น.659 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเรื่อง ไกวัลยธรรม ในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๔ การ บรรยายเรื่องนี้ มีความมุ่งหมาย ที่จะซักซ้อมความเข้าใจกันอยู่เสมอ ด้วย เหตุที่ว่า ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินได้ฟังคำนี้มาแต่ก่อน หรือได้ยินได้ฟัง ก็ยังไม่เข้าใจ ไม่เป็นที่คุ้นเคย. แต่ว่า เป็นคำที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง มีความ สำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องเอามาบรรยาย แม้จะเป็นการซ้ำซากอย่างน่าเบื่อหน่าย ; ดังนั้นจึงต้องขอทบทวน โดยเฉพาะความหมายของคำคำนี้. ๑๐๓
น.660 (ทบทวนคำบรรยายครั้ง ๑ - ๓ ถึงหน้า ๑๐๘.) ไกวัลยธรรม แปลว่า สิ่งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป หรือในที่ทุกหนทุกแห่ง. เมื่อพูดอย่างนี้ท่านทั้งหลายก็นึกออกไปนอกตัว: ไปในที่ไกลอันไม่มีขอบเขต, ไปในเวลาที่ยาวนาน, ไปข้างหน้าข้างหลัง ไม่มีขอบเขต ; และมักจะลืมว่า ในตัวเรานี้เอง และในเวลานี้แท้ ๆ ก็มีสิ่ง ๆ นี้ หรือกำลังเป็นสิ่งๆ นี้ อยู่ด้วย เหมือนกัน. เราไม่เข้าใจคำว่า " พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป หรือ พระธรรมมีอยู่ในที่ ทั่วไป หรือว่า กรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นต้น มีอยู่ในที่ทั่วไป" ; แม้จะได้ยิน ใครบอกว่า มีอยู่ในที่ทั่วไป เราก็สักแต่ว่าฟังเท่านั้น ดังนั้น เราจึงไม่ค่อยมี ธรรมะ ไม่ค่อยมีพระเจ้า, หรือว่า ไม่ค่อยจะกลัวเกรงกฎแห่งกรรม. แต่ถ้าเรารู้ถึง ความจริงในข้อที่ว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในที่ทั่วไป , หลีก เลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งภายในตัวเราและภายนอกตัวเรา ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นทุกที ก็จะ มีผลดี ในการที่ทำให้รู้จักกลัวบาปกลัวกรรม ; จะทำให้รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป ที่พร้อมจะช่วยเหลือเราได้ ไม่ต้องไปพึ่งผีพึ่งสางที่ไหน. เดี๋ยวนี้เมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่ มีอยู่จริงในภายใน ก็มองกันแต่ภายนอก; นี้คือการที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ไกวัลย์ หรือไกวัลยะ แปลว่า ทั้งหมดทั้งสิ้น ; ที่เป็นส่วนเวลา ก็ เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น, ที่เป็นส่วนเนื้อที่ ก็เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ; N ความที่เป็น อย่างนี้ หรือมีอยู่อย่างนี้ เราเรียกว่า ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่เป็นไกวัลย์ เป็น
น.661 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๐๕ สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องรู้ แม้แต่ได้ยินได้ฟังก่อนมีความรู้ รู้เรื่องนี้, แล้วก็ ต้องพยายามให้เห็นด้วยปัญญา รู้จักกลัว สิ่งสิ่งนี้, แล้วก็จะ ต้องเข้าถึง สิ่งสิ่ง นี้ ให้ได้ในที่สุด คือ รู้ เห็น แล้วก็เข้าถึง สิ่งสิ่งนี้ เพื่อความเป็นมนุษย์ที่ ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ หรือที่แท้จริงของเรานั่นเอง. ขอ ทบทวนลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้ ต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม แปลว่า สิ่งที่มีอยู่อย่างเดียวกันหมด, เป็นทั้งหมดของ ทุกสิ่ง, แล้วเป็นอย่างเดียวกันหมด อยู่ในที่ทุกแห่งในเวลาทั้งหมด ; สำคัญ ที่ว่ามัน เป็นปฐมเหตุ. สิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุนี้หมายถึงต้นตอ หรือที่มา ที่ ออกมา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าถามว่า อะไรออกมาจากอะไร ? หรือว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เรา เห็นรู้กันอยู่นี้ ทั้งหมดนี้มันออกมาจากอะไร ? สิ่งไรเป็นสิ่งแรกที่สุด ที่เป็น แดนที่ออกมาแห่งสิ่งสิ่งนี้ ? นี้เราเรียกว่าปฐมเหตุ สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั้น เป็นปฐมเหตุ. ถ้าไม่เข้าใจก็ฟังกันต่อไป และก็ได้พูดทุกคราวว่า เป็นปฐมเหตุ อย่างไร ? เพราะว่ามันมีอยู่ก่อนสิ่งใด ก่อนแต่จะมีสิ่งอะไรเกิดขึ้นมา สิ่งนี้ ได้มีอยู่แล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ และพระสงฆ์ทั้งหลายได้ สวดคุณสาธยายเมื่อตะกี้นี้ ว่า "พระตถาคตจะเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้นมีอยู่แล้ว คือธรรมธาตุที่เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นกฎตายตัวว่า เมื่อมี สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น" ดังนี้เป็นต้น.
น.662 หรือ ธรรมธาตุ ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. หรือว่าเป็น กฎของอริยสัจจ์สี่ ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้ อย่าง อื่นไม่ได้หรือไม่มี, เหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้ อย่างอื่นไม่มี, ความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือไม่มี, แม้หนทางให้ถึง ความดับสนิทแห่งความทุกข์ ก็ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้ อย่างอื่น ไม่มี ; อย่างนี้เป็นต้น. มันเป็น กฎที่ตายตัว ที่เรียกว่า สัจจะ เป็น อมุสา คือไม่หลอก ไม่ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งมีอาการเหมือนกับหลอก. กฎนี้เป็นกฎ ตายตัวว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มันจะต้องเป็นอย่างไร แล้วก็ เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เคยเปลี่ยนแปลง; ถ้ายังเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่ใช่กฎ อันนี้ หรือไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. สิ่งที่เป็น ไกวัลยธรรม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นได้ จึง เรียกว่า อสังขตะ ในฐานะที่เป็นกฎ. อสังขตะ แปลว่า สิ่งที่อะไร ๆ ไปแตะต้อง มันไม่ได้, คือ สิ่งที่อะไร ๆ ไปทำความเปลี่ยนแปลงให้แก่มันไม่ได้ จึงเรียกสิ่ง นั้นว่าอสังขตะ ซึ่งแปลว่า สิ่งที่ปัจจัยอะไร ๆ จะทำแก่มันไม่ได้. ทีนี้เรา จะเรียกสิ่งนี้โดยสมมติว่า " พระเจ้า". คนโง่รู้จักพระเจ้าว่า เป็นบุคคลหนวดยาว ถือไม้เท้าอยู่บนสวรรค์ นี้เป็นพระเจ้าของคนโง่ ; เด็ก ๆ ก็ได้รับคำแนะนำสั่งสอนมาแต่ในลักษณะอย่างนี้. พระเจ้า พระอินทร์ พระ-
น.663 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๐๗ พรหม รูปร่างต่าง ๆ กัน เป็นพระเจ้าของศาสนานั้นศาสนานี้ ก็ล้วนแต่เห็นเป็น รูปคนไปหมด มีลักษณะอย่างคน มีความรู้สึกอย่างคน รัก โกรธ เกลียด กลัว ได้อย่างคน ; นี่มันพระเจ้าของคนโง่. พระเจ้าที่แท้จริง คือสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. เขาอธิบายลักษณะ ของพระเจ้าไว้ในศาสนาไหนอย่างไรก็ตาม ลักษณะนั้นมีแก่สิ่งที่เรียกว่าไกวัลย- ธรรมอย่างครบถ้วน และ ลักษณะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่มีไม่ได้แก่พระเจ้าชนิด ที่เป็นคน ๆ และมีความรู้สึกอย่างคน. ที่ เขาเขียนรูปพระเจ้าให้เป็นคน มีความรู้สึกอย่างคนนั้น ก็ เขียน โดยสมมติ ที่เรียกว่า ปุคคลาธิษฐาน; เพราะไม่รู้ว่าจะแสดงอารมณ์ของสิ่ง นั้นอย่างไรได้ จึงต้องแสดงว่าเหมือนกับคน. เช่นว่ากฎตายตัวแห่งกรรมนี้ มัน ลงโทษคนอย่างไม่ไว้หน้าใคร, หรือให้รางวัลคนอย่างยุติธรรมที่สุด. ถ้าพูด ว่ากฎ มันไม่น่ากลัว มันรู้จักไม่ได้ สำหรับเด็ก ๆ หรือคนโง่; ฉะนั้นต้องพูด ให้เป็นพระเจ้าอย่างคน มีรูปร่างที่น่ากลัวก็ได้, แล้วมีอารมณ์โกรธได้, คือ ถ้าไปทำให้โกรธแล้วก็จะลงโทษเอา ถ้าไปทำให้รักแล้วก็จะให้รางวัล อย่างนี้ เป็นต้น. นี่พระเจ้าในความหมายสมมติก็เป็นอย่างนี้ ; แต่คนไม่เคยคิดว่ามัน เป็นสมมติ ถือเอาเป็นจริง ก็เลยมีพระเจ้าไม่ได้ ; จะมีสักทีก็ขัดต่อความรู้สึก ขัดแย้งอยู่ในตัวเอง. ฉะนั้นมาศึกษาเรื่องไกวัลยธรรม แล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่า ลักษณะ อาการ หรืออะไร ๆ ที่เขามีไว้ใช้แก่พระเจ้านั้น มีอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าไกวัลย- ธรรม ; เช่น ลักษณะว่ามีอยู่ก่อนสิ่งใด นี้ก็เป็นไกวัลยธรรม, เป็นสิ่งที่เป็น
น.664 กฎตายตัว ไม่แก้ไข ไม่เปลี่ยนแปลงได้ สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามกฎนั้น สิ่งนั้น ก็เรียกว่าไกวัลยธรรม. ไม่มีใครทำอะไรมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงได้, เป็น ของจริงอยู่ตลอดกาล, เป็นที่ออกมาแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง อย่างนี้. ไกวัลยธรรม มีลักษณะอย่างนี้ มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ตลอดเวลา มี อาการเหมือนกับว่า รู้ไปเสียทั้งหมด ใครจะไปทำอะไรลับหลัง ซ่อนไม่ ให้เห็นอย่างนี้เป็นไปไม่ได้. นี่ลองคิดดูว่า มันคืออะไร ? ถ้าเป็นคนมีความรู้สึกอย่างพระเจ้า พระเจ้ามีความรู้สึกอย่างคน อย่างนี้จะเอาหูเอาตาที่ไหนไปดูได้ทุกหนทุกแห่ง ; ฉะนั้นต้องเป็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอำนาจครอบคลุมไปได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีใคร ซ่อนเร้นให้พ้นสายตาไปจากสิ่งนี้ได้. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม แปลว่า กฎ โดยตรงก็แปลว่า กฎแห่ง ธรรม ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่ากฎนี้เราแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ตามพระบาลีที่มีปรากฏอยู่ : กฎที่ ๑ ก็เรียกว่า กฎแห่งสามัญญลักษณะ ได้อธิบายกันแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมานี้เอง. กฎที่ ๒ เรียกว่า กฎแห่ง อิทัปปัจจยตา ซึ่งจะได้บรรยายในวันนี้. กฎที่ ๓ กฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ซึ่ง จะได้บรรยายในวันต่อไป. ( เริ่มการบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.) ดังนั้น เป็นอันว่า ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อของเรื่องนี้ว่า ไกวัลย- ธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ; ถ้าจะ เรียกโดยสมมติปุคคลา-
น.665 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๐๙ ธิษฐาน ก็เรียกว่า เป็นพระเจ้าแห่งกรรมและวิบาก ซึ่งก็รวมทั้งกิเลสด้วยเป็น ธรรมดาอยู่เอง. ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ถ้าเราจะ ไม่เรียกอย่างสมมติ ให้เป็นผู้เป็นคน อะไรขึ้นมา ก็เรียกว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา. ถ้าเรียก โดยสมมติ ก็เรียกว่า พระเจ้า ; แต่ว่า พระเจ้าของกฎแห่งกรรม คือว่า กระทำกรรมแล้วจะต้องมี ผลกรรม หรือจะต้องเป็นไปตามผล เป็นไปตามกรรมที่กระทำ อย่างนี้เป็นต้น. ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา นี่คือหัวข้อ ของคำบรรยายในวันนี้. ถ้าจะเรียกพระเจ้า ก็เรียกว่าพระเจ้าองค์ที่ ๒. พระเจ้าองค์ที่ ๑ คือ พระเจ้าที่เป็นกฎของสามัญญลักษณะ, พระเจ้าองค์ที่ ๒ คือ พระเจ้าที่เป็นกฎของอิทัปปัจจยตา, พระเจ้าองค์ที่ ๓ ก็คือพระเจ้าที่เป็นกฎของ จตุราริยสัจจ์. ความหมายลึกของไกวัลยธรรม. นี่ขอ ทบทวนความหมายอันลึกซึ้ง ของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ซึ่งไม่เป็นที่คุ้นเคยแก่ท่านทั้งหลายหรือยังไม่คุ้นเคยแก่ท่านทั้งหลาย ; ดังนั้นก็ จะได้กล่าวกันต่อไป อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่กลัวว่าใครจะเบื่อหน่ายเพื่อให้คำคำนี้ ชิน, เคยชินแก่ท่านทั้งหลายในการฟังการได้ยิน จนเป็นสิ่งธรรมดาไป ; เหมือนกับคำบางคำ ที่เราได้พยายามกันมาอย่างยิ่ง ในเรื่อง ปรมัตถสภาวธรรม เช่นคำว่า ตถตา อวิตถตา อนัญญูถตา เป็นต้น ; แล้วก็ยังมาใช้แก่สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนี้ อยู่อีกนั่นเอง.
น.666 ไกวัลยธรรมเป็นตถตา คือว่าเป็นอย่างนั้น มันเปลี่ยนไม่ได้ เป็น อวิตถตา คือมันไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้, อนัญญูถตา ไม่มีอยู่ โดยความ เป็นประการอื่น ; ฉะนั้นจึงได้เรียกว่า ไกวัลยะ ในส่วนเวลา คือ ไม่เปลี่ยน แปลง, มันมี อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นไกวัลยะในส่วนเนื้อที่. ไกวัลยธรรมก็มีในพุทธศาสนาอย่างมหายาน. ทีนี้จะได้พูดกันต่อไปว่า ในพุทธศาสนาอย่างมหายาน ก็มีสิ่งที่เรา เรียกกันในที่นี้ว่า ไกวัลยธรรม ; แต่ใน พุทธศาสนาอย่างมหายาน นั้น เรียก สิ่งนี้ว่า อมิตาภะ บ้าง อมิตายุ บ้าง. อมิตาภะ แปลว่า มีแสงสว่างที่คำนวณ ไม่ได้ อมิตายุ แปลว่า มีอายุที่คำนวณไม่ได้. ท่านทั้งหลายลองคิดดูเล่น ๆ ไปพลางว่า อะไรบ้าง ที่มันจะ มีแสงสว่าง มากจนคำนวณไม่ได้ และ มีอายุยาวนาน จนคำนวณไม่ได้ ? ในที่สุดก็จะรู้ว่า นั่นแหละคือ ไกวัลยธรรม อย่างที่เรากำลังพูด คือจะรู้ว่านั่นแหละเป็นพระเจ้า ที่แท้จริง ควรแก่คำว่าพระเจ้าที่แท้จริง ; เพราะคำว่า พระเจ้านี้ ความหมาย ทั่วๆไป ก็คือสิ่งสูงสุด ไม่มีอะไรสูงกว่า. พระเจ้านี้เป็นอิสระที่สุด ไม่มีอะไร มาเป็นอิสระเหนือพระเจ้าอีกได้ คือว่า พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป พระเจ้า ไม่มี กำหนดเวลา ไม่มีกำหนดอายุ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดีว่า พุทธศาสนาอย่างมหายาน ได้สร้างคำที่ สำคัญที่สุด ๒ คำนี้ขึ้นมาว่าอมิตาภะพุทธะ หรืออมิตายุพุทธะ ; นี่หมายถึง
น.667 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๑๑ องค์เดียวกัน สิ่งเดียวกัน แต่แยกความหมายให้เห็นเป็นสองอย่าง : อมิตาภะ อาภะ หรือ อาภา นี้แปลว่า แสงสว่าง, อมิตะ แปลว่า คำนวณไม่ได้, อมิตาภะ มีแสงสว่างคำนวณไม่ได้. ที่ว่าคำนวณไม่ได้นี้ มัน คำนวณไม่ได้ทุกทาง ทุกวิถีทาง ; เช่น จะถามว่ามันเกิดมาตั้งแต่เมื่อไร แสงนี้ ? มันก็บอกไม่ได้. . มันจะไปหมดลง เมื่อไร แสงนี้ ? มันก็บอกไม่ได้ว่า มันตั้งต้นเมื่อไร ? จบเมื่อไร ? มันแผ่ ไปเท่าไร ? มันก็บอกไม่ได้ คำนวณไม่ได้, และมันสว่างมากน้อยเท่าไร นี้มัน ก็บอกไม่ได้ คือมันยิ่งกว่าพระอาทิตย์ กว่าดวงอาทิตย์สักหมื่นดวง แสนดวง ล้านดวง. แสงดวงอาทิตย์เรายังคำนวณได้ว่าเท่าไร ; ถ้าหมื่นดวง แสนดวง เราก็คูณเข้าไป มันก็ยังคำนวณได้ แต่ว่า แสงสว่างของอมิตาภะ นั้น มันถึง ขนาดที่คำนวณไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นขอให้ฟังความหมายอย่างนี้ไว้ที่ก่อน เพื่อ จะสรุปใจความสั้น ๆ ว่า แสงสว่างที่คำนวณไม่ได้. ส่วน อมิตายุ นั้นมันก็คล้ายๆ กัน นี้ไปเล็งถึงอายุ คือเวลา เกิดเมื่อ ไร ? ขึ้นเมื่อไร ? อยู่ที่ไหน ? เท่าไร ? มันก็บอกไม่ได้ คำนวณไม่ได้. นี้มัน หมายถึงชีวิต คือชีวิตที่ ตั้งต้นเมื่อไรก็ไม่รู้, จะสิ้นสุดเมื่อไรก็ไม่รู้, ชีวิต จริง ๆ ชีวิตอย่างยิ่งสักเท่าไรก็ไม่รู้, นี่มันหมายถึง ชีวิตที่คำนวณไม่ได้ ว่ามีอยู่ ชนิดที่คำนวณไม่ได้. นี้คือความคิดอย่างมหายาน พุทธศาสนาอย่างมหายานได้ใคร่ครวญลึก ลงไป, ลึกลงไป จากคำทั้งหลายที่ปรากฏอยู่, ลึกลงไป ลึกลงไป จนพบสิ่งนี้ เลยให้ชื่อว่า อมิตาภะ หรือ อมิตายุ.
น.668 ไกวัลยธรรมมีความหมายพ้องกันกับคำในศาสนาคริสต์. แล้วที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือว่า มัน จะโดยเหตุบังเอิญอย่างไรก็ บอกไม่ได้ ในข้อที่ว่า มันไป พ้องกันเข้ากับหลักใจความที่สำคัญของศาสนา- คริสเตียน. ศาสนาคริสเตียนก็มีคำ ๒ คำนี้ คือคำว่า Light ที่แปลว่า แสงสว่าง, กับ Life ที่แปลว่า ชีวิต, แล้วก็มีคำที่ตรงกันอย่างยิ่งอีกคำ ก็คือคำว่า Word คือ คำพูด ซึ่งตรงกับคำว่า กฎ ในที่นี้. ใครสนใจก็ไปเปิดดูคัมภีร์ของฝ่ายคริสเตียน ที่พูดถึงสิ่งนี้ไว้ใน บรรทัดแรก สองสามบรรทัดของคัมภีร์ ที่เรียกว่าโยฮัน ของคัมภีร์ New Testament ว่าแรกเริ่มเดิมทีก็มีสิ่งที่เรียกว่า Word. The Word ซึ่งเขาแปลกันว่า พระคำ คำพูด. The Word นั้นคือ The Light คือแสง นี้ก็อยู่กับพระเจ้า. The Life ก็คือ Life คือชีวิต; ทั้ง Light ทั้ง Life ทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็อยู่กับพระเจ้า, แล้ว เป็นอันเดียวกับพระเจ้า. มันมา ตรงกันได้อย่างน่าประหลาด กับคำว่า อมิตาภะ คือแสงอัน คำนวณไม่ได้, อมิตายุชีวิตหรืออายุอันคำนวณไม่ได้ ของมหายานฝ่ายพุทธ ซึ่ง กล่าวได้ว่า ไม่ได้เอาอย่างกันนะได้ ; และฝ่ายพุทธนี้ก็ต้องมีอยู่ก่อน. มัน เป็นที่เชื่อได้ว่า ความคิดของคนที่ฉลาดชั้นศาสดานั้นจะมอง เห็น ของ ๒ สิ่งนี้มาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์ ว่ามีแสงสว่างซึ่งเหมือนเสวยอำนาจให้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไป แล้วก็มีชีวิต คือความเป็นอยู่. ทั้ง The Light กับ The Life นี้ ต้องไปคู่ด้วยกันเสมอ ; เช่น อย่างในทางที่ฟิสิคส์นี้แสงสว่างเช่น
น.669 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๑๓ แสงอาทิตย์นี้ ต้องคู่กับสิ่งที่มีชีวิต ต้นไม้ สัตว์ คน อะไรก็ตาม ที่มันมีชีวิต, แล้วมันต้องอยู่คู่กันกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ; ในทางวัตถุมันยังเป็นอย่างนี้. ทีนี้ถ้าพูดทางนามธรรมทางวิญญาณ ก็ต้องเรียก แสงสว่างซึ่งเป็น อำนาจปรุงแต่งให้เกิดขึ้น แล้วก็ มี Life คือความเป็นอยู่ สิ่งที่เป็นอยู่ ; แล้วสิ่งนี้ เป็นอันเดียวกับ Word คือคำพูดซึ่งหมายถึงกฎ ; ไม่ใช่คำพูดธรรมดา แต่หมาย ถึงคำบัญญัติ. โองการของสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด กลายเป็นพระเจ้าไป คือคำ ; คำของพระเจ้านั่นแหละ เรียกว่า The Word. นี้ก็ เหมือนกับในภาษาบาลีที่ว่า แรกเริ่มเดิมทีก็มีพระธรรมนั้นอยู่ก่อน : ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพ - ธรรมะมีอยู่ก่อนเว้ย ; เพราะฉะนั้นคำว่า At the beginning The Word was นี้. ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีเดียว The Word นั้นได้ มีอยู่แล้วนี้เหมือนกัน คล้ายกับว่าไปเลียนแบบกันมาทุกตัวอักษร ; แล้วก็พูด ถึง The Light คือแสงสว่าง ; แล้วพูดว่า แสงสว่างนี้เป็นอันเดียวกันกับ Life คือชีวิต สองอันนี้อยู่กับ God คือพระเจ้า ; แล้วก็ประโยคท้ายว่า เป็นพระเจ้า เสียเอง ; นี้คัมภีร์ใหม่ของคริสเตียน. คัมภีร์เก่าของคริสเตียนบรรทัดแรก เยเนซิสก็ว่า พระเจ้าสร้าง Light ก่อนสิ่งทั้งปวง สร้างก่อนดวงอาทิตย์ดวงดาวอะไรเสียอีก. Light นั้นมัน ไม่ใช่แสงสว่างทางฟิสิคส์ อย่างนี้ มันคืออำนาจที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป ; ฉะนั้น เทียบกันได้กับ Word หรือกฎ ที่ให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป, หยุดอยู่ไม่ได้.
น.670 ๑.๑๔ สายตาไปให้เฮียหมูละเก๋ ไกวัลยธรรม ฉะนั้นจึงเป็นที่น่าสนใจ ที่ว่าพุทธศาสนาอย่างมหายาน ก็มีอมิตาภะ- พุทธะ แล้วก็มีอมิตายุพุทธะเป็นคำสำคัญที่สุด ๒ คำ แล้วหมายถึงสิ่งเดียวกัน ; ฉะนั้นเราควรจะสนใจว่า ในพุทธศาสนา แม้ฝ่ายมหายานนี้ก็มีพระเจ้า ในความหมายอย่างนี้, หรือมีไกวัลยธรรม ในความหมายอย่างนี้ ; เช่นเดียว กับฝ่ายเถรวาท ที่ได้อธิบายมาแล้วตั้ง ๒ ครั้ง ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ. ฉะนั้นอย่าไปติดพระเจ้า อย่าไปยึดถือพระเจ้าอย่างบุคคล มันจะ กลายเป็นคนโง่ ; แต่ให้ยึดถือพระเจ้า อย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ว่ามีลักษณะ อย่างนี้ก็แล้วกัน : มีลักษณะที่เป็นกฎ บังคับสิ่งทั้งปวงได้, มีอยู่ในที่ทุก แห่งทุกเวลา มีคุณลักษณะที่คำนวณไม่ได้ ว่าเป็นแสงสว่างเท่าไรคำนวณ ไม่ได้ มีอายุเท่าไรก็คำนวณไม่ได้. อวโลกิเตศวรเป็นปุคคลาธิษฐานของธรรมที่ควรปฏิบัติ ทีนี้เมื่อเขาไปเขียนรูปภาพ ให้พระพุทธเจ้าอมิตาภะเป็นรูปอย่างคน เด็ก ๆ ก็เข้าใจพระเจ้านี้เป็นคนไปเสียอีก ;แล้วคุณสมบัติของ พระพุทธเจ้า อมิตาภะเมื่อพูดอย่างธรรม ก็คือ ธรรมะต่าง ๆ ที่คนจะต้องประพฤติปฏิบัติน่ะ ถ้าปฏิบัติแล้วก็จะได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ; นี้ก็เรียกว่า พระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อวโลกิเตศวร. อวโลกิเตศ -ว -ร ที่เราเรียกง่ายๆ ว่า อวโลกิเตศวร เรียกให้สั้น ก็เรียกว่า โลเกศวร. เราปั้นรูปปั้นขยายใหญ่ ๆ ไว้ที่ตรงโน้น อยู่บน เสากลางบ่อน้ำนั้นแหละ.
น.671 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๑๕ อวโลกิเต ศ- ว- ร หรือว่า อวโลกิเตศวร หรือว่า โลเกศวร เป็นรูป สมมติ, สมมติให้เป็นคน. สมมติของคุณสมบัติของธรรมะ ที่คนจะเข้าถึง พระพุทธเจ้าชื่ออมิตาภะ. พระพุทธเจ้าชื่ออมิตาภะ อย่างที่ออกชื่อมาแล้ว จะ เข้าถึงได้โดยทาง อวโลกิเต ศ - ว - ร; คนต้องอาศัยพระอวโลกิเตศวรนั้น แล้วก็จะเข้าไปถึงพระพุทธเจ้าชื่ออมิตาภะ หรืออมิตายุได้. นี่ขอให้สังเกตดูว่า ที่รูปอวโลกิเตศวร ทุกรูป เขา จะมีรูปพระพุทธเจ้า เล็ก ๆ อยู่ที่หน้าผาก เหนือหน้าผาก ในช่องเล็กๆ เป็นอย่างน้อย, หรืออาจจะมี ที่อื่นอีก อย่างน้อยต้องมีอยู่ที่ตรงนั้นองค์หนึ่ง ; พระพุทธเจ้าองค์นั้น คือแทน พระพุทธเจ้าอมิตาภะ. อวโลกิเตศวร ก็เลยคล้าย ๆ กับว่า เป็นที่รองรับ หรือว่า เป็นสะพาน หรือว่า เป็นสื่อหรืออะไร แล้วแต่จะเรียก ที่จะทำให้คนเข้าถึง พระพุทธเจ้าอมิตาภะ. ถ้า พูดอย่างไม่สมมติ กัน ก็ต้องพูดว่า คุณสมบัติหรือคุณธรรม ที่ เราประพฤติแล้ว จะเข้าถึงความไม่ตาย จะเข้าถึงอมิตาภะ คือ แสงสว่างคำนวณ ไม่ได้, เข้าถึงอมิตายุ คืออายุที่คำนวณไม่ได้ คือ ความไม่ตาย คือ นิพพาน อะไรทำนองนี้ ด้วยกันทั้งนั้น, คุณสมบัตินั้นชื่อว่า อวโลกิเตศวร. นี่เมื่อรู้จักสิ่งที่ไม่รู้จักตาย รู้จักสิ่งที่คำนวณไม่ได้อย่างนี้ เข้าไปทุก แง่ทุกมุมเรื่อยๆ ไป เดี๋ยวก็จะรู้จักไกวัลยธรรม ; ไกวัลยธรรมที่เราเรียกตรง ๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่สมมติอะไรกันให้มาก. ถ้าไปปรุงแต่งเข้า ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้า อมิตาภะ บ้าง พระพุทธเจ้าอมิตายุ บ้าง; ถ้าถือเรื่องพระเจ้าอะไร แล้วก็เลย
น.672 มีข้อปฏิบัติที่จะพาเข้าไปหาพระเจ้านั้น ๆ อีก ก็เลย สมมติข้อปฏิบัตินั้น ให้เป็น พระเจ้าองค์อื่นขึ้นมาอีก เลยถือพระเจ้ากันใหญ่. ข้อนี้ก็ต้องเห็นใจ เพราะว่าในที่บางแห่ง บางถิ่น บางสมัย คน, ขออภัยพูดว่ายังโง่มาก ; พูดอย่างอื่นไม่เข้าใจ ก็ต้องใช้พูดอย่างปุคคลา- ธิษฐาน กันเรื่อยไป. ในโลก หรือว่าในประเทศอินเดียทั้งหมด สมัยนั้นก็ตาม เถอะ มันมีคนมาก แล้วคนที่จะเข้าใจคำพูดตรง ๆ นี้ไม่กี่คน คนนอกนั้นต้องพูด อย่างสมมติทั้งนั้น เพราะว่าเขาถือพระเจ้ากันมาแล้วทั้งนั้น. พุทธศาสนาฝ่ายมหายานสร้างพระเจ้าเพื่อเข้าถึงง่าย. ทีนี้ทางพุทธศาสนา จะมานอนรอให้คนฉลาด แล้วคนจะเข้าถึงสิ่งนี้ มันก็ไม่ไหวซิ ; มันก็หนีไปหมด มันก็หนีไปหาศาสนาอื่น ที่มีพระเจ้าให้ถือ กันได้ง่าย ๆ หมด. ฉะนั้น พวกมหายาน เขาเป็นผู้ที่มีความคิด และเป็นห่วงคน เหล่านี้ จึงได้สร้างขึ้นมาในพุทธศาสนานี้ ให้มีพระเจ้าขึ้นมาบ้าง เรียกว่า อมิตาภะ หรือ อมิตายุ. นี่พระเจ้าแท้จริง มีแสงสว่างไม่จำกัด มีอายุไม่ จำกัด. นี้ยังยาก, ยังยากอีก ยังเข้าถึงไม่ได้อีก ; ยังยากเกินไปนัก ก็ สร้างให้รองลงมาอีก ให้มันง่ายลงมาอีกหน่อย ให้มันใกล้ลงมาอีกหน่อย ก็ สร้างอวโลกิเตศวร คือ พระอิศวรนั่นแหละ. ในฝ่ายฮินดูเขา มีพระอิศวร อย่างไร เราก็มีพระอิศวรอย่างนั้นขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ; อวโลกิต - อิ - ศ - ว - ร
น.673 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๑๗ นั้นเรียก พระอวโลกิตอิศวร คือพระอิศวร, พระเป็นเจ้าผู้มองดูโลกอยู่ตลอด เวลานี้. มันยังค่อยง่ายหน่อยนะ. เข้าถึงอวโลกิเตศวรนี่ยังค่อยง่ายหน่อย, ง่ายกว่าที่จะเข้าถึงอมิตาภะหรืออมิตายุ ; ถึงอย่างนั้นก็ยังเข้าไม่ค่อยถึง ก็เลย ฝากไว้ในรูปเป็นบุคคลก่อน เหมือนเป็นรูปอย่างที่ปั้นไว้นั่นแหละ. ก็ไปศึกษาดูที่ว่า จะต้องทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงอวโลกิเตศวร ? ทำ อย่างไร อวโลกิเตศวรจึงจะช่วย ? นี้อาซิ้มเขาบอกว่า ออกชื่ออมิตาภะเท่าไรก็ ไม่ทราบ ? คือว่าวันหนึ่งออกชื่ออมิตาภะกี่หมื่นกี่แสนครั้งก็ไม่ทราบ ? เป็น เดือนเป็นปีไป, อย่างนี้ก็จะเข้าถึงพระอมิตาภะ. ฉะนั้นพวกนี้ เขาก็จะสวด แต่ว่า นโม อมิทอฮุด, นโม อมิทอฮุดเท่านั้น ว่า ข้าพเจ้าขอไหว้พระอมิตาภะ นี้ วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง. ให้มีความเชื่อมาก แล้วก็ เชื่ออย่างยิ่งเลยว่า พอ เขาดับจิตลง ก็จะมีรถมารับดวงวิญญาณของเขา ไปอยู่ในโลกของพระอมิตาภะ ที่เรียกว่าสุขาวดี , สุขาวตี ที่เป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีพระพุทธเจ้าอมิตาภะครองอยู่. นี้มันก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว ; แต่ขออภัยอย่าใช้คำว่าโง่ที่สุดเลย มันน่าเกลียด มันไม่มีอะไรง่ายกว่านั้นแล้ว. ถ้าเขาเชื่อจริงเขาทำได้ ; เพราะ ว่า เขาออกชื่ออมิตาภะ นั่งจุดธูปเทียนไหว้อมิตาภะ ออกชื่ออมิตาภะ อยู่วันหนึ่ง เป็นพัน ๆ ครั้งนี้ เขาก็ ต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่มีศรัทธา เชื่อแน่ ไม่ทำชั่ว ไม่ ทำบาป ไม่ทำกรรม โกหกไม่เป็น เบียดเบียนใครไม่ได้ หลอกลวงใครไม่ ได้ . ถ้าอาซิ้มเป็นอย่างนั้นจริง ดูจะดีกว่าพวกเราที่นั่ง ๆ อยู่ที่นี่ ที่ยังโกหกได้ หลอกลวงได้ ; เพราะไม่สามารถจะนั่งว่า อมิตาภะ นโม อมิทอฮุด วันหนึ่ง หลาย ๆ ร้อยครั้งพันครั้ง ก็ได้นะ. อย่าประมาทนะ.
น.674 มีความเชื่อมันก็ช่วยได้ สำหรับ คนที่มันไม่อาจจะมีปัญญา ก็ต้อง ใช้ความเชื่อ; แต่ถ้าคนที่จะใช้ความเชื่อด้วยปัญญาด้วย มันก็จะดีขึ้น จนกว่า จะสามารถจะใช้ปัญญาล้วน ๆ รู้ว่าอมิตาภะคืออะไร ? อมิตายุคืออะไร ? จะเข้าถึง ได้อย่างไร ? ไม่ต้องปั้นเป็นรูปคน ก็รู้จักได้. อวโลกิเตศวร นี้ก็เหมือนกัน อยู่ขนาบข้างของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ก็ ปั้นเป็นรูปคน ฝ่ายอีกข้าง เป็นผู้หญิง เรียกว่าปรัชญาปารมิตา แต่ผู้หญิงนี่ไม่ค่อย สำคัญ : ที่มีอวโลกิเตศวรนี่แหละสำคัญมาก ; พบรูปปั้นทุกหนทุกแห่งเป็น สำริดสวยงามที่สุด อย่างองค์นั้น .* ๑ ไปถึงเมืองจีนเขาเรียก กวนอิม. อวโล- กิเตศวร โดยเอาเรื่องที่ง่าย ๆ ที่ว่าเด็ก ๆ เข้าใจได้ หรือคนทั่วไปเข้าใจได้ เรียกว่า กวนอิม เนี้ย เป็นชื่อของธรรมะที่ละเอียดอ่อน ที่จะทำให้คนเข้าถึงธรรมะอันลึก คือ อมิตาภะ, อมิตายุ. นี่ฝ่ายมหายาน เขาอุตส่าห์ มีพระเจ้า ชื่ออมิตาภะหรืออมิตายุ ที่เป็น พระเจ้าสูงสุด, แล้วมี พระเจ้าผู้ช่วย รอง ๆ ลงมา คือ อวโลกิเตศวร. เขามี สิ่งที่ยิ่งกว่าพระเจ้า หรือมีพระเจ้าสูงสุดคืออมิตาภะ ; “ แล้วมีพระเจ้าที่รองลงมา ที่จะช่วยได้ระดับเดียวกับพระอิศวรนี้ เขาเรียกอวโลกิเต ศ-ว-ร, มีพระเจ้าสูง สุด ที่จะต้องอาศัยพระเจ้าธรรมดา ๆ นี้ เข้าไปหาอีกทีหนึ่ง. เรื่องโลกุตตระ เรื่อง อสังขตะ เรื่องอะไร ยกไว้ฝ่ายอมิตาภะ อมิตายุ ทั้งนั้น ; ) ส่วนที่จะมีตัวตน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติให้ถูกใจพระเจ้าที่สุด นี้ก็ มีพระเจ้าองค์ที่เรียกว่า อวโลกิเตศวร. * หมายถึงรูปปั้นอวโลกิเตศวร ที่อยู่บนเสา เชิงเขา ที่สวนโมกข์.
น.675 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๑๙ ฉะนั้นใครจะไปไหว้อวโลกิเตศวร ไปทำให้ถูกใจอวโลกิเตศวร ก็ ต้องบำเพ็ญธรรมะ ที่เป็นลักษณะของอวโลกิเตศวรนั้น คือบริสุทธิ์ ปัญญา เมตตา ขันติ อธิษฐาน อะไรทำนองนี้, คือมีศีล มีปัญญา มีความบริสุทธิ์ มีความอดทน ล้วนแต่เป็นบารมีทั้งนั้น. บารมี คือว่า ทำให้คนดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ จนกว่าจะเต็มเปี่ยม ก็เรียกว่า บารมี ; ต้องมีอันนั้นไปไหว้ ไปเป็นเครื่องสักการะบูชาอวโลกิเตศวร แล้ว อวโลกิเตศวรจึงจะอุ้มพาไปหาพระพุทธเจ้าอมิตาภะ. ทีนี้มันก็น่าหวัว ที่ว่าพอเขาจะพูดให้มันถูกกว่านั้น ก็ว่ามัน อยู่ที่หน้า ผาก ของแกแล้วนี่ แกมันคลำไม่เห็น มันมองไม่เห็น. เพียงแต่ประพฤติถูก, เพียงแต่กลับหน้ามือเป็นหลังมือเท่านั้นก็พบ ไม่ต้องวิ่งไปที่ไหน ให้มันลำบาก ยากเย็น ประพฤติให้ถูกต้อง นั่งอยู่ที่นี่ ตรงนี้ มัน ก็เปลี่ยนเป็นถูกต้อง. แต่ถ้าไม่มองเห็น มันก็เหมือนกับไม่มีอยู่ที่นี่ , ต้องช่วยกันขนไปที่นั่น ขนมาที่นี่, ต้องทำพิธีอย่างนั้นอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป. นี่เพราะความเชื่อ เพราะ ความที่อยากจะไปให้ถึง. ทีนี้อยากจะเปรียบเทียบที่มันน่าหวังว่า ที่มีพระเจ้าอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว พระเจ้าชั้นพระอิศวรนี้คืออวโลกิเตศ - วรร นี้ เพื่อจะขนกลับไปหาพระเจ้าที่ แท้จริง คืออมิตาภะพุทธะหรืออมิตายุพุทธะอีกทีหนึ่ง. ดูความฉลาดลึกซึ้ง ของพุทธบริษัทอย่างมหายาน กันบ้างซิ .... .... .... ....
น.676 พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีไกวัลย์เสมือนพระเจ้า. ทีนี้ถ้าว่าเป็นเถรวาท ไม่อยากจะมีปุคคลาธิษฐานมากอย่างนั้น ก็ต้อง พูดตรง ๆ อย่างที่อาตมากำลังพูด กำลังบอก ว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่ง เรียกว่าไกวัลยธรรม มีอยู่ในที่ทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่, นอกตัวเราในตัวเรา ทุกๆ อณูที่ ประกอบกันขึ้นเป็นคนคนหนึ่ง ก็ มีสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. "ข้างนอกตัวเขา ทุก ๆ อณูที่ประกอบกันอยู่เป็นโลกเป็นจักรวาล นี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. นี้ก็หมายความว่า มันเป็นกฎอันหนึ่ง ที่มีอยู่ตลอดกาล ตลอด อนันตกาล เรียกว่าพระเจ้าก็ได้ , จะเรียกเป็นไทยก็เรียกว่าพระเจ้า, เรียก อย่างภาษาฝรั่งก็เรียกว่า God. เมื่อสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั้น มีค่าเท่ากับพระเจ้า มีค่าเท่ากับ God: ฉะนั้นทุกคนก็ต้องมี ทุกชีวิตต้องมีพระเจ้า ทุกชีวิตต้องมีสิ่งที่เรียกว่า God. นี้ก็เลย : คนที่พูดว่า เราไม่ถือพระเจ้า, เราไม่มีพระเจ้านั้น มันก็ กลายเป็นคนโง่ ที่ไม่รู้จักตัวเอง. เพราะว่า พระเจ้านั้นคือกฎสูงสุด ที่ บันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป แล้วควบคุมสิ่งนั้น ๆ อยู่ ; ฉะนั้นแล้วคนทุก คนไม่ยกเว้นใคร มันก็เกิดขึ้นโดยกฎอันนี้ ถูกกฎอันนี้ควบคุมอยู่ ฉะนั้น ทุกคนทุกสัตว์ ที่มีชีวิตนั้นมี God มีพระเจ้าที่สร้างขึ้น และ ควบคุมอยู่ ; แต่ไม่ใช่พระเจ้าอย่างที่เขาพูดกันสำหรับเด็กๆ หรือคนโง่ ; เป็น พระเจ้าอย่างที่เข้าใจยาก มันยิ่งกว่านามธรรมไปเสียอีก คือมันเป็นกฎ. กฎที่ สร้างรูปธรรม สร้างนามธรรมขึ้นมา นั่นแหละคือพระเจ้า เป็นปฐมเหตุมีอยู่
น.677 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๒๑ ก่อนสิ่งใด : อะไร ๆ ก็แก้ไขกฎไม่ได้ ; แต่กฎนี้บีบบังคับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ให้เป็นไปได้. พระโองการของพระเจ้า ของไกวัลยธรรมนี้บังคับสิ่งทั้งหลายให้เป็น ไปได้ ; ฉะนั้น ทุกชีวิตจะมีสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า หรือกฎอันนี้อยู่ ในฐานะที่ สร้างเขาขึ้นมาควบคุมเขาอยู่ สิงสถิตอยู่ในตัวเขา ในทุก ๆ อณูแห่งชีวิตของเขา. ฉะนั้นจะเป็นคนโง่ที่สุด ที่จะพูดว่า " ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่เชื่อพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่ถือพระเจ้า ;" เพราะว่าเขาเป็นคนโง่ที่สุด ไม่รู้ว่าพระเจ้านั้นคือ อะไร. ไกวัลยธรรมคือพระเจ้าในฐานะเป็นกฎ. เดี๋ยวนี้มาบอกให้รู้ว่า ไกวัลยธรรมนั่นแหละคือพระเจ้า ; แม้ที่สุด แต่พวกคอมมูนิสต์ ที่เขาว่าไม่มีศาสนาไม่มีพระเจ้านี้ กำลังโง่ในเรื่องนี้. มัน ไม่มีใครหรือไม่มีอะไร ที่จะไม่มีพระเจ้า ; ถ้ามัน มีความเป็นไปตามกฎอันใด อันหนึ่งอยู่แล้ว ก็เรียกว่า นั้นแหละคือพระเจ้าละ บังคับเขา สร้างเขา ควบ คุมเขา. ทีนี้คนคนไหนบ้างล่ะ ที่ไม่ได้มีอะไรปรุงแต่งขึ้นมา แล้วควบคุมอยู่ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์อันนั้น. ทุกคนมีกฎเป็นผู้สร้างขึ้นมา และควบคุม เขาอยู่ จึงว่าทุกคนมีพระเจ้า ; มีพระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎ, กฎในฐานะ ที่เป็นพระเจ้า. ตรงนี้อยากจะสันนิษฐานกันเล่นสนุก ๆ เพราะมันน่าหวัวมากทีเดียว. เมื่ออาตมาจะคุยกับฝรั่งที่เขาถามว่า ในพุทธศาสนามี God หรือไม่ ? ก็บอกเขา
น.678 ว่า ในพุทธศาสนาก็มี God ; แต่เราเรียกสั้นที่สุดเรียกเร็ว ๆ ไม่เรียกว่า God เรา เรียกว่า กฎ แล้วอธิบาย ๆ ๆ ผลสุดท้ายเหมือนกัน God, ก็เลยหัวเราะกันใหญ่. ที่ว่าสันนิษฐานนี้หมายความว่า คำว่า กฎ : ก กับ ฎ นี่ มัน ประหลาดที่สุด ที่อ่านว่ากฎนี่ ; จะเป็น ฎ หรือ ต ก็ได้ มันแปลว่า กฎ. มันเทียบกันได้กับคำที่ไปเป็นคำฝรั่งบางคำ เช่น กะตะ นี่ กต หรือ มะตะ, มะตะที่แปลว่าตาย หรือ อมตะ ที่แปลว่าไม่ตายนี้ ตะ ตัวนี้แหละ แสดงความ เหมือนกันอย่างยิ่ง. เช่น มะตะ แปลว่า ตาย ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า mortal : mortal คือ มะตะ น่ะ มันแปลว่าตาย แล้วก็ immortal คือ อมตะ ที่แปลว่าไม่ตาย. มะตะ อมตะ หรือ กตะ อกตะ นี่ เลยเหมือนกันเลย. ฉะนั้นจะเป็นภาษา ที่ถ่ายทอดกันไปแต่ครั้งไหนก็รู้ไม่ได้ เลยไปตีคลุมตีกินเอาว่า God ของคุณ มา จากกะตะของฝ่ายตะวันออก เขาก็ไม่มีทางจะค้าน ก็เรียกว่ากฎเลย. กฎ นั้น คือพระเจ้า ในพวกเราก็มี God : แต่ เราไม่เรียกยาว ๆ ว่า " กอด ", เราเรียกสั้น ๆ ว่า " กด" (กฎ) ก็เลยไม่ต้องพูดอะไรกันอีก เพราะ ว่ามันก็เถียงกันไม่ได้. ในเมื่อยิ่งอธิบายไปก็ยิ่งเห็นว่า พระเจ้านี้มีลักษณะเหมือนกัน มี อยู่ก่อนสิ่งใด สร้างสิ่งทั้งหลาย ควบคุมสิ่งทั้งหลาย. นี่อย่ากล้าพูดว่า เราไม่ มีพระเจ้านะ ; คือเรามีพระเจ้าชนิดที่เราไม่เรียกว่าพระเจ้า, แล้วก็จะเก่ง กว่าพระเจ้า ชนิดที่เขาเรียกกันว่าพระเจ้า เสียด้วยซ้ำไป. ฉะนั้นการที่เรามาแยกศาสนาในโลกออกเป็น ๒ ประเภท ว่าศาสนา ประเภทมีพระเจ้า ศาสนาประเภทไม่มีพระเจ้าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้อาตมารู้สึกว่า
น.679 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา โง่ที่สุด เลย ; แล้วอาตมาก็พลอยโง่กับเขาไปด้วยพักหนึ่งเหมือนกัน คือ ไปแบ่ง ศาสนาในโลกออกเป็นศาสนาที่มีพระเจ้า กับ ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า. เดี๋ยวนี้มามองเห็นว่า ทุกศาสนายอมรับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ก่อน ทุกสิ่ง แล้วบันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป ควบคุมให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป; แต่ว่าพวกหนึ่งเรียกว่าพระเจ้า, พวกหนึ่งไม่เรียกว่าพระเจ้า เท่านี้มันไม่ทำ ความแตกต่างให้กันได้ เพราะนั่นเมื่อยอมรับสิ่งที่มีอยู่อย่างเหมือนกันทีเดียว แล้วที่ว่าเรียกว่าพระเจ้า หรือจะไม่เรียกพระเจ้า, อันไหนมันถูก; มันก็ไม่ถูก ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเขายอมรับว่า คำว่า พระเจ้าคือสิ่งสูงสุด เป็นที่ออกมาแห่งสิ่ง ทั้งหลาย แล้ว ก็มีพระเจ้ากันทั้งนั้น แหละ. มีพระเจ้าผู้สร้าง สำหรับกฎที่เป็น ไกวัลยธรรมนี้ คือสิ่งที่สร้างให้สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น, แล้วเปลี่ยนแปลงไป ไหล เชี่ยวเป็นเกลียวไปนี้. ! ทำไมจะไม่เรียกว่าพระเจ้า ? ทำไมจะเรียกไม่ได้ ? ถ้าจะเรียก จะเรียกว่าอะไร ? ในเมื่อคำว่า "พระเจ้า" มันแปลว่าสูงสุด เป็น ปฐมเหตุ เป็นอิสระเหนือสิ่งใด มันก็มีเหมือนกันทั้งนั้น. เอาความหมายแล้ว แต่ว่า จะเห็นได้ว่า มัน มีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งเหมือนกัน เขาเรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจ, เราไม่เรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจ! แต่สิ่งนั้นมันเหมือนกัน ฉะนั้นจึงขอประนีประนอมกันสักหน่อยว่า อย่าทะเลาะกันเรื่องนี้ เลย ; ถ้าจะมาเรียกเสียว่า "ไกวัลยธรรม" เราก็ไม่ต้องเถียงกัน. คนที่ว่า ไม่มีพระเจ้า ก็ต้องยอมรับว่ามีไกวัลยธรรม, คนที่ว่ามีพระเจ้าก็ต้องยอมรับว่ามี ไกวัลยธรรม ; คือสิ่งหนึ่ง ซึ่งอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครบอกได้. มันเป็นสิ่งที่ใคร
น.680 บัญญัติให้ไม่ได้ว่า มันเป็นอะไร ; แต่มันเป็นสิ่งที่มีลักษณะอย่างนี้ มีหน้าที่ อย่างนี้ .. มีลักษณะ คือ อยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เป็นแม่ของสิ่งทั้งปวง เป็นที่ไหลออก มาแห่งสิ่งทั้งปวง แล้ว ควบคุมสิ่งทั้งปวง อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุก สถานที่ จะเรียกว่าอะไร ? ถ้าจะเถียงกันเรื่องยอม หรือไม่ยอมเรียกว่าพระเจ้า ก็ตามใจ; แต่ขอให้เรียกว่าไกวัลยธรรมตามตัวตรง ๆ ไว้ที่ก่อน ว่าสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันหมดทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งโดยเวลาและโดยเนื้อที่ พวกมหายานก็เรียกไว้ดีแล้วว่า อมิตาภะ, อมิตายุ : เป็นแสงสว่างที่คำนวณ ไม่ได้, เป็นอายุที่คำนวณไม่ได้. นี่แหละคือ กฎ ซึ่งทำหน้าที่หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม เป็น เพียงสิ่งเดียวที่เป็นปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาของสิ่งทั้งหลาย เรียกว่ากฎ. .... ..... .... ...... กฎที่เป็นไกวัลยธรรมนี้เหนือสิ่งอื่นใด. ทีนี้ กฎ ที่จะพูดต่อไปถึง สิ่งที่เรียกว่ากฎนี้ ในฐานะที่เป็นไกวัลย- ธรรม ก็ต้องพูดทบทวนซ้ำอีกว่า สิ่งที่เรียกว่ากฎนี้ ถ้าเป็นของธรรมชาติอย่าง ที่ว่านี้ เป็นไกวัลยธรรมอย่างที่ว่านี้ มันก็ เหนือสิ่งอื่นหมด.
น.681 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๒๕ แต่ถ้ามันเป็น กฎหลอก ๆ เช่น กฎหมาย กฎโรงเรียน กฎหมู่บ้าน กฎที่คนสร้างขึ้นอย่างนี้ไม่แน่ ; ไม่ใช่กฎอย่างเดียวกันนี้; นี่มันกฎมนุษย์ สร้างขึ้น. มนุษย์เองนั้นก็ยังไม่รู้จักตัวเอง แล้วจะไปตั้งกฎ ฉะนั้นกฎที่มนุษย์ ตั้งขึ้นนี้ มันก็ไปตามเรื่องของมนุษย์ ไม่จริง ไม่เด็ดขาด ไม่ตายตัว ; ดังนั้น จะ จริงอยู่ได้ก็เพียงแค่ยอมรับสมมติตามกฎนั้น หรือมีอำนาจมาบังคับให้ใช้กฎ นั้นอยู่ได้ แล้วมันก็เปลี่ยน กฎอย่างนี้ไม่ใช่กฎ. แต่ว่า กฎของธรรมชาติ; กฎที่มีอยู่ในลักษณะที่ว่า " พระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้น หรือพระพุทธเจ้าจะไม่เกิดขึ้น กฎอันนั้นมีอยู่แล้ว" อย่างนี้ก็เรียกว่า ตายตัว ไม่มีเปลี่ยนแปลง. กฎที่ ๑ คือกฎแห่งสามัญญลักษณะ, กฎที่ ๒ คือ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา, กฎที่ ๓ คือกฎจตุราริยสัจจ์, อย่างนี้เป็นต้น. วันนี้เรา พูดถึงคำว่า กฎ ในฐานะที่เป็นพระเจ้าองค์ที่ ๒ เรียกว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ตามที่ปรากฏอยู่ในพระบาลี ที่พระสงฆ์สวดเมื่อตะกี้นี้ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ว่า ตถาคตจะเกิดหรือไม่เกิด นี้เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา เป็นตถตา หรือ เป็นตถา เป็นอย่างนั้นอย่างเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น. ..... ..... ..... .... ไกวัลยธรรม ในฐานะเป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตาโดยตรง. เอาละ, ที่นี้จะพูดกันถึง ไกวัลยธรรม ในฐานะเป็นกฎแห่งอิทัป- ปัจจยตาโดยตรง. กฎนี้มีเป็นพระบาลี ๒ บรรทัดตัวหนังสือที่พิมพ์ แล้วเคยพูด
น.682 เคยบรรยายกันมาพักใหญ่แล้ว ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ราวปีก่อนโน้น ; เดี๋ยวนี้ จะพูดใหม่ในแง่ที่เป็นไกวัลยธรรม หรือเป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา กฎ นั้นมีเป็นพระบาลี ว่า อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ ย่อมมี,อิมสฺสุปปาทา อิทํ อุปปฺชฺชติ - เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี,อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ - เพราะการดับแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับ มีเท่านี้เอง. แล้วก็เรียกว่า ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา - ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น. พระบาลีมีเท่านี้ แสดงลักษณะของ กฎอิทัปปัจจยตา ในฐานะที่เป็นพระเจ้าสูงสุดเด็ดขาดยิ่งกว่าสิ่งใด, ควบคุมโลกในแง่ที่เรียกว่า กฎแห่งกรรม. เรื่อง กฎแห่งกรรม นี้ มันเป็นหน้าที่ของพระเจ้าส่วนนี้: หน้าที่ ส่วนนี้ของพระเจ้าองค์นั้น พระเจ้าที่เป็นกฎแห่งกรรม หรืออิทัปปัจจยตา: เมื่อ มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่เกิดขึ้น. เกี่ยวกับเรื่องกรรมนี้ มีมากกว่าที่คนเขาเข้าใจกัน คือคนเขาเข้าใจ กันแต่เรื่องว่า กรรมดีกรรมชั่วอุตส่าห์ทำดีจะได้ดี แล้วก็ทำชั่วก็ต้องทนรับชั่วนี้. แต่ว่ากฎแห่งกรรมมีมากกว่านั้น คือ ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามกฎแห่งกรรมแล้ว จะ อยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง คือ เหนือกรรมดีเหนือกรรมชั่ว; นั่น แหละจะเข้าไปถึงตัวพระเจ้าได้
น.683 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ถ้ายังมัวป้วนเปี้ยน ๆ อยู่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว ไปตาม กรรมดีกรรมชั่วนี้ ก็เรียกว่า ยังไม่ถึงขี้ฝุ่นที่เท้าของพระเจ้า; ต่อเมื่อสามารถ ปฏิบัติให้จิตใจรู้แจ้งในความจริงข้อนี้ คือพระเจ้านั้นแหละจนจิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มัวดีมัวชั่วอยู่ มีจิตใจอยู่เหนือดีเหนือชั่ว นั้น อันนี้ จะถึงระดับที่เรียกว่า เข้าถึงตัวพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. ไม่มัวพูดว่าดีว่าชั่วอยู่ ; พูดแต่เพียงว่า มัน จะเกิดขึ้น หรือมันจะดับลงก็ตาม ตามเหตุตามปัจจัยของมันเท่านั้น แล้วเมื่อมันมี กฎอิทัปปัจจยตา อยู่อย่างนี้ ; ถ้าเราเข้าถึงแล้ว เรา สามารถที่จะปฏิบัติ ในลักษณะที่จะไม่ไปมัวดีมัวชั่ว มัวกระโดดโลดเต้น มัว หัวเราะร้องไห้ มัวได้มัวเสีย มัวแพ้มัวชนะอยู่ มันไม่น่าสนุกเลย. มันจะต้อง โพลงขึ้นไปอย่างเดียวกับพระเจ้า คืออยู่เหนือหมด เหนือแพ้เหนือชนะ เหนือได้ เหนือเสียเหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือความเป็นหญิงเหนือความ เป็นชาย เหนืออะไรทุกอย่างที่เป็นคู่ๆ. นี่เรียกว่า รู้จักพระเจ้าอิทัปปัจจยตา, วิธีที่จะเข้าถึงพระเจ้าอิทัปปัจจยตาคือการศึกษา. ทีนี้เรา เอาละ จะเข้าถึงพระเจ้าอิทัปปัจจยตากันโดยวิธีใด ? นี่พูด กันอย่างนี้ก่อน จะไปมัวพูดว่าพระเจ้าอิทัปปัจจยตาคืออะไร ? เดี๋ยวจะว่าเอาเปรียบ หาวิธีที่จะว่า "เข้าถึงพระเจ้านี้กันอย่างไร ?" ทีก่อน. สิ่งที่เป็นเครื่องมือ สำหรับให้คนเราเข้าถึง สิ่งที่เข้าถึงยาก หรือลึก ซึ้งเร้นลับน่ะมันมีอยู่. เครื่องมือที่จะให้มนุษย์เราเข้าถึง สิ่งที่ยังไม่เคยรู้จัก
น.684 ไม่เคยเข้าถึง นี้มีอยู่; เพราะฉะนั้นต้องหาเครื่องมือมา ต้องสร้างเครื่องมือขึ้น, หรือเครื่องมือนี้ ถ้าจะเรียกกันสั้น ๆ อย่างกำปั้นทุบดิน ก็ว่า คือการศึกษา ไม่มี อะไรมากไปกว่านั้น. พูดออกมาก็ต้องเรียกว่ากำปั้นทุบดิน แต่นี้มัน ยากอยู่ตรง ที่ว่าคนเราไม่ค่อยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา. ยกตัวอย่างง่ายๆ ในพุทธศาสนานี้ คำว่า การศึกษาหมายถึงการ ปฏิบัติ ; ไม่ใช่การเรียนที่โรงเรียนจากครูบาอาจารย์. ภาษาไทยเมื่อพูดถึง ศึกษา, ศึกษา ก็หมายถึงเรียนในโรงเรียน เรียนในมหาวิทยาลัย เรียนจาก ครูบาอาจารย์ อยู่ข้างหอสมุดห้องสมุด นี่อย่างนี้การศึกษา. แต่ถ้าในภาษา ศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา คำว่าศึกษา หมายถึงการปฏิบัติ อยู่ที่กาย วาจา ใจ: ปฏิบัติศีล ก็ได้ ปฏิบัติสมาธิก็ได้ ปฏิบัติปัญญา ก็ได้; ทำ อยู่อย่างนี้ คนเดียวแท้ๆเลย เรียกว่าการศึกษา ไม่ต้องทำกับครูบาอาจารย์หรือ ห้องสมุด. นี้เป็นตัวอย่างที่เรียกว่า คำพูดนี้มันดิ้นได้ กำกวม ฉะนั้นต้องพูด กันให้แน่นอนว่า การศึกษามันมีอะไรเป็นหลัก ? มีอะไรเป็นหัวใจ ? การศึกษาจะเกี่ยวถึงความรู้กับสติปัญญา. เอาละ เราพูดถึงเรื่องการศึกษา อย่างทั่ว ๆ ไปในโลกนี้ก่อนก็ได้ ; เพราะมันเป็นเครื่องมือเป็นอุบายอันหนึ่งได้เหมือนกัน แต่ขอให้เข้าใจให้ถูก รู้จัก แยกกันเสียให้ดี. ถ้าพูดถึง การศึกษา มันจะมีคำโผล่ขึ้นมา ๒ คำ ที่ทำให้ เป็นปัญหา คือ ความรู้ คำหนึ่ง, และ สติปัญญา อีกคำหนึ่ง.
น.685 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา คำว่า ความรู้ หมายถึงที่ว่า อุตส่าห์ท่องจำ, อุตส่าห์ เล่าเรียนให้ มันรู้, รู้จักพระคัมภีร์ทั้งหลายนี้ ; เราได้ความรู้. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า สติ ปัญญา นั้น ไม่ใช่สิ่งนั้น ไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ตัวความรู้ ; มันดีกว่าความรู้ มันมีประโยชน์กว่าความรู้ ; จับมาให้ท่องพักเดียวก็ได้ความรู้ แต่ไม่มีสติปัญญา มันยังโง่เท่าเดิม. นี่เอามาท่องหนังสือสัก ๒-๓ เล่ม มันก็มีความรู้เท่าที่มันเขียน ไว้ในหนังสือ; แต่ยังไม่มีสติปัญญา มันยังโง่อยู่ ยังเท่าเดิมอยู่. มันต้อง ทำอะไร อันหนึ่ง ให้ความรู้นั้นกลายเป็นสติปัญญา หรือความไหวพริบ. ฉะนั้น สติปัญญา นี้ ต้องเล็งถึงอุบายอันหนึ่งที่จะหาความรู้ แล้วก็ ใช้ความรู้; หาความรู้มาให้ได้ แล้วก็ได้ความรู้ไว้ แล้วก็ใช้ความรู้นั้นด้วย นี่ผมพูดอย่างนี้ก็พอจะฟังออก ว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สติปัญญามัน จะหาความรู้มา แล้วมันจะมีความรู้ไว้ แล้วมันก็ใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ นี่มันเรื่องของสติปัญญา ; ส่วนเรื่อง ความรู้ นี้ มันมีลักษณะว่ามัน เป็นเรื่องของ การสะสม. ในห้องสมุดเต็มไปด้วยหนังสือ มีความรู้อยู่ในหนังสือ ก็ไปกอบ- โกยเอามา; ฉะนั้นคำว่าความรู้ หรือ knowledge นี้ มันเป็นเรื่องสะสม ยิ่งทำ มาก ยิ่งโง่ก็ได้ ; ยิ่งทำมากยิ่งกลายเป็นบ้าหอบฟาง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่ รอด กลายเป็นเรื่องบ้าหอบฟางไปหมด. นี่ ความรู้ นั้นยังไม่ปลอดภัย ยังไม่ แน่ว่าจะเอาตัวรอดได้ ; แต่ สติปัญญานั้นจะมีประโยชน์ มีเท่าไรจะใช้ได้ เท่านั้น จะไม่เกิน. นี้หมายความว่าในทางที่ถูกต้อง ในทางสุจริต ไม่ใช่คดโกง. สติปัญญา มันจะแยกแขนงออกไป คือ มองเห็นสิ่งที่มันแฝงกันอยู่ กับความรู้; เอาออกมาให้ได้ เอามาใช้เป็นประโยชน์ให้ได้. มันไม่ใช่ตัว
น.686 ความรู้ ; ไม่ใช่การสะสมความรู้ แต่มัน เป็นตัวไหวพริบ อันหนึ่ง ที่จะหาความ รู้มา หรือมีความรู้ไว้หรือ ใช้ความรู้ไป. นี้เราจะเรียกว่าสติปัญญา จะเรียกว่า intelligence หรือว่า intellect แล้วแต่จะเรียก. อย่าเอาไปปนกับคำว่า knowledge แล้วทั้งสองอย่างนี้เอาไปรวมกันเข้า เราจึงจะเรียกว่าการศึกษา education เป็นการ ศึกษาโดยมีส่วนประกอบคือความรู้และสติปัญญา สำหรับจะมี และจะใช้ จะประกอบกระทำให้การศึกษานั้นสำเร็จ ฉะนั้นถ้าใครมี สติปัญญา ไม่ใช่เพียงแต่มีความรู้อย่างเดียว. คน นี้ชื่อว่ามีการศึกษา แล้วคนนี้จะ สามารถศึกษา ตามความหมายในพุทธศาสนา คือการปฏิบัติ; เพราะเขามีปัญญาสำหรับเอาความรู้ไปทำเป็นการปฏิบัติได้ แล้วจึงจะมีการปฏิบัติขึ้นมา เป็นการเข้าถึงตัวของสิ่งสิ่งนั้น. นี่วิธีการอันนี้ เราจะเอามาใช้สำหรับจะศึกษา ให้เข้าถึงตัวของ พระเจ้า คือ อิทัปปัจจยตาหรือไกวัลยธรรม. เราต้องการจะเข้าถึงพระเจ้า หรือไกวัลยธรรม เราต้องมีการศึกษาชนิดที่ถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า มัน ประยุกต์ได้ ; ไม่ใช่ว่ามาเรียนกันจนเป็นบ้าหอบฟาง. เรามีการศึกษาชนิดที่ว่า มีความรู้ให้เป็น material ของสติปัญญา, สติปัญญาใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ ; อย่างนี้แล้วเราจะมีการเรียนรู้อย่าง ความรู้ด้วย แล้วมีการเห็นแจ้งอย่างสติปัญญาด้วย ; แล้วมีการเข้าถึงด้วยสติ ปัญญานั้น ; การเข้าถึงตัวธรรมะ อันมีไกวัลยธรรมเป็นต้นนี้ เป็นการใช้ให้ เป็นประโยชน์ได้ตามที่เราต้องการ.
น.687 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๓๑ ในที่นี้เรา ใช้กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา, นี่ใช้พระเจ้าเลย เอา พระเจ้ามาใช้เลย, ให้เป็นประโยชน์ตรงตามที่พระเจ้าต้องการจะให้เราใช้ นี่ พูดนี้ เป็นคำพูดเปรียบนะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องฟังเป็นคำหยาบคาย. พระเจ้าท่านต้องการให้เราใช้พระเจ้า จนเรากลายเป็นพระเจ้า ไป เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า เรื่องก็จะจบ. เพราะความจริงเราถือว่าเป็นพระเจ้า กฎเกณฑ์นี้เราถือว่าเป็นพระเจ้า กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องคือไกวัลยธรรมนี้ถือว่า เป็นพระเจ้า มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์; เราต้องเรียนรู้ เราต้องเข้าถึง เราต้องใช้มัน. สิ่งที่เราเรียกว่าพระเจ้า แต่เราใช้คำว่า ใช้มัน ก็แปลว่าใช้พระเจ้า คือใช้กฎเกณฑ์ที่เป็นตัวพระเจ้า, ใช้พระเจ้าที่เป็นตัวกฎเกณฑ์, ประพฤติ ปฏิบัติให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิตใจ ในกาย วาจา ใจ นี้ จนกลายเป็น พ้นจากโลก พ้นจากโลกิยธรรมทั้งหลาย มีจิตใจอยู่กับพระเจ้า คืออยู่เหนือ เหนือโลกทั้งปวง; นี่เรียกว่าอยู่กับพระเจ้า นี้เป็นวิธี หรือหนทาง หรืออุบาย ที่ว่าเราทำอย่างไร จึงจะ เข้าถึงตัว อิทัปปัจจยตา ในฐานะที่เป็นไกวัลยธรรม หรือเป็นพระเจ้าก็ตาม ใช้กฎของอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้องแล้วมนุษย์จะกลายเป็นพระเจ้า . เอ้า, ที่นี้ เราได้บันได ได้เครื่องมือ ได้เรือแพ ที่จะไปหาพระเจ้ากัน บ้างแล้ว, เราจะใช้พระเจ้าทำเราให้กลายเป็นพระเจ้าไปเสียอีก; ก็ดูที่ตัว พระเจ้ากันอีกทีดีกว่า คือคำว่าอิทัปปัจจยตา.
น.688 อิทัปปัจจยตา อย่างที่มีบาลีว่าเมื่อตะกี้นี้ คือกฎเกณฑ์ว่า เมื่อมีสิ่ง นี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะ ดับลงแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับลง. ต้องใช้กฎเกณฑ์อันนั้นแหละ คือพระเจ้า คือ ใช้พระเจ้าอย่างนั้นแหละ เพื่อจะพาไปหาพระเจ้าที่เป็นจุดรวม. ต้องรู้หลักของ อิทัปปัจจยตา ใช้กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง จึงจะเป็นพระเจ้า กลาย เป็นพระเจ้า ใช้พระเจ้าทำเรามนุษย์นี้ ให้เป็นพระเจ้าไปเสียที. เมื่อพูดถึงคำว่า "อิทัปปัจจยตา" เป็นกฎที่กว้างที่สุด ไม่มีขอบ เขตอย่างเดียวกันอีก คือถ้าเป็นแสงสว่าง ก็เป็นแสงสว่างที่ไม่มีจำกัด, ถ้าเป็น ชีวิตเป็นอายุ ก็เป็นอายุที่ไม่จำกัด; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีเรื่องแบ่งเป็นดีชั่ว บุญบาปอะไร มันเป็นกฎกลาง ๆ ฉะนั้นใช้ให้ทำผิดก็ได้, เราจะใช้ไปใน ทางที่เกิดเดือดร้อน เกิดเป็นทุกข์ก็ได้ นี่ก็เป็นพระเจ้าไปอีกแบบหนึ่ง คือ พระเจ้าลงโทษ. กฎธรรมะทั้งหลายนี้ จะใช้ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาก็ได้, ใช้ให้ เกิดความดับทุกข์ก็ได้, เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน คือเป็นกฎ กฎเดียวกัน เขามีไว้อย่างนั้น ๆ. เมื่อเราทำอย่างนี้ก็ได้ความทุกข์, ทำอย่างนี้อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ความดับทุกข์; แม้เรื่องที่ว่า เป็นเรื่องวัตถุแท้ ๆ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับความดับ- ทุกข์เลยนี้ มันก็ยังอิทัปปัจจยตาอยู่นั่นแหละ. ตัวอย่างอิทัปปัจจยตาที่ยังเกิดผลเป็นความทุกข์. เราดูกันที่เรื่องวัตถุล้วนๆ เช่น เอาวัตถุมาศึกษา มาประกอบ มากระทำ มาอะไรกันเข้า ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา แล้วก็พุ่งโพล่งไปดวงจันทร์ได้ ไป
น.689 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๓๓ เหยียบดวงจันทร์เล่นได้. นี่เรื่องวัตถุล้วน ๆ ถูกประกอบกระทำไปตามกฎเกณฑ์ แห่งอิทัปปัจจยตา เกิดยานพาหนะเอาคนไปดวงจันทร์ ไปเหยียบดวงจันทร์ เล่นได้นี้ แต่มันก็ไม่แสดงวี่แววแห่งสันติภาพ เห็นไหม ? ใช่ไหม ? นี่มองดู อย่างนี้กันก่อน ว่ายังไม่เกี่ยวกับสันติภาพ จะไปดวงจันทร์ได้สักกี่ร้อยครั้งพัน ครั้ง มันก็ยังไม่เกี่ยวกับสันติภาพในโลก. หรือว่าเดี๋ยวนี้ มองดูกันแคบเข้ามา ในทางร่างกาย คือวัตถุที่มีชีวิต คือร่างกายของเรา วัตถุแต่มีชีวิต เราก็อาศัยกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ; เพราะ ว่าในเนื้อในตัวของร่างกายมันมีตัวอิทัปปัจจยตา เป็นอยู่เป็นอยู่ อยู่แล้ว แล้วมี กฎเกณฑ์อันนี้ครอบงำอยู่แล้ว เราก็จัดให้มันถูก. เมื่อจัดถูกต้องทางร่างกาย มันก็ได้ร่างกายที่มีอนามัยดี ; ร่างกายที่มีอนามัยดี พอที่จะตายมันก็ไม่ตาย เจ็บไข้ก็หายไป. นี่หยูกยาอะไรต่าง ๆ นี้ มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ; แก้โรคได้ ป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ตายได้ ก็มีเด็กมากขึ้น จนต้องคุมกำเนิดแล้วเห็น ไหม ? ปัญหาเรื่องคุมกำเนิดนี้เพิ่งเกิดมา เมื่ออิทัปปัจจยตาในทางอนามัยมันดีมาก เกินไป คนเด็ก ๆ ไม่ได้ตายมากเหมือนสมัยโบราณนี้; มันก็ไม่มีสันติภาพ ยัง ไม่มีสันติภาพ ยังไม่มีสันติสุข ยังยุ่งอยู่ด้วยการคุมกำเนิด อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ไปดู ในทางจิตใจ ลึกขึ้นไปอีก การค้นคว้าทางจิตใจ การเป็นไป ทางจิตใจ ทำจิตใจให้เจริญ ให้ฉลาดเฉลียวไปตามทางโลก ๆ ; เดี๋ยวนี้คนก็ ฉลาดมาก มีการเรียนอย่างที่เรียกว่ามหาศาล แล้วก็มี จิตใจเฉลียวฉลาด ก้าวหน้า ทางจิตใจ แล้วก็ คนอันธพาลเต็มโลก.
น.690 คนอันธพาลคือคนเอาเปรียบคนอื่น มุ่งมาดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น ได้ รบราฆ่าฟันกันเป็นพวกเป็นหมู่ มีการศึกษามาก มีสติปัญญาสูงก็รบกันเก่ง ฆ่า กันได้ที่หนึ่งเป็นแสนเป็นล้านก็ได้ต่อไปนี้ เพราะว่ามันมีสติปัญญาสูง. หรือว่าที่ไม่รบกัน มันก็มา ลุ่มหลงในเรื่องของกิเลสตัณหา, เห็น แต่ความสนุกสนานเอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกายนี้ คือเรื่องกามารมณ์นี้ สูงขึ้นไปพรวดพราดในโลกนี้ ; เพราะ ความก้าวหน้าในทางจิตใจ ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่กฎเกณฑ์อื่น แต่เขาใช้มันในลักษณะอย่างนี้มันก็ให้ผลอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ ด้วยอำนาจของอิทัปปัจจยตา ในด้านจิตใจนี้ ก็ทำให้โลกนี้เต็ม ไปด้วยผู้เห็นแก่ตัว อย่างเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าครั้งดึกดำบรรพ์. คนครั้งดึกดำบรรพ์ เห็นแก่ตัว ก็ถูกแล้ว แต่ไม่เห็นแก่ตัวมากมายเหมือนคนสมัยที่มีการศึกษาเจริญ นี่เรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา นี้ ใช้กันอย่างไรก็ได้ มันเป็นไปได้อย่าง ไม่มี ขอบเขตจำกัด. ถ้าเหลือบดู ในทางสังคม เดี๋ยวนี้การสังคมในโลกนี้ ก็มีแต่เป็นพรรค เป็นฝ่าย หมายมั่นปั้นมือที่จะเอาเปรียบกัน หรือว่าจะยกพวกไปรบฆ่าฟันกัน. ความสามัคคีซื้อกันได้ด้วยเงิน ไม่ใช่เป็นคุณธรรมอันหนึ่งที่ประเสริฐแล้วเดี๋ยวนี้ ; เมื่อก่อนนี้ความสามัคคีเป็นคุณธรรมอันหนึ่ง ซึ่งไม่ซื้อกันด้วยเงิน. นี่อิทัปปัจจยตาช่วยให้เราเก่งถึงขนาดว่า ซื้อความสามัคคีกันได้ด้วย เงิน สามัคคีกันแล้วก็ยกพวกตีกัน ; แม้ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ก็ยกพวกตี
น.691 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๓๕ กันระหว่างนิสิตบางคณะ ; อย่างนี้เป็นต้น. นี่ก็เรียกว่ามัน ฉลาดที่จะโง่ มัน ก้าวหน้าไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. ใช้อิทัปปัจจยตาไปเพื่อผลพ้นทุกข์. เอาละ, เรามันสู้ไม่ไหวแล้ว เราจะต้องทำไปในทางที่มันพลิกตรง กันข้าม คือจะใช้อิทัปปัจจยตาในฝ่ายที่ตรงกันข้าม คือไม่ทำให้เกิดอาการที่ไม่ น่าปรารถนอย่างนี้ขึ้น ; ใช้กระแสอิทัปปัจจยตาชนิดหนึ่ง เพื่อจะทำลายกระแส อิทัปปัจจยตาชนิดหนึ่งให้หายไป, หรือจะสร้างกระแสอิทัปปัจจยตาชนิดอื่นขึ้น มาแทนอย่างนี้. นี่เรา จะเลิกความชั่ว หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา; แล้วก็จะ มาสร้างความดีที่น่าปรารถนา แล้วก็ ไม่พ้นไปจากกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา อย่าลืมว่า ที่ไหน ๆ เขาก็พูดกันว่า ความชั่ว ความร้าย ความเลวนี้ พระเจ้าให้มา, พระเจ้าประทานลงมานี่. ถ้าพูดอย่างคริสเตียน พูดอย่างอะไร ก็ตามเถอะ : ที่แผ่นดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมใหญ่ ตายกันมาก ๆ นี้ก็ พระเจ้าให้มา, เป็นความประสงค์ของพระเจ้า, พระเจ้าลงโทษหรือบันดาล ให้มา ส่งลงมา. ทีนี้เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราก็ต้องทำอย่างอื่น คือจะใช้พระเจ้านั่น แหละ เปลี่ยนแปลงพระเจ้า. นี่ฟังดูก็น่าหวัว ไม่น่าเชื่อ ใช้พระเจ้าฆ่าพระเจ้า กันเองก็ได้. เมื่อเราไม่ต้องการอย่างนี้ เราก็อาจจะทำให้เกิดอย่างอื่นขึ้น มาได้ ; เพราะว่าพระเจ้ามีความหมายกว้าง จนเป็นอะไรได้ทุกอย่าง เรียกว่า
น.692 ไกวัลยธรรมนี้เป็นได้ทุกอย่าง, มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ ในตัวมันเองไม่เป็นดี เป็นชั่ว ไม่เป็นบุญเป็นบาป. มัน มีกฎเกณฑ์แต่เพียงว่า ถ้าทำอย่างนี้ อย่างนี้จะต้องเกิดขึ้น , ถ้าทำ อย่างนี้ อย่างนี้จะต้องเกิดขึ้น, ถ้าทำอย่างนี้ อย่างนี้จะต้องเกิดขึ้น ; ไม่มีพูด ถึงว่าดีหรือชั่ว ผิดหรือถูก. ที่ว่าดีหรือชั่ว ผิดหรือถูก สุขหรือทุกข์ บุญหรือ บาป นี้มนุษย์เพิ่งว่าทีหลัง ไม่เกี่ยวกับไกวัลยธรรม หรือไม่เกี่ยวกับพระเจ้า. พระเจ้าที่แท้จริงมีหน้าที่แต่ว่า ทำอย่างนี้แล้วก็อย่างนี้จะเกิดขึ้น, ทำอย่างนี้แล้วอย่างนี้จะเกิดขึ้น. หรือ ถ้าไม่มีอย่างนี้แล้ว อย่างนี้จะไม่มี, ถ้าอย่างนี้ดับลงไป อย่างนี้ก็จะดับด้วย ; ไม่เรียกกันว่า บุญบาป สุขทุกข์ ดีชั่ว อะไร. แต่มนุษย์เอง มนุษย์หลังๆ นี้ เมื่อเขาไม่ชอบอย่างนี้ ตกลงกัน แล้ว ก็เรียกว่ามันชั่วมันบาป อย่างนี้เรียกว่ามันดี เราช่วยกันทำขึ้นมา. ฉะนั้นเราจึงมีคำพูด ที่จะพูดได้ว่า ใช้พระเจ้าฆ่าพระเจ้า หรือใช้ พระเจ้าเปลี่ยนพระเจ้า แล้วแต่จะพูด. พระเจ้าที่อยู่ในรูปของที่ไม่น่าปรารถนานี้ เราก็ขจัดออกไปเสียได้ ด้วยพระเจ้าที่อยู่ในรูปของน่าปรารถนา. ถ้าเลยนั้นไปอีก ก็ว่ามันเหนือความปรารถนาหรือความไม่ปรารถนา เป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์. อิทัปปัจจยตาก็มีแต่เพียงว่า ถ้าทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเกิดขึ้น, ถ้า ทำอย่างนี้อย่างนี้จะเกิดขึ้น ; ก็ไปคว้าเอาเองซิ ว่าทำอย่างไรล่ะ อย่างที่เรา ต้องการควรจะเกิดขึ้น ? ถ้าเราเป็นคนโง่ เราก็ไปทำสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดให้มัน เกิดขึ้นมา เหมือนกับในโลกเดี๋ยวนี้มันไปทำสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ให้มัน
น.693 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๓๗ เกิดขึ้นมาในโลก แล้วมันกำลังเดือดร้อน. ฉะนั้นต้องไปค้นกันเสียใหม่ว่า ถ้า ทำอย่างนี้ แล้วอย่างนี้มันจะเกิดขึ้น, ถ้าทำอย่างนี้ แล้วอย่างนี้มันจะเกิดขึ้น, ถ้าทำอย่างนี้ แล้วอย่างนี้จะเกิดขึ้น ให้หมดนะ ; แล้วเลือกเอาแต่ที่ควรจะ เกิดขึ้น. ถ้าทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเกิดขึ้น, ทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเกิดขึ้น ; นั่นไม่ใช่ของเล็กน้อยนะ เป็นของที่ใหญ่เต็มไปหมดทั้งสากลจักรวาล, หรือ เกินกว่าสากลจักรวาลก็ได้ ; เรียกไกวัลยะ เป็น อมิตาภะ อมิตายุ ; อย่า ลืมเสีย. เดี๋ยวพอผมพูดอย่างนี้เลยกลับหดเหลือนิดเดียว ว่าแค่นี้เท่านี้ ในโลก นี้แล้ว มันผิด. ถ้า ไกวัลยะ ละก็ หมายความว่า ขนาดใหญ่คำนวณไม่ได้, เวลา ก็ยาวนาน จนพ้นจากคำว่ายาวนาน คือคำนวณไม่ได้. เวลาที่รู้ว่าตั้งต้นเมื่อไร แล้วดับเมื่อไร นี้คำนวณได้ ; อย่างนี้ยังไม่ใช่ สิ่งนี้. สิ่งนี้ไม่มีการตั้งต้น แล้วไม่มีการหยุดหรือจบ ; เพราะฉะนั้นมันอยู่เหนือเวลา. แต่เขาก็ต้องเรียก ว่า เวลาที่คำนวณไม่ได้ ใช้คำว่า "เวลาที่คำนวณไม่ได้ " แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เวลา สิ่งนั้นไม่ใช่อายุ ไม่ใช่มีอายุที่คำนวณได้เท่านั้นเท่านี้, และสิ่งนั้นไม่ได้เป็น เนื้อที่ ที่ว่ากว้างเท่านั้น ยาวเท่านี้ สูงเท่านี้ ; หรือเป็นแสงสว่างก็เหมือนกัน มีอำนาจปรุงแต่ง ผลักไส สิ่งทั้งหลายที่คำนวณไม่ได้. นี่ อิทัปปัจจยตาเป็นกฎ ที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จะมี, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี. หรือถ้าพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำก็ว่า เมื่อทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเป็นปฏิกิริยา ออกมา, เมื่อทำกิริยาอย่างนี้ ปฏิกิริยาอย่างนี้จะออกมา
น.694 เมื่อทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเกิดขึ้น, เมื่อทำอย่างนี้ อย่างนี้จะเกิดขึ้น ; ล้วน แต่เป็นเรื่องกิริยากับปฏิกิริยา แล้วมันกว้างขวางใหญ่โต วัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้. อำนาจของอิทัปปัจจยตาทำให้เกิดปฏิกิริยา. ทีนี้เราจะมองอิทัปปัจจยตาตัวใหญ่กันก่อน ส่วนใหญ่ที่สุด อิทัป- ปัจจยตาส่วนใหญ่ที่สุดนี่. เอ้า, คุณต้องคำนวณเอาด้วยการคำนวณอย่างนั้น ขึ้นต้นตั้งแต่ ที่แรก นี้ ไม่มีอะไรเลย มีแต่กฎแห่งอิทัปปัจจยตา นั้นอยู่. ฟังออกไหมว่า ทีแรกไม่มีอะไรเลย นอกจากอิทัปปัจจยตา คือกฎ แห่งอิทัปปัจจยตา; เหมือนที่คัมภีร์พวกคริสเตียนว่า At the beginning the Word was นี่ว่าจุดตั้งต้นนั้น The Word นั้นได้มีอยู่แล้ว คือกฎได้มีอยู่แล้ว. ทีนี้เรา ก็ว่ากฎอิทัปปัจจยตามันได้มีอยู่แล้ว; คือกฎอิทัปปัจจยตาจะได้ทำให้เกิดอะไรขึ้น ในความว่าง ในที่ว่างอันไม่มีอะไร. มันก็ต้องมีการกระทำของกฎนี้ หรือกฎนี้ แสดงอำนาจออกมาอย่างนี้ มันจึงเกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นมาตามลำดับ. แล้วคนที่แย้ง เขาก็แย้งว่า รู้ได้อย่างไร ? รู้ได้อย่างไรล่ะว่าทำไมคุณ ถึงว่าทีแรกมันไม่มีอะไรเอาเลย ? คุณก็ยอมรับอยู่แล้วว่า ทีแรกมันก็มิได้มีอะไร มีแต่สิ่งที่ไม่เห็นตัวสิ่งหนึ่ง คือกฎนี่ กฎหรือ God หรือพระเจ้า หรืออิทัปปัจจยตา นี้; นี้ด้วยความผสมกันแห่งเวลา หรือว่ากฎนี้ ตามที่เวลากับกฎ หรือเขตอวกาศ กับเวลา โดยการกระทำกิริยาของกฎ เกิดปฏิกิริยาเป็นอะไรออกมาเรื่อยๆ ๆ นี้.
น.695 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ฟังดูคล้ายกับว่าเอาเปรียบ มันมีแต่ space กับ time, space กับ time อาศัยกฎอิทัปปัจจยตากระทำลงที่เวลาและเนื้อที่ space น่ะ มันก็เกิดอะไรออกมา, อะไรออกมา, อะไรออกมา แทนที่จะว่างอยู่อย่างทีแรก. ดูกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ทำให้เกิดธาตุต่างๆ. เอาละ, ทีนี้มันได้ ตั้งต้นเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า ธาตุทั้งหลาย ออก มา : ธา-ตุ, ธาตุ ก่อนนี้ไม่มีธาตุอะไร นอกจากอิทัปปัจจยตา หรือ ธาตุว่าง หรือธาตุอสังขตะ ; ผลที่สุดก็ทำให้เกิดธาตุนั้นธาตุนี้ออกมา : เป็น รูปธาตุ เป็นนามธาตุก็มี เป็นประเภทกามธาตุก็มี รูปธาตุก็มี อรูปธาตุก็มีนี้ หรือว่าเป็นนิโรธธาตุ เพื่อการดับแห่งกาม แห่งรูป แห่งอรูป นั้นก็มี นี่คำว่า "ธาตุ" ในภาษาบาลี มันมีอย่างนี้ ในธรรมะมีอย่างนี้ ไม่ใช่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อย่างเดียว ; นั้นมันธาตุเด็ก ๆ เรียนทีหลัง ธาตุทีแรก ก็แยกเป็น รูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ ทำนองนั้น ; แล้วพวก รูปธาตุนี้ จึงจะมาแยกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอะไรขึ้นมา; แล้ว ก็มีธาตุนานาชนิดเกิดขึ้น เป็นนามธาตุด้วย เป็นรูปธาตุด้วย. แล้วมันไปผสม กัน ระหว่างรูปธาตุกับอรูปธาตุ คือระหว่างรูปกับนาม แล้วก็เกิดธาตุอื่น ๆ ออก มาเรื่อย ไม่มีซ้ำ, ไม่มีซ้ำ, ไม่มีซ้ำ ; เพราะไม่มีซ้ำมันจึงมากขึ้น ๆ. คำ บรรยายเรื่องปรมัตถสภาวธรรม ปีที่แล้วมานั้น อธิบายเรื่องนี้ ไว้ละเอียดลออแล้ว ; สนใจก็ไปหาอ่าน หาฟังดู.
น.696 เอาเป็นว่า เดี๋ยวนี้ ทีแรกไม่มีอะไรเลย นอกจากพระเจ้า คือกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา. ทีนี้เวลาล่วงมา อวกาศก็มีอยู่ ปฏิกิริยากระทำกันขึ้นระหว่างสิ่งทั้ง ๓ นี้ คือ พระเจ้าอิทัปปัจจยตากับเวลาและอวกาศนี้ ก็เกิดสิ่งทั้งปวงขึ้นมาตามลำดับ เกิดเป็นธาตุนานาธาตุขึ้นมา. นี้ ธาตุ นี้ต่อมามันก็ ทำให้เกิดอื่นต่อไปอีก เช่น เกิดโลกธาตุ ที่เขา เรียกกันว่า เรื่องโลกธาตุ คือธาตุที่จับกลุ่มกันเป็นโลก. ก่อนนี้มันเป็นสักว่าธาตุกระจัดกระจายไป เดี๋ยวนี้ธาตุมันเกิดจับกลุ่มกันเป็นโลก เป็นโลกธาตุหนึ่ง ๆ. คำนี้ดูจะตรงกับคำว่า "ระบบสุริยจักรวาลนี้" ที่ว่าโลกธาตุหนึ่ง ๆ. ในบาลีที่พูดกันติดปากว่า มีสามหมื่นโลกธาตุ ; คล้าย ๆ จะพูดว่า สามหมื่นระบบสุริยจักรวาล ที่มีดวงอาทิตย์เป็นแม่ แล้วมีอะไรแวดล้อมดวงอาทิตย์อยู่กลุ่มหนึ่งๆ นี้เรียกว่าโลกธาตุหนึ่ง, ส่วนโลกเรานี้มันเป็นขี้ฝุ่นนิดเดียว เมื่อไปเทียบกับว่าโลกธาตุคืออะไรนี้. นี่ธาตุทั้งหลายก็จับกลุ่มกันเป็นโลกธาตุได้ ที่นี้โลกธาตุมันก็มากขึ้น. ระบบสุริยจักรวาลหนึ่ง ก็มีดวงอาทิตย์เป็นแม่, แล้วมีดาวอื่น ๆ เป็นบริวาร มันมากขึ้น; แล้วปฏิกิริยาที่กระทำต่อธาตุ โดยกฎแห่งอิทัปปัจจยตา มันก็ยังคงทำต่อไป: มันก็ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยไปไม่หยุด ในส่วนผสมของโลกธาตุ เช่นถ้าคุณจะตั้งปัญหาว่า ก็ทีแรกว่าโลกออกมาจากดวงอาทิตย์ เป็นไฟออกมา เย็นเป็นก้อนแข็งเหมือนกับหินชนิดหนึ่ง แล้วทำไมมามีต้นไม้ มี
น.697 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา สัตว์มีคนอย่างนี้ได้ล่ะ ? อย่างที่เรียนมา ว่ามีปฏิกิริยากันเรื่อยมา ระหว่างความร้อนความหนาว, ระหว่างวัตถุนั้น, ระหว่างการกระทำของน้ำ ของความชื้น ของแสงอาทิตย์ อะไรเรื่อยๆ มา จนเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นน้ำขึ้นมา; ในน้ำเกิดมีสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา เป็นพืชขึ้นมา เป็นสัตว์ขึ้นมา. นี้เรียกว่า ไม่มีอะไร นอกจากอิทัปปัจจยตาทำงานอยู่เรื่อย , พระเจ้าอิทัปปัจจยตาทำงานอยู่เรื่อย อย่างที่ให้เป็นว่าสะเก็ดหนึ่งหลุดมาจากดวงอาทิตย์ ; หรือจะไม่เชื่ออย่างนั้น ก็ว่ามันออกมาจากความหมุนของเนบูลาอะไรก็ตาม มันออกมาเป็นดวงไฟดวงหนึ่ง แล้วเย็นลง แล้วกระทั่งมันมีสัตว์มีคนอย่างนี้ ; มันด้วยฝีมือของพระเจ้าอิทัปปัจจยตานี้. นี่เรียกว่ามองกันส่วนใหญ่มันเป็นอย่างนี้ แล้วมัน มีความผันผวนอย่างน่ากลัว ไม่มีที่สิ้นสุดของธรรมชาติทั้งหลาย ที่ค่อยเกิดขึ้น ๆ ที่เรียก สสารและกำลังงาน; สองอย่างนี้ ถูกกระทำปฏิกิริยา โดยกฎแห่งอิทัปปัจจยตา อยู่เรื่อย สสารพลังงานนี้ก็ ผลิตอะไรออกมาเรื่อย, ผลิตอะไรออกมาเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด นี้ ก็ไปเรียนกันเอง ได้ละเอียดลออดีกว่าให้ผมพูด. ผมพูดได้แต่เพียงตามหลักของธรรมะในพระพุทธศาสนา ที่ว่า อิทัปปัจจยตาไม่ยอมให้อะไรตายตัวอยู่ได้ ; มีปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบด้าน แล้วสิ่งรอบด้านก็ส่งปฏิกิริยาตอบ. เพราะฉะนั้นของใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้น ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย มาจนมีธาตุขึ้นมา, แล้วมามีโลกธาตุ, แล้วโลกธาตุที่เป็นเพียงดวงไฟ ก็กลายเป็นของที่เย็นลง, แล้วมีสิ่งที่มีชีวิตอย่างนี้: นี่ล้วนแต่อยู่ใต้อำนาจของอิทัปปัจจยตา. ถ้าจะมีพระเจ้าผู้สร้างโลก ก็คืออิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้นเรียกอิทัปปัจจยตานั้นว่าพระเจ้า นั้น
น.698 ๑๔๒ ถูกที่สุด, พระเจ้าคือกฎ หรือ God ก็แล้วแต่จะเรียก ; แต่มันคือกฎ หรือ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ที่ไม่มีอะไรต่อต้านมันได้. นี่มองกัน ส่วนใหญ่ที่สุดหยาบ ๆ กว้าง ๆ ที่สุด ว่ามัน ไม่เคยมีอะไร มีแต่ความเวิ้งว้าง แต่มันมีกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ; แล้วออกมาเป็นธาตุทั้งหลาย, แล้วออกมาเป็นโลกธาตุทั้งหลาย, แล้วออกมาเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของส่วนประกอบของโลกธาตุเหล่านั้น. มันก็มีความผันผวนตามธรรมชาติเรื่อยสสารและพลังงานก็สร้างอะไรขึ้นมาเรื่อย ประกอบให้เป็นสิ่งต่าง ๆ ไม่หยุดหย่อน; นี้เรียกว่ามองส่วนใหญ่ ส่วนหยาบที่สุด. ดูอิทัปปัจจยตาตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการ. ทีนี้มองให้แคบเข้ามา ให้มันเล็กลงมาอีก ก็จะเรียกว่า เป็น เรื่องของวิวัฒนาการ. ไปศึกษาเรื่อง biology เรื่อง evolution วิวัฒนาการของสิ่งที่มีชีวิต แล้ว เป็นพืช แล้ว เป็นสัตว์ แล้ว วิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็นมนุษย์. ทีแรกก็มีแต่น้ำ-ในน้ำเกิดสภาพชีวิต - เกิดสภาพชีวิตเป็นพืช -เกิดสภาพชีวิตเป็นสัตว์-แล้วเป็นสัตว์เซลล์เดียว-สัตว์หลายเซลล์ กระทั่งจะเป็นสัตว์น้ำ-แล้วเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - เป็นสัตว์บกโดยสมบูรณ์- กระทั่งสัตว์บินไปบนฟ้า; นี้ถูกต้องที่สุด. เชื่อเขาเถอะว่า พระเจ้าสร้าง; แต่ว่ามันเป็นพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเรียก ตถตา อวิตถตา อนัญญูถตา นี่คือพระเจ้าอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเรียก มันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา.
น.699 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ถ้าจะเรียกว่าพระเจ้าร่วมกันมันก็ได้ ไม่ต้องทะเลาะกัน ; เพราะมันเป็นพระเจ้า จริง ๆ คืออิทัปปัจจยตา. แล้วก็อย่าลืมนะ ขอเตือนไว้บ่อยๆ เตือนไว้เสมอ ; มันไม่ใช่คน มันไม่ใช่สัตว์ที่มีความรู้สึกอย่างคน มันเป็นอะไรก็ไม่รู้; พระเจ้านั้นเป็นอะไรก็ไม่รู้ เรา ไม่มีทางที่จะเรียกพระเจ้าว่าเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรือ เป็นอะไร จะเรียกได้แต่เพียงว่า เป็นกฎที่มีอำนาจมากที่สุด. แล้วมันก็สร้าง วิวัฒนาการเรื่อยมา : ในทางวัตถุ เกิดพืช เกิดสัตว์ เกิดสัตว์สูงสุด, แล้วในทางจิตใจ ก็เกิดระเบียบ เกิดวินัย เกิดวัฒนธรรม เกิดศาสนาคำสั่งสอน กระทั่งเกิดการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน. นี้มันก็เป็นมา โดยกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ที่ทำให้ เกิดวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม ทางศาสนา บรรลุมรรค ผล นิพพานในที่สุด. ที่ต่ำกว่านั้น ก็ เกิดกฎหมาย เกิดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ, เกิดความเจริญก้าวหน้าวิวัฒนาการทางวัตถุ ; เดี๋ยวนี้เรียกกันอย่างเทิดทูนที่สุดว่าเทคโนโลยี. นี่ทีแรกใครมันบอก ? มันก็มาโดยการศึกษา จากพระเจ้าอิทัปปัจจยตา, พระเจ้ามอบให้. นี่วัฒนธรรมในทางวัตถุ ก็คือวิวัฒนาการทางวัตถุ เรียกว่าวัฒนธรรมทางจิตใจ ทั้งหมดนี้ เป็นไปด้วยอำนาจของพระเจ้า คือกฎแห่งอิทัปปัจจยตา. นี่เวลาไม่พอ ที่จะพูดให้มันละเอียดกว่านี้ ; ก็พูดรวบรัด. ดูอิทัปปัจจยตาเชิงวิวัฒนาการเกี่ยวกับตัวคน. ทีนี้ขอให้มองให้ละเอียด เล็กเข้ามาอีก แคบเข้ามาอีก ปลีกย่อยเข้ามาอีก ฉะนั้นมองในคนคนหนึ่งดีกว่า ว่ามีความเติบโตของร่างกาย, ใครมัน
น.700 ๑๔๔ หยุดเติบโตหรือหยุดเปลี่ยนแปลงได้ ? แต่ละวันละคืนร่างกายนี้มันเปลี่ยนแปลง : แรก ๆ เรียกว่า เติบโต, ต่อมาเรียกว่า คงที่ ต่อมาเรียกว่า แตกสลาย ชรา ตาย ; นี้เรียกว่าความเติบโตของร่างกาย. การ วิวัฒนาการส่วนสมอง ส่วนจิตใจ ของคนแต่ละคน การ ประกอบการงาน ทำอะไรสำเร็จขึ้นมา ; อย่างจะทำรถยนต์ขึ้นมาสักคันอย่างนี้ เต็มไปด้วยกฎแห่งอิทัปปัจจยตา มากมายหลายแขนง หลายส่วน หลายระบบ ; จะทำรถยนต์ขึ้นมาได้สักคันหนึ่ง ระบบมันมากกว่าทำบ้านเรือนสักหลังหนึ่ง. เราจะผลิตอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง มันไม่หลีกหนีไปจากกฎเกณฑ์อันนี้ได้ นี่ขอให้มองดูให้ดี คือมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ มันก็ไม่ หลีกจากกฎเกณฑ์ อันนี้; ที่มนุษย์จะทำขึ้นมา ส่วนของมนุษย์ ก็ไม่พ้นไป จากกฎเกณฑ์อันนี้. อย่างเลวที่สุด แม้ว่าจะหุงข้าวกินสักหม้อหนึ่งนี้ ; ไม่มี อะไรที่นอกไปจากกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. นับตั้งแต่ไม้พื้น นับ ตั้งแต่ถ่านไฟ หรือว่าข้าวสาร หรือน้ำ หรือหม้อ ก็สุดแท้ มันจะเป็นเรื่อง ของอิทัปปัจจยตาไปทั้งนั้น. นี่พระเจ้าควบคุมมากถึงในครัว; จะหุงข้าวกิน สักหม้อหนึ่ง ก็ไม่พ้นไปจากอำนาจของพระเจ้าได้ ดูที่ความเจ็บไข้ ก็เหมือนกันอีกแหละ ; ที่เราป่วยนั่นป่วยนี่ เจ็บ นั่นเจ็บนี่ แม้แต่เป็นฝีเม็ดหนึ่งนี้ มันก็ไป ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. พระเจ้ามาเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ทุก ๆ อณู ทุกๆ ปรมาณู : แล้วก็ไปอ้างว่าเป็นผีสาง
น.701 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เทวดา นี้มันคนโง่ มันไม่มองพระเจ้าอิทัปปัจจยตาเลย. ถ้าว่าจะไปมีผีสาง เทวดาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องเป็นผีสางเทวดาที่เกิดมาจากอิทัปปัจจยตา สายที่เป็น ความโง่อีกสายหนึ่ง ไม่พ้นไปจากนั้น. แม้แต่เด็ก ๆ จะเรียน กอ ขอ ให้ได้สักตัวหนึ่ง ก็ไม่พ้นจากกฎเกณฑ์ แห่งอิทัปปัจจยตา, ชาวบ้านไม่รู้หนังสือจะสานตะกร้าขึ้นมาสักใบหนึ่งมันก็ ไม่พ้นจากกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. หรือกระทั่งมีอะไรออกนอกลู่นอกทางออกไปนี้ เช่น เกิดความนิยม แบบฮิปปี้ ก็ไม่พ้นไปจากกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ; ทำให้โง่ จนไม่รู้ว่า ผม ที่ยาวรุงรังเหม็นสาบนั้น มันไม่มีประโยชน์อะไร มันเสียเวลาเปล่า ๆ. นี่ก็ทำ ให้เกิดระบบฮิปปี้ อะไรทำนองนี้ขึ้นมา : เป็นยาเสพติดบ้าง อะไรบ้าง, แล้ว เกิดระบบโสเภณีทางวิญญาณ คือสตรีเพศชอบอวดอวัยวะที่ไม่ควรอวด มีลักษณะ มั่นหมายให้เขาหลงใหล อย่างนี้เรียกว่าโสเภณีทางวิญญาณ สาว ๆ ก็มี แก่ ๆ ก็มี นี่มันก็ไม่พ้นจากกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ให้ในโลกนี้มันเต็มไปด้วยโสเภณีทาง วิญญาณ ทำความลำบากยุ่งยากให้มากในเรื่องศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เราดู หนังสือพิมพ์บางฉบับ ชั่วสิบปีมานี้ มันผิดกันลิบลับเลย หนังสือพิมพ์ หยิบมาฉบับหนึ่งทั้งด้านหน้าด้านหลัง มีแต่ข่าวประเภทอันธพาล ทั้งนั้น ซึ่งเมื่อ ๑๐ ปีก่อน มันไม่มีอย่างนี้ นี่มันก็ เพราะอิทัปปัจจยตา. กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา เป็นอย่างนี้ ทำให้เกิดการปรุงแต่งใน จิตใจ ไปในทางกิเลสตัณหามากขึ้น ; ฉะนั้นอิทัปปัจจยตาฝ่ายเกิดทุกข์จึงได้
น.702 เปรียบ, อิทัปปัจจยตาฝ่ายที่ให้เกิดความทุกข์กำลังได้เปรียบ, อิทัปปัจจยตาฝ่ายที่จะหยุดความทุกข์นั้นกำลังถอยกำลังอยู่. ต้องใช้อำนาจอิทัปปัจจยตาฝ่ายดับทุกข์มาแก้ปัญหา เอ้า, ทีนี้เรารู้ปัญหาแล้ว รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา ก็หาทางแก้ปัญหา โดยวิธีที่เขาเรียกกันแต่โบราณว่า เกลือจิ้มเกลือ หรือว่า หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง; เพราะว่ามันเป็นอันเดียวกัน คืออิทัปปัจจยตา. ฝ่ายนี้มันเป็นหนาม, แล้วเอาฝ่ายที่เป็นหนามเป็นอิทัปปัจจยตา มางัดหนามนั้นขึ้นมา. มันก็สำเร็จประโยชน์ได้นี้; เรียกว่าเราเอาพระเจ้าฆ่าพระเจ้า, หรือเอาพระเจ้าสร้างพระเจ้า ก็แล้วแต่จะเรียก. ทีนี้ อิทัปปัจจยตาที่จำเป็นที่สุด ที่สำคัญที่สุด ที่เราจะต้องสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท; ที่อาตมาได้บรรยายแล้วอย่างละเอียดที่สุดตั้ง ๑๐ กว่าครั้ง นั่นแหละเรื่องปฏิจจสมุปบาท ว่า: เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันยังมีอยู่, มันก็มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์มากระทบ ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา; แล้วมัน จะปรุงอะไรขึ้นมาเรื่อยตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา. ถ้าเราไม่ฉลาด มันก็เกิดทุกข์; ถ้าเราฉลาดพอ มันก็ไม่เกิดทุกข์ แต่เกิดประโยชน์ ที่ควรจะต้องการ. อย่างเมื่อ ตาเห็นรูป สมมติว่าเห็นรูปสวยอะไรอย่างนี้ ถ้าไม่ฉลาดมันก็เกิดกิเลส; ถ้าฉลาดมันก็จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง จนได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องเกิดกิเลส หรือไม่เกิดทุกข์.
น.703 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๔๗ ศึกษาให้รู้ทันกระแสอิทัปปัจจยตาจะดับทุกข์ได้. ไปสนใจให้มากที่สุด เรื่องกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตาโดยตรง ที่เกี่ยวกับชีวิต ของคนทุกคน และเนื่องอยู่ในตัวคนนั้น; ว่า อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ, ธรรม ๓ ประการนี้เรียกว่าผัสสะ. เพราะผัสสะเป็นปัจจัยย่อมเกิดเวทนา คือความรู้สึกรักหรือเกลียด หรือชอบใจ หรือไม่ชอบ; ตอนนี้แหละ จะไปหาอันตราย หรือจะไปหาความรู้ คือการศึกษา มันก็ตอนนี้แหละ. ถ้า มีสติพอ มันก็จัดให้ เป็นไปในการศึกษา และมีประโยชน์ได้; ถ้ามันเผลอไป มันโง่ไป มันก็ กลายเป็นเรื่องกิเลสตัณหา มันก็ เกิดทุกข์. ฉะนั้นเราก็จะ ต้องศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตากันให้แตกฉาน เพื่อปิดมัน, หรือ ป้องกันเสียเลยตั้งแต่ทีแรก ไม่ให้มีทางเข้ามาได้, หรือว่าถึงคราวที่จะปิดกั้นไว้ เมื่อป้องกันทีแรกไม่ได้แล้ว มันเข้ามาแล้ว ก็กั้นไว้. ที่นี้ ถ้าว่ากั้นไว้ก็ไม่ไหวแล้ว มันมีกำลังมากก็ทดๆ ทดกระแสของมันเลี้ยวให้ไปทางที่เป็นประโยชน์; ถ้าว่าเก่งที่สุดก็ตัดต้นตอ ต้นเหตุแห่งกระแสนั้นเสีย กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเป็นอย่างนี้ เมื่อปล่อยไปตามธรรมชาติของบุคคลที่ ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ยินได้ฟังคำของพระอริยเจ้า มันจะมีลักษณะอย่างนี้ คือ จะไปแต่ในทางกิเลสและเกิดทุกข์. วิชาความรู้มันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไปทางนั้น; ถ้าป้องกันไม่ไหว ก็กั้นไว้ก่อน กั้นไม่ไหว ก็ทดกระแสให้เลี้ยวไปในทางที่ปลอดภัย พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสทำลายรากเหง้าของมันเสีย. นี่ อิทัปปัจจยตาคือพระเจ้า จะมาในรูปไหน ก็แล้วแต่ว่าสิ่งสิ่งนี้ คือคนเรานี้ จะรับเอาหรือจะจัดขึ้น; แล้วสิ่งสิ่งนี้คือคนเรา มันก็คือของ.....
น.704 พระเจ้า คือของธรรมชาติ เป็นมาตามกฎของธรรมชาติ มาเกิดความรู้สึกคิดนึกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; ฉะนั้นต้องรับผิดชอบตัวเอง. สมมติว่ากลุ่มนี้ คือคนคนหนึ่งนี้, สมมติว่ากลุ่มนี้ มันเป็นมาตามกฎเกณฑ์อย่างนี้ มันก็รับผิดชอบตัวเอง คือ จะต้องรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลาย ที่จะมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ อย่าให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้. ถ้าอยากจะเดินไปในกระแสแห่งโลกิยะ เป็น ฆราวาสครองบ้านครองเรือน ก็ต้องศึกษาส่วนนี้ให้มันพอ สำหรับที่จะไม่เกิดความทุกข์ยากลำบากมากเกินไปนัก; แต่ที่จะไม่ให้เป็นทุกข์เลยนั้น มันทำไม่ได้ถ้าเป็นฆราวาส. ถ้าอยากจะหลีกออกไป เป็นผู้ไม่ครองเรือน มันก็ต้อง ศึกษาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันง่ายกว่า ที่จะ หลีก เลี่ยง หลีกกฎเกณฑ์อันนี้ ไม่ให้เกิดทุกข์. แต่แล้วก็ยังมีเหมือนกันอยู่ตรงที่ว่า ฆราวาสหรือว่าบรรพชิต ก็ต้องรู้จักป้องกันกระแสแห่งกิเลสโดยตรง คือความ เห็นแก่ตัว แล้วเกิด โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าไปทำถึงส่วนนั้นแล้วมันก็เรียกว่ามันพ้นขอบเขตของฆราวาส หรือของบรรพชิตแล้ว คือต้องการจะไปนิพพานกันแล้ว. ถ้าฆราวาสก็ต้องการจะชนะกิเลส บรรพชิตก็ต้องการจะชนะกิเลส อันนี้มันเลิกกัน เลิกไม่เป็นฆราวาส ไม่เป็นบรรชิตกันแล้ว; มันต้องการจะเป็นคนระดับหนึ่งที่จะไปสู่นิพพาน ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ในส่วนโลกุตตระนั้น. นี้ถ้าว่า ยังอยากจะอยู่ในโลก สมมติเรียกว่าโลกิยะ, นี่สมมติเรียก; เป็นไปตามกระแสที่ว่ายังรักกิเลสอยู่นี้ กิเลสชั้นละเอียด; ก็รู้จักมีความรู้ รู้จักใช้ความรู้ ให้มันพอเป็นไปได้ คือมีความทุกข์น้อย.
น.705 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ๑๔๙ ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกฎของพระเจ้า. นี่เรียกว่าพระเจ้าท่านมีให้อย่างนี้ แต่ที่เรา จะไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า นั้น เป็นไปไม่ได้; ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ที่จะไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า และไม่เป็นไปตามกฎของพระเจ้า เช่นอิทัปปัจจยตาเป็นต้นนี้มันเป็นไปไม่ได้. อย่าไปคิดเลยป่วย-การ, อย่าไปมัวดื้อพระเจ้า, อย่าไปมัวโกหกพระเจ้า, บิดพลิ้วพระเจ้า, หลีกเลี่ยงหน้าที่ที่จะทำต่อพระเจ้านี้ป่วยการ; เพราะฉะนั้น ต้องซื่อตรง ต้องแน่ลงไปทีเดียวว่า เราจะทำอะไร โดยความบริสุทธิ์ใจ ที่ว่าจะเอาความดับทุกข์กันเพียงเท่าไหน?เท่าไร? ก็ทำไปอย่างนั้น, แล้วมันก็ก้าวหน้า ๆจนดับทุกข์ได้หมดสักวันหนึ่งเป็นแน่. นี่ ตัวพระเจ้านี้ท่านแบ่งภาคได้นับไม่ไหว ออกมาเป็นกฎ อย่างนั้นอย่างนี้ : กฎตัวใหญ่ กฎเกณฑ์อันใหญ่ เป็นพระเจ้าองค์ใหญ่, แยกออกมาเป็นกฎสามัญญลักษณะ ก็มี, แยกออกมาเป็นกฎอิทัปปัจจยตาก็มี ซึ่งกำลังพูดกันวันนี้, แยกออกมาเป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ก็มี ซึ่งจะพูดกันวันหลัง. .... .... .... .... ไกวัลยธรรมคือพระเจ้าควบคุมทุกสิ่งตามกฎแห่งกรรม. เป็นอันว่าเรา รู้จักไกวัลยธรรม ที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ไม่จำกัดเวลา ตั้งแต่ครั้งไหนก็ไม่รู้; มันไม่มีเวลา ไม่จำกัดเวลา มันมีอยู่ก่อนสิ่งใดหมด. ก่อนที่สิ่งทั้งหลายจะมี สิ่งนี้มีอยู่แล้ว, แล้วก็เป็นมา ตาม....
น.706 อำนาจตามกฎของสิ่งนี้เรื่อยมาจนบัดนี้, แล้วจะเป็นไปต่อไปข้างหน้าอีกเท่าไร ก็ไม่ทราบ ไม่มีใครรู้อายุของพระเจ้า ซึ่งมีอายุที่คำนวณไม่ได้. ปัญหาก็เหลืออยู่แต่ว่า คนคนหนึ่งกว่าจะตายลงไปนี้ ควรจะทำอะไร ? ก็ควรจะรู้จักดับทุกข์ สุดความสามารถที่จะดับได้ โดยอาศัยร่วมมือกับพระเจ้า คือทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. นี่คือ อิทัปปัจจยตา ในฐานะเป็นพระเจ้า พูดโดยสมมติ ; ถ้า พูดโดยปรมัตถ์ ก็ในฐานะที่มันเป็นความจริง เป็นสัจจะ เป็นอสังขตะ คือ เป็นกฎ; และโดยเหตุที่มันอยู่ อย่างไม่มีการคำนวณได้ด้วยเนื้อที่ ด้วยเวลา ด้วยอายุอะไรนี้ เลยต้องเรียกว่า ไกวัลยธรรม คือสิ่งซึ่งเป็นไกวัลย์ ไม่จำกัด เวลาเนื้อที่ มีอยู่ในที่ทุกแห่ง ในเวลาทุกกาล ; เป็นของที่สม่ำเสมอเด็ดขาด ตายตัว มีอยู่ในทุก ๆ อณูทุกๆ ปรมาณู ทุก ๆ อณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย ของเรา และทุก ๆ ขณะแห่งจิต ที่จะปรุงเป็นขณะแห่งจิตขึ้นมาได้. จงรู้จักสิ่งนี้ ซึ่งมันมีอยู่เป็นเนื้อเป็นตัวกันเสียที. อย่าเอาธรรมะ ไว้ที่วัด และตัวเองไว้ที่บ้าน. ธรรมะนั้นเป็นไกวัลยธรรม คือมีอยู่ในทุก ๆ อณูของทุกๆ สิ่งที่มีชีวิต ที่ไม่มีชีวิตอะไรก็ตาม ; ถ้ารู้จักอย่างนี้แล้วก็จะ ง่ายขึ้น ในการที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง และมีความทุกข์น้อยลง. นี่คือคำบรรยายในวันนี้ เรื่อง ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา หรือ จะสมมติเรียกว่าพระเจ้า ที่เป็นผู้ควบคุมสิ่งทั้งหลาย เป็น กฎแห่งกรรม; กระทำสิ่งใดลงไป จะต้องเกิดผลสะท้อนออกมา อย่างสาสม
น.707 ในฐานะกฎแห่งอิทัปปัจจยตา กันเสมอ ในรูปของกิริยาและปฏิกิริยา ตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตาอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้อย่างนี้ ท่านไม่เคยทรงใช้คำว่าไกวัลยธรรม9 ; แต่ อาตมาพิจารณาความทั้งหลายทั้งหมด ที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ก็จะพูดให้ฟังง่าย จึงใช้คำว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ ; เข้าใจกันให้ดีนะ. การบรรยายวันนี้ พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ให้พระสงฆ์ ทั้งหลาย ได้สวดคุณสาธยาย ข้อความอันกล่าวสรรเสริญคุณของพระธรรมของพระองค์ ในโอกาสต่อไป. ๑. ในบาลีบางแห่ง (ขันธ. สํ. ๑๗/๒๖/๑๑๘), ตรัสเรียกพระอรหันต์ว่า "เกพลี" คือ เกวลี, แปลว่า ผู้มี หรือถึงซึ่ง เกวละ คือไกวัลย์นั่นเอง, ทำนองเดียวกับคำว่า ตถาคต = ผู้ถึงซึ่ง ตถา หรือตถตา ซึ่งได้แก่ไกวัลย์นั้นอีกเหมือนกัน. แต่ไม่มีคำอธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ, จึงเป็นเรื่องที่ผู้สนใจจะต้องค้นคว้าและสังเกตเอาเอง - - - ผู้บรรยาย
Buddhadasa