Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๑๑ — เหตุให้เกิดสันติภาพ [สัมมาวิมุตติ]

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.350 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในเรื่อง สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิมเพราะยังไม่จบ ; แต่มีหัวข้อ ย่อยเฉพาะการบรรยายในวันนี้ว่า เหตุให้เกิดสันติภาพคือ สัมมาวิมุตติ. [ทบทวน.] ข้อนี้จะขอทบทวนความเข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งมาใหม่ ว่าเรากำลังพูดกัน ถึง เรื่องสันติภาพ ว่ าจะสร้างสันติภาพขึ้นมาในโลกได้อย่างไร ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท, แล้วก็อาศัยหลักในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ในการที่จะสร้างสันติภาพ, ก็ได้กล่าวมาตาม ลำดับนับตั้งแต่ว่า เหตุไรพุทธบริษัทจึงต้องสนใจในเรื่องนี้, แล้วก็ได้กล่าวถึงวิกฤตการณ์ ๓๑๔

น.351 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๑๕ ในโลก ว่ามีอยู่อย่างไร, แล้วก็ เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ ความเดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสาย นั้นเป็นอย่างไร, แล้วจึงได้พูดถึง ภาวะสันติภาพว่าเป็นอย่างไร , แล้ว เหตุให้เกิดสันติภาพ นั้นมีอย่างไรบ้าง ก็ได้พูดมาเป็นตอน ๆ อาศัยหลักอัฏฐังคิกมัคค์ ตอนแรก ๆ ก็ได้พูดถึง หมวดปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ , แล้วก็ได้พูดถึง หมวดศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, แล้วก็ได้พูดถึง หมวดสมาธิ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, แล้วก็ได้พูดเลยมาถึง สัมมัตตะ ข้อที่ ๔ คือ สัมมาญาณะ ในฐานะที่เป็น ผลของอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งควรจะทำความเข้าใจกันไว้ ว่าถ้าพูดกันแต่เพียงเหตุหรือส่วน ที่เป็นเหตุ ก็พูดเพียง ๘ ก็พอ คือมรรคมีองค์ ๘, ถ้าจะพูดให้สมบูรณ์ไปถึงผลทั้งหมด ก็ ต้องเพิ่มอีก ๒ อย่าง คือ สัมมาญาณะ กับ สัมมาวิมุตติ, แล้วเราก็ได้ พูดถึงสัมมาญาณะ ไปแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. วันนี้ก็บรรยายกันในเรื่องสัมมาวิมุตติ ใน ฐานะเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพและเป็นตัวสันติภาพ เสียเอง มีได้สองความหมาย ซึ่ง จะได้กล่าวโดยละเอียดต่อไปข้างหน้า [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ในเบื้องต้นนี้ ก็มาพูดกันถึงคำว่าสัมมาวิมุตติ ทำความเข้าใจในคำว่าสัมมา- วิมุตติกันให้เป็นที่แจ่มแจ้งแล้วก็จะค่อยศึกษาต่อไป ว่าจะเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพได้อย่างไร และจะเป็นตัวสันติภาพเสียเองได้อย่างไรด้วย. อรรถะและพยัญชนะของวิมุตติ. โดยพยัญชนะ คือตัวหนังสือ คำว่า มุตติ ๆ ก็แปลว่า พ้น หรือ หลุด ถ้ามี วิ เข้ามาด้วยเป็น วิมุตติ ก็ พ้น หรือ หลุดอย่างสิ้นเชิง หรือว่าอย่างดี อย่างแจ่มแจ้งอย่างดี อย่างวิเศษ หลุดอย่างวิเศษก็หมายความว่า มันหลุดไปได้จริง ๆ, หลุดได้พ้นจากสิ่งที่เป็น

น.352 เครื่องผูกพันโดยประการทั้งปวง, หลุดจากทุกสิ่งที่เป็นเครื่องทรมาน ซึ่งจะรวบรวมได้เป็น ปัญหา ๔ ประการ แล้วก็จะกล่าวไปตามลำดับ คำว่าวิมุตติ แปลว่าหลุดพ้น, มีความหมายเหมือนกันกับคำว่าวิโมกข์. โมกข์ แปลว่า พ้น ว่า เกลี้ยง เหมือนกัน, แต่คำว่า วิโมกข์ นั้น เล็งไปในทางจิต เสียมากกว่า, เป็นเรื่อง เกี่ยวกับฌานกับสมาบัติ, ส่วนวิมุตตินี้ในความหมายทั่วไป คือพ้นจากสิ่งที่ควร จะพ้นในลักษณะทั่วไป. คำว่า หลุด กับคำว่า พ้น มันก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน, มัน หลุดออกได้ มัน จึงจะพ้นไปได้ ; เมื่อไม่มีอะไรผูกพันมันก็มีลักษณะเกลี้ยง ; ฉะนั้น เราจะเอาความหมายว่า เกลี้ยงก็ได้, เกลี้ยง หรือ สงัดจากสิ่งรบกวน ก็ได้. ทีนี้ก็มาถึงคำว่าสัมมา สัมมา แปลว่า โดยถูกต้อง หรือ โดยชอบ คือเป็น เรื่องที่ ประกอบอยู่ด้วยปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิ , หลุดพ้นอย่างไม่ถูกต้องนั้น คือมันไม่ หลุดพ้น เป็นความคิดความเข้าใจของคนพาลของคนไม่รู้อะไร มันไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าอะไร ผูกมัดอยู่, แล้วมันก็ไม่รู้ความหลุดพ้นที่ถูกต้อง. ถ้ามีความรู้ก็รู้ได้ว่าหลุดพ้นจากอะไร. ที่หลุดพ้นแล้วมันเป็นความหลุดพ้นโดยแท้จริง. เอาเป็นอันว่า โดยพยัญชนะก็คือว่า หลุดพ้นอย่างถูกต้อง อย่างที่ควรจะหลุดพ้น มีคุณค่าสูงสุด. ทีนี้ก็จะดู โดยอรรถะ โดยอรรถะคือ โดยความหมาย . วิธีของพุทธบริษัท เราจะศึกษาอะไรก็ศึกษาโดยพยัญชนะและโดยอรรถะซึ่งเป็นคู่กัน, โดยพยัญชนะดูตามตัว หนังสือ ดูตามคำพูด, ถ้าดูอรรถะก็ดูโดยความหมายของมันคุณค่าหรือเบื้องหลังทุกอย่างที่ เกี่ยวข้องกันกับสิ่งนั้น. ที่นี้จะดูโดยอรรถะ คำว่า หลุด คำว่า พ้น คำว่า เกลี้ยงเกลา นี้ มัน ก็ พ้นจากปัญหา, พ้นจากสิ่งที่เป็นปัญหา , สิ่งใดที่มีอยู่ คือมาหุ้มห่อร้อยรัดอยู่ ทำให้เกิด เรื่องที่ทนไม่ได้ ต้องทนทรมาน , สิ่งเหล่านี้ เรียกว่าปัญหา ทั้งหมด, ปัญหาก็คือสิ่งที่ต้อง เปลื้องออกไป คือสิ่งที่ต้องหลุดออกไปเสีย

น.353 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๑๗ ปัญหาทั้งหลายนี้ มีอยู่หลายอย่าง โดยรายละเอียดนับไม่ไหว ; แต่ถ้าจะ จัดเป็นพวก ๆ โดยเค้าความก็ จัดได้เป็นพวกๆ ตามที่มีอยู่จริง ที่พอจะเห็นได้ ก็ ควร จะจัดเป็นสัก ๔ พวก. ปัญหาที่ ๑. ปัญหาทางวัตถุ นี้ภายนอกที่ สุดปัญหาเกี่ยวกับวัตถุ เกี่ยวกับ การหาวัตถุ การมีวัตถุ การใช้วัตถุ ถ้าทำไม่ดีไม่ถูกต้อง มันก็ไม่มีจะใช้หรือใช้ไม่สำเร็จ ประโยชน์ เป็นปัญหา, นี้ก็มีการหลุดออกไปจากปัญหาทางวัตถุ คือความถูกต้องทาง วัตถุ ความไม่ขาดแคลนในทางวัตถุ, ความปกติในการมีการใช้วัตถุ เราก็หมดปัญหา อันเกี่ยวกับวัตถุ นี้เป็นข้อแรก, ดูเอาเองก็แล้วกัน. ที่จะต้องกิน จะต้องนุ่งห่ม จะ ต้องใช้สอยวัตถุอะไรบ้าง. ทีนี้ ๒. ปัญหาทางร่างกาย เกี่ยวกับร่างกายนี่ ก็ไม่มีปัญหา คือมีร่างกาย ที่ถูกต้อง มีร่างกายที่มีสุขภาพอนามัยดี มีสุขภาพดี, แล้วก็สิ่งแวดล้อมคือสังคม สังคมนี้ ก็ดี มันเนื่องกับทางกาย สังคมภายในในครอบครัวก็ถูกต้องไม่มีปัญหา, สังคมภายนอก ไกล ๆ ออกไป ก็ไม่มีปัญหา เรียกว่าทางกายไม่มีปัญหา. ทีนี้อันที่ ๓. ปัญหาทางจิต ก็ไม่มีสิ่งที่ทรมานจิต , ความรู้สึกคิดนึกอะไร ที่มันเป็นการทรมานจิต, ทำจิตให้เศร้าหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่มีสมรรถภาพในการที่จะ ปฏิบัติหน้าที่ของจิต, ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่มี มีจิตโปร่งสบายดี เยือกเย็นอยู่. ทีนี้อันสุดท้าย ๔. ปัญหาทางวิญญาณ คือทางสติปัญญาไม่ข้องขัด ไม่มีความผิดในเรื่องของสติปัญญา , ไม่มีอะไรมาผูกพันความคิด ไม่เป็นทาสทางปัญญา ของใคร, ปัญญาเป็นอิสระ ไม่เป็นทาสทางปัญญาของผู้ใด, นี้ก็เรียกว่ามันหลุดพ้นทางสติ ปัญญา.

น.354 โดยมากคนเราก็มีสติปัญญาที่เป็นทาส ที่เป็นกันมาก ๆ ก็ เป็นทาส ของไสยศาสตร์ มีความยึดมั่นผูกพันอยู่ด้วยไสยศาสตร์, มีความรู้ที่ไม่ถูกต้อง หวังพึ่ง สิ่งภายนอก ไม่รู้เรื่องเหตุปัจจัยอันเป็นภายในตามที่เป็นจริง. เมื่อเช้านี้ชั่วเวลาเช้านี้ มีคนมาให้ช่วยเป่าหัวสองรายแล้ว ก็ตอบตามที่เคยว่า ทำไม่เป็น, เป่าหัวนี่ทำไม่เป็น ไม่ ได้เล่าเรียนในเรื่องนี้มา เพราะไม่เชื่อ เพราะไม่เชื่อว่าเป่าหัวมันจะช่วยอะไรได้, แล้วก็ ไม่ได้เล่าเรียนมา ก็เลยทำไม่เป็น, ก็เลยพูดธรรมะให้ฟังบ้าง ก็เป่าหัวกันอีกแบบหนึ่ง เป่า หัวด้วยลมเป่านั้นทำไม่เป็น, อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นทาสของสติปัญญา, เป็นทาสของ ความคิดนึกความเชื่อ เรียกว่าไม่อิสระ. ถ้ามันหลุดพ้นจริง มันจะไม่มีอะไรเป็น เครื่องผูกพัน, พ้นจากการผูกพัน, แม้กับพระเจ้าพระเป็นเจ้า ซึ่งสูงสุดทางไสยศาสตร์. ที่จริงก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะ มันกระทบกระเทือน หรือการที่จะต้องพูดว่าสิ่ง ไสยศาสตร์สูงสุดก็คือเรื่องพระเป็นเจ้า นั่นเอง มันไม่ได้พึ่งตัวเอง, มัน ไม่ได้เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา, ต้องพึ่งบุคคล ที่สมมติกันว่า พระเจ้า พระเป็นเจ้าไม่รู้อยู่ที่ไหน แล้วก็ให้อ้อนวอนขอร้อง ก็ไม่เห็น ว่าจะได้อะไร. แล้วถ้า ดู โลกปัจจุบัน เดี๋ยวนี้แล้ว ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกแล้ว ก็เรียกว่า ไม่น่าไว้ใจ ว่าจะเป็นที่พึ่งได้. แล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีคนสร้างโลกแข่งกับพระเจ้า, ไม่มีใครรอให้ พระเจ้าสร้างโลกแล้ว. มนุษย์นี่สร้างโลกแข่งกับพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ, พระเจ้าก็ทำ อะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมองดูตาปริบ ๆ อยู่นั้น. นี่เราไม่เป็นทาสทางสติปัญญา, แล้วจะ ไม่อยู่ในความผูกพันใดๆ แม้เป็นความผูกพันกันกับพระเป็นเจ้า. พูดอย่างนี้คนที่เขาถือ พระเป็นเจ้าเขาโกรธ , ก็ไม่ค่อยอยากจะพูด ; แต่มันก็ยังต้องพูด เพราะว่ามันจะต้องพูด เรื่องเกี่ยวกับความจริง ให้มันหมดจดสิ้นเชิงเกลี้ยงเกลาไม่มีส่วนเหลือ, มันก็ ต้องพูดถึง ความหลุดพ้นจากข้อผูกพันทางสติปัญญา หรือที่เรียกว่าทางวิญญาณ , เลยได้เป็น

น.355 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๑๙ พ้นจากปัญหา ๔ ประการ คือ ปัญหาทางวัตถุ , เป็นปัญหา ทางกาย , เป็นปัญหา ทาง จิต เป็นปัญหา ทางวิญญาณ . ถ้าพ้นจากปัญหาเหล่านี้ แล้ว ก็เรียกว่าหลุดพ้น, ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรโดยความเป็นตัวตนของตนอยู่ แล้ว เกิดความทุกข์, มันก็ หลุดพ้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์ขีณาสพไป เพราะหลุดพ้นจากความ ยึดถือด้วยอุปาทานในสิ่งทั้งปวง. นี่ถ้าพูดถึงโดยอรรถะ โดยอรรถะมันก็มีอย่างนี้. คำที่ใช้แทนวิมุตติ. ทีนี้ถ้าพูดโดยคำอีก คือ คำที่ใช้แทนกันได้ ก็มีอยู่หลายคำ คำว่าวิมุตติ นี้มันก็แปลว่าหลุดพ้น, คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น ; แต่มันเป็นความหลุดพ้น อยู่ ในตัวเป็นผลของการหลุดพ้น, หลุดพ้นจากความร้อน, หลุดพ้นจากความทุกข์, หลุดพ้น จากสิ่งยึดมั่นถือมั่นแล้ว จึงเป็นนิพพานและเย็น. เรื่องหลุดพ้นกับเรื่องนิพพานก็ เป็นเรื่องเดียวกัน. หรือว่า สุญญตา -ความว่าง ; ถ้าไม่ว่างก็มีอะไรมาเกาะเกี่ยว มา ผูกพัน มารบกวน : ถ้าหลุดพ้นมันก็ว่าง, เรื่องสุญญตาความว่าง มันก็เป็นเรื่อง เดียวกับความหลุดพ้น. เรื่อง วิสังขาร, วิสังขาร คือ ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีการปรุงแต่ง และไม่ถูกปรุงแต่ง ; ถ้ามันยังมีอะไรปรุงแต่งได้อยู่ มันก็อยู่ในอำนาจของสิ่งที่ปรุงแต่ง มันยังไม่หลุดพ้น, มันต้อง หลุดพ้นจากอำนาจของการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรปรุงแต่ง จึง จะเรียกว่าหลุดพ้น ; ฉะนั้น วิสังขารหรือนิพพานนี่ มันก็เป็นเรื่องเดียวกับความ หลุดพ้น. แล้วเรื่องสูงสุดเรื่องสุดท้าย ที่อยากจะให้วินิจฉัยวิพากษ์ วิจารณ์ กันบ้าง ก็คือเรื่อง ตถตา เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง ; ถ้ายังไม่เห็นเช่นนั้นเอง มันก็จะ

น.356 ต้องไปเห็นชนิดที่ผูกพันอยู่ กับความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง. ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นว่า ดีว่าชั่ว ว่าดีว่าชั่ว มันก็ผูกพันอยู่กับความหมายของความดีความชั่ว ตามที่สมมติ กัน ; ถ้ามัน เห็นความจริง ของความดีและความชั่ว มัน ก็จะเห็นว่าเช่นนั้นเอง ทั้ง ความดีและความชั่ว, ความดีก็เช่นนั้นเองตามแบบความดี, ความชั่วก็เช่นนั้นเองตามแบบ ความชั่ว. แต่โดยธรรมชาติแล้วไม่มีชั่วไม่มีดีดอก ชั่วหรือดีนั้นมันมีที่คนที่รู้สึก, ที่มี ความรู้สึก แล้วก็เลือกที่รักมักที่ชัง, อย่างไหนถูกใจพอใจก็ตกลงบัญญัติสมมติกันว่าดี, อย่างไหนไม่ชอบไม่ปรารถนาก็สมมติกันว่าชั่ว. แต่ถ้าเป็น เรื่องของอิทัปปัจจยตา : การ ปรุงแต่งไปตามเหตุตามปัจจัยแล้ว ทั้งชั่วและทั้งดี มันก็คือการเป็นไปตามกระแส แห่งอิทัปปัจจยตา ธรรมชาติไม่มีความหมายเป็นดีหรือเป็นชั่ว, มีแต่ว่ามัน เป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย ทำลงไปอย่างนี้ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้, ทำลงไปอย่างนี้ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นธรรมชาติ. แล้ว คนเราเข้าไปจัดสรรแบ่งว่า สิ่งใดมันถูกใจเราเป็นไปเพื่อประ- โยชน์ของเราเกื้อกูลแก่เราก็เรียกว่าดี, สิ่งใดตรงกันข้ามก็เรียกว่าชั่ว; อย่างนี้เรียกว่า มันยังติดอยู่ในสมมติและบัญญัติ , ยังไม่หลุดพ้นจากความหมายของสมมติและบัญญัติ. ถ้ามันไม่มีความชั่วความดีมีไม่ได้, คิดดูให้ดี ถ้าไม่มีความชั่วเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐานอยู่ ความดีมันไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ดอก เพราะมีความชั่วเป็นคู่เปรียบเป็น รากฐาน ความดีมันก็เกิดขึ้นมาได้ ; ถ้าไม่มีความดีเป็นคู่เปรียบ ความชั่วมันก็เกิดขึ้น ไม่ได้. นี่เป็นเรื่องที่ว่า ถ้าดูผิวเผินมันก็ติดอยู่ในความหมายของดีชั่ว, ถ้าดูลึกซึ้ง ลงไปมันก็เป็นเช่นนั้นเอง. ดังนั้น เรื่องเช่นนั้นเอง ก็เป็นความหลุดพ้นอย่างยิ่ง ของสติปัญญา , ไม่ผูกพันอยู่ในสมมติบัญญัติใด ๆ. เป็นความหลุดพ้นของสติปัญญา เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้ามีสติปัญญาถูกต้อง มันก็เช่นนั้นเองได้ทั้งหมดเลย : เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องแพ้เรื่องชนะ

น.357 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๒๑ เรื่องอะไรก็ตามมันก็ เช่นนั้นเอง ไปตามกฎอิทัปปัจจยตา. ถ้าสติปัญญามันออกไป ได้ไกลถึงอย่างนี้ ก็เรียกว่าหลุดพ้นจากความสมมติบัญญัติอะไรทุกอย่าง, ไปอยู่ที่เช่นนั้น เอง แล้วก็ว่างจากตัวตน ; นี่เป็นความหลุดพ้นอันละเอียดอันสูงสุด ซึ่งควรจะรู้จักไว้. ทีนี้ดูไปในแง่ของผล ความหลุดพ้นนี้มันก็เป็นเสรีภาพ; ถ้ายังไม่ หลุดพ้นก็ยังไม่มีเสรีภาพ, ยังอยู่ใต้อาณัติผูกพันของสิ่งใด ๆ ยังไม่ใช่เสรีภาพ. ถ้า หลุดพ้นก็มีเสรีภาพ ; ฉะนั้น เสรีภาพก็มีความหมายเดียวรวมกับคำว่าความหลุด พ้น เมื่อไม่มีอะไรผูกพันมีเสรีภาพแล้ว มันก็มีความสงบ มีความสงบระงับ. ความ สงบนั้นก็เป็นความหมายของความหลุดพ้น ถ้าไม่หลุดพ้นมันสงบอยู่ไม่ได้ มันรบกวนอยู่ เรื่อยไป. นี่เรียกว่าเราพิจารณาด้วยคำพูดต่าง ๆ กัน, แล้วแต่จะเพ่งเล็งส่วนไหนมาก ไปสักหน่อยโดยเฉพาะ มันก็พูดออกมาได้อย่างนั้น. ในศาสนาอื่น ๆ ที่เป็นศาสนา สำคัญ ๆ ทุกศาสนาแล้ว มัน ก็มีความหลุดพ้นนี้เป็นที่มุ่งหมาย ด้วยกันทั้งนั้น, เรียกว่า salvation ก็ดี, เรียกว่า emancipation ก็ดี, liberation ก็ดี, อะไร ๆ ก็ ล้วนแต่หมายถึง ภาวะ ที่มันหลุดพ้นออกไปได้จากปัญหาและความทุกข์, ล้วนแต่มุ่งหมายที่นั่น. แต่ว่า วิธีที่จะหลุดพ้นนั้น เขาอธิบายกันตามแบบของเขา, เราอธิบายกันตามแบบของเรา แต่รู้จัก มุ่งหมายเหมือนกันตรงข้อที่ว่า ให้มันเป็นความหลุดพ้น. นี้ โดยคำพูดเรียกได้ หลายอย่างหลายคำ ยกตัวอย่างมานี้ไม่กี่คำ มันมีอีกมากมาย, แล้วก็ไปเปรียบเทียบดูเอา เองได้ว่า ถ้ามันเป็นเรื่องที่ทำให้หมดปัญหา แล้วก็เรียกว่าหลุดพ้นได้ทั้งนั้น. ทีนี้ก็ดูกันให้ลึกลงไปในธรรมชาติ ดูลึกลงไปในธรรมชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่ ต้องสนใจ ถ้าจะเรียนเรื่องอะไร ก็ขอให้ดูให้ลึกลงไปถึงเรื่องของธรรมชาติ ที่เป็นไปตาม

น.358 ธรรมชาติ. นี้ก็อยากจะบอกว่า ความหลุดพ้นนี้ก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ, สัญชาตญาณความรู้หรือความรู้สึกที่เกิดได้เองของสิ่งที่มีชีวิต ดังที่ได้พูดมาแล้วหลายอย่าง หลายประการ : รู้จักหาอาหาร รู้จักต่อสู้ รู้จักวิ่งหนี รู้จักหลีกภัย รู้จักสืบพันธุ์อะไร ก็ตาม ที่มันทำได้เองตามสัญชาตญาณ, แล้วก็อยากจะบอกว่าแม้แต่ ความหลุดพ้นนี่ ความพ้นนี่ มันก็ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ รวมอยู่ในคุณสมบัติของสัญชาตญาณ ทั้งหมดด้วย ; เพราะว่า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตแล้ว มันต้องการจะหลุดพ้น ตามแบบ ของมัน. ถ้าว่า ปลามันติดเบ็ด มันก็อยากจะหลุดพ้น, ถ้าว่า ไก่มันติดบ่วง, มัน ก็ อยากจะหลุดพ้น, อะไรก็ตามมันก็ไม่อยากจะให้อะไรมากักขัง แล้วไม่อยากจะให้อะไรมา รบกวน. เช่นเราไม่ชอบนอนในที่เกะกะรกรุงรัง, อยากจะนอนในที่โล่งที่แจ้งที่เกลี้ยง อย่างนี้ มันก็เพราะต้องการจะไม่มีอะไรกวน. สุนัขที่นี่ทุกตัวขึ้นไปนอนบนโต๊ะบ้างบน อะไรบ้างที่เกลี้ยงที่โล่งที่แจ้ง, ไม่มีอะไรรบกวน ; เรียกว่าแม้แต่สัตว์นี้ มันก็อยากจะอยู่ อย่างที่ไม่มีอะไรมารบกวน, ไม่มีอะไรมากักขัง ไม่มีอะไรมาผูกพัน. ถ้าเรานอนในที่ คับแคบ เราก็ไม่รู้สึกสบาย ไม่โล่ง, ถ้าเรานอนในที่โล่ง เราก็รู้สึกสบาย. ฉะนั้นสัตว์ จึงรู้จักหาที่โล่ง หาที่ไม่มีอะไรรบกวนไปนั่งไปนอน; แม้แต่วัวหรือควายนี้, มันก็ อยากจะอยู่ในที่ ๆ ไม่มียุงไม่มีริ้นรบกวน, ตลอดถึงว่าไม่มีอะไรมาเป็นคู่แข่งขันแย่งชิง ต่อสู้. โดยสัญชาตญาณแท้ ๆ สิ่งที่มีชีวิตมันก็ต้องการความอิสระ , ว่างโล่ง จากสิ่งรบกวนเป็นทุนเดิมอยู่ ; ดังนั้นมันจึง เป็นการง่ายในการที่จะพัฒนาให้เป็น การหลุดพ้นที่ยิ่งขึ้นไป คือหลุดพ้นทางธรรมะ ทางจิตทางวิญญาณที่สูงขึ้น, เพราะ สัญชาตญาณมันมีความอยากจะหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนอยู่แล้ว, มันจึงเป็นการง่ายที่ จะเอามาทำให้เป็นความรู้สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป, พ้นจากสิ่งรบกวนสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จน

น.359 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๒๓ เป็นอิสระ อย่างที่ว่าหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ. มันก็มาจากทุนเดิม คืออยาก จะหลุดพ้น, อยากจะไม่มีอะไรรบกวน. มีคำหนึ่งที่เรียกว่า วิเวก ๆ นั้นน่ะ ไม่มีอะไรรบกวน จึงจะเรียกว่าวิเวก : ทาง กายก็ไม่ถูกรบกวน, ทางจิตก็ไม่ถูกรบกวน, ทางไหนก็ไม่ถูกรบกวน, วิเวก แปลว่า หนึ่ง, เอก แปลว่า หนึ่ง, วิ อย่างยิ่ง อย่างวิเศษ, วิเวก แปลว่า หนึ่งอย่างวิเศษ คือไม่มีอะไรรบ กวน , เป็นชื่อของนิพพานด้วย . คำว่า วิเวก นี่มัน เป็นเชื้อมาแต่สัญชาตญาณของ สิ่งที่มีชีวิต , ไม่อยากจะให้อะไรมาหุ้มห่อพัวพันรบกวน ; ฉะนั้นเราจงรู้ไว้เถอะว่า มัน เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี ; เพราะว่าจิตหรือสิ่งที่มีชีวิตที่มีจิต มันก็ต้องการอย่างนั้นใน ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ, เราต้องการเวลาที่ไม่มีอะไรรบกวน, เวลาที่เป็นอิสระ เวลาที่เรียกว่าเป็นเวลาของตัวเอง ไม่มีอะไรรบกวนอยู่เสมอ, มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับ ที่จะให้ชีวิตเป็นปกติ. เอ้าทั้งหมดนี้ โดยพยญชนะ ก็ดี โดยอรรถะ ก็ดี มันก็เรียกว่า พอที่จะ เข้าใจกันได้, พอที่จะรู้จักกันได้ ว่ามันคืออะไร, ความหลุดพ้นมันคืออะไร, ถ้า ไม่รู้จักเอาเสียเลย ก็หมดปัญญาที่จะพูดแล้ว. เข้าใจว่าทุกคนพอจะมองเห็นว่า มันเป็น สิ่งที่มีชีวิตมันต้องการ, ต้องการความเป็นอิสรภาพเสรีภาพไม่มีอะไรรบกวน ลักษณะความหลุดพ้นตามหลักธรรม. ทีนี้ก็จะต้องพูดกันถึง ตัวความหลุดพ้นตามหลักธรรมะ, ที่เรียกว่า หลุดพ้นตามหลักธรรมะ ท่าน นิยมแบ่งกันไว้เป็นสามระดับ : เรียกว่า หลุดพ้นด้วย สิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ชวนให้เป็นอย่างนั้น เรียกว่าตทังค ะ, ตทังคะ แปลว่า ด้วยองค์นั้น ๆ

น.360 ก็คือด้วยสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมหรือทำให้เกิดขึ้นมา ด้วยองค์นั้น ๆ มันชวนให้หลุดพ้นก็มี แล้วสูงขึ้นไป ด้วยการบังคับจิต ไม่ให้ไปจับไปฉวยเอาอะไรเข้ามาไว้ก็หลุดพ้น, นี่ เรียก ว่าวิกขัมภนวิมุตติ วิกขัมภนะ แปลว่า บังคับเอาไว้ อย่างนี้ก็มี. แล้ว ด้วยเหตุที่กิเลส มันหมดไปเด็ดขาดสิ้นเชิงไป นี่เรียกว่า สมุจเฉทวิมุตติ , หลุดพ้นเพราะว่าตัดต้นเหตุ ของมันได้เด็ดขาด. ข้อที่หนึ่ง หลุดพ้นด้วยสิ่งแวดล้อมนั้นๆหรือด้วยองค์นั้นๆเป็น ตทังควิมุตติ นี้ ไม่เกี่ยวกับเจตนาโดยตรง , แต่ว่าถาได้เอาอะไรมาเกี่ยวข้อง มันก็หลุดพ้นได้เอง, แล้วก็เป็นเรื่องระดับต่ำที่สุด คือว่าด้วยองค์นั้น ๆ ตามธรรมชาติตามธรรมดา ได้ไป กระทบกันเข้ากับสิ่งที่ชวนให้ปล่อยวาง ชวนให้เบื่อหน่าย มันก็หลุดพ้นได้. ตัวอย่าง เช่นว่า ไปพบซากศพ , ไปเห็นซากศพ ความยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งบางอย่างมันก็ ระงับไปชั่วคราว; เมื่อไม่ได้เห็นซากศพ มันคิดไปในทางตรงกันข้าม เรื่องสวย เรื่องงามเรื่องกามเรื่องอะไรก็ตาม, แต่ถ้าได้เอาซากศพมาเป็นสิ่งที่สัมผัสถูกต้องดู ด้วย การแวดล้อมอย่างนี้ สิ่งที่เป็นความยึดถือหลงใหลมันก็สร่างซาไป แม้ชั่วคราวชั่วเวลา. คงจะกล่าวได้ว่า ในระดับ เบื้องต้นที่เป็นชั้นศีล ก็มีองค์แห่งศีล; ถ้า ทำให้มีศีลเข้ามา มันก็ต้องปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างออกไป โดยที่มันเป็นข้าศึก แก่กัน. คำว่าศีลนี้มันมีเจตนาจะรักษาศีลเท่านั้น, ไม่ใช่ให้มีเจตนาว่าจะปล่อยวาง ; แต่เมื่อมีศีลเข้ามา มันก็ทำให้ปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะศีลนั้นเองความคิดที่จะฆ่า ความคิดที่จะขโมย ความคิดจะล่วงละเมิดในกามนี้มันซาไป มันหน่ายไป มันจางไปโดยบัง- เอิญ, เรียกว่าโดยสิ่งแวดล้อมมันเข้ามาทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ การปฏิบัติในระดับ ต้น ๆ ทั่วไปในชั้นศีล ก็ทำให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา สำหรับจะปล่อยวางไปได้ตามธรรมชาติ ในระดับนั้น, หรือจะมีอะไรอื่นก็ได้ ถ้าเข้ามาแวดล้อมแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

น.361 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๒๕ แก่จิตใจ, ส่วนที่เป็นไปในทางให้ปล่อยวาง ให้หายโง่หายหลงยึดมั่นถือมั่นออกไปได้บ้าง, แล้วก็เรียกว่า เป็นผลของการแวดล้อมของสิ่งนั้น ๆ ทั้งนั้น, เป็นการหลุดพ้นที่มีได้โดย ไม่ต้องเจตนา และก็มีอยู่ทั่วๆไป. ถ้าไปเห็นอะไรที่น่าสลดสังเวช มันก็หลุดพ้น จากความหลงความโง่ ความยึดถือไปได้ส่วนหนึ่งเสมอไป, เราก็เป็นอยู่อย่างนี้ด้วยกัน ทั้งนั้น ควรจะสังเกตไว้ว่า ความหลุดพ้นชนิดต่ำที่สุด เป็นได้ด้วยสิ่งที่แวดล้อม เข้ามาแวดล้อม ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ก็มีประโยชน์และเป็นผลดีที่ได้รับอยู่ ทั่วๆ ไป; แม้ว่าจะเป็นชั้นต้นเป็นชั้นต่ำ มันก็ยังทำให้เป็นสุขสบาย แทรกอยู่เป็น ระยะ ๆ ไม่ตึงเครียดไปเสียตลอดเวลา. ทีนี้ ข้อที่สองวิกขัมภนะ ด้วยการบังคับไว้ นี้ก็ต้องเป็นเรื่องของการฝึก การทำโดยเจตนา, บังคับให้มันออกไป ให้มันปล่อยออกไป ให้มันวางออกไปด้วย เจตนา จึงอยู่ในระดับที่เรียกว่าสมาธิ การฝึกฝนสมาธิแล้วสามารถบังคับจิต บังคับจิตได้ ก็บังคับจิตให้สลัดออกไป ให้วางออกไป, เป็นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าดูกว่า ซึ่งสูงกว่า ซึ่งเป็นนักเลงกว่า. หลุดพ้นออกไปด้วยการบังคับจิตได้ , อย่างว่า ทำอานาปานสติ มาถึงหมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาก็บังคับจิตได้ , บังคับจิตให้ร่าเริงก็ได้, บังคับ จิตให้ตั้งมั่นก็ได้, บังคับจิตให้ปล่อยวางก็ได้, นี้มันก็น่าดูกว่า หรือมัน ได้อย่างใจกว่า มีฝีไม้ลายมือกว่า เป็นการหลุดพ้นด้วยการบังคับ ข้อที่สาม สูงขึ้นไปเป็น สมุจเฉทะ นี้เป็นเรื่องของ การตัดรากเหง้าของ ความยึดมั่น. อะไรเป็นรากเหง้าของความยึดมั่น ตัดมันเสีย, นี้มันแน่นอนมันเด็ดขาด มันสมบูรณ์ สมบูรณ์แบบ, ตัดอุปาทานเสีย. เมื่อ เจริญอานาปานสติมาถึงขั้น ที่ เห็นอนิจจัง แล้วก็เห็นวิราคะ เห็นนิโรธะ ปฏินิสสัคคะ, นี้ก็ตัดรากเหง้าของ

น.362 ความหลุดพ้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต. ความว่างจากกิเลสชั่วครั้งชั่วคราว เป็นระยะ ๆ ๆ นั้น มันทำให้รอด ชีวิตอยู่ได้ ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้าและไม่ตาย, แต่เราก็ไม่รู้จักบุญคุณ ของมัน, ไม่ได้รักษา ไม่ได้ส่งเสริมไม่ได้อะไร ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป. นี้จะพูดว่าเป็น สัตว์อกตัญญูอย่างลึกลับ อย่างสูงสุดอย่างยิ่ง, เป็นสัตว์อกตัญญูต่อพระนิพพาน หรือ ต่อวิมุตติตามธรรมชาติ หรือต่ออายตนะดังที่กล่าวนี้ . เพราะฉะนั้นขอให้สนใจ, ขอร้องให้สนใจ ว่าจงเข้าใจจงรู้จักสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ, แล้วที่มันได้ช่วยชีวิต เราไว้. ขออภัยถ้าพูดอย่างหยาบคายหน่อยก็พูดว่า ที่มันคุ้มกะลาหัวไว้ให้นั้น, มันไม่ ต้องตายนั้น, ควรจะรู้จักมันเสียบ้าง, ความที่มันสงบระงับปกติอยู่เป็นครั้งเป็นคราว แทรก ๆ อยู่อย่างเพียงพอนั่นน่ะ ทำให้เราไม่เป็นบ้า. ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นเร่าร้อนอยู่ ตลอดเวลาทุกนาทีทุกชั่วโมงแล้วตายแล้ว, มันตายในไม่กี่ชั่วโมงดอก. แต่นี้มันมีอันนี้ แทรกเข้ามา ให้ว่าง ให้เย็น ให้หยุด ให้สงบ ให้ว่างอยู่เป็นระยะ ๆ คนเราจึงไม่ตาย, มีบาลีเรียกว่าตทังคนิพพาน-นิพพานด้วยองค์นั้น ๆ หรือเรียกว่า สามายิกนิพพาน. สามายิกนิพพาน นิพพานชั่วครู่นิพพานชั่วขณะ ; สามายิกะ แปลว่า ชั่วสมัย ย.ยักษ์นะ อย่าเขียน ญ. ผู้หญิง เหมือนหนังสือเล่มเขียวนั่นเขียนผิด. สามายิกะ ย. ยักษ์ แปลว่า นิพพานชั่วสมัยก็ดี, ตทังคนิพพาน นิพพานด้วยองค์นั้น ๆ อันประจวบ เหมาะก็ดี ก็คืออย่างนี้แหละ ที่เป็นอย่างต่ำสุด ที่เป็นอย่างสูงสุดนั้นก็สูงขึ้นไปก็มี คือว่า ธรรมะที่สูงไปกว่านั้นมาถึงเข้า ก็เรียกว่าตทังคะสามายิกะ ได้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ที่เป็น ไปตามธรรมชาติแท้ ๆ มันก็คืออย่างนี้ คืออย่างที่มันเป็นไปตามธรรมชาติ มีอยู่ตาม ธรรมชาติโดยไม่รู้สึกตัว, เรียกว่าเวลาที่มันว่างจากกิเลสว่างจากอุปาทานมันก็มีอยู่บ้าง เพราะจิตมันเกิดดับ เกิดดับ ตามเหตุ ตามปัจจัย, ในบางกรณีเหตุปัจจัยมันไม่ได้เกิด

น.363 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๒๙ สำหรับจะให้ยึดมั่นหรือสำหรับจะให้มีกิเลสใด ๆ, มันก็ว่าง มันก็ปล่อยวาง มันก็แทรกแซง อยู่เป็นระยะๆ เวลาที่ว่างอย่างนี้ช่วยให้รอดชีวิตอยู่ ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นโรคประสาท. ถ้าคนมีอะไรทำให้คิดนึกวุ่นวายยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ ไม่เท่าไรก็เป็นโรค ประสาท ไม่เท่าไรก็เป็นบ้า ไม่เท่าไรก็ตาย แหละ, มันมีอะไรเหมือนกับว่าเครื่องป้อง กันเหมือนกับวัคซีน เครื่องคอยป้องกันเอาไว้ตามธรรมชาติของธรรมชาติ โดยธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ ให้จิตของมนุษย์นี้มีโอกาสมีเวลาที่ว่างบ้าง ปล่อยวางบ้าง โดยไม่รู้สึกตัว, แล้วมันก็รอดอยู่ได้ โดยไม่รู้สึกตัว, แล้วก็ไม่ได้ขอบใจ เพราะมันไม่รู้สึกตัว. แล้วมันก็ เอาเวลาไปสนใจเรื่องสนุกสนานเพลิดเพลินอะไรเสียหมด, แล้วก็ไม่มาสนใจเรื่องที่มันช่วย เหลืออยู่อย่างนี้ นี้จึงขอเตือน ว่า ความว่างความหลุดพ้นนี้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต อยู่อย่างจำเป็นโดยอัตโนมัติ แล้วก็ได้รับความอกตัญญูอย่างยิ่งจากมนุษย์จากคน นี้ ไม่สนใจไม่ส่งเสริมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้ารู้จักและสนใจก็ส่งเสริมให้มันว่างยิ่งขึ้นไป, ให้มัน ปล่อยวางยิ่งขึ้นไป, ให้มันนานเข้า ให้มันมากเข้า ให้มันสูงเข้า, มันก็จะไปหาความ หลุดพ้น หรือปล่อยวางตามแบบสูงขึ้นไป จนถึงสูงสุดได้, มันเป็นพื้นฐานอย่างนี้. นี่ขอให้เรารู้จัก วิมุตติตามธรรมชาติ เป็นอายตนะอันหนึ่ง ซึ่งจิตสัมผัส ได้ แต่คนโง่มันไม่รู้จักแล้วมันไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่เคยคิดจะสัมผัส. แต่ในฐานะที่เป็น พุทธบริษัท มันต้องไม่โง่มากถึงขนาดนั้น, ต้องรู้จักความว่างชั่วขณะ ความปล่อย วางชั่วขณะ, ความสงบเย็นชั่วขณะ, ความไม่มีทุกข์ชั่วขณะ. นี้ให้รูกันไว้เถิด แล้ว รักษาเอาไว้ให้มันอยู่กับเราให้นานที่สุด แล้วให้มันมากขึ้น ๆ ๆ มันก็จะกลายเป็นชีวิตใหม่ ชีวิตชนิดที่มีความทุกข์น้อย กระทั่งไม่มีความทุกข์เลย.

น.364 ความปล่อยวางเป็นเหตุแห่งสันติภาพได้. เอ้า, ที่นี้ก็จะดูต่อไป ดูความปล่อยวาง, วิมุตติ ความปล่อยวางในฐานะ ที่เป็นมูลเหตุแห่งสันติภาพก่อน ; ที่จริงก็ควรจะมองเห็นได้ พอพูดขึ้นอย่างนี้ก็น่า จะมองเห็นได้ ว่ามันเป็นมูลเหตุหรือเป็นเหตุแห่งสันติภาพอย่างไร. ภาวะที่ไม่ถูกผูกพัน ใดๆ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่สบาย, ภาวะที่ไม่มีการผูกพันใด ๆ คือหลุดพ้นหรือวิมุตติ, ครั้นมีเข้า มันก็เกิดความสบายเป็นสุขสบาย, เป็นสุขอย่างแบบโลกุตตระอย่างพระนิพพาน. นี้ก็เห็นได้ชัดว่าเกิด ความปล่อยวาง นั่นมันเป็นเหตุ ให้เกิดความรู้สึกเป็นสันติภาพ, ความไม่มีอะไรผูกพันร้อยรัดรึงรัด ปล่อยให้เป็นอิสระ เป็นเหตุให้รู้สึกอิสรภาพ แล้วก็รู้สึกเป็น สุข . ถ้ามนุษย์ทุกคนไม่มีสิ่งร้อยรัดจิตใจ ทุกคนก็เป็นสุข, โลกทั้งโลก ก็จะเป็นสุข ขอให้มองดูว่า ธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายมันก็ต้องการจะหลุดพ้น, เหมือน ที่กล่าวมาแล้วว่าปลาติดเบ็ด มันก็ต้องการจะหลุดจากเบ็ด, นกถูกขังกรงมันก็อยากจะหลุด จากกรง, นักโทษถูกจำคุกในตะราง ขังคุกขังตะราง มันก็ อยากจะหลุด มัน เป็นความ ต้องการได้รู้สึกได้โดยธรรมชาติ; เมื่อหลุดออกมาได้ มัน ก็มีความสุข มีความ สงบ . นี่ก็เรียกว่าความหลุดนั้นน่ะเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพ. หลุดจากสิ่งผูกพันที่ สูง ๆ ขึ้นไปทางจิตใจ คือหลุดจากอุปาทาน , อุปาทานในกาม, อุปาทานในทิฏฐิ , อุปาทานในข้อวัตรปฏิบัติ ที่ถือเอาผิด ๆ เหตุผล. อุปาทานในตัวตน ; กามุปาทาน ทิฏฐฺ- ปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ทั้ง ๔ ประการนั้น ถ้าหลุดออกได้แล้วมันมี สันติภาพ ; อย่างนี้เห็นได้ว่าวิมุตติความหลุดพ้นเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพ. ถูกผูกพัน อยู่ด้วยความรู้สึกทางกาม มันก็กำลังเป็นบ้า ชนิดหนึ่งอยู่, ถูกผูกพันอยู่ด้วยความ เห็นผิด ความคิดเห็นของตัวซึ่งผิด ๆ มันก็จมอยู่ในความมืดนั้น , ถ้าออกมาเสียได้

น.365 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๓๑ มีความเห็นถูก มันก็สบาย. ทีนี้ ติดพันอยู่ในไสยศาสตร์ ไม่รู้จักว่าเป็นไสยศาสตร์ ; นี่เรียกว่าปฏิบัติโดยไม่รู้จักเหตุผลหรือความจริงของสิ่งนั้น ๆ ก็เป็นความงมงาย , มันก็ เป็นความงมงายโดยไม่รู้ตัวว่างมงาย แล้วคิดว่าตัวถูกต้อง. นึ่งมงายอยู่ในไสยศาสตร์ มันก็จมปลักอยู่ในเรื่องของไสยศาสตร์, ถ้าออกมาเสียได้จากความงมงายอันนี้มันก็สบาย อันสุดท้ายยึดมั่นว่าตัวตน ตัวกู-ของกู อันนี้มันมากเกินไป; แต่เรื่องนี้ เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องเข้าใจยาก, ตามธรรมดาโดยสัญชาตญาณสัตว์ที่มีชีวิตจะต้องมีความ รู้สึกว่าเป็นตัวตน เป็นเหมือนกับศูนย์กลาง, เป็นศูนย์กลางของชีวิต รู้สึกว่าเป็นตัวตน ที่จะต้องถนอม คือถนอมชีวิตนั่นเอง, มันก็มีตัวตนสำหรับเป็นจุดที่จะยึดถือ, แล้วก็เพื่อ จะบำรุงรักษาให้ชีวิตมันรอดอยู่, อย่างนี้ยังไม่เท่าไรยังไม่เป็นไร. แต่ถ้ามันมากกว่านั้น มันเข้มข้นกว่านั้น มันก็ว่า เป็นตัวตนของกู มีตัวกู ขึ้นมา นี้มันเลยระดับสัญชาตญาณ เสยแล้ว ก็เกิดความเห็นแก่ตัว, มันก็มีปัญหาหนักแก่ตัวนั่นแหละ. เดือดร้อนอยู่แก่ ตัวนั่นแหละ เพราะมัน มีความเห็นแก่ตัวแล้วมันยังเลยไปถึงทำอันตรายผู้อื่น ผู้อื่นก็ พลอยเดือดร้อนด้วย, ตัวกูชนิดนี้ตัวตนชนิดนี้ไม่ไหวแล้ว มันลุกเป็นไฟแล้ว. ที่ว่า อย่าเห็นแก่ตัวนั้น คืออย่าเห็นแก่ตัวชนิดนี้ ; ถ้าเป็นเพียงตัวในความหมายของ สัญชาตญาณทั่ว ๆ ไป ซึ่งมันยังไม่รู้อะไร มันก็มีแต่เพียงว่า มีตัวสำหรับจะต้องพิทักษ์ รักษาให้รอดชีวิตอยู่มันก็ไม่เป็นไร, มันก็เป็นเหตุให้พิทักษ์รักษาให้รอดชีวิตอยู่, แต่ อย่าให้มันเลยเขตนั้นไป จนเป็นตัวกู-ของกู. ที่จริง ที่รู้สึกโดยสัญชาตญาณนั้นก็ ไม่ใช่ความถูกต้อง เพราะว่าสิ่งที่มีชีวิตนั้นมันมีอวิชชา มันไม่มีปัญญาอันถูกต้อง, มัน จึงต้องรู้สึกว่ามีตัวไปก่อน โดยอำนาจของอวิชชา สำหรับจะเป็นตัวยืนโรง, สำหรับจะได้ พิทักษ์รักษาให้ชีวิตมันรอดอยู่ได้. ถ้าเท่านั้นก็ไม่เป็นไร ; แต่ถ้ามันเลยเถิดไปเป็น ตัวกู-ของกูขึ้นมา แล้วมันก็ จะต้องมีปัญหาหนัก ในการที่จะถือไว้ซึ่งตัวกู, แล้วจะต้อง รับโทษทัณฑ์จากการที่เห็นแก่ตัวกู.

น.366 นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ความผูกมัด ความติดยึดในสิ่งสูงสุดก็คือติดยึดใน ตัวกู-ของกู . ถ้ามันฉลาดอยู่บ้าง มันก็จะว่าตัวกูของธรรมชาติ หรือไม่เรียกว่าตัวกู ของธรรมชาติดอก เพราะว่ามันของธรรมชาติ มันจะต้องว่าตัวตนของธรรมชาติ ก็แล้ว ไปที. เดี๋ยวนี้มันเอามาเป็นตัวกู-ของกูนี่ มันก็เลยผิดหมด ทำให้เกิดกิเลสตัณหานานา ประการ ทำให้เป็นทุกข์มากมาย, มีตัวกู-ของกูก็เป็นเรื่องมืด, เป็นเรื่องผูกมัดรัดรึง อย่างยิ่ง จะต้องได้รับทนทรมาน. ถ้ามีแต่ตัวตนของธรรมชาติ ไม่มีตัวตนของกู นี่มัน จะไม่เป็นไร, มันจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ, มันก็ไม่เอามายึดเป็นของกู. แต่ถ้ามัน ฉลาดกว่านั้น มันก็เรียกว่ามัน เป็นธรรมดาของธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตนดอก. ที่เรียกว่า ตัวตนนี้มันโง่ไปเอง, เรียกว่ามันเป็นธรรมดาอย่างนั้น, เป็นตถตาคือเช่นนั้นเอง, เป็นธรรมะตามธรรมชาติของธรรมชาติเช่นนั้นเอง, เรียกว่า ธัมมัฏฐิตตา - ตั้งอยู่ตาม ธรรมดาไม่ใช่ตัวตน. แต่ทำอย่างไรได้ใน เมื่อจิตมันยังโง่ จิตมัน ก็ต้องเอามาเป็นตัว ตนก่อน , หมายมั่นยึดถือเพื่อจะดำรงชีวิต เพื่อเป็นหลักสำหรับดำรงชีวิต จะเลี้ยงดูชีวิต จะสืบพันธุ์ชีวิตจะอะไรก็ตาม ; ถ้าปล่อยความยึดว่าตัวกู-ของกูเสียได้ ให้เป็นตัวตน ของธรรมชาตินั่นแหละ ก็จะเรียกว่า เริ่มหลุดพ้น, แล้วก็หลุดพ้นยิ่งขึ้นจนไม่มีตัวตน มัน มีอะไร ก็ตามใจเถอะ เป็นของธรรมชาติแต่ไม่ใช่ตัวตน , ก็เรียกว่าธรรมชาติของ ธรรมชาติ หรือธรรมดาของธรรมดา หรือ มีแต่ธาตุตามธรรมชาติของธรรมชาติ, มี แต่การเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ของธาตุตามธรรมชาติ ตามธรรมดาของ มัน ; อย่างนี้ก็เรียกว่าหลุดพ้นแล้วจากความยึดมั่นว่าตัวตน มันก็ไม่มีความทุกข์, ถ้า ทำได้อย่างนี้มันก็ไม่มีความทุกข์. ความปล่อยวาง อย่างนี้ก็เห็นได้ชัดว่ามัน เป็นเหตุ ให้เกิดความรู้สึก ที่เรียกว่าสันติภาพหรือสันติสุข. ยกตัวอย่าง ที่เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ถ้ามัน มีการถือแล้วมันก็หนักและเมื่อย มือ, เอาอะไรมาถือไว้ มันก็ต้องหนักและเมื่อยมือ; ถ้าทิ้งลงเสีย มันก็ไม่หนัก

น.367 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๓๓ ไม่เมื่อยมือ ไม่ทุกข์ . นี่เห็นได้ชัดว่ามัน เป็นทุกข์เพราะว่ายึดถือ, ถ้าปล่อยวางเสีย ก็ไม่มีการหนักไม่มีการยึดถือ. แม้ว่าเราจะถือมือเปล่า ๆ, ยื่นแขนออกไปถือไว้เปล่า ๆ มันก็ถือมือนั่นแหละ มันก็ยึดถือมือนั่นแหละ, มือมันกลายเป็นเรื่องหนักไป. มันก็หนัก อีกเหมือนกัน. ถ้ามีก้อนอิฐก้อนหินอะไรถือไว้ด้วยแล้วก็ยิ่งหนักใหญ่ ; แม้แต่มือเปล่า ๆ อยู่ในลักษณะที่ถือเท่านั้นแหละมันก็หนัก เพราะมันไปถือมือ ; ฉะนั้น ความไม่ยึดถือ ความปล่อยเสียก็เป็นสันติสุข. นี่ไปคิดดูเอง ในแง่ที่ว่า ความปล่อยวางนั้นเป็น เหตุให้เกิดสันติภาพ. ความปล่อยวางเป็นตัวสันติภาพอยู่ในตัว. ทีนี้มาดูในแง่อีกแง่หนึ่งต่อมา ก็คือว่า ความปล่อยวางในฐานะที่เป็น ตัวสันติภาพอยู่ในตัวเอง. ข้อนี้ต้องศึกษาธรรมะชนิดที่ให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า ความ ปล่อยวาง มีภาวะเป็นนิพพาน คือบทที่แสดงความหมายของนิพพาน มีอยู่อย่างที่ควร จะได้ยินได้ฟังและจำไว้ได้ว่า เอตํ สนฺติ เอตํ ปณีตํ - สิ่งนั้นสงบระงับ สิ่งนั้นละเอียด ประณีต, ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ - สิ่งนั้นก็คือการสงบรำงับแห่งสังขารทั้งปวง สพฺพูปธิ- ปฏินิสฺสฺโค -การสลัดเสียได้ซึ่งอุปธิหรือของหนักทั้งปวง, ตณฺหกฺขโย -ความสิ้นตัณหา วิราโค - การคลายความยึดถือเสียได้, นิโรโธ - ความดับแห่งความยึดถือเสียได้, นิพฺพานํ นั่นคือนิพพาน. อาการทั้งหมดนี้มันเป็นวิมุตติคือปล่อยวาง , สนฺตํ - ระงับได้ก็เพราะปล่อยวาง, ปณีตํ - ละเอียดประณีตก็เพราะไม่ยึดถือ, สพฺพสงฺขาร- สมโถ - สงบรำงับเสียซึ่งสังขารทั้งปวง. คำว่า สังขาร ๆ นี่ คนมักจะเข้าใจกันแต่ว่าร่างกาย, สังขารร่างกายวัตถุสิ่งของ คำว่า สังขาร นั้นแปลว่า การปรุงแต่ง หรือ สิ่งที่ปรุงแต่ง หรือ สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ก็ได้ ;

น.368 อย่างน้อย สามความหมายสังขาร นี้ การปรุงแต่งก็มีการปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใหม่. ผู้ปรุงแต่งคือเหตุปัจจัย, สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็คือผลที่เกิดขึ้น ; เหล่านี้เรียกว่าสังขาร. ถ้ายังมีการปรุงแต่ง มันยังผูกพันอยู่ในการปรุงแต่ง มันยังไม่สงบระงับไม่ประณีต ไม่นิพพาน, มันต้องระงับการปรุงแต่งเสียได้ เรียกว่าระงับสังขารทั้งปวงได้, ในความ หมายใดก็ตาม ระงับเสียได้ ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีผู้ปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง แล้วก็เรียกว่าระงับสังขารทั้งปวงได้. แล้วก็ว่า สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค - สละสลัดคืนเสียได้ซึ่งอุปธิทั้งปวง. คำว่า อุปธิ แปลว่า ของหนัก, ของหนักคือของที่ยึดถือ ; ถ้าไม่ยึดถือมันไม่หนัก. อุปธิ แปล ว่า ของหนัก, ร่างกายนี้ขันธ์ทั้งห้านี้ เป็นอุปธิ, เป็นของหนักเมื่อมันยึดถือ, หรือว่า สิ่งที่ถูกปรุงแต่งนั้นก็เป็นของหนักเพราะยึดถือ, แม้แต่ บุญ ถ้าไปยึดถือเขาก็เป็นอุปธิ ด้วย เหมือนกัน. ข้อนี้ไม่ค่อยจะได้ยินกันนัก ไม่ค่อยอยากจะพูด แล้วถ้าเอามาพูดมันเสี่ยง ต่อการถูกด่า เราบอกว่า บุญเป็นอุปธิ มันเสี่ยงต่อการถูกด่า, เพราะว่าคนเป็นอันมาก เขาชอบบุญ. นี้บอกว่าบุญเป็นของหนักโว้ย, โอปธิกํ ปุญฺญํ - บุญเป็นของหนัก คนที่ชอบบุญเขาก็โกรธเอาเท่านั้นเอง ; เพราะว่าถ้ายึดถือเข้าแล้ว แม้แต่บุญมันก็กลาย เป็นของหนักหรือเป็นอุปธิ เราก็มีของหนักต่าง ๆ นานาที่ยึดถือไว้ ในลักษณะอย่างนั้น อย่างนี้อย่างโน้นเป็นของหนักไปหมด. บ้านช่อง เงินทอง ข้าวของ บุตรภรรยาสามี เกียรติยศ, ชื่อเสียง อำนาจวาสนาอะไรก็ตาม ยึดถือแล้วมันก็เป็นของหนักไปหมด. ถ้า ปล่อยวางของหนักเสีย ได้ ก็คือวิมุตติ คือปล่อยวาง เป็นนิพพาน เป็นความเย็น. ตณฺหกฺขโย คำนี้แปลว่า สิ้นตัณหา , ตัณหาคือความอยากด้วยอวิชชา ; ถ้าต้องการด้วยสติปัญญาไม่ใช่ตัณหา. อย่าสอนกันผิด ๆ นักเลย เพราะเขา มักจะ สอนกันว่า ถ้าเป็น ความอยาก แล้วก็ เป็นตัณหาทั้งนั้น ; นั้นมันว่าเอาเอง, ไม่

น.369 ( ต่อ) กล่าวไปตามหลักธรรมคำสอนว่า อยากด้วยความโง่ ด้วยอวิชชา มีตัวกู - ของกูเป็น รากฐาน ความอยากอย่างนี้เป็น ตัณหา ; ถ้าความต้องการด้วยสติปัญญา เช่นต้อง การจะดับทุกข์ ต้องการจะปล่อยวางอย่างนี้ ไม่ใช่ตัณหา , มันเป็นสิ่งที่จะกำจัดตัณหา ความต้องการด้วยสติปัญญา มันเป็นสิ่งที่จะกำจัดความต้องการด้วยความโง่ หรือกิเลส ตัณหา. ถ้าความอยากด้วยความโง่ไม่มี มันก็อยากถูกต้อง มันก็ อ ยากจะดับทุกข์, แล้วมันก็ดับทุกข์ได้, มันก็ ไปสู่ความปล่อยวาง, ไปสู่ความหลุดพ้น ก็เลยเป็น นิพพานอยู่ในตัว. วิราโค แปลว่า คลายกำหนัด, ในที่นี้ก็คือคลายความยึดถือ, ไม่ใช่หมายถึง คลายกำหนัดทางกาม โดยเฉพาะเท่านั้น, ไม่ใช่. ความกำหนัดในที่นี้หมายถึงความยึดถือ ด้วยอุปาทาน, คลายออก จางออก ปราศไป ปราศไป ไปปราศจากความกำหนัด, นั้นแหละเป็นตัวความปล่อยวาง, มันก็นิพพาน. นิโรโธ นี้ ดับ, ดับสนิท , ดับสนิท คือ ดับความยึดถือ โดยเฉพาะยึดถือ ว่าตัวกู - ของกู ดับเสียได้สนิท มันก็หลุดพ้น, มันก็ปล่อยวาง มันก็เป็นนิพพาน. ถ้าอย่างนี้แล้วก็ความหลุดพ้น, ตัวความหลุดพ้นนั่นแหละมันเป็นตัว สันติภาพเสียเอง , เป็นสันติภาพอยู่ในตัวมันเอง ก็ไม่ต้องทำอะไร, ความปล่อยวาง วิมุตติ เป็นตัวสันติภาพเสียเองก็ได้ ในเมื่อเรามองดูกันอย่างนี้. ถ้ามองดูในลักษณะ ทั่ว ๆ ไป มันก็เป็นเหตุให้เกิดสันติภาพ, เพราะปล่อยวางแล้วไม่หนัก, แล้วก็เป็นสันติภาพ แต่เดี๋ยวนี้มัน หมดตัวที่จะยึดถือ มันไม่มีตัวที่จะยึดถือ, ก็เลยเป็นสันติภาพอยู่ในตัว ความปล่อยวาง . ขอให้มองวิมุตติในฐานะสองอย่าง คือ เป็นเหตุให้เกิดสันติภาพก็ ได้, แล้ว เป็นตัวสันติภาพอยู่ในตัวมันเองก็ได้ , ไปใคร่ครวญดูให้ดี ๆ เป็นสิ่งที่เห็น ได้โดยไม่ยาก พอที่จะเข้าใจได้

น.370 เอาละ, ทีนี้ก็สรุปความข้อนี้ เรื่องวิมุตติ การหลุดพ้นหรือปล่อยวางกันที. สรุปความว่า ทุกคนหรือ ชีวิตทุกชีวิต มันต้องการหลุดพ้น, หรือปล่อยวางอยู่โดย สัญชาตญาณ โดยไม่รู้สึกตัว, โดยที่ไม่รู้สึกตัว ; ชีวิตหรือสัญชาตญาณที่เกิดได้เอง ตามธรรมชาตินั้น มันต้องการความหลุดพ้นอยู่ในตัวมันเอง แต่เจ้าของมันไม่รู้สึก เจ้า ของไปหลงยึดอยู่กับอะไร ไปหลงยึดอยู่ไม่ปล่อยวางในอะไรนั่น เลยไม่รู้สึกว่าตัวแท้ของ ธรรมชาติสิ่งมีชีวิตนี้ต้องการจะหลุดพ้น, ต้องการจะปล่อยวาง อยู่ในตัวมันเอง. คิดดูมันโง่เท่าไร, มันโง่เท่าไร, ตามธรรมชาติของสัญชาตญาณที่เกิดอยู่เอง มันไม่ ต้องการจะถูกผูกพัน, ไม่ต้องการจะให้ถูกจับมากักขัง. ต้องการจะอยู่อย่างอิสระเสรี นี่เรียกว่ามันต้องการวิมุตติอยู่โดยธรรมชาติ แต่ว่าไม่รู้สึกตัว. ฉะนั้นขอให้เรารู้สึกตัว กันเสียบ้างว่า โดยธรรมชาตินั้นต้องการวิมุตติ, ความเป็นอิสระหรือเสรีภาพ ก็ ช่วยผสมโรงกับมันให้ดี ๆ ให้มันเป็นไปได้อย่างนั้นจริง. อุทัย สันติภาพของโลก ขึ้นอยู่กับสันติภาพของบุคคล. ทีนี้ดูให้เห็นว่า สันติภาพของโลก มันขึ้นอยู่กับสันติภาพของบุคคล แต่ละคน แต่ละคน ; นี้เกือบจะไม่ต้องอธิบายแล้วกระมัง ว่าถ้าทุกคน แต่ละคนมี สันติภาพแล้ว โลกนี้ก็มีสันติภาพโดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อแต่ละคนไม่สันติภาพ, โลกนี้ มันก็ไม่สันติภาพ, เมื่อแต่ละคน ๆ มันยังไม่รู้จักสันติภาพ ต้องการจะยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง ที่รักที่พอใจ, สันติภาพมันคือสิ่งที่กู้ได้ตามใจกูโว้ย, สันติภาพของคนพวกนี้คือว่ากู ได้ตามใจกู คือสันติภาพ ; ถ้าเป็นอย่างนี้โลกนี้มันก็มีสันติภาพไม่ได้. ขอให้เรารู้ข้อเท็จจริงตามธรรมชาติเหล่านี้กันบ้าง ว่า หน่วยย่อย ๆ ของโลก คือบุคคล จะต้องมีสันติภาพ, แล้วโลกนี้มันก็มีสันติภาพ ; ถ้าบุคคลไม่มีสันติภาพ

น.371 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๓๗ ไม่เป็นสันติภาพ โลกมันไม่มีทางที่จะเป็นสันติภาพ. ฉะนั้นจึง รู้จักทำบุคคลให้เป็น สันติภาพ แล้วโลกมันก็จะพลอยมีสันติภาพขึ้นมาเอง, เราไปทำโลกทั้งโลก ทำ ไม่ได้ดอก; แต่ว่าเราทุกคนแต่ละคนต่างคนต่างทำของเราเอง มันทำได้นี่ พอทำให้ มีสันติภาพแล้ว ทั้งโลกมันก็มีสันติภาพขึ้นมาเอง. ทีนี้อยากจะบอกว่าสันติภาพของมนุษย์นี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาและควร ปรารถนา, สันติภาพของมนุษย์เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรปรารถนา แต่เดี๋ยวนี้โดยข้อเท็จจริง มนุษย์ไม่รู้จักสันติภาพ, แล้วไม่ได้ปรารถนาสันติภาพ, โลกมันก็ไม่มีสันติภาพ มัน ไปเอาสิ่งที่ตรงกันข้าม คือวุ่นวาย มาเป็นเรื่องดี , ไม่รู้ว่ายิ่งเจริญคือยิ่งบ้า, ยิ่งเจริญคือยิ่งยุ่งยากลำบาก ยิ่งฟุ้งซ่านยิ่งยุ่งเหยิงยิ่งเจริญ. คนก็ต้องการแต่จะเจริญ ๆๆ มันไม่รู้ว่านี้เจริญของใคร, เจริญของกิเลสหรือเจริญของโพธิของสติปัญญา. ที่ มนุษย์เจริญ ๆ นี้ เจริญของกิเลสหรือเจริญของสติปัญญา ; ถ้าเจริญของกิเลสก็ดูสิก็เห็น กันแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง, กิเลสก็ครองโลก, ความเจริญทั้งหลายมัน กลายเป็นส่งเสริม กิเลส, กิเลสก็ครองโลก โลกก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ถ้า มันเป็นการเจริญความเจริญ ของสติปัญญาก็ถูกต้อง มันก็เป็นไปเพื่อสันติภาพ, ความสงบ, ความหยุด, ความ ระงับ ความเยือกเย็น ไม่มีปัญหา. แต่เราก็ไม่ได้สนใจเพราะมันไม่สนุก มันไม่มีรสไม่ มีชาติ ; ถ้ากิเลสออกมาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ มันก็สนุกสนาน มีรสมีชาติ ก็เลยกิเลสได้ แสดงบทบาทเป็นเจ้าโลก ก็เพราะเหตุนี้. สันติภาพของสัตว์ ก็เป็นสิ่งที่สัตว์ปรารถนา และควรปรารถนา. ข้อนี้ มันน่าสงสารที่ว่า มนุษย์มีสติปัญญามาก มีมันสมองใหญ่ มีอะไรคิดได้มาก มันเลย ขยายได้มาก, สัตว์มันไม่มีสติปัญญามากมันขยายได้ไม่มาก, มันจึงง่ายที่จะอยู่กันอย่างสงบ. ถ้าไปดูที่ ต้นไม้ซึ่งมีชีวิต เหมือนกัน, ต้นไม้มันก็ต้องการสันติภาพ ตามแบบของ.

น.372 ต้นไม้ ตามที่มันปรารถนา, แล้วมันคิดอะไรไม่ได้ มันเคลื่อนที่ก็ไม่ได้ มันก็เลยมี สันติภาพได้ง่ายกว่า. จะเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องดีก็ขอให้ลองคิดดู. ถ้าว่าเราจะเปรียบสันติภาพของคน กับสันติภาพของสัตว์, กับสันติภาพ ของต้นไม้ต้นไล่พฤกษาชาติทั้งปวง ว่ามันต่างกันอย่างไร หรือใครจะมีมากกว่า. ถ้าพูด อย่างจริงใจกัน ถามขึ้นมาว่า ใครมีมากกว่า, บางที สันติภาพของต้นไม้ มันจะมีมาก กว่า, สันติภาพของสัตว์เดรัจฉานยังมีมากกว่าของมนุษย์ ; เพราะมนุษย์มันไป บูชาการปรุงแต่งความเจริญก้าวหน้า ความเป็นบ้าเป็นหลังที่เรียกว่าเอร็ดอร่อยสวยงาม สนุกสนานเพลิดเพลิน, สัตว์มันทำไม่เป็น. ดังนั้นสันติภาพของสัตว์มันยังมีมากกว่า คือมันไม่ได้ยึดถืออะไรมากมายเหมือนมนุษย์. มนุษย์ยิ่งยึดถือและยิ่งสร้างขึ้นมาสำหรับ ยึดถือ, สร้างขึ้นมาให้ประณีตละเอียดซับซ้อนยิ่งกว่านั้นและสำหรับจะยึดถือให้ยิ่งขึ้นไป ยึดถือให้ยิ่งขึ้นไป. มนุษย์ก็มีความยึดถือมากกว่า ก็เลยได้ผลแห่งความยึดถือ คือ ความวุ่นวาย ความระส่ำระสาย การเบียดเบียน การอะไรต่าง ๆ มากกว่า. สัตว์เลยมี สันติภาพมากกว่า แล้วจะว่าอย่างไรกัน แล้วจะว่าอย่างไรกัน น่าละอายหรือไม่น่าละอาย ? ถ้าจะดูต้นไม้ ต้นไม้ก็ต้องการสันติภาพ, แล้วมันก็ได้ของมันมากกว่า ที่มนุษย์ได้ คือมันทำอะไรมากไม่ได้ คิดอะไรมากไม่ได้ มันทำอะไรไม่ได้ มัน เคลื่อนที่ก็ยังไม่ได้ มันก็เลยมีสันติภาพมากกว่า; แต่ว่ามันไม่เป็นที่ปรารถนาของคน เพราะคนไม่ต้องการสันติภาพชนิดนั้น. แต่ถ้าพูดถึงสันติภาพ สันติภาพ กันแล้ว ต้นไม้ ก็มีมากกว่า, มันไม่เดือดร้อนมากกว่า มันไม่ปวดหัวเหมือนมนุษย์, มันไม่เป็นบ้าเหมือน มนุษย์, มันไม่ฆ่าพันทำลายล้างกันอย่างที่เรียกว่าเลวร้ายที่สุด. วันไหนก็ตามเอาหนังสือพิมพ์มาสัก ๕ ฉบับ มาตรวจดูหน้าหนังสือพิมพ์ มีแต่ข่าวเลวร้ายทั้งนั้น, ไม่เห็นมีข่าวดีเลย นั่นแหละเรื่องของมนุษย์. แล้วสัตว์หรือ

น.373 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๓๙ ต้นไม้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น, เป็นอย่างนั้นไม่ได้. นี่เพราะว่ามนุษย์ไม่มีสันติภาพ มัน จึงมีแต่ข่าวเลวร้าย, หรือว่าข่าวดี ๆ เขาไม่เอามาลงก็ไม่รู้. แต่ว่าที่เห็นตามหน้าหนังสือ พิมพ์ มีแต่ข่าวเลวร้ายทั้งนั้น, เราก็น่าละอายโลกของสัตว์ ซึ่งมันยังมีสันติภาพมาก กว่า. และถ้าดู โลกของพฤกษาชาติทั้งหลาย แล้ว สงบเงียบเยือกเย็น , ดูสิต้นไม้ อยู่กันอย่างสงบเยือกเย็น ไม่ต้องมาพูดกันให้หนวกหู เหมือนที่กำลังทำอยู่นี้ มันไม่ต้อง มีเรื่องอย่างนั้น สัมมาวิมุตติเป็นสิ่งจำปรารถนา. ในที่สุดนี้ก็สรุปว่า สัมมาวิมุตติเป็นสิ่งที่สูงสุด เป็นสิ่งที่จำปรารถนา เป็นสิ่ง ที่มีอยู่ในสุดท้ายปลายทาง ต้องไปที่นั่น, วัตถุประสงค์ของชีวิต มันไปอยู่ที่สันติภาพ สงบ สงบเย็น ในจุดสุดท้ายปลายทาง. ชีวิตจะมีมา เวียนว่ายมา นี้มันก็ต้องไปจบลงที่ ความความหยุดคือสันติภาพ : ถ้า ยังไม่ถึงความหยุดสงบหรือสันติภาพ มันก็ต้องเวียน ว่ายต่อไป, มันต้องวิ่งต่อไป , มันต้องปรุงแต่งกันต่อไป. ถ้าได้สันติภาพ มันก็หยุด, หยุดอย่างยิ่ง ก็คือหยุดเป็นทุกข์ หยุดเป็นทุกข์ หยุดทรมาน, หยุดระส่ำระสาย ไม่มี ความทุกข์ : แม้ว่าโลกนี้มันจะเป็นไปอย่างไร เราก็ไม่มีความทุกข์. เรามีแต่ความรู้สึก ว่าถูกต้องแล้วและพอใจ, ถูกต้องแล้วและพอใจ, อะไรจะเกิดขึ้น ก็สามารถจะทำให้ รู้สึกว่าถูกต้องแล้วและพอใจ, แม้แต่ความเจ็บไข้ความตาย ก็ต้อนรับด้วยความถูกต้อง แล้วและพอใจ, ไม่ต้องเป็นทุกข์ให้เสียเวลา. ถ้ามันจะต้องตาย ก็ต้องยอมรับ สภาพนั้น ๆ ตามที่มันเป็นอย่างนั้น, เช่นนั้นเองตามกฎของธรรมชาติ ไปเป็นทุกข์ ให้มันเสียเวลาทำไม, ไม่ต้องต่อสู้อย่างโง่เขลา ยอมรับสภาพที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง มันก็มีสันติภาพโดยแน่นอน, แล้วมันก็จบเรื่องของมนุษย์.

น.374 มนุษย์จะดิ้นรนไปจนกว่าจะพบสันติภาพ แล้วมันก็จบ ; ถ้ายังไม่พบ สันติภาพ มันก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป. ฉะนั้นใครอยากจะดิ้นรนและสนุกสนานในการ ดิ้นรน ก็เอาสิ ก็ได้ ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครบังคับได้. แต่ ถ้าจะรู้ว่ามนุษย์เกิดมา ทำไม, จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ตรงไหน , ก็ควรจะศึกษากันบ้าง ว่ามัน จะต้องมีสันติภาพ ความหยุด ความสงบเย็น ความไม่มีทุกข์ หัวเราะเยาะได้แม้แต่ความเจ็บไข้หรือความตาย หัวเราะเยาะได้, ให้เก่งกว่านั้นก็ตายเสียก่อนตาย, หมดตัวกูไม่มีตัวกู - ของกูเสียก่อนแต่ ร่างกายตาย. อย่างนี้ก็เยือกเย็นสบายไปจนกว่าร่างกายมันจะตาย ; เพราะว่า ดับตัวกู เสีย นั่นแหละคือ ยอดของสันติภาพ ยอดสุดของสันติภาพ ดับตัวกูของกูเสีย มีแต่ของธรรมชาติ แล้วก็อย่ามี เป็นตัวตนของธรรมชาติเลย, เดี๋ยวจะไปแย่งของธรรมชาติมาอีก มันเป็นธาตุตาม ธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติแล้วมันก็มามี, ยืมเหมือนกับยืมมาใช้, มีร่างกายมีจิตใจตามธรรมชาติ ของธรรมชาติรู้สึกคิดนึกได้. คิดผิด ๆ ก็เป็นทุกข์, คิดถูก ๆ ก็ไม่เป็นทุกข์, ก็คิดเสียให้ถูกก็แล้วกัน เมื่อร่างกายจิตใจของธรรมชาตินี้ มีอยู่อย่างนี้, ให้คิดเสียให้ถูก ๆ อย่า ต้องเป็นทุกข์เลย. นี่คือเห็นธรรมชาติ, เห็นธาตุทั้งหลายทั้งปวงเป็น ธาตุตาม ธรรมชาติ, แล้วคนโง่ก็เอามาเป็นตัวกู เอามาเป็นของกู, ก็คดอย่างนั้นทำอย่างนี้จนยุ่ง ไปหมด. ให้มันสมคล้อยกับธรรมชาติ ตามที่มันจะมีชีวิตอยู่อย่างไรตามปกติ แล้ว มัน ต้องเป็นอย่างนั้นเองตามกฎของธรรมชาติ ; ถ้าอยู่ก็อยู่, ถ้าตายก็ตาย, มันก็ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ; ถ้ามีทางแก้ไขก็แก้ไข ก็เป็นธรรมชาติ ; เจ็บไข้ก็เป็น ธรรมชาติ แก้ไขก็เป็นธรรมชาติ หายก็ธรรมชาติ, ตายก็ธรรมชาติ, ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร.

น.375 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๔๑ นี่หวังว่า คงจะมีความรู้สำหรับจะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของธรรม- ชาติ หรือผลที่จะเกิดขึ้น; เพราะว่าไปปล้นไปขโมยเอาของธรรมชาติมาเป็นของตน, แล้วเจ็บปวดอยู่อย่างแสนสาหัส แล้วก็ยิ่งชอบใจ, มนุษย์ในโลกยิ่งชอบใจในความเจริญ ตามแบบนี้, ซึ่งยังอีกนานนักกว่าจะพูดกันรู้เรื่อง. มันก็ต้อง มีวิกฤตการณ์กันไปก่อน จนกว่ามันจะรู้สึกเบื่อรู้สึกเอือม, มันก็จะแก้ไขวิกฤตการณ์มาสู่สันติภาพได้. การบรรยายเรื่องสัมมาวิมุตติ ในฐานะเป็นเหตุปัจจัยของธรรมชาติก็ดี, ใน ฐานะเป็นตัวสันติภาพเองก็ดี ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว, ฝนมันก็จะตกด้วย จึงต้องขอยุติ การบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้. เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรม คุณสาธยาย ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะ เพื่อให้เกิดความ ปล่อยวางและสันติภาพสืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต