น.49 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหะ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า จะ บรรยายเรื่องอตัมมยตาตลอดไป. ในวันนี้จะได้บรรยายเรื่องอตัมมยตาโดยหัวข้อว่า อตัม- มยตารวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรจะรู้, รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควร จะรู้. คำว่าทุกเรื่องนี้ดูมันจะโอหังไปสักหน่อย แต่ที่จริงมันยิ่งไปกว่านั้นอีก คือ มันจะยิ่งไปกว่าทุกเรื่อง แต่มันก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไร. ขอให้ยึดถือว่ามัน ทุกเรื่องเกี่ยว กับอตัมมยตา, มีความเกี่ยวเนื่องอยู่เบื้องหลังทุกเรื่องก็ว่าได้. ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ ก็จะขอพูดว่า ถ้าไม่มือตัมมยตา ก็จะไม่มีวิวัฒนาการใดๆ เลย ทางด้านวัตถุและด้าน จิตใจเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีพระอรหันต์จะไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิวัฒนาการ ทางจิตใจสูงสุด. ๒๑
น.50 ถ้าไม่มีอตัมมยตาจะไม่มีวิวัฒนาการใด ๆ คือจะไม่มีการเคลื่อนไหวจากสิ่งที่มี อยู่ก่อน, แล้วก็เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา. จะดูกันในแง่วัตถุล้วน ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ อะไร ก็ตาม มัน มีความปรารถนาที่จะก้าวสูงขึ้นไป นั้นก็คือ ความปรารถนา ที่จะละจาก ภาวะที่มีอยู่แล้ว. พูดไปมันก็ลำบาก เรื่องนี้เพราะมันอาจจะมากหรือเกินไปก็ได้, จากความไม่มีอะไรมาสู่ความมีอะไร. นี่คิดดู จากความไม่มีอะไรมาสู่ความมีอะไร, มัน ละจากความไม่มีอะไรมาสู่ความมีอะไร, แล้วก็มันละจากความมีอะไรที่ต่ำ ๆ ไปตามลำดับ จนถึงความมีอะไรที่มันสูงสุด, แล้วมันยิ่งไปกว่านั้นอีก คือมัน จ ะไปสู่ความไม่มีอะไร ในที่สุด. นี่ขอให้จำเอาไปก็แล้วกัน จะเชื่อไม่เชื่อจะเข้าใจเดี๋ยวนี้หรือไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ ก็ขอให้จำเอาไปว่า ถ้าไม่มือตัมมยตา ก็ไม่มีวิวัฒนาการใดๆ, ด้านจิตใจ ถ้าไม่มี อตัมมยตา ก็ จะไม่เกิดมีพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า, ที่มองเห็นง่าย ๆ ชัด ๆ แม้ เด็ก ๆ ก็จะมองเห็นว่า ถ้าไม่เกิดความรู้สึกประเภทอตัมมยตาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ ออกบวช. คำว่าพระพุทธเจ้าในที่นี้หมายถึงพระสิทธัตถะที่จะเป็นพระพุทธเจ้า แต่เรา ชอบเรียกกันสะดวก ๆ ว่า พระพุทธเจ้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังไม่ออกบวช, ที่จริงจะเรียกพระพุทธเจ้าได้ก็ต่อเมื่อตรัสรู้แล้ว. เมื่อยังเป็นพระสิทธัตถะอยู่ในวัง ยัง ไม่ใช่พระพุทธเจ้า. แต่เราก็จะพูดกันง่ายๆ ว่าพระพุทธเจ้า พระสิทธัตถะถูกถนอมกล่อม เกลี้ยงขึ้นมา ถึงจุดสูงสุดของเรื่องโลก ๆ ของโลกิยะทั้งหลาย. อัสสาทะคือความเอร็ดอร่อย ในทาง ฝ่ายกามธาตุ เป็นไปถึงที่สุด, แต่แล้วผลมันเกิดตรงกันข้าม คือ แทนที่จะ ติดอยู่ที่นั่น กลายเป็นผลักไสให้ออกไป, ให้ออกไป, เลยกลายเป็นออกบวช. ความรู้สึกของอตัมมยตา ก็คือความรู้สึกว่า ไม่ยอมให้มันปรุงแต่ง, หรือให้มันผูกพัน, หรือให้มันครอบงำอะไรอีกต่อไปแล้ว. ความรู้สึกนี้แหละเป็นความ
น.51 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรจะรู้ ๒๓ หมาย มีความหมายอย่างนี้แหละ เรียกว่าอตัมมยตา, ใช้ได้ทุกตอน ทุกตอน จน กระทั่งสุดท้ายเป็นออกจากสิ่งทั้งปวง, ออกจากภพจากโลกจากทั้งปวงเป็นอันสุดท้าย, ก็ยังคงเรียกว่าอตัมมยตา. ฉะนั้นตามหลักของบาลีจึงมีเป็นสองชนิด คือว่าเรื่องที่ยัง ไม่ถึงที่สุดกับเรื่องสุดท้าย. อตัมมยตาทำให้ ออกจากกามธาตุ, ละกามธาตุ. ถ้ามันอยู่ในกามธาตุ อตัมมยตาก็ทำให้ ออกจากกามธาตุ ไปสู่รูปธาตุ, ครั้นอยู่ในรูปธาตุ ก็ทำให้ละออก จากรูปธาตุไปสู่อรูปธาตุ ธาตุปรุงแต่งฝ่ายสังขตะจบ. ทีนี้มันก็ ออกไปสู่นิโรธธาตุ อสังขตธาตุอันสุดท้าย โน่น, เรื่องมันจบ เรื่องมันจบ ให้ได้หมายความว่ามันทุกเรื่อง ไปเสียจริง ๆ, มันทุกเรื่องเสียจริง ๆ. อตัมมยตา มันก็เกี่ยวข้อง แล้วก็ผลักไส แล้วก็ บันดาลให้เป็นไป. เพราะฉะนั้น เราจงรู้ไว้ในฐานะว่า มันเป็นเรื่องที่ครอบงำทุก เรื่อง สำหรับวิวัฒนาการ ทั้งทางวัตถุ ทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิตทางวิญญาณ, เป็นอย่างนี้. แต่แล้วมันก็น่าสงสาร ว่าทำไมมันจึงเงียบลับอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เงียบกริบอยู่ ในพระไตรปิฎกไม่เอามาพูดมาจา, นี้จะโทษใครก็ไม่ได้ในพระไตรปิฎกก็มี แต่ทำไมไม่เอา มาพูด, จะเป็นเพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจไม่อาจจะเอามาพูด หรือจะเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ แล้วก็ไม่เอามาพูด. ข้อนี้เป็นปัญหาอยู่หลายอย่าง, แต่สังเกตเห็นได้ว่า มันไม่เป็นที่ เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนจนพอใจ แล้วก็อยากจะเอามาพูด. มันก็เป็นเรื่องที่ชะงักงันอย่าง น่าละอาย หรือเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง จึงขอเอามาพูด, ใครจะอยากฟัง ไม่อยากฟัง จะรำคาญหรืออะไรก็สุดแท้ แต่ก็ต้องขอพูดเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด โดยไม่คิดว่าใครจะเบื่อหรือ จะไม่ชอบ, หรือบ่อนนี้ต้องปิด เพราะพูดเรื่องอตัมมยตาก็เอา.
น.52 อตัมมยตาคืออะไรกันแน่ มันตอบได้สารพัดอย่าง, แต่ที่ว่าจะเป็น ใจ ความรัดกุม ก็พอจะตอบได้สองอย่าง : คือว่า นิพพาน และ ทางแห่งนิพพาน. พูดอย่างนี้มันยัง ฟังยากไป ก็พูดว่าความดับ และ ทางแห่งความดับ. อตัมมยตา เป็นชื่อของนามธรรม คือความเป็นอย่างนั้น, ความรู้ อย่างนั้น, ความรู้สึกอย่างนั้น, สถานะอย่างนั้น นี้เป็นนามธรรมก็เรียกว่าอตัมมยตา. แต่ถ้าให้เป็น ชื่อของบุคคลผู้มือตัมมยตา ก็เรียกชื่อว่า อตัมมโย. คำว่าอตัมมโย ก็แปลกหูท่านทั้งหลาย แต่ถ้าฟังไปฟังไปมันก็ชินก็ไม่แปลก, อตัมมโยเป็นไวพจน์ของ พระอรหันต์. พระอรหันต์ มีไวพจน์แปลก ๆ ที่เราไม่ค่อยจะได้ยินกันอยู่ก็มาก, อาตมา ก็พยายามเอามาทำให้ได้ยิน. พระอรหันต์ ๆ แปลว่า ตาที ก็มี, ตาที ว่า คงที่ไม่เปลี่ยน แปลง ไม่หวั่นไหว, เกพลี - เป็นทั้งหมด รู้ทั้งหมด ถึงทั้งหมด, อทโส - ไม่มีชายหรือ เงื่อนสำหรับให้ต่อ, สืบต่อกันอีกต่อไป ดังนี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้ขอแนะคำว่า อตัมมโย ขึ้นมาอีกคำหนึ่ง แปลว่า ผู้มือตัมมยตา, เมื่อรู้ว่าอตัมมยตาคืออะไร ก็จะรู้จักพระอรหันต์ ดีขึ้น, นี่ก็ศึกษาในฐานะให้รู้จักพระอรหันต์มากขึ้นหรือดีขึ้น. ถ้าให้เป็น ชื่อของความดับก็หมายถึงนิพพาน, ความไม่เกี่ยวข้องกับ อะไร , ความไม่ต้องอาศัยอะไรอีกต่อไป, ความที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มัน ก็มีความหมายแห่งนิพพาน. แต่ถ้าจะให้หมายถึง ทางแห่งนิพพาน ก็คือความรู้ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น, ความรู้ชนิดที่ไม่ทำให้ติดอยู่ที่นั่น, แล้วถ้าติดอยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นอิสระทนทุกข์อยู่ที่นั่น ไม่ใช่นิพพาน. ออกไปเสียได้จากที่นั่นจึงจะเป็นนิพพาน, ความรู้ที่ทำให้ออกไป เสียจากที่นั่น ก็เป็นเรื่องทางนิพพาน ครั้นออกไปจากที่นั้นได้แล้ว ก็เป็นนิพพาน หมด-
น.53 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรจะรู้ ๒๕ ปัญหาหมดความทุกข์ อตัมมยตา เป็นความรู้ที่เป็นทางให้ลุถึงนิพพาน, ถ้ามีตัว อตัมมยตาจริง ๆ ประจำอยู่แล้ว มันก็กลายเป็นนิพพาน เป็นผู้บรรลุนิพพานไป. ทีนี้ก็มามองดูว่า เดี๋ยวนี้ เราติดอยู่ที่อะไร, ติดอยู่ที่อะไร, ติดคุกติดตะราง ติดผูกมัดรัดรึงอยู่ที่อะไร, ขอให้สนใจเอาเอง เพราะว่ามันเป็นเรื่องของตัวเอง, ตัวเอง กำลังติดอยู่ที่อะไร, ติดที่ทรัพย์สมบัติ เงินทองข้าวของ บุตรภรรยาสามี เกียรติยศ ชื่อเสียงอำนาจวาสนาหรือเปล่า หรือมันติดอยู่ที่นี่ แล้วจะออกไปได้อย่างไร. ถ้าพูด ตามภาษาธรรมะ มันเป็นภาษาเทคนิคทางธรรมะ มันก็พูดได้หลาย คำ : ติดอยู่ในโลก, ติดอยู่ในสังขารการปรุงแต่ง ก็ได้, ติดอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ก็ได้, ติดอยู่ในกองทุกข์ ก็ได้, ติดอยู่ในภพ ก็ได้ แต่ถ้าพูดให้เป็น ภาษาที่งดงาม อย่างอภิธรรม แล้วก็จะพูดว่า ติดอยู่ในกามธาตุ เป็นขั้นต้น, ติดอยู่ในรูปธาตุ เป็น อันดับสอง, แล้ว ติดอยู่ในอรูปธาตุ เป็นลำดับสาม, สามลำดับก็พอแล้ว คือสิ่งที่จะ ทำให้ติด. กามธาตุ คือสิ่งทั้งปวงที่ยังมีความหมายเป็นกาม มีกามเป็นสิ่งสูงสุด, ที่เห็นได้โดยง่ายก็ เรื่องเพศ เรื่องเกี่ยวกับเรื่องเพศ นี่ก็เป็นกามธาตุ ; ถึงแม้ว่าจะติด อยู่ในเงินทองข้าวของยศศักดิ์บริวารอำนาจวาสนาบารมี มันก็เพื่อกามธาตุทั้งนั้นแหละ, จะมีอำนาจวาสนาบารมีเป็นมหาจักรพรรดิ์ มันก็ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องมือแสวงหากาม ทั้งนั้นแหละ. เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนั้นดึงเอามารวมอยู่ในคำ ๆ เดียวว่ากามธาตุ, สัตว์ ในนรกก็มุ่งหมายกามธาตุ แต่มันยังไม่ได้ มันยังไม่ได้เสวยกาม มนุษย์ ธรรมดา ก็มุ่งหมายกามธาตุ, เทวดา ในสวรรค์ชั้นกามาวจร ก็มุ่งหมายกามธาตุ, ตั้งแต่สวรรค์ กามาวจรลงมาถึงสัตว์ธรรมดา ก็ติดอยู่ในกามธาตุ คือ ติดอยู่ในอัสสาทะของกามธาตุ. สิ่งทั้งปวงมีอัสสาทะ คือมีคุณค่าที่จะยึดหน่วงจิตใจ ของผู้เข้าไปเกี่ยวข้อง, กามธาตุมี
น.54 อัสสาทะตามแบบของกามธาตุ เป็นที่ลุ่มหลงของสัตว์สามัญสัตว์คือชั้นต่ำสุด, สัตว์- เดรัจฉาน ก็บูชาหลงใหลพอใจกามธาตุเป็นพื้นฐาน ถึงแม้บางเวลามันจะไม่เป็นก็ช่างมัน นั่นมันไม่ใช่ประมาณ แต่ว่าโดยประมาณ ก็พอใจในกามธาตุ, คน ก็เป็นอย่างนั้น, เทวดา ตามที่พูดถึงกันอยู่ก็ยังอยู่ในลักษณะอย่างนั้น จะเทวดาที่นี่หรือเทวดาในสวรรค์ ที่ไหน ก็ยังบูชากามธาตุ, ถ้าสงเคราะห์กันละเอียดแล้ว แม้แต่ ต้นไม้ ก็ยังพอใจ ในกามธาตุ, เพราะพอใจในการสืบพันธุ์ ต้นไม้นี้พยายามดิ้นรนอย่างยิ่งที่จะสืบพันธุ์ คงจะมีความรู้สึกชนิดที่เป็นความพอใจอะไรด้วยก็ได้, ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่ากามธาตุ เป็น ที่ติดพันอยู่ที่นั่น. ทีนี้ มันจ ะเบื่อหน่ายได้อย่างไร มัน ก็ต้องมีความรู้, ก็ต้องมีความรู้ ว่า มันทำความยุ่งยากลำบากให้อย่างไร. ทีนี้มันก็มีความจริงอยู่ว่า ถ้าไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง กันให้เพียงพอแล้ว มันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ากามธาตุนี้ทำความยุ่งยากลำบากให้เพียงไร. คน ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับกามนี้ จะไปรู้เรื่องกามหรือเรื่องโทษเลวร้ายเลวทรามของกามมันก็คง ไม่ได้, แล้วมันก็ หนีไม่พ้นในการที่จะต้องบริโภคกาม, หรือว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกาม จนมองเห็นหรือรู้สึกประจักษ์แก่ใจ, แล้วก็เลย อยากจะ พ้นออกไปจากกาม. มันอย่างเดียวกับเรื่องความทุกข์ ถ้าไม่เคยเป็นทุกข์, ถ้าไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่รู้จักความทุกข์, แล้วมันก็ ไม่เคยคิดจะออกจากความทุกข์ เพราะมันไม่รู้จัก ความทุกข์, ดังนั้นมัน จึงต้องชิมความทุกข์ เสวยความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องหยาบ ๆ เข้าใจ ได้ง่าย ๆ. ที่นี้ ถ้ามันเป็นเรื่องละเอียดเช่นเรื่องสังขาร เรื่องกิเลสเรื่องเหตุแห่งความ ทุกข์มันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ศึกษายากเข้าใจยาก แต่มันก็อาจจะรู้ได้ในที่สุด, ธรรมชาติ
น.55 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรจะรู้ ๒๗ จึงสร้างให้เราโง่มาแต่ในท้องแม่โง่มา ๆ ออกมา ๆ ทำผิด ๆ เป็นทุกข์ ๆ แล้วก็ค่อย ๆ เห็นว่าเป็นทุกข์แล้วก็ค่อยคิดออกจากทุกข์ ก็ได้ออกจากทุกข์ แล้วก็เลิกกัน ออกจาก ทุกข์ได้. ถ้าไม่เป็นทุกข์เสียก่อน มันก็ไม่รู้เรื่องทุกข์, แล้วไม่อยากจะออกจากทุกข์ ไม่เกิดความคิดที่อยากจะออกจากทุกข์. แต่ถ้ามองเห็นอะไรโดยความเป็นโทษเป็น อันตราย, แล้วอยากจะออกนั้น คือตัวอตัมมยตา. อตัมมยตา เห็นกามธาตุเป็น เครื่องทนทรมาน ก็อยากจะออกจากกามธาตุ, เห็นรูปธาตุและอรูปธาตุ ยังเป็นเครื่อง ผูกพัน ก็อยากจะออกจากรูปธาตุและอรูปธาตุ. ขอให้สนใจเถิด ว่า สิ่งที่เข้าไปหลงใหลอยู่นั้น มันเป็นอย่างไร มัน กัดเอาหรือไม่ ? ทีนี้มันมีความจริงที่ว่าไปรักอะไร หลงใหลอะไร ยึดมั่นอะไร สิ่งนั้นแหละ มันกัด สิ่งนั้นแหละมันกัด. ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ เรื่องถูกกัดแล้วไม่รู้สึกว่าถูก กัดนี้ดูจะแย่มาก จะเป็นความโง่หลงใหลกว่าสิ่งใดหมด คือ มีความทุกข์ แล้วก็ไม่รู้สึกว่า เป็นทุกข์ นี้มันถึงที่สุดของความโง่ ฉะนั้นขอให้เรามีสติปัญญาเพียงพอที่จะรู้ว่า ถูก กัดหรือไม่ถูกกัด, ไปยึดมั่นอะไร สิ่งนั้นแหละมันกัด เป็นกลอนหน่อยว่า ยึดมั่นอะไร สิ่งนั้นแหละมันกัด, ไปยึดมั่นนี่ยึดมั่นสำหรับจะเอาจะรักจะยึดครองก็ได้ จะพยาบาทจะ ทำลายล้างจะฆ่าฟันกันก็ได้, มันแล้วแต่ว่ายึดมั่นในทางบวกหรือในทางลบ. ถ้ายึดมั่น แล้วเป็นกัด, ยึดมั่นในทางบวกก็กัดไปอย่างหนึ่ง กัดอย่างสมัครให้กัด, ยึดมั่นในทางลบ ก็ดิ้นรนกันไปตามเรื่อง เร่าร้อนกันไปตามเรื่อง แต่แล้วมันก็กัด. เมื่อเห็น โดยตาม เป็นจริงว่ายึดมั่นแล้วมันกัด มันก็อยากจะพ้น. ความรู้ที่เรียกว่าอตัมมยตามันก็ เกิดขึ้น, ญาณความรู้ก็เกิดขึ้น ว่าไม่เอากับสิ่งนี้แล้ว, ไม่เอากับสิ่งนี้แล้ว.
น.56 ขอให้เห็นว่า มันอยู่กับเราหรือว่ามันดักอยู่ข้างหน้า ในทุกแง่ทุกมุมแห่ง ชีวิต ที่ไปยึดมั่นอะไรเข้าแล้วมันก็กัด แล้วมันก็ต้องเลิก, เป็นอันว่าเราหลีกเรื่องนี้ไม่พ้น ขอให้เป็นเรื่องที่สนใจอยู่เป็นประจำเถิด. แต่บัดนี้การบรรยายมันก็จะเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าฝนมันคงจะตกลงมาแน่. ฉะนั้น ขอปิดและขอยุติการบรรยาย และแถมยังจะไม่ต้องสวดด้วย. เอ้า, ต้องปิดการบรรยาย ไม่ต้องย้ายละปิดเลย. ฯ
Buddhadasa