น.268 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬ หบูชาเป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายในชุดอตัมมยตาสืบต่อไป ซึ่งมีการบรรยายโดยหัวข้อเฉพาะในครั้งนี้ว่า ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี วันนี้จะพูดถึงอานิสงส์ที่เฉียบแหลม โลดโผนของอตัมมยตา ในลักษณะที่เป็นปาฏิหาริย์, หรือว่าจะให้อตัมมยตาแสดงปาฏิหาริย์ ก็ได้ เราได้พูดถึงอตัมมยตากันมา ๑๐ กว่าครั้งแล้ว, วันนี้ก็ยังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ อตัมมยตา ในหัวข้อว่า ปาฏิหาริย์, ไม่ต้องตกใจ หรือว่าอย่าเพ่อตกใจ เกี่ยวกับคำว่า ปาฏิหาริย์ในที่นี้ เป็นปาฏิหาริย์ที่ดับทุกข์ได้ ; ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หลอกลวง เหมือนกับ อิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์, นั้นมันดับทุกข์ไม่ได้. ส่วนปาฏิหาริย์ดับทุกข์ ๒๔๒
น.269 ได้นี้ก็เรียกว่า อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ใน ลักษณะพิเศษ สามารถกำจัดความทุกข์ได้ ในลักษณะที่เป็นปาฏิหาริย์ คืออย่างน่า อัศจรรย์, อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ที่รุนแรงหรือแก่กล้าหรือโลดโผนน่าอัศจรรย์ใด ๆ จะไม่มี อะไรยิ่งไปกว่า อตัมมยตา ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. คำว่าปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ นี้ ตามตัวหนังสือก็แปลว่า นำไปสู่ความสำเร็จทัน ในเวลาที่ต้องการ , สิ่งที่สามารถนำไปยังความสำเร็จที่เป็นจุดหมาย แล้วก็ทันในเวลาที่ต้อง การ, อะไรทำได้อย่างนี้ สิ่งนั้นเรียกว่าปาฏิหาริย์. คำว่า ปาฏิหาริย์กลาง ๆ ทั่ว ๆ ไป นี้มัน เป็นปาฏิหาริย์จริงก็มี ตบตาคนก็มี สะกดจิตก็มี , แต่ถ้าเรื่องของอตัมมยตาแล้วก็ ต้องเป็นเรื่องจริง, สามารถจะเป็นไปอย่างนั้นได้จริง สำเร็จประโยชน์ได้จริง, ไม่มี ปาฏิหาริย์ใดใน บรรดาอนุศาสนีย์ ปาฏิหาริย์นี้จะยิ่งไปกว่าอตัมมยตา เพราะสามารถนำไปสู่ ความดับทุกข์อย่างน่าอัศจรรย์. ทีนี้เราก็จะได้พูดกันเป็นเรื่อง ๆ เรื่อง ๆ ไป เท่าที่จะสมควรแก่การที่นำมา พูดนำมาแสดง, แต่ว่ายังมีหลายคนเข้าใจว่าหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้ ยังไม่รู้ว่า อตัมมยตาคืออะไรก็มี, จะต้องพูดกันถึงข้อนี้กันอีกหน่อยหนึ่ง อตัมมยตา, อตัมมยตา จำคำบาลีนี้ไว้ให้ได้ก่อน หมายถึงความเป็นผู้มีสติปัญญา สามารถรอบรู้และรู้สึกตัว, ไม่เปิดโอกาสให้อารมณ์ใดในภายนอก และกิเลสใดในภายใน มาปรุงแต่งจิต ให้กระเพื่อมเป็นกิเลสขึ้นมา ในทุก ๆ กรณี, เข้าใจไหม ? ความมีสติปัญญามากพอ จึงมีความรู้คือปัญญา มีความรู้สึกตัวคือ สติ จนไม่เปิดโอกาสให้อารมณ์ใด ๆ ในภายนอก จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ตาม, หรือว่ากิเลสในภายใน อนุสัยเป็นต้นก็ตาม มาปรุงแต่งจิต ให้จิตไหวไปจากปกติ ไปสู่ความเป็นจิตที่มีกิเลส, ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ไม่ว่าในระดับใด ๆ. นี่ความ
น.270 เป็นอตัมมยตามีความหมายอย่างนี้ ทำให้จิตไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะเป็นกิเลส, ธรรมดาจิตก็ไม่ได้เป็นกิเลส ต่อเมื่อมีอารมณ์มายั่วมาเย้า มาปรุงให้มันเป็นกิเลส หรือ อนุสัยภายในแสดงออกมาเป็นอาสวะ มันเป็นกิเลส, มันมีไม่ได้ถ้ามันมือตัมมยตา กำกับอยู่. อตัมมยตามีหน้าที่รักษาจิตให้อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้, แล้วจิตนั้นก็ เป็นจิตที่คงที่ ไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลงไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์. ถ้าเป็น บุคคล ที่มีอตัมมยตา ก็ เรียกว่าอตัมมโย, อตัมมโยนั้นเป็นบุคคลมีอตัมมยตาถ้าเรียก อตัมมยตา ก็เป็นธรรมะ ธรรมะ เป็นคุณธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจ ซึ่งประพฤติได้แล้วก็มีอตัมมยตา. ย้ำอีกทีหนึ่งว่า ความที่จิตมีสติปัญญา ที่ทำหน้าที่รู้เท่าทัน และรู้สึกตัว ไม่ให้อารมณ์ใดๆ ในภายนอกหรือว่ากิเลสใด ๆ ในภายใน ปรุงแต่งจิตได้, เป็นกิเลสนั่นนี่ ขึ้นมาอีก ไม่ว่าในกรณีไหน ๆ กรณีใด ๆ ในโลก. ผู้ใดมีอตัมมยตาผู้นั้นจะมีจิตปกติ คงที่อยู่ในความสงบสุข เยือกเย็นบริสุทธิ์ผ่องใสเป็นอิสระ, นี่คืออตัมมยตา. ให้จิตอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อม. ทีนี้แสดงปาฏิหาริย์ ก็จะพูดเป็นเรื่อง ๆ ไปเลยว่า ช่วยให้คนเราหรือจิตนี่, ให้จิตนี้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อม อันแสนจะยุ่งยากแห่งยุคปรมาณู. ยุคปรมาณูคือยุคที่เจริญที่สุดในทางวัตถุ จนไปเที่ยวโลกพระจันทร์ได้เหมือน กับไปเที่ยวเล่นหลังบ้านนี้ เรียกว่ายุคปรมาณู, มันเป็นยุคที่เจริญด้วยวัตถุเหลือประมาณ, เจริญด้วยวัตถุที่ยั่วยวน ที่ปรุงแต่ง ที่ผูกพันอะไร ให้มนุษย์นี่หลงติดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ.
น.271 ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมะมากพอ มันก็ติดจมอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ, ในสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ในสิ่ง ปรุงแต่งเหล่านั้น. เมื่อทำอะไรไม่ถูก มันเป็นบ้า, เมื่อปลดเปลื้องออกไปไม่ได้หนัก เข้ามันเป็นบ้า, หรืออีกทางหนึ่งมันฆ่าตัวตาย. ฉะนั้นจึงพูดได้หรือเป็นที่เชื่อได้ หรือตาม สถิติก็มีอยู่ว่า ในยุคสมัยปัจจุบันนี้คนเป็นบ้ากันมากกว่ายุคก่อน ๆ, เจริญด้วยโรงพยาบาลบ้า โรงพยาบาลประสาทนับไม่ไหวแล้ว, แล้วฆ่าตัวเองตายกันมากกว่ายุคก่อน ๆ. ยุคก่อน ๆ มันโง่ เดี๋ยวนี้มันเจริญ เจริญฉลาด, ฉลาดจนไม่รู้จะไปทางไหนด้วยการฆ่าตัวตาย, การ ฆ่าตัวตายมันก็มีมากในยุคปรมาณูเป็นอย่างนี้, ที่นื้อตัมมยตาช่วยป้องกันไม่ให้ถูกเชิด ด้วยอารมณ์นั้น ๆ. อารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้น อันแสนจะวิจิตรพิศดาร เป็นวัตถุสิ่งของ ผลิตขึ้น มาด้วยอุตสาหกรรมมากมาย ประณีตวิเศษ ทำให้จิตใจนี้มันเตลิดเปิดเปิง ไปตามความ ยั่วยวนของอารมณ์เหล่านั้น, นี้เรียกว่ามันถูกเชิด, จิตนี้มันถูกจับเชิดให้บ้าไปตาม อารมณ์. อีกทีหนึ่งว่ามันยั่ว มันยั่วจนไปอยู่ในอำนาจของสิ่งเหล่านั้น ไม่ต้อง ชอบก็ต้องชอบ ไม่ต้องมีก็ต้องมีขึ้นมา ไม่ต้องซื้อก็ซื้อเข้ามา, ไม่ต้องหามาสะสมไว้ ก็ต้องหามาสะสมไว้, เงินไม่พอก็ต้องกู้ยืม นี่เรียกว่ามันยั่วขนาดนี้. อีกทีก็มันปรุง ปรุงให้เกิดความคิดใหม่ ให้เกิดความต้องการใหม่ ๆ, ต้องการให้ขยับขยายกันใหม่ ๆ, เปลี่ยนแปลงกันใหม่ ๆ นี่มันปรุง. มนุษย์ในยุคปรมาณูถูกเชิด ถูกยั่วถูกปรุงกันอย่างนี้ เมื่อทำไปไม่ถูกต้อง แก้ไม่ได้มันก็เป็นบ้า มันก็ฆ่าตัวตาย, อตัมมยตาสามารถที่จะหยุดอาการเหล่านี้ เสียได้ เพราะมีสติมีปัญญารอบรู้ รู้สึกตัวไม่ให้อะไรปรุงแต่งจิตให้ผิดไปจากปกติ, ไม่ให้
น.272 หลงรัก ไม่ให้หลงโกรธ ไม่ให้หลงเกลียด และไม่ให้ยินดีไม่ให้ยินร้าย ได้อย่างฉับพลัน เป็นปาฏิหาริย์. นี่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา คุ้มครองป้องกันไม่ให้จิตของ สัตว์โลกนี้ถูกเชิด ถูกยั่ว ถูกปรุงจนหัวหมุนในยุคปรมาณู, นี่ ข้อแรกข้อที่ควรจะ เอามาพูดกันเป็นข้อแรก เพราะว่ามันเป็นยุคปรมาณู ยุคที่วุ่นวายที่สุด. จิตอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งคู่. ทีนี้ดูต่อไปอีกก็ว่า อตัมมยตามีปาฏิหาริย์ ให้จิตมนุษย์อยู่เหนืออิทธิพลของ สิ่งที่เป็นคู่ ๆ. นี้ก็เคยพูดมามากแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่ได้ฟังก็ได้, เป็นคู่ ๆ หมาย ความว่ามันตรงกันข้าม, ดีชั่วนี้ตรงกันข้าม, บุญบาปตรงกันข้าม, สุขทุกข์ตรง กันข้าม, นรกสวรรค์ตรงกันข้าม, เกิดตายนี้ตรงกันข้าม, ตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ, หรือ ว่าในกรณีโลก ๆ ก็เรื่องได้เปรียบเรื่องเสียเปรียบนี้ก็เป็นคู่, เรื่องแพ้เรื่องชนะก็เป็นคู่ เรื่องขาดทุนเรื่องกำไรก็เป็นคู่, นี้เรียกว่าของเป็นคู่ หรือจะพูดอย่างศัพท์วิทยาศาสตร์ ก็ว่า positive หรือ negative มันเป็นคู่. จิ ตที่ไม่มีความรู้เพียงพอ มันตกอยู่ใต้ อำนาจของของที่เป็นคู่, ตกอยู่ใต้อำนาจ คือไปหลงรักฝ่ายหนึ่ง ไปหลงเกลียดฝ่าย หนึ่ง, ไม่ได้อยู่ตรงกลางหรืออยู่เหนือ. ตกไปในฝ่ายดี มันก็มีปัญหาไปตามแบบดี, ตก ไปในฝ่ายชั่ว มันก็เป็นปัญหาไปตามแบบชั่ว, แต่ถ้าอยู่ตรงกลาง ไม่ชั่วไม่ดี อยู่เหนือ ไปเสีย เหนือชั่ว เหนือดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร. อะไรที่จะมายกจิตใจของบุคคลให้ขึ้นอยู่เหนือของเป็นคู่เหมือนปาฏิ- หาริย์ ไม่มีอย่างอื่นนอกจากอตัมมยตา, มีสติปัญญาคือมีความรอบรู้และรู้สึกตัว
น.273 สามารถดำรงจิตไว้ ไม่ให้ตกไปใต้อำนาจการปรุงแต่งของอารมณ์ภายนอกและกิเลสใน ภายใน, เป็นจิตคงที่ บริสุทธิ์ สะอาด สงบ อิสระ, ขอให้ศึกษาให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็จะมองเห็นความจริงข้อนี้. เดี๋ยวนี้คนในโลกเป็นทาสของสิ่งที่เป็นคู่ แม้เรื่องทางกามารมณ์ก็เป็น เรื่องของความเป็นคู่, เรื่องเพศนี้ก็เป็นเรื่องของความเป็นคู่ แต่สรุปความแล้วมันก็จะ เหลือกันสั้น ๆ ว่าดีว่าชั่ว ว่าชั่วว่าดี; เรื่องดีก็ปรุงแต่งให้เป็นบ้าเป็นหลังไปตามแบบดี, ชั่วก็ปรุงแต่งให้ทุกข์ทรมานไปตามแบบชั่ว, มันปรุงแต่งทั้งชั่วและทั้งดี, ต้องขึ้นเหนือ อำนาจการปรุงแต่งของชั่วและดี จึงจะพบความสุข สงบเย็นเป็นนิพพาน เป็นนิพพาน, ไม่ชั่วไม่ดีก็อยู่เหนือชั่วเหนือดี, จะเรียกว่าอยู่ระหว่างชั่วระหว่างดีก็ยังได้ แต่ไม่ค่อย ปลอดภัยดอก สู้อยู่เหนือไม่ได้ เหนือชั่วเหนือดี. อตัมมยตาจะทำให้มองเห็นว่า โอ้ ดีก็แค่นั้น ชั่วก็แค่นั้น, บุญก็แค่นั้น บาปก็แค่นั้น, นรกก็แค่นั้น สวรรค์ก็แค่นั้น, ได้ก็แค่นั้น เสียก็แค่นั้น. ขาดทุนก็แค่นั้น กำไรก็แค่นั้น, หัวเราะก็แค่นั้น ร้องไห้ก็แค่นั้น, ดีใจก็บ้าอย่างหนึ่ง เสียใจก็บ้าอย่างหนึ่ง, ไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่เอาคู่นี้นั่นแหละปกติ, ไม่ดีใจและไม่เสียใจ. แต่คนยังชอบฝ่ายบวก ฝ่ายที่ทำให้พอใจหลงรักยินดี, ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งนี้, มอบชีวิตทั้งหมด ร่างกาย กำลังกาย กำลังใจทั้งหมดให้แก่ดี ๆ ดี ๆ นี้เรียกว่าถูกเชิดด้วยของคู่ฝ่ายดี, ถูกขู่ให้สยบ กลัวอยู่ด้วยของชั่ว ฝ่ายชั่ว. ถ้าว่ามีอตัมมยตา ก็เห็นว่า โอ้ มันก็เช่นนั้นเอง ก็แค่นี้เอง, มาทำให้เกิดความหมายดีชั่วไม่ได้. เรื่องนิพพาน ๒ จะต้องเอามาพูดอีกทีในเรื่องนี้ว่า สอุปาทิเสสะนิพพาน – ผู้บรรลุสอุปาทิเสสะนิพพาน ยังรู้จักชั่วรู้จักดี รู้สึกว่าชั่วรู้สึกว่าดี รู้สึกว่าสุขว่าทุกข์ ตามที่เขารู้สึกกัน, แต่ไม่ปรุงแต่งจิตใจให้เกิดตัวกู–ของกูได้ ก็ไม่เกิดทุกข์ จึงเป็น
น.274 นิพพานชนิดหนึ่ง, ยังมีความรู้สึกเหมือนคนธรรมดา เพราะว่าอินทรีย์เครื่องรู้สึกยังไม่ถูก กำจัด ยังไม่ถูกทำลาย นี่สอุปาทิเสสะบุคคล. ถ้าสอุปาทิเสสะนิพพาน ก็คือสิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังรู้สึกรสชาติของสิ่งที่เป็นคู่, แต่มันเพียงสักแต่ว่ารู้สึกเท่านั้น มันไม่อาจจะปรุงแต่ง ให้เกิดตัวกู–ของกู เกิดกิเลสไปตามนั้น. ทีนี้มาถึง อนุปาทิเสสะนิพพาน มันไม่เกิดเลย มันไม่เกิดเลย มัน ไม่เกิด รู้สึกเป็นชั่วเป็นดี เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นน่าพอใจไม่น่าพอใจ มันไม่รู้สึกเสียเลย, มัน ก็ไม่ต้องเกิดตัวกู–ของกู. ถ้าไม่ถึงนั้น ยังเป็นสอุปาทิเสสะนิพพาน ยังรู้สึก, ยังมี ความรู้สึกว่าอย่างนี้เรียกกันว่าอร่อย อย่างนี้เรียกกันว่าไม่อร่อย, อย่างนี้เรียกกันว่าดี, อย่างนี้เรียกกันว่าชั่ว, อย่างนี้เรียกกันว่าสุขว่าทุกข์ก็ตามใจ, แต่ไม่ปรุงแต่งจิตให้เกิดกิเลส เป็นตัวกู–ของกู มันก็ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่. แต่อย่างแรกยังรู้สึกในความรู้สึกที่เป็นคู่ ว่ามันเป็นอย่างนั้น ๆ, แต่แล้วมันทำอะไรไม่ได้ มันทำอะไรไม่ได้, นี่คือปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา มีสติปัญญาไม่ให้เกิดการปรุงแต่งเป็นตัวกู หรือเป็น กิเลสตัณหาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นของคู่ชนิดไหน อยู่เหนือชั่วอยู่เหนือดี, นี้ปาฏิหาริย์ อย่างยิ่ง. ก็ดูตัวเองก็แล้วกัน เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็ชอบใจ เดี๋ยว ก็ ไม่ชอบใจ แล้วเกิดกิเลสทุกทีไป, ถ้ามีอตัมมยตาจริง ไม่เกิดกิเลสดอกถึงแม้จะรู้สึก ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย มันก็ไม่ต้องเกิดกิเลส. ถ้ามันดีกว่านั้นขึ้นไปอีกก็ไม่รู้สึก ทั้ง ๒ อย่าง ไม่รู้สึกว่าอร่อย หรือไม่รู้สึกว่าไม่อร่อย คือมันเป็นธรรมดา เป็นเช่นนั้น เองไปเสียหมด, นี่ ประโยชน์หรืออานิสงส์อันประเสริฐสูงสุดของอดัมมยดา อยู่เหนือ ของคู่.
น.275 ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับกิเลส. ทีนี้ข้อต่อไป อตัมมยตาทำให้ไม่ต้องเผชิญกันกับกิเลส. อตัมมยตามีอยู่กิเลสเกิดไม่ได้ มันเหมือนกับยากำจัดศัตรูพืช ถ้ามันมีอยู่ ศัตรูพืชมันเกิดไม่ได้ศัตรูพืชมันเกิดไม่ได้, ถ้าอตัมมยตามีอยู่ กิเลสมันเกิดไม่ได้ เพราะ มันมีสติมีปัญญาควบคุมจิตไว้ ไม่ให้ถูกปรุงด้วยอารมณ์ภายนอกด้วยอารมณ์ภายใน มัน ไม่เกิดกิเลส, มันไม่เกิดกิเลส อตัมมยตามันป้องกัน ไม่ให้คนเราต้องเผชิญหน้ากับกิเลส. การเผชิญหน้ากันกับกิเลสนั้น ดูเถอะ รู้เอาเองเถอะ ไม่ต้องบรรยายแล้ว มันเดือดร้อน มันมืดมัว มันหม่นหมอง มันเจ็บปวด มันสารพัดอย่างแหละ, แล้ว มันก็ ต้องต่อสู้กับกิเลส ในลักษณะที่เอาไม้สั้นไปรันขี้ กระเด็นเข้าหน้าเข้าตาคนที่รันขี้นั้น. ถ้ามีกิเลสแล้วมันเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องมีกิเลสมันดีกว่า ไม่ต้องเอาไม้สั้นไปรันขี้, มีอตัมมยตา ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส, มันไม่เคยพบกัน ไม่ต้องพบกันกับกิเลสดอก นี่ ปาฏิหาริย์อัน สูงสุดของความมีอตัมมยตา. ให้ง่าย ๆ เข้าก็เห็นได้ว่า มันให้อยู่เหนืออารมณ์ร้ายโดยประการทั้งปวง. คน ธรรมดานี้ควรจะรู้สึกอารมณ์ร้ายที่มีประจำ ประจำโลก ประจำมนุษย์ ประจำจิต ประจำ บ้านเรือน ประจำครอบครัว. อารมณ์ร้าย นี้เคยพูดมาหลายหนแล้ว บางคนจะไม่เคยได้ฟังก็เป็นได้ ก็พูดอีกทีก็ได้ ว่า อารมณ์ร้าย นี่มีอะไรบ้าง, ยกตัวอย่างมาให้เห็น ข้อแรกเป็น ความรัก เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร กันไม่ติดพื้น มันก็เผาไปตามแบบของความรัก, เป็นไฟเปียกไปตามเรื่องตามราวของมัน หาความปกติสุขไม่ได้ กระวนกระวายกระเพื่อม ไม่มีหยุด, นี่ความรักอารมณ์ร้าย.
น.276 ทีนี้ ความโกรธ เอาซิ เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นอย่างไรมันกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ทีเดียว เป็นไฟ เป็นไฟไปทั้งนั้น เป็นไฟไปทั้งนั้น แม้มันจะสนุกเมื่อแรกโกรธ แต่ แล้วก็นั่งกอดเข่าหลังจากที่โกรธแล้ว. ความเกลียด เอ้า, เกลียดใครก็ตามใจเถอะ, เกลียดฟ้าเกลียดฝนก็ตามใจเถอะ พอลงเกลียดแล้วมันหาความสงบสุขไม่ได้ ไม่ต้องเกลียดดีกว่า. แล้ว ความกลัว กลัวเข้าแล้วเป็นอย่างไร, มันไม่มีแผ่นดินจะอยู่นั้น สู้ไม่ กลัวไม่ได้. แล้ว ตื่นเต้น ๆ เห็นอะไรก็ตื่นเต้น มีสิ่งที่ทำให้จิตนี้มันตื่นเต้น มันก็ หวั่นไหวไปตามสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น, ทำให้อยากจะไปดูหนัง ไปดูละคร ไปพึ่งเพลง ไปหา สิ่งที่มันยั่วยุให้จิตมันตื่นเต้นนั่นแหละ, ไปดูกีฬา ไปดูอะไรเหล่านี้มันก็ตื่นเต้น. เมื่อ ไปดูสิ่งที่น่าหวาดเสียวมันก็ตื่นเต้นเหลือประมาณแหละ, จิตยังตื่นเต้นอย่างนี้อยู่ หาความ สงบสุขไม่ได้. ถ้า อตัมมยตา มา โอ้ เช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง มันแค่นั้นเอง เป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยแค่นั้นเอง, ให้ไปดูเล่นกลกายกรรมแพงที่สุดดีที่สุด มาจากเมืองจีน เที่ยวแสดงทั่วโลก จนคนไปดูกัน, ถ้ามีอตัมมยตามันก็ไม่ตื่นเต้น มันก็แค่นั้นเอง แค่นั้น เอง ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น. นี่มีแต่คนมาเล่นกลอะไรเล็กๆ น้อยๆให้ดู ก็ตื่นเต้นเสียแล้ว ไปดูการแสดงกีฬาอะไรต่าง ๆ มีแต่ความตื่นเต้น ๆ, จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอตัมมยตา ทำให้เห็นว่า โอ้ แค่นั้นเอง ไม่ตื่นเต้น. วิตกกังวล ถึงสิ่งที่จะมาข้างหน้า วิตกไว้ข้างหน้า วิตกอะไรก็ตามและสบาย ไหม, วิตกถึงอะไรที่จะมาถึง มันสบายไหม หรืออาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งที่ข้างหลัง, วิตก
น.277 กังวลในอนาคต อาลัยอาวรณ์ในอดีตนี่เป็นอย่างไรบ้าง มาเมื่อไรก็นอนไม่หลับเมื่อ นั้นแหละมาหลายชั่วโมงนักก็ปวดหัว หลายวันนักก็เป็นบ้า, วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ผู้มี อตัมมยตาจะไม่มี. อิจฉาริษยา นี้เป็นของแปลก คือมันมีง่ายเหลือเกิน มัน มีง่ายเหลือเกิน แม้โดยสัญชาตญาณมันก็มี, ดูให้ดี แม้แต่ลูกสุนัขลูกแมวนี้มันก็มีอิจฉาริษยา, สังเกตดู ให้ดีเป็นธรรมดาธรรมชาติเหลือเกิน. ฉะนั้น คนจึงริษยา, อิจฉาริษยากัน โดยไม่ มีเหตุผล เพียงแต่เห็นเขาสวยกว่าก็ไม่ชอบเสียแล้วใช่ไหม ไม่ต้องมีอะไรดอก, เขาเกิด มารูปร่างสวยกว่า เขาแต่งเนื้อแต่งตัวสวยกว่า อะไรสวยกว่า มันก็ไม่ชอบเสียแล้ว, มันก็อิจฉาริษยาเสียแล้ว. แต่พอความอิจฉาริษยาเกิดขึ้นในใจแล้ว มันอยู่ไม่เป็นสุข, มันมักจะคิดต่อ ๆ ต่อไป ถึงอยากจะทำลายมันเสีย อย่าให้มาเกินหน้ากู. มีหลักกล่าวไว้ว่า อิจฉาริษยาทำโลกให้ฉิบหาย, โลกะนาสิกา อิสฺสา โลกะ นาสิกา ว่าอย่างนี้แหละ ความริษยาเป็นสิ่งที่ทำโลกให้ฉิบหาย, มันทนอยู่ไม่ได้ มัน คอยทำลายคนที่จะดีกว่า ก้าวหน้ากว่า. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ มัน กำลังอิจฉากันระหว่าง ประเทศชาติ มันคอยจะทำลายล้างกัน มันอิจฉากัน โลกจึงปั่นป่วน, ฝ่ายโน้นก็อิจฉาฝ่าย นี้ไม่ให้ฝ่ายนี้ครองโลก, ฝ่ายโน้นอิจฉาฝ่ายโน้น ไม่ให้ฝ่ายโน้นครองโลก, มันอิจฉาริษยา กันอยู่อย่างนี้ หาความสงบสุขไม่ได้. โดยส่วนตัวแท้ ๆ ไม่ต้องเอาอะไรเป็นหลัก เอา ตัวเองแท้ๆ แหละ อิจฉา- ริษยาใครอยู่บ้าง, เพียงแต่เห็นใครมาแล้วมันนึกอิจฉาริษยาแล้ว มันมีหรือไม่มี. ถ้า พูดตามธรรมชาติแท้ ๆ แล้วมันมี เขาดีกว่าบ้าง เขาสวยกว่าบ้าง เขารวยกว่าบ้าง เขาเก่ง กว่าบ้าง, เขามีโอกาสดีกว่าบ้าง เขามีโชคดีกว่าบ้าง แล้วมันก็อิจฉาริษยา. ถ้าอตัมมยตามา มันไม่มีดอก, มันไม่มีอย่างนั้น, มันไม่ไปสนใจเรื่องอย่างนั้น.
น.278 ความหวง ความหึง, ความหวง–ความขี้เหนียว ถ้าเข้มข้นหนักเข้าก็เป็น ความหึง, ๒ อย่างนี้รบกวนจิตใจเท่าไร ถ้าไม่มีจะเป็นอย่างไร. อตัมมยตาจะปัดสิ่งเหล่านี้ออกไปหมด จะกวาดล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปหมด อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างกับปาฏิหาริย์, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา ความหวงความหึงถูกปัดทิ้งไป เหมือนกับกวาดขยะ ด้วยอำนาจของอดัมมยตา. นี่เป็นปาฏิหาริย์ของอตัมมยตาที่ควร จะรู้ไว้. อตัมมะตาดุนจิตให้ขึ้นไปเหนือโลก. อตัมมยตามีปาฏิหาริย์ คือดุนดันจิตให้ขึ้นไปเหนือโลก, อตัมมยตานี่ดุนไป ดันไปให้จิตขึ้นไปอยู่เหนือโลก, อย่ามาอยู่ที่นี่กับอารมณ์เหล่านี้ ที่มันปรุงแต่งซ้ายทีขวาที หน้าที่หลังที่กระตุกข้างนั้นที กระตุกข้างนี้ที ไม่มีความสงบสุข. อตัมมยตาจะดุนดันจิต ให้ละสิ่งเหล่านี้ ไม่ไยดีกับสิ่งเหล่านี้ดุนขึ้นไปอยู่เหนือโลก, เหนือโลกเป็นโลกุตตระ ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ ถ้ามันขึ้นไปอยู่เหนืออารมณ์เหนือโลกเหล่านี้แล้ว ไม่มีอะไรจะดึง ดูดเอาไว้ได้ เพราะอตัมมยตามันเห็นว่าหลอกลวง หลอกลวงนี้จะมาดึงดูดไม่ได้, ทำให้ จิตอยู่เหนือโลก แห่งการปรุงแต่ง. โลกนี้เป็นโลกแห่งการปรุงแต่ง ปรุงแต่งไว้หลอก ลวงกัน, มีอตัมมยตาแล้ว มัน ไม่มีความโง่ถึงขนาดที่จะไปหลงใหลในโลกแห่ง การหลอกลวง ซึ่งเต็มไปด้วยการปรุงแต่ง. ไปคิดเอาเอง คำว่าปรุงแต่ง ปรุงแต่ง เป็นคำที่ไม่ใช่เล็กน้อย และสำคัญ ที่สุด เป็นที่ตั้งแห่งความโกลาหลวุ่นวายที่สุด ; ถ้าไม่มีปรุงแต่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
น.279 สงบเย็นเป็นนิพพานแหละ, ถ้ามีการปรุงแต่งขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นวัฏฏสงสาร ยุ่งวุ่นวายเดือดร้อนไปเมื่อนั้นทันทีแหละปรุงแต่ง ๆ นี้. ทางวัตถุ, ทางวัตถุนี้ก็ปรุงแต่งกันมากมาย , ปรุงแต่งวัตถุ. อาตมาขอแสดงความโง่ว่า แต่ละวัน ๆ นี้ กินขนมหรือกับข้าวเข้าไปจนไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร, ไม่รู้นี่ ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรกัน. เขาปรุงแต่งขนม อาหาร กับข้าวอะไรมา จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร วันหนึ่งแต่ละวัน ๆ นี้ ฉันของที่ไม่รู้จักว่าอะไรเข้าไปบ่อยที่สุดนี่, มันมาจากการปรุงแต่ง, ถ้าไม่มีการปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มี ปรุงแต่งทางวัตถุ เครื่องใช้ไม้สอย สารพัดอย่าง แปลก ๆ แปลกออกมา, บางทีก็ ไม่ได้ต้องการไม่ได้ซื้อหา เขาเอามาให้. มันยุ่งด้วยการปรุงแต่งทางวัตถุ, แล้วทางร่างกายก็ปรุงแต่งอย่างนั้น ปรุงแต่งอย่างนี้. แม้เรื่องหยูกยานี้ก็เหมือนกันแหละ อย่าไปบูชามันนัก, มันปรุงแต่งให้ยุ่ง มีอยู่มาก ไม่กินยาเสียบางทีจะดีกว่า. ทีนี้ ปรุงแต่งทางจิตใจ ให้ศึกษา ให้คิด ให้นึก ให้เรียนศาสตร์นันศาสตร์นี่ ไม่รู้กี่ศาสตร์ต่อกี่ศาสตร์, แต่ละศาสตร์ปรุงแต่งทั้งนั้น, ปรุงแต่งให้เกิดความคิดชนิดที่ไม่หยุด , ให้เป็นไปตามสิ่งที่ปรุงแต่ง ฝ่ายต่ำหรือฝ่ายสูง ฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว มันมีแต่การปรุงแต่ง. ถ้าอตัมมยตาเข้ามา ปรุงแต่งไม่ได้ ปรุงแต่งไม่ได้, มันรู้จักสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นเช่นนั้นเอง โดยความเป็นเช่นนั้นเอง มันปรุงแต่งไม่ได้, ก็เลยอยู่เหนือวัตถุแห่งการปรุงแต่ง เหนือร่างกายแห่งการปรุงแต่ง เหนือจิตใจแห่งการปรุงแต่ง, เหนือภาวะแห่งการปรุงแต่ง เหนือกิริยาอาการแห่งการปรุงแต่ง, ไม่ถูกปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง. นี่ปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา.
น.280 ทำให้หลุดจากสิ่งผูกพัน. อตัมมยตาทำให้หลุดจากสิ่งผูกพัน ชีวิตนี้อยู่ด้วยการผูกพัน, ผูกพันกันอย่างไรบ้างก็ดูเอาเองก็แล้วกัน : ผูกพันกันด้วยความรัก, ผูกพันกันด้วยความรู้สึกอย่างไรก็เรียกว่าเป็นการผูกพันผูกพันบางชนิดเป็นการกักขัง, เป็นการกักขังให้ต้องทนทรมาน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นทาส เป็นทาสแห่งบุคคล ก็แย่, เป็นทาส แห่งอารมณ์ ก็แย่, เป็นทาส แห่งอายตนะ ก็แย่ เป็นทาส แห่งเวทนา ก็แย่, เป็นทาสแห่งบุคคล นี้มันเป็น เรื่องวัตถุมากไป อตัมมยตาก็ช่วยได้บ้าง ก็ยังช่วยได้บ้าง, ฉันไม่รู้สึกความเป็นทาส รู้สึกเป็นของธรรมดา ก็ทำไปตามข้อผูกมัดที่ต้องทำ. นี้มันก็ยังดีกว่ารู้สึกว่า มันทนทรมาน มันเสียเปรียบ มันน่าอับอายขายหน้าอะไร มันลำบากไปเสียทุกอย่าง มองเห็นเป็นเช่นนั้นเอง, แล้วมันหลุดพ้นจากความผูกพันแห่งความเป็นทาส ทาสทางกฎหมาย ทาสทางวัตถุนี้. เป็นทาสของอารมณ์ ก็คือหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงยินดีเหล่านี้เป็นต้น. เป็นทาสของอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันจะเอาอย่างไรก็ต้องหาให้มัน. เป็นทาสแห่งเวทนา สุขเวทนา อันหลอกลวงนั้น มันก็ต้องหาให้มัน เป็นทาสหาให้มันได้เป็นสุขเวทนา, เป็น ทุกขเวทนา ก็เป็นทาสมัน ที่จะต้องปลดเปลื้องมัน ต้องขวนขวายแก้ไขปลดเปลื้องมัน, แม้แต่ อทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นทาสมัน ทำให้หลงใหลวนเวียนผูกพัน สนใจอยู่ที่นั่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ ก็ตัดความสงสัยออกไปเสียได้, นี่ พ้นจากความผูกพัน.
น.281 ที่ผูกพันกันรุนแรง ก็เรียกว่าภพ, ภพ–ความเป็นอย่างนั้นความเป็น อย่างนี้ ; เมื่อมีความผูกพันเป็นสามีหรือเป็นภรรยา มันก็เป็นภพอันหนึ่ง ความเป็น ความเป็นเรียกว่าภพ เป็นสามีก็ภพชนิดหนึ่ง, เป็นภรรยาก็ภพชนิดหนึ่ง มันผูกพันอยู่ ด้วยความเป็นภพ เป็นสามีก็ตามเป็นภรรยาก็ตาม มันก็มีหน้าที่ มันก็มีความรับผิดชอบ, มันก็ผูกพันให้ยุ่งยากลำบากไปด้วยกัน, แล้วก็ยึดถือ ๆ ยึดถือจนยอมไม่ได้ นี้ก็ผูกพันอยู่ ในภพ. เลิกร้างความเป็นอย่างนี้เสียได้ มันก็ ไม่มีความลำบากยุ่งยาก กามภพก็ แค่นั้น, รูปภพก็แค่นั้น, อรูปภพก็แค่นั้นแหละ, ไม่เอาภพ อยู่เหนือภพ. ทีนี้ ความผูกพันของกรรม ที่ต้องเป็นไปตามกรรมนี้ นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่ ที่ศาลาวัดมักจะสวดมนต์ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว ทำกรรมใดไว้จะต้องเป็นไปตามกรรมนั้น แล้วก็ร้องไห้โฮ ๆ อยู่. พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เหนือกรรม ให้ชนะกรรม ให้ ประพฤติสัมมัตตะ ๑๐ ประการ เลิกตัวกูเลิกของกู เลิกตัวตนเลิกของตน กรรมก็หาย ไปหมด, พ้นจากกรรม ไม่มีตัวตนที่จะทำกรรม หรือรับผลกรรม หรือเป็นไปตามกรรม, นี่มันพ้นจากกรรม. อตัมมยตาช่วยได้ อย่างนี้ ช่วยให้อยู่เหนือกรรม ก็เหนือความ ว่ายเวียนเป็นวัฏฏะ มันไม่มีตัวตนแล้วมันไม่มีอะไรว่ายเวียนดอก, ถ้าโง่มีตัวตนอยู่เมื่อไร ก็มีการว่ายเวียนอยู่เมื่อนั้นแหละ. พ้นจากกิเลสตัณหาอุปาทาน นี่เป็นอันว่าแน่นอน ไม่อาจจะเกิดกิเลส ตัณหาอุปาทานใด ๆ เพราะสติปัญญาชนิดอตัมมยตามันควบคุมเอาไว้. นี่ปาฏิหาริย์สูงสุด อย่างยิ่งของอตัมมยตา ให้อยู่เหนือภพ เหนือกรรม เหนืออิทธิพลของอารมณ์ หรือของ ความผูกพันใด ๆ ที่มันผูกพันอยู่ตามธรรมชาติ.
น.282 ทำให้ง่ายแก่การปฏิบัติธรรม. ดูต่อไป ที่นี้พิเศษหน่อย เรื่องปฏิบัติธรรมะ, อตัมมยตาทำให้ง่ายแก่การ ปฏิบัติธรรม, ถ้ามีอตัมมยตาแม้นิดหน่อยอยู่บ้าง มีสติปัญญามองเห็นสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้ ปรุงแต่งได้แล้ว ก็จะง่ายที่จะปฏิบัติธรรม, ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติวิปัสสนา ปฏิบัติสติ- ปัฏฐาน อะไรก็ตาม มัน จะง่ายขึ้นมาก ถ้ามือตัมมยตา ; มีสติปัญญาคอยกำหนดไว้ว่า ไม่เอากับมึงแล้วไอ้สิ่งที่ปรุงแต่งนี้, กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยนี่, ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ในใจ จะง่ายต่อการปฏิบัติธรรม. ถ้ากูยังจะเอากับมึงทุกอย่างแล้วไม่ไหวดอก เป็นไปไม่ได้ดอก การปฏิบัติธรรมะก็เป็นไปไม่ได้, รู้ว่าไม่เอาแล้วกับสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงนี้, ทิ้ง หมดเลย, ไม่ต้องรู้จักหน้าค่าตากวาดทิ้งไปหมด จะง่ายแก่การปฏิบัติธรรม, ให้ยิ่งขึ้น ไปกว่านั้น เพียงเท่านั้นมันยังไม่พอ ให้มากขึ้นไปกว่านั้น ว่าให้สลัดทิ้งออกไปให้ได้ มากกว่านั้น. แล้วยัง มีพระบาลี ด้วยซ้ำว่า มันง่ายต่อการเห็นธรรม , การปฏิบัติให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในขณะแห่งวิปัสสนานั้น, ถ้ามีความรู้สึกเป็นอัมมยตา ว่ากูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ๆ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย หนุนอยู่ข้างหลังแล้ว มัน ง่ายมากที่จะ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว มันก็เห็นทบทวนลง ไปว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยยิ่งขึ้นไปอีกแหละ, ยิ่งเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยิ่ง เห็นว่ากูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ยิ่งขึ้นไปอีก มันก็เลยกวาดออก ไปหมด. นี่เป็นปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ง่ายแก่การที่จะปฏิบัติธรรม, ง่ายแก่การที่จะ เห็นธรรม เห็นสัจจธรรมเช่นอนัตตาเป็นต้น. อารมณ์มาปรุงแต่งจิตไม่ได้ มันก็ง่าย, ง่ายที่จะปฏิบัติธรรมะ. ฉะนั้น ถือคาถาว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย เป็นหลัก
น.283 สำหรับขจัด ไล่ไป ๆ, ไล่ไปอย่าให้เข้ามาเกี่ยวข้อง จะง่ายแก่การปฏิบัติธรรมและการ เห็นธรรม. ให้มีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทีนี้มันก็ช่วยให้มี นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ นิพพานชั่วคราวตามแบบโลก ๆ เรียกว่า นิพพุติ นิพพุติก็แปลว่าเย็นเหมือนกันแหละ ดับเย็นเหมือนกัน, ถ้าดับเย็นไป กว่านั้นเป็นนิพพานจริง ก็เรียกว่านิพพาน นิพพาน, ได้นิพพานชั่วคราวคือนิพพุติก็ได้ ได้นิพพานจริงก็ยิ่งดี, คือไม่มีไฟ ไม่มีกิเลสที่เป็นไฟเข้ามาทำให้ร้อน. อตัมมยตามัน ป้องกันไม่ให้เข้าไปผูกพันกับสิ่งใด, ไม่ให้สิ่งใดเข้ามาปรุงแต่งได้ มันไม่มีไฟคือกิเลส มันก็เย็น ๆ เย็น, เย็นอย่างระดับชาวบ้าน เย็นอกเย็นใจอย่างระดับชาวบ้านก็ได้, หรือ เย็นสูงขึ้นไปลึกขึ้นไปถึงกิเลสชั้นลึก ๆ ไม่มี มันก็เย็นกว่านั้น กระทั่งเย็นตลอดกาลเป็น พระอรหันต์ ก็เย็นที่สุด คือนิพพานสมบูรณ์, เราก็เลยมีชีวิตเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, ปฏิบัติจนชำนาญจนแคล่วคล่องว่องไว จนขจัดออกไปได้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรมาทำให้ร้อน ชำนาญในการขับไล่ออกไป ขับไล่ออกไป อยู่ทุกวัน ๆ แหละ, ขับไล่ของร้อนออกไป มี แต่ของเย็นอยู่ อยู่กับความเย็น. ขอให้มีอตัมมยตาเป็นเครื่องมือ มันแสดงปาฏิหาริย์ ของมันที่จะขับไล่สิ่งร้อนออกไป, ไม่ให้มารบกวน. ช่วยให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. เอ้า, ทีนี้มันออกจะอัศจรรย์แล้วอัศจรรย์ขึ้นมาแล้ว อตัมมยตาชวยให้อยู่ เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ของเทวดา ผีสาง พระเจ้า อะไรก็ตาม สิ่งที่เรียกกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ ๆ นั้น.
น.284 คนโง่อยู่ใต้อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดนั้น ชนิดไสยศาสตร์, จะเป็น ผีสางเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สมมติที่ไหนในสากลโลกก็ตามใจ มันอ้อนวอนอยู่นั่นแหละ. ถ้า มีอตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย แล้ว ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะ เราไม่ต้องการอะไร, ที่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย เพราะต้องการมาก มีกิเลสมาก, มันต้องการมาก หาได้ไม่พอ ต้องอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยหาให้, หรือจะพึ่งพระเป็น เจ้า พระเป็นเจ้านานาชนิดมีชื่อต่าง ๆ กัน ไม่รู้พระเป็นเจ้าอะไรก็ตาม เพราะต้องการให้ พระเจ้าช่วย. เดี๋ยวนี้ฉันไม่ต้องการให้ช่วย ฉันไม่ต้องการอะไร, ไม่ต้องมาช่วย ก็เลย อยู่นอกเหนืออำนาจของพระเป็นเจ้า ที่เขามีพระเป็นเจ้ากันเพื่อต้องการให้ช่วย อ้อน วอนให้ช่วย ให้เข้ามาคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา. เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีภัยไม่มีอันตราย ฉันไม่มี ตัวกู ฉันไม่มีของกู ฉันไม่มีความทุกข์, พระเป็นเจ้าก็ดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นก็ดี ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องได้ ไม่ต้องการ. ไสยศาสตร์ทั้งหลายเลิกกันตอนนี้แหละ ไสยศาสตร์ที่เคยยึดถือมาแต่อ้อนแต่ ออก มาแต่ทารก มันก็เลิกกันตอนนี้ มันไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอะไรโง่ ๆ เขลา ๆ ในเรื่อง ของไสยศาสตร์ หมายความว่ามันเลิกไสยศาสตร์ได้ ศาสตร์ของคนหลับ พึ่งพาอาศัยสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ แล้วมันก็ไม่มีความเป็นอิสระ เลิกเสียได้เป็นอิสระ. อตัมมยตาช่วยให้เลิก ได้ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับฉันก็ได้ เพราะฉันไม่ต้องการอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ฉัน ดับทุกข์เองได้ โดยกำจัดกิเลสออกไป. ถ้ายังต้องการอ้อนวอน จุดธูปจุดเทียนแก่สิ่งศักดิ์ สิทธิ์อยู่ก็เอาไปซิ, มันก็ผูกพันอยู่ที่นั่นแหละ, เดี๋ยวนี้ออกมาเสียได้จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์. ที่กรุงเทพฯ ได้ยินว่าเขาไปศาลพระภูมิเอราวัณกันมากไปกว่าโบสถ์พระแก้ว มากกว่าไปโบสถ์พระแก้ว, แต่ถึงไปโบสถ์พระแก้วก็เถอะ ยังไปให้พระแก้วช่วยอย่าง ศักดิ์สิทธิ์อย่างไสยศาสตร์อยู่นั่นแหละ. มันไม่ต้องการไสยศาสตร์ ศาสตร์สำหรับคนหลับ หรือศาสตร์ที่ยังเบื้องต้นเกินไป เพราะโตแล้ว โตแล้ว, เด็ก ๆ เชื่อไสยศาสตร์, อาตมาก็
น.285 เคยเชื่อไสยศาสตร์ บนบานผีสางเทวดา จะไปสอบไล่ก็ต้องบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าให้สอบไล่ได้. เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว, ไสยศาสตร์อันนั้นเลิกกันที, ของสำหรับเด็ก ๆ พอกันที, นี่ อตมมยตามาก็ให้อยู่เหนืออิทธิพลของไสยศาสตร์. ทำให้อยู่เหนือความต้องการพระพุทธเจ้า. เอ้า ข้อสุดท้าย อย่าตกใจ อย่าตกใจนะ ทำให้อยู่เหนือความต้องการพระ- พุทธเจ้า บ้าหรือดี, ทำให้อยู่เหนือความต้องการพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า, อันนี้คงจะยากจะลึก จะเข้าใจยาก แล้วก็ด่าอาตมากันอีก ไม่เป็นไร. จะขอพูดสรุปสั้น ๆ ว่า เรามีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นทางปฏิบัติ เป็นแนวทาง ปฏิบัติ เพื่อให้ขึ้นถึงจุด สู่จุดที่ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีก ต่อไป, เดี๋ยวนี้ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นหลักปฏิบัติ ดำเนินไป ๆ ดำเนินไปให้ไปถึงจุด ๆ หนึ่งซึ่งไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกต่อไป. ถ้า ยังไม่ถึงจุดนั้นยังไม่นิพพาน ยังไม่นิพพาน, ต่อเมื่อถึงจุดที่ไม่ต้องการพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์อีกต่อไปนั่นแหละจะถึงที่สุด เป็นพระอรหันต์หรือนิพพานไม่มีความทุกข์ ไม่ต้องการที่พึ่งไม่ต้องการอะไรหมด. เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สำหรับปฏิบัติขึ้นไป ๆ จนไม่ต้องการ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกต่อไป มันน่ากลัวใช่ไหม, น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่เข้า ใจ ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่เป็นไร อตัมมยตาช่วยได้. ถ้า ทำให้ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการให้อะไรปรุงแต่ง แล้วมันก็ไม่ต้องการอะไร, ไม่ต้อง การให้ใครช่วย, ช่วยตัวเองได้ หรือว่าถ้าว่าเป็นถึงขนาดนั้นแล้ว ก็เป็นพระพุทธ
น.286 พระธรรม พระสงฆ์เสียเองแล้ว, คนนั้นเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง แล้วนี่ แล้วจะต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปทำไม. นี่ ปาฏิหาริย์สูงสุด สุดท้ายของอตัมมยตา ช่วยให้ว่า ไม่ต้องการพระเจ้า, ไม่ต้องการพระเป็นเจ้า, ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า, ไม่ต้องการอะไร ๆ ที่เขาต้องการ กันอยู่อีกต่อไป, ไม่ต้องเอาพระเครื่องมาแขวนคอให้รุงรังแล้ว นั่นของเด็ก ๆ มันไม่ ต้องการที่พึ่งอีกต่อไป. ช่วยจำคำนั้นไว้ เพราะมันถึงที่สุดแห่งที่พึ่งเสียแล้ว, อยู่นอก เหนือความต้องการที่พึ่งเสียแล้ว. ถ้ายังต้องการที่พึ่ง มันก็ยังต้องหาสิ่งที่พึ่ง หา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไป ได้มาแล้วปฏิบัติ, ปฏิบัติจนปล่อยวางอัตตาตัวตน เสียได้, ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งอะไรอีกต่อไป ก็เลยโกยทั้งหมด, ไม่ต้องการที่พึ่งใด ๆ. ที่พึ่ง นี้ยังจำเป็น จำเป็นสำหรับคนที่ยังอยู่ในกองทุกข์, ยังไม่รู้จักดับ ทุกข์, ยังไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร, เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นหลัก สำหรับ ประพฤติปฏิบัติไป, ปฏิบัติไป ปฏิบัติไป, ถ้ามัน ถึงจุดสูงสุดจริงๆ มันก็หยุด เลิก ต้องการ ไม่ต้องการ เพราะมันถึงเสียแล้ว, มีลักษณะเหมือนข้ามฟากแล้ว, ก็ไม่ต้องการ พาหนะอะไรอีกต่อไป. นี่ อตัมมยตาช่วยได้ ข้อสุดท้าย ให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดใด ๆ, เหนือสิ่งที่เคยยึดถือเป็น ที่พึ่งใดๆ, เป็นอิสระสิ้นเชิง, เป็นอิสระสูงสุด, ไม่ต้องการพึ่งพาอาศัยอะไรอีกต่อไป, ถ้า ฟังไมดี ฟังไม่ถูก ก็ว่านี้จ้วงจาบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์. อาตมา ขอยืนยันว่า ไม่, ไม่ได้จ้วงจาบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเองเสียอีก ต้องการให้ เป็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้า นั่นแหละ ท่านต้องการให้เป็นอย่างนี้, ให้ขึ้นไปถึงจุด ที่ไม่ต้องพึ่งพาอะไรอีกต่อไป, เป็นโลกุตตระ ไม่ต้องการที่พึ่งอะไรอีกต่อไป, เรียกว่า-
น.287 โลกุตตระ. ถ้ายังต้องการที่พึ่ง มันก็ยังอยู่ใต้โลก อยู่ใต้ความยึดมั่นถือมั่นตัวตน เป็น ทุกข์ต้องการที่พึ่ง, เดี๋ยวนี้ไม่ ไม่มีแล้ว. นี่ปาฏิหาริย์สูงสุดอย่างยิ่งของอตัมมยตา ชอบหรือไม่ชอบไม่รับรอง, แต่ บอกตามเป็นจริงว่ามันมีอยู่อย่างนี้. ใครต้องการหรือไม่ต้องการ ? ไม่เข้าใจก็ไม่กล้า ต้องการ, คนขลาดไม่กล้าต้องการดอก, ไม่มีที่พึ่งใด ๆ นี่ คนขลาดเขาไม่ต้องการดอก เขากลัวเขาไม่กล้า. แต่ว่าธรรมะต้องการอย่างนั้น, พระพุทธศาสนาต้องการอย่างนั้น ให้หมดตัวตนแล้วก็ไม่ต้องการที่พึ่งอะไร, ไม่ต้องมีปัญหาอะไรนี่. นี้จบแล้วที่ปาฏิหาริย์ ของอดัมมยตา เท่าที่มันเกี่ยวกับความทุกข์และดับทุกข์. ช่วยให้พุทธศาสนาขึ้นอยู่เหนือสุด. ทีนี้ขอแถมพกอีกข้อหนึ่ง นอกเรื่อง อตัมมยตาช่วยให้พุทธศาสนาขึ้นอยู่ เหนือสุด สูงสุดกว่าศาสนาใด ๆ, เป็นยอดสุดแห่งศาสนาทั้งปวง, พูดอย่างนี้มันก็ถูกค่า อีกแหละ เพราะมันไปดูถูกดูหมิ่นศาสนาอื่น ๆ ว่าอยู่ข้างใต้ข้างล่าง. แต่เราจะพูดตาม ความเป็นจริง ว่า พุทธศาสนานี้สอนให้มีอตัมมยตา ละหมดตัวกู ไม่มีตัวตน ไม่มี ตัวตนไหน ๆ หมด, ไม่มีตัวตนถาวร ไม่มีตัวตนชั่วคราว, ไม่มีตัวตนอะไร มันเลยออกไป ไกลสุดกว่าศาสนาทั้งปวงที่ยังมีตัวตน ยังมีตัวตน, ตัวตนของคน ตัวตน ของพระเจ้า ตัวตนของอะไรก็ตาม นั้นมันยังมีตัวตน. พุทธศาสนาออกไปจนหมดตัวตน ไม่มีตัวตน เลย ไปอยู่เหนือสุด, เป็นยอดสุดของศาสนาทั้งปวง. อตัมมยตาช่วยให้พุทธศาสนา ไปอยู่ในฐานะยอดสุดเหนือสุดของศาสนาทั้งปวง, ถ้าพูดไม่เป็น อย่าไปพูดนะ จะถูกด่า นะ. คุณ อย่าจำไปพูด นะ ถ้าพูดไม่เป็นแล้วจะถูกด่านะ, แล้วจะถูกตบหน้าด้วยซ้ำไป
น.288 เพราะมันเป็นการดูถูกกันอย่างยิ่ง, ว่ามันอยู่เหนือเขาหมด คนที่มันอยู่ใต้เขาก็ไม่ชอบซิ แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น. ขอให้ดูประวัติวัฒนธรรมแห่งการเกิดของศาสนา ศาสนาก็เป็นวัฒนธรรม อย่างหนึ่ง ๆ ดำเนินมา ๆ ดำเนินมาสูงขึ้น ๆ สูงขึ้น จนถึงวัฒนธรรมสูงสุด หมดตัวตน ว่างถึงที่สุด, นั่นแหละยอดสุดของวัฒนธรรมทางศาสนา. ศาสนาที่ยังมีตัวตนนั้นยังไม่ สุดดอก มันยังมีตัวตน มีความรู้สึกเป็นตัวตน ยังไม่สุด, ต้องเอาความรู้สึกนั้นออกไปเสีย ให้หมดจึงจะสูงสุด. พุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น ไม่มีตัวตน–สิ่งที่เรียกว่าตัวตนเหลือ, แม้จะมีตัวตนที่มิใช่ตัวตน มันก็ไม่ใช่ตัวตนแหละ, ตัวตนโดยสมมติ ตัวตนตามภาษา เด็ก ๆ ที่มันยังไม่รู้จักอะไร มันก็มีตัวตน ตัวตนเด็ก ๆ, ตัวตนนั้นมิใช่ตัวตน. ตัวตน ที่เรายึดถืออยู่ว่า ตัวตนนั้นมิใช่ตัวตน, เป็นตัวตนที่อวิชชามันสร้างขึ้นมา เป็น ตัวตน มันมิใช่ตัวตน, ต้องเหนือตัวตนทุกอย่างทุกประการ. นี่โดยวัฒนธรรม ใน ความรู้เรื่องมีตัวตนเรื่องไม่มีตัวตนกันแล้ว พุทธศาสนาสูงสุด. เอ้า, ที่นี้ ดูทางวิทยาศาสตร์ เอาแง่วิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องพิจารณาแยก แยะ ก็จะเห็นได้ว่า โอ้ ไม่มีตัวตนนี่แหละมันสุดท้าย มันมีจุดจบ เป็นจุดจบ, ถ้ายัง มีตัวตนอยู่ยังไม่จบยังมีปัญหา, อย่างน้อยมันก็หนักอยู่ที่ตัวตนนั่นแหละ หนักอยู่ที่ตัวตน ที่จะต้องยึดถือไว้. ถ้ามีตัวตนมันก็ต้องยึดถือ, ถ้าไม่ยึดถือมันก็ไม่มีตัวตน, ถ้ามีตัวตน มันก็มีการยึดถือมันก็หนัก. ไม่มีตัวตนมันก็ไม่ยึดถือ มันก็ว่าง ว่าง ๆ ว่าง ว่างเหลือ ที่จะว่างจนเรียกว่าว่างอย่างยิ่ง ไม่มีตัวตนว่างจากตัวตน, ว่างจากความหมายแห่งตัวตนทั้ง ของตน ไม่มีความหมายแห่งอัตตาว่าตัวตนไม่มีความหมายแห่งอัตตนียาว่าของตน, นั้น มันเป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนา แล้วก็สูงสุดกว่าศาสนาใดๆ บรรดาที่มีอยู่ในโลก ที่ ได้เคยมีมาแล้วแต่หนหลัง จนกระทั่งบัดนี้.
น.289 ขอบอกอีกที อย่าเอาไปพูดนะ ถ้าพูดไม่เป็นจะถูกด่านะ, อย่าเอาไป พูดนะ นี่บอกให้ฟังเท่านั้นแหละ ว่ามันเป็นอย่างนี้, ความจริงมันเป็นอย่างนี้. ถ้าคุณ ไปเถียงกับเขามันก็ได้ทะเลาะกัน, มันก็ได้ชกต่อยกัน ไม่ได้ผลอะไร, เอาไว้รู้ของ ตัวเองเถอะว่า ลัทธิธรรมะศาสนานั้นสูงสุดอยู่แค่ความไม่มีตัวตน จบเรื่องที่ไม่มีตัวตน, ไม่มีศาสนาไหนสอนอย่างนี้นอกจากพุทธศาสนา, ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นยอดสุดแห่ง ศาสนาทั้งหลาย จบแล้ว ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา. ปาฏิหาริย์แห่งอตัมมยตา ทบทวน แต่โดยหัวข้ออีกทีก็ได้ว่า :– – ช่วยให้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ในยุคปรมาณู, เราจะอยู่เหนือ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งแห่งยุคปรมาณู. – ช่วยให้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ดี–ชั่ว บุญ–บาป สุข–ทุกข์ ได้–เสีย แพ้–ชนะ บวก–ลบ, ไม่มีบวกไม่มีลบ. – ช่วยให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส, ไม่ต้องมีอาการที่เรียกว่าเอาไม้สั้น ไปรันขี้คือกิเลส ไม่ต้องมี ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส. – ให้อยู่เหนืออารมณ์ร้าย, อารมณ์ร้ายที่รบกวนคนทั้งหลายอยู่เป็นปกติ ไม่มี รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์จะไม่มี ไม่มี. – แล้วก็ ดุนดันขึ้นให้อยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตระไปเลย, หลุดจากสิ่ง ผูกพันทั้งหลายทั้งปวง.
น.290 – แล้วให้มัน ง่ายแก่การปฏิบัติธรรมะ และรู้ธรรมะ, ปฏิบัติสติปัฏฐานได้ ง่าย รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ง่าย ถ้ามันมีทุนรอนว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยอยู่ใน จิตใจ. – บรรลุพระนิพพานกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็นนิพพานจริง ไม่ใช่นิพพาน ต่อตายแล้ว ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นนิพพานลม ๆ แล้ง ๆ ของใครก็ไม่รู้ มันพูดให้ นิพพานต่อตายแล้ว ไม่มี ถ้าไม่มีความรู้สึกเย็นไม่มีนิพพาน. – ช่วยให้อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในสากลโลก ไม่มีอะไรที่เราจะต้องไป อ้อนวอน ขอร้องอ้อนวอนอีกต่อไป. – แล้วทำให้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ เพราะได้เพราะมีหรือเป็นเสียเองแล้ว, ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า เพราะเป็นพระ พุทธเจ้าเสียเองแล้ว, ไม่ต้องการพระธรรมเพราะเป็นพระธรรมเสียเองแล้ว, ไม่ต้องการ พระสงฆ์ เพราะเป็นพระสงฆ์เสียเองแล้ว. ถ้าพูดไม่เป็นก็ถูกค่าแหละ, อย่าพูดดีกว่า ขอร้อง แต่มันเป็นอย่างนั้นแหละ อานิสงส์ของอตัมมยตา. – แล้วข้อสุดท้าย ทำให้พุทธศาสนาขึ้นไปอยู่ยอดสุด เหนือศาสนาใด ๆ ในโลก ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน. นี้เรื่องปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามใจ ไม่ว่า, แต่ ชี้ให้เห็นว่ามันมีอยู่อย่างนี้ แล้วก็จะได้รู้ว่า เรากำลังอะไร จะเรียกว่าโชคดี มันก็บ้าอีก แหละ ที่ได้มีพุทธศาสนา. เราได้สิ่งที่ดีที่สุดโดยบังเอิญ ที่ได้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนา ประจำตัว แล้วก็ มีหัวใจอยู่ที่อตัมมยตา. มีเมื่อไรก็เป็นอตัมมโย คือเป็นพระ- อรหันต์, เป็นการได้ที่ดีแล้ว ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาที่มีสิ่งประเสริฐ
น.291 ที่สุดแล้ว คือมีอตัมมยตา. ขอให้มองเห็นว่ามันน่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์, มันนำไป สู่จุดที่ต้องการได้อย่างทันแก่เวลา คือมีเวลาที่จะได้รับประโยชน์สุขจากสิ่งนั้นพอสมควร ไม่ตายเสียก่อน. เอาละ, การบรรยายในวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยายเรื่อง ปาฏิหาริย์ของอตัมมยตา ฝากไว้ในจิตใจของท่านทั้งหลาย, บางเรื่องเอาไปพูดได้ บางเรื่อง อย่าเอาไปพูดจะถูกด่า. ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม สำหรับให้เกิด กำลังใจอย่างยิ่ง ในการที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงอตัมมยตา สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้.
Buddhadasa