น.826 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุด ไกวัลยธรรม เป็นครั้งที่ ๘ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎชีววัฒนาการ หรือว่า กฎชีววัฒนาการ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นไกวัลยธรรม ก็ได้ เป็นเรื่องที่เหมือนกัน. [ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อน ถึงหน้า ๒๗๕.] เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องขอซักซ้อมความเข้าใจของท่านทั้งหลาย ไว้เรื่อย ๆ ด้วยเกรงว่า จะฟังไม่รู้เรื่อง ; และบางคนก็เพิ่งจะมาฟังเป็นครั้งแรก ในเมื่อ ๒๗๒
น.827 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๗๓ เรื่องมันติดต่อกันมาเรื่อย ๆ ตั้งหลายครั้งแล้ว อย่างนี้ก็ฟังยาก หรือยากที่จะเข้าใจได้; ดังนั้นจึงต้องทบทวนบางสิ่งบางอย่าง ให้เป็นที่เข้าใจกันไว้ให้ได้ สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" ก็คือสิ่งที่เป็นไกวัลย์. ไกวัลย์ ก็คือ เป็นอันเดียวกันทั้งหมด ทั้งโดยเวลา และทั้งโดยเนื้อที่ หรือภูมิประเทศ. ถ้ามีความเป็นอันเดียวกันทั้งหมด ก็เรียกว่าไกวัลย์ได้ทั้งนั้น, หรือ ความที่มันเป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่า ไกวัลยตา คือความเป็นไกวัลย์. ความมุ่งหมายของการบรรยายเรื่องนี้ อยู่ที่ต้องการจะให้เข้าใจในสิ่งที่ลึกซึ้งอยู่ในเบื้องหลัง ; ถ้าเข้าใจแล้ว จะทำให้มีความเชื่อแน่ในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ. เช่นอย่างว่า เราไม่อาจจะหลีกพ้นไปได้ จากกฎของธรรมชาตินั้น ๆ; คือว่าเราจะหนีไปเสียที่ไหน มันก็ไม่พ้นจากกฎเกณฑ์นั้น ๆ; เช่น กฎแห่งกรรมเป็นต้น; เพราะว่ามันเป็นอันเดียวกันทั้งหมด ทั้งโดยเวลา และทั้งโดยเนื้อที่ ดังที่กล่าวมาแล้ว. เราอย่าโง่กันให้มันมากเกินไป มองดูแต่ในส่วนแคบ ๆ จึงเห็น เป็นคนนั้น เป็นคนนี้, เรื่องใหญ่ออกไป ก็เห็นเป็นหมู่นั้นหมู่นี้, เห็นเป็นประเทศนั้น ประเทศนี้, คนพันธุ์นั้นคนพันธุ์นี้; ไม่เคยคิดว่า มันเป็นของอันเดียวกัน มาโดยกฎอันเดียวกัน; ควรจะเป็นมิตรกันมากกว่าที่จะเป็นศัตรูต่อกัน. การบรรยายนี้มุ่งหมายจะทำความเข้าใจ ในระหว่างชาติ ในระหว่างศาสนาฯ เป็นส่วนใหญ่ จึงได้พยายามวางขอบเขตของเรื่องไกลออกไปถึง----
น.828 ไกวัลย์ คือทั้งหมด, ไม่มีแบ่งแยกอะไรเป็นอะไร; แม้ว่ามันจะยังอยู่ในระดับที่ต่างกัน แต่มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน. เช่นว่า มนุษย์มันไม่เหมือนกัน มีต่าง ๆกันอยู่บ้าง; แต่มันเป็นมนุษย์เหมือนกัน มันมีอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน; อย่างนี้เราเรียกว่า ความเป็นไกวัลย์ของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์. ถ้าจะเลยลงไปถึงสัตว์ ซึ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วย เป็นสัตว์มนุษย์ แล้วก็สัตว์เดรัจฉาน; ความเป็นสัตว์ นี้ มันก็ยิ่งมี ความเป็นไกวัลย์กว้างออกไปอีก คือมีความเป็นสัตว์อย่างเดียวกันทั้งสัตว์มนุษย์ ทั้งสัตว์เดรัจฉาน. อย่างนี้ มันผิดแปลกแตกต่างอะไรกันบ้าง ก็เป็นเรื่องส่วนน้อย. ทีนี้ถ้าว่าจะเล็งลงไปให้ไกลกว่านั้น โดยใช้คำว่า ชีวิต บรรดาสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความเป็นอันเดียวกัน คือความมีชีวิต, คือว่าความมี ชีวิตนี้เป็นไกวัลยธรรม, หรือไกวัลยธรรมของความที่มันมีชีวิต. มันก็อาจจะเหมือนกัน ในส่วนที่เป็นเรื่องของชีวิต, ต่างกันแต่เพียงปรากฏการณ์ข้างนอก ที่มันเจริญกว่ากันบ้างเท่านั้นเอง. ฉะนั้นจึงมีความคิดที่จะรักสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกันหมด. นี่แหละจึง มีระเบียบวินัยบางอย่างเกิดขึ้น สำหรับบุคคลผู้จะประพฤติในชั้นสูงสุด ว่าไม่ให้ทำลายชีวิต แม้ของต้นไม้หรือพืชพันธุ์. อย่าง วินัยของภิกษุ ฆ่าสัตว์เดรัจฉานตาย มีอาบัติเท่ากับฆ่าต้นไม้ตาย และในระเบียบวินัยของบางลัทธิ บางศาสนา ยังเคร่งครัดไปกว่านั้นอีก ไม่ยอมให้นักบวชทำการกระทบกระทั่งแก่ต้นไม้ ใบไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่ว่ามันมีชีวิตอยู่ อย่างนี้. ขยายความหมายของคำว่า ชีวิต กว้างออกไป ก็เลยเป็นผู้ที่เรียกว่า : ถ้าจะมองกันในแง่ของความ รู้สึก ก็มีความรู้สึกสูงกว่า กว้างกว่า ใหญ่กว่า, กว่าคนที่จะ...
น.829 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๗๕ มองว่า เราเป็นคน; มันเป็นสัตว์ ก็ฆ่ามันได้. หรือว่ามันเป็นต้นไม้แล้วก็เผามันเล่นได้; อย่างนี้เป็นต้น. นี่คือตัวอย่างในข้อที่ว่า ถ้าใครรู้จักไกวัลยตา คือ ความเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด, เป็นอันเดียวกันทั้งหมด ของทุกสิ่งที่มีอยู่ คนนั้นก็จะมีจิตใจกว้าง, จะเห็นแก่ผู้อื่นได้, เห็นแก่สิ่งเหล่าอื่นได้, จะไม่ทำการกระทบกระทั่งสิ่งใด ๆ; เรียกว่า ไม่เบียดเบียนโดยประการทั้งปวง ให้ความเอาใจใส่แม้แก่สิ่งที่มีชีวิตน้อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ดูแทบจะมองไม่เห็น. แม้กระทั่งว่าสิ่งที่มันมีชีวิต เพียงสักว่าเป็นเชื้อ ยังไม่ได้แสดงออกมา ก็ยังให้ความเอาใจใส่ ให้ความเคารพนับถือว่ามันก็เป็นชีวิต. .... .... .... .... [เริ่มการบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.] ในวันนี้อาตมาก็ พูดถึงข้อนี้เป็นส่วนใหญ่ คือความเป็นไกวัลย์ เป็นอันเดียวกันทั้งโดยเวลา และโดยเนื้อที่ ของสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต; เพราะว่ามันอยู่ภายใต้กฎอันหนึ่ง กฎอันเดียวกัน เรียกว่ากฎแห่งชีวิตวัฒนาการ, หรือใช้คำอย่างอื่นก็ได้ แต่ให้มันได้ใจความว่า มันเป็นกฎแห่งวิวัฒนาการ ของสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต ตั้งต้นแต่ชีวิตที่ยังเป็นเพียงสักว่าเชื้อ, หรือชีวิตที่ต้องคำนวณ จึงจะรู้ว่ามันมีชีวิตเรื่อย ๆ ขึ้นมาจนกระทั่งถึงชีวิตที่เห็นได้ง่าย ๆ ด้วยตา ได้เห็นกันอยู่รู้สึกกันอย่างง่าย ๆ.
น.830 เราไม่สนใจที่จะทำจิตใจให้มันกว้าง มันก็เลยแคบ คือเห็นแก่ตัว; ถ้ารู้ความข้อนี้แล้ว มันก็จะเมตตากรุณาทั่วไปหมด. บทแผ่เมตตาที่ว่า "แผ่ให้แก่สัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ เคลื่อนที่ไม่ได้ สัตว์ที่เห็นได้ด้วยตา ไม่เห็นได้ด้วยตา" นี่แสดงอยู่แล้วว่า เราจะยอมรับรองสิ่งที่มีชีวิต ว่ามันเป็นสิ่งที่มีชีวิต จะไปกระทบกระทั่งมันไม่ได้. ซ้อมความเข้าใจเรื่องธรรมชาติความเป็นพุทธะ. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึง ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ และก็ได้พูดทิ้งค้างไว้ว่า ในสิ่งที่มีชีวิต ก็ต้อง มีความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ. ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะมีที่ไหน ก็คือสิ่งที่มันมีความรู้สึก; เมื่อมีความรู้สึก มันก็ต้องมีชีวิต อย่างน้อยก็ยังเป็นชีวิตที่เริ่มตั้งต้น มันก็มีความรู้สึก; แต่จะเอาความรู้สึกกันมาก ๆ เหมือนชีวิตที่สมบูรณ์นี้ไม่ได้. เพราะฉะนั้นจึงอยากจะพูดพร้อม ๆ กันไป ธรรมชาติแห่งความมีชีวิต, หรือ กฎเกณฑ์แห่งความมีชีวิต กับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นพุทธะ คือมันรู้สึกได้ หรือว่ากฎเกณฑ์แห่งการที่มันวิวัฒนาการได้ คือจะดูกันในแง่ของชีวิตก็ได้. ของจิตคือความรู้สึกก็ได้, หรือของความเจริญงอกงามเป็นวิวัฒนาการก็ได้, มันมีคู่กัน. หรือว่ามันรวมกันอยู่ ถ้าสิ่งไหนมันมีชีวิต มันก็ต้องมีวิวัฒนาการ, แล้วมันก็ต้องมีความรู้สึก. แต่เดี๋ยวนี้เรามาแยกพูดให้เห็นชัดกันคนละที, และแยกพูดถึง ความรู้สึก กฎเกณฑ์แห่งความรู้สึก สิ่งที่ทำให้มีความรู้สึก ในฐานะเป็นไกวัลยธรรมอันหนึ่งแล้ว.
น.831 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๗๗ รู้จักไกวัลยธรรมอันเป็นกฎของความมีชีวิตแล้วจะมีเมตตากรุณากัน. ทีนี้มาพูดถึง สิ่งที่มีชีวิต กฎเกณฑ์ของความมีชีวิต นี้ก็ เป็นไกวัลยธรรม อีกอันหนึ่ง. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องวิวัฒนาการ, หรือสิ่งที่มันมีความเป็น ไกวัลยธรรมนี้แล้ว มันต้องวิวัฒนาการ ; มันจึงเป็นของที่แยกกันไม่ออก มัน มีความเป็นไกวัลยะนี้ควบคุมอยู่ ควบคุมให้เป็นไป. บางคนอาจจะคิดว่าไม่ต้องรู้ก็ได้ ; แต่เดี๋ยวนี้ อยากจะให้รู้ เพื่อว่า มันจะได้มีจิตใจกว้าง รู้จักเมตตากรุณากว้างขวาง รู้จักทำความเข้าใจอันดี ใน ระหว่างบุคคล ระหว่างหมู่คณะ ระหว่างชาติพันธุ์, และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างศาสนา. ถ้ามันมีการทะเลาะวิวาทกันระหว่างศาสนา เราลองคิดดูว่า มันเป็น ศาสนาไปได้อย่างไร ? มันควรจะใช้คำที่หยาบคายที่สุด ว่ามีการขบกัดกันใน ระหว่างศาสนา แล้วมันจะเป็นศาสนาได้อย่างไร ? และเดี๋ยวนี้มันมีอยู่ในโลก หรือไม่ ? การขบกัดกันระหว่างศาสนา, ระหว่างศาสนานั้นกับศาสนานี้ มัน ยังมีอยู่ ; เพราะว่าต่างคน ต่างไม่เข้าถึงตัวศาสนาของตัวเอง. สำหรับ พุทธศาสนา นี้ ก็จะมีไกวัลยตา เป็นเหมือนกับพระเจ้า ที่เมื่อเข้าถึงแล้ว ก็จะยอมรับทุกสิ่งว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เลยไม่เห็นใครว่าเป็นศัตรูได้. นี้ถ้า พวกศาสนาอื่น ๆ ที่เขามีพระเจ้า ถ้าเขาเข้าถึงพระเจ้าจริง ๆ ก็จะรู้ว่าไม่มีอะไร ที่ไม่ได้ออกไปจากพระเจ้า ; ฉะนั้น เขาก็เบียดเบียนใครไม่ได้. ขอแต่ให้ มีพระเจ้า และการถึงพระเจ้ากันจริง ๆ มันก็จะหมดปัญหาไปได้เหมือนกัน.
น.832 นี่มันยังไม่รู้จักพระเจ้า ไม่มีพระเจ้า ไม่เข้าถึงพระเจ้า มันก็เอาพระเจ้า นั่นแหละไปเที่ยวฟัดเหวี่ยงคนอื่น, เบียดเบียนกันในระหว่างศาสนาได้ นี่เพียง เท่านี้ท่านก็จะเห็นได้ว่า ความรู้ถึงสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งแสดงความเป็นอันเดียว, เป็น ตัวเดียวกันทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร นี่ เป็นสิ่งที่ควรจะทำ . คำบรรยายชุดนี้มุ่งหมายทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา. อาตมาได้บรรยายมาถึง ๘ ครั้งแล้วนี้ ก็จะบอกเสียเลยเดี๋ยวนี้ว่า คำบรรยายชุดนี้ มีความมุ่งหมายจะทำความเข้าใจในระหว่างศาสนาเป็นที่สุด. ฉะนั้นในการบรรยายครั้งต่อไป ก็จะไม่มีอะไรนอกจากการเปรียบเทียบที่ทำความ เข้าใจซึ่งกันและกันในระหว่างศาสนา. เดี๋ยวนี้มันก็ เป็นเหมือนกับการให้มาตรการ หรือเป็นการปูพื้นฐาน ที่จะ ใช้อาศัยเป็นหลักสำหรับพิจารณา เพื่อจะมองเห็นความที่มันเป็นสิ่งเดียวกัน ใน ระหว่างทุกสิ่งที่มันมีชีวิต ในระหว่างทุกสิ่งที่มันมีความคิดนึก และในระหว่าง ทุกสิ่งที่มันมีวิวัฒนาการ. ขอให้มองดูกันในแง่นี้. แม้ว่าเราจะ ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ทางวัตถุเป็นหลัก มันก็ ยังส่อไปในทาง ที่ว่า มันก็มีความเป็นอันเดียวกัน, คือมีความเป็นไกวัลยตาอย่างเดียวกันนั้น แล้วก็วิวัฒน์ออกมาเป็นนั่นเป็นนี่. เอาแต่เพียงโลกนี้ก่อน ว่าโลกนี้ ตามที่ เชื่อกันว่า เป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกมาจากดวงอาทิตย์บ้าง คือเป็นดวงไฟเล็ก ๆ ออกมา. ทีนี้พวกหนึ่งก็ว่ามันเป็นการรวมตัวของหมอกเพลิง เข้ามาเป็นดวงไฟ
น.833 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๗๙ เล็ก ๆ ของมันเอง, ก็มาเป็นดวงลูกไฟเหมือนกัน. จะว่าแยกออกมาจากดวงอาทิตย์ หรือว่าหมุนรวมตัวของตัวมันเอง ก็เป็นลูกไฟทั้งนั้นแหละ ทีแรกนั้น เป็นลูกไฟลูกหนึ่ง แล้วก็มาเดี๋ยวนี้ก็มาเป็นอะไร ๆ อย่างที่เรา เห็น ; เรานั่งกันอยู่ที่นี่, มันไม่ใช่ลูกไฟ ; ถ้ามันเป็นลูกไฟจะมานั่งอยู่ได้ อย่างไร. นี้ก่อนแต่ที่มันจะเปลี่ยนจากสภาพลูกไฟที่ลุกโพลง ๆ มาเป็นมนุษย์- โลกอย่างนี้ มันก็มีวิวัฒนาการ. พิจารณาให้เห็นชีวิตว่ามีเชื้ออย่างเดียวกัน. แล้ว มาลองคิดดูว่า เอาชีวิตมาจากไหน ? ก็เมื่อก่อนมันเป็นเพียง ลูกไฟลุกโพลง ๆ อยู่: เดี๋ยวนี้เป็นโลกอย่างนี้, แล้วก็มีสิ่งที่มีชีวิต ตั้งแต่สัตว์ เซลล์เดียว สัตว์หลายเซลล์, เป็นชีวิตที่มองไม่เห็นด้วยตากระทั่งมองเห็นด้วยตา, กระทั่งเป็นพืชพันธุ์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้นไม้. ชีวิตเหล่านี้มาจากไหน ? ในเมื่อทีแรกโลกนี้เป็นลูกไฟลูกหนึ่งที่ลุกโพลง ๆ อยู่ นี่คือจะต้องมองกันว่า มันมีอะไรอยู่ก่อนแล้ว ไอ้ลูกไฟโพลง ๆ นั้น ค่อยๆเปลี่ยนมา ๆ จนกลายมา เป็นโลกอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ เต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตทั้งนั้น. แม้จะลอง เปรียบเทียบกันอย่างหยาบ ๆ เช่น ในไข่เล็ก ๆ ฟองหนึ่ง, ไข่ปลาหรือว่าไข่นก ไข่ไก่อะไรก็ตาม, มันน่าประหลาด ตรงที่ว่า ไข่ปลาบางชนิด ละเอียดเท่าเม็ดทรายเล็ก ๆ. ไข่ปลาผักหนึ่ง มีเม็ดไข่ปลาเล็ก ๆ ตั้งล้านก็เห็น จะได้ ; แล้วในไข่เล็ก ๆ นั้น มันออกมาเป็นตัวปลาในที่สุด โตเท่าแข้งเท่าขา
น.834 ก็มี ; แล้วมันเอาเนื้อเอาหนัง เอาเกล็ดเอาครีบ เอาสีสันวรรณะสวย ๆ ต่าง ๆ มาจากไหน จากไข่ปลาเม็ดเล็กๆ นิดเดียว ? ก็ต้องถือว่ามันมีอยู่เสร็จแล้วในไข่ ปลา เม็ดนิดๆ: พอได้สิ่งแวดล้อมปรุงแต่ง มันก็เจริญวิวัฒนาการออกมาเป็น ปลาตัวใหญ่โต สวยงามอย่างที่เราเห็น. ชีวิตก็มีอยู่ในไข่เม็ดเล็ก ๆ นั้น, ความ รู้สึกคิดนึกหรือจิตก็มีอยู่ในไข่เล็ก ๆ นั้น, วิวัฒนาการคือความที่มันจะต้องขยาย ตัวออกไปเรื่อย มันก็มีอยู่แล้วในไข่เล็ก ๆ นั้น, มันจึงออกมาได้อย่างนี้. นี่เรียกว่า ไข่เล็ก ๆ เม็ดหนึ่งของปลา ออกมาได้อย่างนี้. ทีนี้มาดู โลกที่ถือว่า เป็นดวงไฟลุกโพลง ๆ อยู่หลอมละลายอยู่นั้น มันจะออกมาเป็นโลกอย่างเดี๋ยวนี้ : แบ่งเป็นทวีปนั้นทวีปนี้ ประเทศนั้น ประเทศ นี้ มีภูเขา มีแม่น้ำ มีอะไรทุกอย่างกระทั่งมีชีวิต เหลือที่จะประมาณได้, กระทั่ง มีพวกเราที่มานั่งอยู่ที่นี่ ซึ่งเมื่อก่อนมันไม่มี ; มันอยู่ในดวงไฟที่ลุกโพลง ๆ นั้น อยู่ แล้วมันออกมาได้อย่างไร ? ดูความเป็นชีวิตทั้งตามหลักวิทยาศาสตร์และความคิดคนโบราณ. เอาละ, สมมติว่า ถ้า จะศึกษาในแง่ของวิทยาศาสตร์ ว่ามันค่อย ๆ เย็นลง มันก็มีความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งมันเกิดแยกตัวออกเป็นแก๊ส เป็น อะไร, เป็นออกซิเจน ไนโตรเจน เป็นน้ำ เป็นอะไรตกลงมา. ตกไปตกมา ทำให้ผิวโลกนี้ เย็นลง, เปลี่ยนแปลงไป เย็นลง, เปลี่ยนแปลงไป นานเหลือ นาน. ในที่ที่น้ำขังแห่งหนึ่ง มันมีการเปลี่ยนแปลงถึงกับว่า เป็นสิ่งที่เรียกว่า มีชีวิตขึ้นในน้ำ ละเอียดดูไม่เห็น และจนกระทั่งดูเห็น.
น.835 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๘๑ นี่ลองคิดดูเถอะว่ามันเอามาแต่ไหน ? ในเมื่อทีแรกมันมีแต่ดวงไฟที่ลุก โพลง ๆ อยู่: ฉะนั้น ถ้าจะพูดว่า ในดวงไฟที่ลุกโพลง ๆ อยู่ มีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด นี้อยู่ในนั้นแล้ว จะค้านไหม ? ก็ลองเปรียบดูกับข้อที่ว่า ในไข่ปลาเม็ดเล็ก ๆ เท่า เส้นผม มีความเป็นปลาตัวโต เท่าแข้ง เท่าขา สีสันวรรณะสวยงามอะไรอยู่หมด อย่างนี้ก็ไม่มีใครค้าน. ฉะนั้น ไข่โลกลูกนี้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ แล้วก็เย็นลง, แล้ว เย็นจนมีชีวิตอย่างนี้, ใช้เวลากี่ล้าน ๆ ปีก็สุดแท้มันเถอะ แต่มันไม่ได้เอาสิ่งอะไร มาจากไหน นอกจากที่มันมีอยู่แล้วในไข่ลูกนั้น. ทีนี้คำพูดประหลาด ๆ ของบางศาสนาที่ว่า พระพรหมสร้างไข่ขึ้นมา หรือออกไข่ออกมา ก็จำได้ไม่แน่ แต่ก็ต้องมีไข่เหมือนกัน ; มีคำว่าไข่, แล้ว ไข่ของพระพรหมนั้นมันออกมาเป็นโลก เป็นสัตว์โลกอะไรอย่างเดี๋ยวนี้. นี่เขา พูดอย่างสมมติอุปมา เพราะว่าพูดอย่างอื่น แล้วฟังกัน ไม่ถูก เพราะว่าคนมัน ยังโง่เกินไป คนพูดเขาฉลาดแล้ว แต่คนฟังมันยังโง่ ก็เลยต้องพูดอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราถือกันว่าคนฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว ก็ไม่พูดอย่างนั้น จึงพูดไปในทางที่จะมองเห็นสิ่งสิ่งนี้ ; ว่ามันมีอยู่แล้วในทุกสิ่ง แล้วเป็น สิ่งเดียวกันด้วย เช่นว่า ในโลกนี้เป็นอย่างไร ในดวงอาทิตย์มันก็เป็นอย่างนั้น. แต่ว่าดวงอาทิตย์ที่เป็นแม่นั้น ยังเป็นไฟลุกโพลง ๆ ดวงใหญ่อยู่ ; ลูกที่มัน กระเด็นออกมาได้นี้ มันเย็นแล้ว มันกลายเป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้นเมื่อมันยังเป็น ไฟลุกโพลง ๆ อยู่ มันเหมือนกัน. แต่ในตัวเล็กนี่ ในหน่วยเล็กนี่ มันเย็นแล้ว, มันวิวัฒนาการเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็เหมือนกับ, อาจจะพูดได้ว่า ดวงอาทิตย์ใหญ่ ที่ยังเหลืออยู่นั้น เมื่อเย็นลง มันก็เป็นอย่างนี้อีก .
น.836 นี่เราจึงขยาย ไกวัลยธรรม หรือไกวัลยตา คลุมไปหมดโลกนี้ : ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์อื่น และสุริยจักรวาลอื่น คือดวงอาทิตย์อื่น ที่ ไหน ๆ จะมีสักเท่าไร ก็ตามใจ มันก็เป็นเรื่องเหมือนกันหมดเลย. นี่ก็จะมีความ ไม่แตกต่างกัน ในระหว่างสุริยจักรวาลนี้กับสุริยจักรวาลอื่น และสุริยจักรวาลอื่น ซึ่งว่ากันว่า มีไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนสุริยจักรวาล. ความที่มีเหมือนกันอย่างเดียวกัน นั่นแหละเป็นไกวัลยธรรม แต่ ของบางส่วนเบิกบานออกไปมากแล้ว, บางส่วนยังไม่ทันจะเบิกบาน, บางส่วน ยังดิบอยู่ ยังหลับอยู่ ยังเป็นลูกไฟอยู่ก็มี ; ยังไม่มีชีวิตปรากฏชัดอย่างนี้ แต่ก็ต้องเรียกว่าชีวิตในลักษณะอื่น. เช่นว่า ปลาที่ยังอยู่ในไข่ ปลานี้ มัน ก็มีปลาในลักษณะอื่น. หรือว่าในโลกที่ยังเป็นไฟอยู่ ต้องมีโลกอย่างนี้ อยู่ใน ลักษณะอื่น มันจึงอยู่ในสภาพที่ลุกเป็นไฟอยู่ได้. ในความที่ลุกเป็นไฟนั้น มันก็มีเชื้อแห่งพุทธภาวะ คือที่จะรู้สึกอะไรได้ ที่เรียกว่าจิตนี้, หรือว่ามีสิ่งที่เรียกว่า เป็น มิใช่ตาย คือชีวิต อยู่ในนั้น ในไฟ นั่นแหละ, หรือ มีอำนาจที่จะวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็อยู่ในไฟนั่นแหละ. พอไฟนี้เย็นลง มันก็เป็นธาตุแข็งขึ้นมา; แล้วก็กระจายกันออกไป เกิดการ เปลี่ยนแปลงเป็นธาตุทั้งหลาย. ที่สำคัญมากที่สุดคือเรื่อง ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้ : ธาตุดินคือคุณภาพแห่ง การกินเนื้อที่ ธาตุน้ำ คือ คุณภาพแห่งการเกาะกุมยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน ธาตุไฟ ก็คือว่า มัน เผาไหม้ ให้เปลี่ยนแปลงให้เจริญ ธาตุลม มันก็ มีการระเหยกลับไป กลับมา, กลับไปกลับมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง. ถ้าพูดตามหลักของคน
น.837 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๘๓ โบราณ ทางพระพุทธศาสนาหรือที่เป็นต้นตอของพุทธศาสนา ก็มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. นี้มันแยกออกมา จากที่ครั้งแรกมันก็เป็นหน่วยเดียวกัน. ขอให้ทำในใจกันให้ยุติธรรม, หรือมองให้กว้าง ๆ อย่างนี้ จะได้รู้ ความที่ว่า ที่แรกนั้นมันเหมือนกัน โดยความที่มันเป็นสิ่งเดียวกัน ; แล้วมันก็ แบ่ง แยกตัวออกไป, เดินไป ๆได้ไกลเท่าไร ก็ยิ่งแปลกออกไป ; แต่มันก็ไม่ทิ้ง ความหมายเดิม เป็นความหมายของชีวิต ความหมายของความรู้สึก ความหมาย ของความวิวัฒนาการ เป็นต้น. ทุกสิ่งมีกฎและเป็นไปตามกฎ. ทีนี้ สิ่งต่าง ๆ มันก็มีกฎ คือต้องเป็นไปตามกฎ เป็นไปตามระเบียบ. ที่เรียกว่ากฎนี้ เรียกว่าพูดอย่างภาษาธรรมดาสามัญ หรือในรูปของภาษาของผู้ที่ มีการศึกษา ; แต่ถ้าจะพูดสำหรับคนที่ไม่มีการศึกษา ก็ต้องพูดอย่างอื่น. สำหรับ คำว่า กฎ นี้ พวกอื่นอาจจะเรียกว่าพระเป็นเจ้าไปเสียเลย ; ยิ่งเป็น ภาษา อังกฤษ แล้ว มันน่าหัวที่สุด ที่ เผอิญมันคล้ายกันมากกับคำว่า กฎ. คำว่า กฎ นี่ลองขยายเสียงให้ยาวออกไป มันก็เป็นคำว่า God ; God คือพระเจ้า. เขา เรียกว่า God แปลว่าพระเจ้า ; เรา เรียกว่า กฎ คืออำนาจอันหนึ่ง ซึ่งบังคับ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไป โดยที่ไม่เป็นอย่างอื่นได้.
น.838 นี่เราจะพูดกันโดยละเอียด ในการบรรยายครั้งต่อไป ที่จะเปรียบเทียบ กันในระหว่างศาสนาโดยทำนองนี้; สำหรับ ในครั้งนี้ มุ่งหมายจะพูดแต่เรื่อง เกี่ยวกับชีวิตที่วิวัฒนาการออกไปได้เป็นหลายชั้น หลายแขนง, ทีแรกมันก็สักว่า ชีวิตในรูปต่าง ๆ กัน. ขออย่าได้ลืมว่า ชีวิตที่ยังเป็นเพียงสักว่าเชื้อ, หรือชีวิตที่เริ่มเป็น ชีวิตขึ้นมา คือชีวิตพืชหรือชีวิตสัตว์ก็ตาม, จนกระทั่งชีวิตที่มันใหญ่โต เติบโต วิ่งได้ เดินได้อย่างคน อย่างช้างอย่างม้านี้ มันเป็นชีวิตหลายระดับ; แต่ มีความหมายเดียวกันหมด คือชีวิต เริ่มมีสภาพที่จะเรียกได้ว่ามีชีวิต คือ "เป็น" ซึ่งคู่กันกับ "ไม่เป็น" หรือ "ยังไม่เป็น" ถ้า "เป็น" ก็คือเป็นชีวิต. อย่างเช่นเอาน้ำตาลมาหมักเข้า มันก็เกิดเป็นเชื้อรา เหมือนทำแป้ง ข้าวหมาก ; นี่ทีแรกมันไม่มีชีวิต ; แต่พอมาหมักเข้า ชีวิตมันก็แสดงออกมา, ถ้ามันไม่มีอยู่ก่อน มันจะเอามาแต่ไหนมาแสดง อย่างเชื้อเห็ดราในการหมักข้าว หมากนี่. มันเป็นชีวิตขึ้นมา มันก็ต้องถือว่ามันมีอยู่ก่อน จะในแป้งข้าวหมาก หรือในอะไร ก่อนหน้านั้นไปอีก; เราก็ดูว่า ชีวิตที่มันก่อนแต่ที่จะมาเป็น ข้าวหมากนี้มันก็มีอยู่แล้ว. ในระดับอย่างอื่น ความหมายอย่างอื่น มันก็เป็น เชื้อราขึ้นมา แล้วก็เติบโต เช่นเดียวกับเชื้อราทั้งหลาย : จะเป็นเห็ดที่เอามา แกงกิน อะไรเหล่านี้ก็เหมือนกัน มันมีเชื้อราแล้วออกมาเป็นดอกเห็ด. ใน เชื้อรานั้น ต้องมีชีวิต หรือว่าส่วนประกอบของมันที่จะมาเป็นเชื้อรานี้ ก็ต้อง มีชีวิตมาก่อนเหมือนกัน. นี่ถ้าถอยไป ๆ จนถึงตัวสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชนิดที่เป็นไกวัลย์ แม้จะ มองไม่เห็นตัว แม้จะอยู่ในลักษณะอย่างอื่น ก็ให้ถือว่า มันเป็นสิ่งที่มีอยู่
น.839 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ในลักษณะเป็นไกวัลย์นั้นเป็นนิรันดร. นี้ส่วนที่แตกแยกออกมาเป็นส่วน น้อย ๆ นี้มันชั่วขณะ ชั่วขณะ, ชั่วขณะ, มันจึงเปลี่ยนแปลงได้, ถ้ามันอยู่ใน สภาพเดิม มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง, มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่จะให้แปลกออกไป ; ดังนั้นต้องมีเหตุปัจจัยเข้าไปปรุงแต่ง แทรกแซงส่วนนั้นส่วนนี้ ให้มันเกิดการ เปลี่ยนแปลง มันจึงได้ชีวิตแปลก ๆ ท่านลองคิดดู ว่ามันจะแปลกออกไปอีกสักเท่าไร ถ้าว่าโลกนี้มันยัง อยู่ต่อไปอีกสักหมื่นปี สองหมื่นปี แสนปี มันก็ต้องแปลก ๆ ๆ มันก็จะมีชีวิต ของสัตว์ชนิดไหนเกิดขึ้น ก็พูดได้ยาก ; แต่ถึงอย่างไรก็ดี เหลือบมามองดู ถอยหลัง มันก็คือ ชีวิตนั่นเอง ที่มีกฎเกณฑ์ ที่ว่า จะต้องวิวัฒนาการ ไม่ อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นชีวิต ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ไม่มีชีวิต. ความเปลี่ยน แปลงได้ มันก็คือ กฎ อันหนึ่ง ก็ เป็นไกวัลยธรรม ด้วยเหมือนกัน. ทุกชีวิตเป็นไปตามกฎแห่งชีววิวัฒนาการ. ในการบรรยายครั้งที่ ๓ เราพูดถึง ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎแห่ง สามัญญลักษณะ คือกฎแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีอยู่ในทุกสิ่ง ตั้งแต่ ที่ยังไม่เป็นชีวิตสมบูรณ์ จนกระทั่งเป็นชีวิตสมบูรณ์. เมื่อกฎที่มันปรุงแต่ง ชีวิต บังคับให้ชีวิตเป็นไป ก็เป็นไกวัลยธรรม ; แล้วสิ่งที่ถูกปรุงแต่งนั้นมัน ก็เป็นไกวัลยธรรม คือมีความเป็นอันเดียวกันด้วยเหมือนกัน ก็เลยเป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นไกวัลยธรรมต่อกันและกัน และเป็นอันเดียวกัน
น.840 เดี๋ยวนี้เรามาแยกออกเป็นส่วนนั้น ส่วนนี้, แม้ ที่เป็นกฎ ก็ยัง แยก ออกเป็นกฎนั้น กฎ นี้ หลาย ๆ กฎ. เช่น กฎปฏิจจสมุปบาท ก็มี กฎ อริยสัจจ์ ก็มี กฎสามัญญลักษณะ ก็มี. แต่ เดี๋ยวนี้ เราแยกมามองกันในแง่ของความ ที่มันเป็นกฎแห่งชีวิตวิวัฒนาการ ชีววิวัฒนาการ เป็นไกวัลยธรรมทั่วถึงกัน ระหว่างชีวิตทั้งหลาย. ถ้าสมมุติว่า เทวดามีเหมือนที่เขาว่ากัน ชีวิตนั้นก็เป็นกฎเดียวกันกับชีวิต ของมนุษย์ ; ลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน, ลงไปถึงต้นไม้ แม้ว่าจะมีรูปร่างขนาดเล็ก แทบจะมองด้วยตาไม่เห็น, มันก็เป็นชีวิตนั่นแหละ นี่ขอให้มองสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ในลักษณะที่เป็นไกวัลยธรรม คือ เป็นสิ่งเดียวกันหมดทุกเวลาทุกสถานที่ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า เหมือนกับได้เข้าไป ในชีวิตใหญ่ ชีวิตมหาศาล คือไกวัลยธรรมที่เป็นตัวชีวิต. เมื่อเป็นได้ดังนี้แล้ว จิตใจจะเป็นอย่างไร ? มันก็คง เบียดเบียนใคร ไม่ลง การที่จะดื้อพูดเอาว่า เอ้า, เมื่อมันเป็นตัวเดียวกัน ฆ่ามันก็ไม่บาป อะไรนี้ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ ; ความคิดนี้มันจะคิดไปชนิดนั้นไม่ได้. มัน จะคิดไป ในทางเมตตากรุณา มันจะคิดไปในทางไม่มีเรามีเขา แต่มีความเป็นตัวเดียวกัน สิ่งเดียวกัน อันเดียวกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น นี่ถ้าจะกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญแผ่ส่วน กุศลแล้ว อยากจะให้นึกกันอย่างนี้ ว่าชีวิตทั้งหลายมันมีความหมายอย่างนี้ เชื้อแห่งชีวิตก็วิวัฒนาการไปตามกฎแห่งไกวัลยตา. ทีนี้มาดูกันอีกหน่อยหนึ่งว่า ทำไมมันจึงเข้าใจยาก ? ข้อนี้เรา จะต้อง เข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ คือเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย, ใหม่ขึ้นไป
น.841 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๘๗ เรื่อย ตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาใหม่ ; ถ้าเข้าใจกฎนี้แล้วละก็จะเข้าใจได้ว่าทำไม มันจึงมากันอย่างนี้ ? จากดวงไฟลูกเดียว มาเป็นมนุษย์ หรือว่ามนุษย์โลก ที่มีอะไรใหญ่เหลือประมาณนี้ เต็มไปด้วยชีวิต, หรือว่าจะเรียกว่ามันยิ่งไปกว่า ชีวิตก็ได้ ; แต่ถึงอย่างไรก็เถอะมันมีความหมายเดิม : ว่ามันมีสิ่งหนึ่งซึ่งมัน มีเชื้อแห่งชีวิต แล้วมันได้เพาะหว่านให้งอกงาม ๆ, งอกงาม, งอกงามจนไม่ รู้ว่ากี่ชั้น กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านระดับ ; มันจึงมาเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ตัววิวัฒนาการนั้น มันก็ไม่ใช่ของใคร ; มันก็เป็น ไกวัลยธรรม อันหนึ่ง, เป็นกฎอันหนึ่ง ในไกวัลยธรรม. มองไปทางไหนมันก็ไม่มีอะไรนอก จากว่า ความเป็นอย่างนี้ ไม่มีความเป็นอย่างอื่น ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนี้ , ที่พระสวดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตถตา - ความเป็นเช่นนั้น, อวิตถตา - ไม่ ผิดไปจากความเป็นเช่นนั้น, อนญฺฺญฺตา - ไม่เป็นไปโดยประการอื่น ; คือมองดู ทีไร มันก็จะเป็นไกวัลยธรรมอยู่นั่นแหละ, เป็นความจริง แต่ว่ามันซ้อนกันอยู่ หลาย ๆ ชั้น หรือมันลึกกันอยู่หลาย ๆ ชั้น. วิวัฒนาการแห่งความมีชีวิตต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง. ทีนี้เราจะ ดูในแง่ที่มันเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง เราก็เป็นสัตว์ที่มีชีวิต ที่สมมติเรียกว่าคนคนหนึ่งนี้ ก็คือ มัน มีชีวิต แล้วมันมี วิวัฒนาการ ด้วยกฎ ของชีวิต นั่นเอง มันจึงเป็นมาเรื่อย จน มาเป็นมนุษย์ อย่างนี้ แล้วมันไม่ใช่ เป็นมาแต่อย่างเดียว ; เพราะว่าในไกวัลยธรรมนั้น มีส่วนที่แยกออกไปได้หลาย อย่างหลายระดับ : ส่วนที่เป็นชีวิตก็ทำหน้าที่ชีวิต, ส่วนที่ทำหน้าที่รู้สึก ก็ทำ
น.842 หน้าที่รู้สึก, ส่วนที่ทำหน้าที่งอกงาม ก็ทำหน้าที่งอกงาม ; มาปนกันหมด แล้วก็เรียกว่า มันเป็นชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึก ที่เพียงพอที่จะทำอะไร ได้มากขึ้น ; เราจึงทำอะไรได้มากขึ้น เพราะเหตุนี้. มีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจกัน หรือไม่ค่อยพูดถึงกัน ที่เรียกว่า แสงสว่าง หรือ ความร้อน มัน เกือบจะไม่แยกกัน ถ้ามีแสงสว่างก็จะมีความ ร้อน, มีความร้อนก็จะมีแสงสว่าง; ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแสงสว่างที่มองเห็น, เป็นแสงสว่างที่มองไม่เห็นก็ได้ ชีวิตต้องอาศัยแสงสว่าง, ความรู้สึกก็ต้อง อาศัยแสงสว่าง, แม้ว่าเป็นแสงสว่างที่มองไม่เห็น. ที่เรามองเห็นก็มีแต่แสงแดด เรียกแสงสว่าง, เรียกแสงแดดว่าแสงสว่าง. แสงสว่างที่มองไม่เห็นก็ไม่ค่อยรู้ ; มันมี แสงสว่างชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ ใช่แสงแดด แล้วก็ ทำให้สิ่งต่าง ๆ วิวัฒนาการได้. ถ้าแสงแดดทำให้วัตถุวิวัฒนา- การได้ ; แสงที่ไม่ใช่แสงแดดนั่น ก็ทำให้จิตใจวิวัฒนาการได้ จนพูดได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าแสงสว่างหรืออาภา, อาภะ นี้มันมีอยู่. ถ้าแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ก็คือแสงสว่างทางวัตถุ มันก็ทำให้วัตถุเจริญ ; ถ้าได้แสงสว่างแล้ว ต้นไม้ต้นไล่ สัตว์ทั้งหลายย่อมมีความเจริญงอกงามใหญ่โต. แต่มีแสงสว่างชนิดหนึ่ง ซึ่งทำ ให้จิต หรือ ความรู้สึกที่ไม่มีตัว ไม่มองเห็นตัว ก็เจริญ, ความรู้สึกซึ่งเป็นสิ่ง ที่มองไม่เห็นตัว มันก็เจริญ. ร่างกายนี้ได้แสงสว่าง จากดวงอาทิตย์ในหลายๆ แง่ หลาย ๆ ปริยาย แล้วก็เจริญ ; ส่วน จิตใจก็ได้แสงสว่าง จากแสงสว่างชนิดที่มองไม่เห็น ทำให้จิตใจนี้ก็เจริญ.
น.843 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ถ้าเราจะเปรียบเทียบจิตใจของลูกไก่ ลูกแมว ลูกหมา ลูกม้า ขึ้นมา ถึงจิตใจของคน มันก็ต่างกันมาก, คือมันเจริญต่างกันมาก ; เพราะมัน ได้รับ ความหล่อเลี้ยง ที่ทำให้เจริญวิวัฒนาการนี้ต่างกันมาก มันจึงเป็นชีวิตที่แปลกออก ไป : เป็นชีวิตที่มีแสงสว่าง ที่เจริญ ที่มีความรู้สึกสูงกว่า, มีความเป็นพุทธะ มากกว่า, จนดูคล้าย ๆ กับว่าเป็นของคนละอย่าง. พอเราโง่ไปหน่อยเดียว เห็นเป็นของคนละอย่าง เราก็ดูถูกดูหมิ่น พวกนั้นว่า มันยังต่ำกว่า โง่กว่า ไม่อยากจะคบค้าสมาคมอย่างนี้ ; เรื่องรังเกียจ ผิว รังเกียจวรรณะ มันก็เกิดขึ้น แล้วคนเราก็ประณามสัตว์เดรัจฉานว่า มัน เป็นสัตว์, สัตว์ที่ไม่ใช่คน มันไม่เทียมกับคนได้. เราก็ดูถูกมันว่าสัตว์ ; เอาไว้ เป็นมาตรฐานสำหรับวัดว่ามันเลวกว่าคน. พอด่าว่า มึงไอ้ชาติสัตว์ มันก็โกรธ เพราะถือว่ามันไม่ถึงคน. นี่ เพราะว่าเรามันถูกหลอกด้วยวิวัฒนาการที่มันต่างกัน, แล้วก็ยึดถือต่างกัน. ยัง มีแง่อื่นหลาย ๆ แง่ ที่คนเลวกว่าสัตว์ก็มี, สัตว์เลวกว่าคนก็มี ได้ด้วยกันทุกอย่าง. มันเป็นเรื่องของบัญญัติกันทีหลัง ; ว่าดีว่าชั่ว ว่าผิดว่าถูก นี่บัญญัติที่หลังทั้งนั้น. แต่ถ้าเรา เอาตัวไกวัลยธรรมเป็นหลักแล้ว ไม่ควรจะมีใครดีกว่า ใคร ; แต่ถ้าเอาความรู้สึกของมนุษย์ในตอนหลังเป็นหลัก มันก็มีดีกว่าเลวกว่า, กระทั่งว่าเป็นความผิดหรือเป็นความถูก. นี้เรื่องมนุษย์ว่าเอาเอง ; ส่วนใหญ่ก็ ถือเอาว่าถ้ามันทำให้คนลำบาก เดือดร้อน ก็ถือว่าผิด, ให้อยู่กันเป็นสุข ก็ถือ ว่าถูก. แต่ตัววิวัฒนาการแท้ ๆ หรือไกวัลยธรรมแท้ ๆ ไม่มีผิดไม่มีถูก มัน
น.844 เป็นไปตามกฎของมันเรื่อย ; มีเหตุปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร มันก็ปรุงแต่ง เป็นอันใหม่ขึ้นมา. ทางเนื้อหนังก็เหมือนกัน มีเหตุปัจจัย อย่างหนึ่ง มันก็ ปรุงแต่ง คนผิวดำออกมา, มีเหตุปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง มันก็ปรุงแต่งคนผิวเหลืองออกมา, มีเหตุปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง ก็ปรุงแต่งคนผิวขาวออกมา. นี่กระทั่งปรุงแต่งต่าง ๆ นานา เป็นสัตว์เป็นคน เป็นครึ่งสัตว์ครึ่งคน ยังจะเป็นสัตว์อะไรต่อไปอีกมาก. ฉะนั้นความผิดความถูกนี้ มันเป็นเพียงกฎของวิวัฒนาการที่ได้เหตุ ได้ปัจจัยต่างกัน แล้วเอามาเป็นเครื่องวัด ว่าอย่างนี้ไม่ตรงกับความประสงค์ ของเรา, อย่างนี้ตรงกับความประสงค์ของเรา. ถ้า ดูในชั้นลึก แล้วมันก็ ไม่ควรจะมีอะไร ที่จะพูดได้ว่ามันต่างกัน. ข้อนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมเป็นหน่วยเดียว อันเดียว สิ่งเดียว ทั่วไปหมด. ฉะนั้น ถ้าเราเห็น สิ่งสิ่งนี้ เราก็ จะมีความรู้สึกสูงสุดฉลาดที่สุด คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ; มองเห็นโดยความเป็นไกวัลยธรรมอันเดียวกัน ; ไม่ยึดมั่น ถือมั่น เป็นเราเป็นเขา, ดีกว่า เลวกว่า, เป็นสักว่าเป็นธรรมชาติ ที่ไม่ควร ยึดถือ. นี้เป็นประโยชน์ใหญ่ที่สุด ที่มุ่งหมายจะให้คนเราถึงความเป็นอัน เดียวกันโดยส่วนลึก ซึ่งเรียกว่าไกวัลยธรรม ; คือเรามีเบื้องหลัง เป็นสิ่ง เดียวกัน หน่วยเดียวกัน อันเดียวกัน ทั้งหมด นับตั้งแต่เทวดาลงมาถึงมนุษย์
น.845 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๙๑ ถึงสัตว์เดรัจฉาน ถึงต้นไม้ ถึงสิ่งที่มีชีวิตที่ยังเลวกว่าต้นไม้, กระทั่งถึงธาตุต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตโดยสมบูรณ์อย่างนี้, จนเป็นว่ารูปธรรม ก็ดี นามธรรมก็ดี มีความเหมือนกันในข้อนี้. ในรูปธรรมมันก็ยังมีชีวิตที่ยังไม่แสดงตัว ; มันต้องได้รูปธรรมนั้นมา ปรุงด้วยเหตุปัจจัย มันจึงจะมีชีวิต ที่แสดงตัวออกมา ; แล้วก็อย่าลืมว่า ทีแรก โลกเรานี้ มีแต่ดวงไฟที่ลุกอยู่ แล้วเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง. แต่ในรูปธรรมนั้น มันมีอะไรที่ไม่ใช่รูปธรรมนั่นแหละรวมอยู่ด้วย แล้วมันก็แสดงออกมาให้เห็น. ฉะนั้นในหน่วยหน่วยหนึ่งนี้ มันมีไกวัลยธรรมเป็นอันเดียวกันแน่, แล้วในหน่วยอื่น ๆ มันก็มีหลักเกณฑ์เดียวกันอีก, ฉะนั้นก็เลยเป็น ไกวัลยธรรม เกี่ยวโยงออกไปหลายหน่วย, หลายหน่วย, หลายหน่วย, จนหมดทั้งหมู่ ทั้งหมด , ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร ก็ว่าทั้งหมด. ถ้ามนุษย์จะแบ่งแยกเป็น สุริยจักรวาล เป็นหลายหมื่นหลายแสน หลายล้านสุริยจักรวาล มันก็ทุกจักรวาลมันเหมือนกันหมด. แล้วที่ตั้งขึ้นเป็น หน่วย ๆ นี่ เห็นได้ว่ามันตั้งอยู่บนที่ว่างในอากาสธาตุ, ในที่ว่างด้วยกันทั้งนั้น ; ฉะนั้น อากาสธาตุนี้ มันก็ยังประกอบอยู่ด้วยอะไรที่เรามองไม่เห็น. ใครจะไปรู้ มัน ถ้ามันมีธาตุที่มองไม่เห็นบางธาตุ ที่เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่มีชีวิต หรือเป็นชีวิตก็ได้ เราเรียกว่าว่างเปล่า ก็เพราะว่าตาเรามันมองเห็นเท่านั้น ; ฉะนั้น ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของไกวัลยธรรมได้ เหมือนกัน แล้วควรจะถือ ด้วย เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น มันยังถอยไปได้อีกหลายระดับ หลายสิบ ระดับ จนเหมือนกับว่า ที่ว่างก็มีชีวิต. ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะออกมาจากอะไร ?
น.846 คิดดูเถอะ, เดี๋ยวนี้ความรู้ของมนุษย์มันมีเท่านี้ มันจึงเห็นว่าที่ว่างนั้นไม่มีอะไร ; ถ้า มันจะต้องมีอะไร ที่จะให้สิ่งที่ ทำให้ไม่ว่าง เกิดขึ้น เพราะมันเป็นพื้นฐาน ที่จะเป็นที่รองรับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ทีนี้ ความเป็นไกวัลยธรรมก็ขยายจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต ออกไปยังสิ่ง ที่ไม่มีชีวิต กระทั่งเป็นรูปธรรมล้วน ๆ เป็นนามธรรมล้วน ๆ หรือแม้แต่เป็น ส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น ๆ. นี่ขอให้ลองคิดดู มันจะมีประโยชน์ หรือจะไม่มีประโยชน์ , มัน คงจะไม่เพ้อเจ้อเสียทีเดียว ; เพราะว่ามัน จะนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่มีเขา ไม่มี เรา ที่มันประกอบไปด้วยความรู้สึก เหมือนกับว่ามันเป็นคนคนเดียวกัน, เป็น หน่วยเดียวกันอย่างที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าเราต้องการจะให้เกิดความรู้สึกว่า คนทุกคนในโลกเป็นคนเดียวกัน แล้ว ก็ต้องคิดในแง่นี้ทั้งนั้น : โดยรูปธรรมก็มาจากที่เดียวกัน, โดยนามธรรม ก็มาจากที่เดียวกัน. ครั้นมาแล้ว มาอยู่ในสภาพอย่างนี้แล้ว ก็ มีความรู้สึกคิดนึก ที่เหมือนกัน : ไม่ต้องการความทุกข์ ต้องการความสุข, ต้องลำบากอยู่ด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ด้วยกัน. อะไรก็เป็นไกวัลยธรรมหมด : ตัว คนก็เป็น ไกวัลยธรรม, ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของคนนี้ ก็เป็นไกวัลยธรรม ; ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ก็เลยเรียกอย่างนี้ไว้ที่ก่อน ว่าเป็น สภาพอันหนึ่งที่เหมือนกันหมด อย่างเดียวกันหมด ตัวเดียวกันหมด ในทุกสถานที่ หรือในทุกเวลา.
น.847 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๙๓ ในวันนี้ก็อยาก จะพูดแต่ที่มันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ; เรื่องที่จะ พูดมันก็ไม่ต้องมากมายก็ได้ ถ้าท่านทั้งหลายจะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้ มันมีหลายระดับ จนกระทั่งที่มองไม่เห็นว่ามันมีชีวิต ต้องคำนวณว่ามันมีชีวิต เช่นที่พูดเมื่อตะกี้นี้ว่า สิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต มันก็มีอยู่แล้วในดวงไฟที่ กำลังลุกโพลง ๆ ในดวงอาทิตย์ หรือที่มันจะแยกมาจากดวงอาทิตย์ ; นี้คือชีวิต ที่ต้องคำนวณ. แล้วมันออกมาเป็นชีวิตที่มองเห็นได้ง่าย โดยไม่ต้องคำนวณ, แล้วเป็นชีวิตที่รู้สึกอย่างนี้ได้ จนเห็นแก่ตัวกู - ของกู, เป็นชีวิตที่บ้าที่สุด ยึดมั่น ถือมั่น แล้วก็เห็นแต่ แก่ตัวกู - ของกู. ถ้าจะมองกันที่พื้นฐานแล้ว ก็ควร จะเป็นชีวิตที่สะอาดกว่านี้ หรือดีกว่านี้ คือกลาง ๆ กว่านี้ ไม่ต้องมีตัวกู - ของกู ซึ่งเป็นของใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นทีหลังเขาทั้งหมดแหละ. เอาละ, ขอทบทวนอีกนิดหนึ่งก็ว่า สามสิ่งนี้ มัน แยกจากกันไม่ได้ : คือ สิ่งที่เรียก ชีวิต, สิ่งที่เรียกว่าแสงสว่าง, สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกหรือจิต, ทั้ง ๓ ชนิดนี้เป็นไกวัลยธรรมเสมอกัน. แล้ว ความที่มันเนื่องกันก็เป็นไกวัลยธรรม ด้วย. ดังนั้นมันจึงมาพร้อม ๆ กัน ในระหว่าง ๓ สิ่งนี้ คือ ธาตุที่เป็นชีวิต, แล้วก็ ธาตุที่เป็นแสงสว่าง, แล้วก็ ธาตุที่เป็นจิต หรือเป็นความรู้สึก ; ๓ ธาตุนี้ ต้องมาด้วยกัน. ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นั้น อาตมาก็ได้อธิบายเต็มที่ชัดเจนอย่างยิ่ง แล้วว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นธาตุ : เป็นธาตุทั้งหลาย, ตัวมันเองก็เป็น ธาตุ นี้ก็เป็นธาตุที่แยกออกมา ในความหมายที่ว่าเป็นชีวิต, เป็นธาตุที่มีชีวิต หรือเป็นตัวชีวิต หรือเป็นเชื้อแห่งชีวิต มีลักษณะแห่งชีวิต.
น.848 เมื่อ ธาตุหนึ่งเป็นแสงสว่าง ทั้งอย่างชนิดที่มองเห็น และไม่มองเห็น จะต้องเนื่องอยู่กับชีวิต ไม่อย่างนั้นชีวิตไม่เจริญ ; แล้วอีก ธาตุหนึ่งเป็นธาตุจิต หรือ ธาตุความรู้สึกอะไรได้ ก็ต้องอาศัยตั้งอยู่บนชีวิต, แล้วก็ต้องอาศัยธาตุ สว่าง ซึ่งจำเป็นสำหรับจิต สำหรับความรู้สึก คือมันจะเป็นจิตที่วิวัฒนาการต่อไป. รวมความว่า ชีววิวัฒนาการ ก็ดี อาภาวิวัฒนาการ ก็ดี จิตตวิวัฒนา- การ ก็ดี ต้องไปด้วยกัน. ตัวเดิมเป็นไกวัลยธรรม, เป็นนิรันดร, แล้วก็เกิด เปลี่ยนแปลงที่ผิว ๆ ของมัน ออกมาเป็นชีวิตอย่างนั้น ๆ อย่างนี้ ๆ. ตัวแท้ของ มันยังเป็นสภาพเดิม มาเป็นชีวิต มาเป็นแสงสว่าง มาเป็นวิวัฒนาการ ; และ เราจะเรียกว่า พร้อมกันทั้ง ๓ อย่างนี้คือ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ. ธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ ก็เลยกลาย เป็นไกวัลยธรรมไปด้วย ซึ่งได้อธิบายกัน มากมายเต็มทีแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๗ คือครั้งที่แล้วมานี่เอง. ขอให้สนใจคำว่า ไกวัลยธรรมไว้ สำหรับเราจะได้ไม่ต้องเกิดกิเลส ในภายใน, และว่าสำหรับเราจะได้ไม่รังเกียจพวกอื่น หรือศาสนาอื่น ซึ่ง มุ่งหมายจะสอนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกัน ; แต่เราฟังของเขา ไม่ถูก, หรือว่าแม้ในหมู่พวกเขากันเอง ก็ฟังไม่ถูก. เช่นพวกคริสต์ก็ฟังเรื่อง ชีวิต เรื่อง Life เรื่อง Word เรื่องนี้ไม่ถูก, เข้าใจพระเจ้าไม่ถูก ก็ต้องได้ฆ่าฟัน กันเอง. ทีนี้ พวกพุทธ เราเมื่อ ไม่เข้าใจคำว่า กิเลส หรือ ความยึดมั่นถือมั่น หรือ สังขตะ อสังขตะ มัน ก็ ได้ทะเลาะวิวาทกันเอง ทำลายกันเอง ล้างผลาญ กันเอง. อย่าว่าถึงระหว่างศาสนาเลย ; แม้เพียงในศาสนาเดียวกันมันก็วิวาท
น.849 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ กัน เช่นฆ่ากัน เพราะไม่รู้ว่าความเป็นอันเดียวกัน อย่างเดียวกัน ตัวเดียวกัน ของสิ่งที่ลึกลับนี้. ฉะนั้นจึงหวังว่าคงจะไม่ไร้ประโยชน์ หรือจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ใน การที่จะมองดูกันในแง่นี้บ้าง ; เพราะว่า คนสมัยนี้ ก็ มีความก้าวหน้าในทางการ ศึกษา มีสติปัญญา มี มันสมองเฉียบแหลมขึ้นแล้ว อย่าเอาไปใช้ในเรื่องที่จะทำ ให้แตกแยกกันเลย, อย่าเอาไปใช้ในเรื่องที่ทำความบ้าหลังยิ่งขึ้น คือหลงใหล ไปในเปลือกหรือผิว ที่มันหลอกลวงนั้น มากยิ่งขึ้นไป. ขอให้มองดูตัวจริง ซึ่งมันไม่หลอกลวง แล้วก็จะเกิดความรู้สึกที่ตรง กันข้าม, จะมีไกวัลยตา ; ไกวัลยตาคือความที่มันเป็นอันเดียวกันทั้งหมดนี้ เกิด ขึ้นในจิต หรือว่า จิตได้เข้าถึงสิ่งนี้. แล้วก็จะมีความอยู่เป็นผาสุก อย่างที่ ศาสนาอื่นเขาจะไปเรียกว่า เมื่อ ได้เข้าถึงปรมาตมันแล้ว ก็จบเรื่องกันที มีแต่ความสุขนิรันดร อะไรนี้. เรื่องนี้จริง ถ้าเราฟังถูก ; ถ้าเราฟังไม่ถูก เราก็หาว่าเขาพูดผิด ๆ หรือโง่ ๆ. ทีนี้เราแหละ เป็นคนโง่กว่าอีกหลายเท่า แล้วยังจะผิด. ขออย่าได้ปริปากตำหนิหลักเกณฑ์ หรือวิชาความรู้ในศาสนาอื่น ที่ มองดูแล้ว เขามุ่งหมายที่จะรวมสัตว์ รวมชีวิต รวมทั้งหมดนี้ให้มันเป็นสิ่ง เดียวกัน เข้าด้วยกันทั้งนั้น. เช่น พระเจ้าเป็นสิ่งรวบรวมของสิ่งทั้งปวง, ปรมาตมัน เป็นที่รวบรวมของสิ่งทั้งปวง ; แม้แต่คำว่า ไกวัลยะ นี้ ก็เป็นชื่อของสิ่งที่เป็น
น.850 ที่รวบรวมของสิ่งทั้งปวง ในศาสนาอื่น ไม่ใช่ในพุทธศาสนา. แต่เดี๋ยวนี้อาตมา ยืมคำนี้มาใช้ เพราะว่ามันสะดวกดี มันมี ความหมายกลาง ๆ ดี ว่า ความเป็น สิ่งเดียว หน่วยเดียว อันเดียวกัน กันทั้งหมดของสิ่งทุกสิ่ง เรียกว่า "ไกวัลยธรรม." ทีนี้ มองดูไกวัลยธรรม ในแง่ที่เป็นชีววิวัฒนาการ หรือว่า กฎแห่ง ชีววิวัฒนาการ หรือว่ากระแสแห่งชีววิวัฒนาการ ที่กำลังเป็นไป ไหลไปเรื่อย, มีความเป็นสิ่งเดียว เป็นอันเดียวกัน, แล้วก็มีอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งมียืนเป็นพื้นอยู่ อย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น. ขอให้มองถึงสิ่งนี้ ในแง่นี้ ในวันนี้ ในแง่ที่เรียกว่า วิวัฒนาการ แห่งชีวิต, รวมทั้งจิต คือความรู้สึก, รวมทั้ง อาภะหรือแสงสว่าง ที่เป็นปัจจัย แก่วิวัฒนาการของชีวิต หรือของจิตนั้นด้วย : เป็นแสงสว่างที่มองเห็นได้ด้วยตา ก็มี, มองเห็นไม่ได้ด้วยตาก็มี. สิ่งที่ทำให้จิตเจริญนั้น มันเจริญได้ด้วยแสงสว่างชนิดที่มองไม่ เห็น; กระทั่งเป็น ปัญญา เป็น ญาณทัสสนะ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน มัน ก็ได้ อาศัยแสงสว่างประเภทนี้ ด้วยเหมือนกัน จิตจึงเจริญ ความรู้สึกจึงเจริญ ความ เป็นพุทธะจึงเจริญขึ้นไปถึงระดับสูงสุด คือเป็นพุทธะเต็มที่ได้. ทีนี้เราเป็น พุทธบริษัท เราก็อยากจะถือเอาคำนี้ คือ คำว่า"พุทธะ" นี้ เป็นที่รวบรวมแห่งชีวิต, เป็นที่รวบรวมแห่งแสงสว่าง, เป็นที่รวบรวม
น.851 ในฐานะเป็นกฎชีววัฒนาการ ๒๙๗ แห่งจิต หรือความรู้สึก ซึ่งอธิบายอยู่ในศาสนาอื่น ในลักษณะที่ควรจะทำความ เข้าใจกันได้, ซึ่งเราจะได้ทำความเข้าใจกันต่อไป ในการบรรยายครั้งที่เหลือ. การบรรยายชุดนี้มีความมุ่งหมายจะปูพื้นฐาน สำหรับทำความเข้าใจในระหว่าง ศาสนาในโอกาสข้างหน้าให้ถึงที่สุด. วันนี้การบรรยายหมดแล้ว ตามความประสงค์ของหัวข้อนี้. ขอโอกาส ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดคณสาธยาย เพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจ ให้ปฏิบัติ ธรรมในพระพุทธศาสนาสืบต่อไปอีก. ------------------
Buddhadasa