Buddhadasa.org

อตัมมยตาประยุกต์ ตอนที่ ๔ — กลิ่นไอของอตัมมยตาในธรรมทั้งปวง

อตัมมยตาประยุกต์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.76 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๔ ในวันนี้ ก็ บรรยายในชุดอตัมมยตา มีหัวข้อเฉพาะการบรรยายในตอนที่ ๔ นี้ว่า กลิ่นไอของอดัม- มยตาในธรรมทั้งปวง. ขอทบทวนความเข้าใจว่า เราได้พูดกันเรื่องอตัมมยตามาตามลำดับ ในแง่ ต่าง ๆ กัน เพื่อให้เข้าใจสิ่งนี้ดีขึ้นทุกที ; อตัมมยตา นั้น จะดู กันในฐานะ เป็น ญาณ, เป็นความรู้ ก็ได้, ในฐานะ เป็นสถานะที่สูงหรือต่ำของจิตก็ได้ , ในฐานะที่เป็น ความรู้สึกของจิตเองก็ได้ . ในวันนี้มุ่งหมายจะกล่าวในส่วนนี้ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง เป็นสิ่งที่ อาจจะสังเกตเห็นความหมาย อันนี้ได้ในธรรมทั้งปวง ก็คือในสิ่งทั้งปวง, คำว่าในธรรมทั้งปวงในพระพุทธศาสนานี้ ก็คือในสิ่งทั้งปวง, นำมากล่าวให้เป็นหนทางที่ ๔๘

น.77 จะได้ใช้เป็นเครื่องสังเกต เพื่อให้คุ้นเคยกับสิ่งนี้โดยง่ายและยิ่งขึ้นไป เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเรื่องนี้ของเราทุกคน. ความหมายของอตัมมยตา. ในชั้นนี้จะได้พูดถึง ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า อตัมมยตา, ความหมายของอตัมมยตามีทั้งอย่างสูงสุด ทั้งอย่างที่รองลงมา และอย่างที่เป็นชั้นทั่ว ๆ ไป เป็นสามระดับ อยู่ด้วยกันดังนี้ : ที่เป็นความหมาย อย่างสูงสุด ก็คืออตัมมยตาที่ ทำความเป็นพระอรหันต์, อตัมมยตาที่ทำให้ละ อรูปธาตุเสียได้ โดยเฉพาะละเนวสัญญานาสัญญายตนะ. ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ภวัคคพรหม คือพรหมชั้นสุดท้ายนั้นเสียได้, อตัมมยตาอย่างนี้เป็นระดับของพระอรหันต์ ซึ่งมีกล่าวมากในพระบาลี. อย่างที่สอง อตัมมยตา อย่างที่รองลงมา ก็คืออตัมมยตาชนิดที่ ละไปตามลำดับ คือละกามธาตุเสียด้วยรูปธาตุ, ละรูปธาตุเสียได้ด้วยอรูปธาตุ, ละอรูปธาตุเสียได้ด้วยอตัมมยตา, คำนี้ปรากฏในขั้นสุดท้าย แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า แม้ที่ละมาตามลำดับ ก็ละได้ด้วยอตัมมยตา ในความหมายที่รอง ๆ ลงมา, ละกามธาตุคือจิตที่เป็นระดับพัวพันอยู่ในกาม ก็ละเสียได้ด้วยจิตที่พัวพันอยู่ในรูป หรือรูปธาตุ ที่รู้จักกันทั่ว ๆ ไปว่า รูปฌาน , แล้วก็ ละรูปธาตุนี้เสียได้ด้วยอรูปธาตุ ที่รู้จักกันโดยทั่วๆ ไปว่า อรูปฌาน , แล้ว ละอรูปธาตุนี้เสียได้ด้วยนิโรธธาตุ ธาตุเป็นที่ดับหมายถึงนิพพาน. ฟังดูให้ดีว่ามัน มีกามธาตุ ธาตุที่เป็นกามเป็นวิสัยแห่งกาม, แล้วก็ รูปธาตุ ธาตุที่เป็นวิสัยแห่งรูป, ล้วน ๆ บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับงาม, แล้วก็ อรูปธาตุ ซึ่งละเอียด

น.78 ประณีตยิ่งขึ้นไป, แล้วก็ นิโรธธาตุ ธาตุเป็นที่ดับแห่งสิ่งทั้งสามนั้น. กามธาตุ ก็ดี รูปธาตุ ก็ดี อรูปธาตุ ก็ดี ทั้งสามนี้ ล้วนแต่จะ ดับเสียได้ด้วยนิโรธธาตุ แต่มันก็มีการดับได้มาตามลำดับ ๆ. ละกามธาตุ หรืออกุศลธรรมทั้งหลายเสียได้ ด้วยนานัตต-อุเบกขาของรูปฌาน, แล้วก็ ละรูปธาตุ นั้นเสียได้ ด้วยเอกัตตอุเบกขา ของอรูปฌาน, แล้วก็ละ เอกัตตอุเบกขาของอรูปฌานนั้นเสียได้ ด้วยอตัมมยตา อันสุดท้าย ซึ่งเป็นนิโรธธาตุ เป็นชั้นนิโรธธาตุ. นี้เมื่อดูกันอย่างนี้แล้วก็จะเห็นได้ว่า อตัมมยตามีเป็นลำดับ ๆ หลายลำดับรองกันอยู่ ตั้งแต่ต้นต่ำจนสูงสุด นี้ก็อย่างหนึ่ง. ทีนี้อย่างที่สามก็คือความหมายของอตัมมยตา ที่มีความหมายทั่ว ๆ ไป เป็นการ ละสิ่งที่ควรละ ก็แล้วกัน, อะไรเป็นสิ่งที่ควรละ ละเสียได้โดยเด็ดขาด, การละขาดจากสิ่งนั้นก็เรียกได้ว่า อตัมมยตา เป็นอตัมมยตาตัวน้อย ๆ ไม่มีกล่าวชื่อชัดในบาลี แต่เอามาเรียก มาจัด มากล่าว มาแสดงให้ท่านทั้งหลายรู้จักไว้ ว่าสิ่งใดที่จะมีอำนาจละสิ่งที่ต้องละ หรือควรละโดยเด็ดขาด แล้ว ก็เรียกว่าอตัมมยตาได้ทั้งนั้น. ดังนั้นเป็นอันสรุปความได้ว่า ความหมายของอตัมมยตา มีอยู่ได้เป็นสามระดับ คือ อย่างสูงสุดสำหรับพระอรหันต์ สำหรับความเป็นพระอรหันต์, อย่างกลาง เป็นการ ละมาตามลำดบ ๆ แห่งธาตุ หรือภพ, ส่วนอย่างสุดท้ายให้เป็นความหมายทั่ว ๆ ไป ละอะไรก็ได้, ละที่ควรละทั่วๆ ไป แล้วก็จะเรียกว่าอตัมมยตาด้วยกันทั้งนั้น. อตัมมยตาเป็นความรู้สึกว่าต้องละสิ่งที่ควรละ. ทีนี้ ก็จะดูในแง่ของธรรมะชั้นสูงกันก่อน ว่าอตัมมยตานี้มันมีตำแหน่งแหล่งที่อยู่ที่ตรงไหนในธรรมะชั้นสูงทั่ว ๆ ไป. อตัมมยตาคือความเห็นหรือความรู้สึก

น.79 ในธรรมทั้งปวง ที่เป็นการละสิ่งที่ควรละ, ละสิ่งที่เคยเกี่ยวข้องปรุงแต่งให้ผูกพันอยู่ในภพทั้งหลาย, ให้ มีภพ สิ่งที่ทำให้มีภพเป็นกามภพ เป็นรูปภพ เป็นอรูปภพก็ตาม ต้องละ, อันนี้คือ การ เห็นชัดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นมายา ยึดถือเข้าแล้วเป็นทุกข์ ต้องละเสีย, นี้เป็นจุด สุดท้ายของญาณทั้งหลายฝ่ายธัมมัฏฐิติญาณ บางคนไม่เข้าใจ ธัมมัฏฐิติญาณ คือ บรรดาญาณที่แสดงความจริง ของสิ่งทั้งปวงว่าเป็นอย่างไร ๆ ตามที่เป็นจริง, ไม่ให้หลอกได้อีกต่อไป, เช่นเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้นมาตามลำดับ ๆ จนกระทั่ง เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องละ คืออตัมมยตา, อตัมมยตาในลักษณะนี้เป็นญาณอันสุดท้าย ของ ธัมมัฏฐิติญาณทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเป็นอันมาก, ในบรรดาญาณทั้งหลาย เป็นอันมาก ที่จะช่วยให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด แล้วเรียกว่าธัมมัฏฐิติญาณ. ถ้าสูง ไปจากนั้นก็เป็นนิพพานญาณ คือญาณที่เป็นนิพพาน. อตัมมยตาเป็นจุดสุดท้ายของ ธัมมัฏฐิติญาณ แล้วก็เป็นหัวต่อ หรือ เป็นเงื่อนต่อของทั้งสองฝ่าย คือ ตรงที่ธัมมัฏฐิติญาณ และนิพพานญาณต่อกัน มัน อยู่ระหว่างกลาง, เรียกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า เป็นจุดเปลี่ยน, เป็นจุดที่มันจะเปลี่ยน เปลี่ยนที่จุดนั้น เปลี่ยนจากโลกิยะ เป็นโลกุตตระกันที่จุดนั้น เป็นจุดเปลี่ยนเพราะการ เห็นอตัมมยตา นั่นเอง อตัมมยตาอย่างนี้เป็นเงื่อนต่อของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายโลกิยะและ ฝ่ายโลกุตตระ. อำนาจของอตัมมยตา. นี้ถ้าดูฤทธิ์อำนาจของอตัมมยตา หลังจากจุดเปลี่ยน นั้นแล้ว มันก็เป็น การเริ่มต้นของนิพพานญาณ มีอำนาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด แล้วก็หลุดพ้น, อตัมมยตาอย่างนี้เป็นจุดเริ่มต้นของฝ่ายนิพพานญาณ

น.80 ทีนี้เรานิยมกันว่า เมื่อบรรลุนิพพาน หรือมรรคผลอันใดแล้ว จะมีการ พิจารณาที่เรียกว่า ปัจจเวกขณ์ ดูอีกครั้งหนึ่ง ว่าได้หลุดพ้นแล้วจริงอย่างไร. ถ้าอย่างนี้ แล้ว อตัมมยตาก็เป็นวัตถุที่ตั้ง ที่อาศัย ที่กำหนดของปัจจเวขณญาณ นั่นเอง คือ พิจารณาเห็นได้ว่า มันได้หลุดออกมาแล้วด้วยอำนาจของอตัมมยตา. ถ้าไม่เข้าใจก็คงจะงง ๆไปบ้าง แต่ถ้าฟังให้ดีก็คงจะเข้าใจได้ หรือจำไว้ทีก่อน ก็ได้ ว่า อตัมมยตา เป็นจุดสุดท้ายของฝ่ายธัมมัฏฐิติญาณข้างนี้ แล้วก็เป็นเงื่อนต่อที่ตรง กลาง ต่อระหว่างธัมมัฏฐิติญาณ กับนิพพานญาณ, แล้วดูไปอีกนิด อตัมมยตา ก็เป็นจุด ตั้งต้นของนิพพานญาณ ครั้น นิพพานแล้ว พิจารณาดูการหลุดพ้นแล้ว นิพพาน แล้ว นั้นอีกทีหนึ่ง ด้วยปัจจเวกขณญาณ ก็เห็นลักษณะของ อตัมมยตา ว่าละแล้ว หย่าขาดกันแล้ว โดยประการทั้งปวง. นี่มีความหมายกว้างขวาง สัมพันธ์กันอย่างกว้าง ขวางอย่างนี้, ถ้าเป็นที่เข้าใจไว้ก็จะดีมาก จะสะดวกในการที่จะศึกษาธรรมะในระดับนี้. ทีนี้ ก็มาดูกันอีกทางหนึ่งว่า เราจะเห็น ลักษณะของ อตัมมยตา ในความ หมายทั่ว ๆ ไป ได้ที่ไหนบ้าง? เดี๋ยวนี้เราจะเอากันทั้งหมด ในธรรมทั้งปวง แล้วก็ เห็นได้ที่ไหนบ้าง จะแยกเป็นสองประเภท : เห็นได้ในกระแสแห่งวิวัฒนาการ ของธรรมทั้งปวง คือโลกหรือจักรวาลหรืออะไรก็ตาม ทั้งปวงที่เป็นวิวัฒนาการ มี กระแสแห่งวิวัฒนาการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีอตัมมยตา นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็เห็น ได้ในธรรมทั้งปวง ที่บัญญัติไว้ว่าเป็นพุทธศาสนา นี่อีกอย่างหนึ่ง.

น.81 ลักษณะของอตัมมยตาในกระแสแห่งวิวัฒนาการ. ในชั้นแรกนี้ดูกันกว้าง ๆ ดูอย่างธรรมชาติ หรือดูอย่างวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ ศาสนาไม่เกี่ยวกับศาสนา ก็จะดูว่า อตัมมยตา มันมีอยู่ที่ไหน, และอย่างไร, ดูกันใน กระแสแห่งวิวัฒนาการ ว่าตั้งแต่มันไม่มีโลก กระทั่งมันมีโลกเกิดขึ้นมา แล้วก็ตั้งต้นโลก ขึ้นมาแล้ว ก็มีสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์เป็นคนเป็นอะไรขึ้นมานี้ วิวัฒนาการตั้งแต่จุดที่ไม่มี สิ่งที่มีชีวิต จนมามีสิ่งที่มีชีวิตเป็นคนขึ้นมา, นี่เรียกว่าวิวัฒนาการ. จะเห็นได้ว่า ในสิ่ง ที่มีชีวิต มีความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณ มีความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณรู้สึกได้เอง ถ้ามัน เป็นในระดับต่ำมันก็รู้สึกต่ำ ในระดับสูงก็ระดับสูง เป็นต้นไม้ก็ต่ำ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ อยู่กลาง ๆ เป็นมนุษย์ก็อยู่สูง ในวิวัฒนาการทั้งหลายเหล่านั้น มีสิ่งซึ่งแสดงลักษณะแห่ง อตัมมยตา ในสัญชาตญาณของสิ่งที่มีชีวิต , สัญชาตญาณแม่บทที่สุด คือสัญชาต ญาณว่ามีตัวตน, แล้วมันก็ต้องการที่จะรักษาไว้ ซึ่งความมีตัวตน คือรักษาชีวิต, แล้ว มันก็ ต้องการจะรอด จะรอด จะรอด คือมันจะรอด จากสิ่งที่เป็นอันตราย ที่จะทำให้ สูญหายไป พินาศไป, มัน ต้องการจะรอดจากสิ่งนั้น . แต่มันยังเป็นสัญชาตญาณอ่อน ๆ โง่ ๆ ง่าย ๆ ของต้นไม้, ของสัตว์ของอะไรเหล่านี้, มันก็มีมาอย่างอ่อน ๆ แล้วก็สูงขึ้นจน เป็นคน แล้วก็ สูงขึ้นๆจนเป็นยอดคน คือเป็นพระอรหันต์ สรุปความว่า ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิต มีสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกเพื่อ ความรอด คือกลัวต่อความตาย มันก็พยายามที่จะละอันตรายที่จะเป็นที่ตั้งแห่ง ความตายเรื่อยๆ มา, เรื่อย ๆ มา สูงขึ้นมา ๆ จากเป็นพืชโง่ ๆ มาเป็นสัตว์ที่รู้สึกสูง กว่า มาเป็นคนที่สูงกว่านั้น แล้วมาเป็นยอดคน คือเป็นพระอรหันต์. นี้ในสัญชาต- ญาณก็เป็นอย่างนี้, ถ้าไม่เป็นอย่างนี้มันก็รอดมาไม่ได้ คือมันจะไม่มีคนไม่มีอะไรขึ้นมาได้.

น.82 แล้ว ในสัญชาตญาณเพื่อความรอดนั้น มันก็ มีสัญชาตญาณหรือผล ปฏิกิริยาจากสัญชาตญาณ เป็นความรู้สึกที่มีลักษณะของอตัมมยตาด้วย เหมือนกัน, เช่นในบรรดาสิ่งที่มีชีวิต มันก็ สร้างสิ่งที่เรียกว่าการต่อต้าน, ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ต่อต้านความตาย, immunity ที่เรียกกันอย่างนั้น อำนาจการต่อต้าน มันก็ต่อต้านความ ตาย, ต่อต้านสิ่งที่จะทำให้ตาย, มีอำนาจต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ต่อต้านอะไรต่าง ๆ อยู่ใน สิ่งที่มีชีวิตนั้น, นั่นก็เป็นความหมายแห่งอตัมมยตา คือหลีกไปเสียจากสิ่งที่จะทำให้ตาย. เราสังเกตดูก็จะเห็นว่า มันมีอำนาจต่อต้านโรค, ต่อต้านความตาย อยู่ในสิ่งที่มีชีวิต. ร่างกายนี้อย่างภาษาแพทย์เขามีคำเรียกอยู่คำหนึ่งว่า มันไม่ยอมรับสิ่งแปลก ปลอม เอาอะไรใหม่ ๆ ใส่เข้าไปแทนของเก่า, ในร่างกายนี้ มันไม่ยอมรับ มันไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นความลำบากยุ่งยาก, แต่การแพทย์ก็ทำให้ยอมรับได้ในบางสิ่ง. กิริยาที่ไม่ยอม รับสิ่งที่แปลกปลอมเข้าไปในร่างกายในชีวิตนั้น ก็มีความหมายแห่งอตัมมยตา คือมันละ มันสลัดสิ่งที่มันรู้สึกว่าเป็นข้าศึกแก่ความอยู่รอด, เป็นปฏิกิริยาของสัญชาตญาณ ด้วยเหมือนกัน. แม้ในโลหิตขาว ตัวโลหิตขาว ก็มีหน้าที่ที่จะกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้าไปใน ร่างกาย คือความต่อต้านโดยตรงอย่างนี้, มันก็มีความหมายแห่งอตัมมยตา, อตัมมยตา ของโลหิตขาว จะกำจัดเชื้อโรคที่เข้าไปในร่างกาย. นี่ดูกันอย่างนี้, ที่เป็นอย่างภายใน หรือละเอียดหน่อย. ตัวอย่างที่เป็นไปตามธรรมชาติ. ทีนี้จะมาดูกันอย่างหยาบ ๆ ก็ได้ มันก็ มี อาการที่เป็นอตัมมยตา มันก็ต้อง สลัดสิ่งที่ไม่ควรจะเอาไว้, สิ่งใดที่เอาไว้ไม่ได้ไม่ควรจะเอาไว้ มันก็สลัด. ใบไม้ ทั้งต้น มันถูกสลัดออกไป เมื่อถึงฤดูหนาว เอาไว้ไม่ได้ , ขืนเอาไว้ต้นไม้ก็จะตาย ก็ สลัด ใบนั้นไปเสีย , หรือ ใบสุกแล้วอย่างไม้ธรรมดานี้ ก็สลัดออกไป เสีย, กึ่งบางถึงไม่

น.83 ควรจะเอาไว้ มันก็ปลดของมันเองได้. ต้นไม้นี้ เปลือกชั้นนอกก็สลัดออกไป เรื่อย ๆ แม้ ลูก ลูกที่มันสุกแล้ว มันก็ จะต้องหล่นไป ออกไป. ลักษณะที่จะต้อง สลัดสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน ออกไปนี้ ก็มีความหมายแห่ง อตัมมยตา. ไม่มีใคร สอน มัน เป็นลักษณะของสัญชาตญาณ ขั้นต่ำ ๆ ต้อย ๆ, แม้ยังไม่ถึงคนเป็นเพียง ต้นไม้พืชพันธุ์ มันก็ยังทำเป็น. คนก็มีความเคยชิน หรือการปฏิบัติโดยสัญชาตญาณ, มันไม่ต้องการ ให้สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่นั้นมีอยู่ มันต้องการจะสลัดออกไป. ทำไมเราจะต้องถูขี้ไคลเวลา อาบน้ำ, เพราะเราไม่ต้องการขี้ไคล ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน ให้มันออกไป ก็ถูขี้ไคลให้มัน หลุดออกไป. ทำไมเราจะต้องไอ ก็เพื่อขับสิ่งบางสิ่งออกไป, ทำไมเราจะต้องจาม เพราะเราจะขับสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่กับเราออกไป, ทำไมเราจะต้องสั่งขี้มูก เพราะไม่ต้องการให้ มันอยู่กับเราอีกต่อไป, ทำไมจะต้องบ้วนน้ำลาย เพราะไม่อยากให้มันอยู่กับเราอีกต่อไป. ทำไมเราต้องถ่ายอุจจาระ เพราะมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันต้องถ่ายออกไป, แล้วทำไมจึง ต้องล้างก้นล่ะ เพราะมันไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน. นี่มันมีที่ผิวเผินและละเอียดอ่อนออกไป อย่างนี้ ทำไมต้องล้างหน้าทุกเช้า, ทำไมต้องล้างหน้ากันมาก ๆ. ครั้งหนึ่งอาตมาไปพูดที่กรุงเทพฯ ว่าก้นที่สกปรกคุณเช็ด ๆ เอาเท่านั้น หน้าของคุณไม่สกปรกอะไร คุณล้างแล้วล้างอีกตั้งหลายนาทีตั้งครึ่งชั่วโมง, มีคน ๆ หนึ่ง เขาลุกไปจากที่ประชุม, นี่เขาทำผิดหรือโง่ขนาดนี้. แต่แล้วมาดูเถอะว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนี้มันมีอยู่โดยธรรมชาติ จะโดยพระเจ้าก็ได้, จะโดยธรรมชาติก็ได้, มันจะต้องเอา สิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกันออกไป ๆ. นี่คือความหมายของอตัมมยตา, เราประพฤติปฏิบัติ อยู่ตลอดเวลา, เราต้องมี เราต้องมี ไม่มีมันก็ตาย ถ้าเราไม่เอาสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ออกไป

น.84 เสียมันก็ต้องตาย. ธรรมชาติก็ช่วยได้มากมี immunity ต้านทาน, มีการต่อสู้ ไม่ยอมรับ ของแปลกปลอมเข้าไป, มีโลหิตขาวที่กำจัดเชื้อโรค เหล่านี้มันเป็นอตัมมยตา โดย ธรรมชาติในชั้นพื้นฐาน ชั้นเตี้ย ๆ ชั้นต่ำ ๆ นี้, แต่มันก็สำคัญ ที่ว่ามันให้ชีวิตรอดอยู่ได้ ฉะนั้นควรจะขอบใจ ขอบใจอตมมยตา, จะเรียกมันว่าคุณก็ได้, นายก็ได้, มันมีบุญคุณ มันช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตไว้. นี้เห็นได้ว่า ในกระแสแห่งวิวัฒนาการ มีความหมาย มีวิญญาณ มี เจตนารมณ์อะไรก็ตามของ อตัมมยตา อยู่เต็มที่แล้วเป็นมาด้วยกัน, เราก็ได้รอด, ได้มา นั่งพูดกันอยู่ที่นี่ เพราะว่าเราได้ขับไล่สิ่งที่ไม่ควรจะมีในชีวิตในร่างกายนี้ออกไป เสียได้ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง โดยธรรมชาติบ้าง โดยการกระทำของเราเองบ้าง. การขับไล่สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนให้ออกไปเสีย นั่นแหละคือความหมายของ อตัมมยตา, คิดดูให้ดีมันกว้างขวางเท่าไร, มันครอบงำจักรวาลอย่างไร. ถ้ามันไม่ ยอมละสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วมันใหม่ออกไปไม่ได้, แล้วมันก็ต้องยอมละระดับที่ต่ำกว่า ที่เลว กว่า ที่เล็กกว่าอะไรออกไปเรื่อย มันจึงโตขึ้นมาได้. ถ้ากุ้งถ้าปูไม่ลอกคราบมันก็โตขึ้น มาไม่ได้, มันจะต้องละสิ่งเก่า สร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าสูงกว่าขึ้นมาแทน. นี้เป็นธรรมชาติ ทั่ว ๆ ไปตามวิวัฒนาการ, เห็นได้ในกระแสแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติในลักษณะ อย่างนี้เอ้า, นี้เสร็จไปตอนหนึ่ง. ลักษณะของอตัมมยตาในธรรมทั้งปวง. ทีนี้ก็จะมาพูดถึง ที่จะเห็นได้ในธรรมทั้งปวง ในพระพุทธศาสนา คือบทบัญญัติแห่งธรรมะวินัยอะไรก็ตาม ที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติแล้ว ได้แสดงแล้ว

น.85 เป็นหลัก บัญญัติอย่างนั้น ๆ อยู่ในพระพุทธศาสนา, ในธรรมะบัญญัติเหล่านั้น ทั้งหมด มีความหมายแห่งอตัมมยตาอยู่ ทุกสิ่งทุกธรรมะ เราจะได้ดูกัน :- ที่นี้ ก็จะมาดูกันในแง่ที่ว่า เงื่อนงำของอตัมมยตา กลิ่นไอของอตัมมยตา ลักษณะของ อตัมมยตา แล้วแต่จะเรียก ว่ามัน มีอยู่ในธรรมะทั้งหลายทั้งปวง เหล่านั้น อย่างไร, จะเรียกว่า ดูในพระศาสนาทั้งกลม ภาษานี้มันโลกโคกสักหน่อย แต่มันมีความ หมายดีมาก ว่าถ้าดูทั้งกลม ทั้งกลมหมายความว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ยกเว้นอะไร คือทั้งหมด โดยรอบ พุทธศาสนาทั้งกลม จะมีอะไรบ้างกี่อย่าง กี่สิบอย่างก็ตามใจ รวมกันหมดแล้ว เรียกว่าทั้งกลม, ดูจากพระพุทธศาสนาทั้งกลม แล้วจะเห็นว่า ทุกบทแห่งธรรม มี ความหมายแห่งอตัมมยตา , ดูกันคร่าว ๆ ว่า พระพุทธศาสนาทั้งกลมคืออย่างไร กันที่ก่อน. พุทธศาสนาทั้งกลม ทั้งหมดเป็นอย่างไร, ก็จะเอ่ยถึง พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ สามอย่างก่อน. ที่นี้ พระพุทธเจ้าจะกี่อย่าง ก็ไปเรียนเอาเอง, พระสงฆ์จะกี่อย่างเรียนเอาเอง, ขอยก เฉพาะพระธรรม พระธรรมนี้ แยกออก ไปเป็น ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ คือการศึกษาเล่าเรียนการปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติ ที่นี้ ที่เป็นตัวการปฏิบัติ นั้นเป็น ทาน ก็ได้, เป็นศีล ก็ได้, เป็น สมาธิ ก็ได้, เป็น ปัญญา ก็ได้. ที่เป็นปัญญาก็คือญาณ ทั้งหลาย, เช่น ญาณในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถาตา เป็นต้น, ญาณทั้งหลายคือปัญญา ในส่วนที่เป็น ผล ของปัญญาเรียกว่าปฏิเวธ ก็คือ มรรค ผล นิพพาน มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ นี่ เรียกว่า มรรคผลนิพพาน มันก็หมดเท่านั้นทั้งกลม แต่แจกได้อย่างนี้. ว่ากันอีกทีก็ได้ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระรัตนะเป็นพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์, พระธรรมแยกออกเป็นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ, ปริยัติไม่

น.86 แจกดอกมากนัก, ปฏิบัติก็คือการกระทำที่ว่าจะเพื่อความรอด : ให้ทานก็ดี รักษา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี นี้ก็เรียกว่าปฏิบัติ. ทีนี้ที่ เป็นปัญญา นั้นมัน มี ญาณมาก มาย หลายอย่างหลายสิบญาณ กี่ญาณ ๆ ก็เป็นปัญญา, ไปจบ ทื่อตัมมยตา นั่นแหละ. เรียกชื่อกันสักทีก็ได้นะว่าแม่แก้วตา ตา ๆๆ ๆ มีอยู่เก้าตา, เรียกอย่าง ล้อเลียนว่าแม่แก้วตา มีอยู่เก้าตา : หนึ่งอนิจจตา - ความไม่เที่ยง , สองทุกขตา - ความเป็นทุกข์ , สามอนัตตตา - ความมิใช่ตัวตน นี้หมวดหนึ่ง แล้ว. สี่ ธัมมัฏฐิตตา - ความตั้งอยู่ตามกฎธรรมชาติ ธรรมดาว่าอย่างนี้, แล้วห้า ธัมมนิยามตา - ความตั้งอยู่ตามกฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ , หก อิทัปปัจจยตา - ความเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย นี่ก็เรียกกลุ่มหนึ่ง. ทีนี้เจ็ด สุญญตา - ความว่างจากความหมายแห่งตัวตน ไม่มีความหมายแห่ง ตัวตน, แม้จะรู้สึกว่าตัวตน ก็ไม่มีความหมายแห่งตัวตน เรียกว่าสุญญตา ๆ. แล้วแปด ตถาตา ความเป็นเช่นนั้นเอง ที่เป็นสังขตะก็ปรุงแต่งกันไป ที่ เป็นอสังขตะก็ไม่มีการปรุงแต่งเลย มีความเป็นเช่นนั้นเอง เรียกตถาตา, เอาเป็นอัตตา ที่ไหนไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นมันกัดเอา. มันก็เกิดความรู้ข้อสุดท้าย อตัมมยตา ความไม่อาศัยเกี่ยวข้องกับมันอีกต่อไป แปลให้ฟังง่ายก็แปลอย่างนี้ ความไม่อาศัยเกี่ยวข้องกับมันอีกต่อไป ก็คือความไม่ให้มัน ปรุงแต่งได้อีกต่อไป, กูไม่ยอมให้มึงปรุงแต่งอีกต่อไป กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป. นี่ภาษา มันหยาบคายแต่ฝั่งง่าย ถ้าจะพูดด้วยภาษาสุภาพหน่อยก็ว่า พอกันทีโว้ย , พอกันทีโว้ย , นี่คืออตัมมยตา.

น.87 กลิ่นไอของอดัมมยตาในธรรมทั้งปวง ๕๙ มันก็ หลุดพ้นออกไปก็เป็นปฏิเวธมรรค ผล นิพพาน อย่างที่กล่าวแล้ว : โสดาปัตติมรรค โสตาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตผล, แปด เติมนิพพาน เข้าไป หนึ่งเป็นเก้า รวมเรียกว่า โลกุตตระ เป็นปฏิเวธสูงสุด, ทั้งหมดนี้เนื่องกันอย่างนี้. เอาแต่หัวข้อสำคัญ ๆ เห็นความเนื่องกันอย่างนี้ เราเรียกว่าทั้งหมดหรือทั้ง กลม พระพุทธศาสนาทั้งกลม แยกแยะออกไปได้อย่างนี้ หรือเอามาพัน ผูกพันเข้าแล้ว มันก็จะได้อย่างนี้. อตัมมยตาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า. ทีนี้ ก็มาดูทีละอย่างว่ากลิ่นไอเงื่อนงำวี่แววของ อตัมมยตา มีอยู่ในทุกอย่าง ที่กล่าวมานี้, จะชี้กันง่ายๆ ภาษาเด็กๆ ให้เด็ก ๆ เข้าใจได้เลย. สิ่งแรก คือพระพุทธ พระพุทธเจ้า เรียนรู้เรื่องพระพุทธเจ้าดีแล้ว ก็จะพบว่า พระพุทธเจ้ามือตัมมยตา มา ตั้งแต่ก่อนเป็นพระพุทธเจ้า, เป็นพระสิทธัตถะยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่แล้วก็ มี อตัมมยตา ผลักไสออกไป ไม่ให้ครองราชสมบัติ มัวเมาในกามารมณ์อยู่ได้, ผลักไส พระสิทธัตถะออกไปบวช, พระสิทธัตถะออกไปด้วยอำนาจอตัมมยตา ไม่เอากับสิ่งนี้แล้ว โว้ย, ไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, ราชสมบัตินี้ไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, ก็ ออกไปบวช ก็ไป แสวงหาที่จะดับทุกข์สิ้นเชิง ตามความมุ่งหมายของพระองค์, ก็ปฏิบัติไปตามลำดับ ๆ ตามที่จะหาศึกษาได้ปฏิบัติได้. ละกาม ไปจากบ้าน แล้วก็ ไปปฏิบัติในชั้นรูปภพ มีสมาธิในขั้นรูปฌาน หรือรูปภพ, เอ้า, ก็ไม่พอใจ ก็ละขึ้นไปจนถึงอรูปภพ, ไปศึกษาเรื่องอรูปภพ ขั้น สุดท้าย คือขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอาจารย์คนสุดท้ายของท่าน ที่ชื่อว่าอุทก-

น.88 ดาบสรามบุตร. ถ้าอ่านหนังสือพุทธประวัติมาแล้วก็จะพบว่า อุทกดาบสรามบุตรเป็น อาจารย์คนสุดท้ายสอนเรื่องนี้ คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วก็บอกกล่าวแก่พระ สิทธัตถะนั้นว่า หมดแล้วมีเท่านี้. พระสิทธัตถะ ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่เอา ไม่เชื่อ เพียงเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้, ไม่หมดภพ มันเป็นอรูปภพอยู่ ก็ละทิ้งอาจารย์นั้นไป เสีย เพื่อไปแสวงหาอตัมมะตาที่จะกำจัด อรูปภพได้. ถ้าเราจะถามขึ้นว่า อะไรที่ทำให้ พระสิทธัตถะละทิ้ง อาจารย์คนสุดท้ายไปเสียไม่อยู่ด้วย มันก็คือ อตัมมยตา มี ความรู้พอที่ว่านี้ยังไม่สิ้นสุด ก็ไปหาของพระองค์เอง, ก็ พบอตัมมยตาอันสุดท้าย ที่ จะละความยึดมั่นถือมั่นในอรูปภพ อันสุดท้าย คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้นเสีย, ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นเหนือภพทุก ๆ ภพ ไม่มีภพอีกต่อไป สิ้นภพ สิ้นชาติสิ้นภพ. พระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับอตัมมยตาอย่างนี้ ตั้งแต่ผลักไสให้ออกไปบวช บวชแล้วก็ลุไปตามลำดับ ๆ ทุกขั้นตอนซึ่งต้องใช้อตัมมยตา, อาจารย์ของพระพุทธเจ้าชื่อ อะไรรู้ไหม เคยบอกหลายหนแล้วจะไม่จำ, อาจารย์ของพระพุทธเจ้าชื่อนายคลำ นายคลำ คลำไปเรื่อย คลำไปเรื่อย, อาจารย์ของพวกเราชื่อนั้นชื่อนี้ชื่อโน้น มันโง่ต้องอาศัยคน อื่นสอนให้. พระพุทธเจ้าท่านคลำเอาเอง, อาจารย์ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงชื่อนายคลำ คลำเรื่อยๆ โดย มีอตัมมยตาทุกขั้นตอน เกิดเป็นผลให้การคลำนี้มันเลื่อนชั้น, เลื่อนชั้น สูงขึ้นไป ๆๆ จนเป็นทางออกอันสุดท้าย ด้วยอตัมมยตาอันสูงสุด. เห็นไหมว่ากลิ่นไอ ของอตัมมยตาในพระพุทธเจ้านั้นมีมากน้อยเท่าไร, ถ้าไม่มีอตัมมยตา ไม่ได้ออกบวช ไม่ได้ เป็นพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ไม่ได้เป็นพุทธบริษัท, ไม่ได้มานั่งพูดกันอยู่อย่างนี้ ขอบคุณมันเสียบ้าง, ขอบคุณอตัมมยตาเสียบ้าง ที่มันขับไล่พระพุทธเจ้าให้ออกบวชไป จากราชสมบัติ ไปเป็นพระพุทธเจ้า, ไปตรัสรู้แล้วมีพุทธศาสนาให้เรา จะถือว่าใครไม่ ขอบคุณอตัมมยตา คนนั้นอกตัญญู เพราะอตัมมยตาได้ช่วยมาถึงขนาดนี้.

น.89 เอ้า, ทีนี้มาดูกันในพระธรรม พระธรรมแจกเป็นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ : ปริยัติ ก็เรียนเรื่องไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, เรียนเรื่องที่จะละเสียซึ่งความยึดถือว่าตัวตน, มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้แล้วไม่ใช่พุทธศาสนาดอก มันเป็นเรื่องเปลือก เรื่องกระพี้ พิธีรีตองไปเสียทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เราถือพุทธศาสนาอย่างพิธี เป็นไสยศาสตร์เสียโดยมาก. ไม่ได้ถืออย่างวิธี ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่มันดับทุกข์ได้. พวกครูบา-อาจารย์ทั้งหลายควรจะทราบกันไว้ พิธี กับ วิธี มันคำเดียวกัน ในบาลีแท้ ๆ มีคำว่าวิธี วิธีนั้นเป็นคำเดิม, พอมาเมืองไทยวิธีกลายรูปมาเป็นพิธีขึ้นมาอีกคำหนึ่ง เลยได้เป็นสองรูปว่า พิธีก็ได้ วิธีก็ได้. ถ้าวิธีก็ทำจริงถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ในวิถีทางของวิทยาศาสตร์ ได้รับผลจริง, ถ้ามันเป็นพิธี มัน กลายเป็นไสยศาสตร์ แต่มันก็ง่ายดี ทำพอเป็นพิธีก็เสร็จก็เชื่อว่าได้ผลได้บุญแล้ว. ทำพิธีเสร็จก็เชื่อว่าได้ผลแล้ว จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่มีใครพิสูจน์, นี่ พิธี มันเป็น ไสยศาสตร์ วิธี มัน เป็นวิทยาศาสตร์. พุทธศาสนาแท้จริงเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ถูกเอามาทำให้เป็นไสยศาสตร์เสียเป็นพิธี เลยนั้นไปอีกก็เป็นรีตองยิ่งใช้ไม่ได้ใหญ่, เพียงแต่พิธีก็แย่อยู่แล้ว ถ้ารีตองเข้าไปอีกก็แย่ จนไม่มีอะไรเหลือ; แต่ว่าพิธีนี้มันง่ายดีไสยศาสตร์นี้มันก็ง่ายดี พูดกันคำเดียวก็ทำแล้ว ทำเสร็จพิธีก็ได้ผลแล้ว, ถ้าต้องเสียสตางค์ก็เสียสตางค์ให้แล้ว ทำพิธีเสร็จแล้ว, ถ้าวิธีไม่ใช่อย่างนั้น ต้องปฏิบัติต้องกระทำ, ต้องกระทำจนถูกต้องจนผลเกิดขึ้นมา, นั้นจึงจะเป็นวิธี ไม่ใช่พิธี. เขาบอกอาตมากันว่า คนที่กรุงเทพฯไปศาลพระภูมิ-เอราวัณมากกว่าไปโบสถ์พระแก้ว, จริงไม่จริงท่านทั้งหลายคงรู้เอง แต่เขาบอกอาตมาว่า อย่างนั้นแหละ, ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าคนชอบพิธี พิธีมันง่ายดีไปกราบๆ ก้มๆ เงยๆ เอาช้างไม้ไปให้สักตัวหนึ่งก็สำเร็จ, ความประสงค์อะไรมันก็สำเร็จแล้ว. พิธีมันง่ายดีอย่างนี้, มันเป็นไสยศาสตร์ มันไม่เป็นพุทธศาสตร์เสียแล้ว.

น.90 ปริยัตินี้ ต้องเรียนกันให้ถูกวิธี, เป็นวิธี ที่ต้องเรียนต้องศึกษาก็เรียนเรื่องจะละอะไรเสีย ละตัวตนเสีย, ตัวตนคือสิ่งที่เลวร้าย เป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตน เกิดกิเลสทุกชนิด, แล้วก็ทำให้โลกร้อนเป็นไฟ ต้องศึกษาให้รู้, แล้วก็รู้ วิธีที่จะละมัน. การศึกษาเหล่านี้เป็นปริยัติ, ปริยัติอะไร ปริยัติเรื่อง อตัมมยตา เรื่องที่จะละตัวกูนี้เสียอย่างไร. นี้ถ้าเป็น พระธรรมขั้นปฏิบัติ ก็ปฏิบัติโดยตรง เพื่อละสิ่งที่ควรละ จะ เรียกว่ากิเลสก็ได้, จะเรียกว่าความทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าภพว่าชาติอะไรก็ได้ ละต้องละ, ไม่ละเป็นความทุกข์ มหาศาลทนทรมาน, ละออกไปเสียได้ คือกูไม่เอากับมึง. นี่ความหมายของอตัมมยตา ปฏิบัติคือการละเสียซึ่งสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน, ถ้าเป็นปฏิเวธก็เป็นมรรคผลนิพพาน ก็ยิ่งเห็นชัดว่า, หมดความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนไปตามลำดับ .. อตัมมยตามีอยู่ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม. เอ้า, ทีนี้ พระธรรม ปริยัติปฏิบัติปฏิเวธนี้ เราจะเห็นว่า ที่เป็นปฏิบัติ นั่นแหละสำคัญ ปริยัติมันก็ไม่สำคัญเท่าปฏิบัติ เพราะว่าปริยัติเฉยๆมันไม่ได้ผล ต้องปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติแล้วมันก็ได้ผล, ปฏิบัติแล้วปฏิเวธก็ไม่ไปไหนเสีย, มันต้องได้. ฉะนั้นในบรรดา พระธรรมสามความหมาย คือปริยัติปฏิบัติปฏิเวธนั้น อันที่สองสำคัญที่สุด คือปฏิบัติ , ปฏิบัติให้มันถูกต้อง ให้มัน เป็นการละสิ่งที่ควรละ ออกไปเสียได้จริง ๆ. ทีนี้ มาดูกันอย่างเราๆชาวบ้านธรรมดาสามัญก็แล้วกัน อย่าให้มันวิเศษวิโสไกลไปนักเลย, ที่เราทำกันอยู่ทุกวัน ปฏิบัติอะไร ?

น.91 ขั้นแรก ขั้นต่ำที่สุด ก็ต้องเรียกว่า ทาน ให้ทาน ทำทาน การทำทาน ปฏิบัติ ทาน, โดยความหมายที่แท้จริง การให้ทานนี้เพื่อจะเอาสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ ในเราออกไปเสีย, สิ่งนั้นคือความตระหนี่หรือ ความเห็นแก่ตัว. ทานที่ถูกต้อง ต้องกำจัดความตระหนี่หรือความเห็นแก่ตัว, นี่เป็นวิทยาศาสตร์, เดี๋ยวนี้เขามาทำเป็น อย่างอื่น เพราะคนจะไม่ชอบหรืออะไรก็ตาม เขาให้ทานแล้วแลกเอาสวรรค์ ขนาดบาทเดียว ได้วิมานหลังหนึ่งเลย ให้ทานเพื่อแลกเอาสวรรค์ อย่างนี้ไม่มีเงื่อนงำแห่งอตัมมยตา. แต่ถ้าให้ทานเพื่อละเสียซึ่งความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวนั้น มือตัมมยตาเต็มเปี่ยมอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่าทาน ให้ทาน คือให้ออกไป ให้สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน ออกไปเสีย, ถ้าให้ทานเพื่อเอาสวรรค์มันเป็นเรื่องค้ากำไรเกินควร, มันไม่ใช่เรื่องให้ทานอย่างความ หมายเดิม, มันเป็นสีลัพพัตตปรามาสเป็นอะไรไปเสียแล้ว, ให้ทานเพื่อเอาผลตอบแทน อย่างนั้นมันเป็นการค้ากำไรเกินควร, ได้กำไรเกินควร ให้สวย, ให้รวย ให้ได้สวรรค์ ให้ ได้วิมาน อย่างนี้มันกำไรเกินควร แล้วมันจะละอะไรได้. ทานที่แท้จริงมันจะละสิ่ง ไม่ควรจะมีอยู่ในตน ในขั้นต้น ๆ คือความตระหนี่ ความเห็นแก่ตน, ความเหนียว แน่น ตระหนี่เห็นแก่ตนออกไปเสีย นั่นคือตัวอตัมมยตาที่มีอยู่ในทาน ทีนี้ ก็มาถึงศีล สูงจากทานก็ถึงศีล, ทำถูกต้องก็ กำจัดสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ ในตน, ที่ไม่ควรจะมีอยู่ที่กายหรือวาจาของตน ตามสิกขาบทนั้นๆ สิกขาบทนั้น ๆ เมื่อ ปฏิบัติดีแล้วก็ทำให้เกิดศีลขึ้นมา ก็เอาสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนออกไปเสีย. เอาการฆ่าสัตว์ ออกไปเสีย, การอทินนาทานออกไปเสีย, กาเมสุ มิจฉาจารออกไปเสีย, อะไรออกไปเสีย ออกไปเสีย นี่ก็เป็นศีลนำออกไปเสียซึ่งสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนในระดับต้น ๆ ทางกายทาง วาจา. ศีลมันก็มือตัมมยตาเต็มตัว เพราะมันละหรือกำจัดสิ่งที่ไม่ควรจะมี อยู่ในตน. แต่นี้ใครกี่คนที่รักษาศีลอย่างนั้น รักษาศีลแลกสวรรค์กันทั้งนั้น ที่เขาสอน กันอยู่ โดยมากก็เป็นอย่างนั้น อย่างดีที่สุดก็ว่าเป็นปัจจัยให้แก่พระนิพพาน แก่เมือง

น.92 นิพพาน ซึ่งสมบูรณ์ ร่ำรวย สวยงามอะไรไปทางโน้นเสีย ไม่ใช่นิพพานดับทุกข์ ศีลก็ ถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาประโยชน์ของกิเลสไปเสีย รักษาศีลไปสวรรค์นี้ไม่มี อตัมมยตา ถ้ารักษาศีลเพื่อจะกำจัดโทษความเลวทรามที่ไม่ควรมีอยู่ที่กาย วาจา ในศีลนั้น เต็มไปด้วยอตัมมยตา. ทีนี้ก็มาถึงสมาธิ ศีลแล้วก็สมาธิ ถ้าสมาธิสำเร็จ มันก็กำจัดกิเลสกลุ้มรุม พวกนิวรณ์ทั้งหลาย นิวรณ์ทั้งหลายออกไปเสียไม่มีส่วนเหลือ แต่เรามันไม่รู้จักนิวรณ์ ไม่ได้สอนเรื่องนิวรณ์กันด้วยซ้ำไป ว่าตามธรรมดาคนนั้นมันมีนิวรณ์ ลูกเล็กเด็กแดงก็ เริ่มมี แล้วก็มี ๆ ๆ มาจนถึงคนใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่มีนิวรณ์. ความรู้สึกที่น้อมเอียงไปในทางกาม ทางเพศ ที่มันเกิดอยู่บ่อยๆ มัน รบกวนความสงบสุขของจิต ก็เรียกว่านิวรณ์. พยาบาท - ความไม่ชอบใจ, ความขัดใจ เมื่ออะไรมันไม่ตรงตามที่ ต้องการมันก็ขัดใจ, ความไม่พอใจ ในอะไรก็ไม่รู้ บางทีมันก็รบกวน จิตใจไม่ให้สงบ มันก็เป็นนิวรณ์. ความที่จิตมันถอยกำลังหดหู่ มันฟุบ มันมึนมันชา นี่ก็ทำอะไรไม่ได้ดี ซึ่งก็มีกันอยู่ทุกคน ก็เป็นนิวรณ์. ทีนี้ จิตมันฟุ้ง มันฟุ้งตรงกันข้าม จนทำอะไรไม่ได้อีกเหมือนกัน มัน ก็เป็นนิวรณ์. นี้ ลังเลสงสัย วิจิกิจฉา นี้ ความไม่แน่ใจในทุกสิ่งและในตัวเอง นี่ เรียกว่าความลังเลหรือวิจิกิจฉา ทุกคนมี ทุกคนยังไม่เชื่อแน่ เต็มไปด้วยข้อลังเล, ลังเลใน การเศรษฐกิจของตัว, ลังเลในการอนามัยของตัว, ลังเลในความปลอดภัยของตัว, ลังเลใน

น.93 กลิ่นไอของอดัมมยตาในธรรมทั้งปวง ๖๕ ความรู้ หรือแม้แต่ว่าทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของที่มีอยู่ ก็ลังเลก็หวาดระแวง ว่ามันจะ หายไปเสียเมื่อไรก็ไม่รู้, ไม่แน่ใจว่ามันจะอยู่กะเราตลอดไป, อย่างนี้เป็นความไม่สงบแห่ง จิต ก็เป็นนิวรณ์. ข้อนี้มีมากมายมหาศาล คือคนที่ไม่ไว้ใจตัวเอง, ไม่ไว้ใจในคุณธรรม ของตัวเองได้นี้ ยังมีนิวรณ์ข้อนี้. ห้าข้อนี้เป็นนิวรณ์ มีอยู่แก่คนทุกคน มันโง่มันหาเอามาสอนกันไม่, แล้ว ไปสอนโง่ ๆ ว่านิวรณ์จะมีต่อเมื่อจะทำสมาธิ ต่อเมื่อจะทำสมาธจึงจะมีนิวรณ์. ที่แท้จริง นิวรณ์มีอยู่ในชีวิตประจำวันตั้งแต่เป็นลูกเด็ก ๆ ออกมา ตามมากตามน้อย, ถ้า กำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียได้ จะวิเศษสักเท่าไร, จิตจะว่าง จะสงบ จะเยือกเย็น จะปรกติ, จะอิสระสักเท่าไร ก็ใช้สมาธิกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป คือความหมายของอตัมม- ยตา ในขั้นที่เรียกว่าสมาธิ กำจัดกิเลสกลุ้มรุมจิตประเภทนี้ออกไปเสียได้ด้วยสมาธิ, สมาธิ นี้ก็มือตัมมยตา. ทีนี้คนเขาไม่ต้องการอย่างนั้น เจริญสมาธิเพื่อจะไปเกิดในพรหมโลก, เจริญสมาธิฝ่ายรูปสมาธิเพื่อไปเกิดในรูปพรหม, เจริญสมาธิฝ่ายอรูปสมาธิ เพื่อไปเกิดใน อรูปพรหมเป็นภวัดคพรหมโน่น มันเป็นอย่างนั้น, ถ้าอย่างนั้นไม่มือตัมมยตา, สมาธิ แบบนั้นไม่มี อตัมมยตา, จะสูงเท่าไรก็ไม่มี อตัมมยตา เพราะมันทำให้ติดอยู่ในภพ. วนเวียนอยู่ในภพ ข้องอยู่ในภพ หรือเป็นอยู่ในภพ. ต้องเป็นสมาธิที่จะกำจัดสิ่งที่ รบกวน จิตใจทำลายความสงบสุขแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลานี้ นั่นแหละจะมี อตัมมยตา ตามที่มันกำจัดออกไปเสียได้.

น.94 อนัตตาอย่างนี้ มันก็ละความเห็นว่าอัตตา ว่าตัวกู ว่าของกู ของสู ของอะไร เป็นตัวตน ของตนนี้ออกไปเสียได้, มันมีอตัมมยตาเงื่อนงำอยู่ในอนัตตตา หรือว่ามันจะเป็นอนัตตตา, เห็นอนัตตตาขึ้นมาได้ ก็เพราะว่า อำนาจอตัมมยตามันทำให้. ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ ต่อไปก็จะเห็น ธัมมัฏฐิตตา ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา, ความตั้งอยู่ ตามธรรมดา. ความเป็นอยู่เป็นไป หรือ ตั้งอยู่ตามธรรมดา คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั่นแหละคือความเป็นไปตามธรรมดา, ตั้งอยู่ตามธรรมดาเช่นธรรมชาติ ธรรมดาอย่างนี้ ในชั้นนี้เห็นแต่ว่า มัน เป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ที่ก่อน ก็เรียกว่า ธัมมัฏฐิตตา ธัมมัฏฐิตตา ไม่ค่อยจะคุ้นหู, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็เห็นธัมมัฏ- ฐิตตา ว่ามันตั้งอยู่ตามธรรมดามันเป็นอย่างนั้น. เมื่อเห็นความตั้งอยู่เป็นอย่างนั้น ก็เห็นต่อไปถึงว่า โอ้มันมีกฎ ธรรมชาติ มีสัจจะ ของธรรมชาติ มีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่อย่างนั้น คือต้องเป็น อย่างนั้น, ต้องเป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้น, นี้เรียกว่าธัมมนิยามตา เป็นไปตามบท บัญญัติของธรรมชาติ, ธัมมนิยามตาเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, นิยาม แปลว่า กฎ ธัมมนิยาม แปลว่า กฎของธรรมชาติ, ธัมมนิยามตาเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, นี้ก็ หายโง่ โกยความโง่ออกไปเสียได้, ในส่วนนี้ ก็ด้วยอำนาจอตัมมยตาที่ทำให้หายโง่.

น.95 กลิ่นไอของอดัมมยตาในธรรมทั้งปวง ๖๙ ถัด จากนั้นไปก็จะเรียกว่า อิทัปปัจจยตา เห็นอิทัปปัจจยตา เห็นความ ที่มันเป็นไปตามปัจจัย เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด, เพราะสิ่ง นี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้ก็ดับ, อย่างนี้เรียกว่า อิทัปปัจจยตา เป็นกฎ ของธรรมชาติ ซึ่งเราเรียกกันว่า กฎอิทัปปัจจยตา เอาเรื่องอิทัปปัจจยตามาพูดเมื่อ สักยี่สิบสามสิบปีมาแล้ว ก็เป็นที่พอใจว่า เดี๋ยวนี้คนรู้จักแล้ว, รู้จักพูดว่า อิทัปปัจจยตา กันหลายคนแล้ว ก่อนนี้ไม่มีใครพูดถึง. อิทัปปัจจยตา ความเป็นไปตามปัจจัย, ตัวหนังสือก็แปลว่าความที่มีสิ่ง นี้ ๆ เป็นปัจจัย, อิทัปปัจจยตา. คำว่า อิทัปปัจจยตา แปลว่า ความมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย, พูดสั้น ๆ หยุดไว้สั้น ๆ เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น, เพราะไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็ไม่เกิดขึ้น, เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ก็เกิด, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ, แล้ว มันก็น่าแปลกที่ว่า ในสิ่งเดียวนั้นมันเป็นทั้งปัจจัยให้เกิด, ครั้นเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ กลายเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป, เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นมาอีกแล้ว มันก็กลาย เป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป, ไม่มีที่หยุด. ฉะนั้นสิ่งเดียว เป็นได้ทั้งเหตุและทั้งผล, มันเป็นผลเกิดมาจากเหตุอันนี้ แล้วผลอันนั้นก็กลายเป็นปัจจัยเป็นเหตุปรุงแต่งอันอื่น, เกิดขึ้น แล้วก็เป็นเหตุปรุงแต่งอันอื่นเกิดขึ้น, เ ป็นเหตุปรุงแต่งอันอื่นเกิดขึ้น ไม่มี ที่สิ้นสุด, นี้เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา. ถ้าใช้กับทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, ถ้าใช้แต่ เฉพาะแต่กับสิ่งที่มีชีวิต รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ได้ เรียกเสียว่าปฏิจจสมุปบาท, ถ้า ใช้ทั่วไป แม้แต่ก้อนหินก้อนดิน อะไรก็ตามนี้ ก็ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา แม้สิ่งนั้นไม่มี ความรู้สึกสุขทุกข์อะไร แต่มันก็มีการเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย, เป็นคำกว้าง สากล

น.96 จักรวาล cosmos นี้มันก็มาจากอิทัปปัจจยตา, เป็นมาตาม อิทัปปัจจยตา. แต่ถ้าจะ มา พูดกันจำกัดในสิ่งที่มีความรู้สึกสุขทุกข์คือมนุษย์ กฎอันนี้ก็จะเรียกว่า อิทัป- ปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท, เรียกยาวอย่างนั้น. เราไม่ชอบเรียกยาวนัก เราตัดทิ้งออก ไปเสียเหลือแต่ ปฏิจจสมุปปาโทคือปฏิจจสมุปบาท. ที่จริงในพระบาลีท่านเรียกเต็ม เต็มยาวเรียกว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท แล้วก็ หมายถึงเรื่องนี้ ที่เอามาใช้กับ มนุษย์ที่มีความรู้สึกสุขทุกข์, แต่ถ้า ใช้กับทุกสิ่ง มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต มีความรู้สึก หรือไม่มีความรู้สึก ก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตาก็พอ. ในอิทัปปัจจยตา เมื่อมีความรู้นี้แล้ว มันเอาความโง่มหาศาลออกไป, โดยเฉพาะความโง่ว่าตัวตนนี้ ความโง่ที่ทำอะไรอย่างพิธีรีตองนี้ มันออกไปหมดมันไม่มี เหลือ, อิทัปปัจจยตามันกำจัดความโง่เง่าอวิชชาชนิดนี้ออกไป มันก็มือตัมมยตาอยู่ในนั้น. สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา. เอ้ามาถึงอิทัปปัจจยตาแล้ว แจ่มแจ้งชัดเจนเต็มที่แล้ว ก็จะมาถึงสิ่งที่เรียก ว่า สุญญตา, สุญญตา-ความว่าง, ว่างจากตัวตน ว่างจากความหมายแห่งตัวตน, ว่าง จากคุณค่าแห่งตัวตน, ว่างจากลักษณะแห่งตัวตน นี้เรียกว่าว่าง ๆ ๆ; แต่ไม่ได้หมาย ความว่าไม่มีอะไรเลย, ว่างไม่มีอะไรเลยนั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นนัตถิกทิฏฐิ ไปโน่น, เป็นมิจฉาทิฏฐิไปโน่น. เดี๋ยวนี้มันมี สิ่งต่าง ๆ นั้นมี, มีอย่างที่มี มีเท่าที่มี แต่ว่าไม่ ใช่ตัวตน, ว่างจากความหมายแห่งตัวตนนี้เรียกว่าสุญญตา. เขาแปลความหมาย ของคำ ๆ นี้ผิด สุญญตาแปลว่าสูญเปล่า, นักปราชญ์ราชบัณฑิตบางคนในกรุงเทพฯ ก็ยัง

น.97 แปลว่าอย่างนี้, ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ แปลสุญญตาว่าสูญเปล่า. สุญญตามันไม่สูญ เปล่า ดอก, คือมันมีตัวที่จะว่าง, แล้วถ้าใครเห็นสุญญตาคนนั้นมีความสุขที่สุดเลย ไม่ สูญเปล่า, อย่าแปลสุญญตาว่าสูญเปล่า. ว่างจาก ตัวตน-สุญญตา ๆ นี้ เอา ตัวตนออกไปเสียได้ ก็เท่ากับเอา ความทุกข์ออกไปเสียได้ มันถอน ถอนออกไปเสียมากทีเดียว, ซึ่งอวิชชา หรือว่าความ ทุกข์ หรือกิเลส, ฉะนั้น ในสุญญตานี่มีอิทธิพลของอตัมมยตา, มีกลิ่นไอของ อตัมมยตา, มีเงื่อนงำของอดัมมยตา, มีเจตนารมณ์ของ อดัมมยตา อย่างยิ่งอยู่ในสุญญตา คือ ความเห็นว่าว่าง ๆ ๆ ไม่มีอะไรสักส่วนเดียวที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตน, มันเป็นไปตามเรื่องของมัน คือมันเป็นอิทัปปัจจยตา, มันมีกระแสอิทัปปัจจยตา. แต่ทั้งหมดนั้น ว่างจากตัวตน, อะไร ๆ ก็มี ดิน น้ำ ลม ไฟก็มี อะไร ๆ ก็มี มีไป เถอะมี แต่มันว่างจากตัวตน. เอ้าทีนี้ เมื่อเห็นว่างจากตัวตนถึงที่สุด มันก็จะเห็นอันสุดท้าย ที่เรียกว่า ตถตา ก็ได้, ตถาตา ก็ได้, บางทีก็เรียก ตถา เฉย ๆ ก็ได้, แต่เรียกให้ถูกต้องเรียกว่า ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง, ความเป็นเช่นนั้นเอง นั่นแหละ สำคัญที่สุด, ความเป็นสำคัญที่สุด. พระพุทธเจ้าทรงเห็นอันนี้ เห็นตถาตา มีตถาตา, ผู้ใดมี ตถาตา เห็นตถาตาผู้นั้นเป็นตถาคต , ตถาคตแปลว่าผู้ถึงซึ่งตลา, ตถา แปลว่า เช่นนั้น, คตะ แปลว่า ถึง, ตถาคต แปลว่า ถึง ซึ่งความเป็นเช่นนั้น หมายความว่า รู้ความเป็นเช่น นั้น จนไม่มีความกระหายใด ๆ ที่จะให้เป็นไปตามกิเลสตัณหาของตน, ถึงตถตาแล้วก็เป็น พระอรหันต์.

น.98 พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง, แต่ เนื่องจากเป็นด้วยตน เอง รู้ด้วยตนเอง ก็เลย เรียก ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า , พระอรหันต์ทั้งหลายก็เป็น ตถาคต คำนี้ยังสอนกันไม่ค่อยจะถูก. พระอรหันต์ทุกพระองค์เป็นตถาคตทั้งนั้น , ถึงซึ่งตถาทั้งนั้น; แต่พระตถาคตพระพุทธเจ้านั้น ท่านถึงเอง ท่านรู้เอง ตรัสรู้ เอง ก็เป็นพิเศษอยู่องค์หนึ่ง, ตถตา-เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง, ไม่หวังที่จะเป็น อะไรไปนอกจากความเป็นตามเหตุปัจจัยเช่นนั้นเอง, นี่อันจะสุดหรือที่เรียกว่าในขั้นนี้ ก็ได้. เมื่อ เห็นตถตาแล้ว ก็จะเห็นตัวอตัมมยตาสมบูรณ์ อตัมมยตาสมบูรณ์ คือมีความรู้สึกว่า ทั้งหมดนั้นที่แล้วมาแต่หนหลังนั้น "กูเอากับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้วโว้ย, อตัมมยตา ภาษาแท้ ๆ ก็แปลว่า ไม่ให้สิ่งนั้นเกี่ยวข้องปรุงแต่งผลักไสอะไรอีกต่อไป คือ ว่าไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น, ไม่เป็นทาสของสิ่งนั้น, ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น, หลุดออกมาเสียจาก อำนาจของสิ่งนั้น, นี่เรียกว่า อตัมมยตา ไม่เกี่ยวข้องกับมันอีกต่อไปก็ได้, ไม่ให้มัน ปรุงแต่งได้อีกต่อไปก็ได้ แต่คนธรรมดาจะฟังไม่ถูก จะพูดง่ายๆ หยาบคายหน่อยก็ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, ถ้าจะ พูดสุภาพ หน่อย ก็พูดว่า พอกันที, พอกันที โว้ย, นั่นแหละคือตัวอตัมมยตาสูงสุด : ภพทั้งหลาย กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพทั้งหลายนี่ พอกันที, พอกันที ภพทั้งหลายพอกันที, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป, คือจะไม่เป็นภพอะไรอีก ต่อไป, จะสิ้นภพกันเสียที, พอกันทีก็คืออย่างนี้, ถ้าไม่พอกันทีก็ยังรัก ยังยึดถือ, เอา ต่อไป มันก็ได้เป็นภพอย่างนั้นภพอย่างนี้ภพอย่างโน้นต่อไป, เมื่อติดอยู่ที่ภพอันสุดท้าย อรูปภพที่สี่ คือแนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งอาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าว่า นี่ที่สุด ของความทุกข์อยู่ที่นี่ เป็นอย่างนั้น, ยังหลงติดอยู่ในภพเป็นภวัคคพรหม ภวัคคภพ.

น.99 เอาละเป็นอันว่า ในตา ๆ ๆ ทั้งหลาย มีเงื่อนงำกลิ่นไอเจตนารมณ์อะไรของ อตัมมยตา ทั้งนั้นเลย, ยกเอามาแต่เฉพาะชั้นวิเศษ เรียกว่าแก้วตา ตา ๆๆ. ที่จริง ญาณทั้งหลายมันมีอีกหลายชื่อ หลายสิบชื่อ ยิ่งแจกออกไป ยิ่งหลายสิบชื่อ แต่ขอยกเอามา พูดกันเพียงเก้าชื่อเก้าตานี้. ขอให้จำไว้เถอะ ไม่เสียเที่ยว, ไม่เสียเวลา ไม่เสียแรงศึกษา เก้าตานี้ ศึกษาให้เข้าใจเถอะ แล้วจะเห็นว่า อตัมมยตาอยู่สุดท้าย สิ้นสุดของฝ่าย ธัมมัฏฐิติญาณ คือความจริงของธรรมชาติ แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนที่จะละโลกิยะ ก็เป็น อตัมมยตา เริ่มมาสู่ฝ่ายนิพพานญาณ, ฝ่ายโลกุตตระ ก็ยังมีเค้าเงื่อนแห่งอตัมมยตา. เพราะฉะนั้น อตัมมยตาก็เหมือนกับสามขาคร่อมกันอยู่ คร่อมข้างนี้ด้วย, คร่อมตรง กลางด้วย, คร่อมฝ่ายนี้ด้วย ฝ่าย ธัมมัฏฐิติญาณ ก็มีจุดจบที่อตัมมยตา, ตรงจุด เปลี่ยนนั้นก็เป็นอตัมมยตา, เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายนิพพานญาณแล้วก็เป็นอตัมมยตา. นี้จะเห็นได้ว่า มีความหมายของอตัมมยตาอยู่ในทุก ๆ ธรรมะในพุทธศาสนา ในพุทธศาสนาทั้งกลม ทั้งหมดทั้งสิ้น เต็มไปด้วยความหมายแห่งอตัมมยตา. หัวข้อพูด บรรยายในวันนี้ว่า กลิ่นไอของอตัมมยตาในธรรมะทั้งปวง คือในสิ่งทั้งปวงก็มีอย่างที่ว่ามา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา กระทั่ง ในมรรค ผล นิพพาน, จะไปเจาะเข้าที่ตรงไหน ก็จะพบสิ่งสูงสุด อตัมมยตานี้เข้าไปช่วยทำหน้าที่อยู่ทั้งนั้น, ถ้ามิฉะนั้นมันไม่เลื่อนชั้น มันไม่เลื่อนชั้น มันไม่มีวิวัฒนาการ. ถ้า วิวัฒนาการหมายถึงการเลื่อนชั้นให้สูงขึ้นไป แล้วก็เลื่อน ขึ้นไปด้วยความผลักไสของอตัมมยตา, พระพุทธเจ้าก็เต็มไปด้วยอตัมมยตา. ถ้าพูดกันอย่างแท้จริง อย่างถูกต้องแล้ว อตัมมยตา นี่แหละ ทำให้คน ออกมาบวช ; แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่โดนอตัมมยตา มันโดนอย่างอื่น, เพราะพ่อแม่ต้องการให้บวชบ้าง คนก็บวช, เพราะว่าถ้ามันยังไม่บวชเขาไม่ให้ลูกสาวบ้าง มันก็ต้องบวช มันมีเหตุอย่างอื่นอีกมากมาย. ผู้บวชสมัยนี้มันไม่ได้ออกบวชเพราะ

น.100 อตัมมยตาดอก ออกบวชเพราะอะไรก็ไม่รู้. ถ้าออกบวชโดยแท้จริง บริสุทธิ์ผุด ผ่องแล้ว มันก็ต้องเป็นการออกบวชเพราะเห็นอตัมมยตา คือเห็นว่าอยู่ในโลก นั้นไม่ไหว, กูอยู่กับมึงไม่ได้แล้ว, ขอลาที มันจึงออกมาบวช. แต่เอาละไม่เป็นไร, เอา เป็นว่า ออกบวชเพื่อค้นหาอตัมมยตาก็แล้วกัน ดีไหม ? ถ้ามันไม่ได้ออกบวชมาเพราะ อตัมมยตา ก็ให้เป็นว่า ออกมาบวชเพื่อค้นหาอตัมมยตา, และเอาไปใช้ให้ได้ในทุก ความหมาย ในทุกระดับที่จะทำได้, ซึ่งอยากจะชี้ให้เห็นสักหน่อยว่า แม้ในระดับตทังคะ ที่เป็นไปเองในประจำวัน นี้ก็ขอให้พบอตัมมยตา, ให้ประสบพบปะกันเข้ากับสิ่งที่มัน ทำให้เกิดความรู้สึกอันนี้ เรียกว่าตทังคะ ตทังคะได้ หรือว่าด้วยการตั้งใจบังคับมันลงไป ต้องเป็นอย่างนี้ก็ได้ ก็เป็นอตัมมยตาเหมือนกัน. เพราะการบังคับ. อีกทีหนึ่งมันก็ เป็นเรื่องเพราะมันหมดกิเลส มันทำความหมดกิเลสให้ก็ได้ นั้นมันสูงสุด, เอาแต่เพียงว่า ในแต่ละวัน ๆ นี้ ขอให้มันมีอะไรบังเอิญมาปรุงแต่งจิตใจให้มองเห็น อตัมมยตา. เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนอย่างบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ได้อีกสักครั้งหนึ่งว่า เมื่อไอ ก็อตัมมยตา, ขับของสกปรกออกไปเสีย, เมื่อจามก็อตัมมยตา จามไอที่มันไม่ควรอยู่กับเรา ออกไปเสีย, เมื่ออาบน้ำถูขี้ไคล ก็อตัมมยตาถูมันออกไปเสีย, เมื่อสั่งขี้มูก เมื่อบ้วนน้ำลาย, เมื่อถ่ายอุจจาระ, เมื่อชำระสิ่งสกปรกทั้งหลายทุกอย่างกี่อย่าง ๆ ก็ขอให้มองเห็นความหมาย ของอตัมมยตา ซึ่งมีอยู่ไม่มากก็น้อย. นี้ขอเรียกว่า กลิ่นไอของอตัมมยตา, เงื่อนงำ ของอตัมมยตา, เจตนารมณ์ของอตัมมยตา, มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง . ฉะนั้นช่วยให้มัน ง่ายเข้า ให้มันเร็วเข้า ก็จงคำนึงด้วยสติ รู้สึกด้วยสติทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว เพื่อ ความดีขึ้นไป แล้วก็ต้องมองเห็นอตัมมยตา, ในที่สุดจะพลั้งปากก็ขอให้อตัมมยตา เมื่อมันเกิดตกใจ เกิดลื่นเกิดล้ม เกิดพลาดพลั้งปาก พลั้งปากกันต่าง ๆ นานา, บางคน พลั้งปากออกมาในลักษณะที่ฟังไม่ไหว หยาบคายอะไรก็ไม่รู้ พลั้งปาก อย่าดีกว่า. ถ้า จะพลั้งปากออกมาก็ขอให้พลั้งว่าอตัมมยตา ๆ มันจะช่วยได้มาก คือมันอยู่ในจิตใจ มันอยู่เป็นปัญญาเป็นสติ.

น.101 อตัมมยตาระลึกนึกถึงไว้เสมอ เมื่อตกใจ เมื่อหวาดกลัว เมื่อพลั้ง- พลาด เมื่ออะไรให้นึกถึงอตัมมยตา. นี่เป็นพุทธบริษัทควรจะพลั้งปากที่น่าฟัง, อย่า พลั้งปากไม่น่าฟัง เหมือนกับที่ชาวบ้านเขาพลั้งกันเลย, พลั้งเป็นอนัตตาก็ได้ สุญญตาก็ได้ ตถาตาก็ได้ อตัมมยตาก็ยิ่งดี, ให้มันฝังใจอยู่ขนาดที่ว่า ถ้าพลั้งปากออกมา, แม้โดย ปราศจากสติสัมปชัญญะ ก็ขอให้อยู่กับความจริงสูงสุด คือ อตัมมยตา. ถ้าทำอย่างนี้ อตัมมยตาของผู้นั้นจะเลื่อนชั้นเร็ว จะไปสู่อตัมมยตาจุดสุดท้าย จากกามธาตุไปสู่รูปธาตุ, จากรูปธาตุไปสู่อรูปธาตุ, จากอรูปธาตุก็ไปสู่นิโรธธาตุ, ตามพระพุทธเจ้าไปเลย ตาม พระพุทธเจ้าไปได้เลย. ขอให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เข้าใจในความหมายของอตัมมยตา และมอง ให้เห็นว่า มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่งที่มันเป็นการเปลี่ยนแปลง, เป็นวิวัฒนาการไปในทาง ที่ดีที่ถูกต้อง แล้วก็จะเป็นผู้เจริญงอกงามในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรม- ศาสดา, ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิด. การบรรยายเรื่องกลิ่นไอของอตัมมยตามีอยู่ในทุกสิ่ง ก็ยุติลงด้วยความสมควร แก่เวลา แล้วมันเหนื่อยแล้วด้วย มันจะพูดไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว ก็ขอยุติลงด้วยความสมควร แก่เวลา, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่านได้สวดบทพระบาลีคณสาธยาย มีความ หมายดีมากในการส่งเสริมกำลังใจ, ให้ท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติ ให้เจริญงอกงามก้าว- หน้าในทางแห่งพระศาสนา สืบต่อไปในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต