Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๕ — ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.708 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม เป็นครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ [ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อนถึงหน้า ๑๕๗.] เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะต้องขอ ทบทวน ไว้เสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ เรียกว่าไกวัลยธรรม. ผู้ที่ไม่เคยได้ยินคำคำนี้เลยก็ยังมี ; แม้แรกจะได้ยินก็ ยังไม่เข้าใจ เพราะความแปลก หรือว่ายังมองไม่เห็น. ๑๕๒

น.709 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๕๓ เนื่องจากอาตมามีความรู้สึกดังที่กล่าวให้ฟังแล้วเรื่อย ๆ มาว่า พวกเรา เข้าใจถึงธรรมะกันไม่ได้ ก็เพราะไม่รู้จักมองให้ลึกซึ้ง ให้เห็นถึงสิ่งที่มีอยู่จริง ชนิดที่เรียกว่าเป็นไกวัลย์ คือมีอยู่ในที่ทั่วไปทุกหน ทุกแห่งไม่ยกเว้นอะไร ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อในตัว ในทุก ๆ ปรมาณูของเรา มันก็มีสิ่งนี้อยู่. แต่เราก็ไม่เคยมอง, หรือมองก็ไม่เห็น, เรียกว่ามองกันหยาบ ๆ ; ยิ่งหลับตา มองก็ยิ่งไม่เห็น. และยังมีความหมายว่า มัน มีอยู่ตลอดเวลา อย่างที่เรียกว่าไม่เกี่ยวกับ เวลา เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้ ไม่ได้มีการเกิดขึ้น หรือไม่ได้มีการ ดับลง แม้ว่าจะมีการทรงตัวอยู่ก็ทรงตัวอยู่ในลักษณะอย่างอื่น, คือ ทรงตัวอยู่ ในลักษณะที่เป็นอสังขตธรรม คือไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. มันเป็นการมี อยู่อย่างแปลกประหลาดกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จึงมีอยู่ได้ อย่างที่ไม่เกี่ยวกับเวลา, คือไม่มีความเป็นอดีต หรือเป็นปัจจุบัน หรือเป็นอนาคต เกี่ยวกับสิ่งสิ่งนี้ จน เรียกว่าเป็นนิรันดร หรือคำนวณไม่ได้. นี้คือ ลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลย์ มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง อย่างที่ น่าประหลาดน่าอัศจรรย์ ; ว่ามันมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง จนกระทั่งว่า " พระพุทธ- เจ้าจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็มีอยู่แล้ว" สิ่งที่เรียกว่าธรรม จะปรากฏ แก่คนทั้งปวงหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้ก็ปรากฏอยู่แล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีสุริยจักรวาล, หรือ ไม่มีสิ่งใด ๆ ที่มนุษย์รู้จักกันอยู่ สิ่งนี้ก็มีอยู่แล้ว. นี่คือความหมายของคำว่า ไกวัลยธรรม คือ สิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา สิ่ง ที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง, มีลักษณะเหมือนกับที่เขาเรียกกันอย่างอื่นว่า

น.710 พระเจ้า. ดังนั้นจึงถือโอกาสที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าพระเจ้าไปเสียด้วย เพื่อจะให้รู้ว่า มันมีลักษณะเหมือนกับพระเจ้านั้นอย่างไร. ถ้าคนเราจะคิดกันบ้างว่า สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น มีอยู่ก่อนสิ่งใด, เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง, มีอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ; พระเจ้าจะเป็นสิ่งที่มี รูปร่างเหมือนคน หนวดขาวถือไม้เท้ายาวอย่างนี้มันจะได้หรืออย่างไร ? ทุกคน ก็จะเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้. ถ้าอย่างนั้นพระเจ้ามีรูปร่างอย่างไร ? ลองเดาเอาก็ พอจะรู้ได้ว่า ไม่เหมือนกับอะไร, และ ไม่อาจจะบัญญัติรูปร่างของพระเจ้า ว่าเป็นอย่างไร ; นอกจากเป็นสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาในที่ทุกหนทุกแห่ง, แล้วมีอยู่อย่าง เฉียบขาด ในฐานะที่เป็นกฎ เช่น กฎของธรรมชาติ เป็นต้น : ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสถึงสิ่งนี้แล้ว ท่านเรียกแต่เพียงว่าธาตุเฉย ๆ คือ ธา - ตุ หรือธาตุ เฉย ๆ, บางทีก็ขยายออกไปเป็นธรรมธาตุ ; อย่างที่เราสวดบทแปลนี้. นี่มันมีอยู่อย่างนี้ เป็นกฎที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป แล้วมันก็อยู่ในสิ่ง ต่าง ๆ อย่างว่า ในเลือดในเนื้อของเรา ก็มีกฎแห่งอิทัปปัจจยตา อยู่ทุก ๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู ; ในเลือดในเนื้อในจิตในใจของเรา ก็มี กฎแห่งสามัญญลักษณะ อยู่ ทุกๆ อณู ทุกๆ ปรมาณู : หรือว่าในเลือดในเนื้อของเรา ก็มี กฎแห่งจตุราริยสัจจ์ สิงประจำอยู่ทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู. ทำไมเราจึงโง่เกินไป จนถึงกับมองไม่เห็น ว่ามันอยู่ที่ไหน ? มัน อยู่อย่างไร ? มาบอกกันแล้วมาบอกกันอีก ก็ยังไม่เห็นอยู่นั่นแหละ ; และ

น.711 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๕๕ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้พยายามอย่างยิ่ง อย่างพระบาลีที่เอามาสวดไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ ว่า "ตํ ตถาคโต อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ - ได้รู้เฉพาะ ได้เข้าถึงเฉพาะ ซึ่งสิ่งนั้น". ท่านรู้แล้วก็นำมาบอก นำมาแสดง นำมาเปิดเผย แต่งตั้งไว้บัญญัติไว้, ทำให้เป็นของที่เหมือนกับการหงายของที่คว่ำ ว่ามันเป็นอย่างนั้น ๆ ; เราก็ยัง ไม่รู้อยู่นั่นเอง. ดังนั้นจึงเห็นว่า เป็นสิ่งที่ต้องเอามาพูดกัน จนกว่าจะรู้ ; พูด อย่างนั้นไม่รู้ ก็ต้องพูดอย่างโน้น, พูดอย่างโน้นไม่รู้ ก็ต้องพูดอย่างนี้, พูด กันไปทุกอย่างทุกทาง ที่จะให้มีการรู้จักสิ่ง ๆ นี้กันให้จนได้. อย่างที่เอามาพูดใน การบรรยายชุดนี้ ก็เรียกสิ่งนี้ว่า ไกวัลยธรรม แม้จะเป็นคำที่แปลก ก็แปลก แต่ชื่อคือเลือกชื่อที่มีความเหมาะสม จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น; ความหมายก็ ตามเดิม คือ เรื่องสามัญญลักษณะ เรื่องอิทัปปัจจยตา และ เรื่องจตุราริยสัจจ์ ใน ฐานะที่เป็นกฎ. [ทบทวนกฎ : สามัญญลักษณะ, อิทัปปัจจยตา, จตุรารีย์สัจจ์.] สำหรับคำว่า กฎ นี้ ก็ควรจะเข้าใจกันได้แล้วว่า หมายถึงอะไร. "แต่ อย่าไปหมายถึงกฎที่มนุษย์ทำขึ้น เช่นกฎหมายเป็นต้น กฎโรงเรียน กฎของ วัด อะไรนี้. กฎอย่างนี้ไม่ใช่กฎ เป็นแต่เพียงข้อบังคับอะไรที่มนุษย์ตั้งขึ้น ตามความสะดวก ตามความเหมาะสม เฉพาะเวลาเฉพาะแห่ง มันจึงเป็นไกวัลย์ ไปไม่ได้. สำหรับ กฎที่เป็นไกวัลย์ คือตลอดเวลา ตลอดที่ทุกหนทุกแห่งนั้น มัน เป็นกฎของธรรมชาติ หรือกฎของธรรมธาตุ หรือกฎของธรรม หรือจะ

น.712 เรียกว่ามันเป็นธาตุอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ก่อนธาตุใด ๆ อยู่ในรูปของกฎ ; ก็หมายความ ว่า มันมีความตายตัว ตถา คือ ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถา คือ ความไม่ผิด ไปจากความเป็นอย่าง นั้น, อนัญญา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น ก็มี อยู่มากด้วยกัน ในข้อที่ว่า เราจะเพ่งเล็งกันในส่วนไหน. ถ้าเพ่งเล็งกันใน ส่วนที่ควบคุมสิ่งทั้งหลายให้เปลี่ยนแปลงไป : ความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนี้ ก็เรียกว่า กฎแห่งสามัญญลักษณะ ; มีลักษณะเหมือนพระเป็นเจ้าผู้สร้างขึ้นมา ; หมายความว่า กฎนี้ไม่ยอมให้สิ่ง ใดอยู่นึ่ง ทำให้สิ่งทุกสิ่งเปลี่ยนไป. ทีนี้การเปลี่ยนไปมันไม่เหมือนเดิม มันก็มี ของสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น จึงถือว่า กฎ กฎนี้เป็นเหมือนกันกับพระเจ้าผู้สร้าง. ทีนี้ กฎแห่งการปรุงแต่ง ว่าเมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จะเกิดขึ้น ตรงหรือสมควร หรืออนุรูปแก่เหตุปัจจัยนั้น ๆ ที่เรียกว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท นี้ ควบคุมสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามปัจจัย. กฎอย่างนี้ ก็ เหมือนกับพระเป็นเจ้าผู้ควบคุมโลก ; ถ้าจะเรียกอีกทีก็เรียกว่า กฎแห่ง กรรม ที่ควบคุมสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในแง่ของการกระทำกรรม, หรือรับ ผลแห่งกรรม เป็นต้น. ส่วน กฎที่กำลังจะกล่าวถึงในวันนี้ คือ กฎเรื่องจตุราริยสัจจ์ นั้น เป็นกฎที่เกี่ยวกับความทุกข์, และความดับทุกข์โดยตรง. ถ้าจะเปรียบกับ พระเป็นเจ้า ก็ เหมือนกับพระเป็นเจ้าแห่งความรอด แห่งความหลุดรอด หรือ จะช่วยให้หลุดรอดจากความทุกข์ทั้งปวง ; แล้วจะเรียกว่ากฎก็ได้ เพราะ เป็นการพูดอย่างธรรมชาติธรรมดา. แต่ถ้าจะเรียกให้มันเป็นของขลังของศักดิ์

น.713 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ สิทธิ์ขึ้นมา ก็เรียกว่าพระเป็นเจ้า. "สำหรับคนที่ไม่อาจจะรู้จักธรรมะโดย ธรรมชาติอย่างลึกซึ้งก็เรียกว่าพระเป็นเจ้า เพื่อว่าจะให้เขาได้มีความสะดุ้งกลัว จะ ได้ไม่ทำอะไรไปอย่างหวัด ๆ หรือประมาท จนเกิดความทุกข์ขึ้นมา อย่างนี้. สรุปความได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ที่ตั้งอยู่ในที่ทุกแห่ง และ ตลอดเวลานั้น สามารถจะมองดูได้ในลักษณะที่เป็นกฎ อย่างน้อยก็ ๓ อย่าง คือเท่าที่มันสำคัญหรือจะเรียกว่าเป็นพระเจ้าขึ้นมา ๓ องค์ : กฎแห่งสามัญญ- ลักษณะ ก็ สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา. กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ก็ควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่. กฎเรื่องจตุราริยสัจจ์ ก็เป็น กฎสำหรับทำความดับทุกข์ คือรอดออกมาจาก ความทุกข์. ๒ ชนิดแรกได้กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ๒ ครั้ง ; ในวันนี้จะกล่าวถึงกฎที่ ๓ คือ จตุราริยสัจจ์. [ เริ่มคำบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้. ] คำว่า ไกวัลยธรรม แปลว่า ธรรมชาติ หรือธรรมดาอันหนึ่ง ซึ่งมี ความเป็นไปหรือมีอำนาจ หรือมีอะไรก็สุดแท้ ตลอดไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ใน ที่นี้เรียกว่า เป็นกฎแห่งอริยสัจจ์ หรือ จตุราริยสัจจ์. เราจะมองจตุราริยสัจจ์ในฐานะเป็นไกวัลยธรรมก็ได้, จะมอง ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ก็ได้, แต่มันก็ไม่พ้นไปจาก ความ หมายที่สำคัญที่สุด คือ ธรรมะที่เป็นกฎสำหรับประพฤติตามแล้ว จะรอดตัว ออกมาได้จากความทุกข์ทั้งปวง.

น.714 ความหมายไกวัลยธรรมในฐานะ จตุราริยสัจจ์. ทีนี้ก็จะได้กล่าวถึง สิ่งที่เรียกว่าจตุราริยสัจจ์. จตุราริยสัจจ์ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ตามตัวหนังสือก็ว่าอย่างนี้. สัจจะ แปลว่า ความจริง, อริยะ แปลว่า ประเสริฐ, จตุ แปลว่า สี่, จตุอริยสัจจ์, จตุราริยสัจจ์ - ความจริงอันประเสริฐสี่ : ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดขึ้นแห่ง ความทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ, ความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ, วิธีปฏิบัติทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ. ฟังดูแล้วมันเหมือนกับว่า ใครเป็นผู้กล่าว หรือเป็นผู้บัญญัติ หรือ เป็นผู้แต่งตั้ง เป็นผู้ควบคุมอยู่สักคนหนึ่ง ? เพราะมัน มีลักษณะที่แสดงว่า ต้อง : ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้. ใครเป็นผู้สั่งให้เป็นอย่างนั้น ? นั่นแหละคือ ความหมายของคำว่าไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นเหมือนกับ พระเจ้าผู้สั่ง. ตอนนี้ขอแทรกข้อความที่อยากจะเตือนซ้ำ ๆ ไว้เสมอว่า เรากำลังจะ ทำความเข้าใจอันดีต่อกันและกัน ในระหว่างศาสนาทุกศาสนา ; แม้ศาสนาที่ถือ ว่ามีพระเจ้า เราก็มีพระเจ้า. และ ใครเป็นผู้ออกกฎอันนี้ ? ก็คือ พระเจ้า. แล้วกฎอันนี้ มีมาตั้งแต่เมื่อไร ? ก็มีมา ตั้งแต่ก่อนพระเจ้าเสียด้วยซ้ำไป ; เพราะ มนุษย์เพิ่งรู้จักพระเจ้า, เพิ่งพูดคำว่าพระเจ้า, แต่ว่าคำว่ากฎนี้จะมีอยู่ก่อนนั้น. นี้อาจจะทำความ เข้าใจแก่ชาวคริสเตียนได้ดีที่สุด ที่พูดว่า แรก เริ่มเดิมทีพระโอวาท หรือพระคำหรือพระโองการได้มีอยู่แล้ว At the beginning the

น.715 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ Word was. ขอให้ช่วยจำกันไว้ว่า ชาวคริสเตียนเขาถือตายตัว อย่างนี้ ว่า แรกเริ่ม เดิมที่ พระคำได้มีอยู่แล้ว. พระคำนี้ คำของใคร ? ใครสั่ง ว่าพระคำนั้นน่ะ อยู่กับพระเจ้า, พระคำสร้างสิ่งทั้งปวง, ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้ถูกพระคำนี้สร้างขึ้น ? พระคำอยู่กับพระเจ้า, พระคำนั้นเป็นพระเจ้า เป็นชีวิตเป็นแสงสว่าง คือเป็น อะไรหมดไปเลย. รวมความแล้วก็ว่า มีพระคำ หมายถึงคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพูดไว้บัญญัติไว้ตายตัว. เราไม่เรียกว่าพระคำ เฉย ๆ เราเรียกว่า กฎ. ถ้า เรียกคำว่ากฎนี้ให้ยาว ก็จะกลายเป็น God, ก็กลายเป็น God ของศาสนาคริสเตียน ได้. นี่พูดไว้ทุกที เตือนไว้ทุกที ว่าต่อไป เราจะต้องต่อรองกันในข้อนี้ เพื่อทำความเข้าใจอันดี ซึ่งกันและกันในระหว่างศาสนา จนถึงกับว่า ทุกศาสนา มีพระเจ้าแต่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน ; แม้เรียกชื่อไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะ อาการ อิทธิพลหรือมีอานุภาพอะไรเหมือนกัน คือ ในฐานะที่มีอยู่ก่อน สิ่งใด สร้าง สิ่งทั้งปวง ควบคุม สิ่งทั้งปวง แล้วก็มีระบบ อันหนึ่ง สำหรับจะ ช่วยให้ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง รอดออกมาเสียได้จากความทุกข์. นี่เราเรียกว่า กฎแห่ง สามัญญลักษณะ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา กฎแห่งจตุราริยสัจจ์. ที่นี้สำหรับ กฎแห่งจตุราริยสัจจ์ นี้ ก็เป็นกฎที่จะช่วยคนให้ออกมา เสียจากความทุกข์. ความทุกข์ก็เป็นไปตามกฎ : กฎอันหนึ่งทำให้เกิดความ ทุกข์ และมีความทุกข์, แล้วก็มีกฎอีกอันหนึ่ง ที่จะช่วยคนออกมาเสียจาก ความทุกข์ ; เมื่อประพฤติตามกฎอันนี้ ความทุกข์ก็จะไม่ปรากฏ แก่สัตว์หรือ สังขารกลุ่มนั้น.

น.716 ถ้าพูดให้เป็นธรรมะยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ผล อย่างนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา, และ เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้เมื่อมีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย สิ่งอื่นย่อมเกิดขึ้น ; มันก็ ตรงกันข้ามได้. เมื่อทางที่จะมีความทุกข์เป็นไปอย่างนั้น, ทางที่จะไม่มีทุกข์ มันก็เป็นมาอย่างนี้. นี่เรียกว่า กฎทั้งหลายมันเป็นกฎในแง่มุมต่าง ๆ กัน ; แต่แล้วในที่สุดก็เหมือนกัน ตรงที่ว่า ควบคุมสิ่งทั้งปวง มีอยู่ก่อนสิ่งใด. เรา ควรจะรู้จักกฎเหล่านี้ ที่มีอยู่ในเลือดในเนื้อ ในทุกปรมาณู ในตัวเรา แล้วเราก็ยังไม่รู้ ; หรือถ้าจะพูดก็พูดว่า พระเจ้ามีอยู่ในเลือดใน เนื้อ ในทุกปรมาณูแห่งเนื้อหนังร่างกายชีวิตของเรา เราก็ไม่รู้จักพระเจ้า ; แล้วเราก็มาทะเลาะมาเถียงกัน ว่าแกมีพระเจ้าฉันไม่มีพระเจ้า ก็บ้าเลยทั้ง ๒ ฝ่าย. ควรจะรู้ให้มากกันยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงกับไม่ต้องเถียงกันไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนั่นแหละ จะเป็นเครื่องช่วยปรับความเข้าใจกัน ในข้อนี้ ที่จะไม่ต้องเถียงกัน. จตุราริยสัจจ์เป็นกฎใช้ได้เฉพาะสิ่งที่มีความรู้สึก. ทีนี้เรื่อง จตุราริยสัจจ์ นี้ มันเป็นสัจจะในฐานะที่เป็นกฎ ที่ มีอยู่ใน ทุกสิ่ง และ โดยเฉพาะที่มีความรู้สึกได้ ; นี่ก็ เป็นกฎอันหนึ่ง แล้ว ที่จะต้องพูด กันเสียด้วย ว่าเรื่องจตุราริยสัจจ์นี้เป็นกฎ แต่จะใช้หรือ จะมีได้แก่สิ่งที่มีความ รู้สึกเท่านั้น. ถ้าสิ่งใดไม่มีความรู้สึกก็ไม่เกี่ยวกับจตุราริยสัจจ์ ; เพราะว่า สิ่งที่ ไม่มีความรู้สึกนี้ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา. พระพุทธองค์จึงได้ตรัสไว้โดย

น.717 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๖๑ เฉพาะว่า "เราบัญญัติจตุราริยสัจจ์ สำหรับสัตว์ที่กำลังมีความรู้สึกอยู่" . คนเรา นี่แหละ ถ้าตายแล้วก็หมดเรื่องอริยสัจจ์; แต่เมื่อมีชีวิตอยู่ มันรู้สึกอะไรได้ โดยเฉพาะรู้สึกในเวทนาทั้งหลายได้ ก็ต้องมีกฎเรื่องอริยสัจจ์เข้ามาเกี่ยวข้อง. ที่เรียกว่า สัจจ์ ก็คือ จริง, จริง ก็คือ ไม่มุสา. ถ้าจะจริงอย่างไม่ มุสาก็ต้องเป็นอสังขตะ คือไม่มีอะไรมาแตะต้องได้ ; ไม่อยู่ใต้อำนาจการแตะ ต้องของสิ่งใด นี้ก็เรียกว่าอสังขตะ. ฉะนั้นบรรดาสิ่งที่เป็นกฎทั้งหลายแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่รวมอยู่ในอสังขตธรรมทั้งนั้น. ข้อนี้ก็ กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสัจจะทั้งหลายย่อมเป็นอสังขตะ. ทีนี้ ทำไมจึงเรียกว่าอริยะ. ที่แปลว่าประเสริฐ? สัจจะมีมากมาย หลายร้อยหลายพันสัจจะก็ได้ ; แต่ถ้าสัจจะใดเกี่ยวกับความดับทุกข์ได้ สัจจะนั้นต้องประเสริฐ. เพราะคนเรามันดีอยู่ที่ไม่มีความทุกข์ ; ฉะนั้นสิ่งใดหรือระบบไหน ที่มันช่วยดับทุกข์ได้ ก็ต้องถือว่าประเสริฐ. คำว่า อริยะ มีความหมายคลุม ๆ หรือรวม ๆ ว่า ประเสริฐ . ที่นี้ประเสริฐนั้นมันแยกออกไปได้เช่น อริ กับ ยะ , ยะ ก็แปลว่าไป, อริ ก็จาก ข้าศึก , ไปเสียจากข้าศึก เรียกว่า อริยะ ก็ ประเสริฐ ; อย่างนี้เป็นต้น, เรามาเรียกกันว่า พระอริย เจ้า ก็แปลว่า คนที่เขาไปเสียได้จากข้าศึก คือกิเลสหรือความทุกข์ . อริยสัจจ์ นี้ก็เหมือนกันคือ ธรรมะที่เป็นของจริง ที่เป็นเครื่องช่วยให้ไปเสียจากข้าศึก คือกิเลสหรือความทุกข์. ทีนี้ ทำไมจึงเติมคำว่า จตุ คือ สี่ อย่างเข้ามาข้างหน้า ? นี้เป็น การบัญญัติของพระพุทธเจ้า อย่างที่ท่าน ได้ตรัสไว้ แล้วว่า "ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะ

น.718 แล้วก็เอามาเปิดเผย มาบัญญัติขึ้นไว้ มาแต่งตั้งขึ้นไว้, ปญฺญเปติ ปฏฺฺฐเปติ - บัญญัติขึ้นไว้ แต่งตั้งขึ้นไว้". เดี๋ยวนี้เพื่อให้มันง่ายแก่ทุกคน จึงบัญญัติหรือแต่งตั้งขึ้นไว้เป็น ๔ อย่าง เรียกว่า อริยสัจจ์สี่ : ที่ ๑ คือ ความทุกข์. ที่ ๒ คือ เหตุให้เกิดทุกข์. ที่ ๓ คือ ความดับแห่งทุกข์. ที่ ๔ คือ ทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์. นี้มัน ชัดเจนดี มันง่ายดี เป็น ๔ : แต่ถ้าจะ ย่น ก็ เหลือ ๒ คือ ทุกข์ กับ เหตุให้เกิด ทุกข์, ความดับทุกข์ กับ ทางให้ถึงความดับทุกข์. บางที พระองค์ก็ ตรัส แต่เพียงว่า " ฉันบัญญัติเฉพาะ ความทุกข์กับความดับทุกข์" เท่านั้น โดยรวมเอาเหตุให้เกิดทุกข์ เข้าไปไว้ในเรื่องของความทุกข์ และรวมเอาทางของความดับทุกข์ เข้าไปไว้ในเรื่องของความดับทุกข์ นั่นเอง. กฎแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นไกวัลย์เพราะเป็นตถตา. ที่นี้ดูกันในข้อที่ว่า มันเป็นไกวัลยธรรมอย่างไร ? กฎแห่งอริยสัจจ์ ทั้ง ๔ นี้เป็นไกวัลยธรรมในฐานะที่ว่า เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ บาลีที่เรียกว่า ตถา - ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถา-ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่าง นั้น, อนัญญา-ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น ; แม้ตัวหนังสือจะต่างกันถึง ๓ คำ มันก็ความหมายเดียว อันเดียวคือต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้. เดี๋ยวก็จะดูกันว่าเป็นอย่างไร ?

น.719 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ความทุกข์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนั้น. เหตุให้เกิดทุกข์, หรือ ความดับทุกข์, หรือ ทางให้ถึงความ ดับทุกข์, ก็มีลักษณะเฉพาะ ๆๆ ว่าต้องเป็นอย่างนั้น. ถ้าเพ่งเล็งถึงกิริยาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ความทุกข์มันก็เป็นตัว ทุกข์ที่ทนยาก. เหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือ ตัณหา ได้แก่ ความอยากที่มาจากความโง่ ; ความอยากที่ไม่ได้มาจากความโง่นั้น ไม่เรียกว่าตัณหา. ทีนี้ ความดับทุกข์ นั้น คือดับเหตุของทุกข์เสีย คือดับตัณหาเสีย. ทางให้ถึงความดับทุกข์ นั้น ก็คือ การปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมักจะแยกออกเป็น ๘ อย่างหรือ ๘ ประการ เรียกว่า มรรคมีองค์แปด รวมกันเข้าเป็น ๑ ทาง ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ ; ต้อง เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้. จริงไม่จริง ? ใครอยากค้านก็ค้าน อยากจะพูดด้วยคำตรง ๆ ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีใจนักเลง ยิ่งกว่าพวก คุณทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ คือว่าท่านปล่อยให้ค้าน, ท่านกล้าให้ค้าน ยอมให้ค้าน ยอมให้ไม่เชื่อ; เช่นว่า "ฉันพูดออกไป แกไม่ต้องเชื่อ ไปคิดดู ไปพิจารณาดู ไปอะไรดู ต่อเมื่อมัน รู้สึกด้วยใจของตัวเองว่า เป็นอย่างนั้น จึงค่อยเชื่อ". ทีนี้อาตมาก็เอาคำของพระพุทธเจ้ามากล่าว ; ฉะนั้นจึงอยู่ในฐานะที่ ว่า เปิดโอกาสให้ค้าน ไม่ต้องเชื่อ ยอมให้ค้าน อยากล้อก็ได้ หรือว่าเลยไป กว่านั้น อยากจะด่าบ้างก็ได้ แต่ขอให้สนใจเท่านั้นแหละ นี้ไม่สนใจ; แม้ แต่ให้ด่าก็ยังไม่สนใจ. ถ้าอย่างนี้ละก็หมดทาง คือไม่มีปัญญาที่จะทำให้เข้ามา เกี่ยวข้องกันได้

น.720 ดูทุกขอริยสัจจ์ กฎข้อที่หนึ่งที่ว่า ต้องเป็นอย่างนั้น. ที่นี้สำหรับความทุกข์ ข้อที่แรก เรียกว่า ทุกขอริยสัจจ์ ที่ว่าต้อง เป็นอย่างนั้น, ต้องเป็นอย่างนั้น, ต้องเป็นอย่างนั้น, มันคือเป็นอย่างไร ? นี่ขอให้ฟังดูให้ดี ข้อนี้ มีพระพุทธภาษิต ตรัสไว้ว่า เรื่องอริยสัจจ์นี้ มีใจความที่กล่าว ได้เป็นพยัญชนะ ๒-๓ คำเท่านั้น ; แต่ปริยายแห่งความหมายมันมีมาก เช่น พูดว่า ความทุกข์, ความทุกข์ คำเดียวก็พอ แต่มันมีลักษณะอย่างไรนั้นมี มาก. แต่แล้วในที่สุดมันก็เป็นอย่างเดียว คือว่ามัน ทนยาก หรือดูแล้วมัน น่าเกลียด. นี่เราเอาตามที่มีในพระบาลีกันก่อน ว่าทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็น อย่างไร ? เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนให้ระลึกนึกถึง ที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว หรือว่า เป็นเรื่องช่วยความจำมากกว่า; เพราะว่าท่านทั้งหลาย เคยได้ยินมาแล้ว ที่ว่าทุกข์เป็นอย่างไร ? ก็สวดกันอยู่ทุกวันว่า ชาติปี ทุกขา, ชราปี ทุกขา, มรณมฺปี ทุกข์, โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺปายาสาปี ทุกขา, อปปีเยหิ สมุปโยโค ทุกฺโข, ปิเยหิ วิปปโยโค ทุกฺโข, ยมปีจฺฉัง น ลภติ ตมฺปี ทุกฺขํ . เท่านี้รวมเป็น ๑๑ อย่าง ๑๑ อาการด้วยกัน ก็เรียกว่าความทุกข์. แต่มี ความหมายที่ซ่อนเร้นลึกลับ อยู่ข้อหนึ่งว่า มันต้องเป็นความ เกิด ความแก่ ความตาย โสกปริเทวะอะไรก็ตาม ที่คนโง่ ได้ยึดถือเอา ว่าเป็น ความเกิดของกู ความแก่ของกู ความตายของกู ความโศกของกู ปริเทวะของกู

น.721 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์. อะไรก็ของกู นั่นมัน จึงจะเป็นทุกข์. ถ้าไม่ได้ยึดถือ โดยความเป็นของเรา หรือ เป็นตัวเรา แล้วมัน ไม่ทุกข์ ; แม้ถ้อยคำจะพูดแต่เพียงว่า ความเกิดเป็น ทุกข์. แต่ตามข้อเท็จจริงนั้น ความเกิดที่คนนั้นยึดถือเอาด้วยความโง่เขลาคือ อวิชชา ว่าเป็นความเกิดของกู. เดี๋ยวนี้มันเห็นได้ง่าย ว่าไม่ว่าใครละ ที่พูดว่าความเกิดนี้ หมายถึง ความเกิดของกูทั้งนั้นแหละ, ความแก่ก็ของกูทั้งนั้นแหละ, จึงไม่ต้องใส่คำว่า ที่ถูกยึดถือว่าของกูเข้ามา ; พูดแต่ว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย ก็พอ. สัตว์ทั้งหลายที่ ยังเป็นปุถุชนอยู่ย่อมยึดถือเอาโดยความเป็นของตนทั้งนั้น. นี่อาการ ๑๑ อย่างนี้มันเป็นตัวทุกข์ เป็นอาการของความทุกข์ เกิด แก่ ตาย โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส แล้ว พลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก แล้ว ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ; รวมกันเป็น ๑๑ อาการ นี้เรียกว่าทุกข์. ที่ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ก็คืออย่างนี้ คือ ๑๑ อาการ นี้ เป็นต้น ที่คนยึดถือด้วยอุปาทาน ว่าเป็นของฉัน. นี้ก็เป็นคำอธิบายปริยายหนึ่ง ที่ว่าทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้. ทีนี้ปริยายอื่นยังมีอีก คือ บาลีที่ว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา นี่เป็นคำสรุปต่อท้าย ว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์เป็นตัว ทุกข์. นี่เป็น หลักฐานที่ยืนยัน ให้เห็นชัดลงไปว่า ต้องยึดมั่นด้วยอุปาทาน มัน จึงจะเป็นตัวทุกข์. ถ้าไม่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทาน ไม่มีอะไรที่เป็นทุกข์แก่ บุคคลนั้น ; เว้นไว้แต่จะเป็นความทุกข์ ในความหมายอีกความหมายหนึ่ง คือ ความหมายว่ามันน่าเกลียด. น่าเกลียดเพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่ามันเปลี่ยน แปลง, หรือเป็นมายา.

น.722 ความทุกข์ในความหมายที่น่าเกลียดเพราะเปลี่ยนแปลง อย่างนี้ ใช้ ได้แก่ทุกอย่าง ทุกสิ่ง แม้สิ่งที่ ไม่มีความรู้สึก หรือไม่มีชีวิต ; เช่น ก้อน หินนี้ มันมีลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลง. ความที่มันเปลี่ยนแปลง ไม่คงอยู่ กับร่องกับรอยนั่นแหละน่าเกลียด, ดูแล้วน่าเกลียด ; ทุกขะ = ทุ + อักขะ นี่ แปลว่า ดูแล้วน่าเกลียด. ถ้าจะถือว่า สังขารเป็นทุกข์ กันให้หมดแล้ว แม้แต่ ก้อนหินก็เป็นสังขาร จะให้ก้อนหินเป็นทุกข์ได้ด้วย ก็ต้องว่า ดูแล้วมันน่าเกลียด คือมัน ไม่เที่ยง และ แล้วมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย. หรือจะเอาเปรียบกว่านั้น ก็พูดได้เหมือนกัน ว่า ถ้าไป ยึดถือก้อนหินว่าของกู เข้าแล้ว มัน ก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือ ว่า ก้อนหินของกู. ทีนี้ธรรมดาไม่มีใครไปยึดถือก้อนหินเหล่านี้ว่าของกู มันเต็มไปทั้งวัด ทั้งโลก ; แต่แล้วมันก็มีความทุกข์อีกความหมายหนึ่ง คือว่า "ดูแล้วมันน่าเกลียด". บรรดา สังขารที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ คือ ดูแล้วน่าเกลียด. แต่ ความทุกข์ที่มีปัญหา หรือเป็นตัวปัญหานั้น หมายถึงความทุกข์ ที่ทนไม่ไหว, ทนไม่ได้, หรือทนได้แสนยาก. นี้มันจะมีแต่แก่สัตว์ที่มี ความรู้สึกคิดนึกได้ เช่น คน เป็นต้น หรือสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ที่มีความ รู้สึกคิดนึกได้.

น.723 ๑๖๗ ไกวัลธรรมในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ นี้มัน เป็นทุกข์เพราะมันเหลือทน ; มันเป็นทุกข์ก็เพราะมันไปมี ตัณหา คือความอยาก, แล้วยึดมั่นอยู่ด้วยอุปาทานในสิ่งนั้น ๆ มันจึงเป็นทุกข์ ร้อนอยู่ในใจ. นี่ทุกข์อย่างนี้เป็นตัวปัญหา. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ว่า ขันธ์ทั้งหลายที่กำลังมีอุปาทานยึดมั่นอยู่ นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ; แล้วมี อยู่ ๕ อย่าง : รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขา- รูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ที่สวดมนต์กันอยู่ทุก ๆ เช้านี้. ถ้าพูดอย่างนี้ก็พูดไปว่า ขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานทั้ง ๕ นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์. ความหมายมัน เล็งไปถึงอุปาทาน ที่เข้าไปจับฉวยเอาด้วยจิตใจ ; เพราะมีอวิชชาความไม่รู้ไปจับฉวยเอาเข้า มันก็กัดเอาเท่านั้น. เพราะว่ามัน ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะไปฉวยเอาว่าเป็นของเรา, เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา ; มันเป็นธาตุที่เป็นไปตามธรรมชาติ. ถ้าใครไปจับฉวยเอามาว่าเป็นของเรา มัน ก็ปล้นธรรมชาติ โกงธรรมชาติ โกงพระเจ้า โกงอะไรหมด ; มันก็ถูกตบหน้าเอา จึงมีความทุกข์. ลองจับฉวยว่า เงินของกู ทองของกู เมียของกู ลูกของกู ; เหมือนในนิทานเรื่องลิงล้างหู ในภาพในโรงหนังเข้าซิ มันก็กัดเอาเท่านั้น. นี่กล่าวโดยย่อแล้ว อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ มันหมายความ อย่างนี้, หรือว่า ถ้าไปหิ้ว ไปถือ ไปยึดถือเข้าแล้วมันก็หนัก. ทีนี้ยังมีพระบาลีต่อไปอีกว่า ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก - การถือเอา ของหนักเป็นความทุกข์ในโลก ; ที่สวดกันอยู่ทุกเช้าทุกเย็นเหมือนกัน คือสวด

น.724 ว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา, ภาราทานํ ทุกขํ โลเก นี้ ; อาทานะ แปลว่า ถือเอา, ภาราทานะ แปลว่า การถือเอาภาระคือของหนัก, ทุกขัง โลเก - เป็นทุกข์ในโลก. โลกนั้นแหละเป็นของหนัก สิ่งต่าง ๆ เราเรียกว่า โลก. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่อยู่ในรูปของเงิน ทอง ข้าวของ บุตร ภรรยา สามี นี้ก็เรียกว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เป็น ตัวโลก เป็นของหนัก ; พอไปหิ้วเข้าก็เป็นของหนัก, เมื่อไม่หิ้วก็ไม่เป็นของ หนัก. ฉะนั้นอย่าหิ้วดีกว่า ; หมายความว่า อย่าได้ยึดถือเอาว่าเป็นตัวกู เป็นของกู มันก็ไปด้วยกันได้ ทำอะไรไปด้วยกันได้ตามความประสงค์ โดยที่ ไม่ต้องเป็นทุกข์หนัก. คำสอนของชาวคริสเตียน แล้วแยบคายที่สุดที่ว่า มีภรรยาก็จงเหมือน กับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีความทุกข์ ก็จงเหมือนกับไม่มีความทุกข์, มีความสุขก็จงเหมือนกับไม่มีความสุข, ซื้อของ ที่ตลาดแล้วอย่าเอาอะไรมา ; หมายความว่าข้างนอกมันจะทำไปตามความประสงค์ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามที่ถูกที่ควรก็ได้ ; แต่ในใจ อย่ากล้ายึดถือ ว่า ของกูหรือตัวกู มันจะกัดเอา. นี่ ภาราทานํ ทุกขํ โลเก - การถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก. ฉะนั้นที่ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้อง เป็นอย่างนี้ ; คือมัน ไปยึดเอาอะไรเข้าแล้ว มัน จะต้องเป็นความทุกข์. ความ ทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ คือไปยึดเข้าแล้วไปถือเข้าแล้ว มันจะต้องเป็นความทุกข์.

น.725 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ นี่ความหมายของข้อที่ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้ : ตถา - ต้องเป็นอย่างนี้, อวิตถา - ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนี้, อนัญญา - ไม่ เป็นไปโดยประการอื่น, มันคืออย่างนี้. ทีนี้ที่ว่า ลึกไปกว่านั้น อีก ก็คือว่า สิ่งที่มีการเกิดขึ้นและดับนั่น แหละเป็นความทุกข์. พระเถรีองค์หนึ่งก็ได้กล่าวไว้ว่า ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ทุกฺขเมว นิรุชฺฌติ ฯลฯ - ที่เกิดขึ้นแล้วมีแต่ทุกข์ ที่ดับลงแล้วมีแต่ทุกข์ ; นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีอะไรดับไป. แล้วก็ยังมี พระพุทธภาษิต ที่ตรัสไว้เองว่า ถ้าเป็นอริยสาวกที่แท้จริงใน พระพุทธศาสนานี้แล้ว จะไม่มีความสงสัยในข้อนี้ คือไม่มีความสงสัยในข้อที่ว่า ถ้า มีเกิดอยู่ละก็ทุกข์ทั้งนั้น, ถ้ามีดับลงละก็ทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ทุกข์ ที่ จะเกิดอยู่หรือดับอยู่ -ทุกฺขเมว อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชติ, ทุกฺขเมว นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌติ. ถ้ามีกิริยาอาการแห่งการเกิดขึ้นแล้วมันทุกข์ทั้งนั้น ; ถ้ามีกิริยา แห่งการดับลงแล้วทุกข์ทั้งนั้น : ว่าถ้ามีเกิดและดับแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น. เป็นอันว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้ ; คือ ต้องเกิด และ ต้องดับ. ถ้ามีเกิดและดับแล้วต้องเป็นทุกข์ ; ถ้าเป็นทุกข์แล้ว ต้องมีเกิดและมีดับ. ฉะนั้นที่กล้าตะโกนลงไปโผง ๆ ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่าง นี้, ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ขอให้สังเกตดูอีกอย่างหนึ่งว่า มัน มีการเกิด และการดับ . ทีนี้ เกิด - ดับ นี่ มันมีความหมายที่ผิดธรรมดาอยู่. การเกิดขึ้น แห่งอายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นความทุกข์ ; แม้แต่ว่า

น.726 การเกิดขึ้นแห่งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ ก็เป็นความทุกข์ ; มีพระบาลีอย่างนี้ตรัสไว้ชัดเลย. การเกิดขึ้นแห่งดิน แห่งน้ำ ไฟ ลม ก็ เป็นการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์, หรือการเกิดขึ้นแห่งโลก คือทุกข์, การเกิด ขึ้นแห่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, แล้วการ เกิดขึ้นแห่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ; แม้ที่สุดแต่การเกิดขึ้นแห่งอาหาร : กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญ- เจตนาหารก็เป็นทุกข์. เกิด นี่ในที่นี้ หมายถึงว่า มัน ทำหน้าที่ขึ้นมาแล้ว ตามหน้าที่ ของสิ่งนั้น ๆ เช่นธาตุดินยังเป็นดินอยู่นี้ไม่มีความทุกข์ ; แต่ธาตุดินไปทำ หน้าที่ของธาตุดิน เช่น ประกอบกันเข้า กับธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วมา เป็นสัตว์เป็นสังขาร กลุ่มนี้ ที่มีความรู้สึกคิดนึกได้, แล้ว ทำหน้าที่อยู่ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เรียกว่ามันเกิด ; นี่เรียกว่า ธาตุเพิ่งเกิด. ธาตุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นั้น ยังไม่เรียกว่าเกิด ; ต่อเมื่อใดมา ทำ หน้าที่ ร่วมกันเข้า เป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือเป็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีการสัมผัส กันขึ้นแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าเกิด ; ฉะนั้นการ เกิดแห่งดินก็เป็นทุกข์, การเกิดแห่งน้ำก็เป็นทุกข์, การเกิดแห่งไฟก็เป็นทุกข์, การเกิดแห่งลมก็เป็นทุกข์หมด. นี้มันลึกอยู่ สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือไม่เคยคิดอย่างนี้ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าเผอิญใครไปอ่านหนังสือพระ- ไตรปิฎกเล่มไหนเข้า ได้ยินข้อความอย่างนี้แล้วจะงง จะไม่เข้าใจ แล้วจะหาว่า

น.727 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๗๑ ผิดแล้ว, ผิดแล้ว ; ของใครปลอมเข้ามาแล้ว อย่างนี้ก็ได้ แต่ถ้ารู้ตามที่ถูก ต้องแล้ว ท่านหมายความอย่างนี้ : เกิด คือมันทำหน้าที่ของมัน; เช่น ตาเป็นทุกข์ นี้หมายความว่า ตาทำหน้าที่อย่างตา เรียกว่า ตาเกิด. ถ้าฟังถูกก็จะเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ตายังไม่ได้เกิด; ต่อเมื่อตาทำหน้าที่ สำหรับจะเห็นรูป ด้วยอวิชชาจนเกิดทุกข์อย่างนี้ เรียกว่าตามันเกิด. เมื่อ ตา เกิดก็ต้องเกิดทุกข์, เมื่อ หูเกิดก็ต้องเกิดทุกข์. เดี๋ยวนี้ตาและหูยังไม่ได้เกิด ; แม้ว่าจะลืมตาเห็นอะไรอยู่ ก็ยังเรียกว่า มันมีอยู่ตามธรรมดา ตามหน้าที่ของ ธรรมดา. อย่างนี้ยังไม่เกิดอาการเฉพาะ ที่เขามุ่งหมายไว้ว่า มัน ต้องเกิดขึ้น ด้วยอวิชชา อุปาทาน ; เป็นตาของกู เห็นอะไรอยู่ รู้สึกสวยทางตา มันน่า รักน่าพอใจ แล้ว ยึดมั่นถือมั่น; อย่างนี้เรียกว่า ตาเกิด แล้วก็เป็นทุกข์. คำว่า "เกิด" มันมีความหมายพิเศษอย่างนี้ทั้งนั้น. แต่ถ้า เกี่ยวกับขันธ์ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ เข้าใจง่าย มันชัดอยู่ ; เกิดเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา ฯลฯ นี้ต้อง เป็นทุกข์. การเกิดแห่งขันธ์เป็นทุกข์ หมายความว่า ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ตามปกติ. การเกิดของขันธ์ ของธาตุ ของอายตนะอะไร เป็นทุกข์ ; นี้แม้ ดับลงตามธรรมชาตินี้ก็เป็นทุกข์ เพราะว่าเราไม่อยากให้ดับ. สิ่งที่มีการเกิดดับ มันไม่ฟังเสียงเรามันก็มีการเกิดดับ; การที่มันต้องเกิดดับไปตามกฎของมันนี้ ทำให้คนที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นความทุกข์. ฉะนั้น การเกิด ก็ดี การดับ ก็ดี ของ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ นั้น ๆ ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ยึดถือ ; นี้ก็เรียกว่า

น.728 เป็นกฎเกณฑ์อันหนึ่ง ที่ว่าความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้อง เป็นอย่างนี้. ที่นี้มี กฎปลีกย่อย ออกไปอีก สำหรับความทุกข์ นั้น; เช่นว่า ที่ อธิมตฺต หรือ ปริตฺตมตฺต. อธิมตฺต แปลว่า มีประมาณมาก ปริมาณยิ่ง, ปริตฺตมตฺต ก็แปลว่ามี ปริมาณน้อย ; คือมันจะ ทุกข์มาก หรือจะ ทุกข์น้อย ก็ แล้วแต่ความโง่ของคน ๆนั้น. มีอวิชชามาก ก็มีตัณหามาก ; มีตัณหา มาก ก็มีอุปาทานยึดมั่นมาก ก็มีความทุกข์มาก. ถ้าในบางคนหรือในบางกรณี ที่ อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องแต่น้อย แต่ เบา ๆ นี้ก็ มีตัณหาน้อย หรือเบาๆ อย่างเบา ๆ ; มีอุปาทานอย่างเบา ๆ ความ ทุกข์นั้นมันก็น้อย คือเรียกว่าปริตตมัตตะ มีปริมาณน้อย. ถ้ามี อ วิชชาเต็มที่ ตัณหา อุปาทานเต็มที่ มันก็ ทุกข์มาก ทุกข์หนัก จนจะขาดใจตายอยู่แล้ว. นี่มัน ขึ้นอยู่กับอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งมันเนื่องกันทั้งนั้น ถ้าอุปาทานมากยึดมาก มันหนักมาก ทุกข์มาก. อุปาทานจะมีมากก็เพราะ ตัณหามันมีมาก ; ตัณหามันจะมีมากก็เพราะอวิชชามันมีมาก ในขณะที่มีสัมผัส. นี้ก็ เป็นกฎอันหนึ่ง ว่า ความทุกข์นี้จะมากหรือจะน้อย ก็แล้วแต่ ปริมาณ หรือ น้ำหนักคุณค่าของอุปาทาน ของ ตัณหา ของ อวิชชา . ที่นี้ยังมีคำว่า ทนฺธวิราคี ชิปฺปวิราคี ; วิราคี คือ วิราคะ แปลว่า คลายหรือจาง. ทนฺธวิราคี แปลว่า คลายช้าจางช้า, ชิปฺปวิราคี แปลว่า จางเร็ว

น.729 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๗๓ คลายเร็ว. ความทุกข์บางอย่างก็คลายช้า, ความทุกข์บางอย่างก็คลายเร็ว ; มันก็แล้วแต่ว่า อุปาทานมันเหนียวแน่นมาก หรืออุปาทานมันเหนียวแน่นน้อย อุปาทานมาก ก็เหนียวแน่นมาก ; อุปาทานน้อย ก็เหนียวแน่นน้อย ฉะนั้น ความทุกข์บางอย่างสิงอยู่ในใจ สลัดเท่าไรก็ไม่ใคร่จะออก อยู่นานมาก เพราะ ว่ามัน มีอุปาทานมาก เพราะมี ตัณหามาก เพราะมี ความโง่ อวิชชามาก. นี้ก็เป็น กฎอันหนึ่ง ที่จะต้องดูให้ดี ให้เข้าใจ แล้วถือว่าเป็นกฎ : ถ้าอวิชชา ตัณหา อุปาทานมาก ความทุกข์นั้นก็จะมีมาตรามาก แล้วก็ คลาย ยาก คลายช้า. ถ้ามี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน น้อย หรือแต่เบาบาง มัน ก็ เป็นความทุกข์ที่มีมาตราน้อย แล้วก็ คลายง่าย; อย่างนี้เป็นต้น. หรือว่า อาจจะกลับกันด้วยเหตุอย่างอื่นมาแทรกแซงก็ได้เหมือนกัน; แต่มันมีกฎตาย ตัวของมันอย่างนี้ : เพราะว่า ความทุกข์ แล้ว ก็จะต้อง มาจากตัณหา ก็ได้ จะเรียกว่ามาจากตัณหาก็ได้ มาจาก อุปาทาน ก็ได้ มาจาก อวิชชา ก็ได้; ข้อนี้ อย่าไปเถียงกันให้ป่วยการ มันจะเป็นเรื่องตาบอดคลำช้าง. คนหนึ่งว่า ทุกข์มาจากตัณหา เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ยืนยันอย่างนี้. อีกคนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มาจากอวิชชา เพราะ อวิชชาปจฺจยา สงฺขารา, สงขารปจฺจยา วิญญาณํ ฯลฯ จน เกิดทุกข์นี้ ต้นตอที่สุดมันอยู่ที่อวิชชา มันก็ผ่านไปทางตัณหา ผ่านไปทาง อุปาทาน. อีกคนหนึ่ง เขาว่า เอา อุปาทาน ดีกว่า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สงฺขิตเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - อุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ; อย่าง นี้ไม่ถูกกว่าหรือ ; คนหนึ่งก็ยืนยันไปอย่างหนึ่ง, คนหนึ่งก็ยืนยันไปอย่าง หนึ่ง; ถ้าเป็นคนโง่พอ ๆ กัน แล้วมันก็ชกกันต่อยกัน เหมือนตาบอดคลำช้าง.

น.730 นี่เป็นเรื่องที่จะ ต้องรู้ไว้ให้ดี ๆ ว่าใครจะพูดว่า ความทุกข์มาจากตัณหา ก็ถูกที่สุด มาจากอุปาทาน ก็ถูกที่สุด มาจากอวิชชา ก็ถูกที่สุด มาจากเวทนา มาจาก ผัสสะ ก็ ถูกที่สุดไปด้วยกันทั้งนั้น ; มันมีรายละเอียดอีกแห่งหนึ่งซึ่งว่าไว้ อย่างนั้น. นี่ยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ก็พอแล้ว สำหรับว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องไม่เป็นอย่างอื่น ต้องไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนี้ ; นี่เรียกว่ากฎเกี่ยวกับจตุราริยสัจจ์ ในฐานะที่เป็นไกวัลย- ธรรม คือจะเป็นอย่างนี้ ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในทุกอณูทุกปรมาณู. และจะ ต้องตลอดเวลาที่เราคำนวณไม่ได้ว่า เวลามันมีเท่าไร, มีนานเท่าไร. ใครพูดได้บ้าง เวลานี้มันมีเท่าไร ? ไม่รู้มันตั้งต้นจากเมื่อไร ? แล้วมันจะไปจบลงเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้. สิ่งที่เรียกว่าเวลา ที่เราไปกำหนดเป็น ปี ๆ ปี ๆ นั้น กำหนดเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ในวงอันแคบอันสั้น ; แต่เวลา ทั้งหมดมันตั้งต้นเมื่อไร ก็ไม่มีใครรู้. นั่นแหละคือ ความเป็นไกวัลยะ ที่เป็น ทั้งหมด ไม่สามารถจะแบ่งแยกได้. สิ่งที่เรียกว่าเวลาอันแท้จริงนั้นมิได้มี ; มี เพราะเราไปกำหนดมันเข้า มันมีไกวัลยธรรมอันหนึ่งที่มีความหมายเป็นไปใน ทางเวลา. นี่เรียกว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนี้, จริงอย่างนี้ เรียก ว่าสัจจะ. และถ้ารู้ข้อนี้แล้ว ก็จะช่วยให้เห็นเงื่อนต้น เงื่อนแรก สำหรับที่จะ ดับทุกข์ได้ ทุกขสัจจ์ หรือทุกขอริยสัจจ์ในฐานะที่เป็นกฎเรื่องความทุกข์. .... .... .... ....

น.731 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๗๕ ดูทุกขสมุทยสัจจ์ เป็นกฎของอริยสัจจ์ข้อที่สอง. ข้อที่สอง เหตุให้เกิดทุกข์ เรียกว่า ทุกขสมุทยสัจจ์ : สมุทยะ แปลว่า ตั้งขึ้นอย่างครบถ้วน , เรียกสั้น ๆ ว่า สมุทัย แปลว่า ตั้งขึ้นอย่างครบถ้วน ; ทุกขะ ก็ แห่งทุกข์ ทุกขสมุทัย ก็ การตั้งขึ้นอย่างครบถ้วนแห่งทุกข์ คือ เหตุให้ เกิดทุกข์. นั่นคืออะไร ? ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมากที่สุด ; เราก็ได้ยินมาก ที่สุด แล้วเป็นเรื่องแรกเป็นปริยายอันแรก ก็คือตรัสว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ . มี พระบาลี อย่างที่สวดกันอยู่ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี -ตัณหาใดมันเป็นไปเพื่อภพใหม่เกิดใหม่ ประกอบอยู่ด้วย นันทิราคะ คือความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน เป็นเหตุให้เพลินอย่างยิ่งใน อารมณ์นั้น ๆ. นี่เรียกว่าตัณหา ; อย่างที่มีบาลีธัมมจักก์ เป็นหลักฐานอยู่เป็น สูตรแรก ความอยากเกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์ก็จะตามมา แต่ว่าความอยากในที่นี้ ต้องเรียกว่า ตัณหา จึงจะเป็นสิ่งที่มาจากอวิชชา. ข้อนี้ภาษาไทยพูดกำกวมว่า ความอยาก ; ความอยาก เป็น ตัณหาก็ได้, ไม่เป็นตัณหาก็ได้. ต่อเมื่อมัน มาจากอวิชชา ความอยาก จึง จะเป็นตัณหา. ถ้า มาจากสติปัญญาที่ถูกต้อง ความอยากนี้มิได้เป็น ตัณหา; แต่เป็นเหตุอันหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดการกระทำ, เกิดการกระทำที่มี ประโยชน์ก็ได้. ฉะนั้นถ้าว่าจะเป็น ตัณหา ให้เกิดทุกข์ แล้ว ต้องเป็นความ อยากที่มาจากอวิชชา คือความไม่รู้ แล้วมันจะได้ไปเกิดความยึดมั่นถือมั่น.

น.732 ความอยากเกิด ขึ้นแล้ว จะเกิดความรู้สึกกูผู้อยาก. พอเกิดกูผู้อยาก นั้นคือความยึดมั่น ; มันก็ต้องเป็น ทุกข์ เพราะยึดมั่น เพราะว่ากูก็ได้หิ้ว ได้ หอบ ได้ถือ เอาสิ่งใดเข้าแล้ว คือสิ่งที่ตัวอยากนั้นเอง. นี้ ตัณหาคือความ อยาก ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมาเป็นตัวกูอยาก. นี้ต้องดูให้ดีว่า ตัวผู้อยากนั้นเกิดทีหลังความอยาก ; นี้คือความ ล้ำลึกของปรมัตถธรรมหรือสัจจธรรม. คนโง่ ๆ จะพูดว่า ต้องมีตัวผู้อยาก เสียก่อนซิ มันจึงจะมีความอยากได้ ; นั้นมันเรื่องเด็ก ๆ พูด. ถ้าเรื่องธรรมะ แล้วต้องเกิดตัณหาอย่างไม่มีตัวผู้อยากก่อน แล้วจึงมีตัวผู้อยากทีหลัง ; ความรู้สึก ว่าตัวผู้อยากเกิดทีหลัง ความรู้สึกอยากมันเกิดก่อน. ฉะนั้นเมื่อมัน มีตัณหา ก็ต้องมีความรู้สึกเป็นอุปาทาน ; อุปาทานก็ต้องเป็นของหนักของทุกข์. (หลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับทุกขสมุทัย.) ทีนี้ มีภาษิตพระสารีบุตร กล่าวไว้ในประโยคมีรูปร่างอย่างอื่นก็มี ควร เอามาพิจารณาหรือฟังดูด้วยก็ได้ ; แต่ก็ไม่พ้นไปจากความหมายอย่างเดียวกัน โย อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ฉนฺโท อาลโย อนุนโย อชฺโณสานํ โส ทุกฺขสมุทโย เป็นภาษิตพระสารีบุตรในมัชฌิมนิกาย. ฉนฺโท - ความพอใจ, อาลโย - ความอาลัย, อนุนโย - ความวิ่งตามไป ; อชฺโฌสานํ - ความหยั่งลงไป ในนั้น, . อุปาทานกฺขนฺเธสุ - ในอุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย ; ปญฺจสุ - ห้า, อิเม - เหล่านี้, โย - ใด ; โส - นั้น, ทุกฺขสมุทโย, - ชื่อว่า ทุกขสมุทัย. ความรักความพอใจ ความกระทำให้เป็นอาลัย คือที่อยู่แห่งจิตใจ และ ความวิ่งตามไป และ ความหยั่งจมลงไปในสิ่งนั้น คือ ในอุปาทานขันธ์

น.733 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๗๗ ทั้ง ๕ นั้นแหละ คือตัวสมุทัย ; พระสารีบุตรท่านว่าอย่างนี้. แม้ตัวหนังสือ จะใช้ต่างกัน คำพูดฟังดูต่างกัน แต่เนื้อความมันเหมือนกัน ; ก็เรียกว่า กิเลส ที่เกิดขึ้นเพราะยึดมั่น หรือว่าฝังตัวลงไปในเบญจขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่ง อุปาทาน. ในพระบาลีบางแห่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสสิ่งที่ควรละ คือสมุทัยนี้ไว้ โดยบทสั้น ๆ อีก ๒ บทว่า อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ - อวิชชาด้วย ภวตัณหาด้วย นี้คือ ธรรมที่ควรละ คือทุกขสมุทัย นั่นเอง. ในอุปริปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย ก็ มีคำ ตรัสอย่างนี้ ของพระพุทธเจ้าเอง แล้วเรื่องมันก็อย่างเดียวกันอีกแหละ : อวิชชาด้วย ภวตัณหาด้วย นี้เป็นทุกขสมุทัย. อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันชัดเจนอยู่แล้ว ตามหลักแห่งปฏิจจ- สมุปบาท ; แต่ที่พูดว่า ภวตณฺหา จ - ภวตัณหา ด้วย นี้ก็เพราะว่า ต้องเป็น อวิชชาที่ปรุงแต่งกันมา จนมาปรากฏเป็นตัณหา ในความเป็นอย่างใดอย่าง หนึ่ง. ตัณหาในภพอย่างใดอย่างหนึ่ง : ตัณหาในกามภพก็ได้, ตัณหาใน รูปภพก็ได้, ตัณหาในอรูปภพก็ได้ ; ตัณหาในความเป็น ในภพอย่างใด อย่างหนึ่งด้วย ที่มาจากอวิชชานั้น นั่นแหละคือธรรมที่ควรละเสีย ในฐานะ ที่เป็นสมุทัยแห่งทุกข์. นี่ก็ต่างกันแต่ตัวหนังสือ ใจความส่วนลึกก็อย่างเดียวกัน อีก. ทีนี้ก็มีที่น่าสนใจอยู่อีกอันหนึ่ง คือ คัมภีร์สุตตนิบาต ที่ถือกันว่าเป็น คัมภีร์เก่าแก่ ในบรรดาสุตันตปิฎกแล้ว คัมภีร์สุตตนิบาตถือว่าเก่าแก่ที่สุด ก็ แสดงเหตุให้เกิดทุกข์ ไว้น่าฟัง ; คล้าย ๆ กับว่าจะแยกออกไปให้มากเรื่องมาก

น.734 อย่าง ให้มันไปตรงกับความเข้าใจของคนคนหนึ่งได้อย่างหนึ่งเสมอไป. เช่น ถ้าพูดว่า อวิชชาฟังไม่ถูก ก็พูดว่าสังขาร ว่าวิญญาณ อะไรไปตามเรื่อง จนมัน ฟังถูกเข้าอย่างหนึ่งแหละ. นี้จึงแสดง สมุทัย แดนที่ให้เกิดความทุกข์นี้ตั้ง ๑๑ อย่าง แล้วแต่ง ไว้เป็นคำที่ไพเราะ ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ - ทุกข์ชนิดใด ๆ เกิดขึ้น ; สพฺพํ อุปธิปจฺจยา - ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีอุปธิเป็นปัจจัย ; อุปธิ นี้ก็คือ อุปาทาน. อุปธิ แปลว่า เข้าไปทรงไว้ คือ เข้าไปแบกไว้ , มุดหัวเข้าไปข้างใต้แล้วก็แบกไว้ ทูนไว้ ทรงไว้ นี้ก็เรียกว่าอุปธิ. อาการแห่งอุปธิ ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่เข้าไปทรงไว้ เข้าไปแบกไว้ข้างใต้วัตถุหรืออารมณ์ ที่กิเลสมันต้องการ ก็คือที่แบกของหนัก, คำว่า อุปธิ แปลว่า ของหนัก หรือการแบกของหนัก เช่น แบกบุญ บ้าบุญ อย่างนี้ ก็เรียกว่าแบกของหนัก แล้วก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน เพราะมันทำผิดด้วยอวิชชา. อย่างที่ ๑. ระบุไปยังอุปธิ เพราะอุปธิเป็นปัจจัย ความทุกข์จึง เกิดขึ้น. นี้ความหมายอย่างเดียวกับว่า อุปาทานเป็นตัวทุกข์ หรือเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์. อย่างที่ ๒. อวิชชาเป็นปัจจัย มันก็ความไม่รู้ ปราศจากความรู้ ซึ่งเป็นเหตุให้ไปแบกนั่นเอง เมื่อไม่ชี้ที่ความแบก ก็ไปชี้ที่ความโง่ ที่ทำให้แบก มันก็ถูกอีกนั่นแหละ. อย่างที่ ๓. เรียกว่า สังขารเป็นปัจจัย นี่สภาพปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ให้เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอะไรก็ได้, ปรุงแต่งให้เกิดความยึดมั่น

น.735 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๗๙ ถือมั่นในบุญในบาป ในอเนญชาอะไรก็ได้. นี่เรียกว่าสังขารทั้งนั้น เพราะมี สังขารการปรุงแต่ง ความทุกข์มันก็เกิดขึ้น. อย่างที่ ๔. เรียกว่า ผัสสะ เมื่อ มีผัสสะเป็นปัจจัย ความทุกข์ก็เกิด ขึ้น. ในที่นี้หมายถึง อวิชชาสัมผัส คือผัสสะด้วยอวิชชา : ตากับรูปกระทบ กันแล้ว, หรือว่าหูกับเสียงกระทบกันแล้วก็ตามนี้ แล้วก็มีอวิชชา คือเผลอสติ ก็เป็นอวิชชาสัมผัส. สัมผัสชนิดนี้ก็ทำให้เกิดทุกข์แน่นอน เพราะมันทำให้ เกิดเวทนา ที่มาจากอวิชชา แล้วเกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดทุกข์. อันถัดไป อย่างที่ ๕. ก็เรียกว่า วิญญาณเป็นปัจจัย ให้เกิดทุกข์ ; อย่างนี้คล้าย ๆ จะพูดให้กว้างให้เอาเปรียบไว้. ถ้าอย่ามีความรู้สึกที่เป็นวิญญาณ เสียอย่างเดียว เรื่องต่าง ๆ มันก็ไม่มี ; ฉะนั้นการปรุงแต่งหรืออะไรก็ตาม มันมี เพราะว่ามันมีวิญญาณธาตุ ที่เกิดขึ้นสำหรับรู้แจ้งทางตา รู้แจ้งทางหู รู้แจ้งทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. ถ้าสิ่งสิ่งนี้อย่ามีเสียอย่างเดียว สิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์มันเกิดไม่ได้. นี่เป็นคำพูดที่เรียกว่าเอาเปรียบ หรือว่าไม่มีทางผิด, กำปั้นทุบดิน. อันถัดไป อย่างที่ ๖. ระบุไปยัง เวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดทุกข์ นี้ เวทนาจะเป็นสุข หรือ ทุกข์ หรือ อุเบกขา ก็ตาม ที่อวิชชาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ; อวิชชาเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เมื่อเป็นผัสสะ ; ออกมาเป็นเวทนา ก็เป็น เวทนา ที่มาจากสัมผัสด้วยอวิชชา เวทนาที่มาจากการสัมผัสด้วยอำนาจแห่งอวิชชา นี้ ก็เรียกว่า อวิชชาสัมผัสสชาเวทนา. เวทนาที่เกิดมาจากอวิชชาสัมผัสนี่ เวทนา นี้ให้เกิดทุกข์ นี้ก็เห็นชัดแล้ว.

น.736 อันถัดไป อย่างที่ ๗. ระบุ ตัณหา. นี่ไม่ต้องอธิบาย ในที่ไหน ๆ ก็ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. อันถัดไป อย่างที่ ๘. ก็ระบุ อุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่น นี้ก็รู้ อยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย อันถัดไป อย่างที่ ๙. ระบุ อารัมภะ. อารัมภะ แปลว่า ความปรารภ ปรารมภ์ ก็มีจิตใจปรารภปรารมภ์ หรือ หวัง นั่นแหละ ; จะเรียกว่า อาสา ก็ได้, จะเรียก อารัมภะ ก็ได้; ปรารมภ์ใจในสิ่งใด ความทุกข์ก็เกิดขึ้น จากความปรารมภ์นั้น. เพราะว่าคำว่า ปรารมภ์ นี้ มัน ทำไปด้วยความโง่ หรืออวิชชา ; ถ้าฉลาดไม่ต้องไปมัวปรารภปรารมภ์อะไรให้เสียเวลา ทีนี้ถัดไป อย่างที่ ๑๐. ระบุ อาหาร : กวฬิงการาหาร - อาหารคือ คำข้าว, ผัสสาหาร - อาหารคือผัสสะ, - มโนสัญเจตนาหาร, วิญญาณาหาร นี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า อาหาร นั้น มัน เป็น สิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งอื่นเสมอ . อาหาร คำข้าว ทำให้เกิดอะไรที่เป็นผลออกมา ; เช่นว่า เรามีเนื้อหนังอะไรอยู่ได้เพราะ เรากินข้าว. ผัสสาหาร ก็ทำให้ เกิดวิญญาณเวทนา. มโนสัญญเจตนาหาร - ความ คิดนึกก็ทำให้เกิดกรรม : มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม. วิญญาณาหาร ก็ให้เ กิดทุกอย่างที่มันจะออกมาจากวิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อาหารทั้ง ๔ นี้ เป็นแดนเกิดแห่งความทุกข์ ; ก็ถูกที่สุดแล้ว!" แต่เราก็ รักอาหาร ละโมบอาหาร หาเงินมาเพื่อซื้ออาหาร. ให้ดูให้ดีว่าควรจะทำกัน อย่างไร ? หรือเท่าไร ?

น.737 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๘๑ และอันสุดท้ายคืออย่างที่ ๑๑ นี้ ระบุเป็น อิญชิตา - ความหวั่นไหว. กิเลสที่เป็นเหตุให้หวั่นไหว คือทำให้วิตกกังวล ให้สงบใจอยู่ไม่ได้ ความ สะดุ้ง ความหวั่นไหว ความหวาดเสียว ความนึ่งอยู่ไม่ได้นี่ ก็หมายถึงกิเลส ; แล้วก็มีมูลมาจากอวิชชา เราจึงหวั่นไหว. แม้ที่สุดแต่เราสงสัย ; ความสงสัย ก็ทำให้เราเป็นทุกข์. คำว่า อิญชิตา แปลว่า ความหวั่นไหว นี้ เล็งไปถึงสิ่ง มากมาย ความหมายกว้าง ก็คือ กิเลสที่เป็นเหตุให้สงบอยู่ไม่ได้. ทีนี้เราส่วนใหญ่ไปคิดดูให้ดี นอนหลับก็ก่ายหน้าผาก วิตกกังวล ลังเล สงสัย ไม่แน่ใจในความปลอดภัยของชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สมบัติอะไรต่าง ๆ ; นี้ก็เรียกว่า อิญชิตา คือ ความหวั่นไหว. บางทีอันนี้แหละจะรบกวนมากที่สุด เรามีเงิน มีบ้าน มีเรือน มีลูก มีเมีย มีอะไรทุกอย่างอยู่แล้ว ; แต่พอค่ำลงก็ นอนก่ายหน้าผาก ก็ ลังเล สงสัย วิตก อาลัยไปในสิ่งต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์ ทั้งนั้น นี่ถึง ๑๑ อย่างด้วยกัน มีระบุไว้ในคัมภีร์สุตตนิบาต ในลักษณะที่ เป็นพุทธภาษิต หรือครึ่งพุทธภาษิต คือที่ผู้อื่นกล่าว แล้วก็พระพุทธเจ้า ท่านรับรอง. นี้เราไม่ต้องเชื่ออย่างนั้นหรอก. เรามองเห็นชัดอยู่ก็แล้วกัน ว่า อุปธิ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อวิชชา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ความปรุงแต่ง เป็น เหตุให้เกิดทุกข์, ผัสสะด้วยความโง่ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, วิญญาณ เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์, เวทนา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อุปา ทาน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อารัมภะ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อาหาร เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์, อิญชิตา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; ตั้ง ๑๑ อย่าง.

น.738 ทีนี้ ไม่เอาเปรียบกันแล้ว พูดกันตรงๆ ในสูตรปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ว่า ความทุกข์เกิดมาจากอะไร ? ที่ใกล้ชิดที่สุด แล้วก็สวดกันได้อยู่แล้ว ว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ทุกฺขา - เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ; นี้ก็มีบาลีชัด แล้วก็มากมาย หลายสิบแห่งหลายร้อยแห่ง มารวมอยู่ที่คำว่าชาติ คือ ความเกิด. ความเกิดนี้ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ล้วน ๆ จะหมายถึงความเกิดจากท้องแม่ด้วยก็ได้ แต่ต้องไป ยึดถือเอาความเกิดนั้น มาเป็นความเกิดของกู อีกทีหนึ่ง มัน จึงจะ เป็นความเกิดที่เป็นทุกข์. แต่โดยปกติแล้ว หมายถึงความเกิดขึ้น แห่งความรู้สึกว่าตัวกู ; เมื่อใดเกิดตัณหา คือ ความอยาก เมื่อนั้นจะเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูผู้อยาก ; นั่นแหละคือ ความเกิดที่เป็นตัวทุกข์ และแน่นอนที่สุด แล้วก็ทันที. เมื่อใด เราอยากอะไร เราก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูมันอยาก มันจะเอาให้ได้ มันจะกิน ให้ได้ มันจะตีให้ได้ มันจะฆ่าเขาให้ได้นี้ นั้นเรียกว่า เกิดชา-ติ หรือ เกิด ตัวกู ที่เกิดมาจากความอยาก คือตัณหา ; ก็เรียกว่าอุปาทาน ว่าตน ว่าของตน ได้เกิดขึ้นแล้ว ; นี้คือความเกิดในที่นี้. การเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที หมายถึงความเกิดอย่างนี้ ; วันหนึ่งเกิดได้หลายหนหลายสิบหน เกิดทุกทีเป็น ทุกข์ทุกทีคือความเกิดอย่างนี้. หรือจะไปถือเอาความเกิดจากท้องแม่มารวมไว้ด้วยก็ได้ : มันถือเอา ความเกิดของเรา ; เราเกิดอยู่ชาติหนึ่งกว่าจะตายนี้ ก็เรียกว่าเกิดมาชาติหนึ่ง เกิดมาจากท้องแม่ เป็นการเกิดของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ. เรามีวิตก กังวลในสิ่งนี้ตลอดเวลา ก็เรียกว่า เพราะยึดถือความเกิดนี้ว่าเป็นความเกิด ของเรา เราจึงมีความทุกข์.

น.739 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๘๓ เอากันสั้น ๆ ตรง ๆ อย่างนี้ก็ได้ : เมื่อไรเกิดตัวกู เมื่อนั้นเป็น ความทุกข์, เมื่อไรเกิดของกู เมื่อนั้นเป็นความทุกข์. ฉะนั้น อย่าให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา เป็น ความรู้สึกว่าตัวกู ว่า ของกู เถอะ มันก็ ไม่มีความทุกข์ ; จะทำอะไรก็ทำไปด้วยจิตที่ว่างจากตัวกู - ของกูนี้ มีแต่สติปัญญาเต็มอยู่ ก็ทำอะไรได้ดี. งานนั้นทำได้ดีมีผลดี แล้วก็ รู้สึกเป็นสุขด้วยสนุกด้วย เป็นการทำงานที่ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการด้วย แล้ว ยังเป็นสุขด้วย ยังสนุกด้วย ; ควรจะศึกษาอย่างยิ่ง. นี้เรียกว่า ชาติคือ ความเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกว่าตัวตน ว่าของตน นี้เป็น เหตุให้เกิดทุกข์ โดยตรง. นี่พูดมาทั้งหมดนี้ มันก็ล้วนแต่แสดงในข้อที่ว่า เหตุให้เกิดทุกข์ต้อง เป็นอย่างนี้ ; เหตุให้เกิดทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, อย่างนี้, เป็นอย่างอื่นไม่ได้. แม้เราจะใช้คำพูดให้มาก ให้แปลกออกไป มันก็มีอยู่ที่ความหมายเดียวกันว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา หรือ อุปาทานที่มาจากตัณหานี้ เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์ ; จะระบุตัณหาก็ได้, ระบุอุปาทานก็ได้, ระบุอวิชชาก็ได้, ระบุ ชาติก็ได้. เอาปรากฏการณ์ชัด ๆ ง่าย ๆ ซึ่งหน้าก็แล้วกัน : คำว่า ชาติ นั่นแหละ เป็น เหตุให้เกิดทุกข์ ; แต่โดยทั่วไปใช้คำว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. มันได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นเครือเดียวกันมา : อวิชชาเรื่อยมาจนถึงเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ แล้วก็เกิดทุกข์. ทุกข์ต้องเป็นสิ่งที่มีเหตุอย่างนี้ ; นี้คือ กฎที่ตายตัว ว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ของอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ ใน ฐานะเป็นไกวัลยธรรม

น.740 ตัณหาคือเหตุให้เกิดทุกข์ ที่นี้ ทำให้มันดับ ไม่มีเศษเหลือ, สละ ปล่อยออกไป, พ้นออกไป, ไม่เหลือไว้เป็นอาลัยเยื่อใย, นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ. อธิบายไว้ในที่อื่นมีมากแล้ว ก็จะพูดถึงข้อต่อไป อย่างในข้อที่เกี่ยวกับทุกขสมุทัย. อย่างที่ว่า พระสารีบุตรได้ยกเอาทุกขนิโรธ ; เพราะว่า การนำออก เสียได้ซึ่งฉันทราคะ, เพราะการละเสียได้ซึ่งฉันทราคะ ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหละเป็นทุกขนิโรธ. ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ เป็นทุกขสมุทัย เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์. ที่นี้ ฉนฺทราควินโย - นำออกเสียได้ซึ่งฉันทราคะ คือ นำออกเสีย ได้ซึ่งความกำหนัดเพราะความพอใจ การละเสียได้ซึ่งความกำหนัดเพราะความพอใจ ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ใด นั้นคือทุกขนิโรธ ; นี้ตรงกันข้ามกับที่พูดมาแล้ว เมื่อตะกี้นี้. สิ่งที่จะต้องรู้ให้ชัดเจนหน่อย ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ฉนฺทราควินโย. เดี๋ยวนี้เราไม่วินโย คือไม่นำออก ; มีแต่นำเข้า ซึ่งความพอใจ ด้วยความ พอใจ ด้วยความกำหนัดนี้ ในขันธ์ทั้งหลายทั้ง ๕ อยู่เรื่อยไป. ถ้าเป็นอยู่ด้วย การนำออกเสียซึ่งฉันทราคะ อย่างนี้ ก็เรียกว่า เป็นอยู่ชอบตลอดเวลา ; เดี๋ยวนี้มันไม่มีการนำออก มันก็เป็นความทุกข์, ถ้านำออก ก็เป็นความดับทุกข์ ทีนี้ ข้อต่อไป คือ บาลีที่เรียกว่า ภารนิเขปนํ สุขํ บทที่เราสวดกัน ภาราหเว ปญฺจกฺขนฺธา, ภารหาโร จ ปุคฺคโล, ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก, ภารนิเขปนํ สุขํ ; ภารนิเขปนํ สุขํ นั่นแหละคือทุกขนิโรธ. การซัดออกไปเสียซึ่ง ของหนัก ; เมื่อตะกี้หิ้วมาซึ่งของหนัก เป็นทุกขสมุทัย. ทีนี้ นิเขปนํ คือ ซัด โยนไปเสียซึ่งของหนัก ก็ เป็นทุกขนิโรธ.

น.741 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๘๗ ทีนี้อธิบายคำเหล่านี้ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอง ถือตามตัวหนังสือในพระบาลีนั้น. พ ระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายเองว่า ที่เรียกว่า ภารนิเขปนํ - ซัดไปเสียซึ่งของหนักนั้นคืออะไรเล่า ? มันก็คือ โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย ที่เราสวดอยู่ ทุกวัน นั่นแหละคือการซัดไปเสียซึ่งของหนัก ทีนี้ก็ไปถึง ข้อความในสุตตนิบาต ๑๑ อย่าง ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; เดี๋ยวนี้ก็ตรงกันข้าม คือว่า ดับเสียซึ่งอุปธิ ซึ่ง อวิชชา ซึ่ง สังขาร ซึ่ง ผัสสะ ซึ่ง วิญญาณ ซึ่ง เวทนา ซึ่ง ตัณหา ซึ่ง อุปาทาน ซึ่ง อารัมภะ ซึ่ง อาหาร ซึ่ง อิญชิตา ทั้งหมดแล้ว มันก็เป็นความดับแห่งความทุกข์ ; ไม่มีกิเลสเป็นเหตุ ให้หวั่นไหวในทางจิตใจ, นอนสบายดี. แล้ว ในสฬายตนวิภังคสูตร ก็ตรัสระบุธรรมที่ควรทำให้แจ้งว่า วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ - วิชชาด้วย วิมุตติด้วย นั่นแหละเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง. ในหน้าที่ ของ ทุกขนิโรธ คือ หมายถึงการดับตัณหา ; เพราะว่าถ้ามีวิชชามา มันก็ดับ ตัณหา ; ถ้ามีวิมุตติมา ก็หมายความว่าพ้นจากตัณหาแล้ว ก็เรียกว่าทุกขนิโรธ ได้. ตัวหนังสือต่างกัน ความหมายเหมือนกัน. นี่เป็น กฎที่แสดงว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้ : ตถา - ต้องเป็นอย่างนี้, อวิตถา - ความ ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนี้, อนัญญา ความไม่เป็นไปโดยความเป็นประการอื่น. นี่คือกฎของอริยสัจจ์ข้อที่ ๓. . . . . . . . . . . . . . . . .

น.742 ดูทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ อันเป็นกฎข้อที่สี่. ทีนี้ก็มาถึง อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์. อริยสัจจ์คือข้อปฏิบัติ ยังสัตว์ให้เข้าถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ที่เป็นหญ้าปากคอกก็คือ อยเมว อริโย อฏฺฐงคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ; ที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว จนไม่ต้องอธิบาย สวดกันได้ ทุกคน. แต่ มีความหมายที่ยังเร้นลับ อยู่บ้าง ตรงที่มักจะ พูดกันว่า มรรค แปด นี้มันผิด ; เพราะ มรรค มัน เดียว แต่มัน มีองค์แปด มีส่วนประกอบ แปด. ในที่นี้ เป็นความถูกต้องของการกระทำ ๘ ประการ : ความคิดเห็น ก็ถูกต้อง ความปรารถนา ใฝ่ฝันก็ถูกต้อง การพูดจา ก็ถูกต้อง การทำการงาน ก็ ถูกต้อง การเลี้ยงชีวิต ก็ถูกต้อง ความพากเพียร ก็ถูกต้อง ความระลึกอยู่ในใจ ก็ถูกต้อง สมาธิแห่งใจ ก็ถูกต้อง; เป็น ๘ ถูกต้อง ; รวมกันแล้วเรียกว่า ทางอันเดียว เพื่อจะดับทุกข์ไปนิพพานถึงนิพพานได้. รายละเอียดก็มีมาก ไปศึกษาเอาเอง. ทีนี้จะยกบทอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยจะชินการได้ยินได้ฟังมา ก็ ในสฬายตน- วิภังคสูตร อีก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมที่ควรจะเจริญทำให้มาก ภาเวตัพพธรรม นั้นคือ สมโถ จ วิปสฺสนา จ, ก็หมายความว่า ในสูตรนี้ การที่จะ ตรัสถึงอริย-

น.743 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๘๙ มรรคมีองค์แปด ท่านไป ระบุสมถะและวิปัสสนา ว่า เป็นข้อปฏิบัติทำสัตว์ให้ ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. สมถะ คือ ทำความสงบทางจิตใจ ; วิปัสสนา - ทำความเห็นแจ้งใน ทางสติปัญญา, เห็นแจ้งโดยสติปัญญา : เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เห็น ปฏิจจสมุปบาท, เห็นทุกอย่าง ก็ต้องเห็นอริยสัจจ์นี้; นี่วิปัสสนาเป็นอย่างนี้. พอเห็นแจ้งแล้วก็หมดอวิชชา; ถ้าเห็นแจ้งจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเพียงคิด ๆ นึก ๆ เอา. ต้องเห็นแจ้งจริง ๆ ก็หมดอวิชชา; หมดอวิชชาแล้วก็ไม่มีทางที่จะมีตัณหา หรือ อุปาทาน ; ฉะนั้นจึง เป็นเหตุปัจจัยให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทีนี้เอาสมถะเข้ามาใส่ไว้ข้างหน้า ก็เพราะว่า เพื่อให้วิปัสสนา นี้มัน เป็นไปเต็มที่ ก็ ต้องมีสมถะ ; แล้วคำว่า สมถะ นี้ จะต้องรวมศีลเข้าไว้ด้วย. การพยายามสำรวมระวังทำให้เกิดความสงบนี้เป็นทั้งศีลเป็นทั้งสมาธิ. เดี๋ยวบางคนจะถามว่า นี่ศีลหายไปไหน ? เหลือแต่สมถะกับวิปัสสนา. วิปัสสนาคือปัญญา ; ส่วน สมถะ นั้น คือ ศีลและสมาธิ. สงบทางกาย วาจา ก็เป็นศีล, สงบทางจิตก็เป็นสมาธิ. แต่ที่ถูกต้องยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือว่า การตั้งอก ตั้งใจสำรวมระวังลงไป เพื่อให้เกิดอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งนี้เป็นศีล; คือมัน ทำให้สงบรำงับลงไป ด้วยการสำรวมระวัง ความสำรวมนั้นเองเป็นศีล. ฉะนั้น ถ้า ทำสมาธิเมื่อไร มีศีลอยู่ด้วยเมื่อนั้น ; ศีลจะถูกลากมา เมื่อตั้งอกตั้งใจ ทำอะไรอย่างจริงจัง ที่เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร. จะตั้งใจทำ สมถะก็ได้ ทำวิปัสสนาก็ได้ ศีลจะผนวกอยู่ในความตั้งใจ ที่จะกระทำอย่าง

น.744 สุดกำลัง ; เรียกว่า ความสังวรความสำรวม ให้มันอยู่ที่นั่น เป็นศีล; หรือจะ เล็งถึงเจตนา ที่ตั้งใจจะทำอย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นศีลได้ ฉะนั้นในสูตร สูตรนี้พระองค์จึงตรัสแต่เพียงว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ ; สองอย่างนี้ เป็นภาเว- ตัพพธรรม คือ ข้อปฏิบัติทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. เอ้า, ทีนี้กำหนดคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา" กันให้ดี ๆ อริยมรรคมี องค์ ๘ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปโดย สายกลาง . นี้เรียกว่ามรรคได้ทั้งนั้น เพราะว่าอริยอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ นั้น ก็เป็นสายกลาง คือไม่เอียงไปทางต่ำ ไม่เอียงไปทางสูง ไม่เอียงไปทางซ้าย ไม่เอียงไปทางขวา ; คือ ไม่เอียงไปทางกามสุขัลลิกานุโยค , ไม่เอียงไปทาง อัตตกิลมถานุโยค มัน อยู่ตรงกลาง ; ดังนั้น อัฏฐังคิกมรรค นั้น จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้โดยทำนองที่มันกลับกัน ถ้า สิ่งใดมันอยู่ตรงกลาง ไม่เอียงไป ทางไหน อันนั้นเป็นอริยอัฏฐังคิกมรรค ได้ทั้งนั้น. ขอให้สังเกตดู. . . . . . . . . . . . . . . . . ดู โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้ อะไรที่จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ? ก็ มีระบุไว้ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ตอนปฏิจจสัตตกนิบาต ว่า โพธิปักชิยธรรม แต่ละอย่าง ๆ ทั้ง ๓๗ อย่าง แต่ ละอย่าง ๆ นั้นเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. นี้มีแปลกที่ว่าเรามักจะจัดโพธิปักขิยธรรม

น.745 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๙๑ เป็นหมวดเป็นกลุ่ม แล้วจึงจะทำอะไรได้ ; แต่ในพระบาลีท่านถือว่า อย่างเดียว มันก็เป็น เป็นโพธิปักขิยธรรม เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องเข้าหมวดเข้ากลุ่มอย่าง ที่ว่า สติปัฏฐาน ๔ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ อย่างนั้น ; ไม่ได้แยกอย่างนั้น. ในที่นี้ท่านระบุ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อย่างนั้น แต่ละอย่าง ๆๆ มัน เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลาง. กลางของอะไร ? ในสูตรนั้นท่าน ระบุ ว่า มัน ไม่เป็นไปเพื่ออาคาฬหปฏิปทา คือ เปียกชุ่ม และ ไม่เป็นไปเพื่อนิชณาม- ปฏิปทา คือ ไหม้เกรียม . เปียกชุ่มนั้นคือกาม, ไหม้เกรียมนั้นคืออัตตกิลมถา- นุโยค. มีคำใช้อย่างอื่นว่า อาคาฬหปฏิปทา - ปฏิปทาที่ดำจุ่มลงไปในของเปียก, นิชฌามปฏิปทา ปฏิปทาที่มันแห้งไหม้เกรียมอยู่ในของที่เผาให้ร้อน ; ถ้ามัน ไม่เอียงไปทั้ง ๒ อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. เพราะฉะนั้น โพธิ- ปักขิยธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะ ๓๗ อย่าง หรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่ละอย่าง ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทาทั้งนั้น เป็นทางให้เข้าไปถึงความดับทุกข์ทั้งนั้น. มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า ธรรมะ นี้มันแปลก มัน เป็นอย่างเดียว ไม่ได้ มันเนื่องถึงกันในภายในหรือว่าส่วนลึก ; มันไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมา อย่างเดียวได้ เพราะว่าเป็นสังขตธรรม คืออาศัยเหตุปัจจัยข้างล่าง แล้วจะมีผล ข้างหน้างอกออกไป โดยที่บังคับไว้ไม่ได้ มันเลย สัมพันธ์กันมาก . ฉะนั้น ธรรมข้อเดียวกลายเป็นธรรมะหลายข้อขึ้นมา; ดังนั้นจึงพอที่จะเป็นโพธิ- ปักบิยธรรมก็ได้, หรือพอที่จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทาก็ได้. นี้เรียกว่า มัชฌิมา- ปฏิปทาคือโพธิปักขิยธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรมคือมัชฌิมาปฏิปทา. . . . . . . . . . . . . . . . .

น.746 ดู ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้ ปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ; เพราะว่า ปฏิจจสมุปบาทมีกฎเกณฑ์ว่า เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น นี่คืออยู่ตรงกลาง ; ไม่พูดว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ. ตายแล้วเกิดก็ผิด, ตายแล้วสูญก็ผิด; แต่ถ้าพูดว่าเพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น นี้คือถูก. นี้คือมัชฌิมาปฏิปทา มันอยู่ตรงกลาง ; ไม่พูดว่ามี และก็ไม่พูด ว่าไม่มี. จะให้ยืนยันว่ามีก็ไม่เอา, จะให้ยืนยันว่าไม่มีก็ไม่เอา ; เอาอยู่ตรง กลางว่า ถ้ามีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จะเกิดขึ้น, ถ้าไม่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จะ ไม่เกิดขึ้น ; เพราะเกิดขึ้นแห่งปัจจัย จึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะดับไปแห่งปัจจัย จึงมีการดับลงแห่งสิ่งนี้ . นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เอียง ไปในทางอัตถิตา ว่ามีอยู่ ; ไม่เอียงไปในทางนัตถิตา ว่ามิได้มีอยู่. นี่คือ ไม่เอียงไปในทางที่ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ. ที่ลึกไปกว่านั้น ก็คือว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ ไม่เอียง ไปในทางที่ว่า เป็นตัวกู หรือเป็นผู้อื่น. บางทีมีปัญหาเกิดขึ้นว่า นี้ใครทำ ? ตัวกูทำหรือ ผู้อื่นทำ ; แม้แต่กรรมนี้ก็ยังว่ามีตัวกูทำ, มีผู้อื่นทำ, นี้มันผิดทั้ง ๒ อย่าง. มัน ไ ม่มีตัวกู มัน มีแต่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; ฉะนั้นจะพูด ว่าตัวเองก็ไม่ถูก จะพูดว่าผู้อื่นก็ไม่ถูก. พูดว่าเพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; เพราะฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทนี้จึงเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. หรือจะพูดว่า อันนั้นหรืออันอื่น : จะพูดว่าคนนั้นหรือคนอื่น, คนนั้นตายไปเกิดหรือคนอื่นตายไปเกิด, หรือว่าตายไปเกิดเป็นคนนั้น, หรือตาย

น.747 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ไปเกิดเป็นคนอื่น ; อย่างนี้ไม่เอาทั้งนั้น คือมันสุดเหวี่ยงข้างใดข้างหนึ่งทั้งนั้น ไม่ใช่ปฏิจจสมุปบาท. ฉะนั้นอย่าไปพูดว่า ตายแล้วไปเกิดเป็นคนนั้นอีก, หรือตายแล้วไปเกิดเป็นคนอื่น นี่มันผิดทั้งนั้น ; เพราะว่ามันไม่ได้มีคน. พูดแต่ตามปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. รู้เห็นตามที่เป็นอยู่จริงของธาตุที่อาศัยกัน เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้ที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อไปอีก คือใน สูตรที่มีอยู่ในอุปริปัณณาสก์- มัชฌิมนิกาย ที่ดีมาก ชื่อว่าเราจะมีมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยอัฏฐังคิกมรรค อย่างแท้จริงอย่างสูงสุด ได้อย่างไร ? เราจะเป็นอยู่โดยวิธีอย่างไร ? แล้วชีวิตนั้น หรือการเป็นอยู่นั้น จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา หรือเป็นอริยอัฏฐังคิกมรรคได้. นี่มีเขียนข้อความไว้ชัด มันยืดยาว จะเอามาแต่ใจความว่า เป็นผู้รู้เห็นอยู่ตาม ที่เป็นจริง ต่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ; รู้เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งห้านี้ จนไม่มีฉันทราคะ ในธรรมเหล่านั้น และ เห็นโดยความเป็นโทษอยู่ (- อาทีนวทสฺสาวี). นี้พูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว คงจะลืมกันเสียบ้างแล้ว เลือนกันเสียบ้างแล้ว ก็ขอโอกาสทบทวนอีกสักนิด หนึ่งว่า :- เรื่องที่ ๑ คือ อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ เรียก อายตนะภายใน. แล้ว เรื่องที่ ๒ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ได้อาศัยกันแล้ว ก็เกิด เรื่องที่ ๓ คือ วิญญาณ ขึ้นมา :

น.748 วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก เป็นต้น นี้คือเรื่องที่ ๓ คือ วิญญาณ. หลังจากวิญญาณก็เกิด เรื่องที่ ๔ คือ ผัสสะ. ความประจวบแห่ง ธรรม ๓ ประการ เรียกว่าผัสสะ. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ซึ่ง เป็นเรื่องที่ ๕. นี่ก็เคยสอนให้จำให้ท่องอย่างยิ่งว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูป ท. ด้วย ย่อมเกิดจักษุวิญญาณ ; ติณฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส - ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการนี้เรียกว่า ผัสสะ ; ผสฺสปจฺจยา เวทนา - เพราะผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เท่านี้เอง ไม่มากกว่านี้ มีเวทนาเท่านั้นแหละ. ๑. อายตนะภายใน ๒. อายตนะภายนอก ๓. วิญญาณ ๔. ผัสสะ แล้วก็ ๕. เวทนา. อายตนะภายใน อายตนะภายนอก แล้วก็วิญญาณ แล้วก็ ผัสสะ แล้วก็เวทนา ; ๕ อย่าง ๕ หัวข้อ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ใช่ไหม ? นี่เพราะว่า มักง่ายเลินเล่อ ไม่รู้ว่าไกวัลยธรรมอยู่ที่ไหน. มันอยู่ในชีวิตประจำวันของคน คนหนึ่งนี้. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ข้างใน ; รออยู่จนกว่าจะมีอารมณ์ ข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เข้ามา อาศัยกันจึงจะเกิดวิญญาณ ขึ้น; ไม่ใช่มันมีวิญญาณอยู่ตลอดเวลา. แล้วทั้ง ๓ ประการนี้พบกัน คือ อายตนะภายในอายตนะภายนอก และ วิญญาณพบกัน นี้เรียกว่า ผัสสะ; เรา ก็ต้องรู้ว่าผัสสะมันเกิดเมื่อไร ; แล้ว จากผัสสะก็ต้องเกิดเวทนา.

น.749 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๙๕ ถ้าผัสสะนั้นผัสสะไปด้วยความโง่ มันก็เป็นเวทนาแห่งความโง่; ถ้า ผัสสะนั้นมันทำไปด้วยสติปัญญา หรือวิชชา ก็เป็นเวทนาแห่งความฉลาด. เวทนาแห่งความโง่ ให้เกิดตัณหาอุปาทานแล้วเป็นทุกข์ ; ส่วนเวทนาแห่ง ความเฉลียวฉลาด ก็กลายเป็นเรื่องการศึกษาไป ให้ฉลาดยิ่งขึ้น. เดี๋ยวนี้ทรงสอนให้ระวัง ๕ อย่างนั้น ให้รู้จักมันให้ดี ชานํ ปสฺสํ แปลว่า รู้อยู่เห็นอยู่ ยถาภูตํ - ตามที่เป็นจริง แล้วก็ ในอายตนะภายนอก อายตนะ ภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา จนไม่เกิดฉันทราคะ ในสิ่งเหล่านี้; ไม่ยึดถือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าของกู, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ว่าของกู, หรือผัสสะของกู วิญญาณของกู เวทนาของกู, อย่างนี้แหละเรียกว่า ไม่มีฉันทราคะในธรรมทั้ง ๕ ประการนั้น อาทีนวทสฺสาวี - เห็นอยู่ด้วยความ เป็นโทษ ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือผัสสะ หรือวิญญาณ หรือเวทนานี้มันเป็นอันตราย; เผลอนิดเดียวมัน ทำอันตรายคือเกิดทุกข์. รู้เห็นตามที่เป็นจริง ก็มีอัฏฐังคิกมรรคเต็มเปี่ยม. ถ้าเห็นอยู่อย่างนี้, เป็นอยู่อย่างนี้, ด้วยความรู้สึกอยู่อย่างนี้, อัฏฐัง- คิกมรรคย่อมจะเป็นอยู่โดยอัตโนมัติ. ฟังดูให้ดีซิ ถ้าเห็นอยู่รู้อยู่ อย่างนี้นะ อัฏฐังคิกมรรคจะเต็มเปี่ยมอยู่โดยอัตโนมัติ. เพราะเหตุใด ? ทรงอธิบายไว้ว่า เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ทิฏฐิของเขานั้น ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ. จริงไหม ? เมื่อเขาเป็นอยู่อย่างนี้ ใน ๕ อย่างนี้ เห็นอยู่

น.750 อย่างนี้ ทิฏฐิของเขานั้นย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ เห็นถูก เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. แล้ว สังกัปปะของเขา นั้น ย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ คือว่า เมื่อเห็น อยู่อย่างนี้ก็ไม่ใฝ่ฝันไปทางกามวิตก พยาบาท วิหิงสา ซิ ; มันกลับไปในทาง ตรงกันข้าม. แล้วเมื่อเขาเห็นอยู่อย่างนี้ วาจา การพูดจาของเขา จะเป็นสัมมาวาจา. คนที่เห็นธรรมะอยู่อย่างนี้ จะพูดมิจฉาวาจาได้อย่างไรเล่า ? มันเห็นอยู่อย่างนี้ มันพูดเท็จไม่ได้ มันพูดคำหยาบไม่ได้ มันพูดอะไรผิด ๆ ไม่ได้. การกระทำการงานของเขา ก็เป็นสัมมากัมมันโต ; การเลี้ยงชีวิต ของเขาก็จะเป็นสัมมาอาชีโว ; ความพากเพียรของเขา ก็เป็นสัมมาวายาโม ; สติของเขาก็เป็นสัมมาสติ ; สมาธิของเขาก็เป็นสัมมาสมาธิ ; เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคของเขาย่อมเต็มเปี่ยมอยู่. และ แสดงอานิสงส์อื่น ๆ อีกว่า ในขณะนั้นเขาละตัณหาได้, ใน ขณะนั้นเขาละความเดือดร้อน, ในขณะนั้นเขาเสวยความสุขทางใจ. นี่เป็นอยู่อย่างนี้ เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรคเต็มเปี่ยมอยู่ ; นั้นเรียกว่า เป็นอยู่โดยชอบชนิดที่จะทำให้โลกนี้ไม่ให้ว่างจากพระอรหันต์

น.751 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๙๗ มีอัฏฐังคิกมรรคเต็มเปี่ยมนั้นคือเป็นอยู่โดยชอบ ถ้าไปนึกถึง พระพุทธภาษิต ที่ว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นอยู่โดย ชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ; แล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อย่างไร เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ ? ก็คือเป็นอยู่อย่างนี้ : เป็นอยู่โดยรู้เท่าทัน อายตนะ ภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ และ เวทนา ๕ ประการนี้อยู่ตลอด เวลา: อย่างนี้คือ เป็นอยู่โดยชอบ ; เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ จะทำให้โลกนี้ ไม่ว่างจากพระอรหันต์. ฉะนั้นการ เป็นอยู่โดยชอบ นั่นแหละ คืออัฏฐังคิกมรรค หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ทำให้โลกนี้ไม่ให้ว่างจากพระอรหันต์ ในที่นี้เราเรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ที่จะยืนยันลงไปว่า หนทางปฏิบัติ ที่ทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้, ต้องเป็นอย่างนี้. ยืนกระต่ายขาเดียว ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้; นี่เรื่องของอริย- สัจจ์ข้อที่ ๔. .... .... .... .... กฎเรื่องจตุราริยสัจจ์เป็นไกวัลยธรรมตลอดกาล. นี้ก็ได้พูดมาแล้ว ว่า อริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้ มัน เป็นตถา คือ จะต้อง เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ; ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น ถ้าใคร ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพิ่งได้ยินได้ฟังครั้งแรกก็อย่าประหลาดใจ. อุตส่าห์จำไว้ด้วย

น.752 คำว่า ตถตา อวิตถตา อนัญญถตา ก็ดี, คำว่า ตถา ก็ดี อวิตถา ก็ดี อนัญญถา ก็ดี, อาจจะแปลกสำหรับคนบางคน ; แต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด; เป็นสิ่งที่ มีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูของสิ่งทั้งปวง. ที่เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นสังขารอะไร ก็ตาม มันมีสิ่งที่เรียกว่า ตถา อวิตถา อนัญญานั้นอยู่ เป็นไกวัลยธรรม ; แต่มันละเอียดเกินไป มองไม่เห็นแล้วจะไปโทษใคร. เดี๋ยวนี้มาตั้งต้นกันให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ดีกว่า ; นี้เราเรียกว่า จตุราริยสัจจ์ในฐานะที่เป็นกฎและเป็นไกวัลยธรรม หรือไกวัลยธรรมในฐานะ ที่เป็นกฎเรื่องจตุราริยสัจจ์ จะต้องเป็นอยู่ตลอดกาล; และจะต้องเป็นไปในที่ ทุกหนทุกแห่ง ถ้ามันมีสิ่งที่มีความรู้สึกได้ คือมีชีวิตและมีความรู้สึกได้ กฎเกณฑ์ อันนี้ต้องมี ในทุก ๆ อนุภาค ส่วนน้อยที่สุดที่จะแยก ๆ ออกไปได้ของสิ่งทั้งปวง. นี่ขอให้เข้าใจคำว่าไกวัลยธรรม. ขอให้เข้าใจขอบเขต ที่อยู่ใต้อำนาจ ของไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์. . . . . . . . . . . . . . . . . อริยสัจจ์ ๔ เป็นกฎที่เปลี่ยนไม่ได้ มีหลักฐานในพระบาลี. ทีนี้มีเรื่องที่จะพูดอีกเล็กน้อยต่อไปเสียให้จบ ซึ่งตามธรรมดาก็จะหยุดพูดแล้ว ; แต่ที่นี้มันยังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย จะไปพูดคราวอื่นมันก็ไม่เหมาะ ก็จะขอถือโอกาสพูด และขอร้อง ให้อดทนฟังต่อไปอีกหน่อย โดยคิดว่าอาตมาผู้พูดเหนื่อยกว่าผู้ฟัง. ถ้าผู้พูดพูดได้ ผู้พึ่งก็ควร จะทนได้ นี้อยากจะพูดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ให้มันเสร็จไปเสียในคราวเดียวกันคือ :-

น.753 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๑๙๙ เป็นกฎของจตุราริยสัจจ์ แผนกที่ปลีกย่อย หรือเป็นปกิณกะออกไป เป็นกฎของอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ตรัสไว้ชัดเจน แต่แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยจะสนใจ ไม่ค่อยจะเอื้อเฟื้อ อยู่ในพระบาลีมหาวารวรรคสังยุตตนิกาย แทบทั้งนั้นเลย. กฎชื่ออริยสัจจ์นี้ประหลาด ไปอยู่ใน บาลีสังยุตฺตนิกาย แล้วก็ ตอนมหาวารวรรค แทบทั้งนั้น มีตรัสไว้ว่า อริยสัจจ์ ๔ เป็นกฎที่เปลี่ยนไม่ได้. อริยสัจจ์ ๔ นี่มันเป็นกฎที่เปลี่ยนไม่ได้ เป็นตถา เป็นอวิตถา เป็นอนัญญถา. บทสวดที่พระสวดไปเมื่อตะกี้นี้ ก็เอามาจากพระบาลีนี้ จตฺตาริ มานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ - สิ่งที่เป็นอย่างนั้น ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นโดยประการอื่นนี้ ; ฉะนั้นแสดงว่าอริยสัจจ์ ๔ นี้ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป. ทีนี้ ในมหาวารวรรค นั่นแหละต่อไปอีกก็ : การพ้นทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจจ์นี้มีไม่ได้. ขอให้ช่วยฟังให้ดี ว่าการพ้นทุกข์ของใครก็ตาม โดยที่ไม่รู้อริยสัจจ์นั้น มันมีไม่ได้, มันเป็นไปไม่ได้. การที่จะพ้นทุกข์โดยไม่รู้เรื่องอริยสัจจ์นั้น มันเป็นไปไม่ได้; เพราะ ถ้าเขาพ้นทุกข์ เขา จะรู้จักความพ้นทุกข์ และ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์; แม้เขาจะเรียกไม่เป็น เขาจะพูดไม่เป็น เป็นคนบ้า เป็นคนใบ้ หรือว่าเป็นคนพูดภาษาอื่น ไม่เรียกอย่างนี้ หรือไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็ตามใจ; แต่เขา จะมีความรู้สึก รู้จัก มันดี ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ภาวะที่ไม่มีทุกข์เลยเป็นอย่างไร, ทำอย่างไรมันจึงมาถึงภาวะนี้, เขาจะรู้ ; เพราะฉะนั้น เขาจะต้องรู้สิ่งที่เรียกว่าอริยสัจจ์.

น.754 การพ้นทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจจ์ เป็นสิ่งที่มีไม่ได้; มันเหมือนกับคนที่พูดว่า ฉันไม่ต้องทำรากฐานของเสาของพื้นนี้ ฉันจะทำหลังคาบ้านได้. นี่ มันบ้าสักเท่าไร; มันเหมือนกับคนที่พูดว่า ฉันพ้นทุกข์ได้ โดยไม่ต้องรู้เรื่องอริยสัจจ์. ทีนี้ ในสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เพราะไม่รู้อริยสัจจ์นี่ ทั้งเราและทั้งเธอจึงต้องเวียนว่าย, เวียนว่ายในวัฏฏะ; เพราะไม่รู้อริยสัจจ์จึงเวียนว่ายในวัฏฏะ. วัฏฏะของลูกเด็ก ๆ ในฝ่ายศีลธรรม ก็คือตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, เข้าโลงแล้วเกิด เวียนว่ายไป นั้นก็อย่างหนึ่ง. ทีนี้ วัฏฏะของผู้มีสติปัญญา เห็นวัฏฏะที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือว่า ที่นี้และเดี๋ยวนี้มันมีวัฏฏะ : เราต้องการ - แล้ว เราทำตามต้องการ - แล้ว เราได้ผลมา ; แล้วยั่วให้เราต้องการอีก - แล้วเราก็ทำตามที่เราต้องการอีก - แล้วเราก็ได้ผลมา ; แล้วมันยั่วให้เราต้องการต่อไปอีก -- แล้วเราก็ทำไปตามความต้องการอีก -- แล้วก็ได้ผลมา; แล้วก็ยั่วให้เราเกิดความต้องการอีก ; นี่วนเวียนอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งหลายรอบก็ได้ คือหลายวัฏฏะก็ได้. ฉะนั้น ตั้งเดือนตั้งปี มันก็นับไม่ไหวซิ ไม่รู้ว่าวัฏฏะนี้กี่ร้อยวง กี่หมื่นกี่แสนวง; แต่ถ้าวัฏฏะของลูกเด็ก ๆ ว่าเข้าโลงทีหนึ่งก็เกิดใหม่โน่น จึงจะเป็นวัฏฏะ; ๓ ชาติจึงจะเป็นวัฏฏะสักวงหนึ่ง. แต่ วัฏฏะของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวไว้ที่นี้ ก็หมายถึง กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม; กรรมเป็นเหตุให้เกิดวิบาก คือผลกรรม; ผลกรรมก็ทำ......

น.755 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๐๑ ให้เกิดกิเลสอีก. นี่ชั่วที่ว่า โจรคนหนึ่งเขาเห็นอะไรน่ารักน่าพอใจน่าขโมย แล้วเขาคิดพยายามจะขโมย และขโมยจนได้มานี้ ; ชั่วเท่านั้นแหละ มันมีวัฏฏะ ตั้งหลายวงหรือหลายสิบวง : เป็นความคิดความต้องการเกิดขึ้น แล้วก็ ทำมโน- กรรมไป ; แล้วก็ให้เกิดความคิดอย่างอื่นต่อไปอีก จนกว่าจะได้ทำกายกรรม คือการลักการขโมยเป็นต้น. “เพราะไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทั้งเธอและทั้งฉันจึงต้องเวียนว่ายในวัฏฏะ" นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระสาวกอย่างนี้. เพราะ ไม่รู้ ความทุกข์; ก็ไม่ กลัวความทุกข์ ; เพราะ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ มัน ก็ดับทุกข์ไม่ได้. มันก็ ต้องเวียนว่ายไปในกองทุกข์ ; เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ เรียกว่าวัฏฏะ ถ้าว่าเกิดรู้ อริยสัจจ์ ขึ้นมา มันก็ ไม่เวียนว่าย เพราะว่าตัณหามันถูก ถอนขึ้นเสีย : ตัณหาในภพนี้มันก็ถูกถอนขึ้นเสีย, ตัณหาในภพใหม่มันก็ถูก ทำให้สิ้นสุดลง, พวกโปโนพวิกาทั้งหลายก็ถูกทำให้สิ้นสุดลง, พวกตัตรตัตรา- ภินันทินีก็ถูกถอนรากขึ้นมาเสีย. นี้เรียกว่าหยุดเวียนว่ายได้ เพราะรู้อริยสัจจ์ ที่นี้ ในขุททกนิกาย ก็ มีคำตรัสเป็นกฎว่า รู้อริยสัจจ์ เห็นอริยสัจจ์อยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ จึงจะได้สรณะอันเกษม สรณะอันอุดม. บทนี้ก็สวดกันอยู่ ทุกวัน พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ. ตอนท้ายก็แสดงอยู่ชัดว่า โย จ พุทฺธญจ ธมฺมญจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต. จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมุมปฺปญฺญาย ปสฺสติ, เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ. ทำไมไม่นึกบ้างล่ะ ว่า เราจะได้สรณะอันเกษม สรณะอันอุดม ต่อ เมื่อเห็นอริยสัจจ์ทั้ง ๔ อยู่ด้วยปัญญาอันชอบ. การถึงพระพุทธ พระธรรม

น.756 พระสงฆ์เป็นสรณะนั้น ก็เพื่อจะได้เห็นอริยสัจจ์ ๔ อยู่ด้วยปัญญาอันชอบ ; ถ้า ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ อยู่แล้วจะมีประโยชน์ อะไร. ทีนี้ที่ยิ่งไปกว่านั้น ว่า การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นแหละคือเห็นอริยสัจจ์ ๔ ; หรือว่าการเห็นอริยสัจจ์ ๔ นั้น คือการถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เราไม่อาจจะถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเพียงว่าพูด ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แล้วถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; นั้นมันลูกเด็ก ๆ ว่า หรือลูกเด็ก ๆ ถึง. ถ้าว่า ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ ต้องถึงจิตใจ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สะอาด สว่าง สงบจากความทุกข์. เราต้องมีจิตใจ ที่ว่างจากความทุกข์ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี ว่า อ้อ! มันเป็นอย่างนี้ ; พระ พุทธเจ้า ใจของท่านเป็นอย่างนี้, พระธรรมใจของท่านเป็นอย่างนี้, พระสงฆ์ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ; หรือจะเรียกว่า หัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นอย่างนี้ คือว่างจากความทุกข์. ฉะนั้น การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น มันก็ เป็นอัน เดียวกันกับการเห็น อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ คนจะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันแท้จริงได้ โดยไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ นั้น มันเป็นไปไม่ได้. ให้นึกถึงข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" ; ว่าแต่ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ จะเห็นเรา

น.757 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๐๓ ได้อย่างไร. ต้องเห็นธรรม; ธรรมนี้ต้องเห็นด้วยใจ; เห็นด้วยใจนั้นต้อง เห็นสิ่งที่มีอยู่ในใจ. เห็นสิ่งที่มีอยู่นอกใจ เห็นด้วยใจไม่ได้, ไม่เรียกว่าเห็นด้วยใจ. ถ้า เห็นด้วยใจ ต้องเห็นสิ่งที่มีอยู่ในใจ นั้นเอง; ฉะนั้นต้องมีธรรมอยู่ในใจเอง จึงเรียกว่าเห็นธรรม. ฉะนั้น การเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของอย่างเดียวกัน คือ เห็นอริยสัจจ์ ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. นี้ เป็นกฎตายตัว อันหนึ่ง ว่า จะได้ที่พึ่งอันเกษม ได้ที่พึ่งอันอุดม คือพ้นจากทุกข์ได้ นั้น ต้องเป็นผู้เห็นอริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ. ทีนี้ก็ มีเรื่องในสูตรอื่น ต่อไปว่า เมื่อไม่เห็นอริยสัจจ์ ก็จะมัวสร้างเหว แล้วก็ ตกเหว. มันมีเรื่องว่า ภิกษุองค์หนึ่งเดินไปนี้ พร้อมกับพระพุทธเจ้า ก็เห็นเหวที่ใหญ่ที่ลึก น่ากลัวน่าหวาด-เสียวที่สุดเหวหนึ่ง. ภิกษุนั้นเกิดความหวาดเสียวขึ้นมา ก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า; ยังมีเหว อะไรที่มันใหญ่กว่านี้ น่ากลัวกว่านี้ ไหม ? พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า มีซินี้ยังเล็ก นี้ยังไม่น่ากลัว ก็เลยตรัสถึง เหวที่มันน่ากลัว ว่าเมื่อบุคคลไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ๆ: ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็น สมุทัย ไม่เห็นนิโรธ ไม่เห็นมรรค แต่ละอย่าง ๆ อยู่ตามที่เป็นจริงแล้ว; บุคคล นั้นย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ที่เป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ. บุคคล นั้นก็ยินดีในการปรุงแต่งทั้งหลาย ที่จะปรุงแต่งให้เกิดชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส; เมื่อบุคคลนั้นยินดีอย่างนั้นแล้ว เขาก็จะปรุงแต่งสังขารทั้งหลายที่จะเป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส.

น.758 นี่เข้าใจหรือไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะงงกันไปหมด; เพราะว่าเขา ไม่มีความรู้ ไม่เห็นอริยสัจจ์ แล้ว เขาจะยินดีอย่างยิ่ง --- อภิรมนฺติ ; เขา จะยินดีอย่างยิ่ง ในสังขารทั้งหลาย ที่จะเป็นไปเพื่อ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ฯลฯ. เมื่อเขายินดีอย่างนี้แล้ว เขาก็จะสร้างสรรค์ จะปรุงแต่ง อภิสงฺขโรนฺติ คือ ปรุงแต่งสร้างสรรค์ซึ่งสังขารทั้งหลาย ที่เป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส. อภิสงฺขริตฺวา --เมื่อเขาสร้างมันขึ้นแล้ว ; ชาติปปาตํ ปตนฺติ - เขาก็จะตกลงไปในเหวแห่งชาติ, ชราปปาตํ ปตนฺติ - เขาก็จะตกลงไปในเหวแห่งชรา; อย่างนี้เรื่อยไป ในเหวแห่งมรณะ, ในเหวแห่งโสกะปริเทวะ ทุกขะ ฯลฯ; น ปริมุญฺจนฺติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ - นี้เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้. นี่คือ เหวที่ใหญ่กว่า ที่น่ากลัวกว่า ที่น่าอันตรายกว่า ที่เธอกำลังเห็นอยู่นี้. สรุปใจความว่า ไม่เห็นอริยสัจจ์ ก็มัวสร้างเหวเอาเอง แล้วก็ ตกเหวของตัวเอง อยู่นั่น มันน่าหวัวหรือไม่น่าหวัว อภิสงฺขโรติ มันสร้างเหวเอาเอง แล้วก็ตกอยู่ในเหวนั่น ตกแล้ว - ตกเล่า ตกแล้วตกเล่า นี่ โทษของการที่ไม่รู้อริยสัจจ์. ทีนี้ สูตรถัดไป ก็ว่า มันก็ จะตกอยู่ในความมืด จะตกแล้วตกอีก อยู่ในความมืดเพราะไม่รู้อริยสัจจ์ตามที่เป็นจริง, ในสูตรต่อไปก็มีว่า มันจะเผาตัวมันเองอยู่ท่ามกลางความเร่าร้อน ชาติยา ปริ ฬาเหนฺติ ปริฑยฺหนฺติ มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ในความเร่าร้อนแห่งชาติบ้าง มันจะ เผาตัวมันเองอยู่ในความเร่าร้อนแห่งชราบ้าง มันจะเผาตัวมันเอง อยู่ในความเร่าร้อน แห่งมรณะบ้าง โสกะปริเทวะ ฯลฯ จนครบทั้ง ๑๑ อย่างนี้ทั้งนั้น. นี่ เรากล่าวว่ามันไม่พ้นไปจากความทุกข์ได้; นี่เพราะไม่รู้อริยสัจจ์.

น.759 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๐๕ นี้แสดงว่ามันช่วยไม่ได้ ถ้าไปอวดดี ไม่พยายามจะเข้าใจ หรือรู้ หรือเห็นอริยสัจจ์นี้ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ : มันเดือดร้อน เร่าร้อน หรือมัน มืดมนอยู่ หรือมันพลัดตกจมอยู่ในกองทุกข์นี้ เพราะไม่รู้อริยสัจจ์ ทีนี้แสดงอานิสงส์อย่างอื่นบ้างต่อไปอีกว่า ถ้าเขา รู้อริยสัจจ์ เขาจะ แน่ใจตัวเอง เขาจะเชื่อตัวเอง ไม่มีความหวั่นไหว ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เมื่อโต้เถียงกัน หรือว่าถูกรุมถามเขาเรียกว่า "ยกวาทะ" ; เมื่อคนที่มีปัญญา ทั้งหลาย มารุมกันซักถามบุคคลคนนี้ จะเอาให้จน จะไล่ให้จนนี่. แต่ถ้า บุคคลนั้นเป็นคนที่ รู้เรื่องจตุราริยสัจจ์ แล้ว จะอยู่ในสภาพที่ไล่ไม่จน จะไล่ อย่างไรมันก็ไม่จน ; เพราะปัญหาต่าง ๆ มันจะรวมอยู่ที่เรื่องอริยสัจจ์ ทั้งนั้น. ถ้ารู้ใจความสำคัญ ๔ ข้อนี้แล้ว จะตอบปัญหาได้ทุกข้อ ; จะต้อน ไปทางไหนมันก็ไม่จน ; มันมีความจริงที่รู้และที่แสดงออกได้เสมอ ทรงเปรียบว่า เหมือนกับหินแท่งใหญ่ ใหญ่มาก ยาว ๑๖ ศอก, แล้ว ฝั่งอยู่ในดิน ๘ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๘ ศอก แล้วลมพัดมาทั้ง ๔ ทิศ อย่างไหน ก็ตาม ; ก้อนหินนี้มันไม่กระดุกกระดิก. เหมือนกับคนที่ รู้อริยสัจจ์ ๔ อย่าง แล้ว จะถูกต้อน ถูกรุมซัก ถูกสะกัด ถูกไล่ ถูกอะไรก็ตาม มัน ไม่มีความ หวั่นไหวในจิตใจ และไม่จนด้วย เขาจะตอบได้หมด ; เพราะว่าสิ่งที่เขารู้ นั้นคืออริยสัจจ์. อริยสัจจ์ นั้นเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องตายตัวแน่นอน, เป็นอย่างอื่น ไม่ได้ แล้วมีฝอยได้รอบด้าน ; คือว่า ข้อเท็จจริงทั้งหมดในชีวิตของคนเรา มันจะมารวมอยู่ที่นี่. เมื่อเขารู้หัวขั้วหรือเหง้าของมันแล้ว มันก็ไม่ยากที่จะรู้ไป

น.760 ถึงฝอยต่าง ๆได้. พยายามศึกษาให้เข้าถึงหัวขั้วคืออริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ แล้วจะ เป็นคนที่รู้ อะไรหมด. ถามอะไรตอบได้หมด จะรุมกันล้อมซักอย่างไรก็ไม่จน. ทีนี้ คนที่มีอวิชชา คือคนโง่ ก็คือคนที่ไม่รู้อริยสัจจ์. ถ้าถามว่า ใครมีอวิชชา ? ใครโง่ ? ก็คือคนที่ไม่รู้อริยสัจจ์นั่นแหละ. คน ไม่รู้อริยสัจจ์ คือคนที่ ไม่รู้สิ่งที่ควรจะรู้ แม้แต่นิดเดียว ; คนอาจจะรู้มาก รู้ไปโลกพระจันทร์ หรือยิ่งกว่าไปโลกพระจันทร์ ไปไหนก็ได้ แต่ไม่รู้อริยสัจจ์. นี้ก็เรียกว่า คนโง่ คนมีอวิชชา มันอยู่ที่นี่ คือมันไม่อาจจะดับทุกข์ได้. เพราะฉะนั้นอย่า ไปคิด หรือเพ่งคิด คิดค้น เรื่องอื่นก่อนเลย ; มาคิด เพ่งคิดหา ความจริง เรื่องอริยสัจจ์กันก่อนเถิด. เมื่อมาถกเถียงกัน ก็อย่าถกเถียงเรื่องอื่นเลย ; "จง ถกเถียงเรื่องอริยสัจจ์เถิด. มีบาลีที่ดีมาก เลยอยากจะเอามาเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่ง : ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องราวในกาลก่อนมีว่า บุรุษผู้หนึ่งตั้งใจว่าจะคิดค้นให้ถึงที่สุด ในเรื่องความคิดที่ มนุษย์จะคิด ; ออกจากนครราชคฤห์ไปสู่สระบัว นั่งอยู่ที่ริมฝั่งสระ เพื่อคิดค้น ทางจิต. บุรุษนั้นได้เห็นกองทัพทั้ง ๔ คือกองทัพช้าง ม้า รถ คนเดินเท้านี้มาที่ ฝั่งสระนั้น แล้วก็เข้าไปสู่สายบัว เข้าไปสู่รากเหง้าของบัว หายไปเลย. ทีนี้เขา เกิดความไม่เชื่อตัวเองขึ้นมา ว่าเรานี้บ้าแล้ว. ไปถามคนอื่นว่า มันเป็นอย่างไร ? เขาก็ว่าบ้าทั้งนั้น, ว่าท่านบ้าแล้ว, ท่านบ้าแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่าบุรุษนั้นได้เห็นสิ่งที่มีจริง ที่เป็นจริง ; เมื่อใน กาลก่อนนั้นมีสงครามระหว่างพวกเทวดากับพวกอสูร. พวกเทวดาชนะ พวกอสูร แพ้ก็แอบหนีลงไปสู่ภพอสูรทางสายบัว. คนนี้จึงเห็น ; ฉะนั้นเขาไม่ได้บ้า และเขา

น.761 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๐๗ ได้เห็นจริง แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร. อย่าไปคิดเรื่องที่แม้จะมีจริง หรือ ไม่จริงนั้น ; มัน ไม่มีประโยชน์อะไร. คืออย่าไปคิด ที่ว่า โลกเที่ยง หรือไม่เที่ยง, โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด, กระทั่งว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด นี้. ให้มาคิดเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เรื่อง ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ; อุตส่าห์คิดเคี่ยวเข็ญให้มันออกมา เป็นความรู้แจ้งเห็นจริง. อย่าไปมัวทุ่มเถียงกัน เพื่อจะข่มขี่กันด้วย เรื่องอื่น เช่นเรื่องตาย แล้วเกิดไม่เกิดเป็นต้นนี้. ถ้าจะมาถกเถียงมาปรึกษาหารือกัน ก็คิดแต่เรื่อง อริยสัจจ์เถิด. มีเรื่อง ม าลุงกโยวาทะ เขาว่าถ้าเขาไม่รู้เรื่องนี้ เขาจะไม่ประพฤติ พรหมจรรย์, พระพุทธเจ้าว่า ตามใจซิ ไม่ได้สัญญากันว่าจะมาสอนเรื่องนี้ ตั้งใจ แต่จะสอนเรื่องอริยสัจจ์เท่านั้น. ทีนี้ ในสูตรหนึ่ง ก็มีว่า ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์ ยังไม่ควรจะถูกรับรองว่าเป็น สมณะ ; จะเป็นสมณะชนิดไหน สมณะในธรรมวินัยนี้ก็ตาม ถ้ายังไม่รู้ อริยสัจจ์แล้วยังไม่เป็นสมณะ. สำหรับ พระพุทธเจ้าเองท่านตรัสว่า ถ้ายังไม่ รู้อริยสัจจ์ ก็ยังไม่เป็นพระ- พุทธเจ้า ถ้ายังไม่รู้อริยสัจจ์ ก็ยังไม่เป็นสัมมาสัมพุทธะ. สัมมาสัมพุทธะในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ก็ล้วนแต่รู้อริยสัจจ์ ; เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็น สำหรับพระพุทธเจ้า ที่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะรู้อริยสัจจ์ ; ไม่รู้ อริยสัจจ์ก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้า เรื่องอื่นไม่สำคัญ

น.762 เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสอย่างเปิดเผย ซึ่งจะเรียกว่า, ใช้คำ ตรง ๆ ว่าท่านเป็นผู้เปิดเผยเป็นนักเลงที่สุด ว่า สาวกเป็นอันมาก ที่เขามาอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ในตถาคตนี้ เขาเก่งกว่าตถาคต, เขาถือธุดงค์ได้ดีกว่า, ประพฤติ มักน้อยสันโดษได้ดีกว่า ในเรื่องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะเขาเคร่งกว่า. แล้ว ทำไมเขามาอาศัยเป็นลูกศิษย์ตถาคต ? เพราะตถาคตรู้อริยสัจจ์เท่านั้นเอง นี่พวก ที่เขาเก่งกว่าเคร่งกว่า มาฝากตัวกับเรา ก็เพราะว่าเรารู้อริยสัจจ์ ทีนี้ ความสำคัญของอริยสัจจ์ ก็คือส่วนที่เข้มข้นของสิ่งที่พระองค์ ตรัสรู้ คือคั้นเข้าแล้วมันเหลือเพียงใบไม้กำมือเดียว. ความตรัสรู้เท่ากับใบไม้ทั้ง ป่า แล้ว ส่วนที่เอามาสอนนี้ เท่ากับใบไม้กำมือเดียว ; นั่นแหละดูความเข้มข้น ของอริยสัจจ์. ทีนี้ที่เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญหรือตายตัวนี้ มัน เป็นกฎของธรรมชาติ เป็น ไกวัลยธรรม อย่างที่กล่าวแล้ว ; ถึงพระพุทธเจ้าท่านก็รู้สิ่งนี้ แล้วทรง นำมาเปิดเผย ท่านก็ต้องตรัสบัญญัติลงไปอย่างตายตัวอีกเหมือนกัน จะเห็นแก่ หน้าใครไม่ได้ จึงเรียกว่าทรงบัญญัติอริยสัจจ์ อย่างที่ไม่เห็นแก่หน้าบุคคลใด พระบาลีตอนนี้ก็ไพเราะมาก :- ภิกษุทั้งหลาย ! ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราย่อมบัญญัติแต่ความทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น. ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่า ในการบัญญัตินั้น จะมีคนเหล่าอื่นมาด่าทอ ตัดพ้อ เสียดสีกระทบกระทั่งตถาคตแล้วไซร้ ความอาฆาต ความเกรี้ยวกราด ความ ไม่ยินดีแห่งจิต จะมีแก่ตถาคตเพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ;

น.763 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๐๙ ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าในการบัญญัตินั้น จะมีคนเหล่าอื่นมาสักการะ เคารพนับถือบูชาตถาคตไซร้ แล้วความเพลิดเพลิน โสมนัส เห่อเหิม แห่งจิต จะมี แก่ตถาคต เพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ; ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าในการบัญญัตินั้น จะมีคนเหล่าอื่นมาสักการะ เคารพนับถือบูชาตถาคตไซร้ ความรู้สึกในเรื่องนั้น ย่อมเกิดแก่ตถาคตว่า สิ่งใดที่ เรากำหนดรอบรู้แล้วในกาลก่อนเราย่อมกระทำให้เหมือนกันกับที่เรารู้แล้วในสิ่งนั้น ใน บัดนี้. นี้เรียกว่า จะ ไม่หวาดเสียว ไม่กลัว ใครว่า หรือ ไ ม่หวังจะให้ใคร สรรเสริญ จะพูดไปตามตรง ; แล้วเปิดเผยในข้อที่ว่า บัญญัติอย่างไร พระองค์ ย่อมกระทำได้เหมือนตามที่บัญญัตินั้น ; เพราะฉะนั้นการบัญญัติเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ของพระองค์จึงบริสุทธิ์ ไม่มีหน้ามือหลังมือ ไม่มีหน้าไหว้หลังหลอกเหมือนการ สั่งสอนการอะไรกันสมัยนี้ ซึ่งมีของที่กำไว้ในกำมือ คือยังเป็นความลับ ที่ไม่ เปิดเผยแก่ผู้ฟัง, อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ การบัญญัติอริยสัจจ์ นี้ เป็นสิ่งที่ตายตัว ที่เด็ดขาดอย่างนี้ ไม่มี ใครค้านได้ ไม่มีใครต้านทานหรือโต้กลับได้. ข้อนี้ก็มีกล่าวอยู่แล้ว ในธัมมจัก- กัปปวัตตนสูตร : ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ. - อนุตตรธรรมจักรอันตถาคตให้เป็นไป แล้ว จะไม่มีสมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใคร ๆ ในโลกนี้จะมาปฏิวัติ คือทำให้มันหมุนกลับได้. ปวตฺติตํ - คือ พระองค์ให้เป็นไปแล้ว แล้วก็ ไม่มีใครที่จะมา อปฺปฏิวตฺติยํ - ไม่มีใครจะทำให้มันหมุนกลับได้ ; คือว่า

น.764 มันถูกมันไม่มีผิด ใครที่มาขัดขวางคัดค้าน มันก็ทำไม่ได้แล้วเราจะรำลึกถึงข้อนี้ กันบ้าง ว่ามันเป็นเรื่องที่จริง สัจจะนี้จริง สัจจะนี้ไม่มุสา. เอาละที่เหลืออยู่ต่อไปอีก อาตมาก็อยากจะพูดให้จบไปเลยถึงข้อที่ว่า การรู้อริยสัจจ์ไม่เหลือวิสัย คือมีผู้ รู้อริยสัจจ์ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต ปัจจุบัน ; ถ้ามันเหลือวิสัย ก็ต้องไม่มีใครรู้อริยสัจจ์. นี้ก็เป็นการยืนยัน ; การที่ทรง ยืนยันในข้อนี้ ขอให้ได้ยินได้ฟังกันบ้าง :- ภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลยืดยาวฝ่ายอดีต กุลบุตรออกบวชจากเรือน ไม่ เกี่ยวข้องด้วยเรือน จะได้รู้พร้อมตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างนี้ ; ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคตกุลบุตรออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน รู้พร้อม ตามเป็นจริง กุลบุตรนั้นก็จะรู้ซึ่งความเป็นจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างนี้ ; แม้ใน กาลปัจจุบันนี้ กุลบุตรจะออกจากเรือนบวช ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ก็ย่อมรู้พร้อม ตามเป็นจริง ซึ่งอริยสัจจ์ประเสริฐ ๔ อย่างนี้ ; นี่แสดงว่า มันไม่เหลือวิสัย แล้วยังทรงแสดงว่าในอดีต ในอนาคต ปัจจุบัน ก็มีการประกาศอริยสัจจ์ แล้ว ก็มีผู้รู้. ที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า จะต้องบำเพ็ญความหลีกเร้น คือว่า หาความ สงบสงัดในบางโอกาสเพื่อพิจารณาในอริยสัจจ์. มีข้อความว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด. ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ อยู่ได้ตามที่เป็นจริง ซึ่งความจริงอะไรเล่า ? คือซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔. ว่านี้ ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์. เธอจงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด.

น.765 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๑๑ ที่นี้ก็มีว่า เมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นธรรมชาติอ่อน- โยนควรแก่การงานแล้ว เธอน้อมจิตไปในญาณเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ เธอก็รู้ ว่า นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์. เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสที่ไหล่เขาไม่ขุ่นมัว คนตาดี ไม่บอด ยืนอยู่ที่ริมตลิ่งนั้น เขาจะเห็นหอยต่าง ๆ บ้าง เห็นกรวดและหินต่าง ๆ บ้าง ฝูงปลา บ้าง อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น ; เขาจะเกิดความรู้สึกในใจว่า ห้วงน้ำนี้ใส ไม่ขุ่นมัวเลย มีหอย มีกรวด มีปลา หยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง. อุปมานี้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้น ภิกษุรู้ชัดตามที่ เป็นจริงว่า นี้ทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, นี้เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, นี้ความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, นี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ. นี้ทรงแสดงว่า จะเห็นได้ใสแจ๋ว เหมือนกับว่าคนเห็นอะไรในน้ำที่ใส ทีนี้ปัญหาต่อไปก็มีว่า เราไม่สนใจที่จะทำอย่างนั้น มีสูตรหนึ่งที่ตรัสว่า มัวแต่ ศึกษาสุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ คือส่วน ประกอบ ๙ องค์ของการศึกษาปริยัติ ในการเรียนปริยัติทั้งหลาย ถ้าถึงที่สุด มันก็มีอย่างนี้ : เรียน สุตตะ คือ ตัวสูตร, เรียน เคยยะ คือ บทที่แต่งเป็นคาถา ; ไวยากรณ์ - คำร้อยแก้ว ; คาถา - เป็นคำขับ ; อุทาน - คำที่เปล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ ; อิติ- วุตตกะ - คำที่กล่าวได้แต่เพียงว่า ได้ยินว่า กล่าว มาอย่างนี้ ; ชาตกะ คือ เรื่อง กล่าวแต่หนหลังของพระศาสดา ; อัพภูตธรรม คือ เรื่องน่าอัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ ต่างๆ ; เวทัลละ คือ ข้อที่เถียงกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ; มัวแต่ทำกันอย่างนี้ ในเรื่อง ๙ เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปริยัติทั้งนั้น ก็เลยไม่ต้องรู้อริยสัจจ์กัน.

น.766 มัวทำอยู่แต่อย่างนี้ ก็ได้เป็นนักปราชญ์แน่นอน ได้เป็นปริญญานั่น ปริญญานี่ในทางปริยัติ. มันก็ เหมือนกับหนูที่ขุดรูแล้วไม่อยู่, คนที่ ดีแต่ทำแต่ บ้านแต่เรือนแต่ตึก แล้วก็ไม่อยู่อาศัย ไม่ได้ประโยชน์อะไร. เหมือนกับฟ้าที่ดี แต่ร้องลั่นครืน ๆ ไป แล้ว ฝนก็ไม่ตก มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; มันดีแต่ร้อง มันเหมือนกับลูกจ้าง ที่มัวแต่ รับจ้างเลี้ยงวัว ไม่เคยกินนมวัว เสียเลยอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าอย่างนี้ แล้ว ไปโทษใครไม่ได้. เอาละ, มีอีกนิดเดียว ทนฟังอีกหน่อย, อาตมาเป็นผู้พูดเหนื่อย มากกว่าผู้ฟัง มีสูตรที่น่าสนใจ คือว่า อริยสัจจ์มีคำสั้น ๆ เพียงสี่คำ แต่คำ อธิบายมันมีปริยายมาก. นี่พระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับ ; เพราะฉะนั้นเรา ต้องเห็นใจท่านบ้าง. ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีอยู่ว่า นี้เป็นความทุกข์, นี้เป็น เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์, นี่มันเป็นสิ่งที่เราได้บัญญัติแล้ว. สี่คำเท่านั้น แต่ในความจริงสี่ข้อนั้น มันมีการพรรณนาความ มันมี การลงอักษร มันมีการจำแนกแจกแจง เพื่อความพิศดาร มากจนประมาณไม่ได้ ว่าเป็นปริยายอย่างนี้ ปริยายอย่างนั้น ; ว่าความจริงคือทุกข์. ถึงแม้เช่นนี้, ความจริงนั้นก็คือทุกข์ สั้น ๆ อย่างนั้น ; แล้วก็ตรัสไปในเรื่อง เหตุให้เกิด ทุกข์, ความดับทุกข์, ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

น.767 ในฐานะที่เป็นกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ ๒๑๓ ฉะนั้นอย่ากลัว ว่าตัวหนังสือมันมาก คำพูดมันมาก อย่ากลัว. เรื่องที่ เป็นหัวใจมันสี่คำเท่านั้น ท่านตรัสอย่างนี้. เดี๋ยวจะกลัวว่า แหม, พูดแต่เรื่องอริยสัจจ์สี่นี่ ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้ เราไม่ต้องกลัวในข้อนั้น. ทีนี้ใน อีกทางหนึ่งก็ตรัสว่า การเรียงลำดับแห่งอริยสัจจ์นี้มันตายตัว อย่าไปพยายามเรียงลำดับอย่างอื่น คือตามปกติก็ว่า : ถูกแล้ว, ถูกแล้ว, ภิกษุ; เธอต้องจำอริยสัจจ์สี่ประการนี้ ตามที่เราแสดงไว้แล้วอย่างถูกต้อง คือแสดง ทุกข์เป็นข้อที่ ๑, แสดงเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นข้อที่ ๒, แสดงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นข้อที่ ๓, แสดงทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นข้อที่ ๔. จำไว้อย่างนี้ อย่าไปแก้ไขยักย้ายอะไรมัน; มันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือทำไปไม่ได้. ฉะนั้น เราจงทำหน้าที่ไปตามลำดับ คือว่า ข้อที่ ๑ ต้องรู้. ข้อที่ ๒ ต้องละ. ข้อที่ ๓ ต้องทำให้แจ้ง. ข้อที่ ๔ ต้องทำให้เจริญ คือให้มีขึ้นมาอย่างสมบูรณ์. ทีนี้ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า เรื่องนี้จะยังจำเป็นอยู่ตลอดเวลา ที่สัตว์ทั้งหลายยังมีความทุกข์อยู่ นี้ก็ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี การสอนเรื่องอริยสัจจ์นี้ก็ดี ยังจำเป็นอยู่ตลอดเวลา ที่สัตว์ทั้งหลายยังมีความทุกข์อยู่ เราต้องมีเรื่องนี้เป็นที่พึ่งอยู่ตลอดเวลา ที่เรายังมีความทุกข์อยู่. ฉะนั้นไม่ต้องกลัว มันยังมีที่พึ่งอยู่ ตลอดเวลาที่สัตว์ทั้งหลายยังเป็นสัตว์ที่มีความทุกข์อยู่ เรื่องนี้ยังต้องมี. นี้ก็ดูที่ตัวเราเองว่า เรายังมีความทุกข์อยู่ หรือว่า เรามันหมดความทุกข์แล้ว; ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องแตะต้องสนใจกับเรื่องนี้อยู่.

น.768 ดังนั้นขอ สรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์แห่งจตุราริยสัจจ์นี้ยังจำเป็นอยู่ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง และตลอดเวลา. ถ้าจะเรียกว่าพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าองค์นี้ยังจำเป็นอยู่ ที่คนจะต้องมี; มีพระเป็นเจ้าองค์นี้เป็นพระเป็นเจ้า เพื่อความรอดพ้นจากความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งปวง จะเรียกว่ากฎ ก็คือ กฎแห่งจตุราริยสัจจ์ เป็นไกวัลยธรรม. ถ้าจะไปพูดญาติดีกับพวกฝรั่ง พวกฮินดู ที่เขาถือพระเจ้า คุณก็ ออกเสียง คำว่า กฎ นี้ ให้ยาวออกไปเป็น God คือพระเจ้าของพวกคริสเตียน หรือ ว่าเป็นพระเจ้าของพวกฮินดู ของอะไรก็ได้; เราจะได้ไม่ทะเลาะกัน. มีกฎแห่งจตุราริยสัจจ์ อันเป็นไกวัลยธรรมนี้เป็นพระเจ้า สำหรับจะช่วยเราทั้งหลาย ให้รอดพร้อม ๆกันทั้งพุทธ ทั้งคริสต์ ทั้งอิสลาม ทั้งฮินดู ทุก ๆ ศาสนา; นี้เพื่อประโยชน์ของไกวัลยธรรม ในฐานะที่ตั้งอยู่เป็นกฎเกณฑ์แห่งจตุราริยสัจจ์ เป็นพระเป็นเจ้าที่จะช่วยสัตว์ทั้งหลายให้รอด. การบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม ตอนที่ ๕ สมควรแก่เวลาแล้ว ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลายได้สวดคุณสาธยาย ข้อความที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายจะให้เกิดฉันทะ วิริยะ อุตสาหะ แก่พุทธบริษัทผู้ปฏิบัติในเรื่องของอริยสัจจ์เป็นต้นนี้ ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต