Buddhadasa.org

อตัมมยตาประยุกต์ ตอนที่ ๗ — อตัมมยตากับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ

อตัมมยตาประยุกต์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.155 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคอาสาฬหบูชา ดำเนินมาเป็นครั้งที่ ๗ ใน วันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่องอตัมมยตาต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่ครบทุกแง่ทุกมุม, ทั้งนี้ด้วยความประสงค์ จะให้ท่านทั้งหลายรู้จักมีและรู้จักใช้อตัมมยตากันให้ถึงที่สุด ด้วย ความมุ่งหมายว่า แก่มนุษย์ทุกระดับในชีวิตประจำวัน ให้สมกับความประเสริฐหรือสูงสุด แห่งธรรมะชื่อนี้, พูดตรงๆ ก็ว่า ไปเอาคุณธรรมของพระอรหันต์มาใช้ เพื่อการ พัฒนาตนเอง. จะได้บรรยายโดยหัวข้อว่า อตัมมยตากับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนา ทุกรูปแบบ, ผู้ที่พัฒนานั้นมันมีทุกรูปแบบหลายรูปแบบ แล้วก็จะ ต้องรู้จักใช้อตัม- มยตาในชีวิตประจำวัน คือในกิจกรรมประจำวัน ไม่ว่าบุคคลรูปแบบไหน. ถ้าพูดภาษา ธรรมะหน่อยก็ว่าวรรณะไหน คือทุกวรรณะ พัฒนาทั้งในทางวัตถุ ในทางกาย ใน ทางจิตและในทางวิญญาณ. ๑๒๙

น.156 ๑๓๐ อตัมมย์ตา ขอกล่าวย้ำถึงหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตากันอีกสักครั้งหนึ่ง ท่านตั้งใจฟัง ให้ดี ๆ หัวใจของอดัมมยตา เราจะมองกันในแง่นั้นแง่นี้ได้หลาย ๆ แง่ แต่ว่ามีความสำคัญ ทั้งนั้น .. หัวใจของอตัมมยตา. ข้อที่ ๑. หัวใจของอตัมมยตาโดยหลักธรรมะชั้นสูง ก็คือ การไม่ยอม หยุดอยู่กับที่ แต่ให้สูงขึ้น ดีขึ้น ๆ, สูงขึ้นจนถึงที่สุด, นี้ก็เป็นความสำคัญ ในหลัก ธรรมะล้วน ๆ ก็ว่า จากกามสู่รูป จากรูปสู่อรูป จากอรูปสู่นิโรธ เป็นนิพพาน. ข้อที่ ๒. อตัมมยตากระทำให้ละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน. อะไร ไม่ควรจะมีอยู่ในตน ละออกไปเสียให้หมด นี้ โดยอำนาจของอดัมมยตา, ถ้ามือตัมมยตาสิ่ง เหล่านั้นจะทนอยู่ไม่ได้ จะถูกละออกไปหมดสิ้น. ข้อที่ ๓. เกลียดและกลัวสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ สิ่งใดเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์ ก็มีทั้งความเกลียดและความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้น, มันก็ปฏิบัติไปในทางที่ สิ่งเหล่านั้นจะมีอยู่ไม่ได้. ข้อที่ ๔. มันผลักไสให้เลื่อนชั้น ไม่ให้หยุดอยู่กับที่. ผลักไสให้ เลื่อนชั้นเรื่อยไป ไม่ยอมให้หยุดอยู่กับที่ แม้ในระยะนิดเดียวก็ให้มันเลื่อนชั้นอยู่นั่นแหละ, ให้มีชีวิตเป็นวิวัฒนาการ คือดีขึ้น ๆ ตามความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ความ รู้สึกที่มีประจำอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด. และ ข้อที่ ๕. การไม่ยอมให้ปัจจัยอันเลวร้ายปรุงแต่งได้. . นี่ฟังให้ ดี ๆ ไม่ยอมให้ปัจจัยอันเลวร้าย, คำว่าปัจจัยนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินทองอย่างเดียวดอก,

น.157 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๓๑ สิ่งที่เป็นต้นเหตุเป็นมูลเหตุ แล้วก็เรียกว่าปัจจัยทั้งนั้น, ไม่ให้ปัจจัยอันเลวร้ายปรุงแต่งได้ ถ้าจะพูดให้สั้นให้จำได้ง่ายเดี๋ยวนี้ก็ว่า ไม่ให้ผีร้ายใด ๆ มาปรุงแต่งได้, ถ้าไม่มีความรู้ ในเรื่องนี้ มันจะมีผีร้ายเข้าไปปรุงแต่งนานาชนิด, ให้กระทำสิ่งที่ไม่ควรทำนานาชนิด ถ้ามือตัมมยตาแล้ว ปัจจัยอันเลวร้าย หรือผีร้ายใด ๆ ไม่อาจจะปรุงแต่งได้, เป็นการ กำจัดปัจจัยอันเลวร้ายนั้นให้หมดอำนาจ, ปัจจัยอันเลวร้ายหมดอำนาจที่จะปรุงแต่ง ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของการพัฒนา พัฒนาคือการทำให้ดีขึ้น ความหมายของคำ "พัฒนา" เอ้า, มาพูดกันถึงคำว่าพัฒนา, พัฒนาคำนี้อีกทีให้เป็นที่แจ่มแจ้ง. พัฒนา นั้นคืออะไร? ขอให้เข้าใจว่า คำว่าพัฒนา พัฒนาตามภาษาบาลีนั้น หมายถึงการ ทำให้มีมากขึ้น เท่านั้นแหละ, ถ้าทำให้มันมีมากขึ้นแล้วก็เรียกว่าพัฒนา, ไม่ได้หมายว่าดี ว่าชั่ว มันทำให้มากขึ้น. ถ้าในฝ่ายชั่วก็พัฒนาให้มันชั่วมากขึ้น, ถ้าฝ่ายดีก็พัฒนาให้ดีมาก ขึ้น, เพราะคำว่าพัฒนาแปลว่าทำให้มากขึ้น ให้รกหนามากขึ้น มันจึงมีเป็น ๒ อย่าง. ขอให้สังเกตดูดี ๆ ว่า ถ้ามัน มากขึ้นด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หรือเกินจำเป็น มันก็เพิ่ม ปัญหา, พัฒนาในทางให้มีสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือเกินจำเป็น มันก็เพิ่มปัญหา เพิ่ม ปัญหามากขึ้น, ถ้ามันรกหรือ มากขึ้นด้วยสิ่งที่มีประโยชน์หรือเท่าที่จำเป็น มันก็ เป็นการแก้ปัญหา. การพัฒนามันจึงมี ๒ อย่าง ถ้าทำไปอย่างหลับหูหลับตา มันก็เพิ่มปัญหา เพิ่มความลำบาก เพิ่มความทุกข์ ก็เรียกว่าพัฒนาเหมือนกัน, เพราะมันได้ ทำให้มากขึ้น ๆ ให้มีความทุกข์มากขึ้นก็เรียกพัฒนาทุกข์. ที่นี้มีแต่สิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นมันก็แก้ ปัญหา แก้ปัญหา, เพราะฉะนั้นท่าน จงระวังให้ดี ว่าพัฒนา พัฒนานั้นมัน เพิ่มปัญหา

น.158 หรือว่ามันแก้ปัญหา, ทำให้รวย มันรวยด้วยปัญหาหรือว่ามันลดปัญหา เพราะเขาทำ ไม่ถูกมันก็เพิ่มปัญหา ได้แก่พวกที่ยิ่งกระทำก็ยิ่งยากจน, ยิ่งกระทำก็ยิ่งเป็นทุกข์, พัฒนา ผิดทางมันเพิ่มปัญหา, ถ้าพัฒนาถูกทางปัญหามันก็ลดลงไป ลดลงไป, นี่เรียกว่าพัฒนา ถูกทาง. สรุปความว่า พัฒนานี้มันเพียงแต่ว่าทำให้มากขึ้น แยกเป็น ๒ อย่างว่า มัน พัฒนาผิดหรือพัฒนาถูก, ต้องเลือกเอาส่วนที่พัฒนาถูก มันจะลดปัญหา ทำให้ เกิดผลเป็นที่น่าพอใจ. วัตถุแห่งการพัฒนา. ทีนี้ก็มาดูถึงเรื่องวัตถุ : ตัววัตถุแห่งการพัฒนา ก็หมายความว่า จะพัฒนา อะไรกันบ้าง, จะพัฒนาอะไรกันบ้าง อาตมาขอยืนยันตลอดเวลาว่า ๔ อย่างก็พอแล้ว, ๔ อย่างก็พอแล้ว. ๑. พัฒนา วัตถุ วัตถุที่เกี่ยวข้องกับเรา ๒. พัฒนา ร่างกาย ๓. พัฒนา จิตใจ ๔. พัฒนา วิญญาณหรือสติปัญญา. ข้อแรก พัฒนาวัตถุ คนทุกคนหรือว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย มันเนื่องด้วย วัตถุปัจจัยด้วยกันทั้งนั้นแหละ, ที่เรียกว่า ปัจจัย ๔ โดยเฉพาะ ต้องมีอาหารกิน, ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม, แล้วยังต้อง มีที่อยู่ที่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย, หยูกยาแก้โรค บำบัด โรคภัยไข้เจ็บ, นี่เป็นวัตถุทั้งนั้น. สิ่งที่เรียกว่าวัตถุก็มีอยู่รอบตัว เราก็ใช้สำหรับ ประกอบช่วยเหลือให้ได้รับความสะดวกสบาย, ผลของมันก็มีเพียงสะดวกสบาย ผาสุก สะดวกสบาย. พัฒนาวัตถุ, ขอให้จัดให้ทำให้วัตถุที่แวดล้อมอยู่ เรื่องการกินก็ดี,

น.159 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูป แบบ ๑๓๓ การนุ่งห่มก็ดี, การใช้สอย, ที่อยู่อาศัยก็ดี, การรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็ดี, วัตถุ เหล่านั้นต้องพัฒนา. เดี๋ยวนี้ดูซิ กินเกินก็มี กินผิด ไม่ควรจะกินก็มี, มันก็เกิดโทษขึ้นมาเพราะ กินผิดหรือกินเกิน, นอกจากจะเสียเงินเปล่า ๆ แล้วมันยังให้โทษ ยังทำให้ตายเร็วด้วย ถ้าพัฒนาวัตถุเกี่ยวกับการกินไม่ถูกต้อง. เครื่องนุ่งห่ม ก็เหมือนกัน ให้ถูกต้องและให้พอดี, อย่าให้มันเกิน จำเป็น. ที่จริงมันก็น่าหัวแหละที่มนุษย์เรา, เครื่องนุ่งห่มนี่ไม่จำเป็นจะต้องให้มัน ยุ่งยากลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ จะใส่เสื้อผ้าธรรมดาก็ได้, แต่ทำไมต้องมีสีนั้นสีนี้ เรียบ ๆ ก็ ได้, มันต้องตัดต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องประดิษฐ์ประดอยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ต้อง ปักลูกไม้บ้าง ต้องอะไรบ้าง, ดูซีนี่มันทำเพื่ออะไร ด้วยความคิดนึกอะไร, จะแข่งกับ แมวหรืออะไร หรือจะแข่งกับนก, นกมันมีหลายสีหลายสรรค์ จะแข่งกับพวกเหล่านี้, มนุษย์คิดดูให้ดี ๆ, บางทีมันจะน่าหัวเราะ เครื่องใช้ไม้สอย, ที่อยู่อาศัย ก็เหมือนกัน ให้พอดีเถอะ กลับไปดูที่บ้าน อะไรเกินพอดีโกยทิ้งเสียบ้าง เอาไว้แต่ที่จำเป็น มันจะไม่เปลืองมาก, มันจะไม่ลำบาก มาก, มันจะไม่ต้องปัดกวาดอะไรมากเกินจำเป็น, ที่อยู่อาศัยเครื่องใช้ไม้สอย บ้านเรือน ก็ดี ไม่ต้องมีหลายหลัง, รถยนต์ก็ไม่ต้องมีหลายคัน มันต้องพอดี ๆ. หยูกยารักษาโรคก็ขอให้พอดี ๆ ชนิดที่เป็นการรักษาโรคจริง ๆ, อย่าให้ มันกลายเป็นเรื่องสำรวยสำราญสำอางส่งเสริมอะไรที่เป็นเรื่องไม่จำเป็น, หยูกยาอย่างนั้น มันก็มากขึ้นทุกที, ยาแก้โรคจริงๆ ดูมันจะน้อยลงไป แต่ยาเฟ้อยาเกินนั้นจะมากขึ้น.

น.160 นี่วัตถุมันไม่พัฒนาเสียแล้ว ขอให้ปรับปรุงให้วัตถุมันถูกต้อง, วัตถุแวดล้อม ตัวเราให้มันถูกต้อง อย่าให้มันเกิน, ถ้าเกินแล้วก็ละอาย, ละอายผีสางเทวดากันบ้าง มันเกินไป, มันเกินไป. ข้อสอง พัฒนากาย ร่างกาย, ร่างกายมันก็มีความต้องการให้ปรับปรุงให้ดี ที่สุด, ให้มันมีสุขภาพอนามัยดี และให้มีสมรรถนะ คือความสามารถทางกายให้มากพอ ด้วย. นี่เรียกว่าพัฒนาทางกาย จะปล่อยไปตามธรรมชาติมันยังน้อยไป จึงพัฒนา จึงมี ความรู้เรื่อง พัฒนาให้ร่างกายมีคุณสมบัติมีคุณภาพดี สำเร็จประโยชน์มากกว่าที่ไม่ พัฒนา. ขอให้เอาใจใส่ร่างกาย ในการที่ ให้เกิดสุขภาพและสมรรถนะ, ไม่ใช่เพื่อ ให้สวยงาม สำหรับไปประกวดกัน ไม่ใช่, นั้นไม่จำเป็น มันจะยุ่งยากลำบากเปล่า ๆ. สนใจให้ร่างกายแข็งแรง ว่องไว พร้อมที่จะทำหน้าที่การงานอย่างแคล่วคล่อง อย่างดีที่สุด นี่เรียกพัฒนากาย. ข้อสามก็พัฒนาจิต จิตนี้ก็ยังไม่พอ ต้องพัฒนาให้มีกำลังจิตมาก ให้จิต มั่นคง ให้จิต เข้มแข็ง ให้มีความว่องไว ทางจิต, จะคิดจะนึก จะตัดสินใจจะทำอะไร ก็ให้ทำได้โดยว่องไว. เราก็พัฒนาจิตโดยวิธี ที่เรียกว่า กรรมฐานบ้าง สมาธิภาวนา บ้าง วิปัสสนาบ้าง แล้วแต่จะเรียก, แต่ว่าทั้งหมดนี้ เป็นการพัฒนาจิตให้มันสูงขึ้น ๆ มีกำลังมาก ก็แคล่วคล่องว่องไว มีสมรรถนะสำหรับคิดนึกตัดสินใจ บังคับจิตได้ดี, นี่ เรียกว่าจิตที่ได้รับการพัฒนาแล้ว จะประเสริฐยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดแหละ. ข้อสี่พัฒนาวิญญาณ คือสติปัญญาความรู้, ความรู้ถ้าไม่พัฒนามันก็ไม่มี, โดยมากมันมีอยู่อย่างผิด ๆ ความรู้ที่ติดมาแต่สันดานนั้นมันเป็นเรื่องผิด เพราะว่า เด็ก ๆ เขาไม่รู้อะไร อบรมกันมาก็ไม่ค่อยจะถูกต้อง, เด็ก ๆ จึงไม่ได้มีความรู้มาอย่าง ถูกต้อง. จะต้องอบรมกันต่อไป สำหรับจะมีสติปัญญาที่ถูกต้องกันจริงๆ โตขึ้นมา

น.161 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูป แบบ ๑๓๕ เป็นหนุ่มเป็นสาว ก็จะได้มีสติปัญญาที่เพียงพอถูกต้อง, ทั้งเพียงพอทั้งถูกต้อง, สอง คำนี้ช่วยจำไว้ให้ดี ถูกต้องแต่ไม่เพียงพอนั้นก็ไม่ได้ดอก เพื่อไปก็ไม่ต้องการ, ขาดไปก็ ไม่ได้ ให้ถูกต้องแล้วก็เพียงพอ คือพอดี ๆ. นี่ วัตถุที่เราจะต้องพัฒนามันนั้นก็มีอยู่ ๔ อย่าง วัตถุคำแรกแปลว่าที่ตั้ง ตัวที่ตั้ง ที่ตั้งหรือวัตถุแห่งการพัฒนามี ๔ อย่าง คือ วัตถุรอบตัวเรา นี้อย่างหนึ่ง, แล้ว ร่างกาย ของเรานี้อย่างหนึ่ง, แล้ว จิตใจ ของเรานี้อย่างหนึ่ง, แล้ว สติปัญญา ความรู้ของ เรานี้อีกอย่างหนึ่ง, พัฒนาทั้ง ๔ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่าพัฒนา ผู้มีการพัฒนาครบ ๔ อย่าง แล้ว จะเป็นผู้มีความสุขความเจริญ สะดวกสบาย สามารถในการทำกิจการงานได้ดีที่สุด. การพัฒนาโดยธรรมชาติและบุคคล. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไป ว่าพัฒนานี้มัน พัฒนากันโดยอะไร, อะไรเป็นผู้พัฒนา, เรียกว่า พัฒนาโดยอะไร, ที่จริงมันก็มี ๒ อย่าง เท่านั้นแหละ โดยธรรมชาติ กับ โดย บุคคล, ที่มันเป็นไปได้เอง มัน พัฒนา ของมัน ในตัวเอง เรียกว่าโดยธรรมชาติ, ที่บุคคลเข้าไปจัดการ มากกว่าธรรมชาติ นี้ก็เรียกว่าพัฒนาโดยบุคคล, รวมกันทั้งที่ มันพัฒนาเองตามธรรมชาติ กับบุคคลพัฒนาซ้ำลงไปอีกมันก็สมบูรณ์แหละ, เรียกว่า พัฒนาโดยธรรมชาติ พัฒนาโดยบุคคล จะเรียกว่าพัฒนาภายในพัฒนาภายนอกก็ได้เหมือน กัน. ตามธรรมชาติ มันก็มีแค่ธรรมชาติ เท่าที่ธรรมชาติมันมีให้ มันก็ไม่ค่อย จะสมบูรณ์ หรือไม่ถึงที่สุด, เราทำเราพัฒนาเองนี่ทำให้มันสมบูรณ์ มีวิธีการ วิชาการหรือหลักการโดยเฉพาะว่าจะพัฒนากันอย่างไร, มันแล้วแต่ว่าตนต้องการจะเจริญ ไปในทางไหน, แต่ ขออย่าลืมว่า ต้องพัฒนาทั้ง ๒ ฝ่าย.

น.162 เหมือนต้นไม้, ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มันเจริญงอกงามอยู่นี่ ส่วนที่มันเจริญงอกงาม ของมันตามธรรมชาติก็มี, ส่วนที่เราไปใส่ปุ๋ยพรวนดินให้นั้นก็มี, ต้นไม้ต้นหนึ่งเจริญงอก งามขึ้นด้วยการพัฒนา ๒ ฝ่าย โดยธรรมชาติก็พัฒนา, โดยบุคคลไปช่วยอีกแรงหนึ่งก็ พัฒนา. ดังนั้นต้นไม้นั้นมันก็เจริญงอกงามสมบูรณ์ถึงที่สุด, ถ้าจะให้มันเจริญของมันเอง โดยบุคคลไม่เกี่ยวข้อง ไม่ใส่ปุ๋ยไม่ใส่อะไรให้ มันก็ไม่แน่ดอก มันก็ไม่งอกงาม, หรือว่า ถ้ามีอะไรไปใส่ปุ๋ยให้ไม่ใช่คน มันก็เป็นเหมือนบุคคลใส่แหละ, เพราะฉะนั้นก็เรียกว่า โดยบุคคลเหมือนกัน. ต้นไม้ ที่ปลูกอยู่ดูเถอะ มันงอกงามของมันเอง พัฒนาตัวเอง แล้วใส่ปุ๋ยพรวนดิน ระวังรักษาป้องกันอะไรต่างๆ ให้ นี้คนช่วยพัฒนา. รวมความว่า ธรรมชาติพัฒนา, บุคคลพัฒนา เราจะต้องมี ๒ พัฒนา เสมอไป มันมีทุกเรื่องแหละ ไม่เหมือนกัน, แต่ว่าโดยหลักเกณฑ์เดียวกันว่า พัฒนาตาม ธรรมชาติก็ให้มันไปถูกต้องตามธรรมชาติ, ที่เราพัฒนาก็ให้ถูกต้องตามที่เราต้อง การ มันก็ละจากภาวะอันหนึ่งไปสู่ภาวะอีกอันหนึ่งที่ดีกว่า ฟังดูให้ดี ละจากภาวะอันหนึ่ง ไปสู่ภาวะอีกอันหนึ่ง ซึ่งดีกว่า นั่นแหละคือเรียกว่าพัฒนาที่ถูกต้องโดยทางธรรม, ไม่ใช่ มากขึ้น ๆ อย่างเดียวแล้วจะพอ ไม่ใช่ มันต้องมากขึ้นอย่างถูกต้อง. การพัฒนาต้องมีอาการของอตัมมยตา. ทีนี้ก็มาดูเรื่อง พัฒนาคน กันต่อไป กิริยาที่จะพัฒนา กิริยาที่จะพัฒนา, สรุปความสั้น ๆ ว่ากิริยาที่พัฒนา คือกิริยาที่ละจากโทษไปสู่ประโยชน์, ละจากโทษ ไปสู่ความไม่มีโทษและเป็นประโยชน์ นั่นคือกิริยาอาการของสิ่งที่เรียกว่าพัฒนา ; แต่ มักจะทำผิดกันเสียหมด เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นโทษอะไรไม่เป็นโทษ. บางทีมันก็

น.163 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๓๗ พัฒนาไปหาสิ่งที่มี โทษมากกว่าเดิม, แทนที่จะแก้ไขให้หายมันไปกลบเกลื่อนด้วย สิ่งที่เลวกว่า ถ้าจะแก้ความทุกข์ มันก็ไปกินเหล้า, ไปกินเหล้า เพื่อแก้ทุกข์, หรือ จะทำให้จิตสงบสบายเยือกเย็น มันก็ไปดูหนังดูละครโน่น ไม่ใช่ทำสมาธิ. นี่อย่างนี้ เรียกว่ามัน ไม่ได้ทำให้ตรงต่อประโยชน์ที่ควรจะได้. จะต้องมีอาการของอตัมมยตา ไม่ยอมอยู่กับสิ่งที่เลวร้าย แต่ไปอยู่กับสิ่ง ที่ดีกว่า ๆ ๆ ขึ้นไป, แล้วก็ไม่ยอมให้สิ่งที่เลวร้ายเข้ามาปรุงแต่งได้. คำว่าปรุงแต่ง ๆ คำนี้ พิเศษเข้าใจยาก คงจะเข้าใจได้ต่อ ๆ ไปข้างหน้า มาปรุงแต่ง ๆ ๆ ไม่ให้สิ่งเลวร้ายมา ปรุงแต่งได้ มันมีความรู้สึกขยะแขยง เกลียดกลัวสิ่งเลวร้ายในทุกกรณี ในทุกกรณีไม่ให้ สิ่งเลวร้ายเข้ามาปรุงแต่งได้. เราจะทำอะไร อยู่ในลักษณะอย่างไร, จะไม่ยอมให้สิ่ง เลวร้ายมาปรุงแต่งจิต จะเลวร้ายในแง่ไหน ก็ทั้งนั้นทั้งหมด, ถ้าเลวร้ายก็เป็นไม่เอา, บรรดาสิ่งเลวร้ายจะเป็นวัตถุหรือเป็นการกระทำ หรือว่าเป็นความคิดนึกอะไรก็ตาม ถ้า เลวร้ายแล้วก็ไม่เอา. เลวร้ายทางจิตใจนั้น นิยมพูดนิยม เรียกกันในคัมภีร์ ๓ อย่าง : ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ๓ อย่าง ตัณหา มานะ ทิฏฐิ. สิ่งที่ ๑. ตัณหาต้องการด้วยความโง่, มีความโง่เป็นเหตุให้ต้องการ ความต้องการอันนั้นเรียกว่าตัณหา ถ้ามันมาปรุงแต่งจิตแล้วก็เป็นอันว่าไปทางนั้นแหละ ไปทางมีความทุกข์ ความโง่ ความต้องการแห่งความโง่. สิ่งที่ ๒. มานะ คือ ความถือตัว สำคัญตัวเป็นอย่างนั้น, สำคัญตัวเป็น อย่างนี้, เย่อหยิ่งจองหองยกหูชูหางด้วยเสร็จแหละ, ถ้ามานะเข้ามาปรุงแต่งจิตแล้วก็ยุ่ง เพราะว่ามานะในที่นี้ก็ยังหมายถึง สำคัญตัวด้วยอวิชชา ว่ากูดีกูไม่ดี, กูเลวกว่า กูดีกว่า

น.164 กูเสมอกันนี้. ความคิดอย่างนี้ไม่ควรจะมี, รู้แต่ว่าควรจะทำอย่างไร, ฐานะของ ตนเป็นอย่างไร, ควรจะทำอย่างไร, นี้ ทำให้ตัวเอง ดีขึ้นก็แล้วกัน ให้มันถูกต้อง, เรียกว่า มีมานะ ก็ได้ แต่ว่ามันถูกต้อง. ถ้าเรียกว่า มานะเฉย ๆ นี้หมายถึงมันผิด, ความสำคัญผิด. สิ่งที่ ๓. เรียกว่า ทิฏฐิ คือ ความคิดความเห็นของตนเอง, ความคิด ความเห็น ความเห็นหรือความเชื่อหรือความรู้ก็ได้. ถ้ามัน ผิดแล้ว มันก็ปรุงแต่งกัน ผิดหมด. มิจฉาทิฏฐิก็ปรุงแต่งผิดหมด, ต่อเมื่อเป็นสัมมาทิฏฐินั้นจึงจะถูกต้อง. แต่ ในภาษาบาลีหรือภาษาธรรมะ ถ้าพูดว่า ทิฏฐิ ๆ เฉย ๆ ก็หมายถึงฝ่ายผิด ทั้งนั้นแหละ, ทิฏฐิ ๆ นี่หมายถึงฝ่ายผิด, ที่แท้มันเป็นคำกลาง ๆ. สัมมาทิฏฐิ-ทิฏฐิฝ่ายถูก, มิจฉาทิฏฐิ - ทิฏฐิฝ่ายผิด. อย่าให้มิจฉาทิฏฐิเข้ามาปรุงแต่ง ให้สัมมาทิฏฐิเข้ามาปรุงแต่ง, แต่ภาษาชาวบ้านพูด พูดสั้น ๆ ว่าทิฏฐิก็พอ มันเป็นทิฏฐิที่ผิดในกรณีใด ๆ ก็ตาม อย่า ให้สิ่งเหล่านี้ปรุงแต่งจิต, ถ้าสิ่งเหล่านี้ปรุงแต่งจิตแล้วเป็นวินาศทุกกรณี ไม่ว่ากรณีอะไร. ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย ระวังไว้ อย่าให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิเข้ามาปรุง แต่งจิตในทุก ๆ กรณี, ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร เราจะทำหน้าที่อะไร, เราอยู่ในสถานะ อย่างไร, เรามีการทำการพูดการคิดอยู่เสมอ. อย่าให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้มาปรุงแต่งจิต เรียก มันอย่างหยาบคายก็ว่า พวกผีร้าย, ผีร้ายทั้งหลายอย่าได้เข้ามาปรุงแต่งจิตในทุก ๆ กรณี, ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ กรณีของใครพูด คิด ทำอย่างไร ระดับไหนก็ตาม อย่าให้ผีร้าย เหล่านี้เข้ามาปรุงแต่งจิต. สิ่งที่มันพิสูจน์ออกมาเป็นความทุกข์แล้วก็อย่าเอากับมันเลย, สิ่งที่มันต่ำ สิ่งที่มันโง่ สิ่งที่มันยุ่งยากลำบาก เป็นความทุกข์แล้วก็อย่าเอากับมันเลย, อย่า เอากับมันเลย.

น.165 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๓๙ ความหมายของอตัมมยตาก็ว่า พอกันที, พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้ว โว้ย. ถ้ามันพิสูจน์ความทุกข์ ปัญหาความชั่วร้าย ความยุ่งยากลำบาก พอกันที พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, เช่นว่าสูบบุหรี่อย่างนี้ เห็นชัดอย่างนี้ว่า ไม่มีประโยชน์อะไร ยังให้ โทษ ยังเสียเงินด้วย พอเห็นอย่างนี้รู้สึกอย่างนี้ ความรู้สึกว่าพอกันที ๆ ก็เกิดขึ้น, พูดง่าย ๆ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย เพราะไม่มีประโยชน์, ให้โทษแล้วยังเสียเงินเสียเวลา, เหม็นด้วย, สูบบุหรี่คือเอาควันไฟรมปอด, คิดดูให้ดี มันน่ากลัวที่สุด สูบบุหรี่ไม่ใช่อะไร เอา ควันไฟรมปอด, โง่หรือฉลาดคิดดูเอาเอง, หรือว่า กินเหล้า อย่างนี้ เอาซี่ ... ดีหรือไม่ดี มันมีประโยชน์อะไร. แต่ให้รู้ว่าเหล้านี้มันมีอยู่ ๒ อย่างนะ ถ้ากินเป็นยาก็ไม่เรียกว่า เหล้า ไม่เรียกว่ากินเหล้านะ, ถ้าเอาเหล้ามากินเป็นยาไม่เรียกว่ากินเหล้า มันกินยา, ถ้า มากินให้บ้าให้โง่นั่นคือกินเหล้า, มันไม่มีประโยชน์อะไร เสียเวลาด้วยเปลืองด้วย, แล้วก่อ เรื่องราวด้วย พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย. ความหมายของคำว่า พอกันที พอกันที นี้ดีมาก, ขอให้สนใจรู้จักพอกันที สำหรับสิ่งที่ควรจะพอกันที แล้วก็เลื่อนขึ้นไปหาสิ่ง ที่ดีกว่า นั่นแหละคือพัฒนา. ปัจจัยให้เกิดอตัมมยตา. ทีนี้ก็มาดูในส่วนที่ว่า อะไรเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอตัมมยตา. อะไรเป็นปัจจัย กระตุ้นให้เกิดอำนาจของอตัมมยตาขึ้นมา, อะไร อะไรเป็น ปัจจัย นี่เป็นสิ่งที่ ต้องแสวงหา, ต้องเสาะแสวงหาเอามาใช้, ปัจจัยเหล่านี้ เอามาใช้แล้ว ปัจจัยเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดคุณธรรมที่เรียกว่า อตัมมยตาขึ้นมา ๆ แล้วก็มาสำเร็จประโยชน์ ในการที่จะกำจัด สิ่งเลวร้ายออกไป.

น.166 สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต. เอ้า, เราจะพูดกันให้ลึกที่สุด ว่าแม้แต่สัญชาตญาณ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณของสิ่งที่มีชีวิต แม้ไม่ได้รับการศึกษาอะไรภายนอก มัน ก็มีปัจจัย คือมัน อยากดี อยากเจริญ อยากอยู่ อยากเจริญ. แม้แต่ต้นไม้ ต้นไม้ที่ใครจะต้องพูดว่ามันโง่ที่สุด แต่มันก็อยากดีนะต้นไม้ มันอยากดีอยากอยู่ อยากเจริญ อยากรุ่งเรือง, มันไม่ได้อยากตาย มันไม่ได้อยากเลว มันไม่อยากถอยหลัง แม้แต่ต้นไม้มันก็มีสัญชาตญาณที่เป็นปัจจัยแห่งอตัมมยตา , หรือว่าเป็นอตัมมยตาอยู่ในตัวต้นไม้ที่มันอยากดี อยากเจริญ อยากดีเหมือนกับคนอยากดี, แต่มันพูดไม่ได้ แล้วมันแสดงไม่ได้ มันแสดงเร็วๆ ไม่ได้. นี่เรียกว่าเดิมพัน ๆ เดิมพันของอตัมมยตา หรืออตัมมยตาในลักษณะที่เป็นเดิมพัน มีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด . สิ่งใดมีชีวิต สิ่งนั้นต้องอยากดีเสมอ, อยากดี อยากเจริญ อยากไปในทางสูงเสมอ นี่เดิมพัน . ธรรมะหญ้าปากคอก หิริ - โอตตัปปะ. ทีนี้ ถ้าว่าเป็นธรรมะที่เราจะทำให้มีขึ้น ไม่ใช่มีเองโดยสัญชาตญาณ ก็ต้องเป็นตัวธรรมะนะ ฉะนั้นจึงสอน ๆ อบรมกันให้เด็ก ๆ เขามีสิ่งที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดอตัมมยตา คืออยากกำจัดสิ่งเลวร้าย ก็ธรรมะหญ้าปากคอก เปิดนวโกวาทหน้าแรกก็ถึง .. ก็เห็น หิริโอตตัปปะ นั่นแหละ. หิริโอตตัปปะ นี้อย่าทำเล่น เกลียดและกลัวความชั่วนี้ ต้องมีตั้งแต่จุดตั้งต้นและจนจุดสุดท้าย เป็นพระอรหันต์ มีแต่จุดสุดท้ายต่ำที่สุดไปจนถึงเป็นพระ-

น.167 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๔๑ อรหันต์. ต้องมีหิริโอตตัปปะเรื่อยไป, ต่ำมากนี้ก็ละอายว่า แหม ! ไม่ไหว แค่นี้อย่างนี้ก็ดิ้นรนให้สูงขึ้นไป, แล้วสูงขึ้นมาได้ขั้นหนึ่ง, แล้วสูงขึ้นมาได้ขั้นหนึ่ง เอ้า ก็แค่นี้ไม่ไหว,แค่นี้ไม่ไหว ก็ดิ้นรนให้สูงขึ้นไป ก็ละอายว่าอยู่แค่นี้ไม่ไหว เสมอกับคนเหล่านี้ไม่ไหวดีกว่านี้ก็ดิ้นรนขึ้นไป .. หิริและโอตตัปปะมันเป็นเหตุให้เลื่อนชั้น ; เช่นว่า ละกาม ได้แล้วเอ้า มาอยู่ที่รูป ก็เห็นว่ารูปนี้ก็ไม่ไหว ก็ละรูปไปหาอรูป , อรูปสูงสุด ที่ว่าสูงสุดก็ยัง ไม่ไหว ก็ละไปสู่นิโรธนิพพาน . สมมติว่าเป็น พระโสดาบันแล้ว ก็, โอ้ ไม่ไหวแค่นี้ไม่ไหว อยู่แค่นี้ไม่ไหว ดิ้นรนจนเป็นพระสกิทาคามี , เป็นสกิทาคามีแล้วไม่ไหวแค่นี้ไม่ไหว เหมือนกับธรรมดานัก ก็ ดิ้นรนจนเป็นอนาคามี อนาคามีแล้วก็ ดิ้นรนจนเป็นพระอรหันต์ เกลียดกลัวความทุกข์ทุกระดับ มันก็เลื่อนขั้น เลื่อนไปจนเป็นพระอรหันต์ จนหมดความทุกข์นั้น จึงจะหยุด. หิริโอตตัปปะ จะไปหยุดเมื่อเป็นพระอรหันต์, อย่าสอนกันเล็ก ๆ ง่าย ๆ โง่ ๆ ต่ำ ๆ ว่า ที่อยู่ที่ตรงนี้ ละกันอยู่ที่ตรงนี้, ที่เป็นจุดตั้งต้นที่ตรงนี้ แล้วก็เลื่อนชั้นเลื่อนชั้น เลื่อนชั้น เป็นหิริโอตตัปปะที่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป เป็นอนาคามีแล้วก็ยังละอาย,ว่า โอ้ ไม่ไหว แค่นี้ไม่ไหวต้องเลื่อนอีก นี่เรียกว่า หิริโอตตัปปะเป็นเครื่องให้เลื่อนชั้นบังคับให้เลื่อนชั้น, เรียกว่าความเกลียดหรือกลัวความชั่วเท่าที่เหลืออยู่. ทีแรกเกลียดกลัวความชั่วที่มีอยู่ เกลียดกลัว ละออกไปได้ แล้วยังเหลืออยู่ก็เกลียดกลัวส่วนที่เหลืออยู่ ก็ละออกไปได้, จากเกลียดกลัว ส่วนที่เหลืออยู่ก็ละออกไปอย่างนี้จนมันหมด. ฉะนั้น หิริโอตตัปปะ ต้องใช้จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ นี่เป็นปัจจัยทำให้มีเป็นอตัมมยตาได้โดยง่าย.

น.168 ธรรมะหมวดพละ ๕. ธรรมะที่พระพุทธเจ้า ตรัสสอนไว้ทั้งหลายเป็นปัจจัยทั้งนั้น โดย เฉพาะที่เรียกว่า อินทรีย์ ๕, พละ ๕ ไปศึกษาเอาเองเถอะ. เราเอามาทำเสา ๕ ต้นอยู่ ที่นี่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมะสำคัญ ทั้งในฐานะที่เป็นกำลังและ เป็นหัวหน้า : ศรัทธา เชื่อถูกต้อง เชื่อทีหลังปัญญานั้นถูกต้อง เชื่อก่อนปัญญา งมงาย เชื่อก่อนมีปัญญามันงมงาย เชื่อทีหลังมีปัญญามันถูกต้อง, วิริยะ - ความ พากเพียรที่ถูกต้อง, สติ สำคัญที่สุด ระลึกควบคุมความถูกต้องไว้ได้ตลอดเวลา, สมาธิกำลังใจที่มั่นคงเต็มที่, ปัญญาก็ความรอบรู้ รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้, ไม่ต้องรู้ให้ เพื่อให้เกิน รู้เท่าที่ควรจะรู้ สิ่งที่ควรจะรู้รู้หมด เรียกว่าปัญญา สมาธิกับปัญญานี้เป็นเกลอกัน, สมาธิกับปัญญาต้องใช้ด้วยกัน เหมือน กับว่าเป็นเกลอกัน. ปัญญาเป็นความคม, สมาธิเป็นน้ำหนัก นี่ช่วยจำไว้ให้ดี มืดนั้นจะคมเป็นมีดโกน แต่ถ้ามันไม่มีน้ำหนักที่จะกดลงไป มันตัดไม่ได้ดอก, มีแต่ น้ำหนักมันทื่อมันไม่มีคมเลย มันก็ตัดไม่ขาดดอก. ขอให้คิดดูให้ดี ว่าปัญญาเป็นความ คม แต่ต้องอาศัยน้ำหนัก ความคมจึงจะตัดอะไรได้, จึงมีกำลังจิต มีกำลังปัญญา เป็นคู่แฝดกัน ในการตัดปัญหา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อุตส่าห์ฝึกฝนไว้ให้มาก จะเป็นปัจจัย แก่อตัมมยตา, อตัมมยตาจะมีได้ง่าย และมีกำลังมาก สำหรับทำหน้าที่ มีการเจริญ อตัมมยตา มือตัมมยตาสมาธิ มุ่งอยู่แต่อตัมมยตา, มุ่งจ้องอยู่แต่อตัมมยตาเป็นอารมณ์ เรียกว่าอตัมมยตาสมาธิ, มุ่งแต่ที่จะเลื่อนชั้น มุ่งแต่จะกำจัดที่มันควรจะกำจัดออกไป ดำรงตนไว้ในลักษณะที่ผีร้ายปรุงแต่งไม่ได้ ผีร้ายครอบงำไม่ได้ ผีร้ายสิ่งไม่ได้.

น.169 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูป แบบ ๑๔๓ ถ้าผีร้ายสิงได้ อย่างน้อยก็ไปทำอบายมุข : ไปดื่มน้ำเมา, ไปเที่ยว กลางคืน, ไปดูการเล่น, ไปเล่นการพนัน, ไปคบคนชั่วเป็นมิตร, เกียจคร้าน การทำงาน. ผีร้ายตัวต่ำ ๆ ยังทำได้ถึงอย่างนี้, ผีร้ายชั้นลึกละเอียดให้พัวพันอยู่นี่พัวพันอยู่ในกองทุกข์นี่, บ้าดีหลงดีก็ยังได้, เมาดีจมดีก็ยังได้ มันไม่ใช้ความดีให้เป็นประโยชน์ เอามาบ้าเสีย แทนที่จะใช้ความดีให้เป็นประโยชน์ เอามาบ้าเสียเอาดีจนบ้าเลย, มาหลงเสียนี่เรียกว่าผีร้ายด้วยเหมือนกัน อย่าให้มีอาการอย่างนี้เลย ในทุกกรณีไม่ให้ผีร้าย คือกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิอะไรก็ตามปรุงแต่งได้ จะทำอะไรสักนิดหนึ่งก็อย่าให้ผีร้ายเหล่านี้เข้ามาปรุงแต่งได้ในทุกกรณี อตัมมยตาจำเป็นแก่ชีวิตทุกรูปแบบ . ทีนี้ก็จะมาพูดถึงคำว่า ทุกกรณีหรือทุกรูปแบบ . ขอให้ฟังอีกตอนหนึ่งคำว่าทุกกรณีหรือทุกรูปแบบในชีวิตประจำวันมันคืออะไร ? อยากจะพูดว่า อาศัยหลักวรรณะ วรรณะมาเป็นหลักจะง่ายที่สุด, ที่เรียกว่าวรรณะ วรรณะ ถือชั้นวรรณะ. คำว่า วรรณะ ๆ นั่นแหละต้องเอามา ศึกษาให้ดี วรรณะมิได้มีไว้สำหรับถือ, ไม่ได้มีไว้สำหรับถือชั้นวรรณะ แต่มีไว้ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวรรณะ ให้ถูกต้องแก่วรรณะนั้น จึงสำคัญต้องรู้วรรณะ. วรรณะ แปลว่า ศรี ตัวหนังสือแปลว่าศรี แต่ตัวจริงมันไม่ใช่ศรี เป็น ระบบกิจกรรมที่กระทำ ก็เล ย แบ่งวรรณะเป็นวรรณะ ๔ , เข้าใจว่าทุกคนก็ได้ยินได้ฟังมาแล้ว. ส่วนมาก วรรณะ ๔ : กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร , อินเดียโบราณเขาแบ่งไว้อย่างนี้ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร.

น.170 วรรณะกษัตริย์คือผู้ที่ปกครอง มีอำนาจทางการปกครอง เป็นเจ้าของแผ่นดิน, แล้ว พราหมณ์คือผู้สั่งสอน , แล้วก็ แพศย์หรือเวส เวสสะหรือแพศยะผู้ทำกิจ นักธุรกิจ แพศย์ หรือเวสส์. แล้วศุทร ศูทรนี่กรรมกร ชนกรรมาชีพ ขายแรงงานกิน. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศุทร มีอยู่ ๔ วรรณะที่เขาแบ่งไว้, แล้วมันก็ เกิดการถือวรรณะ ว่ากูเกิดมาจากพ่อแม่อะไรกูเป็นอย่างนั้น • แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สมอย่างนั้น, แต่ ถือเนื้อถือตัว เกลียดชังวรรณะอื่น การถือวรรณะอย่างนี้อันตรายให้โทษ, แล้วเขาก็เลิกกันไปเสีย. แต่แล้วมันมีวรรณะที่เลิกไม่ได้. วรรณะที่เลิกไม่ได้ยังมี นั่นมันวรรณะที่เลิกได้และควรเลิก, แล้วก็เลิกกันไปแล้วด้วย, แต่ วรรณะที่เลกไม่ได้ เลิกไม่ได้ ไม่มีใครเลิกได้ ถือวรรณะตามหน้าที่การงาน. วรรณะโดยกำเนิดนั้นเลิกได้ แต่วรรณะโดยหน้าที่การงานเลิกไม่ได้, ไม่มีใครเลิกได้ แล้วยังต้องมี, แล้ว ยังต้องถือปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยหน้าที่การงาน แยกออกเป็น ๒ วรรณะ, วรรณะโดยกำเนิดบ้า ๆ บอ ๆ นี่เลิกได้, วรรณะโดยหน้าที่การงานนี้มันเลิกไม่ได้; ถ้าทำหน้าที่อะไร มันก็เป็นวรรณะนั้นแหละ วรรณะนั้นแหละ แล้วก็ใครจะไปเลิกมันได้เล่า, เพราะคนมันมีหน้าที่การงานทำอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ใครทำหน้าที่การงานอะไร มันก็อยู่ในวรรณะนั้น เป็นวรรณะ ๔. ทั้ง ๔ วรรณะชนิดที่เลิกไม่ได้ ชนิดที่เลิกไม่ได้ แยกออกเป็น ๒ วรรณะ. วรรณะโดยกำเนิด บ้า ๆ บอ ๆ.นี่มัน เลิกได้ , วรรณะโดยหน้าที่การงานมันเลิกไม่ได้ . ถ้าทำหน้าที่อะไรมันก็เป็นวรรณะนั้นแหละ วรรณะนั้นแหละ, แล้วก็ใครจะไปเลิกมันได้ล่ะ เพราะคนมันมีหน้าที่การงานทำอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งนั้น, เมื่อ ทำหน้าที่การงานอะไร มันก็อยู่ในวรรณะนั้น. เอาเป็นวรรณะ ๔ ทั้ง ๔ วรรณะชนิดที่เลิกไม่ได้ เลิกไม่ได้ .

น.171 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๔๕ วรรณะที่ ๑. วรรณะกษัตริย์ วรรณะผู้ปกครอง มันสืบมาแต่กษัตริย์ ทีแรกที่มีอำนาจปกครอง, แล้วพวกกษัตริย์ทั้งหลายก็อยู่ในวรรณะนั้น, แล้วผู้ที่ทำการงานเนื่องด้วยวรรณะกษัตริย์ ก็พลอยเป็นวรรณะกษัตริย์ไปหมด, หรือใครก็ตามที่ทำหน้าที่ปกครองให้สงบเรียบร้อย บ้านเมืองสงบเรียบร้อยสงเคราะห์ในวรรณะนี้ หมดวรรณะกษัตริย์หมด. ฉะนั้น อย่างทหาร อย่างตำรวจ อย่างผู้พิพากษาตุลาการอะไรก็ตามเหล่านี้วรรณะที่ทำการปกครอง ก็ให้เรียกว่า เป็นวรรณะผู้ปกครอง , ขยายต่ำลงมาจนเป็นถึงผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หัวหน้าการงานอย่างนี้ เขาทำหน้าที่อย่างนี้ แล้ว เขาก็เป็นวรรณะปกครอง วรรณะปกครอง อยู่เหนือก็แล้วกัน. ผู้ที่มีหน้าที่อยู่เหนือผู้อื่น ทำการงานอยู่เหนือผู้อื่นก็เรียกว่าวรรณะปกครอง. วรรณะที่ ๒ นี่ วรรณะสำหรับสั่งสอน ๆ ครูบาอาจารย์ วรรณะที่ ๒ บรรพชิตทั่วไป นี้ก็เป็นวรรณะนี้ วรรณะพราหมณ์นี้ บรรพชิตก็เป็นวรรณะหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอง วณฺณเววณฺณตา เรามีวรรณะต่างไปแล้ว คือวรรณะต่างจากคฤหัสถ์แล้ว, เววณฺณ - มีวรรณะต่าง, การเป็น ภิกษุก็เป็นวรรณะหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน ก็อยู่ในวรรณะผู้สั่งสอน. นี้ ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายก็อยู่ในวรรณะนี้ เป็นบรรพชิตก็ได้ เป็นฆราวาสก็ได้ จึงมีคำพูดรวมกันว่า สมณะและพราหมณ์, พราหมณ์คือครูฆราวาส, สมณะคือครูนักบวช , จะเป็นฆราวาสหรือเป็นนักบวชถ้าเป็นผู้สั่งสอนแล้ว ก็เรียกว่าวรรณะผู้สั่งสอน, วรรณะผู้สั่งสอน หรือวรรณะพราหมณ์ก็ตามเถอะ แต่ว่าวรรณะผู้สั่งสอนเป็นใจความที่ถูกต้อง. แล้วทีนี้ก็ วรรณะธุรกิจ วรรณะธุรกิจ ดำเนินธุรกิจ เป็นเกษตรกรทำนา,เป็นกสิกรทำสวน, เป็นสัตวบาลเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์เอาประโยชน์เอากำไร, พาณิชย์กรทำการค้าขาย กระทั่งสูงจนเป็นอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรม ก็วรรณะนี้ทั้งนั้น .วรรณะหน้าที่การงาน วรรณะธุรกิจ เป็นพวกช่าง เป็นพวกศิลปิน เป็นพวกอะไร

น.172 ก็ตาม ที่เขามีหน้าที่ธุรกิจอย่างหนึ่ง ๆ อย่างสูงสุดก็เป็นวรรณะธุรกิจ, นี้ก็พวกหนึ่ง เลิก ไม่ได้, เมื่อเขาทำหน้าที่อย่างนี้ เขาก็อยู่ในวรรณะนี้ ใครไปเลิกมันได้. แล้ว วรรณะต่ำสุด วรรณะชนกรรมาชีพ, ชนกรรมาชีพ ขายแรงงาน ใช้แรงงานหาเลี้ยงชีวิต, พวกกรรมกรทั้งหลาย, กรรมกรอิสระ หรือกรรมกรจ้างประจำ กินเงินเดือน, กระทั่งว่าคนขอทาน เป่าปี่สีซอขอทาน มันก็วรรณะนี้. วรรณะกรรมาชีพ วรรณะหาเลี้ยงชีวิตด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน วรรณะที่ ๔. ทั้ง ๔ วรรณะนี่ใครเลิกได้, ใครเลิกได้, คนไหนจะเลิกได้. คุณไปทำ หน้าที่อย่างไรเข้าก็เป็นวรรณะนั้นทันที, เป็นเองไม่มีใครจัดดอก ไม่มีใครแต่งตั้งดอก. ถ้าเราทำนาเป็นวรรณะธุรกิจนะ วรรณะเวสส์หรือแพศยะ, ถ้าเราหากินด้วย หยาดเหงื่อ ก็เป็นวรรณะกรรมาชีพ, เพียงทำงานอะไรเข้าสักหน่อยพอให้ได้กินไปวันวัน หนึ่งก็อยู่ในวรรณะนี้, แล้วบางทีคน คนเดียวทำหลาย ๆ วรรณะก็ได้, คนเดียวทำได้ หลายวรรณะก็ได้, ทำทั้งปกครอง ทำทั้งสั่งสอนก็ได้, ทำหน้าที่ปกครองด้วย และ พร้อมกันนั้นทำหน้าที่สั่งสอนไปด้วยก็ได้ ในประวัติศาสตร์ที่ได้อ่าน พ่อขุนรามคำแหงเป็นเจ้าแผ่นดิน แต่พอถึง วันพระ ๘ ค่ำ ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เรียกว่าดงตาลมีแท่นหิน แท่น หินอยู่ใต้ดงตาล สำหรับพ่อขุนรามคำแหงนั่งเทศน์ สอนประชาชนวันพระ. เมื่ออาตมา ไปเที่ยวที่สุโขทัย อุตส่าห์ไปดูดงตาล ขอโอกาสพาไปดูดงตาล มีอยู่ไม่กี่ต้น, แล้วแท่น หินนั้นเขาก็เอามาไว้เสียที่พิพิธภัณฑ์แล้ว, นี่ เป็นวรรณะปกครองแต่ว่าสั่งสอนด้วย ก็ยังได้.

น.173 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูป แบบ ๑๔๗ นี่โดยหน้าที่การงาน ทำหน้าที่การงานอะไรมันก็เป็นวรรณะนั้น ใครไปเลิก มันได้เล่า ; เพราะทุกคนต้องทำหน้าที่การงาน, ไปทำนาก็เป็นชาวนาไปค้าขายก็เป็น ค้าขาย, ไปทำราชการก็เป็นข้าราชการ, ไปขอทานก็เป็นขอทาน เลิกไม่ได้นี่ทุกวรรณะ ทุกวรรณะ นี่ ครบทุกรูปแบบ มีหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น, มีกิจธุระในชีวิต ประจำวันด้วยกันทั้งนั้นแหละ, แล้วใน กิจธุระประจำวันต้องใช้อตัมมยตา. ขอให้มือตัมมยตา มือตัมมยตา ; ถ้ามิฉะนั้นจะทำหน้าที่การงานทุจริตบ้าง ไม่สนุกบ้าง เอาเปรียบบ้าง คดโกงบ้าง ถ้าไม่มือตัมมยตาเข้าไปควบคุม, จะเป็น วรรณะไหนก็ตามใจ ถ้าไม่มีอตัมมยตาแล้วก็ จะเห็นแก่ตัว จะอคติยุ่งไปหมด. อย่าง วรรณะผู้ปกครองอย่างนี้ ถ้าเขามีอตัมมยตา ไม่ให้ผีร้ายปรุงแต่งจิต ก็ทำหน้าที่ปกครอง ควบคุมที่ดี. ผู้บังคับบัญชาที่ดีมือตัมมยตา เขาก็ใช้พระเดชด้วยเมตตา ใช้พระ- คุณด้วยปัญญา, ฟังดูให้ดีนะ แม้แต่พ่อแม่ที่จะทำแก่ลูกก็เถอะ ก็ใช้หลักเกณฑ์นี้ได้ ถ้าจะใช้พระเดชใช้อำนาจ ให้ใช้ด้วยเมตตา, ถ้าจะใช้พระคุณ ยกย่องสรรเสริญ ให้ประโยชน์ให้อะไร ก็ให้ใช้ด้วยปัญญา ; มิฉะนั้นมันจะเกิน มันจะโง่เกิน. จำให้ดี เถอะ เพราะว่าอย่างน้อยก็ต้องมีใครอยู่ใต้บังคับบัญชาสักคนหนึ่ง. จงใช้พระเดชด้วย เมตตา เมื่อจะใช้พระเดชใช้อำนาจอะไร ก็ให้ใช้ด้วยเมตตา, เมื่อจะใช้ความร้ายให้ใช้ ด้วยเมตตา, จะใช้พระคุณใช้ความดีใช้ด้วยปัญญา. ระวังให้มันถูกต้อง ระวังให้ มันถูกต้อง มิฉะนั้นจะ ใช้พระคุณไม่ถูกต้องแล้วก็ผิดหมด. ถ้ามีหน้าที่จะใช้พระเดชพระคุณกับลูกจ้างก็ดี คนใต้บังคับบัญชาก็ดี ให้ใช้พระเดชด้วยเมตตา, เอาความรักมาเป็นเครื่องควบคุมการใช้พระเดช, จะให้รางวัล

น.174 ให้คุณยกย่องอะไรก็ให้ใช้ด้วยปัญญา ให้พอดี ให้ถูกต้อง อย่าให้มันผิด. ใช้พระเดช ด้วยเมตตา ใช้พระคุณด้วยปัญญา, มีพรหมวิหาร มีพรหมวิหาร จะมีได้ด้วยอตัม มยตา, มิฉะนั้นมันก็จะลำเอียง มันจะไม่เป็นพรหมวิหาร มันจะเอารัดเอาประโยชน์มันจะช่วยเอามาเป็นพวกทำชั่วด้วยกัน อย่างนี้มันไม่ถูกดอก มันจะต้องด้วยเมตตาบริสุทธิ์ ด้วยกรุณาบริสุทธิ์. ทุก ๆ วรรณะ จะต้องรู้ว่ามันเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แม้เราจะเป็นวรรณะผู้ปกครอง เราก็ต้องไม่ลืมว่าทุกคนอยู่ใต้ปกครองเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ถ้าเราจะสั่งสอนเป็นวรรณะสั่งสอน เราก็ต้องถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, อย่าไปดูถูกว่ากูเป็นครูเป็นอาจารย์, จะต้องยึดว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไว้เสมอ. แม้จะเป็น วรรณะธุรกิจ ทำการงานอะไรที่มันจะเกี่ยวข้องกันแล้วก็ขอนึกถึงเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ถือหลักอย่างนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะผิดพลาด. มีเศรษฐีอะไรที่เพิ่งตายไป ที่เขามีพระคุณต้องตอบแทน, ความอาฆาตเลวร้ายไม่ต้อง, ถ้าเป็นฝ่ายพระคุณต้องตอบแทน, ถ้าฝ่ายชั่วฝ่ายร้ายไม่ต้องตอบแทนไม่ต้องตอบแทนนี่มันจะเจริญ ๆ. เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, เราจะอยู่วรรณะไหนก็ให้ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แม้เป็นครูบาอาจารย์ก็ให้ถือว่าลูกศิษย์เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. จะเป็นนักธุรกิจมีการค้าร่ำรวยเป็นเศรษฐี ก็ให้เห็นว่าทุกคนนั้นเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย. เราทำเพื่อให้เขาได้รับความสะดวกสบาย, แม้เราจะเป็นลูกจ้างก็ขอให้เป็นอย่างรู้สึกว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันทั้งสองฝ่าย, นายจ้างก็ถืออย่างนั้น, ลูกจ้างก็ถืออย่างนั้น. แม้เราเห็นคนขอทานนั่งขอทานอยู่ ก็ให้นึกถึงเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายไว้ก่อนเถอะ, จะให้ทานหรือไม่ให้ทานก็ตามใจเถอะ มีให้ก็ให้ ไม่ให้ก็ได้ แต่ขอให้นึกว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายไว้ก่อนเถอะเป็นการดี. นี่ถ้า มีอตัมมยตา ก็จะทำได้จะเห็นทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย.

น.175 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๔๙ สรุปความว่า จะอยู่ในวรรณะไหน มีหน้าที่การงานอย่างไร ก็ต้องใช้ คุณธรรมที่เรียกว่าอตัมมยตา คอยบังคับจิตควบคุมจิต อย่าให้สิ่งเลวร้ายปรุงแต่งจิต,แล้วคิดพูด กระทำไปตามความเลวร้ายนั้นแก่เพื่อนมนุษย์, อย่าให้จิตของเราเสียเลย. พูดง่าย ๆ ว่า อย่าให้จิตของเราเสียด้วยผีร้ายทั้งหลาย, แล้วเราก็ทำอะไรไปแก่เพื่อนมนุษย์ได้ นั้นด้วยอำนาจอตัมมยตาควบคุมไว้ได้. เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า อตัมมยตาจำเป็น จำเป็นแก่ทุกคน แก่คนทุกชนิด, แก่หน้าที่การงานทุกชนิด, แก่การงานในหน้าที่ประจำวันทุกชนิด ขอให้ควบคุมไว้ด้วยอตัมมยตา, มีหลักว่า จะต้องดีขึ้นไปกว่าเสมอ ไม่ให้จมอยู่ที่ชั่วที่ร้าย, แล้วก็ไม่ให้ถูกปรุงแต่งด้วยความคิดอันชั่วร้าย. จิตนั้นไม่ถูกปรุงแต่งด้วยความคิดอันชั่วร้ายและในทุกกรณี, ในทุกกรณี ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไร มันจะถูกหมด มันจะเป็นธรรมะหมด, มิฉะนั้นมันก็จะเป็นนอกธรรมะ เป็นสีลัพพัตตปรามาส เป็นสีลัพพัตตปาทานเป็นอะไรไปซึ่งมิใช่ธรรมะ. อตัมมยตาทำให้ปฏิบัติ ทาน - ศีล - ภาวนา เพื่อลดตัวกู - ของกู. เหมือนกับที่เตือนอยู่บ่อย ๆ เสมอว่า จะให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ภาวนา ก็ขอให้เป็นไปเพื่อลดตัวกู ลดตัวกู กำจัดตัวกู-ของกู อย่าให้มันเพิ่ม, อย่าให้มันเพิ่มตัวกูของกู มันจะเลวกว่าเก่า, ถ้ามือตัมมยตาอยู่ มันไม่ยอมให้เลวกว่าเก่า, มันจะรักษาไว้ให้ดีกว่าเก่าขึ้นไปเรื่อย. ถ้า ให้ทาน ก็ให้ลดตัวกู อย่าให้เพิ่มตัวกู ของที่มีอยู่ที่รักใคร่หวงแหน เมื่อให้ออกไปมันก็ลดของกู ; แต่ถ้า ให้ทานเอากำไรตอบแทนแล้วมันก็เพิ่มตัวกู,

น.176 ๑๕๐ อตมมยตา ตักบาตรช้อนเดียวได้วิมานหลังหนึ่ง คิดดูใครค้าขายที่ไหนได้กำไรเท่านี้บ้าง, ตักบาตร ช้อนเดียวได้วิมานหลังหนึ่ง ใครค้าขายอย่างไรได้กำไรเท่านี้บ้างมันไม่มี, นั่นมันเพิ่มตัวกู หรือลดตัวกู คิดดูให้ดี, ตักบาตรช้อนเดียวได้วิมานหลังหนึ่งนี่มันเพิ่มตัวกูหรือมันลด ตัวกู ? ฉะนั้นขอให้ท่าน ให้ทาน ให้ทาน ให้ออกไปลดตัวกู อย่าให้เพิ่มตัวกูมันจะ ยกหูชูหาง ขึ้นมา. ถ้าว่าจะ รักษาศีล ก็ต้องลดตัวกู ต้องกำจัดตัวกู ต้องปราบปรามตัวกู, ข่มขี่ตัวกูไม่ให้เงยขึ้นมา. เดี๋ยวนี้รักษาศีลเพื่อให้สวย เพื่อให้รวย, เพื่อให้เกิดในสวรรค์ มันลดตัวกูหรือเพิ่มตัวกู? บางคนจะรักษาศีลเพื่อให้ถูก ๓ ตัวก็มี มันก็เป็นไปกันใหญ่, มันไม่ได้ลดตัวกู, ใช้ไม่ได้, แล้วมันต้องดีกว่าเก่าเสมอจึงจะเป็นอตัมมยตา. จะเจริญสมาธิภาวนา ในส่วนสมถะก็ดี ในส่วนวิปัสสนาก็ดี ต้องลดตัวกู, ต้องกำจัดตัวกู. อย่าเจริญสมาธิภาวนา เพื่อตัวกูเก่งกว่าใคร เพื่อกูจะเหาะได้ กูจะ มีฤทธิ์มีเดชเอาเปรียบคนอื่นได้, ถ้าอย่างนี้มันไม่ถูกแล้ว มันเลวลงแล้ว โดยหลักอตัมมยตา มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันไม่ให้ทำดอก. เจริญภาวนาก็เพื่อกำจัดตัวกู โดยตรง แหละ, สมาธิก็ควบคุมตัวกู ไม่ให้หือ, วิปัสสนาก็ตัดรากถอนรากของตัวกู, ถ้าอย่างนี้ มันถูกต้อง. ทาน ก็ดี ศีล ก็ดี ภาวนา ก็ดี มัน เป็นไปเพื่อกำจัดตัวกูไม่เพิ่มตัวกู, นี่เรียกว่าปฏิบัติธรรมะก็ยังเป็นอย่างนี้, ปฏิบัติเรื่องโลกก็ต้องเป็นอย่างนี้, อย่าเห็นว่าตัวกู ได้กำไรได้เงินมาก ๆ แล้วมันถูกต้อง, มันจะกัดเอาทีหลัง, ตัวกูอย่างนั้นมันจะย้อนเข้ามา กัดเอาทีหลัง จะร้ายกว่าเดิม. มันต้องมีความถูกต้องแล้วมันไม่กัดดอก, ถ้าเราทำ ถูกต้องแล้วมันไม่ย้อนกลับมากัดเอา.

น.177 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๕๑ นี่เรา จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตามใจเถิด มันต้องรักษาเคร่งครัด จะมี อตัมมยตาควบคุมไว้ ไม่ให้มันผิดพลาดออกไปได้, ไม่ให้มันซ้ำที่หรือไม่ให้มันอยู่ กับที่ ให้มันเลื่อนชั้นเสมอไป. อตัมมยตาไม่ยอมให้อยู่กับที่ มันผลักไสดันไปในทางสูง เรื่อยไป, ทำเอาพระสิทธัตถะออกบวช คิดดูเถอะ เพราะอตัมมยตา แล้วก็เลื่อนชั้น ไปเรื่อย ๆ จนเป็นพระอรหันต์. อตัมมยตาควบคุมชีวิตประจำวันให้เป็นไปอย่างถูกต้อง. นี่ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะบอกว่า ทุกคนทุกอาชีพ ทุกวรรณะ ทุกเพศ ทุกวัย ขอให้ใช้อตัมมยตาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต, ลูกเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยจะมีก็ต้อง สอนเขา, หรือถ้าปล่อยไปตามสัญชาตญาณมันก็มีของมันตามนั้นแหละ ส่งเสริมให้ดีๆ แวดล้อมให้ดี ๆ. อย่าไปส่งเสริมสอนผิด ๆ ให้มันมีตัวกู-ของกู เสีย อย่างที่เล่า ให้ฟังวันก่อนนั้นว่า พอลูกเด็ก ๆ มันเดินหัวชนเสาเจ็บนั่งร้องอยู่ แม่ก็ไปช่วยตีเสากันใหญ่ อย่างนี้สอนผิด มันสอนให้ลูกมีตัวกู, เด็กเดินไปชนเก้าอี้เดินชนเสา แม่ไปช่วยตีให้ ก็สอนให้มันยึดถือตัวกูทั้งในมันเองและในเก้าอี้ในเสา อย่างนั้นมันผิด, มันต้องพูดให้ เข้าใจให้ดี ว่าอย่างนั้นอย่างนี้, อย่าไปช่วยตีอย่างนั้นเลย เลิกกันเสียทีเถอะ, ถ้าใครคน แก่ ๆ คนไหนยังปฏิบัติอย่างนั้นอยู่ ช่วยเลิกเสียทีเถอะ มันจะเป็นการสอนตัวกูให้เด็กมาก เกินไป พูดให้เข้าใจดี เพราะมึงดูไม่ดี มึงไม่ดูให้ดี ไปโดนมัน มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ; มันก็ต้องเจ็บอย่างนี้แหละ, นี่อย่างนี้ยังดีกว่าที่จะช่วยตีเก้าอี้ ช่วยตีเสา. นี่สอนให้ถูก ๆ ไปเสียตั้งแต่ทีแรก อย่าให้ไปหลงใหลในของสวยงามเอร็ด- อร่อยสนุกสนาน. บอกว่า นั้นมันทำให้โง่ ให้ลูกเด็ก ๆ มันรู้ อย่าให้มันทะเยอ ทะยานนัก. พาลูกไปที่ร้านขายของเล่นแพง ๆ ของกินอร่อย ๆ ให้ชิมให้กินแล้วบอกว่า

น.178 โอ้นี้มันทำให้เราโง่ทั้งนั้นแหละ ของนี้เขามีไว้ให้เราโง่ แล้วเขายังเอาสตางค์เรา ด้วย, ให้ลูกมันรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ มันก็จะดีขึ้น ๆ มันจะรู้จักควบคุมชีวิตนี้ให้เดินไปใน ทางที่ถูกต้องมากขึ้น. ขอพูดเป็นคำกลางเด็ดขาดว่า ชีวิตวรรณะไหนก็ตาม, จะอยู่ใน วรรณะไหนก็ตาม จะอยู่ในวัยไหน วัยเด็ก วัยกลางคน ผู้แก่ผู้เฒ่าก็ตาม ระดับไหนก็ตาม, สูงต่ำระดับไหนก็ตาม ชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ ต้องให้ควบคุมอยู่ด้วยอตัมมยตา คือ ไม่ให้ความเลวร้ายเข้าไปปรุงแต่งจิตแล้วทำหน้าที่การงานในหน้าที่นั้น ๆ ทุกคนมี หน้าที่การงาน เมื่อจะทำหน้าที่การงานนั้น ๆ อย่าให้สิ่งเลวร้ายเข้าไปปรุงแต่งจิต แล้วกระทำหน้าที่นั้น ๆ, นี่เรียกว่า อาการแห่งอตัมมยตา ไม่ให้ชีวิตถูกสร้างขึ้นมา ด้วยสิ่งเลวร้าย ด้วยกิเลส ด้วยอวิชชา ด้วยผีร้ายนา ๆ ชนิด, เดี๋ยวนี้มีความคิดผิด ความ ชั่วร้ายมันปรุงแต่งจิต แล้วเด็ก ๆ มันก็ไป กินเหล้า มันก็ไป ดื่ มน้ำเมา, เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน เพราะผีร้ายเข้าไปปรุงแต่งจิต ; ถ้ามีอตัมมยตามันไม่ทำ อย่างนั้น. นี่ช่วยกันสั่งสอนอบรมชี้แจง ให้เข้าใจว่า อย่าให้ผีร้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง ปรุงแต่งจิต ให้คิด ให้พูด ให้ทำ มีแต่ให้สติปัญญาความรู้ที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิปรุงแต่ง จิต แล้วก็ไปคิด ไปพูด ไปทำ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือนทั้งปี จะมีแต่ความถูกต้อง, ถูกต้อง พอใจ ๆ จนในที่สุด ยกมือไหว้ตัวเองได้. คำนี้กลัวจะลืม ขอมาพูดบ่อย ๆ, ยกมือไหว้ตัวเองได้ นี่ขอพูดบ่อย ๆ ลืมกันเสียหมด ต้องทำให้ถูกต้องจนยกมือไหว้ตัวเองได้นั่นแหละ เมื่อนั้นเป็นสวรรค์ ทันที เมื่อใดทำอะไรชนิดที่ยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้นเป็นสวรรค์ที่แท้จริง ทันทีที่นั่น, เมื่อใดเกลียดชังตัวเอง เกลียดน้ำหน้าตัวเอง เมื่อนั้นเป็นนรกแท้จริงที่ นั่นทันที เหมือนกันอย่าให้มีเลย, อย่าให้มีสิ่งที่รู้สึกเกลียดตัวเอง, ให้มีแต่สิ่งที่รู้สึกพอใจ

น.179 กับชีวิตประจำวันของผู้พัฒนาทุกรูปแบบ ๑๕๓ ตัวเอง เคารพตัวเองนับถือตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเองได้เสมอไปเถิด, แล้วก็ชีวิตนี้ก็จะ เป็นชีวิตที่ถูกต้อง เป็นอริยชน เดินไปหาจุดปลายทางคือพระนิพพาน เป็นพระอรหันต์. ชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ ทุกหน้าที่การงาน ให้ถูกควบคุมอยู่ด้วย อตัมมยตา ไม่หยุดอยู่ที่ตรงนั้น, แล้วไม่ให้สิ่งเลวร้ายเข้ามาปรุงแต่งจิตให้ทำการทำงาน. อตัมมยตา แปลว่า ไม่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยสิ่งผิด, ไม่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย สังขารอะไรที่ผิด ๆ, ไม่สำเร็จขึ้นมาแต่เหตุปัจจัยที่ผิด ๆ สังขารที่ผิด ๆ ที่เป็นไปเพื่อ ทุกข์, นั่นคำว่าอตัมมยตา. เดี๋ยวนี้เหตุปัจจัยผิด ๆ ความคิดผิด ๆ กิเลสมันเข้าไปปรุงแต่ง จิตเสียเรื่อย แล้วก็ทำไปตามนั้น มันก็ไม่มีอตัมมยตา. เอาละ, ขอให้แน่ใจตกลงใจถือเป็นหลักว่า เราจะมีชีวิตประจำวัน ภาย ใต้ความควบคุมของสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา, ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยความ คิดเลวร้าย ด้วยกิเลสด้วยปัจจัยอะไรที่เลวร้าย ก็มีความถูกต้องอยู่เสมอ, มันก็ได้รับผลเป็น ความงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา, แล้วเป็นพ่อแม่ ที่ดี เป็นลูกที่ดี เป็นบุตรที่ดี เป็นหลานที่ดี เป็นนายจ้างที่ดี เป็นลูกจ้างที่ดี เป็นชาวนาที่ดีชาวสวนที่ดี พ่อค้าที่ดี ข้าราชการที่ดี, แม้กระทั่งว่าจะเป็นขอทานก็ เป็นขอทานที่ดี ไม่เท่าไรก็รอดตัว. นั่นแหละประโยชน์ของอตัมมยตา ในทุก ๆ ชนิด ของการงานในชีวิตประจำวัน. ขอย้ำสั้น ๆ ว่า ให้ชีวิตประจำวันนี้เป็นไปในความ ควบคุมของอตัมมยตาเถิด จะมีแต่การก้าวหน้าที่ถูกต้องไปตามทางแห่งพระพุทธ- ศาสนา. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมพระบาลีคุณสาธยาย มีใจความส่งเสริมกำลังใจ ให้ท่านทั้งหลาย มีกำลัง ในการประพฤติปฏิบัติธรรมะ ให้ก้าวหน้าสืบต่อ ๆ ไป ณ กาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต