น.57 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ ก็ จะยังคงบรรยาย เรื่องอตัมมยตา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องการจะให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั่วถึง เอาไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์, แล้วยิ่งกว่านั้น ก็จะต้องบรรยายซ้ำ โดยหัวข้อของ ครั้งที่สองที่แล้วมา ซึ่งบรรยายได้นิดเดียว ฝนก็ตกไม่จบเรื่อง จึง ขอบรรยายใจความ ของครั้งที่สองนั้นแหละอีกทีหนึ่ง ให้จบ, ถ้ามันจะซ้ำซากไปบ้างก็ไม่เป็นไร. ขอให้ถือว่าเพื่อความเข้าใจถึงที่สุด. .. หัวข้อในครั้งที่แล้วมา นั้นมีว่า อตัมมยตารวม เรื่องมากเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้, และได้บอกไว้ในลักษณะที่ว่า จะใช้คำว่าทุกเรื่อง ได้ด้วยซ้ำไป, ไม่ใช่เฉพาะมากเรื่องแต่ทุกเรื่อง, ถ้ามีปัญญาสามารถใคร่ครวญดูให้ดี ก็จะเห็นว่าทุกเรื่อง. ๒๙
น.58 ในวันนี้ก็จะได้บรรยายให้เห็นว่า ทุกเรื่องหรือมากเรื่องอย่างไรกัน, ที่ว่า ทุกเรื่องโดยเค้าใหญ่ ๆ ก็หมายความว่า ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดจนถึงเรื่องสูงสุด คือพระ- นิพพาน, จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ทำมาหากินอยู่ในไร่ในนาในบ้านในเรือนนี้ ก็ต้องได้อาศัย ธรรมะชื่อนี้เป็นเครื่องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นานา, และเพื่อความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป กระทั่ง เรื่องสูงขึ้นไปถึงเรื่อง ทางจิตทางใจ ปฏิบัติธรรม, สมถวิปัสสนาบรรลุมรรคผลนิพพาน มันก็ต้องเรื่องนี้, ใช้ธรรมะข้อนี้. นี่ขอให้เข้าใจเป็นเค้า ๆ ไว้ว่ามันทุกเรื่องในลักษณะ อย่างนี้ก่อน แล้วก็จะแยกให้เห็นเป็นเรื่องๆ ไป. แม้ว่า คำนี้เป็นคำสูงสุด ใช้กับธรรมะสูงสุด คือจะหลุดจากโลกนี้ ไปสู่โลกุตตระ ก็ยัง ขอยืมเอามาใช้ในขั้นต่ำ ๆ ได้ด้วย, เหมือนกับเรามีมีดใช้ อย่างดี จะมาใช้อย่างต่ำ ๆ มันก็ใช้ได้ ไม่ต้องสงสัย เพราะมีดนั้นมันดีถึงที่สุด. อตัมมยตาเป็นเรื่องสูงสุด ที่ทำให้หลุดจากโลกนี้ไปสู่โลกุตตระ, มันสูงสุด เท่านั้นแหละ แต่ถ้ายังอยู่ในโลกนี้ ยังไม่ถึงขั้นโลกุตตระก็ต้องใช้, ใช้เพื่อเลื่อนจาก เรื่องที่เล็กกว่าเลวกว่า ขึ้นไปหาเรื่องที่ดีกว่าสูงกว่า, แล้วก็เลื่อนไปหาเรื่องที่ดีกว่าสูงกว่ายิ่ง ขึ้นไปตามลำดับ จนถึงเรื่องสุดท้ายอย่างที่กล่าวแล้ว คือเรื่องออกจากโลกนี้ไปสู่โลกุตตระ. จิตเลื่อนชั้นได้ด้วยอตัมมยตา. หลักในพระบาลีนั้นก็มีอยู่ชัด แต่ว่าจะจำยากหรืออาจจะเป็นที่รำคาญ, แต่ ถ้าใครไม่รำคาญ ก็จดจำไว้ก็ดี. เรื่องต่ำสุดคือเรื่อง เกี่ยวกับกามธาตุ หรือกามาว- จรภูมิ เป็นเรื่องในกามที่เรียกว่ากามธาตุ ก็เหมือนกับว่าเป็นธาตุ ธา-ตุ แห่งกาม สัตว์ ทั้งหลายธรรมดาสามัญ อยู่ในระดับนี้ อยู่ในระดับพอใจในกามธาตุ, ท่องเที่ยวไป
น.59 อดัมมยตารวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรจะรู้ (ต่อ) ๓๑ ในกามธาตุ จึงได้ชื่อว่ากามาวจรภูมิ , แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็สงเคราะห์ไว้ในข้อนี้ เพราะว่ามันก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้. แต่ มนุษย์ เรานี่แหละ ไม่ว่าชั้นไหน ถ้ายังเป็น ธรรมดาสามัญอยู่ ก็เรียกว่ายังอยู่ในกามาวจรภูมิ ในพวกกามธาตุ , ยิ่งเป็นปุถุชน มากเท่าไร ก็ยิ่งหลงใหลในกามธาตุมากเท่านั้น, ยิ่งเป็นอันธพาลเท่าไร ก็ยิ่งหลงใหลใน กามธาตุมากเท่านั้น. ถ้าไม่หลงใหลในกามธาตุมากเกินไป มันก็ไม่เลวมากถึงเป็นอันธพาล, มันพูดกันไม่รู้เรื่อง. คนที่เห็นแต่แก่เรื่องกามารมณ์, เห็นแต่เรื่องเงินเรื่องของเรื่อง ได้เงินอย่างเดียวมันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง, มันก็ติดอยู่ที่นั่น : ถึงแม้คนธรรมดาสามัญก็ยังมี ความผูกพันอยู่กับทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทองอำนาจวาสนาบารมี ไม่ยอมเสียสละติดอยู่ ที่นั่น, ทั้งหมดนี้เรียกว่า อยู่ในระดับกามธาตุ, มีกามธาตุเป็นเครื่องปรุงแต่ง, มีกามธาตุ เป็นที่ตั้งที่อาศัย, มีอัสสาทะรสอร่อยแห่งกามธาตุเป็นสิ่งสูงสุด, นี้มันพวกต่ำพวกแรก. พวกนี้จะอยู่กันสักกี่ปีกี่ชาติ จนกว่าจะมองเห็นว่าไม่ไหว หาสิ่งที่ดีกว่า คือไม่เกี่ยวกับกาม เกี่ยวกับรูปที่ดีกว่า ที่ไม่ทรมานมากกว่า จึงละจากระดับกามธาตุ ไปสู่ระดับรูปธาตุ ไม่เกี่ยวกับกาม, แต่ยังอาศัยรูปหรือสิ่งที่มีรูป มีความสุขด้วยจิตที่เป็น รูปฌาน, จิตที่เป็นสมาธิ ในรูปธรรม. นี่ไม่ใช่กาม เลื่อนขึ้นมาสู่รูป, ถ้าใคร บางเวลาเบื่อจากกาม อยากจะไปทำอะไรที่มันไม่ได้เกี่ยวกับกามไม่ได้เกี่ยวกับเพศก็เรียก ว่า กำลังอยู่ในลักษณะนี้, มีทรัพย์สมบัติชนิดที่ไม่เกี่ยวกับกาม สนใจการงานที่ไม่ เกี่ยวกับกาม สนุกสนานเพลิดเพลินกับการงานก็ได้ ไม่เกี่ยวกับกามก็แล้วกัน, มันก็สูง กว่า. จนเห็นว่ายังไม่ใช่ความสงบสุข เลื่อนขึ้นไปหาสิ่งที่ไม่มีรูป เป็นบุญเป็น กุศลเป็นของไม่มีตัวเป็นวัตถุ นี่ก็ดีขึ้นไปกว่า ก็เรียกว่าอรูป, แล้วก็ หนักเข้า ๆ แม้ จะเป็นอรูปก็ยังยึดถือว่าตัวตน ยึดมั่นถือมั่นหนักอกหนักใจ ไม่ใช่โปร่ง ไม่ใช่ว่าง ไม่ใช่อิสระ ก็ละอีกทีหนึ่งจากอรูปก็ไปสู่นิโรธนิพพาน.
น.60 ถ้าอยากจะจำคำบาลีง่าย ๆ สั้น ๆ ก็จำว่า กามธาตุ , แล้วก็ รูปธาตุ , แล้วก็ อรูปธาตุ , แล้วก็ นิโรธธาตุ , ธาตุทั้งปวงมีเท่านี้เอง. ถ้าแจกเป็นพวกใหญ่ ๆ ว่า สังขต- ธาตุ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ได้ สามอย่าง : กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, นี่เป็น สังขตธาตุ. แล้ว อีก หมวดหนึ่ง เป็นอสังขตธาตุ ได้แก่นิโรธธาตุ, ก็เลยเป็นสี่อย่าง, สามอย่างแรก เรื่อง กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ นี้เป็นฝ่ายอยู่ในโลก พัวพันอยู่ในโลก มีการยึดมั่นถือมั่นตามมากตามน้อยอยู่ในโลก, มีความดีใจเสียใจ มีชั่วมีดี มีบุญมีบาป มีสุขมีทุกข์ วุ่นวายไปหมด อยู่ในโลก. ครั้นเห็นว่าพอกันที , พอกันที ก็ไปสู่ นิโรธธาตุ ซึ่งมิใช่โลก, แต่ว่าเหนือโลก - ถ้าจะให้เป็นโลกก็ต้องพูดว่าโลกที่เหนือ โลก ที่แท้ก็ไม่เรียกกันอย่างนั้น เรียกว่าโลกุตตระคือเหนือโลก นิโรธะ, นิโรธธาตุ มันแปลว่า ธาตุเป็นที่ดับ, กามธาตุ ธาตุที่เกี่ยวข้องอยู่ ในกาม, รูปธาตุ ธาตุที่เกี่ยวข้องอยู่ในรูป, อรูปธาตุ ธาตุที่เกี่ยวข้องอยู่ในอรูป. นี่ ปรุงแต่ง ๆ พัวพันมีการกระทำกรรมเวียนว่ายไปตามกรรม ตามลำดับชั้นยุ่งไปหมด. พอ มาถึง ธาตุสุดท้าย นิโรธธาตุ แปลว่า ธาตุเป็นที่ดับของสามธาตุนั้น ; นิโรธธาตุ "ธาตุที่สี่เป็นที่ดับของสามธาตุข้างต้น : กามธาตุก็ดี, รูปธาตุก็ดี, อรูปธาตุก็ดี, จะ ดับเสียได้ด้วย นิโรธธาตุ. ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่านิโรธธาตุ. ธาตุเป็นที่ดับ ดับแห่ง กามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ. ดังนั้น จึง กล่าวได้โดยย่อ ๆ ว่ามีสอง คือ ธาตุที่ยุ่ง วุ่นวาย ปรุงแต่ง พวกหนึ่ง, และ ธาตุที่ดับมันเสีย ดับสิ่งเหล่านั้นเสียอีกธาตุหนึ่ง. ธาตุหนึ่งเป็นธาตุยุ่ง, อีกธาตุหนึ่งเป็นธาตุหยุด. ธาตุหนึ่งเป็นพวกปรุงแต่งวุ่น, ธาตุฝ่าย นี้ไม่ปรุงแต่งและว่าง. เราเรียกเป็นสองธาตุ ก็มีอย่างนี้ สังขตะ กับ อสังขตะ , แต่ สังขตะแบ่งได้เป็นสาม มันจึงได้เป็นสี่ มันมีความสูงต่ำกันเป็นลำดับ ๆ. ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องการให้ดียิ่งขึ้นไป ก็เปลี่ยนแปลง, เปลี่ยน แปลงเป็นวิวัฒนาการ, วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากเลวไปหาดี , ไปหาสูง ๆ ๆ
น.61 อตัมมยาตารวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ ) ๓๓ จนกว่าจะสูงสุด. พระพุทธเจ้าเองเมื่อยังไม่เป็นพระพุทธเจ้ายังเป็นพระสิทธัตถะอยู่ มั่ว สุมอยู่กับกามธาตุ คือครองบ้านครองเมืองราชสมบัติกามารมณ์ทั้งหลาย, พระสิทธัตถะ จมอยู่ที่นั่น. ต่อมามองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่มีสาระ หรือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ จึงสลัด การครองเมืองเลิกการครองเมือง ไปบรรพชาไปเป็นนักบวชออกไป . ความรู้สึก ที่ทำให้ละราชสมบัติออกไปบวช คือ ธรรมะที่เรียกว่าอตัมมยตา เต็มรูปแบบ, แต่ ว่าในขั้นแรกที่จะละกามธาตุ พระสิทธัตถะก็ออกไปจากราชสมบัติ เรียกว่า ละไปจากกาม ธาตุ, ไปบวชก็ได้เป็นรูปธาตุและอรูปธาตุ, ศึกษาสมาธิพวกรูปฌานได้สำเร็จก็ เป็นรูปธาตุ, ศึกษาสมาธิ อรูปฌานได้สำเร็จก็เป็นอรูปธาตุ , อรูปฌานได้สำเร็จ กับอาจารย์คนสุดท้ายอุทกดาบสรามบุตร, สอนอรูปฌานสูงสุดเรื่องแนวสัญญานาสัญญาย- ตนะ พระพุทธเจ้าก็ได้ประสบอรูปธาตุสูงสุด, แล้วทำไมท่านว่ายังไม่พอยังไม่พอ ยังไม่ ใช่จบสิ้นของความทุกข์, ท่านจึงไปหาที่ต่อไปอีก จึงลาจากอาจารย์คนสุดท้ายที่สอนเพียง เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ก็ไปพบของพระองค์เอง เป็นนิโรธธาตุ ดับสังขาร-การปรุง แต่ง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นได้สิ้นเชิง. นื่อตัมมยตาตัวสุดท้ายอยู่ที่ตรงนี้ ละอัสสาทะ หรือคุณค่าหรือความหมายของอรูปธาตุเสีย, ออกไปสู่นิโรธธาตุ นื่อตัมมยตาสูงสุดที่ตรง นี้, แล้วมันก็อตัมมยตามาตั้งแต่ต้นมาตามลำดับ ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงที่สุด อตัมมยตา ชั้นสูงสุดโดยแท้จริง. คำว่า อตัมมยตาเป็นชื่อของตอนสูงสุด, แต่แล้วก็ขอยืมมา ใช้ในขั้นต้น ๆ ลงมา, แม้ในบาลีก็ มีกล่าวไม่ต้องว่าเอาเอง คือละไปตามลำดับ, ละธาตุ ทั้งหลายไปตามลำดับ ; เหมือนอย่างว่าเรามีมีดชั้นวิเศษสูงสุด ที่จะตัดอะไรสูงสุด, แต่เอามาใช้อย่างต่ำ ๆ ก็ได้เหมือนกัน, ก็ตัดได้เหมือนกัน ก็ชื่อเดียวกัน, เพราะฉะนั้น ชื่อนี้เอามาตัดแม้แต่ขั้นต่ำ ๆ.
น.62 ละสิ่งที่ควรละได้ด้วยอตัมมยตา. ทีนี้ ก็มาดูในพวกกามธาตุกันใหม่ สัตว์ชั้นกามาวจร นี่มันก็ยัง มีหลายชั้น : มีอันธพาลบูชาขวดเหล้า บูชาการพนันการเล่นอะไรต่าง ๆ เป็นสิ่งสูงสุด ละการพนัน ไม่ได้ ละขวดเหล้าไม่ได้ แม้แต่ละบุหรี่ก็ไม่ได้, เพราะไม่มีธรรมะชื่อนี้ ไม่มีธรรมะชื่อ อตัมมยตา มันก็ละบุหรี่ก็ไม่ได้ ละขวดเหล้าก็ไม่ได้, ละการเล่นหัวอะไรต่าง ๆ นานา เสเพลเทเมาก็ไม่ได้; แล้วมันยังจะต้องละอะไรที่ละเอียดสูงขึ้นไปกว่านั้น ละความ เกียจคร้าน, ละความเหลวไหล, ละความคิดอันชั่วร้าย ละนิวรณ์ต่าง ๆ ฉะนั้นขอให้เรา รู้จักมันให้ดี ๆ ว่ามัน ใช้กันแต่เบื้องต้น ต่ำที่สุด ที่จะละสิ่งที่ควรละ, แม้มันเป็น ธรรมะชนิดหนึ่งซึ่งพิเศษ พิเศษมาก, พิเศษที่ว่า จะต้องเอามาใช้ทันท่วงทีเสียทีก่อน, แล้วแก้ไขตามหลังก็ได้. จะยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนกับว่า เงินหายมันกำลังกลุ้มใจเหมือนกับบ้า เหมือน กับจะบ้า, แล้วบางคนมันก็ได้เป็นบ้าเพราะเงินหาย เงินมันมาก หรือแม้แต่เพียงได้ข่าวว่า มันจะหาย, เงินจะหายเท่านั้น มันก็กลุ้มใจเป็นบ้า นอนไม่หลับ. ถ้าว่าจะ รู้จักใช้อตัม- มยตา เงินหาย, หายก็ใช้อตัมมยตาว่าทิ้งเลย, สลัดเลยทิ้งเลย กูไม่เอากับมึง ทำให้กู ร้อนใจ มันจะได้หายร้อนใจ มันจะได้นอนหลับอย่างไร. แต่แล้วจะหาต่อไป จะค้นคว้า จะต่อสู้จะเอาคืนมาทีหลังก็ได้, แต่ในขั้นนี้ต้องสลัดมันออกไปเสียทีก่อน เพื่อจะ ได้สบายใจ จะได้นอนหลับ. ความสงสัยระแวงว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้น มันก็นอนไม่หลับ ก็สลัดมันออกไปเสียก่อน, นอนหลับก่อน ค่อยแก้ไขกันทีหลังก็ได้. ความเจ็บไข้ความ ตายมาคุกคาม เอ้า กูยอมตาย ตายแล้ว ๆ กูไม่เป็นทุกข์กับมัน กูนอนหลับที่ก่อน, แล้ว ค่อยมารักษาแก้ไขกัน.
น.63 อดัมมยตารวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๓๕ เคล็ดอันนี้ช่วยได้มากไม่เชื่อขอให้ลองดู ให้ไปสังเกตดู ถ้าอะไรมันรบกวน จิตใจอยู่ แล้วก็สลัดทิ้งมันไปเถอะ ทันทีเถอะ มันจะมีค่ า มากมายเท่าไรก็ช่างหัว มัน, ถ้ามันรบกวนจิตใจอยู่ สลัดเลย, สลัดทิ้งไม่เอากับมัน เพื่อจะสบายใจ, แล้ว ก็สบายใจแล้ว ถ้ายังอยากจะติดตาม อยากจะแสวงหาอยากจะอะไรก็แก้ไขไปได้. บางที มันก็กลับมาอีก, ดีกว่าเป็นทุกข์นอนไม่หลับจนเป็นบ้า. ในโลกนี้มันมีเรื่องให้เป็นทุกข์ มากมายหลายอย่างหลายประการ คิดดูเอาเอง เดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้ ที่ทำให้นอนไม่ หลับ ทุกเรื่องไป, สลัดมันออกไปเสียด้วย อตัมมยตา , กูไม่เอากับมึง, กูไม่เอา กับมึง, สลัด ละเลิก จะได้นอนหลับ ; แล้วก็จะได้แก้ไขทีหลัง, หรือไม่แก้ไขก็สุดแท้ ถ้ามีไว้สำหรับทรมานใจ จะเอาไว้ทำไมเล่า, จะเอาไว้ทำไมป่วยการ, ไม่ต้อง, สลัดให้ จิตใจมันเกลี้ยง แล้วก็จะต่อสู้กันใหม่ ตั้งต้นกันใหม่ เรียกคืนมาใหม่. นี่เรื่องโลกแท้ ๆ เรื่องอยู่ในโลกแท้นี่ ก็เอาเรื่องของพระอรหันต์มา ใช้ได้. ฟังดูให้ดี อตัมมยตาเป็นคุณธรรมสำหรับพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้ว เรียกอตัมมโย อตัมมโยนี้พระอรหันต์, อตัมมยตาธรรมะของพระอรหันต์, เป็นธรรมะ ของพระอรหันต์, ขอยืมมาใช้เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องในโลก เรื่องอยู่ที่บ้านที่เรือนที่ กำลังเป็นทุกข์ทรมาน ก็ได้, ก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะปวดศีรษะ , ไม่อย่างนั้นจะเป็นโรค ประสาท, ไม่อย่างนั้นจะเป็นบ้า, แล้วว่าอย่างไร, ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงอยากจะ ให้รู้เรื่อง อตัมมยตา สำหรับเป็นบันไดไต่ไปตามลำดับ กว่าจะถึงเรื่องสุดท้าย, มันเป็นเรื่อง ที่รวมของทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรที่จะเป็นไปเพื่อดับทุกข์, แล้วก็ทุกเรื่อง มันจะต้อง เกี่ยวข้องด้วยธรรมะข้อนี้ : สลัดทิ้งออกไป.
น.64 ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละคืออตัมมยตา. พระพุทธศาสนา ทั้งหมดทั้งพุทธศาสนา ก็ สอนเรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่น ในขันธ์ห้า ว่าตัวตน หรือจะเรียกว่า ธรรมทั้งปวง ไม่ยึดมั่นธรรมทั้งปวง สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นั่นแหละเป็นพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง, แล้วการไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือตัวอตัมมยตา ยึดมั่นถือมั่นไว้โดยความเป็น ของตน มันก็เป็นทุกข์ มันก็เดือดร้อน, สลัดออกไปเสียก็ไม่เป็นทุกข์. เครื่องสลัด ก็คือธรรมะชื่อ อตัมมยตาความไม่เกี่ยวข้องอาศัยผูกพันกับสิ่งนั้น ๆ ซึ่งเคยเกี่ยวข้อง อาศัยผูกพันมาแต่ก่อนแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย, เคยเกี่ยวข้อง อาศัยผูกพันกับสิ่งใดมา แล้วเป็นทุกข์ตลอดเวลา ก็สลัดสิ่งนั้นออกไปเสีย ไม่เอากับมันอีกต่อไป, นี่คือ สิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา; ถือเป็นหลักได้ง่ายๆ ก่อนว่า ถ้ามันเข้ามาในรูปของความ ทุกข์รบกวน ก็สลัดมันออกไปก่อน อย่าไปใยดีกับมัน, อย่าไปห่วงว่ามันจะเสียหายหรือ อะไร, สลัดออกไปเสียก่อนนั่นแหละคือได้, ได้ไม่เป็นทุกข์. สบายดีแล้วจึงค่อยแก้ไข ปัญหาเดียวกันนั้นทีหลังก็ได้ มันก็จะไม่เป็นทุกข์, ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นทุกข์, ถึงได้ มาก็ไม่ยินดีไม่หลงใหล. นี่เรียกว่า พระพุทธศาสนาทั้งหมดก็อาศัยหลักอตัมมยตา ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งที่เรียกว่าตัวตน ๆ หรือของตน, แต่มันมีเคล็ดลับเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียก ว่าตัวตน โดยที่ไม่ยึดถือว่าตัวตน, ฟังก็แทบจะไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจ มีตัวตนชนิดที่ มิได้ยึดถือว่าตัวตน. นี่พุทธบริษัท คนโง่มันมีตัวตนอย่างเป็นตัวตน, อย่างเป็นตัวตน แล้วมันก็กัดเอา ๆ เป็นบ้าตาย มันมีตัวตนจริง ถ้าว่าไม่มีตัวตนเสียเลยมันก็บ้าอีกชนิดหนึ่ง ไม่ทำอะไร ทำอะไรไม่ถูก มันก็เหมือนกับตายแล้ว ตายเปล่า. นี้อยู่ตรงกลางนี้ มีตัวตน ชนิดที่ไม่ได้ยึดถือว่าตัวตน , แม้ปากจะพูดว่าตัวตน จิตก็ไม่ได้ยึดถือว่าตัวตน.
น.65 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๓๗. มีตัวตนชนิดที่มิได้ยึดถือว่าตัวตน นั่นแหละคืออนัตตา ๆ, ถ้าอัตตาๆ มันมีตัวตนเต็มที่, ถ้าเป็นนิรัตตา ๆไม่มีตัวตนเลย.แต่ถ้าเป็น อนัตตามันมีตัวตนที่ มิใช่ตน, ตัวตนที่มิใช่ตน. อย่าไปเข้าใจว่าไม่มีอะไรเลย มันมี มีสิ่งที่รู้สึกว่าตัวตน นั่นแหละ แต่มันมิใช่ตน แล้วก็รู้ว่ามิใช่ตน, รู้สึกว่าความคิดว่าตัวตนนี้ มันเป็น ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ด้วยอวิชชา ด้วยความโง่ แล้วก็เป็นทุกข์,ไปโง่ ในสิ่งใดว่าตัวตน สิ่งนั้นมันก็กัดเอา นี่จำอย่างนี้มันง่ายกว่า ไปยึดมั่นในสิ่งใดว่าเป็นตัวตน สิ่งนั้นมันจะกัดเอาทันที, ลองดูก็ได้ ก็ลองดูเองแล้วก็จะรู้เอง ว่าไปยึดมั่นสิ่งใดสิ่ง นั้นแหละมันกัด. ที่ว่าไม่ต้องยึดมั่นเป็นตัวตน จัดการไปเถอะ, ต้องการประโยชน์ อะไรก็จัดการไป ไม่ต้องยึดมั่นว่าตัวตน อย่างนี้มันไม่มีทางที่จะกัด. เราอาศัยความไม่ ยึดมั่นถือมั่นสำหรับอยู่เป็นสุข จะสลัดออกไปได้ ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเรียกว่าอตัม- มยตา, ความไม่เอากับสิ่งที่มันกัด. ในวันนี้อยากจะพูดแต่เพียงเท่านี้ ว่ามันรวมหมด ว่าในคำ ๆ นี้มันเป็นที่ รวมหมด. ถ้าไม่มีอตัมมยตา ก็ไม่มีวิวัฒนาการ. ถ้า จะศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ เรื่องวิวัฒนาการ ตั้งแต่มีของต่ำ ๆ จนมี ของสูงสุด มันก็ เลื่อนมาตามลำดับด้วยการสลัดสิ่งที่ต่ำกว่า โง่กว่าง่ายกว่า หรือ เป็นประโยชน์น้อยกว่านี้ ขึ้นมาสูงกว่า ๆๆ จนมีสิ่งที่ประเสริฐกว่าสูงกว่า, แม้ใน สิ่งที่มีชีวิตตามธรรมชาติ มันก็เป็นอย่างนั้น การที่พืชพันธุ์ ไม้มันมีดีแปลกสูงขึ้นไป สูง ขึ้นไป ก็เพราะว่ามันสลัดพันธุ์ที่เลวกว่าเดิมนั้นสูงขึ้นไป ดีขึ้นไป งามขึ้นไป มีค่ามาก ขึ้นไป, กระแสของวิวัฒนาการก็เป็นไปได้ เพราะว่ามันสลัดสิ่งที่เลวกว่าเรื่อยไป, มันก็ สูงขึ้นมาเรื่อยไป.
น.66 ๓๘ อตัมมยต า ทีนี้นี่เป็นสิ่งมีชีวิตเป็น มนุษย์มีสติปัญญา ก็เหมือนกันแหละ ที่จะสลัด จากคนไม่มีค่า คนกากเดน สูงขึ้นไปถึงคนมีค่าสูงสุด มันก็เพราะสิ่งนี้ ต้องยอม ละที่ต่ำกว่าเลวกว่า มาหาที่ดีกว่า , แล้วก็ละอีกทีหนึ่งไปหาที่ดีกว่า,แล้วก็ละอีกที หนึ่งไปหาที่ดีกว่า อย่างนี้เรื่อยไป, ไม่เท่าไร มันก็จบสิ้นสุดลง คือนิพพาน ไม่ต้อง สละหรือไปหาอะไรที่ไหนอีก, มันจบ. นี้เรื่อง ทางวัตถุ ก็ดี, เรื่อง ทางจิตใจ ก็ดี, เรื่อง ทางโลก ก็ดี, เรื่อง ทางธรรมะ ก็ดี มันก็เกี่ยวข้องกับ อตัมมยตา , ถ้าไม่มี อตัมมยตา ก็ไม่มีวิวัฒนาการ ทั้งทางวัตถุทั้งทางจิตใจทั้งทางอะไรเพราะมันมีการ ละจากกิเลสไปหาที่ดีกว่า นี่พูดเสียสั้น ๆ ว่า ถ้าไม่มีอตัมมยตาจะไม่มีวิวัฒนาการในจักรวาล , ถ้า ไม่มีอตัมมยตา ก็จะไม่มีบุคคลในระดับพระอรหันต์ จะเป็นระดับสัตว์เดรัจฉานอยู่เรื่อย ไป, เพราะมีอตัมมยตา มันเลื่อนขึ้นไป มันเลื่อนขึ้นไป มันสลัดของเก่า เหมือนกับงูลอก คราบสลัดคราบ, กุ้งลอกคราบสลัดคราบ, ปูลอกคราบสลัดคราบ เพื่อดีกว่าโตกว่ายิ่งขึ้น ไป. คนก็เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ๆ จนเป็นพระอรหันต์, ถ้าไม่มีอตัมมยตาในโลกนี้ไม่มี พระอรหันต์ หรือว่าถ้าไม่มีอตัมมยตา ก็ไม่มีพระพุทธเจ้า, โลกนี้จะไม่มีพระพุทธเจ้า เกิดขึ้น. อตัมมยตาสลัดสิ่งต่ำ ๆ นี้ ขึ้นไป หาสิ่งที่สูงกว่า จนเกิด พระพุทธเจ้า , เหมือนกับพูดเมื่อตะกี้นี้ เป็นเหตุให้พระองค์สละราชสมบัติออกไปหาสิ่งที่เหนือกว่าสูงกว่า. เราจึงพูดว่า ถ้าไม่มีอตัมมยตาก็ไม่มีพระพุทธเจ้า ไปคิดดูเถิดจะเห็นได้เอง จะเห็นได้เอง ถ้าไม่มีอตัมมยตา. ทุกเรื่องในพุทธศาสนารวมอยู่ที่อตัมมยตา. ทีนี้ เมื่อพูดถึง หลักคำสอน ก็พูดได้ว่า ถ้าไม่มือตัมมยตา ก็ไม่มีพุทธ- ศาสนา, ถ้าไม่ได้สอนเรื่องอตัมมยตา ก็ไม่ได้ สอนเรื่องพุทธศาสนา เพราะว่า
น.67 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๓๙ เรื่องที่ต่ำกว่านั้นเขาสอนกันอยู่แล้วก่อนพระพุทธเจ้า เรื่องที่จะเป็นพระอรหันต์หลุดออก ไปจากโลกนั้น ไม่มีใครสอน, ยังไม่มีใครสอน สอนแต่เรื่องดีที่สุด ๆ ๆ อยู่ที่ตรงนี้ใน โลกนี้, ต่อเมื่อมีการสอนเรื่องเหนือโลกนี้ จึงจะมีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา. เรื่องเวียนว่ายตายเกิด เขาสอนอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธศาสนาดอก เขาสอนอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้าในอินเดียเรื่องเวียนว่ายตายเกิด, พอพระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นมา ท่าน สอนเรื่องไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด, ฉะนั้นสนใจเรื่องไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดจึงจะเป็น พุทธศาสนา, มัวสนใจแต่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ต้องเวียนว่ายตายเกิด อย่างนี้ไม่ใช่พุทธ- ศาสนา, ยังต่ำไป. ถ้าเป็นพุทธศาสนา ต้องอยู่ในระดับที่ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด, ถ้าไม่มีเรื่องอตัมมยตาก็ไม่มีเรื่องพุทธศาสนาหรือไม่มีพุทธศาสนาเกิดขึ้น คือมันมีเท่าเดิม, ของเดิมที่เขามีกันอยู่แล้ว มีเท่านั้น มันก็ไม่เป็นพุทธศาสนา. นี่ขอให้รู้ ถ้าไม่มี อตัมมยตาก็ไม่มีพุทธศาสนา ไม่มีเรื่องนิพพาน, ไม่มีเรื่องนิโรธไม่มีเรื่องเหล่านี้, ทุกเรื่องในพุทธศาสนาจึงรวมอยู่ที่เรื่องอตัมมยตา. ถ้าเรา จะให้ทาน ก็เพื่อละสิ่งที่เลวกว่า คือความเห็นแก่ตัว, ก็ได้ สิ่งที่สูงกว่า คือไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าเรา จะรักษาศีล ก็เพื่อละสิ่งที่เลวกว่า คือความเห็นแก่ตัว . ความ เป็นทุกข์เลวร้ายเพราะเห็นแก่ตัว ขึ้นไปหาความไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าเรา จะทำสมาธิ ก็ละสิ่งที่รบกวนจิตใจ, นิวรณ์ทั้งหลาย เป็นต้น หาสิ่งที่สูงกว่า. ถ้าเรา จะทำวิปัสสนา เราก็ละพวกกิเลสตัณหาทั้งหลาย สูงขึ้นไปอยู่ ในประเภทที่ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีความทุกข์ มันเป็นอย่างนั้น.
น.68 จะพูดว่า ในอดีตก็ต้องอยู่ด้วยการละ สิ่งที่เลวกว่า ไปหาสิ่งที่ดีกว่า. ในปัจจุบันนี้ก็ต้องอยู่ด้วยการละสิ่งที่เลวกว่า เพื่อถึงสิ่งที่ดีกว่าสูงกว่า. ในอนาคตก็เหมือนกัน จะต้องเป็นอยู่ด้วยการละสิ่งที่เลวกว่า ได้สิ่งที่ดี กว่า,มันจะควบคุมทั้งอดีตทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต ที่ให้ต้องใช้กฎอตัมมยตาไม่เอา กับมึง, ที่เลวกว่าต่ำกว่าที่มีแต่ความทุกข์ไม่เอากับมึงไม่เอากับมึง, นี่มันจึงจะเลื่อน อตัมมยตา-ภาวะที่อยู่เหนือการปรุงแต่ง. คำนี้ มันไม่ได้แปลยาก, แต่ ฟังยาก, ถ้าแปลตามตัวหนังสือแล้วจะพึ่ง ยาก คือ แปลว่าการไม่เกี่ยวข้องอาศัย กับสิ่งที่เคยเกี่ยวข้องอาศัย แล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น, รุ่มร่ามยืดยาวไหม การไม่เกี่ยวข้องอาศัย กับสิ่งที่เคยเกี่ยวข้องอาศัย แล้วเป็นทุกข์ยุ่งยาก ลำบากทั้งนั้น. คำแปลมันแปลว่าอย่างนี้ ต้องพูดกันยืดยาดอุ้ยอ้าย, เลยขอ พูดสั้น ๆ ว่า กูไม่เอากับมึง เท่านี้, ไม่เอากับสิ่งที่มันไม่ไหว ที่น่าสั่นหัว ไม่เอากับมันอีกต่อไป, หรือมิฉะนั้นก็คุณ จำคำบาลีไว้ ใช้คำบาลีเสียเลย ดีกว่า เพราะกว่า โก้กว่า อตัมมยตา ๆ อตัมมยตา อตัมมยตา. ถ้าจะให้แปลก็ ไม่เกี่ยวข้องอาศัย กับสิ่งที่เคยเกี่ยวข้องอาศัย มาแล้วมีแต่โทษและทุกข์ทั้งนั้น , มันยาวอย่างนั้น ถ้าจะ สรุปความก็เป็นคำหยาบ ไม่เอากับมึงอีกแล้วโว้ย, ไม่เอากับมึงอีกแล้วโว้ย มันก็คำหยาบ. เมื่อรู้ว่าคำนี้หมายถึง อตัมมยตา แล้วก็ใช้คำบาลีอตัมมยตา อตัมมยตา. เห็นขวดเหล้าอตัมมยตา, เห็นบุหรื่อตัมมยตา, เห็นการพนันอตัมมยตา, เห็นโรงหนังโรงละครอตัมมยตา, อะไรเข้ามา เอาอตัมมยตารับหน้ามันดันมันถอยไป กลับไป, อย่างนี้ก็ได้. ใช้คำว่าอตัมมยตา อตัมมยตา. ชอบนอนสายบิดขี้เกียจอยู่บน
น.69 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๔๑ ที่นอน นอนสาย ก็อตัมมยตา, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว ลุกขึ้นทันทีไปทำอะไรเลย. ใช้อตัมมยตาขับไล่ความขี้เกียจ นอนสายความเหลวไหลความผลัดวันประกันพรุ่ง, การ บิดพลิ้วหน้าที่การงานอะไรก็ตาม, เอาอตัมมยตาใส่เข้าไป กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว กูไม่เอา กับมึง กูไม่เอากับมึง พูดอยู่ในใจไม่เป็นไร , ไม่หยาบคายอะไร. เป็นคำที่แปลกสำหรับท่านทั้งหลาย ไม่เคยได้ยิน เพราะไม่มีใครเอามา พูด, แต่มันมีอยู่ในพระไตรปิฎก ที่เขาไม่ค่อยเอามาพูด ก็เพราะเขาไม่รู้ว่าหมายความ ว่าอะไร, ที่เขาไม่เอามาพูดเพราะไม่รู้ว่า หมายความว่าอะไร. Dictionary ของพวกฝรั่ง จอมนักศึกษาก็ไม่มีคำนี้ไปเป็นคำในปทานุกรม เพราะมันไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร มันจึง ลึกลับอยู่, แต่เราเห็นว่า โอ้, นี่เป็นคำที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด ที่จะต้องรู้ มิฉะนั้น จะไม่มีการเลื่อนชั้น, จะไม่มีการเลื่อนชั้น ถ้าไม่มีอตัมมยตา. เอามาพูด เอามาใช้ เอามาเรียนให้รู้, แล้วก็ปฏิบัติให้ได้, แล้วมันก็ จะเกิดการเลื่อนชั้นของความเป็น มนุษย์ สูง ๆ ๆ ขึ้นไป จนมนุษย์สูงสุดเป็นพระอรหันต์ด้วยอตัมมยตา. คำสุดท้ายก็ อตัมมยตาเพื่อเป็นพระอรหันต์, ตอนต้น ๆ ก็อตัมมะตาเพื่อละจากกามธาตุมาสู่รูปธาตุ, ละจากรูปธาตุมาสู่อรูปธาตุ, ละจากอรูปธาตุมาสู่นิโรธธาตุ เพื่อเป็นพระอรหันต์ ถ้าจะมา พูดกับหลักเกณฑ์อีกอันหนึ่งก็ว่า ละชั่วจากดี, แล้วก็ ละดีไป สู่ว่าง, ความว่าง. ชั่วนี่มันยุ่งยากไปตามแบบชั่ว, ดี ๆ นี้ก็ยุ่งยากวุ่นวายระส่ำระสายไป ตามแบบดี, ทั้งชั่วทั้งดี ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ความว่าง, ต้ องละจากดีอีกทีหนึ่ง จึงจะไปสู่ความว่าง หรือความสงบ, กฎเกณฑ์มันมีอยู่อย่างนี้, ความจริงมันมีอยู่อย่างนี้, มันบังคับเราอยู่อย่างนี้. ถ้าเธอยังชอบชั่ว เอาก็ยุ่งไปตามแบบชั่ว, ละชั่วมาถึงดี ก็ต้องทนลำบากยุ่งยากที่จะรักษาดี, เกี่ยวกับดีมีปัญหา มีอะไรมาก แล้วก็เป็นที่ หลงใหล บ้าดี เมาดี จมดี ก็ได้ ,ยังไม่ใช่ที่สุดจึงใช้ อตัมมยตาละดี ๆๆเสียอีกทีไป
น.70 สู่ว่าง. ทีนี้มันจะสงบจะอิสระ จะหลุดพ้น จะไม่มีปัญหา จะไม่มียุ่ง อยู่อย่างนั้น แต่ มันขึ้นเกินไปใช่ไหม, เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราก็ต้องการกันแต่เพียงดี, ไม่มีใครต้องการเหนือ ดีเพราะไม่รู้เรื่อง แล้วก็ไม่มีฝีไม้ลายมือ ไหนที่จะมาละดี เพราะไม่รู้เรื่องอตัมมยตา มัน ก็จะไม่ได้. ถ้ามีความรู้เรื่องอตัมมยตามันก็เอาชนะดี เหนือดี ไปอยู่ที่ว่างที่สูง ได้ , ถ้ายังชั่วยังดีก็คือยังอยู่ในโลกนี้, ยังอยู่ในโลกนี้ ไม่เหนือโลกไม่พ้นโลก, ถ้า ยังสุขยังทุกข์อยู่ก็ยังอยู่ในโลกนี้ ไม่เหนือโลกพ้นโลก. ถ้ายังบุญยังบาปอยู่แล้วก็อยู่ใน โลกนี้ ไม่พ้นไปจากโลกนี้ ; ต่อเมื่อ เหนือดีเหนือชั่ว, เหนือบุญเหนือบาป , เหนือ สุขเหนือทุกข์ จึงจะเหนือโลก เป็นนิโรธธาตุเป็นนิพพาน, แล้วเอาปัญญาไหน มาละดีขึ้นไปอยู่เหนือโลก เพราะไม่รู้เรื่อง อตัมมยตา, เห็นได้ชัดว่า ที่เรามาติดตังกัน อยู่ที่นี่ไม่เลื่อนชั้น ก็เพราะมันไม่มีความรู้เรื่องนี้, เพราะไม่มีความรู้เรื่องอตัมมยตา จึงหลงอยู่ที่นั่น, หลงอยู่ที่กามธาตุ คือความเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินที่สุดทางอายตนะ เขาเรียกว่าทางเนื้อหนัง คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, ชั้นนี้เรียกว่า ทางเนื้อหนัง มันมาหลงอยู่ที่นี่ ก็เป็นทาสของกามธาตุ พอใจในกามธาตุอยู่ที่นี่ ไม่ แปลก บางทีก็จะไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะมันยุ่งยากมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. สัตว์ มนุษย์เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ อย่างยุ่งยากลำบากยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งไม่สู้จะมากนัก, แม้จะหลงกามารมณ์ด้วยกัน. การที่ จะเป็นมนุษย์ให้ดีกว่าสัตว์ ก็ควรจะมีความสงบสุขยิ่งกว่าสัตว์, นี้ดูกันในบางแง่แล้ว สัตว์สงบสุขกว่าคน มันน่าละอายสัตว์. อาจจะพูดได้ว่า สัตว์นี้ ไม่รู้จักปวดหัว ไม่รู้จักวิกลจริต. แต่คนนี้มันจะทุกคนก็ว่าได้ ปวดหัว เป็นประสาท แล้วบางทีก็เป็นบ้าเลย, ได้ยินหมอพูดว่า ยาขายดีที่สุดก็ยากล่อมประสาท ซึ่งแมวหมาไม่ ต้องกิน, ไก่เป็ดไม่ต้องกิน, วัวควายไม่ต้องกิน, เพราะมันไม่หลงในเรื่องเนื้อหนัง ไม่ หลงในอายตนะ ไม่เป็นทาสของอายตนะ. มีกามารมณ์บ้างก็เป็นฤดูกาล แล้วก็น้อยมาก,
น.71 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ ( ต่อ) ๔๓ คนนี้หลงใหลในกามารมณ์กันได้ตลอดวันตลอดคืนทั้งเดือนทั้งปี, แล้วก็ไปเทียบกันดูว่า ปัญหาของใครจะมากหรือน้อยกว่ากัน. ฉะนั้น จะต้องรู้เรื่องควบคุมสิ่งนี้กันเสียบ้าง, อย่าให้ความต่ำมาครอบงำจิตใจ, หรือว่าดึงเอาไว้ จับเอาไว้ กดเอาไว้ ขึ้นมาสู่ความ สูงไม่ได้, จะต้องต่อสู้มันด้วยเครื่องมือวิเศษ ที่เรียกว่าอตัมมยตา, เครื่องมือวิเศษ ที่ทำให้พระพุทธเจ้าออกบวชได้, ไม่มีอตัมมยตาก็ไม่มีการออกบวช ก็อยู่ในราชสมบัติจน ตาย. อตัมมยตา, ถึงคนอื่นก็เหมือนกันแหละ ไม่เฉพาะพระพุทธเจ้าดอก ที่ออกบวช ไปได้, อยู่เหนือสิ่งธรรมดาสามัญเหล่านี้ได้ ก็เพราะท่านมีความรู้เรื่องอตัมมยตา. อตัมมยตา-เครื่องมือวิเศษ, เป็นที่รวมแห่งธรรมทั้งหลาย. คำนี้มันใช้ได้กว้างขวาง อตัมมยตานี่ใช้เป็นชื่อของญาณ ความรู้แจ้งก็ ได้, รู้ว่า เอากับมันไม่ได้ เอากับมันไม่ได้ ก็เป็นญาณหรือเป็นความรู้. ทีนี้ก็ เป็น สภาพของจิตก็ได้ สภาพของจิตใจ ว่าเดี๋ยวนี้มันอยู่ในระดับที่อยู่กับสิ่งเลว ๆ เหล่านั้น ไม่ได้, นี่เป็นสภาพของจิต อย่างนี้ก็ได้ เป็นสถานะของจิต, หรือว่าอยู่ในฐานเป็น ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องมือที่จะฟาดฟันสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา อย่างนี้ก็ได้ มา ใคร่ครวญดูแล้วเห็นว่า คำว่า อตัมมยตา นี้ ความหมายกว้างขวาง เหลือเกิน, กว้างขวาง จนใช้ไปได้ทั่ว ทั่วทุกกรณีในจักรวาลนี้. อตัมมยตาสามารถเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วช่วย เหลือได้สูงขึ้น ๆ ได้ทุกอย่าง, ทุกกรณี, ทุกสถานที่, ทุกกาลเวลา ทุกหนทุกแห่ง มัน จึงมีวิวัฒนาการ. ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะ มีวิวัฒนาการ ทางกาย ก็ดี, ทางจิต ก็ดี ท างสติ ปัญญา ทิฏฐิความคิดก็ดี รีบขวนขวายใช้สิ่งนี้ อตัมมยตา, อย่าไปเอากับมัน สิ่ง ที่เอามาแล้วติดจมกันอยู่ที่นั่น, หรือมันปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้นไม่ยอมให้เป็นอย่างอื่น.
น.72 ถ้าพูดกันให้ลึก ต้องใช้คำว่าสังขาร, สังขารแปลว่าการปรุงแต่ง, การ ปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้น ให้ติดอยู่ที่นั่น ให้หยุดอยู่ที่นั่น, สังขารอย่างนั้นอย่าเอา กับมัน คือ อย่าให้มันปรุงแต่งได้, ให้มันหลุดออกมาเสีย ก็เลื่อนสูงขึ้นไป. นี่ถ้า พูดว่า กูไม่เอากับมึงแล้ว มึงในที่นี้คือสังขารการปรุงแต่ง, ถ้าพูดอย่างนี้ลึกซึ้ง ที่สุด เป็นธรรมะลึกซึ้งที่สุด จะไม่เอากับสังขารการปรุงแต่ง, ที่ปรุงแต่งแล้วติดอยู่ที่นั่น แล้วกัดเอา กัดเอา กัดเอา. ที่ว่ากูไม่เอากับมึงนี้ ก็พูดอย่างโกรธที่สุด เกลียดที่สุด. สิ่งที่น่าโกรธน่าเกลียดที่สุด ก็คือสังขารที่มันปรุงแต่งให้ติดอยู่ที่ตรงนั้น สูงขึ้นมาไม่ได้. ทีนี้คำว่า ปรุงแต่งนี้ มันเนื่องด้วยกิเลสบ้าง, ด้วยกรรมบ้าง ด้วยอะไรอีกหลาย ๆ อย่างแต่รวมแล้วเรียกว่าปรุงแต่ง. ปัจจัยเป็นเครื่องปรุงแต่ง, แล้วก็ ร ะคนอยู่กับความ ทุกข์เลิกละสังขารการปรุงแต่งชนิดนั้นเสียให้ได้ มันก็ออกมาจากกองทุกข์. ข้อนี้ยิ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ต้องศึกษาจากตัวจริง จากของจริง จะศึกษา จากหนังสือหนังหาหรือจากฟังเทศน์ฟังปาฐกถานี้ไม่ค่อยจะสำเร็จ, เป็นแต่เพียงลู่ทาง เบื้องต้น มันไม่เห็นจริง, แล้วมันไม่สะดวก แต่ถ้ามันกัดเอาจริง ๆ มันเผาจริง ๆ มันใส่ ความทุกข์ให้จริง ๆ มันจะเกลียดจะกลัวแล้วมันจะละ. ฉะนั้น ถ้ามองเห็นแล้ว ก็ ละอายกันบ้าง กลัวกันบ้าง แล้วก็จะละกันได้ง่ายขึ้น. เดี๋ยวนี้เห็นทุกข์แล้วก็ไม่ เกลียดทุกข์ ไม่กลัวทุกข์, เห็นความชั่วแล้วก็ไม่เกลียดความชั่ว ไม่กลัวความชั่ว มันก็ ละไม่ได้, อย่างนี้ไม่มีอตัมมยตา ก็คือไม่มีอตัมมยตา. ต้องเอาอตัมมยตาเข้ามา มัน จะเกลียดความทุกข์ มันจะกลัวความทุกข์ มันไม่อยากจะอยู่กับความทุกข์, คือไม่ยอม ให้สังขารชนิดนั้นปรุงแต่งอีกต่อไป. นี่มันจะเลื่อนชั้นตัวเอง, เลื่อนชั้นตัวเองอยู่ที่ บ้านก็ได้ ไม่ต้องมาบวชอะไร ถ้ามันมีธรรมะนี้แล้วมันก็ใช้ได้ มันเลื่อนได้ เลื่อนได้ มาบวชนี้มันสะดวกหน่อยเท่านั้นแหละ, มาอยู่ในที่ที่มันสะดวก ที่จะศึกษาที่จะปฏิบัติ, แต่ว่าอยู่ที่บ้านก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำจะเป็นบ้า จะเป็นโรคประสาทและเป็นบ้า สิ่งใดที่มัน
น.73 รวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๔๕ รบกวนจิตใจ รู้จัก ๆๆ สลัดออกไป สลัดไว้ทีก่อน สลัดไว้ทีก่อน, สิ่งใดมาครอบ งำจิตใจ สลัดไว้ทีก่อน, อะไรเป็นเครื่องวิตกกังวล ทำให้นอนไม่หลับ ต้องสลัด ไว้ทีก่อน, มันจะเป็นเรื่องเงินทองมากมาย ลูกหลานที่รักที่หวงแหนอะไรก็ตาม ที่มัน หวงแหนมากรักมาก ก็ต้องสลัดออกไปทีก่อน มันจะได้นอนหลับ, แล้วค่อยแก้ไขกัน ทีหลังก็ได้. ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเป็นทุกข์หรือจนเป็นบ้า ไม่ได้แก้ไขดอก, ฉะนั้น การที่สลัดไว้ทีก่อนนั้นดีมาก, แล้วค่อยมาแก้ไขกันตามโอกาส, มือตัมมยตาไว้ ให้มาก ๆ ให้เข้มแข็งพอ ที่มีอะไรมารบกวนจิตใจ ให้ยุ่งยากลำบากแล้ว สลัดออกไป, กูไม่ เอากับมึง. คนที่ นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะมันไม่มีธรรมะนี้, ถ้ามีธรรมะนี้มันก็สลัดออก ไป, ตื่นขึ้นสบายดีแล้วค่อยคิดกันใหม่ก็ได้. คนที่ต้องเป็นโรคประสาท ไปอยู่โรง- พยาบาลประสาท อยู่โรงพยาบาลบ้า ก็เพราะว่ามันไม่มือตัมมยตาเสียเลย, ไม่มีวัคซีน อันนี้แก้ไขป้องกันอะไรเสียเลย ขอให้รู้จักกันไว้บ้าง. ไม่มือตัมมยตาก็ไม่มีพุทธศาสนา, ไม่มีพระอรหันต์, ไม่มีวิวัฒนาการ ทั้งทางกายทางวัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ แล้วจะเป็นอย่างไร จะเป็นอะไร มันก็คือไม่มี วิวัฒนาการ. นี่พูดเท่านี้ หรือจะพูดให้มากกว่านี้กี่เท่า ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า เรื่อง อตัมมยตานี้เป็นที่รวมของเรื่องทุกเรื่อง หรือมากเรื่อง ทั้งหมดของพระพุทธศาสนา มารวมอยู่ที่ ต้องอาศัยอตัมมยตา เพื่อจะละสิ่งที่ควรละ, แล้วจะได้สร้างสรรค์ สิ่งที่ ควรสร้างสรรค์. ในการละ ก็ดี ในการสร้าง สรรค์ก็ดี ต้องอาศัยอตัมมยตา ในโลก นี้มันมีทั้งสิ่งที่ต้องละออกไป และสิ่งที่ต้องสร้างสรรค์ขึ้นมา, ต้องใช้เครื่องมือคือ อตัมมยตา. ละสิ่งเลวร้ายได้เสียก่อน มันจึงจะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าขึ้นมาได้.
น.74 ฉะนั้น ขอให้เราก้าวหน้า ๆๆ ในหนทางแห่งพระศาสนา ตามคลองแห่ง พระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา สูงขึ้นไปตามลำดับ ๆๆ จนกว่าจะบรรลุมรรคผล นิพพาน, เป็นเด็กก็เป็นเด็กที่ดี, วัยรุ่นที่ดี หนุ่มสาวที่ดี, พ่อบ้านแม่เรือนที่ดี, คนแก่ คนเฒ่าที่ดี, ก็โดยการละที่มันไม่ดี ; หรือว่าถ้ามันละความเป็นเด็กไม่ได้ มันก็เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้, หัวหงอกแล้วก็ยังมีอะไรเป็นเด็กอยู่นี่ ก็เพราะมันไม่ละ ละไม่ได้ มันไม่มือตัมมยตา; ถ้ามีอตัมมยตามันก็ละได้ ก็เลื่อนชั้นได้. ขอให้ทุกคนมีไว้ใช้ มีไว้ป้องกันความทุกข์, และสร้างความสงบสุข ยิ่งกว่าที่จะมีข้าวปลาอาหารหรือหยูกยาเครื่องใช้ไม้สอย, ธรรมะนี้ จำเป็นกว่า เพื่อการเป็นมนุษย์ที่สูงขึ้นไป, เพียงแต่มีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่ อาศัย มีหยูกยาแก้โรคนี้มันยังไม่พอ, วิวัฒนาการยังเป็นไปไม่ได้ในทางจิตใจ ต้องมีปัจจัย ที่ห้าคือธรรมะ, ธรรมะที่เป็นที่รวมแห่งธรรมะทั้งหลาย ในที่นี้ก็คืออตัมมยตา. ใช้คำว่า อตัมมยตา เป็นของใหม่เป็นของแปลก ไม่เท่าไรก็จะเป็นของ ธรรมดา, จำได้ว่าเรื่องนี้เคยเอามาพูดครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อนโน้น ในเรื่องอตัมมโยคือเรื่อง พระอรหันต์, แล้วพูดทีเดียวเลิก ไม่มีใครรับ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเอาไปพูดต่อ จนมาถึงโอกาสนี้ เป็นเวลาที่สมควรแล้ว ที่จะพูดเรื่องนี้ และใช้เรื่องนี้ และเป็นเรื่อง สุดท้าย. เมื่อพูดเรื่องอิทัปปัจจยตาสำเร็จ มีคนขานรับ พูดกันทั่วประเทศเลย, อิทัป- ปัจจยตาพูดเป็นกันทั้งประเทศไทย. สุญญตาตถาตาก็พูดเป็นกันทั้งประเทศไทย แต่อตัมมยตานี้ยัง ๆ. ขอฟื้น กันใหม่ ขอรื้อฟื้นเข้ามา ขอยกเสนอใหม่ แล้ว ขอให้เป็นคำธรรมดาสามัญ พูดกัน ติดปาก, เหมือนกับคำว่า อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา เพราะมันเป็นเรื่อง สุดท้ายต่อจากตถาตา. ถ้าเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ว่าง เช่นนั้นเองแล้ว กูก็ไม่เอากับมึง, นี่เรื่องสุดท้ายคืออย่างนั้น เพื่อจะไม่ตองเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ขึ้นมาเสียจากกองทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเกลียดกองทุกข์ เกลียดความทุกข์ กลัวความ
น.75 อดัมมยตารวมเรื่องทุกเรื่องที่พุทธบริษัทควรรู้ (ต่อ) ๔๗ ทุกข์ เกลียดความทุกข์นั่นแหละดี. ถ้ายังไม่ เกลียดความทุกข์, ไม่เกลียดความชั่ว แล้ว ก็คือไม่มือตัมมยตา มันละไม่ได้, ละความชั่วก็ไม่ได้, ละความทุกข์ก็ไม่ได้. รีบสนใจอตัมมยตา เครื่องมือวิเศษที่จะหย่าขาดจากสิ่งเลวร้าย, การที่ จะหย่าขาดสิ่งใดต้องมือตัมมยตา จึงจะหย่าขาดได้, จะหย่าผัวหย่าเมียก็เหมือนกัน ถ้า ไม่มีอตัมมยตามันไม่หย่าจริง. ถ้ามือตัมมยตามันก็อยู่กันไม่ได้แน่นอน, ต้องแยกจากกัน จะหย่าขาด จากสิ่งเลวร้ายใด ๆ ขอให้ใช้เครื่องมือ คืออตัมมยตา. การที่จะพัฒนา ให้ยิ่งขึ้นไปนี้ มันต้องหย่าขาดจากสิ่งเลวร้ายนะ ไม่อย่างนั้น ไม่พัฒนา พัฒนากันแต่ปาก เดี๋ยวนี้มันไม่มีการละสิ่งเลวร้ายจริง ๆ ก็พัฒนาไม่ได้ ยิ่งเจริญ ยิ่งยุ่ง ยิ่งเจริญยิ่งยุ่ง ในบ้านในเมือง. เรื่องการเมืองการสังคมก็ยุ่งกันไปหมด เพราะ มันไม่ละสิ่งที่ควรละ มันละไม่ได้เพราะมันไม่มีอตัมมยตา, จึงขอให้ถือว่า เป็นของ ประเสริฐสูงสุดของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสไว้, แล้วมันเงียบอยู่ในพระไตรปิฎก จึง เอามาพูด เอามาเปิดเผยเอามาแจกแจง แล้วก็จะเป็นเรื่องสุดท้ายแล้ว เป็นเรื่องสุดท้าย ของเรื่องตา ๆ ๆ เห็นอนิจจตา เห็นทุกขตา เห็นอนัตตตา เห็นธัมมัฏฐิตตา เห็น ธัมมานิยมตา เห็น อิทัปปัจจยตา เห็นสุญญตา เห็นตถตา แล้วก็จะเห็นอตัมมยตา แล้วก็จบกันเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว มันหมดเรื่อง. นี้บรรดาเรื่องตา ๆ ๆ ทั้งหลาย อตัมมยตายังตกค้างอยู่เป็นเรื่องสุดท้าย ที่เรายังไม่ค่อยจะเข้าใจกัน, ฉะนั้นจะ ขอโอกาส พูดเรื่องนี้หลายๆ ครั้ง เป็นการบรรยายชุดเรื่องอตัมมยตา. วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา แล้วในการบรรยายโดยหัวข้อว่า อตัมมยตาเป็นที่รวมแห่งธรรมะทั้งหลาย. ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรมส่งเสริมกำลังใจ ที่จะปฏิบัติอตัมมยตานั่นแหละ ให้ได้สืบต่อไป
Buddhadasa