น.376 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม เพราะว่ายังไม่จบ, และจะมีหัวข้อ เฉพาะสำหรับกล่าวในวันนี้ว่า เหตุแห่งสันติภาพคือ การเป็นอยู่ชอบ. [ทบทวน.] ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้บรรยาย เหตุแห่งสันติภาพ ในฐานะเป็นอริยมรรค มีองค์ ๘ กระทั่งเป็นสัมมัตตะ ๑๐ ทีละข้อ ๆ มาตามลำดับ. ในบัดนี้ก็จะมาสรุป รวมว่า ทั้งหมดนั้นจะเรียกว่า การเป็นอยู่ชอบ . แม้ว่าท่านทั้งหลายส่วนมากในที่นี้ จะไม่ได้ยิน ได้ฟังการบรรยายครั้งก่อน ๆ. แต่ก็อาจจะทำความเข้าใจได้ โดยที่วันนี้จะกล่าวบรรยาย รวบรวมทั้งหมดนั้น ให้เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน เรียกว่า การเป็นอยู่ชอบ. ๓๔๒
น.377 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๔๓ [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] คำว่า เป็นอยู่ชอบ ฟังดูคล้ายกับเป็นคำพูดเล่น ๆ เลื่อนลอย แต่ที่จริง เป็นคำพูดที่มีความหมายมากที่สุด. แล้วก็มีหลักเกณฑ์เต็มที่ ไม่เลื่อนลอยอะไร, สามารถจะแก้ปัญหาได้ จนถึงกับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นเครื่องมือทำให้โลกไม่ว่าง จากพระอรหันต์. ข้อนี้ก็ควรจะกำหนดจดจำไว้ในใจตลอดไป แม้จะฟังดูประหลาด มัน ก็มีความจริงอย่างนั้น, คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้จักเป็นอยู่โดย ขอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. เรื่องโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์นี่เป็น เรื่องใหญ่โตอย่างยิ่ง , แต่แล้ว ก็สำเร็จด้วยการเป็นอยู่ชอบ, เป็นคำพูดสั้นๆ เพียง คำเดียว เป็นอยู่ชอบ . การเป็นอยู่ชอบ เป็นสิ่งที่ควรสนใจ และยิ่งกว่านั้น มันก็ เป็นหน้าที่ที่ทุกคน พวกเราทุกคนจะต้องกระทำ , กระทำ ให้การเป็นอยู่ ในชีวิต หรือการดำรงชีวิตนี้ชอบคือถูกต้อง, มันก็มีหลายระดับ พอที่จะเข้าใจได้เอง ว่ามีหลายระดับ. เป็นอยู่ชอบในระดับต่ำ ๆ มันก็เป็นได้ แม้จะเป็นคนธรรมดาสามัญ ทำไร่ทำนาไปตามเรื่อง ก็สามารถที่จะมีการเป็นอยู่ชอบ, สูงขึ้นไปเป็นผู้ทำงานเบา มีทรัพย์สมบัติมีเกียรติยศชื่อเสียง ก็สามารถที่จะเป็นอยู่ชอบได้, เป็นบรรพชิตก็ยิ่งง่าย ที่จะเป็นอยู่ชอบ, และเป็นได้ถึงระดับสูงสุด คือมีผลทำให้เกิดความเป็นพระอรหันต์ ขึ้นมา ; ฉะนั้นขอให้ จำคำสั้น ๆ ว่า การเป็นอยู่ชอบนี้ไว้เป็นหลัก สำหรับจะได้ ปรับตนเองให้อยู่ในร่องรอยของการเป็นอยู่ชอบ, อย่าให้เขวออกไปนอกทางของการ เป็นอยู่ชอบ. การบรรยายในวันนี้ จะยกเอาการเป็นอยู่ชอบ ว่าเป็นเหตุให้เกิดสันติ- ภาพแก่โลก. ถ้ าทุกคนในโลกเป็นอยู่ขอบ สันติภาพนี้ก็จะไม่ไปไหนเสีย ; เช่นเดียวกับ ที่ว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้เป็นอยู่โดยขอบ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ อย่างนั้นเหมือนกัน.
น.378 ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า. ทีนี้ก่อนแต่ที่จะพูดกันถึงเรื่องมนุษย์หรือหน้าที่ของมนุษย์นี้ มัน มีปัญหา ที่จะต้องพูด กันอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง เกี่ยวกับพระเจ้า พระเป็นเจ้า. คนจำนวนใหญ่ ถือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า มีหลายศาสนารวม ๆ กันแล้วจะมากกว่าพุทธศาสนามาก เขา ถือว่ามีพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าสูงสุดคือผู้สร้างโลก ผู้ทำทุกสิ่งให้เป็นไปในโลก, ก็ยังมี ที่รองลงมา. ที่ว่าแม้ในเมืองไทย ในหมู่พุทธบริษัทนี้ บางคนก็ยังมีความเชื่อความ ยึดถือว่ามีผีสางเทวดา, หรือว่าเทวดาชั้นดีที่คอยดลบันดาลให้โชคชะตาของมนุษย์ เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้. ถ้าถืออย่างนี้ มันก็ ไม่พ้นไปจากเป็นการถือว่ามีพระเจ้า อยู่นั่นเอง. ควรจะนึกถึงข้อที่ว่า สิ่งเหล่านี้ พระเจ้าหรือสิ่งเหล่านี้ จะมาช่วยบันดาล สันติภาพหรือไม่ ? ถ้าคนเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ไม่เชื่อเรื่องอื่น, เขาก็เชื่อว่า อะไร ๆ ก็แล้ว แต่พระเจ้า, ความเป็นสุขเป็นทุกข์นั้นก็เป็นเรื่องที่พระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้, อะไร ๆ ก็ไปฝากไว้กับพระเจ้า. คนที่ถือหลักชนิดนี้ก็มีอยู่มากในโลก แล้ว เราที่ไม่ได้ถือหลัก ชนิดนั้น จะพูดกันอย่างไร , จะพูดกับเขาอย่างไร, ที่เราจะมาเป็นอยู่ชอบโดยไม่ต้อง เกี่ยวกับพระเจ้าเลยนั้นน่ะ มันจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ไหม ? ดังนั้นแหละมันจึง มีปัญหา ที่จะต้องพูดกันเกี่ยวกับพระเจ้า ให้เสร็จสิ้นไปเสียก่อน ในเบื้องต้น คนพวกหนึ่ง ถือว่า โลกนี้หรือสิ่งทั้งปวงนี้ มีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง . คือ เกิดขึ้นโดยการสร้างของพระเจ้า นี้ก็พวกหนึ่ง, คนอีกพวกหนึ่งถือว่า ไม่มีพระเจ้า อย่างนั้น, มีแต่วิวัฒนาการ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ทำให้วิวัฒนาการเกิดขึ้น แล้วก็ เจริญขึ้น, โลกหรือสิ่งทั้งปวงนี้เป็นมาตามวิวัฒนาการ ไม่มีพระเจ้า. นี่เขากำลังแบ่งคน ในโลกที่มีศาสนาถือกันอยู่นี้ว่ามีเป็นสองพวกอย่างนี้ : พวกแรกถือว่ามีผู้สร้าง เขาก็ เอาคำว่าสร้างมาเป็นชื่อของลัทธิ creationism creationist ลัทธิที่ถือว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง,
น.379 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๔๕ ผู้ที่ถือลัทธิมีพระเจ้าผู้สร้างนี้ก็พวกหนึ่ง มีอยู่หลายศาสนาทีเดียว. ทีนี้ อีกพวกหนึ่งถือว่า โลกหรือสิ่งทั้งปวงนี้เกิดขึ้นหรือเป็นไปหรือเจริญขึ้นนี้ ตามกฎแห่งวิวัฒนาการ ความของธรรมชาติ ก็เลยเอาคำนั้นมาเป็นชื่อของลัทธิเรียกว่า evolutionism หรือ evolu- tionist เชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นวิวัฒนาการของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า; ถ้าเป็น คนก็หมายถึงคนที่ถือลัทธิเช่นนั้น คือถือว่าทุกอย่างในโลกหรือโลกนี้ เป็นไปตามวิวัฒนา การของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า. นี่ โดยหลักใหญ่เขาถือกันอยู่อย่างนี้, โดยรายละ- เอียดไม่ต้องพูด มันอาจจะต่างกัน. แต่ว่า โดยหลักใหญ่ๆ คนในโลกกำลังมีอยู่สอง พวกอย่างนี้แหละ : พวกหนึ่งถือว่า มีพระผู้สร้าง ถือลัทธิว่ามีผู้สร้าง, อีกพวกหนึ่ง ถือว่าเป็นเพียงวิวัฒนาการตามกฎของธรรมชาติ, ไม่มีพระผู้สร้าง. ถ้าจะถามว่า อะไรสร้างโลก ? ถ้าอย่างนั้น ก็คือกฎของธรรมชาติ นั่นแหละเป็นผู้สร้าง. ถ้าจะมองดู เป็นการสร้าง มันก็มีการสร้างเหมือนกัน แต่ว่า กฎของธรรมชาติสร้าง, ไม่ต้องมีพระเจ้า ชนิดที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล. อันนี้ เป็นเหตุให้เราเกิดได้มีพระเจ้าเป็นสองชนิด คือ พระเจ้าอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล นี้องค์หนึ่ง ชนิดหนึ่ง, แล้วก็มี พระเจ้าชนิดที่มิใช่บุคคล คือมิใช่มีความรู้สึกอย่างบุคคล แต่ว่าเป็นกฎของธรรมชาติ. นี้มันก็สร้าง หรือบันดาลให้สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น และเป็นไปได้เหมือนกัน. ถ้าเราจะรู้จักพระเจ้า หรืออยากจะจำกัดความเกี่ยวกับพระเจ้า, เราก็ต้อง ถามขึ้นว่า ใครเป็นผู้สร้างขึ้นมา , เป็นผู้ควบคุมอยู่, เป็นผู้ทำลายล้าง เลิกถอนเป็น ครั้งเป็นคราว เพื่อจะสร้างขึ้นมาอีก, แล้วควบคุมอยู่ แล้วเลิกถอนเป็นครั้งเป็นคราว, วนเวียนอยู่อย่างนี้ ? พวกโน้น เขาก็จะตอบว่าพระเจ้า , พระเจ้าที่เขาถืออยู่, พระเจ้า อย่างบุคคลที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, ที่เขาสอนให้เชื่ออย่างยิ่ง เชื่อไม่มีอะไรเหลือ เชื่อ สุดเนื้อสุดตัว แล้วก็รอดเพราะความเชื่อนี้พวกหนึ่ง. ทีนี้ อีกพวกหนึ่งก็จะตอบว่า การสร้าง การควบคุม การทำลายนี้ ก็โดยกฎของธรรมชาติ; ถ้าเป็น พุทธ-
น.380 ศาสนาอย่างพุทธศาสนา ก็เรียกว่ากฎของอิทัปปัจจยตา ; ถ้าพูดอย่างวิทยาศาสตร์ หรือพูดอย่างอื่นหรือลัทธิอื่น ก็จะเรียกชื่ออย่างอื่น. แต่ถ้าเรียกอย่างพุทธศาสนา ตาม หลักของพุทธศาสนา ก็จะเรียกว่า กฎของอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เรื่อยๆ มาอย่างนี้โดยไม่เกี่ยวข้องกับ พระเจ้า อย่างบุคคล คือไม่มีบุคคลที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล เข้ามาบันดาลให้เป็นไป. นี่ จะต้องรู้จักพระเจ้า ว่าใครที่เป็นผู้สร้าง, ผู้ควบคุม ผู้ทำลายล้าง; พวกหนึ่ง ก็ระบุไปยังบุคคล ชนิดหนึ่ง เรียกว่า พระเจ้า เป็นบุคคลสูงสุด, อีกพวกหนึ่ง ว่าไม่ เป็นเพียงกฎของธรรมชาติ. พุทธบริษัทก็มีพระเจ้า. ท่านทั้งหลายเป็นพุทธบริษัท จงรู้จักตัวเองไว้ให้ดีๆ ว่ามีพระเจ้าชนิดไหน จะถือว่าไม่มีพระเจ้าก็ได้ ถ้าเห็นว่าพระเจ้าต้องเป็นบุคคลมีความรู้สึกอย่างบุคคล ; แต่ ถ้าถือว่า พระเจ้าคือผู้ที่บันดาลให้เกิด แล้ว ควบคุมอยู่ , แล้วจะ บันดาลให้ดับ อย่างนี้, มัน ก็มีกฎของอิทัปปัจจยตา , เราก็เลย มีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า, เป็นพระเจ้า ของพุทธบริษัท นี่จะต้องพูดให้ถูกต้อง ในเมื่อเขาถามว่าพุทธศาสนามีพระเจ้าไหม ?. ถ้าตอบอย่างธรรมดาสามัญเป็นภาษาคน ก็ว่าไม่มี, ไม่มี, ไม่มีพระเจ้าอย่างที่รู้ ๆ กัน ทั่วไป, คือเป็นบุคคลมีความรู้สึกอย่างบุคคล, นี้มันก็ถูก มันก็ถูกเหมือนกัน มันก็ถูก เท่านั้นแหละ. แต่ถ้าเราจะ ตอบอย่างฉลาด กว่านั้น ก็ตอบว่าพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า, หากแต่ว่า ไม่เป็นบุคคล มิใช่มีความรู้สึกอย่างบุคคล แต่ก็เป็นพระเจ้า. ทำไมจึง เรียกว่าพระเจ้า ? ก็เพราะว่าสามารถทำหน้าที่สร้าง หน้าที่ควบคุม หน้าที่ทำลาย ล้าง ได้เหมือนกับพระเจ้าของท่านที่เป็นอย่างบุคคล. ของเราไม่เป็นอย่างบุคคล ไม่มี ความรู้สึกอย่างบุคคล ; แต่ก็สามารถที่จะทำหน้าที่สร้างหรือควบคุมหรือทำลายไปเป็น
น.381 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๔๗ คราว ๆ ได้อย่างยิ่ง. แล้วก็ลองคิดดูว่าพระเจ้าชนิดไหนจะเหมาะสมกับโลกสมัย ปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยความรู้ ทาง วิทยาศาสตร์, พระเจ้าชนิดไหนจะเข้ากันได้กับบุคคลแห่งยุค วิทยาศาสตร์, ในที่สุดก็มองเห็นได้กันทุกคนว่า พระเจ้าอย่างมิใช่บุคคลแต่เป็นกฎของ ธรรมชาติ ควรจะถือว่าเป็นพระเจ้าสูงสุด, แล้วก็มองเห็นว่า ที่เชื่อว่ามีบุคคลสูงสุด มาสำเร็จอยู่ที่บุคคลนั้น มันเป็นของเก่าแก่โบราณเต็มที่, นับตั้งแต่ว่าเชื่อผีสางเทวดา อะไรขึ้นมาแล้วก็มาเป็นพระเจ้าสูงสุดอยู่แค่นั้น เป็นอย่างบุคคล. ต่อมา ความฉลาด มีมากขึ้นจนว่าไม่ต้องเป็นบุคคล ก็ได้, มันเป็นอะไรอย่างหนึ่งซึ่งมิใช่บุคคล แต่ก็ สามารถทำได้ทุกอย่าง ก็เลยเป็นความรู้ชนิดที่เหนือกว่า มาทีหลังกว่าและเหนือกว่า. นี่พุทธศาสนาเราถ้าจะพูดว่ามีพระเจ้ากัน ก็ต้องพูดว่ามีพระเจ้าอย่างนี้ มีพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ควบคุม ผู้ทำลาย, เหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายมีเป็นบุคคล, แต่เรามีอย่างมิใช่เป็น บุคคล. เดี๋ยวนี้มันมีปัญหาว่าโลกมันเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์, จะมองที่ใครเป็นต้น เหตุ, จะอาศัยบารมีของใครมาเป็นเครื่องกำจัดชำระชะล้างไป. เอาละ, เป็นอันว่า ใน ชั้นแรกคนทั่วไปส่วนมาก เขา ถือว่ามีพระเจ้าอย่างบุคคล เป็นไปตามความประสงค์ ของพระเจ้าอย่างบุคคล เขาก็ว่าไป, เราก็ว่าไม่มีพระเจ้าอย่างนั้น , มีแต่พระเจ้าที่มิใช่ บุคคล เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบุคคล, แม้จะกล่าวว่ามิใช่บุคคล ก็ยังไม่ถูกนัก มันยังเป็นภาษาที่จำกัดอะไรอยู่ คือ ไม่ได้เป็นอะไรเลยมากกว่า นอกจากเป็นกฎของธรรมชาติ แล้วก็จริงหรือไม่จริงก็ดูเอาเองว่า ธรรมชาตินี้มันเป็น มาได้อย่างไร. สันติภาพกับพระเจ้า. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาเกี่ยวกับสันติภาพ เราจะทำอย่างไร ที่จะให้โลก มีสันติภาพ ; ถ้าว่าเป็นพวกที่มีพระเจ้าอย่างบุคคล ก็ต้องไปเรียกร้องเอาจากพระเจ้า
น.382 อย่างที่เป็นบุคคล ที่บูชาอ้อนวอนกันนัก ; ถ้าเราไม่มีพระเจ้าอย่างนั้น มีแต่พระเจ้า ที่เป็นกฎของธรรมชาติ เราก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนใครที่ไหน นอกจากปฏิบัติให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ เพื่อให้สันติภาพมันเกิดขึ้นมา. นี่เกิดเป็นทางแยกขึ้น สองทางอย่างนี้. เราอาจจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกมาจริง ก็ต้อง เป็น หน้าที่ของพระเจ้านั่นเอง ที่จะต้องทำโลกให้มีสันติภาพ. เดี๋ยวนี้ทำไมพระเจ้า ไปอยู่ที่ไหนเสียไม่ดูไม่แล, ปล่อยให้โลกเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ไม่มีสันติภาพเลย. พระเจ้า สร้างโลกขึ้นมาทำไม, ไม่ดูไม่และไม่พิทักษ์ ไม่คุ้มครอง; นี่ถ้าพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาจริง ก็เป็นหน้าที่ของพระเจ้าที่จะทำโลกให้มีสันติภาพ, แล้วก็จะได้สมแก่การที่สัตว์โลกเขาพา กันเคารพบูชาบวงสรวงอ้อนวอน มีความเชื่อ. แต่เดี๋ยวนี้เราดูแล้ว ไม่เห็นวี่แววอะไร ว่า พระเจ้าได้มารับผิดชอบเรื่องสันติภาพ, มาดูแลเรื่องสันติภาพ, ไม่มีวี่แววว่า พระเจ้าจะบันดาลให้มีสันติภาพ, ซ้ำยังจะมองเลยต่อไปว่า โอ้, พระเจ้าไม่สามารถที่จะ บันดาลให้โลกมีสันติภาพ; หย่อนสมรรถภาพ จนถึงกับว่ามนุษย์นี่สร้างโลกแข่งกับ พระเจ้าตามที่มนุษย์ต้องการ, ไม่ตรงตามที่พระเจ้าต้องการ และมนุษย์ก็ดื้อดึงพระเจ้า ยิ่งขึ้น โลกก็ยังมีวิกฤตการณ์ ; พวกนั้นก็จะหาว่า นั่นแหละคือพระเจ้าลงโทษ, พระเจ้าลงโทษ ให้มนุษย์มีความทุกข์ยากลำบากคือมีวิกฤตการณ์, ก็เถียงกันได้อย่างนี้. ทีนี้เราเป็นพุทธบริษัท มีพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล, มีสิ่งสูงสุดอย่างที่มิใช่ บุคคล, เรียกว่าธรรมชาติหรือกฎของธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติ นี่ เป็น พระเจ้า. เราก็จะถามเขาว่า ถ้าวิกฤตการณ์ความเลวร้ายในโลกมีอยู่อย่างนี้ เป็นความ ประสงค์ของพระเจ้า, พระเจ้าประสงค์อย่างนั้นเสียแล้ว แล้วเราจะไปอ้อนวอนพระเจ้า ว่าอย่างไร, ถ้าพระเจ้าประสงค์อย่างนั้นเสียแล้ว ให้โลกมันมีเดือดร้อนวิกฤตการณ์ เรา
น.383 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๔๙ จะอ้อนวอนพระเจ้าว่าอย่างไร, หรือว่าถ้าจะถือว่า พระเจ้ากำลังลงโทษมนุษย์อยู่อย่างนี้ เราจะไปอ้อนวอนพระเจ้านั้นว่าอย่างไร, อ้อนวอนว่าอย่างไร มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเดิม, ขอร้องให้พระเจ้าเมตตากรุณาสงสารไปตามเรื่อง แล้วก็ไม่เห็นมันเกิดขึ้น, ไม่เห็นมัน เกิดขึ้น, ไม่เห็นวี่แววว่ามันจะเกิดขึ้น ; ถ้าว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องยุติธรรมแล้ว พระเจ้าผู้รักมนุษย์อย่างยิ่งนั่นแหละ ควรจะจัดการด้วยตนเองเสียให้ตลอด เรื่องที่ว่าพระเจ้ารักมนุษย์นี้ มันเป็นหลักทั่วไปในศาสนาที่มีพระเจ้า ศาสนา นั้น ๆ เขาก็สอนว่า ให้มนุษย์นี่รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา, ให้เรารัก เพื่อนมนุษย์ของเราเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา เป็นหลักใหญ่หลักแน่นแฟ้นในศาสนา ที่มีพระเจ้า. ถ้าพระเจ้ารักเราทำไมพระเจ้าจะต้องจัดโลกให้มันเป็นอย่างนี้ จัดโลกให้เต็ม ไปด้วยวิกฤตการณ์ยิ่งขึ้นทุกที, จัดการให้มนุษย์ได้ดื้อดึงพระเจ้าเสียเอง, จัดการให้มนุษย์ ได้จัดโลกนี้แข่งกับพระเจ้าตามชอบใจมนุษย์. นี่มันก็เลย ไม่รู้ว่าจะหวังอะไรจากพระเจ้า เพื่อจะมีสันติภาพขึ้นมาในโลกมนุษย์ ; เราก็เลยหมดหวัง หมดหวังอะไรจากพระเจ้า เราหมดหวังที่จะรอ ที่จะรอต่อไป, เรารอต่อไปไม่ได้ มันเต็มไปด้วยความเลวร้ายขึ้นมา ในโลก, เราก็ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือจะช่วยตัวเอง. พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อช่วยตัวเองแม้ว่าจะนับถือพระเจ้า, พูดง่าย ๆ พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ช่วย ตัวเอง. คำชนิดนี้ได้ยินมาก ได้ยินมามาก, พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ช่วยตัวเอง, พระเจ้าจะช่วยแต่คนที่ช่วยตัวเอง. ดังนั้นจะมีพระเจ้าชนิดไหนก็ตามใจ หน้าที่โดยตรง ของมนุษย์ก็คือ จะต้องช่วยตัวเอง. ตามหลักของพุทธศาสนาก็ยืนยันอย่างนี้อยู่แล้ว ว่าจะต้องช่วยตัวเอง, มีกฎของธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด. แต่เราก็ จะต้องช่วยตัวเอง คือ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อันสูงสุด, แล้วเราก็จะได้ผล ตามที่ปรารถนา หรือควรจะปรารถนา คือมีสันติภาพ. เราต้องเป็นพระเจ้าเสียเอง, เป็นพระเจ้าให้ แก่ตัวเราเสียเอง สิ่งที่จะช่วยได้นั้นเราจะต้องทำขึ้นมา.
น.384 หน้าที่คือพระเจ้า. สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือหน้าที่หรือการปฏิบัติชอบ, ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อ ความเป็นมนุษย์, หน้าที่นั้นแหละจะเป็นพระเจ้าที่ช่วยเรา หรือเรามีหน้าที่ชนิดนี้ขึ้นมา แล้ว อะไร ๆ ก็จะมาช่วย. พระเจ้าชนิดบุคคลก็จะวิ่งมาช่วย, พระเจ้าอย่างที่มิใช่ บุคคลก็จะช่วย ในฐานะเป็นผลของการกระทำ กระทำกรรมลงไปแล้ว ก็คือผลของ กรรม การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของเรา. นั่นแหละคือพระเจ้าที่แท้ จริงที่จะช่วยเรา, ไม่ต้องเป็นผีสางเทวดา ไม่ต้องเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล, ไม่ต้องเป็น พระเจ้าที่จะมีความรู้สึกอย่างบุคคล. หน้าที่ที่เรากระทำนั่นแหละมันจะช่วย, ช่วยอย่าง พระเจ้าช่วย. เรามาพูดเสียเลยว่า หน้าที่คือพระเจ้า, หน้าที่นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด. ขอให้ ท่านทั้งหลายสนใจให้มากว่า หน้าที่นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด. คำว่าธรรมะ ๆ นี้ก็แปลว่าหน้าที่, เป็นสิ่งสูงสุดที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรง เคารพ ; หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงเคารพธรรมะ, คือเคารพหน้าที่ของ พระพุทธเจ้า . พระพุทธเจ้าก็ยังเคารพหน้าที่, แล้วเราพวกเราจะดีมาแต่ไหนที่จะไม่ เคารพหน้าที่. ถึงแม้พระเจ้าสูงสุดอย่างของพวกโน้นก็เถอะ ถ้าไม่ทำหน้าที่ของพระเจ้า ก็ไม่มีใครเคารพ ไม่มีใครไหว้ไม่มีใครบูชา, แม้พระเจ้าชนิดไหน ก็ต้องทำหน้าที่ของ พระเจ้า จึงจะมีคนเคารพบูชา. เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะทำหน้าที่ ไม่ช่วยโลก ให้โลกมีแต่ ความเดือดร้อนหนักขึ้น ๆ ก็ไม่มีคนบูชา ไม่มีคนนับถือ จนกลายเป็นว่าพระเจ้าตายไป แล้ว, ในหมู่คนที่เคยนับถือพระเจ้ามาแต่เดิมนั้น กลับเปลี่ยนแปลงไปว่า พระเจ้าตายแล้ว, พระเจ้าตายแล้ว, เราไม่หวังพึ่งพระเจ้าอีกต่อไป อย่างนี้ก็มี. นั่นเพราะพระเจ้าไม่ทำหน้าที่ พระเจ้าขี้เกียจ หรือพระเจ้าไม่รับผิดชอบก็ตามใจ, ไม่ทำหน้าที่คนมันก็ไม่เคารพบูชาอีก ต่อไป. ฉะนั้นถ้าทำหน้าที่มันก็จะช่วยได้ ช่วยตัวเองได้ เราก็เลยทำให้หน้าที่เป็น
น.385 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๕๑ พระเจ้า, ถ้าจะกล้าพูดก็พูดว่า เราเป็นพระเจ้าเสียเอง, เราทำหน้าที่ช่วยตัวเรารอดได้. หน้าที่นั่นแหละ คือพระเจ้า, เราอาจจะเป็นพระเจ้าได้เสียเอง. ในความหมายอันนี้ มันเหลืออยู่ที่คำว่า ทำหน้าที่อย่างไร , ทำหน้าที่อย่างไร จะเป็นพระเจ้าที่ช่วยได้จริง. หน้าที่นั่นแหละเป็นพระเจ้า ที่จะช่วยได้จริง, ขอให้ บูชาหน้าที่ แล้วก็ เรียกหน้าที่นั้น โดยคำโบราณดึกดำบรรพ์ ว่าธรรมะ ๆ ๆ แปลว่าหน้าที่ หน้าที่แปลว่าธรรมะ คำว่า ธรรมะนี้เป็นคำเก่าแก่ โบราณเหลือประมาณ, เก่าแก่ ก่อนพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวจะเข้าใจว่าธรรมะนี้เพิ่งมีเมื่อพระพุทธเจ้าเกิด, มันไม่ใช่อย่างนั้น ธรรมะหมายถึงหน้าที่ ตั้งแต่มนุษย์คนแรก ที่พ้นจากความเป็นป่าเถื่อนมาหยก ๆ สังเกตเห็นว่า มันมีหน้าที่, สิ่งหนึ่งที่เรียกว่าหน้าที่ มีสิ่ง ๆ หนึ่งที่เรียกว่าหน้าที่, ไม่ทำไม่ได้ ไม่ทำแล้วก็จะตาย แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่าธรรมะ. ธรรมะแปลว่าหน้าที่ ; พจนานุกรมในประเทศอินเดียก็ยังแปลคำธรรมะว่าหน้าที่. นี้เราก็พอใจที่จะมีธรรมะ หรือหน้าที่นี่เป็นพระเจ้า ที่จะช่วยได้ถึงที่สุด, เป็นพระเจ้าที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้, ยิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ยิ่งมีเหตุผล ยิ่งฉลาดในเหตุผล แล้วจะยิ่งชอบจะยิ่งยอมรับพระเจ้า ชนิดนี้ คือ พระเจ้าหน้าที่ เป็นพระเจ้าที่สามารถจะช่วยแก้ไขเหตุร้าย สิ่งเลวร้าย หรือวิกฤตการณ์ได้จริง ; เพราะว่าสิ่งเลวร้าย หรือวิกฤตการณ์นี้ มันเกิดมาจาก การกระทำที่ไม่ถูกไม่ชอบของมนุษย์. เมื่อมีการกระทำที่ถูกต้อง หรือชอบ ธรรมของมนุษย์ มันก็เปลี่ยนแปลงเป็นว่า ไม่มีวิกฤตการณ์ ; นี่เรียกว่ามันจะ แก้ไขที่ต้นเหตุของวิกฤตการณ์ โดยตรง, แล้วก็แก้ไขวิกฤตการณ์ที่เป็นผลเลวร้ายนั้นเสีย ได้. นี่เป็นพระเจ้าจริง ช่วยให้รอดได้จริง, สามารถจะใช้ได้ทุกสถานการณ์และทุกชนิด ทุกชนิด. จะเป็นวิกฤตการณ์ทางวัตถุทางร่างกายก็ช่วยได้, เป็นวิกฤตการณ์ทางจิตก็ช่วย ได้, เป็นวิกฤตการณ์ทางวิญญาณหรือทางสติปัญญาก็ช่วยได้, พระเจ้าที่แท้จริงช่วยได้
น.386 ทุก ๆ วิกฤตการณ์, สามารถจะกำจัดออกไปเสียได้ทุกวิกฤตการณ์. ขอให้สนใจ ว่า พระเจ้านี้มันก็มีปัญหาอย่างนี้. พระเจ้าในภาษาคนและภาษาธรรม. ถ้าเป็น พระเจ้า ในภาษาคน คนธรรมดาสามัญซึ่งส่วนมากโง่ไม่รู้อะไร ก็มีพระเจ้าอย่างบุคคล; ถ้าเป็นภาษาธรรม ภาษาของผู้รู้ธรรมรู้ความจริง กลาย เป็น มีพระเจ้าอย่างที่มิใช่คน, แต่ว่า เป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นความจริงสูงสุด ของธรรมชาติ. เมื่อกล่าวโดยภาษาธรรมพระเจ้าก็มีความหมายอย่างหนึ่ง, กล่าวโดยภาษา คนพระเจ้าก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง อยู่กันคนละชั้นคนละระดับ. พุทธบริษัท มีพระเจ้าอย่างที่กล่าวในภาษาธรรม ช่วยได้จริง เป็นกฎของธรรมชาติ เป็น สัจจธรรมของธรรมชาติ , ประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามนั้นแล้ว ช่วยได้จริง. พระเจ้า อย่างบุคคลมีความรู้สึกอย่างบุคคล ทำนองจะรับสินบน จะทำนาบนหลังคน นี้จะช่วย ได้จริงได้อย่างไร. นิทานเด็ก ๆ เล่ากัน ซึ่งอาจจะสูญหายไปเสียก็ได้, อาตมาขอเล่าให้ฟังกันไว้ ที่นี้ เพื่อไม่ให้มันสูญหายไป. นิทานเด็ก ๆ เล่าสมัยอาตมาเด็ก ๆ ว่า สัตว์ทั้งหลายไป ฟ้องพระเจ้าว่ามนุษย์เบียดเบียนนัก ขอให้ลงโทษมนุษย์, สัตว์ก็ไปกันหมดเลยแม้แต่ กุ้ง กุ้งนี้เข้าไปทีหลังเพื่อน. พระเจ้าทักขึ้นว่า แกนี่ถ้าจะเนื้อกินอร่อยนี่ พระเจ้าพูด เท่านั้นแหละ กุ้งก็ตกใจถอยหลัง, กุ้งวิ่งเอาหลังไปตามแบบกุ้ง เพราะมันกลัวพระเจ้า. พระเจ้าต้องการจะกินเนื้อกุ้ง อยากจะชิมเนื้อกุ้งว่ามันอร่อย. นิทานอย่างนี้ใครเคยได้ยิน ได้ฟังบ้าง. อาตมาเล่าไว้ เป็นนิทานของเด็ก ๆ มีมาแต่โบราณเล่ากันมา มันจะสูญไปเสีย เอามาเล่าฝากไว้อีกที.
น.387 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๕๓ นี่พระเจ้าถ้ามีความรู้สึกอย่างบุคคลแล้วมันก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้, ต้องการ ให้คนบูชาบวงสรวงอ้อนวอน. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมดาก็คือจ้างนั้นเอง จ้างพระเจ้าให้ ทำอะไรให้บุคคล เป็นเรื่องที่จะสูงสุดไปได้อย่างไร, ถ้ายังเห็นแก่ค่าจ้าง ต้องบวงสรวง ต้องบูชาต้องอ้อนวอนจึงจะช่วย. แต่ถ้าพระเจ้าอย่างสัจจธรรมของธรรมชาติ ไม่มีการ อ้อนวอน ไม่มีการจ้างออนอะไรกันอย่างนั้น เป็นไปตามกฎตรงเผงเลย, แกทำอย่างนี้ ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้, ทำอย่างนี้ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้, ทำอย่างนี้ผลก็เกิดขึ้นอย่างนี้. บูชาพระเจ้าด้วยการปฏิบัติหน้าที่. นี่ควรจะคิดดูให้ดี ว่าเราจะมีพระเจ้าชนิดไหนกันดี ? โดยทั่วไปก็ถือว่ามี พระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคลอยู่แล้ว, แล้วทีนี้ที่จะให้มาช่วย มาช่วยได้แท้จริงนั้น เราจะต้อง ทำตัวเป็นพระเจ้าด้วยตนเอง คือทำหน้าที่, ทำหน้าที่ให้ตรงตามกฎของธรรมชาติ ตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วจะช่วย. ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อย่างนี้แหละ ที่จะเรียกกันในที่นี้ว่าการเป็นอยู่ชอบ การเป็นอยู่ถูกต้อง, การเป็นอยู่ ชอบ คือการเป็นอยู่ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ขอให้เรารู้จักพระเจ้า ชนิดนี้ แล้วก็บูชาบวงสรวงอ้อนวอนพระเจ้าชนิดนี้ให้ถึงที่สุด ; แต่ไม่ใช่บูชาด้วยเรื่อง เอาหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรไปเซ่นไปสรวง บูชายัญเซ่นสรวง, ไม่ใช่, ไม่ใช่บูชาอย่างนั้น. คำว่า บูชาในที่นี้ หมายถึงประพฤติให้ตรงตามกฎเกณฑ์ของสัจจธรรม ของธรรมชาติ; แม้จะต้องเสียชีวิตก็ยอม เพื่อจะให้มันถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, แล้วก็ จะได้ รับผลขึ้นมาในตัวมันเอง, ไม่ต้องมีใครมาโปรดประทานอะไรที่ไหนอีกแล้ว, มีผล เป็นความสงบสุข เป็นสันติสุข เป็นสันติภาพ.
น.388 หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของสัจจธรรมของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าสูงสุด โดยเฉพาะของพุทธบริษัท, เราเรียกชื่อก็ได้ ก็เรียกชื่อว่าพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. พระ เจ้าอิทัปปัจจยตาซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคารพ แล้วตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่า เห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา. ถ้ามองเห็นอิทัปปัจจยตาได้ชัดเจน ก็ชื่อ ว่าเห็นธรรมะชนิดที่เห็นพระพุทธเจ้า, เราก็เอาอันนี้มาเป็นสิ่งสูงสุด เรียกว่าพระเจ้า อิทัปปัจจยตา, ไม่ใช่มีใครสร้างขึ้น. พระพุทธเจ้าก็มิได้ตั้งกฎอันนี้ขึ้น แต่มันมี อยู่ตามธรรมชาติ, ทรงค้นพบแล้วนำมาเปิดเผย แล้วก็ทรงเคารพด้วย, จนถึงกับ ตรัสยืนยันว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตล้วนแต่เคารพธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่ หรือว่าธรรมะคือกฎอิทัปปัจจยตา เป็นหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ สำหรับ ให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายประพฤติให้ถูกต้อง แล้วก็จะรอด. ทำไมจะต้องใช้คำว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย, ไม่ระบุไปยังบุคคลหรือคน เพราะ มันมากกว่านั้น. คนก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎนั้นจึงจะรอด, สัตว์เดรัจฉาน ที่ยังไม่ ถึงคนก็ต้องทำตามกฎนั้นจึงจะรอด, พฤกษาชาติ ต้นไม้ต้นไล่ทั้งหลาย ก็ต้องทำตามกฎ นั้นจึงจะอยู่รอด , มิฉะนั้นก็ต้องตายเหมือนกัน นี่ ความถูกต้อง อันนี้ จึงกล่าวว่า สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย : ระดับบุคคลมนุษย์เทวดาอะไรก็ได้ ระดับสัตว์เดรัจฉาน ก็ได้, ระดับต้นไม้ต้นไล่ แม้แต่ตะไคร่เขียว ๆ ก็ต้องมีหน้าที่ ปฏิบัติตามกฎอันนี้ ให้ถูกต้อง, แล้วก็จะรอดชีวิตอยู่ได้. มันก็ เป็นการเป็นอยู่ชอบ เหมือนกันแหละ ; จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน เมื่อมันปฏิบัติถูกต้องมีชีวิตรอดอยู่ได้ ก็ต้องเรียกว่ามันปฏิบัติชอบ, ต้นไม้ต้นไล่มันรอดชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องเรียกว่ามันปฏิบัติชอบ, ปฏิบัติถูกต้อง มันจึงรอด ชีวิตอยู่ได้. นี่เรียกว่า หน้าที่ อำนวย ให้ซึ่งชีวิต รักษาไว้ ซึ่งชีวิต ควบคุม ซึ่งชีวิต จึงถือว่าเป็นพระเจ้า เป็นสิ่งสูงสุด ; แต่ฟังดูแล้วบางคนก็จะไม่เข้าใจ, จะไม่เห็นเช่น
น.389 (ต่อ) นั้น ว่าเป็นหน้าที่สูงสุดได้อย่างไร เพราะว่าเราเป็นผู้ทำเอง เราเป็นผู้ทำเอง, ก็คิดดูสิว่า ถ้าไม่เป็นสิ่งสูงสุด เราก็ไม่ทำสิ. เดี๋ยวนี้ ถ้าเราไม่ทำเราก็ตาย, ลองไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ เรื่องหาอาหารกิน เรื่องบริหารร่างกาย เรื่องสุขภาพอนามัยอะไรก็ตาม, ถ้าไม่ทำให้ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติมันก็ตาย; เพียงแต่ไม่ถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ มันก็ตายแล้ว. ฉะนั้น การทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั้นแหละ คือเครื่องบูชาเซ่นสรวงอ้อนวอนพระเจ้า เหมือนกับฝ่ายโน้น เขาต้อง มีของกินของอะไรต่าง ๆ กระทั่งเอาสัตว์เป็น ๆ มาบูชายัญ เพื่อให้พระเจ้าชอบใจ แล้วก็จะได้ช่วย, นั่นพระเจ้าอย่างบุคคลต้องการอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้พระเจ้าอย่างธรรมชาติ, สัจจธรรมของธรรมชาติไม่ต้องการอย่างนั้น, และยิ่งไม่ต้องการอย่างนั้น. ต้องการให้ ประพฤติให้ถูกต้อง ให้จนชีวิตทุกชนิดได้พลอยรอดไปด้วยกัน มากกว่า. นี้เรียก- ว่า หน้าที่ที่ถูกต้องนั่นแหละคือพระเจ้า, แล้วจะอำนวยให้ซึ่งสันติภาพ. เรากำลังพูดถึงสันติภาพ แล้วกำลังมีปัญหาว่า จะได้มาจากอะไร? ก็เลย บอกให้รู้ จะได้มาจากการปฏิบัติชอบ. การเป็นอยู่ชอบ, การดำรงชีวิตชอบอย่าง ถูกต้องนี้ จะอำนวยให้ซึ่งสันติภาพ. ใจความสำคัญก็คือ ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตรงต่อ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือพระเจ้าอิทัปปัจจยตา, พูดเป็นครั้งแรกอย่างนี้บางคนก็งง บางคนก็แปลก บางคนก็ฉวยเอาใจความไม่ได้, ก็ไปเข้าใจว่าพระเจ้าอิทัปปัจจยตาก็เป็น พระเจ้าอย่างบุคคลไปเสียอีก. ถ้าอย่างนี้มันก็ลำบาก ; ได้พูดกันมาในชั้นต้นเด็ดขาด แล้วว่า พระเจ้าอย่างบุคคลและพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล มันมีอยู่สองอย่าง.
น.390 เราจะอาศัยพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล คือกฎของธรรมชาติ, แล้ว ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็มีสันติสุขมีสันติภาพ. นี่เรียกว่า สันติภาพ ที่เกิดมาจากการปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างถูกต้อง คือการเป็นอยู่ชอบ, ดำรงชีวิตอยู่ ชอบ ชนิดที่ว่าทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. เรื่องสันติภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ จะอะไร นักหนาเที่ยว, การเป็นอยู่ชอบสามารถทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ มันสูงสุดอย่าง นั้น, จึงเป็นสิ่งที่ควรจะสนใจ เอาละ, ทีนี้ก็จะได้พิจารณากันดูให้ละเอียดลงไปในการที่ จะเป็นอยู่ชอบ คือทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา เรียกโดยภาษาสมมติว่า ถูกต้องตาม ประสงค์ของพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. พระเจ้าอิทัปปัจจยตาประสงค์ไว้เป็นกลาง ๆ ; ถ้าทำอย่างนี้ ผลก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้, ถ้าทำอย่างนี้ผลก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้, มีความประสงค์ ให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างยุติธรรมอย่างถูกต้อง. นี้เราก็จะทำตามประสงค์ของพระเจ้า ชนิดนี้, ไม่มีทางอื่น ไม่มีทางเลือก ไม่มีเลย นอกจากทำให้ถูกต้องตามกฎของอิทัป. ปัจจยตา. ที่ว่าทำอย่างนี้แล้วเป็นผลร้าย อย่างที่เรียกกันว่าเป็นผลร้าย, ทำอย่างนี้ แล้วเป็นผลอย่างที่เรียกกันว่าเป็นผลดี, แต่ พระเจ้าอิทัปปัจจยตาจริงกว่านั้น ยิ่งกว่า นั้น คือ ไม่ร้ายไม่ดี เพียงแต่ว่า ถ้าทำลงไปอย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ทำลงไป อย่างนี้ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้ แน่นอนแน่นอน. แล้วคน ไปสมมติกันเอาเองว่าอย่างนี้ เรียกว่าดี, อย่างนี้เรียกว่าชั่ว . นี่พระเจ้าอิทัปปัจจยตาจึงอยู่เหนือดีเหนือชั่ว ไม่มี ปัญหาเรื่องดีเรื่องชั่ว. เรามีหน้าที่จะต้องระวังว่า ทำอย่างไร แล้ว ผลจะเกิดขึ้น อย่างไร, ทำอย่างไรแล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างไร. นี่เรียกว่าหน้าที่.
น.391 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๕๗ พระรัตนตรัยในความหมายของหน้าที่. ถ้าเราจะมาเข้าชุดกันว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; พระพุทธเจ้าคือ ผู้สอนเรื่องหน้าที่, พระธรรมก็คือคำสอนเรื่องหน้าที่ , ตามแบบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ตามแบบอื่น, พระสงฆ์ก็คือผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนให้, ทั้ง พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ล้วนแต่เกี่ยวกับหน้าที่ ทั้งนั้นแหละ. พระ- พุทธเจ้าพบหน้าที่ที่จะดับทุกข์ได้, แต่ก็เรียกว่าธรรมะ ๆ เพราะเป็นคำเดิมไม่มีคำ อื่นเรียก. ธรรมะคือหน้าที่, พระพุทธเจ้าพบขึ้นมาแบบหนึ่ง เลย ที่จะดับทุกข์ได้. ศาสดาองค์อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งขันกับพระพุทธเจ้าก็มีมากมาย เขาก็พบ พูดสอนไป ตาม แบบของเขา, แล้วก็เป็นพวกอื่น. ในบาลีเรียกว่าพวกอัญญเดียรถีย์ คือเดียรถีย์อื่น, ไม่ใช่เดียรถีย์นี้. เดียรถีย์นี้คือคำสอนนี้ ; ถ้าเดียรถีย์อื่นคือคำสอนอื่น. คำสอน อย่างของพระพุทธเจ้า ก็จัดเป็นเดียรถีย์หนึ่งด้วยเหมือนกัน. แปลว่า ลัทธิที่สอน ไว้อย่างหนึ่ง ๆ ; ถ้าจะพูดเป็นพวกอื่นต้องใช้คำว่าอัญญะเติมเข้าไป. คนในเมืองไทย ยังโง่มากอยู่หลายคน ทีเดียว, ที่ว่า พอว่า เดียรถีย์ แล้ว ก็หมายถึงพวกมิจฉาทิฏฐิ ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้า, โดยที่หารู้ไม่ว่าแม้พระพุทธ- เจ้าเองก็เป็นเดียรถีย์อันหนึ่ง ๆ คือสอนอย่างนี้อย่างนี้: ถ้าเดียรถีย์อื่นก็สอนอย่าง อื่น. ฉะนั้นถ้าจะว่าเป็นพวกอื่นต้องมีคำว่าเดียรถีย์อื่นจึงจะถูก ; ถ้าจะด่าเขาให้เจ็บ จะด่าคนให้เจ็บว่ามันทำผิดต้องด่าว่า เดียรถีย์อื่น, ไม่ใช่เดียรถีย์เฉย ๆ. แต่คนที่โง่ใช้คำ ลุ่น ๆ ไม่ถูกต้องตามภาษาใช้คำว่าเดียรถีย์.
น.392 คำว่า เดียรถีย์ ๆ นี้มัน แปลว่าที่จอดเรือ, ที่จอดเรือ เรือที่บรรทุกสินค้า ชนิดไหนมันก็ไปจอดที่ท่าจอดเรือชนิดนั้นแหละ : เรือขายพื้นก็ไปจอดท่าขายพื้น, เรือขาย ถ่านก็ไปจอดท่าขายถ่าน เรือขายข้าวสารก็ไปจอดท่าที่ขายข้าวสาร, ก็มีท่าเรือสำหรับ จอดเรือทุก ๆ ประเภทนั่นแหละ. คำว่าเดียรถีย์ แปลว่า ท่าจอดเรื อ ; ศาสดาองค์ หนึ่ง ๆ ก็มีลัทธิคำสอนของตน ; เป็นเหมือนกับท่าจอดเรือ ใครชอบก็มา, ใครชอบก็มา ใครชอบก็มา, ใครชอบอย่างไหนก็ไปที่ท่าอย่างนั้น , ใครชอบที่ไหน ก็ไปที่ท่าอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าก็เป็นท่าจอดเรือท่าหนึ่ง เหมือนกัน, สอนอย่างนี้, สอนเรื่องหน้าที่ เรื่องธรรมะอย่างนี้. พวกอื่นเขาก็สอนตามแบบอื่นก็เรียกว่า ธรรมะเหมือนกัน, เขาก็เรียกธรรมะเหมือนกัน, ไม่มีใครผูกขาดเอาธรรมะไปใช้เป็น ของตนคนเดียวได้. มันจึงมีคำว่า ธรรมะของพระสมณโคดม , ธรรมะของนิคันถ- นาฏบุตร, ธรรมะของสัญชยเวลัฏฐีบุตร, ธรรมะของคนชื่อนั้นชื่อนี้ นั่นคือ เดียรถีย์หนึ่ง ๆ หนึ่งๆ: ถ้าพูดว่าเดียรถีย์อื่น ก็หมายความว่ามิใช่พุทธศาสนา. นี้เรา ก็รู้จักธรรมะ ในฐานะที่เป็นของพระพุทธเจ้าคือเดียรถีย์นี้จึงได้ความ ว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ที่ค้นพบหน้าที่ ; ธรรมะที่เป็นหน้าที่ ที่ดับทุกข์ได้, แล้วพระธรรม ก็คือคำสอนเรื่องหน้าที่ สอนเรื่องหน้าที่ และปฏิบัติตามแล้วก็ดับทุกข์ได้, พระสงฆ์ ก็คือผู้ที่ได้ยินเรื่องหน้าที่อันนี้พอใจแล้วปฏิบัติตาม แล้วก็ดับทุกข์ได้, ทั้งพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์นี้ไม่เว้นจากหน้าที่ ไม่เว้นจากความหมายของคำว่าหน้าที่, เกี่ยวกับ ความหมายของคำว่าหน้าที่. พระพุทธเจ้าเป็นผู้พบหน้าที่ , พระธรรมเป็นตัวหน้าที่, พระสงฆ์เป็นตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่ จะมีอะไรอีก, ผลของการปฏิบัติหน้าที่มันก็เกิดขึ้น อย่างถูกต้อง ที่จะแก้ปัญหาของตน ๆ ได้ ; อย่างนี้ เรียกว่าปฏิบัติชอบ. ถ้าการ ปฏิบัตินั้นยังไม่แก้ปัญหาของตนได้ ไม่นำมาซึ่งสิ่งที่พึงประสงค์แล้วก็ยังเรียกว่า ไม่ชอบ .
น.393 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๕๙ ผลสูงสุดของการปฏิบัติหน้าที่ ทีนี้คำว่า ชอบ หรือ ถูกต้อง นี้ มัน ไปสูงสุดอยู่ที่ความ เป็น พระอรหันต์ ; ถ้าปฏิบัติชอบถูกต้องถึงที่สุดจริงแล้ว ก็ได้ผลเป็นความเป็นพระอรหันต์ออกมา, จึง เรียกว่า ถ้าเป็นอยู่โดยชอบแล้ว โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ; เพราะว่าเขาได้ทำหน้าที่ ถึงขนาดที่ว่าเกิดผลแล้ว ก็มีความเป็นพระอรหันต์เกิดขึ้น. นี่พุทธบริษัทควรจะรู้จัก หน้าที่ของตนไว้อย่างนี้ คือว่าสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่นั้น จะช่วยใหรอดจากปัญหา, รอดจากความทุกข์ เป็น ลำดับ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์. ถ้า ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็เรียกว่ายังคล้อยตามพระอรหันต์, ยังเดินตามรอยพระอรหันต์ คือ จะไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง. ฉะนั้นขอบอกกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่านิพพาน นิพพานนั่นแหละ เป็นผลของการบรรลุพระอรหันต์ ; แต่ทีนี้คนโดยมากเขามักจะ พูดกันว่า ไปอยู่เสียฝ่ายหนึ่งเลย ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ไปเสียฝ่ายหนึ่งเลย ไม่เกี่ยวกับคนใน โลก, ไม่เกี่ยวกับการเป็นอยู่อย่างโลก ๆ. นิพพานในระดับต่าง ๆ. จะขอบอกที่นี้ว่า คำว่า นิพพาน ๆ นั้นเป็นคำกลาง ใช้ได้ทุกระดบที่มี ความเย็น ที่มันมีความเย็น ที่มันดับความต้องการได้ ; ถ้าเย็นจริงก็จริง เย็นไม่ จริงก็เย็นไม่จริงเป็นเย็นปลอม ; แต่ถ้าว่าเรียกว่า เย็นแล้วก็มีความหมายแห่ง นิพพานทั้งนั้น. ในครั้งก่อนพุทธกาล เขาเอากามารมณ์เป็นนิพพาน กันก็มี เพราะ มันดับความกระหายได้ ระยะหนึ่ง ก็เรียกว่านิพพาน ก็น่าสงสาร. แล้ว บางพวก เอาสมาธิรูปฌานอรูปฌาน เป็นนิพพานก็มี “เพราะมันก็เย็นได้มากขึ้นไปกว่านั้นอีก.
น.394 แต่ พระพุทธเจ้าว่ายังไม่ใช่นิพพานที่สมบูรณ์. นิพพานที่สมบูรณ์ต้องดับกิเลสสิ้นเชิง, ไฟคือกิเลสดับสิ้นเชิง เย็นสนิท นี่มันเย็นกว่ากามารมณ์ หรือว่ามันเย็นกว่าสมาธิ- รูปฌานอรูปฌาน มัน เย็นจริง มันเย็นถึงที่สุด ก็เรียกว่านิพพาน ตาม แบบของเดียรถีย์นี้. เดียรถีย์อื่นก็เอากามารมณ์เป็นนิพพาน เอารูปฌานอรูปฌานเป็นนิพพาน เป็นเดียรถีย์อื่น พระพุทธเจ้าก็เคยไปศึกษากับครูอาจารย์เหล่านั้น จนถึงที่สุดเรื่องแนวสัญญานา สัญญายตนะ ว่าเป็นนิพพานด้วย ไม่ไหว, ไม่ไหว ก็เลยออกมาค้นหาของพระองค์ เอง จึงพบนิพพานอย่างนี้ คือสิ้นราคะโทสะโมหะเป็นนิพพาน. ฉะนั้นคำว่า นิพพานก็แปลว่าเย็น, แปลว่า เย็นทุกชนิด ถ้าเป็นเย็นแล้วก็ เรียกว่านิพพานได้ทั้งนั้น. ถ้า เป็นเย็นหลอก ๆ ก็เป็นนิพพานหลอก ๆ, เย็นจริงๆ ก็เป็นนิพพานจริงๆ, เย็นมาก เป็นนิพพานมาก, เย็นน้อยเป็นนิพพานน้อย, เย็นถึงที่สุดเป็นนิพพานโดย สมบูรณ์. พุทธบริษัทต้องมีความหมายแห่งนิพพานเป็นของตนโดยเฉพาะ คือว่า ไม่มีกิเลสเผาผลาญ. เมื่อใดไม่มีกิเลสเผาผลาญ เมื่อนั้นก็เป็นนิพพานในความหมาย หนึ่ง ; ถ้ามันชั่วคราวก็เป็นชั่วคราว ชั่วสมัยก็ชั่วสมัย, แต่ก็เรียกว่านิพพานได้เหมือน กัน เมื่อเรา ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในใจ, เมื่อนั้นเราอยู่กับนิพพานชั่วคราว ชนิดหนึ่ง, แต่เขาไม่สอนกัน เขาไม่บอกกันอย่างนี้. อาตมาจะขอบอกขอกล่าวให้ฟังว่า อย่างนี้ก็ เป็นนิพพานชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน นิพพานที่มันเป็นโดยบังเอิญของมัน เผอิญกิเลส ไม่เกิดขึ้นก็เย็น : นี่ก็เรียกว่า โดยบังเอิญ แล้วก็ อยู่ชั่วขณะ เท่านั้นแหละ ; นี่ก็ เรียกว่า เป็นนิพพานชั่วขณะ เป็นสามายิกนิพพาน, สามายิกะ แปลว่า ชั่วสมัย, นิพพานชั่วสมัย, เป็นตทังคะ ก็แปลว่า โดยองค์นั้น ๆ คือมันบังเอิญ, บังเอิญเราไม่เกิด กิเลสบางครั้งบางคราว, มันก็ได้ความเย็นชนิดนั้น นี่ให้หวังให้มากไว้อย่างนี้, ถ้าหวัง จะนิพพานเป็นพระอรหันต์อย่างเดียวมันไกลนัก. นิพพานที่มันมีให้บ่อย ๆ นี้
น.395 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๖๑ กลับไม่สนใจ แล้วก็ว่าจะต้องขอใช้คำหยาบ ๆ ว่าโง่ที่สุด โง่ที่สุด, เนรคุณที่สุด เนรคุณ ที่สุด ; เพราะว่า นิพพานชนิดนี้มันมีให้บ่อย ๆ , มีให้พอสมควร พอไม่ให้เรา เป็นบ้า ไม่ให้เราเป็นบ้า ไม่ให้เราตาย, คือความว่างจากกิเลส ที่มันมาเกิดขึ้น เป็นครั้งคราวนั้นแหละ ทำให้นอนหลับสนิท, ทำให้พักผ่อนทางจิตใจได้บ้าง, เราก็ไม่ เป็นบ้า เราก็ไม่ตาย. เราควรจะขอบคุณนิพพานชั่วขณะชนิดนี้กันไว้, อย่า เนรคุณเลย, ให้รู้จักไว้ด้วยว่ามันมี. ถ้าเรา เรียกว่า จิตว่าง คนเขาก็โห่ เขาก็หัวเราะ เพราะเขาไม่รู้ว่าจิตว่าง นั้นมันหมายความว่าอย่างไร. จิตว่างในบางคราว ก็คือ กิเลสไม่เกิดขึ้น , ก็มี นิพพานชนิดนั้นอยู่ มันก็เย็นเหมือนกัน, แต่ไม่สนใจ ไม่สนใจ ไม่รู้สึกมันก็ เหมือนกับไม่มี. แต่อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีนิพพานชนิดนี้มาช่วยสลับไว้บ้างแล้ว คนเรา ทุกคนตายหมดแล้ว, ไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้. ถ้ากิเลสมันเกิดทุกนาทีทุกวินาทีทั้ง ๒๔ ชั่วโมง มันก็ตายเท่านั้นแหละ. เวลาที่กิเลสมันไม่เกิด มันเย็นตามธรรมชาติเป็น ตทังคนิพพาน, มันพอมีอยู่พอสมควร สำหรับไม่ต้องปวดหัวตลอดเวลา, ไม่ต้องนอน ไม่หลับตลอดเวลา, ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็นบ้า ไม่ต้องตาย, ก็เรียกว่าจิตปกติ จิตปกติที่มีอยู่เป็นครั้งเป็นคราว, มันช่วยเอาไว้ ไม่ต้องให้เป็นบ้าหรือตาย ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เวลาหลับสนิท นั้น มันก็เรียกว่า ว่างจากความร้อน. ฉะนั้น การนอนหลับสนิท จึงเป็นการพักผ่อน ให้ความชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวยขึ้นมา ทำการ ทำงานได้อีก, นี่ก็เรียกว่า เป็นนิพพานจำบัง มองไม่เห็น, มีอยู่ข้างหลัง คอยช่วย ชีวิตมนุษย์ไว้ ช่วยรู้จักกันเสียบ้าง. มิฉะนั้นจะเป็นคนอกตัญญู เป็นคนเนรคุณต่อ ธรรมะชนิดนี้. นี่เรารู้จักธรรมะนี้ไว้ให้เพียงพอ, คือคำว่า นิพพาน ๆ เป็นชื่อของ ธรรมมะ คือภาวะแห่งจิต ; แต่ถ้าเป็นบุคคลเขาเรียกว่า นิพพุตะ ; อย่างโน้นเรียกว่า
น.396 นิพพานะ อย่างนี้เรียกว่า นิพพุตะ, นิพพุตะ แปลว่า เย็น, คำว่า เย็น นี้ หมายถึงเย็น ทุก ชนิด แม้เย็นชั่วคราวเย็นชั่วขณะ, เย็นอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ โลก ๆ ถ้าเป็นเย็นก็เรียกว่า นิพพุตะ ทั้งนั้น; มีครอบครัวอยู่อย่างสงบเย็นเป็นสุขไม่เร่าร้อน เป็นที่พอใจ ก็เรียกว่า นิพพุตะได้เหมือนกัน. คำบอกอานิสงส์ศีลที่ว่า สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ-ศีลให้ถึงซึ่งนิพพุติ คือความดับ-นิพพาน, ก็คือหมายถึงนิพพานชนิดนี้, นิพพานที่จะได้เพราะศีล. นิพพาน สมบูรณ์โน้นมันจะต้องถึงปัญญา, ถึงยอดของปัญญา ถึงวิปัสสนา จึงได้นิพพานชนิด โน้นสมบูรณ์. แต่ สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ได้นิพพุติหรือนิพพานเพราะศีล, มันเป็นเพียง นิพพุติอย่างธรรมดา, อยู่ในบ้านในเรือนครองบ้านครองเรือน มีชีวิตเยือกเย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวที่เป็นสุข ก็ได้เพราะศีล ได้เพราะศีล ได้นั้นแน่นอน. แต่อย่าลืมว่ามันมี ความหมายเดียวกัน มันเป็น นิพพุตะ เหมือนกัน ผู้ที่ได้รับความรู้สึกอันนั้น เรียกว่า นิพพุตะ คือ เป็นผู้ดับ หรือ เป็นผู้เย็น ได้เหมือนกัน คำที่ใช้ มีในบาลีปรากฏอยู่ก็ว่า เมื่อนางสาวศากยะคนหนึ่งเห็นพระสิทธัตถะ เดินผ่านไป, นางสาวศากยะคนนั้นเขาก็ร้องว่า บุรุษนี้ถ้าเป็นลูกของใครแม่ของเขาก็นิพพุตะ, นิพพุตะ, นิพุโต คือดับเย็น. บุรุษนี้ถ้าเป็นลูกของใคร พ่อของเขาก็จะนิพพุตะ คือ ดับเย็น, ถ้าเป็นสามีของใคร ภรรยาของเขาก็จะเป็นนิพพุตะคือดับเย็น. นี่คำว่า ดับเย็น หรือ นิพพุตะ นิพพานนี้มีใช้แม้ในระดับอยู่ในบ้านในเรือน, ในระดับในบ้าน ในเรือน ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์ ไปโน้นดอก. คำว่า นิพพุโต, นิพพุโต นี้ จำไว้เถอะว่า ขอให้เป็นนิพพุโตกันไว้บ่อยๆ, เรื่องดับเย็น กิเลสไม่เกิดเองก็เป็น นิพพุโตชนิดหนึ่ง ทำไม่ให้กิเลสเกิดได้ก็เป็นนิพพุโตชนิดหนึ่ง, เมื่อจิตอยู่ในฌานใน สมาธิ ก็เรียกว่าจิตเป็นประภัสสร เป็นระยะยาวกว่าจะออกจากฌาน, นั้นก็เป็นนิพพุโต, นิพพุตะ ชนิดหนึ่ง. นี่ นิพพานชนิดนี้ แหละ มีได้โดยบังเอิญก็ได้ แล้วก็ มีได้
น.397 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๖๓ ชั่วขณะ ชั่วสมัย ก็เป็นนิพพานเหมือนกัน, เป็นนิพพานที่ช่วยสัตว์มนุษย์ให้มัน รอดอยู่ได้, ไม่ต้องเป็นบ้า, ไม่ต้องเป็นประสาท ไม่ต้องตาย. ถ้าอนุญาตให้พูดตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจ ก็จะพูดว่า นิพพานชนิดนี้แหละ ที่มันคุ้มกะลาหัวคนทุกคนให้รอดอยู่ได้, ไม่ต้องเป็นประสาท ไม่ต้องเป็นบ้า ไม่ต้อง ตาย คุ้มกะลาหัวไว้ได้อย่างนี้. ทำไมไม่รู้จักบุญคุณกันบ้าง, ถ้าไม่รู้จักเย็นเอาเสียเลย ไม่มีนิพพุตะ เอาเสียเลย, มันก็เป็นบ้า เป็นประสาท นอนไม่หลับ ปวดหัว. แต่เดี๋ยวนี้มันมีอยู่อย่างนี้, ขอให้ช่วยรู้จักกันไว้เป็นผลของการเป็นอยู่ชอบ; เมื่อ มีการเป็นอยู่ชอบ ก็จะได้นิพพุตะชนิดนี้, แล้วไม่ต้องเกี่ยวกับความตาย. นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย. เรียนกันมาผิด ๆ ว่านิพพานแปลว่าตาย, เป็นคำพูดที่ผิดและเลวร้ายที่สุด. นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับความตาย, นิพพานหมายถึงความเย็น, หมาย ถึงความเย็น เมื่อความร้อนดับไป มีความเย็น ก็เรียกว่านิพพาน ไม่ต้องตาย; แม้จะใช้คำว่า ปรินิพพุตะปรินิพพุโต ก็ไม่เกี่ยวกับตาย. นิพพุตะ แปลว่า ดับเย็น, ปรินิพพุตะ แปลว่า ดับเย็นโดยรอบ, นี้ก็ไม่เกี่ยวกับความตาย. เคยเข้าใจกันผิดๆ อาตมาก็ เคยเรียนผิด ๆ เคยพูดผิด ๆ เกี่ยวกับคำนี้, แต่มันก็นานมาแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็ มารู้ว่า นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย ทุกความหมายไม่ว่านิพพานในความหมายใด. ความตายเป็นเรื่องของร่างกายของเบญจขันธ์มันก็ดับไป มันก็ตาย. ส่วน นิพพาน นี้ เป็นคุณธรรม อันหนึ่ง ซึ่ง เป็นความเย็น หรือให้เกิดความเย็น
น.398 อนุปาทิเสสนิพพาน ให้เกิดความเย็นสิ้นสุดไม่มีเชื้อเหลือ ; ร่างกาย ของพระอรหันต์ท่านดับลงไป เมื่อท่านมีนิพพานชนิดนี้. คำว่านิพพานไม่ใช่กิริยา ตายหรือการตาย, การตายเป็นเรื่องของขันธ์ของธาตุของกลุ่มของเบญจขันธ์ ที่มัน แตกสลายหรือตาย. บางคนตายด้วยกิเลส มีกิเลส, บางคนก็ตายด้วยไม่มีกิเลส, บางคน ก็ตายด้วยนิพพาน ที่ได้บรรลุอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้านี้บรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน แล้วตั้งแต่เมื่อตรัสรู้โน่น, แล้วไปอยู่ด้วย อนุปาทิเสสนิพพานนี้; เมื่อดับขันธ์ เมื่อขันธ์ดับก็ดับด้วยการมีอนุปาทิเสสนิพพาน. นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย, เลิกเข้าใจผิดกันเสียที่ว่านิพพานคือ ตาย, ในโรงเรียนสอนผิด ๆ ไม่รู้ใครเป็นคนโง่คนแรก เอาคำว่านิพพานมาสอนว่าตาย มาแปลว่าตาย. มัน ไม่ได้เกี่ยวกับตาย มันแปลว่าเย็น ๆๆ, มีบาลีว่า ปรินิพฺพุโต โส ภควา ปรินิพพานาย ธมฺมํ เทเสติ. ปรินิพพฺโต โส ภควา- พระผู้มีพระภาคปรินิพพาน แล้ว, ปรินิพพานาย ธมฺมํ เทเสติ - ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อปรินิพพาน, ตายแล้วแสดง ธรรมได้หรือ ? พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว, แล้วก็แสดงธรรม เพื่อปรินิพพาน. ตายแล้วมาแสดงธรรมได้หรือ ? ก็ ดับเย็นสนิทเหลือที่จะสนิทแล้ว แล้วก็ทรงแสดง ธรรมเรื่องความดับเย็นสนิท. นี่คือ ความหมายอันแท้จริงของคำว่านิพพาน, เย็นเพราะไม่มีไฟ. คำพูดธรรมดา ๆ ที่เขาใช้พูดกันอยู่ตามบ้านตามเรือน ก็แปลว่า เย็นอย่างนี้. นิพพานในภาษาคนและภาษาธรรม. คำว่า นิพพาน ๆ แปลว่า เย็น, ชาวบ้านพูดตามธรรมดาก็พูดใช้คำว่า นิพพาน ; แต่พอ ไ ปเป็นคำธรรมะ ก็มีความหมายว่าดับของไฟกิเลส, ถ้าเป็น
น.399 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๖๕ คำชาวบ้านในบ้านในเรือน ก็ดับของไฟธรรมดา, ในครัว แกง ข้าว กับ ยังร้อนกินไม่ได้ ก็ต้องพูดว่าเดี๋ยว ๆ รอให้มันนิพพานเสียก่อน จึงจะกินได้, หรือว่า ถ่านไฟแดง เอาคีมจับ ออกมาจากเตา พอออกมาแล้ว มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดำ, ก็เรียกว่า ถ่านไฟ นั้นนิพพาน , นี่เรื่องวัตถุ. เมื่อช่างทองเขาหลอมทองในเบ้าเหลวคว้างเป็นน้ำขาว เขาจะต้องเอาน้ำ รด, เขาจะต้องเทออกเอาน้ำรดเทในที่เท. กิริยาที่เอาน้ำรดให้ทองที่เหลวคว้าง กลาย เป็นทองเย็นนั้น คำนั้น เรียกว่า นิพพานเปยยะ แปลว่า ทำให้มันนิพพาน, นิพพาเปยยะ ทำให้ทองที่เหลวคว้างเย็น เป็นทองธรรมดา แล้วจะไปทำเป็นทองรูปพรรณอะไรได้. นี่ คำว่า ทำของร้อนให้มันเย็นก็เรียกว่านิพพาน, หรือว่ากระเบื้องเผา, เผาหม้อเผาไห เผาอะไร เตาเผาแดง, พอเขี่ยออกมาจากเตามันก็เริ่มนิพพาน ; ถ้าไม่นิพพานสนิท มันร้อนจับไม่ได้ แม้มันจะดำแล้วต้องรออีกระยะหนึ่งมันจึงจะจับได้ คือ มันเย็นสนิทก็ เรียกว่านิพพาน เหมือนกัน ใช้คำเดียวกัน. นี่ วัตถุทั้งนั้นเลย เรียกว่านิพพาน, ถ้ามัน เปลี่ยนจากร้อนมาเป็นเย็น. แล้วก็ ถ้าสัตว์เดรัจฉานดุร้าย เป็นช้างเป็นควายเป็นอะไรเอามาจากป่าดุร้าย จับ มาฝึกๆๆๆ จนเชื่อง เป็นแมว ก็เรียกว่ามันนิพพาน เหมือนกัน, คือมันเย็นจาก พยศร้าย ; นี่เรื่องของสัตว์เดรัจฉาน ใช้คำว่านิพพาน. เรื่องของคน เมื่อยังไม่รู้อะไร ก็เอากามารมณ์สมบูรณ์ สำเร็จกามารมณ์ เป็นนิพพาน, อยู่ในฌานในสมาบัติ เป็นนิพพาน, นั่นก็ยังดีมาก สูงขึ้นมามากแล้ว แต่ ยังไม่ถึงที่สุด. พระพุทธเจ้ามาค้นพบนิพพานแห่งราคะ โทสะ โมหะ เย็น ไม่มี กิเลส, กิเลสที่เป็นไฟเย็นหมด เรียกว่านิพพาน, นี้สูงสุด จบกันที่นี่. ถ้า ภาษา คนก็หมายถึงวัตถุ หรือสัตว์หรืออะไร ก็นิพพาน, ถ้า ภาษาธรรมะ ก็กิเลสที่เป็นไฟ เปรียบเหมือนไฟเย็น ก็เรียกว่านิพพาน.
น.400 ผลของการเป็นอยู่ชอบ คือ นิพพาน. ถ้าเรา เป็นอยู่ชอบชีวิตนี้จะเย็น อย่างที่เรียกว่า เพียงแต่มีศีล, เพียง แต่มีศีล สีเลน นิพฺพุตี ยนฺติ คงจะเคยได้ยินกันมาเป็นร้อย ๆ ครั้งแล้วกระมัง. เขาให้ ศีลกันเมื่อไรเขาก็ว่ากันเมื่อนั้น : สีเลน นิพพุตี ยนฺติ - ถึงนิพพุติได้เพราะศีล ; แม้ นิพพานอย่างนี้ในระดับนี้ก็มี ขอให้ถึงไว้ก่อนสิ ขอให้ถึงไว้ก่อนสิ. พอมีศีลก็มีนิพพุติ คือนิพพานอย่างนี้; ถ้ามีสมาธิก็ยิ่งขึ้นไปอีก, ถ้ามีปัญญามีวิปัสสนา ก็ยิ่งขึ้นไป จนถึงสูงสุดเป็นนิพพานสมบูรณ์. นิพพาน เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ถ้าไม่มีระยะที่เป็นนิพพาน หยุด ความร้อนกันเสียบ้าง มันก็ตายหมด เป็นบ้าตายหมด ; นี่เรียกว่า เป็นอยู่ชอบเถิด มันจะเย็น, เป็นอยู่ชอบในระยะศีล ก็มีนิพพานอย่างศีล, เป็นอยู่ชอบอย่างสมาธิ ก็มี นิพพานอย่างสมาธิ, เป็นอยู่ชอบอย่างปัญญาอย่างวิปัสสนา, ก็มีนิพพานอย่างปัญญาอย่าง วิปัสสนา, ถ้าเป็นได้ถึงขั้นสุดท้ายก็นิพพานสมบูรณ์. เย็นเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ แล้วก็ยัง คงเรียกว่านิพพุโต ๆ ด้วยกันทั้งนั้น. แต่โดยเหตุที่มันมีหลายระดับ, นิพฺโต ชั่วขณะบ้าง, นิพฺโตโดยบังเอิญบ้าง, ก็เรียกว่ามีนิพพานชนิดหนึ่งชนิดหนึ่ง, อยู่กับ เนื้อกับตัว. ที่พูดว่า ขอให้สนใจเรื่องการเป็นอยู่ชอบ แล้วโลกจะไม่ว่างจากพระ- อรหันต์นั้น ก็หมายความว่าถ้าเป็นอยู่ชอบแล้ว มันได้นิพพานชนิดหนึ่ง ๆ ไม่มาก ก็น้อย, คือตั้งแต่น้อยขึ้นไปจนถึงสูงสุด. เดี๋ยวนี้ เราจะเอาการเป็นอยู่ชอบ นั่นแหละ มาเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพในโลก มันก็หมายความว่า ต้องมีการเป็นอยู่ชอบ ในโลก แล้วคนแต่ละคนก็จะเย็น; เมื่อทุกคนในโลกเย็น ทั้งโลกมันก็ต้องเย็น
น.401 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๖๗ ทั้งโลก ; เพราะว่าโลกมันประกอบขึ้นด้วยคนแต่ละคน, ถ้าคนแต่ละคนมันเย็น โลก มันก็เย็น. ฉะนั้น คนแต่ละคนมีสันติภาพได้ โลกมันก็มีสันติภาพ. ขอให้ช่วยกัน, ช่วยกันทำหน้าที่ของตนของตน ให้ชีวิตนี้มีความเย็น ; แม้ที่เรียกว่าเย็นอกเย็นใจก็ได้, แต่ขอให้เป็นเย็นอกเย็นใจที่แท้จริงเถอะ. เย็นอกเย็นใจ ที่แท้จริง ที่ภาษาชาวบ้านพูดนี้ ไม่ใช่เรื่องกามารมณ์ , กามารมณ์เป็นเรื่องร้อน มัน ว่างจากกามารมณ์ หรือมันมีความถูกต้องทุก ๆ ประการอยู่ คนเราจึงจะเย็นอกเย็นใจได้ ฉะนั้น การที่มีความเย็นอกเย็นใจอยู่ได้ ในครอบครัวหรือทั้งครอบครัว นั่นมัน ก็คือ นิพพานในความหมายหนึ่ง, ในความหมายนั้น มันก็ เป็นผลเกิดมาจากการเป็นอยู่ ชอบ ประพฤติชอบปฏิบัติชอบ, เรียกเป็นบาลีว่า สัมมาวิหาโร, สัมมาวิหาร สัมมา วิหาโร หรือสัมมาวิหาร. วิหาร คือ การเป็นอยู่ที่ถูกต้องที่ชอบ แล้ว. มันก็ ออกผลมา เป็นความเย็น, เป็นนิพพุติ หรือนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง ระดับโลกิยะ, เรียกนิพพานในระดับโลกิยะก็ได้ อย่าแยกกันไปเสียเด็ดขาด จนมันไม่เกี่ยวข้องกัน โลกุตตรธรรมจำเป็นในการเป็นอยู่ชอบ. โลกิยะ กับ โลกุตตระ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง. ที่ว่า เขาไปแยก กัน เด็ดขาด ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แล้วเขาก็ว่ามันเป็นอย่างนั้น, เราก็บอกว่าไม่เป็น อย่างนั้น ; โลกุตตระ นั่น ไม่ต้องแยกหนีไปจากโลกอยู่ในโลก แต่ว่าอิทธิพลของ โลกไม่ครอบงำ, ปัญหาหรือความทุกข์ไม่ครอบงำ. อยู่ในโลกนั้นมันต้องปะทะกัน เข้ากับความทุกข์หรือปัญหาเกี่ยวกับโลก, เหมือนกับอยู่ท่ามกลางหนาม ถ้ามันถูกหนาม มันก็แย่, ถ้ามันไม่ถูกหนามมันก็ดีที่สุด. ฉะนั้น อยู่ในโลกนี้ อย่าให้ถูกเขี้ยวของ
น.402 โลก, ฟังดูดี ๆ. โลกเต็มไปด้วยเขี้ยวคือว่าหนาม, ถูกเข้าแล้วมันเจ็บปวด. เราอยู่ในโลก อย่าให้ถูกเขี้ยวหนาม นั่นแหละคือโลกุตตระ. มีภาพปริศนาธรรม อยู่ภาพหนึ่งที่ตึกนั้น ที่ว่า อยู่ในโลกนี้อย่าให้ถูกเขี้ยวของ โลก, เหมือนกับว่าลิ้นงูอยู่ในปากงูก็ไม่ถูกกับเขี้ยวของงู. ลิ้นงูอยู่ในปากงูไม่ถูกเขียว ของงูฉันใด, เราอยู่ในโลกนี้ก็อย่าให้ถูกเขี้ยวของโลกฉันนั้น ; ต้องประพฤติถูก ต้องและเก่ง เป็นสัมมาวิหาโร จึงจะไม่ถูกเขี้ยวของโลก; มิ ฉะนั้นมันก็จะถูกเขี้ยว ของโลก, เป็นเอามาก ๆ ถึงอกหักอกบี่นอกแหว่งอะไรไปตามเรื่อง เพราะมันถูกเขี้ยวของ โลก. อย่า ถูกเขี้ยวของโลกอยู่ในโลก นั่นแหละคือโลกุตตระ, เป็นธรรมะที่จำเป็น สำหรับผู้ที่จะต้องอยู่ในโลก. ถ้ายังต้องอยู่ในโลกก็ต้องมีอะไรอันใดอันหนึ่ง ที่ทำให้ ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก, สิ่งนั้นคือโลกุตตรธรรม; อย่าไปแยกไว้คนละเรื่องคนละฝ่าย คนละคราวคนละโลกไปเสียอีก, ว่าผู้ที่อยู่ในโลกในโลกิยวิสัยนี้. จงมีสิ่งคุ้มครองที่ทำให้ อยู่เหนือเขี้ยวเหนือความทุกข์ของโลก, มันต้องใช้กันให้ละเอียดถี่ถ้วน จนถึงกับว่า อยู่ในโลกต้องทำงาน ทำนาทำสวนค้าขายอะไรก็ตาม ตามที่ทำ ๆ กันอยู่ ซึ่งมัน จะต้อง เกิดความทุกข์แก่คนโง่, ตั้งจิตไว้ไม่เป็น มันก็ต้องเกิดความทุกข์ เพราะเรื่อง นั้นเพราะเรื่องนี้เพราะเรื่องโน้นอะไร เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ. แต่ถ้ามีธรรมะ เพียงพอ จะไม่ต้องมีความทุกข์ ไม่ต้องมีความทุกข์, ทำงานได้ ทำงานสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี ไม่มีความทุกข์, แม้จะไม่สำเร็จ งานไม่สำเร็จก็ไม่มีความทุกข์ก็ทำต่อไป. ไม่ใช่ว่ามันจะผิดพลาดไปเสียทุกครั้ง, มันไม่มีความทุกข์ แม้เหงื่อออกมามันก็ไม่มีความ ทุกข์, แม้จะลำบากจิตก็ไม่มีความทุกข์. นี่เราอยู่ในโลกนั้น ถ้าปล่อยไปตามธรรมดามันมีความทุกข์ ; ถ้ามีวิธีการ ที่ฉลาดพอ ก็ไม่ต้องมีความทุกข์, นั่นแหละ อยู่ในโลกอย่างที่ไม่ต้องถูกกับเขี้ยว ของโลก ส่วนนี้มันเป็นโลกุตตระ, จมอยู่ในโลก แต่ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก ส่วนนี้
น.403 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๖๙ มันคือโลกุตตระ. ฉะนั้น โลกิยะ กับ โลกุตตระให้แฝดกันไว้เรื่อยไป, อยู่ในโลกใน โลกิยวิสัยนี้ชนิดที่ไม่ถูกกับความทุกข์ อยู่เหนือความทุกข์เสียเรื่อยไป ก็เรียกว่าโลกุตตระ. แต่ถ้า คนมันโง่เกินไป ก็ต้องเป็นทุกข์ เป็นทุกข์, เป็นทุกข์ไปจนเป็นบ้า จนฆ่า ตัวตายหรือจนอะไรก็สุดแท้ คือมัน ไม่มีความรู้ส่วนโลกุตตระเอาเสียเลย. ถ้าคนมี ความรู้ในส่วนนี้บ้าง มันก็จะสามารถที่จะดำรงชีวิตไว้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ถึงขนาดนั้น ; นั้นเรียกว่า เป็นอยู่ชอบ. เคล็ดสำหรับการเป็นอยู่ชอบ. มันมีเคล็ดที่อาตมากำลังพูดอยู่เรื่อย ๆ ในระยะนี้ว่า ให้เห็นว่า หน้าที่การงาน นั่นแหละคือธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ, พอได้ทำหน้าที่ แม้จะ เหงื่อไหลไคลย้อย ก็พอใจ ว่ามันเป็นธรรมะ ที่มันจะช่วยได้ที่ให้เกิดความเย็นให้ เป็น นิพพุตะ, ธรรมะ ๆ แล้วก็สนุกในการทำหน้าที่; แม้จะเหงื่อท่วมตัว ก็กลับมองว่า โอ, นี่มันมีธรรมะมาก, มันต้องมีธรรมะมากมันถึงจะเป็นเหงื่อท่วมตัวขึ้นมาได้, ก็เลย พอใจ ยินดี เป็นสุข. ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะโกรธ, เหงื่อออกมาแล้วมันก็โกรธ มัน ก็ว่ามาทนทำงานทำไม ไปปล้นไปจี้ไปขโมยดีกว่า, มันก็ไปเป็นอันธพาล. ถ้าไม่ยินดี รับหน้าที่คือธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่ มันก็ทนทำอยู่ไม่ได้, มันก็ต้องไปเป็น อันธพาล. หรือแม้ที่ใกล้เข้ามากว่านั้น, ถ้าคน มองเห็นว่า หน้าที่ทั้งหลายคือ ธรรมะแล้วมันก็ไม่ว่างงาน. เดี๋ยวนี้ปริญญา ว่างงานกันมากขึ้น ๆ เพราะคนเลือกงาน เพราะ ไม่ ยอมรับว่า งานทุก ๆ ชั้นทุกชนิดเป็นธรรมะ, ใครว่างานทุกชนิดเป็นธรรมะแล้วมัน
น.404 ก็ไม่ต้องเลือกงาน. ฉะนั้น ได้ปริญญาแล้วไปรับจ้างเฝ้าส้วมอย่างที่หนังสือพิมพ์เขาลง ก็ได้, จะเป็นไรไป ไปล้างจานก็ได้ ไปทำอะไรก็ได้ ไปเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่อะไรก็ได้, ทำ หน้าที่แล้วก็เป็นธรรมะ แล้วก็เป็นของสูงสุดทั้งนั้น. ฉะนั้น ผู้ที่มีความเห็นความ รู้ว่า หน้าที่คือธรรมะนั้นจะไม่ว่างงาน, จะไม่ว่างงาน, ไม่ต้องเป็นปริญญาก็ได้ เป็น ปริญญาแล้วก็ได้ก็ไม่ต้องว่างงาน. เพราะหน้าที่คือธรรมะก็พอใจทำทุกหน้าที่ ล้างจาน ไปพลาง ล้างส้วมไปพลาง, ก็ค่อยเลื่อนฐานะขึ้นไปตามเรื่อง. แม้จะไปเป็นขอทานก็ได้ ขอทานก็เป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้เหมือนกัน ก็ไปเป็นขอทานที่ดี, ขอทานที่ดี ไม่เท่าไรมันก็พ้นจากความเป็นขอทาน ออกมาจากความเป็นขอทาน. นี่ถ้าเป็น หน้าที่ช่วยชีวิตรอด หรือรอดจาก ปัญหาทางจิตก็ตาม เรียก ว่าธรรมะทั้งนั้น. คำว่า หน้าที่ ๆ นี้เป็นธรรมะทั้งนั้น : หน้าที่ทางกายก็เป็นธรรมะ หน้าที่ทางจิตก็เป็นธรรมะ, สูงขึ้นไปก็เป็นธรรมะ. จงถือว่า หน้าที่คือธรรมะ แล้ว ยินดีทำหน้าที่, นี้คือผู้ที่มีความรู้อันถูกต้อง จะได้ประสบกันเข้ากับการเป็นอยู่ชอบ ที่ทำโลกไม่ให้ว่างจากพระอรหันต์. เขาก็จะทำหน้าที่ ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ แล้วก็ เลื่อนชั้นขึ้นไป, เลื่อนชั้นขึ้นไป, จนถึงหน้าที่สูงสุด บรรลุมรรคผลนิพพาน. ฉะนั้น ผู้ที่บูชาหน้าที่ นั่นแหละ คือผู้ที่เป็นอยู่ชอบ , เป็นสัมมาวิทาโร เป็นอยู่ชอบ, ที่ จะไม่ให้โลกว่างจากพระอรหันต์ ก็คือหน้าที่ชั้นสูงขึ้นไป คือทำ กิเลสให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นอีกต่อไป ก็เป็นพระอรหันต์ได้. เวลา ที่เราไม่มีกิเลสเราก็เป็นพระอรหันต์โดยอ้อม, ขโมยแอบเป็นพระอรหันต์โดยอ้อม นิดหนึ่ง ๆ อยู่เสมอเหมือนกัน, เวลาที่ไม่มีกิเลส เวลาที่กิเลสไม่เกิด ไปสังเกตดูให้ดี เวลานั้นสบายที่สุด, แต่คนไม่สังเกตคนไม่สนใจ ก็ไม่รู้สึกว่าสบายที่สุด, แล้วยิ่งกว่านั้น ก็รู้สึกว่าไม่มี ไม่มีอย่างนั้น, มีแต่กิเลสตลอดเวลา มีกิเลสตลอดเวลา. พอเขานึกขึ้น
น.405 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๗๑ มาทีไรมองดูทีไร มันมีแต่กิเลสทั้งนั้น, เลย ไม่คิดว่า ระยะที่ว่างจากกิเลสนั้น ก็มีอยู่; นั่นแหละเป็นเวลาที่อยู่กับนิพพานโดยบังเอิญ เป็นอยู่ชอบไม่ได้เพราะวัตถุนิยม. เดี๋ยวนี้ ความเป็นอยู่ชอบหายาก เพราะว่าโลกมันเจริญด้วยสิ่งยั่วยุ, ยั่วยุให้ละออกไปเสียจากการเป็นอยู่ชอบ. ถ้าพูดว่า ยิ่งเจริญคือยิ่งบ้า, ใครเชื่อบ้าง ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้. ถ้ามีคนพูดว่ายิ่งเจริญคือยิ่งบ้า ใครเชื่อบ้าง, ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร. ขอให้ไปดูดี ๆ ไปสังเกตดูให้ดี ๆ, ไปคิดดูให้ดี ๆ; ยิ่งเจริญก็ยิ่งเกินจำเป็น ยิ่งเกิน จำเป็นก็ยิ่งบ้า ไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำให้มันยุ่งให้มันมากขึ้น, แล้วทุกเรื่องก็ส่งเสริมกิเลส ทั้งนั้น. กิเลสมันก็ขยายตัว ความต้องการก็ไม่มีที่สิ้นสุด, มันก็เย็นไม่ได้ มันก็ชอบ ไม่ได้, ถูกต้องไม่ได้. ไม่มีการเป็นอยู่ที่ชอบได้ เพราะว่ามันยิ่งบ้า มันยิ่งโง่ มันยิ่งมี กิเลส มันยิ่งมีความโลภ, เรียกว่าเป็นเหตุให้มีความโกรธ. เมื่อมันไม่ได้อย่างที่มันโลภ มันก็หลงในสิ่งที่มันอยากจะโลภ, มันก็ มี แต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง, ก็มี การเป็นอยู่ชอบไม่ได้. โลกในปัจจุบัน นี้มันจะด้วยเหตุอะไรก็ตามใจเถอะ, แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันกำลัง อยู่ในยุคที่ กำลังบ้า เพราะมันเจริญด้วยวัตถุ. วัตถุคือเครื่องล่อให้หลงรัก พอใจ ยินดี ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, ๖ ทางนี้มีเรื่องมายั่วให้หลงมาก ขึ้น มันก็เลยบ้ากันใหญ่, มันก็ ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ เพราะมันไม่มีการเป็นอยู่ที่ถูก ต้อง, มันก็ มีแต่วิกฤตการณ์ คือความเลวร้าย แล้วขยายตัวออกไปขยายตัวออกไป จนครอบงำทั้งโลก เป็นวิกฤตการณ์กันทั้งโลก, มีสงคราม แล้วก็มีอะไรที่มาจาก
น.406 สงคราม ครอบงำโลกอยู่ตลอดเวลา ระส่ำระสาย, แล้วพร้อมกันนั้นก็ยิ่งไม่เห็นความจริง ข้อนี้, ยิ่งโลภยิ่งเห็นแก่ตัวยิ่งกอบโกย, ในระยะที่มันโกลาหลฉุกละหุก อย่างนี้ มันเป็น โอกาสแห่งการกอบโกย. คนพวกหนึ่งมันก็ยิ่งกอบโกย, มันก็ยิ่งส่งเสริมวิกฤตการณ์เลย ไม่มีความเป็นอยู่ชอบเอาเสียเลย, ไม่มีสัมมาวิหาโร, ไม่มีความเป็นอยู่ชอบ ทางแห่งความเป็นอยู่ชอบ. ขอให้สนใจคำว่า ความเป็นอยู่ชอบ คือเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ไม่ผิดต่อกฎของอิทัปปัจจยตา ในทางที่ให้เกิดความสงบ ก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์. ถ้าไปถูกกับ อิทัปปัจจยตา ฝ่ายกิเลส และฝ่ายความทุกข์ มันก็ ยิ่งเกิดกิเลสและความทุกข์; เพราะคำว่า อิทัปปัจจยตา นี้ มีแต่ว่า ทำอย่างนี้ ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้, ทำอย่างนี้ ผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้ ; ถ้าทำไปในฝ่ายที่เกิดกิเลส มัน ก็เกิดกิเลสยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ถ้าทำฝ่ายให้เกิดความสงบความเย็น มันก็มีความสงบและความ เย็นขึ้นมา. ฉะนั้น เราจงรู้ อิทัปปัจจยตา ว่าทำอย่างไรเกิดอะไร, ทำอย่างไร เกิดอะไร, ก็เลือกทำแต่ฝ่ายที่ควรจะทำ, ก็เรียกว่าทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ก็จะมีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ ที่เรียกว่าทำชอบ, เป็นอยู่ชอบ ถูกต้อง ตามกฎของ อิทัปปัจจยตา. มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ. จะสังเกตเห็นได้อย่างหนึ่งว่า จะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ, ถ้าไม่มี สัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำแล้ว ไม่มีทางที่จะชอบ แล้วก็ไม่มีทางที่จะถูกต้อง ตามกฎ
น.407 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๗๓ ของ อิทัปปัจจยตา. เพราะว่าสัมมาทิฏฐินั้นก็คือความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นแจ้ง ในกฎของ อิทัปปัจจยตา ว่าทำอย่างไรแล้วอะไรจะเกิดขึ้น, ทำอย่างไรแล้วอะไรจะเกิดขึ้น, ทำอย่างไรแล้วอะไรจะเกิดขึ้น, เห็นแจ่มแจ้งถูกต้องอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ. แล้ว สัมมาทิฏฐินี้จะต้องเอามาเป็นตัวนำ การทำหน้าที่หรือการทำอะไรก็ตาม ที่มันเป็น สิ่งที่จะต้องทำหรือควรทำแล้ว ก็เรียกว่าหน้าที่ก็ได้ทั้งนั้นเลย, ใครจะไม่เรียกว่าหน้าที่ ก็ตามใจ. แต่ถ้ามันเป็นผลที่จะทำให้ช่วยให้รอดอยู่ได้แล้ว ต้องเรียกว่าหน้าที่ ต้องเรียก ว่าหน้าที่ทั้งหมด, ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ. หลักในพุทธศาสนาจึงมีประกาศิตโผงลงไป เปลี่ยนแปลงไม่ได้ว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ - ก้าวล่วงความทุกข์ ทั้งปวงได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ, เมื่อมีสัมมาทิฏฐิมาถือไว้เป็นหลักอย่างถูกต้องแล้ว จะข้ามพ้นความทุกข์ทั้งปวงได้. ความทุกข์คือปัญหาทุกชนิด ในโลกที่จะมีนี้ จะก้าว ล่วงมันเสียได้เพราะมีสัมมาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิคือความรู้ที่ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ว่าทำอย่างไรผลเกิดขึ้นอย่างไร, ทำอย่างไรผลเกิดขึ้นอย่างไร. เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับ ข้อนี้ แล้วก็ไม่ต้องกว้างไกลอะไรนัก ว่าทุกข์ก็แล้วกัน กับไม่ทุกข์, ทำอย่างไรเกิดขึ้น เป็นผลอย่างที่เรียกกันว่าทุกข์, ทำอย่างไรเป็นผลเกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่าไม่ทุกข์. เราก็ เลือกเอาฝ่ายไม่ทุกข์ มันก็เป็นสันติสุข, ก็เป็นสันติภาพ, เรื่องอื่นนอกจากนี้ ไม่ต้องรู้ก็ได้. ศึกษาเท่าที่จำเป็นเพื่อดับทุกข์. เดี๋ยวนี้เขาเรียนกันมากเกินไป ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็เลยไม่ค่อยจะได้เรียนสิ่ง ที่จำเป็น, พวกนักเรียนนักศึกษา หัวแหลมสมัยนี้ ไปเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็น, ไปสนใจ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น, มันก็เลยไม่พบสิ่งที่จะดับทุกข์ได้. ถ้าประหยัดเอามาเรียนกันแต่สิ่งที่ จำเป็น มันก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องเดือดร้อน, แล้วมันก็กำลังต้องการจะเรียนสิ่งที่
น.408 ไม่จำเป็นมากขึ้น, พูดได้ว่า ไปเรียนที่เมืองนอก เมืองนามานั่นแหละ ไปเรียนสิ่งที่ ไม่จำเป็นมาเกือบทั้งนั้น. จะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นชาวนา ก็เรียนแต่สิ่งที่จำเป็นที่จะทำนาให้ สำเร็จเท่านั้นแหละ ชาวนาไม่ต้องเรียนเรื่องวิทยาศาสตร์แร่ธาตุของปุ๋ยของพืชของอะไร ที่เป็นวิชาเทคโนโลยีอันละเอียดนั่น, ไม่ต้องเรียน ชาวนาไม่ต้องเรียน. ชาวนาก็เรียนสรุป ตอนหลังว่า จะปลูกอย่างไร จะใส่ปุ๋ยอย่างไร จะให้น้ำอย่างไร, ถ้าให้ไปเรียนทั้งหมด มันก็ไม่ได้ทำนาแหละ ไปเรียนเรื่องแร่ธาตุ เรื่องปุ๋ย เรื่องดิน เรื่องพืช หรือกระทั่ง ว่าเรียนเรื่องกีฏวิทยา เรียนเรื่องหนอนเรื่องแมลง เรียนจนตายก็ไม่จบ เรียนจนตายมันก็ ไม่จบ มันก็ไม่ต้องทำนา. ฉะนั้น ชาวนาก็เรียนเฉพาะที่จะทำนา เราอยู่ในโลกก็เรียน เฉพาะที่มันจะดับทุกข์ได้ จะดับทุกข์ได้, แต่นี้มันเรียนมากเกินไป, บ้าความรู้สำหรับ อวดคน สำหรับอวดคน มันติดเฮโรอีน ความรู้ที่จะเก่งกว่าคน จะอวดคน จะพูดให้ เก่งกว่าคน, เอาสิ, มันก็ต้องไปเรียนเมืองนอก เมืองไทยมันไม่ค่อยมีให้เรียน ก็ต้องไป เรียนเมืองนอก, ไปเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องเรียน มาเผยแผ่, ให้เสียเวลามากขึ้น ไปอีก เมื่อไรมันจะแก้ปัญหาได้. นี่เราเป็นมนุษย์ เรียนอิทัปปัจจยตา เฉพาะสิ่งที่ว่ามันจะไม่เกิดความ ทุกข์ขึ้นมาได้อย่างไร นั่นแหละเป็นพอ, แล้วก็พอใจแล้วก็ทำหน้าที่, หน้าที่คือ ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ทำหน้าที่ให้สนุกไปเลย ยิ่งเหงื่อออกมาก็เป็นน้ำมนต์อาบให้ เย็นไปเลย พอใจว่าเหงื่อออกมาเท่าไร มันแสดงว่าเราทำหน้าที่มากเท่านั้น, ก็เลยไม่มี ปัญหาเรื่องการเป็นอยู่, ก็เรียกว่า เป็นนิพพุโต ชั้นหนึ่งได้ คือมีชีวิตเยือกเย็นอยู่ในโลกนี้ โดยไม่ต้องมีปัญหา เป็นนิพพานของชาวบ้าน นิพพานของฆราวาส เพราะมีสัมมา- ทิฏฐิเป็นตัวนำ.
น.409 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๗๕ สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุให้ทำถูกตลอดสาย. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว เราพอจะมองเห็นได้ว่า มันมีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างนะ, ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ มันจะเป็นเหตุให้เราทำถูก, มีการกระทำที่ถูก ไม่ผิด นี้ก็อย่างแรก, แล้วก็มีผลของการทำถูกเกิดขึ้น ถ้าเรามี สัมมาทิฏฐิแล้ว เราก็จะพูดถูก, พูดในเรื่องที่ ควรจะพูด อย่างวิธีที่ควรจะพูดให้เกิดประโยชน์, มันก็มีผลจากการพูดถูก สัมมาทิฏฐิ มีแล้ว ก็ทำให้คิดถูก ต้องการถูก ปรารถนาถูก; นี่เรียกว่าคิดถูก มันก็มีการคิดถูก, มันก็ได้รับผลจากการคิดถูก, มันก็เป็นนิพพานชนิดหนึ่ง เมื่อคิดถูกแล้ว มันก็ทำให้ มีการรู้ถูก ความคิดเป็นแต่เพียงความคิด. เมื่อสรุปเป็นความรู้ ก็เรียกว่าความรู้ แล้ว มัน ก็รู้ถูก, มีความรู้ถูก, มีความรู้ถูกว่าใช้เป็นประโยชน์ได้จริง ๆ ๆ เต็มที่. ครั้นรู้ถูก แล้ว มันก็ รอดถูก, หลุดรอดไปถูก นี่สมบูรณ์ที่สุด. ทำถูก พูดถูก คิดถูก รู้ถูก รอดถูก, รอดจากปัญหาทั้งปวงอย่างถูกต้อง. คำว่า รอดมันมีความหมายว่าถูกด้วย, ถ้าเป็นความรอดชนิดที่ไม่ถูก มันก็คือไม่รอดนั่นแหละ มันก็รอดอย่างของอันธพาล, พวกอันธพาลเขาหวังความรอดเหมือนกัน. แต่เขาหวังตามแบบของอันธพาล มันเลย ได้รอด รอดไปอยู่ในคุกในตะรางนี่. เพราะว่าเป็นความรอดที่ไม่ถูก หวังความรอด ที่ไม่ถูกต้อง ; จะต้องหวังความรอดที่ถูกต้อง แล้วมันก็รอดจริง. ความรอดนี่มันมีได้ ด้วยการมีสัมมาทิฏฐิ, มีความเห็น ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น แนวแห่งความคิดความเห็น, ความเชื่อความเข้าใจความรู้อะไรก็ตาม รวม ๆ เรียกชื่อหนึ่งว่า สัมมาทิฏฐิ นี่ต้องมาก่อน มาก่อน แล้วก็ทำอะไรถูกต้องไปหมด. อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็สัมมาทิฏฐินำหน้า ถ้าเพิ่มไปอีก ๒ เป็นสัมมัตตะ ๑๐ มันก็ยังมีสัมมาทิฏฐินำหน้า สัมมาทิฏฐิยังคงนำหน้าอยู่ตลอดไป, เป็นเหตุให้ว่า มี ความรู้ในการกระทำ มีความรู้ในการที่จะกระทำ ตั้งแต่ก่อนกระทำ, แล้วก็ มีเจตนา
น.410 มีความพร้อมเหมาะสม ที่จะทำ ในการที่จะกระทำ แล้วมันก็มีการกระทำที่ดีที่สุด, คือ การกระทำด้วยสติ ปัญญา สมาธิ. เราจะต้องนึกถึง ๓ กาละ ๓ เวลา : มีความรู้ ในการที่จะทำ, แล้วก็มี เจตนา ลงไปที่จะกระทำ ตามที่เลือกแล้วว่า ควรกระทำอย่างไร, ครั้นมีเจตนาแล้ว ก็มี การกระทำที่แท้จริง สมบูรณ์ด้วยสติปัญญา. ถ้าไม่มีสติ สัมปชัญญะควบคุมการกระทำ มันก็ไม่ถูกต้องได้, หรือมันเปลี่ยนเป็นผิดได้. ฉะนั้น ดูให้ดีว่า จะทำอะไร เราจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะกระทำ, ต้อง มีเจตนา ในการที่ จะกระทำ, แล้วเราก็ต้อง มีการกระทำลงไปจริง ๆ. การกระทำไปจริง ๆ นี้ต้องการ สติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง ; ถ้าไม่อย่างนั้นมันควบคุมกันไว้ไม่ได้ มันจะออกนอกแนว ความรู้ในเรื่องที่จะกระทำนี่ มันก็ควรจะเพียงพอ อยู่ในเขตจำกัดสำหรับเรื่องที่ต้อง กระทำ, ไม่ต้องรู้ไปเสียทุกอย่าง ; แม้คำว่าสัพพัญญู ๆ ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้หมาย ความว่ารู้ไปเสียทุกอย่าง, แต่ว่าท่านรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการดับทุกข์ ; ถ้าเป็นเรื่องการดับ ทุกข์หรือเกี่ยวกันกับการดับทุกข์แล้ว ท่านรู้ทุกอย่าง จึงได้เรียกว่าสัพพัญญู. มีคนเข้าใจอย่าออกชื่อเลย เขายืนยันว่าพระพุทธเจ้าเอามาเดี๋ยวนี้เอาพระพุทธ- เจ้ามาเดี๋ยวนี้ ท่านก็ขับรถยนต์ได้, เอาพระพุทธเจ้ามาเดี๋ยวนี้ ท่านก็พูดจีนได้ อย่างนี้เป็นต้น. อาตมาบอก ไม่เชื่อ สัพพัญญูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ; ท่านรู้ทุกอย่างที่ควร จะรู้ในหน้าที่ของท่าน ถ้าจะเอามาขับรถยนต์ ต้องมาเรียนเหมือนกับพวกเรา, หรือ จะพูดจีนได้ก็ต้องมาเรียนภาษาจีนแหละ. นี่คำว่า รู้ทุกอย่าง ก็เท่าที่ควรจะรู้ใน หน้าที่การงานของตน ๆ. ทุกศาสนาสอนเรื่องดับทุกข์. เดี๋ยวนี้เราจะเป็นมนุษย์ที่มีสันติภาพ, เราก็มีสันติภาพได้ เพราะว่าไม่ขาด แคลนความรู้ที่เกี่ยวกับสันติภาพ. อาตมาจึงพูดแต่เรื่องเกี่ยวกับสันติภาพ นี่มา ๑๒
น.411 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๗๗ ครั้งทั้งวันนี้ ๑๒ ครั้งทั้งวันนี้ ครั้งละชั่วโมงกว่าๆ. ก็เพื่อว่าจะได้มีความรู้ ที่เกี่ยว กับสันติภาพเท่านั้น อย่างเพียงพอ, อย่างอื่นไม่ต้องรู้ก็ได้, รู้แต่เรื่องดับทุกข์ เป็นพอ, รู้แต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้นพอ. เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยัน อย่างนั้น ว่าแต่ก่อนก็ดี, เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติเฉพาะเรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ เท่านั้น , คือท่านพูดแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น. ฉะนั้นเรามันไปเรียน มากเกินไป. ขออภัยที่จะกล่าวว่า แม้จะเรียนเรื่องประวัติของพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่จำเป็นดอก. พระ- พุทธเจ้าท่านต้องการให้เรียนรู้กันแต่เรื่องความดับทุกข์; บางทีเราเสียเวลาไป เรียนเรื่องประเทศอินเดีย หนังสือธรรมะพุทธประวัติ, จะต้องพูดถึงเรื่องประเทศอินเดีย เรื่องปรัชญาสาขาต่าง ๆ ที่มีสอนกันอยู่ในประเทศอินเดีย แล้วเอามาเทียบกับพุทธศาสนา, เรื่องการเมืองเรื่องอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศอินเดียเสียตั้งครึ่งเล่ม. อาตมาเองก็เคยบ้า เคยหลงเรียนเรื่องอย่างนั้นเหมือนกัน; แต่เดี๋ยวนี้ไม่เอา บอกว่าไม่ต้อง ไม่ต้อง, ตรง ไปยังความดับทุกข์ดีกว่า. พระพุทธเจ้าสอนให้ดับทุกข์อย่างไร มุ่งไปที่ความดับทุกข์, เรื่องนอกนั้นไม่ต้องเรียน, เอาไว้ให้คนบ้ามันเรียน. เราเรียนแต่เรื่องที่ว่าดับทุกข์อย่างไร, ดับทุกข์อย่างไร เรียนกันเท่านั้น; ถึงแม้ศาสนาอื่นก็เหมือนกันแหละ ที่เขาจะเกณฑ์ ให้เรียนให้เชื่อ เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก สร้างกี่วันเสร็จ เอาอะไรมาสร้าง ก็บอกว่าไม่ จำเป็น ไม่จำเป็นนั้นมันเรื่องของพระเจ้า พระเจ้าจะสร้างโลกอย่างไรก็ช่างหัวพระเจ้า. แต่ ที่พระเจ้าสอนว่าทำอย่างไรจะอยู่กันเป็นสุขนี่ ขอให้เรียนหน่อย, พระเจ้าสอน ว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่กันเป็นสุข ช่วยกันเรียนอย่างยิ่ง. เรื่องที่ท่านจะสร้างโลกอย่างไร เท่าไรมันก็ไม่จำเป็น, เราไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่เรารู้ว่า พระเจ้าสอนอย่างไร เพื่อให้ดับ ทุกข์; ถ้าพูดโดยเอาคัมภีร์ไบเบิลของคริสเตียนเป็นหลักแล้ว พระเจ้าสอนเหมือนกับ พระพุทธเจ้าเลย ว่าอย่าไปกินลูกไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้จักดีชั่ว, กินแล้วจะตาย. นี่หน้า แรกๆ ของคัมภีร์ไบเบิล. พระเจ้าสอนอย่างนี้นะ, แต่ไม่มีใครสนใจ, พวกคริสต์เองก็
น.412 ไม่สนใจคำสอนนี้ไปเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกอย่างไร, สร้างกี่วัน สร้างด้วยอะไร, ไม่มี ประโยชน์อะไรเลย. อยากจะพูดว่า พระเจ้าจะสร้างโลกอย่างไร ก็ช่างหัวพระเจ้าสิ มัน เป็นเรื่องของพระเจ้านี่, ไม่ใช่เรื่องของเรา. แต่ เราจะอยู่ในโลกพระเจ้านี่ ทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นทุกข์, พระเจ้าก็บอกอาดัมกับอีฟผัวเมียคู่แรกว่า อย่าไปกินผลไม้ของต้นไม้ที่ ทำให้รู้จักดีชั่ว ถ้ากินจะตายนะ. นี่หมายความว่าไปรู้ดีรู้ชั่วเข้าเมื่อไร มันก็ยึด มันเรื่องดีชั่ว มันก็เป็นทุกข์ทรมาน, กินเข้าไปแล้วจะตาย หมายความว่าไปยึดมั่นถือ มันเข้า; เมื่อยังไม่รู้จักยึดมั่นดีชั่ว ไม่มีปัญหาเลยสบายดี พอไปรู้เรื่องดีเรื่องชั่วเข้า มีปัญหารอบด้านนี่มันคือตาย, ที่จริงก็สอนเหมือนกันแหละ ศาสนาคริสต์ กับ ศาสนาพุทธโดยหลักคำสอนว่าจะดับทุกข์อย่างไร สอนเหมือนกันเลย; แต่เขาไม่สนใจเหมือนกัน, ไปสนใจเรื่องสร้างโลกหรืออะไร อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยเดี๋ยวนี้อยู่ไม่ได้ อยู่ในโลกเกือบจะไม่ได้ และนักวิทยาศาสตร์ ไม่ ยอมเชื่อด้วย. แต่ถ้าพูดเรื่องนี้เรื่องอย่าไปกินผลไม้รู้ดีรู้ชั่วกับนักวิทยาศาสตร์ อาจจะ พอใจ อาจจะยอมรับว่าเป็นคำสอนที่ดับทุกข์ได้. พุทธบริษัทศึกษา - ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เท่านั้น. นี่เราเป็นพุทธบริษัทก็เหมือนกัน รู้ทุกเรื่องที่ควรรู้ ไม่ต้องรู้เรื่องที่ไม่ ต้องรู้ มันจะบ้า, หรือมันจะเสียเวลาเปล่าๆ. รู้แต่เรื่องดับทุกข์อย่างไร ดับทุกข์ อย่างไร. ขออภัยจะพูดตรง ๆ ไม่ใช่จ้วงจาบพระพุทธเจ้า, เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าพระ- พุทธเจ้าเกิดที่ไหน ลูกใครอะไร ไม่ต้องรู้ก็ได้; เพราะเดี๋ยวนี้มันมีชัดอยู่แล้ว, ถ้า ท่านสอนทำอย่างนี้ ๆ จะดับทุกข์ ก็รู้แต่เรื่องนี้ก็ได้ เพราะถ้าดับทุกข์ได้แล้ว จะมีจิตใจ เหมือนพระพุทธเจ้า, จะรู้จักพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง รู้ที่ควรจะรู้ รู้อย่างจำเป็นด้วย.
น.413 เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) ๓๗๙ เดี๋ยวนี้ไปเรียนเรื่อง เช่นพุทธประวัติเป็นต้น, ไปเรียนกันมากเกินไป, จนไม่ได้เรียน ในข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดับทุกข์อย่างไร, ยิ่งกว่านั้นเขา ไ ปเรียนเรื่อง ประเทศอินเดีย มากเกินไป, เรียนเรื่องปรัชญาของอินเดีย เพื่อจะมารู้พุทธศาสนา; นี้เขาว่าทำให้ฉลาด เป็นนักปราชญ์. อาตมาบอกว่า เป็นเรื่องบ้า, เคยบ้ามาแล้วเหมือน กัน มันเป็นเรื่องบ้า อย่าไปเสียเวลากับมันมากนัก, มารู้ว่าดับทุกข์อย่างไร, ทำอย่างไร แล้วก็พิสูจน์กันอยู่แต่ข้อนี้ ดับทุกข์กันอย่างไร ทำอย่างไร, เดี๋ยวมันก็ดับทุกข์ได้. ถ้าไปเรียนสิ่งแวดล้อมภายนอก รอบ ๆ อย่างนั้น มัน ตายเปล่า แหละ, ตายเปล่า มันไม่รู้ : แม้ที่พระไตรปิฎกนี้ไม่ต้องเรียนดอก สืบมาอย่างไร ทำ สังคายนาอย่างไรที่ไหนกี่ครั้งไม่ต้องเรียนก็ได้, เลือกเอาแต่ข้อที่มันมีอยู่ว่าดับทุกข์ อย่างไร มาวิพากษ์วิจารณ์มาใคร่ครวญ มาศึกษาให้รู้ แล้วปฏิบัติ เท่านี้มันพอ. ไม่ต้องเรียนเรื่องประวัติของพระไตรปิฎก, ไม่ต้องเรียนประวัติของพระศาสนา, ไม่ต้อง เรียนประวัติของพระพุทธเจ้าก็ได้, ถ้าไม่ต้องการจะเป็นนักปราชญ์ในเรื่องนั้น ๆ คือ ต้องการแต่จะดับทุกข์. ครั้นดับทุกข์แล้ว มันมีสันติภาพ, สันติสุขส่วนบุคคล เท่านี้มันก็พอแล้ว. แต่ว่า เรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์, มันมีประโยชน์สำหรับ ความเป็นนักปราชญ์, หรือถ้ามันมีไว้สำหรับเป็นบันทึกเก็บไว้เป็นบันทึก มันก็จะ ได้ใช้ตลอดไปยืนอยู่เป็นหลักฐาน, จะค้นหามาเรียนได้สะดวก. แต่ ที่จำเป็นที่จะต้อง ไปเกี่ยวข้อง คือเรื่องดับทุกข์ได้อย่างไร; ครั้นรู้ว่าดับทุกข์ได้อย่างไรแล้ว ก็ จะเป็นอยู่โดยชอบ, เป็นอยู่โดยชอบแล้ว โลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์.
น.414 สันติภาพจักมีได้เพราะสัมมาวิหาร. เอาละ, เป็นอันว่าครั้งนี้การบรรยายครั้งนี้จะระบุว่า ทุ กเรื่องมันไปรวมอยู่ ที่การเป็นอยู่โดยชอบ - สัมมาวิหาโร. ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยขอบไซร้ - อิเม เจ สุภทฺท ภิกฺขู สมฺมาวิเรยฺยุํ, สมฺมาวิหเรยฺยุ เป็นคำกริยา, ถ้าเป็นคำนาม ก็ว่า สัมมาวิหาโร; มีสัมมาวิหาโรแล้ว อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส - โลกนี้ก็จะไม่ว่าง จากพระอรหันต์. นี่เราพูดกันเรื่อง ความเป็นอยู่ชอบหรือสัมมาวิหาโร ในฐานะเป็น รากฐาน เป็นมูลเหตุเป็นปัจจัย เป็นเครื่องเกื้อกูลอะไร แล้วแต่จะเรียก แก่ สันติภาพ, เป็นรากฐานเบื้องต้นก็ได้ เป็นมูลเหตุโดยตรงก็ได้, เป็นเครื่องแวดล้อม ก็ได้ เกื้อกูลก็ได้ โดยสัมมาวิหาโร คือเป็นอยู่อย่างถูกต้อง เป็นอยู่อย่างชอบ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ. ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องมีความรู้สึกอย่างบุคคล, เป็นสัจจะของธรรมชาติเด็ดขาดตายตัวอยู่ในตัว ธรรมชาตินั้นเอง, เป็นกฎที่เฉียบขาดยิ่งกว่าความเฉียบขาดของสิ่งใด. นี่เราก็ถือพระเจ้า ชนิดนี้ตามแบบของพุทธบริษัท หรือ ตามอย่างพระพุทธเจ้า, ถึงสมัยสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องงมงายอะไรอีกต่อไป มีความรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นพุทธศาสตร์; ไม่ต้อง อาศัยไสยศาสตร์ของคนหลับ, แต่อาศัยพุทธศาสตร์ของคนตื่นแล้วก็เอาตัวรอดได้. นี่ขอยืนยันว่า การเป็นอยู่โดยชอบนี้ ถึงขนาดทำให้โลกไม่ว่างจาก พระอรหันต์, แล้วทำไมจะไม่สามารถทำให้โลกนี้มีสันติภาพ ตามธรรมดาสามัญ อย่างนี้ไม่ได้, มันเกินไปเสียอีก. เอาละ, เป็นอันว่าขอฝากไว้ให้ท่านทั้งหลายสนใจใน เรื่องของ การเป็นอยู่ชอบ มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ, ประพฤติครบถ้วนตามอริยมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งได้ยินได้ฟังกันอยู่อย่างดีแล้ว เติมอีก ๒ คือสัมมาญาณะ -ความรู้
น.415 เหตุให้เกิดสันติภาพ ( ต่อ) ๓๘๑ อันถูกต้อง, สัมมาวิมุตติ -ความหลุดรอดอันถูกต้อง ก็เป็นสมบูรณ์ ๆ สมบูรณ์ เรื่องจบ มีสันติภาพได้จริง. การบรรยายเรื่องสันติภาพของโลกในครั้งนี้ ก็สมควรแก่เวลา. ขอฝาก ไว้ให้ท่านทั้งหลายนำไปพินิจพิจารณา แล้วก็ ทำให้เป็นประโยชน์แก่ตนเท่าที่จะ ทำได้, ประสบความสำเร็จด้วยกันจงทุกท่าน. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ให้ประพฤติ ปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีในหน้าที่ของตนๆ ณ กาลบัดนี้ ๚๛
Buddhadasa