Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑ — ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.557 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นการเริ่มภาคใหม่ คือ ภาควิสาขบูชา. ในภาคที่แล้วมา เราได้บรรยายถึงเรื่องปรมัตถสภาวธรรม รวม ๑๓ ครั้ง ; เป็นที่สังเกตเห็นได้ว่า ในหนึ่งภาคคือ ๓ เดือนนั้น จะมี ๑๓ วันเสาร์เป็นส่วนใหญ่.สำหรับคราวนี้ก็เป็นภาควิสาขบูชา ๓ เดือน ซึ่งก็จะมี ๑๓ วันเสาร์เช่นเดียวกันอีก; นี้ขอให้ถือว่า วันนี้เป็นวันแรก หรือเป็นการบรรยายครั้งแรก ของภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ นี้ ซึ่งจะขึ้น เรื่องใหม่ ชุดใหม่ โดยจะให้ชื่อว่า "ไกวัลยธรรม"

น.558 เพียงได้ยินแต่ชื่อ ท่านทั้งหลายก็คงจะงง คงจะสงสัย, บางคนก็ไม่ เคยได้ยินด้วยซ้ำไปว่าอะไร ? เดี๋ยวก็จะได้วินิจฉัยกันในส่วนนั้น. [ปรารภเหตุของการบรรยายวันเสาร์ ]. เราควรจะปรารภกันถึงประโยชน์ ของการบรรยายในวันเสาร์ เป็น การทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เริ่มภาคใหม่ บางคนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ว่า บรรยายวันเสาร์นี้บรรยายทำไมกัน ? ถ้ายังจำได้ก็จะนึกได้ว่า ส่วนสำคัญนั้น ต้องการจะให้พุทธบริษัทรู้เรื่องที่ควรรู้ ไม่งมงาย อย่างที่กำลังงมงายอยู่เป็น ส่วนใหญ่ ; เพราะว่า ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง สิ่งที่ควรจะได้ยินได้ฟัง ซึ่งบางทีก็ มีชื่อแปลกออกไป หรือถึงกับมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป, ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ควรจะรู้ขึ้น ไปตามลำดับ จึงจะสมกับการที่เป็นพุทธบริษัท ; การบรรยายในวันเสาร์ มุ่งหมาย ในส่วนนี้ยิ่งกว่าอย่างอื่น. ขอให้ทำในใจต่อไปในข้อนี้ว่า เพื่อจะเขยิบ ฐานะ ของความเป็นพุทธบริษัททั้งในส่วนวิชาความรู้ และทั้งในส่วนการปฏิบัติ ; ส่วนผลของการปฏิบัตินั้นย่อมจะตามมาเองโดยสมควรแก่สัดส่วนของการปฏิบัติ. ดังนั้น เราจะต้องพูดกันวันเสาร์ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเพียงพอสำหรับการยก สถานะของพุทธบริษัท. .... ..... .... .... สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. ทีนี้ก็จะได้กล่าวถึง สิ่งที่เป็นหัวข้อสำหรับการบรรยายในภาคนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" ; สิ่งที่มีชื่อแปลกประหลาดนี้ ที่จริงมันก็ไม่ควร

น.559 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๓ จะแปลกประหลาด, ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ ตลอดเวลา และ มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง และก็จะต้อง มีอยู่หลังสิ่งทั้งปวงด้วย ; นี้เรียกว่าพูดภาษาธรรมดาสามัญที่สุดแล้ว. ท่านทั้งหลายลองนึกเอาเอง ว่าถ้ามันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีอยู่ก่อนสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงหมด ก่อนสิ่งใดทั้งหมด แล้วมันก็ยังมีอยู่จนกระทั่งบัดนี้ แล้วมันก็ จะมีเหลืออยู่ หลังสิ่งทั้งปวงหมดอีกเหมือนกัน แล้วมันควรจะเป็นอะไร ? ตามที่ ได้ยินได้ฟังมาแล้วในพระพุทธศาสนานี้ ควรจะได้แก่สิ่งใด ? คือว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่ง ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงไป ไม่รู้จักสิ้น ไม่รู้จักหมด มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงแล้วจะอยู่หลัง สิ่งทั้งปวง จนกว่าสิ่งทั้งปวงจะกลับมาอีก มันก็ยังอยู่. สิ่งทั้งปวงจะเปลี่ยนแปลงสูญหายไป มันก็ยังเหลืออยู่, ให้สิ่งทั้งปวง กลับมาอีก มันก็ยังอยู่ และ อยู่อย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง . ลองทายเดาดูเอาเอง ว่า ควรจะเรียกว่าอะไร ? หรือเคยได้ยินได้ฟังมาว่า เรียกว่าอะไร ? ถ้าผู้ที่เคยฟังเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เข้าใจ คงจะเดาออก, ว่าสิ่งนั้นเรียก ในที่นั้นว่าอะไร ? แต่ถ้าฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาทแล้ว ลืมหมดแล้ว มันก็เลิกกัน เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น ได้บรรยายแล้วตั้งแต่ปีกลายโดยละเอียด. เอาละ, ทีนี้เป็นอันว่า เราจะตั้งต้นกันใหม่ก็ได้ เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีชื่อแปลกประหลาดนี้ว่า "ไกวัลยธรรม". ในชั้นแรก มานึกถึงคำว่า "ไกวัลยธรรม" พอได้ใจความก่อน. คนที่ อ่านหนังสือหรือกาพย์กลอนมาก คงจะอ่านพบสักครั้งหนึ่งกระมังว่า ไกวัลย์,

น.560 ทั่วไกวัลย์ นั่นน่ะคือคำว่า ไกวัลยะ ; แต่คำว่าไกวัลย์ในภาษาไทยชนิดนั้น มันมีเนื้อความไม่หมด มันแคบนิดเดียว. ทั่วไกวัลย์ คล้าย ๆ กับว่าทั่วประเทศ ทุกหนทุกแห่ง ไม่ยกเว้นที่ไหน ; แต่แท้จริงคำว่าไกวัลย์นั้น มันมากกว่านั้น จนไม่มีคำจะพูดให้ครบถ้วนได้เหมือนกัน จึงต้องค่อยๆ ศึกษาไป, และเราอาจจะ ต้องพูดกันถึง ๑๓ ครั้ง ด้วยคำ ๆ นี้เพียงคำเดียว คือคำว่าไกวัลย์นี้ มันจะหมาย ถึงอะไร ? ถ้าเป็นภาษาบาลี ก็ชินกันอยู่กับคำคำนี้ว่า เก-ว-ล ; เก วะ ละ แปลว่า สิ้นเชิง ก็มีความหมายแต่เพียงว่า สิ้นเชิงหรือหมดสิ้นไม่มีอะไรเหลือ, ก็มีความหมายที่แคบนิดเดียว. คำว่า เก วะ ละ มันมีความหมายมากกว่านั้น ซึ่งก็จะต้องพูดพร้อมกันไป เพราะมันเป็นคำเดียวกันกับคำว่า ไกวัลย์ ไกวัลยะ หรือ เก วะ ละ ก็ตาม เป็นคำคำเดียวกัน. เราเคยได้ยินแต่คำว่า ทั้งหมด ทั้งสิ้น หรือสิ้นเชิง หรือทั่วไป นั้นเป็นภาษาธรรมดา, ภาษาพูดตามธรรมดา ; ถ้า ภาษาธรรมะ มันมีความหมายกว้างขวางมาก. ทีนี้จะบอกว่า ในปทานุกรม คำว่า เก วะ ละ หรือไกวัลยะนี้นัยะทีแรก เช่นที่มาใน คาถาที่ ๘ ของอภิธานปทีปีกา เ ป็นต้น ก็หมายถึง นิพพาน คำว่า เกวละ แปลว่าสิ้นเชิง หรืออย่างเดียวนั้น มันหมายถึงนิพพาน ส่วนที่มาในคาถาอื่น ที่แสดงความหมายไม่จำกัดนั้น มันแปลได้หลาย อย่าง : เก วะลัง สิ้นเชิงหรือทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ แปลว่าความ เต็มไปหมด ไม่มีที่ ว่าง อย่างนี้ก็มี, แล้วแปลว่า ความเดี่ยวโดดที่สุด อย่างนี้ก็มี, แปลว่า ความแบ่ง แยก ซอยถี่ยิบละเอียดออกไปเลยก็มี, แล้ว ความแข็ง เป็นตุ้น เป็นก้อนก้อนเดียว

น.561 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๕ ก็มี, ความไม่รู้จักพอ คือจะเอาอะไรมาใส่ให้เท่าไร มันก็ไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอ อย่างนี้ก็มี. นี่ลองคิดดูว่า มันจะยุ่งหัวสักเท่าไร ถ้าจะพูดไปตามตัวหนังสือเหล่านี้ ; แต่เราก็ต้องค่อยทนฟัง คิดนึก ศึกษากันต่อไป ในวันหลัง ๆ. ในวันนี้ต้องการแต่จะให้รู้เพียงข้อเดียว ว่า "สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้ง ปวง" ; หมายความว่า การบรรยายในครั้งนี้, ตลอดทั้งครั้งนี้จะพูดกันถึง ความหมายของคำว่า "สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง" เป็นชื่อของการบรรยายตอนนี้. แต่แล้วก็ อย่าลืมว่า ถ้ามัน มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แล้วมันต้องเก่งขนาด ที่ มีอยู่ตลอดไป แล้วอยู่หลังสิ่งทั้งปวง แล้ว สิ่งทั้งปวงกลับมาอีก มันก็ อ ยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวงอีก กระทั่งมัน อยู่ตลอดไป จนกระทั่ง เหลืออยู่หลังสุดท้ายของสิ่งทั้งปวงอีก ; จะเป็นอย่างนี้เรื่อยไป. เก - วะ - ลัง นั้น คือ สายที่ยืดยาว ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่าไกวัลยะ ภาษาสันสกฤต, เรียกว่า เก วะ ละ เป็นภาษาบาลี. ทั่วไกวัลย์ นั้น มันต้องทั่วอย่างนี้ ; แต่หนังสือคำกลอนของคนที่ไม่รู้จักสิ่งนี้แต่ง แล้วมัน ก็หมายแค่ไกวัลย์ใกล้ ๆ นี้เองว่า ทั่วแผ่นดินทั่วโลก ทั่วอะไรทำนองนี้. ส่วนคำว่า " ไกวัลย์” นั้น มันไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร ? ที่ตรงไหน ? มัน มี อยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร ? มันไม่มีจุดตั้งต้น ว่าก่อนสิ่งทั้งปวงนั้น ก่อนเมื่อไร ? แล้วมันอยู่หลังสิ่งทั้งปวงก็อีก ; มันก็ไม่มีจุดตั้งต้นว่า มันอยู่หลัง ได้อย่างไร ? เพราะสิ่งทั้งปวงมัวแต่เวียนไปเวียนมา : เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ในสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยะนั้น.

น.562 ขอให้เข้าใจ ความหมายโดยสังเขปของสิ่งนี้ ไว้อย่างนี้ก่อน แล้ว ก็จะค่อย ๆ เห็นว่า มันเป็นอะไร, จนมันเป็นอะไรกันแน่, จะบัญญัติความหมาย ว่าอย่างไร ? ท่านจึงบัญญัติความหมายไว้มากมาย จนตีกันเองยุ่งไปหมด ; เช่น ความหมายคู่แรกว่า ความเต็ม ทั่วไปหมด ไม่มีที่ว่างเว้น, แล้วก็ ความโดดเดี่ยว เต็มไปหมดไม่มีที่ว่างเว้น มันก็เป็นลักษณะหนึ่งของไกวัลย์ ; แล้วความโดดเดี่ยว ก็หมายความว่า มันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะว่ามันไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ไม่มี อะไรแตะต้องได้. แล้วก็ ความแยกได้ละเอียด แหลกไปหมด มันก็แยกได้ ; แต่แล้ว ความเป็นก้อนเดียว ตุ้นเดียว แข็งเป๊กนี้มันก็เรียกได้. แล้ว ความไม่รู้จักเต็ม เอาอะไรมาใส่ให้ ก็ไม่เต็ม ไม่รู้จักพอ ; เหมือนกับเอาอะไรมาให้กินมันก็กินหมด อย่างกับไฟอย่างนี้ เอาเชื้อเพลิงมาใส่ เท่าไร มันก็กินหมด ไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อเพลิง. สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย์นี้ก็เหมือน กัน จะเอาสิ่งทั้งปวงมาใส่ลงไปเท่าไรมันก็ไม่รู้จักพอ มันก็ไม่รู้จักเต็ม ; ความ เป็นอย่างนี้เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" คือเรื่องที่จะพูดกันวันนี้. . . . . . . . . . . . . . . . . ศึกษา ในข้อที่ว่า "มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง". ทีนี้พูดใน แง่แรกที่จะศึกษา ก็คือว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ใช่มีอยู่อย่างสิ่งทั้งปวง. สิ่งทั้งปวงมิได้มีอยู่จริง เพราะ

น.563 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๗ เดี๋ยวมันเกิดขึ้นแล้ว มันตั้งอยู่แล้ว มันหายไป, มัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ หายไป, นี้เรียกว่าสิ่งทั้งปวง หรือสังขารทั้งปวง. แต่สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย์" นั้น ไม่ เป็นอย่างนั้น; การมีอยู่ของมัน จึงไม่เหมือนกับการมีอยู่ของสิ่งทั้งปวง หรือ สังขารทั้งปวง. นี่ เราเตรียมที่จะศึกษา เข้าใจ รู้จัก สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ; นี่คือหัวข้อย่อ ๆ ของเรื่องที่เราจะพูดกันตลอดภาควิสาขบูชานี้. ทีนี้ก็คงจะมีผู้สงสัย หรืออยากจะทราบบ้างว่า ทำไมจะต้องไปรู้จักสิ่งนี้ ให้มันเสียเวลา ให้มันยุ่งยาก, หรือว่ามันจะมีประโยชน์อะไร ? ข้อนี้มันเป็นเรื่องที่ตอบยาก บางคนก็ไม่อาจจะรู้อะไรมากไปกว่าแต่ที่ จะรู้ว่าเปิบข้าวเข้าปากอย่างไร ; นี่ รู้เท่านี้ก็พอ. แต่ บ างคนต้องการจะรู้ มาก ไม่มีที่สิ้นสุด กระทั่งไปรู้ว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ในฐานะ เป็นสิ่งที่เหมือนกับเป็นรากฐาน พื้นฐานของสิ่งทั้งปวง. สิ่งทั้งปวงออกมา จากสิ่งนั้นได้ ไม่ทำให้สิ่งนั้นหมดสิ้นไป, หรือว่าสิ่งทั้งปวง จะแตกสลายลงไป ในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะไม่รู้จักเต็ม มันพร่องก็ไม่เป็น มันเต็มก็ไม่ได้; มันมี ลักษณะอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไร ? ยกตัวอย่างว่า สิ่งนี้มันมีอยู่ตลอดเวลา กระทั่งบัดนี้ แล้วมันก็อยู่หลังเขา ทั้งหมด. เดี๋ยวนี้เรากำลังร้อน แล้วก็บ่นว่าร้อน อากาศมันร้อน ; ถ้าใคร สามารถจะเอาความร้อนออกไปเสียได้, ถ้ามีอะไรเหลืออยู่เอาออกไปเสียอีก, ต้นเหตุแห่งความร้อนก็เอาออกไปเสียอีก; ที่สุดมันก็จะเหลือแต่ไกวัลย์ที่ว่านี้ แล้วเราก็จะหายร้อน. นี่ใครสามารถเอาความร้อน และเหตุของความร้อน ซึ่ง เป็นเพียงสิ่งทั้งปวง ที่เป็นสังขารออกไปเสีย, ออกไปเสียให้ได้ แล้วจะมี อะไรเหลืออยู่ ? มันก็คือไม่ร้อน.

น.564 นี่ถ้า สิ่งทั้งปวงมันไม่เที่ยง เอาออกไปเสียได้ มันก็ จะ เหลือแต่สิ่งที่เที่ยง , ถ้าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ มันก็เอาออกไปเสียได้ มันก็เหลือแต่ไม่ทุกข์ ไม่มีความทุกข์. ถ้าว่าสิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน เอาออกไปเสียได้ มันก็จะเหลือแต่สิ่งที่มี ลักษณะเป็นตัวตน; แต่ข้อที่ใครจะเรียกว่าตัวตน หรือไม่เรียกว่าตัวตนนั้น มันอีกปัญหาหนึ่ง. นี้กล่าวแต่ในแง่ที่ให้เห็นว่า สิ่งนี้มันจะต้องตรงกันข้าม กับสิ่งทั้งปวงเสมอไป จึงควรจะรู้จักสิ่งนี้ ซึ่งมันตรงกันข้ามจากสิ่งที่มันรบกวน บีบคั้น หรือทรมานเรา. ท่านต้องนึกถึงสิ่งนี้ หรือต้องการจะ ศึกษาถึงสิ่งนี้ ในฐานะที่มันเป็น สิ่งที่ตรงกันข้ามจากสิ่งที่มันเป็นข้าศึกแก่เรา เช่นว่า ความทุกข์มันเป็นข้าศึก แก่เรา ก็มีสิ่งนี้เท่านั้น ที่จะไม่เป็นข้าศึกแก่เรา. ฉะนั้นจึงถูกต้องแล้ว ที่ในปทานุกรมท่านบัญญัติ คำแปล ของคำว่า เก-วะ-ละ นี้ไว้ว่า นิพพาน ; แต่เมื่อสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร อีก ก็ยากที่จะเข้าใจความหมายต่อ ๆ กันไป กระทั่งถึงคำว่า ไกวัลยะ เป็นต้น. ที่จริงคำว่า นิพพาน, นิพพาน, นี้ก็แปลว่า ดับหมดแห่งสิ่งที่ปรุงขึ้นมา หรือความร้อน มันก็เย็นอีกเหมือนกัน. ทีนี้ ไกวัลยะ แท้จริงนั้น เมื่อเอาสิ่งทั้งหลายออกไปเสียหมด มันก็ เหลือแต่สิ่งนี้ซึ่งก็ไม่ร้อนอีกเหมือนกัน. นี่ไป ๆ มา ๆ ก็จะไป เป็นสิ่งเดียวกัน ที่เรียกว่า อสังขตะ หรือ นิพพาน หรือ สุญญตา ก็แล้วแต่จะเรียก.

น.565 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง นี่จะน่าศึกษาหรือไม่น่าศึกษา ? ก็ขอให้ลองคิดดู. หรือว่าถ้าเรารู้ เรื่องนี้ ความเป็นพุทธบริษัทของเราจะค่อยน่าดูขึ้นบ้าง หรือไม่ ? ก็ไปคิด เอาเองก็แล้วกัน ; ความเป็นพุทธบริษัทของเรา มันกำลังอยู่ในฐานะที่ตกต่ำ คือมันหลับ; เมื่อพุทธะแปลว่า ตื่น แล้วเรามันก็หลับอยู่เรื่อย ; มันจะมี ความเหมาะสมอย่างไร ?. เราจะต้องทำให้มันตื่น จึงจะสมกับคำว่า "พุทธะ" คือ ตื่นไม่หลับ. เอาละ, เราดูกันไป ทีละนิดทีละหน่อย จนกว่าจะรู้จักสิ่งนี้ ในแง่ที่ กล่าวว่ามันมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง, และมันจะมีประโยชน์ในข้อที่ว่า เราจะได้รู้จัก สิ่งที่มีหรือที่เป็น อยู่ตลอดเวลา และตลอดสถานที่ทั้งปวง. มันมีอยู่ตลอดเวลา และมีอยู่ตลอดพื้นที่ คือ space ทั้งปวง, แล้วมัน ยังเป็นตัวเวลา และเป็นตัว space ทั้งปวงที่นั้นด้วย ; แต่เราไม่มอง หรือว่าไม่ ศึกษากัน ในแง่ของวิทยาศาสตร์ธรรมดาสามัญ จะมองกันในแง่ของธรรมะ : ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ ก็วิทยาศาสตร์อย่างธรรมะ อย่างพุทธบริษัท เพื่อให้รู้ว่า มันมีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หรือเป็นอยู่ตลอดเวลา และตลอดเนื้อที่ทั้งปวง ไม่ยก เว้นอะไร. คำว่า "เวลา" มันก็ แสดงความไม่มีที่สิ้นสุด อยู่แล้ว นี้เข้าใจง่าย. ถ้าว่า "เวลา" นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เราจะคาดคะเนเอาด้วยความโง่ก็ได้ ว่า "เวลา" นี้ไม่มีที่สิ้นสุด, ถึงจะคาดคะเนเอาด้วยปัญญา สติปัญญา มันก็เห็นได้ว่า มันไม่มีที่สิ้นสุด.

น.566 ทีนี้เมื่อพูดถึง พื้นที่ ถ้าเราเอากันแต่ "พื้นที่" ที่เรารู้สึกได้ มันก็ อาจ จะสิ้นสุด ; เช่นว่า โลกนี้, แล้วก็อยู่ในสุริยจักรวาลนี้, แล้วก็มีสุริยจักรวาล อื่น ; รวมกันหมดนั้นแล้ว เราออกไปไม่ได้ เราคำนวณไปไม่ถึง อย่างนี้ก็เรียก ว่ามันนิดเดียว. ไกวัลย์ นั้นมัน มากกว่านั้น จะเรียกว่า สามหมื่นโลกธาตุ คือ สามหมื่นระบบสุริยจักรวาล หรือสามหมื่นอะไรก็สุดแท้ มันก็ยังไม่หมด มันยัง มากกว่านั้น. นั่นแหละ ขอให้เข้าใจโดยประมาณ หรือโดยอนุมานว่า มันมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่ตลอดเวลาและตลอดพื้นที่ และมันเป็นตัวสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาและ ตลอดพื้นที่. ที่ว่า "สิ่งทั้งปวง" มันอาศัยสิ่งนี้ มันก็เพียงแต่ว่า ได้มาปะทะเข้ากับ สิ่งนี้ ก็เกิดปฏิกิริยาอะไรขึ้นมา แล้วก็เป็น "สิ่งทั้งปวง" ; แต่ว่าไม่ได้ทำให้สิ่ง นั้นร่อยหรอไป. เรารู้จักแต่สิ่งที่ไปกระทบแล้วเกิดขึ้น แล้วตั้งอยู่ แล้วดับไป แล้วร่อยหรอไป แล้วก็นั่งร้องไห้ นั่งหัวเราะอยู่ เฉพาะแต่อาการของสิ่งใหม่ ๆ นี้ ทั้งนั้น ; ฉะนั้นถ้าเรารู้จักสิ่งนี้กันบ้าง ก็เรียกว่าหูตาคงจะสว่างขึ้นบ้าง สมกับ ความเป็นพุทธบริษัท. .... .... .... .... มนุษย์จะเป็นมิตรกันหมด ถ้ารู้จัก "ไกวัลย์" ทีนี้อยากจะพูดเอาเปรียบหน่อย โดยพูดต่อไปว่า ถ้ามนุษย์รู้จัก สิ่งนี้ เข้าถึงสิ่งนี้บ้าง ตามสัดส่วนแห่งสติปัญญาของตนแล้ว มนุษย์นี้จะเปลี่ยนแปลง

น.567 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๑๑ ไปมากทีเดียว, คือมนุษย์จะเข้าใจซึ่งกันและกัน ในทางที่จะเป็นมิตร มีความ เมตตาต่อกัน ไม่ข่มเหงกัน ไม่มุ่งร้ายกัน เหมือนอย่างมนุษย์ในโลกเวลานี้ : แบ่งกันเป็นพวก ๆ หมายมั่นแต่ที่จะทำลายกัน, แบ่งเป็นประเทศนั้น เป็นประเทศ นี้ เป็นของเรา เป็นของเขา คอยแต่จะแสวงหาประโยชน์ของตนเอง โดยไม่คิด ถึงผู้อื่น, หรือว่าทำลายผู้อื่น ก็ยังเห็นว่าเป็นการถูกต้องอยู่นั่น ; เพราะมันไป เห็นของนิดเดียว ว่ามีค่ามากมายสูงสุด. แต่ถ้ามันไปเห็นของที่ใหญ่โตกว่านั้น มากมายเหลือประมาณ มีค่ามากมายเหลือประมาณแล้ว มันก็คงจะหายโง่ในสิ่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือว่ายึดมั่นในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้. นี้เรียกว่าจะทำให้มนุษย์ เปลี่ยนไปมากทีเดียว ถ้ามาเกิดรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยะ" นี้ขึ้นมา. หรือว่าถ้าเกิด เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยะ" นี้แล้ว ยัง จะทำให้ ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ เข้าใจซึ่งกันและกัน และ มองกันและกันด้วย มิตรภาพ คือด้วยสายตาของมิตรภาพ. เดี๋ยวนี้แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา, ศาสนานั่นแหละ มองกันด้วยสายตา แห่งยักษ์มาร ศัตรู ข้าศึก มุ่งจะทำลายกันในระหว่างศาสนา ; แม้แต่ศาสนา เดียวกัน ก็ยังมุ่งทำลายระหว่างนิกายกัน เป็นอย่างนี้ทุกศาสนา ยิ่งปรากฏชัด ยิ่งขึ้นทุกที ; ขออย่าให้ต้องออกชื่อเลย มันกระทบกระเทือน. แต่ก็จะเข้าใจ มองเห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า กำลังมุ่งมาดคิดร้ายกันระหว่างศาสนา แล้ว ในหนึ่ง ศาสนาที่แยกกันเป็นนิกาย ๆ ก็มุ่งมาดคิดร้ายกันในระหว่างนิกาย. แต่ถ้าหากเป็นไปได้ว่า คนเหล่านั้นเกิด รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยะ คือ ความเป็นอันเดียวกันทั้งหมดนี้จริงๆ แล้ว ศาสนาก็จะเลิกเป็นข้าศึกแก่กัน, Boo

น.568 หรือว่านิกายส่วนย่อยของศาสนา ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะเข้าใจสิ่ง ๆ หนึ่งตรงกัน หมด ระหว่างบุคคล ระหว่างนิกาย ระหว่างศาสนา, หรือว่าถ้าจะมีโลกอื่นอีก มันก็ระหว่างโลก ระหว่างทุกอย่างไปเลย ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่มันอาศัยอยู่ บนสิ่งที่เรียกว่า สิ่งเดียว คือ ไกวัลยะ นี้. หรือจะพูดกันอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเกิด เข้าถึงไกวัลยะ นี้แล้ว คำพูดอื่น ๆ จะไม่เป็นหมัน เหมือนที่พูดกันอยู่เดี๋ยวนี้แล้วเป็นหมัน ; เช่นว่าเข้าถึงธรรม อย่างนี้ ถ้าไม่เข้าถึงไกวัลยะนี้แล้ว ป่วยการที่จะพูดว่า "เข้าถึงธรรม" หรือว่าจะ พูดว่า "เข้าถึงพระเจ้า เป็นอยู่กับพระเจ้า" อย่างนี้ก็ป่วยการ, ถ้าไม่เข้าถึงสิ่งสิ่งนี้ ไม่มีเวลาที่จะอยู่กับพระเจ้า หรือเป็นอันเดียวกับพระเจ้า ถ้าไม่เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ หรือบางพวกที่เขาถือ อัตตา ตัวตน มีอาตมัน มีปรมาตมัน ก็อย่างเดียวกันอีก ; ถ้าไม่เข้าถึงสิ่ง ๆ นี้ ก็ไม่มีทางที่จะเรียกว่าเข้าถึงปรมาตมัน เป็นต้น. นี่มันจะทำให้ความมุ่งหมายของศาสนาทุกศาสนา หรือทุกลัทธิของ มนุษย์ ที่จะถือหลักเกณฑ์ของตนอย่างไรนั้น ได้เป็นความมุ่งหมายที่มีความจริง มีประโยชน์. พุทธบริษัทเราเมื่อรู้จักสิ่งนี้ ก็คือ รู้จักพุทธศาสนาจริง ; ถ้า พุทธบริษัทรู้จักสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้ ก็คือ จะรู้จักพุทธศาสนาจริง, จะ ไม่ยกหูชูหางอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้มีพุทธบริษัท ที่ตั้งตัวเป็นนักปราชญ์เป็นผู้รู้นี่ เที่ยวยกหูชูหาง ว่าศาสนาพุทธเท่านั้นถูก ศาสนาอื่นผิด หรือว่าศาสนาอื่นไปได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่ที่โคนต้นไม้ หรือตีนเขา ศาสนาพุทธเท่านั้นไปได้สุดยอด ; อย่างนี้มันก็ พูดได้ ถ้ามองกันในวงจำกัด. แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้ง ถึงสิ่งที่เรียกว่าไกวัลย์ นี้แล้ว

น.569 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๑๓ มันก็ ไม่มีทางที่ว่า จะไปดูถูกคนอื่น อย่างนั้นได้ ; เพราะสิ่งนี้มันจะมีอยู่ ทั่วไป ในที่ทุกแห่ง ในทุกเวลา คือ ในทุกศาสนา นั่นเอง. เพราะฉะนั้นถ้าพุทธบริษัท เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าเกวะละ หรือ ไกวัลย์ นี้แล้ว ก็จะง่ายขึ้น มากทีเดียว ที่จะเข้าถึงสุญญตา หรือจะเข้าถึงนิพพาน หรือ จะเข้าถึงอสังขตธรรมอย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นเหตุผลตัวอย่าง หรือตัวอย่างแห่งเหตุผล ว่าเรา ควรจะสนใจ กับสิ่ง ๆ นี้ ในฐานะที่ว่า มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ได้เอง ตลอดอนันตกาล แล้ว อนันตเทศ. อนันตกาล คือ เวลาอันไม่สิ้นสุด, อนันตเทศคือพื้นที่อันไม่สิ้นสุด, หรือราวกับว่า มันเป็นมารดาแห่งสิ่งท้ำปวง. สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นลูก เป็น หลาน เป็นเหลน ที่ออกมาจากสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยะนี้ เรียกว่ามันเป็นแม่ ; ถ้า เป็นธรรมะก็เป็นธรรมะแม่ นอกนั้นมันเป็นสิ่งที่ออกมาจากแม่ แล้วก็ไม่มีโอกาส จะใหญ่โตเป็นแม่ได้ ; เพราะว่าแม่มันเป็นแม่เสียเองคนเดียวเรื่อย คือไกวัลย- ธรรม ; นอกนั้นก็เป็นเพียงเหมือนกับว่า ฟองน้ำที่เกิดจากผิวน้ำ เมื่อลมมา กระทบ มันจะเกิดขึ้นชั่วคราว แล้วมันก็ดับไป มันจะกลายเป็นตัวน้ำไปไม่ได้. ถ้าจะเรียกสิ่งนี้ว่าธรรม ก็เรียกว่าไกวัลยธรรม แล้วก็เป็นเหมือนกับ ธรรมแม่, ธรรมะแม่ เป็นที่ออกมาแห่งธรรมะลูกทั้งหลาย แล้วก็ดับหายไป- ดับหายไป-ดับหายไป ; ส่วน ธรรมะแม่นี้ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง. ถ้าจะเรียกว่า พระเจ้า ก็ต้องเล็งถึงสิ่งนี้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง ; สิ่งทั้งปวงออกมาจากสิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้ตั้งอยู่. นี่ถ้าว่าพวกฮินดูเขา

น.570 เรียกของเขาว่าปรมาตมัน ; มันก็คือตัวใหญ่ ตัวเดียวทั้งหมด ในเวลาอันไม่ สิ้นสุด ในพื้นที่อันไม่สิ้นสุด. ถ้าใครเข้าถึง ก็เรียกว่าเข้าถึงพระเจ้าจริง ๆ, เข้าถึงธรรมะจริง ๆ. ถ้า มนุษย์รู้จักสิ่งนี้แล้ว มนุษย์จะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้หมด. เดี๋ยวนี้ มนุษย์ไม่รู้จักสิ่งนี้ จึงได้เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น เห็นแก่ตัว สร้างปัญหา ขึ้นมาในโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วก็คิดว่าจะแก้ แล้วแก้ได้แค่ ไม่รู้จะเปรียบด้วย อะไรดี แค่ผิวหนังก็ยังมากไป. มนุษย์แก้ปัญหาของมนุษย์ได้แค่ผิวหนังมันก็ ยังมากไป; มันเหมือนกับไม่ได้แก้อะไร แล้วบางทีก็จะเป็นโรคมากขึ้นอีก เพราะว่ามนุษย์เดี๋ยวนี้ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้นไปอีก. ขอให้ฟังให้ดี ไม่มีทางจะแก้ได้ เว้นไว้แต่จะมารู้จักสิ่งนี้กันเสียเท่านั้น คือ รู้จักธรรมะให้จริง ให้ถูก ให้ตรง ให้ถึงที่สุด แล้ว จิตใจมันจะเปลี่ยนไป เอง จากการที่จะเป็นผู้เห็นแก่ตัว แล้วสร้างปัญหานานาชนิดขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ที่เรียกว่า มนุษย์ นั้น มันยังไม่ใช่มนุษย์ อย่างมากก็ เป็นเพียง สักว่าคน มีความรู้สึกเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น ; แล้วมันก็สาละวนอยู่แต่เพียงเท่านั้น มันไม่มี อะไรมากไปกว่านั้น. มนุษย์อุตส่าห์เรียน ก็เพื่อจะได้เงิน หรือได้กำลังปัจจัยแห่ง การซื้อ ที่เรียกว่าเงิน, แล้วมัน ก็มาสร้าง มาหา มาสะสมสิ่งที่จะให้ความ เอร็ดอร่อยแก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็มีเท่านี้, มันมีเพียงเท่านี้ ; แล้ว มนุษย์จะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้อย่างไร.

น.571 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ยิ่งโลภมาก ก็ยิ่งมีความทุกข์มาก , ยิ่งยึดถือมาก มัน ก็ยิ่งมีความ ทุกข์มาก. เดี๋ยวนี้มันแสวงหามา เก็บรักษาไว้ บริโภคอยู่ด้วยความยึดถือ ทั้งนั้น ; ดังนั้นจึงเป็นความทุกข์. นี้ก็ เป็นปัญหาส่วนตัว แล้วมันก็ ขยาย ออกไป เป็นปัญหาส่วนของสังคม คือระหว่างบุคคลกับบุคคลเรื่อยออกไป ; อย่าง ที่ทะเลาะวิวาทกันอยู่ในระหว่างสังคม หรือว่ารวมกันเป็นหมู่ใหญ่ ๆ เป็นประเทศ ชาติ เป็นค่ายประชาธิปไตย หรือค่ายคอมมูนิสต์ อะไรก็สุดแท้ ก็ ล้วนแต่ยื้อ แย่ง สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าเขาไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในที่นี้ ซึ่งเราจะเรียกว่าไกวัลยธรรม คือ ธรรมที่จะเป็นทั้งหมดของ ทุกสิ่ง ที่จะแก้ปัญหาได้สำหรับมนุษย์. พระศาสดาทรงทราบเรื่องนี้ทั้งหมด แต่ทรงเอามาสอนเฉพาะที่จำเป็น อย่างที่ทรงเปรียบเทียบไว้ด้วยอุปมา ว่ามาสอนนี้เท่ากับใบไม้กำมือเดียว ที่รู้แล้ว ไม่ได้สอน ไม่ได้เอามาบอกนั้น เท่ากับใบไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วไปในป่า; ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวไว้ชัดว่า พระองค์ทรงสอนอะไรบ้าง ซึ่งเราจะได้พูดกันต่อไป. เดี๋ยวนี้พูดพอให้เห็นว่า มันมีความสมควรแล้ว มีความจำเป็นแล้วที่จะรู้เรื่องนี้ คือเรื่องไกวัลยธรรมนี้. ความหมายของคำ "ไกวัลยธรรม" . ต่อไปนี้ก็จะได้พูดถึง "ตัวสิ่งนั้น" ให้โดยเจาะจงยิ่งขึ้นไปอีก ว่ามันคือ อะไร ? บางคนอาจจะปิดหูปิดตาเสียแล้วก็ได้ว่า คำว่า "ไกวัลยธรรม" นี้ภาษาอะไร

น.572 ก็ไม่รู้, ในพุทธศาสนาก็ไม่ค่อยจะได้ยินได้ฟัง, ได้ยินบ้างก็แต่ว่าเกวลังหรือ เกวะละ. ไกวัลยะ นี้มัน เป็นภาษาสันสกฤต แล้วจะเป็นพุทธศาสนาได้อย่างไร. เรื่องภาษานี้ มันไม่สำคัญ ความหมายนั่นแหละสำคัญ. พุทธ- ศาสนานี้ก็มีทั้งอย่างบาลีและอย่างสันสกฤต ; ฉะนั้นใครจะชอบคำว่าไกวัลยะก็ได้ ชอบคำว่าเกวะละก็ได้ แต่โดยเหตุที่ภาษาไทยเราทั้งหมดอิงภาษาสันสกฤต ถ้า อย่าลำเอียงและอย่าหลับหูหลับตาเกินไป ขอให้ไปทดสอบดูคำแต่ละคำทุกคำ ใน ปทานุกรมแห่งภาษาไทยแท้ จะเห็นว่าอิงภาษาสันสกฤตทั้งนั้น ; เช่นธรรม ร. หันไม่ใช่ ธัมม มม เป็นต้น. ภาษาที่ปรุงแต่งขึ้นใช้ในภาษาวรรณคดีชั้นสูง เป็นภาษาสันสกฤตทั้งนั้น ; เดี๋ยวนี้ก็ใช้รูปสันสกฤตว่าไกวัลยะ แทนคำว่าเกวละ มันก็ดีอยู่แล้ว. ทีนี้จะดูต่อไปว่า มันมีอยู่ตรงไหน ? ร่องรอยของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลย- ธรรมนี้ มันมีอยู่ที่ตรงไหน ในพระไตรปิฎก เป็นต้น ? นี้ก็จะต้องขอย้อน กลับไปถึงคำที่กล่าวเมื่อตะกี้นี้ว่า ถ้าไม่ลืมเรื่อง อิทัปปัจจยตาเสียแล้ว ก็จะนึกได้ว่าตรงไหนเป็นต้น. ในพระไตรปิฎกนั้น ถ้า จะสำรวจดูก็จะพบว่า พระพุทธภาษิตที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า อุปปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ อย่างนี้แล้ว จะพบว่า มีอยู่ ๒ ชุด : ชุดหนึ่ง ก็เล็งถึง ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ชุดหนึ่ง ก็เล็งถึงอิทัปปัจจยตา คือปฏิจจสมุปบาท. อย่างเมื่อตะกี้นี้ พระสงฆ์ทั้งหลายก็ได้สวดนำเรื่องนี้ไปแล้ว ฟังหรือไม่ฟังกัน, แล้วก็เข้าใจคำนั้นหรือไม่ ? นี้ก็เอามาพูดกันอีกทีหนึ่ง ให้เข้าใจ

น.573 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๑๗ เมื่อเข้าใจข้อความ แห่งพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ก็จะพบ ร่องรอย ของ สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ที่มีอยู่ในพระพุทธภาษิต และ ในคัมภีร์ของพระ พุทธศาสนา. ขอให้คอยสังเกตดูให้ดี พระบาลีนั้นว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตลาดตานํ ซึ่งแปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะพระ ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ตาม พระตถาคตทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ; ฐิตา ว สา ธา ตุ - ธรรมธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว, ธมฺมฺฏฐิตตา ธมฺมนิยามตา - ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นธรรมดาแห่งธรรม เป็นกฎตายตัวแห่งธรรม. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ติ ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น นี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้อีกอย่างหนึ่งก็ว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ, อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ - ภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุที่ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ตาม ตถาคต ทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม, ฐิตา ว สา ธาตุ - ธรรมธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั้นเที่ยว, ธมฺมฏฐิตตา - เป็นความตั้งอยู่แห่งธรรมดา, ธมฺมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวแห่ง ธรรมดา. อิทปฺปจจยตา คือความเป็นอิทัปปัจจยตา - ได้แก่ความที่เมื่อสิ่งนี้ สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น, อวิชฺชา ปจฺจยา สังขารา ติ - ว่าเพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงเกิดขึ้น, ดังนี้เป็นต้น. ที่นี้สำหรับคำนี้ ก็มี ความหมายไกลออกไป ที่พูดว่า เป็นการตั้งอยู่ แห่งธรรมดา เป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, เป็นอิทัปปัจจยตา คือกฎที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี. นี้เรียกสรุปเสียใหม่ว่า ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา - ความไม่เป็นไป โดยประการอื่น, อิทปฺปจฺจยตา - แต่จะเป็นไปตามอิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อ มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จะเกิดขึ้น.

น.574 นี้คือ ร่องรอย ของสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" ที่มีอยู่ในพระพุทธ ภาษิตในพระพุทธศาสนา. ขอให้นึกทบทวนไปถึงข้อความตอนต้นที่ว่า พระพุทธเจ้าหรือพระตถาคตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม, จิตา ว สา ธาตุ - ธรรมธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว. ตัวพระบาลีแท้ ๆ ใช้คำว่า ธา - ตุ เฉย ๆ ว่า ธาตุ, ธา-ตุ หรือธาตุ ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั้นเที่ยว, พระพุทธเจ้าจะได้เกิดขึ้นก็ตาม จะไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว. " นี้เป็นเครื่องแสดงว่า ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด หรือพระพุทธเจ้าจะเกิดแล้ว หรืออะไรก็สุดแท้ ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั้นเที่ยว; ธาตุนั้นเรียกเต็มความหมายหน่อย ก็ว่าธรรมธาตุ หรือธรรมะธา - ตุ แล้วขยายออกไปจนเป็นธัมมัฏฐิตตา, ธัมมนิยามตา, อิทัปปัจจยตา, ตถตา, อวิตถตา, อนัญญูตา เป็นต้น ; ล้วนแต่เล็งถึงความที่มีสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างเป็นกฎตายตัว เป็นของตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้, แล้วก็มีอยู่โดยไม่คำนึงถึงว่า พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้น. นี่คือความหมายที่ว่า "มีอยู่ก่อนสิ่งใด" ถ้าพระพุทธเจ้ามิได้เกิดขึ้น ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ หรือรู้จักสิ่งนี้ ก็ไม่ได้เอามาพูดกัน ; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นมิได้มี. เดี๋ยวนี้พอบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ก็เป็นอันว่า ท่านรู้ลึกไปจนกระทั่งรู้จักสิ่งนี้ ท่านก็เอามาพูดมากล่าว มาสอน มาบอก มาบัญญัติ มาประกาศเปิดเผย ก็ทำให้เป็นของเข้าใจง่ายขึ้น. นี้ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ว่าพระตถาคตเหล่านั้นได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น ; เพราะท่านได้ยืนยันแล้วว่า ตถาคตจะเกิดหรือไม่เกิด นี้ไม่สำคัญ สิ่งนี้มันมีอยู่แล้วเที่ยว, พระบาลีมีอยู่ว่า ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม อย่างนี้ .

น.575 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๑๙ ทีนี้อยากจะให้คิดนึกให้กว้างออกไปอีกหน่อย ว่า คำว่า "ตถาคต" นั้น มิได้แปลว่า พระพุทธเจ้าอย่างเดียว คือรวมเอาพระพุทธเจ้าเข้าไว้ด้วย; ถือเอาตาม ความหมาย แห่งตัวอักษรนี้เลยว่า "มาอย่างไร ไปอย่างนั้น" หรือว่ามาอย่างนั้นไปอย่างนั้น ; ฉะนั้นก็ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย. เมื่อสัตว์ทั้งหลายมันก็มี มาอย่างสัตว์ ไปอย่างสัตว์ เกิดมาอย่างสัตว์ ตายไปอย่างสัตว์ ; เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายชื่อว่า "ตถาคต" อย่างนี้ปทานุกรมภาษาบาลีก็ยอมรับ แปลคำว่า "ตถาคต" ว่า "สัตว์ทั้งหลาย" อย่างนี้ก็มี, คือว่าไปเหมือนที่มา มาเหมือนที่ไป นี้คือสัตว์ทั้งหลาย. นี้ ถ้าจะให้เลยเถิดออกไปกว่านั้น มันก็ว่า สิ่งใดมีความเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเองแล้วก็เรียกว่าตถาคตได้ทั้งนั้น : ไปอย่างไร ไปอย่างนั้น, มาอย่างไร มาอย่างนั้น , ก็ได้ทั้งนั้น. นี่มันจะทำให้ได้ความไกลออกไปถึงกับว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันจะเกิดดับอยู่อย่างไร ตามลักษณะของมัน ตามกฎเกณฑ์ของมัน, ฐิตา ว สา ธาตุ - ธาตุนั้นจะยังอยู่อย่างนั้น, จะตั้งอยู่แล้วอย่างนั้น ; นี่แหละคือไกวัลยธรรม. มันจะตั้งอยู่อย่างนั้นอย่างไม่ดูหน้าใคร ไม่ฟังเสียงใคร ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอะไร, ว่าให้ตถาคตทั้งหลาย คือสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ปรุงแต่งกันไปเถอะ นี้มันก็จะอยู่แต่อย่างนี้. นี่คือความเป็นอย่างเดียวของมัน เป็นอย่างนี้. ความมีลักษณะประหลาด ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะแบ่งแยกซอยออกไปให้ละเอียดก็ได้, แล้วก็เป็นดุ้นเดียวแข็งไม่แบ่งออกได้, อย่างนี้ก็พูดได้ ; หรือว่าอยู่เต็มที่ไปหมดในที่ทุกหนทุกแห่งก็ได้, หรือว่าอยู่โดดเดียวก็ได้, แล้วแต่จะเล็งกันในแง่ไหน.

น.576 ทีนี้เมื่อพูดถึงคำว่า ฐิตา ว สา ธาตุ มันก็ขยายความออกไป เป็นธรรม- ธา-ตุ คือธรรมธาตุ แล้วธรรมธาตุนี้ขยายความออกไปเป็น ธมฺมฎจิตตา ธมฺม- นิยามตา กระทั่งสรุปกลับเข้ามาให้สั้นที่สุดว่า ตถตา - ว่าอย่างนั้น, ความเป็น อย่างนั้น, หรืออวิตถตา -ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา -ความ ไม่เป็นอย่างอื่น คืออิทัปปัจจยตา คือ กฎตายตัวที่ว่าอิทัปปัจจยตา -เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น. ฉะนั้นขอให้เล็งดูว่า ท่านหมายถึงอะไร ที่เป็นตัวประธานของคำพูด เหล่านี้ ? ที่เป็น ตัวประธาน แห่งประโยคเหล่านี้ จะเห็นได้ทันทีว่าเป็นตัวกฎ คือสิ่งที่เรียกว่า กฎนั้นเอง มีความหมายสำคัญมาก. มันตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นกฎ ธมฺมฏฺจิตตา ก็ดี ธมฺมนิยามตา ก็ดี อิทปฺปจฺจยตา ก็ดี ตถตา ก็ดี อะไรก็ดี ตั้งอยู่ ในฐานะที่เป็นกฎ. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า กฎ นี้ เป็นสิ่งที่จะต้องสนใจในกรณีนี้ โดยเฉพาะ ในคำพูดที่ได้เรียกว่าไกวัลยธรรม. ไกวัลยธรรมนี้คือธรรมที่เป็นตัวกฎ มัน มีอยู่ก่อนสิ่งใดหมด, แล้วมันไม่เปลี่ยนไปตามสิ่งใด แล้วมันอยู่หลังสิ่งใด, จนสิ่งทั้งหลายหายไปหมด จนกว่าจะมีสิ่งมาใหม่. กฎนี้ก็จะอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฐิตา ว สา ธาตุ - ธรรมธาตุนี้ตั้งอยู่แล้ว ตถาคตจะเกิด หรือไม่เกิด; ก็เป็นอันว่าไม่มีที่สิ้นสุด ในการที่ตั้งอยู่. ตถาคตเสียอีกมีการ เกิดขึ้นตั้งอยู่. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ; หมายความว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเกิดขึ้น ในโลก อีกเท่าไรก็ตามจะปรินิพพานไป สิ้นไปเท่าไรก็ตาม จะวนเวียนกันอยู่ กี่ร้อยองค์ พันองค์ หมื่นองค์ แสนองค์ ล้านองค์ โกฏิองค์พระพุทธเจ้าก็ตาม จิตา ว สา ธาตุ นี้ ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว. ฉะนั้น สิ่งนั้นไม่ใช่พระ-

น.577 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๒๑ พุทธเจ้า หรือพระตถาคต ; สิ่งนั้น เป็นสักว่าธรรมดาอันหนึ่ง, หรือกฎ อันหนึ่งแห่งความเป็นอย่างนั้น ความต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ นั่นแหละจะคงอยู่ เรียกว่ากฎ. ศึกษาสิ่งทั้งหลายในแง่วิทยาศาสตร์. ทีนี้เราก็ไปศึกษา ในแง่ของวิทยาศาสตร์ธรรมดาสามัญ ทั่วๆไปก็ได้ ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ปรากฏออกมาเรื่อย ๆ ก็เป็นมาตามกฎนี้ ; อย่างว่าโลก นี้ไม่เคยมี แล้วเกิดมีขึ้นมา จะว่ามาจากดวงอาทิตย์ หรือว่าจะมาจากหมอกเพลิง หรือว่าจะมาจากอะไรอีกก็ตามใจ นี้มันออกมาได้ด้วยอำนาจของอะไร ? นี้คือ ออกมาได้ด้วย อำนาจของกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะเป็นไกวัลย- ธรรม เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่เปลี่ยนแปลงกับใครได้เลย แล้วก็เป็นตัวผู้มี อำนาจสูงสุด ที่จะให้สิ่งทั้งหลายออกมา หายไป ออกมาแล้วหายไป, ออกมา หน้าฉาก แล้วหายไปหลังฉาก, ออกมาหน้าฉาก แล้วก็ให้หายไปหลังฉาก บังคับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นอย่างนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า กฎ. เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ไม่มีใครจะคัดค้าน, พุทธบริษัทก็ไม่คัดค้าน, และพวกที่เขานับถือว่ามีพระเป็นเจ้า เขาก็ถือเอาสิ่งนี้เป็นพระเป็นเจ้า; ฉะนั้น เราอย่าไปดูถูกเขาด้วยเรื่องพระเป็นเจ้า. เราก็ยัง ต้องยอมรับ สิ่งนี้ ว่ามีสิ่ง หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตลอดกาล แล้วก็เป็นกฎ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นกฎ ให้สิ่งทั้งหลาย มันเล่นละครไปไม่มีที่สิ้นสุด ; แต่เราไม่เรียกว่าพระเจ้า เราเรียกว่ากฎ โดย

น.578 เฉพาะอย่างยิ่ง คือ กฎอิทัปปัจจยตา หรือจะเรียกว่า กฎตถตา กฎอวิตถตา หรือ กฎอนัญญถตา อะไรก็แล้วแต่จะเรียก, มันมีคำแทนชื่อกันได้มาก. แต่ ถ้าเรียกให้เป็นสามัญนามที่สุดแล้วก็ต้องเรียกว่าธรรมธาตุ, ธรรม ธา - ตุ, ธรรมธาตุ แปลว่า ความมีอยู่แห่งธรรม คำว่าธาตุ ธา - ตุ นี้ก็แปลว่า ทรงตัวอยู่ ; รากศัพท์นี้ตรงกันหมด ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาละติน แปลว่าทรงตัวอยู่ทั้งนั้น คำว่าธาตุ ; แล้วมันทรงตัวอยู่อย่างที่เรียกว่าประหลาด. พวกที่ทรงตัวอยู่จริง ก็ล้วนแต่เป็น ไกวัลยธรรมนี้, นอกนั้นเป็นเพียงปฏิกิริยาที่ถูกปรุงขึ้นมา ถูกทำให้กระโดด ออกมา แล้วกลับหายไป ; นั้นเป็นการทรงตัวอยู่ของความเปลี่ยนแปลง. ถ้า เป็น การทรงตัวอยู่ของความไม่เปลี่ยนแปลง แล้ว ต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่าไกวัลย- ธรรม นี้ หรือว่า เป็นธรรมธาตุ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตจะเกิด หรือไม่เกิด ธรรมธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วเทียว คือตั้งอยู่ตลอดกาลเทียว" เอาเป็นว่า ขอให้รู้จักสิ่งสักสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงก็แล้วกัน วันนี้จะเสียเวลาสักชั่วโมง พูดเพื่อให้เข้าใจคำคำเดียวว่า "สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง". สมัยพุทธกาลมีผู้พบ "สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง" พ้องกันมา. เราจะมองดูให้กว้างออกไปว่า มนุษย์ในโลกตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่รู้จัก กันอยู่ในประวัติศาสตร์นี้; ถ้าพูดไปถึงก่อนประวัติศาสตร์ มันก็จะมากไป

น.579 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๒๓ เท่าที่รู้กันอยู่ในประวัติศาสตร์นี้ มนุษย์ก็มีความสนใจที่จะรู้จักต้นตอของสิ่งทั้ง ปวง ที่เรียกว่าปฐมเหตุ หรือผู้สร้าง ก็แล้วแต่จะเรียก โดยภาษาธรรมะหรือ ภาษาชาวบ้าน. ถ้าเรียกว่าปฐมเหตุ นั่นน่ะจะเป็นภาษาธรรมะ, ถ้าเรียกว่า ผู้สร้าง ก็เป็นภาษาชาวบ้านไป. มันมี เหตุอันแรก มีต้นตออันแรกมีที่มาอันแรกสำหรับสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงจะออกมา หรือจะยอมรับว่ามันมีสิ่งนี้ คือสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียก มันว่า ธรรมธา - ตุ หรือธา - ตุ เฉย ๆ ที่มีอยู่แล้ว. ที่นี้ที่เปลี่ยนแปลงก็ เปลี่ยนแปลง, ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่เปลี่ยนแปลง. ที่เปลี่ยนแปลง ก็เรียก- ว่า สังขตธรรม เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็เรียกว่า อสังขตธรรม. อสังขตธรรมไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งได้ ; เพราะฉะนั้นจึง เป็นสัจจะ คือของจริง และของจริงนี้ เรียกว่า กฎ อีกทีหนึ่ง. บรรดา กฎทั้งหลายของธรรมชาติ แล้วจะต้อง เป็นอสังขตธรรม ไม่ อย่างนั้นมันไม่เป็นกฎอยู่ได้ แต่ถ้ากฎที่มนุษย์ตั้งนี้ มันเรื่องหลอกลวง ตั้งกฎ อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้จริง, แล้วก็ตัวเองก็ไม่ปฏิบัติอย่างนี้. นี้เรียกว่า กฎที่มนุษย์ตั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับกฎที่ธรรมชาติตั้ง เช่นกฎอิทัปปัจจยตานี้ ตายตัว, มันเป็นตัวมันเอง, มันตั้งตัวมันเอง, มันบังคับสิ่งทั้งปวง. ใคร ปฏิบัติถูกต้อง ก็ได้ผลตามที่ควรจะได้, ใครปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็ได้ผลผิดไปจาก นั้น; นี่เรียกว่ากฎ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กฎอิทัปปัจจยตา มีอยู่ในฐานะ ที่จะเรียกได้ว่าเป็น "ปฐมเหตุ" เนื่องจากมีคนค้นกันมากมาแต่เดิม เท่าที่เราจะพบได้ในหนังสือ ที่มี อยู่เป็นหลักฐานนี้ ก็ไม่เห็นใครได้ค้นพบเรื่องนี้ดีไปกว่ายุคที่พระพุทธเจ้าท่าน

น.580 เกิดขึ้น คือพระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์นี้นะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าร้อยองค์ พัน องค์ที่ล่วงไปแล้ว นั้นเรารู้ไม่ได้ .. แต่ถ้าสำหรับพระพุทธเจ้าที่มีในประวัติ- ศาสตร์ ที่มีในหลักฐานอยู่ เช่น พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอยู่นี้ จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านพบปฐมเหตุของสิ่งทั้งปวง. เดี๋ยวเผลอไปก็จะกลายเป็นยกตนข่มท่าน ก็ขอให้คิดอย่างที่ได้บอก ทีแรกแล้วว่า อย่าเพ่อดูถูกผู้อื่น. ในยุคพุทธกาลนั้น มันเป็นยุคที่ประหลาด มาก แล้วโดยเฉพาะในประเทศอินเดียหรือทวีปเอเซีย ถ้าเราจะมองไปทาง ทิศตะวันออกสุดใน ประเทศจีน ก็คงจะไปเจอะคนที่เรียกว่า เหลาจื๊อ ที่ทำรูป ตาแก่หนวดยาวขี่ควายอย่างนี้ เรียกว่าเหลาจื๊อ; นี่เป็นคนพ้องสมัยกับพระ- พุทธเจ้า. เหลาจื๊อแก่กว่าขงจื๊อ ในฐานะเป็นลูกศิษย์อาจารย์ได้, แล้วขงจื้อ เกิดเมื่อก่อนพระพุทธเจ้านิพพาน ประมาณ ๘ ปี หรือ ๖ ปีนี้ ก็แปลว่า ขงจื๊อ มีอายุ ๖ ปี หรือ ๘ ปี พระพุทธเจ้านิพพาน ฉะนั้น เหลาจื๊อเป็นคนพ้องสมัยกับ พระพุทธเจ้า. ทีนี้ถ้าไปดูหนังสือของเหลาจื๊อ ก็พบ คำสอนของเหลาจื๊อข้อหนึ่ง ที่ พูดว่า มีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง มีอยู่ก่อนโลก ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่จิตใจ สิ่งนั้นเรียกว่าเต๋า คือมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่วัตถุ : ไม่ใช่วัตถุอย่างวัตถุธรรม หรือว่าร่างกายเนื้อหนัง, แล้วก็ไม่ใช่นามธรรม เช่น จิตใจ ความคิดนึกรู้สึก เป็นต้นนี้; ไม่ใช่ทั้ง ๒ อย่าง มันมีอยู่ก่อนมีโลกนี้. เอาซิ, แล้วสิ่งนั้นเรียกว่าเต๋า สำหรับคำว่า เต๋า นี้ ต่อมาก็ แปลว่า ธรรม ; แปลอย่างอื่นไม่ได้ แปลว่าธรรมกันไปหมด ไม่ใช่แกล้งแปล มันต้องจริงอย่างนั้น ... มันมีคำว่า

น.581 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๒๕ “ธรรม" นี้ ที่ใช้กันอยู่ในความหมายเดียวกันหมด ทั่วทวีปเอเซียในยุคนั้นก็ได้. คำว่า "เต๋า" เสียงมันก็ตรงกับคำว่า ธ - ร นี้, เต๋าแปลว่า ธะ ระ คือแปลว่า ทรงนี้. นี่ทาง ฝ่ายตะวันออกสุดนี้ก็มีเหลาจื๊อที่รู้จักสิ่งสิ่งหนึ่ง ที่มีอยู่ก่อนโลกเกิด. ทางในอินเดีย ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ปรมาตมัน ซึ่งเขาพูดขึ้นบัญญัติขึ้น ก็ตามเถอะว่ามัน มีอยู่ตลอดอนันตกาล ; แล้วก็มีอะไรต่าง ๆ แยกออกมาจาก ปรมาตมัน เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นวัตถุ เป็นกาย เป็นจิต เป็นอะไรก็ตาม, จะเรียกว่าอาตมันตัวน้อย ๆ ออกมา แล้วก็กลับเข้าไป แล้วก็มีแบ่งออกมา แล้วก็ กลับเข้าไปนี้ เป็นเรื่องของปรมาตมันกับอาตมัน. ทีนี้ถ้าไปดูไกลออกไป ทางโน้นก็ยังไม่ปรากฏ คือว่าทางตะวันตกสุด นั้นก็ยังไม่ปรากฏ ก็ปรากฏอยู่เพียงแค่ทวีปเอเซียต่อกับทวีปยุโรป คือ ดินแดน ปาเลสไตน์ ของพวกยิวนี้ ก่อนแต่จะเกิดศาสนาคริสเตียน เขาก็ มีคำพูดบางคำ ที่เรียกสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ด้วยเหมือนกัน เขาเรียกว่า พระเจ้า ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษตอนหลังหรือภาษาอะไรก็ไม่ทราบ ที่เรียกกันว่า กอด (God) นี่คือพระเจ้า. พอมาถึง สมัยศาสนาคริสเตียน ก็มีคำว่า God หรือ พระเจ้า นี้ มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง มีอยู่ตลอดอนันตกาลนี้ เพิ่มขึ้นอีก. แต่ว่าศาสนาคริสเตียน นี้ก็หลังพุทธศาสนาตั้ง ๕๐๐ ปีกระมัง ; แต่ถ้าสำหรับศาสนายิว ซึ่งเป็นต้นตอ ของศาสนาคริสเตียนในตอนที่แรกแล้วมันก็เรียกว่าไม่หลังพุทธศาสนา; ฉะนั้น คนทางปาเลสไตน์ตะวันตกออกไป ก็รู้เรื่องสิ่งที่มีอยู่ตลอดอนันตกาลนี้เหมือนกัน เขากล่าวไว้ในลักษณะ เป็นไกวัลยธรรม คือ มีอยู่ในที่ทั่วไป อยู่ตลอดเวลาใน ที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เปลี่ยนแปลง

น.582 แล้วก็ยังมีเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ อีกหลายแขนง ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า คน ยุคนั้นได้ยอมรับตรงกันไปหมด ทุกมุมของแผ่นดินนี้ ว่ามัน มีอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็น สิ่งก่อนสิ่งทั้งปวง, เป็นที่มาแห่งสิ่งทั้งปวง, ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งทั้งปวง จะอยู่ตลอดอนันตกาล, เป็นเหมือนกับที่รองรับสิ่งทั้งปวง ให้สิ่งทั้งปวงเกิดดับ, เกิดดับ อยู่ในฝ่ามือของสิ่งนี้. นี่เรียกว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ในความหมายทั่วไป ไม่เฉพาะ พระพุทธศาสนา นี่จะเป็นสิ่งที่เราควรจะรู้จักหรือไม่ ก็ขอให้คิดดูเองเถิด. แต่ ถ้าจะมาพิสูจน์กันในข้อที่ว่า พระพุทธศาสนาปฏิเสธสิ่งนี้ไหม ? ก็ตอบได้เลยว่า ไม่ได้ปฏิเสธ, ยอมรับว่ามีสิ่งชนิดนี้ ก็โดยอ้างหลักพระบาลี ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ไอ้นั่นมีอยู่. ตถาคตจะเกิดหรือไม่เกิด ไอ้นั่นมีอยู่ ; ก็หมายความ ว่า ธรรมธาตุ หรือ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา นี้มันมีอยู่: อย่างนี้ก็แปลว่า พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งนั้น. เป็นอันว่า โดยหลักใหญ่ ก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น; แต่ ว่าโดยข้อปลีกย่อยนี้ อาจจะกล่าวผิดพลาดกันไปบ้าง ก็จะได้ทำความเข้าใจกัน ต่อไปตามลำดับ ตามความมุ่งหมายของการบรรยายในชุดนี้ ที่จะพูดถึงเรื่องสิ่งที่ เรียกว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มีอยู่ตลอดไกวัลย์, สิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ตลอดไกวัลย์. ไกวัลย์ก็คือสิ่งนั้นเอง เรียกว่าไกวัลยธรรมก็แปลว่า ธรรมที่มีอยู่ตลอดไกวัลย์ ตลอดเวลาอันไม่สิ้นสุด ตลอดพื้นที่อันไม่สิ้นสุด ล้วนแต่ ไม่สิ้นสุดไปทั้งนั้น นี้เรียกว่าไกวัลย์.

น.583 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ๒๗ จะเป็นอะไร ? จะใหญ่หรือจะเล็กสักเท่าไร ? จะสั้นหรือจะยาว สักเท่าไร ? จะเก่าหรือจะใหม่สักเท่าไร ? ใคร ๆ เอาไปคิดดูซิ. ถ้าเข้าใจ แล้วจะพบว่า สิ่งที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้ ใช้กับสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะมันไม่มีเกิด มันไม่ มีดับ มันจึงไม่มีรูปร่างว่าสั้นหรือยาว ว่าเก่าหรือใหม่ ว่านานหรือเร็ว; มัน ไม่มีอะไรที่จะไปใช้กับสิ่งเหล่านี้ได้. นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าอสังขตะ, อสังขตธรรม, หรือบางทีจะ เรียกว่า สุญญตา, หรือจะเรียกว่า นิพพาน ในความหมายหนึ่ง. แต่ในที่นี้ เราจะเรียกว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ประกอบขึ้นเป็นคำพูดว่า "ไกวัลย- ธรรม". ถ้ารู้แล้วจะมีประโยชน์มาก ในข้อที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ไม่ตั้งตนเป็นศัตรูต่อกัน เพราะว่ามันเป็นเพียงฟองน้ำที่เกิดขึ้นในทะเลด้วยกัน ทั้งนั้น. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจได้ง่าย สำหรับคำว่าไกวัลย์. ให้ถือว่า สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายหรือไม่มีชีวิตก็ตาม เป็นเหมือนฟองน้ำที่กำลังเกิดอยู่ในผิว พื้นของทะเล เท่านั้นแหละ แล้วจะมามัวทะเลาะวิวาทกันทำไม ; อก รู้จักตัวใหญ่ ตัวแม่ ตัวดั้งเดิม ที่ไม่รู้จักเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงดีกว่า ; เพราะว่าถ้ารู้จัก หรือเข้าถึงธรรมะนั้นแล้ว มันก็จะไม่มาเกิดเป็นฟองน้ำเรื่อย ๆ ไปอยู่อย่างนี้ มันจะสิ้นสุดแห่งความทุกข์ คือสิ้นสุดแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย์, ไกวัลยธรรม หรือเกวลัง หรือเกวล- ธรรมอะไรก็ตาม มันน่าสนใจอย่างนี้, มีฤทธิ์มีเดชเหลือประมาณ จนพระ พุทธเจ้าท่านก็ต้องยอมแพ้. พระพุทธเจ้าท่านยอมแพ้ว่า ตถาคตจะเกิดขึ้น หรือ

น.584 จะไม่เกิดขึ้นก็ตาม เจ้านี่มันมีอยู่แล้วอย่างนั้น : ฐิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฺจิตตา ธมฺมนิยามตา , แล้วก็ไปเรื่องไตรลักษณ์ก็มี มีว่าธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา มาในเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็มี, ที่จริงเรื่องไตรลักษณ์ กับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นเพียงเรื่องที่ เนื่องกันอยู่อย่างไม่แยกกัน ; ในบางกรณีเอามาเป็นเรื่องอริยสัจจ์ก็มี เรียกว่า ตถา อวิตถา อนัญญา, อย่างนี้เป็นเรื่องอริยสัจจ์ก็มี เพราะมันเนื่องกันอยู่ แยกกันออกเด็ดขาดไม่ได้. เรื่อง ไตรลักษณ์ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เรื่อง อริยสัจจ์นี้ มัน เป็นกฎเกณฑ์อันเดียวกัน ที่มาจากกฎที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้นพระเจ้าจึงรวมอยู่ที่อิทัปปัจจยตา ในฐานะที่เป็นกฎแล้วก็ให้สิ่งเหล่านี้เป็น ไปตามกฎ. ฉะนั้นเราอย่าอวดดีไป เราจะมีอะไร เราจะมีเงิน เราจะมีอำนาจ วาสนา มันก็เป็นเรื่องเหมือนกับว่า ฟองน้ำที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำในทะเลเท่านั้น แหละ ; มันไร้ความมั่นคง มันไร้ความทนทาน ไม่มีอะไรเลย, มันจะเหมือน ฟองน้ำที่ว่าถูกลมเข้าก็เกิดเป็นฟองน้ำขึ้นบนผิวน้ำในทะเลเท่านั้น, มันก็มีเท่า นั้นแหละ. ทะเลคือวัฏฏสงสาร เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง. เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง, เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ , เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ. ฉะนั้น รู้จัก สิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ และเป็นแม่แห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ กันเสียทีที่จะเรียกว่า ไกวัลยธรรม ; เมื่อยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้มี หรือจะยอมรับ ไปที่ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้มี ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ ควรจะสนใจ ติดตามต่อไป เรียกว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นไกวัลย์ ไกวัล - ยะตา หรือ

น.585 คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ไกวัลยธรรม สำหรับจะได้ใช้เป็นหัวข้อสำหรับบรรยายวันเสาร์เรื่อยๆไป กว่า จะหมดภาควิสาขบูชา. ถ้ารู้จักสิ่งนี้แล้ว จะรู้จักหมดทุกสิ่งในพระพุทธศาสนาได้ โดยไม่ ยากเลย. ขอให้สนใจ และผู้ที่จำได้เข้าใจดีเรื่องอิทัปปัจจยตา จะเข้าใจเรื่อง นี้ได้โดยง่าย เพราะมัน เป็นสิ่งเดียวกัน แต่เรามาเล็งในแง่มุมที่ต่างออกไป เท่านั้นเอง. เป็นอันว่า ในวันนี้ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพียงแต่ ประเดิมด้วยคำว่า "สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง" สำหรับเป็นเครื่องสนใจกันต่อไป. ขอให้พระสงฆ์ได้สวดคุณสาธยาย สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้าตามเคย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต