Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๗ — ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.799 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายชุดไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๗ นี้ อาตมาจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ. [ทำความเข้าใจ "ธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ"] "ธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ" คงจะเป็นที่แปลกหูสำหรับบางท่านก็ได้. ที่จริงก็มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ; หมายความว่า ธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งทำสัตว์ ๒๔๕

น.800 ให้เข้าถึงพุทธภาวะ, และมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในเวลาทุกยุคทุกกาล ในฐานะ ที่เรียกว่าเป็น ไกวัลยธรรม หรือไกวัลยตา ก็ได้เหมือนกัน. ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจเป็นการล่วงหน้าไว้ทีก่อนก็ว่า ทุกอย่างได้วิวัฒนา- การขึ้นมา จนกระทั่งเป็นสิ่งที่มีชีวิต, แล้วสิ่งที่มีชีวิตนั้น จะวิวัฒนาการต่อไป จนถึง ระยะสุดท้าย คือถึงความเป็นพุทธะ ; หมายความว่ารู้หรือตื่น หรือ เบิกบานเต็มที่, ถ้าจะเปรียบเหมือนอุปมาก็ว่า มันถึงจุดที่เบิกบานเต็มที่ ; อย่าง กับต้นไม้มีดอก เราก็เห็นว่า ดอกของมันนั้น ที่แรกก็ดูไม่ออกว่าดอกไม้ จน กระทั่งมันเจริญเติบโตเรื่อย ๆไป ดูเป็นดอกไม้ แล้วก็ตูม แล้วก็บานถึงที่สุด. ข้อนี้มุ่งหมายไปยังข้อที่ว่า มัน ต้องเบิกบาน , มันต้องบาน; ถ้าไม่มี อะไรมาขัดขวางทำลายเสีย มันก็บานได้เร็ว; ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็ต้องช้า. ข้อนี้เป็นการยืนยันว่า ทุกอย่างจะวิวัฒนาการไป จนกระทั่งถึง วาระ สุดท้าย คือความเป็นพุทธะ . บางทีก็จะใช้คำว่า "พุทธะ" เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ คำว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ ; แต่ก็เป็นการเบิกบานด้วยความรู้เหมือนกัน คือรู้ถึง ที่สุดว่า ความทุกข์ได้หมดไปแล้ว, หรือว่า ชาตินี้มันเป็นชาติสุดท้ายแล้ว ความเกิดอีกมิได้มี; อย่างนี้เรียกว่า เบิกบานถึงที่สุด, ธรรมชาติที่จะทำให้สิ่งที่มีชีวิตเจริญขึ้นมา จนถึงลักษณะอย่างนี้ ในที่สุดนั้น เราเรียกว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ บ้าง, ธรรมชาติแห่ง พุทธภาวะ บ้าง. ที่เรียกว่าธรรมชาติ ก็เพราะมันมีอยู่แล้ว, มีอยู่เองโดย ธรรมชาติ, หรือจะเรียกว่า ธรรมชาติที่เป็นเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีอยู่แล้ว

น.801 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๔๗ ในสิ่งที่มีชีวิตก็มีเชื้ออันนี้อยู่แล้ว. ฉะนั้น สิ่งที่มีชีวิตจักต้องเจริญไป ใน ทางที่จะถึงความเป็นพุทธะ . นี้คือใจความของหัวข้อ ที่ตั้งใจว่าจะพูดในวันนี้, และให้หัวข้อสั้น ๆ ว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ . [ ทบทวนข้อความที่บรรยายมาแล้วถึงหน้า ๒๔๘ ] ที่นี้ เพื่อจะให้เข้าใจในสิ่งนี้ดีขึ้น หรือตามลำดับ ก็จะต้องทบทวนไป ถึงข้อความที่ได้บรรยายกันมาแล้ว ตามลำดับอีกเหมือนกัน ว่าได้พูดมาแล้ว อย่างไร, คือได้พูดถึงเรื่องไกวัลยธรรม ในลักษณะต่างๆ กัน ที่ให้เข้าใจได้ง่าย ขึ้นมาตามลำดับ, ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงไ กวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎ คือสิ่งที่มี อำนาจบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป มีอำนาจนั้นอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเป็นไป หรือ เป็นไปตามกฎ เช่น กฎแห่งสามัญญลักษณะ ว่ามันต้องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา สำหรับสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ; หรือว่าเป็นไปตามกฎ แห่งอิทัปปัจจยตา ว่ามันไม่มีฝ่ายไหนที่ยืนยันให้ตายตัวลงไปได้ นอกจากว่า มันเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย มันแล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัย เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น ; มันเป็นไปตามกฎอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงที่สุด. และในที่สุดก็ได้พูดถึง กฎจตุราริยสัจจ์ เรื่องความทุกข์ และความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เป็นวาระสุดท้าย เหล่านี้มันเป็นไปตามกฎ, ความที่ต้องเป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่า เป็นธรรมธาตุอันหนึ่ง เป็นธาตุที่ มีอยู่ตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ; ไม่ควรถือว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา หรือ

น.802 ว่าตัวใคร ตัวคนนั้น ตัวคนนี้ ให้ถือว่าเป็นธรรมชาติ, แม้ว่า จะมีลักษณะ เป็นไกวัลยตา คือมีทั่วไปในที่ทุกแห่งและทุกเวลา ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นสัตว์บุคคล ขึ้นมาได้ ; แต่มันไปคล้าย หรือ ไปพ้องกันกับข้อที่ว่า เป็นพระเจ้าที่สูงสุด จน เอาคำ ๆ นี้ไปใช้ ให้เป็นลักษณะของพระเจ้าเหล่านั้นได้ ; เช่นว่า มีอยู่ในที่ ทั่วไป หรือในที่ทุกเวลา แล้วก็ มีอำนาจทำให้สิ่งทั้งหลายเจริญขึ้น ๆ จนกว่าจะถึง ที่สุด. .... .... .... .... ( เริ่มการบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้ ) สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนี้ ได้พูดมาแล้วพูดมาอีก หลายๆ สิบครั้ง บางคนก็คงจะจับใจความได้ ว่า ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่เป็นทั้งหมด ไม่ ยกเว้นอะไร , แล้วเป็นไปอย่างที่เรียกว่าไม่จำกัดขนาด ไม่จำกัดเวลา ไม่ขึ้นอยู่ กับเวลา ไม่มีใครวัดได้ ตวงได้. บางพวกเรียกว่า มีแสงสว่างที่คำนวณไม่ได้ มีอายุที่คำนวณไม่ได้. นี้ก็เป็นถ้อยคำที่ดี ที่ต้องสังเกตไว้ แล้วจะเข้าใจเรื่อง อื่น ๆ ต่อไปข้างหน้าได้. ดูความเบิกบานตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต. เรา จะต้องดูให้รู้จัก สิ่งนี้ ให้มากยิ่งขึ้นทุกที; ที่แล้วมานั้นเราเกือบ จะไม่รู้เรื่องนี้ ว่า มีอะไรอยู่ในที่ทั่วไป และ ตลอดทุกเวลา ที่บังคับให้สิ่ง ทั้งหลายเจริญขึ้น ๆ ตั้งแต่ไม่มีชีวิตวิญญาณมาเป็นมีชีวิตวิญญาณ. เช่น ถ้า

น.803 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๔๙ เป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มันก็ไม่มีชีวิตวิญญาณอะไร ไม่มี- จิต ; แต่แล้วมันได้ประกอบกันเข้ากับสิ่งอื่น มันจึง เกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา. สำหรับเรื่องทาง วิทยาศาสตร์ สมัยปัจจุบันแล้ว ไม่ได้อธิบายถึง สิ่งที่เป็นวิญญาณธาตุ หรืออะไรทำนองนั้นเลย. เขาได้อธิบายไปในทางที่ว่า มันเป็นวัตถุธาตุที่เหมาะสม โดยประการทั้งปวง มันต้องการอะไรบ้าง ก็มี ครบถ้วน ต้องการอุณหภูมิ ต้องการระยะกาลเวลา ความเปลี่ยนแปลง ความ แวดล้อมอย่างไรมันก็ได้ แล้วในที่สุด มันก็เกิดสิ่งที่มีชีวิตขึ้น. นี่พวกที่เคยศึกษามาแล้ว, เพราะเคยศึกษามาแล้ว ก็เข้าใจได้; แต่ บางคนก็ไม่เคยศึกษากันในแนวนี้ ; จึงอยากจะบอกให้ทราบว่า แม้แต่ ในทาง วัตถุ อย่างที่พวกนักวิทยาศาสตร์เขาสนใจศึกษาค้นคว้า ก็ยังยืนยันอย่างนี้. เช่นว่า อย่างที่เราจะเคยอ่านกันแทบทุกคนแล้วว่า โลกนี้ ทีแรกมันก็เป็นดวงไฟ ก็ว่ามาจากดวงอาทิตย์ หรือว่าจะมาจากการรวมตัว ของหมอกเพลิงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ตาม แต่เป็นที่ยุติต้องกันว่า มันเป็นดวงไฟ ที่ลุกเป็นไฟเท่า ๆ กับดวงอาทิตย์ ; แล้วนานเท่าไรก็ตามใจ มันเย็นลง ๆ เย็นลงจนเป็นก้อน ๆ หนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเป็น คล้ายกับโลหะ. แล้ว ต่อมา มันก็กร่อน ด้วยการที่ถูกแดด ถูกลม ถูกฝน ถูกอะไร ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรยากาศรอบ ๆ โลกนี้, ทำให้ผิวโลกนี้มันร่วน มันกระจาย ออกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นธาตุนั้นธาตุนี้ หลาย ๆ ธาตุด้วยกัน ก็มีที่ขังน้ำอยู่ แล้วก็มีธาตุหลาย ๆ อย่างลงไปสะสม หมักหมม. ได้ความสบเหมาะเข้า โอกาส

น.804 หนึ่งมันก็เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในน้ำ ซึ่งยังเล็ก ดูด้วยตาไม่ค่อยเห็น ; แล้วก็ โตขึ้น ๆ. นานมาอีกมากมาย สิ่งที่มีชีวิตนี้มันก็เจริญขึ้น โดยผสมกันหลายๆ วิธี หลาย ๆ เซลล์ชีวิต เป็นหนึ่งกลุ่ม เป็นสัตว์เล็กๆ ขึ้นมาก็มี เป็นพืชพันธุ์ พฤกษาชาติขึ้นมาก็มี มันก็เจริญแข่งกัน มันอาศัยกันและกันเรื่อย ๆ มา จนมี สัตว์ที่ใหญ่โตขึ้นมา กระทั่งเป็นสัตว์ทั้งหลาย อย่างที่เราเห็น ๆ หรือรู้ ๆ กันอยู่ และมาเป็นคน อย่างที่นั่งกันอยู่ที่นี่. นี่ลองคิดดูเถอะว่า แม้ในฝ่ายทางวิทยาศาสตร์ ฝ่ายวัตถุแท้ ๆ เท่าที่เขา จะค้นคว้ากันอย่างไร มันก็ได้ผลลัพธ์ เป็นความรู้อย่างนี้ : ว่า จากดวงไฟที่ไม่มี ชีวิต หรือเราอาจจะถือว่า ไม่มีชีวิต ก็มาเย็นลง มากลายเป็นสิ่งที่เกือบมีชีวิต ; แล้วก็มีชีวิต ; แล้วก็มีชีวิตโดยสมบูรณ์ อย่างที่เห็นอยู่. นี้ก็เพราะมันมี อะไรอย่างหนึ่ง ที่บังคับให้เป็นไป อย่างนั้น. ถ้าจะ พูดอย่างสำหรับให้เด็ก ๆ ฟัง ก็ว่า มันมีชีวิตชนิดหนึ่ง มันซ่อนอยู่แล้วในดวงไฟ นั้น, มันไม่มีโอกาสที่จะเจริญออกมาเป็นชีวิตอย่างนี้ มันก็รออยู่ก่อน จนเมื่อไร มันมีโอกาส ชีวิตที่มันซ่อนอยู่ในดวงไฟ มันก็ค่อยๆ แสดงตัวออกมา เป็นชีวิต ที่ละเอียด แล้วก็ใหญ่โตขึ้นมา จนกระทั่งเป็นชีวิตคน ; อย่างนี้ใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ได้. แต่คนที่มีปัญญา ที่เป็นนักค้นคว้าในเรื่องของโลกนี่ เขาค้นพบ อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่เห็นว่า จะต้องขัดกันกับหลักธรรมะข้อไหน ; เพราะสิ่งต่าง ๆ

น.805 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๕๑ นี้มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ เมื่อมันใช้เวลานานมาก มันก็แปลกไปมาก. แต่ ทุกอย่างนี้มันไม่พ้นไปจากกฎเกณฑ์ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา , และ ไม่พ้น ไปจากกฎเกณฑ์ ที่เรียกว่า สามัญญลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. มัน เปลี่ยนได้เรื่อย จึง เกิดเป็นของใหม่ขึ้นมา จนรู้จักคิดนึก รู้จักรู้สึก ว่า เป็นสุขเป็นทุกข์, มันก็ ดิ้นรนต่อไป จนดับความรู้สึกที่เป็นทุกข์เสียได้. นี้เราเรียกว่า มัน ถึงที่สุด เป็นที่เบิกบานถึงที่สุดแห่งความเป็น พุทธะ ; ถ้ามันไม่มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มันก็มีความเบิกบานอย่างนี้ไม่ได้ ; เช่นเดียวกับที่ ถ้ามันไม่มีเชื้อที่เรียกว่าชีวิตอยู่ แม้ในดวงไฟที่กำลังลุกนี้ มันจะ ค่อย ๆ วิวัฒน์ขึ้นมาเป็นชีวิตอย่างเดี๋ยวนี้ไม่ได้. นี่ขอให้ นึกไกลออกไปถึง ขนาดนี้. นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ อย่างเรื่องปรัชญาอะไรเลย ; มัน เป็นไปใน เรื่องของวิทยาศาสตร์ คือ มองเห็นได้ เข้าใจได้ แล้วก็แนวเดียวกันเท่านั้น ไม่ต้องหลายแนวให้เป็นที่ขัดแย้งกัน. เพราะฉะนั้นจึงตั้งหัวข้อขึ้นมาว่า เชื้อ แห่งความเป็นพุทธะนี้ ก็ได้มีมาแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที; เช่นเดียวกับสิ่ง ที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั้น มันก็เป็นอย่างนั้นมาแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที. ในสิ่งนั้นจะมี เชื้อแห่งชีวิต เพื่อเป็นชีวิต มาเป็นชีวิตนี้ก็ได้, หรือ ว่า จะมาเป็นความรู้อย่างถูกต้องทั่วถึงขึ้นมาตามลำดับ จนเป็นพุทธะ อย่างนี้ ก็ได้. และให้ถือเอาความหมาย ของคำว่า พุทธะ นี้กว้างไว้ กว้าง ๆ ไว้ คือว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; รู้ก็เป็นพุทธะ ตื่นก็เป็นพุทธะ เบิกบานก็ เป็นพุทธะ ; เพราะมัน เป็นการเบิกบานของความรู้ ที่จะดับความทุกข์ ได้ .

น.806 เรื่องนี้ถ้าจะพูดกันไปในแง่อื่น มันก็มีมากมายหลายแขนงที่จะพูดได้ ; แต่ว่าอาตมาจะไม่พูดมากมายหลายแขนง จะพูดมุ่งหมายแต่ในทางว่า มัน มีเชื้อ แห่งความเป็นพุทธะอยู่ โดยธรรมชาติ เพื่อว่าคนทั้งหลายจะได้เกิดกำลังใจ กระทั่งเกิดความแน่ใจ ว่า เราก็มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ แล้ว สักวันหนึ่งก็ จะเบิกบาน ถึงความเป็นพุทธะได้. นี่ความมุ่งหมาย หรือความประสงค์ ในการบรรยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะในตอนนี้ มันมีอยู่อย่างนี้. บางคนกำลังท้อใจ เห็นว่ามันยังไกล เรื่องมันมาก ก็เลยเฉย ๆ. หรือว่า บางทีก็นอนใจทอดอาลัย เหมือนกับคนตายอยาก ทำ ๆ ไปอย่างนั้น. แต่ถ้าเขาได้รู้เรื่อง ความจริงของสิ่งๆ นี้ ว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง และ ทุกเวลา ; หมายความว่ามันมีอยู่ในทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณูของสิ่งที่ยัง ไม่มีชีวิต แล้วมาประกอบกันเข้าเป็นสิ่งที่มีชีวิต; แม้ชีวิตเล็กๆ ก็เรียกว่ามัน มี ความเป็นพุทธะ เจริญขึ้นมาตามส่วน กระทั่งมันมีชีวิตที่สมบูรณ์ ความ เป็นพุทธะก็จะมีได้สมบูรณ์ . .... .... .... .... ไกวัลยธรรมในแง่เป็นธรรมชาติวิวัฒนาการถึงความเป็นพุทธะ. สำหรับคำว่า "ไกวัลยตา" นั้น มีความหมายแต่เพียงว่า ความที่มัน เป็นอย่างนั้น . ถ้าพูดว่า "ไกวัลยธรรม" ก็หมายถึง สิ่งที่เป็นอย่างนั้น , ถ้า ไกวัลยตา ก็หมายถึงความที่มันเป็นอย่างนั้น. ความที่มันเป็นอย่างนั้น ; คือ เป็นสิ่งเดียวทั้งหมด มีอยู่ในสิ่งทั้งปวงตลอดเวลานั่นแหละ. เราจะมองดูกันได้ หลายแง่ และที่สำคัญที่สุดสำหรับพุทธบริษัทนี้ ก็แง่ที่ว่า มัน เป็นธรรมชาติ

น.807 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๕๓ ที่อาจจะเจริญรุ่งเรือง วิวัฒนาการไปถึงความเป็นพุทธะ ในระดับสูงสุดหรือ เต็มที่ได้. อย่าได้นอนใจ หรือว่าทอดอาลัยเสียว่า เราไม่ได้มีอะไรที่สร้างมา เพียงพอ ที่จะเป็นพุทธะ. ให้มีความคิดเสียใหม่ว่า สิ่งนี้เป็นไกวัลยธรรม มีอยู่ ตลอดเวลา ในที่ทุกสิ่ง ; หากแต่ว่ายังไม่ได้เจริญ คือไม่ได้วิวัฒนาการขึ้นมา, แล้วเราก็มา เป็นถึงขนาด เป็นมนุษย์ อย่างนี้แล้ว เรียกว่ามันภาคปลาย, หรือว่า ใกล้ต่อจุดสูงสุดเต็มที่แล้ว ; คือว่าเราไม่ใช่ยังเป็นเพียงก้อนหิน ก้อนดิน หรือกรวดทราย หรืออะไรทำนองนั้น. มัน เป็ นธาตุที่ประชุมปรุงแต่งกัน ขึ้นมาแล้วอย่างนี้ ถึงขนาดนี้ แล้วก็มีเชื้อที่จะให้เป็นพระพุทธเจ้า หรือ เป็นพุทธะ นั่นใส่มาแล้วเสร็จ แต่ว่ามองไม่เห็นเอง. อยากจะยกตัวอย่าง ซึ่งมันออกจะขำ ๆ หรือว่าตลกไปก็ได้; แต่ ที่จริง ก็เป็นเรื่องอย่างเดียวกัน ว่า สิ่งที่เรียกว่า "เชื้อ" นั้น แม้เชื้อทางวัตถุ มันก็ ละเอียดลึกซึ้งจนมองไม่เห็น . เชื้อที่มาเป็นคนขึ้นมาคนหนึ่ง ก็ยังละเอียด จนมองไม่เห็น แล้วมันยังมีเชื้อที่มันละเอียดกว่านั้น ที่มันถ่ายทอดกันได้ หรือ จะเจริญเบิกบานออกไปได้ นั้นยิ่งมองไม่เห็น. จนเราต้องเรียกว่า ความที่มัน จะต้องเป็นอย่างนั้น ; เช่นในเมล็ดมะม่วงเม็ดหนึ่ง ทำไมมันมีอะไรบ้าง ? มันมี ความที่มันจะต้องเป็นต้นมะม่วง จนเป็นดอกเป็นผลถึงที่สุด. หรือว่าในไข่ไก่ฟองหนึ่ง มันมีความที่มันจะต้องเป็นไก่เต็มตัว ความ ที่มันจะเป็นเนื้อไก่ หนังไก่ ขนไก่ เล็บไก่ อะไรไก่ ไก่สีแดง สีเขียวของขนของ อะไรทั้งหมด มันอยู่ในฟองไข่ฟองเดียว. ความที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เรามอง ไม่เห็นได้ด้วยตา ; แม้ว่าเราจะเอาไข่ฟองนั้นมาแยกธาตุดู เรายังไม่พบส่วนที่มัน

น.808 จะแสดงว่า มันยังเป็นขนน้อยๆ หรือว่าเป็นหนังน้อย ๆ เป็นสีสันน้อย ๆ มัน เป็นไปไม่ได้ ; เพราะมันยังต้องอาศัยความเจริญและความเปลี่ยนแปลง ตามกฎ แห่งอิทัปปัจจยตา อีกมากมายหลายชั้นนัก, และต้องการเวลาด้วย กว่าไข่ ฟองหนึ่งมันจะมีความเป็นไก่ที่สมบูรณ์ แสดงออกมาเป็นไก่เต็มที่. อย่างนี้เราเรียกว่า ภาวะแห่งความเป็นอย่างนั้น, แล้วเป็นที่ มั่นใจได้ ทำให้มีความหวังว่า มัน ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ . เช่นไข่ฟองนี้ถ้าฟัก เข้าไปแล้ว ก็จะได้ไก่อย่างนั้นออกมาจริงๆ นี่เราก็ควรจะมีความเข้าใจทำนอง เดียวกัน ว่า ในชีวิตทุกชีวิตนี้ มันมี เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ คือจะเป็น บุคคลที่มีความรู้ หรือตื่น หรือเบิกบานเต็มที่ใส่มาแล้ว ; ขอให้ฟักให้เป็น. เดี๋ยวนี้มันก็จะอยู่ที่ไม่ได้ฟัก หรือฟักไม่เป็น. ถ้าฟักเป็น ถูกวิธีมันก็ออกมาได้ ทันความต้องการ ทันเวลา. ทีนี้บางคนยังถึงกับว่า ไม่รู้ไม่ชี้ ว่ามันจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อย ๆ ไป อย่างนั้น; หรือจะยอมรับแต่เพียงว่า ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไปก็แล้วกัน ผลมันก็จะเกิดขึ้นอย่างนั้น นี้ก็ถูกที่สุดแล้ว; เรียกว่าไม่พูด ให้มันยาวความ อาตมาเสียอีก เป็นผู้ที่จะพูดอะไรให้ยาวความออกไป กว่าที่คน ธรรมดาควรจะฟัง ; แต่ว่า ไม่ใช่พูดให้ยาวความโดยไม่มีประโยชน์อะไรเสีย เลย ; อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นเรื่องยาวความไปในทางให้เกิดความแน่ใจ ความ มั่นใจว่า มันจะต้องเป็นได้อย่างนั้นแน่ๆ แล้วเกิดกำลังใจ ในการที่จะประพฤติ ปฏิบัติยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้ผลนั้นโดยเร็ว.

น.809 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๕๕ พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราแน่ใจว่า ความเป็นพุทธะมีอยู่ในทุกคน ถ้าฟักเป็น มันก็ออกมาเป็นตัวเร็ว, ฟักไม่เป็นมันก็ช้าหน่อย; ดังนี้แล้ว ก็เข้าใจว่า คง จะมีหลายคนที่ตั้งใจ ที่จะฟักให้เป็น และออกมาเป็นตัว. เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีอยู่ในทุกสิ่งแน่. ทีนี้ ข้อที่พูดว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ นี้ มีอยู่ในทุกสิ่ง; เป็น ไกวัลยธรรม มีคู่กันมากับไกวัลยธรรม ในแขนงไหน ในแง่ใด ก็แล้วแต่ จะมอง. นี้ก็เพื่อจะให้เห็นว่า มันมีทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ในทุกเวลา ทุก ยุคทุกสมัย ขอให้เข้าใจอย่างนั้น. ถ้าคนที่มีความเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ ก็ยิ่งสบาย ยิ่งแน่ใจได้โดยง่าย ; แม้คนบางคนจะไม่ยอมเชื่อในเรื่องเกิดใหม่ หลังจากตายเข้าโลงไปแล้ว ก็ควร จะแน่ใจในข้อที่ว่า ในชีวิตทุกชีวิตมันก็มีสิ่งนี้. ที่ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ก็ยังมี สิ่งนี้, ในสัตว์เดรัจฉานก็มีสิ่งนี้, มดแมลงก็มีสิ่งนี้; แม้แต่ในใบไม้ ต้นไม้ ที่มันมีชีวิต มันก็มีสิ่งนี้ แม้แต่ในเซลล์ เซลล์หนึ่ง ที่ประกอบกัน มันก็มีสิ่งนี้ ; มันจะต้องมีความเบิกบานไปตามเรื่องตามราวของมัน. ถ้าสิ่งใดมีชีวิต สิ่งนั้นก็จะต้องมีสิ่งนี้; เพราะมีชีวิต มันต้อง หมายความว่ามีความรู้สึก. ถ้ามัน มีความรู้สึก นั่นแหละมัน คือธาตุของความ เป็นพุทธะ ; แต่ว่าชีวิตชนิดนั้น มันละเอียด มันเล็กเกินไป จนเรามองไม่เห็น ได้ด้วยตา จึงต้องใช้คำนวณ ว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตแน่.

น.810 คณิตชีวิต - เป็นชีวิตที่ต้องคำนวณ จึงจะรู้สึกว่ามีชีวิต ; ส่วนชีวิตที่ เป็นสัตว์เป็นคน เป็นอะไร มันวิ่งได้ เดินได้ อย่างนี้ ไม่ต้องคำนวณ, เห็นเข้า ก็รู้จักว่า มีชีวิต. แต่ถ้าเป็นต้นไม้อย่างนี้ เราก็ต้องคำนวณ ว่าถ้ามันรู้สึกได้ มันมีชีวิตได้ มันเป็นได้ตายได้ มันมีความต้องการได้ มันมีความรู้สึก; ฉะนั้น ชีวิตนั้นมีความรู้สึก. ความรู้สึกนั้นมันเป็นธาตุแห่งความเป็นพุทธะ และ ถ้ามันละเอียด ถึงเป็นเซลล์หนึ่ง ๆ ของต้นไม้ หรือของสัตว์ก็ตาม ในหนึ่งเซลล์ ก็มีชีวิต และมีความรู้สึก. จะให้เล็กลงไปอีก ถึงกับว่า โปรโตปลาสม์ โครโมโซม ที่เล็กละเอียด อันหนึ่ง ที่มันอาศัยอยู่ในเซลล์นั้น ๆ มันก็ต้องมีชีวิต, แล้วมันก็ต้องมีความ รู้สึก อีกระดับหนึ่ง ซึ่งต้องคำนวณ มองเห็นไม่ได้ ต้องคำนวณโดยวิธีคำนวณ จึงจะมีผลออกมาว่า มันก็รู้สึก และมีชีวิต หรือ บางทีสิ่งที่เล็กที่สุด ; เช่น ที่เรียกกันว่า ไวรัส หรืออะไรเดี๋ยวนี้ มันเล็กจนเข้าไปอยู่ในจุลินทรีย์ได้อีกทีหนึ่ง อย่างนี้. คำนวณดูเถอะ มันก็จะต้องมีความรู้สึก หรือมีความมีชีวิต ; แต่มัน น้อยมาก มันเล็กมาก มันละเอียดมาก จนแทบจะมองไม่เห็น จึงต้องเรียกว่า เป็นชีวิต ที่เราจะถือว่ามีชีวิตได้ ก็แต่โดยการคำนวณ, ไม่อาจจะหยิบมาดู เห็นมันวิ่งเต้นได้อย่างนี้. เป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่า ชีวิตนี้ มัน ละเอียดมาก จนมองด้วยตาเห็น ไม่ได้ แล้วมัน คู่กันกับจิต หรือความรู้สึก ; ส่วนที่เป็นความรู้สึกนี้ เป็นธาตุ แห่งความเป็นพุทธะ. จุลินทรีย์ตัวนี้ยังไม่อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ นี้แน่ นอน ; แต่ว่าวิวัฒนาการของมันยังมีต่อไปข้างหน้าอีกมาก ซึ่งมันจะค่อยๆ สูง เข้าไปสู่ระดับอื่น, ระดับอื่น แล้วสูงขึ้นไป จนกว่ามันจะเป็นคน หรือเป็นอะไร

น.811 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๕๗ ที่สูงสุด ในทางความรู้สึกคิดนึกได้. หรือว่าเขาอาจจะบัญญัติแยกออกไปทางอื่น ว่าสูงสุดในทางความรู้สึกอย่างอื่น ไม่ใช่ตรัสรู้เพื่อดับทุกข์ ก็ยังได้เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้เราเป็น พุทธบริษัท เราเอาความสูงสุด กัน ที่ตรัสรู้ ดับทุกข์ ได้ ก็เลยมีหวังสำหรับในพวกพุทธบริษัท; แล้วได้มาเป็นคน ก็มีชีวิตใน ลักษณะนี้แล้ว ก็เรียกว่าใกล้เต็มที่แล้ว. เพราะฉะนั้นอย่าไปทำให้มันผิดเสีย, อย่าไปทำให้มันถอยหลังเสีย, อย่าไปทำให้เรียกว่า ควรจะได้ แล้วก็ไม่ได้อะไร เลย. เมื่อสิ่งที่มันมีความรู้สึก มันเป็นสิ่งที่มีชีวิต และมีความรู้สึกขึ้นมา ; ทีนี้ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่ง ๆ นี้ หลาย ๆ ส่วนประกอบกันขึ้นเข้าเป็นสิ่ง ๆ นี้ ที่เรียกว่ามีชีวิต และมีความรู้สึกได้นี้ ในส่วนประกอบแต่ละส่วน ๆ นั้น มัน มีชีวิตหรือไม่.? เมื่อถามอย่างนี้ คนก็อาจจะตอบได้ว่า โดยหลักของเหตุผล มันก็ควร จะมีได้ ; ไม่อย่างนั้นมันจะมาเป็นส่วนประกอบ ที่เกิดความรู้สึก หรือมีชีวิต ได้อย่างไร. มันจะต้องมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง, หรือมีธาตุแห่งความรู้สึกคิดนึก อีกแบบหนึ่ง, คือลดลงไป ผ่าส่วน ผ่าเสี้ยว แยกออกไป, แยกออกไป, แยกออกไป คือไกลออกไปทุกที แต่ก็ต้องถือว่ามันมี. นี้เรียกว่า เราจะคำนวณ โดยเหตุผล มันก็ชวนให้เห็นอย่างนี้, ไม่ให้เห็นเป็นอย่างอื่น. หรือจะถือตามที่พวกคนนักคิดเขาคิดกันไว้แล้ว เขาเขียนไว้ ในคัมภีร์ ของคนบางพวก ก็เขียนไว้อย่างนั้นเหมือนกัน ว่าความมีชีวิต ความที่รู้สึกคิดนึกได้

น.812 และจะวิวัฒนาการเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น มีอยู่ในทุกสิ่ง ; แม้ในเม็ดกรวดเม็ด ทราย ซึ่งเดี๋ยวนี้ถือว่าไม่มีชีวิต. หรือจะแยกออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุวิญญาณ ; แต่ละอย่าง ๆ นี้ มันจะมาประกอบกัน ขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิต และรู้สึกคิดนึกได้. ถ้ามีธาตุวิญญาณอยู่ด้วย มันก็ไม่ต้องสงสัย ; เดี๋ยวนี้ก่อนแต่ที่ธาตุ วิญญาณจะปรากฏ มัน ก็อาศัยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมนี้. อย่างที่ พวกนักวิทยาศาสตร์เขาว่า : โลกนี้มันออกมาจากวัตถุธาตุล้วน ๆ มามีชีวิตขึ้นมา ได้ คิดนึกได้ เป็นคนเป็นสัตว์ได้. เขาอาจจะลืมไป, หรือเขาอาจจะไม่ได้คิดค้น, หรือเขาไม่อาจจะคิดค้นถึงเรื่องวิญญาณธาตุ ; รู้แต่เรื่องธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เขาก็ยังคิดเห็น และยอมรับว่า อันนี้ก็เป็นต้นเหตุที่ให้เกิดชีวิตได้. ธาตุประสมกันถูกส่วน ทำให้เกิดชีวิตและความรู้สึก. ธาตุดิน, คุณสมบัติ ที่มันจะ กินเนื้อที่ คือจะเป็นวัตถุ เป็นร่างกายนี้. ธาตุน้ำ, คุณสมบัติที่จะเกาะกันไว้ หรือมีความสดชื่น. ธาตุไฟ ก็คือ อุณหภูมิ ที่พอเหมาะแก่ความต้องการสำหรับชีวิต. แล้ว ธาตุลม นี้คือ ความเปลี่ยนแปลง ความระเหย ความเทไปเทมา ให้มันเหมาะแก่ชีวิต ที่จะเกิดขึ้นมา. ฉะนั้น ได้แต่เพียง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็มีชีวิตเกิดได้. พวกนักคิดบางพวก ก็ยอมรับแต่เพียง ๔ ธาตุนี้เท่านั้น ว่าเป็น ชีวิตได้ แต่ในพุทธศาสนา เราก็เติมอากาสธาตุ วิญญาณธาตุ เข้าไปด้วย เป็น

น.813 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๕๙ ๖ ธาตุ นี้ยิ่งเห็นง่ายว่า มันมีชีวิต. นี้เราจะเปรียบกันอย่างไร, จะปรับกัน อย่างไร, เราก็อาจจะพูดว่า วิญญาณธาตุนั้น คือสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ ไม่รู้จัก ทั้งที่ มันมีอยู่ในธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ; เขาไปมองเห็นแต่ส่วนที่เป็น ลักษณะของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เลยไม่ได้คำนึงถึงวิญญาณธาตุ. ส่วนอากาสธาตุ นั้น เป็นความว่าง เป็นที่ว่าง, เป็นที่ว่างที่จะให้ธาตุทั้งหลาย เหล่านี้ตั้งอยู่ได้ ก็กลายเป็นที่รองรับ หรือที่ตั้งของธาตุอื่นๆไป นี้เรียกว่า อากาสธาตุ. เพราะถ้าไม่มีที่ว่างแล้ว จะมีอะไรตั้งอยู่ได้; มันต้องมีที่ว่าง ให้สิ่งต่าง ๆ ตั้งอยู่ มันจึงจะตั้งอยู่ได้. นี้ก็ถือว่า เป็นธาตุที่สำคัญส่วนหนึ่งด้วย เหมือนกัน. เราอาจจะพูดได้ว่า ไม่มีธาตุใดที่จะมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง ในการ ที่จะเป็นความรู้สึกสมบูรณ์ขึ้นมาได้, เป็นจิตโดยสมบูรณ์ขึ้นมาได้. มันต้อง เจือกัน, ต้องปรุงกันทุก ๆ ธาตุ ตามความเหมาะสม ตามความจำเป็น, แล้วจึง จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าชีวิต และมีความรู้สึกได้. ชีวิต ต้องมีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ทำให้มีความรู้สึกด้วย. สิ่งที่เราจะต้องสังเกตดูให้ดี แล้วก็จำไว้เป็นหลักก็คือว่า ถ้ามีชีวิต ต้องมีความรู้สึกด้วย ; จะเป็นชีวิตอย่างต่ำเพียงไร ก็ต้องรู้สึกด้วย : คนมีชีวิต คนก็รู้สึก, สัตว์มีชีวิต สัตว์ก็รู้สึกนั่นนี่ คือมีจิตใจด้วย, ต้นไม้ก็มีชีวิต แล้วก็มี ความรู้สึกได้ด้วย แต่ก็เป็นความรู้สึกที่หยาบหรือที่เลว หรือที่อะไรจนแทบจะไม่ เรียกว่าจิต. แต่มันก็คือจิตนั่นแหละ ; แต่ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นจิตอย่างสัตว์ หรืออย่างคน.

น.814 ทีนี้ส่วนที่มาประกอบกันขึ้นเป็นต้นไม้นี้ ก็ต้องมีธาตุที่จะทำให้เกิด ชีวิต หรือมีชีวิต และมีธาตุที่ทำให้เกิดความรู้สึก ; ดังนั้นพวกนั้น เขาจึงถือ เสียว่า ในทุกอย่างทุกประการ มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ คือมีความรู้ และ เป็นความรู้สึก ที่จะวิวัฒนาการขึ้นไป จะเป็นพระพุทธเจ้าได้. นี้ก็จะมีคน อันธพาลบางคนถามว่า ในกองขี้หมาจะมีเชื้อพระพุทธเจ้าหรือ ? คนตอบก็ตอบ ว่า มี ; เขายืนยันว่ามี, เพราะว่านั่นมันยังใหญ่ หรือมันยังหยาบไป. อย่าว่า แต่กองขี้หมา ; ส่วนที่มันประกอบกันขึ้นเป็นอะไร ในส่วนเล็ก ๆ นั้นก็ยังมี แม้จะย่อยให้ละเอียดลงไปอย่างไร มันก็ว่า มี. เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ คือเชื้อที่ทำให้รู้สึกได้ และ ให้มีชีวิตได้, มีอยู่ในทุกธาตุ ที่จะมาทำหน้าที่กันคนละหน้าที่, แล้วประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต ที่เห็นชัดขึ้นมา รู้สึกแรงขึ้นมา, รู้สึกแรงขึ้นมา จนเป็นคน จนเป็นพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้เขาถือว่า มันเป็นเชื้อชนิดเดียวกัน ; อย่างเราจะเปรียบเทียบว่า ความ เป็นไก่ที่ยังอยู่ในฟองไข่นั้น มันไม่มีทางจะเปรียบกันได้เลย กับไก่ที่มันออกมาวิ่ง อยู่ เป็นไก่หนุ่ม ไก่แก่แล้ว. แต่มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน ที่มันกำลังอยู่ในรูปอื่น ยังไม่มีวิวัฒนาการ. ทุกสิ่ง เต็มไปด้วยเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ. ขอให้นึกอย่างนี้กันบ้าง จะได้มีความแน่ใจ ในความเป็นไปได้ของ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มันมีอยู่ในที่ทั้งปวง ในเวลาทั้งปวง ว่ามัน เต็มไปด้วยเชื้อ แห่งความเป็นพุทธะ. เพื่อประโยชน์อะไรจะต้องคิดกันอย่างนี้ ?

น.815 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๖๑ ข้อแรก ก็ เพื่อจะมีกำลังใจ เพื่อจะรับเอามา หรือว่าอย่างน้อยที่สุดมันก็จะได้ไม่ดูถูก ไม่ดูหมิ่น ไม่เบียดเบียน ไม่ย่ำยี สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น โดยที่ถือว่า มันก็ มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะเหมือนเรา. ถ้าเรามาไกลแล้ว เราก็เป็นพี่ มันยังเล็กอยู่ มันก็เป็นน้อง. ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว เราอาจจะรักได้ แม้แต่เม็ดกรวดเม็ดทราย ว่ามันเหมือนกับเป็นน้อง. ในนั้นมันยังหลับอยู่ มีธาตุแห่งความเป็นพุทธะที่ยังหลับอยู่. มีธาตุแห่งชีวิตที่ยังหลับอยู่ : ถ้าต้องไปแยกออกเป็นอณู เป็นปรมาณู แล้วต้องได้ความเหมาะสมอย่างอื่น แล้วจึงจะมาเป็นสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต มีความรู้สึกสูงขึ้นมา กว่าจะได้เป็นคนกับเขาเหมือนกัน. ให้ถือว่า แม้แต่ในปรมาณูหนึ่ง ๆ ก็มีค่า สำหรับความเป็นพุทธะ หรือสำหรับความมีชีวิตในอนาคต ; ถ้าได้ความเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง ครบถ้วนเหมาะสมเมื่อไร มันก็แสดงรูปออกมาเป็นความมีชีวิต หรือความมีความรู้สึก ซึ่งเป็นเชื้อแห่งความเป็นพุทธะโดยตรง นั่นแหละเขาเรียกว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ หรือว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ, หรือว่าพุทธสภาวะในรูปแบบนั้น ๆ ที่ยังไม่มาถึงกับว่าเป็นมนุษย์ ที่รู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔. ทีนี้เรามา ดูในจิตใจ ของเรา เราก็จะพบได้ว่า มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ : ใน ชั้นแรก นี้ ให้มันมีความรู้สึกได้ก่อนเถอะ ; เช่น ต้นไม้มันมีความรู้สึก มันคิดนึกอะไรได้หรือไม่ ก็ไม่แน่ แต่มันมีความรู้สึก คือชอบ หรือไม่ชอบ, รู้สึกว่าจะตาย หรือจะอยู่นี้ มันมีความรู้สึก; เพราะมันมีการต่อสู้เพื่อหลีกเลี่ยงการตาย, มันมีการพยายามอย่างที่เห็นได้อยู่. ถ้าเราจะไปทำให้มันตาย มันจะ

น.816 ต่อสู้เพื่อจะไม่ตาย, หรือมันจะออกดอกออกผลมา เพื่อสืบพันธุ์ไว้, หรือมันจะออกรากมาเพื่อรักษาชีวิตไว้ แสดงลักษณะแห่งการต่อสู้ คือความรู้สึก. เมื่อมีความรู้สึก มันก็ขยายตัวออกไปได้ เป็นความรู้แจ้ง, รู้แจ้งชัดลงไปยิ่งกว่าความรู้สึก; มันก็มีทางที่จะรู้แจ้ง ถึงขนาดผิด หรือขนาดถูกก็ได้ ถ้ารู้ถูกมันก็เบิกบานถึงที่สุด. จาก ความเบิกบาน ถึงที่สุดของจิตนี้ กว่าจะลงไปถึงชั้นแรกที่สุด คือเป็นเพียงเชื้อสำหรับความรู้สึก ธรรมชาติแห่งความรู้สึกเป็นเชื้อแห่งความรู้สึก นี้มันไกลมาก. แม้ ในคนคนหนึ่ง ก็ลองคิดดูให้ดี ว่าพอเกิดอยู่ในท้องแม่ มัน มีความรู้สึก แต่มัน ยังคิดนึกไม่เป็น ; เพราะว่ามันมีเชื้อแห่งความรู้สึก คือ ธรรมชาติแห่งจิต, ธรรมชาติแห่งความรู้, หรือจะเรียกว่า ระดับหนึ่งแห่งความเป็นพุทธะมีมาแล้ว ในสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือความคิดนึกได้. ถ้าเราจะไปคิดดูว่า เมื่อมันยังเป็นลูกอ่อนในครรภ์ของมารดา เพิ่งตั้งกำเนิดได้หนึ่งเดือน หรือครึ่งเดือน หรือหนึ่งวัน หรือเมื่อยังเป็นไข่อยู่มันอยู่กันที่ไหน ? ทำไมมันจึงเบิกบานรวดเร็วนัก ? ชั่วเวลา ๑๐ เดือนเท่านั้น. นี่ก็ถือกันเป็นหลัก มันก็วิวัฒนาการจนรู้สึกได้ ดิ้นได้ หิวได้ อะไรได้ ; แต่มันคิดไม่ได้ เพราะมันยังไม่เจริญถึงขนาดที่มันจะคิดนึกได้. แต่มันก็ มีเชื้อแห่งความรู้สึกคิดนึก ; แล้วก็สูงขึ้นมาระดับหนึ่ง, เจริญขึ้นมาระดับหนึ่ง, คือ รู้สึกได้ นั่นนี่ได้ ร้อนเย็นได้.

น.817 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๖๓ เมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว ทีนี้มันก็ เจริญต่อไป ได้รับแวดล้อมอย่างนั้น ๆ อย่างนี้, แล้วก็ คิดเป็น นี้ แต่ก็ยังไม่ชัดแจ้ง. พออายุมากขึ้น ๒ เดือน ๓ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๑ ปี วิ่งได้ เดินได้นี้ ความคิดต่าง ๆมันชัดแจ้ง เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดแจ้ง; ถ้าถูกก็ถูกชัดแจ้ง, หรือถ้าผิดก็ผิดชัดแจ้ง. มันไปในทางผิดทางถูก สลับกันไปอย่างนี้ มันก็คงจะทำให้รู้จักถูกมากขึ้นเท่านั้นแหละ; ผิดก็เป็นครู ถูกก็เป็นครู. ในที่สุดเขาก็รู้เรื่องความถูกมากขึ้น ๆ ถ้าเขาไม่เหลวไหลจนเกินไป. ในที่สุดก็เบิกบานได้ รู้เต็มที่ได้ เพราะเหตุผลเพียงนิดเดียวว่า "ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ" มีอยู่ในนั้น มันจะไม่ตายด้าน หรือมันจะไม่ถอยกลับ, มันจะตะบึงตะบันไปข้างหน้าเรื่อย จนกว่ามันจะรู้แจ้ง เบิกบานถึงที่สุด นี่ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น. .... .... .... .... ความเป็นพุทธะรุดหน้าได้ ถึงจุดสมบูรณ์. ธรรมชาติความเป็นพุทธะอาจเบิกบานช้าเร็วได้ สุดแต่เหตุปัจจัย. แต่ทีนี้มันเป็นไปไม่ได้ตามธรรมชาติของมัน เพราะมันมีอะไรมาขัดขวางเสีย ; ฉะนั้นเราจึง, บางคนนะ, ไม่สามารถจะรู้ได้ ไม่สามารถจะเดินถูกทางได้ ไม่สามารถปฏิบัติถูกทางได้; มันมีอะไรมาขัดขวางเสีย. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ธรรมชาติของความเป็นพุทธะ มันยังอยาก จะรุดหน้าไปเรื่อย ให้ไปถึงจุดของความรู้ที่สมบูรณ์ให้จนได้. นี่เป็นสิ่งที่ ต้องสังเกตดู ว่าถ้า มีอะไรมาเป็นอุปสรรคมาก อย่างนี้ มัน ก็ช้าลง เท่านั้นแหละ แล้วมันก็จะดึงดันไปให้จนได้. ฉะนั้น เรื่องที่แม้เขาจะกล่าวไว้ในรูปที่เหลือเชื่อ มันก็ควรเชื่อหรือน่าเชื่อ ว่า ทุกคนต้องไปนิพพาน.

น.818 แม้เรื่องที่มันเป็นนิยาย เช่นว่า พระเทวทัตทำอนันตริย-กรรมแล้ว ผิดมากแล้ว, รับกรรม รับบาป ใช้กรรมใช้เวรหมดแล้ว ในที่สุดก็จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. คิดดู, นี่ความคิดของคนโบราณ เขาวาดไว้อย่างนี้. ช้างนาฬาคิรี, อะไรก็ตาม จะต้องไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง. บางทีจะมีข้อยกเว้นพิเศษ ว่ามันฉลาดมาก มันผิดมาก, มันทำผิดมาก; แต่ถ้ามันเกิดกลับจะให้ถูก มันก็ถูกได้เร็วเหมือนกัน มันยังดีกว่าคนที่ไม่ฉลาด นี้มันแตกต่างกันอย่างนี้. บางคนเกิดมาฉลาดหรือโง่ เพราะมีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยผิดกัน แล้วยังได้รับอุปสรรคจากภายนอกที่แตกต่างกัน. เรา ก็ควรจะเห็นว่ามันเป็นเพื่อนกัน ไม่ควรจะเกลียดชังกัน, ควรจะเมตตาปรานีกัน; เพราะว่า ล้วนแต่ว่า มีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอยู่ในส่วนลึก, เป็นเชื้อที่มีอยู่ในส่วนลึกสำหรับจะงอกงามไปสู่ความเป็นพุทธะ. เดี๋ยวนี้มันกำลังมีสมรรถภาพคนละระดับ; จะมองดูในคนคนเดียวก็มีหลายระดับ คนละระดับ; จะมองดูเป็นเรื่องของโลกทั้งโลก เป็นวิวัฒนาการของทั้งโลก มันก็คนละระดับ. เช่นพวกจุลินทรีย์ทั้งหลาย อาจจะมีเพียงความรู้สึก หรือมีเชื้อแห่งความรู้สึก. แล้วถ้ามันสูงขึ้นมา มันก็รู้สึกชัดแจ้งขึ้นมาได้ เป็นสัตว์เล็กๆ เป็นอะไรขึ้นมา. นี้ถ้าเป็นคนมันก็รู้ผิดรู้ถูก รู้ดีรู้ชั่ว ในที่สุดก็เบิกบานถึงที่สุดนี่ สมรรถนะนี้ยังแตกต่างกันอยู่เป็นชั้น ๆ. แต่ถึงแม้ว่า ในบุคคล นี้ มันก็ต้องไปพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า เมื่อมันตั้งปฏิสนธิขึ้นมาในท้องแม่ จนกว่ามันจะออกมาเป็นคนโตสมบูรณ์นี้ มันก็ยังมีสมรรถนะต่างกันเป็นชั้น ๆ; คือพุทธสภาวะ หรือ เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ

น.819 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ มัน แสดงตัวออกมาได้เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ที่ต่างกันมาก. แต่นี่มันเร็วแล้ว เพราะ มันได้ทำมาได้วิวัฒนาการมานานแล้ว จนกระทั่งเป็นคนแล้ว ; แม้แต่ตั้งต้นกันด้วยปฏิสนธิในครรภ์มารดา มันก็วิวัฒนาการเร็วมาก. บางทีออกมาไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี จิตใจนี้จะสูงสุดถึงกับเป็นพระอรหันต์ได้ ; แล้ว มีข้อความกล่าวไว้ว่า สามเณรเด็ก ๆ เป็นพระอรหันต์ ก็มีบ้าง ; อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นขอให้มองเห็นความประสงค์ของการบรรยายในวันนี้ เพื่อให้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนี้ มัน จะมีอยู่ในทุกสิ่ง ทุกส่วน ของสิ่งที่เกี่ยวกับ ไกวัลยธรรม. ทุกคนมีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ล้วนแต่จักถึงนิพพานได้. ถ้าผู้ฟังยังไม่ลืม ยังจำได้ ก็จะจำได้ว่า อาตมาได้อธิบายว่า คำนี้มัน ประหลาด. ไกวัลยธรรมนี้ แปลว่าหน่วยเดียวล้วนๆก็ได้ ; สมมุติว่าถ้ามันจะเกิดแบ่งมันก็แบ่งออกเป็นมากมาย นับไม่ไหว นับไม่ถ้วน. สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมนี้ ถ้าเกิดแบ่งขึ้นมา มัน จะแบ่งออกได้เป็นมากมาย หลายพัน หลายหมื่น หลายแสนชนิด นับไม่ถ้วน ; แต่ถ้าจะมองกันดู ในแง่ที่มันเป็นอันเดียว หน่วยเดียว มันก็เป็นหน่วยเดียวอย่างยิ่งเหมือนกันนี้. มันแล้วแต่จะเล็งถึงข้อไหน ? ไกวัลยธรรมในความเป็นอย่างไร ? ในความเป็นกฎ, หรือในความเป็นธาตุ, หรือ ในความเป็นธรรมชาติ, หรือในความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ที่มีความรู้สึก เป็นต้น.

น.820 ฉะนั้นเราเอากันแต่ที่ว่า สิ่งนี้มันมีอยู่อย่างที่ให้ความหวังแก่คนทุกคน คือมีอยู่ในที่ทั่วไป ในที่ทุกหนทุกแห่ง. ประโยชน์อย่างยิ่งของการเข้าใจ เรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดความเชื่อแน่ว่า ทุกคนจะต้องไปถึงจุดปลายทาง คือ ความเบิกบานถึงที่สุดแห่งความเป็นพุทธะ หรือว่า นิพพาน. ฉะนั้นคนที่ ประณามตัวเองว่าเป็นคนโง่ จะเป็นคนขาดทุนที่สุด เป็นคนโชคร้ายที่สุด ; เพราะว่าเขาจะไม่จัดแจงอะไรให้ดีไปกว่าที่ยอมโง่. ทีนี้ ธรรมชาติใส่เชื้อแห่งความเป็นพุทธะมาให้ทั้งที มันก็เหลว มัน ก็ถูกทำลายเสีย หรือว่าถูกกักขังไว้ให้มันเนิ่นช้า. มัน ควรจะถือว่ามันเป็น ธรรมชาติ คือง่ายดาย คือเป็นไปได้เอง ในที่ทุกหนทุกแห่ง, มันเป็น ธรรมชาติ เหมือนที่เราจะต้องประสบอะไรตามธรรมชาติ; นี่มันง่ายดายอย่างนี้ ความที่จะเจริญทางจิตใจขึ้นไป เป็นจิตใจสูงสุด มันก็เป็นธรรมชาติ; ฉะนั้น ทำให้ถูกต้องตามเรื่องของธรรมชาติ มันก็จะไปเร็ว, พอไปขัดขวาง หรือทำผิด มันก็ช้า. ทีนี้ ในการที่เชื่อได้ว่า มีในทุกยุคทุกสมัย หรือทุกหนทุกแห่งนั้น มันก็ดี. อย่าได้คิดว่า หลายพันปีมาแล้ว, เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว; เหมือนที่ บางคน ก็พูดว่า ไม่หวังกันแล้วที่จะเป็นพระอรหันต์ เพราะมันปลายแล้ว, อะไรอย่างนี้ เป็นต้น. หรือว่า ในถิ่นนี้ ในประเทศอย่างนี้ ไม่ต้องมีหวังที่จะเป็นพระ อรหันต์นี้มันก็ไม่ถูก. เพราะกฎของธรรมชาตินี้ มัน ไม่ได้จำกัดอยู่กับ สถานที่หรือเวลา ; มีความถูกต้องที่ไหนเมื่อไร มันก็แสดงออกมาเต็มที่.

น.821 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๖๗ “ทุกสิ่งมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ" นี้เข้าใจกันได้ทุกศาสนา. ทีนี้ ที่ว่า จะมี ประโยชน์พิเศษ ออกไปอีก ก็คือความมุ่งหมาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมุ่งหมายของอาตมา. ขอรับสารภาพกันตรงๆ ว่ายิ่งมี ความปรารถนายิ่งขึ้น ที่จะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา ระหว่างทุก ๆ ลัทธิศาสนา; อย่าให้เกิดความคิด, หรือมองกันไปในแง่ที่ว่า มันเป็นปรปักษ์ ต่อกัน เป็นศัตรูต่อกัน, มีอะไรแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม แล้วก็มุ่งหมายที่ จะทำลายกัน. นี้จึงได้ พยายามอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย- ธรรม คือมีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอันเดียวเท่านั้น ; แม้จะแยกออกไปเป็นกี่ส่วน ก็มีความหมาย หรือความมุ่งหมายอย่างเดียวเท่านั้น ตามเรื่อง ตามลักษณะ ที่ ได้บรรยายมาแล้วหลายครั้งหลายหนเรื่อง ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎ ; แล้วก็ยิ่ง มีความหมายของสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า ในศาสนาที่มีพระเจ้า, หรือ ในศาสนาที่มีปรมาตมัน เป็นตัวใหญ่ของสากล ที่จะเป็นที่ออกมาแห่งตัวน้อย ๆ ๆ ที่เป็นคนคนหนึ่ง, บางศาสนาเขาถือกันอย่างนี้, บางศาสนาเขาถือว่า มีพระเจ้า ที่สร้างคนออกมา ๆ นี้ก็มี. นั้นมันเป็นเพียงกิริยาอาการภายนอก อยากจะพูดกันอย่างไรก็ได้ ; แต่ในภายในแล้วขอให้ยอมรับตรงกันว่า มีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง แล้วแต่ใครจะเรียกชื่อว่า อะไร, เราอยากจะเรียกชื่อว่า ไกวัลยธรรม คือธรรมชาติแห่งความเป็นอันเดียว กันทั้งหมด ทุกหนทุกแห่ง และทุกยุคทุกสมัย คือธรรมชาติ; แล้วก็ ธรรม-

น.822 ชาตินี้อยู่ในรูปต่างๆกัน : เป็นกฎของธรรมชาติก็มี, เป็นอำนาจ หรือเป็น อิทธิพล อันหนึ่งก็มี, เป็นสิ่งที่แท้จริง อันหนึ่งก็มี. อย่างในวันนี้ กำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ คือเชื้อที่จะทำให้เกิดความเป็นพุทธะขึ้นมา มีอยู่ในทุกสิ่ง ที่มีชีวิต สมบูรณ์ หรือชีวิตยังไม่สมบูรณ์ หรือครึ่งชีวิต หรือกระทั่งยังเป็นส่วนน้อย ๆ ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต ไม่มีลักษณะแห่งชีวิตแสดงให้เห็น แต่มันจะ ประกอบกันขึ้น เป็นสิ่งที่มีชีวิต. ให้ถือว่าใน แต่ละส่วนนั้น มันก็มีเชื้อแห่ง ความมีชีวิต, แล้วก็มีเชื้อแห่งความที่จะรู้สึกคิดนึกได้ ; ส่วนนี้เราเรียกว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ที่เหมือนกับเมล็ดพืช ที่เพาะให้ดี บำรุงรักษาให้ดี แล้วก็จะเป็นต้นไม้ แห่งความเป็นพุทธะขึ้นมา. เข้าใจกันดี ในทุกศาสนาแล้ว จักประกอบกรรมด้วยเมตตากรุณา. นี่คือ ไกวัลยธรรม ที่น่าสนใจอย่างยิ่งกันอีกแง่หนึ่ง หรือความหมาย หนึ่ง. ขอให้เอาไปคิดดูให้ดี ๆ หวังว่ามัน จะช่วยให้มีความแน่ใจ มากขึ้นก่อน แล้วก็ มีความกล้าหาญที่จะปฏิบัติ; เพราะมันแน่ใจ ก็อาจจะปฏิบัติ ได้ทัน แก่เวลา, แล้วก็ จะมีใจกว้าง ยอมรับ หรือ มีเมตตากรุณา ในสิ่งที่มีชีวิต อันปรากฏชัดแล้วทั้งหลาย. เช่นนับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นไป ถึงสัตว์ถึงคนนี้ แล้ว ต่ำไปกว่านั้น จะเป็นชีวิตของเซลล์หรือของอะไรก็สุดแท้ แม้แต่ของจุลินทรีย์ ก็ยอมรับความมีชีวิตของมัน ไม่มีเจตนาที่จะทำลายมัน โดยจิตอันโหดร้าย.

น.823 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๖๙ แต่สำหรับ การต่อสู้ป้องกันตัวเองนี้ ก็เรียกว่าเป็นหน้าที่ หรือเป็นสิทธิที่จะกระทำได้, ให้กระทำด้วยความรู้สึก ที่เมตตากรุณา ; ไม่กระทำด้วยความรู้สึกเจตนาจะฆ่าด้วยโทสะจริต ก็เป็นเรื่องทำให้จิตใจดีขึ้น, ให้มีเมตตากรุณามากขึ้น, มีพรหมวิหารที่ดีขึ้น, ไม่ต้องถึงขนาดเป็นโพธิสัตว์ ที่ว่ายอมเสียชีวิตของเราเพื่อช่วยผู้อื่น ก็ได้. เอาแต่ว่า เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ ต่อสู้ป้องกันชีวิตตัวแต่ในทางที่ถูกที่ควร อย่างนี้ก็ได้, เอาตามเรื่องของศีลธรรม ก็ยอมยกเว้นให้ ไม่ถือว่าเป็นการแกล้งฆ่า. แต่ถ้าเป็นเรื่องของปรมัตถธรรมแล้ว มันก็ไม่มีคน ไม่มีอะไร, มันก็ยิ่งง่ายต่อไปอีก; แต่มันยากในการประพฤติปฏิบัติ. คนอันธพาลมักจะฉวยโอกาส เอาเป็นเรื่องไม่บาปไม่กรรม ทำลายสัตว์อื่น หรือชีวิตของผู้อื่น ; อย่างนั้น ไม่ใช่ปรมัตถธรรม ดอก มันเป็นอันธพาล. ถ้าปรมัตถธรรมจริง มันก็เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือบริสุทธิ์. นี่ดูให้ดี, เราอาจจะพบ สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม กันในอีกแง่หนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์มาก หรือถ้าจะกล่าวทีเดียวให้หมดจดสิ้นเชิง ก็จะพบ ไกวัลยตา คือ ความที่มันเป็นไกวัลยธรรมที่มันมีอยู่ในสิ่งนั้น, มีอยู่ในสิ่งนั้น มีอยู่ในสิ่งโน้น มีอยู่ในสิ่งนี้. ความที่มันเป็น ไกวัลยธรรม มันมีอยู่ในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติต่างๆ กระทั่งในธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ เป็นต้น นี้ทำให้มีหวัง. ฉะนั้น ขอให้ระลึกนึกถึงคำว่า "ธรรม" คำเดียวหมายถึงทุกอย่าง : เป็นตัวธรรมชาติ ก็มี : เป็น กฎธรรมชาติก็มี, เป็น หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของ

น.824 ธรรมชาติ ก็มี เป็น ผลที่จะได้รับตามกฎของธรรมชาติ ก็มี ; แต่ว่า ทั้งหมดนั้นแหละ มัน มีความเป็นไกวัลยตา, ความเป็นไกวัลยธรรมอยู่ ; ไม่อย่างนั้นมันก็มีอยู่ไม่ได้ มันจะมาถึงบัดนี้ไม่ได้, มันจะมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งไม่ได้, เราจึง ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความเป็นไกวัลยธรรม ของสิ่งที่เรียกว่า"ธรรม". ทีนี้ เมื่อเรียกว่า "ธรรม" ได้เท่าไรแล้ว ก็ต้องถือว่า มันมีความเป็นไกวัลยธรรม เสมอกันหมด คือ มีไกวัลยตาเสมอกันหมด ในทุกสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ; จะเป็นสภาวธรรม สัจจธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม หรือธรรมอะไรก็ตามถ้ามีอีก ก็จะมีความเป็นไกวัลยธรรมนี้เสมอกันหมด. นี่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ก็นับว่าเป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งรวมอยู่ในสิ่งเหล่านั้น มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง ; แม้เวลานี้ไม่มีความรู้สึก ก็อาจจะ วิวัฒนาการมาเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกได้, แล้วก็รู้สึกยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนรู้สึกถึงที่สุด แล้วก็วิวัฒนาการอันนี้ ก็เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นตัวไกวัลยธรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในคราวก่อน ๆ. นี้ก็พอจะมองเห็นได้คืบไกลออกไปนิดหนึ่งว่า ไกวัลยธรรมทั้งหลาย เป็นไกวัลยธรรมอันเดียวกัน คือ มีความสืบเนื่องสัมพันธ์กัน เกี่ยวโยงกัน ; ที่พูดได้ว่า แล้วแต่เราจะแบ่งแยกออกไปมองดูเฉพาะในแง่ไหน ก็แบ่งแยกออกได้มากไม่มีที่สิ้นสุด. แต่ถ้ามองดูในความเป็นอันเดียว อย่างเดียว มันก็อย่างเดียวจริงๆ. นี่คือ ความมุ่งหมายที่จะพูดในวันนี้ มีไม่มาก มีเพียงเท่านี้ : เ พื่อให้แน่ใจว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะมีอยู่ในทุกสิ่ง ในฐานะเป็นไกวัลย-

น.825 ในฐานะที่เป็นธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ ๒๗๑ ธรรม; เช่นเดียวกับเชื้อแห่งความมีชีวิต ย่อมมีในสิ่งทุกสิ่ง เพราะความเป็นไกวัลยธรรม. แต่ว่า วิชาความรู้ในสมัยปัจจุบัน หรือที่เขาตัดตอนเอามาเพียงแค่ปัจจุบัน ที่เห็นได้ด้วยตานี้ ก็ไม่พูดอย่างนั้น ไม่อธิบายอย่างนั้น ; แยกออกเป็น สิ่งที่มีชีวิต ไม่มีชีวิต ไปเสียเลย, แยกเป็นสิ่งที่มีความรู้สึก หรือไม่มีความรู้สึกไปเสียเลย. แต่เรามันพูดไปในทำนองที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าไม่มีชีวิต, เดี๋ยวนี้ไม่มีชีวิต, แต่มัน มี เชื้อแห่งความมีชีวิตพร้อมอยู่ในนั้น, หรือ สิ่งที่ไม่มีความรู้สึก อะไรเลยเวลานี้ แต่มัน มีเชื้อแห่งความที่จะมีความรู้สึก ซ่อนอยู่ในนั้น. เป็นอันว่า ความที่จะวิวัฒนาการ เป็นบุคคลผู้รู้ถึงที่สุด สูงสุดนี้ เป็นของ ธรรมดาสามัญที่สุด มีได้แก่ทุกหน่วยของสิ่งที่กำลังถูกสมมุติว่าเป็นอะไร : ว่าเป็นชีวิตเต็มๆ ก็ได้, ว่าเป็นชีวิตที่ต้องคำนวณ ก็ได้, หรือเป็นชีวิตที่จะเรียกว่า ยังห่างไกลกัน ยังต่างกันอยู่มาก ก็ได้. อย่าได้ไปเหยียบย่ำสิ่งเหล่านั้นเลย; มันจะเกิดความเข้าใจผิด หรือความโง่เขลาเบาปัญญา ไปในทางที่จะกักขังตัวเอง ให้มันได้รับประโยชน์น้อยเข้า. ขอให้เปิดไว้ให้มันกว้างที่สุด ที่จะเป็นที่ไหลเข้ามาแห่งความรู้สึกที่ดีที่งาม นับตั้งแต่ความเมตตากรุณา ขึ้นไป จนถึงความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง ; เรียกว่า เมตตาก็เจริญ ปัญญาก็เจริญ แล้ว การตรัสรู้ก็เป็นที่หวังได้โดยง่าย. วันนี้ไม่มีเรื่องอะไรมาก ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคุณสาธยาย บทที่ให้เกิดความกล้าหาญ ในการปฏิบัติธรรมตามเคย ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต