น.253 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องอตัมมยตา ต่อไปตามเดิม. บางคนอาจจะคิดว่า เรื่องอตัมมยตา ขึ้นสมองเสียแล้วกระมัง, แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้ามันยังมีประโยชน์ ก็ยังพูดกันต่อไปอีกสักครั้ง ๒ ครั้ง มีหัวข้อที่จะพูดในวันนี้ว่า อตัมมยตากับปัญหาแห่งมนุษย์ยุคปรมาณู. อตัมมยตากับปัญหาแห่งมนุษย์ยุคปรมาณู ดูเรื่องมันก็ออกไปนอกวัด คือ ไปพิจารณาถึงเรื่องของโลกทั้งโลกหรือทั้งจักรวาล, ข้อนี้มันจำเป็นที่จะต้องพูด อย่าเห็น ว่าเป็นเรื่องนอกเรื่อง, อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องชนิดที่อ้อมค้อม, มันเป็นเรื่องตรง ที่ว่า ธรรมะมีไว้สำหรับช่วยโลกนั้นแหละเป็นของตรง, จะต้องเอาธรรมะมาช่วยโลกให้ รอด, บางคนคิดว่าธรรมะนั้นสูง ทำไมจะเอามาเป็นเรื่องของชาวบ้าน เรื่องสูงหรือไม่ ๒๒๗
น.254 สูงนั้นมันไม่สำคัญ, มันสำคัญอยู่แต่ที่ว่า มันจะ ช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ จะช่วยดับ ทุกข์ได้หรือไม่, ถ้าแก้ปัญหาได้ หรือดับทุกข์ได้ ก็ไม่ต้องคำนึงถึงว่ามันจะต่ำหรือมันจะ สูง. มันก็พอดีกันนั่นแหละ คือ ตรงกันกับปัญหา มันจึงแก้ปัญหาได้. อาตมาก็ถูกด่าโดยนักปราชญ์แห่งพระนครอยู่เสมอ ว่าเอาเรื่องโลกุตตระมา พูดกับชาวบ้าน, ข้อนี้ไม่เป็นไร ใครจะด่าใครจะว่าอย่างไร ไม่มีความหมายอะไร, ถ้า ดับทุกข์ได้แล้วก็เป็นใช้ได้. เราต้องการแต่จะดับทุกข์ ตามพระพุทธประสงค์เท่านั้น เอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเกิดขึ้นเพื่อความเป็นสุขของสัตว์โลกทั้งหลาย พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ ทั้งเทวดาและมนุษย์ , ทั้งเทวดาและมนุษย์ นี้มันยังเป็นเรื่องของมนุษย์ เราก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เหล่านี้ให้ได้, ให้มนุษย์ได้รับประโยชน์สุขเต็มตามความหมาย. เดี๋ยวนี้ เรียกกันว่า ยุคปรมาณู บ้าง ยุคนิวเคลียร์บ้าง ยุคอีเลคโทรนิคบ้าง กระทั่งยุคคอมพิวเตอร์เขาก็เรียกกัน, เพราะมันมีอะไรประหลาด ๆ มันมีอะไรโลดโผน มัน มีอะไรพรวดพราดรุนแรง เราจึงต้องพิจารณากันถึงข้อนี้ จะต้องมีธรรมะที่กล้าแข็งพอ ที่จะเผชิญหน้ากันได้. ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจในเรื่องนี้เถิด, มัน เป็น ยุคที่แสนจะ ยุ่งยากขึ้นทุกที ๆ ความยุ่งยากลำบากสับสนนี้ ไม่ได้ลดลง แต่ว่ายุ่งยากยิ่งขึ้นทุกที เพราะ มนุษย์ก้าวหน้าไปในทางนั้น. ขอให้นึกดูให้ดีๆ มีเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ และ จำเป็นที่จะต้องช่วยกันแก้ไข มิฉะนั้นความวินาศนั้นจะวินาศทั่วทั้งจักรวาล, กระทั่งศาสนาก็จะไม่มีเหลือ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นนั้น, แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ศาสนาก็จะไม่มีเหลือ คือเขาทำลายกันด้วยอาวุธมหาประลัย. เราจะต้องหาทางป้องกันมากกว่าแก้ไข; เรื่องแก้ไขนี้อาตมาไม่ค่อยชอบ ดอก ทำเหมือนกับเอาไม้สั้นไปรันขี้ มันไม่สนุก มันเลอะเทอะไปหมด, แต่ ป้องกัน
น.255 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๒๙ นั่นแหละดี อย่าให้มันได้เกิดขึ้นมา ก็เรียกว่าดับทุกข์ด้วยเหมือนกัน, จะเป็นเรื่อง ป้องกันหรือเป็นเรื่องแก้ไข ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องตัดปัญหาทั้งนั้น. ยุคปรมาณูมีปัญหามากต้องมีอตัมมยตาช่วย. ที่นี้มาดูกันว่า ยุคปรมาณู, ยุคปรมาณู นี้มัน เป็นยุคอะไร คำนั้นมันมา แต่สิ่งที่เรียกว่า ปรมาณู สิ่งเร้นลับที่มนุษย์รู้จักเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วมัน ก็ดีเกินไป จนถึงกับว่าใช้ทำลายโลกก็ได้, มันเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาอย่างนี้. ปรมาณู ละเอียดไปถึงนิวเคลียร์, แล้วก็ความคิดนึกก็เป็นเรื่อง ก้าวหน้าไปในทางอีเลค- โทรนิค, สร้างสรรค์เครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอยขึ้นมารับใช้มนุษย์ เหมือนกับว่าเป็นของ ทิพย์, แล้วก็ยัง มีสิ่งที่ทำให้มนุษย์โง่ลงคือคอมพิวเตอร์, ยิ่งใช้คอมพิวเตอร์มากเข้า เท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งโง่ลงเท่านั้น เพราะมันไม่ต้องคิดเอง, นี่ปัญหามันก็ยิ่งสับสนวนเวียน กันหลายอย่างหลายประการ อย่างนี้. ยุคปรมาณู เป็นยุคที่มีอะไร ๆ ไวเป็นกรด หรือไวเป็นปรอท, นี้ภาษาชาว บ้าน ไวเป็นกรดไวเป็นปรอท คือมันทำหน้าที่ของมันเร็ว เคลื่อนไหวเร็ว. ยุคปรมาณูนี้ ไม่มีอะไรที่ช้างุ่มง่ามเหมือนกับเต่าคลาน, มันว่องไวรวดเร็ว แล้วมันก็มีทางที่จะ ผิดพลาดได้ง่าย มันผลีผลามได้ง่าย. เราจะต้องมีสติที่สมบูรณ์ คืออตัมมยตา ความ มีสติสมบูรณ์ ไม่ให้อะไรมาปรุงแต่งผลักดันไปในทางที่ผิดพลาด. ควบคุมสติไว้ได้เท่าไร ความว่องไวรวดเร็วก็ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น, มีความเร็วเท่าไร สติต้องมากเท่านั้น. ถ้ามีแต่ความเร็ว การควบคุมความเร็วไม่พอ มันก็วินาศ. นี่เรา จะต้องนึกถึงสิ่งที่จะ ควบคุมความเร็วความว่องไว คือสติ ที่ถึงระดับสูงสุด ที่เรียกว่าอตัมมยตา, มีสติ
น.256 สมบูรณ์ชนิดที่ป้องกันแก้ไขได้ทุกอย่าง, ป้องกันไม่ให้อะไรมาปรุงแต่งให้เป็นไปในทาง ผิดพลาด, เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีความคิดที่แยบคายในการที่จะขจัดออกไป. ยุคปรมาณู โ ลกหมุนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องการธรรมะที่จะเป็นเครื่องคุ้ม ครองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น. ยุคปรมาณูมีการศึกษา มีการค้นคว้า มีการผลิต มีการมี มีการใช้สิ่งที่มี ด้วยความเห็นแก่ตัว, ฟังดูให้ดี ยุคปรมาณูมีการศึกษาเพื่อความเห็นแก่ตัว, มีการค้นคว้า เพื่อความเห็นแก่ตัว, มีการผลิตด้วยความเห็นแก่ตัว, มีการมีสะสมไว้ด้วย ความเห็นแก่ตัว, แล้วมีการใช้มันไปด้วยความเห็นแก่ตัว. มันเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ยวด มันก็นอนไม่หลับเอง, คนอื่นก็พลอยถูกเดือดร้อนวุ่นวายไปด้วย มันไม่มีทางไปไหน ดอก, นอกจากว่าไปอุดตันอยู่ที่ ไม่รู้จะทำอย่างไร. เมื่อความเห็นแก่ตัวมันท่วมโลก อย่างนี้ มันก็น้อมไปเพื่อฆ่าตัวตายมากขึ้น, ไม่ต้องมีใครมาฆ่า มันฆ่าตัวตายของ มันเอง เมื่อมันเมาความเห็นแก่ตัว. ถ้ามีอตัมมยตา มีสติป้องกันการปรุงแต่ง ของสิ่งแวดล้อม ของกิเลสในภายใน ป้องกันไม่ให้เกิดความเห็นแก่ตัว จากปัจจัยแวดล้อม ภายนอก และจากกิเลสในภายใน, นั่นแหละมันจะรอด. ยุคปรมาณูมีปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตส่วนเกินมากขึ้น ๆ จนไม่รู้จะมากกัน อย่างไร และกำลังมาก จึงมีโอกาสที่จะเกิดความพลั้งพลาด, หรือเกิดอุบัติเหตุเลวร้าย มากขึ้นทุกที ทั้งบนดินและบนฟ้า. ท่านก็รู้ได้เองว่า อะไรบนดินที่มันชนกัน, บน ฟ้าที่มันชนกันตกลงมา หรืออะไรเหล่านี้ มันไม่เคยมีในยุคที่ไม่เจริญเช่นนี้. ความ เจริญเช่นนี้ มีผลไม่คุ้มกันกับที่ว่าจะต้องมีอุบัติเหตุ เพราะว่ามันไม่ต้องทำก็ได้ ไม่ ต้องไปก็ได้, ไม่ต้องเป็นก็ได้ แล้วก็มันมีอุบัติเหตุ เราจะหักลบกันอย่างไร, คล้าย ๆ กับ ว่า เปิดช่องให้อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น. เราอาจจะมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้อง ไปเผชิญกับอุบัติเหตุ เหล่านี้, นี่มีสติปัญญาพินิจพิจารณา อย่าให้กิเลสตัณหามันกระตุ้น ผลักดันไป อย่างหลับหูหลับตา จนไม่รู้ว่าจะไปกันที่ไหน.
น.257 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๓๑ ผลิตปัจจัยขึ้นมากเกินกว่าความจำเป็น ที่จะดำรงชีวิต, เกินความจำเป็น ที่จะต้องดำรงชีวิต ยิ่งเป็นยุคอุตสาหกรรม มันก็ยิ่งผลิตได้มากได้เร็ว แล้วไม่รู้จะเอา ไปไหน มันก็จะเกิดปัญหาขึ้นทีหลัง, ต้องเอาไปทิ้งทะเลกันในที่สุด. การเป็นอยู่ด้วย ปัจจัยที่เกินความจำเป็นของชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องฉลาด, ขอให้นึกดูให้ดี ๆ ว่า อะไร ๆ เอามาใส่ไว้ในบ้านในเรือนเต็มไปหมด ล้วนแต่เกินจำเป็น นี้จะเป็นอย่างไร, นี้โลกมัน กำลังจะเป็นอย่างนี้ และก็ได้เป็นแล้วเป็นส่วนมาก ในทางหนึ่ง, นั่นแหละต้นเหตุแห่ง ปัญหา เพราะว่ามันมีเกินจำเป็น มันก็ต้องหาเกินจำเป็น, มันก็ต้องหาเงินเกินจำเป็น, มันก็ต้องขวนขวายเกินจำเป็น. ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะว่ามันมีแต่ส่วนเกิน, ส่วนเกินนี้ไม่ได้ทำให้สงบสุข, ทำให้เป็นบ้าหลังเหมือนกับวิกลจริต. ยุคปรมาณูมันผลิตปัจจัยส่วนเกินมากขึ้นอย่างนี้ ถ้ามีสติสัมปชัญญะกัน เสียบ้าง ก็จะไม่เป็นไร, แม้ว่าจะมีการอยู่ด้วยส่วนเกิน. แต่ ถ้ามีอตัมมยตาเข้า มาช่วยควบคุมไว้ได้ มันก็ จะปลอดภัยมากกว่า เพราะมันเป็นความมีสติสมบูรณ์, ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นปรุงแต่งผลักไสจากภายนอก, และกิเลสจากภายในก็ไม่เกิดขึ้น รับเอา, แม้ว่าความผิดพลาด มันก็ยังอาจจะแก้ไขได้ด้วยคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา. เดี๋ยวนี้ดูเถิด คนในโลกบูชาอะไร ? คนในโลกบูชาอะไร ? ท่านช่วยคิดดู คนในโลกบูชาสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์, ประโยชน์ที่เขาต้องการอย่างชาวโลก อย่างโลก ๆ ประโยชน์อย่างโลก. เขาไม่ได้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนอย่าง ที่นั่งว่ากันอยู่ทุกวัน ๆ นี้, เขาว่าแต่ปาก, จิตใจแท้ ๆ นั้นบูชาประโยชน์ที่ต้องการ. ถ้า เป็นประโยชน์สูงสุดก็ดีไปที, แต่ถ้าเป็นประโยชน์ต่ำ ๆ แล้วมันก็เล่นตลกกัน. บูชา ประโยชน์ยิ่งกว่าความถูกต้อง เอาความถูกต้องมาเปลี่ยนความหมายเสียว่า ฉันได้ประโยชน์ นั่นแหละคือความถูกต้อง, อย่างนี้ไม่ใช่ความถูกต้อง. ถ้าบูชาความถูกต้อง มันก็ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของความถูกต้อง, เดี๋ยวนี้ประโยชน์มันครอบงำ ๆ มันเลย
น.258 ๒๓๒ อตมมยตา มีความถูกต้องตามที่เขาต้องการ สิ่งที่เขาได้ตามต้องการนั้น เขาว่าดี ว่าถูก ว่ายุติ- ธรรม, นี่ โลกกำลังเป็นอย่างนี้. เราจะอยู่กันอย่างไรในโลกชนิดนี้. มันรวยสุดยอด รวย ๆ เสียจนไม่รู้ว่าจะรวยกันอย่างไร, ที่รวยก็รวยจนไม่รู้ จะรวยอย่างไร, ที่จนก็จนไม่รู้จะจนอย่างไร, อดข้าวตายก็มีกันมาก ๆ จะยิ่งกว่า สมัยคนป่าคนดงโน้นเสียอีก. ในทวีปอาฟริกานั้นยังมีคนอดข้าวตายเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ว่ากันอย่างนั้น, ที่รวยมันก็รวยจนไม่รู้จะรวยกันอย่างไร, รวยกว่าเทวดาเสียด้วยซ้ำไป, รวยจนไม่รู้จะรวยกันอย่างไร, แล้วผลสุดท้ายรวยจนได้ฆ่าตัวตาย, รวยจนได้ฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อไป, มันไม่รู้จะทำอะไรในความรวย ก็จบลงด้วยการฆ่าตัวตายแก้ ปัญหา. คนเขามีจิตใจร้อนเร่าเหมือนกับเครื่องยนต์ที่คิดขึ้นมา เมื่อเครื่องยนต์, เครื่องรถยนต์ เครื่องยนต์อะไรก็ตาม ติดอยู่กำลังเดินอยู่อย่างเชี่ยว ไปนั่งดูสักหน่อยซิ ว่ามันร้อนเท่าไร, มันร้อนเท่าไร, มันร้อนทั่วไปทั้งหมดเท่าไร. เดี๋ยวนี้จิตใจของ มนุษย์ ก็มีความร้อนเหมือนกับเครื่องยนต์ที่เขารู้จักผลิตขึ้นมานั่นแหละ, มันไม่ ได้เยือกเย็นเหมือนกับสมัยโน้นที่ไม่รู้จักใช้เครื่องยนต์ ที่ไม่มีเครื่องยนต์. สมัยโน้นคน เขาเย็น หัวใจเขาเย็น, สมัยโน้นที่ไม่มีน้ำแข็งกิน คนจิตใจเย็นกว่าสมัยนี้มาก ไม่ฆ่ากัน ตายง่าย ๆ เหมือนคนสมัยนี้ดอก. คนสมัยโน้นไม่มีไฟฟ้าใช้, แต่ดวงใจเขาสว่างไสว ยิ่งกว่าคนสมัยนี้มาก. นี่ ดูให้ดีว่า เครื่องจักรเครื่องยนต์กลไกอะไรต่างๆ ที่ผลิตที่ สร้างกันขึ้นมานั้น มันมีความเร่าร้อนรุมร้อนเท่าไร, เดี๋ยวนี้จิตใจของมนุษย์ก็พลอย เป็นไปอย่างนั้นด้วย. มันน่าสงสารหรือมันน่าพอใจหรือน่ายินดี จิตใจร้อนเหมือนกับ เครื่องยนต์กลไกที่ตนได้ผลิตขึ้นมาเอง.
น.259 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๓๓ เดี๋ยวนี้มีตึกระฟ้ามากเท่า ๆ กับสลัม, บริเวณสลัมมีมากเหมือนกับ บริเวณตึกระฟ้า สมัยโบราณไม่มีดอกบริเวณสลัมชนิดนี้. สลัมก็คือคู่แข่งกันกับตึกระฟ้า เจริญจนสร้างตึกระฟ้าได้เท่าไร, สลัมก็เกิดขึ้นเป็นคู่แข่งกันไป เราเลยมีตึกระฟ้าเท่ากับ มีสลัม. แต่เราก็ มีโสเภณีมากกว่านักบวช, ข้อนี้มันไม่สมดุล มีโสเภณีมาก กว่าจำนวนของนักบวช ทั่วทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย มันมีความเกินดุลไปเสีย ทุกอย่าง มันจึงสร้างปัญหามากขึ้น ๆ จนแก้กันไม่ถูก, วนเวียนอยู่ในวงแห่งปัญหาจน ต้องฆ่าตัวตาย. อยากรู้อะไรก็รู้แล้ว อยากได้อะไรก็ได้แล้ว, อยากมีอะไรก็มีแล้ว แต่ ก็ไม่มีความสงบสุข จึงเกิดบุคคลประเภทฮิปปี้ฮิปอะไรขึ้นมา เพราะมันไม่พอใจ, เมื่อ เป็นฮิปปี้แล้วมันยังไม่พอใจ มันก็ต้องไปฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละ. ดังนั้น จึงปรากฏว่า ในโลกปัจจุบันนี้ ที่เจริญรุ่งเรืองนี้ มีคนฆ่าตัวตายมากขึ้น ๆ, ยุคโบราณมันตาย โดยคนอื่นฆ่าเป็นธรรมดา เพราะมันไม่เจริญ มันไม่เจริญ ไม่รุ่งเรือง ไม่เจริญก้าวหน้า. เดี๋ยวนี้มันเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า จนกลายเป็นว่าฆ่าตัวเองตายมากขึ้น เพราะว่าไม่รู้จะไป ทางไหน, ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร. รวย รวยจนรวยกว่าเทวดาแล้ว มันก็ยังไม่ได้รับ ความสุข, มันไม่ได้รับความสุข, มันไม่รู้จะเอาความสุขอย่างไร มันไม่ได้รับความสงบ เย็นของธรรมะ มันก็เลยไม่มีความสุข. กลัดกลุ้มขึ้นมาก็ตัดสินด้วยการฆ่าตัวตาย, ต่อไป ยิ่งเจริญเท่าไร จะยิ่งมีการฆ่าตัวตายมากขึ้น เท่ากับความเจริญ, จะมีการฆ่าตัวตายตามส่วน ของความเจริญที่เจริญมากขึ้น. เดี๋ยวนี้เขา มีเครื่องมือทำลายโลกได้ในพริบตา, ได้ยินว่าหัวรบนิวเคลียร์ มี ๕๐,๐๐๐ หัว เมื่อหลายปีมาแล้วนะ เดี๋ยวนี้คงจะแสนหัวแล้ว มีอาวุธปรมาณู ๕๐,๐๐๐
น.260 หัว ห้าหมื่นหัวนี้สามารถทำลายโลกให้แหลกละเอียดไม่มีอะไรเหลือไปได้สัก ๔ - ๕ ครั้ง, ไม่ใช่ครั้งเดียวเพียงครั้งเดียว ไม่รู้เมื่อไรเขาจะใช้กันสักที. อาวุธนิวเคลียร์ที่สร้างขึ้นไว้ ต่างฝ่ายต่างสร้างแข่งกันขึ้นมา นี่เราอยู่ในระหว่างอะไร, โลกตกอยู่ในระหว่างอะไร ? ยิ่งกว่าตกอยู่ในระหว่างเขาควายเสียอีก มันไม่รู้จะทำอย่างไร, ได้แต่ภาวนากันว่า อย่าใช้ เลยเจ้าประคุณเอ๋ย อาวุธที่สร้างขึ้นมานั้น . นี่ความที่ไม่มีสติ ความที่ไม่รู้จักแก้ปัญหา ไม่รู้จักป้องกันปัญหา, ปล่อยให้มันเป็นไปตามบุญตามกรรม ไม่หาทางออกที่ถูกที่ควร ที่มันจะแก้ปัญหาได้จริง, มันก็ ไปหาทางออกในทางที่จะตรงกันข้าม คือสร้างอาวุธปรมาณู ขึ้นมา สำหรับแก้ปัญหา, สำหรับจะขู่กันให้อยู่ในอำนาจ, นี้เรียกว่ามันล่อแหลม. ถ้า อตัมมยตาไม่เข้ามาช่วยทันเวลา มันต้องมีการใช้กันวันหนึ่งเป็นแน่, เว้นเสียแต่ว่า ความมีสติถูกต้องจะเข้ามาช่วยทันเวลา. อาวุธนิวเคลียร์เหล่านั้นก็จะเก็บไปทำให้เป็น หมันหรือทำลายเสีย, รีบมีสติสัมปชัญญะในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้เถิด. เดี๋ยวนี้คนในโลกไม่ได้ ฝากความหวังไว้กับพระเป็นเจ้าหรือพระธรรม, เมื่อก่อนนี้เรายังมองเห็นว่า คนเขาฝากความหวังไว้กับพระเป็นเจ้า แล้วแต่พระ เป็นเจ้าจะโปรดปราน, เดี๋ยวนี้ไม่, ความรู้สึกอย่างนั้นไม่มี มีแต่ว่าความต้องการของเขา จะเป็นอย่างไร. เขามีแต่ความหวังในความที่จะได้ตามที่ต้องการ, แล้วก็ไม่มีใคร ที่จะรอคอยให้พระเจ้ามาช่วย เพราะรอมานักหนาแล้ว ก็ยังไม่ช่วยอะไร ก็เลยไม่ฝากความ หวังว่าพระเจ้าจะช่วย, ก็ตัดสินเอาด้วยกำลังความคิดของตนเอง ว่าเราจะใช้สติปัญญากำลัง อำนาจที่สะสมไว้มากเหนือผู้ใด แล้วก็ครองโลกเสียเลย. นี่ มีความหวังกันอย่างนี้ จึง นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัว – เห็นแก่ตัว – เห็นแก่ตัว, เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความ เห็นแก่ตัว, เป็นโลกที่ขึ้นไปถึงยุคสูงสุดแห่งความเห็นแก่ตัว. เมื่อดูตามสภาพที่เป็นจริง เราก็เห็นว่า มนุษย์ยุคนี้ต้องการเครื่องเหนี่ยว รั้งมากที่สุด, ต้องการเครื่องเหนี่ยวรั้งอย่าให้ไหลไปข้างหน้าตามกิเลสตัณหามากที่สุด,
น.261 กับปัญหาขอนุงมษย์ยุคปรมาณู ๒๓๕ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอามาจากไหน ยังคงลื่นไถลไปตามอำนาจกิเลสตัณหา โดยไม่มีเครื่อง เหนี่ยวรั้ง. เรามาช่วยกันเถิด, ช่วยกันทุกคน ทุกชาติทุกศาสนา, สร้างความ เหนี่ยวรั้งให้โลกมันเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง, เป็นไปในทางที่จะสงบเย็น, ให้มัน อยู่กันอย่างเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทุกคน ๆ, ไม่ได้อยู่ กันอย่างเป็นคู่อาฆาตมาดร้าย ซึ่งความเจริญทางวัตถุนั่นแหละมันมากเกินไป, มันมา ปิดหูปิดตาไม่ให้มองเห็นอะไร, มองเห็นแต่สิ่งที่อำนวยความต้องการแก่กิเลสของตน ๆ ก็วิ่งจี๋ไปข้างหน้าตามอำนาจของกิเลสตัณหาเหล่านั้น จนไม่รู้ว่าจะไปกันในทิศทางไหน. ถามก็ตอบไม่ถูกว่าจะไปกันในทิศทางไหน มันก็แล้วแต่กิเลสตัณหาจะพาไป, มันก็ตอบ ไม่ถูกอยู่นั่นแหละ มันน่าหัว หรือน่าสงสาร ขอให้ลองคิดกันดู. นี่ ดูโลกแห่งยุคปรมาณู มนุษย์แห่งยุคปรมาณูมันเป็นอย่างนี้, อะไรจะ ช่วยได้ นอกจากอตัมมยตา สติ–เครื่องเหนี่ยวรั้งไว้, ไม่ให้ถูกปรุงแต่งไปตาม อำนาจของกิเลสตัณหา ; แต่ว่าให้เดินไปถูกทาง ๆ ควบคุมกิเลสตัณหาไว้ได้ ไม่ให้มา เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการที่จะปรุงแต่ง ในการที่จะจัดโลกอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วสติปัญญา หรือโพธิปัญญาก็จะเข้ามาทำหน้าที่. เราจะเอา โพธิปัญญา มาจากไหน มันก็ ต้องมาจากสติที่สมบูรณ์ ด้วย อำนาจแห่งอตัมมยตา. ความคงทนต่อการปรุงแต่งของสิ่งแวดล้อมภายนอก และ กิเลสตัณหาภายใน มันจะปรุงแต่งทั้งภายในทั้งภายนอก ทำไม่ถูกก็ไม่สำเร็จดอก เพราะ ว่าเราสามารถที่จะดำรงตนอยู่ได้ในความปกติ ในความมั่นคง ในความถูกต้อง, ปรุงแต่ง ให้เกิดสิ่งเลวร้ายไม่ได้ดอก. นี่ เป็นสิ่งที่จะต้องนึกถึงกันให้มาก, แล้ว มาช่วยกันทำให้ มันมีขึ้นมา โดยเห็นต้นเหตุแห่งความเลวร้าย เหล่านั้น คือว่าโลกยุคปรมาณูตกอยู่ ในวิกฤตกาลเลวร้ายขนาดนี้ เราจะช่วยกันอย่างไร, จะแก้ไขได้อย่างไร.
น.262 ความเห็นแก่ตัวเป็นมูลเหตุของปัญหา. ในขั้นต้นก็จะต้องมองลงไปให้พบมูลเหตุแห่งความเป็นอย่างนั้น, ไปๆ มา ๆ ก็มาพบสิ่งสิ่งเดียว ซึ่งไม่มีทางจะผิดพลาดไปไหน ก็คือ ความเห็นแก่ตัว มัน เป็นการบันดาลของกิเลส ซึ่งมาจากความเห็นแก่ตัว, แล้วก็มีปัจจัยแห่งกิเลส ซึ่งช่วย ให้กิเลสลุกลามใหญ่โตกว้างขวาง. ความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเมื่อไร ก็เกิดกิเลสเป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง; เห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง ให้เกิดความโลภ, เห็นแก่ตัวอีก อย่างหนึ่ง ให้เกิดความโกรธ, จะทำลายผู้อื่นท่าเดียว, เห็นแก่ตวอีกอย่างหนึ่งก็ โง่สงสัย วนเวียนอยู่ด้วยความหลง นั้นแหละ. ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่มันเป็นสิ่งที่กำลังทำอันตราย ทำอันตรายโลก, มันมาจากความเห็นแก่ตัว. ปัจจัยแห่งความเห็นแก่ตัว. ปัจจัยแห่งความเห็นแก่ตัว ก็คือการศึกษาที่ผิดพลาด, ความเจริญที่ ควบคุมไว้ไม่ได้, ช่วยคิดดูให้ดี คิดดูให้ดี. การศึกษาในโลกสมัยนี้ เป็นการศึกษา ที่เลวร้ายที่สุด, มันเป็นการศึกษาที่ แยกตัวออกไปจากศาสนา มันจึงมีแต่การสอนให้ ฉลาด ๆ ให้ฉลาด. ในโลกนี้มี โรงเรียนเท่าไร มีมหาวิทยาลัยเท่าไร ทุกแห่งล้วนแต่สอน ให้ฉลาด ๆ ฉลาด ๆ, ไม่มีสอนให้ควบคุมความฉลาด, การสอนให้ควบคุมความฉลาด ไม่มี, แล้วไม่รู้จะควบคุมกันอย่างไรด้วย มันโง่ถึงขนาดนั้น. เมื่อมันมีแต่ความฉลาด ๆ ฉลาดโดยไม่ควบคุม มันก็ เอาความฉลาดไปใช้เพื่อเห็นแก่ตัว มันจึงลึกซึ้งเหลือ ประมาณ, ความฉลาดเอาไปใช้ในความเห็นแก่ตัว ก็เห็นแก่ตัวอย่างฉลาด จนยากที่จะ แก้ไขป้องกัน. การศึกษามันผิดพลาด การศึกษาเป็นบรมโง่ทั้งโลก มีแต่สอนให้
น.263 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๓๗ ฉลาด, ไม่มีการควบคุมความฉลาด. ฉะนั้นจึงทำไปในทางที่ตรงกันข้าม คือสร้าง ปัญหายุ่งยากขึ้นมา เป็นความเจริญของความเห็นแก่ตัว, ยิ่งเจริญยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งเจริญ ยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งสบายยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งรวยยิ่งเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวจนยอมฆ่าตัวตาย เพื่อเห็นแก่อะไรก็เหลือที่จะกล่าวได้. การศึกษา มันเลวร้าย คือมัน มีแต่ให้ความฉลาด ไม่เหมือนกับการ ศึกษาสมัยก่อน ซึ่งแฝดกันอยู่กับการศาสนา มันมีการศาสนาช่วยควบคุมความฉลาด คนก็ใช้ความฉลาดไปในทางที่ถูกที่ควร. เดี๋ยวนี้มันไม่มีส่วนนั้นเข้าไปควบคุม แล้วมัน เป็นประชาธิปไตยด้วย, มัวเมาประชาธิปไตยกันจนขึ้นสมอง, มันก็เลย ใช้ความเห็น แก่ตัวได้ตามความพอใจ, ใช้ความฉลาดได้ตามความพอใจ ปัญหามันก็เกิดขึ้น มหาศาล. นี่ คือปัญหาของโลก ที่ยิ่งฉลาด ยิ่งเห็นแก่ตัว การศึกษาก็มีแต่ให้ความ ฉลาดอย่างเดียว, เราก็ไม่รู้จะไปพูดกับใครที่ไหนให้จัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็จัด ไม่ได้ดอก ถ้ารัฐบาลไม่ต้องการ, แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็จัดไม่ได้ ถ้ารัฐบาลเขาไม่ ต้องการ, นี้ รัฐบาลไหนเขาก็ไม่กล้าต้องการ กลัวจะล้าหลังเขา ก็ไปตามกัน ประเทศใหญ่ ๆ, ประเทศมหาอำนาจที่เขาเอาการศาสนาออกไปจากการศึกษาว่าดีๆ ดี ประเทศลูกจ๊อกเหล่านี้ก็ตามกันเขา, ก็เอาการศาสนาออกจากการศึกษา มันก็เป็น การศึกษาที่ไม่มีอะไรควบคุม โลกกำลังตกอยู่ในปัญหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ เราช่วยกันมองให้เห็นว่า หนทางที่จะทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวนั้น มันก็คือการศึกษาที่ นิยมกันนักนั่นเอง, การศึกษาที่นิยมกันนักหนาในโลกนั่นเอง คือมูลเหตุแห่งความ เห็นแก่ตัวที่เลวร้ายที่สุด, ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัวลึก หนาแน่นไปด้วยความเห็นแก่ตัว. แล้ว ความหลงที่น่าสงสาร อีกอย่างหนึ่ง ก็คือหลงดีหลงชั่ว, ไม่รู้จักที่ จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว. คนทุกคนชอบบวก, ความเป็นบวก positive positive นี่
น.264 ใคร ๆ ก็ชอบ ใฝ่ฝันกันแต่อย่างนั้น, ให้พรกันเพื่อความเป็นอย่างนั้น, เมื่อหลงใหลใน ความเป็นบวกหนักเข้าอย่างนี้ มันก็บ้าเลย มันก็ไม่เห็นแก่ใคร, ไม่เห็นแก่หน้าไหน, เห็น แก่ประโยชน์ของตัว, เห็นแก่ความเป็นบวก. ครั้นความเป็นลบเข้ามาถึง ก็ร้องไห้ ก็หวาดกลัว ก็ทำอะไรไปผิด ๆ, ไม่รู้ธรรมะอันสูงสุด คืออยู่ เหนือบวกเหนือลบ เหนือ บุญเหนือบาป เหนือดีเหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ คือเหนือทุกอย่าง ไม่รู้จัก เพราะ ไม่มีอตัมมยตา. อตัมมยตา ที่เราได้บรรยายกันมานักหนาหลายวันมาแล้ว มันเป็นบันได ส่งเสริมให้ขึ้นไป ๆ ขึ้นไปๆ จนอยู่เหนือบวกเหนือลบ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือได้เหนือเสีย เหนือแพ้เหนือชนะ เหนือกำไร เหนือขาดทุน เหนือของที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ทุกอย่างเลย, มันวิเศษอย่างนั้น. แต่เดี๋ยวนี้มัน กลับจมลงไปในเรื่องบวก ๆ บวก, แล้วก็กลัว ๆ กลัว ๆ ที่จะไม่ได้อย่างนั้น, หวั่นวิตกว่า จะสูญเสียไป, หาทางป้องกันแก้ไขกันจนเลยขนาด ถึงกับคิดจะครองโลกเสียคนเดียว. มันหลงความบวกลบ หลงความยั่วยวนแห่งอารมณ์, หลงเวทนาที่สนองความต้องการของ กิเลส ที่ว่าหลง หลงอย่างนี้. เป็นทาสของกิเลสด้วยในภายใน, เป็นทาส ของอารมณ์ต่างๆ ใน ภายนอก, ในที่สุดมันก็มีแต่ความเป็นทาส. จิตใจของคนยุคนี้มีแต่ความเป็นทาส, ไม่มีความเป็นไท คือความเป็นอิสระอยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่แวดล้อม มีแต่จะพ่าย แพ้แก่อำนาจของสิ่งแวดล้อม คือหัวเราะร้องไห้หัวเราะร้องไห้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะ ว่าจิตใจมันเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ว่าจะไม่ได้ตามที่ตัวต้องการ.
น.265 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๓๙ ปัจจุบันโลกแคบ ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น. โลกนี้มันก็แคบเข้ามาเต็มที่แล้ว ไม่กว้างใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พูด อย่างนี้บ้าหรือไม่บ้าคิดดู ว่าโลกนี้แคบเข้ามาทุกทีแล้ว, ไม่กว้างใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อก่อนจะไปภูเก็ตต้องใช้เวลาตั้งเดือน, ต้องลงเรืออ้อมแหลมมะลายูไปเข้าภูเก็ต. เดี๋ยว นี้มากินข้าวเช้าที่นี่ แล้วกลับไปกินข้าวกลางวันที่ภูเก็ตก็ได้, เดี๋ยวนี้ คิดดูซิ โลกมันจะแคบ หรือกว้าง จะไปอเมริกาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง, ก่อนนี้เป็นปีถ้าจะไปอเมริกา โ ลกมันแคบ แคบขึ้นมา เพราะว่าการคมนาคมก้าวหน้า. นี่อย่างก่อนไปกรุงเทพฯ เหมือนกับไป เมืองนอก เดี๋ยวนี้มันเหมือนกับไปเที่ยวหลังบ้าน, ไปกรุงเทพฯ เหมือนกับไปเที่ยว หลังบ้านเดี๋ยวก็กลับมา. นี่ โลกมันแคบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการกระทบกระทั่งมันก็มากขึ้น ความยั่วยวนให้เกินพอดีมันก็มากขึ้น, ปัญหาต่าง ๆ มันก็มากขึ้น เพราะมันเหมือนกับว่า จะกระทบกระทั่งกันเสียเรื่อยไป อยู่จ่อจมูกกันอยู่อย่างนี้. ความที่โลกมันแคบเข้า อย่างนี้ มันจึง ทำให้เกิดการผิดพลาดในทางที่จะเห็นแก่ตัวเรื่อยไป, มันกลัวที่จะ ไม่ได้เปรียบมันกลัวที่จะไม่ได้ประโยชน์ข้างตัว มันเห็นแก่ตัว มันเป็นการขู่เข็ญให้สะดุ้ง หวาดเสียวอยู่เรื่อยไป. เดี๋ยวนี้มันก็เลยตัวใครตัวมันกนมากขึ้น, ลองใคร่ครวญดูเถิด ผู้ที่มีอายุ มากสัก ๕๐-๖๐ ปีก็พอ เมื่อ ๕๐-๖๐ปีก่อนโน้น คนไม่ได้อยู่กันอย่างตัวใครตัวมันมาก เหมือนเดี๋ยวนี้ดอก เดี๋ยวนี้มันอยู่กันอย่างมึงก็มึงกูก็กู มันไม่ได้ผูกพันรักใคร่ไมตรีอะไร กันเหมือนแต่ก่อน, มันไม่มีความผูกพันซึ่งกันและกันว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. สมัยก่อนอยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันหวังอะไรกันได้มาก, มันช่วยคุ้มครอง กันได้มาก จะไปนอกบ้านนอกเรือนก็เพียงแต่งับประตูเรือนไว้ ไปนา, แล้วสั่งคนข้างบ้าน เรือนเคียงว่า ฝากเรือนด้วย ฝากเรือนด้วย เท่านั้นมันพอแล้ว ไม่ต้องใส่กุญแจ ฝาก
น.266 เรือนด้วยมันก็พอแล้ว เพราะเขาไม่ได้อยู่กันอย่างตัวใครตัวมัน, เขาอยู่กันอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่มันมีความสะดวกสบายเท่าไร, เยือกเย็นเท่าไร. เดี๋ยวนี้มันตัวใครตัวมัน ตัวใครตัวมันเสียทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการ, เป็น ที่น่าหัวเราะเยาะ ถ้าคนป่าสมัยโน้นมาเห็นเข้า โอ้หัวเราะเยาะตาย เพราะว่าคนป่าสมัยโน้น มันก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวอย่างตัวใครตัวมัน. คนป่าที่เราหาว่าโง่ ว่าล้าหลังหรือคล้ายสัตว์นั้น มันยังไม่ได้เห็นแก่ตัวเหมือนเดี๋ยวนี้, มันยังไม่ตัวใครตัวมันหรอก มันยังพยายามที่จะ สัมพันธ์จะช่วยเหลือจะเกื้อกูลจะอะไรกันต่าง ๆ, แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน สังเกตดูก็ยังไม่ตัว ใครตัวมันมากเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันเสียแล้ว. มนุษย์สมัยปัจจุบันนี้มันมีความเห็นแก่ตัว เป็นตัวใครตัวมันมากถึงที่ สุด, ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดี แม้ในครอบครัวก็ยังมีตัวใครตัวมัน เสียแล้ว, ในครอบครัว เดียวกัน บางทีผัวเมียบางคู่มันก็อยู่อย่างตัวใครตัวมันเสียแล้ว. นี่ความเป็นตัวใครตัวมัน มันมากขึ้นในโลกที่เจริญแล้ว ๆ, ถึงพวกฝรั่งก็เหมือนกันแหละ มันก็หย่าร้างกันจนเจ้า หน้าที่จดทะเบียนไม่ไหว, มัน อยู่อย่างที่ว่าไม่มีธรรมะ ไม่มีความรักผู้อื่น ไม่เห็น แก่ความอยู่เหนือกิเลส, มันมีแต่อยู่ใต้กิเลส เอาตามชอบใจตัวของตัว โลกมันก็เป็น อย่างนี้. ถ้ามีความรู้ทางอตัมมยตากันเสียบ้าง มันไม่เป็นอย่างนี้ดอก มัน จะรู้ว่า จะอยู่กันอย่างไร, ควรจะอยู่กันอย่างไร, มีสติที่จะบังคับสิ่งที่มาหลอกมาล่อมายั่วให้เห็น แก่ตัว, ไม่ให้เห็นแก่ตัว จะเห็นแก่ผู้อื่นไว้เรื่อยไป. ความรู้ของอดัมมยตามันดีอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เรามีประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว, ประชาธิปไตยแห่ง ความเห็นแก่ตัว, ประชาธิปไตยที่ว่า เพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประ- ชาชนนั้นแหละ ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว; เพราะประชาชนนั้นมันเห็น
น.267 กับปัญหาของมนุษย์ยุคปรมาณู ๒๔๑ แก่ตัว, แล้วประชาธิปไตยมันก็เป็นประชาธิปไตยของผู้เห็นแก่ตัว, ราษฎรที่เลือก ผู้แทนก็เห็นแก่ตัว, เขาจ้างแล้วเห็นแก่ตัว, แล้วผู้ที่สมัครมาเป็นผู้แทนมันก็เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวมาสมัครเป็นผู้แทนให้เขาเลือก, แล้วบอกเราว่าเขาจะไปควบคุมรัฐมนตรี. เขา เป็นผู้แทนแล้วเขาจะไปควบคุมรัฐมนตรี, พอเขาได้เป็นผู้แทนแล้วเขาไปแย่งกัน เป็นรัฐมนตรี, ดูซิ ปากเขาว่าจะไปควบคุมรัฐมนตรีนะ, พอได้เป็นผู้แทนแล้ว เขาอยากเป็นรัฐมนตรีเสียเอง ก็แย่งกันจะเป็นรัฐมนตรี จนทะเลาะกัน. เมื่อผู้แทนเห็นแก่ตัวไปตั้งสภาก็เป็นสภาแห่งความเห็นแก่ตัว มันก็ฟัดเหวี่ยง กันด้วยความเห็นแก่ตัวไม่มีที่สิ้นสุด, ถ้าสภาเห็นแก่ตัว ตั้งรัฐบาลขึ้นมา ก็เป็น รัฐบาลที่เห็นแก่ตัว, ไม่มีใครเหลือสักคนที่ไม่เห็นแก่ตัว นับตั้งแต่ประชาชนผู้เลือก, นี่ ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัวกำลังครองโลก มันก็ไม่มีความถูกต้อง. นี้ โทษของการที่ไม่มือตัมมยตา ไม่มีสติควบคุมจิตใจ มิให้ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา ความโง่เขลาหรือว่าเหตุปัจจัยภายนอก มีเงินทองเป็นต้น. ถ้ามีอตัมมยตา เราจะมี ประชาธิปไตยที่ดีเลิศ ประเสริฐ, ประชาธิปไตยของธรรมะ ธัมมิกประชาธิปไตย ธัมมิกสังคมนิยมนี้มันจะช่วยโลกได้. เอาละ, นี่เรียกว่าแสดงอานิสงส์ของอดัมมยตา เพื่อประโยชน์แก่คนในยุค ปรมาณู พอสมควรแก่เวลาแล้ว เพราะว่าฝนมันจะมาแล้ว ฝนมันกำลังคุกคามอยู่นี่ เรื่องยังไม่จบก็ต้องจบก็ต้องจบอยู่ดี. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกำหนดจดจำไว้ ให้ดี ๆ ว่า อตัมมยตาจะช่วยแก้ปัญหาของมนุษย์แห่งยุคปรมาณูได้อย่างไร, ได้ อย่างไร. วันนี้พูดไม่ได้แล้ว เพราะฝนมันจะมาแล้ว ก็ต้องขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายรีบสวดบทพระธรรมเสียโดยเร็ว ต่อไปในกาลบัดนี้.
Buddhadasa