Buddhadasa.org

อตัมมยตาประยุกต์ ตอนที่ ๙ — อตัมมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย

อตัมมยตาประยุกต์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๓๑ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.209 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาเป็นครั้งที่ ๙ ในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องในชุด อตัมมยตาต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ, ท่านทั้งหลาย บางคนอาจจะเบื่ออดัมมยตา อดัมมยตา เข้าบ้างแล้วก็ได้, แต่ว่าขอให้อดทน อดทน ไว้ก่อน มันเป็นเรื่องสำคัญ. ส่วนอาตมานั้น อตัมมยตามันกำลังขึ้นสมอง มันสะดวก ที่จะพูดกันเสียให้มันจบให้มันสิ้น โดยไม่ต้องพูดกันอีก ; เพราะฉะนั้นขอทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกันว่าจะพูดเรื่องอตัมมยตากันเสียให้ละเอียดทุกแง่ทุกมุม ในวันนี้จะบรรยาย โดยหัวข้อว่า อตัมมยตา ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย. ๑๘๓

น.210 ทำความเข้าใจเกี่ยวกับถ้อยคำ. สัตตบถ. อตัมมยตา คือ เรื่องที่เราพูดกันมามากแล้ว ที่นี้สัตตบถ สัตตบถนี้คงจะแปลก สำหรับบางคน ; สัตตบถ แปลว่าหนทางไปของสัตว์ -หนทางไปของสัตว์, สัตว์มนุษย์ นี่แหละ มันจะไปตั้งแต่ จุดตั้งต้น คือตั้งแต่เป็นบุถุชนโง่ ๆ ดิบ ๆ ที่ตรงนี้, แล้วก็ เลื่อนไป ๆ สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป เป็นอุบาสก เป็นโยคี เป็นพระอริยเจ้า บรรลุ นิพพาน จบที่นั่นแหละ คำว่า สัตตบถคือทางที่ยาว, ยาวไปตั้งแต่ ต่ำที่สุด ที่ตรงนี้จนไปถึงที่สูง สุดคือนิพพาน, น่าประหลาดน่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าเที่ยวรอบโลก, หรือว่าไปโลกพระ- จันทร์เสียอีก, ไปเที่ยวรอบโลกมันก็วนเวียนอยู่ในโลกนี่ หรือว่าไปโลกพระจันทร์ มันก็ ยังอยู่ในโลกในจักรวาลนี่, ไปโลกพระจันทร์มันก็อยู่ในจักรวาลนี้. แต่ถ้าสัตตบถมัน จากจุดบุถุชนนี้ออกไปไกลนอกโลกไปสู่พระอรหันต์ นั่นแหละ, สัตตบถ-หนทางแนว ทางที่สัตว์จะต้องเดินไป ตั้งแต่จุดตั้งต้นจนถึงที่สุด. ต้องขออภัย แทรกอธิบายสักนิดหนึ่งว่า คำ ๆ นี้คือคำว่าสัตตบถ นี่ มัน เผอิญไปพ้องกับคำว่า สัตตบท อีกเหมือนกันอีกคำหนึ่ง, นั่นหมายถึง บทวัตรปฏิบัติ ๗ ประการ, สัตตะ ที่นั่นแปลว่า เจ็ด, ๗ บท ประพฤติแล้วจะได้ทำให้ไปเกิดในแดนพระ- อินทร์ สัตตบทนั้นเด็กเล่น, ไม่ใช่สัตตบถอย่างที่ว่านี้ จากจุดต่ำที่สุดไปถึงนิพพานเรียกว่า สัตตบถเป็นหนทางยาวเฟื้อย ยืดยาวไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน นี้เรียกว่าสัตตบถ. สัตว์ทั้งหลายไม่มีทางไป ไม่มีทางไป นอกจากไปทางนี้, แม้จะวกวน อยู่ที่นี่, ในที่สุดก็ไป-ไป-ไป ไปทางนี้ . จนกว่าจะจบทางนี้ มันจึงจะจบสิ้นสุดของ

น.211 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๑๘๕ หนทาง. สัตว์ทั้งหลาย มีสัตตบถกันทุกคน, ท่านทั้งหลายบรรดาที่นั่งอยู่ที่นี่ มี สัตตบถ คือหนทางที่สัตว์จะต้องเดินไป-เดินไป-เดินไป จนกว่าจะถึงที่สุดปลายทาง ด้วยกันทุกคน. ในระยะของสัตตบถอันยืดยาวนี้ อตัมมยตามันทำหน้าที่, ทำหน้าที่ผลัก ไป, ผลักไปทีละก้าว ทีละก้าว ทีละขั้น ทีละขั้น จนกว่าจะไปถึงจุดสุดท้ายของสัตตบถ - บรรลุนิพพาน. จำคำว่า สัตตบถไว้ให้ดี มัน อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ละวัน ๆ ที่มันจะ ดีขึ้น ๆ, อย่างไรก็ตาม มันเป็นไปตามทางนั้นแหละ ทางที่เรียกว่าสัตตบถนั่นแหละ, แม้ในระยะต้น ๆ สั้น ๆ ก็เดินไปตามทางนั้น, และ อตัมมยตา นี่มัน ผลักไป จูงไป ดันไป เชื้อเชิญไป ให้สัตว์ทั้งหลายดำเนินไป ในสัตตบถ คือหนทางสายเดียว จากนี่จนถึงพระนิพพาน. นี้เรียกว่าสัตตบถ อตัมมยตา ผลักไป ให้สัตว์เดินไป เดินไป, มารู้จักสัตตบถกันเสียให้ดี ๆ. โสมนัส โทมนัส อุเบกขา. ทีนี้จะต้องทนฟังคำที่แปลกๆ หรือว่าค่อนข้างจะสับสน จะต้องทนฟัง คำว่า โทมนัส, แล้วก็โสมนัส อุเบกขา. โทมนัส คือ ทุกข์ยากลำบากหนักอกหนักใจ ทุกข์ทรมาน, นี่เรียกว่าโทมนัส แล้วก็โสมนัส ก็คือ สบาย สะดวก สบาย เป็นสุข รื่นเริง เรียกว่า โสมนัส อีกอย่างหนึ่ง อุเบกขา - เฉยๆ เฉย ๆ ฉะนั้นเราจะต้อง มีถึง ๓ ลำดับ : โทมนัส-แย่หน่อย, โสมนัส-สบายหน่อย, อุเบกขา-เฉย ๆ.

น.212 สิ่งทั้ง ๓ นี้ ยังมีเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทหนึ่ง มันอาศัยบ้านเรือน เกี่ยวกับบ้านเรือน, ยังอยู่ในโลก ยังเกี่ยวกับบ้านเรือน, ข้องอยู่ในบ้านเรือนนี้ ก็มีอยู่ ชุดหนึ่งเหมือนกัน. ทีนี้ อีกชุดหนึ่ง มัน อาศัยเนกขัมมะ คือ หลีกออกจากบ้าน เรือน โดยจิตใจก็ได้, หลีกออกจากกาม หลีกออกจากบ้านเรือน ก็เรียกว่าเนกขัมมะ มันมีทั้ง เคหะสิตตะ-อาศัยบ้านเรือน กับเนกขัมมะสิตตะ-อาศัยเนก- ขัมมะ. ยุ่งหรือยัง, อย่าเพ่อยุ่ง ฟังให้ดี ๆ สิ. ถ้าสิ่งใดมันเป็นไปในบ้านเรือน, อาศัยเหย้าเรือน, เกิดเพราะบ้านเรือน ก็เรียกว่า อาศัยบ้านเรือน เคหะสิตตะ ; ถ้า อันใดมัน ไม่อาศัยบ้านเรือน แต่มันอาศัยการออกไปจากบ้านเรือน, ออกไปจากบ้าน เรือน ก็เรียกว่าเนกขัมมะสิตตะ คืออาศัยเนกขัมมะ. โทมนัสก็ดี โสมนัสก็ดี อุเบกขาก็ดี มีทั้งที่อาศัยบ้านเรือน, เกิด จากบ้านเรือน และอาศัยเนกขัมมะ คือเกิดจากการออกจากบ้านเรือนหรือการออกจาก กาม: จะเห็นได้ว่ามันเป็นคู่กัน เราเกิดมาในโลก ไม่รู้อะไรก็ยุ่งตามประสาบ้านเรือน, เมื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับบ้านเรือนสำเร็จแล้ว ก็เป็นเนกขัมมะ ออกไปจากบ้านเรือน ฉะนั้น จงรู้จักมันให้ดี ๆ ว่ามันต่างกันอย่างไร. โทมนัส, โทมนัส ทุกข์ยากลำบากเกี่ยวกับบ้านเรือน ก็คือทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ นั่นแหละ นี้ก็เป็นโทมนัสอย่างบ้านเรือน. โทมนัสอย่างเนกขัมมะ คือประพฤติวัตรปฏิบัติ อดตาหลับขับตานอน ถือศีลถืออุโบสถถืออะไรให้ดีด้วยความ ลำบาก, นี้ก็เรียกโทมนัสที่อาศัยเนกขัมมะ. โทมนัส-ความลำบาก อาศัยบ้านเรือนก็มี, โทมนัส-ลำบาก อาศัยปฏิบัติธรรมะ ก็มี

น.213 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๑๘๗ ทีนี้มาถึง โสมนัส มัน ก็มีอย่างเดียวกัน อีกแหละ : โสมนัส อาศัย บ้านเรือน, อาศัยเป็นสุขบันเทิงรื่นเริงอยู่ในบ้านในเรือน ในกามคุณว่าอย่างนั้นเถอะ นี้ก็อย่างหนึ่ง, ทีนี้ โสมนัส อาศัยเนกขัมมะ ไม่อาศัยกาม ไม่อาศัยบ้านเรือน, แต่มาอาศัยธรรมะล้วน ๆ นี้ก็เป็นโสมนัส มันมีโสมนัสอาศัยบ้านเรือน และโสมนัส อาศัยเนกขัมมะ ทีนี้ อุเบกขา ก็เหมือนกันเฉยๆ เฉยๆ นี่ อาศัยบ้านเรือนก็มี, มันไม่ รู้ไม่ชี้ก็มี มันชักเฉย ๆ มันชักเนือย ๆ หรือว่าแม้แต่ของคนอันธพาล มันไม่รู้ไม่ชี้ เฉยเสียอย่างนั้นแหละ มันก็ยังเป็นอุเบกขาอันธพาลได้. อุเบกขาที่อาศัยบ้านเรือน อยู่ในบ้านเรือนมันก็เป็นอุเบกขาได้ชนิดหนึ่ง อุเบกขาสูงสุดอาศัยเนกขัมมะ ปฏิบัติธรรมะ สูงสุด ได้รับผลสูงสุดเป็นอุเบกขา เฉยได้ต่อสิ่งทั้งปวง นี้เป็นอุเบกขาที่อาศัยเนกขัมมะ อย่าเพ่อยุ่ง โทมนัส โสมนัส อุเบกขาอาศัยบ้านเรียน นี้พวกหนึ่ง, แล้ว โทมนัส โสมนัส อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ นี้อีกพวกหนึ่ง. นี้จะเอามาพูดให้เห็นตามลำดับที่มันมีอยู่จริงในชีวิตของเรา มันเริ่มต้นชีวิต ขึ้นมาด้วยโทมนัส อาศัยบ้านเรือน, โทมนัส ลำบาก ทนลำบาก เพราะอาศัยบ้าน เรือน ต้องเล่าต้องเรียน ต้องทำการ ต้องทำงาน, ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ, ต้องยุ่งยาก ลำบากสารพัดอย่างในบ้านเรือน นี้เรียกว่าโทมนัสอาศัยบ้านเรือน. นี้มันก็จะ ละเสียได้ ด้วย โสมนัสที่อาศัยบ้านเรือน ที่เราประสบความสำเร็จ มีเรือกสวนไร่นา, มีอะไร เสร็จแล้ว ก็มีโสมนัสแต่แบบอาศัยบ้านเรือน. โสมนัสอาศัยบ้านเรือน มันก็ละโทมนัส ที่อาศัยบ้านเรือนนั้นเสีย. ครั้นมามีโสมนัสแบบอาศัยบ้านเรือนหนักเข้า ๆ มันก็เฉยได้, ลองอบ กันอยู่กับสุขสบาย เงินทอง ข้าวของ อำนาจวาสนาบารมี, ถ้าไม่ใช่คนหลง, ไม่ใช่คนหลง

น.214 มันจะเฉยได้ คือคนแก่จะมอบทรัพย์สมบัติอะไรให้บุตรภรรยา ออกไปเป็นผู้ตัวเปล่า ผู้เดียว. ซึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ในครั้งพุทธกาลนั้น คนที่เขาถึงที่สุดแห่งกิจการงานทั้งปวง แล้ว ก็มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกให้หลาน ให้เสร็จแล้วตัวเองก็สวมรองเท้าขาว นุ่งผ้า ขาว กั้นร่มขาว ไปเดินเล่นอยู่ตามริมลำธารจนตาย จนกว่าจะตาย. นี่มันก็อุเบกขา อุเบกขาอย่างบ้านเรือน, หรือมันจะเป็นอันธพาล มันว่า กูไม่เอากับมึงแล้ว ก็ได้ เหมือนกัน อุเบกขาได้เหมือนกัน นี่ อุเบกขาที่อาศัยบ้านเรือน มันก็ละโสมนัส ที่อาศัยบ้านเรือน. เรามี โทมนัสทุกข์ที่อาศัยบ้านเรือน แล้วเราละมันเสียได้ด้วยโสมนัสที่อาศัย บ้านเรือน เพราะเราประสบความสำเร็จ หนักเข้า ๆ เราก็มีอุเบกขา ละโสมนัสเสียอยู่ เฉย ๆ นี่เรื่องบ้านเรือน, เรื่องบ้านเรือนเป็นอย่างนี้. เอ้า, ทีนี้มัน อุเบกขา อุเบกขา อย่างบ้านเรือนมากเข้าๆ ถ้าสติปัญญา บุญบารมีมันมีอยู่ มันไม่ยอมหยุดแค่นั้น มันไม่ตายเปล่าเพียงเท่านั้น, มัน หันไปหา เนกขัมมะ เรื่องที่มิใช่บ้านเรือน, เรื่องที่มีจิตใจออกไปจากบ้านเรือน จากกามคุณ นี้ เปลี่ยนเป็นเรียกว่า เนกขัมมะแล้ว. พอหันไปจับชุดเนกขัมมะข้างหน้าโน้น มันก็เรื่อง ลำบากอีกแหละ, เป็นโทมนัสขึ้นมาอีก โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ, ต่อสู้ดิ้นรนใน เนกขัมมะ แล้วก็ลำบากทนทรมาน นี้เรียกว่าโทมนัส, ทุกข์ โทมนัสที่เกิดมาจากเนกขัมมะ. โทมนัสเนกขัมมะนี้ต่อสู้ไป ๆ เดี๋ยวมันก็ประสบความสำเร็จ, ก็ได้รับโสมนัส ในเนกขัมมะนั่นแหละ. ในเนกขัมมะที่ไม่ใช่ บ้านเรือนได้รับโสมนัส -โสมนัส- โสมนัสที่อาศัยเนกขัมมะมันก็ ละโทมนัส ที่อาศัยเนกขัมมะ. ที่นี้โสมนัสเนกขัมมะ, โสมนัสเนกขัมมะ โสม ฯ โสมฯไป เดี๋ยวมันก็เบื่อ, เบื่อครั้งสุดท้าย ไม่เอาแล้ว จะไปอุเบกขาที่เป็นเนกขัมมะ, อุเบกขาแต่เป็นเนกขัมมะ

น.215 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๑๘๙ ที่จริงถ้าจะปรับคู่กันโดยตรง แล้วมันปรับคู่ได้อย่างนี้ว่า โทมนัสในบ้าน เรือน มันละเสียได้ด้วยโทมนัสเนกขัมมะ. โสมนัสบ้านเรือน มันละเสียได้ด้วยโสมนัส เนกขัมมะ. แล้วอุเบกขาบ้านเรือน มันก็ละเสียได้ด้วยอุเบกขาเนกขัมมะ. เนกขัมมะ มันอยู่เหนือเสมอไป แต่เราก็ต้องไปตามลำดับนี้. ทบทวน อีกที คอยฟังให้ดีนะ อย่าเพ่องง อย่าเพ่อยุ่ง. ลำบากด้วยบ้านเรือน เริ่มต้นลำบากด้วยเรื่องบ้านเรือน, เป็นโทมนัส เกี่ยวกับบ้านเรือน เหงื่อไหลไคลย้อย นี่ตั้งต้น. นี้ประสบความสำเร็จก็เป็นโสมนัส สบาย เกี่ยวกับบ้านเรือน เกี่ยวกับบ้านเรือนอยู่ ยังไม่เป็นไรดอก. โสมนัสเกี่ยวกับบ้านเรือน ไปพักหนึ่ง เดี๋ยว โอ้ เฉยได้ ขี้เกียจรู้ขี้เกียจชี้ มันเฉย อย่างนี้ก็เรียกว่าเฉยอย่างบ้านเรือน, เฉยอยู่ในบ้านเรือน. ทีนี้นายคนนี้ไม่ยอมแพ้ เฉยอยู่ในบ้านเรือนนี้ยังไม่พอใจ หาให้สูงขึ้น ไปอีก ก็ ไปหาเนกขัมมะ, ปฏิบัติตนเอาจิตออกจากโลกเป็นเนกขัมมะ ก็ต้องลำบาก อีกแหละ ลำบากในส่วนเนกขัมมะ. ทีนี้จะถือธุดงค์ถือศีลถืออุโบสถอะไรก็ไม่แพ้เหงื่อ ไหลไคลย้อยเท่าไร, รักษาศีลอุโบสถถือธุดงควัตรถือเนสัชชิกพึ่งธรรมตลอดรุ่งอะไรนี้, เอ้า, เป็นโทมนัสอาศัยเนกขัมมะอีกที, พอประสบความสำเร็จก็เป็นโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ เป็นอุบาสกที่สบาย. โสมนัสอาศัยเนกขัมมะเป็นไปหนักเข้า ๆ อนิจจตามันก็เป็นไปตามเรื่อง พอมัน เบื่อก็พอกันที เฉย ๆๆ, อุเบกขาเฉยนี้มันเฉยครั้งสุดท้าย เฉยอย่างเนกขัมมะ มันสูงสุด จบนั่นแหละ. ถ้ามัน เฉยอย่างเนกขัมมะ นั้น มันเป็นอตัมมยตาอันสุด ท้ายที่จะละโลก ละบ้านเรือนหมด เป็นโลกุตตระ.

น.216 ตัวอย่างสัตตบถของบุคคล. ขออภัย ยกตัวอย่างนะ ฟังให้ดีนะ อย่าเข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้เลย เพียงแต่ จะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย, ยกตัวอย่างด้วยบุคคลชื่อนายพิทย์ คงวิเชียรวัฒนะ พังดูให้ดี เมื่อเด็ก ๆ เล็ก ๆ เขาก็เป็นไข่พิทย์, ไข่พิทย์, ไข่พิทย์ ตั้งแต่ยังไม่นุ่งผ้ามา, ไข่พิทย์ มัน ก็ลำบากด้วยถูกเฆี่ยนถูกตี เล่าเรียน จนกว่าเขาจะเป็นบ่าวพิทย์ขึ้นมา เป็นบ่าวพิทย์ บ่าว พิทย์น่ะ. ทีนี้มันก็ต้องทำแหละ ต้องทำประเภทเคหะโทมนัส บ่าวพิทย์จะขุดนากี่บิ้ง บ่าวพิทย์จะขุดต่อกี่ตอ ขุดกอไผ่กี่กอไผ่ กว่าจะได้เนื้อนา บ่าวพิทย์จะต้องไถนากี่แปลง, แล้วบ่าวพิทย์ก็จะต้องหาบข้าวกี่หาบ, แล้วบ่าวพิทย์ก็จะต้องถ่อเรือไม้พื้นกี่ลำ ทำตาลกี่ต้น เคี่ยวน้ำตาลกี่กระทะ. นี่บ่าวพิทย์เขาก็เสวยเคหะโทมนัส เคหะสิตตะโทมนัส เคหะ โทมนัส ลำบากยุ่งยาก อาศัยบ้านเรือน. ไม่เท่าไรก็สำเร็จ ก็สำเร็จในเรื่องของบ้านเรือน ได้รับความพอใจ มีเงิน มีทองมีอะไรมีเครดิตดี มีอะไรเป็นที่ต้องการของหญิงสาวแล้วทีนี้ นี่มีเคหะโสมนัส มัน สบาย ๆ. เป็นเวลานานพอเข้า มันก็ชักว่า เออ ! ไอ้โลก ๆ นี่มันแค่นี้เอง บ่าวพิทย์ ก็หันไปหาเรื่องของธรรมะ เรื่องออกจากโลก เรื่องออกจากกาม ทีนี้บ่าวพิทย์ก็กลายเป็น สกพิทย์-สกพิทย์-อุบาสกพิทย์ เป็นสกพิทย์ขึ้นมาแล้ว เป็นคนละคนแล้ว. สกพิทย์ก็สนใจแต่เรื่องวัดวาอาราม เรื่องทำบุญทำทาน เรื่องเสียสละให้ผู้อื่น เป็นที่เคารพนับถือในหมู่อุบาสกอุบาสิกา, กว่าจะได้อย่างนั้นก็ลำบากเกือบตายเหมือนกัน แหละ. นี่ก็โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ, โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ, เรียกสั้น ๆ ว่า เนกขัมมะ โทม ฯ, โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ.

น.217 ๑๙๑ อดัมมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ต่อมาสกพิทย์ก็สำเร็จหน้าที่โทมนัสในเนกขัมมะ เป็นโสมนัส พอใจ สบายใจ ยินดี มีความสุขสงบเย็นในวัดในศาสนา เรียกว่าเนกขัมมะโสม ฯ-เนกขัมมะโสม ฯ- เนกขัมมะสิตตะโสมนัส, ร่าเริงยินดีบันเทิงใจ เกี่ยวกับเนกขัมมะ คือออกจากโลก ออกจากกามนี่ก็เรียกว่าพ้นโทม ฯ มาสู่โสม ฯ. พอหนักเข้า ๆ มันไม่มีไปทางไหน ทางมันไม่มีแล้ว มันก็จะมามีเนกขัมมะ กันอีกที เนกขัมมะ โสมนัสเนกขัมมะ จะมาละเสียด้วยอุเบกขาเนกขัมมะ. ทีนี้สกพิทย์ ก็กลายเป็นโยคีพิทย์, โยคีพิทย์ เป็นโยคี-ผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตใจ เป็นโยคีพิทย์ สูงกว่า สกพิทย์แล้ว ก็พยายามทำสมาธิ ทำจิต ทำใจ จนสำเร็จประโยชน์ในขั้นที่เรียกว่ารูปฌาน บรรลุ รูปฌาน ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็ไม่พอ, อดัมมยตายังดันต่อไปอีก ให้บรรลุอรูปฌาน อรูปฌาน บรรลุ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญา- นาสัญญายตนะ, อันนี้แหละสุดท้าย สุดท้ายของเรื่องภพเรื่องโลก. ทีนี้ อตัมมยตา ก็ผลักดันอีกครั้งหนึ่ง โยคีพิทย์ก็กลายเป็นอริยะพิทย์- พระอริยพิทย์จะบรรลุมรรคผลทั้ง ๔ เป็นพระโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็น อรหันต์แล้วจบ, พระอริยพิทย์ คิดดูให้ดีสิ จากไข่พิทย์ มาเป็นบ่าวพิทย์ จาก บ่าวพิทย์ มา เป็น สกพิทย์, จาก สกพิทย์ มาเป็น โยคีพิทย์ จากโยคีพิทย์ มาเป็น อริยะพิทย์ นี่ มันจบ สัตตบถ อันยึดยาว, ตั้งแต่เป็นไข่พิทย์มาเป็นพระอรหันต์พิทย์ มันยืดยาวเท่าไร. นี่ ฟังดูให้ดีสิมันจำง่าย ถ้ายกตัวอย่างอย่างนี้มันจำง่าย เป็นเรื่องที่พอมองเห็น ๆ กันอยู่ว่า, สัตตบถ สัตตบถ-หนทางเดินแห่งสัตว์ มันยาวอย่างนี้ จากไข่พิทย์มาเป็นพระอรหันต์พิทย์. พระอรหันต์ชื่อพิทย์ นี่ เรียกว่าสัตตบถ, สัตตบถ.

น.218 ได้ผ่านโทมนัส โสมนัส อุเบกขา มาทั้งอย่างที่อาศัยเรือน และทั้งอย่างที่ ไม่อาศัยเรือน คืออาศัยเนกขัมมะ ครั้นมาถึงอันสุดท้าย ก็จะออกเสียจากโลก จากกามโลก รูปโลก อรูปโลก มาเป็นนิโรธะหรือนิพพาน เป็นพระอริยบุคคล คือ สัตตบถ สัตตบถ. สัตตบถ จะมีกี่ขั้นตอนก็ตามเถิด มันเป็น มาได้ด้วยอต้มมยตา, อตัมมยตา มันผลักไสขึ้นมา มันปรุงขึ้นมา ดันขึ้นมา. ว่าที่จริงก็น่าจะขอบใจความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงนี่น่าขอบใจนะ, ถ้ามัน เที่ยงมันตายตัวน่ะมันเลื่อนไม่ได้. เดี๋ยวนี้มันไม่เที่ยงนี่มันเลื่อนได้ เพราะมันไม่เที่ยงนี่ มันมีประโยชน์ มันเลื่อนได้ มันเปลี่ยนได้, อตัมมยตามันก็เปลี่ยนให้เรื่อย เปลี่ยนให้ เรื่อย จากไข่พิทย์ไปเป็นพระอรหันต์พิทย์. นี่ สัตตบถอันยืดยาวนี้ เป็นมาด้วยอตัมมยตา. ขั้นตอนอย่างละเอียดของสัตตบถ. ถ้าแจกให้ละเอียดก็ได้ แต่อย่าเพ่อเวียนหัวนะ, ว่าโทมนัสมันก็มี ๖. คือ อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖, อายตนะ แม้ที่เป็นโทมนัสอาศัยบ้านเรือน มันก็มี ๖ ชนิด, แล้วพอมาเป็นโสมนัสอาศัยบ้านเรือน มันก็ยังอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖, ๖ อยู่นี่, พอมาเป็นอุเบกขาไม่อาศัยบ้านเรือน มันก็ยังอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มันก็ได้สาม ๖ ซิ, โทมนัส ก็ ๖ โสมนัส ก็ ๖ อุเบกขาก็ ๖ รวมกันเป็น ๑๘, ๑๘ นี้อาศัยบ้านเรือน.

น.219 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ครั้นแล้วเลื่อนเป็น เนกขัมมะสิตตะ คืออาศัยเนกขัมมะ ที่เป็นโทมนัสก็อย่าง เดียวกันอีกแหละ, อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖, ที่เป็นโสมนัสก็อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖. ที่เป็นอุเบกขา ก็อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖, มันอีกสาม ๖ ก็เป็น ๑๘. ที่อาศัยบ้านเรือนก็มี ๑๘ ที่อาศัยเนกขัมมะก็มี ๑๘ สอง ๑๘ ก็ได้เป็น ๓๖. นี่สัตตบถตอนนี้ เพียงเท่านี้ก็เรียกว่า มโนปวิจารณ์ ออกจะแปลก จำให้ดี ๆ มโน ปวิจารณ์ ที่เที่ยวไปแห่งมโน, ๑๘ ที่นี้ ๑๘ ชั้น ๑๘ อย่างเป็นที่เที่ยวไปแห่งมโน ที่ อาศัยเรือน ๑๘ อย่าง ที่อาศัยเนกขัมมะ ๑๘ อย่างรวมกันเป็น ๓๖ อย่าง ที่เที่ยวไปแห่งจิต นี่มันละเอียดอย่างนี้ เป็นธรรมะที่ลึกอย่างนี้, จะจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ไม่ทราบ แต่มัน มีอยู่อย่างนี้, เอามาพูดนี่ถ้าไม่เวียนหัวก็ดี. ให้รู้ไว้ว่าโทมนัสก็ดี โสมนัสก็ดี อุเบกขา ก็ดี มี ๑๘ อาศัยบ้านเรือน, โทมนัสก็ดี โสมนัสก็ดี อุเบกขาก็ดี มี ๑๘ อาศัยเนกขัมมะ, อาศัยบ้านเรือนก็มี ๑๘ อาศัยเนกขัมมะก็มี ๑๘ รวมกันเป็น ๓๖ เรียกว่า มโนปวิจารณ์. จิตเที่ยวไป สำหรับจิตเที่ยวไป ๆ. มีอยู่ ๑๘ สองทีก็เป็น ๓๖. ทีนี้ เมื่อออกจากเรือนมาสู่เนกขัมมะนี่ มาเป็นโทมนัสแล้วเป็นโสมนัส แล้ว มาเป็นอุเบกขานี่ ดูสิมันจืด, เมื่อเป็นโทมนัสมันขมมันเปรี้ยว, พอเป็นโสมนัสมันหวาน แต่พอมาเป็นอุเบกขานี่มันจืด จืดสนิท จืดยิ่งกว่าน้ำจืด เข้าใจไหม ? เมื่อเป็นโทมนัส ทั้งเคหะสิตตะและเนกขัมมะสิตตะทั้งบ้านเรือนและทั้งเนกขัมมะ มันทนยากเหมือนกับ ขมหรือเหมือนกับเปรี้ยว, ลักษณะอาบเหงื่อต่างน้ำเหมือนกันแหละ พอมาเป็นโสมนัส จะอาศัยเรือนหรืออาศัยเนกขัมมะก็ตาม มันก็หวาน. ทีนี้ พอเป็นอุเบกขา จะอาศัยเรือนหรืออาศัยเนกขัมมะก็ตาม มันก็จืด, จืดยิ่งกว่าอะไรหมด จืดที่สุด, มันเป็นเรื่องเหนือบุญเหนือบาป เหนือดี เหนือชั่ว เหนือสุข เหนือทุกข์ มันจืดหรือมันว่าง, จุดจบอยู่ที่นั่น. มันก็เลื่อนจากของเปรี้ยว ของขม มาสู่ของหวาน, แล้วก็เลื่อนจากของหวานมาสู่ของจืด.

น.220 ถ้าที่เป็นอาศัยบ้านเรือน, มันก็ขมหรือปรี้ยวอย่างบ้านเรือน, หวานก็หวาน อย่างบ้านเรือน จืดก็จืดอย่างบ้านเรือน. พอมาเป็นเนกขัมมะ แม้จะขมหรือเปรี้ยว มันก็ขมหรือเปรี้ยวอย่างเนกขัมมะ, พอมันเป็นโสมนัส มันหวานก็หวานอย่างเนกขัมมะ พอมาอุเบกขา มันก็อุเบกขา จืดจืดอย่างที่สุดอย่างเนกขัมมะ. เราจะต้องผ่านขมหรือ เปรี้ยวลำบาก ต่อสู้ เรียกว่า ต่อสู้ชีวิตพอประสบความสำเร็จก็เป็นโสมนัสน่ะก็หวาน, พอนานเข้านานเข้าความจริงปรากฏโดยอตัมมยตา แค่นั้นเองโว้ย, แค่นั้นเองโว้ย กูไม่ เอากับมึงแล้ว ก็ทิ้งหมด มันก็จืด ๆ ๆ จบ จืดที่สุดก็คือจบ, จบคือว่าง. จำกันง่ายๆ ก็ ๓ คำ - โทมนัสต่อสู้ ทนทุกข์ทรมาน - โสมนัสสบาย สุขสบาย-อุเบกขาเฉย ๆ เฉย ๆ แต่มันมี ๒ ชนิด ชนิดอย่างบ้านเรือนก็มี, ชนิดอย่างออกจากบ้านเรือน ไม่ใช่ บ้านเรือนก็มี, มันเป็น ๒ คู่อยู่อย่างนี้. คู่ที่เป็นเนกขัมมะอย่างมิใช่บ้านเรือนนี่ มัน ละ พวกที่เป็นบ้านเรือน, ชุดบ้านเรือนทั้งชุด มันละด้วยชุดเนกขัมมะทั้งชุด. เช่น โทมนัสบ้านเรือน มันก็ละด้วย โทมนัสเนกขัมมะ, โสมนัสบ้านเรือนก็ละด้วยโสมนัสเนกขัมมะ, อุเบกขาบ้านเรือนก็ละ ด้วยอุเบกขาเนกขัมมะ. แยกเป็น ๒ ซีก ซีกนี้บ้านเรือน ซีกนี้เนกขัมมะคือเหนือบ้าน เรือน ออกจากบ้านเรือน แล้วแต่ละอัน ๆ แบ่ง ๓ ส่วน ว่าเป็นโทมนัสอันหนึ่ง โสมนัส อันหนึ่ง อุเบกขาอันหนึ่ง, เอามาคูณกัน ส่วนบ้านเรือนก็ได้ ๑๘ ส่วนเนกขัมมะก็ได้ ๑๘, ๓๖ จุด. นี่เป็นมโนปวิจารณ์, ที่เที่ยวแห่งจิต เที่ยวไปเถอะเที่ยวไปเถอะ มันไม่ แปลกไปจากนี้. มารวมกันนี้ไปจนถึงพระนิพพานต่อไปโน้น จะกี่ขั้น ๆ แล้วแต่จะแยก ตอนที่มันเป็นเนกขัมมะ เป็นรูปฌานเป็นอรูปฌานมันก็หลายขั้น, อย่างน้อยก็เพิ่ม เข้าไปอีก ๘ ขั้น ตอนนี้เป็นสายยาวยึดเรียกว่าสัตตบถ. สัตตบถ ๓๖ บวกกับ ๘ เป็น

น.221 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๔๔. นี่อย่างน้อยจากไข่พิทย์ ไปเป็นพระอรหันต์พิทย์ จะแยกไปได้ตั้ง ๔๔ ขั้นตอน ถ้าอาศัยหลักเกณฑ์อันนี้ แล้วทุกตอนอตัมมยตามันผลักไป, อตัมมยตามันผลักไป. ดังนั้นการบรรยายในวันนี้จึงให้หัวข้อว่า อตัมมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถทุกขั้น ๆ ทุกขั้นของ สัตตบถ. รู้จักสัตตบถ คือหนทางไปของตัวเองนั่นแหละ ไม่ใช่หนทางไปของใคร หน ทางไปของสัตว์แต่ละคนแต่ละตัวนั่นแหละเป็นสัตตบถ. สัตตบถทุกขั้นตอน อตัมมยตาทำให้เลื่อน. ในสัตตบถแต่ละขั้น ๆ อตัมมยตามันบังคับให้เลื่อน ให้เคลื่อน ให้ ก้าวขึ้นสู่ขั้นใหม่, แล้วให้เบื่อ แล้วให้เดินต่อไป, ให้เบื่อแล้วสู่ขั้นใหม่ ให้เดินต่อไป เดินต่อไปจนกว่าจะจบนี่, ชีวิตอันละเอียดในทางฝ่ายธรรมอันละเอียดมันเป็นอย่างนี้. ฟังไม่ถูกก็ง่วงนอนแล้ว หลับแล้ว ถ้าพังถูกก็คงจะสนุกดี เพราะมันเรื่องของชีวิตจิตใจ, ชีวิตจิตใจโดยตรงของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่าสัตตบถ ทางเดินของสัตว์. เหมือนกับทาง เลื้อยของงูหรือว่าเหมือนกับทางรถไฟก็ได้ มันต้องวิ่งไปบนรางเรื่อยไป, เรื่อยไป, เรื่อย ไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง. นี้เรียกว่าสัตตบของสัตว์ ของสิ่งที่มีชีวิต. มันจะมีคู่ปรับที่ปรับกันไปเรื่อย ที่เป็นเนกขัมมะมันจะละเคหะสิตตะ ที่ อาศัยเนกขัมมะ อาศัยออกจากกาม, มันจะละที่มันอยู่ในบ้านเรือน ที่อยู่ในกาม, โทม ฯ ก็ละโทม ฯ โสม ฯ ก็ละโสม ฯ อุเบกขาก็ละอุเบกขา. ถ้าไม่ลืมเสียคงฟังถูก ถ้าลืมเสีย คงฟังไม่ถูกโทม ฯ ละโทม ฯ โทม ฯ อย่างบ้านเรือน ละเสียได้ด้วยโทม ฯ อย่างเนกขัมมะ, เนกขัมมะโทม ฯ ละเคหะสิตตโทม ฯ, ลำบากอย่างเนกขัมมะละลำบากอย่างบ้านเรือน สุข สบายอย่างเนกขัมมะ ละสุขสบายอย่างบ้านเรือน. อุเบกขาอย่างเนกขัมมะ ละอุเบกขา

น.222 อย่างบ้านเรือน โทม ฯ ละโทม ฯ โสม ฯ ละโสม ฯ, อุเบกขาละอุเบกขา ก็เพราะว่าโทม ฯ นี้มันดีกว่าโทม ฯ นั้น, โทม ฯ อย่างเนกขัมมะมันดีกว่า มันก็ละโทม ฯ อย่างบ้านเรือนเสีย. โสม ฯ อย่างเนกขัมมะมันดีกว่า นี่ มันก็ละโสม ฯ อย่างบ้านเรือนเสีย อุเบกขาอย่างเนกขัมมะมันดีกว่า มันก็ละอุเบกขาอย่างบ้านเรือนเสีย, ฉะนั้นเรื่องของเนกขัมมะ จะละเรื่องของบ้านเรือนเสมอไป. เรื่องของเนกขัมมะก็เรียกว่า เนกขัมมะสิตตะ แปลว่าอาศัยเนกขัมมะ เรื่องของบ้านเรือนเรียกว่าเคหะสิตตะ หรืออาศัยบ้านเรือน, ถ้าจิตเราจมลงไปในเรื่องบ้าน-เรือนเรื่องโลกเรื่องกามคุณแล้วเป็นเคหะสิตตะ ถ้าบางเวลาจิตของเราไม่เอาด้วย คือ อยากจะอิสระ, อยากจะออกมา, จิตของเราก็เป็นเนกขัมมะ เนกขัมมะ ออกมาจากกาม ออกมาจากบ้านเรือน. ทีนี้ก็จะต้องพูดกันถึงอันสุดท้าย คือว่า เนกขัมมะอุเบกขา ความเฉยที่อาศัยเนกขัมมะ ขั้นสุดท้ายของโยคีพิทย์ขึ้นมา ถึงอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ก็จะมาต่อสู้กันระหว่างนี้ ระหว่างเรื่องรูปกับอรูป มันละกามมาได้แล้ว, กาม เอาไปทิ้งแล้ว. ทีนี้ ก็มาที่มิใช่กาม คือ รูปกับอรูป มันก็จะต้องมาต่อสู้ว่า ทำอย่างไรจะละรูป จนได้ทั้ง ๔ ขั้น คือ บรรลุ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน, รายละเอียดมันมาก เอามาพูดมันก็จะยิ่งยุ่ง. ไปอ่านดูไปศึกษาดู ตามที่เคยพูดเคยบอกกันมาแล้ว. ที่มันเป็น ปฐมฌาน ก็คือละกาม ละบาป ละอกุศล ละกาม มาอยู่ด้วยความไม่เกี่ยวกับกาม บริสุทธิ์จากกาม มีวิตก วิจารที่ไม่เกี่ยวกับกาม มีปีติและสุขที่ไม่เกี่ยวกับกาม แล้วก็มี เอกัคคตา จิตแน่วแน่ เป็นหนึ่งเดียว ไม่เกี่ยวกับกาม, แต่ยังมีความรู้สึกถึง ๕ อย่าง แต่ก็ยังเรียกว่าเป็นฌาน ละกามในชั้นต้น, มาถึงรูปในชั้นต้น, ละกามเสีย หมดแล้วก็ มาถึงรูปในชั้นต้น, นี่ปฐมฌาน.

น.223 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๑๕๗ ปฐมฌานก็ยังตั้ง ๕ อย่าง ความรู้สึกมันยังหยาบ ๆ อยู่ อตัมมยตาก็บอกว่าอย่าเอาเลย, อย่าเอาเลยเลื่อน ๆ กูไม่เอากะมึงแล้วปฐมฌาน มันก็ เลื่อนขึ้นมาหา ทุติยฌาน ละวิตกวิจาร ออกไปเสีย ก็ เหลือแต่ปีติสุข เอกัคคตา ดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะมันเอาสิ่งรุงรัง ๒ อันนั่นออกไปเสียได้. ทีนี้ อยู่ด้วยกันมา อยู่ด้วยกันมา เอาอีกแล้ว มันยังยุ่งมากอยู่ กูไม่เอากะมึงแล้ว เลื่อนไป ตติยฌาน ทิ้งปีติเสีย ปีติซาบซ่านให้มัน เหลือแต่สงบเป็นสุข, ความสุขถ้ามันกำลังฟุ้งซ่านเรียกว่าปีติ แต่ถ้ามันสงบเรียกว่าสุข สุขฟุ้งซ่านกับปีตินี่ไม่เอากะมึงแล้ว พอกันทีเลิก ๆ ก็ มีแต่สุขกับเอกัคคตา. นานเข้า ๆ โอ๊ย กูไม่เอากะมึงแล้ว ขอ เลื่อนไปเป็น จตุตถฌาน เลิกสุข เลิกสุข ไม่สุขแล้ว, อุเบกขา อุเบกขากับเอกัคคตา, นี่ พระโยคีนี้ก็สำเร็จมาถึงรูปฌานทั้งหมดแล้ว. ต่อมาด้วยอตัมมยตา ด้วยสติปัญญา ด้วยความก้าวหน้า มัน โอ๊! นี้มันก็ยังอาศัยรูปโว้ย. เป็นทาสของรูป เกี่ยวข้องกับรูป ซึ่งเป็นของหยาบของแตก กูไม่เอากะมึงแล้วโว้ย รูปรูปนี้กูไม่เอากะมึงแล้วโว้ย ก็ เลื่อนขึ้นไปสู่อรูป จึงไปหาอารมณ์ใหม่เอาอากาศเอาความว่าง อากาศนี่เป็นอารมณ์ ว่าง ว่าง ว่าง ว่าง อย่างอากาศ, มันก็เลยสูงขึ้นไป ได้บรรลุ อรูปขั้นที่ ๑ อากาสานัญจายตนะ อยู่กันนานเข้า ๆ ก็ยังไม่เท่าไร ยังหยาบอยู่ เอาของที่ละเอียดกว่านั้น จึงไปจับเอาวิญญาณมาเป็นอารมณ์ เป็น วิญญา-ณัญจายตนะ ต่อมา ๆ ก็โอ๊! มันก็ไม่เท่าไรดอก มันยังมีวิญญาณยุ่งโว้ย เอาไม่มีอะไรดีกว่าเว้ย, เอา อากิญจัญญายตนะ ขึ้นมา, อากิญจัญญายตนะก็ยังต้องกำหนดอะไร รู้สึกอยู่ป่วยการ เอา เนวสัญญานาสัญญายตนะ เถอะ เหมือนกับไม่มีการกำหนด ราวกับว่าตายแล้ว ก็ไม่ใช่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่นี้ มันลึกไปกว่า ก็มาอยู่ที่นี่, เนวสัญญานาสัญญายตนะ อันสุดท้ายของพวกอรูป ของอรูปธาตุ.

น.224 ก็เล่าให้ฟังแล้ว ว่า พระอาจารย์องค์สุดท้ายของเจ้าชายสิทธัตถะ คืออุทกดาบสรามบุตร รู้เรื่องนี้ รู้เรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะ สอนให้พระสิทธัตถะหมด, จบแล้วบอกว่าหมดเท่านี้แหละ, ความรู้มันก็มีเท่านี้แหละ, มันไม่มีกว่านี้แล้วในโลกนี้. พระสิทธัตถะไม่เชื่อ ว่าไม่เท่านี้ ไม่เท่านี้ฉันไม่เอา เท่านี้ไม่เอา ก็ออกจากอาจารย์คนสุดท้าย ไปหาจนพบเรื่องนิโรธ เรื่องนิพพาน เรื่องสิ้นอาสวะ. พระโยคีเป็นไปได้สูงสุดเพียงเนวสัญญานาสัญญายตนะ จบอรูป, ละกามมาเสียได้มาสู่รูป ละรูปมาเสียได้มาสู่อรูป. พระโยดีก็จบ โยคีพิทย์ก็หมดหน้าที่ในส่วนนี้ไปเลื่อนเป็นอริยพิทย์, ต้องไปสนใจเรื่องโลกุตตระ เรื่องเหนือโลก เหนืออะไรขึ้นไป. นี่ มันจึงจะเข้าไปสู่เขตโลกุตตระ เป็นโสดา สกิทาคา อนาคาและอรหัตต์. เมื่อยังเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นั้น อุเบกขา นั้นก็เป็นเนกขัมมะ แต่ ยังหลายอารมณ์ จึงเรียกว่านานัตตอุเบกขา, นานัตตอุเบกขา อุเบกขาซึ่งมีอารมณ์หลายอย่าง เพราะมันหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ซึ่งมันหลายอย่าง. ยังหยาบนัก เลื่อนขึ้นมาเป็นอรูปฌาน อรูปฌาน ทั้ง ๔ นี้ เรียกว่า เอกัตตอุเบกขา อุเบกขามีอารมณ์เดียว เพราะมันเอาว่างอย่างเดียว แม้จะชื่อต่างกัน มันก็ว่างอย่างเดียวกัน. เอกัตตอุเบกขา ก็ คืออุเบกขาที่เกิดมาจาก อรูปฌานทั้ง ๔ ทีนี้ก็ ละนานัตตอุเบกขาเสียด้วย เอกัตตอุเบกขา. จะสับสนนะระวังให้ดีนะ นานัตตอุเบกขาคือรูปฌาน, เอกัตตอุเบกขา คือ อรูปฌาน และอตัมมยตามาเหนือเมฆ ละมันเสียอีกที่หนึ่ง ก็เป็นโลกุตตระหรือเป็นนิโรธ. ในชั้นที่เป็นสมาธิสมาบัตินั้นมันมีนานัตตอุเบกขา พวกรูปฌาน และมีชั้นเอกัตตอุเบกขา อารมณ์เดียวนี้เป็นอรูปฌาน จบพวกฌาน พวกชั้นฌาน ที่ไม่ใช่กาม,

น.225 อตมมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๑๙๙ แต่ไม่ใช่โลกุตตระ อยู่เพียงแค่นั้น นี่ละเอกัตตอุเบกขาแห่งอรูปฌานเสีย ก็เป็นนิโรธเป็นโลกุตตระ เป็นนิพพาน. ถ้าสับสนก็ฟังไม่ถูก แต่ถ้ากำหนดว่าไว้ดีก็มีประโยชน์ มัน ละ กามธาตุ เสียไป สู่รูปธาตุ, แล้วก็ ละ รูปธาตุ เสีย ไปสู่อรูปธาตุ, ละ อรูปธาตุ เสีย ก็ไปสู่นิโรธธาตุ คือนิพพาน. ไปคิดดูเอาเอง เมื่อเป็นไข่พิทย์ ละ อะไรได้บ้าง, เป็นบ่าวพิทย์ ละอะไรได้บ้าง, พอเป็นอุบาสกพิทย์ ละ อะไรได้บ้าง พอเป็นโยคีพิทย์ ละ อะไรได้บ้าง, พอเป็นอริยพิทย์ มัน ละ อะไรได้หมดเท่าไรบ้าง, ทบทวนตัวเองดูให้ดีก็จะรู้, จะรู้จะเข้าใจชัดแล้วก็ไม่มีลืมดอก มันเป็นเรื่องจริงในชีวิต เป็นสัตตบถ คือเป็นเรื่องจริงในชีวิต. คนอื่นก็เหมือนกันทุกคนแหละ ไม่มีทางอื่นดอก มันมีทางนี้แหละ, จากบุถุชน โง่ดิบที่สุดไปสู่ เป็นพระอรหันต์ สูงสุด, เป็นสายยึดไปเหมือนกับทางรถไฟ กว่าจะถึงจุดปลายทาง เป็นขั้น ๆ ๆ เหมือนสถานี ๆไป กว่าจะถึงสถานีปลายทาง. นี้เรียกว่า สัตตบถ สัตตบถ แล้วมัน กำหนดกันด้วย โทมนัส โสมนัส อุเบกขา, โทมนัส โสมนัส อุเบกขา ทั้งที่เป็นอาศัยเรือนและอาศัยเนกขัมมะ. แต่เมื่อ สรุปให้สั้นที่สุด มันจะเหลือเพียง ๒-๓ คำว่า ละ กามธาตุ กามโลก กามธาตุก็ดี กามโลกก็ดี ละเสีย มาสู่รูปธาตุ หรือรูปโลก คือเป็นพรหม, แล้วก็ ละ รูปธาตุ หรือรูปโลกเสีย เป็นอรูปธาตุ อรูปโลก เป็นพรหมชั้นสุดท้าย, ละ อรูปธาตุ อรูปโลกเสีย เป็นไม่มีโลก สิ้นภพ สิ้นชาติ สิ้นโลก สิ้นอะไรเป็นนิโรธ, เป็น นิโรธ.

น.226 ถ้า พูดอย่างภพ ที่คนชอบก็ว่า ละ กามภพเสียมาสู่รูปภพ, ละ รูปภพ เสียมาสู่อรูปภพ, ละ อรูปภพ เสียคือหมดภพ สิ้นภพ เลิกภพ. จะใช้คำว่าธาตุก็ได้,จะใช้คำว่าโลกก็ได้, จะใช้คำว่าภพก็ได้, แล้วแต่จะชอบใช้คำไหน ก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ. ต่ำสุดก็คือ กาม ถัดขึ้นมาคือ รูป, ถัดขึ้นมาคือ อรูป, พอถัดนั้นขึ้นไป โลกุตตระ. ไม่บัญญัติว่าธาตุว่าภพว่าชาติ ว่าอะไรอีกต่อไป. ถ้าเป็นธาตุ จัดเป็นธาตุ นิโรธธาตุ นี้ก็เรียกว่า อสังขตธาตุ, ฝ่ายนี้เป็นสังขตธาตุ มีเหตุมีปัจจัยปรุง, ฝ่ายนี้เป็นอสังขตธาตุ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุง มีเท่านั้นเอง. ทุก ๆ ขั้นตอนแห่งสัตตบถ อันยาวยืด อตัมมยตา ผลักไป, อตัมมยตาผลักไป, อตัมมยตาผลักไป, สมมุติว่าทางรถไฟสายนี้ จากไชยาไปถึงเชียงใหม่ มันก็มีสถานี-สถานี-สถานี, พอถึงสถานีนั้น นายสถานีก็ต้อนรับ, แล้วก็ไล่รถไฟคันนั้นให้ไปต่อไป ไปสถานีหน้า, สถานีหน้ารับแล้วก็ไล่รถไฟนั้นเดินต่อไป ทุกสถานี ทุกสถานีจนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง. นี่คือ อตัมมยตา มันขับไล่จิตใจของสัตว์ ภาวะแห่งจิตใจของสัตว์ ให้เลื่อนไป ๆ เลื่อนไปจนกว่าจะถึงอันสุดท้ายสูงสุด คือพระนิพพาน, คือพระนิพพาน. คิดดูเรากำลังอยู่ที่สถานีไหน อยู่ที่สถานีไหน ยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ขอโทษนะที่ออกชื่อว่าไข่พิทย์, บ่าวพิทย์, สกพิทย์, โยคีพิทย์, แล้วอริยะพิทย์ พิทย์ไหนอยู่กามโลก พิทย์ไหนอยู่รูปโลก, พิทย์ไหนอยู่อรูปโลก, พิทย์ไหนพ้นโลก. กามธาตุนี้มันมีอะไรมาก จนมีบ้านมีเรือน ก็ติดกันอยู่นาน ผูกพันกันอยู่นาน เป็นของผูกพันเหนียวแน่นยิ่งกว่าชนิดไหน, พวกกามชั้นกาม เป็นหญิงเป็นชาย

น.227 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๒๐๑ เป็นผัวเป็นเมีย ว่าตายแล้วพบกันอีกนะตายแล้วพบกันอีกนะ, อย่างนี้มันได้แต่กามธาตุมันได้แต่ถามธาตุเท่านั้นแหละ, พวกกามธาตุมันมีหญิงมีชาย มาพบกันอีกได้นี้พวกกามธาตุ. แต่มาถึงรูปธาตุอรูปธาตุแล้วมันไม่มีแล้ว มันไม่มีหญิงไม่มีชายแล้ว มันไม่มีเรื่องผัวเรื่องเมีย เรื่องอะไรแล้ว ก็ไม่ต้องพูดว่าพบกันอีกนะ, ไม่ต้องพูดว่าพบกันอีกนะ มันไม่มีหญิงมีชาย, กามธาตุมีหญิงมีชาย พอถึงรูปธาตุอรูปธาตุ มีแต่คน ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย มีแต่คน. พอถึงนิโรธธาตุ คนก็หมดไป ไม่มีคน เหลือแต่ว่าง. นี่มันเลื่อนอย่างนี้ เลื่อน ๆ ๆ อย่างนี้ มีหญิงมีชายในพวกกามธาตุ มีผัวมีเมียมีอะไรแต่กามธาตุ, พอรูปธาตุก็ไม่มีหญิงไม่มีชาย, อรูปธาตุก็ไม่มีหญิงไม่มีชาย, เหลือแต่คน ๆ, จิตล้วน ๆ. พอเสร็จแล้วคนก็เลิก, เลิกคน เลิกสัตว์ เลิกบุคคล, ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ก็เป็นนิโรธธาตุ, ดับแห่งอุปาทาน ดับแห่งอุปาทานทุกชนิด ๆ ว่าสัตว์ ว่าคน ว่าตัว ว่าตน ว่าเรา ว่าเขา, ละเสียได้ทั้งอัตตาทั้งอัตตนียา ก็หมดเรื่อง มันก็จบ, ถึง ความว่าง. ถ้าฟังไม่ถูกไม่ได้รับประโยชน์อะไร ก็จะมาโทษอาตมาไม่ได้นะ เพราะมันมีอยู่อย่างนี้ มันพูดอย่างอื่นไม่ได้, ถ้าพังไม่ถูกแล้วไม่ได้รับประโยชน์อะไร ก็อย่าโทษอาตมาเลย เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้. เราจะ ต้องรู้จักหนทางไปของสัตว์ จะต้องผ่าน โทมนัส โสมนัส อุเบกขา ทั้งอย่างบ้านเรือนและอย่างเนกขัมมะ ไป ๆ ๆ ไป ๆ ๆ เป็น สัตตบถไป, เป็นที่เที่ยวแห่งจิตสัตว์, เกิดตรงนั้นเกิดตรงนี้ เกิดอย่างนั้นเกิดอย่างนี้ เกิดอย่างโน้นจนกว่ามันจะหมด จบเรื่อง, ไม่มีอะไรที่จะน่าปรารถนายิ่งไปกว่านั้น. อตัมมยตาก็หยุด, อตัมมยตาก็หยุด, หยุดไล่ต้อน หยุดไล่ต้อนคนนั้นให้เดินต่อไป, สัตว์ตัวนี้ก็จบ

น.228 หมด สูญ เป็นความว่างไป, ไม่มีอะไรจะต้อนมันอีกได้แล้ว ไม่มีตัวให้ต้อนอีกแล้ว, นี่จบจุดหมายปลายทาง โดยอตัมมยตา. ถ้าว่าไข่พิทย์ไม่มีอตัมมยตาต้อนมา มันก็มีบ่าวพิทย์ไม่ได้ดอก บ่าวพิทย์มีไม่ได้ มันยังเป็นไข่พิทย์อยู่เรื่อย ไข่พิทย์ถูกต้อนมาเป็นบ่าวพิทย์ บ่าวพิทย์มาถูกต้อนเป็นอุบาสกพิทย์. อุบาสกพิทย์ก็ถูกต้อนเป็นโยคีพิทย์อะไรไปเรื่อย ๆ ๆ เหมือนกับมันต้อนด้วยไม้เรียว เคาะให้เดิน, เคาะให้เดิน เดิน ๆ ๆ. นี่ อตัมมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถ; สัตตบถหรือมโนปวิจารณ์ ก็ดูกันแต่ว่าเป็นเพียงที่เที่ยวของจิต ที่เที่ยวของจิต เราก็ได้มโนปวิจารณ์. แต่ถ้าเราดูติดต่อกันไปโอ้ เป็นทางเดินของสัตว์ เดินไป เดินไป เราก็ได้สัตตบถ สัตตบถ หนทางแห่งสัตว์. นี่ทางแท้ ๆ บอกทางชั้นละเอียดที่สุด, ทางแท้ ๆ มันมีอยู่อย่างนี้. พอใครจะตายมีคนบอกทางใช่ไหม เดี๋ยวนี้ยังบอกกันอยู่ เมื่ออาตมาเด็ก ๆเคยได้ยินคนเขาบอกทางให้คนจะตาย อรหังอย่าลืม อรหังอย่าลืม, ใส่หู อรหังอย่าลืมนี้เขาบอกทาง. นั่นมันถูกนะ ไม่ใช่ผิด แต่คนบอกก็ไม่รู้, คนจะตายก็ไม่รู้, ทั้งคนฟังทั้งคนบอกก็ไม่รู้ว่าทางอะไรกัน, แต่ก็บอกว่า อรหังอย่าลืม, อรหังอย่าลืม. จุดปลายทางคือพระอรหันต์ พระอรหันต์เหมือนกับที่เราว่ากันเมื่อตะกี้นี้ละกาม ละรูป ละอรูป ก็ไปสู่พระอรหันต์. ไข่พิทย์กลายเป็นบ่าวพิทย์ บ่าวพิทย์กลายเป็นสกพิทย์ สกพิทย์กลายเป็นโยคีพิทย์ โยคีพิทย์กลายเป็นอรหันต์พิทย์. นั่นทาง ทางอยู่ที่นั่น, ถ้าบอกทางกันได้จริง ๆ มันก็เป็นอย่างนี้. รู้จักทางกันไว้บ้างสิ พอเราจะตาย เพื่อนบอกว่า อรหังอย่าลืม จะได้ฟังถูก, ถ้ายังไม่ทันตายยังมีความรู้สึกอยู่บ้าง ก็จะฟังถูก. โอ้ ! ทางอย่างนี้โว้ยเหมือนที่เราได้ฟังวันนี้ ทาง-ทาง-ทาง สัตตบถ สัตตบถทางแห่ง

น.229 อต้มมยตาทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๒๐๓ สัตว์. คือเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ จำไว้ให้แม่นซิว่า ทางมันเป็นอย่างนี้ พอเขาบอกทางเวลาจะตาย อรหังอย่าลืม โอ้ ! นั่นปลายทางเว้ย ปลายทางเว้ย, กูรู้แล้วเว้ย เคยฟังมามากแล้ว ตั้งแต่กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ถึงโลกุตตระนี้ทาง ๆ, จะยินดีพอใจว่าเขามาเตือน อย่าลืม อย่าลืม หนทาง อย่าลืม อย่าลืม. แต่ ที่บอกว่า เอาดอกไม้นี้ไปไหว้พระจุฬามณีบนดาวดึงส์ นี้ แย่ ๆ นี้ ไม่ใช่ทาง ดอก, บนดุสิต บนดุสิต เอาดอกไม้ นี้ไปบูชาพระจุฬามณีที่ดุสิต นี้ไม่ใช่ทางดอก ไม่ใช่ทาง ทางตัน เป็นทางตัน. ถ้าให้ทาง มันไปตลอดไปแล้ว อรหังอย่าลืมนั่นแหละ ทางจริง, เป็นอตัมมยตา ผลักไป ผลักไป ผลักไป. เตรียมพร้อมไว้เสมอ ว่า ถ้าว่ามันถึงวาระสุดท้ายมันจะตายอยู่ในนาทีนี้แล้วก็ยังดีนะ ทำอย่างตกกระไดพลอยกระโจน เอาอตัมมยตาตัวสุดท้าย กูไม่เอากับมึงแล้ว ทั้งหมด ทั้งหมด กูไม่เอากับมึงแล้วเว้ย นี่พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน, ทั้งหมดแต่หนหลังนี้ กูก็ไม่เอากับมึงแล้วเว้ย, ขอเลิก เลิก เลิกพอกันที, ขอว่าง ขอจบ ขอหยุด ขอสิ้นสุดมันก็มีหวังเหมือนกัน, จะถึงปลายทางได้เมื่อจะดับจิตนั่นแหละ ยังอีกนิดเดียวจะดับจิตยังมีโอกาสคว้าเอาปลายทางได้ ; ฉะนั้น เตรียมตัวไว้ให้พร้อม. แต่ถ้าใครคิดว่า ชาติหน้าพบกันอีก แล้ว ไม่มีหวังดอก มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ดอก. มัน ต้องกล้าเสียสละ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย มัน จึงจะสามารถถึง ปลายทาง ออกไปเสียจากภพ จากชาติ จากโลกทั้งปวง ถึงปลายทางตามความหมายของคำว่า อตัมมยตา พอกันที, สังขารทั้งหลายทั้งปวงพอกันที, โลกนี้พอกันที. ควรจะเข้าใจความหมายของอตัมมยตามากขึ้นทุกคราวที่บรรยายนะ ครั้งแรกคงจะงง ๆ, เดี๋ยวนี้มันค่อยกระจ่างขึ้นมาบ้างแล้ว, อตัมมยตาคืออะไร อตัมมยตาคือภาวะของจิต ที่ว่าอะไร ๆ จะมาปรุงแต่งมันให้เป็นอย่างไร ๆ ไม่ได้อีกต่อไป,

น.230 จิตนี้เมื่อได้รับอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรก็ตามเถอะ จะมี ตัณหามา ปรุงแต่ง ก็ไม่ได้, มานะ มาปรุงแต่งก็ไม่ได้, ทิฏฐิ มาปรุงแต่งก็ไม่ได้, สังขารใด ๆ บุญบาปอะไร ใด ๆ มาปรุงแต่งไม่ได้, สิ่งใด ๆ ปรุงแต่งมันไม่ได้, ไม่ปรุงแต่งให้เกิดใหม่ขึ้นมาเป็นสุคติ ทุคติอะไรได้, มันจะว่างไป, มันจะดับไป มันจะสิ้นสุดไป ไม่มาเกิดใหม่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้อีก เพราะ อตัมมยตามันสอนให้เห็นชัดว่า เอากับมันไม่ได้แล้วเว้ย, อยู่กับ มันไม่ได้อีกแล้วเว้ย, ซ้ำฉาก ฉากซ้ำไม่ได้อีกแล้วเว้ย, นั่นอตัมมยตา. ฉะนั้น เรารู้ไว้ว่า จิตนี้ถูกปรุงแต่งให้ไปหลงใหลติดพันอยู่ในสิ่งใด ๆ, ไม่ได้อีกแล้ว, จะไม่ยึดถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตนได้อีกต่อไปแล้ว. ขอพูด คำที่มันค่อนข้างจะหยาบคาย หรืออะไรไปสักหน่อยว่า ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งถึงพระนิพพาน จากขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งมีอะไรบ้าง มีอะไรบ้าง มีอะไรบ้างกว่าจะสูงสุดคือนิพพาน, มีกี่ร้อยกี่พัน กี่หมื่นก็ช่างเถอะ ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะยึดมั่นถือมั่น จะไม่ยึดมั่นอะไรเลยหมดทั้งสิ้น ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งจนถึงพระนิพพาน, นี่คือ อานิสงส์ของอตัมมยตา. อตัมมยตาผลักไส ผลักให้เลื่อนไป, เลื่อนไป เลื่อนไปตามลำดับ ๆ จนถึงอันดับสุดท้าย. นายสถานีไชยาส่งนายสถานีหนองหวาย นายสถานีหนองหวายส่ง สถานีคันธุลี, ชุมพร กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ให้มันไปตามลำดับอย่างนั้นสิ มันไม่ยอมให้ หยุดอยู่ที่นี่. นายสถานีเขาไม่ยอมให้หยุดอยู่ที่นี่ ให้ไป–ไป–ไป ไม่ไหว อยู่กับ มันไม่ไหว อยู่กับมันไม่ไหว, ลาที ลาที ก็ไปไปไป ๆ ตามลำดับ ตามลำดับ, นี่คือความ หมายของอตัมมยตา. ฟังให้ดี ๆ จะพูดอีกทีว่า ภาวะของจิตที่เหตุปัจจัยใด ๆ จะปรุงแต่งให้เกิด เป็นอะไรขึ้นมาใหม่ไม่ได้อีก, ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน, ภาวะแห่งจิตที่เหตุปัจจัย สังขาร ใดๆ ปรุงแต่งให้เกิดอะไรขึ้นมาไม่ได้อีก มีแต่ให้สลัดให้ปล่อยให้วาง.

น.231 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๒๐๕ เมื่อไข่พิทย์มาเป็นบ่าวพิทย์ แล้วมันไม่กลับไปเป็นไข่พิทย์อีกแล้ว เป็นบ่าว พิทย์แล้ว ต้องเลื่อนขั้นไปเป็นอุบาสกพิทย์ มันไม่กลับเป็นบ่าวพิทย์อีกแล้ว มันก็เลื่อน ขึ้นไปอย่างนั้น ๆ. จำไว้เถอะ เป็นตัวอย่าง, ขออภัยยกอุบาสกพิทย์เป็นตัวอย่าง สำหรับทุกคน. ที่นี้ไปเปลี่ยนชื่อเอาเองเถอะ ใครชื่ออะไรก็ไปเปลี่ยนเองก็แล้วกัน, ใน ตัวอย่างนี้ใช้ชื่อว่า นายพิทย์ คงวิเชียรวัฒนะ เขาได้ถูกอตัมมยตาผลักไสมาอย่างไร ปรุง แต่งมาอย่างไร เลื่อนมากี่ชั้นกี่ชั้น แล้วจะไปต่อไปอีกกี่ชั้น ๆ นี่ ขอให้เข้าใจเอาเอง. คำที่อยากจะให้เข้าใจให้แม่นยำ คือคำว่า โทม ฯ ๆๆ โสม ฯๆๆ อุเบกขา นี่, เคหะโทมฯ โทมนัสเรือน เคหะโทม ฯ ผลักไปสู่เคหะโสม ฯ เคหะโสม ฯก็ผลักไปสู่เคหะ อุเบกขา, เคหะอุเบกขาผลักไปสู่เนกขัมมะโทม ฯ, เนกขัมมะโทม ฯผลักไปสู่เนกขัมมะ- โสม ฯ, เนกขัมมะโสม ฯ ผลักไปสู่เนกขัมมะอุเบกขา, เนกขัมมะโทม ฯไล่มาสู่เนกขัมมะ- โสม ฯ เนกขัมมะโสม ฯ, ไล่มาสู่เนกขัมมะอุเบกขา จบ มันจบที่นั้น, พอ อุเบกขาอัน สุดท้าย เอกัตตอุเบกขา แล้วก็เป็นนิโรธ. เคหะโทม ฯ –ทุกข์อยู่ในเรือน เลื่อนไปสู่เคหะโสมฯ –สบายอยู่ในเรือน แล้วก็ เลื่อนไปสู่เคหะอุเบกขา เฉย ๆ อยู่ในเรือน, เฉย ๆ อยู่ในเรือน มาตั้งต้นเป็น เนกขัมมะโทม ฯ ลำบากอยู่ในเนกขัมมะ เนกขัมมะโทม ฯ ไล่มาสู่เนกขัมมะโสม ฯ เป็นสุข อยู่ในเนกขัมมะ, เนกขัมมะโสม ฯไล่ไปสู่เนกขัมมะอุเบกขา อุเบกขาอย่างเนกขัมมะ. นี่ จบแล้ว. ถ้ามันไป ถึง เอกัตตอุเบกขา แล้วทีนี้ก็เป็นโลกุตตระ, อตัมมยตาตัวสุดท้าย อยู่ที่นั้น. ในพระบาลีบางแห่งจะออกชื่อ แต่ อตัมมยตา ที่ไล่จาก เอกัตตอุเบกขาไปสู่นิโรธ เท่านั้นแหละ, แต่ในพระบาลีบางแห่งจะใส่อตัมมยตาไว้ทุกขั้น ทุกขั้น ทุกขั้น ๆ ที่เป็นมา เช่น อตัมมยตาที่จะถอนจากรูปฌานที่ ๑ มาสู่รูปฌานที่ ๒, ถอนจากรูปฌานที่ ๒ มาสู่

น.232 รูปฌานที่ ๓, ถอนจากรูปฌานที่ ๓ มาสู่รูปฌานที่ ๔ แล้วถอนจากรูปฌานที่ ๔ ไปสู่ อรูปฌานที่ ๑, ถอนจากอรูปฌานที่ ๑ ไปสู่อรูปฌานที่ ๒, แล้วไปสู่อรูปฌานที่ ๓, แล้ว สู่อรูปฌานที่ ๔, แล้วอตัมมยตาตัวสุดท้ายส่งไปนอกโลกเลย, มีอตัมมยตาทุกขั้นอย่างนี้ก็มี. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจว่า อตัมมยตานี้มันช่วยเลื่อนชั้นให้ ตั้งแต่ คลอดออกมาจากท้องแม่ .... ตั้งแต่คลอดมาจากท้องแม่ ที่มันดีขึ้น ๆ สูงขึ้น ๆ นั้น โดยอตัมมยตานี่แหละ ว่าอยู่ในสภาพเดิมไม่ไหวแล้ว, จะคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ไหวแล้ว, ต้องเลื่อนขึ้นมา เลื่อนขึ้นมา. เพราะฉะนั้นมันจึงเลื่อนขึ้นมา เลื่อนขึ้นมา อย่างที่ เรียกว่าสัญชาตญาณเลย, แม้แต่สัญชาตญาณมันก็อยากจะเลื่อน. เช่นต้นไม้นี้ทำไมมัน จึงไม่เป็นเมล็ดหรือหน่ออ่อนอยู่เรื่อย, พอเป็นหน่ออ่อนมันก็เลื่อนขึ้นเป็นต้นใหญ่ ต้น ใหญ่ก็เป็นต้นใหญ่ มีดอกมีผล, เลื่อนไปทุกขั้น. แม้แต่ต้นไม้มันยังรู้จักเลื่อน, สัตว์ หรือคนมันก็ต้องรู้จักเลื่อนยิ่งกว่านั้น. การเลื่อน ๆ ๆ นั้น มัน เป็นไปด้วยอำนาจของอตัมมยตา มันอยู่กับ สิ่งนี้ไม่ได้อีกแล้ว, มันจะเลื่อนไปหาสิ่งที่ดีกว่าสูงกว่า. เป็นอันว่าเราได้พูดกันอีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับอตัมมยตา, เกี่ยวกับอตัมมยตา เอาไว้เป็นเครื่องรางคู่ชีวิต. อย่าให้ชีวิตมันถูกปรุงแต่งให้ติดต้นอยู่ที่นั่น มิฉะนั้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันจะปรุงแต่งให้ติดต้นอยู่ที่นั่น, แล้วมิหนำซ้ำไปหลงสิ่งที่ บ้าบอมากกว่าแต่ก่อน. ไปหลงสวยหลงงาม หลงสนุกสนานเอร็ดอร่อย, เช่นเดี๋ยวนี้ เขาคงจะหลงนางงามจักรวาลยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าก็ได้นะ, สังเกตดูให้ดี ๆ. ฉะนั้น เรา อย่าไปหลงอย่างนั้นเลย, หลงอย่างนั้นมันก็ติดอยู่ที่นั่น ถอนจากขั้นนั้นไปสู่ขั้นโน้น ไป

น.233 ทำหน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทั้งหลาย ๒๐๗ สู่ขั้นโน้น ไปสู่ขั้นโน้น โดยอตัมมยตา. นี่เวลามันก็มากพอ เรี่ยวแรงมันก็ไม่ค่อยจะมี เดี๋ยวนี้ มันก็ต้องหยุดการบรรยายวันนี้, เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ โดยหัวข้อว่าอตัมมยตาทำ หน้าที่ในสัตตบถของสัตว์ทุกขั้นตอน. ขอยุติการบรรยายด้วยการสมควรแก่เวลา เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าสวดบท พระธรรม คุณสาธยายส่งเสริมให้เกิดกำลังใจในการที่จะปฏิบัติ อตัมมยตา ให้ยิ่งขึ้นไป โดยเร็ว ต่อไป ก็มี ณ บัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต