู่พระนิพพาน จะเรียกว่า นิพพานญาณ - ญาณที่เป็นนิพพาน หรือนำไปสู่นิพพาน หรือเนื่องด้วยนิพพาน, คือพอมัน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงพอ สูงสุดของธัมมฐิติญาณ ฝ่ายนั้นแล้ว มันก็เกิดญาณพวกนิพพิทาญาณ วิราคญาณ นิโรธ- ญาณอะไร, คือมันเริ่มเบื่อหน่ายเริ่มคลายกำหนัด เริ่มดับ เริ่มหยุด, ตอนนี้ก็มีหลายญาณ หลายสิบญาณหลายสิบชื่อ ถ้าขยันแจกแยกมันก็หลายสิบชื่อ, ญาณฝ่ายนี้คือเป็นญาณฝ่ายที่ ได้เกิดนิพพานหรือเป็นนิพพาน. พูดง่าย ๆ ก็ว่า ญาณพวกแรกให้รู้จักธรรมชาติ ตาม ที่เป็นจริง ว่ามันเป็นอยู่อย่างไร, ครั้น เห็นตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะเกิดญาณ ประเภท หลังคือนิพพานญาณ เป็นไปเพื่อนิพพาน คือมัน จะเบื่อหน่าย ในสิ่งเหล่านั้น, จ ะคลาย ความยึดถือ ในสิ่งเหล่านั้น จะดับความยึดถือในสิ่งเหล่านั้น, กระทั่ง เห็นว่าดับแล้ว หลุดแล้ว ปล่อยแล้ว วางแล้ว อะไรก็ตาม กี่ญาณกี่ญาณ ตอนหลังนี้รวมเรียกว่านิพพาน ญาณ. ฉะนั้นญาณอันมากมายหลายสิบชื่อนั้น แบ่งได้เป็นสองพวก คือรู้ธรรมชาติ ทั้งหลายตามที่เป็นจริงอย่างไร นี้ตอนหนึ่ง ครั้นรู้แล้วก็ทำให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ ยึดมั่นถือมั่น นี้ตอนหนึ่ง, รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่ตั้งอยู่อย่างไร ตามธรรมชาติ เป็นจริง อย่างไร, นี้ก็มาเป็นขั้น ๆ ๆ ๆ มากมายเหมือนกัน. ครั้นรู้แล้ว อย่างนี้แล้ว ก็เปลี่ยนเป็น ว่าเดี๋ยวนี้ ก็จะเป็นฝ่ายนิพพาน, คือ จะหยุด จ ะพอ จะเกิดความนิพพิทา คือ เบื่อ หน่าย สิ่งเหล่านั้น, วิราคะคลายความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้น ก็จะ เป็นนิโรธะ คือ ดับความยึดมั่นถือมั่น, นี่คือการบรรลุมรรค ผล นิพพาน. แล้วก็เกิดญาณ สุดท้าย ปัจจเวกขณญาณ ว่าโอ้, จบแล้ว เรื่องจบแล้ว. นี้กี่ญาณกี่ญาณตอนหลังก็

น.335 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๒๙๙ เรียกว่า นิพพานญาณทั้งนั้น, ความเป็นมาแห่งญาณ มันจะมากมายเท่าไร มันก็แบ่งได้ เป็น ๒ พวกเท่านี้แหละ, แล้วเราอยู่ในญาณไหนก็ดูเอาเอง, หรือว่าญาณไหนยังไม่มีเลย ก็จะรู้ได้เอง. เป็นอันว่า ต้องรู้ความจริงของธรรมชาติ รู้ความจริงของธรรมชาติตาม ธรรมชาติ ที่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ, รู้ ๆ ๆ ๆ จนในที่สุดรวมความได้ว่า ยึดถือไม่ได้, ยึดถือแล้วกัด. สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ที่เรามีกันอยู่ หากันมาไว้ สะสมกันมาไว้ จะเป็นทรัพย์สมบัติแก้วแหวนเงินทอง บุตรภรรยาสามี เกียรติยศชื่อเสียง อำนาจวาสนา อะไรก็ตาม กี่ร้อยอย่างกี่พันอย่างก็ตาม, พอมาถึงขั้นนี้ก็รู้ว่า โอ, ยึดถือไม่ได้เพราะยึด ถือแล้วกัด, ยิ่งดีมากแพงมากก็ยิ่งกัดมาก. รู้ในสิ่งเหล่านี้ถึงที่สุดว่า ยึดถือไม่ได้ นี่คือธัมมฐิติญาณ. ต่อจากนั้นก็รู้ความไม่ยึดถือ รู้จักทำความไม่ยึดถือ รู้จักทำความ ปล่อย นี่คือนิพพานญาณ , มันต่อเนื่องกันหลังจากที่รู้ว่ายึดถือไม่ได้ ยึดถือไม่ได้ ยึดถือแล้วกัด, ก็มีโดยไม่ต้องยึดถือ ; ถ้าคนเรามีอะไร ๆ โดยไม่ต้องยึดถือ มันก็ ไม่กัด. โทษที่ไม่รู้จักวิมุติตามจริง. เดี๋ยวนี้คนยึดถือไปเสียหมด ก็ได้ปวดหัวนอนไม่หลับ เป็นโรค ประสาทเป็นบ้าตาย, นี่แล้วก็ เพราะความยึดถืออย่างนี้ มันจึงเกิดกิเลส : เกิดความ รัก เกิดความโกรธ เกิดความเกลียด เกิดความกลัว ความอาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา ความหวงความหึง จนมันได้ฆ่าฟันกัน แล้วมันก็ได้ฆ่าฟันกันขนาดที่เป็นสงคราม. เดี๋ยวนี้ โลกไม่ว่างจากสงคราม แล้ว สงครามทุกชนิดมาจากความยึดถือ ส่วนที่เป็นตัวกูเป็น ของกู , ยึดถือเกียรติ ยึดถืออะไร ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้ เห็นด้วยไม่ได้, ยึดถือของกู

น.336 ก็ต้องเอาไว้ ก็ต้องต่อสู้, แล้วก็ ไปปล้นไปชิงไปยื้อแย่งของผู้อื่น มาเป็นของกู, ฝ่ายหนึ่งรู้ทัน มันก็ต่อสู้ มันก็ได้รบกัน, มันไม่มีอะไรที่ว่ามันจะไม่มาจากความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู. ถ้าคนในโลกรู้เรื่องนี้ เขาก็จะหยุด, หยุดยึดมั่น แล้วก็ ทำไปด้วยสติ ปัญญา, อย่าทำไปด้วยกิเลสตัณหา. เราพูดว่า ทำไปด้วยจิตว่าง เขาว่าบ้า แล้วเขาด่า เอาด้วย, ว่าทำไปด้วยจิตว่าง คือไม่ต้องยึดถือว่าเป็นตัวกูว่าเป็นของกู. จะหาเงินก็หา ด้วยสติปัญญา, อย่าหาด้วยกิเลสตัณหา มันก็ไม่กัด, จะมีเงินไว้ก็มีด้วยสติปัญญา อย่ามีด้วยกิเลสตัณหา มันก็ไม่กัด. จะใช้เงินไปก็ใช้ด้วยสติปัญญา อย่าใช้มันไป ด้วยกิเลสตัณหา มันก็ไม่กัด, หมายความว่ามันไม่มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะการหา การมี การใช้ การอะไรทุกอย่าง. แล้วคนก็อยู่กันเป็นสันติสุข, โลกนี้ก็มีสันติภาพ เพราะว่า มันทำไปอย่างถูกต้อง ไม่กระทบกระทั่งกัน, มันเต็มไปด้วยความถูกต้อง ของความรู้ ของการกระทำ และมีผลของการกระทำ มันก็ เรียกโดยบาลีว่า สนติ ๆ สงบรำงับ, ยอด สุดก็เป็นวิมุติ คือความหลุดพ้น เด็กๆ โง่ๆ สมัยปัจจุบัน จะเรียนมหาวิทยาลัยมาจากเมืองนอกเมืองนาปริญญา ยาวเป็นหาง ก็ไม่รู้จักคำว่าวิมุติ, ไม่รู้จักคำว่าวิมุติในพุทธศาสนา แล้วก็เห็นว่าเป็นคำครึ ๆ กระๆเอาไปล้อกันเล่นอะไรกันเล่น, เลยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการมีพุทธศาสนา แล้ว โง่ก้มหัวไปเห็นวิมุติบ้า ๆ บอๆอะไรของวัตถุนิยม. คำว่า วิมุติ ๆ มันแปลว่า หลุด พ้น, หลุดพ้นจากสิ่งที่ผูกมัด ก็คือเสรีภาพนั่นเอง, สิ่งที่เรียกว่าวิมุติ ๆ วิมุติหลุดพ้น มัน ก็คือเสรีภาพนั่นเอง ที่เขาบูชากันนักหนา แต่มันไปบูชาเสรีภาพของคนโง่, ไม่บูชา เสรีภาพอย่างของพระพุทธเจ้า.

น.337 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๐๑ เดี๋ยวนี้คนก็เป็นทาส, เป็นทาสคือไม่มีเสรีภาพ, ก็เป็นทาสของความเอร็ด- อร่อย สนุกสนานเพลิดเพลินทางเนื้อทางหนัง ที่บูชากันนัก, ถึงกับบูชาชูแก้วเหล้าขึ้น บนหัว, แล้วก็สรรเสริญให้พรกันด้วยแก้วเหล้า. นี้มันโง่เท่าไร, มันเสรีภาพที่ตรงไหน, มันบูชาแก้วเหล้า แล้วมันจะมีเสรีภาพได้ที่ตรงไหน. มันไม่รู้ว่า เสรีภาพจริง ๆ มันต้อง หลุดพ้นจากความหลอกลวงของสิ่งเหล่านี้, บูชากิเลส บูชาความอร่อยของกิเลส การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม คือการแลกเปลี่ยนท่าเต้นรำบัลเลต์, เต้นรำแบบอย่างผีสาง อย่างที่คุณย่าคุณยายเห็นแล้วเป็นลม, ระบำบัลเลต์มันอย่างนั้น, แล้วก็บูชาวิธีเต้นกัน ให้แปลก ๆ เอามาแลกกัน, ประเทศนั้นเอามาแลกให้ประเทศนี้ ประเทศนี้เอามาแลกให้ ประเทศนั้น, เรียกว่าแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม. มันโง่เท่าไร มันบ้าเท่าไร, แล้วมันเป็น ทาสของความโง่ เป็นทาสของกิเลสเท่าไร, แล้วมันก็เรียกว่าเสรีภาพ, กูจะเต้นรำอย่างมี เสรีภาพ. แต่ก็ไม่รู้ว่า มันอยู่ภายใต้อำนาจกดขี่ของกิเลสสักเท่าไร. นี่ คือโทษของ การที่มันไม่รู้ความหมายของคำว่าวิมุติ ๆ หลุดพ้น, มันต้องหลุดพ้นจากสิ่งที่บีบคั้น บังคับ ชักลากจิตใจ ให้ไปสู่ความยุ่งยากลำบาก. เพราะไม่มีสัมมาญาณะจึงตกเป็นทาสวัตถุ. คนเข้าใจผิด เพราะ มีญาณะผิด มัน เป็นมิจฉาญาณะ , ไ ม่ใช่สัมมา ญาณะ อย่างที่เรากล่าวแล้วข้างต้น. ถ้ามีสัมมาญาณะ มันก็ไม่ทำอย่างนั้น ; เดี๋ยวนี้ มัน มีมิจฉาญาณะ จะทำอย่างไร, แล้วมันก็มิจฉาญาณะด้วยกัน แล้วก็บูชาตาม ๆ กันไป ทั้งโลก. ประเทศไทยตัวเล็ก ๆ ไปตามกันเขาทั้งนั้น, ไปรับเอาอะไรบ้า ๆ บอ ๆ มา ทั้งนั้น, โดยไม่ดูว่าเจ้าของเดิมเจ้าต้นตำรับตำรานั้นมีเสรีภาพไหม, มีสันติภาพไหม, ประเทศที่เราจะเอาอย่างเขานั้นมันมีสันติภาพไหม, มันมีเสรีภาพไหม. เราก็ตกหลุมล่อ ของเขา สนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน สวยงามอย่างนั้นอย่างนี้, มันจึงโง่ถึง

น.338 ขนาดยกแก้วเหล้าขึ้นชูบนศีรษะให้พรกันอย่างมีเกียรติ ในระหว่างหมู่บุคคลที่เขาถือกันว่า มีเกียรติ, นี้มันบ้าเท่าไร, ผีมันจะหัวเราะเท่าไร, ลิ่งมันจะหัวเราะสักเท่าไร. มนุษย์ทำ อย่างนี้ ทำไมไม่นึกดูบ้าง ว่าเรามันไม่มีเสรีภาพ. ขอให้เรามีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสหรือเหยื่อของ กิเลส, เดี๋ยวนี้เราเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทางธรรมะต้องเรียกอย่างนั้น ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราไปเป็นทาสมัน เรียก อย่างสมัยใหม่หน่อยก็เรียกว่า มันเป็นทาสของวัตถุนิยม, รสอร่อยอันเกิดจากวัตถุ ก็เป็น ทาสของมัน, แล้วอะไร ๆ ที่จะวางกฎวางเกณฑ์ วางความถูกต้องอย่างไร ก็เอาวัตถุ เป็นหลัก, แล้วบูชาความถูกต้องของกฎเกณฑ์ทางวัตถุ, มันก็เป็นทาสของวัตถุนิยม ในเรื่อง ความเอร็ดอร่อยบ้าง ในเรื่องความจริง ในเรื่องหลักเกณฑ์บ้างอะไรบ้าง ก็ล้วนแต่เอา วัตถุเป็นหลัก มันก็เป็นทาสของวัตถุนิยม. ทั้งโลกกำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม, ก็ เลยระดมทุ่มเทสติปัญญาทั้งหมด ค้นหาแต่เรื่องที่เป็นวัตถุ. ดังนั้นความก้าวหน้าอย่าง แรงอย่างเร็วอย่างสูง มันจึงเป็นไปแต่ในทางวัตถุ, ก็ดูเรื่องที่มันมีขึ้นมาซิว่า เรื่องความ เจริญทางวัตถุ ทางอวกาศก็ไปโลกพระจันทร์ได้, ทางปรมาณูก็มีกำลังอะไรไม่รู้มาใช้ อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วก็มีอันตรายเท่า ๆกัน, ทางอีเลคโทรนิคมันก็ทำ คอมพิวเตอร์ ทำอะไรสารพัดอย่างขึ้นมา, แล้วมันช่วยอะไรได้ มันช่วยอะไรได้ นอกจาก เพิ่มให้มันยุ่งมากขึ้น สร้างปัญหาใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น. สร้างเครื่องจักรขึ้นมาเท่าไร คนก็ว่างงานขึ้นมาเท่านั้น, สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเท่าไร คนมันก็โง่ลงเท่านั้น มันไม่ สามารถจะเอาชนะปัญหาอันแท้จริงของมนุษย์ได้, เรียกว่า ความรู้นี้ไม่ใช่สัมมาญาณะ, ไม่ใช่สัมมาญาณะ. เรากำลังพูดกันถึงสัมมาญาณะ, ความรู้นั้นต้องถูกต้อง, ถูกต้อง นั้นมันต้องดับทุกข์ได้ . ถ้ามันดับทุกข์ไม่ได้ ไม่ใช่ถูกต้อง ไม่ใช่สัมมา, มันเป็น ความบ้าหลังชนิดหนึ่ง ไม่อาจจะช่วยโลกให้มีสันติภาพได้.

น.339 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๐๓ โลกนี้กำลังบ้าหลังทางวัตถุ อย่างนี้ มันก็ไกลสันติภาพออกไป ไกล ออกไป ไกลออกไป, พร้อมกันนั้นก็ได้รับการลงโทษ ให้เป็นทุกข์ยาก ลำบาก แสนสาหัส, แล้วมันก็ค่อย ๆ นึกได้ ค่อยๆ หันกลับ จะหันกลับเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่มัน ต้องหันกลับแน่ ๆ, มันไปจนสุดเหวี่ยงแล้ว ก็ดับทุกข์ไม่ได้ มีแต่เพิ่มปัญหาขึ้นมา, มันก็จะเริ่มสลัดคัดออก อะไรเกินจำเป็นคัดออก, อะไรเกินจำเป็นคัดออก คัดออกเหลือ แต่ที่จำเป็น. ในตอนนี้จะอยู่กันเป็นผาสุก, จะรักกันได้ จะไม่อิจฉาริษยากัน จะไม่ เบียดเบียนกัน เรียกว่ามีสันติภาพ. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครต้องการ, ต้องการที่จะก้าวหน้า ทางวัตถุ ให้ได้เปรียบผู้อื่น ในการที่จะเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตัว, ต้องการ จะครองโลก ต้องการจะเป็นเจ้าโลก ต้องการจะครองโลกแย่งกันครองโลก, แล้วโลกนี้ มันจะมีสันติภาพได้อย่างไร. นี่เรียกว่า จงพยายามศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่า ธัมมฐิติญาณ - ญาณรู้ตามเป็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันตั้งอยู่อย่างไรตาม ธรรมชาติ, มันมีอยู่อย่างไรตามธรรมชาติ, มีความจริงอย่างไรตามธรรมชาติ, ให้ช่วยกัน ศึกษาข้อนี้ จนรู้ว่า มันมีความจริงตั้งอยู่ตามธรรมชาติ คือยึดถือไม่ได้ หลงรักไม่ได้ อย่าไปเกี่ยวข้องกับมัน ด้วยความหลงรัก ด้วยความพอใจ ด้วยความยึดถือเลย. เดี๋ยวนี้ การศึกษาของเรา มันไม่มาทางนี้ มีแต่ทางให้ยึดถือมาก ๆ ให้ หวังมาก ๆ ให้พยายามมาก ๆ, ด้วยความยึดถือด้วยความต้องการ แล้วคนทั้งโลกก็นิยม ทำกันอย่างนั้น, โลกนี้มันก็เป็นอย่างนี้ มันก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นได้. จะ มีองค์การโลก องค์การโลกกี่องค์การกี่สิบองค์การ มันก็ช่วยโลกไม่ได้ เพราะมันไม่ถูก กับเรื่อง ; เพราะว่ามันเป็นที่แย่งกันหาโอกาส, แย่งกันหาอำนาจ, แย่งกันหาประโยชน์

น.340 เสียมากกว่า, มันไม่ได้มีการสั่งสอนให้ถูกต้อง, องค์การศึกษาขององค์การสหประชา- ชาติไม่ได้สอนเรื่องนี้, แต่สอนให้ก้าวหน้า ในเรื่องที่มันมีอยู่แล้ว ที่กำลังเป็นปัญหา อยู่แล้ว ที่กำลังทำลายโลกอยู่นั่น ให้มันยิ่งขึ้นไป. ถ้าเขา มีการศึกษาที่ถูกต้อง ทางธรรมทางศาสนา ให้ลดความโง่ ความหลงในวัตถุ ไม่บูชาวัตถุนิยม, ไม่ยก แก้วเหล้าขึ้นชูบนศีรษะอีกต่อไป นั้นมันจะเปลี่ยน มันก็จะเดินถูกทางของธรรมชาติ, ถูกหรือผิดนี่มันของธรรมชาติ. พวกที่มีพระเจ้าเขาว่าของพระเจ้า เราไม่มีพระเจ้าชนิด นั้น เรามีพระเจ้าคือกฎของธรรมชาติ ความแตกต่างของพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์. รู้จักความเป็นพุทธบริษัทไว้ด้วยว่ามีกฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้า, ไม่ได้มี พระเจ้าที่เป็นผี หรือเป็นเทวดา หรือเป็นเทพเจ้าเป็นอะไรอย่างที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล นั้น พุทธบริษัทไม่มี. ถ้ามีความรู้สึกอย่างบุคคลมันก็มีกิเลสอย่างบุคคล, เดี๋ยวพระเจ้า โกรธ เดี๋ยวพระเจ้าพอใจ, เดี๋ยวพระเจ้าให้รางวัล, เดี๋ยวพระเจ้าลงโทษ อย่างนี้ก็ พระเจ้า นี้ไม่มีอะไรดีกว่าคน มีความรู้สึกอย่างคน. เราไม่มีพระเจ้าอย่างนั้น แต่ มีพระเจ้า อย่างกฎธรรมชาติ แน่นอนเฉียบขาด ว่าถ้าทำอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ถ้า ทำอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ถ้าทำอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้. แล้วก็ไม่ต้อง บอกด้วยว่า ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์, บอกแต่มันจะเกิดขึ้นอย่างนี้ ที่แก ทนไม่ได้ แกก็เกลียด ก็เรียกว่าความทุกข์, เรียกว่าชั่ว, ที่แกชอบ แกก็ คิดว่าดี เรียกมันว่า ดีว่าถูกว่าบุญ. แต่ ธรรมชาติแท้ๆ ไม่มีดีชั่ว-บุญบาป สุขทุกข์อะไร, มีแต่ว่า ทำลงไปอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ทำลงไปอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ใครชอบอย่าง

น.341 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๐๕ ไหนก็เลือกเอา. นี่พระเจ้าของชาวพุทธ, พุทธศาสนาจึงมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์. ไม่เป็นไสยศาสตร์ ไม่งมงาย ; ถ้างมงาย เป็น ไสยศาสตร์ ก็ไม่ใช่ สัมมาญาณะ, มันเป็นมิจฉาญาณะคือรู้ผิด มันรู้ผิดต่อความจริงของธรรมชาติ ก็ทำไปอย่างผิด ๆ. นี้ก็เรียกว่าไสยศาสตร์. นักเรียนนักศึกษาทั้งหลายนี้ รู้จักคำสองคำนี้ไว้ให้ดี ๆ ไสยะ แปลว่า หลับ, พุทธะ แปลว่า ตื่น ; ไสยศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนหลับ, พุทธศาสตร์แปลว่าศาสตร์ ของคนตื่น ; จะเลือกเอาศาสตร์อย่างไหนก็เอา. ถ้าเป็น ไสยศาสตร์ มันก็ต้องพึ่งคนอื่น ไม่คิดพึ่งตัวเอง คิดให้คนอื่นช่วย นั่นแหละคือไสยศาสตร์, อะไร ๆ ก็ บนบานสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์นั้นให้ช่วย ตัวเองไม่ต้องทำ , ถ้าอย่างนี้เป็นไสยศาสตร์. ถ้ารู้ว่ามันมีกฎ ตายตัว ทำอย่างไรผลเกิดขึ้นอย่างไร , ทำอย่างไรผลเกิดขึ้นอย่างไร, คนต้องทำเอง แล้วก็ทำเองคิดพึ่งตัวเอง ; อย่างนี้มัน เป็นพุทธศาสตร์. เดี๋ยวนี้มันมีแต่คนโง่และ คนขี้ขลาด, ใครกำลังโง่ใครกำลังขี้ขลาด, คนนั้นต้องถือไสยศาสตร์เป็นแน่นอน, ช่วยไม่ได้ดอก ไม่มีใครช่วยได้ดอก. ถ้ามันโง่มันก็เอาอย่างง่ายๆให้คนอื่นช่วย ช่วย ตัวเองไม่ได้, ถ้ามันขี้ขลาด มันก็ต้องเอาอะไรเข้าไว้ก่อน ชนิดที่มันเห็นว่าแปลกดี, หรือศักดิ์สิทธิ์ดีขลังดี, มันจึงไปถือสิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไร. ฉะนั้น ไสยศาสตร์ ก็ต้องมีความ ศักดิ์สิทธิ์, ความเข้าใจไม่ได้ นั่นแหละ เป็นหลักเป็นพื้นฐาน, ไสยศาสตร์มันจึงมี อยู่ได้เพราะความโง่ เพราะความขลาดของประชาชน เมื่อคนในโลกยังโง่ ยังขลาดอยู่ ไสยศาสตร์จึงยังมีอยู่ได้ และมันจะ เจริญด้วย, ถ้าเหตุการณ์ในข้างหน้าในอนาคตของโลกที่มันเจริญ ๆ แล้ว แต่มันทำให้คน ขลาดมากขึ้น โง่มากขึ้น คือหลง ๆๆในสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แล้วก็ ไสยศาสตร์ยังจะต้อง ครองโลก. ฉะนั้น เราเตรียมตัวกันไว้ให้ดีเถอะว่า จะมีไสยศาสตร์หรือจะมีพุทธศาสตร์

น.342 ท่านปัญญา ฯ เขาต้องการจะทำลายไสยศาสตร์, อาตมาว่า ไสยศาสตร์นี้ต้องเก็บไว้ให้คน โง่ ทำลายไม่ได้, ไสยศาสตร์นี้ต้องเก็บไว้ให้คนโง่ ท่านปัญญา ฯ เขาแสดงความ พยายามจะทำลายไสยศาสตร์ให้หมดไป ก็กระทบกันไปทางหนึ่ง, เรามันจำเป็นที่ต้องเก็บ ไว้ให้คนโง่. ถ้าคนโง่ยังมีอยู่ในโลก ไสยศาสตร์มันต้องมี ; ถ้าไม่มีไสยศาสตร์ ไว้ให้คนโง่ คนโง่จะปวดหัวตาย, จะเป็นโรคประสาทตาย, มันจะบ้ามันจะอาละวาด, ต้องเก็บไสยศาสตร์ไว้ให้คนโง่. แล้วยังเชื่อว่าใ นอนาคตนั้น คนยังจะต้องโง่หนัก ขึ้นไปอีก; เพราะของหลอกลวงมันมากขึ้น , ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทาง วัตถุจะประดิษฐ์สิ่งหลอกลวงให้หลงใหลมากขึ้นไปอีก ให้คนโง่ให้คนหลงมากขึ้นไปอีก เดี๋ยวนี้มันก็มากมายพอการแล้ว ตั้งแต่ในยุคมีไฟฟ้า ยุคไฟฟ้าเครื่องใช้ ไฟฟ้า มันก็มีอะไรที่ทำให้คนหลง ให้คนโง่ให้คนหลงมากขึ้น, มันก็ยังต้องโง่ยังต้องขี้ขลาด ยังจะต้องกลัวจะสูญหายกลัวอะไรอย่างไม่มีเหตุผล, คือมันจะกลัวตาย กลัวพลัดพราก จากทรัพย์สมบัติอะไรมากขึ้น. ฉะนั้นจึงเป็นอันว่า ไสยศาสตร์นี้ยังจะหมดไปไม่ได้ จนกว่าคนโง่มันจะหมดไปจากโลก ; ถ้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มันจะทำให้คนโง่ มากขึ้นต่อไปอีก มันก็ยัง จำเป็นที่จะต้องมีไสยศาสตร์ไว้ให้คนโง่, เลยปนกันยุ่ง. รัฐบาลผู้มีหน้าที่ปกครองไม่รู้จะเลือกเอาอย่างไหน ยังมีพิธีการส่งเสริมไสยศาสตร์ในพิธี อยู่มากเพราะเห็นยังจำเป็นอยู่ มันก็ถูกเหมือนกัน, เพราะคนมันยังโง่อยู่นี่. ใ ครเอาพระเครื่องรางมาแขวนคอ เพื่อว่าพระพุทธเจ้าจะช่วย นั้นคือคนโง่, ใครกำลังมีพระเครื่องแขวนคอ แขวนอยู่ว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยนั่นคือคนโง่ , คือคนถือ ไสยศาสตร์ ว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย. แต่ถ้าใครเอาพระเครื่องมาแขวนคอเพียงว่า กันลืม, กันไม่ให้ลืมพระพุทธเจ้า, ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ที่จะช่วยโลกให้ดับทุกข์ ได้, กันไม่ให้ลืมพระพุทธเจ้า ช่วยเตือนให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ามากขึ้น, คนนี้ถือ

น.343 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๐๗ พุทธศาสตร์ . คนแขวนพระเครื่องด้วยกันเหมือนกัน คนหนึ่งถือไสยศาสตร์, คนหนึ่ง ถือพุทธศาสตร์, ด้วยเหตุที่ว่า ความในใจแท้จริงมันต่างกัน. ในโบสถ์ โบสถ์ไหน มีแต่นั่งสั่นเซียมซี นั่งอ้อนวอนโบสถ์นั้นเต็มไปด้วยไสยศาสตร์, ไม่มีพุทธศาสตร์. ถ้าโบสถ์ไหน มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ก็มีพุทธศาสตร์, ไม่มี ไสยศาสตร์. นี่เรื่องไสยศาสตร์เรื่องพุทธศาสตร์นี่ มันก็มาจากต้นตออย่างที่ว่า มาแล้ว ข้างต้น ว่าเรามีสัญชาตญาณ คือความรู้ที่เกิดตามธรรมชาติ อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, มันต้องติดมากับชีวิตเป็นความรู้ ต้องการจะมีชีวิต จะถนอมชีวิต จะสืบพันธุ์ชีวิต มัน เป็นพื้นฐานอยู่อย่างนี้. ถ้าสัญชาตญาณมันเดินไปผิดทาง มันก็ ไปเป็นโง่ ไป เป็นไสยศาสตร์, ต้องอาศัยไสยศาสตร์. ถ้าสัญชาตญาณมันเดินมาถูกทาง ก็มา เป็นพุทธศาสตร์ มันเป็นความฉลาด ไม่ต้องอาศัยความโง่. สัมมาญาณะเกิดขึ้นแล้วจะมีสันติภาพได้. ทีนี้ พุทธะ แปลว่า ตื่น คือฉลาด นะไม่ใช่โง่นะ, พระพุทธเจ้าต้องเป็น จอมปัญญา จอมฉลาด จอมรู้ถูกต้อง จนดับทุกข์หรือแก้ปัญหาทั้งปวงได้. เราเป็น พุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จะทำตัวอย่างไร, ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง เป็นสัมมาญาณะ มันก็มีความสุขมีความสงบ สร้างสันติภาพส่วนตนขึ้นมาได้, สร้างสันติภาพส่วนรวมได้, สันติภาพของโลกเราก็สร้างได้. นี่ขอให้มองเห็นว่า สัมมาญาณะมันสร้างสันติภาพ ; แล้วสิ่งที่ตรงกันข้าม มิจฉาญาณะมันก็สร้างสิ่งที่ตรง กันข้าม, สร้างความโง่ สร้างความหลง สร้างความขลาด สร้างความกลัวแล้วก็ดิ้นรน ไปตามอำนาจโง่ ความหลง ความขลาด ความกลัว ทำอะไรยุ่งยากไปหมด จนไม่รู้ว่า

น.344 จะถืออะไรกัน ; นี่เรียกว่าคนหลับคนหลง เรียกว่าถือไสยศาสตร์ คือศาสตร์สำหรับ คนหลับ. ขอร้องให้ท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธบริษัท ระมัดระวังเรื่องนี้ไว้ให้ดี ขอ ให้ทำตัวให้สมกับที่เป็นพุทธบริษัท สาวกของพระพุทธเจ้า, สาวกของพระพุทธเจ้า ต้องรุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา, สาวกของพระพุทธเจ้าอย่ารุ่งเรืองอยู่ด้วยความโง่เลย. อย่า รุ่งเรืองอยู่ด้วย ความขลาด ความกลัว ความไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง, มันจะแพ้หรือเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันไม่เป็นไปมากถึงอย่างนั้น สัตว์เดรัจฉาน ยังอยู่ในระดับกลางตามสัญชาตญาณ ไม่โง่มาก แล้วก็ ไม่ฉลาด แล้วก็ไม่โง่, มันเป็นไป ตามสัญชาตญาณระดับกลาง ๆ. คนมีสติปัญญา สร้างมาสำหรับมีสติปัญญา, ไม่ใช่ สร้างมาสำหรับโง่ ; ฉะนั้นควรจะถามตัวเองว่า เรามีอะไรถูกต้องครบถ้วนแล้วไหม ในการที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์-คน ให้มาเป็นสัตว์ที่ดีกว่าสัตว์ทั้งหลายทุกชนิด. เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็ยอมรับอย่างนั้น, ก็อยากจะยอมรับอย่างนั้น ว่า การได้เป็นสัตว์มนุษย์คือได้ เป็นสัตว์ที่ดีกว่าสัตว์ทุก ๆ ชนิด สัตว์เดรัจฉาน. แต่แล้วได้ทำถูกต้องสมกับการที่ได้ เป็นสัตว์ที่ดีกว่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ ? ถ้าคนยังมีปัญหามีความทุกข์ มีปัญหามากกว่า สัตว์แล้ว คนก็เลวกว่าสัตว์ , น่าละอายแมว น่าละอายสัตว์ที่มันไม่ค่อยจะมีความทุกข์ มันไม่ปวดหัว, มันไม่เป็นโรคประสาท, มันไม่บ้ากามารมณ์มากเหมือนคนหนุ่มสาวสมัยนี้, สัตว์เดรัจฉานมันไม่บ้ากามารมณ์มากเหมือนคนหนุ่มสาวสมัยนี้. นี่ใครจะดีกว่าใคร ก็ลองไปคิดดู ; เพราะไม่รู้อะไร มันจึงเป็นอย่างนั้น. รีบแก้ไข รีบแก้ไข, รีบทำให้ มีที่เรียกว่าสัมมาญาณะความรู้ที่ถูกต้อง. ต้องมีสัมมาญาณะ ความรู้ที่ถูกต้อง, มีธัมมฐิติญาณ รู้ว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอย่างไร, แล้วก็จะ รู้นิพพานญาณ ที่จะดับความทุกข์ อันจะเกิดจากสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้ ; อย่างนี้เรียกว่า มีสัมมาญาณะ มีแล้ว จะสร้างสันติภาพได้

น.345 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๐๙ ทุก ๆ ชนิด ; สันติภาพ ส่วนบุคคล ก็ทำได้ สันติภาพ ในครอบครัว , ในบ้านเมือง ในสังคมก็ทำได้, สันติภาพสำหรับโลกก็ทำได้ . เพราะเราไม่โง่จนถึงกับยกแก้วเหล้า ขึ้นเทิดทูนบนหัว แล้วว่าประเสริฐวิเศษให้พรกันด้วยน้ำเหล้า. นี่โลกมันยังไม่มีสัมมา- ญาณะ นี่จะทำอย่างไร. ถ้ามีสัมมาญาณะ มันก็เดินไปทางที่ว่า ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาอะไรเกิด ขึ้น, มีสัมมาญาณะแล้ว ก็รู้แจ้งแทงตลอดสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่ามัน เป็นอย่างไร, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มันปรากฏอยู่ในโลกอย่างโลก ๆ นี้ มันมีเหตุมีปัจจัย ของมันเอง, ต้องทำให้ถูกต้องตามเหตุตามปัจจัยของมัน จึงจะควบคุมมันได้ จึงจะไม่ เป็นทุกข์, ไม่ใช่ว่าจะควบคุมมันได้ด้วยการสร้างอาวุธ หรือด้วยการสร้างอะไรชนิดที่มัน ไม่เกี่ยวกัน, มันไม่ใช่เหตุผล ที่มันจะไม่เป็นทุกข์, มันต้องเป็นไปด้วยสัมมาญาณะ คือความรู้ที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มีมิจฉาญาณะ ก็คิดว่าจะครองโลก , คิดว่าจะ ใช้อาวุธจะใช้เครื่องมือที่คิดขึ้นมาได้ใหม่ ๆ ซึ่งคนอื่นคิดไม่ได้ แล้วก็จะครองโลก, อย่างนี้ มันมีไม่ทางที่จะมีสันติภาพ ฉะนั้น ขอให้สัมมาญาณะเกิดขึ้น แล้วมีมา, มีหวังที่จะมีสันติภาพ, สัมมาญาณะเกิดขึ้นแล้ว จะรู้แจ้งแทงตลอด สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, แล้วก็ ไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งใด ๆ. สัมมาญาณะเกิดขึ้นแล้ว มันก็กำจัดความโง่ กำจัดอวิชชา กำจัดมิจฉาญาณะ มิจฉาทิฏฐิ จะสร้างสันติภาพได้, มีกันในลักษณะที่เป็นวิทยา ศาสตร์. ถ้าจะมีสัมมาญาณะ ต้องมีในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เป็นไสย- ศาสตร์. ถ้ามันเป็นมิจฉาญาณะ มันจะให้พระเจ้าช่วย ผีสางเทวดาช่วย ดวงดาวฤกษ์ ช่วย, มันเป็นมิจฉาญาณะ, อย่างนั้นมันเป็นไสยศาสตร์. สัมมาญาณะ จะมีในลักษณะ

น.346 อย่างนั้นไม่ได้, มีในลักษณะวิทยาศาสตร์ ที่ว่า ทำลงไปอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำลงไปอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, แล้วมันก็เลือกทำ, ผลที่ควรต้องการก็เกิดขึ้น. มีสัมมาญาณะแล้วมันจะทำลายความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ไม่มีชีวิต อยู่ด้วยอุปาทาน, ไม่ได้ยึดมั่นว่าร่างกายนี้เป็นของกู ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องไม่เป็นอย่าง อื่น. เงินทองข้าวของทรัพย์สมบัติเป็นของกู ต้องเป็นอย่างนี้ต้องไม่เป็นอย่างอื่น, อะไร ๆ ในโลกนี้ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องเป็นอย่างอื่น, ถ้าคิดอย่างนี้มันเป็นคนโง่. ฉะนั้น ต้องมีสัมมาญาณะ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย : จงสร้างเหตุ ปัจจัยให้ถูกต้อง แล้วก็จะได้มาซึ่งความสงบสุข ไม่มีปัญหาไม่มีความทุกข์. เราต้องอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ก็ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ที่จะอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยน แปลง, เรามีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตายเราก็ต้องมีความรู้ชนิดที่ทำให้ไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความทุกข์ ขึ้นมาเพราะความ เกิดแก่เจ็บตาย ; นั่นแหละเรียกว่าพ้นจากอำนาจของความเกิดแก่เจ็บตาย, เรียกสั้น ๆ ว่า ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย, มันไม่มีตัวตนสำหรับจะเกิดแก่เจ็บตาย, มันไม่มี ตัวตนสำหรับจะอยู่ที่นี่ ไม่มีตัวตนสำหรับที่จะไปไหน, มันมีแต่การเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นเรา. ที่เราเรียกว่า เราโดยสมมตินี่ เป็นตัวกู เป็นตัวเรานี้ มันไม่มีตัวจริงของมัน, มันมีแต่สิ่งตาม ธรรมชาติประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายและจิตใจ. จิตใจรู้สึกคิดนึกได้ มันก็ บันดาลให้ร่างกายเป็นไปตามนั้น ; ถ้าอบรมจิตใจไว้ไม่ถูกต้อง มันก็พาร่างกายไป ในทางที่ผิด, แล้วก็เกิดทุกข์. ถ้าอบรมจิตใจไว้ให้ถูกต้อง มีสัมมาญาณะ, สัมมา- ญาณะช่วยจำไว้ให้ดี, มันก็จะพาร่างกายไปในทางที่ถูกต้อง, พาวัตถุไปในทางที่ถูกต้อง พาทุกคนไปในทางที่ถูกต้อง, พาโลกไปในทางที่ถูกต้อง, มันก็ไม่มีปัญหา, โลกนี้มันก็ มีสันติภาพ.

น.347 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๑๑ เรามีความรู้ มีญาณ มีสัมมาญาณ มีความรู้เพิ่มขึ้น ๆ จนจิต ๆ ๆ สิ่งที่เรียก ว่าจิตนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้, ไม่มีอวิชชา ไม่มีความโง่ มันก็ สามารถดำรงอยู่อย่าง ถูกต้อง มันก็ไม่เกิดความทุกข์, เป็นจิตที่อะไรจะมาหลอกไม่ได้. เดี๋ยวนี้คนธรรมดา มันมีจิตชนิดที่อะไรมาหลอกได้ ของสวยของงาม ของเอร็ดอร่อย ของอะไรมันมาหลอก ได้ เพราะมันโง่ไม่มีสัมมาญาณะ , แล้วมันแถมมีมิจฉาญาณะเสียด้วย มันหลอกง่าย. ถ้ามีสัมมาญาณะแล้วมันหลอกไม่ได้ ก็เรียกว่า อะไรปรุงแต่งไม่ได้ นั่นแหละคือจุดสูง สุดของพุทธศาสนา. ช่วยฟังให้ดี ช่วยฟังให้ดี ว่า คุณธรรมสูงสุดของจิตตามหลัก พุทธศาสนานั้น คือ ความที่จิตไม่มีอะไรมาปรุงแต่งได้, จิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ เรียกว่าวิสังขารจิต, จิตที่ถึงแล้วซึ่งวิสังขาร อะไรปรุงแต่งไม่ได้. จิตนั้นจะพบกันอยู่กับ นิพพาน, ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสไม่ได้, พบแต่ความว่างจากกิเลส, พบแต่ความว่าง จากความทุกข์. บทสวดมนต์บทนั้นสำคัญมาก วิสงขารคติ จิตฺตฺ ตฺหานํ ขยมชณคา - ปฐมพุทโธวาท จะจบลงด้วยคำว่า วิสงฺขารคติ จิตฺตฺ ตฺหานํ ขยมชณภา - จิตนี้ มันถึงสภาพวิสังขารเสียแล้ว ไม่มีอะไรมาหลอกจิตได้, ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตให้เป็นไป ในทางผิดได้ ; เพราะว่าจิตมันได้รับการอบรม ให้มีสัมมาญาณะอย่างเพียงพอเสียแล้ว จึงสามารถสร้างสันติภาพขึ้นได้ในทุกระดับในทุกชั้น หรือทุกความหมายทุกชนิด. นี่ เรียกว่ามีสันติภาพโดยแท้จริงและสูงสุด แต่เราเรียกชื่อว่านิพพาน ; นิพพาน แปลว่า เย็น . สันติภาพอันถาวรคือนิพพาน. คนที่เขาพูดกันอย่างอื่น เขาเรียกกันมาอย่างอื่น ว่านิพพานเป็นบ้านเป็นเมือง อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้, ใครไปเกิดที่นั่นแล้วไม่ต้องแก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป ; นิพพานอย่างนี้ไม่มี ในพุทธศาสนา ; แต่พุทธบริษัทถือกันอย่างนั้น เป็นบ้านเป็นเมืองที่ไปเกิดที่นั่นแล้ว

น.348 ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. นิพพานคือความเย็นแห่งจิต ที่ปราศจากความร้อน ที่มาจากกิเลส, ไม่มีกิเลส ไม่มีมิจฉาญาณะ มีแต่สัมมาญาณะ ไม่เกิดกิเลส, มันก็พบกับความว่างจากความร้อน, ว่างอย่างยิ่งจากความทุกข์, ว่าง จากกิเลส นั่นแหละ คือนิพพาน. ฉะนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นสันติภาพยิ่งไปกว่านิพพาน คือความเย็น เย็นไปตามลำดับ, เย็นไปตามลำดับกว่าถึงเย็นที่สุด ไม่มีความทุกข์ อย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ, ทุกอย่างเรียบร้อย มีความเย็นอย่างโลก ๆ มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีเพื่อนฝูงมีอะไรก็ตามชนิดที่ถูกต้อง ๆ, ช่วยกันทำแต่ความเย็น. เย็น ๆ ๆ อย่าง เป็นฆราวาส เย็นอย่างในโลก, เย็นอยู่อย่างในโลก ๆ มีตัวมีตนกันไปก่อน แล้ว ค่อยเลื่อนขึ้นไป จนไม่มีตัวมีตน ไม่มีความร้อนใด ๆ เลย. นี้ เย็นอย่างอันสุดท้าย เย็นอย่างระดับพระอรหันต์, เดี๋ยวนี้เย็นอย่าง ระดับชาวบ้านไปก่อน มีกินมีใช้ ไม่มีปัญหาตั้งตัวให้ดี, ลูกหลานดี ครอบครัวดี ฐานะดี สุขภาพดี อนามัยดี เศรษฐกิจดี, อะไรไม่มีปัญหา ก็เรียกว่าเย็นเป็นนิพพาน ; ตามแบบชาวบ้าน ไปก่อน แล้วค่อย ๆ ทำจิตให้หลุดพ้น ไม่ยึดถือในตัวในตนใน สภาพอย่างนี้, ก็ เย็นถึงที่สุด คือเป็นพระนิพพานที่สมบูรณ์ เรียกว่าสันติภาพอัน ถาวร เป็นอนันตกาล ทั้งหมดนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า สัมมาญาณะนี่มันสร้างสันติภาพ, สัมมาญาณะ เท่านั้นที่จะสร้างสันติภาพ , มิจฉาญาณะก็สร้างวิกฤตการณ์ตรงกันข้ามกับสันติภาพ. ขอ ให้เรามีสัมมาญาณะให้สมกับที่เป็นพุทธบริษัท, มี ความรู้ที่เรียกว่าญาณที่ถูกต้อง เป็นสรณะ เป็นหลักดำเนินชีวิต ก็ จะได้รับผลเป็นสันติภาพ สมตามความประสงค์ ที่ว่ามีชีวิตชีวิตนี้มันก็จะเพื่อมีความสดชื่นไม่มีความเหี่ยวแห้ง. พูดเป็นอุปมาก็ว่า เป็น ความเบิกบานที่ไม่รู้จักโรย, เป็นความสดที่ไม่รู้จักเหี่ยวแห้ง ; เพราะว่ามันไม่มี เชื้อเพลิง ไม่มีกิเลสไม่มีเชื้อเพลิง มีแต่ธรรมะ คือความถูกต้อง ให้รู้สึกแต่ความเยือก

น.349 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๑๓ เย็น เพราะไม่มีกิเลสเพราะไม่มีความทุกข์. จงถือภาวนาอย่างเดียวว่าต้องไม่มีความ ทุกข์ ; ถ้ามีความทุกข์ยังไม่ใช่มนุษย์ ยังเป็นคนธรรมดามากเกินไป หรือเป็นคนเลว ด้วย ถ้าเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง มีใจสูงเพียงพอแล้ว ต้องไม่มีความทุกข์ อย่างที่ มนุษย์ไม่ควรจะมี, แล้วก็ สูง ๆ ขึ้นไปจนเป็นพระอรหันต์ ไม่มีความทุกข์โดย ประการทั้งปวง, เพราะไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มีปัญหาเรื่องตัวตน ไม่มีปัญหาเรื่อง ของตน จิตใจก็เยือกเย็นถึงที่สุด. เอาละ, เป็นอันว่า อาตมาได้บรรยายเรื่องสัมมาญาณะ เป็นองค์ที่ ๙ สำหรับ สร้างสันติภาพขึ้นมาให้ได้ในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอฝากไว้ให้ท่านทั้งหลาย นำไปศึกษาพินิจพิจารณาให้เข้าใจ จนเห็นชัดว่ามันมีประโยชน์จริง , แล้วก็ขอ ได้พยายามปฏิบัติดู. ครั้นปฏิบัติแล้วมันมีสันติภาพ สันติสุขจริง ก็พยายามปฏิบัติต่อ ไป ให้ถึงที่สุดให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์และพบพระพุทธศาสนา, ก็มีความเยือกเย็นอยู่ทุกทิพาราตรีกาล. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ที่เป็นการส่งเสริมกำลังใจ ให้เกิดความเชื่อ เกิด ความกล้าหาญ เกิดความพากเพียรในการที่จะปฏิบัติธรรมะ สืบต่อไปในกาลบัดนี้ ๚๛

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต