น.102 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ห้าในวันนี้ ก็ยังเป็นการบรรยายในชุดอตัมมยตา, แต่จะ บรรยายในแง่ของภาษา จึงตั้งหัวข้อว่า อตัมมยตาในแง่ของภาษา คือโดยคำแปล โดย ความหมาย และโดย อรรถลักษณะ ของสิ่ง ๆ นี้ ; แต่เนื่องจากสังเกตเห็นว่า มีผู้หน้าใหม่มาอีกมาก ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง คำ ๆ นี้ ก็จะต้องปรารภถึงสิ่ง ๆ นี้ พอเป็นที่เข้าใจบ้างตามสมควร, ขอให้สนใจให้ดี สำหรับผู้มาใหม่ ผู้ฟังเป็นครั้งแรก. อตัมมยตาเป็นสิ่งที่ทำให้ออกเสียได้จากทุกข์. อตัมมยตาเป็นภาษาบาลี ฟังก็ยาก ออกเสียงก็ยาก แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ ควรรู้จัก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราออกมาเสียจากกองทุกข์, มันเชื้อเชิญก็ได้, ๗๖
น.103 ในแง่ของภาษา ๗๗ ถ้าว่าคนสุภาพก็ เชื้อเชิญให้ออกมาจากกองทุกข์, ถ้าคนธรรมดาสามัญก็เรียกว่าผลักไสให้ออกมาจากกองทุกข์, แต่ถ้าเป็นคนโง่คนดื้อด้าน ก็ต้องพูดว่า ไสหัวมันออกมาเสียจากกองทุกข์, ความหมายเหล่านี้คือความหมายของอดัมมยตา. จงรู้ไว้ว่า ที่เรา จะออกไปจากกองทุกข์ได้นั้น ต้องอาศัยอตัมมยตา, เห็นชัดจนว่าอยู่กับมันไม่ไหว ต้องออกไปเสียที. พระสิทธัตถะออกบวชก็เพราะสิ่งนี้ เพราะอตัมมยตา, ทนอยู่กับมันไม่ไหวในการครองโลก หรือระคนอยู่ด้วยสิ่งปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดความทุกข์. ใจความสั้น ๆ มันมีอยู่เท่านี้ ว่า สิ่งที่ทำให้ออกมาเสียได้จากกองทุกข์, ออกมาเสียได้จาก ความรัก ; ออกมาเสียได้จาก ความโกรธ, ออกมาเสียได้จาก ความเกลียด, ออกมาเสียได้จาก ความกลัว, ออกมาเสียได้จาก ความตื่นเต้นหลงใหล ในสิ่งนั้นสิ่งนี้, ออกมาเสียจาก ความวิตกกังวล, ออกมาเสียจาก ความอาลัยอาวรณ์, ออกมาเสียจาก ความอิจฉาริษยา, ออกมาเสียจาก ความหวงความหึง, เหล่านี้เป็นต้น. การออกมาเสียได้จากสิ่งเหล่านี้ใครไม่ชอบ, ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องฟัง เชิญกลับได้, ถ้าไม่ชอบการออกมาเสียจากสิ่งเหล่านี้. ถ้าสนใจก็ฟังกันต่อไปว่า อตัมมยตา ๆ นี้มันเป็นอย่างไร เราจะศึกษากันโดยคำแปลของคำๆ นี้, โดยความหมาย ของคำ ๆ นี้, โดยอรรถลักษณะ คือลักษณะแห่งความหมายแห่งเนื้อเรื่องของสิ่ง ๆ นี้. มาพูดกันถึงเรื่องคำแปลก่อน แปลออกไปโดยพยัญชนะ ก็เรียกว่า คำแปล, ถ้า อธิบาย ออกไปนิดหน่อย ก็ เรียกว่าโดยอรรถะหรือโดยความหมาย, ถ้าว่า แจกแจงเรื่องราวต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ โดยละเอียดออกไป ก็เรียกว่า โดยธรรมลักษณะ. เราจะเข้าใจสิ่งใดได้ดี ก็ให้รู้จักมันให้ดีโดยคำแปล แล้ว โดยความหมาย, แล้วก็ โดยอรรถลักษณะ รวมเป็นสามอย่างด้วยกัน ซึ่งจะพูดไปทีละอย่าง ๆ ขอให้สนใจฟังอย่าได้สับสนกันเสียเลย.
น.104 อตัมมยตาโดยพยัญชนะ. อย่างแรกเรียกว่า โดยคำแปล คือโดยพยัญชนะ คือโดยตัวหนังสือที่แปลออกมาตรงๆ, ถือเอาตามความหมายแห่งคำนั้น ๆ ตามภาษานั้น ๆ. เดี๋ยวนี้ก็เป็นภาษาบาลี เป็นภาษาอินเดียโบราณ, คำแปลโดยตรงคือตามพยัญชนะ ก็แปลว่า ไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น ก็ได้, ไม่ถูกปรุงแต่งโดยสิ่งนั้น ก็ได้, ไม่อาศัยสิ่งนั้น ก็ได้, โดยใจความก็ไม่ อาศัยสิ่งนั้น ให้สิ่งนั้นปรุงแต่งอีกต่อไป, พูดเป็นภาษาไทยสั้น ๆ ก็แปลว่า ไม่สำเร็จการอยู่ด้วยสิ่งนั้น. ไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น ก็หมายความว่า เหตุปัจจัย ที่ปรุงแต่ง ให้เกิดความรู้สึกคิดนึกอารมณ์, กิเลสหรือความทุกข์ ไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น. จิตนี้ หรือตัวเรานี้ อัตภาพนี้ จะไม่ยอมให้เป็นเรื่องที่สำเร็จมาแต่กิเลส, ไม่สำเร็จมาแต่กิเลส. ที่ว่า ไม่สำเร็จโดยสิ่งนั้น ก็ไม่สำเร็จโดยกิเลสนั้น, ไม่ให้มันเป็นการอยู่หรือเกิดอยู่ มีอยู่โ ดยอาศัยสิ่งนั้น โดยสิ่งนั้น จากสิ่งนั้น คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง. อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่ง ชนิดที่ทำให้เราทนอยู่อย่างกระวน กระวาย ไม่สงบเย็น, นั่นแหละ คือชีวิตตามธรรมดา ที่อยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส, กิเลสปรุงแต่งอยู่เรื่อยไปนั้น, อย่างนั้น ก็ต้องเรียกว่า มัน เป็นตัมมยตา.ื เดี๋ยวนี้เป็น อตัมมยตา คือไม่เป็นเช่นนั้น, ไม่ถูกปรุงแต่งโดยปัจจัยนั้น ๆ, ปัจจัยนั้น ๆก็มีอยู่โดยรอบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้ามาปรุงแต่งจิตใจ ให้เกิดความรักบ้างความโกรธบ้าง ความเกลียดบ้าง ความกลัวบ้าง ความตื่นเต้นบ้าง วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์บ้าง ดังที่กล่าวแล้ว, ไม่ยอมให้ถูกปรุงแต่งโดยปัจจัยนั้น ๆ ได้ ไม่ยอมให้ถูกปรุงแต่งโดยสังขารนั้น ๆ ก็ได้.
น.105 ในแง่ของภาษา ๗๙ คนที่ไม่เคยกับภาษาวัด ก็ไม่รู้ว่าสังขารนั้นแปลว่าอะไร, สังขาร แปลว่า สิ่งปรุงแต่ง ไม่ได้แปลว่าร่างกายอย่างเดียว, ร่างกายก็เป็นสิ่งปรุงแต่งเหมือนกัน แต่ คำว่าสังขารมันกว้างกว่านั้น อ ะไรที่ทำหน้าที่ ปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใหม่แล้ว ก็เรียกว่า สังขารทั้งนั้น ; ฉะนั้นเราไม่ให้สังขารใด ๆ ปรุงแต่งได้อีกต่อไป. ต้องเทียบดูกับว่าเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ เราไม่รู้อะไร ต้องพูดตรงๆ ว่าโง่ ก็ถูก สิ่งนั้นปรุงแต่งที่, สิ่งโน้นปรุงแต่งที, มาจากข้างนอกบ้าง คิดเอาเอง จากข้างในบ้าง, ปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์หลายอย่างหลายประการ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นความระส่ำระสาย หา ความสงบไม่ได้. ยกตัวอย่างดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าปรุงแต่ง ให้เกิดความรัก บ้าง, เกิด ความ โกรธ บ้าง, เกิด ความเกลียด บ้าง, เกิด ความกลัว บ้าง, เกิดความตื่นเต้น บ้าง, วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา หวงหึง อะไรบ้างไปตามเรื่อง. แต่ที่สรุปให้ สั้นที่สุด แล้ว ก็ปรุงแต่งให้เกิดความยินดียินร้าย, ตรงนี้ ต้องฟังให้ดีหน่อยนะ เพราะใคร ๆ ก็ชอบความยินดี ถ้ามันมาปรุงแต่งให้เกิดความยินดีก็ คงจะชอบ. เดี๋ยวนี้ก็จะบอกให้รู้ว่า มันไม่ไหว เพราะว่า ยินดี มัน ก็ไม่ใช่ความสงบ, ยินร้ายก็ไม่ใช่ความสงบ, ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายนั่นแหละคือความสงบ, มันว่าง มันอิสระ. พูดภาษาเด็ก ๆ ก็ว่า ถ้าดีใจก็ตื่นเต้น นอนหลับยาก กินข้าวไม่ค่อยลง, ถูก ล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่ ๆ ก็กินข้าวไม่ลงไปสองสามวัน. ความยินดี หรือ ดีใจ ก็กระตุ้น, กระตุ้นให้ระส่ำระสายปั่นป่วน ไปแบบหนึ่ง, ความเสียใจ ก็ทำให้ฟุบแฟบ ไปอีก แบบหนึ่ง ; ฉะนั้นเราไม่เสียใจเราไม่ดีใจ ไม่ดีใจไม่เสียใจ, อยู่เป็นกลางอย่างอิสระ นั่นแหละสบาย, นั่นแหละสงบ, นั่นแหละเยือกเย็น, นั่นแหละเป็นอิสระ, แต่ถ้ามัน
น.106 มีการปรุงแต่งแล้ว มันสงบไม่ได้, ต้องไม่ยินดีก็ยินร้าย, ฉะนั้นอย่าให้มันถูกปรุงแต่ง ก็ไม่ยินดีไม่ยินร้าย. แต่เราชอบให้มีอะไรมาปรุงแต่งให้ยินดีใช่ไหม ? จริงไหม ? เราชอบให้มี อะไรมาปรุงแต่งให้ยินดีใช่ไหม ? ทำไมจึงไปดูละคร, ทำไมจึงไปดูยี่เก, ทำไมจึงไปดู ฟุตบอล, ทำไมจึงไปดูอะไรให้เกิดความตื่นเต้นยินดี ? ยินดี นี้ ไม่ใช่ความสงบ, ที่น่า อัศจรรย์มาก ๆ ที่เขาเรียกว่ากายกรรมกวางเจามาจากเมืองจีนแสดงกายกรรม โอ๊ยน่าหวาด เสียว น่าตื่นเต้น ตื่นเต้น ๆ คิดดูเถอะเมื่อตื่นเต้น, ตื่นเต้น นั้นมัน ไม่ใช่ความสงบ, มันถูกกระตุ้นให้ตื่นเต้น. แต่เราก็ยังชอบ, เราก็ยังไปดู เสียค่าดูแพง ๆ เสียด้วยก็ยังไปดู เพราะมันชอบให้ถูกกระตุ้น. คนโง่ ขออภัยว่าคนโง่ชอบให้ถูกกระตุ้น ไม่ชอบอยู่เป็น อิสระ, ชอบให้มีอะไรกระตุ้น มันก็ได้เป็นอย่างนั้น. นี้อยู่อย่างที่ไม่มีอะไรมากระตุ้น หรือกระตุ้นก็ไม่ได้ อะไรมาแปลกประหลาด อย่างไร ก็เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง. เขาจะให้เพชรสักเม็ดหนึ่ง ราคาร้อยล้านอย่างนี้ ก็ไม่สนใจ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ไม่ได้ตื่นเต้น, ไม่ได้ตื่นเต้นสักนิดเดียว. เขาจะเอา ขี้หมามาให้ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรสักนิดเดียว, ไม่มีอะไรที่จะทำให้ตื่นเต้นได้, อาการ อย่างนี้เรียกว่า อตัมมยตา ไม่ถูกปรุงแต่งอีกต่อไป. นี่ โดยตัวหนังสือก็ว่า ไม่ถูกปรุงแต่งโดยปัจจัยนั้น ๆ อีกต่อไป, คำแปล ที่ตรงที่สุดตามพยัญชนะ ตัง แปลว่า นั้น, มยะ แปลว่า สำเร็จมาแต่, ตังมย ตัมมยะก็ สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น ; เราไม่มีชีวิตอยู่ด้วยการสำเร็จอยู่ด้วยสิ่งนั้น ๆ คือสิ่งปรุงแต่ง : สิ่ง ที่มาปรุงแต่งให้บวก, สิ่งที่มาปรุงแต่งให้ลบ, ทำชีวิตให้เป็นบวกบ้าง ทำชีวิตให้เป็นลบ บ้าง เราไม่เอากับมันทั้งสองอย่าง, แต่ว่าคนในโลกทั้งโลกเขายังชอบเป็นบวก. อย่าอวดดี ไป แม้พวกฝรั่งซึ่งว่าฉลาดกันที่สุด พวกไหนในโลกมันก็ยังชอบบวก, ฝรั่งก็บ้าบวกบ้า
น.107 อตมมยตาในแง่ของภาษา ๘๑ positiveness positivism บ้าบวก ก็หลงใหลที่ให้เกิดความเป็นบวก ความตื่นเต้นสนุก สนานเพลิดเพลิน สะสมเงินไว้มาก ๆ แล้วก็ไปเที่ยวรอบโลก เพื่อหาความตื่นเต้น อย่างนี้ อตัมมยตา ทำให้เกิดความรู้สึก ว่า โอ๊ย แค่นั้นเอง, เช่นนั้นเอง ไม่ตื่นเต้น, ไม่ ถูกกระตุ้น, ไม่มีอะไรมากระตุ้น, ไม่มีอะไรอาจจะกระตุ้น. เอาละ, เรียกว่านี้ โดยพยัญชนะ หรือว่า โดยคำแปล ว่าไม่อาศัยสิ่ง นั้น ๆ อีกต่อไป, อยู่อย่างว่าง อย่างไม่มีอะไรมาทำอะไรกะเรา. พูดภาษาหยาบคาย กูอยากอยู่เฉย ๆ อย่ามีอะไรมายุ่งกะกู, นั่นแหละความหมายของมันแหละ. นี้เรียกว่า โดยคำแปล แปลตามตัวหนังสือ ว่าอตัมมยตาแปลว่า ไม่อาศัยหรือไม่ถูกปรุงแต่ง ดีกว่า, ไม่ถูกปรุงแต่งโดยสิ่งนั้น ๆ อีกต่อไป. อตัมมยตาโดยอรรถะ. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สอง โดยอรรถะ คือโดยความหมาย หมายความว่า ในคำแปลมันสั้นนักเข้าใจยาก ก็ขยายความหมายของคำแปลออกไปบ้างตามสมควร นี้เรียกว่าโดยอรรถะ, โดยอรรถะนี่ ดูได้หลาย ๆ แง่ แล้วเอามาประกอบกันเข้าทุกแง่ แล้วก็จะเข้าใจสิ่งนั้นได้ดีที่สุด. นี่เราจะพยายามมองดูโดยความหมายที่มันจะเห็นได้ใน กี่อย่าง, เห็นได้กี่อย่างก็รวบรวมเอามา. ไม่เอากับมันอีกต่อไป. ถ้าว่าเอา โดยความหมาย อตัมมยตาอาจจะแปลได้ว่า ไม่อาศัยกันอีกต่อไป แล้ว คือไม่อยู่เป็นผัวเป็นเมียกันอีกต่อไปแล้ว เรียกว่า ไม่อาศัยกันอีกต่อไปแล้ว กับ สิ่งเหล่านั้น. สังขารเหล่านั้นไม่มาเป็นคู่ ไม่มาเป็นผู้สนับสนุนบำรุงบำเรออะไรอีกต่อไป, ก็ว่าไม่อาศัยกับมันอีกต่อไป เพราะว่ายัง อาศัยกันอยู่เพียงไร มันก็ ถูกผูกพันอยู่ด้วยสิ่ง
น.108 ๘๒ อตัมมยดา นั้น ๆ หาความอิสระไม่ได้ สงบไม่ได้ เยือกเย็นไม่ได้ เพราะความที่ต้องอาศัยผูก พันกัน. ไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ และอุปาทาน. ดูให้ลึก ก็ว่า มัน ไม่มีตัณหา ในสิ่งนั้น, ไม่มีมานะ ในสิ่งนั้น, ไม่มี ทิฏฐิ ในสิ่งนั้น, คือว่ามีความรู้สึกที่ผิด ๆ ต่อสิ่งนั้น แล้วก็เข้าไปหลงรักสิ่งนั้น มี ตัณหาในสิ่งใด ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น. ตัณหา นี้เขาแปลว่า ความอยาก แต่ต้อง ระบุให้ชัดว่า ความอยากที่มาจากความโง่, ถ้าเป็นความต้องการ ที่มาจากสติปัญญา นี้ไม่ใช่ตัณหา, ไม่ใช่ตัณหาในที่นี้. ตัณหาในที่นี้ หมายความว่ามันอยาก, แต่มัน อยากด้วยอำนาจของความโง่ ไม่มีสติปัญญาสำหรับจะอยาก แต่มีกิเลสสำหรับจะอยาก ก็เรียกว่ามันอยากด้วยความโง่, อย่างนี้คือตัณหา มัน มีตัณหาในสิ่งนั้น เพราะมัน ไม่รู้จักสิ่งนั้น. แล้วมันก็ มีมานะ สำคัญมั่นหมาย ในสิ่งนั้น, สำคัญมั่นหมายว่าเป็น ตัวตน บ้าง, สำคัญว่า เป็นของ ๆ ตนบ้าง, สำคัญว่าตัวกูบ้าง, สำคัญว่าของกูบ้าง, สำคัญว่าดีกว่าบ้าง, สำคัญว่า เลวกว่าบ้าง, สำคัญว่า พอ ๆ กันบ้าง มีมานะสำคัญ มั่นหมายด้วยความโง่ ต่อสิ่งนั้น ๆ ติดพันอยู่กับสิ่งนั้นๆ ตามที่จะสำคัญมั่นหมาย อย่างไร, นี่ เรียกว่ามีมานะในสิ่งนั้น. แล้วก็ มีทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิ ถ้าพูดเฉย ๆ ว่าทิฏฐิ ก็หมายความว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ, มีความเห็นผิดรู้ผิด เข้าใจผิด กระทั่ง เชื่อผิด ในสิ่งนั้น ๆ; ตัวอย่าง เช่นไสยศาสตร์ ก็มีความเชื่อผิดในสิ่งที่ไม่ควรจะเอามาเป็นที่พึ่ง แต่เอามาเป็นที่พึ่ง, มัน เห็นผิดกลับกันเสีย เหมือนกับ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่างนั้นแหละ, เห็นชีวิต
น.109 ในแง่ของภาษา ๘๓ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร น่ารักน่าพอใจสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด, ซึ่งตามที่เป็นจริงแล้ว มัน ไม่เป็นอย่างนั้น. ถ้าถามว่า เห็นผิดคืออะไร ? ก็คือ เห็นผิดจากที่มันเป็นจริง. คำว่า เห็นผิด ๆ นี้ มัน ผิดจากที่มันเป็นจริง, มันเป็นจริงตามธรรมชาติอย่างไร แท้จริง อย่างไร มันเห็นไปเสียทางอื่น, เมื่อมัน ไม่เที่ยงเห็นว่าเป็นเที่ยง เห็นว่าเที่ยง, เมื่อ มัน เป็นทุกข์กลับเห็นว่าเป็นสุข, เมื่อมัน มิใช่ตนกลับเห็นว่าเป็นตัวตน อย่างนี้ แล้วก็แจกลูกออกไปเถอะ, มัน ไม่ใช่สิ่งที่น่าหลงใหล มันก็ เห็นว่าน่าหลงใหล, ไม่ใช่สิ่งที่น่ารัก ก็เห็นว่าน่ารัก, ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียดก็กลายเป็นน่าเกลียด, สิ่งที่ ไม่ต้องกลัวก็เห็นเป็นสิ่งที่ต้องกลัวแล้ว, นี้มันมี ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เป็นเครื่อง ปรุงแต่ง อย่างนี้ เราจึง อยู่ด้วยกองทุกข์. ถ้ามีอตัมมยตา ก็ขับไล่ สิ่งนี้ออกไปหมดเลย ตณหา มานะ ทิฏฐิทั้งกลุ่ม ออกไปหมดเลย, หรือจะมองอีกทางหนึ่งก็ว่า ไม่มีอุปาทาน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, เช่นเดียวกันถ้าเรามีตัณหา มีความอยากในสิ่งใด ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น, รักอะไรก็ เป็นทาสของสิ่งนั้น, พอใจอะไรก็เป็นทาสของสิ่งนั้น ไม่อิสระ. เดี๋ยวนี้ก็มีอุปาทาน จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้นอย่างนี้, แต่ก็ลักษณะเดียวกันอีก ยึดมั่นถือมั่นนี้สรุป ความแล้วก็ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู บ้าง ว่า ของกู บ้าง, ยึดมั่นว่าตัวกูจะอยู่นิรันดร ยึดมั่น ว่าของกู ก็จะอยู่กับกูนิรันดรอย่างนี้ มันยึดมั่นเป็นตัวกูเป็นของกู. พอยึดมั่นมันก็หนัก เช่นเดียวกับว่าถ้าเราถืออะไร มันก็หนัก, ไปถือก้อนหินมันก็หนักมือ, แม้แต่ถือนุ่น ให้ถือนุ่นมันก็หนักมือ, ถ้ายึดถือมันก็หนัก, อุปาทานในสิ่งใด มันก็หนักเพราะสิ่งนั้น ; อุปาทานในขันธ์ห้า ขันธ์ห้านี่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ มาเป็นตัวกู บ้าง มาเป็นของกูบ้าง มันก็ มาหนักอยู่บนจิตใจ เพราะจิตใจมันยึดถือ, เหมือนกับ
น.110 มือที่ถืออะไร มันก็หนักเพราะถือสิ่งนั้น, นั้นมันเรื่อง ทางวัตถุ ก็หนักไปตามแบบ วัตถุ. เดี๋ยวนี้มัน เรื่องจิตใจ ยึดถือไว้ด้วยจิตใจ มันหนักยิ่งกว่านั้น, หนักชนิด ไม่รู้ว่าหนักที่ตรงไหนด้วยซ้ำไป, มองไม่เห็นตัวยึดถือด้วย. ไม่ยึดถือในสิ่งใด คือ ไม่อาศัย สิ่งนั้น ๆ กันอีกต่อไป, ไม่อยู่กับ สิ่งนั้น ไม่เสพคบ กับสิ่งนั้น, ก็เรียกว่าอตัมมยตา - ไม่ยึดถือใน สิ่งนั้น ๆ อีกต่อไป. ไม่ผูกพันกันอีกต่อไป. ทีนี้ก็ดูว่าไม่ เป็นการผูกพัน, ชีวต ของเรานี้มันผูกพัน ผูกพันรอบด้าน, ถ้ามีภรรยาสามี มันก็มีผูกพันระหว่าง ภรรยาสามี, แม้แต่เป็น เพื่อนไม่ต้องเป็นผัวเมีย ดอก เพียงแต่เป็นเพื่อนมันก็มีการผูกพัน, แม้แต่เป็น ลูกศิษย์ กบ อาจารย์ มันก็มีการ ผูกพัน, พ่อแม่กับลูกหลาน ก็มีการผูกพัน. ถ้ามีการผูกพัน แล้วคิดดูเถอะ มัน ไม่อิสระ มันไม่อิสระ มันถูกสิ่งที่ผูกพันอยู่ด้วยนั่นแหละดึงเอาไว้บ้าง, กระตุกรั้งเอาไว้ บ้าง, แล้วก็น่าหัวที่ว่า โดยความสมัครใจ - ฉันยอมยุ่งยากลำบากกับแกโดยความสมัครใจ เพราะมีการผูกพันด้วยอวิชชา. ถ้าปราศจากผูกพัน ไม่มีผูกพันเหล่านี้ จิตมันเกลี้ยง เท่าไร ช่วยคิดดู, จิตมันเกลี้ยงเท่าไร สะอาดเท่าไร อิสระเท่าไร, เหมือนกับนกบินไป ในอากาศ ไม่มีสิ่งใดผูกพัน มันเป็นอิสระเท่าไร, นี่ สิ่งที่จะช่วยให้ไม่ผูกพันกับสิ่งใด ความรู้นั้น เรียกว่าอตัมมยตา กูไม่ผูกพันกับมึงแล้วโว้ย, ไม่ผูกพันกับสิ่งใด. กิริยาอาการเหล่านี้ ก็พอจะพูดได้เป็นคำสั้น ๆ เป็นตัวอย่างบางคำว่า ละมัน เสีย แต่มันยังมีบางส่วนนะ เลิกมันเสีย, แล้วก็ เลื่อนชั้น มันไปเสีย, เลื่อนชั้นให้มัน พ้นไปเสียจากกัน, แล้วก็ว่า ดับ ดับมันเสีย, ดับมันเสียนี้ไม่ต้องไปฆ่ามันตายดอก, อย่ามีนันทิราคะในสิ่งนั้น สิ่งนั้นมันก็ดับ.
น.111 ในแง่ของภาษา ๘๕ เราอยากจะดับสิ่งอะไร ก็ไม่ต้องไปฆ่าไปตีให้มันตาย, เราเลิกนันทิราคะนันทิราคะช่วยจำให้ดี คำนี้มีอยู่กลุ้มไปหมดในจิตในใจแต่ไม่มีใครรู้จัก, แต่ละคน ๆต้องมีนันทิราคะในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ ในแก้วแหวนเงินทอง, ทรัพย์สมบัติ ข้าวของบุตรภรรยาสามี. ในบาลีมีเรื่องน่าหัว ว่าผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง เมื่อลูกบ้านคนหนึ่งเขาตายไป แกร้องไห้เกือบตาย เพราะมีนันทิราคะในลูกบ้าน, ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นมีนันทิราคะในลูกบ้านคนนั้น ลูกบ้านคนนั้นตายไป เสียใจร้องไห้ร้องห่มเกือบตายเอง. อย่ามีนันทิราคะในสิ่งใด ก็ชื่อว่า ฆ่าสิ่งนั้นแล้ว ดับสิ่งนั้นแล้ว เลิก ละ วาง สิ่งนั้นแล้ว ทั้งที่สิ่งนั้นบางทีแขวนอยู่ที่คอ, สมมติว่ามีเพชรแขวนอยู่ที่คอ ที่หู ไม่มีนันทิราคะในสิ่งนั้น ไม่มีนันทิราคะในสิ่งนั้นก็เท่ากับว่าไม่มี ๆ ไม่ต้องไปเอามา, ขว้างทิ้งก็ได้ไม่จำเป็น เพราะมันเอาไปซื้อขนมให้หมากินก็ได้. คือเลิกนันทิราคะในสิ่งนั้น ๆ เสีย. นันทิ แปลว่า ความพอใจ , ราคะ แปลว่า ความกำหนัดยินดี , นันทิราคะ รวมกันแล้วเรียกว่า กำหนัดยินดีด้วยความพอใจอย่างยิ่ง. เลิกนันทิราคะเสียได้ในสิ่งใด ก็เท่ากับดับสิ่งนั้น หรือฆ่าสิ่งนั้นตายไปแล้วไม่มีเหลืออยู่. นี่จำไว้ อันนี้แหละก็คือ อตัมมยตา ดับนันทิราคะ ในสิ่งนั้น ๆ เสีย. ทีนี้ก็ว่าสิ่งนั้น ๆ มันอะไรบ้าง? นี้ก็ทุกสิ่งแหละ ทุกสิ่งที่มันทำให้เกิดการปรุงแต่งแก่จิตใจ, ทำให้เบียดเบียนจิตใจ, ผูกพัน จิตใจ ข่มเหงจิตใจ, เผาลน จิตใจ ครอบงำ จิตใจ จะเรียกว่าคำไหนก็ได้ มันกระทำแก่ จิตใจ จนจิตใจ ไม่มีอิสระเสรีภาพ ไม่เย็น ไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ, สิ่งนั้น ๆ คือสิ่งที่ ทำให้สูญเสียความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ความเยือกเย็น หรือนิพพาน ที่ควรจะได้ควรจะมี, ออกชื่อมันบ้างก็ได้ สิ่งนั้น ๆ เรียกว่า ปัจจัย เหตุปัจจัย เครื่องปรุงแต่ง ปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้น ๆ, นี้ก็เรียกว่าปัจจัยก็ได้ เรียกว่า สังขาร ก็ได้ ก็แปลว่าปรุงแต่งเหมือนกัน คำนี้ความหมายอย่างเดียวกัน แม้ตัวหนังสือจะต่างกัน จะเรียกว่า ปัจจัย ก็ได้ สังขาร
น.112 ก็ได้ เป็นเครื่องปรุงแต่ง, จะเรียกว่า อุปาทาน ก็ได้ เครื่องยึดมั่นถือมั่น เป็นเครื่องที่ยึดมั่นไว้อย่างเหนียวแน่น ก็เรียกว่าอุปาทาน, เป็น ตัณหา เป็น มานะ เป็น ทิฏฐิ อย่างที่กล่าวแล้ว มัน อยากด้วยความโง่, มัน สำคัญมั่นหมายเป็นนั่นเป็นนี่ ด้วยความโง่ มัน มีความเข้าใจผิดด้วยความโง่, นั่นแหละคือสิ่งนั้น ๆ ที่จะต้องละออกไป เสียด้วยอตัมมยตา. ถ้าอตัมมยตาเข้ามาสิ่งนั้น ๆ ก็หายไป, มันอยู่กันไม่ได้ เหมือนกับความมืดกับแสงสว่าง มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ความมืดเข้ามาแสงสว่างก็หายไป, แสง-สว่างเข้ามาความมืดก็หายไป มันอยู่รวมกันไม่ได้. อตัมมยตาเป็นความรู้สึกให้เลิกละ, เลื่อนชั้น. ในที่สุดก็ว่า เป็นความรู้สึกที่ทำให้ละ ให้เลิก ให้เลื่อนชั้น ไปเสีย ทิ้งไปเสีย, แล้ว ไปสู่สิ่งที่สูงกว่าเหนือกว่า เสีย กระทั่งไปสู่ที่ว่างสุด, ดับตัวเอง ดับตัวเองเลย, ดับตัวกูดับของกูไปหมดสิ้น, จิตก็ไม่มีภาระที่จะต้องแบก จิตไม่ต้องแบกต้องหามต้องถือตัวกู-ของกูอีกต่อไป. นี้คือจิตมันก็สบาย จิตมันเกลี้ยง จิต สะอาด จิต สว่าง จิต สงบ. สิ่งที่มันจะทำให้เป็นอย่างนี้ ความรู้สึกอย่างนี้ ความรู้อย่างนี้สถานะของจิตอย่างนี้ เราเรียกว่าอตัมมยตา. ผู้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ยินเป็นครั้งแรก ยากที่จะเข้าใจ แต่มันก็ไม่ยากเกินไปกว่าที่จะเข้าใจได้, ฉะนั้นขอให้สนใจเข้าใจเถอะ พยายามที่จะทำความเข้าใจเถอะ. ดูให้ดี ๆ ว่า อะไรกำลังครอบงำเราอยู่, กำลังผูกพัน เราอยู่. กำลังห่อหุ้ม เราอยู่, หรือว่า กำลังขี่คอ เราอยู่ก็ได้, กำลังจูง กำลัง ลาก กำลัง ดึง ไปหาสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ ตามแบบของตน ๆ ๆในฐานะที่เป็นรูปอันสวยงามบ้าง, ในฐานะที่เป็นเสียงอันไพเราะบ้าง ในฐานะที่เป็นกลิ่นอันหอมหวนบ้าง, ในฐานะที่เป็นรสอันอร่อยบ้าง, ในฐานะที่เป็น
น.113 ในแง่ของภาษา ๘๗ เครื่องสัมผัสอันนิ่มนวลบ้าง, กระทั่งเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างยิ่งบ้าง, นี่มันดึงไป ๆ อันนั้นดึงนี่อันนี้ดึงนี่ ไม่มีเวลาว่าง ไม่มีเวลาอิสระ, เดี๋ยวตาดึงไปทางนั้น, เดี๋ยวหูดึงไป ทางนี้, เดี๋ยวจมูกดึงไปทางโน้น, เข้าร้านนี้ออกร้านนั้น, เข้าร้านโน้นออกร้านนี้, เที่ยว ซื้อหาสิ่งของซึ่งก็ ไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราโง่ , สิ่งที่เขามีไว้ขายเรา แพงๆ คือสิ่งที่เขามีไว้สำหรับทำให้เราโง่. เมื่อเราไม่รู้สึกไม่รู้จักเราก็ซื้อมัน ซื้อมัน ทั้งแพง ๆ อย่างนั้น, ซื้อเป็นว่าเล่นทั้งที่แพง ๆ เอามาทำไม เอามาทำให้เราโง่ เอามาทำ ให้เราเดือดร้อน เอามาทำให้เราเป็นห่วงวิตกกังวล. ถ้าว่า อตัมมยตาเข้ามา เราก็ลืมหูลืมตา ไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ เหล่านั้นอีกต่อไป, และที่เรากำลังมีอยู่ สะสมไว้เต็มบ้านเต็มเรือนนี้ ก็โอ้ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้วโว้ย, คำพูดนี้มันหยาบคายหน่อย มันโสกโดกหน่อย แต่ว่ามันตรงที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นคำแปลหรือความหมายของอตัมมยตา, กูไม่เอา กับมึงอีกแล้วโว้ย พูดเท่านี้มันก็พอจะรู้ ได้ว่าจะไม่เอากับอะไร, ไม่เอากับสิ่งที่มันทำให้กู ลำบากนั่นแหละ. แต่ถ้าเห็นเป็นของน่ารักน่าพอใจเสีย, มันก็ไม่เห็นว่าทำให้กูลำบาก มันก็ยังอยู่ยังเอากับสิ่งนั้นอีกต่อไป. จนกว่าเมื่อไรมันจะมองเห็น มันจึงจะเกิดความคิด หรือความรู้สึก โอ, อยู่กันไม่ได้ หย่ากันที เลิกกันที, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป. นี่พูด อยู่คนเดียวนี้ไม่หยาบดอก, อย่าไปพูดให้ใครได้ยิน, พอกันที เลิกกันทีก็ได้ สุภาพ หน่อย, พอกันที เลิกกันที กับสิ่งที่ทำให้กูเป็นทาสของมึงมานานแล้ว, พอกันที เลิกกันที, นี่คืออตัมมยตา อดัมมยตาในอรรถหรือความหมายเป็นเรื่องที่สอง อตัมมยตาโดยอรรถลักษณะ. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สาม อรรถลักษณะ - ลักษณะแห่งความหมายอันลึก ลึกไปกว่าหรือเกี่ยวโยงกว้างขวางออกไป นี่อรรถลักษณะ คือการสอดส่าย ดูไปหลาย ๆ
น.114 ทิศทาง หรือหลายๆ วิธี, ดูมันโดยลักษณะก็ได้ ดูมัน โดยอารมณ์ ก็ได้, ดูมัน โดยฐาน ที่ตั้งอาศัย ก็ได้, ดูมัน โดยเหตุโดยปัจจัย ก็ได้, คูมัน โดยประเภทชนิด ของมันก็ได้, ดู โดยกิจ หรือ หน้าที่ การกระทำของมันก็ได้ หลายต่อหลายอย่าง. เอ้า, ยกตัวอย่าง มาพอให้เป็นเครื่องศึกษาและสังเกตว่าจะดูกันได้อย่างไร. ดูโดยวัตถุ. ข้อแรกที่ว่า ดูกันโดยวัตถุ วัตถุนี้ก็แปลว่า ที่ตั้งที่อาศัย แต่ถ้าคนธรรมดา ก็พูดว่าแปลว่าสิ่งของ วัตถุแปลว่าสิ่งของ ก็ถูกไม่ใช่ไม่ถูก เพราะว่าสิ่งของมันก็เป็นที่ ตั้งที่อาศัยแห่งจิตใจเหมือนกัน, แต่ความหมายอันกว้างขวางเป็นที่ตั้งที่อาศัยของอะไรก็ได้, ที่ตั้งที่อาศัยของความคิดความนึก ความรู้สึกก็เรียกว่าวัตถุโดยตรง. ถ้าอย่างนี้แล้วต้อง แยกออกเป็นสองอย่าง คือเป็นตัมมยตาฝ่ายนี้ และเป็นอดัมมยตาฝ่ายโน้น ; ฝ่ายนี้ เป็นตัมมยตา คือ อาศัย, ฝ่ายโน้น คืออตัมมยตา คือ ไม่อาศัย. ฝ่ายตัมมยตา ฝ่ายอาศัย ก็ อาศัยกาม อาศัย รูป อาศัย อรูป , ฝ่ายตัมมยตา ฝ่ายที่ทำให้เป็นทุกข์ ฝ่ายที่ต้องอาศัย อาศัยกามธาตุ ความเอร็ดอร่อยของกามธาตุ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ชั้นที่เป็นของมนุษย์ธรรมดา ๆ ชั้นวิเศษเป็นของทิพย์ของ สวรรค์ก็ได้, มันมีได้ทั้งอย่างที่เป็นของมนุษย์และเป็นของทิพย์, กามมีได้ทั้งอย่างเลว ๆ ต่ำ ๆ ลำบากยากเข็ญ มีทั้งอย่างที่ไม่ลำบาก เป็นของเทวดา เพียงแต่นึกก็สำเร็จตามนึก นี้กามก็เป็นวัตถุของตัมมยตา. ทีนี้ รูปที่แม้ไม่เกี่ยวกับกาม ไม่มีกาม เป็นรูปล้วน ๆ หลงใหลในแก้วแหวนเงินทองของเล่นของโบราณของอะไรแปลกๆ ของขลังอะไรก็ตาม ก็ได้, ก็เป็นที่ตั้งที่อาศัยของตัมมยตา คือ ติดพันอยู่กับสิ่งนั้น. ที่สูง ไปกว่านั้นก็
น.115 ในแง่ของภาษา ๘๙ เป็นอรูป นี้ประณีตละเอียดหน่อยเพราะไม่มีรู เป็นเกียรติยศชื่อเสียง, เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นโชคดี เป็นอำนาจวาสนาบารมีอะไรก็ได้ ก็หลงไปในนั้นเป็นอรูป. บ. วัตถุของ ตัมมยตาสำหรับจะหลง จะไหลก็ คือกาม อย่างหนึ่ง, คือ รูป อย่างหนึ่ง, คือ อรูป อย่าง หนึ่ง. ที่เรียกว่า วัตถุของอตัมมยตา ก็คือนิโรธนิโรธธาตุ. เมื่อฝ่ายตัมมยตา มี กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ เป็นวัตถุ ฝ่ายอตัมมยตามีนิโรธธาตุ : ความดับแห่ง กาม, ความดับแห่งรูป, ความดับแห่งอรูป นั่นแหละเป็นวัตถุ เป็นที่ตั้ง เป็นที่อาศัย นี้มองดูโดยวัตถุมันก็เป็นอย่างนี้. ดูโดยอารมณ์. ถ้าดู โดยอารมณ์ ตัมมยตาที่ฝ่ายหลง ก็มีความยินดี ความเพลิดเพลิน ความพอใจนี้เป็นอารมณ์ คือบุญชนคนธรรมดาทั้งหลาย มุ่งที่จะได้ความเพลิดเพลินได้ ความพอใจได้รับการบำรุงบำเรอเป็นที่พอใจ, นี้เรียกว่านันทิ มุ่งสิ่งนี้เป็นอารมณ์. แต่ถ้า ฝ่ายอตัมมยตา นั้นก็ไป มุ่งนิพพานเป็นอารมณ์, มุ่งนิพพานเป็นอารมณ์เถอะ ก็จะเป็นฝ่ายอตัมมยตา. ถ้าทำบุญทำทาน มุ่งแลกเอาสวรรค์, ทำบุญทำทานมุ่งแลกเอาสวรรค์วิมาน มันก็เป็นตัมมยตา, ทำบุญทำทาน มุ่งเอาความหมดเห็นแก่ตัว และเห็นแก่ความตระหนี่ ถี่เหนียวแล้วก็ เป็นอตัมมยตา, ถ้าคุณ รักษาศีล เพื่อแลกเอาสวรรค์ มันก็เป็น ต้มมยตา, ถ้าคุณรักษาศีล เพื่อกำจัดกิเลสออกไปสู่นิพพาน มันก็เป็นอตัมมยตา ถ้าคุณ เจริญสมาธิเพื่อมีฤทธิ์มีเดชมีปาฏิหาริย์ ที่เอาเปรียบคนอื่น สมาธินี้ก็เป็นเหยื่อ ของตัมมยตา, แต่ถ้าเราเจริญสมาธิ เพื่อให้เป็นบาทฐานของวิปัสสนาของปัญญา สมาธินั้นก็เป็นฝ่ายอตัมมยตา. ทีนี้ถ้าคุณเจริญวิปัสสนาเพื่อเห็นเลขสามตัว มันก็ เป็นตัมมยตา, ถ้าเจริญเพื่อ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เป็นอตัมมยตา.
น.116 ดูให้ดี ทาน ก็ดี ศีล ก็ดี สมาธิ ก็ดี ปัญญา ก็ดี ทำไปด้วยอวิชชามัน ก็เป็นตัมมยตา, แต่ถ้า ทำไปด้วยสติปัญญา ด้วยญาณด้วยความเข้าใจถูกต้องแล้ว มัน ก็เป็นอตัมมยตา. ฝ่ายนี้ต้ม, ฝ่ายโน้นอตัม ต้มต้องทำด้วยอวิชชา, ไปศาลพระภูมิ เอราวัณต้องไปด้วยอวิชชา, ไปโบสถ์พระแก้วต้องไปด้วยสติปัญญา, แต่มันก็ไม่แน่นัก เหมือนกัน.ก :บางคนก็ไปโบสถ์พระแก้วด้วยอวิชชาก็มีได้. แค่นี้ถ้าว่าถูกต้อง ๆ ไสยศาสตร์ก็เป็นไปด้วยอวิชชา, พุทธศาสตร์ก็เป็นไปด้วยวิชชา, ฉะนั้น พุทธ- ศาสตร์ ก็เป็น อตัมมยตา ไสยศาสตร์ ก็เป็นตัมมยตา จะผูกพันอยู่กับสิ่งที่จะทำให้เวียน ว่ายอยู่ในโลกนี้, นี้เรียกว่าโดยอารมณ์. คนไม่รู้ก็มุ่งที่จะได้สิ่งกระตุ้นเพลิดเพลิน ให้พอใจเอร็ดอร่อยสนุกสนาน, แต่คนที่รู้ ก็มุ่งที่จะได้นิพพาน, ความหยุด ความเย็น ความเป็นอิสระ, อย่ามีอะไรมารบกวน ไม่ต้องการจะบวกจะลบ, ไม่ต้องการจะเสียใจหรือ ดีใจ, ไม่ต้องการจะหัวเราะไม่ต้องการจะร้องไห้, แต่ว่าอยู่เหนือนั้น เหนือบวกเหนือลบ เหนือได้เหนือเสีย เหนือแพ้เหนือชนะ เหนือหัวเราะเหนือร้องไห้, นี่อารมณ์ ฉะนั้น ขอให้ให้ทานมีพระนิพพานเป็นอารมณ์, รักษาศีลมีพระ- นิพพานเป็นอารมณ์, เจริญสมาธิมีพระนิพพานเป็นอารมณ์, เจริญวิปัสสนา ปัญญาก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ในที่สุดก็ได้พบกันกับพระนิพพาน. อาทีนวะ, ฐานที่ตั้งรองรับของอตัมมยตา. ทีนี้ดูต่อไป ดูต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า โดยฐานที่ตั้งที่รองรับ ฐานที่รองรับที่ตั้ง. ถ้า ตัมมยตา มันก็ มีอัสสาทะ ความเอร็ดอร่อย เสน่ห์ของสิ่งที่เอร็ดอร่อย เป็นฐานที่ รองรับ, ถ้า อตัมมยตา มันก็มีอาทีนวะ คือเห็นโทษ ของสิ่งเหล่านี้, เห็นโทษของ
น.117 ในแง่ของภาษา ๙๑ กาม เห็นโทษของ รูป เห็นโทษของ อรูป คือเห็นอาทีนวะ แปลว่า โทษเลวทราม โทษอันร้ายกาจ ของกาม ของรูป ของอรูป, เห็นอาทีนวะนี้แล้ว ก็มีอาทีนวะ เป็นฐานที่ตั้งรองรับอตัมมยตา. แต่ถ้ามีความเอร็ดอร่อย สนุกสนานยินดีหลง ใหลเคลิบเคลิ้มแล้ว มัน ก็เป็นฐานที่รองรับของตัมมยตา คือความที่หมกจมอยู่ที่นี่, ติดจมอยู่ที่นี่, จมปลักอยู่ที่นี่, นั้นก็เรียกว่า อัสสาทะ ความเอร็ดอร่อยเป็นที่ตั้งที่อาศัย ของตัมมยตา, ความเห็น โทษเลวทรามของสิ่งเหล่านั้นเป็นฐานที่ตั้งของอตัม- มยตา. ฉะนั้น จงมองดูให้เห็นโทษของสิ่งที่เราหลงรักหลงพอใจ หลงเป็นทาสมัน นั่นแหละ พูดกันหยาบคายหน่อยก็ว่า ที่เราหลงไปเป็นทาสของมันนั่นแหละ, เห็นโทษ ของสิ่งนั้น ที่เราเคยหลงรักและพอใจจนเป็นทาสของมันนั่นแหละ มันก็ จะเกิด เป็นฐานที่ตั้งฐานรองรับของอตัมมยตา. ปัจจัย-ของอตัมมยตา : เอ้า, ทีนี้ก็ดูกันต่อไป โดยปัจจัย มองกันโดยปัจจัย ปัจจัย ก็แปลว่า เครื่อง ก่อให้เกิดสิ่งอื่นใหม่ ๆ ออกมา สะสมขึ้นมาอย่างครบถ้วน, ปะ จะ ยะ เรียกว่า ปัจจัย สะสมขึ้นมาอย่างครบถ้วนเพื่อเกิดสิ่งใหม่ ได้แก่การปรุงแต่ง, นี่เรียกว่าปัจจัยมันปรุงแต่ง : เอาพริกมา เอาเกลือมา เอากะบีมา เอาปลาย่างมาตำ ๆ ๆ กันเข้า แล้วก็เป็นสิ่งใหม่ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นน้ำพริก, ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่. ปัจจัยทั้งหลายมีอยู่มาก จับกลุ่ม กันอันนี้แล้วเกิดสิ่งนี้ขึ้นมา, จับกลุ่มอันนี้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา จับกลุ่มอันนี้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา, กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นต้นไม้, กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นสัตว์, กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นคน, กลุ่มนี้ เกิดขึ้นมาเป็นรูป กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นเวทนา, กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นสัญญา, กลุ่มนี้เกิด ขึ้นมาเป็นสังขาร, กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาเป็นวิญญาณ, แล้วแต่มันจะมีปัจจัยอะไร, แล้วก็ส่ง
น.118 ทยอยต่อ ๆ กันไป, อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดอำนาจปรุงแต่ง, อำนาจปรุงแต่งมี แล้ว ก็ ปรุงแต่งวิญญาณธาตุมาเป็นวิญญาณทางอายตนะ, วิญญาณทางอายตนะมีแล้วก็ ปรุงแต่งให้มีนามรูป, นามรูปมีแล้ว ก็ ปรุงแต่งให้มีอายตนะ, อายตนะมีแล้วก็ ปรุง แต่งให้มีการสัมผัส, การสัมผัสมีแล้วก็ ปรุงแต่งให้เกิดเวทนา, เวทนามีแล้วก็ ปรุงแต่ง ให้เกิดตัณหา, ตัณหามีแล้ว ให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติเป็นทุกข์, ปรุงแต่งกันเป็น สายอย่างนี้, นี่เป็นปรกติลักษณะ คือ ความเป็นไปตามธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่า ปัจจัย. มีอุเบกขาเป็นปัจจัย. ตัมมยตานี้มีอุปาทานเป็นปัจจัย, การที่จะเข้าไปจับ ยึด ผูกพัน หลงจม อยู่กับสิ่งใดเป็นตัมมยตานั้น มันมีอุปาทานเป็นปัจจัย, แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า อุปาทาน เอง มัน ก็มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย ; เช่นว่า มีเวทนา มีตัณหา เป็นปัจจัยเกิดอุปาทาน. พอมาถึง อุปาทาน แล้วมันก็ เป็นปัจจัยแห่งตัมมยตา ผูกพันเข้ากับสิ่งนั้นทันที, ฝั่งตัว เข้าไปในสิ่งนั้นทันที, กลมเกลียวเข้าไปกับสิ่งนั้นทันที มันจึงได้เกิดเป็นกองทุกข์หรือ สภาวะที่น่าเกลียดน่าชังขึ้นมาทันที, นี่ว่า อุปาทานเป็นปัจจัยของตัมมยตาฝ่ายที่ผิด. นี้ อุเบกขานี้เป็นปัจจัยของอตัมมยตา, อตัมมยตาคือ จะถอนออก หรือ ขึ้นพ้นไป, มีอุเบกขาเป็นปัจจัย, อุเบกขาในกามธาตุ อุเบกขาต่อกามธาตุ โดยอดัม- มยตาส่วนนี้ทำให้เกิดอุเบกขา, มีอุเบกขาในกามธาตุ ก็เกิดอตัมมยตาส่วนที่ทำให้ละกาม ธาตุ เรียกว่านานัตตอุเบกขา ละเสียซึ่งกามธาตุ, ครั้นแล้วต่อไปก็ มีเอกัตตอุเบกขา ละรูปธาตุเสียมาอยู่ในอรูปธาตุ, เอกัตตอุเบกขา สูงสุดกว่านานัตตอุเบกขา, อุเบกขา ที่ยังฟุ้งซ่านหลายอย่าง ก็มาละเสียได้ด้วยเอกัตตอุเบกขา. อุเบกขา อย่างเดียวดิ่งอย่าง
น.119 ในแง่ของภาษา ๙๓ เดียว ก็คืออรูปฌาน ละเสียทั้งรูปฌาน ครั้นแล้วก็ อาศัยเอกัตตอุเบกขา เป็นวัตถุ ที่ตั้งอาศัยของอตัมมยตา เพื่อจะละมันเสีย ก็ ออกไปสู่ นิโรธหรือนิพพาน ก็จะละ อรูปธาตุเสีย ออกไปสู่นิโรธธาตุ, เรื่องธาตุนี้พูดมาแล้วเมื่อวันก่อน. กามธาตุละเสียได้ด้วยนานัตตอุเบกขา, แล้ว รูปธาตุละเสียได้ด้วย เอกัตตอุเบกขา, แล้วก็อาศัยอตัมมยตาอันสุดท้าย ละเอกัตตอุเบกขาเสียเป็นนิโรธ- ธาตุ, มันอาจจะละเอียดเกินไปก็ได้ จะชวนชาวนามาศึกษาวิทยาศาสตร์เรื่องแบคทีเรียนี้ ดูจะไม่จำเป็น จะเกินไป แต่ได้ยินชื่อไว้บ้างก็พอ. กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ ละกันตามลำดับ ; ความลุ่มหลงในกามโลก ละเสียได้ด้วยรูปธาตุ, แต่ก็ ไปหลงใหลในรูปธาตุ, แล้วก็ละรูปธาตุเสียด้วยอรูปธาตุ, แล้วก็ไปหลงใหลในอรูปธาตุ ละอรูปธาตุเสียด้วยอตัมมยตาสุดท้าย ก็เป็นนิโรธธาตุ, ไม่ต้องหลงใหลในอะไรอีกต่อไป เรียกว่าหมดภพทุก ๆ ภพ ไม่มีภพชนิดใดชนิดไหนเหลืออยู่ นี่เป็นสุดท้าย นี้เรียกว่าโดย ปัจจัย. สัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย. โดยปัจจัยนี้มองดูได้อีกแง่หนึ่ง ว่ามีทิฏฐิเป็นปัจจัย ; ถ้าเป็น ตัมมยตา ก็ อาศัยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย, ถ้าเป็น อตัมมยตาก็อาศัยสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย มิจฉา ทิฏฐิให้เกิดตัมมยตาหลงอยู่ในสิ่งนั้น, สัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัยให้เกิดอตัมมยตา ไม่หลงใน สิ่งนั้น ๆ ออกมาเสียจากสิ่งนั้น ๆ ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิก็ต้องฝั่งลงไปอยู่ในสิ่งที่เป็นกองทุกข์, ถ้ามีสัมมาทิฏฐิก็ถอนออกมาเสียได้จากสิ่งที่เป็นกองทุกข์. ฉะนั้น ทิฏฐินี้สำคัญ จง ศึกษาฝึกฝนอบรมให้เกิดสัมมาทิฏฐิไว้เสมอไป, มิจฉา แปลว่า ผิด, สัมมา แปลว่า ถูก, มิจฉาทิฏฐิ แปลว่าทิฏฐิผิด , ผิดจากอะไร, ผิดจากหนทางพระนิพพาน เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ เรื่อง ทิฏฐิถูก , ถูกอะไร ถูกต่อหนทางของพระนิพพาน,
น.120 สัมมาทิฏฐินั้นมันถูกต้องมันถูกต่อหนทางของพระนิพพาน, มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยแห่ง ตัมมยตา, สัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัยแห่งอตัมมยตา. ภาวิตตญาณเป็นปัจจัย. เอ้า, จะขอแถมอีกสักคู่หนึ่ง ซึ่งมันค่อนข้างละเอียด มันเกี่ยวกับญาณ, ความรู้ ญาณ แปลว่า ความรู้, ถ้าอาศัย สัญชาตญาณ ความรู้ตามสัญชาติตามธรรมดา ธรรมชาติที่ติดมากับชีวิต, อาศัยสัญชาตญาณนี้จะเป็นไปฝ่ายต้มมยตา, สัญชาตญาณ- ญาณที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมปรับปรุงอะไร มาตามสัญชาตญาณ เกิดติดมาเองกับชีวิต รู้คิด รู้ทำอะไรด้วยตนเองเรียกว่าสัญชาตญาณ, ถ้าปล่อยไปตามญาณนี้ มันจะไปทางตัมมยตา จมลงไปในกองทุกข์. ทีนี้ถ้ามันเป็น ภาวิตญาณ ญาณที่อบรมหรือพัฒนา หรืออะไร ดีแล้ว, ก็สัญชาตญาณนั่นแหละจับตัวมาพัฒนา มาศึกษา มาฝึกฝน มาอบรม มันก็กลาย เป็นภาวิตญาณ อันนี้ จะเป็นปัจจัยของอตัมมยตา. ความรู้เรียกว่าญาณ แต่มีเป็นสองอย่าง คือมัน รู้เองตามธรรมชาติเรียก ว่าสัญชาตญาณ ; ที่รู้เพราะเราปรับปรุง ปรับปรุงโดยการทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนา อะไรก็ตาม เกิดญาณอันนี้ขึ้นมาใหม่แล้วก็ เรียกว่าภาวิตญาณ , ภาวิตะ แปลว่า ทำให้ เจริญแล้ว , ภาวิตญาณ, ถ้าสัญชาตญาณ ยังไม่ได้ทำให้เจริญ มาเองตามธรรมชาติ. ฉะนั้น อย่าไปอาศัยญาณอย่างนั้น, จงอาศัยญาณที่ได้ปรับปรุง ที่ได้สังเกตศึกษาฝึกฝนอบรม มา แม้ว่าที่เราผ่านชีวิตผ่านโลกมาหลาย ๆ ปีหลาย ๆ สิบปีเข้า มันก็เกิดญาณอันนี้มากขึ้น .. ขอให้สังเกตดูเถอะ ยิ่งอายุมากเท่าไรยิ่งฉลาดมากเท่านั้นแหละ, แม้แต่แมวและสุนัข ตัวที่มีอายุมากมันจับหนู หรือมันทำอะไรเก่งกว่าลูกอ่อน ๆ เพราะอายุมันมากแล้วมัน ผ่านมามาก มันช่วยสอนเราก็เหมือนกัน เมื่ออายุมากพอสมควรแล้ว ก็ควรจะได้เห็นอะไร มามากแล้ว เห็นมามากแล้วเกิดความรู้ รู้ ๆ มาตามลำดับ มันก็เป็นภาวิตญาณเหมือนกัน,
น.121 ในแง่ของภาษา ๙๕ แต่ยังน้อยไม่พอ, ทำกันให้พอก็เจริญสมถวิปัสสนา, ก็เกิดภาวิตญาณสมบูรณ์ เป็นญาณที่สูง ๆ ๆ ขึ้นไป, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้โดยง่าย, กระทั่งเห็น อตัมมยตาได้โดยง่าย. นี่ถ้า สัญชาตญาณมันก็จากไปฝ่ายตัมมยตา, ถ้าเป็น ภาวิต- ญาณ มันก็ ตกไปฝ่ายอตัมมยตา รู้จักญาณไว้ดี ๆ อย่าปล่อยไปตามสัญชาตญาณ ตาม ความรู้สึกมันก็จะเป็นไปเพื่อกิเลส, ถ้าเป็น ภาวิตญาณ มันก็จะเป็นไปเพื่อโพธิ, ถ้า ไปตาม สัญชาตญาณเป็นกิเลสแล้ว มันก็เป็นตัมมยตา จมอยู่ในกองทุกข์. ถ้ามัน เป็นไปด้วยโพธิ เจริญภาวนาอยู่เสมอ เป็นฝ่ายโพธิ, มันก็มาผ่ายอตัมมยตา, ไม่ จมอยู่ในกองทุกข์. เปรียบตัมมยตากับอตัมมยตา. ทีนี้ก็มาดูกันอีกวิธีหนึ่งว่าโดยจำแนกเป็นประเภท ๆ เป็นอย่าง ๆ เป็นชนิด ๆ มันก็อาศัยวัตถุที่ตั้งนั่นแหละ, เอาข้างตัมมยตาก่อนนะ. ตัมมยตาประเภทหลงใหลใน กาม, ประเภทหลงใหล ในรูป, ประเภทหลงใหล ในอรูป, มันก็ได้เป็นสามฝ่าย. ทีนี้ อตัมมยตาก็เหมือนกันอีก, อตัมมยตาที่จะกำจัดกาม, อตัมมยตาที่จะกำจัดรูป, อดัม- มยตาที่จะ กำจัดอรูป ก็ได้เป็นสามอย่างเหมือนกัน ; หลงใหลในกามในรูปในอรูปนั้น ฝ่ายตัมมยตา มีเป็นสามประเภท, ที่นี้ไม่หลงใหลในกามในรูปในอรูปก็เป็นอตัมมยตา ก็ ได้เป็นสามประเภท. ฉะนั้น อตัมมยตานี้กำจัดกาม ขั้นหนึ่ง, แล้ว กำจัดรูป อีกขั้น หนึ่ง, กำจัดอรูป อีกขั้นหนึ่ง ก็หลุดพ้นออกไป. ถ้าแจกตามอารมณ์ที่เกี่ยวข้องหรืออาศัย มันก็ยังแจกได้อย่างนี้ว่า อตัม- มยตาที่ยังไม่ถึงที่สุด คือละ ๆๆ ๆ อยู่ยังไม่ถึงที่สุด, และอตัมมยตาที่ถึงที่สุด ก็คือ ละอันสุดท้าย ละอรูปธาตุ ออกไปสู่นิโรธธาตุ, นื่อตัมมยตาที่ถึงที่สุด, นี้ก็ประเภทหนึ่ง อตัมมยตาที่ตั้งต้นต่อสู้ ตั้งต้นต่อสู้ขั้นต้น ๆ มาตามลำดับ, ละกามละรูปมาตามลำดับ นี้
น.122 ก็คืออตัมมยตาที่ยังไม่ถึงที่สุด, พูดกันง่ายๆ ก็คือ ญาณที่มันยังไม่ถึงที่สุด มันก็มี มันยัง ทำหน้าที่ตัดกิเลสมาเรื่อยๆ, แล้วเมื่อใดมันตัดกิเลสอันสุดท้าย ก็เป็นญาณอันสุดท้าย, จะเห็นได้ว่าเป็นญาณต้น ๆ ก็ได้ เป็นญาณอันสุดท้ายก็ได้ แยกเป็นสองประเภทดังนี้. เอ้า, จะยกตัวอย่างอีกสักข้อหนึ่งอีกสักเรื่องหนึ่งอีก ทีนี้ก็ว่าโดยกิจหรือโดย หน้าที่ โดยกิจหรือโดยหน้าที่ที่กระทำ มันก็ต้องเปรียบเป็นคู่กันมาอีก. ถ้าตัมมยตา คือฝ่ายที่จะจมโลก ตัมมยตานี้มันก็ มีอาการยึดมั่น แล้วก็ติดแน่น แล้วก็กำหนัดยินดี แล้วก็ หลงใหลปรุงแต่ง ต่อไป, ยึดถือ ติดแน่น กำหนัดยินดี หลงใหล แล้วก็ปรุงแต่ง ต่อไป. ถ้าเป็นฝ่ายอตัมมยตามันก็เลิก, เลิกยึดถือ, ละเสียจากสิ่งนั้น, แล้วก็เลื่อน ชั้นขึ้นไป จางคลายออกไป, เลื่อนขึ้นไปคลายออกไป แล้วก็ดับในที่สุด หยุดปรุงแต่ง ต่อไป, หยุดปรุงแต่งต่อไป, มันตรงกันข้าม มันไม่ยากเย็นอะไร. ที่ยึดก็กลาย เป็นไม่ยึด ที่ติดก็กลายเป็นไม่ติด, ที่กำหนัดก็กลายเป็นคลายกำหนัด, ที่หลงก็กลาย เป็นไม่หลง, ที่ปรุงแต่งก็กลายเป็นไม่ปรุงแต่ง, นั่นเป็นโดยหน้าที่โดยกิจที่มันจะกระทำ ฝ่ายที่จะเป็นเครื่องผูกพัน ให้ติดอยู่กับภพ มันก็ผูก ๆ ไป, ฝ่ายที่ มันจะเลิกละจากภพมันก็คลาย ๆ ออกหลุดเลิกไปไม่มีภพ, ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป ก็เป็นที่สุด. ถ้าเพียงแต่เกิดดีขึ้น ๆ จากที่มันเลวกว่ามาดีขึ้น นี้ก็ยังไม่สิ้นสุดภพ คือว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามความรู้สึกคิดนึกเป็นตัวกูขึ้นมา, พอความอยากเกิดขึ้นในจิตใจ เต็มที่ มันก็มีภพว่าตัวกูผู้อยากเกิดขึ้นมา, นี่ภพ พอเกิดความรักความรู้สึกตามธรรมชาติ ของอารมณ์ตามธรรมชาติแก่จิตใจ มันเกิด ความรักขึ้นมาก่อน, แล้วมันก็เกิดภพคือ ผู้รัก ตัวกูผู้รักเกิดตามมา. ความรักเกิดก่อนแล้วผู้รักเกิดทีหลัง, น่าหัวนะ ไม่ใช่ น่าหัวเพราะมันไม่ใช่มีตัวจริง, มันเป็นเรื่องมายา. ความโกรธเกิดขึ้นมาก่อน แล้วมัน เกิดตัวกูผู้โกรธ กูผู้โกรธเกิดทีหลัง, อะไรก็ตามเถอะ. ความเจ็บ เจ็บขึ้นมา ก่อน แล้วก็เกิดตัวกูผู้เจ็บ, ความเจ็บเกิดก่อนตัวกูผู้เจ็บเกิดทีหลัง. เด็ก ๆ มันก็ว่า
น.123 ในแง่ของภาษา ๙๗ ไม่เชื่อ ๆ ผิด logic ที่จริงมันเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามันไม่มีตัวจริง มันไม่มีของจริง, ตัวผู้ ๆ ๆ มันไม่มีตัวจริง แต่ความเป็นอย่างนั้นมันมีจริง, เช่นความรักมันถูกปัจจัยปรุง แต่งเกิดขึ้นในจิต แล้วก็จิตโง่ขึ้นมาเกิดตัวกูผู้รัก, นี่ตัวกูเพิ่งเกิดทีหลัง, ความเกลียดก็ เหมือนกัน ไม่ถูกกัน ไม่ให้เข้ากันได้ เป็นความเกลียดเกิดอยู่, มันก็เกิดตัวกูผู้เกลียดขึ้นมา. เมื่อได้อะไรมา ได้เงินได้ทองได้ผัวได้เมีย ได้อะไรได้มา, แล้วมัน จะเกิดความรู้สึกว่า ตัวกูผู้ได้ ขึ้นมา. นี่ของที่ไม่จริงมันเป็นอย่างนี้ เพราะมันไม่มีตัวจริง มันเป็นอนัตตา. การมีการเป็นอยู่ก่อนนั้นมันปรุงให้เกิดตัวกู ผู้มีผู้เป็นขึ้นมา, นี่เรียกว่า ความเกิดทาง จิตใจ เกิดอยู่วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ชาติ. วันหนึ่ง ๆ เกิดอยู่ไม่รู้กี่ชาติ, เดี๋ยวเกิดตัวกูผู้รัก เดี๋ยวเกิดตัวกูผู้เกลียด, เดี๋ยวเกิดตัวกูผู้โกรธ, เดี๋ยวเกิดตัวกูผู้ตื่นเต้นยินดี เกิดตัวกูผู้หลงใหลวิตกกังวลอาลัย ผู้ๆๆ ไม่รู้จักกี่สิบผู้กี่ร้อยผู้. วันหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นหลายสิบชาติ, บางคนเกิดเก่งอาจจะได้ หลายร้อยชาติ, ปีหนึ่งได้กี่หมื่นกี่แสนชาติ ถ้าวันหนึ่งมันได้เป็นร้อย ๆ ชาติเสียแล้ว นั่นมันจะพอกันแล้วกระมัง เกิดตั้งร้อยชาติแสนชาติแล้ว นิพพานกันทีละกระมัง ที่เขาพูดว่าต้องรอหลายหมื่นหลายแสนชาติจึงจะนิพพานน่ะมันถูกแล้ว, มันต้องเกิดแล้ว เกิดเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า จนรู้จักดีจนชินจนเบื่อ จนไม่อยากจะเกิด, ฉะนั้น เมื่อได้เกิด มาแล้วหลายหมื่นหลายแสนชาติ มันก็อยากจะนิพพานแหละ มันเอือมมันเบื่อ, นี่รู้จักความเกิดอย่างนี้ไว้บ้าง. ความเกิดจากท้องแม่มันเลิกกันไปแล้ว เกิดทีเดียว แล้วเลิกกัน เกิดจากท้องแม่กว่ามันจะเข้าโลง แต่ในระหว่างจากท้องแม่จะเข้าโลงนี้ มัน เกิดอีกหลายหมื่นหลายแสนชาติ, วันหนึ่งเกิดหลายร้อยชาติ พอรู้สึกอย่างไรเป็นอารมณ์ ขึ้นมาในใจ ก็จะเกิดความรู้สึกว่ากูผู้เป็นอย่างนั้นขึ้นมาในใจ, เช่นว่าเทศน์เพราะอย่างนี้ ถ้าคุณเกิดเพราะขึ้นมา ก็เกิดผู้เพราะขึ้นมา, ถ้าพูดนี้ไม่เพราะไม่น่าฟังก็เกิดความโกรธ ขึ้นมา ก็เกิดผู้โกรธขึ้นมา ว่าเทศน์อะไรไม่น่าฟัง. นี่ ผู้อาจจะเกิดได้แม้นั่งพึง
น.124 บรรยายอยู่ที่ตรงนี้ ยังเกิดได้หลายผู้ น่าฟังบ้างไม่น่าฟังบ้างหรืออะไรก็ไม่รู้บ้าง, เกิดรู้สึกเป็นผู้อย่างนั้นผู้อย่างนี้ ผู้อย่างโน้นก็เรียกว่าชาติ เป็นภพเป็นชาติ มีความคิด เต็มเปี่ยมอย่างไรแล้วเกิดออกมา, เป็นผู้อย่างนั้นผู้อย่างนี้, ! พอกันทีกระมัง ถ้าเกิด วันละร้อยชาติ ปีหนึ่งมันก็หลายพันหลายหมื่นอยู่แล้ว, พอกันทีละมัง ถ้าอายุสามสิบ สี่สิบปีก็หลายหมื่นหลายแสนชาติ, พอกันทีละกระมัง ถ้าไม่อยากเกิด นี้ก็มาดู ว่าความเกิดนี้ไม่ไหว ความเกิดนี้ไม่ไหว, เกิด ทุกทีกัดทุกที. พั่งถูกไหม เกิดทุกทีกัดทุกที, เกิดทุกทีกัดเจ้าของทุกที, ไม่อยาก เกิดแล้ว นั่นแหละอตัมมยตา; รู้สึกว่าไม่อยากเกิดแล้ว นั่นแหละอตัมมยตา เพราะ ว่าเกิดทุกที เป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกทีแล้วมันกัดทุกที, ไม่เคยมีที่ว่าจะอุ้มชูทะนุถนอม อะไร เกิดทุกที่มันกัดทุกที, "เหมือนลิงชนิดหนึ่งเขาเรียกลิ่งลม ยื่นมือเข้าไปทุกทีมันกัด ทุกที ลิงลมนี้มันจะโง่หรือจะตามันไม่เห็น ใครจะยื่นมือเข้าไปให้ลิงลม แล้วให้ลิงลมสบาย ให้ลูบให้คลำอย่างนี้ไม่มี, มันกัดทุกที. เหมือนกับว่าชาตินี้มันเกิดทุกทีกัดทุกที่, เกิด ทุกทีกัดทุกที, เกิดวันละสิบชาติร้อยชาติ มันก็กัดสิบครั้งร้อยครั้ง, เป็นเดือนเป็นปีก็กัด เป็นพันครั้งหมื่นครั้ง, .พอกันทีละกระมั้ง. นั่นแหละอตัมมยตาแหละ, พอกันที อตัมมยตา กูไม่อยากให้กัดอีกต่อไปแล้ว, กูไม่เอากับมึงอีกต่อไปแล้ว นั่นแหละอตัมมยตา. จำเป็นไหมที่จะต้องมีอตัมมยตา ? จำเป็นไหมคิดดูให้ดี จำเป็นไหม ? ถ้า ไม่มือตัมมยตา ก็เอาถูกกัดอยู่ กับสิ่งที่กัดนั้น สมรสกับสิ่งที่มันกัดนั่นแหละ, ถ้าว่า ไม่เอาพอกันที ก็หย่า อย่าขาดกับสิ่งที่มันกัด มันจะได้ไม่กัดอีกต่อไป, อตัมมยตา คือความรู้ที่ทำให้รู้สึกว่า โอ้ย, อยู่กับมันไม่ไหวแล้วออกมาเถอะ ขอพูดนิดหน่อยแถมพก ซึ่งอาจจะไม่มีที่นี่ก็ได้ คนที่ติดบุหรี่ ละไม่ได้ มันโง่ ไม่มือตัมมยตา แม้แต่จะละบุหรี่, ไม่เห็นโทษของบุหรี่ สมรสกับบุหรี่อยู่เรื่อย
น.125 ในแง่ของภาษา ๙๙ ไป, ไม่เคยหย่า ไม่หย่าขาดจากกัน. คนติดเหล้าก็กอดขวดเหล้าอยู่เรื่อยไป, มันไม่ หย่าขาดจากขวดเหล้า เพราะไม่มือตัมมยตา ที่ ชอบเล่นการพนัน ที่ยอมหย่าผัว ยอมอะไรเพื่อรักการพนันก็มี, ไม่หย่าขาดจากการพนัน เพราะมันไม่มีอตัมมยตา. มันละ สถานเริงรมย์ไม่ได้ มันต้อง ไปเที่ยวไปดูไปเล่นไปหัวไปกินของแปลก ๆ สนุกสนาน สรวลเสเฮฮา ละไม่ได้, ละไม่ได้เพราะไม่มีอตัมมยตา. แม้ชอบ นอนตื่นสาย อย่างนี้ก็ละไม่ได้ เพราะไม่มือต้มมยตา มันนอนตื่นสายบิดแล้วบิดอีกอยู่บนที่นอน, ลุกขึ้นยาก เพราะตัมมยตามันจับเอาไว้ มัน ไม่มือต้มมยตาที่จะลุกออกมา; เป็น อันรู้กันได้ว่า อตัมมยตาเป็นฝ่ายช่วยให้หลุดออกมา, แล้ว ตัมมยตานั้นฝ่ายที่จะให้ ฝังติดจมแน่นอยู่ที่นั่น. ใครจะเอาอย่างไหนก็เลือกเอา, จะเอาตัมมยตาหรือจะเอา อตัมมยตา เลือกเอา ๆ. เอาละ, ในวันนี้ก็ได้พูดกันถึงคำแปล ถึงความหมาย ถึงอรรถลักษณะของ สิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตามาพอสมควรแล้ว, หวังว่าท่านทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ คงจะ เข้าใจเรื่องนี้เพิ่มขึ้น ๆ ทุกที ๆ. อาตมาก็จะพยายามอย่างยิ่ง พยายามสุดความสามารถที่ จะเอามาพูดให้ฟัง ให้ครบทุกแง่ทุกมุมทุกทิศทุกทาง เข้ามาสู่จุดกลางที่สำคัญ ให้รู้จักสิ่งที่ เรียกว่าอตัมมยตา จะได้หย่าขาดจากสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน, แล้วก็จะถอนตัวออกมา เสียได้ จากสิ่งที่มันปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ ผูกพันให้เป็นทุกข์ ครอบงำให้เป็นทุกข์ ดึงดูด ไว้ให้เป็นทุกข์, ออกมาเสียได้จากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด. ก็เป็นอันว่า ไม่เสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจใช้อตัมมยตา ให้มากขึ้นสูงขึ้น ๆ แล้วมีความเจริญงอกงาม มีความสุขอยู่ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ. การบรรยายเรื่องอตัมมยตาสมควรแก่เวลา ยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ที่ให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติเพื่อ อตัมมยตา ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ๆ สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้ ๚๛
Buddhadasa