Buddhadasa.org

สันติภาพของโลก ตอนที่ ๑๓ — จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ

สันติภาพของโลก — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.416 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๓ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่องเกี่ยวกับ สันติภาพของโลก ต่อไปตามเดิม และเป็นครั้งสุดท้าย คือจบ มีหัวข้อเฉพาะการบรรยายในครั้งนี้ว่า จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ. [ทบทวน.] ในครั้งที่แล้ว ๆ มานั้น ได้บรรยายถึงวิกฤตการณ์ของโลก มูลเหตุให้เกิด วิกฤตการณ์ แล้วก็บรรยายถึง สันติภาพ, ลักษณะของสันติภาพ และว่า มูลเหตุให้เกิด สันติภาพ อาศัยหลักอริยมรรคมีองค์แปด หมวดปัญญา คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ แล้วก็หมวดศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ แล้วก็หมวดสมาธิ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทั้ง ๘ ประการนี้ ถ้ามีในสังคมใดหรือในบุคคลใดแล้ว ก็จะเป็นมูลเหตุให้เกิดความถูกต้องโดยประการทั้งปวง เพราะว่าทำให้เกิดญาณะ คือความรู้ ๓๘๒

น.417 อันถูกต้อง; เมื่อเกิดญาณะคือความรู้อันถูกต้องแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งต่าง ๆ ก็จะ ก้าวล่วงไปด้วยดี จนเป็นวิมุตติ คือหลุดพ้น หมายความว่า หลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า สันติภาพ นั้นเอง. การที่หาความสงบไม่ได้ ก็เพราะมันเต็มไป ด้วยสิ่งที่เป็นปัญหา คือข้อขัดแย้ง ข้อรบกวน ข้อทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก; หมด ปัญหา ก็เรียกว่า หลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา นั่นแหละคือสันติภาพ. ในการ บรรยาย ๑๒ ครั้งที่แล้วมา มีใจความอย่างนี้. ปัญหาสันติภาพขึ้นอยู่กับบุคคลและระบบปกครอง. ในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งจะสรุปใจความทั้งหมด แล้วเอามาทำเป็น หัวข้อสั้น ๆ สัก ๒ หัวข้อ ว่าบุคคล คือ หน่วยแห่งสังคมแต่ละหน่วย แต่ละคนนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะเหมาะสมในการที่จะสร้างสันติภาพขึ้นมา, แล้วก็ ระบบการปกครองบุคคลเหล่านั้น จะต้องอยู่ในลักษณะอย่างไร จึงจะอำนวยแก่ การสร้างสันติภาพ, ก็แปลว่าพูดกันเพียง ๒ เรื่องเท่านั้นวันนี้ คือบุคคลที่เป็นพลเมือง ของโลก, แล้วก็ระบบการปกครองของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งมันก็ต้องมีประจำอยู่ในหมู่ บุคคลนั้น ๆ. ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือว่า ราษฎรกับรัฐบาล; มีราษฎรอย่างไร และมี รัฐบาลอย่างไร ผลที่จะหวังได้จะเป็นสันติภาพขึ้นมา. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนด ใจความไว้อย่างสั้นๆ ง่ายๆ และเข้าใจได้ครบถ้วนและถูกต้อง. เดี๋ยวนี้หมายความว่า เรา ไม่มีทางเลือกทางอื่น นอกจากว่า จะต้อง ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปเพื่อสันติภาพ, จะหวังพึ่งพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์แย่ง หน้าที่ของพระเจ้า สร้างโลกเอาเองตามชอบใจ พระเจ้าทำอะไรไม่ได้, ได้แต่นั่งมองดู

น.418 ตาปริบ ๆ เพราะทำอะไรมนุษย์ไม่ได้. มนุษย์ก็ก้าวหน้าเตลิดเปิดเปิงไป โดยไม่คำนึง ถึงพระเจ้า; นี่ก็แปลว่าจะพึ่งพระเจ้าก็ไม่ได้แล้ว จะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นใดมันก็ ไม่มีทางที่จะควบคุมมนุษย์ได้. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของมนุษย์เอง มนุษย์จะจัดระบบการเป็นอยู่ หรือการ ปกครองกันอย่างไร จึงจะมีสันติภาพ ก็เห็นได้ว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้บูชา สิ่งที่เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจของการเป็นอยู่ของสังคมนั้นๆ ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ ปัญหาอันนี้ได้ สนใจเรื่องระบบเศรษฐกิจ แข่งขันกันค้นคว้าแบบนั้น แบบนี้ แบบโน้น นานาชนิด, มันก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีสันติภาพได้อย่างไร. ที่จริงนั้นมันเป็นไปไม่ได้ดอก ที่มนุษย์จะหวังพึ่งระบบเศรษฐกิจมาจัดโลก ให้มีสันติภาพ เพราะว่า ระบบเศรษฐกิจนี้ มัน เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว ซึ่ง เป็นเหตุให้ทำอันตรายผู้อื่น, และมันไม่อาจจะทำมนุษย์ให้หยุด ให้จบ ให้พอได้; แม้ว่า จะจัดระบบเศรษฐกิจให้ดีอย่างไร ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว ไม่มีทางจะสงบสุข, จะจัด สวัสดิการกันอย่างไร ชั้นเลิศอย่างไร สังคมมันก็ไม่มีสันติสุข เพราะความเห็นแก่ตัว มันยังทวีตามยิ่งขึ้นไป ๆ. จึงอยากจะพูดว่า แม้จะจัดระบบเศรษฐกิจให้มีผล ราวกะว่า ฝนตกลงมาเป็น ทองคำทุก ๆ เม็ด, แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำทุก ๆ เม็ด ก็ไม่ทำให้โลกนี้มีสันติภาพได้ ; ลองคิดดูว่า ระบบเศรษฐกิจระบบไหน จะจัดให้มีค่าเท่ากับว่าฝนตกลงมาเป็นทองคำทุก ๆ เม็ด. เดี๋ยวนี้ก็ท้าทายว่า แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำทุก ๆ เม็ด มันก็ไม่มีสันติภาพได้, มันยิ่งจะเป็นชนวนแห่งวิกฤตการณ์อันเลวร้าย เต็มไปด้วยอาชญากรรมยิ่งขึ้น คือการ แย่งชิงทองคำกันนั่นแหละจะมากขึ้น ในขณะที่จะแย่งชิงกัน, หรือในขณะที่ใครมีมาก

น.419 เก็บไว้มาก ก็พร้อมที่จะถูกจี้ ถูกปล้น ถูกทำลายชีวิต แล้วก็จะเกิดปัญหาอีกต่าง ๆ นานา สารพัดอย่าง อันเกี่ยวกับการที่มันมีทองคำเต็มไปหมด, มัน ไม่มีสันติภาพได้ ถ้าไม่มีศีล ธรรม; ถ้ามีศีลธรรม มันไม่ต้องถึงอย่างนั้นดอก อยู่กันตามธรรมดาธรรมชาตินี้ มันก็ยังมีสันติภาพได้. ฉะนั้น อย่าบูชาสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจกันนักเลย; ระบบไหนเอามาลองจัดดู ให้เหมือนกะว่า มีค่าเท่ากับฝนตกลงมาเป็นทองคำ มันก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งจิตใจของ คนอันธพาลหรืออาชญากรเหล่านั้นได้ ; มันก็มีแต่จะปล้น จะจี้ จะแข่งขัน จะยื้อแย่ง จะเอาเปรียบกัน ให้ยิ่ง ๆ ยิ่งขึ้นไป, เลยเป็นอันว่าไม่มีหวัง. ฉะนั้น เรา จงหันหน้ามาทางศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดที่จะทำมนุษย์ ให้มีสันติภาพ หรืออยู่กันอย่างสงบเย็นได้; แต่รู้สึกว่าน้อยคนจะสนใจ น้อยคนจะ เข้าใจ น้อยคนจะเห็นด้วย; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะต้องพูดกัน ตามที่จะพูดได้อย่างไร ว่า จะมีศีลธรรมกันอย่างไร ในลักษณะไหน ซึ่งจะแบ่ง ผู้หรือสิ่งที่จะต้องมีศีลธรรม ออกเป็น ๒ ฝ่าย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น คือ ฝ่ายบุคคลแต่ละคน ๆ นี้ ฝ่ายหนึ่งจะต้อง มีศีลธรรมอย่างไร โลกจึงจะมีสันติภาพ, แล้ว ฝ่ายระบบการปกครองแก่คนเหล่านั้น จะต้องมีลักษณะอย่างไร จึงจะอำนวยสันติภาพให้ได้เป็นของโลกเป็นส่วนรวม. เป็นอันว่า เราจะได้กล่าวกันถึงคุณลักษณะที่เป็นผลของศีลธรรม หรือเป็น ตัวศีลธรรม ที่บุคคลจะต้องมี, และที่ระบบการปกครองของบุคคลนั้น ๆ จะต้องมี เป็น, ๒ เรื่องกันดังนี้ แล้วก็จะว่าถึงเรื่องส่วนบุคคลก่อน.

น.420 ตัวศีลธรรมที่บุคคลจะต้องมี. บุคคลที่จะประกอบกันขึ้นเป็นโลกแห่งสันติภาพ หรือสันติภาพแห่งโลก อะไรก็แล้วแต่จะเรียกนั้น จะต้องมีลักษณะอย่างไร อาตมาจะขอแจงไปเป็นข้อๆ. ขอให้ ตั้งใจฟังให้เข้าใจทีละข้อจริง ๆ. ข้อแรก ก็มีว่า เขาจะต้องเป็นบุคคลที่มีการศึกษาดี, เขาจะต้อง เป็นบุคคลที่มีการศึกษาดี เรียกตามสำนวนที่เราชอบพูดกัน ก็คือว่า การศึกษาที่หาง ไม่ด้วน. ระบบการศึกษาที่เหมือนกับสุนัขหางด้วนนั้นมันไม่พอ คือ เรียนแต่วิชา หนังสือกับวิชาอาชีพ เรียนแต่หนังสือกับอาชีพ ไม่ได้เรียนธัมมะธัมโมอะไร สำหรับ ความเป็นมนุษย์ คือ ไม่ได้เรียนสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม หรือธรรมะสำหรับความเป็น มนุษย์. เรียนหนังสือมากเฉลียวฉลาดในทางหนังสือหนังหาสติปัญญาพื้นฐานทั่วไป แล้วก็มีความรู้เรื่องวิชาชีพ ทางเทคโนโลยี ทางอะไรต่าง ๆ ก็ถึงที่หมด; แต่แล้วมันก็ เป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว, แม้อยู่ตามลำพัง ก็มีจิตใจที่เต็มไปด้วยกิเลส อันเกิดมา จากความเห็นแก่ตัว. คนทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่; ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จึงไม่ เหมาะสมที่จะสร้างสันติภาพ หรือจะมีสันติภาพอยู่ในโลก แล้วโลกมันก็มีสันติภาพไม่ได้ เพราะมันไม่มีบุคคลที่เหมาะสมที่จะสร้างสันติภาพที่อยู่ในโลก, เรียกว่ามี การศึกษาไม่ถูก ต้อง ไม่รู้ว่าจะเป็นคนกันอย่างไร เป็นมนุษย์กันอย่างไร เป็นทำไม, อะไรเป็น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์. เขาไปเรียนกันจากเมืองนอกเมืองนาปริญญายาวเป็นหาง ก็ แทบจะตอบคำถามทางศีลธรรมต่ำ ๆ ก็ไม่ได้ ; เช่นคำถามว่า พ่อแม่คืออะไร อย่างนี้ก็

น.421 จะตอบไม่ถูกด้วยซ้ำไป ทั้งที่เรียนมาปริญญายาวเป็นหาง, แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ควร จะได้อะไร . ได้ยินว่า ก่อนนี้ ระดับมหาวิทยาลัยชั้นสูงสุดในต่างประเทศนั้น เขามีหลัก การกันในทางที่ว่าจะให้คนเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่ได้ต้องการความรู้วิชาหนังสือหรือ อาชีพอะไรมากนัก, เขาต้องการให้คนเป็นสุภาพบุรุษ. แต่คำว่าสุภาพบุรุษนั้นก็มีความ หมายไม่แพ้สัตบุรุษในพุทธศาสนา เป็นคนดีไว้ใจได้, อย่างน้อยที่สุดก็ไม่เห็นแก่ตัว. แต่เดี๋ยวนี้ก็เงียบไปแล้ว ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยิน เหมือนที่เคยฟังมาแต่กาลก่อนว่า จัดการ ศึกษาเพื่อความเป็นสุภาพบุรุษ มากลายเป็นการศึกษาหมาหางด้วนไปหมดแล้ว คือเรียน แต่หนังสือกับวิชาชีพ, ความเป็นสุภาพบุรุษก็เก็บใส่หีบเงียบไป ไม่ต้องเอามาพูดถึงกัน. เขาต้องการจะแข่งขัน ต้องการจะ แย่งกันครองโลก จะมาพูดถึงสุภาพบุรุษอยู่ไม่ได้ การศึกษาก็ไม่ใช่เพื่อความเป็นสุภาพบุรุษ แต่เพื่อจะมีความสามารถเก่งกาจ ในการจะ ต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้ครองโลก, แล้วก็รู้จักจับกลุ่มกันหลาย ๆ ประเทศ ร่วมกันเพื่อจะ ครองโลก แล้วก็จะแบ่งกันครองโลกตามพวกของตน. นี่ การศึกษาที่จัดให้ส่งเสริม วัตถุประสงค์อันนี้ คือให้มีระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ, หรือระบบอะไร ๆ ชนิด ที่มันจะครองโลกได้. อย่างนี้เราไม่ถือว่าเป็นการศึกษาที่ถูกต้อง แล้วก็ไม่มีทางที่จะได้ รับผลตามที่หวังอย่างนั้น. มันเป็นการศึกษาที่ทำให้คนเห็นแก่ตัว, แล้วมันก็จะต้อง ปะทะกันขัดแย้งกัน ในระหว่างฝ่ายตรงกันข้ามที่มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันอีกหลายฝ่าย นี่ผลของการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ มันให้เกิดผลอย่างนี้ ต้องมีการศึกษาที่ถูกต้องสมบูรณ์ รู้ว่าเป็นมนุษย์ทำไม, มนุษย์ควรจะ ได้อะไร, เมื่อธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้ดีกว่าสัตว์แล้ว มนุษย์ควรจะมีหน้าที่รับผิดชอบ อะไรในการที่จะทำให้โลกนี้มีสันติภาพ ต้องยอมรับสภาพที่ตัวเป็นมนุษย์ ที่จัดไว้ในฐานะ สูงกว่าสัตว์ ; แล้วใครจะรับผิดชอบสันติภาพในโลก, สัตว์เสียอีกมันไม่ได้สร้างความ

น.422 วุ่นวายอะไรมากเหมือนมนุษย์. มนุษย์ที่ว่าจะดีกว่าสัตว์สักหน่อย มันก็กลับเป็นผู้สร้าง วิกฤตการณ์เสียเอง เพราะว่าการศึกษาไม่ถูกต้อง. นี่จึงขอยกเอามาเป็น ข้อแรก ว่า บุคคลนั้น ๆ จะต้องมีการศึกษาที่ถูกต้อง มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ได้รับสิ่งที่ มนุษย์ควรจะได้รับ. ทีนี้ ข้อที่สอง ต่อไปก็จะเรียกว่า เขาเป็นคนมี สุขภาพอนามัยดี ทั้ง ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ. คำว่า สุขภาพนี้มันก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายนัก อนามัย ก็เหมือนกัน แต่คำว่าอนามัยนี้ กินความกว้างไปถึงทางจิตทางวิญญาณได้ด้วย, เพียงแต่มีสุขภาพอนามัย ทางร่างกายไม่พอ. ต้องมีทางจิต คือจิตปรกติไม่เป็นคนวิกลจริต หรือไม่คุ้มดี คุ้มร้าย, หรือว่า ตกเป็นทาสของกิเลสมากเกินไป. จิตที่ตกเป็นทาสของกิเลสมากเกิน ไป ไม่เรียกว่ามีสุขภาพอนามัยดีในทางจิต. ที่นี้ยัง ต้องมีสุขภาพอนามัยในทางสติ ปัญญา คือ ไม่มีความเห็นผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด อะไรเหล่านั้น ถ้ามีแล้วก็เรียกว่า เสียสุขภาพอนามัยทางฝ่ายวิญญาณ. นี่เขาจะต้องมี สุขภาพดีทางกาย, ทางกายนี้ดี พร้อมที่จะเป็นที่ตั้งของจิต, จิตก็ดีพร้อมสำหรับจะเป็นที่ตั้งของสติปัญญา, สติปัญญาก็ดีพร้อมสำหรับจะแก้ ปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี. ถ้ามันเป็นได้อย่างนี้ ก็เรียกว่าเขามีสุขภาพอนามัยดี ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต และทั้งทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ทางจิตเลย แม้แต่ ทางกายนี้ ก็ไม่เรียกได้ว่ามีสุขภาพ อนามัยดีดอก เพราะโรคแปลก ๆ มันเกิดขึ้นท้าทายมนุษย์ จนมนุษย์ไล่ตามหลังไม่ หวาดไม่ไหว ; เพราะว่ามนุษย์มันมีการเป็นอยู่อย่างผิด ๆ คือ เป็นอยู่อย่างทำลายตัวเอง

น.423 โดยไม่รู้สึกตัว : ได้แก่การที่ บูชาความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน ทางเนื้อ หนังยิ่งขึ้น กว่าแต่ก่อน, มันมีอะไรที่ทำให้มนุษย์ ได้รับการพักผ่อนน้อยกว่าแต่ก่อน, มันมีอะไรที่ทำให้มนุษย์ กินเข้าไปเกินพอดี เพราะความหลงในความอร่อย แล้วมัน ก็สร้างปัญหาทางโรคทางกระเพาะทางอะไรขึ้นมาอย่างนี้. ทางสุขภาพอนามัยก็ไม่เรียกว่าดี ; แม้ว่าบางอย่างจะดี ทางโรคระบาดจะดี อะไรจะดีขึ้น, แต่ทางส่วนทั่ว ๆ ไปมันก็ยังไม่ดีขึ้น. มนุษย์ก็ยังมีโรคภัยไข้เจ็บชนิดที่หมอยังไม่รู้จะแก้อย่างไร วิ่งออกหน้าอยู่นั่นเอง นี่ทางกาย มันก็ยังไม่ถูกต้องหรือสมบูรณ์. ทางจิตก็มีสิ่งที่ลุ่มหลงมาก; เมื่อมันลุ่มหลงเสียแล้วมันก็ไม่สมบูรณ์ จิตไม่ได้พักผ่อน. มนุษย์เดี๋ยวนี้ เป็นทาสทางอายตนะมากขึ้น, เป็นทาสตา ทาสหู ทาสจมูก ทาสลิ้น ทาสกาย ทาสใจมากขึ้น นี่อนามัยของจิตก็ไม่ไหว. ที่นี้ ทางสติปัญญา มันก็เฮกันไปในทางที่จะ บูชาประโยชน์ ถือประโยชน์ เป็นสิ่งสูงสุด ที่พูดว่าถือศาสนานั้นถือศาสนานี่ เชื่อพระเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ดูเถอะ เป็นเรื่องคำพูดลม ๆ แล้ง ๆ. หัวใจอันแท้จริงของเขาถือประโยชน์ ถือศาสนาประโยชน์, ประโยชน์เป็นสิ่งสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด ; แม้ว่าเขาจะ นับถือศาสนานั่นศาสนานี่ เขาก็ หวังว่าจะได้ประโยชน์ อยู่นั่นเอง, ประโยชน์มันยิ่งใหญ่กว่าตัวศาสนาไปเสียอีก, อย่างนี้เรียกว่าถือศาสนาประโยชน์. อย่างนี้แล้ว สติปัญญา มันก็ เป็นโรค ทางวิญ- ญาณก็เป็นโรค บูชากิเลส บูชาความเพลิดเพลินอันหลอกลวง, จะต้องกินอย่างนั้นจะ ต้องอยู่อย่างนี้. ลองคำนวณดูที ก็จะเห็นได้ว่าชั่ว ๕๐ ปีนี้ ความวิจิตรพิสดารในการกิน การอยู่การยั่วยวนมันเพิ่มมากขึ้นกี่เท่า, มันไม่เหมือนกับเมื่อ ๕๐ ปีก่อน หรือร้อยปีก่อน ; เพราะฉะนั้นเรื่องหลงใหลในเรื่องอันหลอกลวงนี้ เมื่อสมัยเก่านั้นมันมีน้อยกว่า, สมัยใหม่ นี้มันมีมากกว่า. นี้มันเป็นโรคทางวิญญาณอย่างร้ายแรงมากขึ้น, ไม่มีสุขภาพอนามัยทาง ฝ่ายวิญญาณ คือฝ่ายสติปัญญา.

น.424 สติปัญญามันไปเป็นทาสของกิเลส มันน่าหัว, ที่จริงมันก็ตรงกันข้าม, แต่ สติปัญญามันก็ไปเป็นทาสของกิเลสเสีย, มันกลายไปเป็นช่วยส่งเสริมกิเลสเสีย, ยิ่งมีการ ศึกษาค้นคว้ามีปัญญามากเท่าไร มันก็เอาปัญญานั้นไปส่งเสริมกิเลสเสีย, หรือส่งเสริม ประโยชน์ที่ ไม่ได้เป็นไปเพื่อสันติภาพ. เดี๋ยวนี้เราจึงทำอะไรได้ในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู เรื่องต่าง ๆ แล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด, ยังจะทำได้อีกมาก, แล้วก็ ล้วนแต่ส่งเสริมให้เป็นประโยชน์แก่กิเลส ของบุคคลที่คิดจะครองโลกด้วยกันทั้งนั้น. นี้ เรียกว่าสูญเสียหมด, สุขภาพอนามัยทางวิญญาณสูญเสียหมด, สูญเสียกันไปตามลำดับ : ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ เพราะว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับทำให้เป็นอย่างนั้น ดูของที่ขายดีที่สุด ที่แพงที่สุด ที่นิยมใช้กันหามาเต็มบ้านเต็มเรือนนี้ เป็น เรื่องประเล้าประโลมใจทั้งนั้น, ไม่ใช่เป็นเรื่องแก่นสาระของชีวิต แต่เป็นเรื่องประเล้า ประโลมใจที่ไม่มีขอบเขต ทำให้เป็นบ้าเป็นหลัง. สิ่งประเล้าประโลมใจ ที่จะ ช่วย ให้สงบรำงับนั้นเขาเกลียดกัน ; เช่น ธรรมะ นี่ เขาเกลียดกัน ซึ่งจะประเล้าประโลม ใจให้สงบเย็นเป็นสุข เขาเกลียดกัน. สิ่งประเล้าประโลมใจ ให้เป็นไปในทางหลงใหล เคลิบเคลิ้มไม่มีทิศทางแห่งจิตใจนั่นแหละ เขาต้องการกันนัก, ก็ดูเอาเอง ก็เห็น ๆ อยู่ ของ ที่หนีภาษีเข้ามามากมาย ที่จับได้มากมาย เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจชนิดให้เป็นบ้าเป็นหลัง ทั้งนั้น, ไม่มีเรื่องเพื่อความถูกต้องเลย ; สุขภาพทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ จึงเลว ลง ๆ เลวลง แล้วยังจะเลวต่อไปอีก. เราต้องการมนุษย์ที่มีสุขภาพอนามัยทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ที่ มีความถูกต้อง นี่ข้อที่สอง ทีนี้ ข้อที่สาม เราต้องการคนที่มีครอบครัวดี หรือ ถูกต้อง ไม่มีปัญหา ทางครอบครัว.

น.425 เดี๋ยวนี้ ครอบครัวมันเป็นปัญหาขึ้นมา เพราะว่าตกลงกันไม่ได้. ลูก ออกมาดีกว่าพ่อแม่เสมอ แต่ว่ามัน ดีในทางที่จะฉิบหาย, มันก็ดีขึ้นทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ ชั้น. ครอบครัวเลยไม่เป็นฐานแห่งความสงบได้, มันไม่มีทิศทางที่จะไปสู่ความสงบ ไม่ รู้จะโทษใคร. พ่อแม่ก็อยากให้ลูกรวย ลูกก็อยากรวย, พ่อแม่อยากให้ลูกรวย, มากกว่า อยากให้ลูกเป็นคนดีมีศีลธรรม, ลูกก็ยิ่งต้องการอย่างนั้น มันก็เป็นไปได้ง่ายทั้งครอบ ครัว, มันก็เป็นครอบครัวที่ไม่มีศีลธรรม, ไม่มีครอบครัวที่มีรากฐานทางศีลธรรม อันมั่นคง. ตามหลักธรรมะของเรา ที่เราเรียน ๆ กันอยู่อย่างที่เขาดูถูกว่ามันเป็นของ ครึคระนั้น, ก็เห็นได้ชัดว่า เรื่องทิศทั้ง ๖ ครอบครัวที่จะดี จะถูกต้อง จะปรกติ จะ สงบเย็นนั้น ต้องมีความถูกต้องในทิศทั้ง ๖ : คือ ทิศข้างหน้า เกี่ยวกับ บิดามารดา ฝ่ายผู้ใหญ่ผู้สูงอายุ ก็ถูกต้อง ฝ่าย ข้างหลัง คือ ลูก หลาน เหลน นี้ก็ถูกต้อง, ฝ่าย ข้างซ้าย คือ มิตรสหาย เพื่อนฝูง ก็ถูกต้อง, ฝ่าย ข้างขวา ครูบาอาจารย์ ก็ถูกต้อง, ฝ่าย ข้างบน คือผู้มีอำนาจเหนือ ผู้บังคับบัญชา เจ้านาย ราชามหากษัตริย์ สมณะพระ- สงฆ์อะไรก็ถูกต้อง, ข้างล่าง คือคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา คนยากจน คนใช้ คนกรรมกร ก็ถูกต้อง. นี่เรียกว่ามันถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ ครอบครัวที่มีความถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ นั่นแหละ เราจะเรียกว่า ครอบครัวที่ถูกต้อง จะไม่สร้างปัญหาอะไรขึ้นมา. มีหลักธรรมะมากมาย จะเอามาพูดก็เกินความจำเป็น เพราะว่าหาอ่าน เอาเองได้ เช่น สัปปุริสธรรม เป็นต้น ฆราวาสธรรม เป็นต้น, ไปหาอ่านเอาเอง ว่า ถ้ามี แล้วจะเป็นครอบครัวที่ถูกต้อง. มีคนในครอบครัวและคนนอกครอบครัว ที่แวดล้อม เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างถูกต้อง ปัญหาในทางครอบครัวก็ไม่เกิดขึ้น, ครอบครัวก็ไม่ เป็นที่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะว่ามันมีการดำรงอยู่อย่างถูกต้อง โดยเอาทิศทั้ง ๖ เป็นหลัก

น.426 วัดตัดสินความถูกต้อง. นักศึกษาสมัยใหม่ก็หาว่าเป็นคำสอนที่ครึกระ อะไรก็ไม่รู้ ; แต่ที่จริงมันเป็นเรื่องที่จริงยิ่งกว่าจริง คือข้างหน้าก็ถูกต้อง ข้างหลังก็ถูกต้อง ข้างซ้ายก็ ถูกต้อง ข้างขวาก็ถูกต้อง ข้างบนก็ถูกต้อง ข้างล่างก็ถูกต้อง ; ถ้าอยู่กันในลักษณะ อย่างนี้ มันก็มีความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ไม่มีความถูกต้อง แม้ พ่อแม่กับลูก ก็ยังไม่ถูกต้อง, เพื่อนกับเพื่อน ก็ดูเถอะ, แล้วก็ ครูบาอาจารย์ เดี๋ยวนี้มันไม่มีความเป็นครูบาอาจารย์ จัดครูบาอาจารย์เป็น ลูกจ้างสอนหนังสือ, ลูกศิษย์ก็มีสิทธิที่จะเล่นงานครูบาอาจารย์ ไม่ต้องเคารพบูชาอะไร. การที่จะยึดถือเอาเป็นหลักเป็น ระเบียบเคารพบูชาในระดับสูง ก็เลิกกันเสียแล้ว เอาเสมอ ภาคกันเสียแล้ว, ทางต่ำ ก็เหมือนกัน ไม่ทำไปด้วยเมตตากรุณาแก่คนที่อยู่เบื้องล่าง, ก็ เรียกว่า เป็นสังคมมนุษย์ที่ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ มีแต่ความป่าเถื่อน ผลมันจึงเกิด ขึ้นว่าลูกมันฆ่าบิดามารดาของตนบ่อย ๆ. หรือลูกศิษย์ก็ฆ่าครูบาอาจารย์กันได้ง่าย ๆ, ไม่ มีหลักเกณฑ์ที่จะเคารพต่อพระเจ้าพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ในเบื้องสูง นี้เราเรียกว่า มัน ไม่ถูกต้องในการเป็นอยู่ในกลุ่มน้อย ๆ ของมนุษย์ ที่เรียกว่าครอบครัว. มันต้องมีครอบ ครัวดี แล้วก็สังคมกันดีในระหว่างครอบครัว นี้เป็นข้อที่สาม ข้อที่สี่ ต้องมีระบบเศรษฐกิจดี. คำว่าเศรษฐกิจ ในที่นี้เราหมายถึง ในวงแคบ ไม่ใช่เศรษฐกิจในลักษณะการเมืองของโลก, เป็นบุคคลแต่ละคนที่มีระบบ- เศรษฐกิจของตัวดี ไม่ยากจน ไม่เดือดร้อน แล้วก็ มีระบบที่เรียกว่ากินอยู่พอดี กิน อยู่พอดี. คำว่า กินดีอยู่ดีซึ่งไม่มีขอบเขต นั้น เอาไปเสียที, ไม่ต้องเอามา เพราะว่ามัน เป็นทางให้เตลิดเปิดเปิงไปสู่ความเกินพอดี แล้ว ฉิบหายได้. ยึดหลักที่ว่าเป็นอยู่พอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ฝืดเคือง ไม่ฟุ่มเฟือย, กินอยู่พอดีเท่าที่จะให้สำเร็จ ประโยชน์ในการเป็นอยู่ แล้วทำหน้าที่ได้มากมาย; ถ้ามีเหลือ ก็ใช้ไปเพื่อ ประโยชน์ของสังคม หรือสาธารณประโยชน์. แต่ ใครจะเห็นด้วยสักกี่คน ว่า

น.427 เราอุตส่าห์ทำมาเหนื่อยแทบตาย อุตส่าห์กินอยู่แต่พอดี แล้วเหลือเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ สังคม โดยเฉพาะบำรุงพระศาสนา เพื่อให้มีธรรมะอยู่ในโลก ใครมันจะเห็นด้วยสักกี่คน ระบบเศรษฐกิจอันนี้. นี้อาตมาก็ถ่ายทอดออกมาจาก ระบบเศรษฐกิจ ที่พูดถึงกันอยู่ว่าขั้นดี ขั้น เศรษฐี ในครั้งพุทธกาล ; อยากจะเอามาเล่าให้ฟังกันหน่อย บางคนอาจจะยังไม่ทราบก็ได้ คำว่าเศรษฐี เศรษฐี น่ะ ตัวหนังสือคำนี้มันแปลว่า ประเสริฐที่สุด, เศรษฐี เศรษฐ นั้น แปลว่า ประเสริฐ, เศรษฐี ผู้มีความประเสริฐ นั้นมันประเสริฐจริงๆ ถ้าเศรษฐีถูกต้อง ตามลักษณะของคำนั้น. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มี ไม่มีเศรษฐีชนิดนั้น มัน มีแต่นายทุน สูบเลือด, คนที่มั่งมีมาก ๆ นั้น มันเป็นนายทุนสูบเลือดเพื่อนมนุษย์ ทำนาบนหลังคน ไม่พอ แล้วมันทำนาบนหัวคนโน่น เอากะมันสิ. ถ้าว่าเป็น ระบบเศรษฐีที่ถูกต้องนั้น เขาอยู่กันอย่างเพื่อนมนุษย์เกิด แก่ เจ็บ ตาย, มีข้าทาสบริวาร แต่ว่ามันเป็นข้าทาสที่อยู่กันด้วยความรัก, ไม่ใช่ซื้อมา ใช้อย่างสัตว์ทรมาน. ฉะนั้น เศรษฐีก็เลี้ยงดูข้าทาสบริวาร; แม้ที่เป็นทาสนั้นมันก็ ยังได้รับประโยชน์เต็มตามที่ควรจะได้, ไปทำงานด้วยกันกับเศรษฐี วันพระไปวัดไปวาก็ ไปด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เหน็ดเหนื่อยด้วยกัน กินอยู่อย่างเดียวกัน. แล้ว เศรษฐีถ้ามีเงินเหลือกินแล้วก็ตั้งโรงทาน จัดโรงทานเพื่อจะ ให้ ทานแก่คนยากจนขัดสนพิกลพิการ หรือว่า บำรุงสมณะชีพราหมณ์ คือบรรพชิต นั่นแหละ, บรรพชิตไม่ได้ทำนาทำไร่ แต่มีประโยชน์สำหรับทำให้โลกนี้มีแสงสว่าง มีการ เดินทางที่ถูกต้อง เห็นว่าจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลก. พวกบรรพชิตเหล่านี้จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องได้รับการจุนเจือเกื้อหนุน ไม่ต้องไปทำนาเองก็มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของตน คือเป็นแสงสว่างแก่มนุษย์ทุกคน ก็ตั้งโรงทาน เพื่อประโยชน์แก่บรรพชิตเหล่านี้บ้าง,

น.428 เพื่อประโยชน์แก่คนพิกลพิการ คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้บ้าง, หรือว่าคนที่จำเป็นจะต้องไป โรงทาน ก็ตั้งโรงทาน. เพราะเขามี ความรู้สึกในจิตใจว่าเราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน, มันเลยไปถึงว่าคนทุกคนมันคือตัวเรา เราคือคนทุกคน หรือ คนทุกคนคือตัวเรา ; ฉะนั้นการที่ให้ทานไป มันก็คงเป็นการให้เลี้ยงตัวเรานั่นเอง แต่ มันเป็นตัวเราส่วนใหญ่ ตัวเราของบ้านเมือง ตัวเราของโลก เป็นตัวตัวเดียวของโลก, การที่ให้ทาน หรือบำรุงสาธารณประโยชน์ มันก็ไม่ได้เอาไปไหน เอาไปใช้เพื่อตัวเรา อันใหญ่หลวง. ฉะนั้นเศรษฐีจึงถูกเรียกว่าเศรษฐี แปลว่าผู้มีความประเสริฐ มีระบบ เศรษฐกิจคือธรรม รักใคร่กลมเกลียวกันระหว่างคนมั่งมี คือเศรษฐีกับคนยากจน คือข้าทาส บริวาร บวกกันเข้า แล้วก็ทำประโยชน์ ได้ประโยชน์มากินใช้พอดี สบายด้วยกันทุกคน, แล้วเหลือเอาไปตั้งโรงทาน ได้ฟังเรื่องแปลก ๆ เช่นว่า ต้องเอาทรัพย์ไปฝั่งซ่อนไว้ เอาทองเอาทรัพย์ ไปฝั่งซ่อนไว้ สำรองไว้อย่าให้ขาดมือ เพราะสมัยนั้นมันไม่มีธนาคารที่จะไปฝากฝั่งที่ไหน ได้. การเก็บทรัพย์ต้องเอาไปฝั่งไปซ่อนไว้ในที่ลับ ไม่มีใครรู้ พอขาดแคลนขึ้นมา จะ ได้ไปขุดเอามาเลี้ยงโรงทาน แล้วก็มันมีเรื่องถึงกับว่าลืมที่ซ่อนบ้าง แม่น้ำเซาะตลิ่งพัง ทลายสูญหายไปบ้าง อย่างนี้มีเป็นของธรรมดา. แต่ก็ไม่เป็นไร หลักการมันก็ยังคงมี อยู่ว่า ส่วนที่เกินกินเกินใช้แล้ว ก็เพื่อประโยชน์เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย. ระบบเศรษฐกิจอย่างนี้เดี๋ยวนี้มันไม่มีนี่. คำว่า คนมั่งมี เดี๋ยวนี้มันก็คือ คนที่ค้าเงิน แล้วก็มีความเฉลียวฉลาดในการที่จะขูดรีด ที่จะสูบเลือด เหมือนกับกระดาษ ซับ จะซับเอาน้ำทุกหยด ๆ ไว้เสียให้หมดจากคนยากจน เทียบกันดูสิ; คนมั่งมีต้องการ จะสูบเลือดคนยากจน ทำนาบนหลังหรือบนศีรษะคนยากจน นี้มันอย่างหนึ่ง ; แล้วก็คน มั่งมีที่ว่าคบกับคนยากจน ร่วมกันผลิตประโยชน์ขึ้นมา ได้แล้วใช้แบ่งปันกันในการกิน

น.429 อยู่ของตัวอย่างเต็มที่ แล้วเหลือตั้งโรงงาน, คิดดูเถอะ มันต่างกันเท่าไร. นี่ระบบ เศรษฐกิจ ซึ่งมันต่างกันมากอย่างนี้ เราต้องการระบบเศรษฐกิจชนิดที่ว่า กินอยู่แต่พอดี แล้วเหลือก็ช่วย เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือช่วยอะไรก็ได้ ที่นิยมกันมากก็คือ ช่วยให้ มีศาสนาอยู่ในโลก, บำรุงศาสนาให้ศาสนามีอยู่ในโลก มีธรรมะอยู่ในโลก : ทุกคนใน โลกก็พลอยได้รับความสงบสุข. ระบบเศรษฐกิจชนิดนี้พวกไหนรู้จัก พวกไหนถือ เป็นหลัก, พวกนักศึกษาพวกไหนรู้จัก, ครูบาอาจารย์ของนักศึกษาพวกไหนรู้จัก ? ที่ตาม กันฝรั่งไปเล่าเรียนกันจากเมืองนอกเมืองนานั้น ได้พบระบบเศรษฐกิจอย่างนี้บ้างหรือ เปล่า ? มันก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจของตัวกูไปทั้งนั้น มันก็จะของตัวกูหนักเข้า จนไม่รู้คุณ พ่อแม่ทั้งนั้นแหละ มันเป็นเสียอย่างนั้นนี่ เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง นี่เรียก ว่าเป็นข้อที่สี่ ทีนี้ ข้อที่ห้า ต่อไป รู้จักธรรมะดี จนรู้ว่าธรรมะคือหน้าที่, ผู้มีความ รู้อันถูกต้องว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ. เดี๋ยวนี้คนมักจะว่าธรรมะอยู่ที่วัด หน้าที่อยู่ที่บ้านที่เรือน ที่ตลาดร้านค้า หน้าที่อยู่ที่ทำการงานเหงื่อไหลไคลย้อย, ธรรมะไปอยู่ที่วัดที่นอนสบายนั้น สวดมนต์ภาวนา กันสบายอย่างนี้ นั่นธรรมะอยู่ที่นั่น, นั้นมันคนที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. เราต้อง การคนที่รู้จักธรรมะอย่างถูกต้อง ว่าธรรมะคือหน้าที่ อะไรเป็นหน้าที่ ที่จะช่วยชีวิต ให้ รอดชีวิต นั่นแหละคือธรรมะ. คำว่า ธรรมะ ธรรมะ นี้มันเกิดขึ้นมาในโลกดึกดำบรรพ์ยุคไหนใครก็บอก ไม่ได้ แต่รู้ได้ว่ามันเกิดก่อนพระพุทธเจ้าแน่ ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขามีคำว่า ธรรมะ

น.430 ธรรมะ ใช้กันอยู่แล้ว, แล้วเขา หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้องของมนุษย์ นั่นเอง. เมื่อ มนุษย์คนแรก จะยุคไหนกี่แสนปีล้านปีก็ตามใจ มนุษย์คนแรกสังเกตเห็นว่า โอ้, มันมี สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ คือเรียกว่า ธรรมะ; ถ้าเป็นภาษาไทยก็เรียกว่าหน้าที่ ซึ่ง ทุกคนต้องทำ เว้นไม่ได้ ขาดไม่ได้ ก็สอนบอกกันให้รู้จักทำหน้าที่ ทำหน้าที่คือปฏิบัติ หน้าที่. ถ้าพูดอย่างภาษาไทยก็ต้องว่าทำหน้าที่, พูดอย่างภาษาอินเดียยุคโบราณ ก็ เรียกว่าธรรมะ ทำธรรมะ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, ถ้าไม่ทำแล้วตาย อยู่ไม่ ได้ดอก ถ้าไม่ทำหน้าที่แล้วมันคือตายหรืออยู่ไม่ได้. นี้คนเราก็ควรจะมองเห็นให้ชัดเจน อย่างนี้ เดี๋ยวนี้ยังโง่จนถึงกับว่า แยกธรรมะออกจากหน้าที่ อยู่คนละแห่ง ทำกันคนละที. ที่จริง หน้าที่นั่นแหละคือธรรมะ; หน้าที่นั้นมันช่วยให้รอด ธรรมะก็มีความมุ่งหมาย ช่วยให้รอด หน้าที่กับธรรมะจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ; ถ้าไม่ทำหน้าที่มันไม่มีความรอด, จะ เป็นมนุษย์ก็ดี ต้องทำหน้าที่, จะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ต้องทำหน้าที่, จะเป็นต้นไม้ ต้นไล่ต่ำสุดนี้ก็ดี ต้องทำหน้าที่ ถ้าไม่ทำหน้าที่มันตาย. ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ฉะนั้นต้องมีธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิต เป็นธรรมะ แล้วเราก็พอใจที่จะมีธรรมะ เพราะ เป็นเครื่องช่วยให้รอด ฉะนั้น คนที่มี ธรรมะโดยแท้จริงนั้น คือคนที่ทำงานสนุก ทำหน้าที่สนุก ไม่ใช่คนเกียจคร้าน, หรือว่าคนที่ว่าทำงานต่อเมื่อจำเป็นจะต้องทำเท่านั้น ความยากจนบังคับ หรืออะไรมัน บังคับให้ไปทำงาน, อย่างนั้นมันก็ตกนรกทั้งเป็น. แต่ถ้าบูชาหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ แล้ว มันก็ชื่นใจเมื่อทำหน้าที่, เหงื่อไหลออกมามันยิ่งพอใจว่าได้ทำหน้าที่จริง ได้ทำหน้าที่ ถูกต้อง ได้ทำหน้าที่มาก มีเหงื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ ยิ่งเหงื่อออกยิ่งมีความสุข. นี่เรา ต้องการคนชนิดนี้ คือคนที่เห็นว่า หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ แล้วก็มี ธรรมะ นั่นแหละเป็นชีวิต.

น.431 พูดว่า มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต นี้ดูยังจะน้อยไป มันเป็นชีวิตเสียเอง หน้าที่ คือเป็นชีวิต ชีวิตเป็นหน้าที่, ไม่ทำหน้าที่ก็คือตาย, ไม่ทำหน้าที่แล้วไม่มีใครช่วย ได้, ให้พระเจ้ามาเป็นฝูง ๆ ก็ไม่ช่วยได้ดอก ถ้าคนมันไม่ทำหน้าที่ เทวดาจะมากี่ร้อยกี่พัน ก็ช่วยใครไม่ได้ ถ้าไม่ทำหน้าที่. แต่เขาก็หาทางออกกันไว้แล้วเหมือนกันนะว่า พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่ หาทางออกเสียแล้ว ที่จริงมันก็ว่า หน้าที่นั่นแหละคือพระเจ้า สิ่งที่จะช่วยนั้นก็คือหน้าที่ นั่นเอง ; พอเราทำหน้าที่ หน้าที่ก็กลายเป็นพระเจ้าช่วยเราทันที, ฉะนั้น สิ่งที่ช่วย เราอย่างพระเจ้าก็คือหน้าที่. เราต้องการคนมีความรู้สึกชนิดนี้ สำหรับจะเป็นพลเมือง อยู่ในโลก คือรักการทำหน้าที่ ไม่บกพร่องในหน้าที่, คนชนิดนี้มีอยู่ในโลก นั่นแหละ จะช่วยให้โลกมีสันติภาพ. เดี๋ยวนี้มีแต่หน้าที่เพราะเห็นแก่ตัวกู เพื่อประโยชน์ของตัวกู ไม่ใช่ หน้าที่เพื่อหน้าที่. ไม่ใช่หน้าที่เพื่อธรรมะ มันหน้าที่เพื่อตัวกู, แล้วมันยังโง่กว่านั้นก็คือ ว่า ที่จริงถ้ามันคิดอย่างนั้น มันก็คือหน้าที่เพื่อกิเลสของกู ไม่ใช่เพื่อตัวกู มันหน้าที่เพื่อ กิเลสของกู, แล้วก็ยังไม่รู้ มันรู้สึกแต่เพียงว่า เพื่อประโยชน์ของกู. ถ้ารู้ถูกต้องก็ว่า หน้าที่นั่นเพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ คือเพื่อความรอดของชีวิต, ชีวิตคือหน้าที่ เรา ก็เลยบูชาหน้าที่ ถ้าได้ทำหน้าที่มันก็พอใจและเป็นสุข หน้าที่แบ่งเป็นสองชั้น : หน้าที่ชั้นทั่วไปพื้นฐาน คือ ให้รอดชีวิต อยู่ได้ ต้องทำหน้าที่ทุกอย่าง ๆ เพื่อรอดชีวิตอยู่ได้ ; ครั้นรอดชีวิตอยู่ได้แล้ว มีหน้าที่ เพื่อจะทำชีวิตนั้นไม่ให้เป็นทุกข์ ให้พ้นจากความทุกข์ ที่มันจะครอบงำชีวิต; นี่ หน้าที่ชั้นสอง ชั้นบน ; หน้าที่ชั้นต่ำ ๆ ให้รอดชีวิตอยู่ได้ นั้นก็เป็นเรื่องโลก ๆ หน้าที่ชั้นบนให้รอดจากความทุกข์ คือรอดจากความบีบคั้นของโลก นั้นเรียกว่า โลกุตตระ.

น.432 เรามี หน้าที่อย่างโลกิยะ ให้รอดชีวิตอยู่ได้ ในโลก, แล้วเรามีชีวิต อย่าง โลกุตตระ คือไม่ให้เรื่องโลก ๆ ทั้งหลายนั้น มาครอบงำย่ำยีน้ำใจเราให้เป็นทุกข์ได้, มีสองชั้นอย่างนี้. ทำหน้าที่อย่างโลก ๆ นั่นแหละก็เป็นธรรมะ : จะทำนาทำสวนจะค้าขาย จะทำราชการ จะเป็นกรรมกร จะเป็นขอทาน อะไรก็ตาม, ทำหน้าที่อย่าให้รอดชีวิต อยู่ได้ก็เป็นธรรมะหมด ธรรมะอย่างโลก ๆ. ฉะนั้นเมื่อได้ทำหน้าที่ เมื่อไถนาอยู่ก็ดี เมื่อขุดดินอยู่ก็ดี เมื่อค้าขายอยู่ก็ดี เมื่อทำราชการที่ออฟฟิศก็ดี, เมื่อเป็นกรรมกรอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ก็ดี หรือนั่งขอทานอยู่ อย่างถูกต้องก็ดี, เรียกว่าปฏิบัติธรรมะหมด คือ ปฏิบัติหน้าที่ แล้วมัน จะช่วยให้รอด อย่าได้บกพร่อง. พอทำแล้วสนุกเป็นสุขว่าได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มันจะช่วยได้ ก็มีความ สุขเมื่อทำหน้าที่ คือ มีความสุขเมื่อทำการงาน เมื่อเหงื่อไหลไคลย้อยยิ่งมีความสุข เพราะมันพิสูจน์ว่าได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ไม่บกพร่อง, คนพวกนี้เลยมีความสุขทุกอิริยาบถ ตลอดเวลาที่ทำงาน ทีนี้หน้าที่ชั้นสูง เมื่อศึกษาเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อจะละกิเลส หรือว่าจะ เตรียมจิตใจให้เหมาะสมที่จะอยู่ในโลก โดยไม่ต้องมีความทุกข์. อย่าเข้าใจว่าเรื่องธรรมะ เรื่องโลกุตตระนั้นสอนให้หนีไปจากโลก ไปอยู่เสียที่อื่น ออกจากโลก ทั้งโลก สละ โลก, นั้นไม่ถูก คนว่าเอาเอง. ธรรมะชั้นสูงนี้เพื่อจะอยู่ในโลก โดยที่โลกทำอะไร ไม่ได้, โลกนี้ทำให้เขาเป็นทุกข์ไม่ได้ เรียกว่า เขาอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งที่มีอยู่ใน โลก, อิทธิพลเหนือโลก จึงเรียกว่า โลกุตตระ. ฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้สองอย่างพร้อมกัน, ต้องมีความรู้ทั้งสองอย่าง พร้อมกัน คือทั้งอย่าง โลกิยะ และอย่าง โลกุตตระ แล้วใช้ให้กลมกลืนกัน. แต่มี อาจารย์บางคนเขาสอนว่า ไม่ได้, ต้องแยกกันอยู่คนละโลกเลย ; แต่เราบอกว่าไม่ใช่,

น.433 ไม่ใช่ ต้องอยู่โลกเดียวกัน, อยู่ในโลกโดยที่โลกทำอะไรเราไม่ได้. ความรู้ที่อยู่ในโลกนั้น เป็นโลกิยะ, ความรู้ที่ทำให้โลกทำอะไรเราไม่ได้นั้นเป็นโลกุตตระ. ฉะนั้นเราต้องอยู่ใน โลกอย่างมีโลกุตตรธรรมคุ้มครอง คุ้มครองอย่าให้ต้องเป็นทุกข์ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ ในโลก หรือเพราะอิทธิพลใดๆ ในโลกอย่ามาย่ำยีเราได้ นี่เราจึงมีธรรมะทั้งอย่างโลกิยะและทั้งอย่างโลกุตตระ ครบถ้วนอย่างนี้แล้ว ก็เป็นมนุษย์ที่มีธรรมะโดยแท้จริง ก็เลยไม่เป็นทุกข์ ก็อยู่สบายดี, อยู่ในโลกโดยที่โลกไม่ ย่ำยีอะไรได้ ไม่ต้องหนีไปอยู่กันคนละโลก ; แล้วมันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ เพราะไปอยู่ที่ ไหนมันก็ยังเป็นโลกอยู่นั่นเอง, ก็อยู่ในโลกนั่นแหละ โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เพราะการอยู่ในโลกนั้น. เราต้องการคนอย่างนี้ ที่จะเป็นพลเมืองเป็นพลโลกเพื่ออยู่ในโลก เพื่อ สร้างโลกให้มีสันติภาพ. นี้มันก็เป็นข้อที่ห้า คือว่า รู้ ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือ ธรรมะ, รู้จักทำหน้าที่ให้เป็นธรรมะ ทีนี้ ข้อที่หก เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว คือรักผู้อื่น. เราต้องการให้ทุกคนในโลกมีจิตใจรักผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว, เอาหลักธรรมะ สูงสุดมาใช้ คือว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. เรามีปัญหา คือความทุกข์ อย่างเดียวกัน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน, แล้วเราจะเบียดเบียนกันทำไม, เราจะ เอาเปรียบกันทำไม, เราจะรังเกียจกันทำไม, เราจึงรักผู้อื่น ; หรือจะเอากันง่ายๆ คิด อย่างเด็ก ๆ ก็ได้ว่า เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้นะ แม้ว่าเขาจะให้เราอยู่คนเดียวในโลก ยก ทรัพย์สมบัติทั้งโลกให้เรา ให้เราอยู่คนเดียว เราก็อยู่ไม่ได้; เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมี ผู้อื่น และต้องร่วมมือกับผู้อื่น จึงต้องรักผู้อื่น. แต่ที่จริงนั้นเรามันมีความทุกข์ด้วยกัน

น.434 เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีปัญหามาจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาขู่ให้กลัวอยู่เสมอ, หัวอก เดียวกันก็คือว่า มีความกลัวจากอำนาจของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่เสมอ, นั่นแหละ เราจึงมาเป็นเพื่อนกันร่วมมือกัน แล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว เพราะเราอย่างไรเพื่อนก็อย่างนั้น เราจึงรักผู้อื่น ; เมื่อมีการรักซึ่งกันและกัน สังคมนั้นมันก็ดีเลิศ เป็นสังคมสูงสุด ที่เรียกว่าอริยเมตไตรย, ศรีอาริยเมตไตรย อยู่กันด้วยเมตตา. ทีนี้ก็ ข้อที่เจ็ ด ถัดไปก็คือว่า มีศีลธรรม มีการคิด การพูด การกระทำ ชนิดที่เป็นไปเพื่อความปรกติ ศี-ละ ศี-ละ แปลว่า ปรกติ ศีลธรรม แปลว่า สิ่งที่ทำความปรกติ มีศีลธรรม ก็คือมีสิ่งที่ทำความปรกติ คือมีการกระทำ การพูด และการคิดที่เป็นไปเพื่อความเป็น ปรกติ ปรกติ คือไม่เกิดปัญหาโกลาหลวุ่นวายวิกฤตการณ์ใด ๆ มันก็คือสันติภาพ, มีการ กระทำชนิดที่เป็นไปเพื่อความสงบสุขหรือสันติภาพ เราต้องการคนมีศีลธรรม ก็คือต้องการคนอย่างนี้. แต่พวกที่เขาจะค้านน่ะ พวกสมัยใหม่พวกอะไรที่เขาจะค้าน เขาก็ไม่คิดอย่างนี้ แล้วเขาก็ไม่รู้จักมันด้วย. เขาก็เลย เหมา ๆ เอาว่า คนมีศีลธรรมคือคนไม่ทำอะไร เอาเปรียบ อยู่ที่วัดหรือว่าไปอยู่ในที่สงบ สงัด หาความสุขส่วนตัว แล้วมีศีลธรรม. ศีลธรรมนั้นต้องอยู่ท่ามกลางความยากลำบากนั่นแหละ ในโลกที่มีความยาก ลำบากนี้จะมีศีลธรรม คือทำให้เกิดความสงบเย็น ไม่ยากลำบากขึ้นมา. ถ้าเป็นความยาก ลำบากก็ถือว่าไม่ปรกติ, ไม่มีความยากลำบากก็เรียกว่าปรกติ, ฉะนั้นจึงมีการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ ในทางที่เป็นความปรกติก็เลยเรียกว่ามีศีลธรรม ; อย่างที่พูดมาแล้ว ข้างต้นว่า ถ้ามีศีลธรรมแล้วก็อยู่กันสงบเย็น, ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว แม้ฝนจะตกลงมาเป็น

น.435 ทองคำทุก ๆ เม็ด มันก็ฆ่ากันตายหมด มันไม่มีศีลธรรม, ฉะนั้นศีลธรรมจึงจำเป็นกว่า เศรษฐกิจชนิดนั้น. ทีนี้ ข้อที่แปด มี สัมมาทิฏฐิ นี่สำคัญมาก เป็นคำพูดสรุปที่สำคัญมาก. เขาเป็นคน มีสัมมาทิฏฐิ มีความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ อุดมคติ อะไร ๆ อย่างถูกต้อง เรียกว่า ทิฏฐิ, มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็น ซึ่งเป็นเหตุ ให้คิดให้เชื่อ ให้ยึดถืออะไรก็ตาม เป็นความถูกต้อง ก็เลยรู้จักทำไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, มันก็ไม่ทำที่เป็นความเลวร้ายเอง, ขอให้มีสัมมาทิฏฐิเถิด. ในหลักพุทธศาสนานี้ก็ถือว่า เรา รอดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เพราะสัมมาทิฏฐิ. คำว่า สัมมาทิฏฐินี้ เป็นคำที่คนสมัยใหม่เขาหัวเราะว่าเป็นคำศรี ๆ ใช้พูดอยู่ ตามวัด, คนสมัยใหม่เลยไม่รู้จักสัมมาทิฏฐิ จึงได้เป็นมิจฉาทิฏฐิกันเต็มที่เลย เพราะไม่ รู้จักสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ นี้เป็นความรู้ที่เป็นรากฐานของศีลธรรม. เรา มีศีลธรรม คือปฏิบัติถูกต้องได้ แต่เราต้องมีความรู้ที่ให้เหตุผลว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติอย่าง นั้น, นั่นแหละเป็นความรู้ทางปรมัตถธรรม หรืออย่างที่เขาเรียกกันสมัยนี้ว่าปรัชญา ความรู้ทางปรัชญาหรูหรา บูชากันนัก มันเป็นความรู้ที่ให้เหตุผลว่าทำไมจึงต้องทำอย่าง นั้น, หรือจะทำให้สำเร็จได้อย่างนั้นโดยการทำอย่างไร ก็ตามใจ, แต่ว่าให้มันมีศีลธรรม อยู่ได้ก็แล้วกัน. ความรู้ที่เป็นทางเหตุผล ทำให้มีศีลธรรมอยู่ได้นี้ เราก็เรียกว่าปรัชญา ของศีลธรรม. การ มีศีลธรรมต้องมีปรัชญาของศีลธรรม หล่อเลี้ยงไว้ ถ้าไม่อย่างนั้น มันไม่มีจิตใจอะไรที่จะทนต่อความยากลำบาก, หรือที่จะทนประพฤติศีลธรรมอยู่ได้. ถ้า

น.436 มันมีความรู้ที่เป็นเหตุผลชี้ให้เห็นชัดว่า ต้องทำอย่างนี้แน่, ทำไมจึงต้องทำอย่างนี้ มา กำกับอยู่ด้วยแล้ว มันก็มีศีลธรรมได้โดยง่าย ให้เรามีปรัชญาของศีลธรรมอย่างเพียงพอ แล้วก็มีศีลธรรมอยู่ได้ ; แต่ข้อนี้เราจะขอเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ, มีสัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจ ความคิด ความเห็น ความเชื่ออย่างถูกต้อง แล้วการประพฤติกระทำมันก็เป็นไปอย่างถูก ต้อง เรียกว่ามีศีลธรรมอันสมบูรณ์. ในที่สุด ข้อที่เก้า ข้อสุดท้ายก็จะว่า เขาเป็นคนมีชีวิตเย็น, เขาประสบ ความสำเร็จในสิ่งที่ต้องทำทุกอย่างแล้ว เขาเป็นคนมีชีวิตเย็น. ขอให้ทุกคนในโลกที่เป็น พลโลก เป็นสมาชิกของโลก จงเป็นคนที่มีชีวิตเย็นเถิด แล้วโลกนี้จะมีสันติภาพ. คำว่า ชีวิตเย็นนี้ พูดเพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า นิพพาน ; ถ้าพูดว่า นิพพาน นิพพาน เดี๋ยววิ่งหนีกันหมด จึงใช้คำแทนนิพพานว่า มีชีวิตเย็น. เมื่อ ใดมีชีวิตเย็น ก็หมายความว่า เมื่อนั้นไม่มีไฟ คือกิเลสเกิดขึ้นเผาผลาญ ; เมื่อ ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นชีวิตมันเย็น. แต่มันมีได้ทั้ง ๒ ชนิดแหละ ทั้งอย่างโลก ๆ และทั้งอย่าง โลกุตตระ. เรามีกิเลสที่จะเกิด แต่มันไม่เกิด, กิเลสมันเกิดไม่ได้ เพราะมีการควบคุมไว้ หรืออะไรไว้, แปลว่ากิเลสที่มีอยู่มันไม่เกิดขึ้นมาก็แล้วกัน, มันก็เย็นไปแบบหนึ่ง แบบ ชาวบ้านแบบชาวโลก. แต่ถ้าเย็นเพราะไม่มีกิเลสจะเกิดนั้น แบบของพระอรหันต์, แบบสูงสุดประเภทอริยบุคคลเป็นพระอรหันต์ เขาไม่มีกิเลสที่จะเกิด มันก็ไม่ร้อน ; แต่ ว่า เรานี้ยังมีกิเลสที่จะเกิด แต่มันยังไม่เกิด หรือทำให้มันเกิดไม่ได้ เราก็มีชีวิตเย็น เหมือนกัน. ขอให้เรามีชีวิตเย็นแบบแรกนี้ทุกคน มีกิเลสแต่ไม่ให้มันเกิด ควบคุมไว้ได้ ไม่ให้มันเกิด ให้มันมีความถูกต้องอยู่ หรือว่าแม้แต่จะเป็นการกระทำโดยบังเอิญ มันก็ ยังเกิดไม่ได้ อยู่ในที่ที่เหมาะสม อยู่กับบุคคลที่เหมาะสม มีสังคมดี อย่างนี้

น.437 กิเลสมันก็เกิดไม่ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ว่าไปเที่ยวตากอากาศริมทะเล อิทธิพลของทะเล หรือความว่างของทะเลมันครอบงำเสีย กิเลสเกิดไม่ได้ ชั่วขณะอย่างนี้ก็ยังเรียกว่ามีชีวิต เย็นได้เหมือนกัน. กิเลสที่มีอยู่มันเกิดไม่ได้ก็เรียกว่าเย็น ทั้งนั้น ฉะนั้นขอให้มีชีวิตอยู่อย่างเย็น มีความเย็นอกเย็นใจทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง ไม่เกิดกิเลส หรือแม้ว่าทุกสิ่งหรือบางสิ่งมันไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ไปร้อนกะมัน. เรา มี ธรรมะพอที่จะไม่ให้เกิดกิเลส ขึ้นในจิตใจของเรา เราก็เย็นอยู่ได้ ทั้งที่สิ่งแวดล้อม มันไม่ถูกต้อง ; ข้อนี้มันสำคัญมาก แต่ว่ามันยากสักหน่อย ต้องปฏิบัติต้องฝึกฝนกัน เป็นอย่างดี จึงจะเย็นอยู่ได้ ในท่ามกลางสิ่งที่มันยั่วให้ร้อน, อยู่ในโลกมันเต็มไปด้วย สิ่งที่ยั่วให้ร้อน แต่ถ้าเรา เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ก็มีความสามารถพอที่จะไม่ต้อง ร้อน พอที่จะจัดให้มันเย็นอยู่ได้ เรียกว่ามีชีวิตเย็น. จำไว้ว่า เย็น -เย็น นี้ มี ๒ ชนิด : เย็นอย่างโลกๆ คือกิเลสไม่เกิด ยังไม่เกิด ถึงมีก็ยังไม่เกิด นี้ก็เย็นอย่างโลก ๆ ทีนี้ เย็นอีกชั้น ชั้นดี ชั้นเลิศ คือ เ ย็นเพราะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง, ไม่มีกิเลสจะมาเกิดได้อีกแล้ว มันก็เย็นชั้นเลิศ ชั้น ถึงที่สุด ชั้นอนุตตระ. นี้เอาว่าเป็นอยู่ชนิดที่กิเลสไม่เกิดรบกวน เกิดมาบ้างแวบเดียว หายไป ; เพราะว่าควบคุมได้ รู้เท่ารู้ทัน, เพราะว่าฝึกไว้ดี ฝึกสมาธิ ฝึกวิปัสสนาไว้ดี กิเลสเกิดไม่ได้, แวบเดียวก็หายไป; หรือว่า ถ้าอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ เป็นสติ ปัฏฐานแล้ว กิเลสเกิดไม่ได้ ทั้งที่มันมีเหตุมีเชื้อมีอะไรของกิเลสอยู่, มีกิเลสแต่เกิด ไม่ได้ ก็เย็นเหมือนกัน. เมื่อเราเย็นอย่างโน้นไม่ได้ก็ขอให้เย็นอย่างนี้ไปก่อนเถอะ ก็เรียกว่านิพพานเหมือนกัน, เป็นนิพพานชั่วขณะ ชั่วสมัย, เป็นนิพพานแห่งความ ประจวบเหมาะของความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง มันร้อนไม่ได้, แต่ก็เป็นนิพพานที่มีรสชาติ อย่างเดียวกันแหละ คือเย็น ๆ คำว่า นิพพาน นี้แปลว่า เย็น ไม่ได้แปลว่า ตาย.

น.438 เอาละ, เป็นอันว่า เรามีสมาชิกที่เป็นคนมีชีวิตเย็น ถ้าได้ครบอย่างนี้แล้ว คนเหล่านี้กี่คนก็ตาม รวมกันเข้าแล้วก็จะสร้างสันติภาพขึ้นมาในโลก ทบทวน กันอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า :- - เขามีการศึกษาดี ถูกต้อง ไม่เป็นการศึกษาแบบสุนัขหางด้วน. - เขามีสุขภาพอนามัยดีทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ. - เขามีครอบครัว, มีการเป็นอยู่อย่างครอบครัวที่ถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ. - เขามีเศรษฐกิจดี กินอยู่พอดี เหลือทำประโยชน์เพื่อนมนุษย์. - เขามีธรรมะเป็นหน้าที่ เขาทำงานสนุก เขาไม่มีปัญหาเรื่องปัจจัยอะไร. - เขารักเพื่อนมนุษย์ คือรักผู้อื่น. - เขามีศีลธรรม ทำความปกติ. - เขามีสัมมาทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ถูกต้อง. - แล้วเขาเป็นมนุษย์เย็น. บุคคลแต่ละคนที่ประกอบไปด้วยคุณธรรมเหล่านี้ เป็นส่วนประกอบที่ดีที่ สมบูรณ์ สำหรับจะสร้างโลกนี้ให้มีสันติภาพ. นี้ส่วนบุคคล ส่วนบุคคลแต่ละคนที่อยู่ ในโลกที่จะสร้างสันติภาพ เสร็จไปเรื่องหนึ่ง. สังคมที่มีความถูกต้อง. ทีนี้ก็จะพูดถึง ระบบการเป็นอยู่ การควบคุม การปกครอง ของบุคคล เหล่านั้น ที่มักจะเรียกรวม ๆ กันว่าระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ, เรียกง่ายๆ ก็ว่าที่จะ เป็นผู้ปกครองก็แล้วกัน เป็นคณะผู้ปกครอง จะเรียกว่ารัฐบาลหรืออะไรก็จะยังไม่หมด

น.439 เพราะว่ามันยังมีหลายฝ่ายที่รวมกันทำหน้าที่ปกครอง ทุก ๆ ระบบที่เป็นระบบการปกครอง ระบบการควบคุมมนุษย์จะต้องถูกต้อง ด้วย, มนุษย์แต่ละคนมีความถูกต้องแล้ว, ระบบ การควบคุมการเป็นอยู่ของมนุษย์จะต้องถูกต้องด้วย นี้เป็นเรื่องที่ ๒ คือว่า สังคมนั้นจะ ต้องมีความถูกต้อง. ข้อแรก แรกเริ่มก็จะ ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องในสังคมนั้น. ในสังคมมนุษย์นั้นมีระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องเป็นข้อแรก เพราะมันมีอิทธิ- พลมาก. เขามี ระบบที่อาตมาเรียกชื่อเอาเองว่าธัมมิกสังคมนิยม คนมั่งมีกับคนยากจน บวกกันเข้าแล้วทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม , เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรม- ชาติ แต่กลับส่งเสริมทรัพยากรของธรรมชาติ จะออกผลออกประโยชน์มาได้อย่างไร เขา ก็ไม่ทำลาย, นอกจากจะเก็บเอาผลประโยชน์นั้นแล้ว ยังส่งเสริมให้มีผลประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ต้องเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ, ต้องเป็นระบบที่ ทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก หรือถึงกับว่าระบบที่ทำให้สิ่งที่ไม่มีค่ากลายเป็นของมีค่า. นี่ เป็นเศรษฐกิจทางวิญญาณ ไปแล้ว, เศรษฐกิจทางวิญญาณทางธรรมะ ทำร่างกายหรือ ชีวิตที่ไม่มีค่านี้ให้กลายเป็นของมีค่า, ร่างกายอันเน่าเหม็นก็ไม่มีค่า ตายแล้วให้ใครก็ไม่มี ใครเอานี้ แต่กลับทำให้มีประโยชน์ถึงสูงสุด บรรลุมรรคผลนิพพานได้ นี่เป็นยอด เศรษฐกิจ. เราจะต้องถือว่า พระพุทธเจ้านั้นท่านทรงเป็นยอดนักเศรษฐกิจ, เป็นนักเศรษฐกิจชั้นยอด คือทำสิ่ง ที่ไม่มีค่าให้เป็นของมีค่าสูงสุดขึ้นมาได้ แต่เอาละ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องถึงนั้นดอก, คนธรรมดาสามัญทั่วไปนี้ มีระบบเศรษฐกิจชนิดที่ไม่ทำลาย ที่มาแห่งประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย แต่กลับทะนุบำรุงส่งเสริม

น.440 ทีนี้ ข้อที่สองมีระบบการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนด้อยกับคนเด่น. คนยากคนจนคนพิการคนอะไรก็ตาม เป็นฝ่ายหนึ่ง แล้วคนมั่งมีคนมี อำนาจวาสนา นั้นอีกฝ่ายหนึ่ง, บวกกันเข้าแล้วร่วมทำประโยชน์แก่สังคมมนุษย์ เพราะ มีหลัก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่วมกัน ถ้าไปพูดที่เมืองนอกเมืองนา หรือว่าคนที่เขามุ่งกันแต่วัตถุนิยมแล้ว เขา คงโห่ เขาคงหัวเราะฮาโห่ เห็นเป็นเรื่องบ้าบอไปก็ได้ ว่าเป็นเรื่องที่มันทำไม่ได้. แต่ ความจริงมันก็มีอยู่อย่างนั้น ถ้าเราจะ มีระบบเศรษฐกิจที่ดี ไม่ให้สูญเสียไปเลย ทั้งฝ่ายคนมั่งมีและคนยากจนแล้ว มันก็ต้องบวกกันเข้า เกิดประโยชน์แล้วก็ปั่น กันเต็มที่, แล้ว ให้มีส่วนเหลือเพื่อทำประโยชน์แก่สังคม. อาตมาเรียกเอาเองว่า ธัมมิกสังคมนิยม คือมัน ต้องเป็นระบบสังคมนิยม ต้องเอาสังคมเป็นใหญ่, เอาบุคคล เป็นใหญ่ไม่ได้ แล้วมันต้องประกอบไปด้วยความถูกต้องที่ทำให้มันอยู่กันได้ จึงต้อง เรียกว่าธัมมิกะ ธัมมิกะ. ในโลกนี้มันต้องมีทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ; ถ้าเห็นแก่คนมั่งมี แล้ว จะเอาคนยากจนไปทั้งเสียที่ไหนเล่า ? ถ้าจะเห็นแก่คนยากจน แล้วจะเอาคนมั่งมีไปทิ้งเสีย ที่ไหนเล่า ? เอาไปทิ้งได้เมื่อไรเล่า มันก็ต้องมีทางจะประสานให้มันร่วมมือกันได้ : ผลิต ประโยชน์ออกมากินใช้เพียงพอด้วยกันแล้ว ที่เหลือก็เอาไปทำประโยชน์ส่วนรวม. นี่ เรียกว่าเศรษฐกิจชั้นเลิศ. ระบบธัมมิกสังคมนิยม อยากจะเรียกว่า สังคมนิยมตาม แบบของพระพุทธเจ้า ด้วยซ้ำไป มันต้องมีอย่างนี้ สำหรับระบบการปกครองในโลก.

น.441 แล้วทีนี้อันถัดมา ข้อที่สาม มีระบบการเมืองที่ถูกต้อง. คำว่า การเมือง การเมือง เขาจะพูดกันอย่างไรก็ไม่รู้ตามปรัชญาการเมือง ของเขา อาตมาไม่รู้ดอก แล้วไม่อยากจะรู้ด้วย, จะรู้แต่เพียงว่า การเมืองคือระบบที่ทำให้อยู่ กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้ศาสตรา โดยไม่ต้องใช้อาญา, ไม่ต้องใช้ศาสตรา ไม่ต้องใช้ อำนาจอะไร, เราอยู่กันได้ ตกลงกันได้ เข้าใจกันได้ อยู่กันด้วยความเป็นสุข สงบสุข เป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้ศาสตรา, นั้นแหละคือระบบการเมืองที่เราต้องการ ในที่นี้ ; แต่มันก็ ต้องประกอบด้วยส่วนประกอบหลายๆ อย่าง เช่นว่ามันจะต้อง เป็นอย่างที่มีอยู่นี้ จะต้องมีรัฐบาล มีการบริหาร มีตุลาการ มีนิติบัญญัติ มีสภา มีตุลาการ เอาละ, เรายอมรับสิ่งเหล่านี้ว่าต้องมีในระบบการเมือง แต่ ขอให้มันถูกต้อง. ให้มีรัฐสภา หรือสภาประชาชน ที่ออกกฎหมายมาโดยถูกต้องสมควร แก่สถานการณ์จริงๆ; แต่ถ้าเอาคนโง่มาเป็นสมาชิก มันก็ทะเลาะกันไม่มีที่สิ้นสุด แหละ, มันต้องมีคนที่มีธรรมะ มีศีลธรรม หรือเป็นมนุษย์อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นถูก ต้องนั้น มาเป็นสมาชิกของรัฐสภา หรือสภาประชาชน. อย่าละเมอเพ้อฝันว่า เพื่อ ประชาชน โดยประชาชน ของประชาชน ; ถ้ามันประชาชนคนบ้าแล้วทนไหวหรือ, ใครจะทนไหว, ต้องเป็นประชาชนที่เป็นคนดีมีศีลธรรม จึงจะพูดได้ว่า เพื่อประ- ชาชน โดยประชาชน ของประชาชน ; ถ้ามันเป็นประชาชนคนโง่คนบ้า คนเห็น แก่ตัว คนอันธพาล แล้วทนไหวที่ไหนล่ะ, ใครมันจะทนไหว, มันก็เป็นคำพูดที่ถือ ตามนั้นไม่ได้, มันต้องเติมเข้าไปว่า ประชาชนที่มีศีลธรรม, มีสภา รัฐสภา หรือ อะไรสภาก็ตาม ที่ออกกฎหมายมาถูกต้องแก่สถานการณ์ แล้วจะต้องมีการควบคุมรัฐบาลอย่างถูกต้อง ควบคุมรัฐบาล สภาต้อง ควบคุมรัฐบาลด้วยจิตใจที่เป็นธรรม, ไม่ใช่เพื่อจะล้มรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา . เดี๋ยวนี้

น.442 เรามีพรรคการเมืองที่พร้อมที่จะล้มรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาทำงานทำหน้าที่, พรรคการเมืองนี้ที่จริงส่วนใหญ่แล้ว มันเป็นของที่ไม่น่าเสน่หา เพราะว่าพรรคการเมือง มันเห็นแก่พรรคยิ่งกว่าเห็นแก่ชาติ, พรรคการเมืองไหน ๆ ก็ตาม มักเห็นแก่พรรคยิ่งกว่า เห็นแก่ชาติทั้งนั้นแหละ. อาตมาคิดว่า ทั้งโลกเลย จะเอาพรรคอยู่รอดและ เอาพรรค เจริญก่อนชาติเจริญ, เพราะมันมีพรรคอย่างนี้แหละมันจึงยุ่ง ; ถ้ามันไม่มีพรรค มันมี พรรคเดียว ทุกคนมุ่งหน้าต่อประเทศชาติแล้ว มันคงจะไม่ยุ่ง. ฉะนั้นคำว่าพรรคการเมืองนั้นไปคิดดูให้ดี ว่าถ้ามันเป็นพรรคการเมืองเพื่อ เห็นแก่พรรคแล้ว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ; แต่ดู ๆ แล้วไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหน จะเห็นแก่ชาติยิ่งกว่าเห็นแก่พรรค, แล้วมันต้องการความเจริญให้แก่พรรคโดยไม่ต้องคิด ว่าผิดถูกชั่วดี มีสติปัญญาที่จะโค่นฝ่ายตรงกันข้ามลงได้เท่าไรก็ใช้กันหมด. แม้จะเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้องตามทางธรรม เป็นการคดโกง เป็นการอะไร พรรคการเมืองก็เอามาใช้ เพื่อ ทำลายล้างระหว่างกันและกัน ; ถ้าอย่างนี้มันไม่มีความสงบ ; เรียกง่ายๆ ว่าไม่ต้องมี พรรคฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายที่ร่วมมือกันทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติ, ไม่ต้องมีพรรคฝ่ายค้าน. แต่ถ้าคนยังเลวยังไม่ดีพอ มันก็ต้องมีพรรคฝ่ายค้าน, ถ้าเรามี พลเมืองดีอย่างที่ว่ามาแล้ว ประชุมกันในรัฐสภา ควบคุมรัฐบาล ไม่ต้องมีพรรคฝ่าย ค้านก็ได้; เพราะพรรคฝ่ายค้านนั้น เขาจะต้องหลับหูหลับตาด้านท่าเดียว. ดูเอาเอง ก็แล้วกัน : เรื่องไม่ควรค้านก็ค้าน, หายใจเป็นการด้านอยู่ตลอดเวลา แล้วเพื่อนจะเอา เวลาไหนมาทำงานให้ถูกต้องได้. ฉะนั้น ไม่ต้องมีพรรคฝ่ายค้านดอก ว่าที่จริง. แล้วจะต้องมีรัฐสภาหรือผู้แทนราษฎร ที่สื่อความประสงค์ของประ- ชาชนอย่างถูกต้อง อย่างครบถ้วน ; ถ้ามันเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภา มันก็ต้องเป็น ผู้แทนราษฎรชนิดที่สื่อความประสงค์ของราษฎร ให้แก่สภาหรือแก่รัฐบาลอย่างถูกต้อง และครบถ้วน

น.443 เดี๋ยวนี้เขาไม่มีเวลาที่จะทำอย่างนั้น, มีเวลาสำหรับจะป้องกันตัวเอง รักษา ตัวเอง เลื่อนชั้นตัวเองอะไรจนหมดเวลา, มันก็ไม่มีเวลาที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือส่งเสริม ให้ความประสงค์ของประชาชนสำเร็จประโยชน์. เขาจะต้องรับผิดชอบ พิทักษ์สิทธิ พิทักษ์ความเป็นธรรมความถูกต้องของประชาชนให้ดีที่สุด ให้สมบูรณ์ที่สุด ; แต่เขาก็ เอาเวลาไปพิทักษ์ประโยชน์ของตนเสียจนหมด, ไม่มีเวลาที่จะพิทักษ์สิทธิและความ ถูกต้องของประชาชนผู้ยากจนหรือผู้ลำบากยากแค้น, เพราะว่าประโยชน์ของตนมันไม่รู้จัก พอ ก็เอาเวลา เอากำลัง เอาอำนาจอะไรก็ตาม ไปพิทักษ์ประโยชน์ของตนเสียหมด โดยไม่ได้พิทักษ์สิทธิและความเป็นธรรมที่ควรพิทักษ์ของประชาชน การเมืองอย่างนี้มันก็ ไม่ไหว. ในที่สุดเราจะพูดว่า เขาจะต้องถือหลักศีลธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติ หน้าที่ทุกแขนง ; รัฐบาลก็ดี รัฐสภาก็ดี ตุลาการก็ดี อะไรก็ดี ที่รวมกันเป็นระบบ การปกครองนี้ จะต้องมีศีลธรรมเป็นหลัก ให้เรามีความเป็นชาติที่มีศีลธรรม, ให้เรามี ความเป็นชาติหรือชาติที่มีศีลธรรม ซึ่ง จะต้องรวมถึง ว่า มีวัฒนธรรม มีศาสนา มี ขนบธรรมเนียมประเพณี อะไรที่ถูกต้อง. แต่เราใช้คำว่าศีลธรรมคำเดียวก็พอ ถ้ามี ศีลธรรมได้จริง มันไม่เสียในทางวัฒนธรรมหรือทางศาสนาใดๆ. นี่ระบบการ ปกครองทุกแขนง ไม่ว่าจะไปในทิศทางไหน จะต้องมีความเป็นธรรม คือมีศีลธรรม ใน การปฏิบัติหน้าที่การงาน. อาตมาเคยพูดไปตามที่ไม่มีอำนาจอะไร แต่ก็พูด ว่าเราควรจะมีกระทรวง ศีลธรรม, มีกระทรวงศีลธรรมขึ้นมา สำหรับควบคุมกระทรวง ทุกกระทรวงให้มันมี ศีลธรรม, มีกระทรวงศีลธรรม เพื่อควบคุมกระทรวง ทุกกระทรวงหรือทุกบุคคล ให้มีศีลธรรม. เดี๋ยวนี้ดูสิในโลกนี้ ประเทศไหนบ้างที่มีกระทรวงศีลธรรม จะมีก็แต่ชื่อ ดูไม่ค่อยมี, จะมีกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนาดูเหมือนจะได้ยินอยู่บ้าง, แต่ว่ากระทรวง

น.444 ศีลธรรมนี้ไม่เคยได้ยิน. แต่เรา ต้องการให้ในโลกนี้ ทุกประเทศมีกระทรวงศีลธรรม ซึ่งมีศีลธรรมจริง แล้วมันควบคุมทุกกระทรวง ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศีลธรรม, แล้ว ประเทศชาติก็วิเศษ เป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรย โดยแน่นอน. เดี๋ยวนี้ความไม่มีศีลธรรมมันมากขึ้น ๆ แผ่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงและยิ่ง ขึ้น ๆ คิดดูก็น่าเศร้าน่าห่วง. แต่ว่าเรายังคิดที่ว่า เราคงตายเสียก่อน, เราคงตายไป ก่อนที่เหตุร้ายเหล่านั้นจะได้มาปรากฏแก่เรา แต่ก็อดหวังไม่ได้ว่า คนที่อยู่ข้างหลังจงอยู่กัน อย่างมีกระทรวงศีลธรรมทุกประเทศ ควบคุมกระทรวงทุกกระทรวงให้มันมีศีลธรรม ให้ปฏิบัติหน้าที่ไปในทางมีศีลธรรม : กระทรวงพาณิชย์ก็มีศีลธรรม, กระทรวงเกษตร ก็มีศีลธรรม, กระทรวงมหาดไทยก็มีศีลธรรม, ทุก กระทรวงมีศีลธรรม แล้วมันก็ จะไม่มีปัญหา. นี้เราต้องการระบบการเมืองอย่างนี้ สำหรับระบบการปกครองสังคม ปกครองมนุษย์ ข้อที่สี่ต้องการระบบการปกครองที่มีธรรมะเป็นหลัก. แยกออกมาเฉพาะระบบการปกครอง ที่เป็นธัมมิกประชาธิปไตย คือ เป็นประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม, ประชาธิปไตย ถ้าว่าประชาชนหรือคนแต่ละคน มันไม่มีศีลธรรมแล้วมันก็วินาศแหละ, วินาศในเวลาอันสั้น ; ถ้าประชาชนทุกคนไม่มี ศีลธรรม แล้วเอามาเป็นใหญ่สำหรับปกครองบ้านเมือง พักเดียวมันก็ทำวินาศหมด. เรา ต้องมีประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม เรียกว่าธัมมิกประชาธิปไตย, นี้เกี่ยวกับ การปกครอง. ธัมมิกสังคมนิยม นั้นมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ถ้า ธัมมิกประชาธิปไตย นี้มันเกี่ยวกับการปกครอง เอาธรรมะเป็นใหญ่ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิป ไตยของคนที่เห็นแก่ตัว, เอาคนที่เห็นแก่ตัว เต็มอัดทุก ๆ คน มาเป็นระบบปกครอง เป็นประชาธิปไตย มันก็ฆ่ากันตายหมด แหละ ด้วยความต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต่าง

น.445 คนต่างเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นประชาธิปไตยต้องจำกัดความให้ดี ๆ ว่าต้องของประชาชนที่มี ศีลธรรม เลยต้องใช้คำว่า ธัมมิกประชาธิปไตย, มีธรรมะเป็นหลัก มีความถูกต้องเป็น หลัก อย่าเห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ธรรมะ, เห็นแก่ธรรมะ แล้วก็อย่าเห็นแก่ตัว. นี่เรียกว่า มีธรรมะเป็นหลัก มีระบบการปกครองชนิดนี้ แล้วก็จะมีการ ปกครองสังคม หรือ โลกให้มีสันติภาพได้โดยง่าย. ข้อที่ห้า ต่อไปคือ ระบบศีลธรรมและศาสนา. ระบบศีลธรรมและ ศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี อะไรเหล่านี้มันรวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ด้วย มันรวม อยู่ในคำว่าวัฒนธรรมนั่นแหละ, แล้ววัฒนธรรมมันก็รวมอยู่ในคำว่าศีลธรรม วัฒนธรรม เครื่องทำความเจริญ มันก็ต้องถูกต้องนะ. คำว่าวัฒนธรรม, วัฒนธรรมนี้เป็นคำกำกวม แล้วก็น่าอันตราย; เพราะ คำว่า วัฒน, วัฒนะที่เป็นภาษาบาลีที่ยืมมาใช้ คำนี้มันกำกวม, คำว่า วัฒนะ วัฒนะนี้ไม่ ได้เล็งไปถึงว่าดีหรือชั่ว , มัน เล็งแต่ว่า มากขึ้น เท่านั้นแหละ มากขึ้น ๆ เต็มมากขึ้น เรียกว่า วัฒนะ. อย่างว่าผมมันรกบนหัวอย่างนี้ โดยหลักบาลีมันก็วัฒนะเหมือนกัน, ผมมันวัฒนะ วัฒนาเหมือนกัน, หรือว่าคนบ้ามันเต็มขึ้นมาในโลก นี้ก็เรียกว่าวัฒนา เหมือนกัน วัฒนะเหมือนกัน. คำว่า วัฒนะ ในภาษาบาลีแปลว่า มันมากขึ้นเท่านั้น, ดี ก็ได้ ชั่วก็ได้ ; ฉะนั้นเรา ต้องมาคัดเลือกให้มันเป็นไปแต่ในทางวัฒนะที่ดี, วัฒนะ ที่ดี มีประโยคภาษาบาลีว่า อย่าทำโลกให้วัฒนา : น สิยา โลกวฑฺฒโน , ที่เขา แปลกันว่า อย่าเป็นคนรกโลก , ตัวหนังสือแท้ ๆ มันแปลว่า อย่าทำโลกให้วัฒนา ก็คือ ว่าอย่าทำโลกให้รก, มันรกมากไปด้วยอะไรก็ไม่รู้ จนเต็มอัดไปหมด โลกมันวัฒนา

น.446 ฉะนั้นเราจะต้องมีความหมายที่ถูกต้อง วัฒนานั้นต้องให้เป็นไปแต่ในทางถูกต้อง หรือเจริญถูกต้อง ไม่ใช่ว่ามากขึ้น ๆ แล้วก็จะเรียกว่าวัฒนา. มีคนค้นพบว่า คำว่า progress ที่แปลว่า เจริญหรือวัฒนานั้น คำนี้ ราก ศัพท์แปลว่า บ้า, โปรเกรสนี้มันแปลว่าบ้า, คือมันมากเกินกว่าธรรมดา. แต่เดี๋ยวนี้คำว่า โปรเกรสเอามาใช้ในความหมายทางดี เจริญทางดี ; แต่คำเดิม ๆ ของมันหมายถึงบ้า ก็ได้ คือ วัฒนาด้วยความคิดที่ไม่ถูกต้อง มันก็เลยบ้า. นี่เรา จะต้องมีวัฒนธรรมชนิดที่ถูกต้อง คือเป็นไปเพื่อสันติภาพ, อย่า ปล่อยไปตามความหมายของคำว่าพัฒนา พัฒนา คือรกมากขึ้นเท่านั้น, มันจะต้องเป็น ระบบศีลธรรมที่ถูกต้อง แล้วก็ศาสนาที่ถูกต้อง. ระบบศีลธรรมถูกต้อง เพราะคำว่าศีลธรรมมันเป็นไปตามหลักศาสนา แต่ใช้ในวงแคบในขั้นต้น ขั้นอย่างโลก ๆ ถ้าศาสนามันใช้หมดกระทั่งสูงสุด จึงถือว่า ศีลธรรมก็เป็นผลิตผลที่ออกมาจากหลักเกณฑ์ของศาสนา, เราจะมีศีลธรรม คือหลักทาง ศาสนาขั้นต่ำ ๆ และมี ศาสนาคือหลักเกณฑ์ทั่วไปทั้งหมดของทางศาสนา ที่ถูก ต้อง. คำว่า ถูกต้อง นี้ มันถูกต้องในทางทฤษฎีก็มี, ถูกต้องในการให้สำเร็จ ประโยชน์เป็นผลก็มี, ถูกต้องในทางเหตุผล สบหลักเหตุผล สบหลักวิทยาศาสตร์ อย่างนี้ ก็เรียกว่าถูกต้องเหมือนกัน. แต่เรา มุ่งหมายความถูกต้อง ที่มากกว่านั้น คือถูกต้อง ชนิดที่ทำให้เกิดสันติภาพ; เพราะว่าถูกต้องตามเหตุผล ตามตรรกตาม logic อะไร นั้นมันไปทางไหนก็ได้, เราเอาให้มันถูกต้องมาในทางที่ว่าให้เกิดผลที่ควรปรารถนา ที่เหมาะสมแก่ความเป็นมนุษย์, นี่ เราจะต้องมีศาสนาที่ถูกต้อง.

น.447 เดี๋ยวนี้เรามีศาสนามาก, มีศาสนาหลายศาสนา เราจะต้องทำให้เป็นที่ แน่ใจว่า มันถูกต้องสำหรับที่จะให้เกิดสันติภาพแก่มนุษย์, และยิ่งกว่านั้นอีกก็คือว่า มนุษย์สามารถจะรับได้ หรือสามารถปฏิบัติไหว ; ถ้ามันถูกต้องหรือดี แต่มนุษย์ไม่ สามารถสนองรับมาปฏิบัติได้ มันก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน. ฉะนั้นคำว่า ถูกต้อง นี้ ต้อง ถูกฝาถูกตัว, ต้องสามารถรับมาปฏิบัติได้ด้วย, แล้วเป็นสิ่งที่ ปฏิบัติได้ด้วย ไม่ใช่ เหลือวิสัย, แล้วก็ ถูกต้องตามที่ควรจะถูกต้อง คือว่ามันถูกต้อง เพื่อสันติภาพของ ทุกคน, ไม่ใช่เพียงเพื่อของบางคน หรือที่วงการที่มันมีอำนาจ แล้วมันจะถูกต้อง อย่างนี้มันถูกต้องไปไม่ได้. ทีนี้ข้อต่อไป ข้อที่หก ก็อยากจะพูดว่า มีการศึกษาถูกต้อง. ระบบการ ปกครองของโลกที่มีการศึกษาถูกต้อง, ก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วในส่วนของบุคคล ที่ว่า มีการศึกษาถูกต้องนี้. เดี๋ยวนี้ยิ่งมาเป็นระบบการปกครองของทั้งหมด ของส่วนรวม เป็นตัวระบบใหญ่แล้ว ก็ยิ่งต้องมีการศึกษาที่ถูกต้อง. ให้เป็นไปตามหลักการศึกษาที่ ถูกต้อง ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ คือให้เป็นมนุษย์กันให้ได้ มิฉะนั้นมันจะไม่มี ความเป็นมนุษย์ มันถูกต้องสำหรับอะไรก็ไม่รู้ มันถูกต้องสำหรับกิเลสหรือสำหรับอะไร ไปเสีย. อย่างที่ว่าการศึกษาสุนัขหางด้วน รู้แต่หนังสือกับรู้แต่ทำอาชีพ มันไม่มี ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ; ถ้ามีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องมันพอ. เราจะเลือกเอาฝ่ายไหนล่ะ คิดดู : จะเลือกเอาคนที่มีความรู้ กับคนที่มี ความถูกต้องหรือมีศีลธรรม ; ถ้ามันต้องเลือกเอาในระหว่าง ๒ ฝ่าย คือว่ามีความรู้ ความสามารถ กับคนที่ดีมีศีลธรรม จะเลือกเอาส่วนไหน ? หรือจะพูดง่าย ๆ ว่า คนไม่รู้ หนังสือแต่มันดี กับคนรู้หนังสือเปรื่องปราชญ์แต่มันเป็นอันธพาล หรือว่าไม่อันธพาล ก็เถอะ เอาเป็นกลาง ๆ ด้วยกันนี้ คนไหนมันปลอดภัยกว่า, เราเลือกฝ่ายไหนปลอดภัย กว่า ? เลือกคนมีความรู้ หรือเลือกคนมีศีลธรรม ; เลือกเอาคนมีความรู้มีความฉลาดนะ

น.448 ถ้ามันเกิดเป็นอันธพาลขึ้นมาแล้วก็วินาศหมด เพราะมันไม่มีอะไรรับประกัน มันเพียงแต่ มีความรู้ความสามารถ. แต่ถ้าคนมีศีลธรรม คือคนดี มันเป็นอันธพาลไม่ได้ ; เพราะ ฉะนั้นมันปลอดภัย, ฉะนั้นเลือกเอาคนดี ก่อนที่จะเลือกเอาคนมีความรู้ จะดีกว่า, แต่ เดี๋ยวนี้เขาไม่นิยมกันอย่างนั้นใช่ไหม ? ถ้าเขานิยมกันอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปเรียนเมืองนอก เมืองนาให้ปริญญายาวเป็นหางดอก เพราะมันหาความดี ความถูกต้อง ความอะไรได้ใน วงจำกัดของคนไทยเรา ที่มีพุทธศาสนาเป็นหลักนี่. นี่เรียกว่า จะต้องมีการศึกษาที่ ถูกต้อง สมแก่ความเป็นมนุษย์. ยึดความหมายของคำว่า มนุษย์ ไว้ให้ดีๆ นะ, มัน ผิดกันมากกับคำว่าคน. คำว่า คน นี้มัน มาจากคำว่า ชน ชน ชะ-นะ ช-น แปลว่า เกิดมา, ส่วนคำว่า มนุษย์ นี่ มาจาก มน-อุษย แปลว่าใจสูง ; เป็นคน เป็นเพียงเกิดมาก็เป็นคน, แต่ถ้า เป็น มนุษย์ มันต้องมีการกระทำจนใจสูงด้วย. เราต้องมีความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง คือมีจิตใจสูง ไม่เป็นแต่เพียงคน ; การศึกษานี้ต้องทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และ เต็มแห่งความเป็นมนุษย์ อาตมาเคยเสนอแนะว่า ให้มันมีลำดับมาตั้งแต่ต้น เมื่อเราประชุมกันทำ หลักสูตรจริยศึกษาที่นี่, อาตมาเสนอว่า ให้เรามีหลักสูตรประถมศึกษา ให้เด็ก ๆ เขาเป็น บุตรที่ดีของบิดามารดา คือให้บิดามารดาชื่นใจ, และให้เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ คือ ให้สอนได้ พาไปได้ นำไปได้, ให้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน คืออยู่กันอย่างเพื่อน ช่วย เหลือกันจริง, ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ คือเป็นประโยชน์แก่ชาติ, ให้เป็นสาวก ที่ดีของศาสนา คือศาสนาไม่เป็นหมัน เอาศาสนามาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้, นี่เป็นสาวก ที่ดี, แล้วในที่สุดมันก็เป็นมนุษย์ที่เต็ม ; เป็นบุตรที่ดีมาก่อน แล้วเป็นศิษย์ที่ดีแล้ว ก็เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นสาวกที่ดี แล้วก็เป็นมนุษย์ที่เต็ม

น.449 การศึกษาจะต้องเพื่อความเป็นมนุษย์ที่เต็ม, ไม่เป็นการศึกษาชนิดสุนัข หางด้วน. ถึงภาษาฝรั่งก็คิดว่าจะใช้ได้ ถ้าเผื่อเขาจะวินิจฉัยกัน คำว่า sentient being นี่มันสักแต่ว่าเกิดมา มันจะตรงกันกับคำว่า คน ; แต่ถ้ามันเป็น human being แล้วมัน จะเป็นมนุษย์. คำว่า human มันมีรากศัพท์คล้าย ๆ กับมนุษย์อยู่แล้ว, ให้มันเป็น human being มันจะมีความเป็นมนุษย์ ; แต่ถ้ามันเป็นเพียง sentient being เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ได้. ก็ระวังความหมายของคำว่า เป็นคน กับความ เป็นมนุษย์ นี้ไว้ให้ดี ๆเถอะ จะ ไม่เดินผิดทาง. การศึกษาจะต้องเพื่อความเป็นมนุษย์ที่เต็ม. เมื่อพูดว่าเต็ม แล้วก็ไม่ ต้องพูดถึงความถูกต้องดอก ถ้าไม่ถูกต้องมันเต็มไม่ได้ดอก ; ถ้ามันเต็มแล้วก็หมายความ ว่ามันต้องมีความถูกต้อง มันก็มีความเป็นมนุษย์ที่เต็ม. ถึงแม้เดี๋ยวนี้เราจะโต ๆ กันแล้วอย่างนี้ เราก็ยังต้องเป็นบุตร ที่ดีของบิดา มารดานะ แม้ว่าบิดามารดาจะตายไปแล้ว เราอยู่ข้างหลัง ก็ยังจะต้องเป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา อย่าปฏิเสธนะ. แล้วเรา ต้องเป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ จนกว่า จะเข้าโลงไป, จะต้องทำตนให้เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, แล้ว เป็นเพื่อนที่ดีของ เพื่อนจนตลอดชีวิต, เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ, เป็น สาวกที่ดีของศาสนา แล้วก็ เป็นมนุษย์ที่เต็ม ; นี่จะเรียกว่าการศึกษานั้นถูกต้อง ถ้ามันให้ผลอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ลองไปเปรียบเทียบดูเอาเอง การศึกษาระดับประถม มัธยม มหา- วิทยาลัย มันได้ความเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? ทำไมจะต้องมียกพวกตีกันในโรงเรียนมัธยม ในระดับวิทยาลัย หรือแม้ในระดับมหาวิทยาลัย ให้สัตว์เดรัจฉานมันหัวเราะเล่า ? ถ้าคน เรายังทะเลาะวิวาทกันในระดับโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย แล้ว จะไม่ให้สัตว์ เดรัจฉานมันหัวเราะอย่างไรเล่า ? บางทีคนป่าจะหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไป, คนป่าก็ยังไม่เลว

น.450 มากถึงนักศึกษาสมัยปัจจุบัน ที่มันยังมีการยกพวกตีกัน ทำลายล้างกัน ขัดแย้งกัน, แม้ ในสถาบันการศึกษานั้นเอง เพราะว่า สถาบันการศึกษานั้นไม่ถูกต้อง มันก็ทำให้มี มนุษย์ที่เต็มไม่ได้, ขอให้ภาวนาหวังว่าจะมีมนุษย์ที่เต็ม. เอ้า, ทีนี้ข้อสุดท้าย ข้อที่เจ็ด ระบบการปกครองของโลกที่จะต้องมี อีก สักข้อหนึ่งข้อสุดท้ายว่า จะต้องมีระบบนิเวศวิทยาที่ดี. คำว่า นิเวศวิทยา ในความ หมายของอาตมาไม่ใช่หมายแต่เพียงว่า ชำระ pollution ดอก มันเด็กเกินไป มันเล็กเกินไป คำว่า นิเวศวิทยาต้องหมายกว้าง จนถึงว่า วิทยาการสำหรับการเป็นอยู่. ความหมายของ คำว่า นิเวศ นิเวศ นั้น มันก็มีความถูกต้องไปหมดแหละ ไม่ใช่เพียงแต่ระบบกำจัดมล- ภาวะอย่างเดียว แล้วก็จะว่ามีนิเวศวิทยาถูกต้องก็หาไม่, มันก็ ต้องมีระบบการเป็นอยู่ ทุกแขนง ทุกทิศทาง ทุกระดับ ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่เกิดปัญหาขึ้นมา. ก็อยากจะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราอยู่กันอย่างเป็นหมู่บ้าน ดีกว่าที่จะเป็น นคร, อยู่กันอย่างเมืองธรรมดาเล็ก ๆ ดีกว่าที่จะเป็นอยู่กันอย่างมหานคร. กรุงเทพฯ เป็นมหานครหรือยังก็ไม่รู้ แต่มันบ้าเกือบจะตายแล้วใช่ไหม ? มันควบคุมไม่ได้นี่ เพราะ มันเหลือกำลังที่จะควบคุม : ถ้าว่ามันอยู่กันในลักษณะที่ควบคุมกันได้ เช่น เป็นหมู่ บ้าน ๆ มีมาก ๆ ก็ดี มันควบคุมกันได้ มันจะไม่เกิดปัญหาอย่างที่กำลังเกิด, กำลังเกิด ถึงขนาดวินาศหรือฆ่ากันตาย ; มลภาวะก็กำจัดไม่ได้ เพราะมันเหลือกำลัง นี่ ถ้า อยู่กันอย่างมหานคร. อยู่กันอย่างหมู่บ้านใหญ่ๆ, หรือว่าอยู่อย่างเมืองเล็ก ๆ, อย่าอยู่ กันอย่างมหานคร ซึ่งมีพลเมืองหลายสิบล้าน สิบล้านยี่สิบล้าน แล้วจะเป็นนิเวศวิทยา ที่พอดี, พอดีแก่การที่จะควบคุมรักษาดูแล มีความสงบสุขได้โดยง่าย นี้ก็จะขอเรียกว่า มีนิเวศวิทยาที่ถูกต้อง คืออยู่ในขนาดที่พอดี ในลักษณะที่พอดี, บางทีจะต้องใช้คำว่า ยิ่งเล็กยิ่งดีด้วยซ้ำไป.

น.451 เมื่อเร็ว ๆ นี้มี นักคิดอะไรคนหนึ่ง เขาพูดขึ้นมาว่า ยิ่งเล็กยิ่งดี, ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะว่าควบคุมง่าย, ถ้ามันใหญ่จนควบคุมไม่ไหว มันก็จะเป็นอันตราย หรือเป็นบ้าไปเลย. มันอยู่ในขนาดที่ควบคุมกันได้ ดูแลกันได้ รักษากันได้นั่นแหละมันพอดี, ยิ่งเล็กยิ่งควบคุม กันง่าย ยิ่งควบคุมกันได้มันก็ยิ่งสวยงาม ยิ่งเล็กก็ยิ่งสวยยิ่งงาม เพราะมันควบคุมกันได้ รักษากันได้ดี. ถ้าบ้านของเราใหญ่เกินไป เราก็รักษาให้สะอาดเรียบร้อยไม่ได้ ; ถ้า บ้านของเราพอดีหรือเล็ก ๆ นี่ เราทำให้สวยงามวิเศษไปทุกกระเบียดนิ้วก็ยังได้. นี่ ต้องมีในลักษณะที่ควบคุมกันได้ หรือพอดี อย่างนี้อาตมา จะเรียก ว่านิเวศวิทยาที่ถูกต้อง ; มัน ไม่ใช่จะควบคุมแต่มลภาวะ, มันต้องควบคุมไปทุกอย่าง ที่มันถูกต้อง : สงบเรียบร้อย ราบรื่น มีความสงบสุข สันติสุข, หรืออาชญากรรมอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ไม่ต้องมี. เราจะมีนิเวศวิทยาที่ถูกต้องแก่เหตุผล เหมาะสมแก่ ความมีสันติภาพ. เอาละ ทบทวนกันอีกทีหนึ่งว่า เราจะมี ระบบการปกครองมนุษย์ ที่ ประกอบไปด้วยระบบเศรษฐกิจอันถูกต้อง, ระบบการเมืองที่ถูกต้อง ระบบสังคม ที่ถูกต้อง ระบบการปกครองที่ถูกต้อง ระบบศีลธรรมและศาสนาที่ถูกต้อง ระบบ การศึกษาที่ถูกต้อง ระบบนิเวศวิทยาที่ถูกต้อง. คำว่า ถูกต้อง คืออย่างไร. ได้ยินคำว่า ถูกต้อง เต็มไปหมดแล้ว ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า ถูกต้องนั้น คืออย่างไร. ถ้าถูกต้องของคนอันธพาลมันก็อย่างหนึ่ง ; เราถูกต้องด้วยไม่ไหว ถ้า ถูกต้องอย่างของอันธพาล. มันก็ต้องถูกต้อง อย่างของ วิญญูชนของสุภาพบุรุษ มัน

น.452 ก็ถูกต้อง ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเถียงกันไม่รู้จักจบ ตรรกวิทยา logic ก็ดี, ปรัชญา philo- sophy นั้นก็ดี มันก็ล้วนแต่มุ่งหมายจะหาความจริง หรือคำยุติของคำว่าถูกต้องหรือความดี, แล้วมันก็เถียงจนตายก็ยังไม่พบใช่ไหม ? มันยุติกันไม่ได้นี่ ถ้าเอาหลักชนิดนั้นมาเป็นหลัก หาความดีความถูกต้อง. มันก็มีเหตุผลที่จะแย้งยันขยายไกลออกไป, เรียกว่ามันมีคู่เถียง กันไปไม่มีทางจะพบกันได้ว่าถูกต้องอย่างไร. มีคนเขาเปรียบเทียบว่า สถานะของปรัชญาของ philosophy นั้นมัน เหมือน กับทางรถไฟ ๒ เส้น ซึ่งมันเป็นคู่กันไปไม่มีทางจะพบกัน, ทางรถไฟนั้นจะยาวกี่โยชน์ กี่ ร้อยโยชน์พันโยชน์อะไรก็ตาม มันก็ไม่มีทางจะพบกันดอก, ถ้ามันพบกันแล้วมันก็ไม่เป็น ทางรถไฟ. นี่เรียกว่าเรื่องปรัชญาที่จะหาเหตุผลของความถูกต้องหรือความจริงนี้ มันมา ยุติอย่างนี้ เพราะมันมีเหตุผลที่จะแยกออกมายืนยันอยู่เสมอ มันมีสมมติฐานใหม่ ๆ สร้าง ขึ้นมาได้เรื่อย มันก็เลยไม่พบว่า อะไรถูกต้อง หรืออะไรดี อะไรจริง. ฉะนั้น ขอให้ถือเอาหลักง่ายๆ ทางศาสนา โดยเฉพาะ ทางพุทธศาสนา มีหลักง่ายๆ ที่สุดว่า ถ้า ถูกต้องแล้วมันไม่มีอันตราย หรือเป็นทุกข์เป็นโทษแก่ ฝ่ายใดมีแต่คุณและประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ; นี่คือความถูกต้อง. ถ้ามันมีโทษแก่ ฝ่ายใดแม้แต่นิดเดียว ถือว่าเป็นผิดแล้ว ไม่ถูกต้องแล้ว ถ้ามันไม่เป็นพิษภัยเป็นโทษ อันตรายแก่ฝ่ายใด มีแต่ความดีความได้ประโยชน์ ก็เรียกว่าความถูกต้อง เอาเพียงเท่านี้ ไม่ต้องเถียงกัน. ไว้ให้พวกนักปรัชญาเขา หรือว่านักตรรกวิทยาเขานักคำนวณอะไรเขา ก็เถียงกันไปเถอะ จนไม่รู้ว่ามันจะไปดีตรงที่ไหน ไม่มีวันที่จะพบว่าถูกต้องหรือดีนั้น เป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้เราเอาง่าย ๆ ตามภาษาเด็ก ๆ เด็กวัดก็ได้ ดีหรือ ถูกต้อง คือไม่ เบียดเบียนใครได้รับประโยชน์แก่ทุกฝ่าย คือถูกต้องในทุก ๆ สิ่งที่ควรจะถูกต้อง ; นั้นคือระบบการปกครองของมนุษย์ที่ดี หรือของโลกที่ดี ในโลกของมนุษย์ที่ดี จะ ต้องมีความถูกต้องอย่างนี้ แล้วก็มีสันติภาพ.

น.453 เป็นอันว่า บุคคลแต่ละคน ๆ ต้องมีความถูกต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว, ระบบการปกครองของบุคคลทั้งหมดนั้น ก็ต้องมีความถูกต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อ มีความถูกต้องทั้งของส่วนบุคคล และของระบบทั้งระบบที่จะใช้ปกครองบุคคล เหล่านั้น ล้วนแต่เป็นความถูกต้อง มันก็หมดปัญหา ก็มีสันติภาพ. อาตมาก็ ขอเสนอหนทางแห่งสันติภาพไว้ในลักษณะอย่างนี้ เป็นเรื่องสุดท้าย ของการบรรยายชุดนี้ เป็นที่ระลึกแก่ปีสันติภาพสากลคือปีนี้ ; ใช้หลักพระพุทธ- ศาสนามาเป็นหลัก คือความถูกต้อง ๘ ประการ ที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปด : ถูก ต้องทางความคิดเห็น ถูกต้องทางความต้องการ ถูกต้องทางการพูดจา ถูกต้องทางการทำการ งาน ถูกต้องทางการดำรงชีวิต ถูกต้องในการใช้ความเพียร ถูกต้องในการมีสติควบคุม และ ถูกต้องในการตั้งใจไว้มั่น ; เรียกว่าถูกต้อง ๘ ประการ เป็นอริยมรรคมีองค์แปด. นี่เป็น หลักที่เอามากระจายออกมาเป็นความถูกต้อง สำหรับบุคคลและสังคม. เมื่อมีความถูกต้อง ๘ ประการนี้แล้ว ก็จะมีความถูกต้องอันสำคัญ เกิดขึ้น คือความถูกต้องของความรู้ -ญาณะ แปลว่าความรู้ : เมื่อรู้ถูกต้องแล้วมัน ก็ทำอะไรไม่ผิด, ในที่สุดมัน ก็เกิดผล คือ หลุดพ้นถูกต้อง, หลุดพ้นถูกต้อง, หลุดพ้น จากปัญหาทั้งปวงอย่างถูกต้อง, ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดความยุ่งยากลำบากใจ เป็นความทุกข์ทรมานใจ ; นี่มันเป็นความถูกต้องอย่างนี้. แต่ เป็นสิ่งที่เราจะต้อง ประพฤติปฏิบัติ หรือสร้างมันขึ้นมา ในฐานะเป็นหน้าที่, จะมาถือไสยศาสตร์ หวังความช่วยเหลือจากภูติผีปีศาจ ผีสางเทวดา หรือแม้แต่พระเจ้า ก็ไม่มีทางจะเป็นไป ได้, พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ปฏิบัติความถูกต้อง. ฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติความถูกต้องทุกประการ อย่างที่กล่าวแล้ว แล้ว ความถูกต้องทุกประการนั้น ก็จะแปลงรูปออกมาเป็นพระเจ้าที่ช่วยเราได้จริงยิ่งกว่าพระเจ้า ชนิดไหน แล้วก็ ไม่ต้องอ้อนวอนไม่ต้องติดสินบน ว่าจะให้อย่างนั้น ให้อย่างนี้

น.454 พระเจ้าที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำที่ถูกต้องของเรา; พระเจ้าอย่างที่เขามี ๆ กันอยู่ นั้น ต้องเซ่นสรวง ต้องอ้อนวอน ต้องบูชายัญ คล้าย ๆ กับว่าต้องจ้างพระเจ้าจึงจะทำ หน้าที่. แต่ถ้าพระเจ้าเกิดมาจากความถูกต้องที่เราประพฤติปฏิบัติขึ้นเอง เราไม่ต้องเซ่น สรวง ไม่ต้องบูชา ไม่ต้องอ้อนวอน การบูชาอ้อนวอนเซ่นสรวงพระเจ้าชนิดนี้ มีแต่ การพยายามทำให้มันถูกต้อง การพยายามทำให้มันถูกต้องนั่นแหละคือการบูชา เซ่นสรวง อ้อนวอน, พระเจ้าชนิดนี้ คือพระเจ้าชนิดที่จะช่วยเราได้จริง คือผลแห่งการทำ หน้าที่ที่ถูกต้อง. นี่ขอสรุปเป็นบทสุดท้ายว่า เราจะมีสันติภาพได้ โดยสรุปย่ออย่างที่เป็น การบรรยายในครั้งสุดท้ายนี้ว่า มีบุคคลถูกต้อง, แล้ว มีระบบการปกครองบุคคล หรือ สังคมของบุคคล อย่างถูกต้อง, แล้วเราก็มีสันติภาพเป็นแน่นอน. การบรรยายในครั้งสุดท้ายนี้ เป็นการจบเรื่องสันติภาพของโลก ในครั้งนี้ แล้วก็เป็นการบรรยายครั้งสุดท้ายของภาคนี้ คือภาคอาสาฬหบูชา เป็นการบรรยายครั้ง สุดท้าย คือว่าหลังจากนี้ก็จะปิดเทอม ๓ เดือน ไม่มีการบรรยาย. การบรรยายในวันนี้ เป็นวันสุดท้ายของปีปัจจุบัน ปิดเทอม ๓ เดือน ขึ้นเดือนมกราคมจึงค่อยมาว่ากันใหม่, รู้กันไว้ว่า การบรรยายวันเสาร์วันนี้เป็นวันสุดท้าย แล้วก็จะไปเริ่มกันใหม่ในวันเสาร์แรก ของเดือนมกราคม. ขอบีดการบรรยายวันเสาร์สำหรับปีนี้ แล้วก็หวังว่า ท่านทั้งหลาย คงจะได้กำหนดจดจำนำไปนึกไปพิจารณา เห็นด้วยอย่างไรเท่าไรแล้วก็ ลองปฏิบัติดู, ลอง ปฏิบัติดู เห็นผลอย่างไรแล้วก็ทำตามจนถึงที่สุด ก็จะได้รับประโยชน์เต็มตามความ ปรารถนาเป็นแน่นอน. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย มีข้อความส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติธรรมะ ให้ยิ่งขึ้นไปในกาลบัดนี้ ฯ๛

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต