Buddhadasa.org

อตัมมยตาประยุกต์ ตอนที่ ๖ — การมีและการใช้อตัมมยตาในระดับโลกิยะ

อตัมมยตาประยุกต์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๓๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.126 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงบรรยายเรื่อง อตัมมยตาต่อไปตามเดิม โดยไม่ต้องเกรงว่าใครเขาจะเบื่อ, และจะ บรรยายในวันนี้โดยหัวข้อว่า การมีและการใช้อตัมมยตาในระดับโลกิยะ. หมายความ ว่าในระดับโลกิยะก็ต้องใช้อตัมมยตา, แม้ว่าเรื่องอตัมมยตาเป็นเรื่องสูงสุด คือทำให้เป็น พระอรหันต์ หรือทำให้หลุดจากโลกนี้ ไปสู่โลกุตตระ แต่พวกที่อยู่ในโลกนี้จะออกไปสู่ โลกุตตระได้ ก็ต้องเพราะอตัมมะตาอีกนั่นเอง, อยู่ในโลกนี้แล้ว จะเลื่อนชั้นให้สูง ขึ้นไปๆๆ ก็ต้องใช้อตัมมยตา, ดังนั้น อตัมมยตาก็ต้องเอามาใช้ในระดับโลกิยะ. เมื่อถามว่า ที่ไหนมีทุกข์มาก ? ฆราวาส, ปุถุชนธรรมดามีทุกข์มาก หรือ พระอริยเจ้ามีความทุกข์มาก? ใคร ๆ ก็เห็นว่า ในระดับคนธรรมดานั้นมีความทุกข์ มาก, ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องดับทุกข์, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ สิ่งที่เรียก ๑๐๐

น.127 ๑ ว่า อตัมมยตา. แม้จะเป็นคำแปลกใหม่สำหรับท่านทั้งหลายบางท่าน เพิ่งจะได้ยินใน วันนี้ ก็ขอให้จำไว้ก่อนเถิด ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ, เป็นคำที่สำคัญ ที่จะต้องรู้จัก ที่จะ ต้องรู้จักใช้ จึงจะถอนตนออกจากความทุกข์ได้. อตัมมยตา - สิ่งช่วยให้ละทุกข์. เมื่อกล่าวโดยความหมาย อัมมยตาคืออะไรนี้ ขอให้ฟังให้ดี ๆ เมื่อกล่าวโดย ความหมาย ก็คือความรู้หรือความรู้สึกหรือการกระทำ ที่ทำให้ละทุกข์ละความทุกข์ไปตาม ลำดับ ๆ จนหมดทุกข์ สิ่งที่จะช่วยให้ละทุกข์ไปตามลำดับจนหมดทุกข์ นี้เรียกว่า อตัมมยตา, หรือจะมองอีกทางหนึ่ง ก็คือสิ่งที่จะละความชั่ว ละความชั่วให้หมดไป เข้าสู่ ความดี แล้วก็ละความดีชั้นต่ำ ๆ ต้อย ๆ ดีต่ำ ๆ สูงขึ้นไป ๆ จนพ้นดีถึงเหนือดี, ละชั่วไปสู่ดี ละดีตามลำดับขึ้นไปจนถึงพ้นดี นั่นแหละคืออต้มมยตา. ฟังดูแล้วมันอาจจะมากเกินไป, แต่เรื่องทั้งหมดมันมีอยู่อย่างนี้. ที่ว่าละความดีจนอยู่เหนือความดีนั้น แม้เราอยู่ในโลกนี้ยังต้องพึ่งพาอาศัย ความดี ก็ยังจะต้องรู้จักไว้, มิฉะนั้นความดีนั่นแหละมันจะกัดเอา มันมีคนบ้าดี เมาดี หลงดี จมดีอยู่เยอะแยะไปหมด เพราะไม่รู้จักละสิ่งที่เรียกว่าดี, ไม่รู้จักอยู่เหนืออิทธิพลของ สิ่งที่เรียกว่าดี มันก็ต้องมีความทุกข์เพราะความดีนั้นเอง. เราจงรู้จักสิ่งที่เรียกอดัมมยตา จะละความชั่วไปตามลำดับจนหมดชั่วจนถึงดี, ถึงดีแล้วก็ละดีขั้นต่ำ ๆ ขึ้นไปจนถึงดี ชั้นสูงสุด แล้วก็หมดดี เหนือดี, อยู่เหนือความดี ไม่มีปัญหาอะไรอีกต่อไป นั่นแหละ คือพระนิพพาน. ดังนั้น จึงควรจะมองเห็นกันว่า อยู่ในโลกนี่แหละ จะต้องใช้ อตัมมยตา เพื่อเลื่อนชั้นของตนเองในโลกสูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ, ในโลกมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นมันต้องเอามาใช้กันในโลกนี่ละ เพราะมันมีปัญหา

น.128 อาตมาต้องรับบาปอยู่บ่อยๆ โดยเขาหาเขาด่าเขาล้อเลียนเขาตำหนิ ว่าเอาเรื่อง ที่สูงเกินไปมาสอนประชาชน, อย่างเอาเรื่องนิพพานมาสอน, เรื่องอนัตตามาสอน ก็เคย ถูกค่าถูกโห่, แต่แล้วในที่สุดก็พ้นมาได้ เพราะว่ามีคนเริ่มเข้าใจเริ่มเห็นด้วย ว่ามัน จำเป็นที่จะต้องรู้ว่า อยู่ ในโลกนี้ต้องรู้เรื่องโลกุตตระ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไป ทางไหน, มันก็จมปลักอยู่ในความมืดนี้เอง. คนในโลกนี้แหละต้องรู้จักสิ่งที่จะออกไปจากโลก แล้วอยู่เหนือโลก คือไม่ หลงจมหลงติดอยู่ในโลกมากนัก มหาเศรษฐีบางคนเป็นโรคประสาทเจียนตาย ยังจะตาย อยู่หวุดหวิดแล้ว" เพราะความหลงในความมั่งมีเกียรติยศชื่อเสียงอะไรของตน จนกว่าจะมี ผู้มาแนะให้ เรื่องให้ปล่อยวางเสียบ้าง, เขาจึงรอดตาย รอดจากโรคประสาทอันแสนจะ ร้ายกาจ. นักเรียนนักศึกษา เรียนกันจนเป็นโรคประสาท เป็นวัณโรคตายไปก็มาก, มัน ควรจะรู้จักยับยั้งความมุมานะ ความหวัง ความหลงนั้นกันเสียบ้าง, แล้วก็จะ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น, แล้วจะเรียนสำเร็จ, จะเป็นสุขตลอดเวลาที่เรียน โดยมือตัมมยตา เข้ามาช่วยเหลือ ประคับประคอง. ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อย เรียกว่าตั้งต้นบวชตั้งต้นเรียน ก็ มีปัญหาเกี่ยวกับ อันตรายิกธรรม - ธรรมที่เป็นอันตรายสำหรับภิกษุหนุ่มผู้บวชใหม่, มันก็ ต้องนึกถึง อตัมมยตา คือการมองเห็นความเลวร้ายของสิ่งที่ตนหลงใหลอยู่, เพื่อจะได้ไม่ หลงใหล มันก็ไม่เป็นอันตราย มันก็ละสิ่งเหล่านั้นได้

น.129 ๓ ฆราวาสต้องมีและใช้อตัมมยตา. ฆราวาส นี่ จะมีฆราวาสธรรมได้ ก็เพราะ มือตัมมยตา, ไม่อย่างนั้นมัน ยากที่จะมี ฆราวาสธรรม คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ, มันยากที่จะมีได้ ถ้าไม่มี อตัมมยตาเป็นเครื่องมือ ให้เกิดความเข้มแข็งในการที่จะละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ฆราวาสธรรม เขา จะมีสัจจะ ได้, มี ทมะ ได้, ‘มี ขันติ ได้ มี จาคะได้โดยไม่ยากเลย ; แม้ว่าจะเป็น พ่อบ้านแม่เรือน ก็ต้องไม่หลงในเรื่องบ้านเรื่องเรือน เรื่องสมบัติพัสถานเรื่องอะไร เหล่านั้น จนลืมความถูกต้อง, ลืมความถูกต้อง ลืมความพอดี, ลืมหนทางที่จะนำออกไป จากทุกข์. พวกที่เขา จะพัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง กันนั้นก็เหมือนกัน ถ้าไม่มี อตัมมยตาแล้ว จะไม่มีหวังเลย สักขี้เล็บ, การที่จะละอบายมุขเป็นต้น นั้น มัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องอาศัยกำลังของอตัมมยตา, เห็นความเลวร้ายของอบายมุข จนรู้สึกว่าเอากับมันไม่ไหวอีกแล้ว, เลิกกันที พอกันที, หย่าขาดจากอบายมุข, จึงจะพัฒนาแผ่นดินธรรมขึ้นมาได้ , แล้วก็พัฒนาแผ่นดินทองได้. การที่จะพัฒนา เป็นแผ่นดินธรรมจนกระทั่งมีแผ่นดินทองนั้นต้องอาศัยอตัมมยตา, มีความหมายอย่างที่ ว่ามาแล้ว. ท่านลืมเสียแล้วหรือเปล่าสำหรับคนแรกฟังว่า อตัมมยตาละสิ่งชั่วไปตาม ลำดับจนถึงดี, ละดีไปตามลำดับจนถึงอยู่เหนือดี , พ้นจากดีพ้นจากชั่วพ้นจากดี, มันมีความสำคัญในการที่จะช่วยให้เกิดวิวัฒนาการคือความสูงขึ้น ๆ ๆ ในทางจิตใจจนกว่า จะพ้นภัย

น.130 ฆราวาสแม้ว่าจะไม่หมดกิเลส จะไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องมีการละ กิเลสนั้นตามส่วน , ที่เรียกว่าละภพ หมดภพหมดชาตินั้นมันสูงจริง สูงสำหรับพระ- อรหันต์ แต่เราก็ อย่าหลงภพหลงชาติ กันให้มากนัก กูเป็นนั้นกูเป็นนี่, กูมีนั้นกูมีนี่, ของกูอย่างนั้นของกูอย่างนี้, รู้สึกอย่างนี้มันเป็นภพหรือเป็นชาติมากเกินไป, ตั้งตนเอง อยู่ในภพเช่นนั้นเช่นนี้: ภพคือความเป็น เป็นนันเป็นนี่, เป็นผู้มีเกียรติ, เป็นเศรษฐี เป็นคนสวยเป็นคนรวย, เป็นอะไรนั้น มันหลงมากเกินไป. นี้ก็เรียกว่ามัน หลง อยู่ในภพ ด้วยเหมือนกัน, ขึ้นเสียจากภพต่ำ ๆ เลอะ ๆ เทอะ ๆ เหล่านี้กันเสียบ้าง ก็จะสบาย เราไม่อาจจะหมดกิเลสตัณหา แต่ก็มีกิเลสตัณหา ที่เบาบาง, มีแสง สว่างของพระธรรมหรือญาณทัศนะ ส่องแสงโล่งไปในทางที่ควรจะดำเนินไป, แล้วมันก็ จะดำเนินไป ๆ จนออกไปจากทุกข์ได้ , จึงขอยืนยันว่า อตัมมยตาเป็นสิ่งจะต้องมี ต้องใช้แม้ในระดับฆราวาส. ฆราวาสที่ครองเรือนนี่แหละ ยังจะต้องมีอตัมมยตา, มีความยึดถือน้อยเท่าไร ก็มีความสูงทางจิตใจหรือมีคุณธรรมสูงขึ้นไปเท่านั้น. จะละ ความยึดถือได้ ก็เพราะมองเห็นชัด ว่าความยึดถือนั้นเป็นของหนัก, รู้สึกอยู่ที่เดียว ว่ายึดถือนี้เป็นของหนัก, แล้วก็เกลียดความยึดถือ ก็คือ วาง วาง วางออกไป. นั่นแหละ ก็ด้วยการ เห็นโทษของความยึดถือ, แล้วก็ว างความยึดถือ นั้นก็คือตัวอตัมมยตา, แม้ฆราวาสก็จะต้องมีตามลำดับ. เอาละ, ขอทบทวนอตัมมยตาฝ่ายโลกุตตระ อีกสักครั้งหนึ่งโดยย่อ ๆ เพื่อ กันลืมเพื่อจะไม่เสียหลัก, ถ้ากล่าวโดยสรุปสิ้นเชิง ในประเภทโลกุตตระนั้น ก็หมายความว่า อตัมมยตาละกาม, ละบาป, ละอกุศลเลว ๆ นั้นเสีย, แล้ว มาอยู่ในขั้นรูป , จะเรียกว่า

น.131 ละกามธาตุแล้วมาอยู่ในขั้นรูปธาตุก็ได้, ละกาม, อกุศลเสียแล้วก็มาอยู่ในรูปฌาน ฌาน ประเภทรูป, นับตั้งแต่ปฐมฌาน ละปฐมฌานก็ไปสู่ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เรื่องรูปก็หมดกัน, แล้วก็ละเรื่องรูปไปสู่อรูป, เป็นอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ แนวสัญญานาสัญญายตนะ, แล้วก็สูงสุดในฝ่ายอรูป, นี้เรียกว่า ละ รูปธาตุนั้นเสียไปสู่อรูปธาตุ, สูงสุดในฝ่ายภพแล้ว. ทีนี้ก็ต้องละอรูปนั้นเสียด้วย อตัมมยตา ก็ถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็เรียกว่าอตัมมโย, อตัมมโยคือผู้เป็น พระอรหันต์ สำเร็จได้ด้วยอตัมมยตา, นี่หลักในส่วนโลกุตตระนั้นมันมีอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวนี้ในฝ่ายฆราวาสในโลกนี้ มันไม่ถึงอย่างนั้น ก็ละในขั้นต้น ๆ กัน นี่แหละ, อยู่ในกามธาตุ อยู่ในโลกที่เป็นกามโลกหรือกามภพ. จงรู้จักละสิ่งที่เลวร้าย ขั้นต้น ๆ ขั้นต่ำ ๆ ขั้นที่เต็มไปด้วยความทุกข์อย่างโง่เขลานั้นกันเสียบ้าง จะได้อยู่ในโลก นี้พอทนไหว พอสบายบ้าง, หรือ จะสบายกว่าคนที่ไม่รู้ มากมายนัก คือไม่หลงใหล ในกาม, ไม่หลงใหลในบาปในอกุศล มาอยู่ในรูปธรรมชั้นต้น ๆ อย่างนี้ก็ยังดี, จะเลื่อนขึ้นไปสู่อรูปธรรม เช่นบุญกุศลเป็นต้น ก็ยังดีกว่า, ดีกว่าที่จะหลงใหลใน สิ่งที่ เรียกว่ากามหรืออกุศลโดยตรง. อบายมุขและสาม ก. เป็นปัญหาของฆราวาส. ฆราวาส จะต้องรู้ข้าศึกของความเป็นฆราวาส มันจะมีอยู่กี่ระดับกี่ชั้น, เป็นฆราวาสชั้นเลวที่สุด ก็เรียกว่าอันธพาลปุถุชนมันมากเกินไป, ก็เลื่อนขึ้นมาเป็น กัลยาณชนกันเสียบ้าง จะได้ค่อย ๆ กลายเป็นอริยชนสูงขึ้นไปตามลำดับในภายหลัง อกุศล อกุศลหมายถึงความไม่ฉลาด คือ ไม่ฉลาดในการจะช่วยตัวเอง ให้พ้นทุกข์, นี้เรียกว่าอกุศล. มันต้องละ มันต้องละ, แล้วก็ให้มีกุศลซึ่งแปลว่าฉลาด

น.132 คือ ฉลาดในการจะช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์, ละความโง่ที่ทำให้จมอยู่ในกองทุกข์นั้นเสีย ก็ไปสู่ความฉลาดชนิดที่จะดับทุกข์ได้ไปตามลำดับ ๆ ฆราวาสจะต้องรู้ จะต้องรู้ อาตมาขอรบกวนเวลาจะยกตัวอย่างว่า เขา จะต้องละความโง่อย่างต่ำต้อย ที่สุด เช่นว่า ละบุหรี่เสีย เพราะมันไม่มีประโยชน์แล้วมันยังมีโทษ, ไม่มีประโยชน์ แล้วยังมีโทษ, แล้วยังต้องไปคบหาสมาคมกับบุหรี่. นี้เรียกว่ามัน ระดับต่ำมาก ก็ละ ขวดเหล้าเสีย, ไม่ใช่ใช้เป็นยา ถ้าเรียกว่าเหล้าแล้วก็ไม่ได้ใช้เป็นยา, มันใช้เป็นเครื่อง หาความเพลิดเพลิน ในทางความบ้าความหลังของระบบประสาทอะไรชนิดหนึ่ง, ครึ้มไป ตามแบบของคนเมา ไม่มีประโยชน์อะไร, แต่ว่ามันก็ยากที่จะละ, เราจึงเห็นว่ามีคนกิน เหล้ากันทั้งโลก ๆ มากมายมหาศาล. แล้วก็มาถึง การพนัน ซึ่งเป็นผีชนิดหนึ่ง, สิ่งใจใครเข้าแล้ว มันก็ไม่ มองเห็นอะไรหมด. เขามีคำพูดว่าผู้หญิงเขายอมหย่าผัว .. ไม่ยอมเลิกการพนัน อย่างนี้ มันก็ยังมี, เรียกว่ามันเป็นลักษณะผีสิง มันก็ต้องละได้. ความขี้เกียจ ซึ่งมักจะมีกันโดยมากไม่มากก็น้อย มันก็ละยาก, มันก็ต้องละ เสีย ด้วยความรู้ที่เรียกว่าอตัมมยตา, เห็นโทษอันเลวร้ายของความเกียจคร้าน นั่นน่ะ ก็เกลียดและกลัวความขี้เกียจ มันก็ละได้. ทีนี้ การคบเพื่อน ชนิดนั้นเพื่อนอันธพาล มันละยากเหมือนกัน ก็ต้อง มองเห็นโทษของมัน, แล้วก็จะละได้. กามารมณ์วิตถารกำลังระบาดไปในโลก, ยากที่จะละ เพราะเขาไม่เคย คิดจะละไม่สนใจจะศึกษา ก็ตกเป็นทาสของกามารมณ์อันวิตถารเต็มไปทั้งโลก ไปเที่ยว

น.133 แสวงหาทั่วทุกมุมโลก, อุตส่าห์ข้ามโลกนั้นมาสู่มุมโลกนี้ เพื่อจะหากามารมณ์อันวิตถารอย่างนี้. ถ้าไม่มือตัมมยตาที่เพียงพอแล้ว มันก็ละไม่ได้. กระทั่งสิ่งที่เราควรจะรู้จักกันดีสามตัว ก. กิน หนึ่ง, กาม หนึ่ง, เกียรติ หนึ่ง, กิน กาม เกียรติ นี่เป็นอย่างไร, ใครเห็นว่าเป็นอย่างไร, ควรจะละหรือไม่ ควรจะละ ? เรื่อง กิน นี้หมายความว่ามัน เกิน , มัน มีแต่จะกินเกิน, มันมีแต่จะกิชนิดที่เอร็ดอร่อยให้เป็นเหยื่อของกิเลส, ถ้าอย่างนี้มันเกินกินไปแล้ว, มันไม่ควรจะเรียกว่ากินแล้ว มันควรจะเรียกว่าอะไรคำหยาบคายอย่างอื่นเถิด. ถ้ากินเพียงเป็นอาหารก็ควร จะเรียกว่ากิน, แต่ถ้ากินด้วยความเอร็ดอร่อย เหมือนกับกินเหล้ากินกับ กินเพื่อความเอร็ดอร่อยสรวลเสเฮฮา อย่างนี้มัน ไม่ใช่กิน แล้ว, มันเป็นอะไรก็ไม่รู้. เรื่อง กาม ก็เหมือนกัน, ถ้าหลงใหลในกาม มันก็มืดหมด มันก็ทำอะไรไม่ถูกต้อง, จริงอยู่ที่ว่า ความรู้สึกทางกามมันก็ต้องมี, แต่ต้องมีอยู่ในความควบคุมของ บุคคลนั้น ๆ, อย่าให้สิ่งที่เรียกว่ากามนั้นมีอำนาจเหนือเรา ควบคุมเรา, แต่ ให้เรามีอำนาจเหนือสิ่งที่เรียกว่า กาม , แล้วก็ควบคุมสิ่งที่เรียกว่ากาม. เกียรติ นี้ก็เหมือนกัน บ้าเกียรติ, เมาเกียรติ, หลงเกียรติ แล้วมันเป็นอย่างไร ใคร ๆ ก็เห็นอยู่, ใคร ๆ ก็ไม่อยากจะสมาคมกับคนยกหูชูหางชนิดนั้น, มันหลงเกียรติมันลืมตัว มันน่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่ง. นี่เขาจะต้องควบคุมให้ถูกต้อง เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า กิน ว่า ถามว่า เกียรติ ให้ถูกต้อง, อย่าให้กลายเป็นพิษเป็นอันตรายหรือเป็นโทษขึ้นมา. นี่แหละ ปัญหาของฆราวาสชั้นปุถุชน ต่ำสุด มัน มีปัญหาเรื่อง ขวด เหล้า , เรื่อง บุหรี่ , เรื่อง การพนัน , เรื่อง ความ เกียจคร้าน , เรื่องคบคนเสเพล

น.134 เรื่อง กาม วิตถาร , เรื่อง กิน , เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ, มันเยอะแยะไปหมด, จะเอาไว้หรือ ? ถ้าจะเอาไว้ก็ไม่ต้องสนใจ, แต่ ถ้าไม่ต้องการจะเอาไว้ ก็ต้องสนใจสิ่งที่จะละ ได้ สิ่งนั้นก็คืออตัมมยตา. พิจารณาเห็นโทษของมันให้ดี ๆ จนค่อยเกิดความ เกลียดความกลัว , มีหิริโอตตัปปะเกิดขึ้น เกิดขึ้นเพียงพอแล้วก็ละได้ด้วยหิริและโอตตัปปะนั้น. อตัมมยตาช่วยให้เกิดหิริและโอตตัปปะ , ถ้าใครยังรักจะมีหิริและโอตตัปปะ จงคบค้าอตัมมยตา. ฉะนั้น อย่าเพ่อโห่หรือล้อเลียน ถ้าอาตมาหรือใคร ๆ จะเอาเรื่องอตัม- มยตามาใช้กับฆราวาส เพื่อถอนฆราวาสจากสถานะที่ต่ำ ๆ เป็นฆราวาสในสถานะที่สูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ, ละจากปุถุชนสู่ความเป็นอริยชนได้. อตัมมยตา นี้ยังมีพิเศษมากกว่านั้น คือมัน ไม่ทำให้ขาด มันก็ไม่ทำให้ เกิน ; เรื่องขาดเรื่องเกินนี้รู้ได้ยากมาก ขาดหรือเกินอยู่โดยไม่รู้สึกตัวกันทั้งนั้นแหละ, อาตมาเองบางทีก็มีอะไรเกินไปอยู่บ้างเหมือนกันแหละ แม้จะไม่ใช่มากมาย. เรื่องขาด เรื่องเกินนี้ช่วยกันระวังให้ดี มือตัมมยตาให้เพียงพอเถิด มัน จะไม่ขาดแล้วมันจะ ไม่เกิน คือจะไม่เป็นอย่างที่เรียกว่าย่อหย่อนหรือตึงเครียด, เห็นโทษของความย่อหย่อน เสียแล้ว ก็ไม่ย่อหย่อน , เห็นโทษของตึงเครียดเสีย แล้วก็ไม่ตึงเครียด , แล้วก็อยู่ตรงกลาง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา นั่นแหละ, ละเสียทั้งความย่อหย่อนและความตึงเครียด. เป็นพระเป็นเณรนี้อย่าย่อหย่อน แล้วก็อย่าตึงเครียด จงให้พอดี ๆ ถ้าชอบคำว่าเคร่ง ๆ ก็ตีความหมายให้ถูกต้อง ว่า เคร่งนั้นต้องพอดีไม่ใช่ตึงเครียด, ย่อหย่อนนั้นมันหละหลวม, มันอ่อนแอ, มันท้อแท้, เครียดนั้นมันก็บ้าบิ่น, คิดดูเอาท้อแท้อ่อนแอนั้นมันก็ไม่ไหว มันเกือบจะไม่มีแรง. แต่ถ้าว่าเคร่งเครียดมันก็บ้าบิ่นนั่นเอง มันบ้าบิ่นนั่นเอง, ถ้าเคร่งพอดี ๆ เคร่งพอดีตามความหมายธรรมะ ก็ต้องพอดี ๆ.

น.135 อาตมาไม่ชอบเคร่ง แต่ว่าชอบพอดี ๆ, ไม่รู้จะเคร่งไปทำไม เอาความพอดีนั้นเป็นหลัก เป็นเกณฑ์ ขอให้มองเห็นชัดกันทุกคนเถิด ว่าฆราวาสนี้จำเป็นจะต้องมีและต้องใช้สิ่ง ที่เรียกว่า อตัมมยตา. ตัมมยตา-สิ่งที่ละได้ยาก. เอาละทีนี้ก็จะพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด พูดให้เขาด่าอีกแล้ว หาเรื่องให้เขาด่า อีกแล้ว, ฟังให้ดีนะว่าเรื่องอะไร เรื่องที่สำคัญที่สุด. ตัมมยตาที่ละได้ยาก แล้ว ต้องละ เพื่อจะพ้นทุกข์ ในหมู่เราพุทธบริษัทนี่แหละมีตัมมยตา ไม่ใช่อตัมนะ มีตัมมยตาคือสิ่ง ที่ต้องละด้วยอตัมมยตา. พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคล. ฆราวาสมีทัศนะของตนในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากเกินไป, เขา มีพระพุทธเจ้าตามทัศนะของเขามากเกินไป, พระพุทธเจ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นวิเศษ อย่างนี้ ช่วยได้อย่างนั้นอย่างนี้ เอามาแขวนคอไว้ก็ได้อย่างนี้. พระพุทธเจ้าตามทัศนะ ของบุคคลนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า, มันเป็นพระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น. ครั้งหนึ่งไปแสดงปาฐกถาว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น ก็ เป็นภูเขาขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมของเขา เหมือนภูเขาหิมาลัย, พังดูให้ดีสิ ว่า พระพุทธเจ้า ตามทัศนะของบุคคลนั้น กลายเป็นภูเขาหิมาลัยขวางกั้นหนทางของเขา

น.136 เสียเอง. นี่เขาก็แตกตื่นเล่าลือฮือกันไปว่า อาตมาหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัย เอา กับคนฟังสิ ; เรา ไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัย, แต่เราว่าพระพุทธเจ้า ตามทัศนะของบุคคลนั้น, ตามที่เขาคิดเอา ตามที่บุคคลนั้นคิดเอาเป็นภูเขาหิมาลัย. พระพุทธเจ้าแห่งอุปาทาน อุปาทาน ไม่ต้องทำงานอะไร พระพุทธเจ้าก็มาช่วย, เอามาแขวนคอไว้มาก ๆ ก็พอแล้ว นี่ พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้นเป็นภูเขา หิมาลัย. มีคนที่เขาไม่หวังดี เขาก็เอาไปพูดเสียใหม่ ว่าอาตมาว่าพระพุทธเจ้าเป็น ภูเขาหิมาลัย, เขาก็ช่วยกันบ่าวร้องว่า รับจ้างคอมมิวนิสต์พูด เพื่อทำลายพุทธศาสนา, แล้วก็ไปยุยงผู้มีอำนาจในการปกครองของสมัยนั้น ให้จับอาตมาเป็นคอมมิวนิสต์ ; แต่ดี อยู่บ้างที่ว่าเขาไม่หูเบาเกินไป เขาได้แต่ฟังไว้, แล้วก็ไปพ้องสังฆนายกทำงานแทนพระ สังฆราชเวลานั้นว่าอาตมาเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ท่านก็หูครึ่งเบา ก็เรียกตัวไปสอบสวน อาตมาต้องอธิบายให้ฟังว่าไม่ใช่ว่าอย่างนั้น, ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัย, แต่ ว่าพระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้นนั่นแหละเป็นภูเขาหิมาลัย. พระพุทธเจ้าชนิดนี้มีกันทุกคนนะ, ระวังให้ดีนะ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ระวังให้ดีนะ, ท่านกำลังมีพระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่านด้วยกัน ทุกคน นะ, ไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนะ, มัน เป็นพระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่านนะ. ท่าน เห็นว่าอย่างไร มันก็เป็นทัศนะ แล้วก็เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นหมาย มันด้วยอุปาทาน นั่นแหละจะเป็นภูเขาหิมาลัยขวางกั้นหนทางที่จะไปพระนิพพาน, หรือ จะพูดกันอีกทางหนึ่งว่า มันยึดตัวไว้ที่นี่ ยึดตัวไว้ที่นี่ไม่ให้เคลื่อนไปข้างหน้าได้. เอ้า! ทีนี้ มาพูดให้ชัดกว่านั้นนะ, ระวังให้ดีนะ ฟังให้ดีนะ, เดี๋ยวจะเกิด เรื่องอย่างที่เคยเกิดมาแล้วนะ ว่าเรากำลังทำผิดต่อพระพุทธบัญญัติ หรือคำสั่งคำสอน

น.137 ของพระพุทธเจ้า คือ เราไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้ากันไปเสียทั้งหมด จนไม่มีพุทธศาสนาอยู่ก็ว่าได้. ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องที่พึ่ง. พระพุทธเจ้าท่านสั่งท่านสอนให้พึ่งตัวเอง และพึ่งธรรมะนะ, ช่วยจำไว้ให้ดีนะ อตฺตที่ปา อตฺตสรณา - เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ธมฺมทีปา ธมฺม สรณา - เธอทั้งหลายจงมีธรรมะเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ อนญฺญ สรณา - อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย นอกจากตนเองกับธรรมะ. หรือบางทีท่านก็ตรัสสั้น ๆ สรุป ๆ ว่า อตฺตาหิอตฺตโนนาโถ - ตนแลเป็นที่พึ่งของตน. เดี๋ยวนี้ใครกี่คนที่พึ่งตนและพึ่งธรรมะ, ไปพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันทั้งนั้นใช่ไหม ? เอ้า ! ที่นั่งอยู่ตรงนี้แหละ ท่านมีความคิดหมดเต็มที่ที่จะพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่คิดจะพึ่งตนหรือพึ่งธรรมะ, แต่แล้วในพระบาลี ในพระไตรปิฎกทั้งหลาย ไม่มีตรงไหนสักคำเดียวที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนว่าจงพึ่งพระพุทธ, จงพึ่งพระธรรม, จงพึ่งพระสงฆ์, นี้ มันไม่มีนี่ มันไม่มีนี่ แปลกไหม หรือน่าประหลาดไหม น่าตกใจไหม ? ในพระบาลี, ในพระพุทธวัจนะ ไม่มีที่ตรงไหนว่า จงพึ่งพระพุทธ, จงพึ่งพระธรรม, จงพึ่งพระสงฆ์ , มันไม่มีนี่, มีแต่ว่า พึ่งตน พึ่งธรรม อย่าพึ่งสิ่งอื่น, มีตนเป็นที่พึ่งของตน. ช่วยจำพระบาลีนี้กันเอาไว้ให้ดีไม่เสียหลาย อตฺตทีปา อตฺตสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา - จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ มีธรรมะเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นสรณะ อย่ามีที่พึ่งอื่นเลย.

น.138 ทีนี้ เราถูกสอนหรือว่าโดยประเพณีอะไรก็ตาม พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ , ธมฺมํ สรณํ คฺฉามิ , สงฆํ สรณํ คจฉามิ , คำชนิดนี้ไม่มีที่ไหนในพระบาลี ในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ, มีแต่สอนให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ. ที่ว่าขอพึ่งพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์นั้น มีแต่คำของฝ่ายผู้ฟัง, ฝ่ายผู้ได้รับฟังพระโอวาทเห็นว่าคำสอนนี้ปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้จริง เขาก็ว่าขึ้นมาเอง. พระพุทธเจ้าแสดงธรรมะจบแล้วคนนั้นก็พอใจ, แล้วเขาก็ว่าขึ้นมาเองว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะจนตลอดชีวิต ; อย่างนี้มีมาก มีมากมายในพระคัมภีร์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสั่งให้ทำ. แต่ว่าคนที่ฟัง ฟังแล้วเข้าใจพอใจ เชื่อมั่นว่าดับทุกข์ได้ แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างนี้, นี่เป็นคำสำหรับผู้ฟัง พวกสาวกพูดถวายพระพุทธเจ้า. ที่พระพุทธเจ้าสั่งมาว่าให้ถือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นี้มันหาไม่พบ, แม้ว่าจะมีใช้กันบ้างก็ครู่เดียว คือเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ อุปสมบทให้แก่คนที่อยากจะอุปสมบทว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา. ทีนี้เมื่อ ในที่ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จไปเอง ให้พระเถระอุปสมบท ก็ให้ให้ด้วยติสรณูคมนอุปสัมปทานี้ , ให้เขารับสรณาคม แล้วก็ถือว่าเป็นการบวช , ใช้อยู่พักเดียวเลิก ๆ ๆ, ใช้ญัตติจตุตถกรรมวาจา เสีย เลิกเสีย. ทีนี้ที่มันจะเข้าใจผิดกันบ้างก็เช่นในมหาสมัยสูตร มีข้อความ เยติ พุทฺธํ สรณํ คตาเส พวกเทวดาพูดว่าใครนับถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแล้ว ตายแล้วจะไปเกิดในสวรรค์ หรือว่าใน ธชคฺคสูตร ที่ให้ดูขายธง , ถ้ากลัวขึ้นมาแล้วก็ให้ระลึกถึงพระพุทธบ้าง พระธรรมบ้าง พระสงฆ์บ้าง แล้วจะหายกลัว เท่านั้นแหละ, ในฝ่ายพวกอื่นพวกอสูรน่ะพอเขากลัวขึ้นมา บริวารทั้งหลายก็ดูชายธงของหัวหน้าแล้วก็หายกลัว. ทีนี้ถ้าเป็น พุทธบริษัทจะทำอย่างไร ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็จะหายกลัว, หายขลาดหายกลัวรบได้ต่อไป, ไม่ใช่ดับทุกข์ไปพระนิพพาน.

น.139 ฉะนั้น คำว่า ถ้าถึงพระพุทธถึงพระธรรมถึงพระสงฆ์แล้วจะดับทุกข์ได้นี้ ไม่มีหลักเกณฑ์ ; แม้พระพุทธภาษิตในธรรมบท เช่น เขมาเขมะสรณคาถา เป็นต้น ซึ่งมีว่า คนละการพึ่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่ใช่สรณะอันสูงสุดแล้ว ก็มาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ , แล้วเห็นอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ , คือเห็นทุกข์เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค , ดังนี้แล้ว ก็จะได้ที่พึ่งอันสูงสุดอันเกษม , นี่ก็ไม่ใช่พึ่งผู้อื่นหรือพึ่งพระรัตนตรัยล้วน ๆ แต่ เป็นการพึ่งธรรม คือการเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ด้วยปัญญาอันชอบของตนเอง, เป็นการพึ่งตน หรือพึ่งธรรม. ตนทำให้เกิดอริยสัจจ์ ๔ ขึ้นมา ธรรมคืออริยสัจจ์ ๔ ก็เป็นที่พึ่งแก่ตน, เรียกว่าพึ่งตนหรือพึ่งธรรมอยู่นั่นเอง ต่างจากการที่จะเอาพระเครื่องมาแขวนคอ หรือนั่งจุดธูปอยู่ในโบสถ์ สิ้นธูปเป็นมัด ๆ เป็นกระบุง ๆ นี่มันไม่เหมือนกัน, ขอให้สนใจในการพึ่งตน ให้มีการพึ่งตน. จะต้องทราบไว้ด้วยว่า พึ่งพระรัตนตรัยล้วน ๆ นั้น ได้ที่พึ่งเพียงโลกิยะ เพียง แค่หายกลัว, เป็นเครื่องอุ่นใจสำหรับทำความดีต่อไป, ครั้นมาถึงขั้น พึ่งตนเองหรือพึ่งพระธรรม ดับทุกข์ได้แล้ว นี้ จึงเรียกว่าได้ที่พึ่งซึ่งเป็นโลกุตตระ คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน. ขอให้พิจารณาเรื่องการพึ่งตนและการพึ่งผู้อื่นให้ดี ๆ เถิด พูดอย่างนี้มันควรจะถูกด่าไหม ? แล้วเขาจะด่าแล้วมันจะมีเหตุผลไหม ? แต่ความจริงมันมีอย่างนี้, ขอ บอกให้ทุกคนทราบ แล้วฟังไว้ให้ดี. ไม่คิดจะพึ่งตัวเองหรือพึ่งธรรมะ, แต่จะพึ่งพระพุทธพระธรรมพระ- สงฆ์ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยตัวเอง ตัวเองไม่ต้องทำอะไร จนบางคนคิดว่าได้พูดว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สบายไม่ต้องทำอะไร นอนสบาย นอนรอความพ้นทุกข์ มันจะมีมาเองเพราะพระพุทธเจ้าจะมาช่วย.

น.140 การทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำนองนี้นั้นเป็นไสย-ศาสตร์. มันเป็นไสยศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสตร์ ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นที่พึ่งโดยที่ตัวไม่พึ่งตัวเอง มันผิดคำสั่งของพระพุทธเจ้า. การพึ่งตัวเองเป็นพุทธศาสตร์, การพึ่งผู้อื่นเป็นไสยศาสตร์. ฉะนั้น เลิกพึ่งผู้อื่นเถอะ แม้พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์, เ พราะพระ-พุทธเจ้าไม่ได้สั่งไว้, มีแต่สั่งเด็ดขาดเฉียบขาด อัตตที่ปา - มีตนเป็นที่พึ่ง, อัตตสรณา - มีตนเป็นสรณะ, ธรรมะที่ปา - มีธรรมเป็นที่พึ่ง, ธรรมะสรณา มีธรรมเป็นสรณะ, อนัญญสรณา - อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย. ทีนี้ก็จะต้องพิจารณาดู อัตตที่ปา - พึ่งตน อย่าเข้าใจผิดนะ, ไม่ใช่ตน อย่าง เจตภูต วิญญาณ ผี อะไรก็ไม่รู้จุติมาเกิด, ไม่ใช่ตนอย่างนั้นนะ ไม่ใช่ตนอย่างนั้น ไม่ใช่ตนในความหมายนั้น, แต่เป็นตนในความหมายว่า เอง เอง เอง คือ ให้พึ่งตัวเอง, ตัวตนใดเป็นทุกข์ตัวตนนั้นจะต้องหาที่พึ่งเอง. แม้ว่าตัวตนนั้นจะไม่ใช่ของจริง จะเป็นอนัตตาก็ตามเถอะ ถ้ามัน เป็นทุกข์แล้วมันต้องคิดช่วยตัวเอง, มีสิ่งใดเป็นตัวตน ให้สิ่งนั้นเป็นผู้ช่วยตนเอง, อย่างนี้เรียกว่าพึ่งตนเอง. แล้ว พึ่งธรรมะ พึ่งธรรมะ คือพึ่งการปฏิบัติ, ปฏิบัติให้มีธรรมะขึ้นมา ปฏิบัติแล้วมีธรรมะขึ้นมา แล้วธรรมะนั้นจะเป็นที่พึ่ง. ธรรมะไม่อาจจะมีมาจากทางอื่นนอกจากการปฏิบัติ, จงปฏิบัติ ๆ ๆ ให้มีธรรมะขึ้นมา แล้วก็กลายเป็นที่พึ่ง. เราก็ได้สองความหมาย พึ่งตนเองคือทำด้วยตนเอง, พึ่งธรรมะคือการปฏิบัติที่ถูกต้องที่ดับทุกข์ได้ เรียกว่า ธรรมะ. ถึงแม้จะ มีคำกล่าวว่า ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม , ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา คือธรรมะเป็นพระองค์นั้น, ธรรมะนี้ คือการปฏิบัติที่ดับทุกข์ได้นะ. เขาต้องเห็นการปฏิบัติที่ดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าเห็นธรรม, เมื่อเห็นธรรมแล้วคือเห็น

น.141 องค์ตถาคต. เห็นเนื้อเห็นตัวเห็นห่มจีวรเหลือง ๆ เดินไปเดินมานี้ไม่ใช่, ไม่ใช่องค์ ตถาคต, ต้องเห็นธรรม ธรรมะ คือดับทุกข์ได้. ในที่บางแห่งระบุไว้ชัด เลยว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกข์เกิด อย่างไร, ทุกข์ดับอย่างไร, เห็นชัด อย่างนี้เรียกว่าเห็นธรรมะ, เห็นธรรมะนี้ เรียกว่าเห็นพระองค์, เห็นพระพุทธเจ้า คือว่าเห็นการที่จะดับทุกข์ได้, นั้นก็ เรียกว่าธรรมะ. ดังนั้น มันก็มาอยู่ที่การปฏิบัติอีกนั่นแหละ ปฏิบัติดับทุกข์ได้เรียกว่า ธรรมะ, ธรรมะก็จะเป็นที่พึ่งได้. เรา มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มียืนยันอยู่ในพระบาลีในพระพุทธ- ภาษิต, กระทั่ง อัตตาหิอัตตะโนนาโถ มียืนยันเป็นพระพุทธภาษิตอยู่ในบาลี, ส่วนคำสั่ง ที่ว่า เธอจงพึ่งพระพุทธ เธอจงพึ่งพระธรรม เธอจงพึ่งพระสงฆ์ นี้หาให้ตายก็ไม่ พบในพระบาลี, มีตรัสให้พึ่งตนกับพึ่งธรรมะ. แต่ทีนี้มันเกิดอะไรขึ้นมา จนเรามาพึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ กันอย่างไม่ดูอะไร, ไม่ยอมฟังอะไร, ไม่ยอมฟังคำว่า พึ่งตนหรือพึ่งธรรม, นี่เรื่องนี้พูดไป ก็ถูกด่า เพราะว่าคนเป็นล้าน ๆ เขาพึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์กันอยู่นี่. เราบอกเขาว่ามันไม่ถูก มันต้องพึ่งตนเองและพึ่งธรรมะ เขาก็ด่าให้, แต่ก็แลกเอาได้ ไม่เป็นไร คือให้มันถูกต้องกันเสียที, มันถูกต้องกันเสียที. เดี๋ยวนี้ธรรมะไม่มีในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาแล้วนะ, พังถูก ไหม? ธรรมะไม่มีในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาแล้วนะ ในประเทศที่นับถือ พุทธศาสนามัวแต่พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์, ไม่พึ่งตัวเองไม่พึ่งพระธรรมนี่. ฉะนั้น ในประเทศไทยเรานี้ก็เถอะ จะไม่มีพระพุทธศาสนาเสียแล้ว เพราะไป หลงพึ่งสิ่งที่

น.142 พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสแนะหรือสั่งสอน, ดังนั้นจึงไปศาลพระภูมิเอราวัณมากกว่าไป โบสถ์พระแก้ว ; ถึงไปโบสถ์พระแก้วก็เถอะ ไปด้วยอุปาทานอย่างเดียวกันก็มีนะ, ไม่ใช่ ไปโบสถ์พระแก้วจะได้เห็นแจ้ง ไม่ใช่, เขาไปด้วยความเชื่อมั่นไปพึ่งพระแก้วก็มี. ได้ยินว่ามี คนเอาไข่ไปถวายพระแก้ว, ยึดถือจนว่าพระแก้วนี้ชอบฉันไข่, นี่ คิดดูซิ, นี่เขายึดถือลงมามากมายขนาดนี้ ธรรมะก็ไม่มี ; เพราะฉะนั้น ก็ มีแต่พระ- พุทธเจ้าในทัศนะของบุคคลนั้น, มีธรรมะในทัศนะของบุคคลนั้น, สังฆะใน ทัศนะของบุคคลนั้น, เลยเป็นหิมาลัยหมด, หมดไม่มีเหลือ. จะน่าเศร้าสักเท่าไร, จะน่าสังเวชสงสารน่าหัวเราะสักเท่าไร, พุทธศาสนา ไม่มีในประเทศที่ถือพุทธศาสนา. เอ้า, ขอให้ชวนกันด่า ด่ากี่ล้านก็ได้ กี่ล้านคน ช่วยกันด่าก็ได้, อาตมายืนยันว่า ระวังให้ดี ระวังให้ดี พุทธศาสนากำลังไม่มีในประ- เทศที่นับถือพุทธศาสนา, ธรรมะไม่มีในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา; เพราะ ไปหวังพึ่งอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งพึ่งไม่ได้ ซึ่งช่วยไม่ได้, ไม่พึ่งสิ่งที่ช่วยได้ตามคำสั่งของ พระพุทธองค์. นี้เรียกว่าไม่นับถือพระพุทธเจ้า, ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า, ท่านสั่ง อย่างนี้ท่านสอนอย่างนี้ กลับไปทำเสียอย่างอื่น, นั่นแหละ จึงไม่มีการดับทุกข์. ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาไม่มีการดับทุกข์ เพราะเขาไปทำเสีย อย่างอื่นไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน, ท่าน สอนให้พึ่งตัวเอง, ให้พึ่ง ธรรมะ, ไม่เอา, ไปสมมุติพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาตามทัศนะของตน ๆ แล้ว ก็หวังพึ่ง ๆ ๆ จนเป็นภูเขาหิมาลัย. โรคอันนี้ร้ายมาก ลึกมาก ต้องอตัมมยตาตัวใหญ่ ตัวสำคัญ ทีเดียว ที่จะถอนได้, ไม่อย่างนั้นถอนไม่ได้ แล้วยังจะด่าเอาด้วย.

น.143 จะต้องมือตัมมยตา เห็นโทษของการที่ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, เห็นโทษในการที่ประเทศที่ประกาศว่าเป็นพุทธ นั้น กลับไม่มีพุทธ, ประเทศที่ถือพุทธ ศาสนากลับไม่มีพุทธศาสนา นี่โรคร้ายลึกซึ้งเหลือประมาณ, จะต้องถอนด้วยอตัมมยตา แล้วก็มีอยู่ในหมู่ฆราวาสพวกเรานี่แหละ. ฆราวาสพวกเราที่ยังดิบยังบุถุชนมากเกินไป ยังขี้ขลาด ยังถือไสยศาสตร์, ยังเอาพระพุทธศาสนาไปทำให้เป็นไสยศาสตร์เสียด้วย, แล้ว ก็เชื่อว่าเป็นพุทธศาสนา. มีคนที่มีเกียรติมีหน้ามีตาเป็นที่เคารพนับถือ ว่ าพิธีรีตองนี้เป็นพุทธ- ศาสตร์, การทำน้ำมนต์นี้เป็นพุทธศาสตร์, การวงสายสิญจน์นี่ก็เป็นพุทธศาสตร์, ไปดูซิพระพุทธเจ้าท่านแนะไว้ที่ตรงไหน, มัน กลายเป็นเรื่องพึ่งผู้อื่นนะ. นี่ อตัมมยตา ตัวไหนจะมาช่วยได้, มันลึกซึ้งเหลือเกิน มันเหนียวแน่นเหลือเกิน. ใครไปพูดเข้าก็ ถูกด่านะ ไม่ยกเว้น ใครไปพูดอย่างนั้นเข้าก็ถูกค่า เพราะเขายึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของเขามากเกินไป. ฉะนั้น เราจะต้องมานึกถึงว่าถ้า ฆราวาสทั้งหมด ยังจมปลักอยู่ อย่างนี้ ก็ต้องใช้อตัมมยตา แหละ, อย่ากลัวเลยเอามาใช้กับฆราวาสเถอะ. ที่นี้ ไม่แต่ฆราวาสนะ พระสงฆ์องค์เจ้าบางพวกก็ทำอย่างนี้นะ, อตัมมยตาไหนจะมาถอนอีก มันก็ต้อง ต่อสู้กันมากมายทีเดียว. อตัมมยตาที่จะมาถอนความเชื่อมั่นในไสยศาสตร์นี้ต้องลึกซึ้งมาก, ต้องเข้มแข็งมาก, ต้องมีสติปัญญามาก, มี ความรู้ที่ถูกต้องมาก จึงจะถอนได้. ช่วยนึกพิจารณากันดูให้ดี ว่าเราจะคงไว้อย่างนี้ต่อไป, หรือว่าเราจะจัดการเสียให้ถูกต้อง. ถ้าแน่ใจว่า จะจัดการเสียให้ถูกต้องแล้วก็จงเชิญ เชื้อเชิญอตัมมยตา มาช่วยถอน ทิฏฐิ ความเห็นผิดที่ฝั่งแน่น ฝั่งแน่นยิ่งกว่าเสาหินอีก มารื้อถอนกันเสียบ้างเถิด, จงพึ่ง ตน จงพึ่งธรรมะ จงมีตนเป็นที่พึ่งของตน.

น.144 เอ้า ! ทีนี้มันก็เกิดปัญหานะ บทสวดที่พระสวดกันอยู่นี้ นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ, นี่มันไม่ใช่พุทธภาษิตนะ, แต่เราก็เอามาสวดกัน ยืนยันกัน อย่างนี้ นตฺถิ เม สรณ์ อญฺญํ พฺทฺโธ เม สรณ์ วรํ นี่ มัน ขัดกับที่พระพุทธเจ้าว่าพึ่ง ตนและพึ่งธรรมะนะ. นี่เราจะต้องระวังให้ดี เราจะต้องแก้หน้าของเราให้ได้ คำว่าพระพุทธในที่นี้เราหมายถึงธรรม ธรรมที่ดับทุกข์ได้ ไม่มีที่พึ่งอื่น, นอกจากพระพุทธ, ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากพระธรรม, ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากพระสงฆ์ นี่เราว่าเองนะ, พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน. แต่เราก็ จะต้องหาทางออก ยืนยันให้ได้ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในที่นี้ คือ ธรรมะที่ดับทุกข์ได้, ที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ; มิฉะนั้นเราก็จะโง่กันไปใหญ่, ทั้งพระทั้งเณรทั้ง ฆราวาสทั้งอุบาสกอุบาสิกาที่สวดมนต์บทนี้. เ มื่อสวดบทนี้จงทำในใจเสียใหม่ให้ถูก ต้อง ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ คือธรรมะที่ดับทุกข์ได้, ที่ตรัสกับพระวักลิว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม, ธรรมนั้นแหละดับ ทุกข์ได้, ธรรมนั้นแหละคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราเอามาใช้เป็นหลัก ยึดถือว่าเป็นที่พึ่ง, ที่พึ่งอื่นไม่มี นอกจากพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์, นี้จะช่วย แก้ปัญหาได้ จะทำให้มีพุทธศาสนาในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา. ถ้า เป็นพุทธบริษัทต้องเชื่อกรรม , กรรม-การกระทำ, แล้วมันก็ พึ่งได้ ที่การกระทำ. ถ้าพึ่งกรรมก็เป็นพุทธศาสตร์, ถ้าพึ่งสิ่งอื่นก็เป็นไสยศาสตร์. อริยชน ต้องพึ่งตนและพึ่งธรรม หรือพึ่งกรรม, อริยชน ๆ ไม่ใช่พาลชนต้องพึ่งตนและพึ่งธรรม แล้วก็พึ่งกรรม, พึ่งกรรมนี้สิ่งเดียวกับพึ่งธรรมนั่นแหละ เพราะว่า พึ่งธรรมะก็คือพึ่งการ ปฏิบัติที่ถูกต้อง มันก็คือกรรมนั่นเอง, ก็คงเหลืออยู่แค่ ๒ อย่าง อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า พึ่งตนและพึ่งธรรม.

น.145 เอ้า, ใครจะช่วยถอน รื้อถอนทิฏฐิที่ฝั่งแน่น, ฝั่งแน่น จนคิดแต่จะพึ่ง ผู้อื่น ทำพิธี ทำพิธีเท่านั้นแหละ, พิธี ๆ นี้เป็นไสยศาสตร์, ถ้าวิธี ๆ จึงเป็นพุทธ ศาสตร์. ที่จริงเป็นคำคำเดียวกันถ้าเป็นบาลี วิธีกับพิธีคำเดียวกันในภาษาบาลี, พอมา ถึงเมืองไทยไม่รู้มันแยกเดินกันอย่างไร แยกความหมายกัน, พิธีกลายเป็นไสยศาสตร์, วิธี ยังคงเป็นพุทธศาสตร์และเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย. พิธีทั้งหลายเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้, วิธีเท่านั้นที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้, และเป็นพุทธศาสตร์ด้วย. เราจงมีพุทธ- ศาสตร์ซึ่งยึดวิธีเป็นหลัก คือการกระทำที่ถูกต้องเป็นหลัก, นี่เรียกว่าพึ่งกรรมหรือ พึ่งธรรม. นี่เรียกว่าชั้นต่ำต้อยใช่ไหม ? ชั้นต่ำต้อยไหม ? พุทธบริษัทชั้นต่ำต้อย พุทธบริษัทชั้นต่ำต้อย. ที่จะพึ่งพิธีรีตอง พึ่งผู้อื่น, กระทั่ง พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามทัศนะของเขา. ขอเน้นว่าตามทัศนะของเขา ขีดเส้นใต้ใต้คำ ๆ นี้ไว้ให้ ชัดว่าตามทัศนะของเขา มิฉะนั้นอาตมาก็ถูกด่าอีกแหละ เหมือนกับถูกด่าที่เคยว่ามาแล้ว ว่าไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามทัศนะของเขา. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงนั้นเป็นธรรมะ, ธรรมะคือ การปฏิบัติที่ถูกต้องที่ดับทุกข์ได้, แล้วก็ ต้องทำเอง ทำเองคนอื่นช่วยทำให้ไม่ได้, ไม่ใช่พิธีที่ให้คนอื่นช่วยทำให้. ฉะนั้นต้องพึ่งตนเอง พึ่งธรรมะคือการปฏิบัติที่ถูก ต้อง แล้ว จะตรงต่อพระพุทธวัจนะ, จะเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า. อาตมายืนยันตัว เป็นพุทธทาส รับใช้พระพุทธเจ้า จะพูดอะไรให้ผิด ไปจากที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นไม่ได้, ขอยืนยันว่าอย่างนี้ จะต้องพูดตรงตามที่พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้, ดังนั้นขอให้พวกเราพึ่งตนเองและพึ่งธรรมะ คือการปฏิบัติของตน เอง, การปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ความดับทุกข์. นี่เรียกว่าพึ่งตนและพึ่งธรรมะ, แล้วก็จะดับ

น.146 ๑๒๐ อตมมยตา ทุกข์ได้. จะมีความหมายเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาช่วยก็ได้ มารวมอยู่ใน การกระทำที่ถูกต้องของตนเอง, เพราะว่าการกระทำที่ถูกต้องของตนเอง มันต้องถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ; ฉะนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มารวมอยู่ในคำว่าธรรม ธรรมะ หรือ ธรรม คือการปฏิบัติที่ถูกต้องที่ดับ ทุกข์ได้. นี้ก็จะรวมอยู่ในคำว่า เอาอตัมมยตามาใช้ในส่วนโลกิยะ คือบุถุชนที่จม อยู่ในโลกิยะ, เขาเป็นเสียอย่างนี้ เขาดื้อต่อพระพุทธเจ้า. บุถุชน ที่โง่เขลาที่จมอยู่ในโลกนี้ ในโลกิยวิสัยนั้น เขาดื้อพระพุทธเจ้า, ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสให้พึ่งตนเองและพึ่งธรรมะ เขากลับไปพึ่งสิ่งอื่น ไม่ใช่ตนเอง ไม่ใช่ธรรมะ, แล้วเขาแถมมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ตามทัศนะของเขา, ตาม ความคิดความเข้าใจความเชื่อความเห็นของเขา, มันเป็นอย่างอื่น ซึ่งมัน เป็นหิมาลัย ขวางทางไปพระนิพพานเสียทันที, จะเอาอตัมมยตาไหนมารื้อถอนภูเขาหิมาลัย แสน จะใหญ่แสนจะยาวแสนจะหนัก, มันก็ต้องอตัมมยตานี้ อตัมมยตาที่ว่านี้ เห็นโทษ ของความเข้าใจผิดสำคัญผิด หลงผิด, เห็นโทษนี้แล้วกลัว แล้วเกลียดด้วย ก็ ถอน ออก ๆ. ฉะนั้น ขอให้ใช้อตัมมยตาแม้ในระดับต้นที่สุด ระดับต่ำต้อยต่ำต้นแรกสุด ตั้งต้นที่สุดให้ถูกต้อง, อย่าสร้างที่พึ่งที่ผิด ๆ ขึ้นมาใหม่เลย, ถือตามที่พึ่งที่ถูกต้องที่ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ว่ามีตนเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นที่พึ่ง, อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ พึ่งเลย อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ - มีตนเป็นที่พึ่งเถิด. ตนไหนเป็นทุกข์ก็ตนนั้นแหละ ต้องจัดการเอง ช่วยตัวเอง ทำเอง เพื่อตัวเอง. แม้ว่ามันจะเป็นอนัตตามันก็ทำได้, แม้ว่าความสุขมันก็เป็นอนัตตา มัน ไม่มีอะไรที่ ไม่เป็นอนัตตา, อนัตตาทำได้ผลมาเป็นอนัตตา, แต่มันได้ความไม่มีทุกข์ที่

น.147 ร่างกายนี้และที่จิตใจนี้, แม้จิตใจนี้ร่างกายนี้ก็เป็นอนัตตา เป็นอนัตตาที่ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น. ขอให้สนใจว่า จุดตั้งต้น ก ข ก กา นี่มันจะผิดเสียแล้ว, มันผิดเสียแล้ว ไม่ตรงตามพระพุทธประสงค์เสียแล้ว, เอาอตัมมยตามาถอนมารื้อ มาดัดมาจัดใหม่ให้ตรงตามพระพุทธประสงค์, จงพึ่งตนและพึ่งธรรมะกันเถิดเป็นจุดตั้งต้น, แล้วก็เดินต่อไป เดินต่อไป กว่าจะถึงที่สุด. อตัมมยตาใช้ได้ ตั้งแต่เรื่องเบื้องต้นจนถึงนิพพาน. ขอย้อนกลับไปอีกทีว่า อตัมมยตาอันสูงสุด เพื่อเป็นพระอรหันต์นั้น เอามาใช้ในโลกมาใช้อย่างโลกิยะ, แล้วมาใช้ตั้งแต่ตั้งต้นที่สุด ตั้งต้นที่สุด ก ข ก กา ที่สุด แล้วก็จะชี้ให้เห็น, ขอโอกาสชี้ให้เห็นว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น. แม้แต่เด็กทารก พอคลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็ทำผิด มันไม่รู้อะไร มันก็ทำผิด มันก็ขยำอุจจาระได้, แล้วมันจะต้องโตขึ้นมาจนรู้ว่าไม่ควรขยำ แล้วมันก็เลิกขยำ. เด็กที่มันมีความรู้แล้วมันก็ไม่ขยำ, ทารกที่มันไม่มีความรู้มันก็ขยำอุจจาระเล่นได้ บางทีจะสนุกเสียด้วย, ฉะนั้น ต้องเอาอตัมมยตาที่สอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไรควรละอะไรควรทำ มาสอน แม้แต่เด็กทารกที่กำลังขยำอุจจาระเล่น, เด็กทารกมันไม่รู้มันไปจับไฟ มือมันก็พอง ความเจ็บมันก็สอนให้รู้ทันทีว่าไฟนี้จับไม่ได้. ความรู้ว่าไฟจับไม่ได้คืออตัมมยตา, สอนให้เด็กทารกรู้ว่าไฟนี้จับไม่ได้ เด็กทารกมันไปจับแมลงแปลก ๆ สวยดี, แล้วมันก็ต่อยมือให้ ไปจับแมลงป่องตัวใหญ่มันก็ดูซิ แล้วมันก็ไม่จับอีกแหละ, ความรู้อันนี้มันเป็นอตัมมยตา มันสอนให้.

น.148 เด็ก ๆ ไม่มีความรู้เรื่องตัวตน ก็เอาความรู้สึกของสัญชาตญาณเป็นหลัก, เดินไปชนเก้าอี้ มันก็โกรธ มันก็เตะเก้าอี้, มันโง่หรือฉลาดคิดดูสิ. ต่อมามันกรู้ มันโตขึ้นมาตามสมควรแล้วก็รู้ว่า ไม่ต้องเตะเก้าอี้, แต่มันน่าสงสารเด็ก ๆ มันจะต้องเกิดตัวตนอย่างนั้น, โดนเสาก็ตีเสา เตะเสา ว่าเสามันทำกูเจ็บ, เดินชนเก้าอี้ก็เตะเก้าอี้ว่า มันทำกูเจ็บ, มิหนำยิ่งไปกว่านั้น บางทีแม่นั้นเองบางทีพี่เลี้ยงนั้นเอง มาช่วยตีด้วย เมื่อเด็กเดินชนเสาร้องไห้ แม่มาช่วยตีเสาให้ด้วย, พี่เลี้ยงมาช่วยตีเสาให้ด้วย ให้เด็กมันโง่หนักขึ้นไปอีก ว่ามันเป็นตัวตน. ถ้าความรู้อันนี้ยังอยู่ แล้วจะเป็นผู้ใหญ่ไปได้หรือ,มันต้องค่อย ๆ หมดไป ๆ, ความรู้ผิดในเรื่องตัวตนชั้นต่ำ ๆ ต้อย ๆ อย่างนี้ ก็ค่อยหมดไป ด้วยความรู้ที่เป็นอตัมมยตา. ต่อมาเป็นเด็กวัยรุ่น มันเคยตามใจตัวมาแต่ก่อน ก็ค่อยรู้จักบังคับตัว ตามความประสงค์ของพ่อ-แม่, พวกวัยรุ่นที่มันเลิกดื้อดึง เลิกหลอกลวงพ่อ-แม่ ไม่ดื้อต่อระเบียบ, เหล่านี้มันด้วยอตัมมยตาที่ค่อย ๆ มีเข้ามา. เมื่อเป็นเด็กมากเกินไปมันก็เห็นแก่การเล่นมากกว่าการเรียน, พอโตขึ้นมาพอสมควร ก็เห็นว่าการเรียนสำคัญมากกว่าการเล่น แล้วมันก็เว้นการเล่น หรือบรรเทาการเล่น มาสนใจในการเรียน, นี้ก็เป็นอตัมมยตา ช่วยให้เด็ก ๆ เรียนสำเร็จ เรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะมีอตัมมยตาเข้ามาช่วยเรื่อย ๆ มาถึงคนหนุ่มคนสาว ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาช่วยแล้ว มันก็จะประพฤติเลวทรามที่สุด อยู่นอกคอกนอกศีลธรรมนอกอะไร, แต่ถ้ามัน มีอตัมมยตามาช่วย คนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นก็ จะบังคับตน ให้อยู่ในระเบียบของศีลธรรมได้, นั่นมันยิ่งจำเป็นที่จะต้องมีศีลธรรม เพราะว่ากิเลสมันก็เจริญขึ้น ๆ โพธิปัญญามันก็ต้องเจริญขึ้น ๆ ให้ทันกันให้มากกว่า.

น.149 โพธิปัญญามันจะคอยไถ่ถอนความผิดความเลวของกิเลส, โพธิจะถ่าย ถอนความผิดความชั่วความร้ายของกิเลส คืออตัมมยตา, ตั้งแต่เด็กทารกขึ้นมาจนถึงเป็น หนุ่มเป็นสาว จะต้องใช้อตัมมยตา ; ถึงบิดามารดาก็เถอะ โตแล้วเป็นบิดามารดาแล้ว ก็ยังต้องใช้อตัมมยตา จึงจะอยู่ในความถูกต้อง, รู้จักความเหมาะสมถูกต้อง ประพฤติให้ ถูกต้อง ในการที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างในครอบครัว. นี่ขอให้รู้ว่า อตัมมยตามันจำเป็น ๆ, จำเป็นที่จะต้องใช้ แม้ในระดับ โลกิยะ, โลกิยะ - อยู่ในโลก ยังต้องอยู่ในโลก ยังต้องเกี่ยวข้องกับโลก, ยังออกไปจาก โลกไม่ได้ ยังต้องเกี่ยวข้องอยู่ในโลก. อตัมมยตา กับ ธรรมะชื่ออื่น. ถ้าจะสรุปความของ อตัมมยตา แล้ว มัน จะต้องมองเห็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่ง เรียกโดยบาลีว่า อาทีนวญาณ - ญาณที่เห็นโทษ เห็นความเลวร้ายของสิ่งทั้งปวง, เรียก เป็นบาลี อาทีนวญาณ - เห็นโทษของความเลวร้ายของสิ่งทั้งปวง. ถ้าไม่ชอบบาลีมันยุ่งนัก ก็เป็นไทย ๆ ว่า ความเห็นโทษ, เห็นความเลวร้ายของสิ่งนั้น ๆ เอาอันนี้มา ใช้เป็น อตัมมยตา อาทีนวญาณ หรือว่าเห็นโทษของสังขารทั้งปวง ดีกว่าใช้ไม้เรียว. ในโรงเรียนใช้ไม้เรียวเป็นอตัมมยตา มันบ้า ๆ บอๆ มันไม่สำเร็จประโยชน์ ดอก มันโกลาหลวุ่นวายที่สุด. แต่ถ้าว่า ใช้อาทีนวญาณ ชี้แจงให้เห็นโทษ, ชี้แจง ให้เห็นโทษ ไม่ต้องใช้ไม้เรียวก็ได้, เด็ก ๆ ก็เปลี่ยน เด็ก ๆ มันก็ละ. ฉะนั้น พยายาม ชี้แจงให้เห็นโทษ เด็กก็จะเกลียดด้วย, กลัวด้วยในสิ่งที่มันผิด, จะต้องรู้จักละอาย รู้จักกลัว ต่อสิ่งที่มันมีโทษ, ถ้าตัวเองมีโทษ ก็เกลียดและกลัวโทษนั้น ๆ ให้มาก, มัน จะละได้ นั้นก็คืออตัมมยตา, แล้วจะไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก .. ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะ

น.150 ความละอายและความกลัว. เดินตกร่องครั้งหนึ่งเขาโห่, ทีนี้มันก็ละอายและกลัว, มันก็ระวังไม่ให้เดินตกร่องอีก, หรือไม่ไปทำอะไรน่าเกลียดน่าละอาย กลางถนนหนทาง มันละอาย มันกลัว มันก็ระวังไว้ได้, ถ้าไม่มีความละอาย ไม่มีความกลัวแล้ว มันไม่มีทาง ที่จะละได้. ฉะนั้น ขอให้ถือว่า หิริและโอตตัปปะ เป็นจุดตั้งต้นของอตัมมยตา, หิริและโอตตัปปะ-ความละอายและความกลัวต่อสิ่งเลวร้ายนั้น เป็นจุดตั้งต้นของอตัมมยตา เมื่อละอายและกลัว มันก็อยากจะไม่เกี่ยวข้องด้วย อยากจะละเสีย ก็ละในที่สุด, การละ นั่นก็เป็นอตัมมยตา. หิริโอตตัปปะนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ เรื่องปัจจัยแห่งนิพพานโดยตรงก็ได้ เพราะ อตัมมยตามันต้องละไปได้ด้วยการมีหิริโอตตัปปะ, หลงใหลในกามารมณ์ ใน กามธาตุ ละอายขึ้นมาก็เลิกเสีย, ก็ไปอยู่ในรูปธาตุ รูปฌาน รูปโลก รูปภพ, ครั้นอยู่ ในรูปภพนานๆ เข้าก็ละอาย กลัวขึ้นมา โอ๊ ! นี่มันก็อยู่ในวัฏฏสงสารไม่ไปแค่ไหน ก็ละ ละรูปภพ ละรูปฌาน ละรูปโลกเสีย, เลื่อนขึ้นไปเป็นอรูปภพ อรูปโลก, เป็นพรหมชั้น สูงสุดก็ยังละอาย โอ้ ! กูก็ยังมีตัวกูอยู่ที่นี่. ละอายเกลียดกลัว ก็จะละไปนิโรธ นิพพาน. แต่เขาเอามาเป็นเรื่องเล็ก ๆ สอนเด็ก ๆ ชั่วครู่ชั่วขณะแล้วเลิกกัน, นี่อาตมา ไม่เห็นด้วย. เรื่องหิริโอตตัปปะมาสอนเด็กๆ แล้วเลิกกัน ... นี้ไม่เห็นด้วย, หิริ และ โอตตัปปะ ต้องใช้ตั้งแต่ต้นจนถึงพระนิพพาน, ละอายและเกลียดกลัวกิเลสและ ความทุกข์ทุกระดับ, ทุกระดับ ๆ สูงขึ้นไปชั้นกามโลก ชั้นรูปโลก ชั้นอรูปโลก, ทุกชั้น แหละมัน ล้วนแต่น่าละอาย ถ้ามันติดตั้งอยู่ที่นั่น, ขอให้สนใจกันให้ดี, ถ้ามันไม่ รู้จักละอาย มันจะเป็นอย่างไร.

น.151 ที่ไม่รู้จักละอาย ในเมื่อน่าละอายอย่างยิ่ง แต่คนก็ไม่ละอาย มันติดอยู่ที่นี่, จมอยู่ที่นี่, หยุดอยู่ที่นี่, บางทีมันไม่หยุดอยู่ที่นี่ แต่มันทรุดหนักลงไปกว่าเก่า คือมัน ถอยหลัง เพราะไม่รู้จักละอายและไม่รู้จักกลัว, ฉะนั้น ช่วยรักษาไว้ให้ดี ถนอมกล่อม เกลี้ยงไว้ให้ดี ซึ่ง หิริ และ โอตตัปปะ จะเป็นบันได เป็นปัจจัย เป็นอะไร ส่งเสริม ให้เกิดอตัมมยตา - อตัมมยตา - อตัมมยตา ยิ่งขึ้นไปจนกว่าจะถึงที่สุด. ฆราวาสจะให้ทาน จะรักษาศีล จะมัวแลกเอาสวรรค์อยู่อย่างนี้. ตักบาตร ช้อนหนึ่ง เอาวิมานหลังหนึ่ง รักษาศีลวันหนึ่งถูกลอตเตอรี่เบอร์หนึ่ง ถ้ามุ่งอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ไปไหนดอก มันก็ไม่ไปไหน, ทานศีลของฆราวาสชนิดนี้มันก็ไม่ไปไหน, ต้องเอาอตัมมยตามาดัน ส่งให้มันเลื่อนขึ้นมา เป็นทานเป็นศีลที่ถูกต้อง. ถ้าจะเจริญสมาธิ กันบ้าง ก็ให้มันเป็นสมาธิเพื่อปัญญา, เพื่อมรรค ผล นิพพาน, อย่าเป็นสมาธิเพื่อเหาะเหินเดินอากาศ แล้วมันจะเป็นบ้า อานาปา ฯ กันไปเสีย หมด. เขาจะเหาะทั้งนั้น, เรียนอานาปา ฯ เพื่อจะเหาะได้ มันไม่ใช่เพื่อเป็นสมาธิรองรับ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน มันจะเหาะได้ มีคนเล่าให้ฟัง ยุคก่อน ๆ เป็นบ้า อานาปา ฯ กันมาก ทำอานาปานสติเพื่อจะเหาะได้ แล้วทดลองกระโดดจากหน้าต่าง เหาะแล้วก็ลง มานอน แอ๊ก อยู่ที่ตรงนั้นเอง มันไม่เหาะ แต่คิดว่าเหาะ แล้วก็คิดว่าเหาะได้แล้ว. นี่ สมาธิที่มันผิด ที่มันผิด ต้องรื้อถอน. ทานก็ดี ศีลก็ดี สมาธิ ก็ดี ที่ยังไม่ถูกต้อง ต้องรื้อถอนเสียด้วยสิ่งที่ เรียกว่า อตัมมยตา, มือตัมมยตาเป็นที่พึ่ง เป็นหลักยึด จะไม่ยอมทนอยู่กับความทุกข์. ทีแรกมันก็อดทนอยู่กับความทุกข์อย่างเลว อย่างโง่ที่สุด ต่อมารู้ก็เลื่อน. . เลื่อน .. เลื่อน คิดว่าดีกว่า, ไปเอาเข้า.ว่าเป็นความสุข. เอ้า ! เดี๋ยวเห็นว่า โอ้ ! มันอย่าง

น.152 นั้นแหละ มันยังหลอกลวงอยู่นั่นแหละ, ยังปรุงแต่งอยู่นั่นแหละ, เลื่อน .... เลื่อน .... เลื่อน ....เลื่อนไปเรื่อยจนหมดทุกข์ จนพ้นสังขาร พ้นการปรุงแต่ง, ออกจากชั่วมาสู่ดี. คิด ว่าดีนี้ดีที่สุดแล้วพอใจ, พอใจจะหยุดอยู่ที่นี่. เอ้า, เดี๋ยวความดีมันกัดเอา, ความดีมัน ปรุงแต่งให้วุ่นวายไม่สิ้นสุด. ในสวรรค์ยังมีการทะเลาะวิวาท, คิดดูสิ ก็เลย โอ๊ย ! ดี อย่างนั้นก็ไม่ไหวแล้วเว้ย, จึงเลื่อนขึ้นไปเหนือดี. จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง ว่างคือพระนิพพาน, นี่ โดยการส่งเสริมของ อตัมมยตา. จากทุกข์มาสู่สุข, จากสุขไปสู่ ว่าง คือนิพพาน ถ้าหยุดอยู่แค่สุขนั้น มันตันอยู่ตรงนั้น, ไม่มือตัมมยตาสูงสุดมาช่วยดึงขึ้นไป มันจึงติดอยู่ที่สุข, จะเห็นว่าสุข ก็เป็นเครื่องปรุงแต่ง ไม่มีหยุดพัก ไม่มีหยุดพัก, เลิกสุข .... เลิกสุข เหนือสุขกันเสียที ก็ไปได้โดยอำนาจของอตัมมยตา. มือตัมมยตาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ สำหรับถึงที่สุด แห่งภพแห่งชาติ, ถึงที่สุดแห่งสังขตะ ไปสู่อสังขตะ เป็นเครื่องส่งผลักไส่ไม่ให้หยุดอยู่ ที่นี่ ให้ไปต่อไป ให้ดียิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น. ถ้าพูดกับคนพาลก็ต้องพูดว่า อตัมมยตา มัน จะไสหัวคนพาลให้ออกมาจาก ความโง่ความเป็นพาล ไปสู่ความเป็นบัณฑิต, อย่าลืมนะ อาตมาเคยบอกหลายหนแล้วว่า อตัมมยตาพาพระสิทธัตถะออกจากวังไปบวช, อตัมมยตาพาพระสิทธัตถะออกจากวังไปบวช เลื่อน ๆขึ้นไปจนเป็นพระพุทธเจ้า. ถ้าไม่มีอตัมมยตา พระสิทธัตถะไม่ได้บวชดอก แล้วก็ไม่มีพุทธศาสนาเกิดขึ้น, แล้วเราก็ไม่มานั่งพูดเรื่องอตัมมยตากันที่นี่. นั่นแหละขอบคุณอตัมมยตาขอบใจอตัมมยตากันเสียบ้าง ว่ามันไม่ให้ยอมหยุด อยู่ที่ตรงนี้ จนกว่ามันจะไม่มีปัญหา จะอยู่กับความเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ได้ จะต้องหมด ปัญหาที่เกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คืออยู่เหนือการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, บรรลุ นิพพาน เป็นอตัมมโย .... อตัมมโย จำไว้อีกคำหนึ่งคล้าย ๆ กัน ผู้ที่มือตัมมยตา ถึงที่สุด

น.153 แล้วเรียกว่า อตัมมโย คือเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปแล้ว, ถ้ายังเป็น คุณธรรม เป็นชื่อ ของธรรมะ เรียกว่า อตัมมยตา, จงนำมาใช้แม้ในระดับโลกิยะ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องกลัว เพราะว่า จะช่วยถอนตนขึ้นไปจากโลกิยะจะไปสู่โลกุตตระ. นี่ระวัง, ระวัง อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อหรือเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล ที่เอา ธรรมะสูงสุดมาใช้ในระดับต่ำ, เราไม่ได้เอามาทั้งระดับอย่างนั้น เราใช้อย่างเดียวกัน แต่ คนละระดับ. สำหรับ ชาวบ้านชั้นบุถุชน ชั้นบ้านเรือนอย่างนี้ เขามี อตัมมยตา ใน ระดับของบุถุชน, เลื่อนขึ้นไปเท่าไร ก็เลื่อนขึ้นไปตามลำดับ จนเป็นอตัมมยตา สูงสุด มันก็เป็นพระอรหันต์ อตัมมยตาจะต้องใช้แม้แก่เด็กที่ขยำอุจจาระ คิดดูเถอะมันต้นที่สุด, เป็น ก ข ก กา ที่สุด ต้องใช้แม้แต่เด็กที่ขยำอุจจาระ, แล้วก็เลื่อน ๆ ๆ ขึ้นไปอย่างที่ว่ามาแล้ว จน กว่าจะไปเป็นพระอรหันต์. อย่าเห็นเป็นเรื่องวิปริตบ้าบออะไรเลย เอาเรื่องสุญญตา เรื่อง ตถาตา เรื่องอตัมมยตา มาใช้แม้ในระดับโลกิยะเถิด, มันจะค่อยๆ เลื่อนจากโลกิยะ ขึ้นไปสู่โลกุตตระเป็นแน่นอน. วันนี้ไม่ต้องพูดเรื่องอะไรมาก พูดเรื่องเดียวว่า จงเอาอตัมมยตา มาใช้ ในระดับโลกิยะ แล้วเราก็จะค่อย ๆ เลื่อนสูงขึ้นไปจนเหนือโลกิยะและเป็นโลกุตตระ. เรื่อง อตัมมยตาเป็นเครื่องมือสำหรับออกไปสู่โลกุตตระ, แล้วใครจะออก ? ก็คนที่ อยู่ในโลกในโลกิยะ จะออก, คนอื่นมันจะออกไปไหนล่ะ จะทำอะไรได้. คนที่อยู่ ในโลก จมอยู่ในโลก คือผู้ที่ต้องการจะออกไปจากโลก, ต้องใช้เครื่องมือพาหนะที่ถูกต้อง คืออตัมมยตา. ขอให้แน่ใจว่า สามารถที่จะใช้อตัมมยตา ในระดับโลกิยะ ในบ้าน ในเรือนทุกระดับ, ตั้งแต่ลูกเด็ก ๆ ที่ยังขยำอุจจาระอยู่. ที่ได้พูดอย่างนี้ก็เพื่อกันลืม, ไม่

น.154 พูดอย่างนี้มันลืมเสียหมด พูดให้ไม่รู้จักลืมก็ต้องพูดอย่างนี้, จึงหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะ เข้าใจ และมองเห็น, แล้วมีความเชื่อเป็นทุนเดิมพันว่า เราต้องใช้อตัมมยตา แม้ใน ระดับโลกิยะ .. การบรรยายนี้ด้วยความมุ่งหมายเพียงว่า เอาอตัมมยตามาใช้ในระดับโลกิยะ นี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว พูดครั้งหนึ่งพูดเรื่องเดียวพอ พูดหลายเรื่องมันยุ่ง จึงขอยุติการ บรรยายในวันนี้, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม พระบาลีคุณสาธยาย ซึ่งมีความหมายส่งเสริมกำลังใจให้ท่านทั้งหลาย กล้าใช้อตัมมยตา สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต