Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๓ — ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.618 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ เรื่องไกวัลยธรรม แห่งภาควิสาขบูชาได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ ๓ ในวันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรม ในฐานะสิ่งที่เป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ. [ ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อนจนกระทั่งถึงหน้า ๗๑ .] ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูดกันถึงสิ่งนี้ ในแง่นั้นในแง่นี้ ให้ละเอียดลออเท่าที่จะทำได้ ; เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคยกับพวกเรา, หรือว่าคำคำนี้ ๖๒

น.619 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๖๓ ยังจะไม่เคยได้ยินเสียเลยก็มี. สำหรับประโยชน์นั้น มันอยู่ลึกและคนก็ไม่ค่อย สนใจ ให้ถึงส่วนที่ลึก คงมุ่งแต่ส่วนที่ผิวเผิน ในที่สุดก็แก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ มีความยากลำบากเกิดขึ้นหลายประการ ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" ก็จะทำให้เกิดความง่ายขึ้น ในการที่จะเข้าใจสิ่งทั้งปวง, กระทั่งถึงการ ที่จะทำความเข้าใจกันและกัน ระหว่างมนุษย์ ; ให้มนุษย์เกิดความรู้สึกเป็นเสมือนว่า เป็นคนคนเดียวกัน ไม่ได้เป็นศัตรูกัน กระทั่งทุกชาติทุกศาสนา. นี้เป็นความสำคัญสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน สมัยปัจจุบัน ซึ่ง มีความเห็นแก่ตัว ของแต่ละคน ๆ หรือแต่ละประเทศชาติมากขึ้น ๆ: เพราะไม่ รู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ในฐานะที่จะเรียกได้ต่าง ๆ กัน และที่น่าสนใจที่สุด ก็คือสิ่งที่เป็นเหมือนกับพระเจ้า ไกวัลยธรรมเป็นสิ่งที่เหมือนพระเจ้า. สิ่งที่เขาเรียกกันว่า พระเจ้า มีลักษณะ อย่างไร, มีหน้าที่การงาน อย่างไร, มีฤทธิ์อานุภาพ อย่างไร : สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมในที่นี้ มี ลักษณะอย่างนั้น มีอะไรเหมือนกันนั้น จนเรียกว่าพระเจ้า ก็ได้ แต่ถ้าเขาจะมีพระเจ้าอย่างที่เป็นคน เหมือนกับเราเหมือนกับมนุษย์ ให้เป็น ไกวัลยธรรม ด้วยอย่างนี้มัน เป็นไปไม่ได้. ถ้าเป็นพระเจ้า ก็ต้องเป็น

น.620 อย่างพระเจ้า, ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างมนุษย์. พระเจ้าจะมีความรู้สึก คิดนึก มีกิเลส มีอะไรอย่างมนุษย์นั้นเป็นไปไม่ได้, พระเจ้าต้องมีอะไรเหนือกว่า มนุษย์ทุกสิ่งทุกอย่าง. แต่โดยเหตุที่ว่า เรามันเคยชินกันแต่คำว่า "พระเจ้า" ในฐานะที่ เป็นสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับเรา; พอได้ฟังว่ามีธรรมะอย่างหนึ่งที่เรียกว่าไกวัลย- ธรรม มีลักษณะเป็นพระเจ้า ก็เข้าใจว่า เป็นพระเจ้าอย่างคน ๆ ไปเสีย. เหมือน อย่างในเวลานี้ ถ้าเขาจะถามเด็ก ๆ ว่า ทำไมโลกจึงเป็นอย่างนี้ ? ดวงอาทิตย์ เป็นอย่างนี้ ? ดวงจันทร์เป็นอย่างนี้ ? ทำไมโลกนี้จะต้องหมุนรอบตัวเองไป รอบ ๆ ดวงอาทิตย์ ? หรือว่าดวงจันทร์จะพลอยหมุนติดไปกับโลกในลักษณะ อย่างนี้ เพราะเหตุของอะไร ? พวกที่เชื่อพระเจ้า ก็สอนให้เด็ก ๆ เชื่อว่า นี่คือ อำนาจของพระเจ้า พระเจ้าควบคุมให้เป็นอย่างนี้ บังคับให้เป็นอย่างนี้ ถ้าจะถามพวกเราที่เป็น ชาวพุทธ ก็ตอบว่า. มีสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎ ตายตัวของธรรมดา บังคับให้สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้, และในการบรรยายชุดนี้ เรียกสิ่งนั้นว่า ไกวัลยธรรม ทำหน้าที่เหมือนกับพระเจ้า ; แต่ไม่ต้องเป็นบุคคล รู้สึกคิดนึกเหมือนกับคน เป็นธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ เป็นกฎตายตัว ของธรรมชาติ ไม่ต้องเป็นคน ไม่ต้องมีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องมีความรู้สึกคิดนึก แต่สามารถทำอะไรได้ คือบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมดานั้น ได้. พวกที่มีพระเจ้า ก็จะเรียกอาการอย่างนี้ว่า มันเป็นความประสงค์ของ พระเจ้า หรือเป็นไปตามที่พระเจ้าประสงค์ : ทางฝ่ายเราก็พูดว่า เป็นไปตามกฎ. กฎเกณฑ์ของสิ่งที่เป็นกฎ มันต้องเป็นอย่างนั้น ; เช่นดวงอาทิตย์จะต้องมี ลักษณะอย่างนั้น, ดวงจันทร์จะมีลักษณะอย่างนี้ และจะต้องหมุนไปรอบดวง

น.621 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๖๕ อาทิตย์ในเวลาที่จำกัดไว้ ในระยะนี้อย่างนี้ ในระยะอื่นก็อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น ในระยะนี้ว่า ๓๖๕ วันก็รอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น. ความแปลกกันก็จะมีแต่เพียงว่า เขาพูดอย่างว่าเป็นคนคนหนึ่ง คอยบังคับสิ่งต่างๆ ให้เป็นไป. เราไม่พูดอย่างนั้น, เราพูดว่า มีธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งมีอำนาจสูงสุด แล้วก็เป็นกฎตายตัว บังคับให้สิ่งต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างนั้น. ถ้ายังเชื่อว่าพระเจ้ามี, มีอย่างคน แล้วก็กลัวพระเจ้า, แล้วก็ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของพระเจ้า ; อย่างนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน คือจะทำให้หยุดทำบาปทำชั่ว ทำแต่ความดี ; หรือว่าจะไม่ยึดถืออะไรเอามาเป็นของตัวเพราะเห็นว่าเป็นของพระเจ้า อยู่ในอำนาจของพระเจ้าทั้งหมด, อย่างนี้ก็ทำได้ แต่ เดี๋ยวนี้มันทำไม่ได้ เพราะมีคนบางคนเกิดไม่เชื่อว่า มีคนเช่นพระเจ้า หรือ มีพระเจ้าที่เป็นคนเช่นนั้น ที่แปลกออกไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็มีว่า พวกที่ถือเอาพระเจ้า ก็ไม่ได้แสดงไว้ ว่าพระเจ้ามาบอกเอง. พระเจ้าต้องสอนหรือสั่ง หรือผ่านมาทางคนที่แทนพระเจ้า ; เช่น ศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ ที่ถือพระเจ้า ก็ให้เชื่อกัน ว่าศาสดานั้นรับคำสั่งมาจากพระเจ้า, หรือความบันดาลอย่างใดอย่างหนึ่งของพระเจ้า ทำให้ศาสดานั้น ๆ รู้ข้อนี้แล้วก็สอนไปตามนั้น ซึ่งถือว่าสอนตรงตาม ความต้องการของพระเจ้า แล้วเขาก็พากันปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แล้วปัญหามันก็ไม่มี. พระเจ้าจะมีจริงหรือไม่มีจริง มัน ไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า เขาจะ ปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ; ถ้าเขาปฏิบัติตามนั้น มันก็ไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น ; เพราะคำสอนเหล่านั้น ก็ล้วนแต่สอนให้ไม่เบียดเบียน สอนให้เห็นแก่ผู้อื่น สอนให้เห็นว่าทุกคนออกมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน มันก็เบียดเบียนกันไม่ลง.

น.622 ทีนี้ครั้นมาถึงสมัย หรือในถิ่นที่คนไม่อาจจะเชื่อเรื่องมีพระเจ้าทำนอง นั้น แต่แล้วก็ไม่สามารถจะพิสูจน์ ได้ว่า ไม่มีอะไร ที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างกับ พระเจ้าเช่นนี้ ; กลับมองเห็นชัดว่า มันมีอยู่ สิ่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ อย่างนั้น คือ อย่างเดียวกับที่พระเจ้าทำ, แต่แล้วไม่มองเห็นเป็นพระเจ้าที่เป็นมนุษย์ เหมือนอย่างที่เขาพูด ๆ กัน. สิ่งนี้คืออะไร ? สิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังเรียกว่า ไกวัลยธรรม ในที่นี้ ซึ่งจะได้พูดกันเรื่อย ๆ ไปด้วย. ไกวัลยธรรมทำหน้าที่ตามธรรมชาติ. ในพระบาลีแท้ ๆ ก็เรียกว่าธาตุเฉย ๆ, ธา - ตุ หรือ ธาตุ เฉย ๆ ธาตุนั้นมีอยู่แล้วนั่นเที่ยว ที่ทำให้สิ่งนั้นต้องเป็นอย่างนั้น, เป็นอย่างนั้น, ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้นได้; เท่าที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีก็มีอยู่ ๓ เรื่อง ด้วยกัน คือเรื่องไตรลักษณ์นี้เรื่องหนึ่ง. เป็น กฎของไตรลักษณ์, แล้วเรื่อง กฎของอิทัปปัจจยตา เรื่องหนึ่ง, แล้วก็กฎของเรื่องอริยสัจจ์ ๔ อีกเรื่องหนึ่ง, อย่างที่พระสงฆ์ทั้งหลายได้สวด เป็นคุณสาธยายเสร็จไปแล้วเมื่อตะกี้นี้. นี่ความเป็นอย่างนี้, ความเป็นอย่างนี้, ความไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนี้, ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, ความเป็นกฎตายตัวของธรรมดา, ความตั้งอยู่อย่างตายตัวของธรรมชาติอะไรนี้, นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่ากฎ. นี้โดย เหตุที่ว่าจะเรียกว่า กฎ หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ในภาษาบาลีก็เรียกว่าธรรม ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ในที่นี้ก็คือธรรมที่เป็นกฎ โดยเหตุที่ธรรมที่เป็นกฎชนิดนี้ มันมีอยู่ทั่วไป ทุกเวลาและทุกสถานที่ ทุกรูปทุกแบบ จะต้องหาคำมาใหม่ สักคำหนึ่ง ให้อธิบายความหมายอย่างนี้ได้ดี จึงเห็นว่าคำว่า "ไกวัลยะ" นี้

น.623 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๖๗ เป็นคำที่มีความหมายตรงตามความประสงค์ ไกวัลย์, ไกวัล - ยะ หรือเรียก สั้น ๆ ว่า ไกวัลย์ นี้ มันแปลว่า ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยกเว้นที่ไหน, ไม่ยกเว้น เวลาไหน, ไม่ยกเว้นสถานที่ไหน, ไม่ยกเว้นอากัปกิริยาอย่างไร, สิ่งนี้ เรียกว่าไกวัลย์. สิ่งใดมีความเป็นอย่างนั้น มีอำนาจหน้าที่ตลอดความเป็น อย่างนั้น ควรจะเรียกว่าไกวัลย์, ไกวัลยธรรม. และอยากจะขอบอกกล่าวว่า คำพูดนี้ เราใช้กันได้อย่างอิสระ คือเอา คำของพวกอื่นมาใช้แต่ให้ความหมายใหม่ ตามความประสงค์ของเรา ; อย่างนี้ เรียกว่า, ถ้าเรียกอย่างสมัยใหม่นี้ก็เรียกว่า, มีสิทธิที่จะทำได้ ไม่ถือว่าเป็น การล่วงเกิน ตัวอย่าง ง่าย ๆ เช่นคำว่า นิพพานยืมมาใช้เป็นความหมายของคำ ว่าสิ้นกิเลส ซึ่ง เมื่อก่อน เขาใช้อยู่เพียงว่า เป็นจตุตถฌานก็พอ เป็นนิพพานแล้ว หรือว่า เมื่อยังโง่กว่านั้น ก็ใช้กามารมณ์เป็นนิพพาน. กล่าวโดยเจาะจงว่า พระพุทธเจ้า ท่าน จะยืมคำ ที่พวกอื่นเขาใช้ กันอยู่ก่อนนั้น เอามาใช้ให้มีความหมายอย่างที่พระองค์ต้องการ ซึ่งมันก็ต้อง ผิดกันเป็นธรรมดา ; แต่คำนั้นมันอำนวยให้ใช้ได้ เช่นคำว่า นิพพาน อย่างนี้ แปลว่าดับทุกข์สิ้นเชิง เย็นสนิท อย่างนี้ ; ถ้ามันยังไม่ดับทุกข์จริง ไม่เย็น สนิทจริง ก็ยังไม่ควรเรียกว่านิพพาน. ฉะนั้นพระองค์จึงมีสิทธิ์ที่จะใช้คำว่า “นิพพาน” นี้เสียใหม่ ให้มันหมดกิเลส, หมดความทุกข์จริง ๆ, จะมีกามารมณ์ สมบูรณ์ แล้วจะเรียกว่านิพพานนี้ไม่ได้ ถือเป็นผิด, หรือจะอยู่เพียงชั้น จตุตถฌานสงบรำงับ อย่างนั้นจะเรียกว่า นิพพาน นี้ก็ยังไม่ถูก. แต่ว่าเราไม่มีหน้าที่ ที่จะไปคัดค้านเขา ไม่มีหน้าที่ที่จะไปบอกว่า คุณ ผิด ฉันนี่ถูก นี้ไม่มี. นี้ต้องไม่ทำเป็นอันขาด ; แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ ซึ่ง

น.624 พุทธบริษัทจะต้องจดจำไว้ด้วยว่า จะไม่มีการพูดว่า คนอื่นผิดหรือเราถูก ; มีหน้าที่แต่เพียงว่า เราจะบอกว่า เราชอบใจอย่างนี้, เรามีความเข้าใจอย่างนี้, แล้วเราชอบใจอย่างนี้, เราพิสูจน์ได้ ว่าทำไมเราจึงชอบใจอย่างนี้ คือดับทุกข์ ได้. การยืมคำมาใช้ในความหมายที่พ้องกัน. ทีนี้ สำหรับคำว่าไกวัลย์ ไกวัล - ยะ นี้ก็เหมือนกัน ก็เคยเป็นคำ ในศาสนาอื่น เช่น ในศาสนาไขนะ หรือนิครนถ์ เป็นต้น เขาใช้ไกวัลย์ในฐานะ เป็นนิพพาน หรือเป็นที่ดับ ที่สิ้นสุด แห่งสัตว์ที่เวียนว่าย. ในพวกอุปนิษัทบาง พวกบางนิกาย ใช้คำว่าไกวัลยะนี้ เหมือนกับคำว่าพระอิศวร ที่เป็นใหญ่ในที่ทั้ง ปวง เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล. ในพุทธศาสนา มีคำว่า "เกพลี" ใช้ หมายถึง พระอรหันต์ แต่เราเห็นว่า คำนี้มันไม่ใช่คำของใคร หรือที่ใครจะผูกขาดได้. เรา ก็ยังคงเอามาใช้ได้ ว่าหมายถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง มีอำนาจ ในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์และทุกกิริยาอาการ : อย่างนี้เป็นต้น ก็เลยยืมมาใช้ การยืมคำเหล่านี้มาใช้ ไม่เป็นการละเมิดสิทธิ และก็ไม่เป็นการ ล่วงล้ำอะไรกัน เพราะต้องการความหมายที่เขาเข้าใจกันดีอยู่แล้ว, ความหมาย ของคำที่เขาเข้าใจกันดีอยู่แล้ว, แต่ความจริงนั้นยังไม่ถึง เราจึงใช้คำอย่างนั้น เหมือนกับอย่างว่าไปยืมเขามา แล้วก็ให้ความหมายที่ถูกต้องกว่า, หรือถึงที่สุด.

น.625 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๖๙ ยกตัวอย่างเช่น พระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยืมเอาคำว่า พราหมณ์ หรือพราหมณะคือพราหมณ์นี้ มาใช้เป็นชื่อของพระอรหันต์, คือว่า ผู้ที่เป็นพราหมณ์ อย่างที่เขากล่าว ๆ กันนั้นไม่ใช่พราหมณ์ จะเป็นพราหมณ์ก็คือ หมดกิเลสสิ้นทุกข์จึงจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นระบุคำว่า พราหมณ์ถ้ามีความหมายสมกับคำคำนี้แล้วก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ; เพราะ ฉะนั้น พระอรหันต์นั่นแหละคือพราหมณ์ที่แท้จริง. นี่อย่างพุทธภาษิตทั้งหลายเป็น อันมาก ในบาลีธัมมบทพราหมณวรรค. หรือที่อาจจะน่าหวัวน่าขันไปกว่านั้นอีกก็ได้ คือข้อที่ตรัสไว้เป็นใจ ความว่า พระอรหันต์เท่านั้น ที่จะเรียกว่าเป็นภิกษุที่แท้จริงได้ ; ถ้ายังไม่เป็น พระอรหันต์ ก็ยังไม่เป็นภิกษุที่แท้จริง คือเป็นภิกษุสมมติ หรือบัญญัติ หรือ อุปโลกน์กัน ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์จึงจะเรียกว่าภิกษุ. ข้อความอย่างนี้ก็มีมาก ในภิกขุวรรคในบาลีธัมมบท. ลองพิจารณาดูอีกนิดหนึ่งว่า ทำไมจึงเรียกพระอรหันต์ว่าภิกษุที่แท้จริง ? นี้อาจจะตอบได้เป็น ๒ อย่าง ตามความหมายของคำว่า "ภิกษุ". คำว่า ภิกษุ แปลว่า ผู้ขอ ก็ได้, แล้วคำว่า ภิกษุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ก็ได้. ถ้าภิกษุแปลว่าผู้ขอ อย่างขอทานอย่างนี้ ก็ต้องถือว่า พระอรหันต์ เท่านั้น มีสิทธิสมควรที่จะเป็นผู้ขอ อย่างเต็มที่ ; ถ้าไม่ถึงอย่างนั้น มันควร จะหากินเองบ้างมากกว่า. ถ้าไม่มีความดีความงาม ความประเสริฐ ก็ทำให้ถึงที่สุด. จึงควรที่จะขอเขาร้อยเปอร์เซ็นต์. นี่จึงได้ตรัสว่า พระอรหันต์เท่านั้น ที่ควร จะเรียกว่าภิกษุ, หรือว่า พระอรหันต์เท่านั้น ที่จะเรียกว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ นี่

น.626 มันก็จริง ก็เห็นอยู่แล้ว. คนธรรมดาเห็นภัยไม่ถึงที่สุด จึงไม่เป็นพระอรหันต์ จึงเป็นเพียงอย่างมากก็พระอนาคามี ; เพราะมันยังไม่เห็นภัยถึงที่สุด. ต่อ เมื่อเห็นภัยถึงที่สุด ก็เป็นพระอรหันต์เสียเท่านั้น มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ; ฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ก็คือผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏสงสารถึงที่สุด ก็ตรงกับ ความหมายของคำว่าภิกษุ คือผู้เห็นภัยในวัฏฏะ. นี่ขอให้เปรียบเทียบดู ว่าคำว่า " พราหมณ์ ” นั้นใช้ถูกต้องแล้ว, คำว่า “พราหมณ์” นี้แปลว่า ผู้สิ้นบาป ผู้หมดบาป หรือถ้าว่า แปลงมาจากพรหม ก็หมาย ความว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ; ฉะนั้นพระอรหันต์เท่านั้นแหละที่จะหมดบาป เป็นผู้หมดบาป หรือลอยบาปหมดแล้ว หรือว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด, ฉะนั้นภิกษุ ก็เหมือนกัน เป็นพระอรหันต์เท่านั้นที่ควรแก่การขอโดยแท้จริง ที่เรียกว่า เห็นภัยโดยแท้จริง. นี่ยกมาให้ฟังเป็นตัวอย่าง คือว่า อย่าได้ยึดถือเรื่องคำพูด ตามที่ เคยรู้เคยฟัง หรือเคยยึดถือกันมา. ให้เข้าใจข้อนี้ไว้ว่า เป็นพราหมณ์แท้จริง คือเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้คำว่า "ไกวัลย์” นี้ก็เหมือนกัน เคยเป็นคำพูดที่ใช้แทนพระเจ้า, แทนคำว่าพระเจ้า ในพวกอุปนิษัทบางนิกาย. หรือว่า ในพวกนิครนถ์ ก็ใช้ เป็น ชื่อของจุดสุดท้ายสูงสุดคล้าย ๆ กับปรมาตมัน คือว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อถึงที่ สุดแล้ว ก็ไปรวมอยู่ที่นั่น จบสิ้นกันที่นั่น, คล้าย ๆ กับว่า เข้าไปสู่ที่นั่น แล้ว ก็หยุดกันเลยตลอดนิรันดร เขาเรียกว่าไกวัลย์

น.627 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๗๑ พวกพุทธบริษัทเรานี่แหละ บางทีก็เผลอไป ไปพูดในลักษณะเช่นนั้น ก็มี ว่าถ้าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปถึงที่สุด หลุดพ้นออกไปได้แล้ว ก็ไปรวมกันอยู่ใน เมืองนิพพานอย่างนี้ มันน่าหัวสักเท่าไร ; เพราะว่า ยังอยากจะมีตัวตน ไม่ อยากจะเพิกถอนตัวตน ขอให้ไปรวมอยู่ที่แห่งหนึ่งแห่งใดเป็นนิรันดร. ถ้ามี ความหมายอย่างนี้แล้วก็ผิด ไม่เป็นพุทธศาสนา มันเหมือนกับมีตัวมีตน ไปรวม เป็นตัวเป็นตนอะไร อยู่ที่ใดที่หนึ่ง. คำว่า “นิพพาน" ก็ต้องหมายถึงดับสิ้นแห่งตัวตน,' ไม่มีความ หมายแห่งตัวตน ; แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้นมีอยู่ ให้สิ่งนั้นมีอยู่ ตามที่ สิ่งนั้นจะมีอยู่อย่างไรนี้ ก็อย่าได้ไปเรียกว่าตัวตน มันจะเลยกลับกลายเป็นคนขึ้น มาอีก. นี่ความสับสน หรือว่าทำความลำบากยุ่งยากเกี่ยวกับคำพูด มันเป็น อย่างนี้. ( เริ่มบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.) ความหมายของคำไกวัลย์ในที่นี้มีเพียงเป็นกฎ. เดี๋ยวนี้ก็ อยากจะใช้คำว่าไกวัลยะ ให้มีความหมายแต่เพียงว่า หมาย ถึง สิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกกิริยาอาการ ซึ่งเนื้อแท้ แล้วก็คือ สิ่งที่เรียกว่ากฎ. ไกวัลย์คือสิ่งที่เรียกว่ากฎ อย่างที่อธิบายให้เห็น แล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ. ดังนั้นในวันนี้ จึงระบุออกไปให้ชัดว่าสิ่งที่ เรียกว่า ไกวัลย์นั้นก็คือกฎ แล้วก็แบ่งได้เป็น ๓ ประเภท ตามที่มีเค้าเงื่อน

น.628 ให้สังเกตได้จากพระบาลี นั้นเอง; อย่างพระบาลีที่สวดไปแล้วเมื่อตะกี้นี้. กลุ่มแรก ก็หมายถึง กฎแห่งอิทัปปัจจยตา, กลุ่มที่ ๒ ก็หมายถึง กฎแห่ง สามัญญลักษณะ, กลุ่มที่ ๓ ก็หมายถึง กฎแห่งอริยสัจจ์ ๔. เดี๋ยวนี้จะมากล่าวกันใหม่ตามลำดับ ที่สะดวกสำหรับศึกษาเล่าเรียน จะได้กล่าวถึงกฎของสามัญญลักษณะก่อน แล้วในโอกาสต่อไป จึงจะกล่าวถึง กฎของอิทัปปัจจยตา, และกฎของอริยสัจจ์เป็นที่สุด. แต่แล้วก็ไม่อยากจะให้ลืมคำว่า "พระเจ้า" ในความหมายของพวกเรา คือ ไม่ต้องมีพระเจ้าเป็นตัวคน ที่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างคน. แต่มีพระเจ้าที่ น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือน่าเกรงขาม น่าเชื่อถืออะไรยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าคือกฎ, คือสิ่งที่เรียกว่ากฎ, กฎชนิดที่ทำให้โลกต้องหมุนอยู่เรื่อยนี้ หรือให้ดวง อาทิตย์ ดวงดาว ดวงจันทร์ อยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นอะไรอย่างนี้ ให้สิ่งต่าง ๆ ใน โลกเหล่านั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ หยุดไม่ได้. นี่คืออำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากฎ หรือไกวัลยธรรม ที่บังคับบัญชาอยู่ทั่วไป ใน ทุกสิ่ง ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่. กฎที่พุทธบริษัทควรศึกษาโดยตรง. ทีนี้เพื่อการศึกษาโดยสะดวกหรือโดยตรง สำหรับพุทธบริษัทเรา ก็ จะแยกเป็นสัก ๓ ส่วน อย่างที่กล่าวมาแล้ว.

น.629 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ กฎที่ ๑ กฎแห่งสามัญญลักษณะ คือ กฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่มันเป็นพระเจ้าของการที่สร้างสิ่งใหม่ ๆ เรื่อยไป. ลองคิดดูเถอะ ถ้า มันเที่ยง มันไม่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว สิ่งใหม่จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? มันต้อง อาศัย การยักย้ายเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป สิ่งใหม่ ๆ จึงจะเกิดขึ้น, แล้วมันต้อง มีความสำคัญอยู่ตรงที่ มันเปลี่ยนได้, แล้วมันต้องเปลี่ยน มันอยู่นิ่งไม่ได้, มันมีอะไรอันหนึ่งบังคับให้ตายตัวอยู่อย่างนั้นไม่ได้ ต้องเปลี่ยน. แม้แต่ก้อนหิน นี้ก็เปลี่ยน แต่เปลี่ยนชนิดที่คนสังเกตเห็นไม่ได้ แล้วก็เลยคิดว่ามันไม่เปลี่ยน: หรืออะไร ๆ ที่มันจะยิ่งไปกว่าก้อนหิน นี้มันก็ยังต้องเปลี่ยนมันมีความเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ; จะเรียกว่าพระเจ้าของการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา เรื่อยก็ได้. กฎแห่งความเปลี่ยนแปลงนั่นแหละคือพระเจ้า , เป็นพระเจ้า ที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเรื่อยไม่ซ้ำเก่า. นี่ กฎแห่งสามัญญลักษณะ คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็น อนัตตา. เดี๋ยวก็จะได้พูดกันให้ละเอียด. ทีนี้อยากพูดข้ามไปถึง กฎที่ ๒ ที่เรียกว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งมีหลักอยู่ว่า เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จะเกิดขึ้น โดยสมควรแก่เหตุ ปัจจัยนั้น ๆ นั่นแหละคือ กฎแห่งกรรม. กฎแห่งกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลีก เลี่ยงไม่พ้น และตรงแน่ ยุติธรรมที่สุด ตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตาว่าเมื่อทำลงไป อย่างนี้ผลจะต้องออกมาอย่างนี้ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ ก็ต้องเรียกว่า พระเจ้า แห่งกรรม แห่งวิบาก แห่งกิเลส คือวัฏฏะ นั่นเอง .

น.630 อิทัปปัจจยตาที่แสดงไว้ชัดเจน ก็ในรูปปฏิจจสมุปบาท ส่วนหนึ่งที่เป็น กิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม, ทำกรรมแล้วก็เกิดผลกรรม, แล้วทำให้เกิดกิเลส อีก, นี่มันรวมทั้งกรรม และเหตุของกรรมและผลของกรรม ถ้าเราจะเอาคำว่ากรรมเป็นคำกลาง ก็เรียกว่า พระเจ้าแห่งกรรม กฎ แห่งกรรมคือพระเจ้าแห่งกรรม . กรรมนี้ก็มีเหตุ คือกิเลส กรรมนี้ก็มี ผล คือ วิบาก ของกรรมนั้น ๆ มันจึง หมุนเป็นวงกลม อยู่ใน ๓ อย่างนี้ คือ กิเลส - กรรม วิบาก, กิเลส - กรรม - วิบาก, ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา สำหรับสิ่ง ที่มีชีวิต. ถ้า สำหรับสิ่งที่ไม่มีชีวิต มัน ก็มีกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ด้วยเหมือนกัน ตามสมควรแก่สิ่งที่ไม่มีชีวิต ต่อเมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น, แล้ว มันหยาบกว่า มันข้างนอกกว่า; เช่น ต้นไม้อย่างนี้ มันออกมาได้เพราะมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ฉะนั้นถ้าต้นไม้มีความรู้สึกนึกคิดได้ มันก็ ต้องมีส่วนที่เรียกว่า เป็นความรู้สึกสบายหรือไม่สบายอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ต้นไม้ ของเราก็เหี่ยวเกือบจะทุกต้น ใครรู้ไหมว่า มันกำลังสบาย หรือกำลังไม่สบาย ? ถ้ามันมีความรู้สึก มันจะรู้สึกไปทำนองที่ไม่ว่าสบายนี้ ดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตอยู่ รอดอยู่เหมือนกัน. กฎแห่งอิทัปปัจจยตานี้ เป็นพระเจ้าแห่งกรรม ที่จะทำให้เกิด ผลกรรมโดยสมควร. ทีนี้ กฎที่ ๓ ถัดไป คือ กฎแห่งอริยสัจจ์ ๔. นี่คือ พระเจ้าแห่งความ รอด. ถ้าจะเรียกให้น่านับถือสักหน่อย ก็จะเรียกว่า พระเจ้าแห่งความรอด ;

น.631 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๗๕ ที่จริงนั้น กฎแห่งอริยสัจจ์นั้น เป็นทั้งพระเจ้าแห่งการลงโทษ และ พระเจ้า แห่งการให้รางวัล. อริยสัจจ์ ๔ สองข้อแรก นั้น เป็น เรื่องทุกข์ และเรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ ; มีกฎตายตัวอยู่อย่างนั้น ๆ เป็น ตถา เป็น อวิตถา เป็น อนัญญา คืออย่างนั้น ๆ. นี่ไปเอาเข้าเถอะจะเหมือนกับถูกลงโทษ, พระเจ้าลงโทษแล้ว. อริยสัจจ์สองข้อ ข้างหลัง คือนิโรธ กับ มรรค นี้ คือ ความไม่มีทุกข์, เป็นเหตุให้ไม่มีทุกข์ เป็น กฎเกณฑ์ที่ทำให้ไม่มีทุกข์ ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน. พระเจ้าตอนที่ให้รางวัล ให้สิ่งที่ดี ๆ ที่น่าปรารถนา นี้เรียกว่า กฎแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นพระเจ้าแห่งความทุกข์หรือความพ้น ทุกข์ ; ที่จริงพระเจ้านี้ คงอยากจะให้พ้นทุกข์ อยากจะให้รอดพ้นทุกข์. แต่เมื่อ ทำผิดมันก็ต้องเป็นทุกข์ ลงโทษให้เสียหน่อย ให้เข็ดหลาบบ้าง แล้วก็ค่อยๆ ทำถูกต่อไป แล้วก็พ้นทุกข์ คือรอด. นี่ สรุป กันไว้ที่หนึ่งก่อนก็ได้ว่า ไกวัลยธรรมหรือกฎ เรื่องสามัญญ- ลักษณะ. กฎแห่งสามัญญลักษณะนี่เป็นพระเจ้าของการสร้างสิ่งใหม่ ๆ เรื่อยไป คือความเปลี่ยนแปลง. และ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา นี้ เป็นพระเจ้าแห่งกรรม คือเป็นความแน่นอนตายตัวแห่งกรรม ที่ว่าทำลงไปอย่างไร จะต้องได้ผลอย่างไร. ทีนี้ กฎแห่งอริยสัจจ์ เป็นพระเจ้าแห่งการช่วยให้รอด หลังจากที่ได้ทำผิดมา พอสมควรแล้ว.

น.632 ไกวัลยธรรมหรือกฎ ควรจะเรียกว่าพระเจ้าได้. อยากจะถามว่า ใครรู้สึกกระดากปากบ้าง ที่จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า พระเจ้า? อาตมาไม่รู้สึกกระดากปากเลย ที่จะเรียก กฎเกณฑ์เหล่านี้ ว่าพระเจ้า เพราะว่ามัน เป็นพระเจ้าจริง ยิ่งกว่าพวกที่เขามีพระเจ้า หรือเขาถือพระเจ้ากัน อย่างอื่น; กลับไปเห็นว่า ที่เขาเรียกกันว่าพระเจ้า หรือเขาถือกันอย่างพวก อื่นถือนั้น ไม่น่าจะเรียกว่าพระเจ้า. ถ้าว่าเป็นคน เป็นคล้ายคน มีความรู้สึก อย่างคน เดี๋ยวยินดียินร้าย มีลักษณะเหมือนกับคุ้มดีคุ้มร้าย โอ๊ย, อย่างนี้ ไม่น่าเรียกพระเจ้าเลย. ถ้าว่าตายตัวแน่นอนเฉียบขาด อย่าง กฎเกณฑ์ของสามัญญลักษณะ ของอิทัปปัจจยตา ของอริยสัจจ์ นี้ ไม่มีข้อบกพร่อง ที่ตรงไหนเลย ที่จะเรียกว่า พระเจ้า ; มันมีความหมายตรงตามลักษณะของพระเจ้าทุกอย่างเลย แต่จริงกว่า, และที่สำคัญที่สุด ก็คือข้อที่ว่า มีไปเสียทั่วทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกอากัป- กิริยา ทุกสถานการณ์ของสิ่งทั้งปวง จึงต้องเรียกให้เป็นพิเศษว่าไกวัลย์, ก็ เรียกว่าไกวัลยธรรม เพราะว่าเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นบุคคล ก็เลยเรียกว่า ไกวัลยธรรม มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. เราไม่รู้จัก เราก็คิดว่าไม่มี ไม่มีพระเจ้าที่มาคุมเราอยู่ข้าง ๆ แล้ว เราก็ทำผิด ทำบาป ทำกรรม ทำชั่ว หรือไม่มีกำลังที่จะกระทำความดี. นี่ เพราะว่าไม่รู้จักพระเจ้า ในฐานะที่เป็นไกวัลยธรรม ถ้าเรารู้จัก อย่างน้อยก็จะเกิดความกลัว คือโอตตัปปะ - กลัว ไม่ กล้ากระทำชั่ว ไม่มีที่ตรงไหน ที่จะซ่อนได้พ้นสายตาของพระเจ้า แล้วทำชั่ว

น.633 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ไม่ให้พระเจ้าเห็น : ถ้าเรารู้จักพระเจ้าจริงเราจะรู้สึกอย่างนี้; ฉะนั้นเราก็เลยไม่กล้าทำชั่ว . หรือว่าเราคิดว่าไม่มีหวัง ที่จะทำดีให้รอดไปได้ตามลำพังเราเอง ; แต่ถ้าเรารู้จักพระเจ้าจริง ๆ อย่างนี้แล้ว จะรู้สึกว่ามันมี คือมีเหตุมีปัจจัยที่จะให้เกิดความสำเร็จนี้อยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง เว้นไว้แต่เราถือเอาไม่เป็น. ไม่รู้จัก. ทีนี้ เรียกว่าพระเจ้าได้ เพราะอยู่ในที่ทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกอากัปกิริยา ทุกสถานการณ์อะไรต่าง ๆ, แล้วพระเจ้าองค์ที่หนึ่งคือพระเจ้าแห่งสามัญญลักษณะ พระเจ้าแห่งความจริง เรื่องสามัญญลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะได้ดูกันต่อไป. เรามัวแต่จะดู หรือว่าจะยุ่งกันแต่เรื่องได้เรื่องเสียของเราเอง เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนานของเรามากกว่า จึงไม่เห็นลักษณะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นตัวพระเจ้า เป็นองค์พระเจ้า ทั้งที่มันอยู่ทุกแห่ง และยิ่งกว่าทุกแห่งไปเสียอีก คือว่าในทุก ๆ ปรมาณู ในเนื้อหนังร่างกายของเรา. เอาซิ, ถ้าว่าเราคนนี้จะแบ่งออกเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอะไรก็ตาม แบ่งเป็นอณู กระทั่งเป็นปรมาณู. เล็กแบ่งไม่ออกอีกแล้ว ก็ยังพูดได้ว่า ในทุกปรมาณูมีกฎแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, มีพระเจ้าหรือมีอำนาจของพระเจ้า อยู่ในทุกปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเรานี้. ทำไมเราจึงมองไม่เห็น ? เพราะว่าเราไม่ได้สนใจ, เราไม่ได้สนใจที่จะมอง.

น.634 ดูไกวัลยธรรมที่เป็นกฎแห่งอนิจจัง. ทีนี้วันนี้ก็เป็นโอกาส ที่จะศึกษาพระเจ้า หรือไกวัลยธรรมก็ตาม แล้วแต่จะเรียก, หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า กฎคำเดียวก็ได้ ว่า กฎแห่งอนิจจัง ก่อน เป็นข้อแรก. อนิจจัง เป็นรากฐานอันสำคัญ ของการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น. นี้เป็นอันแรกที่สุดที่จะต้องดู , ถ้ามันเกิดไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว มันก็ตายด้าน หยุดนิ่ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างที่เราเห็น ๆ อยู่ ; ทางร่างกายก็หยุดนิ่ง ยิ่งกว่าเป็นก้อนหินเสียอีก, จิตมันก็หยุดนิ่ง ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดนึกอะไรได้ มันหยุดนิ่ง ; อย่างนี้มันยิ่งกว่าตายเสียอีก. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น ร่างกายหรือวัตถุ ก็เปลี่ยนได้เรื่อย, จิตก็เปลี่ยนได้เรื่อย; ฉะนั้นจึงเกิดความเจริญงอกงามทางกาย, เกิดความคิดนึก ความรู้สึกทางจิต, เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้. กระแสแห่งความเปลี่ยน นั้น สำเร็จรูปออกมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บัญญัติเรียกว่าอย่างนั้น บัญญัติเรียกว่าอย่างนี้; จะเรียกว่า เวทนา เรียกว่า สัญญา เรียกว่า สังขาร เรียกว่า วิญญาณ อย่างนี้ ก็แล้วแต่จะเรียก. มันเป็นกระแสแห่งความเปลี่ยนระยะหนึ่งหรือตอนหนึ่งก็เรียกว่าอย่างนั้นอย่างหนึ่ง ; เพราะมันมีความเปลี่ยนแปลงเรื่อย เหมือนกับไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปอย่างนั้นแหละ มันจึงเกิดอะไรขึ้นมาเรื่อย; แล้วเรียกได้ ว่ามันมีปรากฏรูปร่างออกมา

น.635 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ อย่างไม่ซ้ำที่ อย่างไม่ซ้ำของเดิม อย่างน้อยก็ต้องผิดไปนิดหนึ่ง เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง, เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง เมื่อนานเข้ามากเข้ามันก็มีความเปลี่ยนมากออกไป. ทำไมการที่ไม่เที่ยง เพียงแต่เปลี่ยนนี้ มัน ทำให้ไม่เหมือนเดิมล่ะ ? เพราะว่า ทุกคราวที่เปลี่ยน มันมีอะไรเติมเข้าไปนิดหนึ่งเสมอ. อย่างเช่น อย่าง " เวลา " นี้มันก็เปลี่ยน เติมมากขึ้นนิดหนึ่ง หรือ วัตถุ ที่เป็นตัววัตถุ มันก็มีอะไรเปลี่ยนหรือเติมเข้ามานิดหนึ่ง ; ฉะนั้นจึง เหมือนเดิมไม่ได้. ไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่มันกำลังออกมาใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าลูก ออกมาเรื่อยจากแม่ของมัน แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ๆ ๆ มันไม่เหมือน ; และโดยเฉพาะ สิ่งที่มีชีวิต ละก็ เปลี่ยนมาก เพราะมีความรู้สึกมีความต้องการ มันเป็นสิ่งที่มีอำนาจมีกำลัง มันจึงเปลี่ยนมาก. ภายในไม่กี่ชั่วคน มันก็เปลี่ยนได้ถึงขนาดที่เรียกว่า จะจำไม่ได้; ก็สังเกตดูเถอะว่า คนนี้เกิดออกมาใหม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเหลน ออกมาใหม่ ๆ นี้มันไม่ค่อยเหมือนเลย, แล้วมันจะดูสวยขึ้นเรื่อย เพราะว่าพ่อแม่ต้องการให้มันสวย มันมีความรู้สึกที่อยากให้ลูกสวย หรืออะไรมันสวยนี้ อยู่ตลอดเวลา. มีออกมาใหม่ มันก็เปลี่ยน ก็เปลี่ยนไปในทางสวย ที่เคยดำมันก็อาจจะขาวขึ้นได้ ในไม่กี่ชั่วคน ; มันมีเหตุปัจจัยอย่างนี้. ถ้าพูดตรง ๆ หน่อย ก็ต้องพูดว่า ควรจะชอบใจความเปลี่ยน ในเมื่อ เรารู้จักทำให้มันเปลี่ยนไปในทางดี อย่าเปลี่ยนไปในทางที่ว่ามันเลวลงหรือชั่ว; เพราะมันเปลี่ยนได้ มันจึงมีของดีเกิดขึ้นมาได้, แล้วระวังอย่าให้เปลี่ยนไปในทางชั่ว. ถ้ามัน ไม่มีการเปลี่ยน มันก็ จะมีความทุกข์ตายด้าน อยู่นั่นแหละ

น.636 ไม่มีทางจะดับทุกข์ได้ โดยที่มันเปลี่ยนได้ จากบาปเป็นหมดบาป หรือว่าเป็นบุญเป็นเหนือบุญอะไรไปได้ ; มันเปลี่ยนได้อย่างนี้. นี่พูดกันโดยกว้างขวางไม่มีขอบเขต อย่างที่เรียกว่ามัน เป็น ไกวัลยธรรม มัน กว้างขวางไม่มีขอบเขต ทั้งในส่วนเนื้อที่ ในส่วนเวลา มันเกี่ยวเนื่องกันไปหมด. มัน อาศัยความเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดขึ้นมาเรื่อย เรียกว่า กฎ นี้ หรือพระเจ้านี้ ไม่ยอมให้สังขารใด ๆ ทั้งที่เป็นสสาร หรือเป็นกำลังงาน หรือเป็นนามธรรมก็ตามนี้ อยู่นึ่ง หรือตายตัวอยู่ได้, บังคับให้เปลี่ยนเรื่อย แล้วก็เกิดมีของใหม่เรื่อย เป็นโลกที่แปลกออกไปเรื่อย, แปลกออกไปเรื่อย แล้วคงไม่มีทางจะซ้ำกับที่แล้วมาอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์. แม้ว่าจะ เกิด - ดับ, เกิด - ดับ, เกิด-ดับ คล้าย ๆ กับว่า ซ้ำ ๆ ซาก ๆ มันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ; เกิดครั้งหลังมันไม่เหมือนครั้งก่อน, ดับครั้งหลังมันก็ไม่เหมือนครั้งก่อน, ก็จึงไปข้างหน้าเรื่อย ก็เรียกว่าไหลเรื่อยไป ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร ; แล้วก็ ไหล คือ เปลี่ยน แล้วก็ เรื่อย คือ ไม่ได้หยุดเลย , ไม่ได้หยุดสักระยะหนึ่งเลย. ถ้าใครเข้าใจคำว่าทุกสิ่ง แล้วก็ไหล แล้วก็เรื่อย เปลี่ยนเรื่อยนี้ จะเข้าใจคำว่า "อนิจจัง" นี้มันมีข้อยกเว้น ว่าเราไม่ต้องไปรู้ทั้งหมด เพราะมันไม่จำเป็น มันเหนื่อยเปล่า. รู้เรื่องอนิจจัง ก็รู้เฉพาะเท่าที่มันจำเป็น ที่จะดับทุกข์ข้างในเราได้; เพราะว่าเราไม่รู้จักอนิจจังในส่วนไหน ความทุกข์ได้เกิดขึ้นแก่เรา ก็ขอให้เรารู้จักอนิจจังในส่วนนั้นเถอะ เท่าที่มันจะดับความทุกข์ที่เป็นปัญหาของเรา.

น.637 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๘๑ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสัจจะ ๓ อย่างนี้ไว้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ในฐานะเป็น นิพฺพานสปฺปายธมฺม คงจะฟังไม่ออก ; นิพฺพานสปฺ- ปายธมฺม หรือ นิพฺพานสปฺปายปฏิปทา คือ ธรรมที่สบายแก่พระนิพพาน. ฟังดู น่าหัว, พระนิพพานรู้จักสบายกับเขาด้วย, แต่ตัวหนังสือมันเป็นอย่างนั้น นิพพานสัปปายปฏิปทาก็ได้, ธรรมเป็นที่สบายแก่นิพพาน คือปฏิบัติเป็น ที่สบายแก่นิพพาน. สบายนี่แปลว่าสะดวก สะดวกแก่การบรรลุนิพพาน ก็ คือ ที่มันง่ายแก่การบรรลุนิพพานนั้นแหละ, คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าใครไปรู้เรื่องนี้เข้าก็จะเกิด นิพฺพานสปฺปายธมฺม ขึ้นมา. ทรงระบุ ให้เห็นอนิจจัง ที่อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา เท่านี้ก็พอแล้ว นอกนั้นมันเป็นไปได้เอง, เป็นไปได้ของมัน เอง. อายตนะภายใน - อายตนะภายนอก - แล้วก็วิญญาณแล้วก็ผัสสะ- แล้ว ก็เวทนา. นี้คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พูดซ้ำ ๆ ซาก - ไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้ว : อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการนั้น เรียกว่าผัสสะ, เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เท่านี้ก็พอ ไม่ต้องไปถึงตัณหา อุปาทานอะไร. ให้เห็นอนิจจังของอายตนะภายใน : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เห็นอนิจจังของอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, ให้เห็นวิญญาณ ที่เกิดขึ้นว่าอายตนะแต่ละคู่นี้ มันกระทบกัน อาศัยกันเกิด วิญญาณขึ้น, แล้วทั้งหมดนั้นเรียกว่าผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนามัน พอแล้ว.

น.638 ข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม อยู่ข้างนอก ก็พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงได้ง่าย, เพราะนี่ไม่สู้จะลึกซึ้ง, เพราะเราเห็นความ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, เพราะเรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลื่น เรื่องรส นี้เห็นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ. ทีนี้ ข้างในนี้ มัน เห็นยาก หรือว่ามันลึกซึ้งกว่านั้น คือว่าตัวจิตใจ หรือนามธรรมที่จะมาเป็นวิญญาณ เป็นอะไรทำนองนี้ มันไม่เที่ยงร้ายไปกว่านั้น เสียอีก แล้วมันไวยิ่งกว่าสิ่งทั้งหลายไปเสียอีก. ถ้าพูดอย่างคร่าว ๆ ก็ต้องพูดไปที่ก่อนว่า เพราะวิญญาณไม่เที่ยง, เพราะจิตหรือ นามธรรม มัน ไม่เที่ยง ; มัน จึงเปลี่ยนได้ เพื่อเป็นจิตอย่างหนึ่ง, แล้วเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง, แล้วเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง, แล้วเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งนี้ มันจึงเกิดความรู้สึกคิดนึกอะไรได้. เอ้า, ทีนี้จิตชนิดนี้มาเป็นวิญญาณ สัมผัสเข้าที่รูปข้างนอก เห็น ความไม่เที่ยงของรูปข้างนอก, แล้ววิญญาณ หรือจิต หรือนามธรรมข้างในนี้ กลับไม่เที่ยงยิ่งกว่า ความไม่เที่ยงข้างนอก ; ไม่เที่ยงอย่างรุนแรง ไม่เที่ยง หลายประการ หลายสถานทีเดียว เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตนี้มันไหวได้มาก ได้เร็ว ได้เก่ง กว่าสิ่งที่เป็นวัตถุ. ทีนี้ความไม่เที่ยงของสิ่งที่เป็นวัตถุนี้ ดูเป็นของตื้น ๆ ง่าย ๆ ไม่น่ากลัว อะไร. ความไม่เที่ยงของสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่นจิตเป็นต้นนี้ น่ากลัวมาก

น.639 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๘๓ ถ้ามองเห็น, ถ้าเป็นสิ่งที่มองเห็น มันไม่เที่ยงอย่างรุนแรง อย่างรวดเร็ว อย่างกว้างขวาง อย่างน่าอันตรายที่สุด. ฉะนั้นดูที่จิตให้มาก : จิตจะไม่เที่ยง, จะแสดงความไม่เที่ยง, แสดงความเปลี่ยนแปลงเมื่อตาเห็นรูป เมื่อจมูกได้กลิ่น เมื่อลิ้นได้รส ไม่ว่าคู่ ไหนหมด. ความเปลี่ยนแปลงข้างนอกนี้ทำความเปลี่ยนแปลงข้างใน คือจิต อย่างรุนแรงและเร็ว เร็วยิ่งกว่าฟ้าแลบ, แรงยิ่งกว่าฟ้าผ่า. ความเปลี่ยน แปลงรุนแรงของสิ่งที่เรียกว่าจิต รวดเร็วยิ่งกว่าฟ้าแลบ แรงยิ่งกว่าฟ้าผ่าหรือ ยิ่งกว่าแผ่นดินถล่ม เพราะมันมีความหมายรุนแรง เราจะมานั่งดูแต่ว่า ข้างนอกเปลี่ยนแปลง, ข้างนอกเปลี่ยนแปลง, แล้วไม่รู้ว่าข้างในมันก็เปลี่ยนแปลงยิ่งกว่านั้น ; อย่างนี้แล้วมันก็จะเห็นอนิจจัง น้อยมาก. ถ้าไปเห็นที่ความเปลี่ยนแปลงของจิตแล้วก็จะเรียกว่าเห็นหมด ข้างนอกมันเปลี่ยนแปลงเท่าไร จิตมันก็รู้ได้เท่านั้น ; ถึงจิตอาจจะรู้ได้หมด เท่าที่ความเปลี่ยนแปลงข้างนอกมันเปลี่ยนแปลง , แต่ที่จิตเปลี่ยนแปลงเองนี้ มันรู้ของมันเองยาก เพราะฉะนั้นเราจึงโง่ เราจึงมีอวิชชา ; ก็เพราะเหตุ ที่ว่า จิตมันรู้จักตัวมันเองได้ยากที่สุด. มันมีความเปลี่ยนแปลงรุนแรงมากมาย มันก็ไม่รู้สึก : กลับไปมองข้างนอกว่า มีความเปลี่ยนแปลง เช่นว่าต้นไม้ต้นนี้ เปลี่ยนมากแล้ว หลายปีแล้ว โตเท่านี้แล้ว, หรืออะไรที่เปลี่ยนแปลง ; เหมือนกับเด็กเล่นอย่างนั้นแหละ ยังไม่สำเร็จประโยชน์.

น.640 ให้เปลี่ยนแปลงรุนแรงถึงขนาดว่า ชั่วกะพริบตานี้เป็นอย่างนี้, ชั่ว กะพริบตาหนึ่งเป็นอย่างอื่นแล้ว; ที่อยู่เป็นปกตินี้ เปลี่ยนเป็นร้อนเป็นไฟเลย ก็ได้. ภายในพริบตาเดียว, เปลี่ยนเป็นร้อนเป็นไฟก็ได้ มันน่ากลัวขนาดนั้น. นี่ต้อง ให้รู้จักความเปลี่ยนแปลงข้างใน คือจิตที่จะรู้สึกความเปลี่ยน แปลงข้างนอกนั้นให้มากให้พอกัน จึงจะเรียกว่า รู้จักความเปลี่ยนแปลงหรือ อนิจจัง. ทีนี้จะบอกต่อไปถึงข้อที่ว่า ในสามอย่างนี้ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามอย่างนี้ การเห็นอนิจจัง นั้นน่ะ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่พอแล้ว จะไม่ เห็นทุกขัง อนัตตา ; และยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นเหมือนปากประตู ซึ่งจะต้อง ผ่านก่อน ; จะต้องเห็นอนิจจังให้พอ ให้ถูกต้อง, แล้วก็ก่อนด้วย, แล้วก็ จะเห็นทุกขัง อนัตตา ได้เต็มที่และง่ายขึ้น. ในพระบาลีมากแห่ง เมื่อจะต้องกล่าวแต่สิ่งเดียว ไม่กล่าวทั้งสามสิ่ง แล้วก็จะแสดงอนิจจังนี้ก่อน หรือเพียงสิ่งเดียว หรืออย่างรุนแรง; เพราะเหตุ ว่าถ้ามัน เห็นอนิจจังพอ แล้วมันเป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ที่เป็นไปเอง ที่จะ เห็นทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตา. ฉะนั้นการพิจารณาธรรม พิจารณาธรรมะ ในหลักของอานาปาน- สติภาวนานั้นแสดงไว้แต่อนิจจังเท่านั้น : อนิจจานุปัสสี ปัสสสิสสามีติ สิกขติ ; แล้วอันถัดไปจะเป็น วิราคานุปัสสี คือคลายกำหนัดเล้ว, อันต่อไปก็เป็น นิโรธา- นุปัสสี, ดับกิเลสแล้วแล้วก็เป็น ปฏินิสสัคคานุปัสสี, เลิกกัน จบกัน.

น.641 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๘๕ นี่แสดงแต่อนิจจังไว้ข้อเดียวเท่านั้น เพราะว่ามันสำเร็จประโยชน์ ; เพราะว่าถ้าเห็นอนิจจัง แล้วมันก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้, แล้วมันผ่านไป ทางทุกขังและอนัตตา โดยไม่รู้สึกตัวได้ โดยไม่รู้สึกตัวได้, ฟังดูเถอะ. ถ้าเห็นอนิจจังเต็มที่แล้ว มัน จะเกิดความเบื่อหน่าย นิพพิทาวิราคะไปได้เลย. แต่ว่า อาจจะมาแยกได้ชัดเป็น ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ ก็มีเหมือน กัน. นี่เป็นวิชชาที่จะแยกให้เห็นชัด ; แต่ถ้าโดยพฤตินัยแล้ว มันก็เห็นของมันเอง แล้วไม่ต้องหยิบขึ้นมากล่าวก็ได้ มันรวมอยู่ในคำว่า อนิจจัง ไม่เที่ยง นี่ ไม่เที่ยงอย่างรุนแรง; แล้วมันก็เกลียด หรือเบื่อ หรือระอาคือนิพพิทา ; แล้วคลายความรัก, ละลายความยึดมั่นถือมั่น นี้เกิดเป็นวิราคะ วิมุตติอะไรขึ้นมาได้. 'ถ้าจะมีกำลังปัญญาพิจารณามากมายเท่าไร แล้วก็ระดมทุ่มเทลงไปที่อนิจจัง แล้วทุกขัง อนัตตานั้นจะเป็นอัตโนมัติขึ้นมา แล้วแต่ว่าเราอยากจะดูให้ละเอียดออกไป. ในที่นี้ทรงแสดงไว้ครบ ๓ อย่าง เป็นสามัญญลักษณะ ในฐานะเป็นธัมมนิยามตา ธัมมัฏฐิตตา คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; สำหรับสังขารทั้งหลาย ระบุอนิจจัง ทุกขัง, สำหรับธรรมทั้งหลายระบุอนัตตา. อนิจจังคือไหล, อนิจจังคือว่าไหลทุกสิ่ง ทุกสิ่งไหลเรื่อย, ต้องใช้คำว่า "ทุกสิ่ง" เพราะว่ามันไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่ได้เดี๋ยว มันต้องมีเนื่องกันเป็นหลาย ๆ กลุ่ม เป็นพวงกันไปเลย นี้ : เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. ถ้าอยู่แต่ธาตุเดียว มันทำอะไร ไม่ได้; มันต้องมาเข้ากลุ่มกัน แล้วมีวิญญาณธาตุบ้าง มีอากาสธาตุบ้าง มันเป็นกลุ่มเป็นพวงกันไป ก็ทุกสิ่ง แล้วก็ไหล ต่างคนต่างไหล แล้วก็เรื่อยไม่หยุด.

น.642 ดูไกวัลยธรรมที่เป็นกฎแห่งทุกขัง. ทีนี้มาถึง ทุกขัง เมื่อมันไหลเรื่อยไม่หยุด อย่างนั้นมันก็เกิดความ หมายแห่งความทุกข์. ความหมายแห่งความทุกข์ นี้ ต้องแยกเป็น ๒ ฝ่าย ถ้าไม่อย่างนั้นไม่หมด แล้วก็จะผิดต่อเหตุผล ซึ่งทำให้สงสัย แม้แก่ความรู้ของตัวเอง. คำว่า "ทุกข์" นั้น ตัวหนังสือแปลว่า น่าเกลียดน่าชัง ดูแล้วน่าเกลียดน่าชัง นี้ความหมายหนึ่ง แล้วอีกความหมายหนึ่ง แปลว่า ทนทรมาน. สำหรับ ความหมายแรก ก็แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอนิจจังไหลเรื่อยนั้น มัน มีอาการที่น่าเกลียดน่าชัง มันยังไม่เป็นทุกข์ทรมานแก่จิตใจของบุคคลดอก, เพราะว่าเขายังไม่ได้ยึดถือมันว่าเป็นตัวเขาหรือของเขา แต่เขาก็เห็นสิ่งนี้เปลี่ยนแปลงเรื่อย. ดูซิ, ดูที่แผ่นดิน ดูที่ต้นไม้ ดูที่สัตว์ ดูที่อะไรต่างๆ ก็จะเห็น ความเปลี่ยนแปลงเรื่อย แต่เรายังไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าเราไม่ได้ไปยึดเอาว่าเป็นของเรา. เป็นทุกข์ในความหมายนี้คือดูแล้วน่าเกลียดน่าชังน่าเบื่อน่าระอา ; เพราะมันหลอกลวงที่สุด คือมันเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ แรงยิ่งกว่าฟ้าผ่า ฟ้าลั่น มันน่าเกลียดน่าชังตรงนี้แหละ เอ้า, จะดูข้างในกันละก็ดู ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เนื้อที่ตัวเรานี่ จะเห็นความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงนี้, แล้วก็ เป็นของที่น่าเกลียด

น.643 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๘๗ น่าชังก่อน. แต่พอมันเกิดเรื่องเกิดสัมผัส เกิดอะไรกันเข้า แล้วก็จะเกิดยึดถือ เป็นของเรานี้ จึงจะเป็นทุกข์ในความหมายที่สอง คือความหมายว่า ทน ทรมาน. มันอยู่ตามธรรมดาเฉย ๆ ก็คือเป็นของน่าเกลียดน่าชัง มีลักษณะเป็น ทุกข์. แต่พอไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของเราแล้ว ก็กัดเอาทันที ก็เจ็บปวด ขึ้นมาในใจทันที นี่เรียกว่าเป็น ทุกข์ในความหมายที่ ๒ คือทนทรมาน. ถ้าเราไปรู้จักคำว่าความทุกข์หรือทุกขังนี้ แต่ในแง่ที่เจ็บปวดทนทุกข์ ทรมาน เราก็จะสงสัยว่า เอ้า, ก็ไหนว่า ทุกสิ่งที่ไม่เที่ยงแล้วเป็นทุกข์ล่ะ เมื่อเราเห็นสิ่งนี้กำลังไหลเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่เที่ยง ทำไมไม่เห็นเป็นทุกข์ล่ะ ? มันเป็นความเป็นทุกข์ ในความหมายที่แรก ที่กว้างทั่ว ๆไป เพราะมันน่าเกลียด น่าชัง ไม่สบายตาแก่ผู้ที่มีปัญญามองเห็นเลย. อย่างนี้นี่เรียกว่าความทุกข์ใน ความหมายนี้ อันแรกทั่วไป ; ถ้าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นน่าเกลียดน่าชัง อย่างนี้ ไม่มีทางจะผิด แม้ที่สุดแต่ในสังขารชนิดที่ไม่มีชีวิตจิตใจ. ทีนี้น่าเกลียดน่าชัง มันยังไม่แต่เท่านั้น เข้าไปหลง เผลอไป เป็น ตัวฉัน เป็นของฉัน ขึ้นมานี้ ; จะเป็นร่างกายนี้ก็ได้, จะเป็นความรู้สึก นึกคิด เวทนา สัญญา อะไรก็ได้ เป็นตัวฉัน เป็นของฉันขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันเกิดตัณหาในสิ่งนั้น แล้วเกิดอุปาทานสิ่งนั้น ; อย่างนี้กัดเอาทันที คือ เจ็บปวดรวดร้าว เผาผลาญจิตใจ ขึ้นมาทันที ... นี่ความทุกข์ในความหมายที่แท้ จริง หรือว่าน่ากลัว. ขอให้ ดูความทุกข์ทั้งสองความหมาย อย่าดูแต่ความหมายว่าทน ทุกข์ทรมาน ; เพราะมีพระบาลีชัด ๆ อยู่ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ แล้ว

น.644 สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, แล้วก็ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยงอยู่ทุกขณะ จิต. ทำให้เป็นทุกข์อย่างไร ? มันเป็นทุกข์เพราะว่ามันน่าเกลียดน่าชัง ตาม ความหมายของคำว่า ทุ แล้วก็ ขัง ; คือ ทุ แล้วอิขะ, อิขะ แปลว่า เห็น, ทุ แปลว่า น่าเกลียด, คือดูแล้วมันน่าเกลียดน่าชัง. ทีนี้เราจะดูกันให้ลึกต่อไปอีกหน่อยว่า นี้เพราะอะไร ? เพราะกฎ อันหนึ่ง. กฎไหนล่ะ ? ก็คือกฎนี้ กฎแห่งสามัญญลักษณะ, กฎที่มันเป็น พระเจ้า ตายตัว บังคับให้สังขารทั้งหลาย ไม่มีอะไรเป็นของหยุดคงที่ แม้แต่ ขณะจิตเดียวนี้. นี่มันอยู่ในทุกแห่ง ทุกสิ่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่ ที่มันเป็นอนิจจัง, เขยิบมาใกล้ๆ ตัวอนิจจังหน่อย คือให้มันเห็นชัดว่า มันไม่เที่ยงอย่างนี้, และ ด้วยเหตุที่มันมีอะไรบังคับอยู่อย่างไม่ยกเว้น อย่างไม่มีข้อยกเว้น อย่างเฉียบขาด คือ กฎแห่งสามัญญลักษณะ บังคับให้เกิดความไม่เที่ยง; พอไปดูเข้า มัน ก็ต้องเกิดความเกลียดชัง ความน่าเกลียดน่าชัง ที่สิ่งที่ไม่เที่ยง; ถ้าไปยึดถือ เข้า ความไม่เที่ยงก็จะทำพิษต่อไป ถึงขนาดให้จิตใจร้อนเป็นไฟเลย. นี่คือความไม่เที่ยง ; มันไม่เที่ยง จึงน่าเกลียดน่าชัง , เพราะมันน่า เกลียดน่าชังมันจึงสร้างความไม่เที่ยงในจิตใจขึ้นมา. พอไปยึดถือเข้า มันก็สร้าง ความไม่เที่ยงอย่างร้ายขึ้นมา จึงเป็นทุกข์ เปลี่ยนไป เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง . ฉะนั้น ต้องมองให้เห็น ว่า วัตถุนั้นก็ไม่เที่ยง, ความน่าเกลียดน่าชัง นั้นก็ไม่เที่ยง, แล้วความเป็นทุกข์เจ็บปวดทรมานใจนั้นก็ไม่เที่ยง; ล้วนมาจาก กฎแห่งความไม่เที่ยง แล้วกำลังไม่เที่ยง แล้วก็จะเปลี่ยนไปตามความไม่เที่ยง.

น.645 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๘๙ ได้ข้อสังเกตง่าย ๆ คือว่า มันจะออกมา แล้วมันจะ ตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วมันก็จะเปลี่ยนไป แต่ขณะนี้มันเร็วมาก เร็วเหมือนกับฟ้าแลบอย่างนั้น คือความไม่เที่ยงของวัตถุแสดงออกมาเป็นความไม่เที่ยงทางจิต ; เพราะจิตนี้ ได้อาศัยวัตถุปรุง คือของข้างนอก รูป เสียง กลิ่น รส นี่มันปรุง แล้วก็เกิด เป็นความรู้สึกคิดนึก เป็นจิตใหม่ ๆ ๆ ๆ ออกมาเรื่อย ซึ่งมันไม่เที่ยง ที่มันยิ่ง กว่าน้ำไหลในลำคลองเสียอีก, น้ำในลำคลองหรือในคู ในที่เขาบังคับให้มันไหล เชี่ยวนี้มันก็ยังช้ากว่าที่กระแสของความไม่เที่ยงของจิต ที่มันไหลเร็วกว่านั้นอีก มากกว่านั้นอีก รุนแรงกว่านั้นอีก. . . . . . . . . . . . . . . . . ดูไกวัลยธรรมที่เป็นกฎแห่งอนัตตา. ทีนี้มาถึงคำว่า อนัตตา ก็เห็นง่ายแหละ ถ้าเห็นความไม่เที่ยงเพียง พอ, เห็นความน่าเกลียดเพียงพอ. แม้ยังไม่ทันจะไปยึดถือให้เป็นทุกข์ นี้ก็ เป็นอนัตตาได้ ; แล้วไม่ขัดกับพระบาลีที่ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์, สิ่งใด ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา. นี้เราหมายถึงสิ่งที่ว่า มันยังไม่ได้กัดเรานะ เช่น ว่าเห็นก้อนหิน ก้อนนี้ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง, เห็นความน่าเกลียดที่มันไม่เที่ยง ก็เห็นทุกขัง เห็น ความเป็นอนัตตาของมันได้เลย ; เพราะถ้ามันเป็น อัตตา เป็นตัวมันจริง มัน ก็ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น, มันไม่ต้องเปลี่ยนอย่างนั้น หรือจะเห็นสังขาร

น.646 ที่มีชีวิตจิตใจนี้ เห็นความไม่เที่ยงของมัน, เห็นความน่าเกลียดน่าชังของมัน ; แต่ เราไม่ได้ไปยึดถือด้วยความเป็นตัวเราหรือของตัวเรา เราก็รู้สึกน่าเกลียดน่าชัง ก็เห็นความเป็นอนัตตาของมันได้เหมือนกัน. แต่ทั้งหมดนี้ ไม่สำคัญเพราะอยู่ข้างนอก ที่สำคัญที่สุดคืออยู่ข้างใน ; เมื่อจิตใจมันรัว มันหวั่นไหวอยู่ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง เห็นความน่าเกลียด น่าชัง, แล้วดูอีกทีหนึ่ง ที่นั่นไม่มีตัวตน จิตนั้นไม่ใช่ตัวตน, จิตนั้นถูก ปรุงด้วยสิ่งแวดล้อมข้างนอก ไม่มีตัวมันเอง มันจึงไหลเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง. แม้จะมีความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู, ว่าตัวตน ว่าของตนอยู่ ก็เหลวทั้งนั้น คือเป็นกระแสแห่งความไม่เที่ยง, เป็นกระแสแห่งความโง่ ที่ไหลไปเท่านั้น, จึงเห็นความเป็นอนัตตา ว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงปรุง ๆ ปรุง ๆ ปรุงให้ไหล ๆ ไหล ๆ. ไม่มีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของมันเองหรือของใคร, เป็นเพียง สังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันเรื่อยไป ขึ้นชื่อว่าไหล ทุกสิ่ง แล้วก็ไหลเรื่อย. นี่ มองเห็นอนัตตาได้ เพราะเห็นอนิจจัง เรียกว่า เห็นทุกขังด้วย ก็ได้ มันแยกกันไม่ออก. ถ้า เห็นอนิจจังจริง ก็เห็นอนัตตาจริง เหมือนกัน เห็นทุกขังจริง เหมือนกัน เห็นได้แก่สัตว์ผู้มีความรู้สึก. ถ้าสัตว์นั้นมันไม่มีความ รู้สึก ก็เห็นไม่ได้; ก็ต้องพูดว่าสัตว์ที่มีความรู้สึกปกติ หรือสติปัญญาตามปกติ ก็จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ตามมากตามน้อย นี่เรียกว่า เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา จะไปด้วยกัน เสมอ. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในฐานะ เป็นกฎอันหนึ่ง เรียกว่า

น.647 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๙๑ สามัญญลักษณะ ในฐานะที่มัน ตั้งอยู่ตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับการเกิดหรือการไม่เกิดของพระตถาคต จึงทรงยืนยันว่า "มันเป็นธาตุ ธรรมธาตุ เป็นอยู่อย่างนั้นเอง, ตถาคตจะเกิด หรือตถาคตจะไม่เกิด ธาตุนั้นมีอยู่แล้ว " คือ กฎอันนั้นมีอยู่แล้วตั้งอยู่แล้ว. กฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นพระเจ้าในที่ทั่วไป. ก็เป็นอันว่า ไม่รู้ว่าแต่ครั้งไหนแหละ, แม้จะมองย้อนไปข้างหลัง ๆ มองแล้วก็ไม่รู้ว่ามันตั้งมาแล้วตั้งแต่ครั้งไหนนะ นี่คือความเป็นไกวัลย์. ทีนี้มองต่อไปข้างหน้า กฎนี้มันจะไปจบลงที่ไหน? เมื่อไร? มันก็ไม่มีทางจะจบได้; นี้คือความเป็นไกวัลย์. มองข้างหน้าก็ไม่จบ มองย้อนหลังก็ไม่จบ, มองรอบด้านก็ไม่จบ, ข้างบนก็ไม่จบ ข้างล่างก็ไม่จบ ไม่มีที่จบ, เป็นไกวัลย์เหมือนกันหมด, มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกันหมด. ถ้าเรารู้สึกต่อความจริงอันนี้ ก็เรียกว่ามีหูตาสว่างไสวขึ้นมา ไม่เที่ยวหลงไปยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. พอเห็นถูกต้องเท่านั้น เรียกว่าเป็น นิพฺพานสปฺปายธมฺม คือเป็นธ รรมที่สบายแก่พระนิพพาน เห็นพระเจ้าแล้ว มีหวังแล้ว ที่จะได้อยู่กับพระเจ้า. เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่แหละคือเห็นพระเจ้า ในความหมายที่สำคัญความหมายหนึ่ง ก็จะเกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลก; ซึ่งง่าย ซึ่งสะดวก

น.648 ที่สุด ที่จะเข้าถึงนิพพาน. นิพพานนี้เป็นพระเจ้าในความหมายหนึ่ง. อาตมาเคยพูดทำนองนี้ นิพพานเป็นพระเจ้าในความหมายหนึ่ง มีคนหัวเราะเยาะ; คนที่อ้างตัวเองเป็นนักปราชญ์ เป็นบัณฑิตเป็นเปรียญนี้หัวเราะเยาะ เพราะเขารู้จักพระเจ้าอย่างเด็กอมมือ, พระเจ้าอย่างคนหนวดยาวถือไม้เท้า พระเจ้าอย่างเด็กอมมือ พระเจ้านี้มีในหลายความหมาย พระเจ้า ในฐานะที่เป็นกฎนี้ บังคับ อยู่อย่างนี้. พระเจ้า อีกความหมายหนึ่ง ก็คือว่า เมื่อเรา ได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว มันไม่มีความทุกข์เลย นั่น, เมื่อ ถึงธรรมะอันหนึ่งแล้วไม่มีความทุกข์เลย. อย่างนี้เขาเรียกว่า ได้เข้าไปในอาณาจักรของพระเจ้า, ได้นั่งอยู่ข้าง ๆ พระเจ้าไม่มีความทุกข์เลย อย่างนี้. เห็นกฎของพระเจ้าแล้ว ถึงนิพพานได้ง่าย. ทีนี้ถ้าเราเห็นกฎของพระเจ้า คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วจะสะดวกสบาย ที่ง่ายที่จะเข้าไปถึงนิพพาน คือบ้านของพระเจ้าโดยแท้จริง ที่นั่นไม่มีความทุกข์เลย. เห็นพระเจ้าที่มีประโยชน์ คือเห็นกฎ, เห็นพระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ; ยังมีกฎปฏิจจสมุปบาท กฎอริยสัจจ์อะไรอีก. เดี๋ยวนี้เราพูดกันแต่กฎสามัญญลักษณะ, พระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ. เห็นพระเจ้านี้แล้วก็มีหวังง่ายดายที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านเดียวกับพระเจ้า คือนิพพาน.

น.649 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๙๓ ฉะนั้นในคัมภีร์สังยุตตนิกาย จึงเรียกธรรมะ คือการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ว่า นิพฺพานสปปายธมฺม หรือ นิพฺพานสปปายปฏิปทา เป็นของที่มีไว้ให้เป็นคู่กัน; ไม่ใช่ว่าจะให้แต่ความทุกข์ แล้วก็ไม่ปรานีเอ็นดูอะไร ให้มันแต่ความทุกข์ ; เมื่อมันมีความทุกข์ ก็ให้สิ่งที่มันจะกำจัดความทุกข์ได้ด้วย. เมื่อตัวอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นตัวทุกข์ ก็ต้องให้สิ่งที่จะดับ ทุกข์มาด้วย คือ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ถูกต้อง แล้วก็อย่าไปยึดมั่น ; อย่าไปมั่นหมายส่วนใดว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา อย่างนี้, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ เรียกว่า เห็นสำหรับจะพ้นทุกข์ ; ไม่ใช่เห็นสำหรับมานั่งร้องไห้ อยู่ว่า หมดหวังแล้ว, หมดหวังแล้วไม่มีที่ไปแล้ว, ทางไหนก็ล้วนแต่มีความทุกข์ ไม่มีทางจะหลีกอย่างนี้. ฉะนั้นเราจึงต้องระวังว่าจะต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในลักษณะที่ถูกต้องคือที่จะทำให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในสังขารทั้งปวง; ไม่ใช่ว่าเห็นสำหรับจะมานั่งกลัว มานั่งเศร้า มานั่งหมดกำลังใจ มืออ่อนเท้าอ่อน ไม่ทำอะไร ; นี่มันก็เป็นเรื่องเห็นผิด. การเห็นถูกก็ให้ผลอย่างหนึ่ง, การเห็นผิดก็ให้ ผลอย่างหนึ่ง; เดี๋ยวนี้มันก็มี สิ่งสิ่งเดียวเท่านั้น จะเห็นถูกหรือจะเห็นผิด แล้วแต่คนผู้เห็น. ฉะนั้นพยายามจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสียให้ถูกและเห็นด้วยตนเอง เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้คือเห็นพระเจ้า ในส่วนที่เป็นกฎ แห่งสามัญญลักษณะแล้วจะเกิดความเชื่อ ความเคารพ ความอะไร อย่างสูงสุด เลย ; เหมือนกับที่คนเขาเชื่อพระเจ้ากันด้วยชีวิตจิตใจนี้. พุทธบริษัทเรา

น.650 ถ้าเห็นพระเจ้าชนิดนี้แล้วก็เห็นและเชื่อกันอย่างหมดชีวิตจิตใจ เหมือนกันแหละ เห็นธรรมะ ปลงความเชื่อลงไปในธรรมะ เคารพธรรมะ. เหมือนอย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " ตถาคตก็เคารพธรรม" แล้ว ทรงเชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีตและอนาคตก็เคารพธรรม. เห็นพระเจ้า คือเห็นธรรม. ธรรมอะไรที่ไหนกัน ? ก็ธรรมที่เห็นนั่นแหละ. ธรรมที่เห็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละคือ ธรรมที่เห็น; แล้วก็มีหลักปฏิบัติ ให้เป็นอย่างนั้น ที่เห็นชัดอยู่ด้วยว่า ต้องปฏิบัติอย่างนั้น ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน, เห็นเลยไปถึงว่า เมื่อ ปฏิบัติแล้วต้องมีผลอย่างนั้น; นี่เรียกว่าเราเห็นพระเจ้า. เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้าอย่างถูกต้อง ได้เข้าไปอยู่บ้านเดียวกับพระเจ้าคือนิพพานนี้; ทั้งหมดนี้ก็เป็นธรรม ที่เรียกว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ก็มีความหมายอย่างนี้, หรือที่ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพพระธรรม ก็คือเคารพพระธรรมที่ท่านเห็นแล้วอย่างนี้; เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องตรัสรู้ ตรัสรู้ก็ต้องมีการเห็น เห็นซึ่งธรรม, ธรรมที่เห็นแล้ว นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ. ..... ..... .... ....

น.651 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ไกวัลยธรรมเป็นธรรมสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพ นี้ขอให้เข้าใจคำว่า "ธรรม” สูงสุดเป็นไกวัลยธรรม อย่างนี้ว่า เป็น ธรรมที่แม้พระพุทธเจ้าก็เคารพ. ถ้าว่าจะพูดให้ใครค้านเล่นสนุก ๆ ก็ได้ว่า นั่นแหละคือพระเจ้า, พระพุทธเจ้าก็ยังเคารพพระเจ้า. ถ้าเขาว่าไม่จริง ; เราก็บอกว่า ถ้าสูงถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าก็ยังเคารพแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ? จะไม่ให้เรียกว่าพระเจ้าแล้วคุณจะให้เรียกว่าอะไร ? มันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า คำว่า "พระเจ้า" ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ยังเคารพ. ขอแต่ว่าให้เป็นพระเจ้าตาม แบบที่ถูกต้องอย่างนี้ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เคารพก็แล้วกัน ; จะเรียกว่า พระธรรมก็ได้, จะเรียกพระธรรมนั้นว่าพระเจ้าก็ได้, เพราะมันเป็นกฎที่ ตายตัว ที่บังคับทุกสิ่ง บังคับแม้แก่พระพุทธเจ้าเอง. ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎนั้น บังคับไม่ยกเว้นใคร เนื้อหนังร่างกาย ชีวิตจิตใจ สติปัญญา ของพระพุทธเจ้า ก็ยังอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากฎ อันนี้ คือพระธรรมนั้น, ก็เลยพูดต่อไปว่าพระเจ้านี้สร้างพระพุทธเจ้าขึ้นมา มีการประพฤติกระทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์อันนี้ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า. ธรรม, พระธรรมคือสิ่งที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้ก็เข้าใจกันดี อยู่แล้ว, ที่พูดนี้ไม่ต้องการให้ยึดถือคำพูดเป็นหลัก ต้องการให้ยึดถือตัวจริง สิ่งนั้น ๆ เป็นหลัก ส่วนชื่อนั้นไม่สำคัญ. อาตมาอยากจะเรียกให้แปลกกว่าเขาว่า "ไกวัลยธรรม” คือธรรมที่มีอำนาจ มีปรากฏการณ์ มีอะไรทุกหนทุกแห่ง

น.652 ทุกเวลา ทุกสถานที่, ยิ่งเห็นยิ่งเคารพ ยิ่งเห็นยิ่งกลัว, ยิ่งเห็นยิ่งเชื่อพึ่ง, ยิ่งเห็นยิ่งมีหวัง ที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน. นี่คำว่าไกวัลยธรรม ที่เอามาพูดอยู่ที่นี่ มีความหมายอย่างนี้ จะเรียกว่า พระเจ้าก็ต้องมีความหมายอย่างนี้ อย่าให้ไกวัลยธรรมมีความหมาย เป็นพระเจ้า เหมือนของพวกพราหมณ์ พวกฮินดู พวกอุปนิษัท ซึ่งเขาหมายคล้าย ๆ กับเป็นบุคคล เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล, เป็นพระพรหม เป็นพระอิศวร ทำนองนั้น. แต่ถ้าเขา เกิดมาพูดเสียใหม่ว่า เขาก็มิได้หมายถึงบุคคล เขาหมายถึงสภาวธรรมเหมือนกัน ในความหมายอย่างนั้น; เราก็ไม่มีทางจะค้านเขาเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ ตามที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้อ่าน ที่เขาพูดเขาเขียนกันอยู่ เขามีลักษณะ เป็นบุคคลอยู่ และบางทีก็เรียกว่าบุคคลเสียด้วย. เมื่อเห็นไตรลักษณ์ จิตจะถอยจากสังขารทั้งปวง. เอาละ, เป็นอันว่า ดูกันต่อไปอีกนิดหนึ่ง. เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เกิดความสะดวกดายหรือสบาย ต่อการลุถึงนิพพาน เรียกว่าธรรม เป็นที่สบายแก่พระนิพพาน ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น 2 มีคำอธิบายในมหานิเทศ, คัมภีร์มหานิเทศ นี้เป็นคัมภีร์ที่อธิบายคำยาก ๆ ในพระไตรปิฎก เป็นพระไตรปิฎกส่วนที่อธิบาย

น.653 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๙๗ คำยาก ๆ ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นเอง. ในคัมภีร์นิเทศ ก็มีเขียนไว้ชัดเลยว่า สพฺพสงขารธาตุยา จิตฺติ ปฏิวาเปตวา - ทำจิตให้ถอยออกมาเสียจากสังขารธาตุ ทั้งปวง อมตาย ธาตุยา จิตฺตํ อุปสํทธิตฺวา - น้อมนำจิตนั้นเข้าไปสู่อมตธาตุ เกิดความรู้ว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณฺตํ - นั่นรำงับ, นั่นประณีต .. ยทิทํ สพฺพสงขาร - สมโถ สพฺพูปธิปฏินิสสคฺโค ตณหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพพานํ ว่านั่นแหละคือ ธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นที่สลัดทิ้งออกไปเสียได้ซึ่งอุปธิ ทั้งปวง เป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เป็นที่จางออกแห่งความยึดมั่นถือมั่น เป็นความดับ สนิท เป็นนิพพาน. " ให้จิตถอยออกมาเสียจากสังขารธาตุทั้งปวง" ถ้าใครยังจำคำอธิบายที่ อาตมาเคยอธิบาย เมื่อพูดถึงเรื่องธาตุ เรื่องสภาวธรรมเรื่องธาตุ เมื่อหลายเดือน มาแล้วได้ ก็จะเข้าใจคำนี้ได้ ว่า " จิตถอยออกมาเสียจากสังขารธาตุทั้งปวง. " สังขารธาตุทั้งปวง คือสังขารนั่นแหละ, สังขารคือสิ่งที่ไม่เป็นตัว เองได้ มีปัจจัยปรุงแต่ง ไหลเรื่อย คือไหลเรื่อยอย่างที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ นั่นเรียกว่า สังขารธาตุ ขึ้นชื่อว่าเป็น สังขารธาตุต้องไหลเรื่อย เพราะมันเป็นเพียงกระแส แห่งการปรุงแต่งของสิ่งทั้งปวง ; ฉะนั้นจึงมือนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ในนั้น. เมื่อเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตมันก็ถอยออกมาทันที เกลียดกลัว, ถอยหลังออกมาเสียจากสังขารธาตุ แล้วก็ทั้งปวงด้วย คือ ทุกชนิดด้วย. นี่การ เห็นพระเจ้า คือสามัญญลักษณะ ๓ ประการนี้ จะทำให้บุคคล ผู้นั้น มีจิตที่ถอยหลังออกมาเสียจากสังขารธาตุทั้งปวง และน้อมจิตเข้าไปสู่ ธาตุอันเป็นอมตะ ; นี่คือ ธาตุพระเจ้า ละ, ธาตุที่เป็นพระเจ้า, ไกวัลย-

น.654 ธรรมก็เรียก, หรืออมตธาตุก็เรียก, อสังขตะก็เรียก, นิพพานก็เรียก, แล้วแต่จะเรียก มันเป็นอมตะก็แล้วกัน เพราะมันไม่ใช่สังขาร ; ถ้าเป็น สังขารมันก็ต้องเป็นของตายได้, ถ้าเป็นอมตะ ก็ต้องพ้นจากความเป็นสังขาร เป็นอสังขตะ เป็นวิสังขาร. น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตุ เหมือนกับว่าเราเห็นข้างนี้เป็นอันตราย ข้างนี้มันเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นสิ่งที่จะทำอันตราย ขบ กัด เคี้ยว กิน แล้ว ก็หันหลังให้สิ่งนั้น, แล้วก็หันหน้ามาฝ่ายที่ตรงกันข้ามมาหาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่ เป็นอย่างนั้น. นี้เป็นกฎธรรมดาสามัญที่สุด เด็ก ๆ ก็ทำเป็น, สุนัขก็ทำเป็น, ถ้าเห็นว่าข้างนี้มันอันตราย มันก็หันกลับไปข้างโน้น ที่ไม่เป็นอันตราย ฉะนั้น ผู้ใดที่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในความหมายนี้ ใน ฐานะที่เป็นไกวัลยธรรม ครอบงำอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง จิตของเขาจะน้อม ไปยังอมตธาตุ ที่ตรงกันข้าม ; แต่ไม่ชี้หรือว่าไม่อาจจะชี้ว่า อยู่ทิศไหน ข้าง ไหนทิศไหน แต่ออกมาเสียจากธาตุที่เต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเข้า ไปสู่ธาตุที่เป็นอมตะ ซึ่งตรงกันข้าม คือความไม่เป็นสังขาร แต่เป็นนิพพาน. "ถ้า จะเปรียบให้น่ำหวัว ก็เหมือนกับว่า เมืองหนึ่งเต็มไปด้วยอันตราย ที่พระเจ้าสร้าง ไว้; พอคนเข้าไปรู้จักเห็น เข้าใจถูกต้อง ก็สั่นหัววิ่งกลับ เข้าไปสู่อีกเมือง หนึ่ง ซึ่งมันตรงกันข้าม นี่ก็ต้องเรียกว่า พระเจ้านี้ไม่ลำเอียงเลย ให้ไว้อย่างยุติธรรมที่สุด. เอ้า, ชอบอย่างนี้เอาอย่างนี้, ชอบอย่างนี้ก็เอาอย่างนี้, ในส่วนนี้ให้ไว้ อย่างเป็นสังขาร คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงไหลเรื่อย: ที่นี้

น.655 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ๙๙ ฝ่ายข้างโน้นให้ไว้เป็นความสงบเงียบ ไม่มีอาการอย่างนั้นเลย ; เหลืออยู่แต่ว่า มันเป็นหน้าที่ของ บุคคล สัตว์ นั้น ๆ จะเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในส่วนนั้นให้ชัด, พอชัดก็กลัว กลัวก็หนี, หนีมาอยู่ฝ่ายนี้ที่ไม่มีสัตว์บุคคล. นี่คืออาการที่เรียกว่า นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ เห็นความไม่เที่ยง เป็น ทุกข์เป็นอนัตตา แล้วก็เกลียดชังด้วยใจจริงเลย, เมื่อระอาด้วยใจจริง, ก็ เรียกว่า นิพพิทา วิราคะก็ถอยกลับ จางออก ถอยกลับ มาทางฝ่ายนี้ ก็หลุด พ้นจากความเป็นอย่างนั้น มาอยู่ในความเป็นอย่างนี้ คือว่าง ออกมาเสียได้จาก ความวุ่นวาย มาสู่ความว่าง ความสงบเงียบ ความไม่รบกวน. นี่ต้องเรียกว่าของพระเจ้าทั้งนั้นแหละ : ที่ผิดก็ของพระเจ้า, ที่ถูก ก็ของพระเจ้า. ที่เป็นความทุกข์ก็ของพระเจ้า, ที่เป็นความดับทุกข์ก็ของ พระเจ้า, ที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม เป็นธรรมอันเดียว มีในที่ทุกหนทุกแห่ง, มีประกาย หรือคลอดลูกออกมาเป็นทุกอย่าง ที่มนุษย์จะรู้จักได้, เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นสัตว์ เป็นอะไรแล้วแต่จะเรียกชื่อ ให้รู้จักว่าอะไร เป็นอะไร. แล้ว อย่าไปหลงในส่วนที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี้ ถอน ตัวออกมาเสียได้ ; คือว่าถอนจิตออกมาเสียได้, ถอยออกมาเสียได้ ที่เรียกว่า ปฏิวาเปตฺวา - ถอยออกมาเสียได้, แล้วก็น้อมไปสู่ฝ่ายที่เป็นอมตะ เป็น นิพพาน.

น.656 คำว่า นิพพาน ก็เลย เป็นเมืองพระเจ้า เป็นบ้านพระเจ้าเป็นอาณาจักร พระเจ้าที่เข้าไปอยู่ได้ด้วยแล้วก็ ไม่มีความทุกข์เลย นี้พูดโดยสมมติ. ถ้า พูดโดย ปรมัตถ์ ก็คือ จิตได้ลุถึงสภาวะอันหนึ่ง ซึ่งมีความทุกข์อีกไม่ได้. อย่ารู้จักนิพพานดุจคนตาบอดคลำช้าง. คำว่า นิพพาน นั้นมันทำยุ่ง เพราะว่าความหมายมันมาจากภาษาชาวบ้าน ซึ่งแปลว่า การดับ ก็ได้ แปลว่า เครื่องดับ ก็ได้ แปลว่า ที่ดับ ก็ได้ แปลว่าผล แห่งการดับก็ได้ คำว่านิพพาน, นิพพาน การดับ ก็หมายความว่า ร้อน ๆ ดับลงไปนี้ เย็นลงไป เรียกว่าการดับ. ที่เรียกว่านิพพานเป็น เครื่องดับ ก็หมาย ความว่า ถ้ามาถึงนี้แล้ว มัน ช่วยดับให้. ธรรมะที่เป็นเครื่องมือทำกิเลสให้สิ้นนี้ เป็นที่ดับแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ, ที่สิ้นแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ, ที่สิ้น ไปแห่งกรรมทั้งหลาย, นี่แหละเรียกว่านิพพานเหมือนกัน. ทีนี้พอดับแล้ว สิ้น แล้วนั้นน่ะ เกิดเป็นความเย็นสบาย ไม่ทุกข์ขึ้นมา ; นี้ก็เรียกว่านิพพานอีก เหมือนกัน คือ เ ป็นผลแห่งการดับ. ถ้ามองไม่ดีจะไม่เห็นทั้งหมด แล้วก็จะเห็นแต่บางแง่ แล้วก็จะเอาไป เถียงกันเอาไปทะเลาะกัน ตามแบบประสาของคนที่แรกเรียน. คนที่แรกเรียน ธรรมะแล้วก็มักจะเถียงกันมาก: เพราะแต่ละคนจับเอาไปได้มุมหนึ่ง ๆ เหมือน กับตาบอดคลำช้างอย่างนั้น มันก็เถียงกันทะเลาะกัน ว่าช้างมันเป็นอย่างไร. นี้ ระวังให้ดี; ธรรมะหรือไกวัลยธรรม ก็เป็นอย่างนั้น ในฐานะเป็นเหตุ เป็นผล ในฐานะเป็นสังขารทั้งปวง ในฐานะเป็นกฎเกณฑ์ ที่ควบคุมสิ่งทั้ง ปวงอยู่ กระทั่งในฐานะที่เป็นที่ดับสิ่งเหล่านั้น และให้จิตใจหลุดพ้น

น.657 ในฐานะเป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ถ้าใครเห็นกฎอันนี้ คือเห็นไกวัลยธรรม ก็เห็นทางที่ไปสู่พระเจ้า แล้วก็จะเห็นพระเจ้า แล้วก็จะเห็นผล ที่ได้จากการที่เข้าไปถึงพระเจ้า มัน เหมือนกันหมดเลย คือว่ามันมีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นสิ่งเดียวกันโดย พฤตินัยอย่างนี้ ถ้าว่าเห็นทางไปสู่พระเจ้านี้ มันก็หมายความว่า แน่นอนละที่มันไป ถึงพระเจ้าถ้าไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าเห็นทาง. ภาษาธรรมะเขามีความหมายพิเศษ กว่าภาษาชาวบ้าน ; ถ้าว่าเห็นทางแล้วก็หมายความว่าเดินทางแล้ว จึงจะมีการ เห็นได้. ถ้าไม่เดินเสร็จแล้ว มันก็ไม่เห็นอะไรได้ ; ฉะนั้น การเห็นทางที่ จะไปสู่พระเจ้า มันก็คือเดินไปแล้ว แล้วก็เห็นพระเจ้าด้วย แล้วมีค่าเท่ากับว่า ได้ เห็นผลประโยชน์ อานิสงส์ ที่เข้าไปนั่งกันอยู่กับพระเจ้า คือ ภาวะที่ไม่มี ความทุกข์อีกต่อไป. นี้เป็นกฎ เป็นความจริง หรือเป็นกฎ แล้วก็มีอยู่ทั่วไป ในที่ทุกหน ทุกแห่ง จึงเรียกว่า ไกวัลยธรรม ; คำนี้เป็นคำใหม่ อยากจะเอามาใช้ให้ง่าย, มาใช้เพื่อให้เกิดความง่ายดายในการศึกษาธรรมะ ; แล้วไม่ใช่ศึกษากันแต่ปาก ให้ศึกษาด้วยจิตใจ จนเกิดความรู้สึกแท้จริงคือเกลียดกลัว สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา," แล้วก็ไม่พยายามที่จะคิดหลบหลีกหาที่ที่ทำความชั่ว โดย ที่คิดว่า ธรรมะหรือพระเจ้าตามไปไม่เห็น มองไม่เห็นนี้. ให้เห็นเสียว่า ไกวัลยธรรมนี้มีอยู่ทั่วไป แม้ในทุกๆปรมาณูที่ประ- กอบกันขึ้นเป็นร่างกายเรา ; ฉะนั้น เราไม่มีโอกาสที่ไปจะหลบไปทำบาปที่ ไหน ที่ให้พ้นไปจากการเห็นของพระเจ้า ที่อยู่ในรูปของกรรม หรืออยู่ใน

น.658 รูปของธรรมะอื่น ๆ. นี่จะมีหิริโอตตัปปะ ไม่กล้าทำชั่ว, และจะเห็นว่าทุก คนเป็นพี่น้องกัน ไม่ควรจะเบียดเบียนกันก็จะอยู่กันด้วยความเป็นผาสุก ปัญหา ของมนุษย์ก็จะหมดกันเพียงเท่านี้ ; เมื่อไม่มีใครจะต้องเป็นทุกข์แล้ว ปัญหามันก็หมดเท่านั้น. ฉะนั้น การเห็นธรรมะ นี้ เป็นอำนาจกระตุ้น ที่มีประโยชน์ที่สุด ให้เดินไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, แล้วก็ไปที่จุดหมายปลายทาง คือไปมีชีวิตชนิด หนึ่ง ซึ่งไม่รู้จักความทุกข์, จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป กว่าร่างกายนี้มันจะ แตกดับ ; เรียกว่า นิพพานนี้มันต้องถึงได้ ก่อนที่ร่างกายจะแตกดับ. อย่า ไปคิดว่า อีกร้อยชาติพันชาติ หลังจากเข้าโลงแล้ว อีกร้อยชาติพันชาติจึงจะถึง ; อย่างนี้มันเรียกว่าไม่รู้จักไกวัลยธรรม ที่มีอยู่แล้วในที่ทุกหนทุกแห่ง กระทั่งใน ตัวเอง แล้วเป็นคนคว้าน้ำเหลวโดยไม่รู้สึกตัว. ขอให้ทำในลักษณะที่ว่า จะพบสิ่งนี้ได้ในเวลาอันสั้น เพราะได้มีอยู่แล้ว จริงเหมือนสิ่งที่มีอยู่ที่หน้าผาก เพียงแต่ว่ามองไม่เห็น ก็มองให้เห็นเสียสักหน่อย. เอาละ, ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ ควรแก่นามว่าพระเจ้า มีลักษณะอันจะพึงศึกษา สังเกต สำรวม ระวัง สังวรกัน ในลักษณะอย่างนี้ ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้เฉพาะตอนนี้ ให้เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดธรรมะเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต