Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๖ — ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธาตุ

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.769 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม ได้ดำเนินมาเป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้. ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธาตุ. [ทบทวนครั้งก่อนถึงหน้า ๒๒๑.] ท่านทั้งหลายจะต้องทบทวนดู ว่าเราได้กล่าวถึงสิ่ง ๆ นี้มาแล้วอย่างไร บ้าง? เช่นว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แต่ก็มิได้มีอยู่อย่างสิ่งทั้งปวง นี่ก็ ๒๑๕

น.770 เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก. ถ้ามันมีอยู่เหมือนกับสิ่งทั้งปวง มันก็มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ไม่ได้; พูดแล้วเหมือนกับเล่นตลก แต่ว่าความจริงมันก็เป็นอย่างนั้น. เมื่อ สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด ๆ ทั้งหมดนั้น มันจะมีความเป็นอยู่เหมือนกับสิ่งทั้งปวงใน ทีหลังนั้น มันไม่ได้. ถ้าจะเรียกสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงว่า "พระเจ้า" ; พระเจ้า ก็มิได้เหมือนสิ่งทั้งปวง. หรือจะเรียกสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงว่า "ไกวัลยธรรม" ; ไกวัลยธรรมก็มิได้มีความมีอยู่ ที่เหมือนกับความมีอยู่ของสิ่งทั้งปวง ; ดังนี้ เป็นต้น. ในครั้งต่อมาได้กล่าวถึง ลักษณะที่ชี้ให้เห็นไกวัลยธรรม ในฐานะ ที่เป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งปวง บ้าง, และได้กล่าวถึง ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น; คือว่า เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่ง นี้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่ได้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงเหตุปัจจัย ที่ทำให้มีสิ่งทั้งปวงออกไปเป็นลำดับ ในครั้งที่แล้วมานี้ ได้กล่าวถึง ไกวัลยธรรม ใ นฐานะที่เป็นกฎแห่ง จตุราริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐทั้ง ๔ ประการ ซึ่งเป็นกฎเรื่องความ เกิดขึ้นแห่งทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ; ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย- ธรรม" ซึ่งไม่เหมือนสิ่งทั้งปวง, ก็มีความเป็นของธรรมนี้โดยเฉพาะ ; แต่ว่า ธรรมนี้ในฐานะที่เป็นกฎ ย่อมจะมีอยู่ในสิ่งทั้งปวง. อาตมาก็ต้องพูดแล้วพูดอีก ไม่กลัวว่าใครจะรำคาญ ตัวเองก็ไม่รำคาญ ที่จะพูดแล้วพูดอีก เพื่อให้เกิดความเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" จะ เป็นความเคยชินในการพูดเป็นประจำวันก็ดี จะเป็นการเคยชินในการคิดนึก

น.771 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๑๗ รู้สึกอยู่เป็นประจำวันก็ดี ; ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรารู้จัก สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้, หรือเข้าถึงตัวไกวัลยธรรมนี้ ซึ่งแท้ที่จริงมันก็มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง ในอนุภาคอัน ละเอียดที่สุดของสิ่งทุกสิ่ง ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า มัน อยู่ที่ไหน. ข้อนี้ต้องเตือนกันอยู่เสมอทุกคราวไป โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะ รำคาญ. ในร่างกาย ของคนเรานี้ ที่เป็นรูปธรรมก็มีอยู่หลายอย่าง จะแยกออก ไปให้ละเอียดเป็นส่วนน้อยเท่าไร มันก็มี สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม สิงสถิตอยู่ ในสิ่งนั้น ๆ; แม้ ส่วนที่เป็นนามธรรม คือจิต ความคิด ความนึก ความรู้สึก มัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม สิงอยู่ในนั้นในฐานะที่เป็นกฎ. เมื่อมัน อยู่ที่เนื้อที่ตัวไปในทุก ๆ อณู ปรมาณูอย่างนี้ มันก็ควรจะรู้สึกกันบ้าง ว่ามันคือ อะไร ? เราได้แต่สวดร้องท่องบ่น ว่า "สังขารไม่เที่ยง" เราก็ว่าแต่ปาก ไม่ ได้มองเห็นความไม่เที่ยง. ถ้าว่าจะมองเห็นความไม่เที่ยงของทุกๆสิ่ง ที่มีอยู่ในร่างกายนี้ โดยเฉพาะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรืออะไรก็สุดแท้ ; และว่าแม้แต่จะ แยกให้ละเอียดออกไป เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเป็นส่วนน้อย ๆ เป็นอณู น้อยที่สุด ที่จะแบ่งไม่ได้อีกต่อไป มันก็มีความไม่เที่ยง ปรากฏอยู่ที่นั่น ในทุก ๆ ส่วนไป แล้วเราก็ไม่รู้สึก. เราจึงไม่มีความรู้สึกต่อไป ในทางที่จะให้เบื่อหน่าย ให้คลายกำหนัด ให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ในที่สุดก็คือไม่ให้รู้จักเกิดกิเลส หรือ เกิดความทุกข์ คือไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความเกลียด ความกลัว อะไรต่างๆ เพราะได้เห็นสิ่งนั้นตามที่เป็นจริง ว่ามันอยู่ในทุกๆ ส่วน ทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่าง ๆ.

น.772 แต่ทีนี้ ต้องการจะพูดเรื่อย จนกว่าท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจ เข้า ไปถึงเนื้อถึงตัวของสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม", มีความเข้าใจซึมซาบอยู่ในสิ่งนี้ ทั่วไปทั้งเนื้อทั้งตัว, เหมือนกับว่า เราเอาน้ำมารด, เอาน้ำที่เย็นมาก ๆ มาอาบ มารด รดแล้วรดอีก มันเย็นไปทั้งตัว. นั้นมันเป็นเรื่องเอาน้ำรด รู้สึกจากวัตถุ : เดี๋ยวนี้เรา ต้องการจะให้มี ความรู้สึกจากธรรมะ ที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนี้ ในลักษณะที่ว่ามันเหมือนกับว่า มันเอามาอาบรดอยู่ที่ตัว รู้สึกไปทั้งเนื้อทั้งตัว เราลองคิดดูว่า เรากำลังแช่อยู่ในน้ำ เราก็รู้สึกความเย็นไปทั้งตัว นั้น เราเข้าใจได้, แต่ข้อที่ เราแช่อยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม", เราแช่อยู่ทั้ง เนื้อทั้งตัว ทุกวันทุกคืน นี้เรากลับรู้ไม่ได้ ถ้าเรารู้สึกได้ เราก็ จะมองเห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วจะมองเห็นความเป็น อิทัปปัจจยตา คือ จะเห็นความจริง ที่เรียกว่า จตุราริยสัจจ์ ดังที่ได้อธิบายมาโดยละเอียดแล้วใน การบรรยายครั้งก่อน ๆ. นี้เราก็ไม่มีความรู้สึก หรือไม่รู้สึกมาก ถึงขนาดที่จะ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในจิตใจได้. ดังนั้นจะต้องขอพูดเรื่องนี้ต่อไป โดยที่ไม่กลัวว่าใครจะรำคาญ. เมื่อเรารู้สึกในข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวของเรา เต็มอยู่ด้วยสิ่ง ที่เรียกว่า “ไกวัลยธรรม" เราก็อาจจะรู้ได้ต่อไปว่า แม้ในโลกทั้งโลก ในสากล จักรวาล ซึ่งมันจะมีอยู่สักกี่จักรวาล หรือกี่หมื่นโลกธาตุก็ตามใจ มันก็มีสิ่งที่ เรียกว่า ไกวัลยธรรม นี้สิงอยู่ในที่เหล่านั้นทั่วไปหมด ทุกหนทุกแห่งและทุกเวลา จนเรียกได้ว่า สากลจักรวาลนี้มันก็ถูกอาบรด ชุ่มแช่อยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย- ธรรม", ใครมีตายังดีอยู่ก็มองเห็น, ใครมีตาไม่ดีก็มองไม่เห็น ; นี้คือไม่มีตา ในทางปัญญา หรือปัญญาจักษุที่เพียงพอ นี่เรียกว่าไม่มีตา ก็เลยมองไม่เห็น.

น.773 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๑๙ ถ้ามองเห็น เราจะรู้สึกเหมือนกับว่า เรานี้กำลังอาบ หรือรดอยู่ ด้วย สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" นี่จะดีไหม ? หรือน่าตกใจ หรือน่าเกลียดน่าชังอะไร ; เพราะว่าเราทุกคนนี้มันเป็นอยู่ เหมือนกับว่า เราอาบรดอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" จะดีไหม ? ถ้าใครไม่เข้าใจ ก็หมายความว่า ไม่เข้าใจในคำบรรยายใน ๕ ครั้ง ที่แล้วมานั่นเอง; ไม่รู้จักไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นพระเจ้า คือเป็นสิ่ง ที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด, เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง, ครอบงำอยู่ในที่ทั้งปวง อย่างนี้ เป็นต้น. พระเจ้าที่แท้จริงก็มีความหมายอย่างนี้ ; ไม่ใช่พระเจ้าอย่างที่คน พวกอื่นเขากล่าว ๆ กัน. แต่ถ้าจะให้ความหมายแก่คำว่าพระเจ้า เหมือนกับที่ เขาให้ ๆ กันอยู่แล้ว นั่นแหละกลับจะมีความจริงที่ถูกต้องอยู่ที่พระเจ้าชนิดที่กล่าว นี้ คือ พระเจ้าไกวัลยธรรม เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวงขึ้น. ควบคุมสิ่งทั้งปวง อยู่ แล้วก็ยุบสิ่งทั้งปวงเสียเป็นคราว ๆ, เหล่านี้มันก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ ไกวัลยธรรมทั้งนั้น เช่นว่า กฎเกณฑ์แห่งสามัญญลักษณะ ทำให้เกิดสิ่งทั้งปวงขึ้นมา เหมือนกับพระเจ้า ที่เรียกว่า พระพรหมสร้างขึ้นมา. หรือว่า กฎเกณฑ์แห่ง อิทัปปัจจยตา, ปฏิจจสมุปบาท นั้น ตั้งอยู่ในลักษณะ เป็นกฎแห่งกรรม ควบคุม ดูแล รักษา สิ่งทั้งปวงอยู่ ; เหมือนกับพระเจ้าที่เราเรียกกันว่า พระนารายณ์ และ กฎเกณฑ์ของจตุราริยสัจจ์ที่ควบคุมอยู่ในที่ทุกแห่งนี้ คือ กฎเกณฑ์ที่ว่า ถ้าทำถูกก็ได้รับความสุข หรือพ้นทุกข์, ถ้าทำผิดก็ได้รับความทุกข์

น.774 นี้เหมือนกับพระเจ้าที่ควบคุม ในลักษณะที่คอยให้รางวัลผู้ที่ทำถูก, ลงโทษผู้ที่ทำผิด. และในที่สุด กฎเกณฑ์แห่งสามัญญลักษณะ นี้ ก็จะทำให้โลก หรือสิ่งทั้งปวงนี้ ยุบหายไปในบางคราว เหมือนกับหน้าที่ของพระเป็นเจ้า ที่เราเรียกกันว่า พระอิศวร. ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ในหมู่ชนที่เราเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ หรือ เป็นผู้กล่าวลัทธิพราหมณ์. เขากล่าวพระเจ้าไว้อย่างนี้, เขากล่าวไว้เป็นบุคคล อย่างนั้น. เราไม่รู้ เราไม่เข้าใจทั่วถึง ก็จะไปหาว่าเขาบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ได้, แต่ตัวเองนั่นแหละระวังให้ดี เมื่อไม่รู้ว่า อะไรทำให้เกิดขึ้น, อะไรควบคุมอยู่, อะไรทำให้ยุบลงไปเป็นคราว ๆ แล้วนั้น มัน ก็ไม่รู้จักพระเจ้า , หรือไม่รู้จักของจริง ที่ควรรู้จัก ได้เหมือนกัน. บางทีมันจะงมงาย หรือโง่ยิ่งกว่าพวกนั้น ที่เราไปหา ว่าเขาโง่ไปเสียอีก. นี่คืออยากจะให้รู้จักกันจริงๆ ว่า ไกวัลยธรรมนั้นคืออะไร ? . ถ้า จะพูดอุปมาอีกทางหนึ่งก็ พูดอุปมาว่า เหมือนกับพระเจ้า ที่จะทำอะไรทุก อย่าง. พระเจ้านี้เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง, เราก็พูดได้ว่า ออกมาจากไกวัลย- ธรรม. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั้งปวงทุกหนทุกแห่ง, และนั่นแหละคือไกวัลยธรรม; แล้วพระเจ้าสอดส่องรู้ไปเสียทุกหนทุกแห่ง ไม่มีใครทำอะไรให้ลับหูลับตาของ พระเจ้าไปได้ นั่นแหละคือไกวัลยธรรม. ที่ใครจะไปซ่อนทำชั่วที่ตรงไหน เพื่อ ไม่ต้องรับผล อย่างนี้มันทำไม่ได้, หรือว่าจะไปซ่อนทำความดีตรงไหนอย่าให้ใคร เห็น อย่าให้ไม่ต้องรับผลความดี อย่างนี้มันก็ทำไม่ได้; เพราะว่าพระเจ้านั้น อยู่ไปเสียในที่ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งในที่นี้เราก็เรียกว่า ไกวัลยธรรม; จะเรียก พระเจ้ากันในแง่ไหน ก็ไม่พ้นไปจากลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ดังที่กล่าวมาแล้ว.

น.775 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๒๑ เมื่อเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้กล่าวว่า เรากำลังอาบรดอยู่ทั่วทั้งตัว ด้วย สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าได้อย่างไร ? แล้วคิด ๆ ดูที่ว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริง มัน จะดีไหม ? มันคงจะดี คือมันหายโง่ มันหายหลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไร. แล้วก็รู้สิ่งอื่น ๆ ที่ยังไม่รู้อีกมาก แล้วจิตใจมันจะ เปลี่ยนไปในทางที่รู้แจ้งเห็นจริง แล้วก็จะไม่ต้องมีความทุกข์อยู่ด้วยสิ่งใดเลย. นี่ขอทบทวนเรื่องที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ในลักษณะที่ไม่กลัวว่า ท่านทั้งหลายจะรำคาญ. ..... ..... ..... ..... ..... [เริ่มคำบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.] ธาตุที่เป็นไกวัลยธรรม. ทีนี้ ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธาตุ ธา-ตุ, ธาตุ ที่ต้องกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเห็นว่า ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียก ว่าธาตุโดยสิ้นเชิง, รู้แต่เรื่องธาตุทางวัตถุ เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุ ลม. หรือแม้จะรู้ไปถึงอากาสธาตุ วิญญาณธาตุ มันก็ยังไม่รวมไปถึงไกวัลย- ธรรม ซึ่งที่แท้ก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ; ยิ่งถ้าเป็นการศึกษาทาง โลก ๆ เรียนกันแต่เรื่องวัตถุ บัญญัติสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ล้วนแต่เป็นวัตถุ, ธาตุแท้มีกี่สิบธาตุ หรือร้อยกว่าธาตุ อย่างนี้มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย. ธาตุที่เป็น วัตถุล้วน ๆ อย่างนั้น มันไม่เกี่ยวกับการศึกษาธรรมะในที่นี้.

น.776 ที่นี้คำว่า "ธาตุ" ในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าจะพูดเอาท่านทั้งหลายเป็น หลัก ก็จะพูดได้ว่า มันมีอยู่ ๒ ธาตุ คือ ธาตุที่ท่านทั้งหลายรู้จัก กับ ธาตุที่ท่าน ทั้งหลายไม่รู้จัก ยังไม่รู้จัก ไม่สนใจจะรู้จัก. ธาตุที่รู้จัก กันอยู่แล้วก็คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ เป็นต้น นั่นก็จะไม่ต้องพูดถึงอีกในที่นี้ ; จะ พูดถึงแต่ ธาตุที่ไม่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่เคยอธิบายกันมาเรื่อย ๆ ก็ดูจะยังไม่เข้าใจ คือ ธาตุที่จะเรียกว่าเป็นไกวัลยธรรม หรือไกวัลยธรรมตั้งอยู่ในฐานะเป็นธาตุ ชนิดหนึ่ง. ถ้ากล่าวโดยสรุปมันก็กล่าวได้ว่า สังขตธาตุ คือ ธาตุที่มีเหตุปัจจัยปรุง แต่ง สำเร็จรูปออกมา เป็นรูปธรรมบ้าง เป็นนามธรรมบ้าง. นี้ท่านทั้งหลาย รู้จักดี จึงเรียกว่าเป็นธาตุที่ท่านทั้งหลายรู้จักดี แต่เป็นพวกสังขตธรรม. ทีนี้ ธาตุอีกพวกหนึ่ง มันตรงกันข้าม เรียกว่า อสังขตธาตุ คือไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยปรุง แต่ง ไม่เป็นรูปธรรม ไม่เป็นนามธรรม เป็นอะไรก็ไม่รู้ อาจจะมีครูบาอาจารย์บางคน สอนไปอย่างเขลา ๆ ว่า นิพพานเป็นนาม- ธรรม หรือเป็นนามธาตุอย่างนี้ ; ไม่เห็นด้วย มันจะต้องอยู่เหนือความเป็นรูป หรือเป็นนามเสมอไป. สิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ แล้ว จะต้องอยู่เหนือความ เป็นรูปหรือความเป็นนาม ทั้งนั้น ; เพราะว่ารูปหรือนามนี้ มันเป็นสิ่งที่มี เหตุมีปัจจัย สิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือ อสังขตะ หรือ อมตะ นั้น จะมีเหตุ มีปัจจัยไม่ได้ ; เพราะฉะนั้น จะเรียกว่ารูปธรรมหรือนามธรรมไม่ได้ ; ถ้า เรียก ก็เรียกว่า ว่าเอาเอง. นี่มันจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก ว่า ถ้าไม่ให้เรียกว่า

น.777 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๒๓ รูปธรรมหรือนามธรรม ว่ารูปธาตุหรือนามธาตุแล้ว จะให้เรียกว่าอย่างไร ? ก็ ต้อง เรียกว่า ธาตุที่เป็นอสังขตะ หรือ นิพพานธาตุ หรือ นิโรธธาตุ หรือ สุญญธาตุ สุญญตาธาตุ ไปตามเรื่อง ; จะมาเรียกให้เป็นรูปหรือเป็นนาม อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้. ทีนี้เมื่อกล่าวขึ้นมาว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ดังนี้ แล้ว ก็จะต้องระลึกถึงพระบาลี ที่พระสงฆ์ก็ได้สวดคุณสาธยายพร้อม ๆ กัน เมื่อตะกี้นี้โดยเฉพาะ คือประโยคที่ว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ ฐิตา ว สา ธาตุ คือ ประโยคที่สำคัญที่สุดที่จะรู้จักเรื่องนี้. อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, พระตถาคต ทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, อนุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ-พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ฐิตา ว สา ธาตุ - ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือว่ามี ธาตุ ๆ หนึ่ง เรียกชื่ออะไร ท่านก็ไม่ได้ตรัส แต่ว่า ธาตุนั้นได้ตั้งอยู่แล้วนั้น- เทียว ; คล้าย ๆ กับว่า เป็นสิ่งที่จะตั้งชื่อยาก คือมันเป็นธาตุที่ตั้งชื่อยาก ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเรียกว่าธาตุเฉย ๆ, และค่อยขยายความออกไป ทีหลังว่า ธาตุนั้นคือความที่สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และ ความที่ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา; ความที่เป็นอย่างนั้นเรียกว่าธาตุนั้น ธาตุ นั้นตั้งอยู่แล้ว. หรืออีกทีหนึ่ง ก็ตรัสโดยหลักอิทัปปัจจยตาว่า ต ถาคตจะเกิด หรือ ตถาคตจะไม่เกิด ธาตุนั้นก็ตั้งอยู่แล้ว คือความเป็นอิทัปปัจจยตา ว่า เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เช่นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิดขึ้น,

น.778 เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิดขึ้น, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึง เกิดขึ้น, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะจึงเกิดขึ้น, เรื่อยไปดังนี้ จนกระทั่ง ถึง ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ทั้งปวง, ความที่ต้องเป็นอย่าง นั้น ท่านเรียกว่า ธาตุ ในที่นี้. ทีนี้ถ้าเราจะ มองดูกันตามธรรมดาสามัญ ก็จะเห็นได้ทันทีว่า นั่นคือ กฎ. กฎของธรรมชาติที่มีอยู่ว่า สิ่งนั้นต้องเป็นอย่างนั้น, ต้องเป็นอย่างนั้น, เป็น อย่างอื่นไม่ได้ ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้นเลย ; เพราะฉะนั้นในบทที่กล่าว ถึงอิทัปปัจจยตา ท่านจึงระบุคำว่า "ธาตุ" ลงไปที่ ตถตา ตถาตา หรือ ตถตา ก็ได้ หรือ อวิตถตา หรือ อนัญญูถตา. สิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ” ในที่นี้ ที่มันมีอยู่ อย่างไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด "ไม่ ขึ้นกับการเกิดของตถาคต หรือการไม่เกิดของตถาคตนี้” เรียกว่า ตถตา -ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา -ความที่ไม่ผิดไปได้จากความเป็นอย่างนั้น, หรือ อนัญญถตา -ความที่ไม่อาจจะเป็นไปได้ โดยความเป็นอย่างอื่นนอกไปจากนั้น. ฟังดูให้ดี ; นี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" ในที่นี้ คือ ตั้งอยู่ อย่างที่ไม่เหมือนกับการตั้งอยู่ของสิ่งทั้งปวง, แม้ว่ามันจะเป็นที่ออกมาของสิ่ง ทั้งปวง หรือว่ามันมีอยู่ในสิ่งทั้งปวง หรือควบคุมสิ่งทั้งปวงอยู่ หรืออะไรก็สุด แท้. ธาตุ นี้มันก็ไม่เหมือนกับสิ่งทั้งปวง คือมันมี ตัวของมันเองโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า ตถา - เป็นอย่างนั้น, อวิตถา - ไม่ผิดไปจากอย่างนั้น, อนัญญถา -ไม่เป็นไปโดยประการอื่นจากนั้น.

น.779 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๒๕ คำนี้ไม่เคยคุ้นหูของท่านทั้งหลาย จึงต้อง เอามาพูดแล้วพูดเล่า ซ้ำ ๆ ซากๆ ให้คุ้นหูกันต่อไปข้างหน้า, ให้เป็นที่คุ้นปากสำหรับพูดแก่กันและกัน, เพื่อให้รู้จักสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งสำคัญมาก ซึ่งในที่นี้เรียกว่า ไกวัลยธรรม หรือจะเรียก อย่างอื่น ก็ได้. ธาตุเป็นไกวัลยธรรมเทียบกับสิ่งใดไม่ได้. ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับสิ่งใด มันก็ไม่มีทางจะเหมือนกับสิ่งใด, จะ เปรียบเทียบโดยรูปร่าง หรือขนาด มันก็มีรูปร่างใหญ่กว่าสิ่งใดหมด. ลองหลับตา ดูว่า มันจะเท่าไร, แล้วมันจะอยู่ในลักษณะอย่างไร ; มันจะดูด้วยตาเนื้อไม่ได้ เพราะตาเนื้อมันเห็นแต่ทั้งหมดที่เป็นจักรวาล, เป็นสากลจักรวาล ใหญ่โตเท่าไร มีขนาดเท่าไร สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม มันยังใหญ่กว่านั้น, มันกว้างกว่านั้น ; มันแผ่กว้างไปกว่านั้น คือมัน แผ่กว้างไปจนถึงที่สุด จนคำนวณไม่ได้. ส่วน เรื่องสากลจักรวาล หรืออะไรต่าง ๆ นี้มันคำนวณได้ ว่าเท่านั้นเท่านี้. ถ้าจะนับ โดยปริมาณ มัน ก็นับไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมันจะแบ่ง ความว่างนี้ว่ามีปริมาณเท่าไร ; ถ้าจะแบ่งเป็นส่วน ๆ มันก็แบ่งไม่ไหว เพราะ มีปริมาณที่จำกัดไม่ได้ หรือกำหนดไม่ได้. ถ้าว่าจะอยู่โดยเวลา หรือโดยเนื้อที่ มันก็ยิ่งไม่ได้ ; ทุกสิ่งมันอยู่ ด้วยขนาดของเวลา ด้วยขนาดของการกินเนื้อที่ มันอยู่เท่านั้นปี เท่านี้ปี

น.780 มันกินเนื้อที่เท่านั้นโยชน์เท่านี้โยชน์ เป็นต้น. แต่สิ่งที่เรียกว่าธาตุตัวนี้ คือ ไกวัลยธรรมนี้ มันใหญ่กว่านั้น มัน วัดไม่ได้ด้วยกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ใช้กำหนด เวลา, วัดไม่ได้ด้วยกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ใช้กำหนดพื้นที่. นี่มันจะคืออะไร ก็ ขอให้ค่อย ๆ สังเกตไป. ทีนี้ถ้าว่าโดยเหตุโดยปัจจัย เอาเหตุปัจจัยมาเป็นหลัก มันกลับเป็นไป เสียว่า สิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" นี้ ไม่เกี่ยวกับเหตุ ไม่เกี่ยวกับปัจจัย ; ไม่ต้อง อาศัยเหตุปัจจัยอะไรเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ หรือดับไป. ถ้าพูดถึงสากลจักรวาล มันก็ยังมีเหตุปัจจัยตกแต่งขึ้นมา เป็นสากลจักรวาลหลายหมื่นโลกธาตุ หรืออะไร ก็สุดแท้ มันก็มีเหตุปัจจัย และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. แม้ที่สุดถ้าเราจะพูดถึงความว่าง ถ้ามันเป็น ความว่างชนิดที่เป็นธาตุ ในฝ่ายสังขตธาตุ มันก็ เป็นความว่างที่มีเหตุปัจจัย มันจึงว่าง หรือกลับไม่ว่าง ; เช่นว่า เนื้อที่เท่านี้ ในเวลานี้ ที่ท่านนั่งอยู่นี้ มันไม่ว่าง. เพราะว่าตัวคน คนหนึ่งมานั่งอยู่ จนกว่าเมื่อคนนั้นจะลุกไป ที่ตรงนั้นจึงจะว่าง ; อย่างนี้เขา เรียกว่าว่างตามทางของวัตถุธาตุ วัตถุธรรม ว่างอย่างฟิสิคส์ หรือของสิ่งที่มีวัตถุ รูปร่าง อย่างที่เรียกว่าอากาสธาตุ ในจำนวนธาตุทั้ง ๖ ; ว่างอย่างนี้มันไม่ แน่นอน มันมีเหตุปัจจัย. แต่ ถ้า ว่างอย่างหลักธรรมะ ที่เป็นเรื่องของสติปัญญา เช่นเรื่อง ของสุญญตาธาตุ เป็นต้น ; นั้นมันว่างชนิดที่ลึกกว่านั้น คือมันจะว่างจริงๆ มันไม่มีเหตุปัจจัยมาทำให้เกิดความว่าง ได้แก่ความ ว่างจากความหมายแห่งตัวตน, ว่างจากตัวกู ว่างจากของกู คือว่างจากความหมายแห่งตัวกู - ของกู, ทุกสิ่งมัน

น.781 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๒๗ ว่างจากความหมายแห่งตัวกู - ของกู เพราะฉะนั้นความว่างนั้น มันเป็นความ ว่างในความหมายนี้ ซึ่งวัดไม่ได้. ธาตุที่สัมพันธ์กับมนุษย์ทุกอนุภาคของกาย. ถ้าเราจะเปรียบเทียบไกวัลยธรรม โดยเอาความสัมพันธ์กันกับมนุษย์ มาเป็นหลัก ; เราจะยิ่งเห็นว่า ไกวัลยธรรมนี้สัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ หรือตัวเรานี้ ยิ่งกว่าสิ่งใด. บิดามารดาของเราอยู่บ้านเรือนเดียวกัน ก็ยังไม่มีความ สัมพันธ์กับเรามาก เท่ากับสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ซึ่ง สัมพันธ์อยู่กับเราทุก ๆ อณู ทุกๆปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย หรือทุก ๆ อนุภาคของความ รู้สึกคิดนึก; นี่ดูให้ดี นี่ว่าความสัมพันธ์กับมนุษย์. สิ่งที่เรียกว่าธาตุ ชนิด นั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "มันตั้งอยู่แล้ว ฉันจะเกิด หรือฉันจะไม่เกิด มันก็ตั้งอยู่แล้วนั่น" ; มันมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ถึงขนาดนี้. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ที่นี้จะดูกันสักหน่อยต่อไปว่า การตั้งอยู่ หรือ การเกิดขึ้นของธาตุนี้ มันเป็นอะไร ? การตั้งอยู่ หรือการมีอยู่ของธาตุชนิดนี้ หรือของไกวัลยธรรมนี้ มันมีลักษณะอย่างไร ? ก็ต้องพูดอย่างวิธีที่เรียกว่าฟังยาก หรือจะเห็นว่าเอาเปรียบ คือมัน ตั้งอยู่โดยที่ไม่ต้องมีการตั้งอยู่ มัน ไม่มีการเกิดขึ้นมา มัน ไม่มีการดับ ลงไป ; แล้วมันไม่ได้มีการตั้งอยู่ นั่นแหละเรียกว่า การตั้งอยู่ของธาตุชนิดนี้.

น.782 มันยิ่งกว่าความว่าง หรือว่าอย่างน้อยมันก็เท่ากับความว่าง. ถ้าเป็น ความว่างจริงตามแบบของสุญญตา ก็ไม่ได้มีการเกิดขึ้นว่า ความว่างนี้เกิดขึ้นเมื่อไร, หรือว่ามันจะดับไปเมื่อไร, หรือมัน ตั้งอยู่อย่างไร, มัน ไม่แสดงอาการของการเกิด ขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป. นี่เรียกว่า ความว่าง นั้นคือไกวัลยธรรม มีความตั้งอยู่ อย่างนั้น ; นี้เราจะพูดว่ามันตั้งอยู่ อย่างนี้มันก็ไม่ถูก แต่แล้วเราก็ไม่มีคำที่จะพูด. อย่างที่เราพูดว่า ไกวัลยธรรมมีอยู่ ในเนื้อในตัว ทุกอนุภาคของ สัตว์ ของคน ของอะไรทุก ๆ อย่าง ก็ต้องเรียกว่า การมีอยู่ หรือตั้งอยู่ ; แต่ มันมิได้มีอยู่หรือตั้งอยู่ อย่างสิ่งทั้งหลายที่ เรารู้จัก คือสิ่งที่เป็นสังขตะทั้งหลาย ที่มีการเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย ตั้งอยู่ชั่วขณะที่ปัจจัยยังมีอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อเหตุ ปัจจัยมันเปลี่ยนแปลง, ฉะนั้นขอให้ศึกษาคำพูดชนิดนี้กันเสียบ้าง จะเข้าใจ ธรรมะที่ลึกซึ้งได้ยิ่งขึ้นตามลำดับ. ความมีอยู่ที่ไม่มีการตั้งต้นและสิ้นสุด ความมีอยู่ของสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่ง มีได้ โดยไม่มีการตั้งต้นการมี หรือสิ้นสุดแห่งการมี ; เช่นเรามีเงินนี้ เราก็ มีการตั้งต้นว่า เรามีเงินเมื่อไร แล้วเราหมดเงินเมื่อไร ก็เรียกว่าสิ้นสุด แห่งการมีเงิน. หรือว่าเรามีนั่นมีนี่, หรือว่าโลกนี้มันมีสิ่งอย่างนี้, หรือว่าเรามีดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์ ในโลกนี้ มันก็มีการตั้งต้นแห่งการมี เพราะว่าสักวันหนึ่ง ทั้งดวงอาทิตย์ดวงจันทร์มันก็จะหมดไป จากจักรวาลส่วนนี้. สิ่งเหล่านี้เรียกว่า มี โดยที่มีการตั้งต้นของการมี และการสิ้นสุดของการมี. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนั้น มัน มีโดยที่ไม่ต้องมีการตั้งต้น ว่ามีเมื่อไร, หรือสิ้นสุดแห่ง

น.783 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๒๙ การมีเมื่อไร. ฉะนั้นต้องเรียกว่า มันเป็นความมีที่ยิ่งไปกว่าความมี, ความมีอยู่ ที่ยิ่งไปกว่าความมีอยู่ ซึ่งที่แท้ไม่ควรจะเรียกว่ามี เพราะมันยิ่งกว่ามี แต่ถ้าไม่พูด ว่ามี ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไร. อย่าง พระพุทธเจ้า ท่านตรัส ด้วยถ้อยคำที่น่าสังเกต ท่านว่า มันตั้งอยู่ แล้วคือ ฐิตา ว สา ธาตุ "ฉันจะเกิดขึ้นก็ตาม ฉันจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น มันตั้งอยู่แล้ว. คำว่า "ตั้ง" นี้ จะเอาเป็นการมี ก็ได้ ; มันก็มีอยู่อย่างไม่เหมือน ใคร, หรือตั้งอยู่อย่างไม่เหมือนใคร, ตั้งอยู่อย่างไม่มีการตั้งต้น, หรือไม่มีการ สิ้นสุดลงแห่งการตั้งอยู่, เรียกว่า ความมี ชนิดที่เป็นความมีของธาตุ ชนิดนี้. หรือจะไปใช้กับคำว่า "พระเจ้า" ก็ได้ ; ถ้าพระเจ้ามีอยู่ สมกับที่เป็น พระเจ้าจริง ๆ พระเจ้าก็ต้องมีความมีอยู่ หรือตั้งอยู่ในลักษณะนี้ คือไม่ต้องมีการ ตั้งต้นแห่งการมี หรือการตั้งอยู่. แล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการมี หรือการตั้งอยู่ เพราะว่าเป็นความมีอยู่ หรือตั้งอยู่ โดยที่ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอะไร. เพราะ ฉะนั้นความมีอยู่หรือตั้งอยู่ของสิ่งชนิดนี้ มันจึงเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ ตวงไม่ได้ ว่าเท่านั้นเท่านี้, อย่างนั้นอย่างนี้คำนวณไม่ได้ ; อย่างที่ พวกมหายานเขาเรียก ว่า อมิตาภะ อมิตายุ. อมิตาภะ - มีแสงสว่างที่ตวงไม่ได้, วัดไม่ได้ คำนวณ ไม่ได้. อมิตายุ - มีอายุที่วัดไม่ได้, คำนวณไม่ได้ ว่ามีอายุเท่าไร. ถ้าเริ่มสนใจรู้จักสิ่งเหล่านี้กันบ้าง ก็จะช่วยขยายออกไป เขยิบออก ไป จนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม คือที่เป็นอสังขตธรรม

น.784 ความมีอยู่ของธาตุ ที่เป็นไกวัลยธรรม มีอยู่จริง. ขอให้นึกดูให้ดี ว่ามันมีสิ่งนี้อยู่จริง มันมีสิ่งนี้อยู่จริง แล้ว ความจริง ของการมีอยู่ของสิ่งนี้ จริงกว่าสิ่งใด ๆ, จริงกว่าความมีอยู่ของสิ่งใด ๆ ที่จะ พูดว่า ความมีอยู่ของท่านบางคน ที่นั่งอยู่ตรงนี้แหละ นี้ไม่จริง, เดี๋ยวก็ไม่มี หรือว่า ท่านมีอยู่ในโลกนี้ อีกไม่กี่สิบปีก็ไม่มีแล้ว และแม้ความมีอยู่แห่งวัดนี้ ในแผ่นดินนี้ บางทีอีกไม่กี่ร้อยปี มันก็ไม่มีแล้ว. ฉะนั้นความมีอยู่ของสิ่ง เหล่านี้มันไม่จริง. หรือว่า ดวงอาทิตย์จะอยู่เป็นล้าน ๆ ปี ไม่เท่าไรมันก็ไม่มีอีกแล้ว ; นี่ความมีดวงอาทิตย์เป็นต้นนี้ ก็มิได้มีอยู่จริง. แต่ว่า ความมีอยู่แห่งสิ่งที่ เรียกว่าธาตุนี้ ซึ่งเป็นไกวัลยธรรมนี้ มีอยู่จริง ; ไม่ได้ตั้งต้นแห่งการมี, ไม่ได้สิ้นสุดแห่งการมี เพราะมันมีอยู่โดยวิธีมีชนิดอื่น ไม่เหมือนกับสิ่งทั้งหลาย ที่มีอยู่เพราะมีเหตุมีปัจจัย. เรารู้จักความตั้งอยู่แห่งธาตุนั้น ซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุ ปัจจัยอะไร แล้วตั้งอยู่อย่างไม่ต้องมีการตั้งต้น ตั้งอยู่อย่างไม่ต้องมีการดับไป. นี่ เป็นส่วนสำคัญ ทีนี้ก็เลยเห็นว่าประหลาด. เราไม่อาจมองสิ่งนั้นด้วยวิธีที่ใช้มองสังขารธรรม. ทีนี้พูดถึงความประหลาดกันบ้าง ว่าสิ่งนี้มันประหลาดอย่างไร ? การ ที่มองดูความแปลกประหลาดอันน่ามหัศจรรย์ของสิ่งนี้ มันก็มีทางที่จะมองกันได้ หลายแง่หลายมุม ; เช่น เราอาจจะพูดได้ว่า มันเป็น สิ่งเดียวที่เป็นทั้งหมด, หรือว่า เป็นทั้งหมดที่เป็นสิ่งเดียว สิ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือสิ่งเดียว.

น.785 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๓๑ นี่ฟังไม่ถูกก็จะคิดว่า นี่บ้าแล้ว ; เพราะเมื่อพูดว่า "ทั้งหมด" นี้มัน ก็มีหลาย ๆ ๆ สิ่ง แล้วกลับพูดว่า มีสิ่งเดียว, ทั้งหมดนั้นคือสิ่งเดียว ; และถ้าพูด กลับกันเสีย ก็สิ่งเดียวนั้นคือทั้งหมดทุกๆ สิ่ง, นี่มันแล้วแต่ว่ามันจะมองกันด้วย หลักเกณฑ์ หรือสายตาของคนธรรมดา ที่มีความต้องการ แล้วก็มีความหวัง มีการปรารถนา มีการแบ่งแยก. มันจึงเห็นเป็นหลาย ๆ สิ่ง ที่จะแบ่งแยกกัน เป็นดีเป็นชั่ว, เป็นบุญเป็นบาป, เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นได้เป็นเสีย, เป็นหญิง เป็นชาย, เป็นอะไรต่าง ๆ แต่ก็ไม่เคยมองทีเดียวว่า เป็น เพียงธาตุเท่านั้น หรือ ว่ามองทีเดียวว่า เป็นเพียงสังขารธรรม คือ สิ่งที่เป็นไปตามการปรุงแต่งของ เหตุปัจจัยเท่านั้น ; ไม่มองกันอย่างนี้ เพราะเห็นว่ามาก. สมมติว่า เราจะถามว่า ร่างกายนี้มันมีกี่อย่าง ? ถ้าไปแยกเข้ามันก็มี หลายอย่าง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย คือหลาย ๆ หมู่ เป็นหมู่ใหญ่. แต่เรา เรียกอีกทีว่า ร่างกายนี้มีร่างกายเดียว, ร่างกายของเรามีร่างกายเดียว, ทั้งหมด คือร่างกายนี้, ร่างกายนี้ก็คือทั้งหมด ที่เป็นของเรา. โง่ไปโง่มาอยู่อย่างนี้เอง ก็เลยไม่ต้องรู้กันว่า ที่แท้มันอย่างเดียว หรือมันหลายอย่าง. ถ้าถือตาม พระพุทธเจ้า ท่ านก็ไม่ตรัสอย่างนั้น ว่าสิ่งเดียว หรือ ว่าหลายอย่าง ; ท่านว่า อิทัปปัจจยตา - เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิด ขึ้น. ไม่มีอะไรที่จะไปนับว่าสิ่งเดียว หรือหลายอย่างได้ ; เพราะว่ามัน เปลี่ยนแปลงเรื่อย. แต่สำหรับ ไกวัลยธรรมนี้ ไม่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไม่มีเหตุไม่มี ปัจจัย ; กลับกลายเป็นสิ่งที่ว่า ถ้าจะมองดูว่ามีสิ่งเดียว ก็เดียวหมดเลย. ถ้า

น.786 จะไปมองในแง่ที่ว่า มันไปสิงซึมอยู่ในทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณูของสังขารทั้งหลาย ทั้งปวง อย่างนี้มันก็มากซิ ; นับไม่ไหว จึงว่ามันคำนวณไม่ไหว. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย์ นี้ เป็นคำที่ประหลาดที่สุด แม้ในปทา- นุกรมตามธรรมดา ก็เขียนไว้ อธิบายไว้ ว่า มันเป็นได้ทั้งสิ่งเดียวและทุกสิ่ง คือ มากมายเหลือที่จะคำนวณได้ เช่นว่า พูดกันว่าตลอดทั่วไกวัลย์ ทั้งไกวัลย์. ไกวัลย์ทั้งหมดนั้น มันเป็นหนึ่งไกวัลย์ คือคำคำเดียวก็ได้. ไกวัลย์เป็นสิ่งเดียว หรือทั้งหมด ไม่ขึ้นกับเวลาหรือพื้นที่. ทีนี้ในไกวัลย์มันมีมาก ; ถ้าไม่มีมาก เราก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดว่า ทั่วทั้งไกวัลย์. นี่คำนี้มีปัญหาในทางความหมายมาแล้วแต่บรมโบราณ โดยเฉพาะ ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของภาษานี้ แล้วเราก็รับช่วงต่อมา ; เพราะว่า คนไทยเรานี้ รับวัฒนธรรมอินเดียทั้งหมดทั้งสิ้นเอามา. นี้ก็ลองทำความสำคัญเอาเองว่า สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย์" มันแปลว่า ทั้งหมด แต่เป็นสิ่งเดียว, หรือ เป็นสิ่งเดียว แต่เป็นทั้งหมด นั่นแหละคือ ไกวัลย์. ภาษาชาวบ้านเพียงแต่พูด ไม่คำนึงถึงความหมาย. "ทั่วทั้งไกวัลย์" นี้ก็พูดกันอยู่บ่อยๆ : ไกวัลย์ทั้งเวลา, ไกวัลย์ทั้งพื้นที่ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ รู้ว่า มันสิ่งเดียวหรือมันหลายสิ่ง เพราะมันโง่กลับไปโง่กลับมาอยู่ที่ตรงนี้. บางที ก็ชอบอย่างเดียว, บางทีก็ชอบหลายสิ่ง. บางทีก็มองเห็นสิ่งเดียว, บางทีก็มอง เห็นหลายสิ่ง. คำ ๆ นี้จึงให้ความหมายไว้ประหลาดที่สุดว่ามัน เป็นสิ่งเดียวแท้ ๆ

น.787 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๓๓ โดด ๆ ก็ได้ หรือว่ามัน เป็นทั้งหมดทุกๆ สิ่งกี่สิ่งก็ได้ ; เรียกว่าไกวัลย์ด้วย เหมือนกัน. นี่ก็ความที่มันเป็นอย่างเดียวกัน เหมือนกันอย่างนี้ แล้วก็ในเวลา เดียวกัน ในที่เดียวกัน นั่นแหละจะเรียกว่าไกวัลย์ ได้. สำหรับ ธรรมชาติอันนี้ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน ; เพราะฉะนั้นมันจึง ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ; แต่ว่าเวลามันก็คงล่วงไปตามแบบของเวลา. ฉะนั้นสิ่งนี้มันเลยเป็นสิ่งที่มีเวลาเดียว ซึ่งไม่เป็นอดีต ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่เป็น อนาคต ; จะพูดว่าเป็นปัจจุบัน ก็ดูยังเดามากไป เพราะว่ามันไม่มีอะไร เพราะ เวลามันไหลเรื่อย, พูดไม่ทันจบมันก็เปลี่ยนเป็นอดีตแล้ว มันจะเอาที่แน่นอน ไม่ได้ มันไหลไปเป็นสาย เหมือนกับสิ่งที่ไหลไปเป็นสายนี้, ไม่ทันจะชี้ลงไปว่า ตรงไหนเป็นอดีต ตรงไหนเป็นปัจจุบัน ตรงไหนเป็นอนาคต. ส่วนเรานี้มัน มีความยึดถือทางรูปธรรมมากเกินไป : แบ่งแยกเป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็น อนาคต. ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว สิ่งทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับจิต แล้วสิ่งที่เป็นจิตนี้ ถูก ปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป : ไม่สามารถจะชี้อดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ที่ไหน นี่แหละคือ ความเป็นไกวัลย์ ของเวลา ที่เกี่ยว- ข้องกันอยู่กับไกวัลยธรรม ; มันจึงเป็นตัวเดียวหน่วยเดียว ในทางที่เกี่ยวกับเวลา. ทีนี้ถ้าว่า มัน เกี่ยวกับพื้นที่ ; มันก็เป็นหน่วยเดียวอีกนั่นแหละ มัน ไม่อาจจะแบ่งแยก เพราะมันคลุมอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. โลกนี้ทั้งโลกมัน คลุมหมด, ทั้งระบบสุริยจักรวาล กี่ดวงดาว มันก็คลุมหมด, แล้วกี่ร้อยกี่พัน ก็หมื่นระบบสุริยจักรวาล มันก็คลุมหมด. มันเหมือนกับกระลาครอบลูกเดียว หมด, ไม่มีอะไรเหลือ, ที่พื้นที่นั้นก็เป็นพื้นที่เดียว เป็นหน่วยเดียว ก็เรียกว่า เป็นไกวัลยธรรมในทางพื้นที่.

น.788 สิ่งเหล่านี้เรารู้จักหรือเปล่า ? ถ้าเราไม่รู้จัก ก็พยายามที่จะเข้าใจเข้า ไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่า สิ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือสิ่งเดียว. ถ้าใครยังเห็นว่า สิ่งเดียวต่างกับทั้งหมด ทั้งหมดต่างกับสิ่งเดียว ก็คือยังไม่เห็น, ยังไม่เห็นสิ่ง นี้, ยังไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม แม้ในทางวัตถุ : ทุกอย่างคือโลกนี้, โลกนี้คือทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้; บางทีกิเลสของเราต้องการให้เป็นโลกเดียว, บางทีกิเลสต้องการให้เป็นหลายอย่างหรือหลายโลก. แต่ถ้ามองเห็นไกวัลยธรรม แล้ว มันหลอกอีกไม่ได้ มันจะทำให้เห็นเป็นอย่างนั้นไม่ได้, นี้เรียกว่า ฝ่าย วัตถุธรรมก็เป็นอย่างนี้ . . . . . . . . . . . . . . . . ภาวะ หรือความมีของสิ่งที่อยู่เหนือเหตุปัจจัย. ที่นี้ดูในฝ่ายจิตกันบ้าง จิตทุกชนิดก็คือจิตนั่นแหละ, จิตทุกชนิด ก็คือจิต จิตก็คือจิตทุกชนิด จิตนี้ถือว่าเป็นนามธรรม. ถ้าเราดูให้ดี เราจะเห็น ว่า จิตนี้เป็นธาตุชนิดหนึ่ง มีอยู่อย่างนั้น ; แม้มันจะเปลี่ยนแปลงได้ นี้ ไม่ใช่ว่าจิตอันอื่น มัน เป็นเพียงจิตอันนั้น ที่มีการเปลี่ยนแปลง. เหมือน กับว่า น้ำมีอยู่นี้ เราจะเอาสีอะไรใส่ลงไปให้หลาย ๆ สีต่าง ๆ กัน คนละแก้วคน ละขวด : แล้วไปมัวดูที่สี มันก็เห็นต่างกัน : แต่ว่าเราดูที่น้ำอันบริสุทธิ์ เรา ก็ว่า มันเหมือนกัน หรือว่าเป็นสิ่งเดียวกัน. จิต ของคนเรา มองในทางหนึ่งก็เป็นดวงเดียวโดด ๆ คือ เป็นธาตุจิต หรือ จิตตธาตุ หรือ มโนธาตุ หรือ วิญญาณธาตุ อย่างเดียวโดด ๆ ; แต่ถ้าไป

น.789 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๓๕ ดูที่ถูกปรุงแต่ง โดยมีอะไรเข้าผสม เจือลงไปแล้ว มันก็หลายสิบ หลายสิบจิต แล้วอาจจะหลายร้อยหลายพันจิต ไม่เพียงแค่ ๘๙ จิต เหมือนที่พวกอภิธรรมเขา ว่ากัน. นี่ว่า จิตทุกชนิดก็คือจิต จิตก็คือจิตทุกชนิด. ทีนี้ถ้าเป็นนามธรรม ชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีชีวิต ก็ยังดูต่อ ไปได้ โดยใช้คำว่าภาวะ หรือความเป็นอยู่ ความมีอยู่ ซึ่งเป็นนามธรรม ภาวะ หรือ ความเป็นอยู่ ความมีอยู่นี้ เมื่อไม่เล็งถึงวัตถุสิ่งของ นี้ก็เรียกว่า เป็น นามธรรมได้. ความมีอยู่แห่งก้อนหิน มันไม่ใช่ก้อนหิน ; ตัวความมีอยู่แห่ง ก้อนหินนี้ก็อย่างหนึ่ง, ตัวก้อนหินนั้นเองก็อย่างหนึ่ง. ก้อนหินนี้ก็เป็นวัตถุ เป็นวัตถุธรรม เป็นรูปธรรม แต่ความมีอยู่แห่งก้อนหินนั้นเป็นนามธรรม อย่าคิดแต่ว่า ตาของเราเห็นก้อนหิน แล้วก็ถือว่า นั่นคือความมีอยู่แห่ง ก้อนหิน. ความมีอยู่ แห่งก้อนหิน เป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตา. แต่ถ้า มองเห็นก้อนหินด้วยตา เราจึงรู้ว่า ความมีอยู่แห่งก้อนหินนั้นมันมี แล้วความมี อยู่อันนี้ มันก็เป็นนามธรรมได้ คือไม่มีรูป. ความมีอยู่ทุกชนิด ก็ เป็นสักว่าความมีอยู่, ความมีอยู่ก็คือว่า ความมี อยู่ทุกชนิด. ลักษณะหรืออำนาจของไกวัลยธรรม ก็ยังครอบคลุมมาถึงสิ่งนี้ คือ ในภาวะทั้งหลายทั้งปวง ; เพราะว่า ถ้าเราพูดว่า "ภาวะ" นั้นเป็นความมีชนิด ที่มีเหตุมีปัจจัย. ไกวัลยธรรมมันอยู่เหนือภาวะชนิดที่มีเหตุมีปัจจัย : ฉะนั้น จะเป็นความมีอยู่แห่งภาวะเดียว หรือภาวะหลายอย่าง, กระทั่งว่า ความมีอยู่ แห่งภาวะ และความไม่มีอยู่แห่งภาวะ ; มันก็เป็นความมีอยู่ที่แปลกประหลาด ของสิ่งที่เรียกว่าธาตุนั้น หรือไกวัลยธรรมนั้น.

น.790 นี่แหละความแปลกประหลาด ของสิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" นั้น ที่ตั้งอยู่ แล้ว ; ตถาคตจะเกิด หรือตถาคตจะไม่เกิด อันนั้นมันตั้งอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมี ความมีความเป็น. มันก็มีมันก็เป็น ; มันใช้คำอย่างอื่นไม่ได้ ก็ต้องใช้คำ อย่างนี้ มันมีอยู่โดยไม่ต้องมีความมี ; แล้วเราก็ยังไปเรียกว่า มันมีอยู่. มันไม่มีภาวะแห่งความมี ; เราไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ต้องเรียกว่า มีภาวะแห่ง ความไม่มี. แต่ในที่สุด ธาตุ อันนี้ หรือไกวัลยธรรมนี้ มันก็มี อยู่โดยลักษณะ เฉพาะของมันเอง เช่นที่พูดว่า มีกี่อย่าง ๆ ก็คืออย่างเดียว, มีอย่างเดียวก็คือ มีกี่อย่าง ๆ หมดทุกอย่าง ไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย. ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม หรือสิ่งที่เรียกว่า "อสังขตธาตุ" ; แต่เรา จะเรียกว่า "ไกวัลยภาวะ" นี้มันพอฟังออก แต่ไม่ถูกตามกฎเกณฑ์ เพราะ ภาวะนั้นมันต้องมีเหตุปัจจัย . . . . . . . . . . . . . . . . ไกวัลยธรรมมีอยู่ โดยมิต้องมีเหตุปัจจัย. ทีนี้ ไกวัลยธรรมมีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเหตุปัจจัย ; แล้วก็ไม่รู้ว่าจะ ใช้คำว่าอะไร ก็ต้องใช้คำว่า "มีอยู่" แล้วก็ใช้คำว่า "ภาวะ" อีก. มันเล่นตลก ในทางตัวหนังสือ ความสับปลับของภาษาอย่างนี้ ทำให้เราเข้าใจคำธรรมะได้ โดยยาก. แต่แล้วเราก็ไม่รู้จะแก้ไขความสับปลับกำกวมของภาษานี้ได้อย่างไร ?

น.791 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๓๗ ทางออกมันก็มีอยู่ว่า เราเข้าใจมันให้ถูกต้อง; จะเรียกว่าอะไร ก็ไม่สำคัญ. จะเรียกว่า นิพพานมีอยู่ก็ได้ นิพพานมิได้มีอยู่ก็ได้ มันถูกทั้งนั้น ; ว่านิพพานมีอยู่ ก็พูดตามความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญ ที่รู้ว่าอะไรมันมีอยู่. ถ้าพูดว่านิพพานมิได้มีอยู่ เพราะนิพพานมิได้มีภาวะ เพราะนิพพานมิได้มีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่งอะไรขึ้นมา นี้ก็มิได้มีอยู่. ถ้าอยากจะใช้คำว่า "มีอยู่" ก็ต้องมีอยู่ อย่างภาษานิพพาน, มีอยู่อย่างตามแบบนิพพาน, มีอยู่อย่างตามแบบของอสังขตะ ซึ่งที่แท้ก็มิได้มีอยู่ ก็เลยเรียกว่า เป็นเรื่องพูด, ขอพูดกันไปทีโดยสมมติหรือ โดยบัญญัติ พอให้รู้เรื่องว่า นิพพานนั้นมีอยู่. แต่ถ้าไปเข้าใจว่า มีอยู่อย่าง สิ่งต่าง ๆ มีอยู่ นี้ผิดหมดเลย ; เพราะว่า นิพพานนั้นมิได้มีอยู่ อย่างที่สิ่งต่าง ๆ มีอยู่ อย่างที่เรารู้จักกันดี. ความมีอยู่ ในที่ทุกแห่ง แต่มิได้มีอยู่อย่างที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ให้มีอยู่ นี่ฟังยาก. เช่นกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา หรือของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่ มันก็มีอยู่ในทุกสิ่ง ; แต่มิได้หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นตกแต่ง กฎเกณฑ์อันนี้ขึ้นมา. ความไม่เที่ยง มีอยู่ในสังขารทั้งปวง แต่มิใช่สังขาร ทั้งปวงปรุงแต่งความไม่เที่ยงขึ้นมา ; ความไม่เที่ยงนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ ตัวมันเอง ที่มาครอบงำสิ่งทั้งปวง. เราควรจะมองเห็นกันอย่างนี้บ้าง คือสูงขึ้นมาถึงลักษณะอย่างนี้ จึง จะมองเห็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง ต่อสู้ไม่ไหว ; เราจะไปสู้รบ ตบมือกับสิ่งนี้ไม่ไหว. เช่น ความที่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย อย่างนี้ เป็นต้น รวมอยู่ในความหมายนั้น เราจะไปต่อสู้ หรือต้านทาน หรือหมุน กลับกระแสอันนี้มันไม่ได้.

น.792 ทางออกมันไปมีอยู่ที่ว่า เราอบรมจิตใจกันเสียใหม่ ทั้งที่จิตใจนี้มัน ก็เป็นธาตุธรรมดา ธาตุสังขตะธรรมดานี้ ; แต่ถ้าอบรมให้ดีแล้ว มันรู้สึกถึง ฝ่ายโน้น ฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายที่ผิดธรรมดาไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างที่กล่าว มานี้ คือฝ่ายอสังขตะ จิตนี้ธรรมดาก็เป็นจิตของชาวบ้าน อย่างเป็นโลกิยะ แต่ ถ้าอบรมดี แล้ว มันเปลี่ยนสภาพโลกิยะไปสู่สภาพโลกุตตระ แล้วมันจึงรู้จักสิ่งที่ไม่เคย รู้จักนั้นได้. รู้จักสิ่งที่ ทีแรกนั้นลึกลับเหลือประมาณ. เช่นไกวัลยธรรมนี้ เป็นต้น เป็นนิโรธธาตุ สุญญตธาตุ นิพพานธาตุ เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่มี ทางจะรู้ได้นอกจากจะได้ยินเขาเอ่ยชื่อให้ฟัง. แต่เดี๋ยวนี้จะไม่เพียงแต่ได้ยินเขา เอ่ยชื่อ จิตจะรู้จักหรือสัมผัสต่อสิ่งนั้นได้ ; เพราะว่า สิ่งนั้นแม้จะมีลักษณะ อย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงเกรงไปว่า คนทั้งหลายเมื่อได้ฟังเรื่องอสังขตะ ตรงกันข้ามจากความมีอยู่แห่งสิ่งทั้งปวงในโลกนี้แล้ว; คนทั้งหลายก็จะโง่ไปว่า นิพพานนั้นไม่มีทางที่จะมีอยู่ได้ เพราะเมื่อมันตรงกันข้าม จากสิ่งที่มันมีอยู่ได้ ในโลกนี้เสียทุกอย่างแล้ว นิพพานจะมีอยู่ได้อย่างไร? จึงต้องทรงยืนยันไว้อีก แผนกหนึ่งว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อายตนะนั้น ยังมีอยู่ นี้คำว่า "อายตนะ" ในที่นี้ มิใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง. กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, และมิใช่เป็นแม้แต่เพียงว่าธัมมารมณ์ ที่เป็นอารมณ์ของจิตทั่ว ๆไปอย่างนี้; แต่ว่ามันก็เป็น สิ่งที่อาจจะรู้ได้ เข้าถึง ได้ รู้สึกได้ ในเมื่อได้อบรมจิตชนิดนี้ ให้กลายเป็นจิตชนิดที่อยู่เหนือความเป็น อย่างนี้ คือเหนือความเป็นโลก ๆ อย่างนี้.

น.793 ในฐานะที่เป็นธาตุ นี่คือประโยชน์หรือ อานิสงส์ ของการปฏิบัติพระพุทธศาสนา ที่ เรียกว่า บำเพ็ญสมณธรรม ปฏิบัติธรรม ทำกรรมฐานภาวนา แล้วแต่จะเรียก มันก็ล้วนแต่ คือการอบรมจิต ให้เปลี่ยนไปสู่ภาวะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง สามารถ จะมองเห็น หรือว่าชิมดู หรือว่าได้กลิ่น หรืออะไรก็สุดแท้ ต่อสิ่งที่เป็นอสังขตะ ที่เรียกรวม ๆ กันไปว่า "นิพพาน" อบรมจิตให้สูงจึงจะเห็นได้ว่าไกวัลยธรรมมีอยู่. นี่ พระพุทธเจ้า ท่านจึงต้อง ตรัสยืนยัน ไว้ว่า "สิ่งนั่นมีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ แกยังไม่รู้จัก แล้วถ้าเอาตามเหตุผล ที่แกมีอยู่เดี๋ยวนี้กันแล้ว แกจะคิดว่า สิ่งนั้น มิได้มี" คืออสังขตธาตุนั้นจะมิได้มีอยู่ หรือว่านิโรธธาตุนั้นจะมิได้มีอยู่ หรือ ว่าสุญญตธาตุนั้นจะมิได้มีอยู่ อย่างนี้เป็นต้น. แต่เดี๋ยวนี้ในกรณีนี้ อาตมาเรียกสิ่งนี้ว่า ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มี อยู่อย่างเป็นอันเดียวกันหมด ในเวลาทั้งหมด ในเนื้อที่ทั้งหมด ในอะไร ทั้งหมด อย่างที่มันไม่น่าจะมีได้ ; ก็ต้องขอฝากไว้ทำนองเดียวกันว่า มันมีอยู่ ขอให้ติดตาม เพื่อจะมอง หรือจะศึกษา หรือจะอะไร ให้รู้จักสิ่งนั้น, ไม่มี ใครสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา. พระพุทธเจ้าท่านก็ ทรงยืนยัน แล้วว่า " ไม่ใช่ฉันสร้าง มันขึ้นมา ; ฉันจะเกิดขึ้นก็ตาม ฉันจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งนั้นตั้งอยู่แล้ว " แล้ว หมายถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ด้วย. แต่ถ้าเชื่อว่า สิ่งนั้นมีอยู่ โดยอาศัยหลักว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้ว อย่างนี้แล้ว; แล้วตั้งอยู่ตลอดไกวัลย์ด้วย ; มันก็ ไม่ยากเกินไป ไม่เหลือวิสัย

น.794 ๒๔๐ ที่ว่า จะเข้าถึงสิ่งนั้นได้. ฉะนั้นขอให้พยายามตามความสามารถ ตามโอกาส เพื่ออบรมจิตใจให้มันสูงขึ้น ๆ คือจิตใจมันดีขึ้น หรือประเสริฐยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึง ระดับ ถึงขนาด ที่จะรู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งนั้น ซึ่งเป็นไกวัลย์ หรือเป็นอมตะ สำหรับสิ่งนี้ ที่เห็นยากนี้ มัน ไม่มีคำของชาวบ้านที่เราพูดกันอยู่นี้ จะไปพูดถึง หรือจะไปบรรยายลักษณะของสิ่งนี้ทุกความหมาย จึง ต้องใช้โวหาร ที่เรียกว่าคำปฏิเสธ คือมันไม่ใช่อย่างที่ว่าก็แล้วกัน ให้นึกถึงนิทาน ที่ลูกเด็ก ๆ เขาชอบเล่ากัน เช่นว่า : ปลามันอยู่ใน น้ำตลอดเวลา เต่ามันยังเคยขึ้นไปเที่ยวบนบกบ้าง แล้วปลาก็ถามเต่าว่า ที่แกว่า บก ๆ นั้นเป็นอย่างไร ? บกนี้มันอ่อนนิ่มพอให้จมูกของฉันแหวกว่ายไปได้หรือ ? เต่ามันก็ว่า ไม่ใช่. ปลาถามว่า บกของแกเป็นคลื่นอย่างนี้หรือ ? เต่ามันก็บอก ว่าไม่ใช่. มันเย็นเอิบอาบอย่างนี้หรือ? มันก็ว่า ไม่ใช่. ถามกี่คำถาม กี่ร้อย คำถาม มันก็ตอบว่า ไม่ใช่. นี่มันก็เป็นกรรมของปลา ที่ไม่อาจจะรู้ได้ มันก็ประณามว่า เต่านี่โกหก ฉะนั้นขออย่าใช้วิธีนี้กับพระพุทธเจ้า. นี่อาตมาขอร้องว่า อย่าใช้ วิธีนี้กับพระพุทธเจ้า; เพราะว่า พระนิพพานเป็นอย่างนั้นจริง มัน ไม่อาจจะ บอกด้วยคำพูดฝ่ายบวก เป็น positive ว่าอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ซึ่งชาวบ้านก็รู้ แต่เรื่องโลก ๆ เรื่องโลกิยะทั้งนั้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องตรัสว่าไม่ใช่ อย่างนั้น, ไม่ใช่อย่างนั้น, ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างที่จะปฏิเสธได้ ; แต่ว่ามัน ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสที่จะปฏิเสธโดยรายละเอียด ซึ่งจะต้องปฏิเสธเป็นหมวด ๆ ไป.

น.795 ในฐานะที่เป็นธาตุ ดังเช่นที่ ในพระพุทธภาษิต นั้นเอง ก็มีคำกล่าวว่า สิ่งนั้นมันไม่ใช่ ธาตุดิน : เนว ปฐวี -มันไม่ใช่ธาตุดิน เนว อาโป น เตโช น วาโย -ไม่ใช่ ธาตุน้ำ ไม่ใช่ธาตุไฟ ไม่ใช่ธาตุลม. คนจะไปคิดว่า นิพพานเป็นธาตุ เหมือน ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มันก็ไม่ใช่ หรือว่า จะไปถือเสียว่า มันเป็นผลที่เป็นความสุขแก่จิต ที่เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ ที่เป็นความสุขสูงสุด ที่ในสมัยนั้นเขาค้นพบ; ท่านก็ต้องตอบ ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่ ๆ, กระทั่งว่า มันเป็นโลกวัตถุ ว่าโลกนี้หรือ? ก็ไม่ใช่ โลกอื่นหรือ ก็ไม่ใช่ ? ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์หรือ ? ก็ไม่ใช่. นี่ ไม่ใช่ไปเสียทั้งหมด ใน เรื่องพื้นที่. แล้วที่จะเป็นเรื่องของ อากัปกิริยา ก็มันเป็นความตั้งอยู่หรือ ? ก็ ไม่ใช่. มันเป็นความเป็นไปหรือ ? เคลื่อนไหวหรือ ? มันก็ไม่ใช่ มันเป็น การจุติหรือ ? ก็ไม่ใช่. อุบัติบังเกิดหรือ ? ก็ไม่ใช่. มีที่ตั้งหรือ ? ก็ไม่ใช่. ไม่มีที่ตั้งหรือ ? ก็ไม่ใช่. กับ มีอารมณ์หรือ? ก็ไม่ใช่. คือ ปฏิเสธทุกหมวด ที่ว่าจะเป็นธาตุอย่างธรรมดา, หรือจะเป็นความสุขอย่างธรรมดา, หรือว่าจะเป็น พื้นที่, หรือว่าจะเป็นกิริยาอาการเป็นภาวะอะไร มันไม่ใช่ ไม่ใช่, ไม่ใช่ ๆ. ท่านไม่ได้ตอบว่าอะไร, ไม่ตอบว่าอย่างไรจึงใช่, ได้แต่บอกว่า ที่ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่ ๆ ตรงข้ามจากที่ว่าไม่ใช่ นั่นแหละคือสิ่งนั้นละ. แต่ ในสูตรนี้ท่านเรียกว่า นั่นเป็นที่สุดจบแห่งความทุกข์ทั้งปวง ที่ตรงนั้น ; หรือภาวะนั้น หรือจุดนั้น เป็นที่จบแห่งความทุกข์ทั้งปวง ซึ่ง หมายถึงอสังขตะ, ซึ่งหมายถึงสุญญตา, ซึ่งหมายถึง นิพพานธาตุ หรือ นิโรธ ธาตุ, ซึ่งในที่นี้ อาตมาเรียกว่า “ไกวัลยธรรม".

น.796 เข้าใจความหมายของไกวัลยธรรมแล้วจะเข้ากันได้ทุกศาสนา. การที่เอาคำนี้มาเรียกนี้ ก็เพราะว่ามันมีความหมาย ที่ถ้าเห็นแล้ว จะเข้าใจความหมายอื่นได้ทุกอย่าง; แล้วก็จะเรียกว่าเอาเปรียบ หรืออะไรก็ สุดแท้ โดยที่เห็นว่า ถ้าเข้าใจความหมายของไกวัลยธรรม นี้แล้ว จะได้ เครื่องมืออันหนึ่ง ซึ่งทำความเข้าใจกันทีเดียวได้ทั้งโลก ไม่ว่าเขาจะถือศาสนา ไหน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน. คำ ๆ นี้มันจะใช้ได้แก่ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกศาสนา จนไม่ต้องแบ่งแยกเป็นศาสนา. ศาสนาพราหมณ์เขาก็มีคำนี้ใช้ ศาสนาพุทธก็มีคำที่มีความหมายอย่างนี้ ใช้. ยกตัวอย่าง ศาสนาคริสต์เขาก็มีคำที่มีความหมายอย่างนี้ใช้; แต่แล้ว ต่างฝ่าย แต่ละฝ่าย ทุกฝ่าย ไม่เข้าใจความหมายนั้น ๆ ในคำนั้น ๆ ใน ศาสนาของตน ๆ ก็เลยได้ทะเลาะกันในระหว่างศาสนา . นี่เป็นความเสียหาย ของมนุษย์อย่างยิ่งในเวลานี้ ที่ต้องมีความทุกข์ทรมาน เข้าใจกันไม่ได้ ; บทบางบท ของศาสนาเป็นหมัน ถูกยกเลิกไป เพราะเข้าใจไม่ได้. แต่ถ้ามนุษย์ทุกคน อย่าถือกันว่า เป็นศาสนาไหน ; ถือกันแต่ว่า ส่วนสังขารร่างกายนี้มันเป็นไปตามกฎของสังขตะ แล้วก็มีอีกสิ่งหนึ่ง เป็นอสังขตะ ที่จะทำให้หยุดความหลงใหล ในสิ่งเหล่านี้เสียได้; แล้วเราก็ จะไม่เกิดความ- ทุกข์ , และเราก็ จะไม่ยึดมั่น หมายมั่นสิ่งใด โดยความเป็นตัวกู-ของกู . เรา ก็เห็นแก่ตัวไม่ได้ แล้วเราก็ไม่อาจจะเบียดเบียนใครได้ ไม่เบียดเบียนตน ไม่ เบียดเบียนผู้อื่น.

น.797 ในฐานะที่เป็นธาตุ ๒๔๓ นี่ประโยชน์ของการเห็น สิ่งๆ หนึ่ง ซึ่ง เป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด ใน ทุกเวลา ในทุกเนื้อที่. พูดเท่านี้ก็พอแล้ว ว่า ทุกเวลา คือไม่ขึ้นอยู่กับเวลา, ทุกเนื้อที่ คือไม่ถูกจำกัดอยู่กับเนื้อที่ขนาดไหน นั่นแหละคืออสังขตะ. อสังขต- ธาตุ ที่เรียกสั้นๆ บางทีก็เรียกว่า ธรรมธาตุ , หรือถ้า เรียกให้สั้น กว่านั้นอีก ก็เรียกว่า ธาตุ เฉย ๆ อย่างในพระบาลีที่พระสวดนี้เรียกว่า ฐิตา ว สา ธาตุ - ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว . อาตมาเอาคำนี้มาใช้ แล้วก็เลยให้หัวข้อการบรรยายในวันนี้ว่า ไกวัลย- ธรรมในฐานะที่เป็นธาตุ , เป็นสักแต่ว่าธาตุ ; แต่มิได้เป็นไปตามการปรุงแต่ง ของธรรมชาติ. มันเป็น ธาตุพิเศษ ที่มัน ถอยออกมาเสียจากการปรุงแต่ง ของธรรมชาติ . ส่วนธาตุนอกนั้นเช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ อะไรก็ตาม จะเรียกชื่ออย่างอื่นก็ได้; นี้ล้วนแต่ เป็นธาตุที่เป็นไปตามธรรมชาติ และก็มิใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา. ทีนี้ ธาตุนี้เป็น อสังขตธาตุ ไม่เป็นอย่างนั้น แต่ก็ยังเป็นสักว่าธาตุ ซึ่งก็จะต้อง เรียกว่า ธรรมชาติชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน หากแต่ว่า ไม่เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยเท่านั้น. รวมความว่า ทั้งหมด ในทั้งหมด ในไกวัลยธรรม นั้น มันก็ มีอยู่ เพียง ๒ ธาตุ คือสังขตธาตุ - ธาตุที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย , และ อสังขต- ธาตุ -ธาตุที่ไม่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ตัวไกวัลยธรรมแท้ ๆ เป็นสิ่งที่เป็น กฎ อยู่เหนือการปรุงแต่งของเหตุของปัจจัย. ธาตุทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่งตามเหตุ ตามปัจจัย เป็นเพียงขี้ฝุ่นขี้ละออง ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ปลิวไปหายไป, เกิด ขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เท่านั้นเอง.

น.798 ให้รู้จักความแตกต่างกันอย่างนี้ไว้แล้ว ก็จะเป็นการง่ายดาย ที่จะ ศึกษาให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า "ความหลุดพ้น" วิมุตติ หรือ ความหลุดพ้นไปได้ จากความทุกข์ทั้งปวง ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. การบรรยาย เรื่องไกวัลยธรรม ในวันนี้ ก็มุ่งหมายจะพูดแต่เพียง ความหมาย ของคำที่สำคัญเพียงคำเดียว คือคำว่า "ธาตุ" ที่เป็นอสังขตธาตุ ที่พอจะเรียกสมมุติได้ว่า นี่แหละคือตัวแห่งไกวัลยธรรม ที่คนพวกอื่นเขาจะ สมมุติเอาว่า นี้เป็นตัวตนอันแท้จริง และถาวร. ส่วนเราพุทธบริษัททั้งหลาย เรียกตามพระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่า มัน เป็นสักว่าธาตุ, และ ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นกฎแห่งสามัญญลักษณะ, กฎแห่งอิทัปปัจจยตา, กฎของจตุราริยสัจจ์ เป็นต้น โดยรายละเอียดดังที่กล่าวมา. การบรรยายวันนี้สมควรแก่เวลา ก็ขอโอกาสให้พระภิกษุทั้งหลาย ได้สวด คณสาธยายธรรม ที่เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ในธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ต่อไปอีกวาระหนึ่ง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต