น.180 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาเป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายเรื่อง อตัมมยตา อยู่อีกนั่นเอง. บางคนอาจจะรู้สึกเบื่อแล้วก็ได้, แต่ด้วยเหตุที่เรื่องมันยังไม่จบ เรายังจะต้องรู้อะไรอีกบางอย่าง เกี่ยวกับเพชรเม็ดสุดท้าย ที่หาพบ คืออดัมมยตานี้กันต่อไปให้เพียงพอ. เรารู้จักตัวอตัมมยตาแล้ว, แต่เราก็ควรจะ รู้จักประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากอดัมมยตา ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก จนสำเร็จประโยชน์ในการ ที่จะใช้. ในวันนี้จะบรรยายโดยหัวข้อว่า อตัมมยตากับสันติภาพ, ที่แท้ก็พูดเรื่อง สันติภาพ อันจะพึงสร้างขึ้นมาได้ด้วยสิ่ง ที่เรียกว่าอตัมมยตา, อตัมมยตาเกี่ยวข้อง โดยตรงกับสันติภาพ ไม่อาจจะมีสันติภาพโดยปราศจากสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา. ๑๕๔
น.181 กับ สันติภาพ ๑๕๕ สันติภาพเป็นสิ่งที่ปรารถนาของบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ทั้งโดยที่ เจตนาและไม่เจตนา, คือโดยรู้อยู่หรือไม่รู้อยู่ก็ตาม, โดยสัญชาตญาณนั้นมันต้องการ สันติภาพ โดยที่เราก็ไม่รู้สึกตัวกันเท่าไรนัก, แต่ทุกๆ อย่างมันเคลื่อนไหวไปโดยสัญ- ชาตญาณ ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ เพราะธรรมชาติมันสร้างมาอย่างนั้น. สิ่งมีชีวิต ทั้งหลายมีจุดจบที่สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ, ยังไม่ถึงสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ มันก็ยังไม่เป็น จุดจบ โดยธรรมชาติมันก็เป็นอยู่อย่างนี้. ทีนี้เมื่อมนุษย์ไปคิดนึกศึกษา รู้จักสิ่งนี้ดีก็ยิ่ง ต้องการ ก็คือส่งเสริมความมุ่งหมายของธรรมชาติอีกนั่นเอง เดี๋ยวนี้มนุษย์ก็พร่ำหา สันติภาพ, บางคนก็พร่ำหาทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นการทำตาม ๆ กันไปเท่านั้น อย่างนี้ ก็มี แต่คงจะรู้กันขึ้นมาสักวันหนึ่ง. ความเจริญของโลกสวนทางกับสันติภาพ. เดี๋ยวนี้ โลก ได้เจริญ เรียกว่า เจริญ ๆๆ ขึ้นมาทุกที ๆ, เรียกว่า จะถึงจุด สูงสุด ก็ว่าได้ คือเป็นที่ยอมรับกันว่าโลกนี้ขึ้น มาถึงยุคอุตสาหกรรม, ทำอะไรได้ด้วย เครื่องจักรทำได้มากมาย มากมาย ทำได้เร็ว ทำได้อย่างประหยัดแรงงานของมนุษย์. นี่ อุตสาหกรรม เขาดีใจกันนัก ทะเยอทะยานจะเป็นกันด้วยทุกประเทศ, บางประเทศก็ยัง เป็นไม่ได้ เช่นประเทศไทยเรานี้ กำลังเพ้อหาความเป็นประเทศอุตสาหกรรมตามอย่าง ประเทศใหญ่ ๆ ที่เขาเป็นกันได้แล้ว, เป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศเล็ก ๆ ทั้งหลาย, ก็พยายามตามหลังมา ที่จะเป็นเช่นนั้น, เรียกว่า เขามีอุตสาหกรรมเป็นจุดที่มุ่งหมาย ต้องการ โดยถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด มีค่าที่สุด จะแก้ปัญหาทั้งปวงได้, เขาบูชา อุตสาหกรรมยิ่งกว่าบูชาธรรมะ. มนุษย์กำลังบูชาอุตสาหกรรมยิ่งกว่าบูชาธรรมะ ต้องการจะเจริญด้วยอุตสาห- กรรม, อะไร ๆ ก็เป็นอุตสาหกรรม; แล้วก็ทำให้เป็นอุตสาหกรรม หมายความว่า
น.182 มีเครื่องจักรทุ่นแรง ตั้งแต่ว่าจะซักผ้าก็ใช้เครื่องจักร, จะล้างถ้วยล้างจานก็ใช้เครื่องจักร อย่างนี้เป็นต้น, แล้วมันมีผลอะไรเกิดขึ้นมา สันติภาพได้เกิดขึ้นมาเพราะอุตสาหกรรม นั้นหรือเปล่า ? ขอเวลาพิจารณาเรื่อง อุตสาหกรรม กันสักนิด เพราะว่า เป็นเรื่องที่โลก กำลังบูชา, จะบูชายิ่งกว่าศาสนา มีศาสนาไว้แต่พอเป็นพิธี, หัวใจแท้ ๆ นั้นบูชาอุต- สาหกรรม: นี่เป็นข้อยากลำบากที่ ศาสนาจะแทรกแซงเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ ผู้หลงบูชาสิ่งที่เรียกว่าอุตสาหกรรม. อุตสาหกรรมหรือ โลกยุคเจริญสูงสุดด้วยอุต สาหกรรมนี้ มันมีอะไรที่น่าพิจารณากันหลายอย่าง, แล้วในที่สุดก็ จะเป็นจุดตัน, ต้น เดินต่อไปไม่ได้ หรือถึงกับถอยหลัง หรือกลับเป็นบ้าเพราะมันเดินไปไม่ได้อีกต่อไป แล้ว, จุดอุตสาหกรรมมันสูงสุดแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันอีกแล้ว, นี่มันจะเป็นบ้า. ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหกรรม มันก็ ยิ่งมีปัญหา มันไม่ใช่แก้ปัญหา, ยิ่งเจริญ ด้วยอุตสาหกรรม คือเครื่องจักร มันก็ ทำให้คนไม่มีงานทำ, ปัญหาคือทำให้คนส่วนมาก ไม่มีงานทำ เพราะอะไร ๆ เครื่องจักรก็เอาไปทำเสียหมด, แล้วคนก็ว่างงานกันเต็มโลก หรือค่อนโลก นี่ดูให้ดีเถอะว่ามัน จะทำให้มีสันติภาพได้อย่างไร, ในเมื่อทำให้คน ไม่มีงานทำเพิ่มขึ้น ๆ ตามความมากของอุตสาหกรรม. ที่นี้ผลิตอะไรขึ้นมา ผลิตอะไรขึ้นมา เขาเป็นหัวการค้า เขาก็ผลิตสิ่งที่จะขาย ล้วงกระเป๋าของคนอื่น, แล้วต้องผลิตสิ่งยั่วยวน สิ่งยั่วกิเลส ต้องให้ซื้อ, ผลิตสิ่งที่บังคับ ต้องให้ซื้อ จะเอามารกบ้านรกเรือนเต็มไปหมด มันก็ผลิต แล้วก็ผลิตอย่างเครื่องจักร, มันก็มากเกิน มากเกินความต้องการ, ก็ ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เกินจำเป็น เกิน จำเป็น แต่คนในโลกก็ไม่รู้สึกว่าเกิน.
น.183 กับ สันติภาพ ๑๕๗ พวกเราพุทธบริษัท จงพิจารณาดูกันให้ดี เรื่องสิ่งที่เรียกว่าเกิน-เกิน-เกิน, ปัจจัยที่เกิน : จะเป็นข้าวปลา อาหาร จะเป็น เครื่องนุ่งห่ม จะเป็นเครื่องใช้ไม้สอย ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ กระทั่งยารักษาโรค มันกำลังจะเกิน แล้วมันก็เกินไปบ้างแล้ว บางอย่าง แล้วก็ขืนผลิตกันอย่างนี้. ผลิตกันอยู่อย่างนี้ มันก็เกิน ๆ แล้ว ไม่มีใครซื้อ จนไม่มีใครซื้อไหว ในโลกมันซื้อไม่ไหว มันก็เหลืออยู่ ในที่สุดมันก็ต้องเอาไปทิ้งทะเล แหละ ทำไมไม่มองดูอย่างนี้กันบ้าง ว่ามันจะต้องเอาไปทิ้งทะเล ถ้าอุตสาหกรรมมันเจริญ ก้าวหน้าอยู่อย่างนี้ ผลิตขึ้นมาจนเกินมนุษย์, เกินที่มนุษย์จะต้องใช้, มันก็ต้องเอาไป ทิ้งทะเล, แล้วมัน จะมีสันติภาพได้อย่างไร . มันเพิ่มปัญหา มัน เพิ่มปัญหาที่คนว่างงาน, แล้วมันเพิ่มปัญหาที่ว่าเกิน เกินจนไม่รู้ว่าจะมีความสุขกันอย่างไร. ประเทศที่ร่ำรวยด้วยเงินด้วยทองด้วยข้าว ด้วยของ คนจำนวนมากก็ยังเป็นบ้าเป็นโรคประสาทมากกว่าเดิม, สิ่งที่เขาหวังว่าจะเป็น ความสงบสุขเพราะเงิน เพราะความสมบูรณ์ด้วยสิ่งเหลือเฟือเหล่านี้" มันก็ให้ความสุข สงบไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะไปทางไหน. นี่ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดคนจำพวกฮิป ปี้ฮิปป้า อะไรขึ้นมาเยอะแยะไปหมด เพราะไม่ได้รับความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว, จะต้องหาให้ แปลกออกไป, ก็ไม่รู้จะหาที่ไหนก็เลยเป็นคนบ้าเที่ยวหาอยู่อย่างนั้นแหละ ในยุคที่ไม่เจริญด้วยอุตสาหกรรม ยังไม่เจริญด้วยเครื่องจักรหรืออุตสาหกรรม นี้ คนยังพอมีงานทำ, หากพอเครื่องจักรทำเสียหมด คนไม่มีงานทำมากขึ้น คนเหล่านี้ จะเป็นอย่างไร, ก็ต้องเป็นคนที่เดือดร้อนอยู่ด้วยความสับสน ยากจน ลำบาก ยากเข็ญ, มันก็เลยเปลี่ยนแปลงเป็นตรงกันข้าม. เมื่อโลกยังไม่เจริญ ฟังดูให้ดี เมื่อโลกยังไม่เจริญ การตายมีเพราะคนอื่นมาฆ่า, โลกยังไม่เจริญด้วยอุตสาหกรรม ด้วยอะไรสูงสุดด้วยวัตถุ อย่างนี้ ความตายมีเพราะคนอื่นฆ่า. พอโลกเจริญด้วยอุตสาหกรรม ด้วยอะไรสูงสุด ทางวัตถุอย่างนี้ ความตายมีเพราะฆ่าตัวเอง, เรื่องฆ่าตัวเองนี้มันจะมากขึ้น ๆ เพราะ
น.184 มันติดตันไม่รู้จะไปทางไหน. เมื่อเจริญถึงที่สุดแล้ว มันจะเต็มไปด้วยการฆ่าตัวเองมากขึ้น ไม่มีทางเดิน หลงทางเดิน ไม่รู้จะไปทางไหน เมื่อก่อนนี้มีแต่คนอื่นมาช่วยฆ่า เพราะมัน ยังไม่พอ มันยังขาดแคลน มันแย่งชิง, นี้เป็นสิ่งที่น่านึกนะ. เมื่อก่อนนี้มีแต่คนที่ผู้อื่น มาฆ่า, เดี๋ยวนี้มีแต่คนที่ฆ่าตัวเองมากขึ้น ๆ. นี้หมายถึงในประเทศที่เจริญแล้ว ด้วยการ ศึกษา, ด้วยเทคโนโลยี ด้วยอุตสาหกรรม. นี่เราจะพึ่งพาอาศัยสิ่งที่เรียกว่าอุตสาหกรรมเป็นเครื่องสร้างโลกนั้น มันคง จะเป็นไปไม่ได้, แม้ว่ามันจะมีความก้าวหน้าเหมือนกับเมืองสวรรค์, สมบูรณ์ด้วยเครื่อง ใช้ไม้สอย, เครื่องกินอยู่อาศัยเหลือเพื่อเหมือนเมืองสวรรค์, มันก็ยังไม่มีสันติภาพอยู่ นั่นเอง ; เพราะว่ากิเลสมันไม่ลด, ยิ่งเจริญเท่าไรกิเลสก็ยิ่งเพิ่มตามขึ้นไปเท่านั้น กิเลส เพิ่มขึ้น ๆ และยิ่งขึ้นไป คือกิเลสมันพลอยก้าวหน้าด้วยกัน. เอาสิ, อุตสาหกรรมก้าวหน้า เท่าไรกิเลสก็จะพลอยก้าวหน้าไปด้วยกันเท่านั้น, แล้วมันจะพบจุดจบได้อย่างไร, จึง เห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า แม้ทางวัตถุจะเจริญเท่าไร โลกก็ยังไม่น้อมไปในทางสันติ- ภาพ. ยุคเจริญด้วยอุตสาหกรรม มันกำลังจะติดตัน จะติดตัน อย่างที่ว่าไม่รู้ไปทางไหน แล้ว, นี่มันจึงได้ หลงทาง และฆ่าตัวเอง, จะผลิตของขึ้นมาจนไม่มีที่ขาย ต้องเอาไป ทิ้งทะเลแล้วจะอยู่กันอย่างไร. มูลเหตุแห่งการขาดสันติภาพ. ทีนี้มาพูดกันถึงสันติภาพดีกว่า สันติภาพนี้ควรจะแบ่งเป็น ๒ สถาน คือ สันติภาพส่วนบุคคล, และ สันติภาพของส่วนรวม หรือของโลก. แต่ละคน ๆ มี ความสงบสุขเรียกว่าสันติสุข, สันติภาพส่วนบุคคล แล้วรวมกัน เป็นสังคมที่มี สันติสุขสันติภาพ ก็เรียกว่าสันติภาพของส่วนรวมหรือของโลก. แต่อย่างไรก็ดี
น.185 กับ สันติภาพ ๑๕๙ สันติภาพของโลกมันก็ขึ้นอยู่กับสันติภาพของบุคคล, เพราะว่าเมื่อบุคคลแต่ละคนมีสันติ- ภาพ มันจึงจะมีสันติภาพ ของส่วนรวมหรือของโลก. นี้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัด ปัญหา ใหญ่มันอยู่ที่สันติภาพส่วนบุคคล, แต่แล้วมันก็ยังต้องไปด้วยกันแยกกันไม่ได้. สันติ ภาพของคนกับสันติภาพของโลกนี้ มันแยกกันไม่ได้, เราจะต้องดูให้ดีว่ามันเกี่ยวข้อง กันอยู่อย่างไร. สันติภาพของทั้งหมด เรา จะแยก ๆ ดูเป็นอย่าง ๆ ว่า ส่วนของแผ่นดิน โลกหรือ ทรัพยากรทั้งหลายในโลก คือบรรดาสิ่งที่มีอยู่ในโลก มัน กำลังได้รับสันติ ภาพหรือได้รับการทำลาย. ตัวโลก เองมันก็ไม่ได้รับความสงบสุข มันถูกทำลาย : ถูกค้นถูกขุด ขุดน้ำมัน ขุดแร่ธาตุ, ทำลายป่าไม้ ทำลายลำธาร ทำลายแม่น้ำ ทำลาย ภูเขา, ตัวโลก เองมันก็ยัง หาสันติภาพไม่ได้ เพราะมนุษย์เข้าไปรบกวน. ทีนี้ ความเป็นอยู่ของคน หรือ สัตว์ ในโลกก็พลอยวุ่นไปด้วย, คนก็พลอย วุ่นไปตามนั้น เพราะความเจริญก้าวหน้าที่ไม่รู้จุดจบ, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็พลอย เดือดร้อนวุ่นวาย บางอย่างก็สูญพันธุ์ไป, แม้ต้นไม้ต้นไล่ก็พลอยลำบากเพราะว่าถูกทำลาย ถูกทำลายเหลือประมาณ, ทำลายเสียเกินครึ่งแล้วกระมังในโลกนี้ เรียกว่า คน ก็ดี สัตว์ ก็ดี ต้นไม้ ต้นไล่ก็ดี ไม่รู้จักสันติภาพ ไม่พบกับสันติภาพ. ทีนี้ก็มาถึงว่า สันติภาพที่เป็นส่วนของบุคคล ก็ยังไม่มี ยังถูกกิเลส รบกวนหัวใจ, ลองสังเกตดูให้ดีว่าคนในโลกสมัยนี้ กิเลสรบกวนหัวใจมากหรือน้อยกว่า คนสมัยปู่ย่าตายาย. สมัยเมื่อปู่ย่าตายายไม่สวมเสื้อ ไปวัดก็ไม่สวมเสื้อทันตาเห็นกัน อยู่ กับสมัยนี้ ที่ว่า สมบูรณ์กันด้วยสิ่งต่าง ๆ, กิเลสรบกวนหัวใจคนพวกไหนมาก กว่า, ถ้ามันเป็นสันติภาพแท้จริง มันต้องมีกิเลสรบกวนหัวใจน้อย. เดี๋ยวนี้มันมี ปัญหาไปเสียหมด รู้เอาเอง จะต้องช่วยนั้นช่วยนี่แก่ลูกแก่หลาน, จะมาวัดก็มาไม่ได้
น.186 จะต้องช่วยอยู่บ้านอยู่เรือน, แล้วก็ต้องการอะไรมากกว่าธรรมดา. "เมื่อก่อนนี้ไม่ต้องมี เสื้อก็ได้ มีแต่ผ้าขาวม้าผืนเดียวพันพุงก็มาวัดได้ เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ มันบังคับให้ ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นที่ตั้งให้เกิดความอยากความต้องการ ความขวนขวายระมัดระวัง หวาดกลัวอะไรต่าง ๆ นานา. ส่วนจิตของมนุษย์ก็ไม่สันติภาพ, หลังจากที่ร่างกายมัน ก็หาสันติภาพไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว. ทีนี้ ดูส่วนลึก คือส่วนจิตวิญญาณ ส่วนวิญญาณหรือ ส่วนสติปัญญา, สติปัญญากำลังขาดแคลน กำลังหลงทาง. พึงดูให้ดี ว่าสติปัญญาของเรากำลังขาด แคลนและหลงทาง, ทำไม ยิ่งนานเข้า ทำไมยิ่งขาดแคลน ? เพราะว่าโลกมันก้าวหน้ามาก เกินไปจนเราตามไม่ทัน จนเราขาดแคลนสติปัญญาที่จะอยู่ในโลกอันแสนจะวุ่นวาย, อัน พัฒนาเหมือนกับวิ่งไปอย่างไม่หยุดหย่อน. สติปัญญาของเราไม่เพียงพอที่จะอยู่ใน โลกนี้, โลกอันแสนจะยุ่งยากนี้, นี้เรียกว่าสติปัญญามันขาดแคลน ที่นี้ สติปัญญาหลงทาง ก็คือไม่รู้ว่าจะไปทางไหนแล้วโว้ย, ไม่รู้จะไปทาง ไหนแล้วโว้ย. มีผู้เสนอทางนั้นทางนี้ทางโน้นหลายอย่างหลายประการ, แม้แต่ ลัทธิการ เมือง ก็มากมายหลายอย่างหลายประการ เหลือที่จะเลือก, แบบการครองชีวิต ก็มีมาก มาย, แล้วก็มีแบบใหม่ ๆ เข้ามา, ก็หมดกำลังของสติปัญญาที่จะรู้ให้ถูกต้องถ่องแท้ว่าควร จะเอาอย่างไร ; มันก็เลยดำเนินชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่อย่างนี้, หาความปกติสุขไม่ได้. นี่ สันติภาพ ของบุคคลก็ดี, สันติภาพของทั้งโลกรวมกันก็ดี, กำลังประสบ กับความยุ่งยาก ปั่นป่วนด้วยความมืดมนท์-มืดมนท์-มืดมนท์ ในโลกที่มันยุ่ง. มนุษย์ ทำโลกให้ยุ่ง ยุ่งจนมนุษย์เองไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, สติปัญญาก็ขาดแคลน สติปัญญาก็หลง ทาง. คิดดูให้ดี มันน่าหัวก็น่าหัว, น่าสงสารก็น่าสงสาร, น่ากลัวก็น่ากลัว, น่าเศร้าก็ น่าเศร้า, แล้วมัน จะหาสันติภาพมาจากไหนกัน.
น.187 กับ สันติภาพ ๑๖๑ เราต้องการสันติภาพที่แท้จริง ก็ คือความสงบสุข ไม่ต้องทำลายสิ่ง ต่าง ๆ ให้วอดวาย, รู้จักใช้รู้จักจัดให้มันอยู่กันด้วยความผาสุก, ไม่ต้องทำลายทรัพยากรของ โลกมากเหมือนอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ขุดอะไรขึ้นมา ขุดน้ำมันขึ้นมา เอามาทำอะไร, เอามา ฆ่ากัน น้ำมันที่เอามาใช้เพื่อประโยชน์ที่จำเป็นจริง ๆ ดูจะน้อยกว่าที่เอาไปทำสงครามรบรา ฆ่าฟันกัน, หรือแม้แต่ที่ไม่ใช่รบราฆ่าฟันกัน มันก็ใช้ในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องทำ. ทำ ไม่จำเป็นจะต้องไปกันรอบโลก ๆ ล่ะ นอนที่บ้านไม่สบายกว่าหรือ, มันก็ยังคิดจะไป รอบโลก ไปเที่ยวรอบโลก, ไปหาความสุขสบายรอบโลก, นี่มันล้วนแต่เกิน. ถ้าให้พูด โดยไม่ต้องเกรงใจก็ต้องพูดว่ามันบ้า มันไม่ใช่เกิน, มันเป็นบ้าไปแล้ว ทำไมจะต้องทำให้มันวุ่นวายไปทั้งโลก อยู่กันอย่างสงบสุขมันก็ได้นี่, ไม่ต้อง ให้มันเกี่ยวพันกันทั้งโลก โลกพลอยยุ่งกันไปทั้งโลก. อยู่กันอย่างพอดี ๆ เป็นบ้านเป็น เมืองน้อย ๆ, มีอะไรที่พอจะควบคุมได้, อย่าไปผูกพันกันให้เป็นเมืองใหญ่จนควบคุม ยาก. เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ แม้แต่ขยะมูลฝอยก็เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก สมน้ำหน้า ที่อยากผูกพันกันเป็นมหานคร, แม้แต่ ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยก็ยังแก้ไม่ตก, เรื่องยุง เรื่องอะไรก็ยิ่งชุม กว่าที่ไหนเสียอีก เพราะมันผูกพันกันใหญ่เกินไป. ถ้าแบ่งแยกกัน อยู่พอดี ๆ เป็นเมืองน้อย ๆ ไม่มีปัญหาอะไร สามารถที่จะเก็บกวาด ขยะไปเผาให้หมดได้. เดี๋ยวนี้มันยิ่งกว่านั้น มันผูกพันกันทั้งโลก หลาย ๆ ประเทศ หรือทั้งโลกมันผูกพันกัน จนเกิดความยุ่งยากลำบากถึงกัน, นั่นแหละคือปัญหา. เราจะต้องมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข นับตั้งแต่ว่า พื้นโลก ผิวโลก ตัวโลก ก็ ไม่ต้องไปทำอะไรให้มันลำบากมากมายแก่สัตว์ที่มันอาศัยอยู่ในโลก หรือ ทรัพยากร ที่มันมีอยู่ในโลก, ไม่ต้องทำลายกันมากมายรวดเร็วอย่างเดี๋ยวนี้ : ขุดน้ำมัน ขึ้นมาเผาเล่น รถยนต์ที่วิ่ง ๆ นั้นเพื่อความสำเริงสำราญมากกว่ากิจธุระโดยตรง ก็เผาน้ำมัน
น.188 ไปเถอะ, อะไร ๆ ก็เผาไปเถอะ ; มันมีส่วนเกินอย่างนี้ มากขึ้น ๆ, เกินเท่าไรปัญหา ก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น นี้จะทำกันอย่างไร. คนแต่ละคนกำลังไม่รู้จักตัวเอง, พั่งดูคล้ายกับบ้า ๆ บอ ๆ พูดว่าคนแต่ละคน กำลังไม่รู้จักตัวเอง. ถ้ารู้จักตัวเองกันโดยแท้จริง มันต้องรู้จักว่าทำอย่างไรจึงจะสงบสุข เดี๋ยวนี้มัน ไม่สามารถจะทำให้เกิดความสงบสุข มันเนื่องมาจากไม่รู้จักตัวเอง, พวก ฝรั่งหลาย ๆ คนที่มาที่นี่ คุยกับเขาแล้วได้รับคำตอบว่าไม่รู้จักตัวเองเหมือนกัน, กำลังมา หาตัวเองให้พบว่าตัวเองที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร. ศึกษาให้รู้จักตัวเองไม่รู้จักตัวเองว่าคือ อะไร, อยู่อย่างไร, จะต้องทำอย่างไร, เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่พบความสงบสุข หรือความพอใจ, ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร, เกิดมาทำไม, เหล่านี้ เรียกว่ายังไม่รู้จักตัวเอง เราจะต้องรู้จักตัวเองให้ถูกต้องในเรื่องของกายของจิต ว่า มันเกิด กิเลสได้อย่างไร, จะต้องทำอย่างไรจึงจะสงบเย็น, ทำอย่างไรจิตจึงจะสงบเย็นไม่ตกเป็น ทาสของอารมณ์ และไม่ตกเป็นทาสของกิเลส, ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส และอารมณ์ของ กิเลส, จะเรียกว่ามีความสงบเย็น, มี สติปัญญาเพียงพอที่จะจัดการทุกปัญหาให้เรียบ ร้อย, ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่, สติปัญญาก็ไม่หลงทาง. นี่คือสันติภาพที่ควรจะ ต้องการอย่างยิ่ง, สันติภาพที่ควรต้องการอย่างยิ่งมันมีอยู่อย่างนี้. ขอพูดกันให้ชัดเจาะจงลงไปอีกหน่อย หวังว่าใคร ๆ ก็คงไม่โกรธ ว่า สันติภาพนี้มันไม่อาจจะมีได้ เพราะเพียงแต่มีสุขภาพอนามัยดี, นักสุขภาพอนามัย อย่าเพ่อโกรธ ต่อให้คุณจัดสุขภาพอนามัยดีที่สุด มันก็ยังไม่มีสันติภาพ เพราะเรื่องทาง จิตใจมันยังไม่ได้จัดการแก้ไข, มันมีแต่เรื่องสุขภาพอนามัยทางภายนอก ทางวัตถุ ทางกาย ; แม้จะมีสุขภาพอนามัยดี มันก็แก้ปัญหาไปได้ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ มันไม่ใช่ทั้งหมด, สันติภาพยังไม่มี ยังไม่มีเพราะสุขภาพอนามัยดี.
น.189 กับ สันติภาพ ๑๖๓ เอ้า ! เขยิบขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง สุขภาพมันไม่อาจจะมีเพราะความร่ำรวย สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่สนองกิเลสตัณหา, ภาษานี้มันหยาบคาย หรือสุภาพก็ยังไม่แน่. มันร่ำรวยด้วยสิ่งสนองกิเลสตัณหา หาสิ่งสนองกิเลสตัณหามาไว้เต็มบ้านเต็มเรือนเต็มไป หมด แล้วคนก็ร่ำรวย ร่ำรวยเงินทองจนไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไร. เขาว่าคนบางคนใช้ เงินนาทีละล้าน ไม่อยากจะเชื่อ แต่เขาว่ามันก็มีจริงคนที่ใช้เงินนาทีละล้าน ไม่รู้เขาจะใช้ อย่างไรไหว, แต่ต่อให้มีเงินใช้อย่างนั้นมันก็ไม่มีสันติภาพ, ไม่มีความสงบสุข. ยิ่งมีปัญหา ยิ่งมีความยุ่งยากลำบาก, ยิ่งมีความกลัว มีความระแวง มีอะไรไม่มีที่สิ้นสุด. จะร่ำรวย ที่สุดมันก็ไม่มีสันติภาพ, ยิ่งสนองตัณหา ตัณหาก็ยิ่งโต, ยิ่งโตมันก็ยิ่งต้องการ แล้ว อะไรจะไปป้อนมันไหวเล่า. เหมือนกับเราจะเอาพื้นไปใส่ไฟให้มันดับ มันเป็นไปไม่ได้ มันมีแต่สิ่งที่สนองตัณหามากขึ้นไปทุกที. คนเดี๋ยวนี้มีสิ่งสนองตัณหามากกว่า สมัยปู่ ย่า ตา ยาย : เรื่องนุ่งเรื่อง ห่ม, เรื่องกิน, เรื่องใช้เรื่องอะไรก็ตาม. เดี๋ยวนี้เขาเอาวิทยุสะพายหลังเกี่ยวข้าวพลางก็ได้ นะ, สมัยก่อนทำไม่ได้นะ, ผู้หญิงเขาจะเอาเพลงผู้ชายเกี๊ยวมานอนฟังข้างหมอนตลอดคืน ก็ทำได้นะ, เป็นผู้ชายจะเอาเพลงที่มีฉอเลาะของผู้หญิงเพราะ ๆ มาวางข้างหมอนนอนฟัง ตลอดคืนก็ทำได้นะ, แต่ก่อนมันทำได้เมื่อไรเล่า. นี่เรียกว่า สิ่งสนองตัณหามีมาก ถึง ขนาดนี้แล้ว มัน ก็ยังไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ ยิ่งสนองตัณหา ตัณหามันก็ยิ่งเติบโต เติบโต, มันต้องหาสิ่งสนองมากขึ้นไปไม่มีจุดจบ, สันติภาพไม่มีได้เพราะความร่ำรวย ด้วยสิ่งสนองกิเลสตัณหา. แม้ว่าเรา จะมีเทคโนโลยี ที่เขาชอบกันนัก บูชากันนักเป็นเครื่องสำเร็จ อีเลคโทรนิค หรือกลไกอะไรต่าง ๆ ที่คิดขึ้นใหม่, เป็นคอมพิวเตอร์ อะไรเหล่านี้ มัน ก็ไม่ช่วยสร้างสันติภาพ, มันเพียงแต่ช่วยเก็บปัญหาให้เป็นระเบียบ, หรือว่าช่วยสร้าง ปัญหาพร้อมกันไปในตัว, ทำให้ต้องการจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา, สร้างปัญหาให้มากขึ้นมา.
น.190 เทคโนโลยีทุกแขนงยิ่งมีขึ้นมา ยิ่งเพิ่มปัญหา, ยิ่งเพิ่มปัญหา แต่เขาก็บูชากัน. ถ้า ใครไปติเตียนเทคโนโลยี เขาก็หาว่าบ้า, อาตมาก็ยอมเป็นคนบ้า ประกาศว่าไม่เห็นด้วย ในอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่สร้างสันติภาพ, แต่สร้างความยุ่งยากลำบากลึกลับขึ้นมา. ยกตัวอย่างเล็ก ๆ ตัวอย่างเด็ก ๆ เมื่อก่อนไม่มีเครื่องคิดเลข เครื่องคิดเลข กดปั๊บบวกลบเสร็จไม่มี ก็มีคนที่สามารถจะคิดเลขได้เหมือนกัน, เลขเรียงลงมาเป็นแถว เขาลากดินสอตามลงมา เพียงแต่ลาก ๆ ลงมา ช้า ๆ บอกเลขลัพธ์รวมได้สุดจบทันทีได้ เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำได้อย่างนั้น, เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเก่งถึงขนาดนั้นแล้ว เพราะ เครื่องคิดเลขมันเข้ามาแย่งตำแหน่งไปเสีย จนเด็ก ๆ ก็ต้องใช้เครื่องคิดเลขทำบทเรียนใน ห้องเรียน. อาตมาเคยเห็นบางคนเก่งขนาดว่า เลขเรียงลงมาเป็นแถวเขาก็ลากดินสอลง มาช้า ๆ บอก ๆ ๆ เลขลัพธ์ได้มา พร้อมกับที่ดินสอลากลงมา, พอจบก็บอกเลขลัพธ์ทั้งหมด ได้เลย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำได้ เพราะไม่ฝึกกันเสียแล้ว เพราะไม่ฝึกอย่างยิ่ง อย่างดีกัน อย่างนั้นเสียแล้ว, เครื่องคิดเลขเด็ก ๆ มันเข้ามาช่วย. นี้จึงเห็นว่าเทคโนโลยี อุปกรณ์ เทคนิคทั้งหลายนี้ มันไม่ได้ช่วยสร้างสันติภาพ เพราะมันขยายตัณหาให้มากออกไป, เพิ่มงานให้มีมากขึ้น ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ. อีกข้อหนึ่งที่อยากจะพูดว่า ก็น่าหัว กำลังนิยมหรือต้องการคุมกำเนิด แพทย์ ต้องออกมาช่วยการคุมกำเนิด, สันติภาพมีไม่ได้เพราะการคุมกำเนิดสำเร็จ มีไม่ได้ดอก แม้จะคุมกำเนิดสำเร็จ สันติภาพก็ยังไม่มี เพียงแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้รับผิดชอบ อะไรบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆได้, คุมกำเนิดจนไม่เกิด คนก็หมดโลก มันก็ยังไม่มีสันติภาพ. เรา ยังคิดและหวังไปในทางที่ยังไกลต่อสันติภาพ, ไม่ได้แก้ปัญหาโดยตรง ซึ่งจะได้แก่อะไร เดี๋ยวก็จะได้พูดกันต่อไป.
น.191 กับ สันติภาพ ๑๖๕ ในที่สุดก็อยากจะท้าว่า แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ ก็ไม่อาจจะสร้าง สันติภาพขึ้นในโลก, หลายคนคงว่าบ้าแล้ว บ้าแล้ว. อาตมาไม่บ้า ไม่บ้า ขอยืนยัน อยู่เสมอ แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ มันก็แย่งกัน ฆ่ากันตายแย่งทองคำ, แล้วใครมา เก็บไว้มาก ๆ มันก็มุ่งกันปล้น, ปล้นจนไม่มีความสุข ถ้าไม่มีสิ่งที่เป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ โดยแท้จริง, แม้ว่าฝนจะตกลงมาเป็นทองคำก็ไม่มีสันติภาพ. มีพระบาลีที่น่าขำ หรือน่าหัวอยู่บทหนึ่งที่ว่า, จะเป็นพระพุทธภาษิตเองเสีย ด้วย ว่า แม้ภูเขาทั้งลูก ลูกใหญ่ ๆ กลายเป็นทองคำขึ้นมาสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของ มนุษย์เพียงคนเดียว, ให้ภูเขากลายเป็นทองคำทั้งลูกตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการ ของมนุษย์เพียงคนเดียว. มนุษย์คนเดียวต้องการมากกว่านั้น. นี่คำนวณดูเถอะ มนุษย์ มีกี่คนในโลกนี้, เดี๋ยวนี้มีห้าพันล้านแล้วกระมัง แล้วจะต้องมีภูเขาทองคำกี่ล้านลูก มันถึง จะพอ มันก็ไม่ไหว. แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ มันก็ไม่มีสันติภาพ เพราะฉะนั้น อย่าบ้าอย่าบอ, อย่าหลับตาพัฒนาวัตถุ มันไม่มีทาง เพราะว่ากิเลสตัณหามันขยายออก หน้าเรื่อยไป, แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ มันก็ไม่มีสันติภาพ. ทีนี้พูดน้อมเข้ามาข้างในบ้าง หรือทางศาสนาทางวัฒนธรรมบ้าง ซึ่งมัน หมิ่นเหม่ต่อการถูกด่า, แต่ใครจะค่าก็ไม่เป็นไร ค่าอาตมาเพียงคนเดียวก็พอ. แม้จะ ประกอบพิธี พิธีทางศาสนา พิธีนั่นพิธีนี่ พิธีบูชายัญ พิธีศักดิ์สิทธิ์อะไร เป็น พิธี ต่างๆ กัน ให้เต็มไปหมด มันก็ไม่มีสันติภาพ, มันก็มีแต่พิธี. สมัยโน้นเมื่อเด็ก ๆ เขายังทำพิธีสวดภาณยักษ์ ยิงปืนตลอดคืน ขึงสายสิญจน์ทุกเรือน ๆ โยงสายสิญจน์ ถึงกัน หมด, สวดพิธี ทำพิธี. ได้เคยเห็นอยู่ ๒-๓ ครั้ง เมื่ออาตมาเพิ่งบวช ยังได้ช่วยเขียน ใบตาลว่า สัพเพ ยักขา ปะลายันติ เขียนใบตาลแจก. แล้วมันมีอะไรเกิดขึ้นคิดดู ให้ทำพิธี อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี มันก็ไม่มีสันติภาพ.
น.192 ที่นี้ ก็พูดอย่างหมิ่นเหม่เลย แม้จะสร้างพระพุทธรูปขึ้นให้เต็มโลก มันก็ยังไม่มีสันติภาพ, แม้จะสร้างไม้กางเขนปักให้เต็มโลก มันก็ไม่มีสันติภาพ จะพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นให้ท่วมโลก มันก็ไม่มีสันติภาพ, ต่างศาสนา ต่างพิมพ์คัมภีร์ ของตนขึ้นมาให้ท่วมโลก มันก็ไม่มีสันติภาพ. นี่คนที่เขายังยึดถืออยู่เขาก็ค่าแล้ว ด่าก็ด่าไปเถอะ มีความคิดอย่างนี้จริงๆ มันไม่สำเร็จได้เพียงว่าเอาพระเครื่องมาแขวนคอ ให้ทุกๆ คน แล้วมันก็จะมีสันติภาพ. หรือว่าจะสร้างพระพุทธรูปให้เต็มโลก ทุกภูเขา ทุกหนทุกแห่ง มันก็ไม่มีสันติภาพ เพราะมันคนละเรื่องกัน. สันติภาพมันมีมูลเหตุมาจากการที่กิเลสไม่อาละวาด ไม่รังควาน, ทำ อย่างนี้บางทียิ่งสร้างปัญหาบางอย่างเสียอีก คือจะไม่มีโลหะพอที่จะหล่อพระพุทธรูปวางให้ เต็มโลก, คิดดูให้ดี จะสร้างสัญลักษณ์วัตถุบูชา วัตถุเคารพของศาสนากันขึ้นมา ให้ เต็มโลก โลกก็ยังไม่มีสันติภาพ; เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง, เพราะว่า อตัมมยตาไม่มาเยี่ยม เพราะว่าอตัมมยตาไม่มาเยี่ยม มันไม่มีสันติภาพ. อตัมมยตา มูลเหตุอันแท้จริงของสันติภาพ. ถ้าอตัมมยตามาเยี่ยม มันก็ เกิดความถูกต้องขึ้นในใจ, มัน ลดความ เห็นแก่ตัว ลดความกระหาย ความอยากอย่างโง่เขลาด้วยอวิชชา ด้วยตัณหา ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ. เดี๋ยวนี้จิตใจของมนุษย์ยังถูกปรุงแต่งด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา ยิ่งขึ้น ๆ มัน ยิ่งไม่มีสันติภาพ. ถ้าอตัมมยตาเข้ามา, สิ่งเหล่านั้นหยุด หยุดทันที, หยุดปรุงแต่งจิตใจของมนุษย์ ไม่อาจจะปรุงแต่งจิตใจของมนุษย์ เพราะว่ามันเป็นข้าศึก แก่กัน, เอาแมวมา หนูมันก็ไปหมดแล้วไม่ต้องฆ่าตาย, เพียงแต่เอาแมวมาเท่านั้นหนูก็
น.193 กับ สันติภาพ ไม่มีแล้ว, มันทำกันอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ว่าลองเอาแมวมาเถอะ หนูมันก็ไม่มี เอาแมว อตัมมยตา มา หนูมันก็ไม่มี. ความที่ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งปรุงแต่ง, ไม่มีกิเลสปรุงแต่ง ไม่มีความโง่ ปรุงแต่ง ไม่มีมานะปรุงแต่ง ไม่มีตัณหาปรุงแต่ง, จิตมันก็ถูกต้องบริสุทธิ์ผ่องใส เรียกว่า เป็น จิตที่ไม่มีปัญหา เป็นจิตที่ไม่สร้างปัญหา, เป็นจิตที่มีความทุกข์ไม่ได้, นั่นแหละ คือความไม่เห็นแก่ตัว, อตัมมยตาเข้ามาขับไล่ความเห็นแก่ตัวออกไปหมด ความ เห็นแก่ตัวไม่เหลืออยู่ในจิตใจของคน จะเป็นอย่างไร มันก็มีแต่ความไม่เห็นแก่ตัว, เห็น แก่ความถูกต้อง เห็นแก่เพื่อนมนุษย์, ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์. มูลเหตุแห่งสันติภาพแท้จริง ก็คือ อตัมมยตา. ขอย้ำว่า มูลเหตุแห่ง สันติภาพอันแท้จริง ก็คือ อตัมมยตา ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม. สันติภาพส่วนบุคคล ก็ดี สันติภาพส่วนรวมก็ดี จะมีมูลเหตุแท้จริงมาจากอตัมมยตา : ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็น แก่ตัว, แต่เห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่มนุษย์ มันก็ไม่อาจจะเกิดกิเลส, ถ้าไม่เห็นแก่ตัว มันไม่อาจจะเกิดกิเลส. กิเลสเกิดจากความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวในสิ่งที่น่ารัก ก็เกิดความโลภ เห็นแก่ตัวในสิ่งที่น่าโกรธ ก็เกิดความโกรธ, เห็นแก่ตัวในทางที่หลงใหล ก็เกิดความมัวเมาหลงใหล, ไม่เห็นแก่ตัวก็ไม่เกิดกิเลสใดๆ. นี่ ถ้ามีอตัมมยตา มันไม่อาจจะเกิดกิเลสใหม่, แล้วมันก็ กำจัดกิเลสเก่าออกไปจนหมดสิ้น. อตัมมยตา เป็นมูลเหตุแห่งสันติภาพ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม, เป็นอันว่า ต้องนำอตัมมยตา มาใช้ในการสร้างสันติภาพ.
น.194 กับ สันติภาพ หัวใจสมรรถนะของอตัมมยตา. ทีนี้ก็จะดูให้ละเอียดเฉพาะเจาะจงลงไปอีก ว่าเรายังไม่รู้จักหัวใจของอตัมมยตา แล้วเราจะเอาอตัมมยตามาใช้ได้อย่างไร, เหมือนอย่างว่าถ้าเราไม่รู้จักเรื่องแท้จริงของสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง เราก็เอาสิ่งนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้. เช่นเราไม่รู้จักความมุ่งหมาย ของหม้อข้าวอย่างนี้ เราก็ไปใช้อย่างอื่น, จะรู้จักเอาสิ่งใดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ต้องรู้จักสิ่งนั้นให้ถูกกับเรื่องของมัน : รู้จักมีด รู้จักจอบ รู้จักเสียม รู้จักพร้า รู้จัก ขวาน รู้จักเลื่อย รู้จักอะไรแท้จริงแล้ว ก็จะสามารถเอามาใช้ได้. อตัมมยตา นี้ก็ เหมือนกัน เราจะต้องรู้จักหัวใจของมัน รู้จักตัวมันก็ได้, แต่รู้จักถึงหัวใจหรือความ สำคัญของมัน แล้วก็เอามาใช้, ต้องทราบความหมายหัวใจของมันก่อน แล้วจึงจะ เอามาใช้ได้. ทีนี้อะไร อะไรเป็นหัวใจ เป็นความหมายแท้จริงของอตัมมยตา, นี่จึง ต้องขอกล่าวซ้ำอีก ทั้งที่เคยกล่าวมาบ้างแล้ว ต้องขอกล่าวย้ำอีก, อย่าเพ่อรำคาญ บางที จะลืมเสียแล้วก็ได้ ไม่รำคาญ มันลืมเสียแล้ว. ขอย้ำอีกว่า อะไรเป็นหัวใจสำคัญของ อตัมมยตา จะบอกเป็นตัวอย่างว่า :- หัวใจของอตัมมยตานั้น คือ ภาวะของจิตที่กิเลสและอารมณ์ของกิเลส ปรุงแต่งไม่ได้, ลักษณะของจิต ภาวะของจิต สมรรถนะของจิต มีอยู่อย่างที่กิเลส หรืออารมณ์ของกิเลสปรุงแต่งไม่ได้. จิตนั้นมันพัฒนาดีแล้ว มัน มีธรรมะถึงที่สุด แล้วกิเลสมาปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ คือ ไม่เกิดกิเลสขึ้นในจิตนั้น, หรือ อารมณ์ของกิเลสที่อยู่ภายนอก ก็ปรุงแต่งไม่ได้ ยั่วยวนไม่ได้ จิตมันก็เป็นอิสระ มันคงที่, ปรุงแต่งให้หลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว หลงอะไรไม่ได้. นั่นภาวะของ
น.195 กับ สันติภาพ ๑๖๙ อตัมมยตา ภาวะของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยอตัมมยตา. หัวใจของอตัมมยตา ถ้าเรามีจิตที่ ประกอบด้วยอตัมมยตา กิเลสปรุงแต่งไม่ได้, อารมณ์ของกิเลสก็ปรุงแต่งไม่ได้, ปรุง แต่งให้เป็นอย่างไร ๆ ก็ไม่ได้ ให้ยินดีก็ไม่ได้ ให้ยินร้ายก็ไม่ได้ มันปกติอยู่เสมอไป, มันอยู่เหนือความเป็นบวกเป็นลบ อยู่เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือทุก อย่างเลย. เอากับมันสินี่, เพราะฉะนั้น มันจะสร้างสันติภาพได้. ขยับไปอีกนิดว่า อตัมมยตาสามารถถอนจิตโง่ ที่กำลังหลงรักอยู่ในสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้ออกมาเสียได้จากการหลงรัก, เมื่อจิตไม่ได้หลงใหลในอะไร เข้าไปผูกพันอยู่ กับอะไรอย่างโง่เขลา, อตัมมยตาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องดึงจิตออกมาเสียได้, หรือ ซักฟอก จิตให้กลับเป็นจิตบริสุทธิ์อิสระถูกต้องได้ นี่มันเป็นสิ่งที่แก้ไข, เป็นการแก้ไข แล้วทีนี้จิตที่วิปริตจมอยู่ในกองทุกข์ จะถอนออกมาเสียได้ด้วยอตัมมยตา. ทีนี้ถัดไปก็อยากจะระบุว่า สิ่งที่สามารถชี้แจงชักจูงสัตว์ ออกไปเสียจากภาวะ ที่ไม่พึงปรารถนา ที่ไม่ควรปรารถนา, อตัมมยตานี้จะทำหน้าที่จูงมือ ชักจูงดึงออกมา, ดึงออกมาเสียจากภาวะที่ไม่น่าพึงปรารถนา, โดยเฉพาะคือความทุกข์และปัญหา อย่างที่ระบุอยู่แล้วในพระคัมภีร์ :- อตัมมยตาจะดึงจิตของสัตว์ ออกมา จากกามธาตุ ไป สู่นิโรธธาตุ โดย ผ่านทางรูปธาตุ และอรูปธาตุตามลำดับ, จากกามธาตุจะไปสู่นิพพาน นิโรธธาตุนั้น มัน ต้องผ่านรูปธาตุ อรูปธาตุ. แต่ถ้าจะพูดเรียงลำดับก็ได้เหมือนกัน, พูดว่า ออกเสีย จาก กามธาตุ มาสู่ รูปธาตุ ซึ่งสะอาดกว่า, แล้วก็ ออกมาเสียจากรูปธาตุ มาสู่อรูป ธาตุ ซึ่งสะอาดยิ่งขึ้นไปอีก, ออกจากอรูปธาตุ ก็คือไม่อยู่ในอะไรนี้ สู่นิโรธธาตุ แล้ว. พระบาลีมีอยู่อย่างนี้ อตัมมยตาสามารถที่จะชักจูงดึงจิต ให้ออกมาเสียจากภาวะ ที่ไม่พึงปรารถนา อันเป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์ เป็นอาสวัฏฐานียธรรม อาสวัฏฐานียธรรม
น.196 เป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ, เป็น อุปาทานิยธรรม เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ออกมาเสีย ออกมาเสีย จากกามสู่รูป จากรูปสู่อรูป จากอรูปสู่นิโรธ นื่อตัมมยตาสามารถอย่างนี้ ถ้าคนไหนมันดื้อ อดัมมยตาก็ไสหัวคนนั้นเลย, พูดกันตรงๆ อย่างนี้, ถ้า มันดื้อ ก็ต้องไสหัวมันออกไป อตัมมยตามันสามารถทำได้ถึงอย่างนั้น. ถ้าพูดกันดี ๆ ไม่ฟัง, ชักจูงกันดี ๆ ไม่ฟัง ก็ไสหัวมันออกไป, ออกไปเสียจากสิ่งนี้. ขอซ้อมความจำ ว่าเคยบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอตัมมยตาเชื้อเชิญพระสิทธัตถะออกมาเสียจากราชสมบัติ, ออก มาเสียจากกามคุณ กามารมณ์ในบ้านในราชวัง นี้เราไม่ใช้คำว่า ไสหัวกับพระสิทธัตถะนะ เพราะมันไม่รุนแรงขนาดนั้น, แต่ก็ด้วยอตัมมยตานะ เชื้อเชิญหรือชักจูงอะไรก็ตาม จน พระสิทธัตถะต้องออกจากกามคุณในพระราชวัง, ออกไปบวชเพื่อแสวงหาจนพบอตัมมยตา สูงสุดคือนิพพาน คือเพื่อนิพพาน, ไม่หยุดอยู่เพียงแค่รูปหรืออรูป, ไปไกลจนถึงนิโรธ ; แล้วก็เมื่ออยู่ไม่ได้กับอุทกดาบสรามบุตร อาจารย์องค์สุดท้าย เพราะติดอยู่แค่เนวสัญญานา สัญญายตนะ นี่ด้วยอำนาจของอตัมมยตาทั้งนั้น ที่เชื้อเชิญ ชักจูงลากเข็ญสัตว์ ออก ไปเสียจากกองทุกข์. แล้วยังสามารถเลื่อนชั้น อตัมมยตานี้สามารถเลื่อนชั้นแห่งสันติภาพ, สันติภาพนั้นมีชั้นต่ำ ๆ ต่ำ ๆ แล้วค่อย ๆ สูง ค่อยๆ สูง ที่มัน จะเลื่อนจากสันติภาพชั้น ต่ำ ๆ ไปสู่สันติภาพชั้นสูง ก็ด้วยอตัมมยตา, สันติภาพในกามธาตุ นี้ไม่ไหว นอกจาก สำหรับคนโง่ ก็เลื่อนไปสู่สันติภาพขั้นรูปธาตุ, สันติภาพขั้นรูปธาตุก็ยังไม่เท่าไรดอก ก็ เลื่อนไป, ชั้นอรูปธาตุ, ชั้นอรูป ธาตุก็ยังไม่ใช่สูงสุดดอก ก็เลื่อนจากอรูปธาตุไปสู่นิโรธธาตุ, นั่นจบสูงสุด. นื่อตัมมยตาช่วยเลื่อนชั้นแห่งสันติภาพ.
น.197 กับ สันติภาพ ๑๗๑ นี่คือตัวอตัมมยตา หัวใจของอตัมมยตา ความสำคัญ ของ อตัมมยตา สมรรถ-นะของอตัมมยตา มันมีอยู่อย่างนี้ เราต้องรู้จักมันให้ดี เราจึงจะสามารถนำมาใช้ ประโยชน์ให้สำเร็จ, ให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับสันติภาพ. น่าหัวที่ว่า สันติภาพก็ยังเลื่อนชั้นได้, สันติภาพยังเลื่อนชั้นได้, แม้จะเรียกว่าสันติภาพแล้วก็ยังเลื่อนชั้นได้. สันติภาพของคนโง่ ก็แบบหนึ่ง, สันติภาพของคนที่โง่น้อยหน่อย ก็อีกแบบหนึ่ง, สันติภาพของคนที่ไม่โง่ ก็อีกแบบหนึ่ง, สันติภาพของคนฉลาด ก็อีกแบบหนึ่ง, สันติภาพของคนที่ฉลาดที่สุด ก็อีกแบบหนึ่ง, สันติภาพมันเลื่อนชั้นได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจเถอะว่าเลื่อนชั้น สันติภาพของตนเองไปเรื่อย ๆๆๆ, มันจะถึงจุดสูงสุดของสันติภาพได้ ด้วยอตัมมยตา. ผลที่เกิดจากการมือตัมมยตา. ทีนี้อยากให้สังเกตต่อไป โดยจะพูดว่า มีอตัมมยตาเข้ามา เกี่ยวข้องที่ไหน เมื่อไร เท่าไร สันติภาพก็จะมีที่นั่นเมื่อนั้น และเท่านั้น, อตัมมยตาเข้ามาที่ไหน เมื่อไร เท่าไร สันติภาพก็จะมีที่นั่น เมื่อนั้น เท่านั้น ไม่ลำเอียง ไม่โกง, ตาชั่งนี้ไม่โกง. มีอตัมมยตาที่ไหน เมื่อไร เท่าไร ก็คือโดยสถานที่ก็ดี, โดยเวลาก็ดี, โดยอากัปกิริยาก็ดี, ที่ไหน เมื่อไร เท่าไร ; คำว่าที่ไหน เกี่ยวกับสถานที่ , เมื่อไร เกี่ยวกับเวลา, เท่าไร เกี่ยวกับการทำ มัน มีอตัมมยตา ที่ไหน เมื่อไร เท่าไร ก็จะมีสันติภาพที่นั่น เมื่อนั้นและเท่านั้น. นี้เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ จะพิสูจน์กันทางวิชาการหรืออะไร ก็ตาม โดยเครื่องพิสูจน์ ก็จะเห็นได้ทันที, อดัมมยตาไม่ให้เกิดความผิดพลาด ถอนความผิดพลาดออกไป, ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีก คือ ดึง ดึง ดึง, ดึงไปแต่ในทางที่จะ
น.198 สูงขึ้นไป อดัมมยตาจึงมีคุณค่ามากถึงอย่างนี้. เพชรเม็ดสุดท้าย ที่จะควักมา ได้จากพระไตรปิฎก มีอย่างนี้, ทั้งนี้ เพราะว่ามันกำจัดความเห็นแก่ตัว, กำจัดความเห็นแก่ตัว, อฺตัมมยตาออกมาแล้ว มัน กำจัดความเห็นแก่ตัว หมดอวิชชา ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทาน ; เพราะอตัมมยตาเป็นข้าศึกแก่ตัณหา แก่อุปาทาน แก่อวิชชา, สันติภาพมันก็มีได้เพราะความไม่เห็นแก่ตัว, นี่เรียกว่าอตัมมยตาเกี่ยวข้องกับสันติภาพโดยตรง. ไม่วิ่งไปวิ่งมา. แยกกันดูอีกทีให้มันชัดเจนขึ้น เดี๋ยวจะหาว่าพูดเอาเปรียบ, จะพูดถึงสันติภาพส่วนบุคคล เสียก่อน, สันติภาพส่วนบุคคล หรือสันติสุขส่วนบุคคล ก็คือความที่กิเลสไม่ครอบงำบุคคล, ไม่ไสหัวบุคคลให้วิ่งไปวิ่งมา. กิเลสไม่ครอบงำบุคคล หมายความว่าบุคคลสามารถ ฉลาด มีธรรมะ จนกิเลสเกิดขึ้นในจิตไม่ได้, กิเลสเกิดขึ้นในจิตไม่ได้. เราจะฆ่ากิเลสนั้นดูไม่มีทาง แล้วมันยุ่งยากวุ่นวาย แต่ถ้าเราป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดนี้เราทำได้, เราไม่ต้องฆ่ากิเลสอย่างเอาไม้สั้นไปรันขี้ มันเลอะเทอะไปหมดป่วยการ. เราไม่ทำให้เกิดกิเลส เราก็ ไม่ต้องฆ่ากิเลส, เรามีความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสติปัฏฐาน, เรื่องอานาปานสติ มีอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วมันก็ ไม่เกิดกิเลส กิเลสก็ไม่ครอบงำจิตใจของเรา, กิเลสไม่ไสหัวบุคคลให้วิ่งไปวิ่งมา. คำว่า วิ่งไปวิ่งมานี้เป็นคำในพระบาลีในพุทธภาษิตนะ อย่าทำเล่นนะคำว่า "วิ่งไปวิ่งมา" นี้ ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่เพียงไร แล้ว มันยังวิ่งไปวิ่งมาอยู่เพียงนั้น แหละ, มันเที่ยววิ่งหาที่นั่นที่นี่ที่โน่น วิ่งไปวิ่งมาอยู่เรื่อยไป, อย่างน้อยก็ วิ่งไปวิ่งมาระหว่างบ้านกับวัด เห็นไหม. เดี๋ยวมาวัดเดี๋ยวไปบ้าน เดี่ยวมาวัดเดี๋ยวไปบ้านเพราะมันยังต้องการอะไร มันยังมีอะไรที่ไม่ได้, แต่ว่า ความหมายอันใหญ่หลวงคือว่า
น.199 กับ สันติภาพ ๑๗๓ วิ่งไปภพโน้นวิ่งไปภพนี้ : เดี่ยวจิต เป็นกามภพ เดี๋ยวจิต เป็นรูปภพ เดี๋ยวจิต เป็น อรูปภพ, เดี๋ยวจิตว่างชั่วคราว แล้ว เดี๋ยวก็เป็นกาม, เป็นรูป เป็นอรูป วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมาระหว่างภพอยู่อย่างนี้เรียก วิ่งไปวิ่งมา. อตัมมยตาช่วยให้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา มันก็สบายดีเยือกเย็น เย็นโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง, เย็นต้องใส่น้ำแข็งนั้นคนละเรื่อง, อย่า เอามาปนกันนะ คนละเรื่อง. นี้มันเย็นโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง, ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง แล้ว มันยังเย็นกว่าน้ำแข็งไปเสียอีก. ไม่มีความหิวทางวิญญาณ. สันติภาพส่วนบุคคล เพราะมีความอิ่ม ไม่มีความหิว ใด ๆ โดยเฉพาะ ในทางวิญญาณ การป้อนความหิวให้อิ่มนั้น ไม่สิ้นสุดดอก สู้ไม่หิวไม่ได้ มีความรู้ความ สามารถจนทำให้จิตไม่หิว. จิตไม่หิว มันก็อิ่มเรื่อย เป็นจิตที่อิ่มเรื่อย, อย่าไปถือหลัก ว่า จิตหิวแล้วเอาอะไรมาป้อนเข้าไป, เหมือนคนสมัยนี้คนสมัยปัจจุบันนี้ที่หลงความเจริญ ทางวัตถุ เจริญทางวัตถุนี้หาเหยื่อมาป้อนความหิวของความโง่ทั้งนั้นแหละ. ปัญหามัน หนักขึ้นมาถึงยุคอุตสาหกรรม จนติดตันไม่รู้จะไปไหนอยู่แล้ว, เดี๋ยวนี้มีความรู้ชนิดที่ทำ ให้จิตไม่หิว มีความอิ่มอัตโนมัติ เพราะมันไม่หิว โดยเฉพาะทางวิญญาณ จิตไม่เกิดกิเลส ตัณหา ไม่เกิดตัณหาก็ไม่หิว. เรื่องทางร่างกายนั้นเป็นเรื่องทางธรรมชาติ, เป็นเรื่องของธรรมชาติ คือเรื่อง วัตถุ มัน หิวตามทางวัตถุ มันก็ต้องแก้ไขไป ตามทางวัตถุ. แต่ความสำคัญนั้นมัน หิวทางวิญญาณที่รบกวนมาก ; เมื่อหิวทางวัตถุแล้ว หิวทางวิญญาณก็พลอยเกิดเพราะ มีความโง่ว่า หิวของกู หิวของกู ถ้ามันไม่มีกู มันก็ไม่มีหิวของกู, แม้ร่างกายจะหิวก็ เป็นของร่างกายไปเถิดไม่ใช่ของกู อย่างนี้จิตมันก็ยังไม่หิวอยู่นั่นแหละ, แต่ว่ามันพูดง่าย ทำยาก เรื่องนี้มันพูดง่ายแต่ทำยาก ไม่มีความหิว แต่มีความอิ่มโดยอัตโนมัติอยู่เสมอ.
น.200 ไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง. แล้วก็ว่า ไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง, ขอให้ฟังให้ดี ๆ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านจงฟังให้ดี ๆ ว่า ไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนในโลกมันมีชีวิต อยู่ด้วยความหวัง การศึกษามันบ้าบอเอามาจากไหนก็ไม่รู้ มาสอนเด็กเล็ก ๆ ลูกเด็ก ๆ ให้อยู่ด้วยความหวัง, ให้อยู่ด้วยความหวัง เด็กมันจะเป็นโรคประสาทเป็นบ้าตายเสียหมด อย่าอยู่ด้วยความหวัง, แต่อยู่ด้วยสติปัญญา, สติปัญญา รู้ว่าควรทำอะไรก็ทำไป อย่าไปหวัง, ทำให้มันถูกต้อง ผลมันมาเอง, ไม่ต้องหวังให้มันกัดหัวใจ, หวัง เมื่อไรมันกัดหัวใจเมื่อนั้น. เรื่องนี้เป็นเพราะไปตามกันฝรั่ง ฝรั่งเขาสอนกันอย่าง นั้น ให้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ; แต่ พุทธบริษัท ไม่ยอมรับ ไม่อาจจะยอมรับ ไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง แต่มีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา, อะไรควรทำก็ทำไปไม่ต้องหิว ไม่ต้องหวัง ทำก็แล้วกัน, มันก็แก้ปัญหาไปในตัว. หวังเมื่อไรก็ผิดหวังเมื่อนั้น แหละ, พอหวังทันทีก็ผิดหวังทันที เพราะมันไม่ได้มีมาให้ทันทีได้. ฉะนั้นไปหวังให้มันกัดหัวใจ ทำไม, ไปหวังให้ผิดหวังทำไม. เรา อย่าหวังสิ แล้วความผิดหวังก็จะไม่มี, เรามีแต่ การกระทำให้ถูกต้องโดยสติปัญญา ไม่ต้องหวัง. อย่าอยู่ด้วยความหวัง แม้แต่พระ- นิพพาน, เรื่องนี้ถูกด่าตั้งล้านแล้ว ถูกด่าตั้งล้านแล้วแหละอย่ามีความหวังแม้แต่นิพพาน, ปฏิบัติให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องตามทางแห่งพระนิพพานก็ไปนิพพาน, อย่าไปหวังให้ กัดหัวใจ อย่าไปหวังให้กัดหัวใจ เดี๋ยวจะเป็นบ้าเพราะหวังนิพพาน, อย่าไปหวัง อย่าอยู่ ด้วยความหวัง แต่อยู่ด้วยความถูกต้องของการประพฤติ การกระทำ ความรู้ความ เข้าใจ ความคิด ความเห็นถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง, อยู่ด้วยความถูกต้อง ทำด้วยความ ถูกต้อง ทำด้วยความถูกต้อง อย่าให้เกิดความหวัง ถ้าหวังมันกัดหัวใจ.
น.201 กับ สันติภาพ ๑๗๕ มีศรัทธาแน่นอนในความปลอดภัยของตน. แล้วก็ มีศรัทธาแน่นอนในความปลอดภัยของตน เพราะได้ถือพระพุทธ- ศาสนา, ได้ปฏิบัติธรรมะ ได้เห็นแจ้งด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่าอย่างนี้ดับทุกข์ ได้แน่, อย่างนี้ดับทุกข์ได้แน่, มีศรัทธาอย่างนี้ในความปลอดภัยของตนเอง, เราแน่ใจ ว่าอย่างนี้ถูกต้อง หลักเกณฑ์อย่างนี้ถูกต้อง ลัทธิอย่างนี้ถูกต้อง. ขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ว่า ความทุกข์มันเกิดมาจากการกระทำผิด ๆ ด้วย ความโง่ของตนเอง, เราทำผิดเองแล้วความทุกข์มันเกิดขึ้น, แล้วไปบนบานผีสาง เทวดาให้มาช่วยแก้. คิดดูซิ ความทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะเราทำผิดต่ออิทัปปัจจยตา แล้วไปจุดธูปจุดเทียนบวงสรวงให้ผีสางเทวดามาช่วยดับ, มันก็ไม่มีศรัทธาในความเชื่อ ตัวเอง, ไม่มั่นคงในตัวเอง จุดธูปจุดเทียนไปเถอะ เสียหัวหมูไปเถอะ บนบานไปเถอะ มันก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะความทุกข์มันไม่ได้มาจากเทวดานี่. ความทุกข์มันมาจากความ โง่ของเรา, ทำไมไม่จัดการกับความโง่ของเรา, ไปจ้างเทวดามาดับทุกข์ ซึ่งเราทำขึ้นมาเอง มันไม่ไหว. ต้องมีความแน่ใจว่า ความทุกข์เกิดมาจากความโง่ อวิชชาหรือความ ผิดของเราเอง เราจะต้องเชื่อแน่ว่าเราแก้อันนี้เสีย ดับอันนี้เสีย เราก็จะปลอดภัย, เรามีความสามารถพร้อมอยู่เสมอที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้, และมีความเชื่อว่าเราทำถูกต้อง. ถ้าเราทำผิดโดยไม่รู้ตัวก็กรรมของเรา, แต่เราต้องเชื่อแน่ว่าเราได้ทำถูกต้อง, ปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางจิต อย่างนี้ถูกต้อง ๆ แล้วดับทุกข์ได้ มีศรัทธาเชื่อแน่ลงไปในธรรมะอย่างนี้, เอาธรรมะเป็นที่พึ่งอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีศรัทธาในความปลอดภัยของตัวเอง, มีความเย็นอก เย็นใจ พวกอื่นเขาจะให้พระเจ้าช่วยก็ตามใจเขา เพราะเขาเชื่อว่าความทุกข์มาจากพระเจ้า, เขาก็ขอให้พระเจ้าช่วยสิ ส่วนเราไม่เชื่ออย่างนั้น, ความทุกข์เกิดมาจากการกระทำของ ตัวเราเอง.
น.202 ในพระบาลีก็มีชัดมาก ว่า ความทุกข์มีเหตุปัจจัย การทำผิดต่อกฎอิทัป- ปัจจยตาของเราเอง, ความทุกข์หรือความสุขไม่ได้มาจากกรรมเก่าในชาติก่อน, พระพุทธเจ้า ตรัสอย่างนี้ แต่คนไม่เชื่อ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขหรือความทุกข์ไม่ได้เกิดมาจาก พระเจ้า, น ปุพพกมุม เหตุ - ไม่ได้เกิดจากกรรมเก่า, น อีศวร เหตุ - ไม่ได้เกิดมาจาก การบันดาลของพระเจ้า, พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ แต่ว่า สุขและทุกข์นี้มีเหตุมีปัจจัย คือการประพฤติกระทำของเราเอง ว่ามันถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา. ถ้าถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตาก็เป็นความสุข, ถ้าไม่ถูกต้องก็เป็นความทุกข์. ถ้าเราเชื่อลงไปแน่นอนอย่างนี้ เราก็แน่ใจสบายใจ ไม่ต้องเสียค่าบนบานศาลกล่าว ให้เทวดา ให้พระเจ้าที่ไหนมาช่วยแก้ไข, แต่ศรัทธาในการกระทำของตัวเอง ถูกต้องตามกฎอิทัป- ปัจจยตาหรือกฎของธรรมชาติ. นี้มีความเชื่อในความปลอดภัยของตัวเอง ว่าได้เตรียมพร้อมแล้ว ถูกต้อง แล้ว, กำลังดำเนินไปอย่างดี, ไม่มีไสยศาสตร์เจือปน. ไสยศาสตร์นั้นมันของคนที่ ไม่เชื่อตัวเอง ของคนขี้ขลาด ของคนไม่รู้อะไร ต้องไปเอาไสยศาสตร์เข้ามา : ถ้า เป็น พุทธะ แล้ว เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว ไ ม่ต้องพึ่งพาอาศัยไสยศาสตร์แม้แต่ประการ ใดๆ ให้จุดธูปจุดเทียนบูชาเป็นภูเขาเลากาก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะมันเป็นไสยศาสตร์, จะไปเซ่นสรวงอ้อนวอนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ภูตผีศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์ มันก็ช่วยไม่ได้. เพราะมันไม่ได้มาจากสิ่งนั้น ต่อเมื่อรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นแจ้งในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ มันจะดับทุกข์ได้. เดี๋ยวนี้เรากำลังเดินถูกทางนี้, เราเชื่อเรา แน่ใจว่ามีความปลอดภัย ความปลอดภัยของเราเป็นที่ไว้ใจได้.
น.203 กับ สันติภาพ ๑๗๗ มีเสรีภาพอันแท้จริง. ดูต่อไป เรามีเสรีภาพที่แท้จริง คือ เสรีภาพในภายใน, เสรีภาพในภายนอก ที่เขาสไตร๊ค์เขาต่อสู้ ป่วยการ. เสรีภาพในภายใน คือ กิเลสไม่เบียดเบียน ไม่ย่ำยี ไม่ครอบงำเรา, เรามีเสรีภาพในภายในจิต ไม่เป็นทาสของกิเลส ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของ กิเลส เรามีเสรีภาพในภายใน คือในจิตใจ จิตใจไม่เป็นทาสของกิเลส เรียกว่ามี เสรีภาพในภายใน, นี่จะเป็นความสุขหรือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างสูงทีเดียว ทีนี้จะทำอย่างไรก็ต้องจัดการให้มันถูกต้อง, จัดการกับกิเลสให้ถูกต้อง, จัดการกับอนุสัยให้ถูกต้อง, จัดการกับอาสวะให้ถูกต้อง. ขอพูดซ้ำอีก หนังเรื่องนี้ดีมาก ต้องฉายซ้ำอีก ว่า กิเลส ว่า อนุสัย ว่า อาสวะ ขอร้องให้ รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ พอเกิดกิเลสครั้งหนึ่ง มันสร้างความเคยชิน แห่งกิเลส นั้นไว้หน่วยหนึ่ง เรียกว่าอนุสัย , เกิดหลายทีก็หลายอนุสัยจนมากอนุสัย, เกิดกิเลสทีหนึ่งก็สร้างอนุสัยขึ้นมาทีหนึ่ง. อนุสัยเก็บไว้ในสันดานมาก ๆๆ มันก็ ต้องการจะไหลออกมา หาช่องรูที่จะไหลออกมาเป็นอาสวะ ก็ไหลออกมา, ถ้า อนุสัยมีในสันดานมาก ความเบ่งดันที่จะออกมามันก็มีมาก เพราะอนุสัยมันมีมาก. เหมือน กับน้ำในตุ่มใส่ไว้ให้เต็ม ถ้ามันมีรูรั่วสักนิดเดียว, น้ำก็ออกมาทันทีและออกมาอย่างแรง เพราะน้ำมันมาก. ถ้าน้ำมันน้อยมันก็ไม่ออกมาแรง, แต่เดี๋ยวนี้น้ำมันมาก คืออนุสัย มีมาก มันคอยเบ่งดันที่จะออกมาข้างนอก, เป็นอาสวะเหมือนกิเลสอย่างเดิมกิเลสอย่าง ตัวเดิมมันจะกลับออกมาอีก. กิเลสทีแรกทำไปตามเหตุปัจจัยที่มันเกิดขึ้น, แล้วเก็บความเคยชินไว้, เป็น อนุสัยและอาสวะมากเข้า ๆ, อาสวะจะไหลออกมาเป็นกิเลสอีก . มันมี
น.204 อยู่ ๓ ชื่อ : เป็นกิเลส ก็อย่างหนึ่ง, เมื่อเป็น อนุสัย ก็อย่างหนึ่ง, เมื่อ เป็นอาสวะ ก็อย่างหนึ่ง,จำไว้ดีๆ.กิเลสคือ กิเลสที่เกิดขึ้น, อนุสัย คือความเคยชินที่เก็บไว้, อาสวะ คือความเคยชิน ที่มัน จะไหลออกมาเมื่อ ได้อารมณ์ได้โอกาส , โอกาสจาก ภายนอกก็ได้ จากภายในก็ได้. ได้โอกาสจากภายนอกก็เป็นกิเลสอย่างเดิม ออกมา ทันที, หรือว่า ไม่ได้จากภายนอกก็เป็นนิวรณ์ เกิดขึ้นมา เร่าร้อนรุ่มร้อนอยู่ในภายใน. นี่เรากำจัดบั่นทอนกิเลส อนุสัย อาสวะ อยู่ในตัว เป็นหัวใจพุทธ ; เมื่อ ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ครั้งหนึ่ง อนุสัย ที่เก็บ ๆไว้ จะลดลงไปหน่วยหนึ่ง. ระวัง ให้ดี อย่าให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้น, พอเราควบคุมไว้ได้ทีหนึ่ง, อนุสัย ข้างในมันจะลดหน่วยหนึ่ง,ถ้าไม่ให้เกิดกิเลสได้บ่อยๆ มันก็ลดๆๆ จนมันจะหมด จน อนุสัยมันจะหมด, มันจะหมดกิเลสนั้น. ฉะนั้น ควบคุมอย่าให้กิเลสเกิดได้เถอะ อนุสัย ข้างในมันก็ ไม่ได้อาหาร มันก็ ผอมลง ๆ , แล้วมัน จะหมด . ระวังให้ดี อย่า ให้เกิดกิเลส ; ถ้าเกิดกิเลสมันจะเพิ่มอนุสัย, ถ้าไม่เกิดกิเลสมันจะลดอนุสัย. อนุสัยน้อย อาสวะก็น้อย, อนุสัยไม่มีอาสวะก็ไม่มี. นี้เราจัดการในเรื่องนี้ถูกต้อง เราก็มีสันติภาพ อาศัยกำลังของอตัมมยตา พอใจที่จะลด จะละ จะเลื่อน จะลดกิเลส จะละกิเลส จะเลื่อนชั้นไป มันก็ทำได้, ในที่สุด ก็มือตัมมยตา คือ เป็นอตัมมโย, เป็นพระอรหันต์ . ถ้าพูดว่า อตัมมโย หมายถึงผู้ มือตัมมยตา ที่สุด เป็นพระอรหันต์, อดัมมยตา คือคุณธรรมของอตัมมโย, อดัมมโย เป็นบุคคล, อดัมมยตาเป็นคุณธรรม, มือตัมมยตาเต็มที่ก็เป็นอตัมมโย คือเป็นพระอรหันต์ เป็นยอดของมนุษย์ แล้วจะเอาอะไร, เป็นยอดของมนุษย์ก็คือยอดของสันติภาพ, นี้เรียก ว่า สันติภาพส่วนบุคคล สูงสุดที่เป็นพระอรหันต์.
น.205 อดัมมยตา กับ สันติภาพ ๑๗๙ โลกจะมีสันติภาพ เพราะคนมีอตัมมยตา. เหลืออีกอัน สันติภาพของส่วนรวมหรือของ สังคมโลก โลกจะมี สันติภาพ ก็เพราะว่ามีอตัมมยตาของบุคคลแต่ละคนช่วยสร้างกันขึ้นมา, เมื่อแต่ ละคน ๆ มีสันติภาพ โลกมันก็มีสันติภาพ. แต่ถ้าเราจะมองในแง่ของโลกของส่วนรวม ก็พูดได้เหมือนกัน ว่ามัน เป็นโลกแห่งมนุษย์ที่มีคุณธรรมสูง, มีความเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย, ความไม่เห็นแก่ตัวมีแล้ว มันก็มีความเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย, มีอตัมมยตาแล้ว ไม่มีกิเลส, ไม่มีอนุสัย, ไม่มีอาสวะ ไม่มีอาสวะไหลนองไปทั่วโลกเหมือนเดี๋ยวนี้. ความเลวร้ายในโลกที่มีเกลื่อนไปมันเป็น อาสวะที่ไหลกลับออกมาของทุกคน ๆ ที่มันสะสมไว้ข้างใน, มันควบคุมไว้ไม่ได้ มันไหล ออกมาข้างนอก, เป็นการกระทำโดยโลภ โดยโกรธ โดยหลง เต็มไปหมด. นี่โลกมัน ไหลนองไปด้วยอาสวะ คือกิเลสที่ไหลกลับออกมาของคนทุกคนในโลก. โลกจะไม่ไหล นองไปด้วยอาสวะ ถ้ามีธรรมะควบคุมไว้ได้ รักษาไว้ได้ ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีความ เห็นแก่ตัว เพราะมีธรรมะสูงสุดของพระพุทธศาสนา. พูดกันแต่เราก็เหมือนกับว่าดูถูกผู้อื่นนะ ศาสนาอื่นไม่ได้สอนเรื่องความไม่ มีตัว, สอนแต่ว่ามีตัว มันก็ต้องเห็นแก่ตัว. ศาสนาพุทธ เราสอนว่า ไม่มีตัว , เอาสิ, เข้าให้ถึงความไม่มีตัวสิ มันก็ไ ม่อาจจะเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่มีตัว,นี่มันวิเศษอยู่ที่ ตรงนี้. พุทธศาสนาวิเศษอยู่ที่ตรงนี้ : สอนเรื่องความไม่มีตัว มันก็ไม่อาจจะเห็นแก่ ตัว, ความไม่เห็นแก่ตัวแก้ปัญหาได้หมด. อาตมาพูดเป็นอุปมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไปพิมพ์แจกที่กรุงเทพฯ "น้ำพริกถ้วย เดียวแก้ปัญหาได้หมด", ปู่ย่า ตายาย ของเรามีน้ำพริกถ้วยเดียวแก้ปัญหาได้หมด เพราะ
น.206 ว่า ปู่ย่า ตายาย ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่ต้องกินหมู กินไก่ กินอะไรบ้า ๆ มื้อละหมื่นดอก, น้ำ พริกถ้วยเดียวอยู่มาจนบัดนี้ มันแก้ปัญหาได้หมดจนบัดนี้. น้ำพริกถ้วยเดียวแก้ปัญหาได้ หมดทั้งโลก น้ำพริกถ้วยเดียว คือความไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ตัว เป็นวัตถุ ประสงค์ที่จะแก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก. พูดให้นอกเรื่องออกไปหน่อยว่า องค์การสหประชาชาติควรจะจัดการเรื่องนี้ คือ แก้ปัญหาทั้งโลกด้วยน้ำพริกถ้วยเดียว อย่าเห็นแก่ตัว, มีชีวิตอยู่ได้อย่างน้ำพริก ถ้วยเดียว, สันโดษหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, ไม่เห็นแก่ตัวก็แล้วกัน. ถ้าองค์การ สหประชาชาติจัดให้มนุษย์ในโลกไม่เห็นแก่ตัวได้ แล้วมันมีสันติภาพยิ่งกว่าสันติภาพ ยิ่ง กว่าสันติภาพเราก็จะได้โลกที่ดีที่วิเศษ ยิ่งกว่าวิเศษ ยิ่งกว่าดีกว่าวิเศษ จนไม่รู้จะเรียก ว่าอะไร ถ้าว่าดีมันยังน้อยไป มันเกินกว่าดีอีก คือโลกของพระอรหันต์ ดีกว่าโลกพระ- ศรีอาริย์. นี่พูดกันตรง ๆ หน่อยนะ อย่าหาว่าว่าดูถูกดูหมิ่นนะ โลกพระศรีอาริย์นั้น เขาหวังมิตรภาพ เป็นเบื้องหน้า: ช่วยกันรักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, ไม่ค่อยใฝ่ ฝันถึงพระอรหันต์ ดอก, ใฝ่ฝันถึงแต่มิตรภาพ อยู่กันด้วยมิตรภาพที่นี่โลกพระศรีอาริย์ รักทุกคนเหมือนกับตนเอง, รักผู้อื่นก็รักตนเอง จนว่าคนนั้นพอลงจากเรือนแล้ว จำไม่ ได้ว่าใครเป็นใคร มีกล่าวไว้อย่างนี้, พอลงจากเรือนแล้วจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ผัวของกู เมียของกู ไม่รู้อยู่ที่ไหน มันดีเหมือนกันหมด, นี่พอลงจากเรือนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร พอออกไปสู่ท้องถนน มีแต่ยกมือชูว่าใครจะให้ช่วยอะไร จะให้ช่วยอะไร ไปทางไหนก็มีแต่ คนยกมือว่าจะให้ช่วยอะไร ช่วยอะไร. นั่นโลกพระศรีอริยเมตไตรย, โลกแห่งความรัก โลก แห่งความเมตตา เขาไม่ได้พูดกันถึงเรื่องพระอรหันต์นักดอก แต่พูดถึงมิตรภาพมากกว่า. แต่ถ้าเรามี อตัมมยตา เราได้โลกที่ดีกว่านั้น คือโลกของพระอรหันต์, โลกที่หมด กิเลส โลกที่หมดกิเลสโดยประการทั้งปวง. คำกล่าวนี้คล้าย ๆ กับจะประณามว่ามนุษย์
น.207 กับ สันติภาพ ๑๘๑ ต่อไปข้างหน้านี้ คงไม่หวังอะไรมากกว่า โลกพระศรีอริยเมตไตรย ไม่หวังโลกพระอรหันต์ แต่ว่าอตัมมยตาช่วยได้มาก ช่วยถึงโลกพระอรหันต์, มีพระอรหันต์เป็นที่มุ่งหมาย, ไม่ใช่ ว่ามิตรภาพความรักเป็นที่มุ่งหมายโลกพระศรีอริยเมตไตรยเอาความรักเป็นที่มุ่งหมาย แต่ โลกพระอรหันต์เอาความสิ้นกิเลสเป็นที่มุ่งหมาย, โดยอดัมมยตาเราจะได้โลกพระอรหันต์ แทนโลกพระศรีอริยเมตไตรย. นี่สันติภาพของส่วนรวม ของสังคมโลกมุ่งหมายอย่างนี้ ต้องการอย่างนี้ ไปไกลอย่างนี้ ขอให้รู้จักไว้ว่า อตัมมยตาจะช่วยได้ อดัมมยตาจะช่วยให้เป็นอย่างนี้ได้ ขอให้สนใจ, ให้ทุกคนหายใจเป็นอดัมมยตา นอนฝันเป็นอดัมมยตาพลั้งปากเป็นอตัมมยตา ก็ใช้ได้, เอะอะอะไรขึ้นมาพลั้งปากก็เป็นอตัมมยตา นอนฝันก็ฝันเป็นอดัมมยตา หายใจ เข้าออกก็นึกถึงแต่อตัมมยตา แล้ว จะมีสันติภาพสมบูรณ์ทั้งโดยบุคคลและโดยส่วน รวม. ขอให้ ท่านทั้งหลาย ทุกคน มองเห็นประโยชน์อันสูงสุดของอตัมมยตา ในการที่จะสร้างสันติภาพ, วันนี้เราก็พูดกันถึงเรื่อง อตัมมยตากับสันติภาพ มีใจความ อย่างนี้. ต้องการสันติภาพจงหันหาอตัมมยตา, อตัมมยตาเป็นเพชรเม็ดสุดท้าย ที่ควักออกมา จากพระไตรปิฎก ขอให้รับเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์, จะได้รับประโยชน์ สูงสุดจากพระพุทธศาสนา ด้วยสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา. ถ้าอยากให้พระศาสนามีอยู่ จง รีบใช้อตัมมยตา ฟังให้ดี ๆ นะ ถ้าอยากให้พระศาสนาหมดสูญหายไป อย่าสนใจเรื่อง อตัมมยตา, ไม่สนใจเรื่องอตัมมยตา ก็คือไม่มีอะไร มันก็หายไปเอง ศาสนามันก็หายไปเอง. ถ้าอยากให้ศาสนามีอยู่ จงสนใจเรื่องอตัมมยตา เอามาใช้ให้เป็น ประโยชน์, ยิ่งใช้ยิ่งดี ยิ่งใช้มากยิ่งมีมาก, ยิ่งใช้ธรรมะใช้อตัมมยตามาก ศาสนายิ่งเจริญ, ยิ่งไม่ใช้ศาสนาให้เป็นประโยชน์ ศาสนายิ่งสูญหายไป ไม่มีประโยชน์. ถ้าอยากจะให้
น.208 ๑๘๒ อตัมมยดา พระศาสนาเจริญ จงใช้พระศาสนาให้มาก, ยิ่งใช้พระศาสนามาก ศาสนายิ่งเจริญ น่าหัว ไหม, ถ้าอยากให้ศาสนาเจริญ, ขอให้ยิ่งใช้ศาสนาให้มาก ให้เป็นประโยชน์ให้มาก นั้นจะทำให้ศาสนาเจริญ, ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก ยิ่งรีบ ๆใช้ยิ่งมีมาก, ก็คิดดูก็แล้วกัน ข้าว ของทรัพย์สมบัติในบ้านในเรือน ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร มันก็เหมือนกับไม่มี. เดี๋ยวนี้ยิ่งใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วมันจะยิ่งมีประโยชน์ ยิ่งเป็น ประโยชน์,ยิ่งใช้อตัมมยตาให้มากพระศาสนาก็ยิ่งมี ยิ่งเจริญ ยิ่งมั่นคง อยู่เป็นที่พึ่งของเรา. คำเก่า ๆ พูดไว้คงจะลืมกันเสียหมดแล้ว "อย่าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้หมา กิน" ว่าศาสนาเหมือนกับเป็ดไก่ เราเลี้ยงไว้บำรุงไว้ทะนุถนอมไว้, แต่พอไข่ออกมา ให้หมากินคือไม่สนใจ, ที่ศาสนาจะใช้ประโยชน์อะไรได้ก็ไม่สนใจ. นี่ก็เรียกว่าเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ไม่ไหว. รีบรู้จักและรีบใช้ประโยชน์จากพระศาสนาของเราให้ เป็นประโยชน์นั่นแหละคือยิ่งต้องใช้อตัมมยตา ซึ่งเป็นเหมือนไข่จากไก่ ของพระศาสนา, ตัวพระศาสนาไข่ออกมา แล้วเราก็เอามากินมาใช้ให้เป็นประโยชน์เถิด. จงรีบใช้ อตัมมยตา พระศาสนาจะยิ่งเจริญ, จะยิ่งมี จะยิ่งอยู่กับเรา เราก็ได้รับประโยชน์ จากพระศาสนา, เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง เป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เต็มตามความ หมายของพุทธบริษัท. หวังว่าท่านทั้งหลายจะรู้จักอตัมมยตายิ่งขึ้น อย่าโกรธอาตมาว่า พูดแล้วไม่รู้จบ, พูดแล้วพูดอีก พูดแล้วพูดอีกเรื่องอตัมมยตา เพราะมันมีเรื่องที่จะต้อง พูดกันมาก จึงขอพูดจนกว่าจะจบจะหมด. การบรรยายในวันนี้ เรื่องอดัมมยตากับสันติภาพก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติ การบรรยาย, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมเป็นคุณสาธยายส่งเสริม กำลังใจให้มีมากในการปฏิบัติอตัมมยตา ให้สมตามความเป็นพุทธบริษัทที่ก้าวหน้าในทาง แห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา ต่อไปในกาลบัดนี้ ..
Buddhadasa