น.292 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาเป็นครั้งที่ ๑๓ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องอตัมมยตาต่อไปตามเดิม โดยมีหัวข้อว่า บทช่วยจำสำหรับเรื่อง อตัมมยตา, บทสำหรับการช่วยจำง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องอตัมมยตา. ไม่ว่าเรื่องใดเราอาจจะสรุปได้เป็นประเด็น ๆ หรือเป็นข้อ ๆ โดยเป็นหัวใจ ของเรื่อง เพื่อให้ง่ายแก่การจำ หรือการหยิบยกขึ้นมาใช้พูดจา. เดี๋ยวนี้เรื่องอตัมมยตา ก็เป็นเรื่องใหญ่ละเอียดซับซ้อน ก็มีแง่มุมที่จะต้องอธิบายกันมาก เลยเห็นว่าเป็นการ สมควร ที่จะมีบทช่วยจำอันเกี่ยวกับเรื่องอตัมมยตาทั้งหมดทั้งสิ้น, อย่าเพ่อคิดว่ามากเกิน ไป เพราะจะขอเสนอสัก ๑๐๐ ข้อ, อย่าเพ่อคิดว่ามากเกินไป. ขอให้ทำความเข้าใจแต่ ละข้อ ๆ และจำไว้เป็นหลักง่ายแก่ความจำ, เรียกว่ามันช่วยจำ ขอให้ทำให้สำเร็จประโยชน์ เถิด. ๒๖๖
น.293 ข้อที่ ๑. อตัมมยตา เป็นคำที่แปลยากที่สุด สำหรับคำประเภท เดียวกัน. ข้อนี้หมายความว่า คำ ธรรมะในระดับสูง เช่น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา เหล่านี้, คำว่าอตัมมยตาแปลยากที่สุด ปรากฏแก่ทุกคนที่เป็นนักแปล. นี่ขอให้เข้าใจกันไว้อย่างนี้ ต้องให้อภัยกันบ้าง ในการที่มันต้องทนหน่อยสำหรับจะเข้าใจ. ข้อที่ ๒. แปลตรงๆ ว่า ความไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ. ข้อนี้เกือบจะฟังไม่ถูก ความไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้นมันหมายความว่า สิ่งที่ มีเหตุมีปัจจัย มันก็ต้องสำเร็จมาแต่เหตุแต่ปัจจัย, ท่านลองคิดดูถึงสิ่งที่มันมีเหตุ ปัจจัย ภาชนะถ้วยชามรามไหมันก็สำเร็จมาแต่เหตุแต่ปัจจัย คือดิน น้ำ เครื่อง ปั้น ความ ปรารถนาของผู้ปั้น, แต่อตัมมยตานี้มันสูงขึ้นมาจนอยู่เหนือเหตุเหนือปัจจัย. ถ้ามี อตัมมยตาแล้วหมายความว่า ไม่อยู่ในเหตุ คือใต้อำนาจเหตุปัจจัยอะไรอีกแล้ว, เรียกว่า ความไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น ๆ คือเหตุปัจจัยนั่นเอง. ข้อที่ ๓. มีความหมายว่า มีสติปัญญา ไม่ให้ปัจจัย ทั้งภายนอกและ ภายใน ปรุงแต่งจิตได้ในทุกกรณี. นี่เป็นความหมายที่ดีที่สุดหรือครบถ้วนที่สุด ความมีสติปัญญาเพียงพอ ป้องกันแก้ไขไม่ให้ปัจจัยภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น, หรือปัจจัยภายใน กิเลส ต่าง ๆ เหล่านี้ปรุงแต่งจิตให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นอย่างโน้นได้, คือจิตยัง คงปกติอยู่ได้ในทุก ๆ กรณี. นี่สรุปดูเองว่าอย่างไรดี, ความที่มีสติปัญญาคุ้มครอง
น.294 ป้องกันจิต ไม่ให้ถูกปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ว่าจะมาอย่างไร. คน ธรรมดานั้น พอมีของกินหรืออาหารมาอยู่ตรงหน้า ที่อร่อยที่เคยพอใจ จิตมันก็เปลี่ยนเสีย แล้ว เกิดความคิดนานาชนิดรวมทั้งความตะกละเป็นต้นด้วย, หรือว่าถ้าไม่ชอบใจไม่น่า กินไม่ถูกใจ มันก็มีเปลี่ยนไปอีกแล้ว มีอารมณ์บอกบุญไม่รับแล้ว, ธรรมดามันเป็นอย่างนี้ ทุกเรื่อง ; เราไม่มีอตัมมยตาถ้ามีอตัมมยตาไม่เป็นอย่างนั้น. ทีนี้ ข้อที่ ๔. ความไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง. นี่พูดสั้นที่สุด ความไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นผลของการปรุงแต่ง เพราะ ว่าอยู่นอกอำนาจของการปรุงแต่ง, เรียกสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ไม่ถูกปัจจัยอะไรปรุงแต่ง ตั้งอยู่ อย่างอิสระมั่นคง. ข้อที่ ๕. ความไม่อยู่ใต้อำนาจของคุณ หรือประโยชน์ใด ๆ. สามอย่างนะ ข้อนี้ความ ไม่อยู่ใต้อำนาจ อำนาจ ๆ แล้วก็ ไม่อยู่ใต้คุณ, คุณค่า แล้วก็ ประโยชน์ ประโยชน์อันใด คนธรรมดาจิตใจมันอยู่ใต้อำนาจของบางสิ่ง บางอย่างกระทั่งอำนาจบังคับของผู้มีอำนาจ, มันรู้สึกว่าอยู่ใต้อำนาจ แม้อำนาจของ ธรรมชาติ มันก็รู้สึกว่าอยู่ใต้ ยอมแพ้. นี้ คุณ คำว่าคุณ คือ สิ่งทั้งปวงมันมีคุณ ที่ทำให้รักก็รักที่ทำให้เกลียดก็เกลียด, นั่นมันเป็นคุณของมัน. คำว่า คุณในภาษาบาลี เขาหมายความอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าดีอย่างเดียว, แล้วถึง แม้ว่ามันดี มันดี ก็คือว่า มันทำให้หลง, มันทำให้หลงรัก หรือมัน หลอกให้รัก เรียกว่าคุณ. นี้ ประโยชน์ ที่ต้องการกันนัก แล้วแต่ว่า ชั้นโง่เขลาหรือชั้นที่มีปัญญา, ประโยชน์น่ะมันบังคับ จิตใจ. ดูเอาเถิดว่า เดี๋ยวนี้คนถือศาสนาประโยชน์ กันเกือบทั้งนั้นแหละ ปากว่า ถือพุทธบ้าง ถือคริสต์บ้าง ถืออิสลามบ้าง, แต่ในใจแท้ ๆ นั้นถือศาสนาประโยชน์
น.295 ประโยชน์ ได้ประโยชน์ นี่เรียกว่ามัน เป็นสิ่งสูงสุด สิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ ระวังให้ดี ทุกคนเป็นทาสของประโยชน์ ข้อที่ ๖. ความไม่อยู่ใต้อำนาจของสังขาร เพราะกำลังไปสู่วิสังขาร . คำว่า สังขาร นี้เคยพูดกันมาหลายครั้งแล้ว ว่า ปรุงแต่ง : ผู้ปรุงแต่ง ก็ เรียกว่าสังขาร, ผู้ถูกปรุง แต่งก็เรียกว่าสังขาร, การปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสงขาร. ขอให้ จำไว้ ๓ ความหมาย : ว่า ผู้หรือสิ่ง ที่ปรุงแต่งนั้นก็เรียกว่าสังขาร, ผู้หรือ สิ่งที่ถูกปรุง แต่งก็เรียกว่าสังขาร กิริยาอาการ ที่ปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร. จิตที่มือตัมมยตามันไม่ อยู่ใต้อำนาจของสังขาร ไม่ว่าในความหมายใด ๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีการ ปรุงแต่ง, นั่นจึงเป็นอตัมมยตา ไม่อยู่ใต้อำนาจของสังขาร, เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ เป็น วิสังขาร หรือกำลังไปสู่วิสังขาร อยู่เหนือการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง. ข้อที่ ๗. ความพ้นจากอำนาจอัสสาทะ แห่งโลกิยธรรมทั้งปวง. ความพ้นจากอำนาจอัสสาทะแห่งโลกิยธรรมทั้งปวงคือว่า จิตตามธรรมดา นั้น มัน อยู่ใต้อำนาจอัสสาทะ, อัสสาทะคือเสน่ห์, สิ่งที่เป็นเสน่ห์ให้ผูกพันจิตใจ เรียกว่า อัสสาทะ, โลกิยธรรมคือสิ่งที่มีอยู่ในโลก. สิ่งที่มีอยู่ในโลกมีอัสสาทะ ให้ความ เอร็ดอร่อยสวยงาม พออกพอใจ สบายอะไรก็ตาม เป็นอัสสาทะ เป็นเสน่ห์อยู่ในตัว ของโลกิยธรรมนั้น ๆ, เดี๋ยวนี้จิตพ้นจากอำนาจเสน่ห์ เหล่านั้น ของโลกิยธรรมนั้นๆ ก็เรียกว่าอตัมมยตา. ข้อที่ ๘. ความไม่ผูกพันอยู่ด้วยอุปาทานใดๆ อีกต่อไป. ความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นกาม โดยความ เป็นทิฏฐิ โดยความ เป็นสีลัพพัตตปรามาส หรือเป็นตัวเป็นตน, นี้เรียกว่าอุปาทาน มันผูกพันจิตใจ
น.296 ไว้ทั้ง ๔ อุปาทาน. เมื่ออุปาทานเหล่านี้ไม่อาจจะผูกพันได้อีกต่อไป, จึงจะเรียกว่า อตัมมยตา อตัมมยตา อุปาทานใด ๆ ไม่อาจจะผูกพันจิตใจของเขาได้อีกต่อไป. ข้อที่ ๙. ความไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่. ข้อนี้พูดมาจนเมื่อยปากผู้พูด ชาหูผู้ฟังแล้วกระมังของคู่ ๆ ๆ คู่ ๆ นี้ ดี–ชั่ว บุญ–บาป สุข–ทุกข์ แพ้–ชนะ ได้–เสีย กำไร–ขาดทุน เอาเปรียบได้เปรียบ เสีย เปรียบ, คู่ๆ คู่ ๆ นี้ มันลวงให้เราเกิดอารมณ์ ๒ ฝ่าย คือ พอใจ หรือ ไม่พอใจ. ฝ่ายที่เป็นบวก น่ารักก็หลงรัก, ฝ่ายที่เป็นลบไม่น่ารักไม่น่าพอใจก็ขัดเคือง, ยินดียินร้าย เพราะของเป็นคู่. แล้วในโลกนี้มันเต็มไปด้วยของคู่, บางทีของสิ่งเดียวแหละมีทั้ง น่ารัก มีส่วนที่น่ารักและมีส่วนที่น่าชัง หลายสิ่งก็ได้ มันมีเป็นคู่มาเทียบคู่กันได้, ไม่ถูก ลวงด้วยของเป็นคู่ คนที่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ก็มีปรกติรักและชัง, ถ้าไม่ถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ ก็ไม่อาจจะเกิดรักหรือชังในสิ่งใด ๆ. ข้อที่ ๑๐. ความไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะใดๆ แห่งยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะ คือไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะคือเสน่ห์อย่างที่ว่ามาแล้ว, โดยเฉพาะ สมัยปัจจุบันซึ่งสิ่งที่เป็น เสน่ห์นั้นมันมีมาก เขาทำขึ้นได้มาก และรุนแรงกว่าธรรมดา. สิ่งที่น่ารัก เขาก็ทำ ให้มันน่ารักได้ยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวเขาก็ทำให้น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้น, อัสสาทะ ที่เป็นเสน่ห์ก็มากขึ้น ๆ เหลือประมาณ คู่กันไป. ความไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะใด ๆ และ แม้สิ่งที่ตรงกันข้าม ก็เรียกว่า มีอตัมมยตาคือจิตที่เหตุปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งไม่ได้, จิต ที่เหตุปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ท่องไว้อย่างนี้ซิ. ข้อที่ ๑๑. เรื่องอตัมมยตาเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะแปลยาก ดังที่ กล่าวแล้ว และบอกมาเป็นข้อแรกว่า มันแปลยาก แปลยาก, แม้แต่แปลมันก็ยังยากแล้ว,
น.297 เรื่องเข้าใจมันก็ยิ่งยาก ยากไปกว่านั้นอีก. ฉะนั้น ต้องขอให้ลงทุนกันสักหน่อย ให้ลงทุน กันสักหน่อย ให้มันสมกับที่มันยาก, แล้วมันก็มีประโยชน์คุ้มค่ากัน. ถ้าสลัดเรื่องนี้ออก ไปว่ายากนัก กูไม่เอากับมึงแล้ว ละก็ มันก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะมาให้เป็นประโยชน์ที่สุด ได้เหมือนเรื่องนี้, ก็แปลว่า สลัดออกไปเสียจนไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอย่างนั้นมัน ไม่ถูก. ถ้ามีความพยายามในเรื่องนี้ เข้าใจให้จนได้แล้ว พระนิพพานก็จะเป็นของ ง่าย, ฟังดูให้ดี ไม่ใช่หลอกนะ, พระนิพพานว่าเป็นเรื่องยาก เรื่องยากแต่ถ้าเข้าใจ อตัมมยตาแล้ว เรื่องพระนิพพานจะกลายเป็นของง่ายขึ้นมา, จิตที่ปัจจัยอะไรปรุง แต่งไม่ได้ จิตที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ มันเป็นนิพพานอยู่ในตัว. ข้อที่ ๑๒. เป็น เพชรเม็ดสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎก. พูดให้ฟังง่าย ๆ พระไตรปิฎกมีเพชรมาก ๆ แล้วเพชรเม็ดสุดท้ายนี้วิเศษที่สุด ดีที่สุด สวยงามที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วมันหลงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎก ที่ดึงออกมาเป็น เม็ดสุดท้าย มาบอกกันเป็นเม็ดสุดท้าย. โดยอยากจะบอกว่า ต่อไปนี้ก็จะไม่พูดเรื่องอะไร อีกแล้ว มันพูดถึงเรื่องสูงสุดหรือสุดท้ายที่สุดแล้ว, จัดว่า อตัมมยตาเป็นเพชรเม็ด สุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเวลานี้. ขอ ให้ลองคิดดู คำนวณดู ว่าเคยได้ฟังที่ไหนเมื่อไร เรื่องอตัมมยตา, เมื่อ ๑๐ ปีก่อนก็ เคยพูดทีหนึ่งแล้ว ก็ไม่ติด ไม่เข้าใจ เลิกกัน. เรื่องสุญญตา เรื่องตถาตาเข้าใจได้ ก็เอามา ใช้กันได้ร่ำรวย, แต่เพชรเม็ดสุดท้ายมันยังออกมาไม่ได้, มันออกมาไม่ได้. จึงเดี๋ยวนี้ ถือว่าเป็นอันสุดท้าย ที่จะพยายามให้สำเร็จประโยชน์ จนไม่มีอะไรวิเศษกว่านี้ หลงเหลือ อยู่ในพระไตรปิฎกอีกเลย. ข้อที่ ๑๓ . คำนี้ในพระไตรปิฎก เป็นคำที่ ไม่ถูกสังคายนาให้ถูกต้อง หรือถี่ถ้วน.
น.298 อย่างน้อยก็มีเหลืออยู่ ๒ คำ คือคำว่า อกัมมยตา คำหนึ่ง อคัมมยตา อีก คำหนึ่ง, กัม คำหนึ่ง คัม คำหนึ่ง, อกัมมยตาก็ทิ้งท้าย อคัมมยตาก็ทิ้งท้าย ไม่ถูกวิสัชชนา แก้ไขอะไร เลยไม่รู้ว่าอะไร, .แต่บางแห่งชำระถูกต้องเป็นอตัมมยตา. ขอให้เข้าใจว่า แม้การชำระพระไตรปิฎก ก็ยังเผลอหรืออะไรก็ไม่รู้ ทิ้งไว้ให้เกิดคำที่ไม่ถูกต้อง, เป็น ปัญหาเหลืออยู่ ตั้ง ๒ คำ คือ อคัมมยตา อกัมมยตา ดังที่กล่าวแล้ว. ข้อที่ ๑๔. เป็นคำที่ไม่ค่อยมี หรือไม่มี ในดิคชันนารี ชั้นดีชั้นเลิศ ของปทานุกรมชั้นดีชั้นเลิศ ไม่มีเอามาใส่ไว้. แม้ของฝรั่งที่ว่าชั้นดีก็ไม่มีคำนี้ มันเป็นคำที่ไม่อยู่ในความสนใจ ไม่สะดุด หรือว่าสะดุดแล้วไม่รู้ว่าอะไร ก็ไม่เก็บเอามา, เหมือนเพชรชั้นเลิศที่มันไม่ได้เจียระไน ดูเป็นก้อนหินก้อนดินตกอยู่ ไม่มีใครหยิบขึ้นมา มันก็เป็นเพชรชั้นเลิศอยู่แต่ในดิน ไม่ได้เอาออกมา, ไม่ได้เก็บมาใส่ไว้ในตู้ในอะไรให้เป็นที่ปรากฏ. ข้อที่ ๑๕. เป็น คำที่หาไม่พบในอภิธรรมปิฎก หาพบแต่ในสุตตันต- ปีฎก. นี้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องก็จะไม่ค่อยเข้าใจ, ที่จริงคัมภีร์อภิธรรมปีฎกนั้นเพิ่งแต่ง ทีหลัง หยิบเอาคำสำคัญในสุตตันตปิฎกไปแต่ง ๆ แต่งให้ลึกซึ้ง จึงมีที่มาในสุตตันตปิฎก. แต่คำนี้กลับไม่มี ไม่มีในอภิธรรมปีฎก, คำนี้ไม่มีในอภิธรรมปิฎก. ข้อที่ ๑๖. เป็น คำที่ถูกซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎก จนมาถึงเวลาที่ควร จะออกมาแล้ว.
น.299 ควรจะออก ออกโรงสักทีได้แล้ว มันซ่อนอยู่หลังฉากนานมาแล้ว, เดี๋ยวนี้ ออกมาหน้าฉากกันเสียสักที มันถึงเวลาที่โลกจะวินาศจริง ๆ แล้ว ออกมาช่วยโลกกันเสีย สักที ; ถ้าเข้าใจอตัมมยตา นำมาใช้เป็นประโยชน์ได้แล้ว จะไม่มีความวินาศใด ๆ. ข้อที่ ๑๗. เป็นมนตราขับผี. ผี ทั้งภาษาคน และภาษาธรรม ผีหลอกเด็ก ๆ มันก็ขับได้ ผีกิเลสในภายใน อันลึกซึ้งเร้นลับซ่อนเร้นก็ขับได้. อตัมมยตาเป็นมนตราใช้ขับผี ในที่ชั้นต่ำ ๆ กูไม่เอา กับมึง นี้ก็ได้ ก็ขับได้ ขับผีได้, กูไม่เอากับมึง ก็มาปรุงแต่งไม่ได้ ก็ไม่มีกิเลสใด ๆ เกิดขึ้น, ผี กิเลสทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายซึ่งเหมือนผีก็หนีไปหมด ไม่มี, เป็นมนตราขับผี ทั้งผีเด็ก ๆ ผีคนโต ๆ ผีคนฉลาด ผีคนโง่ จะผีชนิดไหนก็ตาม อตัมมยตาขับไปได้หมด. ข้อที่ ๑๘. มีใจความที่พูดภาษาเด็กๆ จำไว้ง่ายๆ ได้ว่า "กูไม่เอากับ มึงอีกต่อไปแล้วโว้ย !" ข้อนี้ใช้ได้ทุกระดับ ไม่ว่าระดับต่ำที่สุด ระดับสูงที่สุด, กูไม่เอากับมึงหมาย ความว่า จะมาทำให้หลงใหลปรุงแต่งผูกพันอะไรไม่ได้อีกต่อไป ใช้คาถานี้ขับผี. ขอยืนยัน แต่ไม่ใช่จ้วงจาบพระพุทธเจ้านะ ว่ามนต์บทนี้ดีกว่าพระพุทธคุณเสียอีก, ถ้าจะขับผีกัน จริง ๆ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย นี้ขับผีได้ดีกว่ามนต์บทอื่น ๆ ที่สอนให้เด็ก ๆ เขาท่อง. ให้ เด็ก ๆ รู้จักท่องมนต์อันนี้กันดูบ้างซิ ที่มันมาทำให้กูกลัวน่ะ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, หรือ ความกลัวที่มีอยู่ในใจน่ะ กูก็ไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, อะไร ๆ ที่เป็นเหตุให้ยุ่งยากลำบาก อย่างนี้ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, พอรู้สึกว่ามันไม่สะดวก มันไม่ราบรื่น มันไม่แจ่มใส มัน งัวเงียไปหมดแล้ว ก็ใช้มนต์บทนี้ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย, สิ่งนี้กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ก็มีจิตใจผ่องใส แจ่มใสร่าเริงอะไรขึ้นมา ทำอะไรได้ต่อไป.
น.300 ข้อที่ ๑๙. เป็นมนตรา ที่ใช้หย่าร้างสิ่งที่ควรหย่าร้าง. เดี๋ยวนี้ใช้คำว่าหย่าร้าง คือเลิกกันเด็ดขาด, มนตราสำหรับหย่าร้างไม่มี อะไรดีกว่าบทว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ที่ออกมาจากหัวใจภายในจริง ๆ, มีความเห็นแจ้ง แจ่มชัด ว่าปรุงแต่งแล้วก็เป็นไปแต่ทุกข์ เป็นความทุกข์ทั้งนั้น, ถ้ามีการปรุงแต่งแล้ว ไม่เอากับมันอีกต่อไป สิ่งใดที่หย่าร้างได้ยากเท่าไร ก็ใช้มนต์นี้แล้วก็สำเร็จ การหย่าร้าง ที่ไม่สำเร็จก็เพราะมันไม่มีมนต์ที่ถึงขนาดเช่นนี้, ฉะนั้นขอให้เรา รู้จักถอนรากถอนโคน ลงไปให้ถึงส่วนที่ลึก, มองเห็นความที่มันหลอกลวง มันปรุงแต่ง มันทำให้เกิดทุกข์ ก็ตัดบทกันที่ตรงนั้นว่า เลิกกัน ๆ. ข้อที่ ๒๐. เป็นดาบเล่มสุดท้าย ในบรรดาธรรมาวุธ ทั้งหลายเพื่อการ ดับทุกข์. ดาบ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอาวุธ แต่ในที่นี้เราจะหมายถึง ธรรมาวุธ. ไม่ใช่ ดาบชนิดที่ตีด้วยเหล็ก. เป็นธรรมาวุธ เป็นอาวุธแห่งธรรมะที่ใช้ในหน้าที่ของดาบ คือ ตัดให้ขาดออกไป. ไม่มีดาบเล่มไหนจะคมเฉียบตัดขาด ยิ่งไปกว่า อตัมมยตา ในบรรดา สิ่งที่ต้องตัด แล้วก็ตัดด้วยอตัมมยตา มันก็จะตัดได้จริง. เป็นดาบเล่มสุดท้าย ถ้าดาบ เล่มอื่น ๆ ใช้ไม่สำเร็จ, ดาบโง่ ๆ เล่มอื่นใช้ไม่สำเร็จ ก็ ใช้ดาบเล่มสุดท้ายนี้แหละตัด เถิด มันก็จะสำเร็จ. ข้อที่ ๒๑. ควรมีไว้อย่างอาวุธวิเศษสุดประจำตัวคนแต่ละคน. ถ้ามีอาวุธวิเศษสุดไว้ประจำตัว มันอุ่นใจ ปลอดภัย, ถ้าเราจะมีข้าศึก แล้วจะมีเครื่องป้องกันตัวละก็ ภาษาธรรมดาก็ใช้ปืนใช้ดาบอะไรก็ตามใจ, แต่ ข้าศึก คือ
น.301 กิเลส แล้ว อาวุธที่จะปราบข้าศึกนั้นได้ ก็มีแต่ อตัมมยตา เป็นอาวุธชั้นประเสริฐ สุดทำลายล้างข้าศึก กล่าวคือกิเลส ได้สิ้นเชิง. ข้อที่ ๒๒. เป็น อำนาจผลักดันให้หลุดออกไป. เป็นอำนาจที่ผลักดันให้หลุดออกไป หลุดออกไปจากสิ่งผูกพัน นั้นแหละ จะเป็น กองทุกข์ ก็ดี หรือจะเป็น เหตุให้เกิดความทุกข์ ก็ดี, ถ้าอยู่กับมันไม่ไหวจะ ให้หลุดออกไปทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง. นี่พระสิทธัตถะจึงได้ออกมาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วเกิดพระพุทธศาสนา ซึ่งเราได้ศึกษากันอยู่ทุกวันนี้. ทำไมไม่ชอบใจ อตัมมยตา บ้างล่ะ. อตัมมยตานี้ผลักไสพระสิทธัตถะให้ออกไป ๆ แล้วก็ไปเป็นพระพุทธเจ้า แล้ว ก็สอน, มันมีคุณถึงขนาดนั้น ขอให้รู้กันไว้เถอะ. แม้คนอื่น ๆ ก็เหมือนกันแหละ ที่อยู่ในบ้านเรือนไม่ได้ ต้องออกไป เช่น ยสกุลบุตรนี่อยู่ในบ้านเรือนไม่ไหว, คับแคบ ๆ ออกไป นี่ อะไรผลักออกไป คืออตัมมยตา. สรุปความว่า สิ่งที่จะผลักออกไปเสีย จากกลุ่มทุกข์ หรือว่า รังทุกข์ ทั้งหลายเหล่านี้ คืออตัมมยตา, ก็ออกภายในออกไปถึง จิตใจ ออกนอกโลกไปเลย, ผลักให้ออกจากโลกนี้ไปสู่โลกโลกุตตระเลย. ข้อที่ ๒๓. ให้ละจากสิ่งที่ยังไม่สูงสุด ไปสู่สิ่งสูงสุด ให้ละจากสิ่งที่ไม่ สูงสุดไปสู่สิ่งสูงสุด. เมื่อพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติศึกษากับอุทกดาบสรามบุตร ก็ได้รับสิ่งที่ว่าน่า พอใจที่สุดแล้ว, สูงขนาดเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว. แต่มันก็ยังไม่ใช่สิ่งสูงสุด อตัมมยตาก็ไม่ยอม ก็ผลักต่อไปให้ไปสู่สิ่งสูงสุด. ดังนั้น พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ท่านจึง ละจากอุทกดาบสรามบุตร ออกไปค้นหาของพระองค์เอง ให้ละจากสิ่งที่ยังไม่สูง สุดเรื่อยไป ๆ ๆ จนถึงสิ่งสูงสุด นี้ด้วยอำนาจของอตัมมยตา.
น.302 ข้อที่ ๒๔. เครื่องผลักดัน หรือดุนดัน ให้ขึ้นเหนือโลก. นี่เราอยู่กันในโลก อยู่ในโลกจมอยู่ในโลก ไม่รู้จักว่าอะไร อย่างไร เหมือน กับปลาไม่รู้จักบก ไม่มีอะไรจะดุนดันปลาให้ขึ้นมาบนบก, เพราะปลามันไม่มีอตัมมยตา มันก็เลยอยู่ในน้ำ. แต่ข้อนี้ผู้ที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องชีววิทยาก็รู้ได้ ว่า สัตว์ทั้งหลาย ที่มีชีวิตเกิดในน้ำก่อน. สัตว์บนบกยังไม่มี, โลกยุคแรกโน้น มีแต่สัตว์ที่เกิดในน้ำ อยู่ในน้ำ แล้วต่อมามันมีความรู้สึกอยากจะขึ้นบก มันจึงค่อยเปลี่ยนเปลี่ยนไป เป็นสัตว์ ครึ่งบกครึ่งน้ำ อยู่ระหว่างบกระหว่างน้ำ, แล้วต่อมาอีกมันจึงเกิดสัตว์ที่อยู่บนบกล้วน ๆ. สัตว์บกล้วน ๆ มันเกิดทีหลัง สัตว์อยู่ในน้ำมันเกิดก่อน เพราะว่าครั้งแรกมันมีแต่น้ำ, ต้นกำเนิดของมันก็คือน้ำ. ถ้ามันมีอตัมมยตาเกิดขึ้นในใจ มันก็กระหายที่จะขึ้นจากน้ำ, ขึ้นจากน้ำ ดุนดันให้ขึ้นเหนือน้ำ จนเป็นสัตว์บก. นี่ก็เหมือนกันน้ำก็คือโลก, โลกก็คือน้ำ. โลกมีความหมายอย่างเดียวกับน้ำ คือ ตกแล้วจม ๆ มีพระพุทธภาษิตว่า มหาสมุทรที่ลึกที่สุดนั้นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฟังดูให้ดี มหาสมุทรที่ลึกที่สุดนั้นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตกบ่อของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันจมยิ่งกว่ามหาสมุทร. เดี๋ยวนี้มันมีอตัมมยตา มันดิ้นขึ้นมาจนได้ จากมหาสมุทรอันลึก คือโลก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือโลก เป็นมหาสมุทร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันต้องมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่มี มีข้างเดียวไม่ได้ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร. ทั้งคู่เป็นมหาสมุทร อันลึกซึ้งที่สุด, อตัมมยตาผลักดันดุนขึ้นมาให้ขึ้นมาจากโลกลึกซึ้งที่สุด. เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกกัน บ้างหรือเปล่า ว่า เรากำลังตกน้ำ, ตกน้ำคือโลก ตกโลกจมโลกว่ายอยู่ในโลก ว่ายอยู่ ในน้ำคือโลก, รู้สึกหรือเปล่า. ถ้าไม่รู้สึกก็คงจะไม่เข้าใจ, แต่ ถ้ารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้กำลัง ตกน้ำ คือโลก จมอยู่ในโลก ว่ายอยู่ในโลก เหมือนกับตกน้ำ, ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็รีบมี อตัมมยตา.
น.303 ข้อที่ ๒๕. ขอย้ำอีกทีว่า มัน ยากแก่การเผยแผ่. ยากแก่การเผยแผ่ จนพระพุทธเจ้าก็ทรงท้อพระทัย. ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ โอ้ ไม่ไหวบ่วยการ สอนก็เหนื่อยเปล่าไม่มีใครรู้. ต้องมีมหากรุณาเป็นท้าวมหาพรหม มาเชื้อเชิญ ว่าช่วยสอนเถิด ถึงมันจะลึกซึ้งเท่าไรจะลึกซึ้งเท่าไร ก็ยังพอจะมีผู้เข้าใจได้ บ้าง ขอให้เห็นแก่พวกนี้เถิด ถ้าไม่แสดงธรรมแล้ว พวกเหล่านี้จะขาดประโยชน์ สันตี ธ สัตตาปปรชักขะชาติกา ที่เราว่าเวลาอาราธนา สัตว์ที่มีธุลีในดวงตา แต่เล็กน้อย ก็ยังมีอยู่, ถ้าไม่เผยแผ่แล้วพวกนี้จะเสียประโยชน์แล้วหมด เสียกันหมดเลย. พระ พุทธเจ้าจึงตัดสินพระทัยว่า เอ้า, ถ้าอย่างนั้นเผยแผ่ ๆ, มันยากแก่การพูดให้เข้าใจนี่, มันเหมือนกับเป่าปี่ให้เต่าฟัง. แต่ถ้าเผอิญว่ามีเต่าบางตัวเท่านั้นที่จะฟังได้ ก็เอา, เอา กันที. ถึงเราก็เหมือนกันแหละ ประสบอุปสรรคอย่างเดียวกัน, เผยแผ่เรื่องนี้ เมื่อ ๑๐ ปีก่อนมาแล้ว เคยเอาเรื่องอตัมมโยมาพูด เหลืออยู่บ้าง เหลืออยู่ในเทปบ้าง ไม่มี ใครพูดไม่มีใครเข้าใจไม่มีใครเอาไปพูด เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าแตกตื่นดี พอใจ สนใจ เอะอะ ๆ กันใหญ่ทั้งที่กรุงเทพ ฯ และทั้งที่บ้านนอก อยากจะเข้าใจอตัมมยตา, ใช้ อตัมมยตาให้เป็นประโยชน์. เรื่อง สุญญตา ความว่าง, ตถตา ความเป็นเช่นนั้น, ง่าย รับกันได้เร็ว, พอพูดออกไปก็รับกันได้เร็ว ; แต่เรื่องอตัมมยตานี้ต้องรอเวลา ต้องบ่ม ต้องใส่ไหบ่ม บ่มด้วยแก๊ส บ่มด้วยอะไรมันก็ ไม่ค่อยจะสุก. ข้อที่ ๒๖. คนส่วนมากไม่ยอมเชื่อ ได้ยินแต่ชื่อก็กลัวเสียแล้ว. คนส่วนมากไม่ค่อยยอมเชื่อ ว่ามันจะถอนตัวขึ้นมาได้ถึงขนาดนั้น ได้ยิน แต่ชื่อก็ไม่น่า ๆ พอใจ น่าระแวง น่าสั่นหัว น่าเกลียด น่ากลัว อตัมมยตา ๆ, ยิ่งคนที่ ยอมแพ้ง่าย ๆ ก็ไม่ไหว ๆ เช่นเดียวกับเรื่องนิพพาน ฉันยังไม่เอา. เอาไม่ไหว สู้ไม่ได้.
น.304 เขาไม่ยอมเชื่อว่าจะเป็นไปได้ จะทำได้ จะมีได้, แล้วจะดับทุกข์ได้จริง. เขาไม่ค่อย ยอมเชื่อ, แล้วระแวง ระแวง เกลียดกลัวเสียอีก. ข้อที่ ๒๗. อตัมมยตารุนแรงยิ่งกว่าตถตา –ความเป็นธรรมะที่จะกำจัด ความทุกข์ รุนแรง. อตัมมยตานี้รุนแรงกว่าตถตา ตถตาซึ่งแปลว่า เฉยได้ ๆ ความรุนแรงที่มี ความรุนแรงนี้ทำให้กลัว คนไม่ค่อยกล้าจะเข้ามารับเอาหรือศึกษา, แต่ว่ามันรุนแรงยิ่งกว่า ตถตา. ตถตา แปลว่า เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง; แต่ พอมาถึง อตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย นี่มันรุนแรงขนาดนั้น. ถ้าตถตาเช่นนั้น เอง เช่นนั้นเอง มันก็เฉื่อย ๆไปอย่างนั้น พอมาถึงอตัมมยตา เอากับมึงไม่ได้, เอากับ มึงไม่ได้อีกแล้วโว้ย. นี่ความหมายในทางธรรมะของอตัมมยตานี้รุนแรงกว่า สุญญตา, รุนแรงกว่าตถตา, หรือว่า ต้องเห็นสุญญตา เห็นตถตาแล้วจึงจะเห็นอตัมมยตา. ข้อที่ ๒๘. มีแต่ในพุทธศาสนา. ช่วยประกาศให้ก้อง ท้าทายว่า ธรรมะนี้มีแต่ในพุทธศาสนา. ธรรมะ นี้มีแต่ในพุทธศาสนา ไม่มีในศาสนาอื่นใด แล้วก็เป็นเนื้อตัวและหัวใจของพุทธศาสนา, เป็นทั้งเนื้อตัวของพุทธศาสนา เป็นทั้งหัวใจของพุทธศาสนา, คิดดูเถอะมันสำคัญ เท่าไร. อตัมมยตามีแต่ในพุทธศาสนา แล้วก็เป็นทั้งเนื้อทั้งตัวและเป็นทั้งหัวใจของ พุทธศาสนา. ถ้าจะเอาหัวใจก็จับที่อตัมมยตา จะเอาทั้งหมดก็จับเอาที่อตัมมยตา ใน ศาสนาอื่นหาไม่พบ. นี่ข้อนี้จริงที่สุดเลย เพราะว่า ไม่มีศาสนาไหนที่จะมุ่งหมาย รื้อถอน เพิกถอนอัตตา อัตตนียา คือตัวตน, เขาไม่สอนให้ถอนตัวตนกัน มีแต่ใน พุทธศาสนา, นี่เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอย่างลึกลับที่ต้องถอน.
น.305 ข้อที่ ๒๙. จะเป็นพุทธศาสนาไปไม่ได้ ถ้าไม่มือตัมมยตา. จะเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ มัน ไม่ถึงขั้นที่จะเป็นพุทธศาสนาได้ ถ้ามัน ไม่มือตัมมยตา ; เมื่ออตัมมยตายังไม่มี มันก็อยู่แค่เนวสัญญานาสัญญายตนะของอุทก- ดาบสรามบุตร มีแค่นั้น, ต่อเมื่อขึ้นไปเหนือนั้นเป็นอตัมมยตาแล้ว จึงมีพุทธศาสนาของ พระพุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้มองเห็นให้ชัดว่า เป็นพุทธศาสนาไปไม่ได้ดอก ถ้าไม่มี อตัมมยตา, หรือไม่ขึ้นมาถึงขั้นอตัมมยตา. ดูไปทางอื่นบ้างทีนี้. ข้อที่ ๓๐. สามารถเป็นรากฐานของลัทธิการเมือง ที่พึงปรารถนา. ลัทธิการเมืองในโลกเวลานี้ มีมากมายหลายสิบลัทธิ แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งนั้น แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งนั้น, เพราะมันไม่ถูกต้องกับกฎของธรรมชาติ. ลัทธิสังคมนิยมนั้นนับ ว่า คล้อยเข้ามาใกล้กับหลักเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว แต่มันไม่มีธรรมะยังไม่ประกอบด้วย ธรรมะ, คือไม่ประกอบด้วยอตัมมยตา, ลัทธิสังคมนิยมนั้นจึงแก้ปัญหาของโลกไม่ได้. ถ้า เมื่อใดลัทธิสังคมนิยมประกอบไปด้วยอตัมมยตา จะเป็นธัมมิกสังคมนิยมขึ้นมา แล้วจะแก้ ปัญหาของโลกได้ ธัมมิกสังคมนิยม. ศาสนาที่ถูก ต้องเป็นสังคมนิยม ถ้าเป็นปัจเจก นิยมแล้วไม่ได้ดอก เพราะว่ามันไม่ใช่มีคน ๆ เดียวในโลก, ธรรมชาติไม่ได้สร้างคน ให้มาอยู่คนเดียว สร้างให้มาอยู่กันมาก ๆ ลัทธิปัจเจกนิยมใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็น ลัทธิสังคมนิยม. แต่ว่า เป็นสังคมนิยมแล้วถ้าไม่ประกอบด้วยธรรมะมันก็ใช้ไม่ได้, ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ. ธรรมะที่จะให้สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด นี่ก็เป็นอตัมมยตา คือไม่หลงใหลในเสน่ห์ของอารมณ์ของวัตถุของโลก, ถ้ามันหลงใหลในเสน่ห์ของโลก มัน เป็นสังคมนิยมที่ช่วยกันหลงใหลในกิเลสเท่านั้นเอง, มันยิ่งร้ายหนักขึ้นไปอีก. แต่ถ้ามี
น.306 อตัมมยตา รู้จัก ไม่หลงใหลในเสน่ห์ของโลก, นั่นแหละมันจะถอนตัวออกมาได้ เป็น ธัมมิกสังคมนิยม. ข้อที่ ๓๑. อตัมมยตาช่วยให้พัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง. แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองพัฒนาไม่ได้ ถ้าไม่มีอตัมมยตา คือไม่ยอมสละ สิ่งที่เป็นข้าศึก, ยังพอใจหลงใหลในสิ่งที่เป็นข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอบายมุข, นัก พัฒนายังรักขวดเหล้ามากกว่าตัวเอง มันพัฒนาอยู่กับขวดเหล้า. นี่อบายมุข เล่นหัว สนุกสนานร่าเริง, อบายมุขทั้งหลาย : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการ พนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน พัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองไม่ได้. ต่อเมื่อมีอตัมมยตา กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย อบายมุขทั้งหลายมันก็หายไป, ก็จะ พัฒนาแผ่นดินธรรมหรือแผ่นดินทองได้. ขอให้สังเกตดูให้ดี, แม้แต่เรื่องการเมืองชั้น ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ของโลกนี้ มันก็ยังต้องการอตัมมยตา. ข้อที่ ๓๒. จำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในโลกยุคเจริญด้วยวัตถุ, เรียกว่า ยุคอุตสาหกรรมก็แล้วกัน. โลกปัจจุบันเป็นโลกยุคอุตสาหกรรม นิยมเครื่องจักรผลิตอะไรออกมา จน คนไม่มีงานทำ, เครื่องจักรเอาไปทำเสียหมด คนที่จะได้ทำก็ไม่ได้ทำ เพราะว่าเครื่องจักร เครื่องหนึ่งประหยัดแรงงานของคนเป็นร้อยเป็นพัน. พอเครื่องจักรมาใช้ คนก็ว่างงาน แล้วก็ผลิตออกมาแต่สิ่งที่เป็นเหยื่อของกิเลส เป็นอันตรายนะ, สิ่งที่ผลิตออกมา ส่งเสริม กิเลสยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เลยทำให้หนักขึ้นไปอีก ทำให้คนว่างงาน, แล้วมาหลอกคนให้หลงใหล อยู่ในความสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างนี้. พระเจ้าอตัมมยตามาช่วยเมื่อไร คนก็ไม่ถูก หลอก คนไม่ถูกหลอก นั่นแหละมันจะรอดไปได้, จำเป็นที่สุดในยุคที่โลกบูชาอุต- สาหกรรม.
น.307 ข้อที่ ๓๓. อตัมมยตาไม่ใช่เฉพาะเรื่องในโลก แม้เรื่องนอกโลก ออกไปก็ต้องใช้. เรื่องในโลกที่หลอกลวงนี้ก็ต้องใช้อตัมมยตา, แล้วจะออกไปนอกโลก ก็ยิ่ง ต้องใช้อตัมมยตาให้สูงขึ้นไป เพื่อทิ้งกันเด็ดขาดเลย ไม่ใช่เพียงแต่ละบางส่วนบางอย่าง แต่ว่าขึ้นไปเหนือโลกให้เด็ดขาดเลย จึงเรียกว่า ใช้เป็นเรื่องในโลกก็ได้, ใช้เป็นเรื่องนอก โลกก็ได้. ข้อที่ ๓๔. อตัมมยตานั้นควรมีและต้องมี สำหรับใช้แก้ปัญหาทุก ชนิด. ควรจะมี เป็นสิ่งที่ควรจะมี แล้วมันต้องมี จำเป็นต้องมี, คุณต้องมีความ รู้เรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ควรอยู่เฉย ๆ แต่ว่าต้องมี ต้องมี เอามาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทุกชนิด. ปัญหาต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ปัญหากลาง ๆ ปัญหาสูงสุด ก็ใช้อันนี้แหละ คือไม่ถูกหลอก จิตใจไม่ถูกหลอกอยู่ด้วยอารมณ์ของกิเลส, จิตใจไม่ถูกปรุงแต่ง คือไม่ถูกหลอกด้วย อารมณ์ของกิเลส, จะแก้ปัญหาได้ทั้งอย่างโลก ๆ และอย่างเหนือโลก. ข้อที่ ๓๕. อตัมมยตามีธรรมะในเครือ, ในเครือนี้ภาษาเศรษฐกิจเขา ใช้เดี๋ยวนี้ ในเครือคือว่าทำงานร่วมกัน. อตัมมยตามีธรรมะในเครือ ตั้งแต่อนิจจตาเป็นต้น ขึ้นไป จนถึงตถตา, ข้อนี้ เคยบอกแล้วว่า ๙ ตา ๙ ตา อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ๓, ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา อีก ๓, สุญญตา ตถตา อตัมมยตา อีก ๓, ๓ สามหน รวมกันเป็น ๙, ๙ ตา พูดอย่างวัตถุว่ามีลูกตา ๙ ตา มันแก้ปัญหาได้, อยู่ในเครือเดียวกัน ตั้งแต่อนิจจตา
น.308 เบื้องต้นที่สุด เรื่อยไป ไปจนถึงอตัมมยตา เครือเดียวกัน เนื่องกัน ผูกพันกัน ทำงานด้วยกัน ส่งเสริมแก่กันและกัน เรียกว่า ธรรมะในเครือ ข้อที่ ๓๖. ดูให้ดี มีอาทีนวญาณเป็นสมุทัย. มีอาทีนวญาณเป็นมูลเหตุ สมุทัย คือเป็น มูลเหตุให้เกิดขึ้น, อาทินวญาณ แปลว่า ญาณเห็นโทษ ญาณ เห็นทุกข์ ญาณ เห็นอันตราย ญาณเห็นความเลวทรามต่ำช้า เรียกว่า อาทินวญาณ ด้วยมองเห็นโทษหรือความเลวทรามต่ำช้า แล้วมันก็ จะทำให้เกิด ความต้องการที่จะสลัดออกไป, ถ้ามีอาทีนวญาณเท่าไร ก็ง่ายแก่การที่จะมี อตัมมยตาเท่านั้นแหละ. จะเรียกว่ามีอาทีนวญาณเป็นปัจจัยก็ได้ อตัมมยตา มี อาทีนวญาณ คือญาณเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัย เป็นปัจจัยหรือสมุทัย-เครื่องทำให้เกิด อย่างนี้ก็ได้. ถ้ามองไม่เห็นทุกข์โทษใด ๆแล้ว มันก็ไม่มี ไม่มีทางที่จะอยากจะพ้นไป, มันอยากจะอยู่ในกองทุกข์ เพราะมันไม่เห็นโทษแห่งความทุกข์. มันต้องเห็นโทษแห่งความทุกข์, เห็นโทษแห่ง ความเป็นอย่างนี้ จึงต้องการจะเป็นอย่างอื่น, เห็นว่าความเป็นอย่างนี้มันประกอบอยู่ด้วยทุกข์และโทษ นั่นแหละมันจึงจะอยากเป็นอย่างอื่น ความเห็นว่าประกอบอยู่ด้วยทุกข์นี้ เรียกว่า อาทีนวญาณ, เห็นความเป็นโทษ ทุกอย่าง เลยมีความเป็นโทษซ่อนเร้นอยู่เสมอ, ถ้ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์แล้ว มันมีทุกข์โทษซ่อนเร้นอยู่เสมอ เห็นมันเถอะ ก็เรียกว่า อาทีนวญาณ. ข้อที่ ๓๗. อตัมมยตานี้ต้องจัดเป็นสัมมาญาณะแห่งสัมมัตตะ ๑๐. เรารู้จักกันแต่เพียงมรรคมีองค์ ๘ สัมมา ๆ ๘ องค์ เรียกว่า อัฏฐังคิกมัคค์, เรารู้จักกันแต่เพียง ๘ นั้นยังไม่ครบ ช่วยรู้ไว้ยังไม่ครบ มันครบแต่เพียงฝ่ายปฏิบัติที่เป็น ตัวเหตุเท่านั้น ยังไม่แสดงผล มันยัง มีผลอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ อีก ๒
น.309 มันจึงจะครบ. สัมมาญาณะ รู้อย่างถูกต้อง รู้อย่างถูกต้อง ถูกต้องเพื่อดับทุกข์, มีสัมมาญาณะญาณอันถูกต้อง ก็คือเห็นว่าอยู่กับมันไม่ได้ต้องสลัดไป ต้องละไป. มีสัมมา-ญาณะแล้วก็สัมมาวิมุตติแหละ หลุดออกไปได้ รวมเป็น ๑๐. พุทธศาสนาจะสมบูรณ์ ต้อง ๑๐ คือ สัมมัตตะ ๑๐, ถ้า ๘ เพียงแต่ฝ่ายเหตุเท่านั้น พุทธศาสนาฝ่ายเหตุคือฝ่ายปฏิบัติ มี ๘ ถูกแล้ว อัฏฐังคิกมรรค, จะต้องมีผลเข้ามาให้สมบูรณ์อีก ๒ คือ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ ช่วยนึกถึงกันไว้ด้วย. นี่ก็เน้นกันมาหนักหนาแล้วเรื่องมรรคมีองค์ ๘, แต่เดี๋ยวนี้ต้องขอบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถึง ๑๐ โน่น, สัมมัตตะ ๑๐ ตรัสว่า สัมมัตตะ ๑๐ นี้ ผู้ใดมีแล้วผู้นั้นจะพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย, สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา นี่อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ก็มีสัมมัตตะ ๑๐ ก็พ้นจากความเกิด พ้นจากความแก่ พ้นจากความเจ็บ พ้นจากความตาย อตัมมยตานี้เป็นสัมมาญาณะ เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว มันเกิดสัมมาญาณะ ตัวอตัมมยตานี้ ไม่เปิดโอกาสให้สิ่งใดปรุงแต่งได้อีกต่อไป อตัมมยตาจึงควรจัดหรือถูกจัดไว้เป็นสัมมาญาณะแห่งสัมมัตตะ ๑๐. ข้อที่ ๓๘. อตัมมยตาเริ่มแต่ธัมมฐิติญาณแล้วก็เป็นนิพพานญาณในที่สุด. ธัมมฐิติญาณก็เห็นสิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา คือความจริงของธรรมดา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ เรียกว่าเห็นว่าธรรมฐิติตั้งอยู่ตามธรรมดา, ครั้นเห็นแล้ว เห็นแล้วมันก็หลุดพ้นออกไป นี้จะเป็น นิพพานญาณ, ญาณทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวงในพระศาสนาแยกเป็น ๒ ขั้นตอน ธัมมฐิติ-ญาณ -เห็นความจริงที่มันเป็นไปอย่างไรเสียก่อน แล้วก็จะเกิดนิพพานญาณหลุด พัน จากสิ่งเหล่านั้น, แต่ละอย่าง ๆ มีหลายชื่อ เริ่มตั้งแต่ความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์เป็นต้น เหล่านี้ก็เป็นธัมมฐิติญาณตามธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ตามธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ต้องการจะพ้นไปเสีย ก็เกิดความรู้สำหรับพ้น แล้วก็เป็นนิพพานญาณ, ตั้งแต่เกิดความ
น.310 รู้สึกสำหรับพ้น ก็พ้น ๆ ๆ ไป เป็นนิพพานญาณ จนถึงปฏินิสสัคคะญาณ รู้ว่าเดี๋ยวนี้ พ้นแล้ว ๆ ๆ. ข้อที่ ๓๙. อตัมมยตาเป็นโคตรภูญาณก็ได้. โคตรภูญาณ ไม่ค่อยถือเป็นหลักสำคัญในฝ่ายสุตตันตะ มีในฝ่ายอภิธรรม, ในฝ่ายสุตตันตะไม่ค่อยใช้คำว่าโคตรภูญาณ แต่ถ้าจะใช้ก็อตัมมยตานี้จะเป็นข้ามโคตร ข้าม โคตรปุถุชนไปสู่โคตรอริยเจ้า. อตัมมยตาเป็นเครื่องกระโดดข้ามโคตรปุถุชนในกองทุกข์ ไปสู่พระอริยเจ้าที่ไม่มีทุกข์, นี่เรียกว่าญาณข้ามโคตรก็ได้ เห็นได้ชัดว่าอตัมมยตานี้มีขอบ เขตกว้างขวางยืดหยุ่นได้ง่าย เป็นธัมมฐิติญาณก็ได้, เป็นโคตรภูญาณ เป็นนิพพานญาณ ก็ได้, มันเกี่ยวครอบงำทั่วไป. ข้อที่ ๔๐. รัตตัญญุตาช่วยได้มาก ในการที่จะเห็นอตัมมยตา. รัตตัญญุตานี้รู้ไหมว่าเป็นอะไร ถ้าไม่รู้ก็แย่มาก ความเป็นผู้รู้ราตรีนาน เรียกว่า รัตตัญญุตา คือแก่นั่นแหละ ยิ่งแก่เรียกว่ารัตตัญญู ๆ ยิ่งเป็นรัตตัญญูยิ่งง่าย ที่จะ เห็นหรือใช้อตัมมยตา, เพราะว่าคนที่มีอายุมากผ่านมาในโลกมากเป็นหลายสิบปี นั้นมัน เห็นอะไรมากมาย ไม่เหมือนเด็ก ๆ เพิ่งเกิดมาเดี๋ยวนี้ มันไม่รู้จักอะไร มันพร้อมที่จะหลง, แต่ถ้าอยู่อย่างเจ็บปวดโชกโชนมาในโลกตั้งหลายสิบปีแล้ว มันพร้อมที่จะเห็นว่า โอ้ ไม่ ไหวหรือง่ายที่จะเห็นอตัมมยตา เรียกว่ารัตตัญญุตาช่วยได้มาก. ทุกคนพอเกิดมาแล้วก็มี รัตตัญญุตา อายุ ๒ วันก็มี ๒ วัน, ๒ เดือน ๒ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ปี ๗๐ ปี รัตตัญญุตา ก็มากขึ้น ๆ, ตา ๆ ตัวนี้ก็มีกันทุกคนนะ, ต้องรับผิดชอบ ทุกคนมีรัตตัญญุตา ถ้า ไม่อย่างนั้นเขาด่านะ แก่หัวหงอกแล้วไม่มีรัตตัญญุตา แก่เสียเปล่า ๆ เรียกว่าไม่มี รัตตัญญุตา, ถ้ามีรัตตัญญุตามันช่วยได้มากในการที่จะเห็นอตัมมยตา.
น.311 เอ้า, ทีนี้มาดูกันในแง่ประโยชน์ดีกว่า. ข้อที่ ๔๑. ความรู้สึกที่ทำให้ละ อะไรได้เด็ดขาด. ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์มันละอะไรไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่ละบุหรี่มันก็ละไม่ได้ ละนอนตื่นสายมันก็ละไม่ได้ อุตส่าห์มาละบุหรี่กันที่นี่ มาละเหล้ากันที่นี่ มันไม่มีอตัมมยตา มันละเด็ดขาดไม่ได้, ต้องมาขอจากท่านไสว โรงปั้น ช่วยพูดจาจนละได้ มันอตัมมยตากัน ทั้งนั้นแหละ. ที่ท่านไสวพูด แต่ไม่ได้เรียกชื่อนี้ ไม่ได้เรียกชื่อนี้ แต่ความหมายที่พูด เป็นเรื่องอตัมมยตาทั้งนั้น อุตส่าห์พูดจนเขาละเหล้าไปได้หลายคน ละบุหรี่ได้เยอะแยะ, ทำให้ละสิ่งที่ละไม่เด็ดขาด, ละได้เด็ดขาด. ข้อที่ ๔๒. การพัฒนาต้องใช้อตัมมยตากับสิ่งที่ตรงกันข้าม. ต้องใช้อตัมมยตา ใช้กับอะไร ? ใช้กับสิ่งที่มันตรงกันข้าม ตรงกันข้ามกับ การพัฒนา. พัฒนานี้ถือเอาความหมายในภาษาไทย ถ้าถือเอาความหมายตามภาษาบาลี ยุ่งยากลำบาก ไม่ได้ดอก, เอาภาษาไทย ว่าดีขึ้น ๆ เรียกว่าพัฒนา, ภาษาบาลี ๆ แปลว่า มากขึ้น ๆ เท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ว่ามากขึ้น ๆ ก็เรียกว่าพัฒนา จนบ้าเลยก็ พัฒนา เพราะมันมากขึ้น นี่พัฒนาในภาษาไทยเรานี้ ต้องใช้อตัมมยตา และ ใช้กับสิ่ง ที่เป็นข้าศึกแก่การพัฒนา. อะไรเป็นข้าศึกแก่การพัฒนา ก็ใช้อตัมมยตาเล่นงานมัน, รู้จักอตัมมยตาไว้ให้หลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุมมันหลอกให้เป็นอะไร มันหลอกให้เป็นอย่างไร อะไรหลอกอย่างไร อะไรหลอกอย่างไร รู้ไปหมด อย่าให้หลอกได้, ป้องกันการปรุง แต่งจากสิ่งที่หลอก มันยั่วหรือมันหลอก.
น.312 ข้อที่ ๔๓. ใช้อตัมมยตากับเรื่องโลกได้ทุกระดับ. นี่ขอยืนยันอีกที เดี๋ยวนี้มายืนยันว่าทุกระดับ เรื่องโลก ๆ ทุกระดับใช้ อตัมมยตาได้ แม้แต่อย่างต่ำที่สุดเรื่องนอนสาย ขี้เกียจทำงานหรือว่าเหลวไหลอะไรนี้, เรื่องโลกที่ต่ำที่สุด ก็เอาอตัมมยตานี้มาใช้เถิด ก็ใช้เรื่อยขึ้นไป สูงขึ้นไป ๆ จนไปนิพพาน, ใช้กับเรื่องโลก ๆ ก็ได้ทั้งหมด แล้วก็ใช้กับเรื่องโลกุตตระต่อไป. แต่ต้องรู้จักใช้นะ, ถ้า ไม่รู้จักใช้ก็ไม่ได้เอามา แล้วเกลียดเสียด้วยไม่เอามาใช้เลย ไม่เอามาใช้เลย, เดี๋ยวนี้คน ในโลก ชาวบ้าน ธรรมดาเขาไม่สนใจเรื่องนิพพาน เขาว่าไม่มีประโยชน์ ไม่สนใจ ไม่ ต้องสนใจ ถึงจะชอบพุทธศาสนา ก็ไม่สนใจเรื่องนิพพาน, นี่เอากับมันสิ ที่เป็นหัวใจ ที่เป็นตัวแท้กลับไม่ชอบมาชอบเปลือก ๆ ข้อที่ ๔๔. ที่ไม่รอดไม่หลุดพ้น เพราะไม่มือตัมมยตา. การที่เอาตัวไม่รอดไม่หลุดพ้นออกไปได้ที่ไหน ขอให้ดูที่นั่นไม่มีอตัมมยตา, ทำอะไรไม่สำเร็จที่ไหน ที่นั่นก็ไม่มือตัมมยตา, ใช้คำสั้น ๆ ว่า ที่ไม่หลุดพ้นเพราะ ไม่มีอตัมมยตา มันรัก หลงรัก หลงยึดมั่นถือมั่น หลงกอดรัดเอาไว้ ในสิ่งที่มันถูกกับ กิเลส เพราะกิเลสเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่สติปัญญาเป็นผู้ทำ, ถ้าสติเป็นผู้ทำก็ทำอย่างอื่น, เดี๋ยวนี้กิเลสมันเป็นผู้ทำ จึงถูกหลอกลวงอยู่เรื่อย หลุดพ้นออกไปไม่ได้ เพราะมันขาด อตัมมยตา. ข้อที่ ๔๕. แม้ที่จะเอามาใช้อย่างโลก ๆ อย่างนี้ก็ต้องมีอาทีนวญาณ อย่างเพียงพอ ด้วยเหมือนกัน. อย่าคิดแต่ว่าเรื่องนิพพานจะมีอาทีนวญาณ แม้เรื่องต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ที่นี่เดี๋ยวนี้ ให้รู้เถอะ ว่ามันมีโทษ มีโทษ, แม้แต่เรื่องของลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ ที่มันดื้อดึง ที่มันเหลวไหล
น.313 ลูกเล็ก ๆ ให้เห็นโทษของความเหลวไหล, แม้เรื่องเล็ก ๆ ก็ต้องใช้อาทีนวญาณ แล้วก็ อตัมมยตาก็จะเกิดได้แม้แก่เด็ก ๆ หรือลูกเล็ก ๆ หรือเรื่องเล็ก ๆ, ขอให้เห็นโทษ. บิดา มารดาอย่ามัวใช้แต่ไม้เรียวเลย, อย่าพูดแต่ห้ามกันโดยไม่ให้เหตุผลเลย บอกให้เขารู้ ว่าเป็นอย่างไร เป็นอย่างไร เป็นอย่างไร, ไม่ต้องใช้ไม้เรียว แล้วมันก็จะละได้. ข้อที่ ๔๖. อตัมมยตาเป็นผลแห่งไตรสิกขา อย่างโลก ๆ แล้วกลาย เป็นเหตุแห่งไตรสิกขาอย่างโลกุตตระ. ฟังยากหน่อย เป็นผลแห่งไตรสิกขาอย่างโลก ๆ, แล้วมากลายเป็นเหตุแห่ง ไตรสิกขาอย่างโลกุตตระ. ไตรสิกขาอย่างโลก ๆ มันก็ทำให้สำเร็จประโยชน์อย่างโลก ๆ สำเร็จประโยชน์ โลก ๆ สูงสุด แล้วมันยังไม่ดับทุกข์ดอก, มันต้องกลายเป็นเหตุแห่ง ไตรสิกขาอย่างโลกุตตระอีกทีหนึ่ง. พูดให้ชัดว่า ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างต่ำ ๆ นั้นก็มีใช้อย่างโลก ๆ, พอสำเร็จแล้วก็มาใช้เป็นไตรสิกขาอย่างสูงอย่างโลกุตตระอีกทีหนึ่ง ก็ต้องอตัมมยตาใช้ในเรื่องนี้. ทีแรกก็เป็นผลแห่งการประพฤติอย่างต่ำ ๆ ครั้นได้ผลมา แล้วไม่พอ ก็กลายเป็นเหตุให้ประพฤติต่อไป เรียกว่าไตรสิกขาอย่างโลก เป็นเหตุให้มี ไตรสิกขาอย่างโลกุตตระ. ข้อที่ ๔๗. เป็นจุดเปลี่ยนหรือหวเงื่อนต่อในกระแสแห่งวิวัฒนาการ. กระแสแห่งวิวัฒนาการเจริญรุ่งเรืองยืดยาว ๆ ๆ มันมีเป็นจุด ๆ เป็นขั้น ๆ มีหัวต่อมีเงื่อนต่อ จุดเปลี่ยนหรือเงื่อนต่อขึ้นไปสู่อันต่อไป, ตรงนั้นมันจะต้องใช้อำนาจ ของอตัมมยตา มันจะมีอำนาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่นั่น และจับเงื่อนต่อไป เพื่อจะสูงขึ้นไป. ทุกจุดเปลี่ยนหรือทุกเงื่อนต่อ ในกระแสแห่งวิวัฒนาการ ต้องใช้อตัมมยตา.
น.314 ข้อที่ ๔๘. อตัมมยตาสำหรับการเปลี่ยนนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา. นี้คงจะลำบากสักหน่อย สำหรับผู้ที่เขาเชื่อว่า นิสัยนี้เปลี่ยนไม่ได้, ได้ยิน บ่อยเหลือเกิน แก้ตัวว่านิสัยเปลี่ยนไม่ได้ ฉะนั้น ยกโทษให้ฉันเถอะ พวกนี้ไม่รู้ว่านิสัย เปลี่ยนได้ เลยถือว่านิสัยเปลี่ยนไม่ได้เสีย มันก็ไม่ยอมเปลี่ยน มันก็อยู่อย่างนั้น, มีคน แก้ตัวอย่างนี้มาก ว่านิสัยเปลี่ยนไม่ได้. แต่ขอให้รู้ว่า ธรรมทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย แม้ แต่สิ่งที่เรียกว่า นิสัย อุปนิสัย อะไรก็ตาม มันมีเหตุปัจจัย มันเปลี่ยนได้, เปลี่ยน นิสัยให้ใช้อตัมมยตา ความรู้อย่างอตัมมยตา คือความรู้ที่ว่า กูอยู่กับมึงไม่ได้อีกแล้วโว้ย นั่นแหละ มันจะเป็นเหตุให้เปลี่ยนนิสัยได้, นิสัยเลว ๆ นิสัยไม่พึงปรารถนาใด ๆ ก็ตาม มันจะเปลี่ยนได้ ถ้าอตัมมยตาเข้ามา. ข้อที่ ๔๙. อตัมมยตาเป็นผลลัพธ์แห่งการละสัญโยชน์ตัวสุดท้าย. สัญโยชน์ตัวสุดท้าย คือ อวิชชา อตัมมยตามันสูงสุดเมื่อละอวิชชา อตัมมยตา ต้น ๆ ยังไม่ละอวิชชา เมื่อมาถึงการละอวิชชาหรือสัญโยชน์ตัวสุดท้าย ก็จุดสูงสุดของ อตัมมยตาเป็นพระอรหันต์เพราะเหตุนั้น สัญโยชน์มีหลาย ๆ ระดับ หลายลำดับ ตั้งแต่ ต่ำ ๆ เป็นต้นขึ้นไป ไปใคร่ครวญดูสัญโยชน์ ๑๐ ละ ๓ อย่างเป็นโสดาบัน บรรเทาบางอย่าง เป็นสกิทาคามี ละอีก ๒ อย่างเป็นอนาคามี ละหมดก็เป็นอรหันต์ ละสัญโยชน์สุดท้าย เป็นพระอรหันต์ อตัมมยตาไปสูงสุดเมื่อละสัญโยชน์ตัวสุดท้าย. ข้อที่ ๕๐. การล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ก็จะเป็นอตัมมยตาทางกายและ ในทางวัตถุ. เมื่อเรามีอายุมาก อายุมากเข้า จะมือตัมมยตาทางฝ่ายกาย.
น.315 ข้อที่ ๕๑. เมื่อล่วงกาลผ่านวัยทางวิญญาณ ก็จะเป็นอตัมมยตาฝ่าย วิญญาณ. อายุมากล่วงกาลผ่านวัยอย่างฝ่ายร่างกาย ฝ่ายวัตถุ ฝ่ายเนื้อหนัง มันก็เป็น อตัมมยตาทางฝ่ายร่างกายทางฝ่ายเนื้อหนัง คือว่ามันดีขึ้นทางฝ่ายร่างกาย, แต่ถ้าว่าความรู้ ทางจิตในทางธรรมมันสูงขึ้น ๆ เรียกว่าล่วงกาลผ่านวัยทางวิญญาณ อตัมมยตาฝ่ายวิญญาณ จะเกิดขึ้น จะแก้ปัญหาฝ่ายวิญญาณหมด. เพราะฉะนั้น ขอให้เราล่วงกาลผ่านวัย ล่วงกาล ผ่านวัย ทั้งทางฝ่ายกาย และทั้งทางฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายจิตใจ, อย่าให้ล่วงแต่ฝ่ายร่างกาย เดี๋ยวมันจะแก่เปล่า ๆ แก่มะพร้าวแก่เปล่า ๆ ให้ล่วงกาลผ่านวัย คือดีขึ้นสูงขึ้นทั้งทาง ฝ่ายร่างกาย ทั้งฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ. ข้อที่ ๕๒. อตัมมยตาเป็นปัจจัยสำหรับการปฏิบัติ สจิตฺตปริโยทปนํ. คงจะนึกได้นะ สพฺพ ปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ ข้อ ๓ ละชั่วแล้วมาทำดีให้เต็ม จะทำจิตให้ขาวรอบนี้ อันนี้ต้องใช้อตัมมยตา ถ้า ไม่อย่างนั้นมันขึ้นมาจากดีไม่ได้, มันจมดี หลงดี เมาดี อยู่ที่นั่นแหละ. หลักพุทธ- ศาสนามี ๓ ขั้นตอน ละชั่ว ทำดี ทำจิตขาวรอบ. ขั้นสุดท้าย ต้องใช้อตัมมยตาเต็มที่ เลย. ละชั่วก็ใช้ไปตามแบบนั้น, ทำดีก็ใช้ไปตามแบบนั้น ไม่สูงสุด, เมื่อทำจิตใจ ให้ขาวรอบเหนือชั่วเหนือดี ขึ้นไปเหนือชั่วเหนือดี ใช้อตัมมยตาเต็มที่ถึงที่สุด, จึงว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นอุปกรณ์แห่งการปฏิบัติ สจิตฺตปริโยทปนํ–จิตขาวรอบบริสุทธิ์ , หมายความว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นดีชั่ว ไม่ยึดมั่นตัวตนของตน.
น.316 ข้อที่ ๕๓. เป็นความหมายของสัญชาตญาณแห่งการเติบโตถึงที่สุดเต็มขนาด. ในบรรดาสัญชาตญาณนั้น มันมีจุดที่รู้ได้เองว่าพอหรือหยุด ถ้าไม่พอหรือไม่หยุด มันก็โตเรื่อยจนสุนัขโตเท่าควาย คนโตเท่าช้าง, ถ้ามันไม่หยุดที่จุดใดจุดหนึ่งว่าพอ สัญชาตญาณมันมีความรู้ของมันเอง ว่าจุดโตเต็มที่คือเท่านี้ ๆ, สุนัขก็โตเท่านี้, แมวก็โตเท่านี้, คนก็โตเท่านี้ ช้างก็โตเท่านั้น ; ถ้าช้างโตไม่หยุดก็เท่าภูเขาแล้ว มันก็ไม่ไหว. สัญชาตญาณแห่งการเติบโตเต็มขนาด มันเป็นไปด้วยความหมายของอตัมมยตา, เป็นความหมายของสัญชาตญาณอันนั้น รู้ว่าเท่านี้พอ เท่านั้นพอดี หรือแม้แต่ว่าจะทำงาน จะกินอาหาร มันก็มีสัญชาตญาณแห่งการรู้ว่าเท่านี้พอดี, กินอาหารเท่านี้พอดี, ถ้าไม่มีมันกินจนท้องแตก. มันก็เป็นความหมายของสัญชาตญาณที่ทำให้รู้ว่าเท่าไรพอดี, เท่าไรเป็นมาตรฐานสูงสุดไม่ต้องไปมากกว่านั้น. ต้นไม้มันก็โตเท่านี้ ถ้ามันขึ้นไม่หยุดมันก็ถึงฟ้าถึงอะไรก็ไม่รู้, มันมีจุดที่ว่าพอดีเท่านี้ พอดีเท่านี้. อตัมมยตานี้เป็นความหมายของความรู้ ที่ทำให้รู้ว่าเท่านี้พอ เท่านี้พอ, ฉะนั้นมันจึงไม่เกิน ๆ, มันจึงละ ๆ มา ไม่ไปจนเกิน ๆ, จะไปอยู่ที่พอดี ๆ. ข้อที่ ๕๔. อตัมมยตาเป็นผลของสัญชาตญาณแห่งการระแวงภัย. บรรดาสิ่งที่มีชีวิต ทั้งหลายไม่ว่าอะไร คนก็ดี สัตว์ก็ดี ต้นไม้ต้นไล่ก็ดีมัน มีความรู้สึกระแวงภัย กลัวอันตราย ; อย่าเชื่ออย่างงมงายที่เขาพูดกันว่าต้นไม้ไม่มีวิญญาณ, ต้นไม้ไม่รู้อะไร ป่วยการ. เดี๋ยวนี้ความรู้มันเจริญถึงที่สุดแล้ว รู้ว่าแม้แต่ สิ่งมีชีวิต ทั้งหลายมันก็ รู้สึกได้ , ต้นไม้นี้รู้สึกรัก รู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียด รู้สึกกลัวเหมือนกัน, แต่มันน้อย น้อยจนสังเกตไม่เห็น, แล้วมันก็มีความรู้สึกอันหนึ่ง ระแวงภัยอันตราย,
น.317 อันตราย ไม่เข้าไป อันตรายแล้วก็ไม่เข้าไป, ต้นไม้ก็เหมือนกัน มันรู้ที่นั่นอันตราย มันไม่เข้าไป. เมื่อเด็ก ๆ น่าหัวยังจำได้ ทำบ่วงไปปักดักยอดต้นแตงโม ว่าใหยอดแตงโมมันเข้าไปในบ่วงสักที, โอ้ มันไม่ไป มันไม่เข้า ยอดแตงโมมันก็ไม่เข้าไปในบ่วง, คล้าย ๆ กับสัญชาตญาณแห่งการระแวงภัยมันก็มี แม้ในต้นไม้ซึ่งมีชีวิตต่ำที่สุด มันก็มีสัญชาตญาณแห่งการระแวงภัยเหมือนกัน. สัตว์มันก็มี มันไม่ไปหาที่เป็นอันตรายดอก : ฉะนั้นมันจึงรอด ๆ ๆ กัน, แล้วคนก็ควรจะดีกว่านั้น ไม่ควรเข้าไปสู่ภัยอันตราย. ข้อที่ ๕๕. สัตว์ก็มีความรู้สึกชนิดที่เป็นอตัมมยตาได้บ้าง ตามระดับ ของสัตว์ . สัตว์มือตัมมยตาตามระดับของสัตว์ : รู้สึกระแวงภัย รู้สึกกลัว, รู้สึกไม่ทำ รู้สึกละเสีย, รู้สึกถอยห่างออกมาเสีย, รู้จักจะวิวัฒนาการ. อย่าคิดว่าจะใช้สำหรับคน แม้แต่สัตว์ก็ใช้ได้, ต้นไม้ต้นไล่ก็ใช้ได้, สัญชาตญาณแห่งการหลบหลีกจากภัยอันตรายทั้งหลาย ไม่ให้อันตรายมันเข้ามาครอบงำย่ำยีได้, รู้ว่าเหตุปัจจัยใด ๆ ที่เป็นอันตราย มันปฏิเสธทันที. อย่างปัญหาในทางแพทย์ เขาจะเอาอะไร ๆ ของใหม่ข้างนอกใส่เข้าไปแทน,เช่น จะเอาหัวใจเทียมเข้าไปใส่แทนหัวใจจริง, เอาไตเทียมใส่แทนไตจริง ร่างกายมันไม่เอาดอก, มันไม่เอาด้วย มันปฏิเสธ. นี่สัญชาตญาณการระแวงภัยมันก็มีอย่างนี้ แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่ก็มี, มันก็มีความรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณ มันไม่เอาด้วย. ข้อที่ ๕๖. เป็นเครื่องมือหย่าจากสิ่งที่ควรหย่า. บรรดาสิ่งที่ควรหย่า เป็นหน้าที่ของอดัมมยตา : รู้สิ่งที่ควรหย่า, แล้วก็เป็นเครื่องมือสำหรับให้หย่าได้ ; อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า หย่าขาดจากอบายมุข, หย่าขาดจากการเสพติด, หย่าขาดจากการขับกล่อม, ต้องมีใครขับกล่อมบำรุงบำเรอนี้ พอมันหายโง่มันก็หย่าขาด.
น.318 ข้อที่ ๕๗. หย่าขาดจากสิ่งแปลกอัศจรรย์น่าตื่นเต้น. ข้อนี้มันก็เห็นได้ชัด ทำไมคนโต ๆไม่ชอบเล่นอย่างเด็ก ๆ เล่า, ถ้าไม่มีอันนี้ คนโต ๆ ก็เล่นอย่างเด็ก ๆ จะมีการเล่นอย่างเด็ก ๆ เพราะมันเป็นของที่ว่าน่าอัศจรรย์ เด็ก ๆ มันมีของน่าอัศจรรย์ตามประสาเด็ก ๆ, แต่คนผู้ใหญ่เอาด้วยไม่ได้ ไม่น่าอัศจรรย์สำหรับ ผู้ใหญ่. ฉะนั้นสิ่งอะไรที่น่าอัศจรรย์ที่ทำให้จิตใจตื่นเต้น อตัมมยตาช่วยได้, ตื่นเต้นใน ทางนั้นทางนี้ แม้ตื่นเต้นในทางขลาดกลัวนี้ เราก็ไม่ค่อยขลาดกลัว. เมื่อเด็ก ๆ อาตมากลัวที่สุดในการผ่าท้อง ผ่าท้องสัตว์ ผ่าท้องหมู ผ่าท้องปลา นี้กลัวที่สุด นั้นมันยังไม่มีความรู้เรื่องนี้ มันตื่นเต้น ต่อมามันก็หายไป ๆ, เขาผ่าท้องปลา พะยูน อุตริไปดูกับเขา แล้วมากินข้าวไม่ได้อยู่หลายวัน, นี่มันตื่นเต้นมันอัศจรรย์อย่างนี้ อตัมมยตามันช่วยได้ ระงับการตื่นเต้น ไม่ต้องไปดูของแปลกในพิพิธภัณฑ์ดอก. อวดดี สักหน่อย ถ้ามีอตัมมยตาแล้ว ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์, ไม่ต้องลำบาก เสียสตางค์ด้วยเหตุนั้นไม่ต้องไปดูฟุตบอล ไม่ต้องไปดูกีฬา ไม่ต้องไปดูอะไร. ข้อที่ ๕๘. อตัมมยตาหย่าขาดจากอำนาจวาสนา โชคชะตาราศี. คนที่หลงในอำนาจวาสนา เพราะไม่รู้ความจริง แล้วไปหลงเชื่อโชค- ชะตาราศี เพราะไม่รู้ความจริง มันจึงหลงเชื่อกันมาก. เป็นของธรรมดา เพราะว่าเด็ก ๆ มันเกิดมาจากท้องมารดา ไม่มีสติปัญญาติดมาด้วย เด็ก ๆ พอโผล่มาจากครรภ์มารดา มันก็ ยื่นคอเข้าไปในคอกของไสยศาสตร์, ถูกหลอกให้รัก ถูกหลอกให้เกลียด ถูกหลอกให้กลัว, เด็ก ๆ ก็ต้องรัก โกรธ เกลียด กลัว ตามที่ผู้ใหญ่สอน. พอโผล่เข้ามาก็เข้าไปในคอกของ ไสยศาสตร์ กว่าจะหลุดออกมาได้นี้มันก็นานนะ, เชื่อโชคเชื่อลาง เชื่อวาสนาบารมีอะไร ตามเรื่อง, ที่จริงมันก็น่าเชื่อ ที่พูดว่าแข่งอำนาจวาสนานั้นแข่งไม่ได้แข่งเงินแข่งทอง
น.319 แข่งอะไรได้, แข่งอำนาจวาสนาแข่งไม่ได้นั้นคนโง่พูด. ถ้าเป็นคนมีปัญญามีความฉลาด มันเหนือกว่าทั้งนั้นแหละ อไม่ต้องมีอะไรที่จำกัดอยู่อย่างนั้น, มันแข่งได้ เพราะมันไม่ยึด ถือลำพังโชคชะตาราศีอำนาจวาสนาแค่นั้น. ข้อที่ ๕๙. หย่าขาดจากการอาฆาตมาดร้ายรบราฆ่าฟัน. ยังมีอาฆาตเหลืออยู่ในจิตใจเท่าไร ก็คิดเอาออกเถิด, ก่อน ๆ เคยมีมาแยะแล้ว คงจะละไปได้แยะแล้ว, แต่มันยังคงจะเหลืออยู่นะ ; ระวังให้ดีนะ คำว่าอาฆาตมาดร้าย ใด ๆ ถ้ามันยังเหลืออยู่ในใจ รีบไปเอาออกเถิด. พระเยซูสอนดีเรื่องนี้ พอมาที่วัดจะจุด ธูปเทียนบูชาพระ นึกว่า อ้าว, มันยังโกรธหมอคนนั้นคนนี้อยู่, เอ้า กลับไปบ้าน กลับไป บ้านไปทำดีเสียก่อนแล้วจึงมา ค่อยจุดธูปเทียนไหว้พระสวดมนต์. ความอาฆาตมาดร้าย นี้ไม่ใช่ละได้ง่าย, แล้วก็รบราฆ่าฟันเพราะเหตุนั้น ถ้ามีอตัมมยตา มันก็หย่าขาดจากความ อาฆาตมาดร้ายรบราฆ่าพัน. ข้อที่ ๖๐. อตัมมยตาหย่าขาดจากวัฏฏะ จากกิเลส จากอภิสังขาร. วัฏฏะ คือว่ายเวียน, ว่ายเวียนอยู่ในวงกลมแห่งกองทุกข์ ซึ่งมีกิเลสเป็น ตัวเหตุเป็นตัวแกนกลาง. อภิสังขาร คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญ- ชาภิสังขาร : อปุญญ คือ บาป อบาย-บาป, ปุญญาก็สวรรค์, อเนญชา ก็ไม่ใช่ สวรรค์ สงบเงียบเฉยแต่ยังมีตัวตน ได้แก่พวกพรหมโลก. ถ้าจมอยู่ในอบายก็เป็น อปุญญาภิสังขาร, มีอภิสังขารตกแต่งให้ตกอบาย ก็หย่าขาด, สวรรค์ก็มีปุญญาภิสังขาร เอาสวรรค์, หย่าขาดจากปุญญาภิสังขาร แล้วจะไปเป็นพรหม ไม่ใช่สวรรค์ ไม่มีกามารมณ์ เป็นอเนญชาไม่หวั่นไหวต่อกามารมณ์. นี้หย่าขาดจากอเนญชาภิสังขาร. หย่าขาดจาก ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขารได้ด้วยความสามารถแห่งอตัมมยตา
น.320 อภิสังขารมีอำนาจเหลือประมาณ แต่ไม่มีใครรู้จักกี่คน สำหรับอปุญก็ปรุงให้ไปเป็นบาป, แล้วก็บุญก็ไปเป็นสวรรค์ อเนญชาก็ไปสงบอยู่อย่างไม่นรกไม่สวรรค์ แต่ยังมีตัวตนยังไม่ หลุดพ้น. อภิสังขารทั้ง ๓ นี้ ไม่ใช่เรื่องหลุดพ้น, ยังถูกปรุงแต่งให้ติดอยู่ในบาป ให้อยู่ในบุญ ให้อยู่ในอเนญชา. คำว่าอเนญชานี้ไม่ค่อยได้เอามาพูดกัน เดี๋ยวจะเข้าใจ ผิดเป็นอัพพยากฤตเป็นอะไรไปเสียอีก, ไม่ใช่ดอก, เป็นสังขารเป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งให้ ไปอยู่ในสภาพของจิตที่เป็นตัวตน ๆ ไม่หลงบาปไม่หลงสวรรค์, เป็นตัวตน อย่างที่ เรียกว่าพวกพรหม. ข้อที่ ๖๑. อตัมมยตาหย่าขาดจากอุปาทานิยธรรมทุกชนิด. อุปาทานยึดมั่นถือมั่น เป็นไปเพื่ออุปาทานเรียก อุปาทานิยะ, อุปาทานิยะ– เป็นไปเพื่ออุปาทาน, อุปาทานิยธรรม–เครื่องทำให้เกิดอุปาทาน. อตัมมยตาจะ ทำให้ หย่าขาดจากเครื่องทำให้เกิดอุปาทานทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ของคู่, จำไว้เถอะของคู่นั่นแหละอุปาทาน, อุปาทานว่าดี อุปาทานว่าชั่ว, อุปาทานว่าสุข อุปาทาน ว่าทุกข์, อุปาทานว่าได้ว่าเสีย, อุปาทานว่าแพ้ว่าชนะ, ว่าอะไรต่าง ๆ เป็นคู่ ๆ ไป. อุปาทาน ละขาดจากอุปาทานิยธรรม คือสิ่งที่ให้เกิดอุปาทานเหล่านี้เสีย มันก็ไม่มี อุปาทาน, ไม่มีอุปาทานก็ไม่เป็นทุกข์, คำนี้เรียกตามบาลี อุปาทานิยธรรม. ข้อที่ ๖๒. หย่าขาดจากอาสวักขานิยธรรม รัชนียธรรม สังโยชนียธรรม. นี่มันคล้าย ๆ กัน มาพูดกันเสียคราวเดียว, อาสวักขานียะ ก็ ให้เกิดอาสวะ, อาสวะก็คือความทุกข์ที่ไหลออกมา อาสวักขานียะให้เกิดอาสวะ. รัชนียะ รัชะแปลว่า
น.321 กำหนัดยินดี, รัชนียะ แปลว่า ให้เกิดความกำหนัดยินดี, ที่ตั้งให้เกิดความกำหนัด ยินดี เรียกว่า รัชนียธรรม. สังโยชนียธรรม, สังโยชน์ แปลว่า ผูกมัด, สังโยชนียะ ก็เป็นเหตุให้ผูกมัด ก็ละเสีย, ละธรรมเป็นเหตุให้เกิดอาสวะ ให้เกิดความกำหนัดยินดี ให้ เกิดการผูกพันเสีย ด้วยอตัมมยตา. ข้อที่ ๖๓. หย่าขาดจากอายตนิกธรรม. ข้อนี้หมายถึงความยึดมั่นถือมั่น ธรรมดาเรายึดมั่นในอายตนิกธรรม ๕ หมวด, พระพุทธเจ้าตรัสนักตรัสหนาให้รู้จักดี ๆ อายตนิกธรรม, เธอทั้งหลายรู้จักให้ดี ๆ ๕ หมวด : หมวดที่ ๑ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง. หมวดที่ ๒ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่าง. หมวดที่ ๓ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๖ อย่าง. หมวดที่ ๔ ผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๖ อย่าง. หมวดที่ ๕ เวทนาทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง. ๕ หมวด ๆ ละ ๖ อย่าง หมวดอายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แล้วหมวดอายตนะ ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. แล้วก็ วิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, นี่ตัวการเหมือนกัน ปฏิสนธิวิญญาณก็คืออันนี้ . แล้ว ผัสสะ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วก็ เวทนา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ๕ หมวด ๆ ละ ๖ เป็น ๓๐, นี่เรียกว่าอายตนิกธรรม แปลว่า สิ่งที่ เป็นไปทางอายตนะ. ปัญหาทั้งหลายอยู่ที่นี่, ความทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่นี่, จะรอด
น.322 ก็อยู่ที่นี่, จะไม่รอดก็อยู่ที่นี่, คือมันทำผิดหรือทำถูกกับอายตนิกธรรม ๓๐ ประการนี้. นี้ถ้าว่ายังมียึดมั่นถือมั่นยึดเป็นอายตนิกธรรมของกู, มีตัวกูแล้วมันก็มีความทุกข์ แหละ ต้องหย่าขาดจากตัวกู–ของกู ไม่ให้เกิดแก่อายตนิกธรรมทั้งหลาย. มันเป็นเรื่องจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง ที่ไม่ค่อยจะเข้าใจ, หรือไม่ค่อยจะสนใจ กัน : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; นี้ก็ ทำ ให้เกิดความรู้สึกทางจิต มีวิญญาณ ก่อนแล้วก็ มีผัสสะ, แล้วก็ มีเวทนา, สิ่งทั้ง ๓๐ นี้ มันทำหน้าที่อยู่ทั้งวัน ตลอดวันตลอดเดือนตลอดปีตลอดอายุ. แต่เราไม่ได้ สนใจ, ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้รู้จักมัน, ไม่ได้จับเอาตัวมันมาดู, มันมีอยู่ทุกวัน ๆ ปัญหา เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ , จักขุ- วิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานะวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ, จักษุ- สัมผัสสะ โสตสัมผัสสะ ฆานะสัมผัสสะ ชิวหาสัมผัสสะ กายสัมผัสสะ มโนสัมผัสสะ ; จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : มันมีอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าไม่รู้ ไม่รู้สึกมัน ก็เหมือนกับไม่มี. ถ้าควบคุมสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ ความทุกข์ไม่มีโอกาสเกิด. อตัมมยตา ช่วยควบคุมได้, หย่าจากความยึดมั่นถือมั่นในอายตนิกธรรม. ข้อที่ ๖๔. อตัมมยตา ช่วยให้หย่าขาดจากวิญญาณฐิติทุกชนิด. คนที่เรียนนักธรรมโทมาแล้ว ก็คงจะได้เคยฟังมาแล้ว วิญญาณฐิติที่ไปเกิด, แล้วก็ที่สำคัญที่ยึดมั่นถือมั่นกันมาก. วิญญาณฐิติสำคัญมาก คือไปเป็นพรหม,
น.323 รูปพรหมนานาชนิด, แล้วก็ไปเป็นอรูปพรหม ๓ ชนิดข้างต้น : อากาสานัญจายตนภพ วิญญาณัญจายตนภพ อากิญจัญญายตนภพ. แล้วก็พรหมต่าง ๆ ที่เป็นรูปนี่ สำหรับตาม ความเชื่อ, พูดอย่างภาษาคนว่า วิญญาณจะไปเกิดที่นั่น, ยึดมั่นถือมั่นจะไปเกิดที่นั่น อย่างดี. หย่าขาดจากวิญญาณฐิติ ที่ที่จะไปเกิดอย่างดี ไม่เอากับมัน, กูไม่ต้องการ จะไปเกิด, ทำไมจะต้องไปเลือกที่เกิดอย่างดี อย่าสนใจกันนักกับเรื่องที่จะไปเกิด เพราะ กูไม่ต้องการจะเกิด. ข้อที่ ๖๕. หย่าขาดจากอุปธิของหนักทุกชนิด. อุปธิ แปลว่า ของต้องแบก ต้องหาม ต้องทูน, ของหนัก หรือ จะเรียกว่า ภาระ ก็ได้ แปลว่าของหนัก, ภาราหเว ปญฺจกฺขนฺธา – ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ . รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ ขันธ์ ๕ พอไปยึดเป็นตัวกู – ของกู ก็คือแบก มันก็ กลายเป็นของหนัก ก็เป็นอุปธิขึ้นมา . ของหนักที่สุดก็คือตัวกู, แต่คงไม่มีใครเชื่อ ใช่ไหม. เราจะบอกเขาว่า ของหนักที่สุดคือตัวกู หนักยิ่งกว่าภูเขาพระสุเมรุ เขาไม่ เชื่อดอก ตัวกูหนักที่ไหนเล่า, แล้วก็ไม่รู้อยู่ที่ไหนด้วย. นี่ของหนัก ภารา ห เว ปญฺจกฺขนฺธา รูปก็ได้ เวทนาก็ได้ สัญญาก็ได้ สังขารก็ได้ วิญญาณก็ได้, ตัวกู นั่นแหละ หนักกว่าภูเขาพระสุเมรุ หนักกว่าโลกทั้งโลก. หย่าขาดจากของหนัก อุปธิ หรือภาระ, อย่าให้มีของหนักมาทับลงบนจิตใจ, ภาระหนักแห่งชีวิตนั้นอย่าได้มีเลย ไปรู้จักมันเสียเถิด. ภาระหนักแห่งชีวิตนี้มันทรมานมากเกินไป, อย่าเอากับมันเลย. ข้อที่ ๖๖. หย่าขาดจากอาหารและปัจจัยทุกชนิด. นี้ก็คิดว่าตายแล้ว ๆ หย่าขาดจากอาหาร อาหารนี้ก็ไม่ได้แปลว่า สิ่งที่กิน เข้าไปทางปากอย่างเดียว, อะไรที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดของอันใหม่ขึ้นมา
น.324 เรียกว่าอาหารทั้งนั้น. อาหารคือ คำข้าว อาหารคือ ผัสสะ อาหารคือ เจตนา อาหารคือ กรรม, เป็นอาหารได้ทั้งนั้นเลย , ถ้ามันนำมาซึ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง. ถ้ามีอาหารแล้ว ต้องมีความทุกข์แหละ เพราะมันปรุงแต่งให้เกิดใหม่, ให้มันเกิดปัญหาขึ้นมา. ถ้าไม่มี อาหารก็คือไม่ยึดถือว่าเป็นอาหาร ไม่ยึดถือว่าอาหาร, ยึดถือว่าสิ่งเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย, กูไม่กลัวมึง กูไม่อยู่ใต้อำนาจของมึง หย่าขาดจากอาหาร แล้วก็ไม่ต้องตาย. ข้อที่ ๖๗. หย่าจากความทุกข์ทั้งปวง. นี่สรุปแล้ว ทุกข์กาย ทุกข์ใจ, ทุกข์ชนิดไหนเรียกว่าความทุกข์แล้วก็ หย่าขาด เพราะมือตัมมยตา ไม่ปล่อยให้จิตถูกปรุงแต่งเป็นยินดียินร้าย ไม่เกิดกิเลส ใด ๆ, โดยวิธีนี้ เลิกกัน หย่าขาดกัน จากความทุกข์ทั้งปวง. ข้อที่ ๖๘. หย่าขาดจากตัวเอง. นี้ที่คนเขาจะไม่ยอมรับ หย่าขาดจากตัวกู ก็คิดว่าตายเท่านั้น, ถ้าหย่าจาก ตัวเองก็คิดว่าตาย มันมีอุปาทานในตัวกู, มันยิ่งอยู่ ๆ ยิ่งอยู่อย่างเป็นของหนักเป็นภาระ หนัก, หย่าขาดจากอัตตาคือตัวกู, หย่าขาดจากอัตตนียาคือของกู. อัตตาคือตัวกู, อัตตนียาคือของกู, หย่ามันเสียทั้ง ๒ อย่าง โดยอตัมมยตาช่วยให้หย่าได้. ข้อที่ ๖๙. หย่าสุดท้าย หย่าจากปัจจัยทั้ง ๔ โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย. ปัจจัย ๔ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยเครื่องใช้ไม้สอย หยูกยาแก้เจ็บแก้ไข้, นี่เรียกว่าปัจจัยทั้ง ๔ เขากลัวกันนักว่ามันจะตาย ถ้าขาดปัจจัยทั้ง ๔. เดี๋ยวนี้มาพูดว่า หย่าขาดจากปัจจัยทั้ง ๔ นี้ ก็หมายความว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในปัจจัยเหล่านั้น, ความทุกข์เกิดมาจากการยึดมั่นถือมั่นในปัจจัยทั้ง ๔ นั้น. นี้
น.325 หย่าขาดหรือไม่ให้มันมีอำนาจเหนือจิตใจ แล้วมันก็ไม่ต้องตาย, เพียงแต่ ไม่อยู่ ใต้อำนาจบังคับของปัจจัยทั้ง ๔ ฺ นี้เรียกว่าหย่าขาดจากปัจจัยทั้ง ๔ ก็ไม่ให้ปัจจัย ทั้ง ๔ มาเป็นนายเหนือหัว, เดี๋ยวเรื่องกิน เรื่องนุ่งเรื่องห่มเรื่องอยู่อาศัย เรียงหยูกยา นี้มันบังคับ มันเป็นนายเหนือหัวมากเกินไป, อย่าให้มาเป็นนายบังคับกันมากนัก หรือไม่เสียเลย ตามธรรมดา อย่างนี้เกิดขึ้นก็ทำอย่างนี้, อย่างนี้เกิดขึ้นก็ทำอย่างนี้ แก้ไขไปโดยไม่ต้องไปบูชามัน เรียกว่าไม่บูชาปัจจัยทั้ง ๔ แล้วคนก็ไม่ต้องตาย, ไม่เป็น ทาสของปัจจัยทั้ง ๔ แล้วคนก็ไม่ต้องตาย เชื่อกันอย่างนี้. ข้อที่ ๗๐. เครื่องสะสางสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งอันตรายหรือความขลาดกลัว. นี้เป็นบาลีว่า สาสังกสัมมตา สปฏิภยา – เป็นไปเพื่อความหวาดระแวง เป็นไปเพื่ออันตราย. ต้องไปคิดดู จริงๆ นะ ไปสังเกตดู จริง ๆ นะ ว่าเรานี่แหละไม่ใช่คนอื่น เราแก่ขนาดนี้แล้ว มัน ยังมีการระแวงอยู่, ระแวงอยู่ว่าอันนี้จะทำอันตราย, อันนี้จะเป็น อันนี้จะตาย อันนี้จะเสีย อันนี้จะอันตราย, มันมีระแวงอยู่เสมอ ระแวงจนชิน อยู่ด้วย ความระแวง. ความระแวงนี้ถอนออกไม่ได้ ถ้าไม่มีอต้มมยตา ก็ระแวงอยู่อย่างนั้น แหละ, หวาดผวาระแวงสงสัยอยู่ว่าอันตราย, แต่แล้วก็ต้องทนอยู่ที่นั่นแหละ, แม้จะรู้สึก ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย มันไม่มีที่อยู่ที่ไหนมันก็ต้องทนอยู่ที่นี่ มันก็อยู่ในความระแวง ต่อสิ่ง ที่เป็นอันตราย, หรือเชื่อว่าจะเป็นอันตราย หรือว่าเป็นความกลัวที่สูงสุด ก็ระแวงว่า ความตายจะมาถึง, ความวิบัติวินาศจะมาถึง, ความตายจะมาถึง, นี้มันระแวง ๆ. ระแวง จนชิน จนเป็นใต้สำนึก ซ่อนอยู่ใต้สำนึก ; ถ้าเอาออกเสียได้ก็ดี, อตัมมยตาช่วยให้ หย่าขาดจากความหวาดระแวงอย่างนี้.
น.326 ข้อที่ ๗๑. อตัมมยตาเป็นเครื่องละอรูปธรรมขั้นสุดท้าย. บรรดาอรูปธรรม คือภพสูงสุดที่เป็นอรูป, ละจากกามก็ไปถึงรูป, ละจาก รูปก็ไปถึงอรูป, อรูปก็มีหลายชั้น. อรูปชั้นสุดท้าย ประเสริฐที่สุดหลงใหลกันนัก แต่ ยังไม่ใช่นิพพาน ละความยึดมั่นถือมั่นในอรูปอันสุดท้าย. เรื่องกามทั้งหลาย ก็หลาย เรื่องหลายอย่าง เข้าใจได้ละได้, เรื่องรูป รูปฌานทั้งหลายก็เข้าใจได้ละได้, พอถึงเรื่อง อรูปนี้ มัน ไม่ค่อยเข้าใจได้ มันยากมันละเอียดมันประณีต ก็ละไม่ค่อยได้, คือละ ยากก็ยังละได้. อรูปขั้นสุดท้ายคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ – ความสงบรำงับจน อย่างกับว่าตายก็ไม่ใช่ ไม่ตายก็ไม่ใช่ , อรูปอันสุดท้ายละเสียได้ด้วยอตัมมยตา. ข้อที่ ๗๒. อตัมมยตาเป็นเครื่องฆ่าอุปาทานทั้ง ๔. อุปาทานนี้เปรียบเหมือนงู, งู ๔ ตัว : ให้ผูกพันอยู่ในกาม –ความรัก ความพอใจด้วยกิเลส. ให้ผูกพันอยู่ด้วยทิฏฐิ – ความคิดความเห็นว่ากูเชื่ออย่างนี้ แล้วก็ไม่ยอม ละไม่ยอมเปลี่ยน ผูกพันอยู่ในทิฏฐิที่เชื่อจนเป็นนิสัยสันดาน ยืนยันอย่างนั้นไม่ยอมเปลี่ยน. แล้วก็ ในศีลพรต ไสยศาสตร์นั่นแหละ, ไสยศาสตร์ที่เคยเชื่อ เคยถือมา แต่เดิม ตั้งแต่เด็ก ๆ ยังไม่รู้ภาษีภาษาก็ยังถือกันอยู่จนเดี๋ยวนี้, นี่ก็เป็นอุปาทาน เรียกว่า ยึดมั่นในศีลวัตร ที่ไม่มีเหตุผล, ที่ไม่มีความถูกต้อง เรียกว่าไสยศาสตร์ก็แล้วกัน, เรื่องนี้ สำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ. ใครละไสยศาสตร์ได้นับว่าเก่งที่สุด, มันยังมีความกลัวมัน ไม่อาจที่จะละ พอจิ้งจกทักก็สะดุ้ง, น่าหัวหรือไม่น่าหัว พอจิ้งจกทักก็สะดุ้ง แล้วมัน ไม่อาจที่จะละ.
น.327 แล้วก็ละ อัตวาทุปาทาน – ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นเหตุให้พูดออกมา ว่าตัวกู ว่าของกู. นี่ก็ละอุปาทาน งู ๔ ตัว งูตัวหนึ่งผูกพันไว้ในกาม, งูตัวหนึ่งผูกพันไว้ใน ทิฏฐิ ความคิดความเห็น, งูตัวหนึ่งผูกพันไว้กับไสยศาสตร์ที่เคยยึดถือมาแต่อ้อนแต่ออก, งูตัวหนึ่งผูกพันไว้กับความยึดมั่นว่าตัวตนว่าของตน. ข้อที่ ๗๓. อตัมมยตาฆ่าตัวกูตัวสุดท้าย คือ ฆ่ามาตามลำดับ ๆ จนตัวกูที่ ละเอียด. ประณีตที่สุด ก็คืออันนั้นอีกแหละ เนวสัญญานาสัญญายตนะ. ตัวกูที่ละเอียด ที่ละได้ยากตัวสุดท้าย อตัมมยตาก็ฆ่าได้. ข้อที่ ๗๔. อตัมมยตาเครื่องป้องกันการเกิดอภิชฌาและโทมนัส. ข้อนี้ก็สำคัญมาก ปัญหา ต่าง ๆ เกิดจากอภิชฌาและโทมนัส เรียกเป็น บาลี ไม่น่ากลัวนะ, เรียกเป็นไทย ๆ นี้ก็เรียกว่า ยินดียินร้าย. สติปัฏฐานทั้งหลายพระ- พุทธองค์สอนให้เจริญก็เพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัส สติมา สมฺปชาโน วินยโลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ ที่สวดกันอยู่. ละอภิชฌาและโทมนัส คือ ละยินดี ละยินร้าย ละของคู่ : ละบวกละลบ, ละสุขละทุกข์ ละของคู่ทุกชนิด, อภิชฌามันจะเอา โทมนัสมันจะทำลาย เรียกว่ายินดีหรือยินร้าย. อย่ามีอภิชฌาอย่ามี โทมนัส วันหนึ่งมี ไม่รู้จะกี่ครั้ง, แม้แต่มด มาไต่นิดเดียวมันเกิดโทมนัสขัดใจแล้ว, แมลงหวี่มาตอมที่ตาหน่อยก็ขัดใจแล้ว โทมนัส, มันมีได้มากอย่างนี้อภิชฌาและโทมนัส, เดี๋ยวยินดีเดี๋ยวยินร้าย เดี๋ยวบวกเดี๋ยวลบ เดี๋ยว ดีใจเดี๋ยวเสียใจละด้วยอตัมมยตา.
น.328 ข้อที่ ๗๕. อตัมมยตาเป็นจุดเปลี่ยนภูมิชั้นของจิต ที่มีเป็นภูมิ ๆ. กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ กามาวจรภูมิก็มีหลายชั้น, รูปาว- จรภูมิก็มีหลายชั้น, อรูปาวจรภูมิก็มีหลายชั้น, เลื่อนภูมิเปลี่ยนภูมิ เลื่อนภูมิเปลี่ยนภูมิ ได้ด้วยอตัมมยตา ตามภูมินั้น ๆ. ข้อที่ ๗๖. อตัมมยตา-เครื่องตัดเสน่ห์ของรัชนียธรรม. รัชนียธรรม ชื่อเพราะดี ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดี แล้วแต่ มันจะอยู่ในขนาดไหน, คนโง่คนฉลาดนี้มันผิดกันมาก ยินดีต่างกันมาก เด็กแล้วก็วัยรุ่น แล้วก็หนุ่มสาวพ่อบ้านคนแก่ มีรัชนียธรรมต่างกันมาก, เด็ก ๆ ชอบกินกล้วย โตขึ้นมา หน่อยไม่ชอบกิน, พอแก่หัวหงอกก็ชอบกินอีก เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่ามันเปลี่ยนรัชนียธรรม อยู่เสมอ. ข้อที่ ๗๗. อตัมมยตา ตัดอหังการ มมังการ มานานุสัย นี่สูงสุดเลย ความเคยชินแห่งความยึดถือว่าตัวกูว่าของกู เคยชิน ๆ ที่จะพูดว่าตัวกู พูดว่าของกู, นี่ชิน จนเป็นธรรมดา. ความเคยชินที่จะเกิดความคิดว่าตัวกู – ของกูก็ชินเป็นธรรมดา ละได้ เป็นพระอรหันต์, ควบคุมได้เป็นอริยบุคคล, ไม่ควบคุมเลยเป็นปุถุชน. อหังการะมมัง- การะมานานุสัยชื่อยาวแต่มีความหมายดี ; อหังการว่าตัวกู, มมังการว่าของกู, มานานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดมานะยึดมั่นถือมั่น, ความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกว่าตัวกู – ของกู นี่ละได้ด้วยอตัมมยตา.
น.329 ข้อที่ ๗๘. ละเอกัตตอุเบกขาแล้วก็อยู่เหนือภพทั้งปวง. นี้มันกระโดดพูดไปถึงว่า มีอตัมมยตาขั้นสูงสุดเป็นอุเบกขาอารมณ์เดียว คือรูปฌาน ไปขั้นสุดท้ายกันแล้ว, แล้วก็ขึ้นเหนือภพทั้งปวง, เหนือความเป็นนั่นเป็นนี่ ทั้งปวง, นับประสาอะไรจะมาเป็นผัวเป็นเมีย เป็นพ่อเป็นลูก เป็นบ่าว เป็นนายกันอยู่ ที่นี่ เป็นตัวกูที่เกลี้ยงบริสุทธิ์แล้วมันก็ยังไม่ไหวยังไม่เอา มันเฉยมาได้ตามลำดับ. อุเบกขา เฉยอย่างนี้ได้ก่อนแล้วยังไม่พอ ก็เฉยอย่างนี้อีกสูงขึ้นไป ยังไม่พอ, เฉยอย่างนี้อีกสูง ขึ้นไป สูงขึ้นไปจนเฉยสุดท้าย ไม่เป็นตัวกูเลยโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรมาทำให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวกูเลย โดยประการทั้งปวง ข้อที่ ๗๙. เป็นการละภพโดยประการทั้งปวง. นี้ค่อนข้างจะพูดซ้ำ แต่มันไม่ซ้ำทีเดียว เพื่ออยากจะให้รู้ว่าภพ ๆ ๆ มีอยู่ เกือบจะทุกวินาที ความรู้สึกว่าตัวกูเป็นอะไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มันเป็นภพทั้งนั้น. ตัวกูมาวัด, ตัวกูมาฟังการบรรยาย, ตัวกูมานั่งอยู่ที่นี่, ตัวกูเข้าใจบ้าง ตัวกูไม่เข้าใจบ้าง, มีความคิดนึกเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกนั้น ๆ เรียกว่าภพทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องต่อ ตายเลย, นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่รู้กี่ภพต่อกี่ภพ. ความเป็นแห่งจิตใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าภพอย่างหนึ่ง, แล้วเป็น กันไม่รู้สักกี่ภพ เป็นภพไหนก็หนักอย่างภพนั้น เจ็บปวดไปอย่างภพนั้น, ขึ้นชื่อว่าภพ แล้วก็กัดหัวใจทั้งนั้น, จนพระพุทธเจ้าตรัสว่า เหมือนกับอุจจาระนิดหนึ่งก็เหม็น ภพ ความเป็นภพเท่าไรก็ตามใจ กัดหัวใจทั้งนั้น , หนักหัวใจทั้งนั้น. ทีอุจจาระแม้นิดเดียวก็ยัง เหม็นไปรู้เอาเองเถอะบางทีมันมีอุจจาระนิดเดียว มองไม่เห็นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนก็เหม็น แม้นิดเดียวก็ยังเหม็น, เช่นเดียวกับภพ ขึ้นชื่อว่าภพแล้วก็หนัก แล้วกัดหัวใจทั้งนั้น.
น.330 ข้อที่ ๘๐. ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับกิเลส ในลักษณะที่เรียกว่าเอาไม้สั้น ไปรันขี้. เขาพูดกันว่า ดับกิเลส ดับกิเลสนี่มันไม่มีความหมายมันโง่, กิเลสอยู่ที่ตรงไหน ไปดับที่ตรงไหนล่ะ, แล้วจะไปสู้กันกับกิเลสอย่างนั้นเหรอ กิเลสมันเอาตาย. นี่มันเหมือน กับว่าเอาไม้สั้นไปรันขี้ มันก็เลอะเอง, อย่าให้มันเกิดกิเลส อย่าให้มันเกิดกิเลส, อย่าให้ มันต้องรันด้วยไม้ยาวไม้อะไรก็ไม่ต้องรัน. ถ้ามีอตัมมยตาเสียอย่างเดียว แล้วมันอยู่ เหนือไปหมด มันไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับความทุกข์, ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับกิเลส, ไม่ต้องมีอาการที่เรียกว่า เอาไม้สั้นไปรันขี้ มันโง่ มันโง่เง่าเหลือประมาณ. รู้จักไม่ให้ เกิดจะเรียกว่ารู้จักหลบเลี่ยงก็ได้ ไม่ต้องเกิด, ความรู้ระดับอตัมมยตา ป้องกันให้ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับกิเลส, แล้วต่อสู้กันในลักษณะที่เรียกว่าเอาไม้สั้นไปรันขี้. ข้อที่ ๘๑. อตัมมยตาเป็นมารดาแห่งวิมุตติและนิพพาน. วิมุตติ หรือ นิพพานเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าหลุดพ้นมันก็นิพพาน หลุด พ้นไปจากความร้อนก็เย็นเป็นนิพพาน แล้วอตัมมยตานี้เครื่องให้เกิดวิมุตติและนิพพาน ปรากฏ. ที่ใช้คำว่า มารดา ๆ ในความหมายพิเศษ อตัมมยตามารดาแห่งวิมุตติและ นิพพาน มองเอาเองเถอะ ไม่ไปหลงติดในอะไร ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เป็นอะไรได้, มันก็ มีวิมุตติจากสิ่งนั้นแล้วก็เย็น เพราะไม่มีไฟจากสิ่งนั้น. ข้อที่ ๘๒. อตัมมยตาใช้เป็นนิพพานสำหรับชาวบ้านคือนิพพุติ เป็น ขณะ ๆ ไปทีเดียว. พอมีอตัมมยตา ตะเพิดว่า กูไม่เอากับมึงแล้วมันก็เย็นทันที, นิพพุติ แปล ว่าเย็นอกเย็นใจทันที. ถ้ารู้จักตะเพิด ออกไปเสียได้ กูไม่เอากะมึง จะเย็นทันที,
น.331 นิพพุติน้อย ๆ ขึ้นมาทันที เป็นนิพพานน้อย ๆ ขึ้นมาทันที อตัมมยตาเป็นเครื่องสร้าง นิพพาน หรือนิพพุติสำหรับชาวบ้านทั่วไป, ใครจะเย็นอกเย็นใจได้ ก็ต้องตะเพิดสิ่ง เลวร้ายในจิตใจนั้นออกไปเสีย. ข้อที่ ๘๓. สามารถที่จะมีนิพพานหรือนิพพุติกันที่นี่เดี๋ยวนี้ทันที. เชื่อกันว่านิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญจะเอาไปไหนล่ะ เอา ต่อตายแล้วจะเอาไปไหนล่ะ, แล้วเดี๋ยวนี้จะทนให้ไฟเผาอยู่อย่างนี้ ไม่เอากันเดี๋ยวนี้. มันต้องการเดี๋ยวนี้ ที่นี่เดี๋ยวนี้, ต้องการไฟออกไปเดี๋ยวนี้ ความเย็นเข้ามาที่นี่และ เดี๋ยวนี้ ถ้ารู้จักใช้อตัมมยตา แล้วจะมีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. เรื่องกูไม่เอากับมึงแล้ว โว้ย จับจิตเสียจนปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ จิตมันก็สงบเย็นเป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. ข้อที่ ๘๔. อตัมมยตาช่วยให้อยู่เหนืออารมณ์ร้ายทุกชนิด. นี่พูดจนรำคาญกันแล้วกระมัง อารมณ์ร้าย ๆ จำไว้เถอะอะไรบ้าง คิดเอาเอง ก็ได้, แต่ที่มันจะมองเห็นกันได้ง่ายๆ คือ ความรัก ก็อารมณ์ร้ายร้อนเป็นไฟ ความ โกรธ ก็อารมณ์ร้าย ร้อนเป็นไฟ ความเกลียด ก็อารมณ์ร้าย ร้อนเป็นไฟ ความกลัว ก็เป็นอารมณ์ร้าย ร้อนเป็นไฟ, ความตื่นเต้น อัศจรรย์ไปอย่างโง่เขลา ตื่นเต้น ๆ นี่ก็เป็นอารมณ์ร้าย, ความวิตกกังวล ที่ยังมาไม่ถึง ก็อารมณ์ร้าย, อาลัยอาวรณ์ ที่ ล่วงลับไปแล้ว ก็อารมณ์ร้าย, อิจฉาริษยา นี่อารมณ์ร้ายที่สุด ร้ายเผาผลาญตัวคนนั้น โดยที่ตัวผู้นั้นไม่รู้ ผู้ถูกอิจฉาไม่รู้, แต่ตัวผู้อิจฉาร้อนเป็นไฟจะตาย. ความอิจฉาริษยา ความหวงความหึง หวง หวงชีวิต หวงอะไร หวงหมด หึง เข้มข้น เข้ามา เป็นความหึง, หลวม ๆ เป็นความหวง, ร้ายร้อนทั้งนั้น แหละ, รวมกันเรียกว่า อารมณ์ร้าย
น.332 จะมีกี่ชนิดก็ไปนึกเอาเองเถอะ. นี่ยกตัวอย่างมาเพียงให้เห็นว่า นี่คืออารมณ์ร้าย, มีอตัมมยตาแล้วมันไม่เกิด แล้วมันระงับได้ทันที, มีอตัมมยตาระงับอารมณ์ร้ายได้ ทันที, ไม่ต้องต่อสู้กันล้มลุกคลุกคลานอะไร. ขอให้ฝึกฝนอตัมมยตาไว้ให้เพียงพอ ให้รวดเร็วเข้มข้น เพื่อจะขจัดปัดเป่าให้ทันทีเหมือนกับปิดสวิตช์ไฟ, อารมณ์ร้าย ทั้งหลายจะออกไปทันที เมื่อรู้จักใช้อตัมมยตา. ข้อที่ ๘๕. อตัมมยตาคือสิ่งที่ต้องมี ควรมี ต้องมีในชีวิตประจำวัน. ถ้าจะให้ชีวิตประจำวันเป็นที่พอใจเยือกเย็นเป็นสุขแล้ว ก็มีอตัมมยตาใช้อย่าง คล่องแคล่ว, ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีและควรมีในชีวิตประจำวัน. ข้อที่ ๘๖. ใช้กับการมีของรักไปพลาง แก้ปัญหาไปพลาง. ข้อนี้หมายความว่า ทุกคนต้องมีของรัก, อย่าอวดดี คนชนิดไหนก็ตามมัน ต้องมีของรัก, ไม่รักอย่างนั้นก็รักอย่างนี้ก็รักอย่างโน้น เรียกว่าของรัก. ทุกคนมันต้อง มีของรักแล้วใช้อตัมมยตามีของรักไปพลางแก้ปัญหาไปพลาง ก็หมายความว่า อย่าให้ของรัก มันกัดเอา มันมีเท่านั้นแหละ, มีของรักไปพลาง แต่อย่าให้มันกัดเอา, แก้ปัญหา ไปพลาง แล้วก็อย่าให้มันกัดเอา. ถ้ามันทนไม่ได้ มัน จะต้องมีของรัก แล้วก็ ต้ องมี ด้วยอตัมมยตา อย่าให้มันกัดเอา, มิฉะนั้นมันจะกัดเอาถึงกระดูก มันก็เสียหายหมด แหละ. ข้อที่ ๘๗. อตัมมยตาใช้กับการลืมเรื่องที่ควรลืมได้ทุกเรื่อง. เรื่องบางเรื่องเราอยากจะลืม มันลืมไม่ลง มันลืมไม่ลง อยากจะลืมไม่อยาก จะเก็บไว้ในใจ มันก็ลืมไม่ลง, มันก็มารบกวนอยู่ที่นั่น. อตัมมยตาเข้ามาจะลืมเรื่องนั้นได้
น.333 เรื่อง "กูไม่เอากะมึง" รู้จักใช้อตัมมยตาในเรื่องที่รบกวนหัวใจ เหลือเกิน ลืมไม่ลง มีความหมายมากเกินไปจนลืมไม่ลง, ต้องเอาอตัมมยตามาช่วยลืม. ข้อที่ ๘๘. เอ้า, มาถึงยุคปรมาณูแล้ว. มนุษย์ในโลกยุคปรมาณูกำลัง ต้องการอตัมมยตาอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้สึกตัว. อยู่ในโลกยุคปรมาณู ที่เจริญด้วยวัตถุเหลือประมาณนี้, ต้องการอตัมมยตา อย่างยิ่ง แต่มันเอามาไม่ได้แล้วไม่รู้สึกตัว. ยุคปรมาณูนี้มันมีปัญหาเต็มไปหมดเต็มไป หมด ไม่รู้จักกี่ทิศทางอุตสาหกรรมก็ดี อะไรก็ดี เรื่องอวกาศ เรื่องนิวเคลียร์, เรื่อง อะไรต่างๆ นี้ทำให้เกิดปัญหาทั้งนั้นแหละ, มันทำให้ต้องการมาก ผูกพันกันมาก หลีก ไม่พ้นที่จะต้องกระทบกระทั่งถึงกัน, มีลูกหลงอยู่เรื่อยไม่ว่าไปที่ไหน. ถ้าอยู่ในโลกยุค ปรมาณูนี้ต้องมีอตัมมยตา จะป้องกันได้ หรือจะสลัดทิ้งออกไปได้ หรือว่าถ้าถูกกันแล้วก็ ไม่เจ็บปวดไม่รู้สึกอะไร คือไม่มีความตาย. ข้ อที่ ๘๙. ถึงเวลาแล้วที่อตัมมยตา ควรจะมาหาพวกเรา. เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจ ข้อนั้นไม่เป็นประมาณ, แต่เวลามันถึงแล้วยุคนี้ ที่อตัมมยตาควรจะมาหาพวกเรา, มาอยู่กับพวกเรา, มาคุ้มครองพวกเรา. มาเถิดอตัมมยตา อตัมมยตามีคุณค่าจนถึงกับว่า เราจะต้องร้องว่ามาเถิด ๆ อตัมมยตา โดยเฉพาะในยุคปรมาณู นี้ ที่จะวินาศด้วยปรมาณู เพราะความเห็นแก่ตัว. ข้อที่ ๙๐. อตัมมยตาต้องมี คือว่า ไม่อาจจะหลุดพ้นจากปัญหาใดๆ ถ้าไม่มีอตัมมยตา. ปัญหาทางกาย ปัญหาทางวัตถุ ปัญหาทางจิต ปัญหาทางวิญญาณ, ปัญหา ใด ๆ ถ้าไม่มีเครื่องสลัดออก คืออตัมมยตาแล้ว มันรบกวน, มีอตัมมยตาแล้วจะอยู่นอก
น.334 ๓๐๘ อตมมยตา เหนือการเบียดเบียนของปัญหา. ปัญหานี้ไม่ใช่คำถามที่ตอบไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งรบกวน ที่ทำอันตรายให้เดือดให้ร้อนให้ทนอยู่ไม่ได้, สิ่งที่ทำให้ทนอยู่ไม่ได้นั่นแหละ สิ่งนั้นคือ ปัญหา, อตัมมยตาเข้ามาก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องทน. ข้อที่ ๙๑. อตัมมยตาไม่เป็นที่รู้จักกัน แม้ในพรหมโลกชั้นสุดท้าย. พรหมโลกชั้นสุดท้าย คือ แนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่เป็นที่รู้จักกัน, พวกพรหมเหล่านั้นก็ยังจะมีตัวกูอยู่เสมอ ไม่เป็นที่รู้จักกันแม้ในชั้นสูงสุดของพรหม คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะมันมีตัวตน เพราะมันมีม่านควันแห่งตัวตน, อวิชชาแห่งตัวตนบังเอาไว้, มันเพิกออกไม่ได้. ข้อที่ ๙๒. อะไร ๆ จะเป็นธัมมิกะขึ้นมาได้ ก็ต้องเพราะมือตัมมยตา. ธัมมิกะ แปลว่า ประกอบด้วยธรรม เรียกอีกทีว่า สัมมา สัมมา แปลว่า ถูกต้อง ถ้าสัมมาก็ถูกต้อง, ถ้าถูกต้องก็ เป็นธัมมิกะ คือประกอบไปด้วยธรรม. เดี๋ยวนี้เรายังไม่ทำอะไรให้เป็นธัมมิกะหรือสัมมา, แม้แต่จะรักษาศีลก็ไม่เป็นสัมมา, ให้ทานก็ยังไม่เป็นสัมมา, ถ้าเป็นสัมมาเป็นธัมมิกะ. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ต้องเป็น วิเวกนิสสิตํ - น้อมไปเพื่อวิเวก, วิราคนิสฺสิตํ - น้อมไปเพื่อวิราคะ, นิโรธนิสสิตํ - น้อมไปเพื่อนิโรธ, แล้วก็ โวสฺสคุดปริณามี - น้อมไปเพื่อสละลงเพื่อดับสนิท. ทีนี้ให้ทานของเรานั้น เพื่ออย่างนี้หรือ เพื่อวิเวก เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ, หรือว่าให้ทานเพื่อจะเอาสวย เอารวย เอาตัวกู-ของกูที่ดีขึ้นไป ทานชนิดนี้ไม่สัมมา ไม่ธัมมิกะ ไม่ประกอบ ไปด้วยธรรม. ศีลก็เหมือนกัน รักษาศีลเพื่อแลกเอาสวรรค์, รักษาศีลเพื่อดีเพื่อเด่น เพื่อดังอย่างนี้ ไม่สัมมา, แม้แต่ธรรมะอื่น ๆ ปัญญาก็ดี สมาธิก็ดี วิริยะความเพียรก็ดี อะไรก็ดีทุกข้อแหละ, ถ้ามันไม่น้อมไปเพื่อวิเวก เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ เพื่อ
น.335 โวสสัคคะ แล้ว ไม่เป็นสัมมาดอก . ฉะนั้นที่เรามีๆอยู่ไม่เป็นสัมมา ศีลไม่เป็น สัมมา จึงไม่นำมาซึ่งความสงบ ยึดมั่นถือมั่นแต่สิกขาบทๆไม่มีศีล ไม่มีความสงบนั่นไม่เป็นสัมมา ไม่เป็นธัมมิกะ. ข้อที่ ๙๓. มีอุปมาเหมือนผลไม้ที่สุกงอมแล้วมันก็หล่นเอง. ถ้าเรามีอตัมมยตาถึงที่สุดแล้ว ความทุกข์จะหล่นเองเหมือนผลไม้ที่สุกงอม ผลไม้ที่สุกงอม แล้วไปไหนมันต้องหล่น, ถ้ามีอตัมมยตาถึงที่สุด ความทุกข์มันหล่นเอง เหมือนผลไม้ที่สุกงอม. ข้อที่ ๙๔. ถ้ายังไม่มีอตัมมยตาก็หมายความว่ายังติดอยู่ในภพ ภพใด ภพหนึ่ง. มีความเป็นอย่างนั้นมีความเป็นอย่างนี้ มีความเป็นบิดา มีความเป็นมารดา อย่างนี้ก็มิใช่เล่น, ใครอวดดี ความยึดถือว่าเป็นบิดามารดา มีอยู่จนเป็นวาระสุดท้าย ตาย ไปละไม่ได้. ความรักความหวงอะไรก็ตาม, ความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นบุตรภรรยา สามี ในเศรษฐีในขอทานมันก็ละไม่ได้, ไม่มีอตัมมยตาอยู่เพียงใด มันก็ละภพนั้น ๆ ไม่ได้. ข้อที่ ๙๕. อตัมมยตามีขอบเขตแห่งการใช้ให้เป็นประโยชน์อย่าง มหาศาล. อตัมมยตามีการใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ใช้อย่างไรก็ได้ มหาศาล ทีเดียวไม่รู้จักจบจักสิ้น ; ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์, ถ้าไม่รู้จัก ใช้ไม่เป็น ก็เหมือนกับไม่มี. ขอให้ใช้ให้เป็นเถอะ จะมีแก้วสารพัดนึก ใช้อะไรก็ได้ โดยอตัมมยตา.
น.336 ข้อที่ ๙๖. อตัมมยตามีประโยชน์และคุณค่ามหาศาล. ข้อก่อนว่ามีขอบเขตแห่งการใช้มหาศาล ข้อนี้ว่ามีประโยชน์คุณค่ามหาศาล, ประโยชน์ตั้งแต่เล็กนิดเดียวขึ้นไปจนถึงพระนิพพาน เพราะมีอตัมมยตา, ประโยชน์ชนิด ไหนก็ตาม ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ความสุขหรือความเกื้อกูลทุกชนิด. ข้อที่ ๙๗. อตัมมยตามีลักษณะแห่งความสูงสุดประเสริฐสุดมหาศาล. สูงสุด ประเสริฐสุดอย่างไม่มีอะไรจะสูงสุดประเสริฐสุดกว่า สูงสุด เป็นธรรมะสูงสุด. พระพุทธเจ้าก็เคารพธรรมะ, อย่าลืม ๆ ธรรมะคือกฎที่จะดับความทุกข์ได้ หรือกฎที่ ความทุกข์จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วจะดับได้อย่างไรนั้น คือธรรมะ, มีอตัมมยตาแล้ว มันก็ดับทุกข์ได้ มีความประเสริฐสูงสุดมหาศาล. เอ้า, จะจบแล้วนะฟังให้ดีนะ ข้อที่ ๙๘. อตัมมยตา ทำให้อยู่เหนือการ ช่วยเหลือของพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง. เอ้า, พูดด้วยใจจริงกัน ใคร ใคร เดี๋ยวนี้ ใครอยู่เหนือความช่วยเหลือของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ผีสาง พระเจ้าใครไม่ต้องการ, ใครยังต้องการความช่วยเหลือจากพระ เจ้าจากเทวดา ผีสาง ศักดิ์สิทธิ์ โชคเคราะห์ มันยังไม่มีอตัมมยตาอย่าอวดดีไป. ต่อเมื่อ มีอตัมมยตาจึงจะเบ่งได้ ว่าเดี๋ยวนี้กูไม่ต้องการแล้ว ความช่วยเหลือของพระเจ้า ของเทวดา ผีสาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องการ, เพราะฉันไม่มีตนที่จะต้องการ. อตัมมยตาทำให้อยู่ เหนือการช่วยเหลือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระเจ้าหรือเทพเจ้าอะไรต่าง ๆ ไม่ต้องการ ช่วยเหลือจากสิ่งที่เคยต้องการให้ช่วยเหลือ, เดี๋ยวนี้ฉันอยู่ในฐานะที่ไม่ต้องการความช่วย เหลือเสียแล้วโว้ย.
น.337 ข้อที่ ๙๙. อตัมมยตาทำให้ถึงความไม่ต้องการพระพุทธเจ้า ไม่ต้อง การพระธรรม, ไม่ต้องการพระศาสนา. บ้าหรือยัง ? ฟังดูมันน่ากลัวใช่ไหม ? อตัมมยตาทำให้เราอยู่นอกเหนือความต้องการ พระพุทธเจ้า พระ- ธรรม พระศาสนา : ถ้าเรายังไม่หลุดพ้นเรายังต้องการความช่วยเหลือของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระศาสนา, ถ้าอตัมมยตาเป็นไปสูงสุดหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์แล้ว มันไม่ต้องการนี่ มัน ไม่ต้องการจะดับทุกข์ มัน ไม่มีความทุกข์จะดับ มันไม่มีปัญหา มันจะต้องการพระพุทธเจ้าทำไมล่ะ. นื่อตัมมยตาช่วยให้ขึ้นไปถึงเหนือความต้องการที่จะ ให้พระพุทธเจ้าช่วย, ให้พระธรรมช่วยพระศาสนาช่วย. เดี๋ยวนี้เพราะเรายังมีความทุกข์, เรายังต้องการให้พระพุทธเจ้าช่วย ธรรมะช่วย ศาสนาช่วย แต่ถ้าสิ้นทุกข์ดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์แล้ว จะช่วยอะไรเล่า มันไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา ไม่มีความเดือดร้อน. อตัมมยตาช่วยถึงขนาดนี้, ช่วยให้พ้นจากความต้องการความช่วยเหลือ, ไม่ต้องการความ ช่วยเหลือ. เอ้า จบนะ ข้อสุดท้ายระวังให้ดี ข้อที่ ๑๐๐. อตัมมยตาทำให้พระพุทธ ศาสนาขึ้นถึงยอดสุดแห่งศาสนาทั้งปวง. อตัมมยตาทำให้พระพุทธศาสนาขึ้นถึงยอดสุดแห่งศาสนาทั้งปวง ไม่มีศาสนา ไหนเทียม, ไม่มีศาสนาไหนเสมอ, ไม่มีศาสนาไหนเปรียบได้. ศาสนาอื่น ๆ ไม่ขึ้นมาถึงนี่ คือไม่ละตัวตนให้หมดสิ้นนั่นแหละ. พุทธศาสนาสูงสุดกว่าศาสนาใด ๆ เพราะมีหลัก อตัมมยตาสำหรับศึกษาเล่าเรียน, สำหรับปฏิบัติ, สำหรับได้ผลของการปฏิบัติ, ไม่มีใคร เทียมเท่า.
น.338 เอ้า จบ ๒ ชั่วโมงแล้วนะนี่ พอดี ๒ ชั่วโมงนี้เกือบจะไม่มีเสียงพูดแล้ว แต่ มันต้องพูดให้หมดร้อยข้อพอดี. บทช่วยจำ ทำความเข้าใจแม่นยำ เกี่ยวกับอตัมมยตา ร้อยข้อ ให้มากกว่านี้ก็ได้, แต่เดี๋ยวคนจะโกรธเอา ร้อยข้อมันก็เหลือประมาณแล้ว. สรุปกันได้ง่ายๆ ว่า มัน ทำให้หลุดพ้นจากสิ่งผูกพัน คือความทุกข์ทั้ง ปวง, ให้สามารถขึ้นถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์จะพึงได้พึงถึง, ทำให้หมดปัญหาทุกชนิด ทุกเวลา ทุกสถานที่, ไม่ว่าที่ไหนไม่ว่าเวลาใด ไม่มีปัญหาเหลืออยู่เลย. อตัมมยตาขับไล่ออกไป หมด ปัญหาหรือต้นเหตุแห่งปัญหา, ความทุกข์หรือต้นเหตุแห่งความทุกข์, อะไร ๆ ก็ตาม ที่เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา, อตัมมยตาขับไล่ออกไปหมด. ฉะนั้นขอให้สนใจเถอะ มันคุ้มค่าคุ้มเวลา สมกับที่เรียกว่าเพชรเม็ดสุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว มันเป็นเพชรเม็ดสุดท้ายแล้ว ที่ดึงออกมาจากที่มันหลงซ่อนอยู่ใน พระไตรปิฎก เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, เป็นเนื้อเป็นตัวของพุทธศาสนา, เป็นสิ่งที่ ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า. เป็นสิ่งที่ทำให้พุทธศาสนาเป็นพุทธศาสนา, มิฉะนั้น แล้วโลกเรานี้ก็จะติดตันอยู่แค่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, อาจารย์คนสุดท้ายของ พระพุทธเจ้าสอนได้เพียงเท่านั้น, พระพุทธเจ้าท่านออกมาสานต่อขึ้นไปสูงสุดแล้วก็สอน สูงสุด คืออตัมมยตา ละเสียซึ่งภพสุดท้ายภพสูงสุด เป็นเอกัตตอุเบกขา แล้วยัง ละเสียอีกทีหนึ่ง. นี้ก็เหนืออุเบกขา. ก็พูดมามากแล้วจนไม่มีแรงจะพูดแล้วก็ต้องจบ, แต่ว่าขอฝากไว้ไปคิด ไป คิดเถอะไม่เสียเวลา เอาไปคิดเถอะเรื่องนี้ร้อยหัวข้อนี้ คิดเล่น ๆ วันละข้อสองข้อ, เอามา
น.339 ถกมาเถียงมาล้อกันเล่นก็ได้ วนละข้อสองข้อ ก็จะเจริญด้วยอตัมมยตา จะอยู่เหนือปัญหา ทั้งปวง, จะได้ถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา, ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระ พุทธศาสนาด้วยกันจงทุกคน. การบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย, เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย มีข้อความส่งเสริมกำลังกาย กำลังจิต กำลังสติ ปัญญา, ให้สามารถปฏิบัติในอตัมมยตายิ่ง ๆ ขึ้นไป ในกาลบัดนี้ .
Buddhadasa