น.234 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุด อตัมมยตาต่อไปตามเดิม, แต่มีหัวข้อเฉพาะการบรรยายครั้งนี้ ว่า สหายธรรมของอตัมมยตา. ท่านทั้งหลายลองฟังดูให้ดีว่า สหายธรรมของอดัมมยตา ฟังดูให้ดีก็จะพบได้เองว่า เราจะพูดถึง สิ่งที่ร่วมมือกันกับอตัมมยตา. สหายธรรมก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ด้วยกัน, อตัมมยตาก็มีธรรมะที่ เป็นเพื่อนที่เป็นสหายช่วยเหลือเกื้อหนุน, และ บุคคลที่บรรลุอตัมมยตาแล้ว คือเป็น อตัมมโย ก็ยังมีสหายธรรม มีบุคคลในชื่ออื่นอย่างอื่น เกี่ยวข้องกันอยู่สัมพันธ์กันอยู่ ใช้แทนกันได้, เหล่านี้ก็เรียกว่าสหายธรรม ทั้งที่เป็นส่วนธรรมะ และที่เป็นส่วนบุคคล. ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ก็จะพบว่า สิ่งที่ประกอบเกื้อหนุนกันอยู่กับอตัมมยตา ๒๐๘
น.235 นั้นมีอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้เรียกว่า สหายธรรมของอตัมมยตา. เราจะ ดูกันตรงๆ ก็ได้, ดูกันโดยอ้อมก็ได้, ในที่สุดก็จะเข้าใจทั่วถึงและกว้างขวาง ว่าทั้งหมดนั้นคืออะไร. ขอให้เป็นที่เข้าใจไว้เสียเลยว่า ธรรมทั้งหลายทั้งหมดเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น แหละ, ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์นั้น ไม่มีอะไรอยู่ โดดเดี่ยว, ล้วนแต่เกี่ยวข้องกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มากก็น้อย, ในฐานะที่ว่ามันเป็นปัจจัยก็มี, เกิดร่วมกันก็มี, ประคับประคองกันก็มี ไม่มีธรรมะใดที่ว่าจะแยกตัวออกไปได้ โดดเดี่ยว โดยไม่มีอะไรสัมพันธ์กับธรรมะชื่ออื่น ; แม้แต่นรกกับสวรรค์ มันก็เนื่องกัน แม้ว่ามันจะตรงกันข้าม มันก็เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ในฐานะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน, มันก็มี การเนื่องกัน, เราจะดูกันอย่างนี้. ทีนี้ก็จะมาดูกันถึง สหายธรรม หรือธรรมสหายโดยตรงของอตัมมยตา ๆ ข้อ นี้จะเรียกว่าเป็นที่น่าหัวหรือน่าขบขันก็ได้ คือเผอิญ, โดยเผอิญมัน มีคำว่าตา ตา ตา นี่ลงท้ายด้วยกันทั้งนั้นแหละ จึงขอ เลือกเอามาสัก ๙ ตา เหมือนกับว่าเป็นแก้วตา ๙ ดวง, แก้วตา ๙ ดวง ล้วนแต่ทำงานเนื่องกัน. บางคนก็เคยได้ยินมาบ้างแล้ว, บาง คนก็ไม่เคยได้ยิน, แต่ก็ต้องเอามาพูดคราวเดียวกันครบหมดทั้ง ๙ อย่างเสียอีก สักทีหนึ่ง. ฟังดูให้ดี มันตา ๆ ตา ๆ ไปเสียเรื่อย. อนิจจตา –ความเป็นของไม่เที่ยง, ทุกขตา –ความเป็นของมีทุกข์ มีทุกข์; อนัตตต า – ความเป็นของไม่ใช่ ตน , ธัมมัฏฐิตตตา – ความตั้งอยู่ตามกฎธรรมชาติตาม ธรรมดา , ธัมมนิยามตา – เป็นของมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ อิทัปปัจจยตา – มีกฎเกณฑ์ แห่งการเป็นไปตามปัจจัยนั้น ๆ, สุญญตา – ว่างจากความหมายแห่งตัวตน, ตถาตา – มี
น.236 ความเป็นเช่นนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้, แล้วก็ อตัมมยตา – ความที่อะไร ๆ ปรุงแต่งจิต ไม่ได้ ในธรรมทั้งปวง. นี่เรียกว่า ๙ ตา ๙ ตา : อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัม- มัฏฐิตตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญฺญฺตา ตถาตา อตัมมยตา, อดัมมยตา เป็นประธานอยู่ครั้งสุดท้ายรั้งท้าย นอกนั้นก็มาก่อน มาพร้อม มาข้างก็แล้วแต่เรื่อง คอยฟังดูก็แล้วกัน. อตัมมยตา และอานิสงส์. เรารู้จักตัวอตัมมยตาให้ทั่วถึง ครบถ้วน ชัดเจนกันเสียก่อน ว่า อตัมมยตา นั้นคืออะไร ; ถ้าจะเอากันตามตัว บาลีแท้ ๆ มันก็แปลว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ๆ, ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ไม่เกิดมาจากสิ่งนั้น ไม่ออกมาจากสิ่งนั้น นี่ตัวหนังสือก็แปลเท่านี้ มีเท่านี้. แต่ ใจความมันก็มีมากกว่านั้น ก็คือว่า สิ่งนั้นน่ะคืออะไร, สิ่งนั้นมัน คืออะไร, ที่จะไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น, แปลว่า ไม่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยสิ่งนั้น ไม่ ว่าในกรณีใดๆ. ตามธรรมดาจิตที่ไม่มีคุณธรรมอันนี้ มันจะถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งนั้นบ้าง ด้วยสิ่งโน้นบ้าง สารพัดอย่าง แล้วแต่อย่างใดจะมีเข้ามา แล้วก็ปรุงแต่งให้เป็นอย่างโน้น ให้เป็นอย่างโน้น ให้เป็นอย่างโน้นอีก ตามแต่ว่าเหตุปัจจัยนั้นมันเป็นอย่างไร. ดังนั้น จึงพูดเป็นภาษาไทยธรรมดาก็ว่า ความที่ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ มาปรุงแต่งจิตให้เป็น อะไร ๆ ได้ ในทุกๆ กรณี, ไม่ว่าในกรณีใด ไม่ว่าในกรณีของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ปรุงแต่งจิตไม่ได้, ปรุงแต่งจิตให้เป็นกาม ให้เป็นรูป ให้เป็นอรูป โดย หลักใหญ่ ๆ นี้ไม่ได้, หรือจะว่าปรุงแต่งจิตให้รู้สึกรัก รู้สึกเกลียด รู้สึกโกรธ รู้สึกกลัว รู้สึกตื่นเต้น อิจฉาริษยาอาลัยอาวรณ์ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ก็ไม่ได้, หรือจะปรุงแต่งให้เกิด ตัณหาใดตัณหาหนึ่งก็ไม่ได้, จะปรุงให้เกิดในภพใดภพหนึ่งก็ไม่ได้, ปรุงแต่งให้เป็น อย่างใดไม่ได้ทั้งนั้น และไม่ว่าในกรณีใด ๆ.
น.237 อะไรเป็นทุน เป็นเดิมพันเป็นปัจจัยมีอยู่ในใจ, สิ่งนั้นแหละคอยแต่ จะปรุงแต่ง ที่มีประจำอยู่ในสันดาน ก็เช่น อวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เหล่านี้มัน มีอยู่ในสันดาน พอได้โอกาส มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเข้ามาจากข้างนอก มัน ก็ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกคิดนึก อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรมต่อไป อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ยืดยาวต่อ ๆ กันไป. ถ้ามันมีการปรุงแต่งแล้ว มนย่อมจะเกิดของใหม่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะไม่เรียก ว่าปรุงแต่งดอก, ถ้ามันมีการปรุงแต่งที่ไหน มันก็จะมีของใหม่เกิดขึ้นที่นั้น, ขอให้เข้าใจ ไว้ให้ดี ; เหมือนกับเรา เอาอะไรมารวมกันเข้า แล้วทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้น กิริยาอันนี้ เรียกว่าปรุงแต่ง. จะทำขนมกินสักอย่างก็เอาของหลาย ๆ อย่างมารวมกันแล้วก็ปรุงแต่ง จะทำน้ำแกงสักหม้อ ก็ต้องเอาของหลาย ๆ อย่างมาใส่รวม ๆ กันเข้า, แล้วก็ปรุงเข้าด้วยกัน คือปรุงแต่ง, จะทำขนมสักอย่างก็เอาอะไรหลายๆ อย่างมาปรุงกันเข้าแล้วเป็นขนม, กิริยา ของหลายอย่างมาทำให้รวมกันเป็นของใหม่ขึ้นมานี้ เรียกว่าปรุงแต่ง. ฉะนั้น จิตนี้มัน ถูกปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น อยู่เสมอ, ถ้าหากว่ามัน ไม่มีอตัมมยตา. ถ้าจิตนั้นมันมีอตัมมยตา ก็ไม่มีอะไรจะมาปรุงแต่งมันให้เป็นอย่าง นั้นอย่างนี้ได้, มันก็คงที่ คือเป็นอิสระสงบเย็น ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่อะไรทุก ๆ อย่าง. นี่ เป็นจิตที่หลุดพ้น เป็นจิตที่ลุถึงโลกุตตระ อยู่เหนือ โลก เหนือสิ่งที่ปรุงแต่ง, ในโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ปรุงแต่ง เดี๋ยวนี้มันก็อยู่เหนือโลก ไม่ มีอะไรที่จะไปปรุงแต่งมันได้. นั่นแหละคือจิตที่เป็นอิสระหรือเป็นหลุดพ้น. ขอให้สังเกตุดู ว่าในโลกนี้มันมีสิ่งที่ปรุงให้จิตรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้เสมอ, ที่ รู้จักกันดีกล่าวไว้เป็นหลักเป็นฐานเป็นแบบฉบับ ก็คือว่า มันมีรูปที่มาทางตา, มีเสียง
น.238 ที่มาทางหู, กลิ่นที่มาทางจมูก, รสที่มาทางลิ้น, โผฏฐัพพะที่มาทางผิวกาย, ธัมมารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในใจ ทางมโนทวาร, นี่กล่าวอย่างหยาบ ๆ. แต่ทีนี้ใน ๖ อย่างนี้มันมีรายละเอียดมากมาย ๆ ของที่เลวที่สุดกระทั่งดีที่สุด กระทั่งเหนือดีที่สุด เหนือดีพ้นดี มันก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งการปรุงแต่ง ถ้าว่าเราไม่รู้, แม้แต่พระนิพพาน ที่อยู่เหนือสูงสุดสิ่งใด ๆ เมื่อได้ยินเรื่องนิพพานได้ฟังเรื่องนิพพาน ก็เกิดการปรุงแต่ง ขึ้นในใจ ก็อยากจะไปสู่นิพพานนั้น ตามความเข้าใจของตน ๆ ว่า นิพพานนั้นเป็น อย่างไร. บางคนก็เข้าใจว่าเป็นบ้านเป็นเมืองไปอยู่เป็นสุขสนุกสบายรโหฐานเหลือที่จะ กล่าว, นิพพานอย่างนี้ก็มี มีคนเข้าใจ. คราวหนึ่งได้ถามคน ๆ หนึ่ง ว่าอยากไปนิพพานไหม ? เขาก็บอกว่าอยากไป อย่างยิ่ง, อยากไปอย่างยิ่ง ช่วยที แล้วก็เลยบอกว่า ที่นิพพานนั้นไม่มีรำวงนะ. เขา สั่นหัว ไม่เอา ๆ, ไม่ไป ขอเลิก ไม่ไป, ขอถอน ไม่ต้องการไป, เพราะว่าผู้หญิงคนนี้ เขาชอบรำวงเป็นอย่างยิ่ง ขอว่าไปเมืองนิพพานจะได้รำวงกันให้วิเศษสูงสุด, แต่พอบอก ว่าไม่มีรำวงในนิพพาน ก็ขอถอนตัว ไม่ต้องไป. นี่ ดูเถอะว่าแม้แต่ นิพพานเป็นของสูงสุด ขนาดนี้ ยังมาปรุงแต่งจิตที่ โง่ให้เคลิบเคลิ้มไปด้วย, ของที่ไม่ถึงนั้นรอง ๆ ลงมา ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ปรุงแต่ง, กระทั่งแม้แต่ขี้ฝุ่นสักเม็ดหนึ่ง มันก็ทำให้คนรำคาญ โกรธเคืองเป็นบ้า เป็นหลังก็ได้ ถ้าขี้ฝุ่นมันเข้าตา. โกรธขึ้นมามันก็เป็นยักษ์เป็นมารขึ้นมา เพราะขี้ฝุ่นมัน เข้าตา, ไม่ว่าอะไรมันปรุงแต่งให้เกิดของใหม่ เกิดความคิดใหม่, เกิดอารมณ์ใหม่ ได้ทั้งนั้น, นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปถึงพระนิพพาน กี่พันอย่าง หมื่นอย่าง แสน อย่างระหว่างนั้น แต่ละอย่าง ๆ ล้วนแต่ปรุงแต่งได้ทั้งนั้น.
น.239 เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตได้ เพราะ จิตมีอตัมมยตา กูไม่เอากับมึง, กูไม่ยอมให้มึงปรุงแต่ง ไม่ยอมให้ปรุงแต่ง ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามการปรุงแต่ง, นี่ ตัวอตัมมยตามันอยู่ที่นี่ อยากจะใช้คำว่ามึงอย่ามาปรุงแต่งกูเลย, พอกันที ๆ อย่ามายุ่ง กับกูเลย หรือว่ากูไม่เอากับมึงแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกันแล้ว, อย่างนี้ก็ได้. ความหมาย ทั้งหมดนั้นมันเป็นอตัมมยตา เลยไม่มีอะไรมารบกวนให้วุ่นวาย ให้รำคาญ ไม่ให้ดีใจไม่ให้ เสียใจ, ไม่ให้หัวเราะไม่ให้ร้องไห้ ไม่ให้เป็นสุขไม่ให้เป็นทุกข์ ไม่ให้เป็นอะไรหมด แหละ แต่ปกติอิสระเยือกเย็น สงบอยู่อย่างเดียว, สงบอยู่อย่างเดียว เพราะไม่ถูก ปรุงแต่งให้ดิ้นรน, นี่ใจความมันมีมากอย่างนี้. ใครจะสรุปเอาความสั้น ๆ ว่าอย่างไรก็ ตามใจซิ, ตัวหนังสือก็มีแต่เพียงว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คือไม่ถูกปรุงขึ้นมาจากสิ่ง นั้น เรียกว่าอตัมมยตา, ขอให้รู้จักมันให้ดีที่สุด. รู้จักให้ดีที่สุดหมายความว่ารู้จักทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าเรานี้มันถูก ปรุงแต่งอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา, เมื่อเราไม่มีอตัมมยตามันก็ปรุงได้ มันก็ปรุง ได้ : เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ, เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ ต่าง ๆ นานาหลายๆ รูปแบบ, นั่งอยู่ตรงนี้ลมพัดมาเย็นสบาย ก็พอใจๆ ปรุงแต่ง, เดี๋ยวว่าฝนตกลงมาไม่พอใจก็ขัดใจ แม้แต่ได้ยินเสียงแมลงร้องนี้ บางทีก็พอใจไม่พอใจ, ได้ยินนกร้องก็พอใจไม่พอใจ, เดี๋ยว มดกัดเดี๋ยวมดกวนนี้ ก็พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง. ที่บ้าน ที่เรือน ที่วัด ที่ในป่า ที่ไหนก็ ตามเถิด มันมีแต่อะไรที่มากระทบแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่ง อันใหม่ขึ้นมา, แล้ว สักครู่มันก็ดับไป, หมดเหตุหมดปัจจัยมันก็ดับไป. เดี๋ยวก็สิ่ง อื่นมาอีก หรือมิฉะนั้นมันก็ส่งทะยอยต่อ ๆ ต่อ ๆ กันไป, เป็นการปรุงแต่งต่อ ๆ กัน ไปก็มีไม่รู้จักสิ้นสุด เป็นเรื่องเป็นราว นี่แหละ เพราะความที่ไม่มีอตัมมยตาอย่าง เพียงพอ มันจึงถูกปรุง ๆ อยู่เสมอไป.
น.240 ถ้าให้เกิดความรู้สึก ที่พอใจก็ยินดีหลงใหล พอใจ, ถ้าให้เกิดความรู้สึก ที่ไม่พอใจก็โกรธแค้นขัดเคือง เรียกสั้น ๆ ว่า ยินดียินร้าย, ภาษาบาลีแท้ ๆ เรียกว่า อภิชฌาและโทมนัส, อภิชฌาก็พอใจหลงใหลรักใคร่, โทมนัสก็ขัดใจ ไม่ยินดี ไม่อยาก จะได้นี่คือยินร้าย, เรียกว่า อภิชฌาและโทมนัส. ถ้าเอา ๒ ตัวนี้ออกเสียได้คนก็สบาย ภาษาเลขก็ว่าบวกและลบ : เป็นบวกก็ชอบใจ, เป็นลบก็ไม่ชอบใจ, ภาษาวิทยาศาสตร์ ก็เป็น positive เป็น negative : เป็นไปในแง่ดีน่ารักน่าพอใจก็เรียกว่า positive, เป็นไปใน แง่ร้ายไม่น่ารักไม่พอใจก็เรียกว่า negative, หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าดีว่าชั่ว, ว่าบาปว่าบุญนี้ มันก็มีความหมายที่ปรุงแต่งอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. บาปก็ปรุงให้อย่างบาป วุ่นวาย ไปอย่างบาป, บุญก็ทำให้วุ่นวายดิ้นรนไปอย่างบุญ ไม่ได้สงบดอก ดีก็บ้าดี เมาดี หลงดี ชั่วก็ทนทุกข์ทรมานไป ไม่ใช่ความสงบสุข สิ่งที่ดีกว่าจนไม่เรียกว่าดี เหนือดี ขึ้นไปอีก ก็คือความไม่ถูกปรุงแต่งให้เป็นอะไร, ไม่ถูกปรุงแต่งให้เป็นดีเป็นชั่ว เป็นบุญเป็นบาป. เห็นไหม ? เรื่องของ อตัมมยตา ก็ว่า มัน มีแล้วมันคุ้มครองไม่ให้ถูกปรุง แต่ง, อะไร ๆ จะเข้ามาปรุงแต่ง มันก็ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะอตัมมยตาคุ้มครองเอาไว้ กูไม่เอากับมึง. เรื่องปรุงแต่งทั้งหลาย ถึงมันจะเข้ามา ผลักออกไป คือไม่รับ ไม่รับ เอา ไม่ยอมให้ปรุงแต่ง, ใครจะมาบป้อยอสรรเสริญเยินยออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ทั้งนั้นใครจะ ค่าว่านินทาว่าอะไรก็ไม่ ไม่ต้อง ๆ, ไม่มีอะไร ไม่มีความหมายอะไร, นี่ เรียกว่า ไม่ถูก ปรุงแต่งอย่างยิ่ง ก็สบายดี. เดี๋ยวนี้ อะไร ๆ มันก็มักจะปรุงแต่งได้ไปเสียทั้งนั้น แม้แต่จะปรุงแต่ง ให้เกลียดมันก็เกลียด แล้วมันก็เดือดร้อนเอง ไม่ใช่ใครเดือดร้อน, มีสิ่งมาปรุงแต่งให้ โกรธ มันก็โกรธเอง แล้วก็เดือดร้อนเอง ไม่ใช่ใครเขาเดือดร้อน, มีสิ่งมาปรุงแต่ง ให้หลงก็หลงไป จะทำการทำงานสักหน่อยก็ไปหลงกับอบายมุข กามารมณ์อะไรหลงไป
น.241 เสียเลย ทำอะไรดีไม่ได้นี่, เพราะมันถูกปรุงแต่งอย่างนี้ จึงก้าวหน้าเจริญแม้ในทางโลกนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งมายั่วมาปรุงให้เหออกนอกทาง ให้เถลไถลออกไปนอกทาง มันก็ดีไม่ได้. ถ้าเราบังคับไว้ในความถูกต้องได้ ให้ปรุงแต่งไม่ได้ ให้มันถูกต้องอยู่เสมอ ให้มันปกติอยู่เสมอ ก็สบายดีเจริญดีเป็นสุขด้วย. เอาละ นี่ ประโยชน์อานิสงส์ของอตัมมยตา ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องมี ; แม้แต่ว่ายุงจะมาตอมข้างหูก็ไม่รำคาญดอก, มดจะมากัดสักตัวหนึ่งก็ไม่รำคาญดอก, มันไม่มีอะไรที่จะต้องไปวุ่นวายกับมัน ถ้ามือตัมมยตามันเฉยได้ มันปกติได้ สบายไหมไป ลองคิดดู. สหายของอตัมมยตา. ทีนี้ก็จะพูดถึงเพื่อนเกลอของอตัมมยตา เพื่อนเกลอ ที่ ๑ ก็จะยก อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งอยู่ทั้งนั้น นอกจากพระนิพพานหรืออสังขตะ มันก็ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา, แต่เข้าใจว่าน่ารักน่าพอใจไปหลงว่าเที่ยง ก็หลงใหลในของที่ไม่เที่ยง. เมื่อของที่ไม่เที่ยงมันไม่ฟังเสียง มันก็ทำความเจ็บปวดให้แก่คนนั้น มันก็เป็นทุกข์, ถ้าเห็นความไม่เที่ยงมันก็ไม่หลงใหลในสิ่งที่ไม่เที่ยง มันก็ไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ ที่ ๒ ทุกขตา มันมาจากความที่มันไม่เที่ยง มัน ไม่ได้อย่างใจเรา, บังคับมันไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์ ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง นั่นแหละคือตัวความทุกข์, เราถอยออกไปไม่ได้เพราะเรายึดมั่นถือมั่นมัน. เราอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นทุกข์, อยู่ด้วยกันอย่างลำบากที่สุดแหละกับสิ่งที่ไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นทุกข์, ยิ่งรักมากมันก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก, ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์
น.242 ก็ไม่ไปยุ่งกับสิ่งที่เป็นทุกข์ ไม่ต้องเอามาเป็นทุกข์, ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ มันก็เลยไม่ต้องเอามาประกอบกันเข้ากับเราให้มันเป็นทุกข์, ไม่เอามาประกอบกันเข้ากับจิต. แต่เรามักจะพูดกันว่า เรา ๆ พูดว่าเรา ๆ ก็ขอให้รู้เถอะว่าพูดหมายถึงจิต, ไม่เอามาประกอบกันเข้ากับเรา ก็คือว่าไม่เอามาประกอบกันเข้ากับจิต และ จิตก็ไม่เป็นทุกข์, แล้วเราพูดว่าเราไม่เป็นทุกข์ ภาษาคนโง่พูดก็พูดว่าเรา ภาษาคนไม่โง่พูดก็พูดว่าจิต มันก็สิ่งเดียวกันในภาษาพูด. ที่ ๓ อนัตตตา ความที่มันไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวตน นี้ก็พูดกันมามากแล้ว ถ้าว่า มีอัตตาอย่างโง่อย่างหลง อย่างนี้ก็ เรียกว่ามีอัตตา, ถ้าว่า ไม่มีอะไรเสียเลย ก็เรียกว่านิรัตตา, นี่มันผิดทั้ง ๒ อย่างแหละ. พูดว่า อัตตา ๆ มันก็ผิด เพราะมันไม่ใช่อัตตา. พูดว่า นิรัตตา ไม่มีอะไรเสียเลย มัน ก็ไม่ถูก เพราะมันมีสิ่งที่เราเรียกว่าอัตตา, เรารู้สึกอยู่ว่าอัตตา พูดว่าอัตตา. ที่ถูก เราต้องอยู่ตรงกลาง ตรงกลาง ว่า มีอัตตา ซึ่ง มิใช่อัตตา. มีสิ่งที่ปากเราพูดหรือใจ เราคิดว่าเป็นอัตตา แต่มันมิใช่อัตตา, นั้นเรียกว่าอนัตตา, อนัตตา - ไม่มีสิ่งที่เป็นอัตตา มันไม่ใช่อัตตา, มันจึงไม่มีสิ่งซึ่งเป็นอัตตา ไม่มีอัตตาก็พูดได้, เพราะไม่มีสิ่งที่เป็นอัตตา. แต่ถ้าพูดว่าไม่ใช่อัตตานี้มันถูกกว่า มันพังง่ายกว่า, มันไม่ใช่อัตตา มันมีเยอะแยะไปเลย แวดล้อมอยู่ทั้งข้างนอกข้างใน แต่มันมิใช่อัตตา, มิใช่อัตตานั้นเราเรียกว่าอนัตตา. ถ้าเห็นอนัตตาก็สบาย, ไม่ไปหลงรักอะไร ไม่ไปยึดมั่นอะไร มันก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้. การที่มัน จะปรุงแต่งเราได้ ก็เพราะเราไปหลงรักไปยึดมั่นด้วยอุปาทาน, เข้าใจผิดเป็นอัตตา ก็อยากจะได้ขึ้นมาเป็นของตน, นั่นแหละความโง่ โอกาสแห่งความโง่ที่ทำให้ถูกปรุงแต่ง, ขอให้ระวังให้ดี. ที่ ๔ ธัมมัฏฐิตตตา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ตามกฎของธรรมชาติ, และเป็นธรรมดา, เป็นธรรมดา ตามธรรมชาติ ตามธรรมดา มันตั้งอยู่ตามธรรมชาติ
น.243 โดยกฎของธรรมชาติ, นี้เรียกว่าเป็นธรรมดา. เราจะไปบิดผันให้มันเป็นอย่างอื่นไม่ ได้ดอกมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จนเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง, อย่างนี้ เรียกว่า ธัมมัฏฐิตตตา. เนื่องไปถึงอันที่ ๕ ว่า ธัมมนิยามตา ความที่มันมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่, มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ เช่นมันต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย, มันต้องไม่ เที่ยง มันต้องเป็นทุกข์เป็นอนัตตา, เหล่านี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติบังคับอยู่. ความที่มี กฎของธรรมชาติบังคับอยู่นี้ เราเรียกว่า ธัมมนิยามตา ธัมมนิยามตา มีกฎของธรรมชาติ บังคับอยู่. ทีนี้ ก็มาถึงอันที่ ๖ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ความมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น , นี่ก็คือการที่ต้องเป็นไปตามปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง. สิ่งใดมีปัจจัยสิ่งนั้นต้อง เป็นไปตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง เป็นอย่างอื่นไม่ได้, นอกจากเป็นไปตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง มีปัจจัยอย่างใด, ผลจะเกิดขึ้นโดยสมควรแก่ปัจจัยนั้น ๆ. มีปัจจัยแห่งความเกิดก็เกิด มี ปัจจัยแห่งความแก่ก็แก่, มีปัจจัยแห่งความเจ็บก็เจ็บ, มีปัจจัยแห่งความตายก็ ตาย, มีปัจจัยแห่งการได้ก็ได้, มีปัจจัยแห่งการเสียก็เสีย, นี่ไปตามเหตุตามปัจจัยนี้ ทุกอย่าง จะเป็นไปตามปัจจัย เพราะฉะนั้นอย่าได้เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรให้มากนัก, จะแก้ ไขก็แก้ไขไป โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์, เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็น ไปตามปัจจัย. ถ้าไม่อยากให้เป็นทุกข์มากก็แก้ไขไปตามเรื่อง, อย่าไปเห็นว่าเป็นของ แปลกประหลาด หรือแก้ไขไม่ได้ ไปกลัวเสียจนไม่รู้จะทำอะไร อย่างนี้ใช้ไม่ได้. ที่นี้ ต่อไปอันที่ ๗ ก็เรียกว่าสุญญตา สุญญตา ว่างจากตัวตน , ไม่ใช่ว่าง ไม่มีอะไรเลย. เขาเอาไปพูดผิด ๆ เขาเอาไปล้อกันเล่น ว่างไม่ได้. ที่จริงมันว่างได้ ทุกอย่างมันมีเยอะแยะ แต่มันไม่ใช่ตัวตน ทั้งโลก, ทั้งโลกนี่ไม่มีตัวตนหรือของ
น.244 ตน, มันว่างจากตัวตนหรือของตน. จิตนี้มันก็ว่างได้ ถ้ามันไม่มีความรู้สึกว่าตัว ตนหรือของตน, เมื่อใดจิตมีความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตน จิตนี้ก็ไม่ว่าง เพราะ มันเต็มอยู่ด้วยก้อน ๆ เป็นตัวเป็นตนเป็นก้อน เป็นตัวนั้น มันไม่ว่าง. ถ้าอันนั้นไม่มี มันก็ว่าง จิตรู้สึกคิดนึกอย่างอื่นก็ได้ แต่อย่ามีตัวตน, ถ้ามีตัวตนมันไม่ว่าง. ถ้ามีตัว ตนแล้วมันก็ไม่ว่าง, ถ้าไม่มีตัวตนแล้วมันก็ว่าง. คำว่า จิตว่าง จิตว่างนี้ จิตปราศจากความรู้สึกที่อึดอัด อยู่ด้วยความ รู้สึกว่าตัวกูว่าของกู, ถ้าในจิตมีความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู ก็เป็นจิตที่ไม่ว่าง, มันเต็ม ไปด้วยความมืด ความเดือดพล่าน ความโง่ ความหลง ความรัก ความโกรธ ความอะไร ก็ตาม เป็นตัวกู–ของกู. พอไม่มีความรู้สึกประเภทนี้ก็เรียกว่าจิตมันว่าง คือมัน ว่างจากตัวกู, ไม่ใช่ว่าจะว่างจากความคิดโดยประการทั้งปวง, ความคิดความนึก ก็มีได้, ขอแต่อย่าเป็นความคิดชนิดตัวกู–ของกู อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตว่าง. จิตมันต้องมี ความรู้สึกคิดนึกรู้สึก มันอยู่นิ่งไม่ได้ แต่ถ้าพอเมื่อใดมันมีความคิดเป็นตัวกู–ของกู เมื่อนั้นเรียกว่าไม่ว่างแล้ว วุ่นที่สุดแล้ว ถ้าเป็นความคิดอย่างอื่นก็ไม่วุ่นดอก ก็ไม่วุ่น ดอก คือยังว่างอยู่. สุญญตา–ความว่างจากตัวตนในสิ่งทั้งปวง มองให้เห็นเถิด ก็จะไม่ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งเหล่านั้นโดยความเป็นตัวตน ก็ไม่เกิดปัญหา คือว่ามันไม่รักอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่โกรธอะไร ไม่กลัวอะไร ไม่ตื่นเต้นในอะไร ไม่อิจฉาริษยาอะไร ไม่อาลัยอาวรณ์อะไร นั่นแหละผลของความที่มันว่างจากตัวตน. ทีนี้ก็มาถึง ที่ ๘. ตถาตา ตถาตามัน เป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง มีเหตุปัจจัยก็ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ก็ไม่ต้องเป็นไป ตามอะไร. สิ่งที่เป็นสังขตธรรม ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, สิ่งที่เป็นอสังขต-
น.245 ธรรม ก็ไม่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, มันเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง : กิริยาที่มันปรุงแต่งกัน มันก็เป็นเช่นนั้นเอง : อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิด วิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, ผัสสะ ให้เกิดเวทนา, เกิดตัณหาอุปาทาน, มันเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเรา ไม่อยากจะเป็นทุกข์ ก็อย่าเข้าไปในตัวเช่นนั้นเองที่เป็นทุกข์, ไปในตัวเช่นนั้นเอง ที่ไม่เป็นทุกข์ มันมีอยู่เช่นนั้นเองมันมีทั้ง ๒ ฝ่าย ; ฝ่ายเป็นทุกข์ก็ได้, ฝ่ายไม่เป็น ทุกข์ก็ได้. ในที่สุด เมื่อเห็นทั้งหมดนี้แล้ว อตัมมยตามันก็เกิดขึ้นมาได้ โดยง่าย เกิดความรู้สึกว่า โอ้ ไม่เอากับมัน, ไม่เอากับมัน, ไม่ยอมให้มันมาปรุงแต่ง, ไม่ยอม ให้มันมาเกี่ยวข้อง ไม่ยอมให้มันมากระตุ้นหนุนส่งอะไร, อยากจะอยู่เป็นอิสระ. นื้อตัมมยตามีสหายแยะ มีสหายที่ ช่วยให้เข้าใจ ให้รู้จักสิ่งทั้งปวง, ให้รู้จักดำรงอยู่ ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ หรือว่าช่วยให้เกิดความรู้ที่เป็นอตัมมยตาขึ้นมาได้โดยง่าย, ว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุญญตา ตถาตาเป็นต้น. ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องการ ให้มันปรุง ไม่อยากให้เกี่ยวข้องกัน ไม่อยากจะให้มีการปรุง, มันก็เกิดอตัมมยตาขึ้นมาได้. ผู้ใดอยากมีอตัมมยตาเป็นเครื่องช่วยดับทุกข์ ก็จงรู้จักสหาย สหายธรรม หรือธรรมสหายของอตัมมยตานี้ ให้เพียงพอ, ให้เพียงพอ อตัมมยตาก็จะเกิดขึ้นมา แล้วก็จะเจริญ จะรุ่งเรือง จะชัดเจน จะมั่นคง จะมีกำลังเต็มที่ มันก็ไม่เกิดความทุกข์, นี่สหายธรรมของอดัมมยตา.
น.246 สหายที่เป็นปัจจัย. ทีนี้ก็จะดูกันให้ละเอียดลออยิ่งขึ้นไปอีก ก็ดูกันเป็นแง่ ๆ มุม ๆ ไปก็ได้ สหาย อย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดขึ้นมาโดยตรง อย่างนี้ก็ คือการ ปฏิบัติ สติปัฏฐานหรืออานาปานสติ, ปฏิบัติสติปัฏฐานหรืออานาปานสติ ก็จะเห็น แจ้งอตัมมยตา ก็จะเห็นข้าศึกของอตัมมยตา ก็จะเห็นอุบายหรือว่าสหายของอตัมมยตา, เจริญอานาปานสติ ข้อธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานให้มาก, หรือว่าญาณใด ๆ ที่ทำให้ เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เห็นว่าไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ อยากจะเกี่ยวข้องกับมัน, ทั้งหมดนี้มันเป็นปัจจัยแก่อตัมมยตา คือทำให้มีขึ้นมาหรือให้ ยิ่งขึ้นไป มีขึ้นมาแต่น้อย ๆ แล้วก็ทำให้มันยิ่งขึ้นไป จนกว่าจะเต็มรูปแบบ. ธรรมะ เหล่านี้เป็นปัจจัยแก่อตัมมยตา. สหายที่เป็นไวพจน์แก่กัน. ทีนี้ก็จะดูว่า เป็น สหายอย่างที่เป็นไวพจน์ของกันและกัน คือเป็นชื่อ เรียกแทนกันได้กับอตัมมยตา อย่างคำว่า สังขารุเบกขาญาณในวิปัสสนาญาณ ๙ ; เมื่อได้เจริญวิปัสสนาญาณมาจนถึงสังขารุเบกขาญาณ อันเป็นเหตุให้วางเฉยได้ในสังขาร ทั้งปวง นั้นก็เป็นอตัมมยตา. คำแทนชื่อ ไวพจน์แทนชื่อแทนกันได้ของอตัมมยตา มันเฉยได้ในสังขารทั้งปวง หรือว่าสูงขึ้นไปกว่านั้นนิดหนึ่ง, เป็นสัจจานุโลมิกญาณ. เดี๋ยวนี้พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์แล้ว อันนี้ก็คืออตัมมยตาที่สุกงอมยิ่งขึ้นไปอีก, อตัมมยตา ที่แก่กล้ายิ่งขึ้นไปอีก จนพร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ แม้ว่า ในอาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้ สิ้นอาสวะ มันก็คือตัวอตัมมยตา แทนชื่ออตัมมยตาได้, เมื่ออะไรปรุงแต่งไม่ได้, มันก็สิ้นอาสวะ เป็นเรื่องเดียวกัน. อาสวักขยญาณนี้ก็เป็นไวพจน์ของอตัมมยตา.
น.247 สหายธัมมสโมธาน. เอ้า ทีนี้จะดูอย่าง ธัมมสโมธาน กันบ้าง คือ พลอยมีอยู่ด้วยกัน ร่วมด้วย กัน ; ถ้าเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายขึ้นมา เมื่อปฏิบัติไตรสิกขาสมบูรณ์, มี สมถะและวิปัสสนาสมบูรณ์, หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มีมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์, ในนั้นมีอตัมมยตา มีสิ่งที่แทนชื่อกันได้มากมายหลายอย่าง, จะเรียกว่านิพพิทาก็ได้ ในสิ่งนั้นก็มีนิพพิทา จะเรียกว่า วิราคะ ก็ได้, ในนั้นมีวิราคะ จะเรียกว่า วิมุตติ ก็ได้ ในนั้นมีวิมุตติ, นี้มนพลอยรวมอยู่ด้วยกัน. ในสิ่งที่ทำขึ้นด้วยความมุ่งหมายอย่างใดอย่าง หนึ่ง, แม้เพียงอย่างเดียวก็มีธรรมะอย่างอื่นพลอยสมทบร่วมเข้ามาด้วย. ในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา สมถะ วิปัสสนา นั่นแหละ ในนั้นมี อะไรเยอะแยะไปหมด ที่พลอยร่วมเข้ามาด้วย ในฐานะเป็นธัมมสโมธาน, แล้ว ก็มี อตัมมยตาด้วย, ในการเลื่อนชั้นของวิปัสสนาญาณ ก็มีอตัมมยตาทุกขั้นตอน, ในการ เลื่อนชั้นของสมถะง่าย ๆ ต่ำ ๆ มันก็มีอตัมมยตาทุกขั้นตอน ในการที่จะเลื่อนชั้นของศีล ศีลสูงขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ มัน ก็มีอตัมมยตาทุกขั้นตอน, มันรวมอยู่ในการปฏิบัติที่ถูก ต้องของพรหมจรรย์. นี่ท่านสังเกตดูว่า อตัมมยตานี้มันมีอะไร ๆ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง รวม เนื่องกันอยู่ส่งเสริมกันอยู่ เกิดด้วยกัน เกิดข้างหน้ากัน เกิดข้างหลังกัน ห้อมล้อมกันอยู่, อะไรก็ได้ทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นปัจจัย ก็แล้วกัน เรียกว่าสหายของอตัมมยตา. ฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติธรรมบางอย่างช่วย ๆ อตัมมยตาจึงจะแก่กล้า, นี้เป็นอตัมมยตาสหาย, สหายอตมมยตา.
น.248 สหายของผู้มีอตัมมยตา อตัมมโย คือพระอรหันต์. เอ้า ทีนี้เรื่องธรรมะหมดไปแล้ว ก็พูดถึงบุคคล บุคคลผู้มีอตัมมยตา, ผู้ใด มีอตัมมยตา ผู้นั้นได้นามว่าอตัมมโย อตัมมโยคือผู้มีอตัมมยตา. ถ้าเป็นธรรมะเรียก ว่า อตัมมยตา, ถ้าเป็นบุคคลเรียกว่าอตัมมโย อตัมมโย, นี่จำไว้ด้วย จำไว้คู่ เป็นคู่ กันกับอตัมมยตา. อตัมมยตาก็ฟังแปลกหูอยู่แล้ว, อตัมมโยมันแปลกหูต่อไปอีก แต่ ก็คือผู้ที่มีอตัมมยตานั่นเอง. ผู้ใดมีธรรมะชื่ออตัมมยตา ผู้นั้นเป็นอตัมมโย, จะน้อยๆ ก็ยังน้อย ๆ ถ้าเต็มที่ก็เป็นพระอรหันต์. ฉะนั้น อตัมมโย อตัมมโย คือพระอรหันต์ แปลว่าผู้ที่ปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ในธรรมทั้งปวง ในสิ่งทุกสิ่ง อะไร ๆ มาปรุงแต่ง ไม่ได้ในทุก ๆ กรณี, นั่นแหละเป็นอตัมมโย เป็นพระอรหันต์ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตของ พระอรหันต์ให้หวั่นไหวไปในทางไหน มันคงที่ คือว่างจากตัวตน หลุดพ้นจากตัวตน อยู่เป็นปกติ, ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้ขุ่นมัวหวั่นไหว โยกโคลงขึ้นมาได้, นี้เรียกว่า อตัมมโย บุคคลผู้มีอตัมมยตาก็เรียกว่าอตัมมโย. ทีนี้ บุคคลที่มีคุณธรรมเป็นอตัมมยตาหรืออย่างอื่นก็ได้ ก็เป็นบุคคลที่ มีชื่อเรียกไปอีกอย่างหนึ่ง, แต่ก็ หมายความอย่างเดียวกัน เช่นว่า อนุปาทิเสสะบุคคล, อนุปาทิเสสะบุคคล ก็คือบุคคลที่เป็นพระอรหันต์, มีอุปาทิหมด ดับไม่มีเหลือ ไม่มีอุปาทิ เหลือ ไม่มีอุปาทิเหลือสำหรับจะให้เกิดความยินดียินร้าย ถ้าอุปาทิยังเหลือ จะเกิดความ ยินดียินร้าย แล้วจะเกิดตัณหาต่อไปจากความยินดียินร้าย นี่คือผู้มีอุปาทิเหลือ, ถ้าไม่มี อุปาทิเหลือก็ไม่เกิด ก็ไม่เกิด เรียกว่า อนุปาทิเสสะบุคคล, คือพระอรหันต์. ถ้า มีอุปาทิเหลือก็ได้แก่พระโสดาบัน ๓ พวก พระสกิทาคา ๑ พวก พระอนาคามี ๕ พวก รวมเป็น ๙ พวก นี้เรียกว่า สอุปาทิเสสะบุคคลมีอุปาทิเหลือยังไม่ถึงที่สุดแห่งอตัมมยตา
น.249 แม้ว่าจะมีส่วนน้อย ๆ เลื่อนขึ้นมาตามลำดับ ก็ยังไม่มีอตัมมยตาเต็มตามความหมาย, ต่อ เมื่อเป็นอนุปาทิเสสะบุคคลเท่านั้น จะมีอตัมมยตาเต็มตามความหมาย. เกพลี, อทโส, ตาที. เอ้า ทีนี้มีบุคคลชื่อแปลกเรียกว่า เกพลี เกพลี– ผู้มีไกวัลย์ ผู้ถึงไกวัลย์ นี้ ก็คือพระอรหันต์, ภาษาบาลีเรียกว่าเกพลี เกพลี มีทุกสิ่ง ถึงทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง เข้าใจทุกสิ่ง. มีอำนาจเหนือสิ่งทุกสิ่ง ครอบงำหมด เรียกว่าเกพลี, คำนี้มันก็เป็นความหมายของพระ เป็นเจ้า ของฝ่ายที่ถือพระเป็นเจ้า, แต่เราไม่เรียกพระเป็นเจ้าชนิดนั้น เราเรียกว่า พระอรหันต์นี้เป็นเกพลี รู้ทั้งหมด ควบคุมทั้งหมด มีอำนาจทั้งหมด มีอยู่ในที่ทั้งปวง เป็นเกพลี ก็คือไวพจน์ของอตัมมโย. อทโส คำนี้แปลก แปลว่าไม่มีเงื่อนต่อ, อทโส อทโส ไม่ใช่แปลว่าไม่มี สิบ ถ้าแปลผิด ๆ ก็แปลว่าไม่มีสิบ, อะ แปลว่าไม่ ทโส แปลว่าสิบ แต่ทโส ทโส ในที่นี้ แปลว่าเงื่อนต่อสำหรับต่อ ๆ ไป มันคำเดียวกับที่บ้านเราเรียกว่าด้ายชายฟืม หรืออะไรฟืม ที่เขาเหลือไว้สำหรับต่อแล้วทอหูกครั้งหลัง ๆ. เมื่อทอหูกครั้งนี้เสร็จแล้ว ก็ตัดผ้าออก ไปแล้วก็เหลือด้ายชายฟืมไว้ จะทอทีหลังก็เอามาต่อด้วยแต่ละเส้น ๆ นั้น แล้วก็ทำเป็น หูกต่อขึ้นมาใหม่ ด้ายนี้ด้านชายฟืมที่เหลืออยู่นี้ คือ ทโส ไม่มีด้วยชายฟืมเหลือ นั่นแหละคือพระอรหันต์, นั่นแหละ คืออตัมมโย ไม่มีชายพฟืมเหลือสำหรับทอหูก อีกต่อไป คือเลิกทอหูกนั่นแหละ นี่เรียกว่าผู้ไม่มีด้ายชายฟืมเหลือ. ทีนี้คำต่อไปว่า ตาที ตาที ตาทีนี้ แปลว่าคงที่, คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็น อย่างอื่นได้, จะเรียกว่าตาทิก็ได้ ตาทีก็ได้ แปลว่ามันคงที่ อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ถ้า
น.250 มีอะไรปรุงแต่งได้ก็ไม่ใช่ตาที. พระอรหันต์เป็นตาที คงที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ เพราะ ท่านมีอตัมมยตา. ปารคู, พาหิตะปาโป, สุคโต, ทีนี้ชื่อต่อไปก็คำว่า ปารคู, ปารคู ถึงฝั่งโน้น ปีรัง–ฝั่งนี้ ปารัง–ฝั่งโน้น ปารคู–ผู้ถึงฝั่งโน้น ฝั่งที่ไม่มีปัญหาไม่มีอะไรที่จะต้องทำ มันหมดหน้าที่ หมดการงานที่ จะต้องทำ, ถึงฝั่งโน้นแล้ว ถ้ายังอยู่ฝั่งนี้ วิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งนี้ ก็มีปัญหามีความทุกข์มี อะไรมาก. พอออกไปเสียได้จากฝั่งนี้อันยุ่งยากนี้ ถึงฝั่งโน้น ก็ไม่มีอะไรจะต้องทำ เรียกว่า ปารคู . พูดถึงฝั่งนอกแห่งวัฏฏะ วัฏฏสงสาร ก็คือนอกวัฏฏสงสาร, ถ้ายังอยู่ในวัฏฏ- สงสาร ก็ยังยุ่งอยู่ด้วยเรื่องต่าง ๆ นานาสารพัดอย่าง พอออกไปเสียได้จากวัฏฏสงสาร เป็น ฝั่งนอกก็ไม่มีเรื่อง. นี้ก็เป็นคนหมดเรื่อง พอหมดเรื่องก็คงที่ คือไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่าตาที. ทีนี้อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า พาหิตะปาโป, พาหิตะปาปะ พาหิตะปาโป แปลว่า มีบาปอันลอยเสียแล้ว. คำนี้เป็นคำนอกศาสนาพุทธ เป็นของศาสนาอื่นที่มีอยู่ก่อน พุทธหรือพร้อมพุทธ. คำว่าลอยบาปเสียแล้ว เขาลอยบาปกันด้วยอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใน แม่น้ำบ้าง บูชายัญบ้าง ทำอะไรต่าง ๆ นานาเรียกว่าลอยบาป, แต่ในพุทธศาสนานี้ยืม คำนี้มาใช้ แต่หมายถึง ปฏิบัติครบถ้วนถูกต้อง ๑๐ ประการ สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ ๑๐ สัมมานี้มีเมื่อใด บาปไม่มีเหลือ, ล้างบาป ลอยบาปหมดไม่มีเหลือ พาหิตะปาโป เพราะมีอตัมมยตา บาปเกิดไม่ได้เข้ามาไม่ได้ ต้องออกไปหมด เป็นเครื่องลอยบาปอยู่ในตัวอตัมมยตานั้นเอง. ขอให้เห็นประโยชน์ อานิสงส์ของอตัมมยตา.
น.251 สุคโต สุคโต ไปดี ไปดีก็ไปจากกามธาตุ จากกามธาตุไปสู่รูปธาตุ, จาก รูปธาตุไปสู่อรูปธาตุ, จากอรูปธาตุไปสู่นิ โรธธาตุ นั่นแหละคือไปดี ๆ ไปจบสิ้นสุดของธาตุ ทุกธาตุ ของภพทุกภพ ของชาติทุกชนิด, นี้เรียกว่าสุคโต สุคโต ไปดี คือไปจนถึงที่สุด, ที่สุดแห่งความทุกข์ มันก็อยู่เหนือ เหนือหมด เหนือกรรม เหนือภพ เหนือวัฏฏะ เหนืออะไรหมด, นี้ก็เรียกว่าไปดี ไปดี ก็ไปถึงที่นั่น. . . . . . . . . . . . . เอ้า, สรุปความเรียกว่าอรหันโต อรหันตะ อรหันต์, พระอรหันต์นี่ ไกล จากความทุกข์, หยุดวงล้อหมุนเสียได้, หยุดกงล้อที่มันหมุนเสียได้ ทำให้กงล้อวงกลม ๆ แตกกระจายไม่กลม หมุนไม่ได้, นั่นแหละคือพระอรหันต์ หักวงจักรเสียได้ หมุนไม่ได้ อีกต่อไป, นี้ก็ความหมายหนึ่ง, หรือว่าอยู่ไกล ไกลจากกิเลสและความทุกข์ จากการ ปรุงแต่ง เพราะมีอตัมมยตาเป็นเครื่องกำกับไว้, ป้องกันไว้ ควบคุมไว้ มันก็ไม่มี การปรุงแต่ง ก็เหนือความทุกข์ เหนือการปรุงแต่ง เรียกว่าไกลจากกิเลส ไกลจาก ความทุกข์. นี่ ฟังดูให้ดี ๆ ว่า ไวพจน์ของอตัมมโยก็มีมาก คือผู้ที่มี อุปาทิดับไม่มี เหลือ เป็น เกพลี –ถึงสิ่งทั้งปวง, อทโส –ไม่มีชายฟืมสำหรับต่อด้ายอีก ตาที –คงที่, ปารคู ถึงฝั่งนอกโน้น พาหิตะปาโป– ลอยบาปเสียหมดสิ้น สุคโต– ไปดีแล้ว นี่ไวพจน์ ของอตัมมโย คือผู้มีอตัมมยตา. ผู้มีอตัมมยตาเรียกว่าอตัมมโย. อตัมมโยคำนี้มี ไวพจน์ชื่อเรียกได้อีกหลายอย่าง ต่อหลายอย่าง รู้จักกันไว้. นี่ก็ สหายของอตัมมยตา ในฐานะที่เป็นสหายของผู้ที่ได้อตัมมยตา มีอตัมมยตาคืออตัมมโย อาตมาได้กล่าวแล้วทั้ง สหายของอตัมมยตาโดยตรง และสหายของผู้มี อตัมมยตาโดยอ้อม น่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์, ความที่มีจิตอันอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้
น.252 สั้น ๆ ก็ว่าอย่างนี้. คนธรรมดามีจิตใจที่อะไรเข้าไปปรุงแต่งได้ ผู้มีอตัมมยตามีจิตชนิดที่ อะไร ๆ ปรุงแต่งจิตนั้นไม่ได้อีกต่อไป, จะจดสั้น ๆ ก็ว่า ผู้ที่มีจิตอันอะไร ๆ ปรุงแต่ง ไม่ได้อีกต่อไป, นั่นแหละคือผู้มีอตัมมยตา สหายของอดัมมยตาก็คือธรรมะที่ทำหน้าที่ อย่างเดียวกัน ร่วมกัน ส่งเสริมกัน, สหายของผู้มีอตัมมยตา ก็คือผู้ที่หลุดพ้นแล้วโดย ประการทั้งปวง. แสดงมาทั้ง ส หายของอตัมมยตา และ สหายของอตัมมโย โดยสมควรแก่ เวลา โดยการที่กลัวว่าฝนมันจะตกลงมา เพราะฉะนั้นวันนี้ก็จบเร็วหน่อย. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้ด้วยความสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้ เป็นโอกาส ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรมในคณสาธยาย ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ ธรรมะ เพื่อบรรลุถึงอตัมมยตาอีกต่อไป ณ กาลบัดนี้ .
Buddhadasa