Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๒ — ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่า ธรรมทั้งปวง

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.586 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๒ แห่งภาควิสาขบูชาในวันนี้ จะได้กล่าวถึงเรื่องไกวัลยธรรม ต่อไปตามเดิม. ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงไกวัลยธรรม ในฐานะเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน สิ่งทั้งปวง ; ส่วนในวันนี้จะได้กล่าวถึง ไกวัลยธรรม นั้น ในฐานะเป็นสิ่งที่ควร แก่นามว่าธรรมทั้งปวง เป็นอย่างยิ่ง. ๓๐

น.587 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๓๑ [ทบทวน.] ในชั้นแรก ควรจะทบทวนถึงคำคำนี้ กันอยู่เรื่อย ๆ เพราะว่าเป็นคำใหม่ เกินไป ไม่เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ในหมู่พุทธบริษัทเรา ; หากแต่ว่าเป็นสิ่งที่มีใจ ความ หรือคำอธิบายแสดงอยู่ ปรากฏชัดในพระบาลีอย่างที่พระสงฆ์ได้นำมาสวด เป็นคุณสาธยายเมื่อตะกี้นี้แล้ว. แต่ในที่นั้น ๆ เรียกแต่เพียงว่า "ธาตุ" เฉยๆ, หรือ จะขยายความออกไปอีกนิดหนึ่ง ก็ว่า ธรรมธาตุ. สิ่งที่เรียกว่า ธาตุ หรือ ธรรม ธาตุ นั้น จะได้เรียกต่อไปข้างหน้าว่าไกวัลยธรรม คือ ธรรมอันเป็นไกวัลย์ คือ ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งโดยเวลาและโดยเนื้อที่ และเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. ถ้าจะเข้าใจสำหรับคนทั่วไป คนทั่วไปจะต้องนึกเอาเองก็ได้ ว่ามัน มีอะไรอยู่สักอย่างหนึ่ง หรือเปล่า ซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งใด ? นี้ข้อหนึ่ง. ก่อนสิ่งใด ทั้งหมด, แล้วก็มีเต็มไปในที่ทุกแห่ง ไม่ยกเว้นที่ไหน ; โลกธาตุนี้หรือกี่หมื่น โลกธาตุ หรือมากไปกว่านั้นอีก มันก็มีสิ่งนี้ครอบงำอยู่ทั่วไป และว่าโดยเวลา มันก็ไม่ได้จำกัด มันไม่ขึ้นอยู่กับเวลา เพราะว่ามันไม่ได้มีการเกิดขึ้น หรือการ ดับลงไป เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับเวลา จึงเรียกว่า มันมีอยู่ตลอดเวลา. .. . . . . . . . . . . . . . . [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] บางคนอาจจะคิดว่า ทำไมจะต้องไปรู้จักสิ่งชนิดนี้ ? มันจะมีประโยชน์ อะไร ? การกล่าวเช่นนั้นก็ถูกต้อง ; แต่กลัวว่ามันจะไปเป็นเรื่องที่น่าหวัว อย่าง เดียวกับเรื่องไก่ ที่พูดว่าเพชรพลอยนี้จะมีประโยชน์อะไร, จะสู้ข้าวสารเม็ดเดียว

น.588 ก็ไม่ได้. นี่ก็เพราะว่า มันไม่ได้มีอยู่ อย่างที่ตรงกับความต้องการ ของบุคคล นั้น ๆ ในทันที; แต่ในเมื่อสิ่งนี้มันได้มีอยู่จริง, และถ้าเขาได้รู้จักสิ่งนี้ แล้วอะไร จะเกิดขึ้นนั้น จะค่อยพิจารณากันไปเป็นลำดับ ลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. ในโอกาสนี้ จะพูดกันแต่เพียงว่า สิ่งนี้มันมีอยู่อย่างไรก่อน; แต่ เป็นที่คาดหมายได้ว่า ถ้ารู้จักสิ่งนี้แล้วจะมีประโยชน์มาก คือว่าอย่างน้อยมันก็ รู้อะไรมากไปกว่าที่รู้อยู่แล้ว อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว. บางทีจะทำ ให้คนทุกคนในโลก กลายเป็นคนคนเดียวไปก็ได้ คือไม่มีเขา ไม่มีเรา ; ในเมื่อ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันเป็นเพียงขี้ฝุ่น หรือเป็นสะเก็ด หรือเป็นเพียง ประกายนิด ๆ ที่ออกมาจากแม่ของมัน คือธรรมะตัวแท้ หรือที่เรียกว่าไกวัลย์, ไกวัลยธรรมนี้. คนทั่วไปแต่โบราณกาลมาแล้ว ก็เคยสนใจเรื่องนี้: ถ้าพูดกันถึง พวกที่เก่า เก่ากว่าเขาทั้งหมด ก็น่าจะเป็น คำพูดของชาวฮินดู ที่พูดถึง สิ่งซึ่งมีอยู่ ก่อนสิ่งทั้งปวง. บางพวกก็เรียกว่าพรหม, บางพวกก็เรียกว่าปรมาตมัน, บางพวก ก็เรียกว่าไกวัลย์, แล้วแต่จะเรียกตามถนัดแห่งนิกายของตน, แต่ใจความตรงกัน หมดในข้อที่ว่า สิ่งนั้นมีอยู่ก่อนสิ่งใด เป็นปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งหลาย

น.589 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ศาสดาทั้งหลายเคยพบสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. อยากจะเตือนให้นึกอีกทีหนึ่งว่า แม้ในประเทศจีน พ้องสมัยกับพระ- พุทธเจ้า คือสมัย เหลาจื๊อ ; เหลาจื๊อก็ได้พูดว่า "มีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่รูป และไม่ใช่นาม คือไม่ใช่วัตถุ และก็ไม่ใช่จิตใจ มีอยู่ก่อนแล้วในโลก" สิ่งนั้น เรียกว่า เต๋า ก็มีอยู่ก่อนแล้วในโลก ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่จิตใจ ไม่ใช่วัตถุ ไม่ ใช่จิต; นี่ ก็เรียกว่า "เต๋า" ซึ่งคำ ๆ นี้ต่อมาก็นิยมแปลกันว่า "ธรรม" เฉย ๆ เหมือนกัน. หรือว่าใน คัมภีร์ไบเบิล ที่ใช้ร่วมกันทั้งยิวและทั้งคริสเตียน ก็ยอมรับ ว่า แรกเริ่มเดิมทีก่อนอื่นทั้งหมด สิ่งที่เรียกว่าคำ พระคำ หรือ The Word ได้มี อยู่แล้ว อยู่กับพระเจ้า เป็นพระเจ้า. พระคำนั้นเป็นพระเจ้า พระคำนั้นสร้าง สิ่งทั้งปวง ; ถ้าไม่มีพระคำนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่จะได้ถูกสร้างขึ้น. นี้ก็แปลว่า เขามีความรู้เรื่องสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งหลาย ; แต่ก็ไม่แน่ใจนัก คือไม่รู้ชัดเจนพอถึงที่สุด จึงได้กล่าวไว้ในรูปร่าง ในแง่ในมุม ที่ต่าง ๆ กัน : แต่ความหมายเหมือนกันหมด ในข้อที่ว่า มันมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แล้วก็มีทุกหนทุกแห่ง แล้วก็มีตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงเรียกว่าพระเจ้า. คำว่า "พระเจ้า" นี้ก็เหมือนกัน เราก็ไม่ค่อยรู้แน่ว่า ในภาษาเดิมแท้ ๆ ภาษายิวหรือภาษากรีกนั้นมันแปลว่าอะไร ; แต่ที่เขาแปลมาเป็นภาษาอังกฤษนี้ มันชัดแล้ว เรียกว่า The Word คือ คำพูด . คำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดของคนธรรมดา พูด มันเป็นคำพูดของธรรมชาติ , ดังนั้นมันจึงได้แก่กฎที่ธรรมชาติมีอยู่อย่างไร, ธรรมชาติมีกฎอยู่อย่างไร, นั้นคือ The Word หรือคำพูดของธรรมชาตินั้น The

น.590 Word นั้นอยู่กับ God. The Word นั้นเป็น God เสียเอง, The Word นั้นสร้าง สิ่งทั้งปวง ; รวมความแล้วก็ได้ความว่า เขาเรียกสิ่งนี้ว่า พระเจ้า. นี่เราจะพบร่องรอยว่า ใน ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ก็ดี ศาสนายิว ไกลออกไปทางตะวันตกก็ดี สุดโต่งมาทางตะวันออก คือ ศาสนาเต๋า ของเหลาจื๊อ ก็ดี ได้พูดถึงสิ่งสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งตรงกันหมด มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง มีอยู่ตลอดเวลา. นี่แหละคือจะได้แก่อะไรก็สุดแท้ แต่ จะเอามาเรียกในที่นี้กันที่ก่อนว่า "ไกวัลยธรรม" คือสิ่งที่มีอยู่ตลอดไกวัลย์ : ตลอด ไกวัลย์ของเวลาก็ได้, ตลอดไกวัลย์ของเนื้อที่ก็ได้, คือตลอดความเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นอันเดียวกัน เป็นเวลาเดียวกัน ไปหมดทุกหนทุกแห่ง. คัมภีร์ฝ่ายพุทธบริษัทมีคำตรัสถึงสิ่งมีอยู่ก่อนคือธรรมธาตุ. ทีนี้เราจะมองกัน แต่ที่เกี่ยวกับ คัมภีร์ของพุทธบริษัท โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็ในพระไตรปิฎก และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ที่อยู่ในรูปของพระพุทธภาษิต คือ คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง. สำหรับพระพุทธภาษิตนี้ ก็สรุปความได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้น ชิตา ว สา ธาตุ - ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว. คำว่า "ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว" มีความหมายมาก คือตั้งอยู่เสร็จแล้ว. พระ-

น.591 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๓๕ พุทธเจ้าจะเกิดขึ้น หรือจะไม่เกิดขึ้น, พระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือกี่พระองค์ก็ตาม จะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้น, สิ่งนั้นตั้งอยู่แล้ว. ขอให้นึกดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร ? เรียกว่า ธาตุ เฉย ๆ ก็ต้องมีความหมาย เป็นพิเศษ คือธาตุพิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งในการบรรยายอันว่าด้วยธาตุ หรือสภาว- ธรรมนั้น ก็ได้บรรยายให้ทราบกันแล้วว่า มันมี ธาตุพิเศษ อยู่ ก็คือ อสังขตธาตุ ; ถ้าธาตุธรรมดาก็คือสังขตธาตุ. เมื่อพิจารณาดูพระบาลีนี้ แม้จะกล่าวไว้เพียง คำเดียวว่าธาตุ แต่เมื่อมีความพิเศษถึงขนาดนี้ ก็ต้องเล็งถึง อสังขตธาตุ มันจึง จะเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ตลอดไป โดยที่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเกิดขึ้น หรือจะ ไม่เกิดขึ้นก็ตาม มันก็มีอยู่แล้วตลอดเวลา. การที่พระองค์ได้ทรงนำข้อนี้มากล่าวอย่างนี้ ก็เพราะว่า เพื่อจะเปลื้อง พระองค์ออกไปให้พ้นจากสิ่งนี้ ในข้อที่ว่า มิใช่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิ่งนี้ ขึ้นมา หรือทรงบังคับสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น แต่มัน เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนและมีอยู่ตลอดกาล , เพียงแต่ว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ก็ตรัสรู้สิ่งนี้ โดยบทว่า อภิสมฺพุชฌติ อภิสเมติ, อภิสมฺพุชฺฌติ -รู้พร้อมยิ่ง, อภิสเมติ - เข้าถึงเฉพาะ ซึ่งสิ่งนี้. ครั้นเข้าถึงแล้ว จึง อาจิกุขติ - บอก, เทเสติ - แสดง, ปญฺฺญเปติ - บัญญัติ, ปฏฺฐเปติ - ตั้งขึ้นไว้, วิวรติ - เปิดเผย, วิภชติ - แจกให้คนอื่นรู้, อุตฺตานี กโรติ - กระทำให้เป็นของเห็นได้ง่าย เหมือนกับหงายของที่คว่ำอยู่ . นี่หมายความว่า สิ่งนั้นถูกนำมาสอนอีกทีหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ทรงนำมา สอนทั้งหมด เพราะไม่จำเป็น ; อย่างที่พระองค์ได้ตรัสว่า สิ่งที่ตถาคตตรัสรู้แล้ว นำมาสอนนั้น เท่ากับใบไม้กำมือเดียว ในเมื่อเทียบกับใบไม้ทั้งป่าที่มีอยู่บนต้นไม้.

น.592 นี้ล้วนแต่เป็นเครื่องแสดงว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรม ในความหมายแรก หรือ ธรรมธาตุ นั้นมันมาก มากเหลือประมาณ ที่เอามาสอนเป็นพุทธศาสนา นี้นิดเดียว ; เทียบกับใบไม้หมดทั้งป่า กับใบไม้กำมือเดียว ; ก็แปลว่า มนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักสิ่งนั้นไปทั้งหมด หรือทุกแง่ทุกมุม ก็รู้แต่ส่วนที่ จำเป็น ที่จะดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน. แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรจะรู้นั้น ก็ตั้ง อยู่ในฐานะเป็นธรรมธาตุอันนั้น หรือไปเป็น ไกวัลยธรรม อันนั้นเอง เ ท่าที่ จำเป็นที่มนุษย์จะต้องทราบ และปฏิบัติให้ได้. เดี๋ยวนี้พระพุทธองค์ ก็ตรัสด้วยคำกำกับขึ้นมาอีกหลายคำ มีคำว่า ธมฺมฏฺธิตตา - เป็นความตั้งอยู่แห่งธรรม, ธมฺมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวแห่ง ธรรม, ตถตา - เป็นความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา - เป็นความไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนั้น, อนญฺญฺตา - เป็นความไม่เป็นไปโดยประการอื่น และทรงระบุชัด ว่า อิทฺปจฺจยตา คือ กฎที่เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น . .... .... .... .... ธรรมธาตุทุกรูปที่เป็นกฎ เรียกชื่อใหม่ว่าไกวัลยธรรม. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า ธรรมธาตุ นั้น ได้ ทรงนำมาแสดงอยู่ในรูป ๓ รูป ด้วยกัน คือแสดงในรูป ไตรลักษณ์ ว่าสังขารไม่เที่ยง สังขารเป็นทุกข์ ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา นี้รูปหนึ่ง. อีกรูปหนึ่ง เป็นรูปของ ปฏิจจสมุปบาท ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิด, -เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิด, -เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิด, อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป จนถึงความทุกข์เกิด.

น.593 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง และอีกรูปหนึ่ง ก็ทรงแสดงไว้ด้วยหลักของ อริยสัจจ์ ๔ ประการ คือ หลักเกณฑ์เรื่องความทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับสนิทแห่งทุกข์ และ ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์นั้น. แต่ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงกฎ ที่ได้เรียกว่า ธรรมธาตุ นี้ เป็นเพียงกฎ เป็นตัวกฎ. กฎ คือความที่สิ่งนั้น ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น ; เช่นว่ากฎที่ว่า สังขารทั้งปวงจะต้องเปลี่ยนแปลง : สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา - สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง จะต้องเปลี่ยนแปลงเรื่อย. นี่มันเป็นกฎที่บังคับอยู่อย่างนี้ สพฺเพ สงฺขารา ทุกขา - สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์, สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งปวงเป็น อนัตตา นี้. อะไรทำให้สังขาร หรือธรรมทั้งปวงเป็นอย่างนี้ อันนั้นเรียกว่ากฎ คือ ธรรมธาตุ คือ ตถตา คือ อวิตถตา อนัญญถตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา มีชื่อแทนกันหลายคำเต็มที่ ; แต่รวมความแล้วก็คือกฎ. กฎ เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท , กฎเกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็บังคับตายตัวอยู่อย่างนั้น ตามกฎ ของธรรมชาตินั้น ไม่มีใครสามารถตั้งขึ้นได้ กระทั่งกฎของอริยสัจจ์ . ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่ากฎ, และรู้จักสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม อันเป็นไปตามกฎ ; ถ้าเกิดเอาไปปนกันแล้วมันก็ยุ่ง เข้าใจไม่ได้. สภาวธรรม ทั้งหลายต้องเป็นไปตามกฎ ; ตัวกฎ นั่น เป็นสิ่งที่บังคับควบคุมสภาวธรรม. นั่นแหละคือตัวสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้น อันนั้นมีอยู่แล้วตั้งอยู่เสร็จแล้ว. แต่โดยเหตุที่ว่า สิ่งนี้ตั้งอยู่ก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด ตั้งอยู่ในที่ทั่วไป มีอยู่ ในที่ทั่วไป ในเวลาทั่วไป ไม่มีจำกัดตั้งต้นหรือสุดท้าย จึงเรียกชื่อในที่นี้ คือ ในการบรรยายชุดนี้เสียใหม่ว่า ไกวัลยธรรม.

น.594 ไกวัลย์ ก็แปลว่า อันเดียวกันทั้งหมด คงจะเข้าใจคำนี้กันมาบ้างแล้ว ; เมื่อพูดว่าทั่วทั้งไกวัลย์ก็หมายความว่า ทั่วทุกหนทุกแห่ง. แต่เท่าที่มนุษย์รู้ มัน ยังน้อยเกินไป เพราะว่าไม่ได้เล่าเรียนมา เพื่อจะรู้จักสิ่งนี้ถึงขนาดนี้ เพียงแต่ว่า ไกวัลย์แล้วก็ทั้งหมดก็แล้วกัน เท่าไรก็ไม่ทราบ ; แต่สำหรับสิ่งนี้โดยแท้จริงแล้ว ต้องทั้งหมดจริง ๆ คือทั้งหมดไม่มียกเว้นที่ไหน. สภาวะเดิมของธรรมนั้นคือไกวัลยธรรม. ไกวัลย์นี้ เป็นสิ่งที่ถ้า เข้าใจแล้ว ก็เรียกว่า เข้าใจต้นตอของสิ่งที่เรียก ว่าธรรม ; ฉะนั้นจึงขอร้องเป็นพิเศษเฉพาะเรื่องที่ไม่ชวนฟังนี้ ให้ทนฟัง เพื่อ ว่าจะได้รู้ไว้ อย่างน้อยสักแวบหนึ่งก็ยังดี ว่ามันมีอะไรอยู่อย่างหนึ่งแน่นอน ที่มี อยู่ก่อนใคร, ก่อนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าก็ทรงทำอะไรแก่สิ่งนี้ไม่ได้ นอกจากรู้แล้วนำมาเปิดเผยให้คนอื่นรู้บ้างเท่านั้น แต่จะบีบบังคับสิ่งเหล่านี้ หรือ ว่าจะเลิกสิ่งนี้ก็ไม่ได้. ที่พูดว่า " สิ่งนี้มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แล้วสิ่งทั้งปวงออกมาจากสิ่งนี้ " ก็อาจ จะพูดเสียได้เลยว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้าเองก็ออกมาจากสิ่งนี้. การพูดอย่างนี้ คล้าย ๆ กับลบหลู่พระพุทธเจ้า แต่ว่ามันเป็นความจริง หรือว่ามันจำเป็นที่จะต้อง พูดอย่างนี้. เมื่อเราพูดถึงพระพุทธเจ้า เราจะพูดถึงพระพุทธเจ้าในส่วนไหน แง่ไหน ปริยายใด ความหมายไหน มันก็ล้วนแต่ออกมาจากสิ่งนี้สิ่งเดียว ; เพราะ

น.595 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ว่าสิ่งนี้มันคือกฎ คือกฎตายตัวของธรรมชาติที่ว่านั่นต้องเป็นอย่างนั้น, นั่นต้อง เป็นอย่างนั้น, นั่นต้องเป็นอย่างนั้น, ต้องออกมาอย่างนั้น. รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องปรุงแต่งกันขึ้นมา ออกมา กิริยาอาการที่เป็น ออกมา ก็ต้องเป็นไปตามกฎนี้. ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจาก "กฎ" ตายตัวของธรรมชาติ ทุกอย่าง มัน ออกมาจากสิ่งที่เรียกว่ากฎ คือธรรมธาตุ หรือ ตถตา หรือ อวิตถตา หรือ อนัญญถตา แล้วแต่จะเรียก ; แต่จะเรียกด้วยคำคำเดียวว่า กฎ ขอให้จำไว้ด้วย. เมื่ออาตมากล่าวเพียงพยางค์เดียวว่า "กฎ" ก็ขอให้เข้าใจ ว่าสิ่งที่ พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า ธา - ตุ ; ธาตุ, หรือ ธมฺมธา - ตุ ธรรมธาตุ หรือ ตถตา หรือ อวิตถตา อนัญญถตา ทิฏฐิธัมมตา ธัมมนิยามตา ธัมมัฏฐิตตา, หลาย "ตา" เหลือเกิน; แต่ล้วนแต่ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น มันเป็น อย่างอื่นไม่ได้ ในฐานะที่เป็นกฎ. นี่ถ้าเราจะเล็งพระพุทธเจ้า ถึง รูปธรรม นามธรรม คือร่างกายจิตใจ ของพระองค์แล้ว มันก็คือ สภาวธรรมธรรมดาที่ออกมาจากกฎ หรือเป็นไปตาม กฎ, แม้เราจะเล็งถึงคุณธรรมของพระองค์ คือการตรัสรู้ หรือสติปัญญาของ พระองค์ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นมาตามกฎ ไม่ออกพ้นไปจากกฎ. พระพุทธเจ้าก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น จะเป็นร่างกายของท่านก็ดี จิตใจของท่านก็ดี คุณธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจของท่านก็ดี มันก็ล้วนแต่เป็นไปตามกฎ : เกิดขึ้นมาได้แล้วก็ดับ ไป ตามอำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากฎ.

น.596 นี่เราพิจารณากันดูเป็นข้อแรกก่อนว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้า ก็ยังต้อง เป็นไปตามกฎ : เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี้ ; แม้ในส่วนที่เป็นธรรม เป็น พระธรรมที่ตรัสว่า "ธรรมที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วนี้ จะอยู่เป็นศาสดาของ พวกเธอทั้งหลาย". นี่มันก็ต้องเป็นไปตามกฎ อยู่ไปได้ตามกฎ, หรือมิฉะนั้น ก็ให้รวมเข้าไปในสิ่งที่เรียกว่ากฎเสียเอง. ถ้าไปรวมเข้าในสิ่งที่เรียกว่ากฎเสียเอง มันก็ กลายเป็นไกวัลยธรรม เป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นไกวัลย์ คือไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักสิ้นสูญ แต่ไม่มีใครพูด อย่างนี้ ; แม้ว่าถ้อยคำที่ตรัสไว้ จะเปิดโอกาสให้พูดอย่างนี้ก็ไม่มีใครกล้าพูด อย่างนี้ เพราะถ้าพูดอย่างนี้ มันก็จะไปเข้าพวกกันกับที่ว่ามีพระเจ้าหรือพระพุทธ- เจ้าแท้จริงก็เป็นพระเจ้า ที่ไม่รู้จักตาย ที่มีอยู่ตลอดกาล มีอยู่ในที่ทั้งปวงเสีย นั่นแหละขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังทรงมีชีวิตอยู่ ท่านก็ปฏิเสธว่า ร่างกายเนื้อหนังนี้ไม่ใช่ตถาคต ; ต่อเมื่อผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อ ว่าเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม. ผู้ที่เห็นแต่เพียงเนื้อหนังร่างกาย หรือว่าเกาะแข้งเกาะขา ลูบคลำจีวรอยู่ ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตถาคต ; ต่อเมื่อเห็น ธรรมจริงจึงจะเห็นตถาคต ธรรมในที่นี้ หมายถึงกฎอิทัปปัจจยตา. การเห็นพระพุทธเจ้านั้นคือเห็นธรรม. ทีนี้ เห็นธรรม นี้ ไม่ใช่เห็นเฉพาะเมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ หมายความว่า ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ อีกกี่ล้านกี่โกฏิปีก็ได้. ถ้า

น.597 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๔๑ ใครไปเกิดเห็นธรรมเข้า คนนั้นเห็นตถาคต คือเห็นพระพุทธเจ้า นี้ก็เป็น เหตุผลแสดงว่า พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นอนันตกาลในแง่นี้. และเมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานในวันนั้น ก็มีคนโศกเศร้า ว่า ดวงประทีปจะสิ้นสุดไปเสียแล้ว นี่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า "อย่าว่าอย่างนั้น, ธรรมอันเราแสดงแล้ว วินัยอันเราบัญญัติแล้ว นั่นจักอยู่เป็นศาสดาสำหรับพวก เธอตลอดกาล" คือไปข้างหน้า เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้วโดยร่างกาย. ประโยคที่กล่าวเช่นนี้ เราอาจจะถือเอาความหมายว่า พระพุทธเจ้า ท่านจะอยู่ตลอดไปก็ได้ เพราะว่าท่านได้เปิดเผยสิ่งหนึ่งขึ้นไว้แทนพระองค์ท่าน คือธรรมที่ทรงแสดงแล้ว, แล้วธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไป กว่ากฎ ที่เป็น ตัวไกวัลยธรรม ที่มีอยู่ตลอดกาลนั้น. พระองค์ตรัสรู้ แล้วก็ ทรงนำมาสอน เปิดเผยขึ้นไว้แล้ว ก็ให้สาวกทั้งหลายถือว่า นั่นคือตถาคต ที่จะ อยู่กับเธอทั้งหลายตลอดกาลนาน. การเห็นธรรมก็หมายถึงเห็นกฎหรือไกวัลยธรรม. คำว่า "ธรรม" ในที่นี้ก็ หมายถึงกฎ. คำสอนทั้งหลาย อย่าถือเสียว่า มันเป็นแต่เพียงคำพูดหรือตัวหนังสือ เพราะว่าคำพูดหรือตัวหนังสือนั้นมันแสดง ซึ่งกฎ ; เช่น แสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันคือแสดงกฎ ; แม้ว่ามันไม่ใช่ ตัวกฎ แต่มันก็แสดงกฎ. แต่ถ้าเราพูดว่า ธรรม, ธรรม แล้วก็ต้องหมายถึงตัว กฎ จึงจะเป็นตัวจริง อย่าไปเล็งถึงตัวหนังสือหรือคำพูด.

น.598 นี้จะเห็นได้ง่ายตรงตามพระบาลี ที่พระท่านได้สวดไปเมื่อตะกี้แล้ว ว่า ธรรมชาติอันตายตัวลงไป ขึ้นชื่อว่า ความทุกข์ แล้ว ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ เป็นอย่าง อื่นไม่ได้, ว่า เหตุให้เกิดทุกข์ แล้ว ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ เป็นอย่างอื่นไม่ได้, ภาวะ ดับไปไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ อย่างอื่นไม่ได้, การปฏิบัติเพื่อให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ ; อย่างนี้เรียกว่า กฎ ; ต่อเมื่อ ไป ปฏิบัติตามกฎเข้า มันจึง จะเกิดการปฏิบัติ และได้รับผลตามสมควรแก่ การปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงประสงค์จะแสดงกฎ, และแสดงในลักษณะที่ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น นั้น, ไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน ; กฎนี้มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตถาคตได้เข้าถึงกฎนี้, ได้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกฎนี้ แล้วเอามาแสดงให้คนอื่นรู้, ก็แปลว่า ทรงแสดงถึงสิ่งที่เป็นกฎ. แล้วสิ่งที่เรียก ว่ากฎนั้น ต้องมีอยู่เป็นไกวัลย์ ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่ ; นี้เรียกว่า ธรรมธาตุ หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่จะเรียก แล้วแต่จะมุ่งหมายจะให้คนเขาฟัง กันในแง่ไหน. พระองค์ทรงใช้คำว่า ธาตุ หรือ ธา-ตุเฉย ๆ, มันก็ธาตุเฉย ๆ เท่านั้น แต่มันเป็นธาตุที่มีชื่อพิเศษอย่างนี้ ใครเข้าถึงธาตุอันนี้ ก็คือเข้าถึงไกวัลย- ธรรม ตามชื่อที่อาตมากำลังเรียก เพื่อให้สะดวกแก่การฟัง, หรือว่าถ้าใครเข้าถึง ธาตุอันนี้ คนนั้นก็เข้าถึงสิ่งที่ พวกคริสเตียนหรือพวกยิวเขาเรียกว่า พระเจ้า, หรือที่ เหลาจื๊อเรียกว่าเต๋า หรือที่พวก ฮินดูหลาย ๆ พวกเรียกว่าพรหมบ้าง เรียกว่า ปรมาตมันบ้าง เรียกว่า ไกวัลย์บ้าง.

น.599 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๔๓ แต่ความหมายของคำว่า ไ กวัลย์นี้เหมาะที่สุด ที่จะเรียกสิ่งนี้ และ มันออกจะเป็นประโยชน์แก่การเมืองสักหน่อย ; เพราะว่าโลกสมัยปัจจุบัน นี้ ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, อย่ารบราฆ่าฟันกัน อย่าแบ่ง เป็นพรรค เป็นพวก เป็นดำ เป็นขาว แล้วทะเลาะวิวาททำลายกัน. . . . . . . . . . . . . . . . . ถ้ารู้จักไกวัลยธรรม จะทำให้โลกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน. โลกกำลังต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ยังทำไม่ได้ เพราะว่าโง่ ไม่รู้จักสิ่งซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่ทีแรก แล้วลูกหลานที่ออกมาจากสิ่งนั้น มันเกิดแบ่งแยก เป็นพวก ๆ กัน จนได้ทะเลาะวิวาทกัน. นี้อยากจะถือเอาประโยชน์ข้อนี้เป็นส่วนใหญ่ เป็น ประโยชน์รีบด่วน เฉพาะหน้า ว่าเราควรจะรู้จักสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เพียงสิ่งเดียว ; มันแปลกที่ว่า มันเป็นเพียงสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เป็นเพียงสิ่งเดียว จะที่ไหนก็ตาม เมื่อไรก็ตาม สิ่ง นั้นมัน มีอยู่เพียงสิ่งเดียว, เพียงสิ่งสิ่งหนึ่งนี่ที่เขาเรียกว่า ไกวัลยะ นั่น มัน มี คำแปลอย่างนั้น ซึ่งวันก่อนก็ได้อธิบายถึงคำคำนี้ไปบ้างแล้ว, แล้วยังจะต้อง อธิบายกันต่อไปอีก ถึงความหมายของคำว่า เกาะละ หรือไกวัลยะนี้. มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น, มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ; ไปคิดเอาเอง ว่ามันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นเมื่อไรก็ตาม ที่ไหนก็ตาม มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น. ให้เข้าถึงสิ่งนี้, แล้วจิตใจของผู้เข้าถึงสิ่งนี้จะเปลี่ยนไปหมด, จะเปลี่ยนเป็น ไกวัลย์ ไปด้วยก็ได้ คือจะเห็นทุกคนเป็นเพียงสิ่งเดียวในที่ทุกแห่ง ในที่ทุกเวลา.

น.600 แต่ว่าคำคำนี้ มันยังมีความหมายดิ้นได้ตามวิธีพูด หรือว่าตามวิธีที่เรา จะมองกันในแง่ไหน ว่าสิ่ง สิ่งเดียวเท่านั้น แต่มีในที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าที่ ไหน ก็หมายความว่าสิ่ง ๆ นั้น มันแบ่งแยกได้ ซอยละเอียดถี่ยิบ ยิ่งกว่าปรมาณู เสียอีก. ถ้าจะแบ่งมัน มันก็จะละเอียดเล็กยิ่งกว่าปรมาณูเสียอีก เพื่อจะเข้าไป อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. . . . . . . . . . . . . . . . . เ ช่นเดียวกับไม่มีใครหนีพ้นกฎแห่งกรรมได้ นี่ขึ้นชื่อว่า กฎ ต้องเป็นอย่างนี้; เช่น กฎแห่งกรรม ทำลงไปแล้ว มันก็หนีผลกรรมไม่พ้น ไม่ว่าจะหนี ไปอยู่ที่ไหน มันก็ หนีผลกรรมไปไม่ พ้น ; เพราะว่ากฎแห่งกรรมนี้ มันมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. ฉะนั้นใครจะ คิดว่า เราไปทำกรรมที่ตรงโน้น ตรงนี้เกิด จะไม่ต้องรับผลของกรรม อย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า กรรม นั้น มันละเอียดจนมัน ไปคอย อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง :- จะว่ามันละเอียดมากนับไม่ไหว อย่างนี้ก็ได้ ; หรือจะว่า มันเป็นอันเดียวโดด มันไม่มีสอง ไม่มีอะไร ก็ยังได้, มันเป็นความเต็มปรี่ไปหมด ไม่มีที่ไหนจะเว้นว่างจากสิ่งนี้ อย่างนี้ก็ได้, เป็นสิ่งที่แข็งยิ่งกว่าสิ่งใด บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์จะรู้จัก ว่ามัน เป็นของแข็งไม่มีสิ่งไหนจะแข็งกว่าสิ่งนี้, คือไม่มีอะไรไปทำให้มันเป็นอะไร ให้ มันเปลี่ยนรูป หรือว่าไปกด ไปบีบ ไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้

น.601 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๔๕ แล้วมันก็ไม่รู้จักพอ, ไม่รู้จักพอนี้อธิบายยาก คือว่า จะให้มันถูก กระทำ หรือว่าจะเอาอะไรใส่ลงไปในสิ่งนี้เท่าไร ๆ มันก็ไม่เต็ม, หรือจะให้มัน ออกมา ๆ เป็นสิ่งอื่น ๆ เท่าไรมันก็ไม่รู้จักหมด. นี่เรียกว่าเป็นอนันตะ ทั้งเข้า ทั้งออก จะเข้าไปก็เป็นอนันตะ ไม่รู้จักเต็ม, จะออกมาก็เป็นอนันตะ ไม่รู้จักสิ้น นี้เรียกว่าไม่รู้จักพอ. ไกวัลยะ มีความหมายตรงกับ "อสังขตะ" ด้วย. นี่ความหมายเบ็ดเตล็ด แต่ก็มีความสำคัญ ของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยะ อย่างนี้; แต่ทั้งหมดนี้มันไปตรงกับความหมายของคำอีกคำหนึ่ง เป็นคำที่ คุ้นเคยกันมาก ก็คือคำว่าอสังขตะ, อสังขตธรรม. พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า สิ่งใดเป็นสัจจะ สิ่งนั้นต้องเป็นอสังขตะ ; ถ้าไม่เป็นอสังขตะ จะเป็นสัจจะไป ไม่ได้. สัจจะ นั้นคือ ความจริง ความจริงนั้นคือกฎ ; ดังนั้นกฎทั้งหลาย ก็ต้องเป็นอสังขตะ ; ฉะนั้นไกวัลยะนี้ต้องเป็นอสังขตะ คือสิ่งที่อะไรทำมันไม่ได้ หรือปรุงมันขึ้นไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้ มันเป็นตัวมันเอง มันชนะ หรือยิ่ง กว่าชนะสิ่งทั้งปวง เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งหลาย แม้แต่พระพุทธเจ้า ไม่ต้องพูด ถึงรูปธรรมนามธรรม. นี้คือสิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ, แล้วเป็นสัจจะ, แล้ว เป็นอมุสาคือไม่เคยโกหก. เราควรจะรู้จักสิ่งนี้กันมากขึ้น โดยเหตุที่อาตมาเห็นว่า เรายังรู้จักสิ่ง นี้กันน้อย แล้วก็ไม่สนใจ. บาลีธัมมนิยามสูตร พระก็เอามาสวดทุกคราวที่ว่า มีการทำบุญ ๑๐๐ วัน ๕๐ วัน นี้ แล้วก็ฟังกันไปอย่างนั้นไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร :

น.602 "ตถาคตจะเกิดขึ้น หรือจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ฐิตา วะ สา ธาตุ ธาตุนั้นตั้งอยู่ แล้วนั่นเทียว คือ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา ตถตา อวิตถตา ; มันเป็นคำ ไวพจน์ ที่พูดกันเท่าไหร่มันก็ไม่หมด แต่ใจความมันนิดเดียวเท่านั้นแหละ คือ มันเป็นอย่างนั้น มันไม่เปลี่ยนแปลง. ฉะนั้นขอให้เข้าใจสิ่งนี้ ในฐานะอย่างนี้ แล้วก็ เพื่อความสะดวกแก่ การศึกษา ต่อไปข้างหน้าก็ จะขอเรียกว่า ไกวัลยธรรม ไปเรื่อย ๆ เพราะยังจะต้อง พูดถึงสิ่งนี้กันอีกหลายคราว. ไกวัลยธรรมมีความหมายตรงกับที่ใช้ในลัทธิอื่นด้วย. เดี๋ยวนี้ที่น่าหวัว หรือว่าจะบังเอิญอย่างไรก็สุดแท้ ไกวัลยธรรมนี้เป็น กฎ มีความหมายอย่างเดียวกับเต๋า, มีความหมายอย่างเดียวกับว่า The Word ของคริสเตียน คือพระเจ้า ; ฉะนั้น พระเจ้าก็คือกฎ เต๋าก็คือกฎ อะไร ก็คือกฎ. แล้วมันน่าหวัวตรงที่ว่า คำที่ฝรั่งเขาใช้กันอยู่ คือคำว่า 'God แปลว่า พระเจ้านั้นเราก็มี God ; แต่เราเรียกสั้นหน่อยเป็น กฎ เราเลยถูกกว่า, เป็น พระเจ้าจริงกว่า ว่า กฎนั่นแหละคือพระเจ้า. ถ้าพวกฝรั่งเขาจะยอมย่นคำว่า God นั้นให้สั้นลงมาเหลือกฎ มันก็เป็นอันเดียวกันเลยคือเป็น The Word. The Word ของธรรมชาติ คือคำสั่งของธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ นั้นคือ

น.603 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๔๗ พระเจ้า. มันอาจจะเป็นไปได้ กระมัง ว่าคำว่า "กฎ” หรือคำว่า กะ - ฏะ นี้ เป็นภาษาเก่าแก่ของพวกอินโดอารยัน ที่เข้ามาในอินเดียนี้ มัน ออกไปเป็นคำพูด ของคนพวกนั้นทางตะวันตกก็ได้ ซึ่งมันมีอยู่มากคำ หลาย ๆ คำ. เป็นอันว่าเราอย่าไปเถียงกันเรื่องชื่อเลย ; เมื่อพวกฮินดูเขาอยากจะ เรียกว่าพระพรหมก็เรียกไปก็แล้วกัน. แต่ถ้ามันหมายถึงสิ่งนี้แล้วก็ ระวังให้ดี เถอะ มันจะเป็นสิ่งเดียวกัน ; เขาจะเรียกว่าปรมาตมัน ก็ตามใจเขา, นิกาย หนึ่งเขาชอบเรียกอย่างนั้น ก็ตามใจเขา, แต่เขามีคำอธิบายอย่างนี้เหมือนกัน แล้วบางพวกเรียกว่าไกวัลย์อยู่แล้วก็มี นี้คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย์ แล้วก็ ตั้งอยู่ในฐานะสมควรแก่นามว่า ธรรม อย่างยิ่ง เพราะว่ามันเป็นธรรมแม่. ข้อเปรียบเทียบ เพื่อทำความเข้าใจคำ "ไกวัลย์" คือกฎ. เอาละ. ทีนี้ก็จะพูดถึง แง่ของการเปรียบเทียบ หลายๆ แง่ ที่จะ ทำให้เข้าใจสิ่งนี้ต่อไปตามความมุ่งหมายของการบรรยายในวันนี้. การเปรียบ- เทียบนี้ มันก็ต้องทำเป็นคู่ ๆ ; รู้กันอยู่แล้วว่า ถ้าเราจะเปรียบเทียบอะไร เรา ก็จะต้องทำการเปรียบเทียบด้วยของ ๒ อย่าง ไม่เช่นนั้นจะเทียบกับใคร. คู่ที่ ๑ อยากจะใช้คำว่า ธรรมดั้งเดิม กับ ธรรมแปรรูป. ธรรมที่ ดั้งเดิม มันก็ต้องเป็นอันเดียวกันนั้น ถ้ามันเกิดไม่อันเดียว มันก็ไม่ใช่ดั้งเดิม.

น.604 ลองคิดดูซิ ถ้ามันเกิดแบ่งเป็นสองอย่างสามอย่าง มันก็ต้องมีส่วนที่ ไม่ใช่เดิม ; ฉะนั้นเดิม มันก็ต้องมีอย่างเดียว. พอต่อมามันก็มี ธรรมประเภทที่แปรรูป ออกมาจากสิ่งดั้งเดิม นี้มันมีมาก มากอย่าง. ธรรมดั้งเดิมก็คือกฎ กฎอันเด็ดขาด ปกาสิตอันเฉียบขาดของพระเจ้า หรือของกฎ นี้เรียกว่าธรรมดั้งเดิม บางพวกอาจจะเรียกว่าอาทิธรรม อาทิพุทธ อะไรก็ได้, แล้วจากกฎนี้ มันมีสิ่งทั้งหลายที่ออกมาต่าง ๆ กันเป็นรูปธรรมนาม- ธรรม. อาการอย่างนั้นจะต้อง ออกมาจากกฎ เป็นไปตามกฎ นี้คือ ธรรมแปรรูป. ของเดิมก็เรียกว่าธรรม, ของใหม่ ๆ ที่ออกมาพรูไปหมดนี้ ก็เรียกว่า ธรรม, เพราะคำบาลีมันไม่มีคำอื่นจะเรียก ; ฉะนั้นจึงต้องประกอบคำวิเศษณะ เข้าไปว่า “ธรรมเดิม" หรือว่า "ธรรมแปรรูป"; เช่นว่าธรรมสังขตะ หรือธรรมอสังขตะ อย่างนี้เป็นต้น. แต่ว่าคู่แรกนี้อยากจะระบุว่า เป็น ธรรม- เดิม แล้วก็ ธรรมที่แปรรูป ออกมาเรื่อย ๆ เรื่อยไม่ขาดสาย จนกระทั่งบัดนี้ นับไหวที่ไหนล่ะ ว่ามันมีอะไรบ้าง ในสากลจักรวาลนี้ มันเกิดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงอะไรขึ้นมา แล้วเกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ขึ้นมา กระทั่งเป็น พระพุทธเจ้า แล้วสูงสุด มีวัฒนธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ สูงสุดแล้วก็แตกสลายไป แล้วก็จะเกิดใหม่ แล้วก็แตกสลายไป แล้วก็จะเกิดใหม่ อย่างนี้เรียกว่าส่วนที่ มันแปรรูป ; แต่ส่วนที่เป็น กฎแท้ ๆ นั้น ไม่ระคายขน คือ ไม่เปลี่ยนแปลง เลย แม้แต่สักนิดเดียว คงเป็นกฎอยู่ตามเดิม. นี่คู่หนึ่งแล้ว ไกวัลยธรรม คือ ธรรมดั้งเดิม ; ที่นอกไปจากนั้น ก็เป็นธรรมที่แปรรูป คือว่าธรรมที่เปลี่ยนไป.

น.605 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๔๙ ทีนี้ คู่ที่ ๒ ถัดไป ก็เห็นได้ทันทีว่า มันเป็นธรรมที่เป็น ตัวธรรมแท้ ที่นอกนั้น ก็เป็นเพียงประกาย หรือเศษที่กระเด็นออกมา เป็นประกาย, เป็น ประกายธรรม, มีอะไรที่เป็นประกายออกมาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ; มันไม่ใช่สิ่ง เดียวกัน. ธรรมที่เป็นตัวแม่นี้ก็ประหลาด ที่ว่าไม่รู้จักหมด ไม่รู้จักเปลี่ยน- แปลง, ตามความหมายของคำว่าไกวัลย์ มันไม่รู้จักหมด ไม่รู้จักสิ้น ธรรมะแม่. ที่นี้ธรรมะลูกหลานนี่เกิดตาย ๆ เกิดตาย ๆ ไหลไปเป็นเกลียว นี้เรียกธรรมลูก หลาน. ฉะนั้นไกวัลยธรรมคือธรรมแม่ นอกนั้นกี่โกฏิอย่าง กี่ร้อยอย่างนับไม่ ไหว ก็เป็นธรรมลูกหลาน ซึ่งไม่เคยกลับไปเป็นธรรมแม่สักที. ทีนี้คู่ที่ ๓ ถัดไป ก็ ธรรมที่เป็นเหตุอันแท้จริง เรียกว่า ปฐมเหตุ ; ธรรมนอกนั้นก็เป็นธรรมผล ทั้งนั้น. พวกคริสเตียนเขาจะถามคำถามข้อนี้ เป็นข้อแรกเสมอ ว่าในพุทธศาสนามีปฐมเหตุไหม ? นี้ถ้าเราไม่เข้าใจคำถาม ของเขาเราอาจจะตอบผิดก็ได้ เพราะถ้าเราไปรังเกียจคำว่าพระเจ้า เขาถามให้เรา ตกหลุมของเขาว่ามีพระเจ้า; นี้เราก็กลัว เราก็ว่าไม่มีเท่านั้น. แต่ถ้าเรามีความจริงใจ ตอบไปอย่างไม่ลำเอียง เราก็ว่ามีซิ คือสิ่งที่ มันมีอยู่ตลอดกาลนั้นแหละ เป็นปฐมเหตุก็ได้, เรียกว่า ปฐมเหตุ ก็ได้, คือ อะไร ? ก็คือกฎ คือ กฎที่เรียกว่า ตถาตา อวิตถตา อนัญญฺถตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา นี่คือปฐมเหตุ มีอยู่ก่อนสิ่งใด นอกนั้นเป็นนานาผล นานา ประการ. หรือจะเรียกชื่ออีกทีหนึ่งก็ว่า ปฐมเหตุนั้นเป็นของสิ่งเดียว เดียว แท้ๆ เลย แล้วผลนั้นมันก็มาก. นี่ถ้าว่า ธรรมเดียว ก็คือ ไกวัลยธรรม ,

น.606 ถ้าธรรมมากหลายนานาธรรม มันก็คือธรรม, ประกายธรรม ธรรมชั่วขณะ เป็น สังขตธรรมชั่วขณะ หรือจะใช้คำอีกคู่หนึ่งคู่ที่ ๔ ว่า อาทิธรรม ธรรมทีแรก หรือเบื้องต้น ตายตัว นี่ธรรมตายตัว, แล้วออกมาเป็น นิรมานธรรม คือ ธรรมที่บิดเบือน เรื่อย บิดเบือนเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย เพราะว่ามันไม่กลับไปหาที่เดิม. มัน ปรุงเป็นสิ่งนี้มา สิ่งนั้นก็ปรุงสิ่งอื่นต่อ, สิ่งนี้ก็ปรุงสิ่งอื่นต่อ มันเตลิดเปิดเปิง ออกไป ไม่มีทางที่จะกลับไปหาสิ่งเดิม: เว้นไว้แต่สิ่งเหล่านี้จะดับหมดลงไปอีก ครั้งหนึ่ง จึงจะเหลือแต่สิ่งเดิม เหลือแต่อาทิธรรม คือธรรมเดิม มิฉะนั้นก็เป็น นิรมานธรรม คือธรรมที่บิดเบือนอยู่เรื่อยไป. พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ต้นไม้ ก้อนหิน กรวด ดิน ทราย นี้เป็น นิรมานธรรมทั้งนั้น คือธรรมที่บิดเบือนออกมาจากอาทิธรรม : แล้วมันน่าคิด ที่ว่ามันมาเป็นร่างกาย มาเป็นจิตใจ มาเป็นมันสมอง มีความคิด มีความรู้ ที่ ทำให้รู้จักแม่ของมันได้นี่. มันจะดีหน่อยก็ตรงนี้เอง ถ้าใครไม่รู้ ก็หมายความ ว่า เกิดมาทั้งทีก็ไม่รู้จักพ่อ - แม่ของตัว, น่าหวัว ให้นึกแต่เพียงว่า มันเป็นประกายหรือเป็นปฏิกิริยา ของที่เป็น เดิมแท้นั้น ไม่กระดุกกระดิกอะไร ก็ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย. ส่วน สิ่งทั้ง หลายที่ปรากฏ แก่เราอยู่นี้ มัน เป็นเพียงแต่ปฏิกิริยา เป็นเพียงประกายที่ออกมา ในฐานะเป็นปฏิกิริยา ; มีอะไรกระทบกันเข้า ก็เกิดสิ่งใหม่เสมอ เหมือนกับว่า ลมไปกระทบน้ำก็เกิดคลื่นอย่างนี้. ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ในคำว่าเกวะละ หรือ ไกวัลยะ นั่นแหละแล้วเขายังให้คำจำกัดความที่มันแบ่งได้มากไม่มีที่สิ้นสุด; ถ้า

น.607 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง มันเกิดการกระทบกันขึ้น ในระหว่างสิ่งที่แบ่งออกไปแล้ว มันก็เกิดสิ่งใหม่มา แต่ สิ่งเดิมยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นนี่แหละเป็น หลักเกณฑ์ ที่คล้ายกันมากกับทางวัตถุธรรม ; เช่นว่า ทีแรกไม่มีดวงอาทิตย์ มันก็มีดวงอาทิตย์ ในดวงอาทิตย์มันก็มีธาตุต่าง ๆ ที่ออกมา เป็นธาตุนั้น ธาตุนี้ ธาตุโน้น กระทั่งเป็นอินทรียวัตถุมีชีวิตขึ้นมา ได้ เป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นคน อย่างนี้. ทีแรกมันก็ไม่มี แต่เนื่องจากการ ที่มันกระแทกกันไป กระแทกกันมา ในระหว่างสิ่งเหล่านี้ มันมีสิ่งใหม่ออกมา, สิ่งใหม่ออกมา, สิ่งใหม่ออกมา. นี่ในทางวัตถุก็เป็นอย่างนี้, ทางฟิสิกส์ แท้ ๆ ทางวัตถุแท้ ๆ ก็เป็นอย่างนี้. ทางนามธรรม ก็มีความหมายอย่างนี้ จึงเกิด มีตัวธรรมแท้ ๆ กับ ธรรมที่เป็นเพียงประกาย ธรรมหรือเป็นปฏิกิริยา ของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่อ ๆ กัน มาเรื่อย ตามกฎของแม่ของมัน แม่มันเป็นตัวกฎ ลูกของมันก็งอกงามเรื่อยไป ตามกฎ เป็นเพียงปฏิกิริยา. นี่ กฎนั้นเป็นพระเจ้า หรือเป็นธรรมของพระเจ้า นอกนั้นก็เป็น ธรรมของสิ่งทั้งหลาย ที่ออกมาจากพระเจ้า จึงเกิดมีธรรมนิรันดร นิรันตร- ธรรม มันเป็นนิรันดรตายตัว ; และอันตรธรรม คือธรรมชั่วคราว ๆ; นิรันตร แปลว่าไม่มีช่วง ไม่มีระหว่าง เป็นนิรันดร. นี่เปรียบกับไกวัลยธรรม มันไม่ เป็นช่วง ๆ ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผล เป็นช่วง ๆ. นิรันดรเป็นพระเจ้า, แล้ว ก็มีอันตรธรรมคือเป็นสิ่งทั้งปวง.

น.608 ความคิดเรื่องการสร้าง และผู้สร้าง. ทีนี้ก็มาถึงความคิดเรื่องสร้างโลก. ที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งหลายนี้ ก็เรียก ว่าที่ออกมา หรือที่เกิดออกมา หรือผู้สร้าง นอกนั้นก็เป็น สิ่งที่ถูกสร้าง ; อย่างสิ่งที่เรียกว่าพรหม เป็นโยนีของสิ่งทั้งปวง คือเป็นที่คลอดออกมาของสิ่งทั้ง ปวง เป็นไกวัลยธรรม นอกนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกคลอดออกมา คือเป็นลูก เป็น ชาตธรรมสิ่งที่เกิดแล้ว, และเกิดแล้ว, และเกิดแล้ว, มาจากแม่คือไกวัลยธรรม. ในที่สุดก็อยากจะระบุว่า ไกวัลยธรรม นี้ ก็เป็นอยู่เอง เป็นเอง เป็นพระเจ้า เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียก, เป็นเอง เป็นสิ่งที่เป็นอยู่เอง หรือเป็นเอง. ส่วนธรรมะนอกนั้น ก็เป็นเพียงการไหลไปของประกายของธรรม แล้วก็บัญญัติให้ว่า เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น ; แล้วแต่จะ บัญญัติ บัญญัติเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ในฐานะที่เป็นธาตุ, ล้วนแต่เป็นสังขตธาตุ ทีนี้ อาการของมัน เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, นี้เขาบัญญัติให้ เป็นการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ในขณะหนึ่ง ๆ บัญญัติว่าเป็นอะไร มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือเมื่อมี การปฏิบัติตามกฎนี้ มันก็มีการปฏิบัติ ขึ้นมาตามลำดับ เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิด มรรค ผล นิพพาน. ทั้งหมดนี้มันก็เ ป็นเรื่องบัญญัติทั้งนั้น แล้วก็ มิได้เป็นอยู่เองตายตัว เหมือนสิ่งที่เรียกว่าธรรมธาตุหรือไกวัลยธรรม.

น.609 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๕๓ รวมความว่า ถ้าเราไม่รู้จัก ที่จะแยกของสองชนิดนี้ออกจากกันได้ เราก็ยังไม่รู้อะไรอยู่มาก. พูดตรง ๆ ก็ว่า เรา จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นสังขตธรรม, อะไรเป็นอสังขตธรรม ; ไม่รู้อะไรเป็นของจริง อะไรเป็นของไม่จริง ก็เลยทำ ผิดหมด. ความไม่รู้ก็เป็นอวิชชาทั้งนั้น, ถ้าเป็นความไม่รู้ ก็เป็นอวิชชาทั้งนั้น, หรือรู้ผิดก็ตาม มันก็ย่อมมีผลไปตามลักษณะของอวิชชานั้น ๆ. ถ้าว่าเรารู้เท่าไร มันก็มีทางแห่งแสงสว่างที่จะทำให้เกิดการกระทำที่ถูกต้อง มากขึ้นเท่านั้น. ตัวอย่าง เช่น เดี๋ยวนี้เราไม่สงสัยกันบ้างเลยหรือ ว่า ทำไมอะไร ๆ มันต้องเป็นไปอย่างนี้ ? ทำไมก้อนหินจึงมาวางอยู่ที่นี่ ต้นไม้จะต้องเป็นอย่าง นี้ หรือสัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นมาอย่างนี้ เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวไข้ เดี๋ยวตายไป ? ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ? ถ้าจะว่าดินฟ้าอากาศ มันทำให้เป็นอย่างนี้ มันก็จะ ต้องถามได้อีกต่อไปว่า ; ทำไมดินฟ้าอากาศมันจึงทำให้เป็นอย่างนี้ ? แล้วดิน ฟ้าอากาศเองล่ะ มันมาจากไหนเล่า ? เดี๋ยวมันก็ไปจนอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า อสังขตธรรม หรือว่าไกวัลยธรรม หรือสิ่งที่เรียกว่ากฎ. ฉะนั้นขอให้พยายามหลับตาดูว่า สิ่งทั้งหลายนี้มันวิ่งพรู ๆ ๆ ออกมาจาก สิ่งสิ่งเดียว คือสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่ากฎ หรือ สัจจธรรมที่เป็นกฎ มัน ตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นธรรมธาตุ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันอยู่เสมอว่า ตถาคตทั้งหลาย ทุกองค์ จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ธรรมธาตุที่เป็นตัวกฎนั้น มันตั้งอยู่ตลอดเวลา ในฐานะที่เป็นตถาหรือตถาตา คือความเป็นอย่างนั้นอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เป็น อย่างอื่น, อวิตถา หรือ อวิตถตา มันไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญญถตา มันกลายเป็นอย่างอื่นไม่ได้, ธัมมัฏฐิตตา เป็นการตั้งอยู่แห่งธรรมดา,

น.610 ธัมมนิยามตา เป็นบทนิยามแห่งธรรม คือกฎนั้น, นิยามในที่นี้แปลว่ากฎ กฎตายตัวแห่งธรรมดา. กฎมีอยู่ในฐานะเป็นปฐมเหตุ อยู่ในสิ่งที่มันสร้างขึ้น. . . . . . . . . . . . . . . . . รู้จักคำว่า "กฎ" กันเสียที ว่า มีอยู่ในฐานะเป็นต้นเหตุ เป็นปฐม เหตุ เป็นที่คลอดออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง ; แล้วจึงค่อยถามต่อไปว่า มัน อยู่ที่ ไหน ? อันนี้ก็จะประหลาดมาก ว่าอยู่ที่ไหน? มันก็ อยู่ในสิ่งที่มันสร้าง ขึ้นมา. ในตัวธรรมชาติทั้งหลายต้องมีกฎของธรรมชาติ; เช่นในร่างกายเรา นี้ ร่างกายนี้ประกอบขึ้นด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือว่าด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรก็สุดแท้ ในนั้นทุกๆ อณู มันจะมีกฎ. ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายคนคนหนึ่ง มีกฎ, มีสิ่งที่เรียกว่ากฎอยู่ในนั้น มันจึงบังคับให้สิ่งนั้นเป็นไปตามกฎได้ ไม่จำเป็นจะต้องแยกกันอยู่คนละแห่ง. นี้ กฎที่มนุษย์ค้นพบ มันเป็นส่วนน้อย แล้วมันก็ เกี่ยวกับวัตถุ เสีย เป็นส่วนมาก; เช่นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บนี้ก็ดี, หรือการผลิตสิ่งต่าง ๆ เป็น ของนั่นของนี่ กระทั่งเป็นอุตสาหกรรมก็ดี, หรือวิทยาศาสตร์จะไปโลกพระ- จันทร์ได้ก็ดี, มันก็มีความรู้เรื่องกฎทั้งนั้น, หากแต่มันเป็นกฎในส่วนที่จะ ทำอย่างนั้น ไม่ใช่กฎส่วนที่จะให้รู้ความจริง แล้วจะมีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ ได้. ขอให้สังเกตดูเถอะว่า มันเป็นไปตามกฎทั้งนั้น : จิตใจที่มันสกปรก มืดมัวเร่าร้อน มันก็เป็นไปตามกฎ, และจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบอีก นี้ก็

น.611 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๕๕ เป็นไปตามกฎ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่ากฎ นั้น มัน มากนับไม่ไหว แต่เมื่อมารวมกันแล้ว มันเป็นสิ่งที่เรียกว่ากฎ เพียงคำเดียวก็พอ. นี่คือคำอธิบายของคำที่ว่าไกวัลยะนั้น จะว่าเป็นสิ่งเดียวโดดก็ได้, ไกวัลยะนั้นแบ่งออกละเอียดถี่ยิบนับไม่ไหวก็ได้; หมายความว่า คำว่า กฎคำเดียว แบ่งออกเป็น กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านกฎก็ได้; แล้วแต่ว่าเล็งกันถึงส่วนไหน เท่าไร เมื่อไร เพียงใด จนว่า ไม่มีใครรู้จักสิ่งที่เรียกว่า กฎนี้ ในทุก ๆ อย่างได้ เพราะว่าบางอย่างมันไม่จำเป็นจะต้องรู้ หรือไม่อาจจะรู้เลย. แต่รู้ได้แน่นอนอย่างหนึ่งว่า มัน มีสิ่งที่เรียกว่ากฎ แล้ว เรา อยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากฎ. ทุกสิ่งออกมาจากกฎเดียวกันทั้งรูปธรรมนามธรรม. กฎของใคร? พวกที่ถือพระเจ้า เขาว่ากฎของพระเจ้า, และพระเจ้านั้นเองเป็นกฎหรือกฎนั้นแหละเป็นพระเจ้า. ถ้าว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์ เขาก็ว่า กฎของธรรมชาติ, แล้วกฎของธรรมชาตินั่นแหละ คือกฎ; แต่เขาจะไม่ยอมเรียกว่าพระเจ้า ก็ตามใจเขา. ถ้านักวิทยาศาสตร์ที่จะเห็นว่านี้คือกฎตายตัวอย่างนี้ จะเรียกสิ่งนี้ว่าพระเจ้า นักวิทยาศาสตร์ก็มีพระเจ้าได้เหมือนกัน. ฉะนั้น เรามาชวนกันทุกพวก นี่ มาทำความเข้าใจกันตรงที่ว่า มัน มีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง คือสิ่งนี้ คือสิ่งที่เรียกว่ากฎก็ได้. สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป สิ่งที่เป็นสิ่งเดียวกันหมดทุกหนทุกแห่ง

น.612 คือสิ่งนี้ก็ได้. อย่าไปเถียงกันด้วยเรื่องคำพูด แล้วก็พูดกันไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่อง, พูดกันไม่ได้ โกรธกันเสีย. จงไป พยายามเข้าใจสิ่งนั้น ซึ่งมันมีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นแหละ แล้วก็เข้าใจถึงขนาดที่ว่า ทุกสิ่งมันออกมาจากสิ่งนี้; ฉะนั้น เราจะมาทะเลาะวิวาทกันทำไม. พูด ภาษาธรรมะอันลึกซึ้ง พูดภาษาวิญญาณอันลึกซึ้ง ว่า ทุกสิ่งมันออกมาจากต้นเหตุอันเดียวกัน, หรือถ้ามันเป็นสัตว์มีชีวิต มันก็เป็นลูกที่ออกมาจากแม่ตัวเดียวกัน, หรือจะพูดรวมกันทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ก็ต้องพูดว่า ทุกสิ่งมันออกมาจากสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีเพียงสิ่งเดียว แล้วมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง มีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลา สิ่งนั้นคือกฎ. ถ้าพูดว่า กฎ ทุกคนพอเข้าใจได้ แต่เชื่อว่าไม่หมด ฉะนั้นไปพยายามเข้าใจคำว่ากฎนี้ให้หมด. ถ้าจะเรียกให้มันเพราะกว่านั้น เพราะคำว่ากฎเฉย ๆ ไม่เพราะไม่ไพเราะ แล้วฟังน่าเกลียดด้วยซ้ำไป ก็เรียกว่า ตถตา อวิตถตา อนัญญถตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา คำใดคำหนึ่งในหลายๆ คำ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกนี้; ฟังดูก็เพราะดี แล้วก็แสดงความหมายได้ดีด้วย. นี่คือ เราออกมาจากสิ่งนี้ โดยสิ่งนี้ ไปตามอำนาจของสิ่งนี้ แล้วก็ชั่วขณะชั่วเวลา. ชั่วขณะ : อย่างเป็นคนนี้ อายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี ราว ๆ ๑๐๐ ปี เกินไปก็ไม่เท่าไร แล้วน้อยคนจะเกินไปได้ในชั่วสมัยนี้, ก็ชั่วเวลาอันสั้นนิดเดียว ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่ากฎนั้นน่ะมันไม่มีอายุ, หรือถ้าจะไปทำอายุให้กับมัน เราก็เขียนไม่ไหวอีก พูดไม่ไหว สักกี่อสงไขยกัปป์กี่อะไรมันเขียนไม่ไหว มัน.....

น.613 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๕๗ ไม่มีตัวเลขจะเขียนอายุ ของสิ่งที่เรียกว่ากฎนี้ได้ ; แล้วเมื่อเอามาเทียบกับเรา อายุสมมติว่า ๑๐๐ ปีนี้ มันก็น้อยเหลือเกิน น้อยจนพูดไม่ไหว ฉะนั้นอย่าได้อวดดีไปนัก ว่ากูเป็นนั่น กูเป็นนี่ กูอย่างนั้น กูอย่างนี้ มันเล็กยิ่งกว่าขี้ฝุ่น, ยิ่งกว่าขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่ง เมื่อเอาไปเทียบกับโลก. สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นเหมือนกับประกายที่กระเด็นออกมา เพราะการขยับตัวของสิ่งที่เรียกว่ากฎ อันเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักสิ้นไม่รู้จักน้อยลง ไม่รู้จักมากขึ้น. นีอาตมาเห็นว่า พูดคราวหนึ่งไม่อาจจะพูดอะไรให้มากไปกว่านี้ได้ ฉะนั้นในวันนี้ จึงตั้งใจจะพูดแต่เพียงว่า ไกวัลยธรรมเป็นสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งควรแก่นาม หรือชื่อหรือสมัญญา ว่า ธรรม. พิจารณาทบทวนความหมายของคำว่า "ธรรม". ทีนี้มาพูดถึงคำว่า "ธรรม” ต่อไป สำหรับคำว่าธรรมนี้ เคยพูดมา หลายครั้งหลายหนแล้ว ถ้ายังจำได้กันอยู่ ก็คงนึกได้ว่า มันมีความหมายที่เป็นหัวใจของคำคำนี้ว่าอย่างไร. คำว่า "ธรรม" แปลว่า ทรงอยู่, สิ่งใดทรงอยู่ได้สิ่งนั้นเรียกว่าธรรม; ทรงอยู่ได้ชั่วคราว ก็เรียกว่าธรรมชั่วคราว, ทรงอยู่ได้ ตลอดอนันตกาล ก็เรียกว่าธรรมแท้, หรือว่าธรรมเป็นอนันตะ, เป็นอมตะ. สำหรับพวก รูปธรรมนามธรรมนี้ เป็นของชั่วประเดี๋ยวประด๋าวทั้ง นั้น คือชั่วขณะทั้งนั้น แล้วก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่คงรูปในรูปใดรูปหนึ่งอยู่

น.614 ได้นี้. รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ; ดูแต่ร่างกายเราซิ มันก็เปลี่ยนเรื่อย, จิตใจของเราก็เปลี่ยนเรื่อย, ความคิดนึกรู้สึกสติปัญญาของเราก็เปลี่ยนเรื่อย, มันไม่มีอะไรที่คงที่ได้ ชั่วขณะน้อย ๆ ก็เปลี่ยนไปแล้ว อย่างนี้จะเรียกว่าทรง ตัวอยู่ได้ไหม ? เราเรียกว่าได้ มันทรงตัวอยู่ได้ชั่วขณะน้อย ๆ เพราะเป็นธรรมชั่วคราว เรียกว่าสังขตธรรมหรือสังขาร, สังขารปรุงแต่ง. สังขารคือสิ่งที่มี การปรุงแต่ง มันก็ไหลเรื่อยไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง. ถ้าเกิดเอือมระอาขึ้นมา ก็จะนึกหาสิ่งที่มันไม่เป็นอย่างนั้น สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่คงที่ สิ่งที่ดูแล้วไม่น่าเสียวไส้ : นี่ก็จะพบสิ่งที่ตรงกันข้าม คือว่าธรรมแท้. ธรรมะแท้ทรงตัวอยู่ได้ แน่นอนที่สุด น่าดูที่สุด ไม่เคย หลอกลวงใคร ; ถ้าว่าธรรมแท้ ต้องเป็นอย่างนี้. ธรรมที่ไม่แท้ ก็ต้องเป็นอย่างที่ว่าคือ สังขตธรรม หรือสังขารธรรม สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งอยู่เสมอ; นี่เป็นธรรมที่ไหลเรื่อยเป็นเกลียวไปเลย, ที่มันมีอยู่อย่างเป็นเกลียวไปเลย. นั้นแหละก็เรียกว่าทรงตัวอยู่ มันจึง เป็นการทรงตัวอย่างหลอกลวงที่สุด มายาที่สุด โกหกที่สุด มันเป็นธรรมโกหก ; ส่วนธรรมจริง ธรรมแท้ ต้องเป็นอสังขตธรรม เป็นวิสังขารธรรม ก็คือ ไกวัลยธรรมอย่างที่ว่า. เรารู้ทั้งสองอย่าง อย่างนี้ มันมีทางออก ; แล้วถ้ามันเบื่อหน่าย หรือว่า เกลียดกลัวพวกหลอกลวงมายานี้ มันก็ จะรู้จักบากหน้า หันหน้าไปหาสิ่งที่ไม่เป็นอย่างนั้น คือสิ่งที่อาจจะทำความพอใจให้แก่เราได้ คือไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หลอกลวง ไม่โกหก ไม่อะไรต่าง ๆ.

น.615 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๕๙ แล้วถ้าเมื่อจิตมันเข้าถึงสิ่งนั้นเสียแล้ว จิตนั้นจะพลอยเป็นอย่างนั้นพลอยมีผลอย่างนั้นไปด้วย, ชั่วขณะหนึ่งก็ตามที่ ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตนี้ เป็นของชั่วขณะ ๆ เท่านั้น. แต่ถ้ามัน เข้าถึงสิ่งชนิดนั้นแล้ว มันพลอยสงบ พลอยเย็น พลอยได้รับคุณลักษณะอะไรของสิ่งนั้นไปด้วย ที่เรียกว่า จิตสะอาด สว่าง สงบไป คือจิตไม่ถูกปรุงแต่งนี้ เพราะเห็นสิ่งที่เป็นธรรมแท้ ที่ไม่เกิดขึ้น ไม่ตั้งอยู่ ไม่ดับไป ; แต่กลับมีอยู่ตลอดอนันตกาล, มีอยู่อย่างความว่าง ว่างจากการปรุงแต่ง ว่างจากความโกลาหลวุ่นวายทุกอย่าง นั้นแหละกลับมี อยู่อย่างแท้จริง มีอยู่เป็นอนันตกาลเสียด้วย. รู้จักธรรมะจริงแล้วจะหยุดหลง. ทีนี้ขอให้สังเกตดู จะเห็นว่า มันอาจจะเป็นวิธีลัด หรือว่าดีกว่าลัด หรือยิ่งกว่าลัด ก็สุดแท้อย่างหนึ่ง; อย่างหนึ่งที่จะ ให้เรานี้เข้าไปถึงธรรมะที่แท้จริง, ธรรมะจริง ธรรมะไม่หลอก จะเรียกว่า อสังขตะ หรือเรียก นิพพาน หรือเรียกว่าวิสังขาร, เรียกอะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก มันมีอยู่ ที่จริงที่ไม่หลอก ; จะได้หย่าขาดจากสิ่งที่มันหลอก ๆ นี้กันเร็วเข้าหน่อย แล้วก็ไปหาสิ่งที่มันไม่หลอกเร็วเข้าหน่อย. เดี๋ยวนี้มาหลงรักอยู่แต่สิ่งที่มันหลอก เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือ มั่น เป็นประกายของธรรม, ออกมาในฐานะเป็นของหลอก เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจ, แล้วออกมาเป็นจิตที่โง่ ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน ก็เลยถูกฝาถูกตัวกันพอดี. จิต

น.616 ชนิดนี้มันก็ต้องไปหลงกับวัตถุอารมณ์ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงก็อย่างที่เป็น ๆ อยู่นี้ ใครยังรู้สึกสนุกอยู่ก็เอา หลงกันต่อไป; ใครรู้สึกเอือมก็หยุดหลงกันบ้างก็ได้. อาตมาเห็นว่า จะหยุดหลงกันบ้าง ก็ต้องเห็นสิ่งที่มันไม่หลอกให้ หลง กันเสียบ้าง สิ่งที่ไม่หลอกให้หลงก็มีแต่ไกวัลยธรรม นี้เท่านั้น ; ฉะนั้น จึงถือว่า สิ่งนี้เท่านั้นที่ควรแก่นามว่าธรรมแท้ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ยังเคารพ. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านว่าจะเคารพอะไรดี ไป ๆ มาก็เคารพธรรม. นี้ยังเกิดความคิดกว้างขวางขึ้นไปจนถึงกับ เขาเขียนไว้ในพระไตรปิฎกว่าท้าวสหัมบดีพรหม มาทูลรับรองความคิดของพระพุทธเจ้าเองที่ว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตในปัจจุบันกระทั่งในอนาคต ทุกพระองค์ล้วนแต่เคารพธรรม" อย่างนี้มันไม่น่าเชื่อ ที่พระพุทธเจ้าจะต้องมีคนรับรองอีกหรือ ; แต่ในคัมภีร์ เขาเขียนไว้อย่างนั้นว่าท้าวสหัมบดีพรหมมาทูลรับรอง ในขณะที่พระพุทธเจ้า กำลังปลงพระทัยว่า "เราจะเคารพธรรม" นี้ ต้องมีสหัมบดีพรหมมาช่วยสนับสนุนอีก. ที่แท้มันก็เป็นความรู้สึกของพระพุทธเจ้าเอง. เพราะฉะนั้นจึงถือเสียว่า ธรรมนี้ต้องเป็นสิ่งสูงสุดแน่ ถ้าไม่เช่น นั้นพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงถือว่า เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เคารพธรรม. ในทุกแห่งที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าท่านรำพึงถึงจะเคารพใครก็ดี หรือ ในการที่จะประกาศว่า ตถาคตเคารพใครก็ดี มีข้อความเขียนไว้ชัดว่า เคารพธรรมทั้งนั้น.

น.617 ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรมทั้งปวง ๖๑ ไกวัลยธรรม เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพ. ธรรมนี้คืออะไร ? ก็คือ ธรรมในฐานะที่เป็นกฎ หรือ เป็นสัจจะ , เป็นสิ่งที่ไม่หลอกลวงไม่มุสา ; พระพุทธเจ้าจึงเคารพธรรม. ธรรมที่มีชื่อว่า ตถตา อวิตถตา อนัญญถตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา นี้แหละ เป็นที่เคารพของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้ทุกคนช่วยสนใจหน่อย, อย่าฟังแล้วเฉย ๆ, ไม่สนใจกันไปเสียในคำเหล่านี้. ถ้าได้ยินคำเหล่านี้เมื่อใด ขอให้สะดุ้งกันบ้าง ว่าเป็น สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าเคารพ เพราะตั้งอยู่ในฐานะควรอย่างยิ่งแก่สิ่งที่เรียกว่า ธรรม คำเดียวนั้น คือธรรมแท้ ธรรมที่ไม่แปรผัน. นี่วันนี้ก็ตั้งใจจะกล่าวเพียงเท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่า ในคอนี้มันไม่ค่อยอำนวยให้พูดอะไรมากแล้ว ก็ต้องยุติกันไว้ที่ก่อน. อย่าลืมเสียว่า ขอให้มองเห็นไกวัลยธรรมกันบ้างว่ามีอยู่ในลักษณะเป็นธรรมแม่ นอกนั้นเป็นประกาย ของสิ่งนี้. ถ้าเขาถามว่า มีพระเจ้าไหม ? ก็บอกว่า มีสิ่งสิ่งนี้ คุณจะเรียกว่าพระเจ้า หรือไม่พระเจ้าก็ตามใจ: แต่ เราเรียกว่า กฎ. นี่คือ ตัวธรรมะแท้ เรียกว่า ไกวัลยธรรม ตั้งอยู่ในฐานะที่ควรแก่นามว่าธรรม อย่างยิ่งกว่าสิ่งใด. ขอยุติการบรรยาย และเปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดคุณสาธยาย- ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสในธรรม ต่อไปอีก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต