Buddhadasa.org

อตัมมยตาประยุกต์ ตอนที่ ๑ — ทำไมจึงต้องพูดเรื่องอตัมมยตา

อตัมมยตาประยุกต์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.29 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ วันนี้เป็นวันพิเศษ คือเป็นวันเริ่มต้นแห่งภาค อาสาฬหบูชา, การบรรยายภาควิสาขบูชาสิ้นสุดไปแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน. วันเสาร์ นี้เป็นวันเสาร์ตั้งต้นแห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นการตั้งต้นการบรรยายชุดใหม่, เป็นชุดที่ สำคัญที่สุด เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่ถือกันว่า เป็นวันสำคัญที่สุดในทางบ้านเมือง คือว่าเป็น วันรัชมังคลาภิเษก สำคัญที่สุด. อาตมาก็เลยเลือกเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดพอ ๆ กัน ให้สมกัน มาบรรยาย, และเริ่มต้นในวันนี้. ขอให้สนใจฟังให้ดี ตั้งใจฟังให้ดีให้สำเร็จประโยชน์, เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะเข้าใจได้เดี๋ยวนี้, หรือในการพูดไม่กี่ครั้งนี้ จะต้องพยายามสนใจฟังไป เรื่อยๆ จนกว่าจะครบ. เรื่องที่กำลังจะบรรยายนี้ ก็คือเรื่อง อตัมมยตา. อตัมมยตา ฟังดูก็แปลกเป็นคำแปลกยังไม่เคยได้ยินสำหรับบางคนก็ได้, ชื่อ เรื่องมันก็แปลกเสียแล้ว, เรื่องของมันก็ต้องแปลก, แต่กลับเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือสำคัญ ที่สุดที่ต้องมี : มิฉะนั้นจะเอาตัวไม่รอด, จะเอาตัวไม่รอด, จะไม่มีการเจริญเติบโต, จะ

น.30 ไม่มีวิวัฒนาการ. ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา ในวงแคบหรือวงกว้าง ในขั้นต่ำหรือ ขั้นสูงอะไรก็ตาม ถ้าไม่มือตัมมยตาแล้วจะไม่มีวิวัฒนาการ. การที่ พุทธบริษัทไม่ก้าวหน้าตามหนทางของพุทธศาสนา ก็เพราะว่า ไม่มือตัมมยตา นั่นเอง; ฟังดูให้ดี ถ้าอยากจะมีการก้าวหน้าตามทางแห่งพุทธศาสนา ก็ต้องมือตัมมยตา, เป็นเรื่องสำคัญมากถึงขนาดนี้ จึงเอามาบรรยาย: นี่จะแสดงเหตุผล บางอย่างบางประการให้ทราบยิ่งขึ้นไป ในความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา. ในวันนี้จะบรรยายโดยหัวข้อว่า ทำไมจึงต้องพูด เรื่องอตัมมยตา, คล้าย ๆ กับว่าอตัมมยตาดีวิเศษอย่างไร จึงต้องเอามาพูด, แต่ใช้คำว่าทำไมจึงต้องพูดเรื่องอตัมมยตา ขอให้ตั้งใจฟังเป็นลำดับ ๆ ไป, แล้วท่านจะรู้ได้ทันทีว่า ทำไมจึงต้องศึกษาเรื่องนี้, ต้อง เอามาพูดกันให้เป็นที่เข้าใจ อตัมมยตาเป็นเพชรสำคัญที่สุด. ข้อแรก ก็อยากจะพูดว่า อตัมมยตาเป็นเพชรเม็ดสำคัญที่สุด ที่ตกค้าง อยู่ในพระไตรปิฎก, ปิดเงียบ เก็บเงียบอยู่ในพระไตรปิฎก ทั้งที่เป็นเม็ดสำคัญที่สุด วิเศษที่สุด ประเสริฐที่สุด. ข้อนี้จะเป็นด้วยเหตุใดก็ยากที่จะกล่าว มันมีความลึกลับซับซ้อน ; พูดไป ก็จะถูกหาว่าอวดดี อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าคำ ๆ นี้ คำว่า อตัมมยตานี้ไม่ถูกสังคายนา ใน การทำสังคายนาครั้งที่สำคัญที่สุด คือครั้งรัชกาลที่ ๗ ที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ ปกเหลือง ช้างแดง ; ในพระไตรปิฎกฉบับนั้น คำนี้ไม่ถูกสังคายนา เพราะเหตุว่าได้ เหลืออยู่เป็นคำว่า อตัมมยตาบ้าง อดัมมยตาบ้าง, อกัมมยตาบ้าง, อต้มก็มี, อคัมก็มี, อกัมก็มี, เป็น ต บ้าง เป็น ค บ้าง เป็น ก บ้าง

น.31 ข้อนี้ถ้าเดาก็เดาว่า ที่แรกมันเป็นอักษรขอม ตัว ต กับตัว ค กับตัว ก นั้นมันต่างกันเพียงว่ามีหัวใหญ่มีหัวเล็กแล้วก็ไม่มีหัว, รูปเกือกม้าคว่ำมีหัวใหญ่ก็เป็นตัว ต. มีหัวเล็กก็เป็นตัว ค. ไม่มีหัวเลยก็เป็นตัว ก; มีเหลืออยู่ตั้ง ๓ คำ จนไม่รู้ว่าคำไหนเป็นคำที่ต้องการ, หมายความว่าไม่ถูกสังคายนานั่นเอง. ทำไมไม่ถูกสังคายนา ก็เหลือที่จะกล่าว, ถ้าจะพูดว่าท่านไม่มีความรู้ที่จะสังคายนา ก็พูดร้ายแรงเกินไปไม่ขอพูด ยืนยันแต่ว่ามันไม่ถูกสังคายนามันมีความยากลำบากอย่างไรก็แล้วแต่. อตัมมยตา เป็นคำที่ไม่เข้าใจความหมาย เข้าใจความหมายยาก เมื่อแปลเป็นไทยก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร, คำอธิบายในอรรถกถาก็เอาใจความอะไรไม่ได้, อธิบายไปตามแบบอรรถกถาคลุม ๆ เหมือน ๆ กัน. แทบจะทุกแห่งว่า ความไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ, อย่างนี้เป็นสำนวนอรรถกถาที่ใช้กับทุกคำที่มันลึก ๆ อย่างนี้, มันมีความหมายที่ชัดเจนกว่านั้นที่ต้องรู้ ซึ่งจะได้ค่อย ๆ วิสัชนากันต่อไป. นี่เพราะมัน เป็นเพชรเม็ดสำคัญที่ตกค้างอยู่ในพระไตรปิฎก เงียบเป็นหมันอยู่นั้น, นอนเป็นหมันอยู่ที่นั่น จึงเอามาพูดให้มันสำเร็จประโยชน์, ให้ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วเป็นธรรมะสูงสุด ธรรมะสูงสุด ซึ่งเป็นเหตุให้อาตมาถูกด่ามาเรื่อย ๆ เอาธรรมะสูงสุดมาพูดแก่ประชาชน เอาเรื่องสำหรับพระนิพพานมาพูดแก่ประชาชน ที่จะทำไร่ทำนา, อย่างนี้มันช่วยไม่ได้ดอก เพราะแม้ ธรรมะจะสูงสุดอย่างไร ก็เอามาใช้ได้ แม้ในเรื่องที่จะเป็นอยู่ในโลกนี้ ให้ปลอดภัยให้เป็นสุข ก็ต้องเอามาพูด. มีนักปราชญ์ปากตะไกรเขาด่าอาตมาอยู่เรื่อย ๆ ว่าเอาเรื่องสูงสุดมาพูดเป็นเรื่องต่ำ ๆ ไปเสีย, คล้ายกับเป็นการทำลาย. ในข้อนี้ ขอยืนยันว่า ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ไม่เอาเรื่องสูงสุดมาทำลายให้เป็นเรื่องต่ำ ๆ แต่ว่าเอามาเป็นเรื่องใช้ให้เป็นประโยชน์, ให้สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง, แก้ปัญหาที่มันติดชะงักอยู่ในโลก. มนุษย์ทั่วๆไปเข้าใจธรรมะอันสูงไม่ได้ เพราะว่าไม่ค่อยจะเอามาพูดมาบรรยาย มาว่ากล่าวมาสั่งสอนกัน.

น.32 อตัมมยตา เกี่ยวกับกระแสชีวิตทุกขั้นตอน. ที่นี้ดูต่อไป ก็คือข้อที่ว่า เรื่องอตัมมยตา หรือความจริงข้อนี้มันเกี่ยวกับชีวิตจิตใจ เกี่ยวกับกระแสแห่งชีวิตจิตใจอยู่ทุกเวลา ทุกขั้นทุกตอนอย่างเร้นลับที่สุด. มันเกี่ยวกับชีวิตจิตใจอย่างเร้นลับที่สุด คือมองไม่เห็น อุปมาเหมือนกับว่าเรามองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ที่หน้าผาก, ถ้าไม่มีกระจกเงา ก็ไม่มีทางที่จะมองเห็นสิ่งที่มีอยู่ที่หน้าผาก. เดี๋ยวนี้คนไม่มีกระจกเงา มันก็ไม่เห็นธรรมะที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างสำคัญ แม้ว่าอยู่ที่หน้าผาก. เรื่องอตัมมยตาก็อยู่ในจำพวกนี้, จำพวกที่อยู่ที่หน้าผากแล้วมองไม่เห็น แล้วมันก็เกี่ยวข้องอยู่อย่างนั้นและจำเป็นที่สุดด้วย. จะต้องพูดว่า มันเกี่ยวข้องอยู่กับวิวัฒนาการของกระแสแห่งชีวิต ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงขั้นสุดท้ายสูงสุด เป็นพระอรหันต์เลย. ตั้งแต่ที่มันแรกเกิดมาเป็นคนบ่าเป็นคนโง่ที่สุด แล้วก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ๆๆๆ แล้วจนถึงดีที่สุด นี้มันเกี่ยวข้องกับอตัมมยตา. เอ้า, เดี๋ยวนี้คงจะลำบากที่ท่านไม่รู้อตัมมยตาคืออะไร ก็ จะต้องพูดให้รู้เสียบ้าง, แม้จะไม่ทั้งหมด, ว่า ความที่มองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนรู้ประจักษ์ชัด, ว่าจะเกี่ยวข้องหรืออาศัยกับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, รู้ชัด เห็นชัด ประจักษ์ชัด ว่าจะเกี่ยวข้องผูกพันอาศัยกับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, ต้องสละ ต้องสละ, ต้องสละ, แล้วก็สละ, แล้วก็ ไปเอาที่สูงกว่า แล้วก็สละอีก, ไปเอาที่สูงกว่า. พอถึงขนาดที่ว่า เอากับมันไม่ได้อีกแล้ว ก็สละ, ไปเอาที่สูงกว่า, อย่างนี้แหละ เรื่อยมา , เรื่อยมา ชีวิตจึงเจริญ. มองกันในระยะสั้น ตั้งแต่เกิดมา จากท้องมารดา มันก็ละสิ่งที่เอากับมันไม่ไหว ขึ้นมาตามลำดับ, ตามลำดับ เช่นว่าเป็น เด็กทารก พักหนึ่ง สมัยหนึ่ง ยุคหนึ่ง แล้วเป็นไม่ไหวแล้วเป็นเด็กทารก, มันก็ เลื่อนขึ้นมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์. เป็นเด็กที่สมบูรณ์อยู่พักหนึ่ง

น.33 ดัมมยตา แล้วก็ไม่ไหวอีกแล้ว ไม่ไหวอีกแล้ว ก็ เลื่อนขึ้นมาเป็นเด็กวัยรุ่น มีอะไรดีกว่านั้น, เป็นวัยรุ่นอยู่ยุคหนึ่งแล้วก็โอไม่ไหวอีกแล้ว ไม่ไหวอีกแล้ว มาเป็นหนุ่มสาว เป็นหนุ่มสาวไม่เท่าไรก็ต้อง ละไปสู่ความเป็น พ่อบ้านแม่เรือน, แล้วไม่เท่าไรก็ต้องละ ไปเป็นคนผู้แก่ผู้เฒ่า เป็นคนชรา, แล้วก็จะเข้าโลงไป. ความที่มันอยู่อย่างเดิมไม่ได้ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ต้องเลื่อน ต้องเปลี่ยนนั้น คืออตัมมยตา. ถ้าจะดู วิวัฒนาการของโลก จักรวาลชีวิตทั้งหลาย มันก็ เลื่อนขึ้นมาตามลำดับ, นับตั้งแต่เป็นคนป่าไม่รู้อะไรก็ค่อย ๆ มารู้ ค่อย ๆ มารู้ ค่อย ๆ มารู้ เจริญ ๆๆ จนเดี๋ยวนี้ผิดกันไกล ผิดกันลิบกับคนป่าสมัยโน้น. ความที่มัน อยู่อย่างเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนขึ้นไป, ต้องเปลี่ยนขึ้นไปทุกขั้นทุกตอน เรียกว่าอตัมมยตา ตามธรรมชาติ. ตัวหนังสือแท้ ๆ คำนี้แปลว่า ความไม่เกี่ยวข้องอาศัยกับสิ่งนั้นอีกต่อไป ทีนี้คำว่าสิ่งนั้นยังไม่รู้ว่าอะไร, ขอให้รู้ว่า สิ่งนั้นคือสิ่งที่จะอาศัยเกี่ยวข้องกับมันอีกไม่ได้ต่อไป, ก็ต้องเลื่อนขึ้นไป. นี่มันจะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้เรื่อยไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ความที่อาศัยเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่ควรอาศัยเกี่ยวข้องอีกต่อไป เลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป, ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะซ้ำที่, หรือมันจะถอยหลังพินาศไป ก็ไม่รู้. ความที่มันต้องเลื่อนขึ้นไป, เลื่อนขึ้นไป เพื่อความอยู่ได้, หรือเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่คืออาการที่เรียกว่า อตัมมยตา. พูดอย่างธรรมะก็ว่า จากบุถุชนชั้นเลว เป็นบุถุชนชั้นดี เพราะว่าอยู่กับมันไม่ไหวอีกแล้ว. ความเป็นบุถุชนชั้นเลว มาเป็นบุถุชนชั้นดี. ที่นี้ต่อมา โอ บุถุชนนี้ก็ไม่ไหว คลุกคลีอยู่กับความทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายมากเกินไป ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นพระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ แล้วก็ยังต่ำไป ก็ เลื่อนเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูง ชั้นสูงขึ้นไป ขึ้นไปจนเป็นพระอรหันต์ขั้นสุดท้าย. ความที่มันทนอยู่ไม่ได้กับสิ่งที่มันทำให้มีความทุกข์, ขอสละขอหย่ากันไปตามลำดับ ๆ.

น.34 เราทุกคนนี้เคยหย่า เลิกกับสิ่งที่ควรจะเลิก ควรจะเลิกมาตามลำดับ นับตั้งแต่เกิดมา, ถ้ามันมีการสูงขึ้นเจริญขึ้น มันก็มีการหย่าขาดจากสิ่งที่เลวกว่าหรือที่มีอยู่ก่อน แล้วจึงจะสูงขึ้นมาได้, เราจึงดีขึ้น ๆ หรือที่ว่าดีขึ้น เจริญขึ้น สูงขึ้น ๆ เพราะเราไม่อยากจะอยู่กับสิ่งที่เลวกว่า, สิ่งนั้นมันมีความทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. ฉะนั้น การที่ ละความชั่ว มันจะละได้จริง ๆ นั้น ต้องละได้ด้วยการเห็น อตัมมยตา, ไม่ใช่จะละได้ด้วยการบังคับ ด้วยการเฆี่ยนตีด้วยไม้เรียวด้วยลงโทษ อย่างนั้นมันน้อยมาก, มันไม่จริงมันไม่เด็ดขาด. มันต้องละด้วยการเห็นชัดว่า อยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, สิ่งใดที่เราเห็นว่าเป็นทุกข์ เป็นอันตราย เป็นความชั่วร้ายอะไรก็ตาม อยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, นั่นคือความรู้สึกที่เรียกว่าอตัมมยตา เป็นเหตุให้สลัดสิ่งนั้น แล้วก็ไปหาสิ่งที่ดีกว่าหรือที่จะอาศัยได้. เดี๋ยวนี้คน ไ ม่มีอตัมมยตาเพียงพอ มัน ก็ละความชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้; เช่น ละอบายมุขก็ไม่ได้, ละขี้เกียจนอนสายก็ยังไม่ได้, ถ้าไม่มีอตัมมยตาพอมันละขวดเหล้าไม่ได้, ละกระบอกน้ำหวานเมาไม่ได้, ละการพนันไม่ได้ มันละการเที่ยวกลางคืนไม่ได้ เพราะมันไม่เห็นชัดลงไปว่า โอ กูอยู่กับมึงไม่ได้แล้ว. ฉะนั้น ความหมายของคำ ๆ นี้ ถ้าจะ พูดเป็นภาษาชาวบ้าน ธรรมดาสามัญที่สุด ก็จะต้องเรียกว่า ความรู้สึกที่รู้สึกว่า กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว, มันเป็นคำพูดที่หยาบคายมาก ใช่ไหม, ไม่ควรจะเอามาพูดบนธรรมาสน์. แต่มันจนปัญญาแล้วไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร ที่จะให้เข้าใจกันได้ชัด ๆ และลืมไม่ได้ หรือลืมยาก, ฉะนั้นขอใช้คำ ๆ นี้ ใครจะด่าจะว่าอย่างไรก็ขอใช้คำ ๆ นี้ ความรู้สึกที่รู้สึกว่า กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องหย่ากัน, นี่ ความรู้สึกอันนี้ความหมายของคำว่า อตัมมยตา ไม่เกี่ยวข้องอาศัยกับสิ่งนั้นอีกต่อไป สูงสุดที่เป็นพระอรหันต์.

น.35 ทำไมจึงต้องพูดเรื่องอดัมมยตา ๗ คำนี้เมื่อในทางธรรมะฝ่ายธรรมะแท้ ๆ ก็หมายถึงความเป็นพระอรหันต์ ; หรือผู้เป็นพระอรหันต์ : ถ้าเป็นบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์ ก็เรียกว่าอตัมมโย, อตัมมโย. ถ้าเป็นธรรมะของท่าน หรือ สภาวะของท่านก็เรียกว่าอตัมมยตา ผู้ที่ถอนตัวออกไปเสีย ได้จากสิ่งที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องอาศัย. พูดให้รู้ล่วงหน้าไว้ทีก่อน มิฉะนั้นจะเข้าใจอะไร ไม่ได้ว่ามันเป็นอะไร. เอา ตามหลักพระบาลีก็มีอยู่สองประเภท : คือประเภทที่ ค่อย ๆ ไปตามลำดับ ก็เรียกว่าอตัมมยตา, ประเภท สูงสุด สุดท้าย ก็เรียกว่า อตัมมยตา. อตัมมยตาทำให้จิตใจเลื่อนขั้นสูงโดยลำดับ. รู้เรื่องว่าคนเราบุถุชนนี่ ตามธรรมดาสามัญ ปุถุชนนี้ พอใจในอัสสาทะ, ช่วยจำคำว่าอัสสาทะไว้ด้วย รสอร่อยของกามธาตุ กามะธา-ตุ, ของกามะธา-ตุ, กามธาตุ ปุถุชนจะมีจิตใจ พอใจในรสอร่อยของกามธาตุ, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเพศตรง กันข้าม มันบูชาสิ่งเหล่านี้รู้สึกว่านี้สูงสุด, นี่คือบุถุชนธรรมดา. ต่อมามีการเสพคบ บริโภคหรืออะไรก็ตาม, ศึกษากับสิ่งนั้นเพียงพอ จนเห็นว่าไม่ไหว เป็นไฟ, เป็น ความร้อน เป็นความยุ่งยากลำบาก, เป็นความทุกข์, ก็เลยสั่นหัวว่ากูไม่เอากับมึงอีกต่อไป แล้ว เรื่องกามธาตุน่ะ, ก็เลื่อนขึ้นไปหาอัสสาทะจากรูปธาตุ , รูปธาตุ - ธาตุที่มีรูป บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม , เช่นความสุขที่เกิดจากสมาธิ. ในชั้นแรกก็เป็นพวกรูปฌาน ก็เลยเรียกว่ารูปธาตุ, เกลียดอัสสาทะอย่างกามธาตุ ละแล้วมาพอใจอัสสาทะอย่างรูปธาตุ, เป็นรูปบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม. ครั้นเสพคบกับอัสสาทะของรูปธาตุนี้นานเข้า นานเข้า โอ มันก็ยุ่งยาก ยังยุ่งยากไม่ใช่ความสงบ, เลื่อน ๆ หย่าขาด จาก อัสสาทะใน รูปธาตุ มา พอใจในอัสสาทะที่เกิดจากอรูปธาตุ - ธาตุที่ไม่มีรูป ประณีตละเอียด , นื่อรูปธาตุมี อัสสาทะสูงสุด.

น.36 นี้ก็มาถึงขั้นสุดท้ายของพวกที่ว่าเป็นสังขารหรือเป็นภพเป็นโลก ก็มาติด อยู่ที่นี่, มาติดอยู่ที่อรูปธาตุ อัสสาทะของอรูปธาตุสูงสุด ประเสริฐที่สุดวิเศษที่สุด ติด อยู่ที่นี่ ออกไปจากที่นี่ไม่ได้. นี่พวกนี้อตัมมยตาตายด้านอยู่ที่นี่ ไม่มือตัมมยตาอันสุด ท้าย ที่จะก้าวล่วงจากอรูปธาตุขึ้นไปสู่นิโรธธาตุ, นิโรธธาตุ - ธาตุแห่งความดับ ดับแห่ง สังขาร ดับแห่งตัวตน ก็มีอัสสาทะเหมือนกัน, แต่ไม่น่าจะเรียกว่าอัสสาทะ เพราะว่า อัสสาทะนี้มันเป็นรสอร่อยประเล้าประโลมใจ ใช้กันมากับสิ่งชนิดนี้. แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อถึง ชั้นนิโรธธาตุ ปล่อยวางสลัดทิ้ง ดับไปหมดแล้ว ก็มีรสของพระนิพพาน, ใครจะ เรียกว่าอร่อยหรือไม่อร่อยก็แล้วแต่ แต่ถ้ายังถือตามหลักทั่วๆ ไปแล้ว มันก็เป็นรสสูงสุด, ความสุขสูงสุด รสสูงสุดของนิพพาน แต่มันไม่เหมือนกับที่แล้วมา คือไม่ปรุงแต่ง, มันไม่ดึงดูด, มันไม่ทำให้เกิดความทุกข์และปัญหา, นี่ อตัมมยตาอันสุดท้าย ทำให้ ได้รับรสของนิโรธธาตุ. ถ้าจะมีหลักที่ไม่ฟั่นเฝือแล้วก็รู้ว่า กามธาตุเลวที่สุด, ดีขึ้นมาเป็นรูป ธาตุ, ดีขึ้นมาอีก เป็นอรูปธาตุ, นี้ เหนือดีก็คือนิโรธธาตุ. การเข้ามาสู่นิโรธ ธาตุนี้เป็นอตัมมยตาอันสุดท้าย, ในความหมายสูงสุดก็ใช้อตัมมยตาที่ตรงนี้, แต่บาลี บางสูตรใช้ลงไปถึงข้างล่าง ที่จะละจากกามธาตุก็ใช้อตัมมยตาส่วนนั้น, ที่จะละกามธาตุ มาสู่รูปธาตุ ก็ใช้อตัมมยตาส่วนนั้น, ที่จะละรูปธาตุมาสู่อรูปธาตุ ก็ใช้อตัมมยตาส่วน นั้น, นี่ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าไม่คงเส้นคงวา ; ดังนั้นเราจะต้อง แบ่งออกเป็นสอง ประเภท ว่า อตัมมยตา สำหรับละสิ่งที่เลวกว่ามาสู่สิ่งที่ดีกว่า, นี่พวกหนึ่งอตัมมยตา, แล้ว พวกสุดท้ายก็ละหมดเลย , ละหมดเลย ไม่ไปสู่อะไร ไม่ไปเป็นอะไรไม่มีภพ ไม่ มีอะไรอีกต่อไป : ละกามภพเสียด้วยรูปภพ, ละรูปภพเสียด้วยอรูปภพ, ละอรูป ภพเสียด้วยอตัมมยตา ก็พ้นภพ หมดภพ สิ้นภพ สิ้นอะไรทุกอย่าง, สิ้นตัวตนสิ้นกรรม สิ้นทุกข์ สิ้นกิเลส สิ้นอะไรหมดเลย.

น.37 ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้ ท่านจะเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมพระสิทธัตถะท่านจึง ละทิ้งอาจารย์คนสุดท้าย คืออุทกดาบสรามบุตร. อุทกดาบสรามบุตรสั่งสอนอบรม ให้ พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ จนรู้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เป็นอันสุดท้ายของพวก อรูปภพ, แล้วบอกว่ามีเท่านี้ สูงสุดเพียงเท่านี้ มาอยู่ช่วยกันสั่งสอนความรู้นี้. พระ โพธิสัตว์สิทธัตถะ บอกไม่เอา, ไม่เอา ไม่พอใจ ไม่สูงสุด เลยละทิ้งอาจารย์คนนั้น, ออกไปแสวงหาของพระองค์ จนได้พบอตัมมยตา ในขั้นที่ละเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะเสีย, กลายเป็นโลกุตตระเป็นนิโรธ, เป็นประเภทนิโรธธาตุ ธาตุระดับ นิโรธธาตุ เป็นธาตุชนิดสูงสุดเป็นนิโรธธาตุ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งอาจารย์คนสุดท้าย ก็เพราะอาจารย์คนสุดท้าย ไม่มีอตัมมยตา, ไม่มีความรู้เรื่องอตัมมยตา เพื่อจะละเสียซึ่งภพอันสูงสุด, ภพสุดท้าย ของอรูปภพ ที่เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ. ภพนี้เรียกภาษาชาวบ้านว่าภวัคคพรหม, ภวัคคพรหม ยอดสุดของภพ, ภวะ อัคคะ พรหม, พรหมที่เป็นยอดสุดของภพ, หมายความ ว่าคนสมัยนั้นก็ไม่ใช่เล่น สูงขึ้นไปถึงภวัคคพรหม อุทกดาบสรามบุตร. แต่มันไม่ ดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่มีอตัมมยตาเพื่อจะดับความยินดีในภพชั้นนี้เสีย, มันติดอยู่แค่นั้น. พระพุทธเจ้าจึงต้องละทิ้งอาจารย์ ไปหาของพระองค์เอง เพื่อพบสิ่งที่จะอยู่เหนือ ภพทั้งปวง, นั่นคืออตัมมยตาอันสุดท้าย. นี่ความสำคัญในทางคุณค่า ของสิ่งที่ เรียกว่าอตัมมยตา. ที่จริงเรื่องภพนี่ก็เคยได้ยินได้ฟังกันมามากแล้ว กลัวจะไม่เข้าใจ กามภพก็มี เรื่องกามเป็นสรณะ, รูปภพก็มีเรื่องรูปเป็นสรณะ, อรูปภพก็มีเรื่องอรูปเป็นสรณะ พอ เหนือนั้นขึ้นไปก็ไม่มีความปรุงแต่ง, หรือไม่มีความหมายแห่งภพ, ไม่ต้องเป็นนั่นไม่ ต้องเป็นนี่ ไม่ต้องอยู่ ไม่ต้องทนทรมานอะไรอีกต่อไป ก็เรียกว่า สิ้นภพ หมดภพ เหนือภพ เป็นโลกุตตระ สุดท้ายนั้นมันด้วยอตัมมยตา.

น.38 แต่นี้ขอยืมใช้ ขอยืมอตัมมยตาตัวน้อย ๆ ตัวน้อยๆ ใช้ละมาตามลำดับ : ละกามมาสู่รูป, ละรูปมาสู่อรูป, จนกระทั่งละอรูปเป็นอันสุดท้าย อตัมมยตาตัวสมบูรณ์ ที่สุด เต็มขนาดที่สุด ก็คือละอรูปภพออกไปสู่โลกุตตระ, นอกนั้น ตัวน้อย ๆ ก็ละ มาตามลำดับ, น้อย ๆ ลงมาจนถึงกับละขวดเหล้า ละบุหรี่ ละกระบอกน้ำหวานเมา ละ โรงโป โรงบ่อน โรงไพ่, ละมาตามลำดับ ตามลำดับ ตามลำดับ มาสู่สูงขึ้นมา. ถ้าไม่มีอตัมมยตาที่แท้จริง มันละอะไรไม่ได้ดอก, มันละอะไรไม่ได้ แล้ว มันจะไม่ละอะไร, แล้วมันจะหมกจมอยู่ที่จุดแรก ขึ้นมาไม่ได้. นี่ อตัมมยตามันช่วย ให้สูงขึ้นมา, สลัดสิ่งเก่า แล้วก็ ขึ้นมาสู่สิ่งที่ดีกว่า เหนือกว่าสูงกว่า. งูก็ต้องลอก คราบ, กุ้งก็ต้องลอกคราบ, ปูก็ต้องลอกคราบ, อะไรก็ต้องลอกคราบ เพื่อเหนือคือเพื่อ โตขึ้น โตขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น ต้องสลัดของเก่าทิ้งไป. อตัมมยตามีในทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ งามทั้งต้น กลาง ปลาย. นี่ ค่าของอตัมมยตา มันมีอยู่ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ แล้วแต่จะ มองกันในแง่ไหน, วิวัฒนาการใหญ่หรือวิวัฒนาการเล็ก ตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย ความรู้สูงสุด ที่อตัมมยตาอันสุดท้าย ที่จะละโลก, ละสังขาร, ละภพละอะไรได้นี้ทั้งหมดเสีย, แล้ว ไป สู่โลกุตตระ ซึ่งไม่ต้องมีการละอีกต่อไปเพราะมันดับว่าง ไม่ต้องละอีกต่อไป. มองในแง่ดี ฟังให้ดี ๆ, คุณจงมองในแง่ดี ทำไมพระพุทธเจ้าจึงครอง ราชสมบัติอยู่ไม่ได้ ต้องออกบวช ? ลูกศิษย์โง่ ๆ คิดอย่างไร ว่าทำไมพระพุทธเจ้า ครองราชสมบัติอยู่ไม่ได้ ต้องออกบวช, อะไรผลักดันออกไป ก็คืออตัมมย์ตา : เห็นว่าจะอยู่กับมันไม่ไหวอีกแล้ว, กามภพ กามธาตุ ครองราชสมบัติอะไรนี่อยู่กับมัน ไม่ไหวอีกแล้ว จึงไม่มีใครดึงไว้ได้. พระพุทธเจ้าก็ต้องออกไป, ออกไปจนเป็น

น.39 พระพุทธเจ้า เพราะอตัมมยตาในชั้นต้น ไม่ใช่อดัมมยตาอันสุดท้าย. เอ้า, อ่าน พุทธประวัติแล้ว คงจะจำกันไว้ได้ ทำไมพระยศกุลบุตร ลงจากเรือนดึก ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เดินสุ่มไปในป่า จนไปพบพระพุทธเจ้า , อะไรผลักไสพระยศ คนที่ต่อมาเรา เรียกกันว่าพระยศ ยศกุลบุตรน่ะ ลงจากเรือนเดินเข้าไปในป่า อะไรผลักไสไป อะไร ไสหัวไป มัน ก็คือ อตัมมยตา ที่รู้สึกว่ากูอยู่กับมึงไม่ไหวอีกแล้วในห้องนี้, ในห้องนี้ ในวิมานนี้ ในตึกนี้ จึงเดินออกไปในป่า เดินบ่นว่าคับแคบหนอ วุ่นวายหนอ คับแคบ หนอ วุ่นวายหนอที่นี่ ออกไปหาที่โล่งที่แจ้ง อตัมมยตาตัวน้อยๆ นี่ ผลักไสยศ- กุลบุตรออกไป. อาการอย่างนี้มีอีกมาก ไม่เฉพาะยศกุลบุตร ใครก็ตามที่มันทนอยู่ในกามโลก นี้ไม่ไหวแล้ว มันก็ดิ้นออกไปสู่ โลกที่สูงขึ้นไป หาความว่าง หาความอะไรสูงขึ้นไป จน ไปพบประโยชน์ของมันที่เรียกว่าสูงสุด คือ ผลักไสออกไปจากภาวะที่ต่ำต้อย ไปสู่ ภาวะที่สูงขึ้นไป, ที่ทำให้เราอยากมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า; แม้ที่สุดแต่ที่โง่ ๆ ง่าย ๆ ที่อยากมาสวนโมกข์นี้, อยากมาสวนโมกข์นี่เพราะอยากอะไร, เพราะต้องการอะไร และเพราะอะไรผลักไสมา? มัน ก็เพราะอยากจะรู้ที่ ดีกว่า ที่สูงกว่า, ที่จะละ ที่มัน ต่ำกว่า, นี่ ประโยชน์ของอตัมมยตา มีคุณค่าอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้า ที่ทำให้เกิด วิวัฒนาการ. ควรจะถือว่า อตัมมยตานี้มีความงามทั้งสามสถาน : งามในเบื้องต้น, งามในท่ามกลาง, งามในเบื้องปลาย : ผลักจากกามมาสู่รูป งามในเบื้องต้น, ผลัก จากรูปสู่อรูป งามในท่ามกลาง, ผลักจากอรูปไปสู่นิโรธนิพพาน เป็นงามในเบื้อง ปลาย; หรือจะเอากันง่ายๆ อย่างนี้ก็ว่า อตัมมยตานี้มันผลักคนให้เข้ามามีศีล, ทีแรก คนไม่มีศีล, ต่อมาเห็นว่าเป็นเลวทราม, เป็นความเลวทราม มันละจากความไม่มีศีล มาสู่ความมีศีล เพราะอตัมมยตาตัวต้น ต่อมายังไม่พอ ยังไม่พอ, เลื่อนจากศีลไปสู่สมาธิ

น.40 ด้วยอตัมมยตาตัวกลาง, ต่อมาสมาธิก็ยังไม่พอ ก็เลื่อนไปสู่ปัญญาหรือวิปัสสนา ด้วย อตัมมยตาตัวปลาย, นี่อตัมยตามีความงามทั้งเบื้องต้น, ทั้งท่ามกลางทั้งเบื้องปลาย แล้ว แต่เราจะแจกแจงออกไปให้เห็นว่าเป็นสามขั้นตอนอย่างไร, แจกแจงได้หลายอย่าง, แต่มัน ก็เป็นสามอย่างนี้ จากเลวที่สุดมาสู่ไม่สู้จะเลว, แล้วมาสู่ที่ดี, หรือ จนพ้นดีไป นั้น, จัดให้มันเป็นสามส่วนก็แล้วกัน เราไม่รู้จักสิ่งที่มีประโยชน์ และเคยมีประโยชน์ และได้มีประโยชน์อยู่กะเรา ตลอดเวลานี้ เราไม่รู้จัก ไม่รู้จักอย่างโง่เขลาที่สุด, เช่นเดียวกับมองไม่เห็นสิ่งที่มีอยู่ที่ หน้าผาก ใครมีไฝหรือมีอะไรอยู่ที่หน้าผาก แต่มองเห็นเมื่อไรล่ะ, มันมองไม่เห็นขนาด นั้น. ฉะนั้นขอให้มองเห็นเถอะว่า อตัมมยตานี้มันช่วยอยู่ ให้เกิดความสูงขึ้น ๆๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว, หมายความว่า ที่เลวกว่า ที่เลวกว่า ที่ทำเอาเจ็บปวด ที่ขบกัดเอาอย่างร้ายแรง, แล้วก็เลื่อนสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ชั้นต่ำสุดของ สามัญสัตว์ ก็คือกามธาตุ สิ่งที่เป็นกาม ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องเพศ, ก็คิดดูเอาเอง ถ้าปล่อยไปตามบุญตามกรรม ตามที่ไม่ได้ศึกษาอะไร ก็ไปติดจมอยู่ที่เรื่องเพศทั้งนั้น, เรื่องเพศหญิงเพศชาย มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องรู้ว่ามันเลื่อน ขึ้นมาได้อย่างไร, ทำไมจึงเลื่อนขึ้นไปหาสิ่งที่ดีกว่าเรื่องเพศ, แล้วเลื่อนขึ้นไปหาสิ่งที่สูงสุด จนเหนือดี เหนือดีพ้นดีไปเลย จากชั่วมาถึงดี จากดีไปถึงว่าง. ตอนว่างที่สุดนั้นน่ะ อตัมมยตาสูงสุด, จากชั่วมาถึงดีนี่มีหลาย ๆ ชั้น. ตัวเล็ก ๆ ๆ อตัมมยตาตัวเล็ก ๆ จากชั่ว มาถึงดีหลาย ๆ ขั้นตอน, พอเหนือดีพ้นดี โดยประการทั้งปวง เป็นอตัมมยตาตัว สุดท้าย. อตัมมะตามีอยู่ทุกแห่ง, ทุกครั้งของความรู้สึกในจิตใจ. ทีนี้จะมาดูกันว่าเป็นธรรมะอะไร, มันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่ตรงไหน, ความ รู้สึกที่เป็นอตัมมยตานี้ ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า มัน อยู่ทุกแห่ง หรือ ทุกครั้ง

น.41 หรือ ทุกที่ ที่มองเห็นว่าอยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไป. เมื่อใครก็ตาม เกิดความรู้สึกว่า สิ่งนี้ อยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไป อตัมมยตาอยู่ตรงนั้น ที่ไหนก็ได้, คนชั้นไหนก็ได้. เอ้า, เด็ก ๆ มันไม่อยากจะทำอย่างเด็ก อีกต่อไป มัน ก็เลื่อนมาเป็นสูง กว่าเด็ก , เป็นวัยรุ่นเป็นหนุ่มสาวอะไรขึ้นมา, เห็นได้ชัดว่าเด็กตัวเล็ก เด็กตัวเล็ก ๆ มันอยากทำอย่างผู้ใหญ่. จำได้ไหมเมื่อเด็ก ๆ เคยเห็นเด็ก ๆ ที่มันอยากจะทำอย่างผู้ใหญ่ อยากจะเป็นอย่างผู้ใหญ่, นี่ อตัมมยตาของเด็กตัวเล็ก ๆ มันส่งเสริมความรู้สึกอันนี้. มันอยากจะเป็นผู้ใหญ่, อยากจะทำอย่างผู้ใหญ่ หรือที่มันอยากจะเก่ง อยากจะเก่ง ตัว เล็ก ๆ ฉันทำเอง หนูทำเอง แม่ไม่ต้องทำหนูทำเอง, นี่มันอยากจะเก่ง เรียกว่ามัน ส่งเสริมขึ้นมาตั้งแต่เล็ก ๆ อะไรที่จะทำให้ อยากเก่งอยากดีอยากสูงขึ้นมา นั้นคือ ตัวอตัมมยตา ถ้ามันแท้จริงมันจะรู้สึกว่าไม่เอาอีกต่อไป, ไม่เอาอีกต่อไป, ฉันไม่เอาอีก ต่อไป คือฉันจะทำอย่างเด็ก ๆ ไม่ได้อีกต่อไป, ฉันละอายบ้างฉันจะทำอย่างวัยรุ่น อย่าง หนุ่มสาวอะไรขึ้นไปโน่น, แล้วต่อมาก็ทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป ฉันละอาย ฉันละอาย, แล้วก็เลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป. ฉะนั้น อตัมมยตาคือสิ่งที่ส่ง ส่ง ๆ ส่งคนให้ เลื่อนขึ้นไป, เลื่อนขึ้นไป ตามวิถีทางของธรรมะ ที่ว่าคนเราจะสูงขึ้นไปได้อย่างไร. ที่เป็นธรรมะแท้ ๆ ก็ถือกันว่า อตัมมยตานี้เป็นอันสุดท้ายของธัมมฐิติ- ญาณ, ยถาภูตญาณทรรศนะทั้งหลายกี่ชั้นกี่ชั้น มันก็สูงสุดอยู่ที่อันนี้ ที่อตัมมยตานี้ ; มัน เห็นว่าไม่เที่ยง ว่า เป็นทุกข์ ว่า น่าเบื่อหน่าย น่าเกลียดน่าชัง ว่าเปลี่ยนแปลง เรื่อย ว่าอะไรเรื่อย ๆ ๆ, จนเห็นว่าอยู่กับมันไม่ได้ แล้ว นั่นแหละสุดของธัมมฐิติญาณ, ทีนี้จะเลื่อนขึ้นไปฝ่ายนิพพานญาณ. ที่ ตรงจุดต่อกัน ที่จะเลื่อนนั้นก็เป็นอตัมมยตา, แม้ว่าเลื่อนขึ้นมา อยู่ฝ่ายนิพพานญาณแล้ว, เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เอาแล้ว. มันก็ยังรู้สึกว่า กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไป. เช่นพระอรหันต์ ถึงแม้ท่านจะไม่พูด ออกมา, แม้ว่าพระอรหันต์จะไม่พูดออกมา, ความรู้สึกของท่านก็จะมีอยู่ กูเอากับมึง

น.42 ไม่ได้อีกต่อไป : เรื่องกาม เรื่องรูป เรื่องอรูปอะไรทั้งหลาย, แต่ท่านคงไม่พูดหยาบ คายอย่างนั้น. แต่ความรู้สึกที่มองมาว่าโอ้อยู่กับมันไม่ได้อีกต่อไป, เช่นเดียวกับว่าเราขึ้น มาเสียแล้วจากบ่อจากหลุมโคลนสกปรก ขึ้นอยู่บนที่สะอาดแล้ว มองลงไปดู โอ้ กูไม่อยู่ กับมึงอีกต่อไป ทีแรกมันจมอยู่ในบ่ออุจจาระอย่างนี้ บ่อสกปรก จนมันรู้ว่าอุจจาระ แล้วมันเกิดความรู้สึกว่า กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไป ก็กระโดดขึ้นมา, อตัมมยตาทำให้ กระโดดขึ้นมาจากสิ่งที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ อาการที่กระโดดออกมา นั่นคืออาการของ อตัมมยตา. ครั้นกระโดดขึ้นมาอยู่บนที่สูงที่ปลอดภัยแล้วมันก็ยังรู้สึกว่า โอ กูอยู่กับมึง ไม่ได้ กูเอากับมึงไม่ได้อีกต่อไป, เห็นไหมว่ามันมีตลอดเวลา ในขั้นธัมมฐิติญาณเห็น สิ่งที่น่าเบื่อหน่ายมันก็มี ในขั้นที่หลุดออกไปจากนี้ก็เป็น ก็มี หลุดไปแล้วก็ยังรู้สึกอย่างนั้น อยู่, กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกต่อไป. คนที่จะมีหิริโอตตปปะถึงที่สุด จะต้องมีอตัมมยตาถึงที่สุด, ไม่อย่าง นั้นแล้วเป็นหิริโอตตัปปะเด็กเล่นทั้งนั้นแหละ ที่เขาสอนให้ทั้งนั้น. ที่ไม่เอาของชั่ว ไม่เอาอะไรนี้ มันก็เป็นเรื่องสอน, เป็นเรื่องหลอกให้ยึดถือ. ถ้าเป็นเรื่องจริงแท้ ๆ. มัน เ ห็นด้วยใจจริง ว่าเอากับมันไม่ได้, อยู่กับมันไม่ได้ กำกับมันไม่ได้ จะเป็นหิริ- โอตตัปปะที่แท้จริงขึ้นมา. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาใคร่ครวญดูให้ดี จะพบว่า โอ, อตัมมยตา นี่ คอยผลักไสเราอยู่ตลอดเวลา ให้เลื่อนขึ้นไป, ให้เลื่อนขึ้นไป, ให้เลื่อนขึ้นไป จนถึงจุดสูงสุดคือพระนิพพาน. ไปอยู่ที่จุดสูงสุดคือพระนิพพาน แล้วมองย้อนหลัง ไป โอ้, เอากับมันไม่ได้อีกต่อไปอยู่นั่นแหละ ในเรื่องโลกิยะ เรื่องกาม เรื่องสังขารทั้งหลาย ก็จะมองเห็นอยู่เอากับมันไม่ได้อีกต่อไป, แม้ว่าขึ้นไปพ้นแล้ว ไม่ต้องอยู่กับมันอีกแล้ว ก็ยังมองเห็นว่า อยู่กับมันไม่ได้อยู่นั่นแหละ.

น.43 นี่เรียกว่า อตัมมยตาเป็นความรู้สึกที่มีได้ตลอดสาย นับตั้งแต่จมอยู่ใน กองทุกข์ จนเคลื่อนดิ้นรนจะออกจากทุกข์, จนกระโดดออกไปได้จากทุกข์, จนพ้นไป แล้ว ก็ยังเห็นอยู่นั่นแหละ, อตัมมยตาเป็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด ที่ผลักไสให้ มันสูง ให้มันพ้นจากความทุกข์ ตลอดเวลา. ไม่มือตัมมยตาก็จะไม่มีพุทธศาสนา. ทีนี้ ก็จะพูดต่อไปโดยหัวข้อว่า ไม่มือตัมมยตา ก็ไม่มีพุทธศาสนา, พูดอย่างนี้ต้องถูกด่าแน่นอน ไม่กลัว ถูกด่า ก็ด่า ไม่มือตัมมยตาก็ไม่มีพุทธศาสนา, คือไม่มีสิ่งที่ทำให้หลุดขึ้นไปจากกองทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ ก็ไม่มีพุทธศาสนา. พระพุทธศาสนาก็พ้นจากทุกข์ หลุดพ้นจากทุกข์ หลุดพ้นจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น, ถ้าไม่ มือตัมมยตา อะไรจะผลักดันให้ไปสู่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. พุทธศาสนามหาศาลที่เขาสมมติกันว่า แปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์, อาตมา ไม่เชื่อ มากกว่านั้นก็ได้, ทั้งหมดนั้นมันอยู่ที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ในสิ่งที่กำลังยึดถืออยู่ว่าตัวตน, ใครยึดถือสิ่งใดอยู่ว่าตัวตน ละความยึดถืออันนั้นเสีย นั่นแหละคือพุทธศาสนา. อตัมมยตาทำให้มองเห็นได้ว่า โอ้, เอากับมันไม่ไหว อีกต่อไปแล้ว, อยู่กับมันไม่ไหวแล้ว, เกี่ยวข้องกับมันไม่ไหวอีกแล้ว อาศัยกับมันไม่ไหว อีกต่อไปแล้ว, นั่นอตัมมยตา จึงหลุดออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น ออกมาเป็นอิสระ ที่เรียกว่าวิมุตติหรือหลุดพ้น, นี่จึงพูดว่า ไม่มือตัมมยตาก็ไม่มีพุทธศาสนา. เขาสอน กันอยู่ก่อน จบอยู่แค่ยึดมั่นสูงสุด, ยึดมั่นสูงสุดในชั้นอรูปธาตุ. นี้ออกมาหมด นี่เป็น นิโรธธาตุ เป็นนิพพานธาตุ, หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง. ไม่มือตัมมยตาก็ไม่ขึ้นถึงเหนือโลก, ไม่มีโลกุตตระ, ถ้าไม่มีความรู้สึก ประเภทอตัมมยตาแล้ว จะไม่มีการขึ้นสู่โลกุตตระ. เดี๋ยวนี้มันมองเห็นว่าอยู่ไม่ไหว อยู่

น.44 ที่นี่ไม่ไหว, อยู่กับมันไม่ไหวเลื่อนขึ้นไป ไปภพที่ดีกว่า อยู่กับมันพักหนึ่ง เดี๋ยวเอ้า, ไม่ไหว ไม่ไหว ก็เลื่อนขึ้นไป, เลื่อนขึ้นไป จนไม่อยู่กับอะไร จนไม่เป็นอะไร ก็เรียกว่า เป็นนิพพานธาตุเป็นนิโรธธาตุ เพราะอตัมมยตาอันสุดท้าย ; เพราะฉะนั้น อตัมมยตาก็คือ มูลเหตุที่ทำให้ปล่อยวาง ปล่อยวาง ๆ ๆ นั่นเอง. นั่นคือ อตัมมยตา เป็นกฎธรรมชาติ เป็นไปตามกฎธรรมชาติในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงสุด. เด็ก ๆ เรียนแต่วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ก็ไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนา เป็น วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร, ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา มีปริญญามาจากเมืองนอก ก็ไม่มอง เห็นหรือ ไม่รู้ได้ว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร, เรื่องของเหตุผลที่เป็น ความรู้ ที่ผลักไสให้เลื่อนขึ้นมาตามลำดับ จนอยู่เหนือกองทุกข์ นี่เป็นวิทยาศาสตร์ ทางจิตใจ, วิทยาศาสตร์ทางด้านจิตด้านวิญญาณ, เน้นคำนี้หนัก ๆ สักหน่อย ว่า วิทยาศาสตร์ด้านวิญญาณด้านจิตใจ. ถ้าไม่มือตัมมยตาก็จมอยู่, จมอยู่ในโลก, และจะเป็นโลกชั้นเลว เสีย ด้วย คือชั้นกามโลก, ถ้าไม่มีความรู้เรื่องอตัมมยตา จะจมอยู่ในโลกชั้นเลว ในเปือกตม ในปลักหนอง คือกามธาตุทั้งหลาย. อตัมมยตาช่วยดึงหัวขึ้นมาตามลำดับ : พ้น จากกามสู่รูป, พ้นจากรูปสู่อรูป, พ้นจากอรูปอีกทีจึงจะเป็นนิพพาน เป็นนิโรธ- ธาตุ ไม่ใช่โลกไม่ใช่ภพอีกแล้ว. เดี๋ยวนี้ไม่ใช่โลกไม่ใช่ภพอีกแล้ว ก็คือว่าช่วยขึ้น พ้นจากโลกหรือจากภพ, นี่คืออตัมมยตา. โดยธรรมชาติ โดยสัญชาตญาณมันก็เป็นของมันขึ้นมาเอง ไม่อย่างนั้นมัน จะไม่มีอะไรที่ดีกว่าเก่า จะไม่มีอะไรที่ดีกว่าเก่า, วิวัฒนาการทั้งหลายดีกว่าเก่า, ดีกว่า เก่าขึ้นมาตามลำดับ เพราะมันไม่อยากจะอยู่อย่างเดิม ไม่อยากจะทนทรมานอย่างเดิม หรือเท่าเดิม มันจึงสูงขึ้นมา สูงขึ้นมา, สูงขึ้นมาตามลำดับ, แล้วเป็นทุนรอนเป็นเดิมพัน ที่สำคัญที่สุดอยู่ในจิตใจของทุกคน.

น.45 ทุกคนมีอตัมมยตาเป็นทุนเดิมพัน. ช่วยฟังคำข้อนี้ให้ดีนะ ขออภัยนะทุกคนนะ ช่วยฟังคำข้อนี้ให้ดีว่า ทุนรอนเดิมพันที่มีอยู่ในจิตใจของท่าน คือความที่ไม่อยากอยู่กับสิ่งที่เลว ๆ ต่ำ ๆ นั้น อีกต่อไป, จริงหรือไม่จริง ความที่ไม่อยากอยู่กับสิ่งที่ง่าย ๆ โง่ ๆ เลว ๆ ต่ำ ๆ อย่างนั้นอีกต่อไป, อยากจะเลื่อนขึ้นไปสูง ๆ ๆ อย่างนี้มีไหม มีไหม ? ใครไม่มี, เอ้า, ใครไม่มี ใครไม่มีสิ่งเหล่านี้. ถ้า มีความเจริญขึ้นแม้แต่นิดเดียว แล้วมันก็ ต้องมี สิ่งเหล่านี้, มีความรู้สึกที่อยากจะออกไป อยากจะดีกว่าเดิม, อยากจะสูงกว่าเดิม, อยากจะหมดปัญหา ดังนั้น เราจึงอยากรู้อยากเห็นใหม่ ๆ แปลก ๆ ขึ้นไป ขึ้นไปเพื่อดีกว่าเดิมทั้งนั้น เพื่อดีกว่าเดิม, แล้วก็ อย่าขาดจากที่มันโง่ หรือชั่วร้าย, หรือเลวทราม หรือเป็นทุกข์ทรมาน เลิกกับมัน. นั่น ตัวความรู้สึกนี้ คือความหมายกว้างขวางของคำว่า อตัมมยตา "กู่ไม่เอากับมึงอีกต่อไป”, คำพูดนี้หยาบคายที่สุด แต่ เป็นคำแปลที่ตรงจุดที่สุดของคำว่าอตัมมยตา. พระสิทธัตถะมีความรู้สึกอันนี้ จึงได้ออกบวช, ยศกุลบุตรมีความรู้สึกอันนี้ จึงได้เดินดุ่ม ๆ ออกไป. ความรู้สึกที่อยากจะออกไปจากปัญหา จากความทุกข์ทั้งหลายนี้มีอยู่, มีอยู่เป็นเดิมพัน ก็ได้ ต้นทุนก็ได้. ขอยืนยันว่า ทุกคนมี, ถ้าไม่อย่างนั้นจะฟังเทศน์ไม่รู้เรื่อง, จะไม่ต้องการธรรมะอะไรอีกต่อไป. เขาอยากจะดับทุกข์ อยากจะพ้นทุกข์ อยากจะออกจากทุกข์อยู่แล้วทั้งนั้นแหละ, ความรู้สึกอันนี้มีอยู่แล้ว พอได้ฟังเรื่องดับทุกข์ ก็เข้าใจได้ทันที เพราะมันมีต้นทุนเป็นอตัมมยตา. ยกตัวอย่างพระยศอีก, ยศกุลบุตรมีต้นทุน เป็นอตัมมยตา พอพระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง ศีล ทาน ที่เป็นเหตุให้ได้กาม ได้สวรรค์ แล้วแสดงโทษของสวรรค์ เป็นเนกขัมมะ , พูดกันไม่กี่คำ ยศกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นโสดาบัน, ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาบัน เพียงพูดไม่กี่คำ. แล้วอีกพวกหนึ่ง โดยเฉพาะ ปัจจุบันนี้ มานั่งยุบหนอพองหนอ, ยุบหนอพองหนออยู่กี่เดือนกี่ปี ก็

น.46 ไม่บรรลุอะไร เพราะไม่มีต้นทุน ไม่มีเดิมพันที่อยากจะออกมาจากความทุกข์ หรือความเลวร้ายเหล่านั้น. ให้มีต้นทุน อยากจะออกจากความเลวร้ายต่ำทรามอันนั้นเป็นอตัมมยตาอยู่แล้ว ฟังสองสามคำมันก็บรรลุธรรมะ, ไม่ต้องมานั่งหลับตาทำวิปัสสนาอยู่เป็นเดือน ๆ ปี ๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้. อ่านพุทธประวัติ ลืมกันเสียแล้วก็ได้ พวกที่มาหลังสุด พวกภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป กี่รูปก็ตามพวกภัททวัคคีย์ พวกเจ้าชู้พวกบากาม เที่ยวตามหาหญิง ทำไม ฟังพระพุทธเจ้าพูดไม่กี่คำก็บรรลุธรรม มีดวงตาเห็นธรรม เป็นโสดาบันได้เหมือนกัน. พวกภัททวัคคีย์เจ้าชู้เหล่านั้นก็มือตัมมยตาเป็นต้นทุน อยู่นั่น, ไม่ต้องมานั่งทำวิปัสสนายุบหนอพองหนอ อยู่เป็นเดือน ๆ ปี ๆ ฟังสองสามคำก็รู้. พวกหนุ่ม ๆ เหล่านี้ เ ขามีต้นทุนหรือเดิมพันอตัมมยตา. พระพุทธเจ้าตรัสเขาก็รู้ได้ หรือจะไปแก้ว่าเพราะพระพุทธเจ้าตรัสจึงรู้ได้ก็ตามใจเถอะ แต่ว่ามันต้องมีต้นทุนแห่งอตัมมยตา, เพราะว่ามีคนเป็นอันมากในสมัยพุทธกาล ไม่ได้รู้อะไรเลย แล้วกลับไม่ชอบพระพุทธเจ้า กลับเกลียดพระพุทธเจ้าก็มีอยู่มาก. คนที่เกิดในอินเดียในสมัยพุทธกาลที่เกลียดพระพุทธเจ้าก็มีอยู่มาก, พวกนี้ไม่มีต้นทุนอตัมมยตา. อตัมมยตานี้ช่วยให้รู้ธรรมะเร็วที่สุด ไม่ต้องมานั่งทำวิปัสสนาแบบยุบหนอพองหนอ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่เป็นเดือน ๆ ปี ๆ. ปัญจวัคคีย์มีต้นทุนแห่งอตัมมยตามากที่สุด กำลังดิ้นรนจะออกจากกองทุกข์ ฟังพระพุทธเจ้าตรัสอนัตตลักขณสูตรไม่กี่คำก็เป็นพระอรหันต์. คิดดูสิเป็นพระอรหันต์,ไม่ใช่เป็นพระโสดาบัน เพราะมีต้นทุนอตัมมยตาอยู่มากในจิตใจ พระพุทธเจ้าตรัสอนัตต-ลักขณสูตร พอจบก็เป็นพระอรหันต์เลย. นี่ดูคุณค่าของอดัมมยตามันช่วยได้มากถึงอย่างนี้ นี่ขอให้รู้ว่าตั้งแต่ระดับสูงสุดก็ช่วยได้อย่างนี้, ระดับต้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ช่วยได้อย่างนี้ ฉะนั้นขอให้ทุกคนนี่มองเห็นและขอบใจความรู้สึกอยากดี อยากดีก็แล้วกัน, อยากดี ๆ ๆ จนพ้นดีเหนือดี ไปเลย นั่นแหละอตัมมยตา. เดี๋ยวนี้มันอยากจะยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่นี่ ;

น.47 พวกกามธาตุก็จมอยู่ในกาม, พวกรูปธาตุก็จมอยู่ในรูป, พวกอรูปธาตุก็จมอยู่ในอรูป, มัน ขึ้นไปไม่ได้ เพราะไม่มีอตัมมยตา. นี่ ขอให้เรารู้จักสิ่งสำคัญที่สุด คือสิ่งที่จะส่งเสริมผลักไส กระตุ้นหนุน ส่งอะไรก็ตาม ใหมันสูงขึ้นไป, สูงขึ้นไป จากกองทุกข์ จากความทุกข์ จากเปือกตม แห่งความทุกข์ คือกิเลสหรือสังขาร หรืออุปาทานขันธ์อะไรก็ตาม ที่เป็นที่ยึดมั่นถือมั่น หลุดออกไปไม่ได้ เพราะมันไม่มองเห็น, ต่อเมื่อใดมองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนตตา สุญญตา ตถาตา เมื่อนั้นจะทนอยู่ไม่ได้ จะดิ้นห่างออกไปทันที. ฉะนั้น อตัมมยตา ก็คือธรรมะที่เป็นตัวความรู้ ที่ทำให้อยากจะออกไป จากกองทุกข์, แล้วก็รู้จนออกไปจากกองทุกข์ กิริยาที่ออกไปจากกองทุกข์ก็เป็นอตัมมยตา ออกไปได้แล้วก็ยังมีความรู้สึกของอดัมมยตา ; เพราะฉะนั้นจึงขอยืนยันว่า อตัมมยตามี ความงามทั้งในเบื้องต้น, มีความงามทั้งใน ท่ามกลาง, มีความงามทั้งเบื้องปลาย คือ ก่อนแต่รู้ ยังไม่รู้ก็ทำให้รู้, พอรู้ก็กระโดดออกไปได้, นี่ท่ามกลาง พอออกไปได้แล้ว เป็นเบื้องปลาย แล้วก็ยังเห็นอตัมมยตา ว่าอยู่กับมันไม่ได้, หลุดพ้นออกไปจากกองทุกข์ แล้ว ก็ยังเห็นอยู่ว่า ความทุกข์นี้ไม่ไหวอยู่กับมันไม่ได้ ถึงจะไม่อิดหนาระอาใจเกลียดชัง อีกต่อไป ก็เรียกว่าอยู่กับมันไม่ได้ รู้สึกว่าอยู่กับมันไม่ได้ พ้นจากความทุกข์ ไม่มีปัญหา เรื่องความทุกข์แล้ว ก็ยังเห็นว่าความทุกข์นี่เป็นสิ่งที่อยู่กับมันไม่ได้ อาศัยมันไม่ได้ เกี่ยวข้องผูกพันกบมันไม่ได้, อตัมมยตามีความงามในขั้นสุดยอดอย่างนี้ เห็นไหมมี ความงามทั้งเบื้องต้นที่จะผลักให้ออกไป, มีความงามตรงกลางคือกระโดดออกไป, มีความ งามอันสุดท้าย คือกระโดดแล้วก็ยังมองเห็นอยู่.นี่มันเป็นความงาม อาทิกัลยาณัง, มัชเฌกัลยาณัง, ปริโยสานกัลยาณัง, ถึงที่สุด. นี่อตัมมยตามีความหมายอย่างนี้.

น.48 ถ้าไม่มีอตัมมยตา ก็ไม่มีพุทธศาสนา เพราะว่าความรู้นอกนั้นมันไม่ถึง ขนาดที่จะหลุดพ้น, ความรู้อย่างอุทกดาบสมีมันไม่ถึงขั้น พุทธศาสนาที่หลุดพ้น จนกว่า จะมีความรู้ขั้นนี้จึงจะมีพุทธศาสนา, ฉะนั้น จึงขอยืนยันตัดโผงผางลงไปเลยว่า ไม่มี อตัมมตาก็ไม่มีพุทธศาสนา. ท่านทั้งหลาย จงเริ่มรู้จัก แล้วจะได้ศึกษาให้เข้าใจต่อไป, พังเพียงเท่านี้ รู้ไม่หมด เข้าใจไม่หมด เป็นจุดตั้งต้น เป็นการตั้งต้นที่จะรู้ต่อไป ยังจะต้องฟังอีกต่อไป เข้าใจอีกต่อไป จึงจะรู้จักอตัมมยตาถึงที่สุด. โชคดีที่สุด ที่เราเกิดความรู้เรื่องอตัมมยตา ที่จะเป็นเครื่องรับประกันอันแน่นอน ว่าจะขึ้นไป ขึ้นไปจากกองทุกข์ จนอยู่เหนือโลก เหนือทุกข์โดยประการทั้งปวง นี่เหตุผลบางอย่างบางประการดังที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนแต่เป็นการแสดงให้เห็น ว่า ทำไมเราจะต้องพูดกันเรื่องอตัมมยตา เป็นการบรรยายชุดใหม่วันแรกวันนี้ จะบรรยาย เรื่องอตัมมยตาไปกว่าจะจบ จะครบเรื่อง จะกี่ครั้งก็ไม่รู้ คอยฟังก็แล้วกัน. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องสูงสุดของพระ พุทธศาสนา บูชาวันสำคัญของชาติ. วันนี้คือเป็นวันรัชมงคล. ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ส่งเสริมกำลังใจให้เกิดการปฏิบัติธรรม มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอตัมมยตา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยกันจงทุก ๆ คนเทอญ .

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต