Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๙ — ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.852 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย ในการบรรยายเรื่องไ กวัลยธรรม ในครั้งที่ ๙ นี้ อาตมาจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี. เพื่อความเข้าใจติดต่อกันไป หรือว่าเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ยังไม่เคยฟัง มาแต่ก่อน เพิ่งจะมาฟังครั้งนี้เป็นครั้งแรกด้วย ก็ควรจะได้ทบทวนถึงข้อความ ที่กล่าวมาแล้วบ้าง ตามสมควร. ๒๙๘

น.853 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๒๙๙ [ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อน ๆ ถึงหน้า ๓๐๒.] ไกวัลยธรรม แปลว่า สิ่งที่มีความเป็นอันเดียวกันทั้งหมด ทั้งโดยเวลา ก็ตาม ทั้งโดยเนื้อที่ก็ตาม. ความที่มันเป็นอย่างนั้น เราเรียกว่า ไกวัลยตา คือ ความเป็นไกวัลย์. สิ่งที่มีความเป็นอย่างนั้น เราเรียกว่า ไกวัลยธรรม สิ่งนี้แม้ จะเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด โดยเวลาและโดยเนื้อที่ แต่ มันก็ ยังมองกันได้หลายแง่หลายมุม, ทุกแง่ทุกมุม ซึ่งได้อธิบายมาแล้ว ๘ ครั้ง ด้วยกัน ; เช่นว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง, มีอยู่ไม่เหมือนสิ่งทั้งปวง ที่ได้มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง, สิ่งทั้งปวงนั้นมันมีหลอก ๆ มีแล้วเปลี่ยนแปลง. สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ทั้งปวง, ตลอดพื้นที่เนื้อที่ทั้งปวง และสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่า "ธรรม” เป็นอย่างยิ่ง; คำว่า ธรรม แปลว่า สิ่งที่ทรง ตัวอยู่ได้โดยตัวมันเอง. ไกวัลยธรรมไม่ต้องอาศัยใครก็ได้, เป็นสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยตัวมันเอง, หรือมีอยู่ได้โดยตัวมันเอง ; ดังนั้นความที่มันมีอยู่หรือทรงอยู่นั้น จึงไม่เหมือน กับสิ่งอื่น. นี่ค่อย ๆ ไต่ไปตามคำอธิบาย หรือความหมายเหล่านี้ จนเข้าใจได้ บ้างว่า สิ่งนั้นคืออะไร. ได้อธิบายมาแล้วว่า ไกวัลยธรรมตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นกฎ ซึ่งมีค่า เท่ากับพระเจ้า ; เช่น กฎแห่งสามัญญลักษณะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

น.854 อนัตตา. สิ่งทั้งหลายต้องเป็นอย่างนั้น เพราะมีกฎของไกวัลยธรรมบังคับ, หรือ ว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งพระสงฆ์ได้สวดคณสาธยายไปเมื่อตะกี้นี้. เพราะมี สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เป็นลำดับทยอยกันไปในรูปที่ให้เกิดความทุกข์ ขึ้นมาก็มี, ในรูปที่ให้เกิดความดับทุกข์ขึ้นมาก็มี, ความที่เป็นกฎนั่นแหละ เรียกว่าไกวัลยธรรม. แม้ที่สุดแต่กฎ เรื่องอริยสัจจ์สี่ ซึ่งเป็นกฎตายตัวว่า ทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ, ความดับสนิทแห่งความทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ และ ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ๆ. นี้ ก็เป็นกฎ และเป็นกฎเฉพาะสิ่งที่มีความรู้สึก คือรู้สึกเป็นสุขและเป็นทุกข์ได้ แต่กฎอื่น ๆ กินความไปถึงสิ่งที่มีความรู้สึก ก็ได้ ไม่มีความรู้สึกก็ได้. นี่ลอง พยายามติดตามความหมายเหล่านี้ดูไปเรื่อย ๆ ว่ามันจะได้แก่อะไร. อีกทางหนึ่งก็ เป็นธรรมชาติ เช่นเป็นธาตุตามธรรมชาติ หรือว่า เป็น ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ คือมันจะต้องรู้อะไรได้ อย่างน้อยมันก็มี เชื้อแห่งการที่จะรู้อะไรได้ ; แม้ว่าในเวลานี้มันไม่อาจจะรู้อะไรได้. แต่มันมี อะไรสิ่งหนึ่งอยู่ในนั้น ซึ่งจะทำให้ ในที่สุดมันก็จะรู้อะไรได้ ; เพราะมัน มีเชื้อแห่งความรู้อะไรได้ ซ่อนอยู่ในนั้น. ความเป็นอย่างนี้ก็ยังเรียกได้ว่า เป็นไกวัลยธรรมด้วยเหมือนกัน ; เพราะว่ามันจะเหมือนกันในที่ทุกแห่ง และ ในเวลาทั้งปวง แม้ที่สุดแต่ ธรรมชาติที่เป็นกฎของวิวัฒนาการ ให้สิ่งต่าง ๆ วิวัฒน์ ขึ้นมาเป็นชีวิต เรียกว่า ชีววิวัฒนาการ ; ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่มีชีวิตเกิดขึ้น มาได้. เพราะเรารู้กันอยู่ว่า ทีแรกก็มีแต่ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นไฟ หรือเป็นของ ร้อนจนเหลวคว้างไปหมด ; มาเป็นโลก มันก็ยังเป็นไฟอยู่ จนกว่ามันจะเย็นลง

น.855 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๐๑ เป็นก้อนแข็ง, จนกว่าจะมีการระเหยเป็นแก๊ส, แล้วมีการตกกลับลงมาเป็นน้ำ มีน้ำขึ้นในโลก ; นานเข้าจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าชีวิตขึ้นในน้ำ แล้ว ชีวิตนั้น วิวัฒนาการเรื่อยมา จนเป็นชีวิตชนิดสูงสุด คือพวกเราที่มานั่งกันอยู่ที่นี่. ลองคิดดูว่า ชีวิตนั้นมันมีมาแต่ไหน ? ในที่นี้ก็สรุปว่า เพราะมี ไกวัลยธรรม ความที่มันเป็นอย่างนั้น สิ่งเดียว อย่างเดียว ในที่ทุกแห่ง ในที่ ทั้งปวง มีชีวิตอยู่แม้ในไฟ แต่มันไม่อาจจะแสดงออกมา ; เมื่อมีโอกาสมีเวลา อันเพียงพอ มันจึงแสดงออกมา คล้ายกับว่ามันมีชีวิตเดียวกันหมด ไม่ว่าชีวิต ชนิดไหน ระดับไหน : จะเป็นคน หรือเป็นสัตว์, หรือเป็นต้นไม้, หรือเป็นชีวิต ที่ต่ำต้อยลงไปกว่านั้น กระทั่งสัตว์เซลล์เดียว แทบจะดูด้วยตาไม่เห็น อย่างนี้ก็มี มันก็ มีชีวิตเดียว มีความเป็นของสิ่งเดียวกัน เรียกว่า ไกวัลยตา ; สิ่งใดมี ไกวัลยตา สิ่งนั้นเรียกว่าไกวัลยธรรม. ความมุ่งหมายที่ให้รู้จักสิ่งนี้ ก็เพื่อว่าจะได้หายหลง จนมีเรามีเขา มีมึงมีกู แล้วก็ฆ่าฟันกัน ด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัวกู ไม่เห็นแก่ตัวผู้อื่น. แต่ถ้ารู้เรื่องนี้ดี คือรู้อย่างถูกต้องจริงๆ ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในความ รู้สึกคิดนึก, เห็นความเป็นอันเดียวกันทั้งหมด ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่มี ไกวัลยธรรมร่วมกัน ; ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอย่างเดียวกันว่าทุกคนเป็นคน เดียวกัน มีความรักใคร่ มีความเห็นอกเห็นใจ มากกว่าที่จะเห็นเป็นศัตรูกัน. นี่คือ ความหมายของคำว่าไกวัลยตา ความเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีอยู่ ในไกวัลยธรรมทั้งหลาย, คือสิ่งที่มีความเป็นอันเดียวกัน เหมือนกัน ในทุกเวลา ในทุกสถานที่.

น.856 โดยสรุปแล้ว อยากจะให้เข้าใจในข้อที่ว่า มีอยู่ก่อนสิ่งใด โดยไม่ต้อง มีความมีเหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่มันมี คือมันเป็นมีความมีพิเศษจนเหนือความมี ; ไม่ต้องเรียกว่าความมีก็ยังได้ มันทรงตัวอยู่ได้ตามลำพังตัวมันเอง มันมีอำนาจ ขนาดนี้. เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงมีอำนาจตั้งอยู่ในฐานะเป็นกฎ ซึ่งเรียกว่าสัจจะ หรือความจริงก็ได้ ; แต่ต้องเป็นอสังขตะ คือไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอะไร. แต่ อย่างนั้นก็ยังเป็นสักว่าธาตุ ; เพราะคำว่าธาตุมันมีความหมายกว้างขวาง. ธาตุ ที่เป็นอสังขตะมันก็เป็นอย่างนี้ แม้เป็นอย่างนี้ มันยังเป็นสักว่าธรรมชาติ ; ฉะนั้น ความที่มันอยู่ได้ตลอดกาลนี้ ควรจะเรียกว่าชีวิตแท้. ชีวิตที่ออกมาในรูปลักษณะนั้น ลักษณะนี้ ชั่วครั้งชั่วคราวนี้ ไม่ใช่ ชีวิตแท้. คำว่า ชีวะแท้ ๆ ก็แปลว่า เป็นอยู่. ถ้า "เป็นอยู่" จริง มันก็ไม่ต้อง ตาย ; ถ้ามันมาสลับกันอยู่เกิดกับตาย มันก็ไม่เรียกว่าชีวิตแท้. เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเรียกได้ว่า ชีวิตแท้ ก็มีแต่สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม, และมีเพียงสิ่ง เดียว ตั้งอยู่ในฐานะเป็นกฎ, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎที่ทำให้สิ่งที่มีชีวิตได้อาศัย เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ดังนั้น กฎนี้ต้องอยู่เหนือความเป็นรูปและเป็นนาม คือไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่จิตใจ, ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทั้งหลาย, ดังที่ปรากฏอยู่แก่จิตใจ. มันเป็นอะไร อันหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าอะไร จึงต้องเรียกว่าไกวัลยธรรม เป็นต้น. ราย ละเอียดเกี่ยวกับข้อนี้ อธิบายไว้หมดจดแล้ว ในการบรรยายครั้งที่หนึ่ง.

น.857 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี [ เริ่มคำบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้. ] ที่นี้ ความมุ่งหมายในวันนี้ จะมุ่งหมาย แสดงในลักษณะที่ว่า สิ่งนี้เป็น สิ่งที่คงทนอย่างยิ่ง และแกล้งใช้คำที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วทั่ว ๆ ไปว่า ความคง- กระพันชาตรี. เดี๋ยวก็จะได้รู้กันว่า อะไรจะเป็นสิ่งที่มีความคงกระพันชาตรี กันจริง ๆ. ความหมายของคำ "คงกระพันชาตรี." เมื่อพูดถึง "ความคงกระพันชาตรี" คนที่รู้ความหมายของคำคำนี้ก็ สนใจ เพราะว่าตัวเองก็ขี้ขลาด ตัวเองก็ไม่อยากจะตาย ว่าโดยเนื้อแท้ก็ไม่อยาก จะดับ อยากจะทรงคงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม. แม้จะโง่จน ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ก็ยังอยากที่จะอยู่ ไม่ให้มันตายอยู่นั่นแหละ. นี่เป็น ความหมายของคำว่า "คงกระพันชาตรี." ทีนี้เราจะพูดถึงความหมายของคำคำนี้ ให้เป็นที่เข้าใจกันเสียก่อน คือมันเกิดเป็น ๒ ภาษาขึ้นมาตามเคย ; ไม่ว่าคำพูดอะไรที่มีความหมาย มีค่า เป็นที่สนใจแล้ว จะมีอยู่เป็น ๒ ชั้น : มี ความหมายในภาษาคนธรรมดา ซึ่งไม่ได้ เป็นของจริง, และ ความหมายในภาษาธรรม เป็นชั้นลึกชั้นแท้จริง. นี้คำว่า คงกระพันชาตรี ก็เหมือนกันอีก. คงกระพันชาตรี โดย ความหมายกลาง ๆ ก็แปลว่า ทรงตัวอยู่ได้อย่างไม่มี การเปลี่ยนแปลง ; นี่เป็นความหมายที่เป็นกลางที่สุด มันต้องทรงตัวอยู่ได้

น.858 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันจึงจะเรียกว่า "คงกระพันชาตรี". ถ้ามัน เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือว่าถูกเขาทำลายได้ : อย่างนี้มันก็ไม่ มีความคงกระพันชาตรี. แต่ทีนี้ภาษาคนพูด ปุถุชนคนไม่รู้อะไร มันก็ไปยืมเอาคำนี้มาใช้เข้า กับสิ่งที่ตัวเข้าใจว่า มันคงกระพันชาตรี แล้วมันก็เลยหลอกให้. ฉะนั้นจึงเกิด มีความ คงกระพันชาตรี เป็น ๒ ชนิด คือ อย่างจริง กับ อย่างไม่จริง. อย่าง ไม่จริง ก็เป็นคงกระพันชาตรีหลอก ๆ อย่างของเด็กเล่น เช่น เครื่องรางของขลัง เป็นต้น. ที่เป็นอย่างแท้จริง คงกระพันชาตรีจริง ก็ หมายถึงสิ่งที่เป็นอสังขตะ เป็นอมตะ คือไม่รู้จักตาย อยู่โดยธรรมชาติ ; เช่นสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นี้ เป็นต้น. เอาละ, เดี๋ยวนี้ไหน ๆ เราก็ได้พูดกันถึงสิ่งนี้ขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะพูด ให้เกลี้ยงเกลาไปเสียเลย ก็จะมีผลทางอื่นซึ่งเนื่องกันอยู่ คือสิ่งที่เราหลงใหลกัน นักว่ามันเป็นความคงกระพันชาตรี. สำหรับ ในภาษาคน นั้น เขาหมายถึง เครื่องรางต่างๆ ที่เป็นเครื่อง ป้องกันชีวิต หรือป้องกันสิ่งที่ตัวต้องการ จะให้คงอยู่ นั้นพูดถึงคงกระพันชาตรี อย่างที่ เป็นสังขตะ คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. คนมันคิดเอาเองว่าคงกระพัน มันก็คงกระพัน. พอคนคิดว่าไม่คงกระพัน มัน ก็ไม่คงกระพัน : มันอยู่ที่จิตของคนที่คิด. ไปคว้าเอาอะไรมาเป็นเครื่องคง- กระพันก็ได้ ถ้าจิตมันคิด หรือมันเชื่อ, หรือมันไม่รู้, ฉะนั้นเราจึงพูดถึง เครื่องรางกันดูสักนิดหนึ่ง เพื่อจะรู้ความหมายของคำว่าคงกระพันชาตรี.

น.859 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๐๕ ค่าของเครื่องรางกับพุทธบริษัท. สำหรับ เครื่องราง พอจะฟังกันถูกแล้ว ว่าจะหมายถึงอะไร ? คือ วัตถุอันหนึ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะคุ้มครองได้ เอามาไว้กับตัว ให้คุ้มครองตัว นี้เรียกว่า เครื่องราง ; แล้วต้องเป็นของขลัง คือมีความศักดิ์สิทธิ์ มีเดช มีอำนาจ จึงจะถือว่าเป็นเครื่องราง. เท่าที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราที่เป็นพุทธบริษัท มันก็มีเครื่องรางอยู่ ๒ ชนิด : คือ เครื่องรางที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา, หรือพุทธ- บริษัท นี้อย่างหนึ่ง. เครื่องรางที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ล้วน ไม่เกี่ยวกับพุทธ- ศาสนา นี้ก็อย่างหนึ่ง. ที่ เกี่ยวกับพุทธศาสนา ก็มี พระเครื่อง เป็นต้น. ถึงกับเอาพระพุทธ- รูปมาทำเป็นเครื่องราง, แล้วก็ยังเอาพระธรรมมาเป็นเครื่องราง คือจารึกข้อความ ที่เป็นหัวใจของพระธรรม จารึกไว้ที่พระพุทธรูปเล็ก ๆ นั้น อะไร ๆ ก็มาใส่ไว้ที่นั่น และที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แล้วพวกพุทธบริษัทนั้นแหละโดยมาก ที่ใช้เครื่องราง อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ก็พอจะเข้าใจกันได้แล้วว่า มันมีอย่างไร ? เท่าไร ? เมื่อไร ? ทีนี้ เครื่องรางที่เป็นไสยศาสตร์ล้วน ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ก็มี วัตถุต่าง ๆ ซึ่งทำขึ้นด้วยความมุ่งหมายอย่างนั้น และจะมี มาก่อนพุทธศาสนา ด้วยซ้ำไป ; แต่มันก็เปลี่ยนแปลงบ้างจนกระทั่งบัดนี้ จึงมีวัตถุเครื่องรางอย่างอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับพระพุทธรูปเป็นต้น โดยเรียกว่าเป็นของฝ่ายไสยศาสตร์โดยตรง.

น.860 สำหรับคำว่า "ไสยศาสตร์" นี้ ฟังดูก็น่าหัว แล้วก็ ไม่รู้จะแปลว่า อะไร กันแน่ ? แต่ ตัวหนังสือ มันแปลว่า ดีกว่า ก็เลยเดาเอาเองว่า คำว่า "ไสยศาสตร์" นี้ มันแปลว่า "สิ่งที่ดีกว่าไม่มีเสียเลย". เครื่องรางของขลังอะไร เป็นไสยะ เป็นไสยศาสตร์ ; มันก็เลยดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย. ตัวมันแปลว่า ดีกว่า ดีกว่านั้นมันไม่ได้ดีกว่าอะไร มัน ดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย. ถ้ามีอะไรเป็นเครื่องอุ่นใจ มัน ก็ดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย ; แม้ว่าสิ่งนั้น จะไม่เป็นที่พึ่งได้จริง. นี่การที่ถือต้นไม้ ภูเขา อะไรต่าง ๆ กระทั่งมาถึงถือ หยูกยา กระทั่งวัตถุเล็ก ๆ ศักดิ์สิทธิ์นี้ มันก็อยู่มาได้ ; เพราะว่ามันดูจะดีกว่า ไม่มีอะไรเสียเลย สำหรับคนที่เป็นคนธรรมดาสามัญ ความขลังของเครื่องรางเป็นเรื่องทางจิตวิทยา. ทีนี้เอามาดูพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๒ พวก คือ ที่เกี่ยวกับพุทธบริษัท หรือ เกี่ยวกับพุทธศาสนา, และที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ก็เลยกลายเป็นว่า อยู่ใน ระดับเดียวกัน. ถ้าทำไปด้วยความงมงาย เอาพระพุทธเจ้ามาทำให้เป็นของงมงาย เสียก็มี เป็นสีลัพพัตตปรามาสอย่างยิ่ง อย่างหนักมือไปเสีย. ถ้าอย่างนี้ ความ คงกระพันชาตรีนั้นมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเป็นส่วนใหญ่ ; ถ้าเชื่อมาก มันก็เป็นมาก ; ไม่ได้เกี่ยวกับข้อที่ว่าเป็นพุทธหรือเป็นไสย หรือเป็นอะไรแล้ว. มันอยู่ที่ว่าเชื่อ เชื่อสุดเหวี่ยงเท่าไร มันก็ จะช่วยให้เกิดความมั่นใจ ขึ้นเท่านั้น ; ที่มันจะขลัง มันก็ขลังเพราะเชื่อ ก็เลยกลายเป็นเรื่องทางจิต-

น.861 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี วิทยาไปอีกทางหนึ่ง, คือถ้าหลาย ๆ คนเชื่อตรงกัน, เชื่อด้วยกัน, เชื่ออย่าง รุนแรงพร้อม ๆ กัน ก็มีกระแสจิตอันหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งมองไม่เห็นตัว จะบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความเชื่อนั้นได้บ้าง ไม่มากก็น้อย. บางทีก็ไปตรงกันเข้าอย่างน่า อัศจรรย์ก็กลายเป็นปาฏิหาริย์ไป ; แล้วก็เลยเชื่อกันใหญ่ จนเกินกว่าที่มันจะ เป็นไปได้. อย่างนี้ก็เรียกว่า ความคงกระพันชาตรีนั้น มัน ขึ้นอยู่กับความ เชื่อ ไม่ได้เกี่ยวกับไกวัลยธรรม หรืออะไรที่ไหน ; จะเป็นพุทธ หรือไม่ใช่ พุทธ มันก็เหมือนกัน ตรงที่ว่ามันไปสำเร็จอยู่ที่ความเชื่อ ของคนที่มีความเชื่อ. ทีนี้ ถ้าเป็นไปในทางขลัง ทางศักดิ์สิทธิ์ ก็ ต้องเป็นความเชื่อ ชนิดงมงาย ถ้าขืนไปเชื่อในความถูกต้องเข้า เดี๋ยวมันก็กลายเป็นไม่ต้องเชื่อ มันกลายเป็นสติปัญญาไปเสีย. นั่นแหละถ้ามัน เป็นพุทธะกันจริง ๆ มันก็ ต้องเกี่ยวกับความรู้ เกี่ยวกับสติปัญญา ; ไม่ต้องเกี่ยวกับความเชื่ออย่าง งมงาย, เป็นความรู้ เป็นสติปัญญา ตรงตามความหมายของคำว่าพุทธะ. พุทธะ แปลว่า รู้ หรือ ตื่น หรือ เบิกบาน ; เพราะรู้จึงตื่นจากหลับ คือกิเลส ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง ก็แจ่มใสและเบิกบาน นี่เรียกพุทธะแท้ ; ถ้ามีความมืดมัว ความโง่เขลา อะไรมาครอบงำห่อหุ้มอยู่ มันก็ไม่ใช่รู้ ไม่ใช่ตื่น แล้วมันก็ไม่ใช่เบิกบาน. ฉะนั้น วัตถุคงกระพันชาตรีนี้ จะต้องแยกออกเป็นเรื่อง ๒ เรื่อง อย่างนี้ : ความเชื่ออย่างงมงาย กับ เรื่องที่มีสติปัญญาเต็มที่. ส่วนวัตถุที่ จะเอามาเป็นเครื่องรางนั้น มันอะไรก็ได้ ถ้ามันใช้ให้ถูกต้องตามเรื่องของความ เชื่อ หรือตามเรื่องของสติปัญญา.

น.862 ยกตัวอย่าง ด้วยสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปและเห็นได้ง่าย เช่น พระเครื่อง เดี๋ยว นี้พูดว่าพระเครื่องใคร ๆ ก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร ? แล้วเอามาแขวนไว้ที่คอ มันจะ ได้อะไร ? ถ้าแขวนไว้ ด้วยความเชื่อ มันก็มีผลที่ออกมาจากความเชื่อ ถ้าแขวนไว้ ด้วยสติปัญญา มันก็มี ผลที่ออกมาจากสติปัญญา ; เพราะฉะนั้นจึงเลยไม่ เหมือนกัน :- คือ ในทางหนึ่ง นั้นแขวนพระเครื่องเข้า มันก็ โง่ มันก็ งมงาย ; มัน อวดดี ขึ้นมา มันก็ อยากเป็นอันธพาล เป็นนักเลงโต เป็นโจร เป็นขโมย และที่สุดมันก็ได้ตาย ; นี่แขวนพระเครื่องแล้วได้โง่ แล้วก็ได้อวดดี ได้เป็น อันธพาล แล้วก็ได้ตาย. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง มันแขวนด้วยสติปัญญา มันจึงมีสติปัญญา มัน ก็แขวน เพื่อให้มีพุทธานุสสติ ; เผื่อว่าตัวเองมันขี้ลืม เอาพระเครื่องมาแขวน ไว้ มันกันลืม ไม่ลืมในการที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือคุณของพระพุทธเจ้า หรือธรรมะที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า มันนึกได้ง่าย. แขวนพระเครื่อง อย่างนี้ มันก็ ไม่โง่ มันก็ ไม่งมงาย มันก็ ได้พุทธานุสสติ, ได้ความเฉลียวฉลาด สุขุม รอบคอบ, ได้ความไม่ประมาท เข้ามา มันก็ไม่ตายซิ นี่ถ้าไปศึกษาหลักธรรมะ ที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้านั้นมากขึ้น ๆ คนนั้นก็บรรลุนิพพาน ก็เป็นอมตะ คือไม่ตายเอาเลยจริงๆ ก็ได้ ; ไม่ใช่ว่าตายด้วยลูกปืนนะ. มันไม่ตายด้วยความที่ บรรลุอมตธรรมไปเสียเลย. แขวนพระเครื่องมีแยกได้เป็น ๒ อย่าง อย่างนี้. อันไหนเป็นความ คงกระพันชาตรี ? ท่านทั้งหลายลองคิดดู.

น.863 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๐๙ ถ้า แขวนด้วยความโง่ ในที่สุดก็ได้เป็นอันธพาล, และได้ตาย อย่างนี้ ; จะคงกระพันชาตรีได้อย่างไร. ถ้ามันมีบังเอิญบ้าง มันเป็นเรื่อง ยิ่งโง่ไปอีก ที่ว่ายิงมันไม่ถูก หรือยิงไม่ออก เพราะลูกปืนมันเก่า ไม่ได้คำนึง กัน อย่างนี้แหละมันจึงทำให้โง่หนักขึ้น, เป็นความคงกระพันชาตรีที่ตั้งอยู่บน ความโง่ ; หรืออย่างดีก็อยู่บนความเชื่อ แต่ถ้าว่า ตั้งอยู่บนธรรมะแล้ว ความคงกระพันชาตรีนั้น ก็จะจริง ขึ้นมา, และถ้าเข้าถึงธรรมะจริงๆ ธรรมะชั้นสูงที่พอจะเรียกว่าไกวัลยธรรม ได้แล้ว มันก็จะไม่ตายจริงๆ ด้วยเหมือนกัน ; เพราะสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตาย. นี่ฟังดูเถอะว่าแขวน ๆ ทำไม ? จะแขวนเครื่องรางกันอย่างไร ? มีความ คงกระพันชาตรีอยู่ที่ไหน ? ผู้ที่ทำพระเครื่องให้คนอื่นแขวนนั้น มีความรู้สึก อย่างไร ? แล้วบอกเขาอย่างไร ? ให้แขวนอย่างไร ? ให้คิดนึกอย่างไร ? มันคง ไม่เหมือนกันไปเสียทั้งหมด. คงกระพันชาตรีจริงต้องเข้าถึงไกวัลยธรรม. ถ้าว่า อยากจะได้ความคงกระพันชาตรี ก็ต้องเพ่งเล็งไปให้เข้าถึง ธรรม, ให้มันลึกลงไปถึงธรรม; แล้วธรรมในที่นี้ต้องลึกลงไปถึงไกวัลยธรรม คือธรรมะประเภทอสังขตะ ที่เหมือนกันหมดทุกหนทุกแห่ง ทุกสถานที่ ทุก เวลานี้ ; จึงจะได้ความเป็นของคงกระพันชาตรี ของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม

น.864 นั้นมา. แล้ว ทำให้จิตนี้มีความคงกระพันชาตรีได้ คือไม่ต้องตาย, ไม่ต้อง กลัวตาย, ไม่ต้องลำบาก เพราะสิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลง ทำไมไม่มีธรรมเนียม ระเบียบหรือการแนะนำอะไรให้ภิกษุแขวนพระ เครื่อง? ก็ลองคิดดูว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? และถ้าภิกษุแขวนพระเครื่อง ก็ถูกหัวเราะเยาะ, นี่แทบว่าจะไม่มีความเป็นภิกษุเหลือ ก็เพราะว่า ภิกษุตาม ความหมายที่แท้จริงนั้น คือเห็นไกวัลยธรรม ; ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ชื่อว่าภิกษุ ; เป็นภิกษุชั้นอนุบาล เป็นคนเตรียมภิกษุ. ถ้ายังไม่เห็นธรรม ยังไม่ชื่อว่าภิกษุ ; และธรรมะในที่นี้ ย่อมหมายถึงภัยในวัฏฏสงสารก่อน ตามคำพูดบรมโบราณที่ว่า "ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร" นั้น. นักบวชจะเริ่มเป็นภิกษุจริง ๆ ขึ้นมา โดยการที่เริ่มเห็นภัยในวัฏฏสงสาร นั่นคือ เห็นธรรมชนิดที่มันเป็นไกวัลยธรรม เพราะว่าภัยในวัฏฏสงสาร มัน เหมือนกันหมด ทุกหน ทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกยุคทุกสมัย ; เป็นธรรมลึก เป็นธรรมอันเดียว ของสิ่งที่เรียกว่าธรรม. ถ้าเห็นในสิ่งนี้แล้ว มันก็มี ไกวัลยธรรมอยู่ไม่มากก็น้อยและอันนี้แหละเป็นเครื่องราง ที่จะคุ้มภิกษุไม่ให้เกิด กิเลส, หรือว่าเกิดความกลัวตาย หรือเกิดอะไรต่าง ๆ. ฉะนั้นถ้าภิกษุไปแขวนเครื่องรางเข้า มันก็เป็นลูกเด็ก ๆ อมมือ, ยังคิด อะไรไม่ถูก. เขาก็ต้องแขวนนั่นแขวนนี่ให้ เป็นธรรมดา. ภิกษุจึงไม่มี ธรรมเนียมว่า จะต้องแขวนเครื่องราง แม้แต่พระพุทธรูป. ภิกษุที่อยู่ในศาสนาอื่น อาจจะแขวนสัญญลักษณ์นี้ เช่น แขวนกางเขน แขวนอะไรเป็นต้น. แต่ว่าภิกษุในพระพุทธศาสนา ไม่มีธรรมเนียม ประเพณี

น.865 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๑๑ อะไร ที่จะต้องให้แขวนอะไร. ถ้าแขวนก็เป็นผู้ที่ขโมยแขวน หรือจะแขวนมัน ก็รุงรังเปล่า ; เพราะว่าตัวหัวใจของเครื่องรางนั้น มันมีอยู่ในใจเสียแล้ว. ถ้า จะเอาเปลือกอะไรมาแขวนอีก มันก็รุงรังที่คอไปเปล่า ๆ. ฉะนั้นไม่ทำอะไรให้มากไปกว่าที่มันมีอยู่ข้างใน, ที่มีในจิตในใจได้ ฉะนั้นมันก็ไปเร่งอยู่ข้างใน ให้มีการเห็นธรรมมากเข้า ๆ ลึกเข้า ๆ จน กระทั่งเห็นธรรมที่เป็นของคงกระพันชาตรี ที่กำลังเรียกว่าไกวัลยธรรม ใน ที่นี้. ทีนี้ถ้าเกิดไปแขวนกันอีก มันกลายเป็นกลับไปหาสีลัพพัตตปรามาส ขึ้นในหมู่ภิกษุ คือไปเอาพระพุทธเจ้าไปทำให้เป็นสิ่งที่มีความเข้าใจผิด มีเหตุผล ผิด ไปเป็นไสยศาสตร์ไปเสีย. ความคงกระพันชาตรีสำหรับภิกษุ นั้นไม่อยู่ที่เครื่องราง, ไม่อยู่ที่ แขวนเครื่องราง ; ไม่อยู่ที่เครื่องราง : แต่ ไปอยู่ที่มีธรรมะแขวนอยู่ในใจ แล้ว ธรรมะนั้นต้องเป็นธรรมะประเภทไกวัลยธรรม, ที่จริง และอย่างเดียว เหมือน กันหมด ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา. นี่เรียกว่าความหมายของคำว่า คงกระพันชาตรี ถ้าถึงแล้วก็เป็นผู้ที่ ฆ่าไม่ตาย ; อย่างเป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่ตาย, เป็นผู้ที่ ไม่มีใครฆ่าให้ตายได้ แม้แต่ทำให้ร่างกายตาย. แต่ความเป็นพระอรหันต์นั้นมัน ไม่ตาย คือจิตที่มันถึงสิ่งนี้แล้ว มันไม่มีความรู้สึกที่ว่าตายหรือไม่ตาย.

น.866 ความคงกระพันจูงใจให้ถึงอมตธรรม. ทีนี้เรามันขี้ขลาด พอได้ยินว่าไม่ตายไว้ที่ก่อน ก็เอาแล้ว ก็ดีแล้ว ; เพราะฉะนั้นก็ยินดีจะรับเสมอ, รับอย่างยิ่ง ในสิ่งที่เรียกว่าจะทำให้ไม่ตาย ; พอออกชื่อสิ่งนี้ ก็มีคนต้องการ. นี้แต่ก่อนก็มีคนที่ฉลาด ถึงกับรับเอามาได้ ในทางฝ่ายจิตใจ, เป็นเรื่องไม่ตายในทางจิตใจ คือบรรลุอมตธรรม ก็เที่ยว แสวงหาอมตธรรมกันอย่างยิ่ง. ทีนี้ต่อมา หรือว่าในอีกทางหนึ่ง ถิ่นหนึ่งอะไรก็ตาม มันมีคนอีกพวก หนึ่ง ซึ่งทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ก็กลัวตายเหมือนกัน ก็เลยต้องเอาความไม่ตายนั้น มาเป็นเรื่องของวัตถุของเนื้อหนังร่างกาย ก็ต้องอาศัยความเชื่อ, ความเชื่อมั่น ; ก็เป็นความงมงายอย่างฉลาด งมงายที่จะใช้ความเชื่อให้มั่น เพื่อจะได้ให้จิตใจนี้ มันหายกลัว นี่คงกระพันชาตรี มันก็เกิดขึ้นเป็น ๒ แบบอย่างนี้. ที่นี้อาตมากำลังพูดว่า ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ก็ยืมเอาความหมายเดียวกันนี้มาใช้ เพราะว่าใครทำอะไรมันไม่ได้, ใครฆ่าให้ มันตายไม่ได้, แล้วมันอยู่อย่างที่เรียกว่าไม่ต้องมีการเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ หรือดับ ไป. นี้ภาษาธรรมดาไม่มีพูด ก็เลยไม่รู้เรื่อง ว่า มีอยู่โดยไม่ต้องมีการเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ หรือดับไป ; แต่มันก็มีอยู่ได้ นั่นมันเลยนอกออกไปจากขอบเขต ของสังขตธรรม คือสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย. เครื่องคงกระพันชาตรีอย่างวัตถุ อย่างผู้ที่เข้าไม่ถึงธรรมะ มันก็เป็น เรื่องเด็กเล่นอย่างนี้เอง ; ก็ต้องเอาวัตถุมา เป็นสิ่งที่เรียกว่าคงกระพันชาตรี

น.867 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๑๓ หรือจะให้ความคงกระพันชาตรี. ทีนี้ถ้าอย่างธรรมะ อย่างสัจจะอย่างแท้จริง มันก็ไม่เกี่ยวกับวัตถุเหล่านี้ ไม่ต้องมีวัตถุเหล่านี้. เช่น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม" ; ไม่เล็งถึงที่ร่างกาย เนื้อหนังของท่าน. ฉะนั้น ความเป็นคงกระพันชาตรี ในที่นี้ ก็หมายถึงจิตที่มีอมตธรรม คือ จิตที่ถึงอมตธรรม ถึงอสังขตธรรม ถึงวิสังขารธรรม, หรือถ้าจะพูดให้ ถูกกว่านั้น ก็คือธรรมชนิดที่เป็นอสังขตะ เป็นอมตะนี่ที่จิตลุถึง ; แล้วแต่เรา จะพูดด้วยคำพูดว่าอะไร : ว่า "ความเป็นอย่างนั้น" หรือว่า "สิ่งที่เป็นอย่างนั้น" ถ้าพูดว่าสิ่งที่เป็นอย่างนั้น ก็หมายถึงตัวธรรม ที่เป็น อมตธรรม, เป็น อสังขต- ธรรม เป็น วิสังขาร เป็นต้น. นั้นคือตัวสิ่ง ที่เป็นของคงกระพันชาตรี จิตที่คงกระพันต้องลุถึงอมตธรรม. ทีนี้ถ้า ว่าจิตลุถึงสิ่งนั้น, ลุถึงธรรมะนั้น ก็เรียกว่า จิตได้มีความ เป็นคงกระพันชาตรี. ถ้าเรียกว่าความคงกระพันชาตรี, ความคงกระพันชาตรี ก็คือคุณสมบัติของธรรมะเหล่านั้น. นี่แยกกันให้ดูดี ๆ อย่าให้ปนกันเกินไป, ความคงกระพันชาตรี หรือสิ่งที่มีความคงกระพันชาตรี เป็น ๒ อย่างอยู่ ; แต่ในที่สุด ความหมาย สำคัญมันอยู่ที่เป็นอสังขตะ คือไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. ถ้าเป็นสังขตะ ก็หมายความว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ; พอเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็หมดความเป็น

น.868 คงกระพันชาตรี เพราะว่าปัจจัยมันปรุงแต่งได้เสียแล้ว. เหตุปัจจัยมันกระทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว ; เพราะฉะนั้นเป็นคงกระพันชาตรีไม่ได้. ความ เป็นคงกระพันชาตรีจริง อยู่ที่เหตุปัจจัยทำอะไรไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงต้องอยู่ในพวก อสังขตธรรม คือธรรมที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. ความเป็นคงกระพันชาตรีต้องทนต่อการพิสูจน์. ทีนี้อยากจะพูดต่อไปสักนิด ถึงว่า วิธีที่จะพิจารณาความคงกระพัน ชาตรี ในชั้นที่เป็นนามธรรม มันก็ต้อง เล็งถึงความทนต่อการพิสูจน์. จะ พิสูจน์กันอย่างไร, ให้ถึงที่สุดอย่างไร, มันก็เรียกว่าเป็นอย่างนั้นอยู่เรื่อย ไม่ เปลี่ยนแปลง. นี่คือทนต่อการพิสูจน์ ; เหมือนกับทางวัตถุนี้ ถ้ามันเป็น ทองคำแท้ จะฝน จะทดลอง จะทำอย่างไร มันก็เป็นทองคำแท้ ; มันทน ต่อการพิสูจน์ เพราะว่ามันเป็นทองคำแท้. ทีนี้ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน ถ้าว่ามัน เป็น ธรรมะแท้ ก็ต้องทนต่อการพิสูจน์, หรือแม้จะพิสูจน์ด้วยการปรุงแต่ง ด้วยเหตุด้วยปัจจัย มันก็ปรุงแต่งไม่ได้. ความเป็นคงกระพันชาตรีต้องอยู่เหนือสิ่งอื่น. ทีนี้ดูต่อไป ก็คือว่า ความเป็นของคงกระพันชาตรีนั้น ต้องอยู่เหนือ สิ่งอื่น , ต้องอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, หรือว่าอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง

น.869 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๑๕ ไปเสียเลย จึงจะมีความคงกระพันชาตรีถึงที่สุด. ฉะนั้นจึง เล็งถึงไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นตัวกฎทั้งหลาย ที่ไม่มีสิ่งใดครอบงำได้. พวกอื่นเขาอาจจะเรียก ว่า พระเป็นเจ้า ในฐานะที่เป็นผู้ที่สร้างสิ่งทั้งปวง หรือ บันดาลสิ่งทั้งปวง หรือ อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง โดยประการทั้งปวง. มันต้องอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง โดยประการทั้งปวงอย่างนั้น จึงจะเรียกว่า ทนอยู่ได้ คือไม่เปลี่ยนแปลง ; ฉะนั้นสิ่งนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เรียกว่า กฎ โดยแท้จริง คือตัวไกวัลยธรรม ไม่ต้องมีใครสร้างขึ้นมา, มันมีอยู่ได้ของ มันเอง อย่างที่มนุษย์ไม่รู้ว่ามันมีได้อย่างไร, และโดยตัวมันเอง. เมื่อคนอื่นเขา เรียกพระเป็นเจ้าก็ตามใจ ; เราก็เรียกว่าเป็นกฎ หรือเป็นสัจจะ หรือเป็น อสังขตะ. มันเป็นกฎที่ไม่มีกฎอื่นใดจะมาครอบงำได้อีก. ตัวไกวัลยธรรม ย่อมเป็นกฎ ที่ไม่มีกฎอื่นใดมาครอบงำได้อีก ; ก็มีแต่มันจะครอบงำสิ่งอื่น, คือกฎนี้จะครอบงำสิ่งทั้งปวง ถ้าจะมีกฎอะไรมาก็เสมอกัน คือหลอมเป็นอันเดียว กันเสีย. เพราะฉะนั้น จะต้องแยกสิ่งที่เรียกว่า กฎ ๆ นี้ออกเป็น ๒ พวก :- คือกฎโกหกก็มี ได้แก่ กฎประเภทสังขตธรรม ที่มนุษย์ตั้งขึ้นนี่ ; ถ้ามนุษย์ตั้งขึ้นได้ มันก็อยู่ใต้อำนาจของมนุษย์. เพราะฉะนั้นกฎนั้นเป็น สังขตะ คือว่าสิ่งที่มีเหตุปัจจัยทำขึ้นมา ; ฉะนั้นกฎนั้นจะโกหกตลอดเวลา. มันจริงอยู่เฉพาะที่ว่า มีคนต้องการผลชนิดเดียวกัน, คืออยู่ใต้อำนาจเหตุปัจจัย

น.870 อย่างเดียวกัน เรียกว่าของหลอกด้วยกัน. ถ้าเป็นกฎจริง มันก็เป็นตัวกฎ นั่นเอง ตั้งขึ้นมา ซึ่งเราเรียกว่าไกวัลยธรรม ในที่นี้. ดังนั้น ไกวัลยธรรม นี้ จึงพูดได้อีกว่า ไม่เป็นเหตุปัจจัย หรือ ไม่มี เหตุปัจจัย ที่จะต้องเป็นไปตามกฎ , คือจะไม่ถูกกระทำ และมีแต่จะเป็นฝ่ายกระ ทำ ; เช่น เป็นฝ่ายสร้างขึ้น หรือฝ่ายควบคุม หรือฝ่ายอะไรก็ตาม แต่เพียง อย่างเดียว โดยที่ว่าไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือการเสียอะไรไป หรือต้อง เปลี่ยนแปลงชนิดใด ๆ ก็ตามนั้น เป็นอันว่าไม่มี นี่แหละคือเรียกว่า อสังขตะ ในฐานะที่เป็นกฎ. . . . . . . . . . . . . . . . . กฎเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ดุจพระเจ้า. เอาละทีนี้ก็พูดกันถึง กฎ ซ้ำอีกสักหน่อย เพื่อเห็น ความเป็น คงกระพันชาตรี มากกว่าอย่างอื่น. เมื่อพูดถึงกฎนี้ อาตมาก็อยากจะพูด แบบอะไรก็เรียกยาก จะเรียกว่าเดา หรือว่าชวนหัว หรืออะไรก็ได้ ; คำว่า กฎนั้นน่ะ ออกเสียงให้ยาวหน่อยก็กลายเป็น God ; God ก็คือพระเป็นเจ้าของ พวกฝรั่ง. ฉะนั้น God หรือพระเป็นเจ้าของพวกฝรั่ง นั้นก็คือ กฎ นั้นเอง. เพราะว่าถ้าไปดู รายละเอียดต่าง ๆ ลักษณะ attribute ต่าง ๆ แล้วมัน เหมือน กับคำว่า กฎ ทั้งนั้น : เป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ควบคุมโลก เป็นผู้ทำลายโลก.

น.871 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๑๗ หรือจะดูอย่างของ พวกอินเดีย เอง ใน สมัยที่ถือพระเจ้า ก็มีพระเจ้า สร้างโลก คือพระพรหม, มีพระเจ้าควบคุมโลก คือพระนารายณ์ มีพระเจ้า ทำลายโลก เป็นคราว ๆ คือพระศิวะอย่างนี้. บางทีก็เปลี่ยนกัน แลกหน้าที่กัน. บางทีสนุกขึ้นมา พวกมนุษย์ก็รวมพระเจ้า ๓ องค์นี้ เป็นองค์เดียวกันเสีย. นี่มันแล้วแต่จะพูดกันในส่วนเปลือกนอก ; แต่ส่วนเนื้อในนั้น ถ้า เป็นพระเจ้าจริง ก็ต้องเป็นกฎ แล้วก็ กฎของกฎ คือ ของไกวัลยธรรม อัน เป็นธรรมชาติอันเดียว ตัวเดียว ในที่ทั้งปวง ในทุกเวลา. นี่คือ กฎ ซึ่งพูดยากว่ามันคืออะไร ; มันมันไม่ใช่รูป มันไม่ใช่นาม มันไม่ใช่วัตถุ มันไม่ใช่จิตใจ; มันไม่ใช่อะไร ๆ นอกจากว่าเป็นตัวอันนั้น คือ ตัวอสังขตะ ที่ตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอเป็นสัจจะ. ที่เรียกว่าเป็น วิสังขาร ก็ หมายความว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ทำอะไร, คือไม่ถูกอะไรทำ, หรือว่า ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการทำอะไร. มันอยู่ของมันอย่างนั้น ; แต่สิ่งอื่น ๆ ต่างหาก ที่จะต้องเป็นไปตามกฎนั้น. ให้เข้าใจเสียอย่างนี้, เดี๋ยวจะไปเข้าใจผิดว่า สิ่งที่เรียกว่ากฎนั้นกลาย เป็นตัวเป็นตน เป็นสิ่งที่มีความรู้สึก มีอะไรขึ้นมาอย่างนี้ก็ยิ่งผิดต่อไปอีก. ถ้าจะฟัง รายละเอียด ออกไป ก็นึกถึงคำหลาย ๆ คำ ที่มีอยู่แล้วใน พระคัมภีร์ แต่ไม่ค่อยคุ้นหู ; เช่น คำว่า ตถตา - ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา - ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญญูถตา - ความไม่เป็นไปโดย

น.872 ประการอื่น, อิทัปปัจจยตา - คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น และเมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็มิได้เกิดขึ้น อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่ากฎ. กฎไม่มีรูป แต่แสดงออกโดยผล, อาการ, ปฏิกิริยา. ทีนี้รูปของกฎนี้ มันมีแสดงออก ได้แต่ทางผล คือสิ่งที่เป็นไปตาม กฎ แล้ว ; ตัวกฎเองไม่มีรูป ที่จะแสดงได้. ทีนี้คนไปเห็นรูปที่กฎทำให้เป็นมา หรือแสดงมาแล้ว ก็เข้าใจว่านั้นคือกฎ : มันก็ไปถูกเปลือกของกฎ หรือว่าอะไร ยิ่งไปกว่าเปลือกของกฎ ก็เลยเข้าใจผิดได้. อาการที่เป็นอย่างนั้น เรียกว่าเป็นของไม่เที่ยง, อาการที่ต้องเป็นอย่าง นั้น เรียกว่า เป็นทุกข์, อาการทั้งหมดนั้น เรียกว่า อนัตตา อย่างนี้ ; นั้นมัน เป็น ปรากฏการณ์ ของสิ่งที่ถูกกระทำ คือปัจจัยปรุงแต่ง และก็ด้วยอำนาจที่เป็นไป ตามกฎ. แม้จะเป็น กฎเรื่องสามัญญลักษณะ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ดี, หรือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี, เรื่อง อริยสัจจ์ ก็ดี; ตัวกฎน่ะ มันเอามาให้ดู ไม่ได้ มัน มองไม่เห็นตัว, มันยิ่งกว่าเป็นนามธรรมเสียอีก มันเหนือสิ่งใด. เราจึง เห็นได้แต่เพียงวัตถุ สังขารต่าง ๆ ที่เป็นไปตามกฎ ชีวิตจริงจะมองไม่เห็น ที่เห็นเป็นเพียงปฏิกิริยา . แม้สิ่งที่เรียกว่า ชีวิต นี้ จะเห็นได้แต่ปฏิกริยา ที่กฎนั้นมันกระทำ ออกมา ; ไม่ใช่ตัวชีวิตแท้. ไกวัลยธรรมที่เป็นตัวชีวิตแท้ จะมองเห็นด้วยตาไม่ได้ ;

น.873 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๑๙ มันมีความเป็นอยู่จริง ไม่รู้จักตาย. แต่ว่าสิ่งที่ถูกสิ่งนี้ ทำปฏิกิริยาออกมา เป็น ชีวิตน้อย ๆ อย่างชีวิตคน ชีวิตสัตว์นี้ เห็นได้, มองเห็นได้ในความหมายนั้น นิดเดียว คือเป็นชีวิตอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ฉะนั้นเราจึงเกิดมีสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ไม่จริง กับชีวิตจริงขึ้นมา. ชีวิตจริงคือชีวิตนิรันดร, สิ่งเดียว ตัวเดียว อันเดียว คราวเดียว ในที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีเปลี่ยนแปลง ; นั่นแหละคือชีวิตจริง. ชีวิตที่เป็น ไปตามกฎ : เดี๋ยวเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. นี้ ไม่ใช่ ชีวิต, แต่เนื่องจากเราไม่รู้จักชีวิตจริง เราก็ใช้คำนี้แก่สิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต คนหรือ สัตว์ หรืออะไร ก็มีชีวิตหมด. พอถึงคราวจะสวด ปัจจเวกขณ์ : นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ -ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่ชีวิต, แล้วก็ เป็นของว่างเปล่าจากตัวตน ; นี้เขาพึ่งไม่ถูก. เพราะ "ฉันยังมีชีวิตอยู่นี่" แล้วจะไป นิชฺชีโว อย่างไร; นี่ เป็นเพราะว่า ตีความหมายของคำว่า ชีวะหรือชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง. ไปเอาชีวิตซึ่งเป็นเพียง ปฏิกิริยานิด ๆ มาเป็นตัวชีวิต ; ไม่มองเห็นสิ่งที่มีอยู่จริง โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลง. ถ้าใครมองเห็นชีวิตดั้งเดิมจริง ก็ถึงชีวิตนิรันดรได้จริง ชีวิตที่อยู่กับพระเจ้า จริง ก็คืออยู่กับไกวัลยธรรมจริง. ทุกศาสนาเขาจะสอนให้มีความหมายตรงกันหมด ว่าให้ละทิ้งชีวิตอย่างนี้ เสีย แล้วไปมีชีวิตจริงกับพระเจ้า ซึ่งเป็นนิรันดร. ถ้าเราไม่พูดอย่างนั้น เรา พูดอย่างพุทธบริษัท เราก็ว่า เลิกโง่ ไปเอาชีวิตหลอก ๆ นั้นเสีย เราก็ มองเห็น สิ่งที่ไม่รู้จักตาย แล้วจิตก็หายกลัว จิตก็ไม่รู้สึกว่าเกิด หรือตายอีกต่อไป ; อย่างนี้ก็เรียกว่าอยู่กับพระเจ้าชนิดที่ไม่รู้จักตายได้เหมือนกัน.

น.874 นี่ขอบอกกล่าวไว้เรื่อย ๆไปว่า การบรรยายชุดนี้ มุ่งหมายจะปูพื้นฐาน สำหรับการทำความเข้าใจในระหว่างศาสนาทั้งปวง; ฉะนั้นจึงพูดกันแต่เรื่องสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นพื้นฐาน หรือเป็นข้อมูลสำหรับการต่อรอง ในการทำความเข้าใจ ในระหว่างศาสนาทั้งปวง. ความคงกระพันชาตรีเป็นธาตุทั้งสังขตะและอสังขตะ. วันนี้เราก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า คงกระพันชาตรีคือพระเจ้า; จะพูดกันในฐานะที่ว่ามันเป็นธรรมชาติ หรือ เป็นธาตุอันหนึ่ง นี้ก็เป็นคงกระพันชาตรี ; มันมีความคงกระพันชาตรีไปตามสัดส่วน ของการที่ว่ามันจะ เป็นสังขตะ กี่มากน้อย หรือเป็นอสังขตะ. ถ้าพูดถึง ธาตุตามธรรมชาติ, ความ เป็นธาตุตามธรรมชาตินั้น มัน เป็นไกวัลยธรรม; และ พอเป็นธาตุที่เกิดปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้นมา เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อะไรอย่างนี้ขึ้นมา มันก็ เป็นสังขตธรรม; ความคงกระพันชาตรีมันก็เหลือน้อยเข้า. เช่นเหลือแต่ว่าคุณสมบัติอันหนึ่งประจำธาตุดิน มันก็พอจะมีอยู่ประจำธาตุดิน; เรียกว่าคงกระพันชาตรีกันได้ เพียงเท่านี้; ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็คงความเป็นธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไว้ได้; นี้มันยังน้อยไป ไม่พอสำหรับจะเป็นทั้งหมด. แต่ถ้าว่า เป็นธาตุทั้งหมด ก็ ต้องเป็นธาตุอสังขตธาตุ เป็นสัจจะ หรือ สัจจธาตุ, ธาตุที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง หรือจะเรียกว่า ไกวัลยธาตุก็ยังได้ ;จะมีความหมายอย่างเดียวกับคำว่าไกวัลยธรรม.

น.875 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๒๑ แม้ที่สุด แต่คำว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ, ธรรมชาติแห่งความเป็นชีวะ, คำเหล่านี้ก็มีความหมายที่แบ่งได้ เป็นทั้งฝ่ายสังขตะและอสังขตะ คือว่า เป็นภาษาคนก็ได้, เป็นภาษาธรรมก็ได้. พุทธะอย่างภาษาคนก็หมายถึง ชั่วคราว; พระพุทธเจ้าเกิดแล้วก็นิพพานไป. ถ้า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ในภาษาธรรม มันหมายถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ตลอดกาล สำหรับจะวิวัฒน์ขึ้นมาเป็นความรู้. สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกฎตายตัว ไม่ฟังเสียงใคร, เป็นกฎในตัวของมันอย่างนั้นอยู่เรื่อยไป. ธรรมชาติแห่งความเป็นชีวิต เป็นชีวะอะไรนี้ ก็ให้หมายถึงนิรันดร; คือความมีอยู่อย่างไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด ไม่มีอะไรมาแตะต้องได้ นั่นแหละคือชีวะหรือชีวิต; ธรรมชาติอย่างนั้นอยู่เป็นแกนกลาง ถ้าพูดอย่างสมมติก็ว่า จ่ายให้คนละเล็กละน้อย ให้ยืมไปใช้ชั่วคราว มีความ เป็นอย่างนั้นชั่วคราว; นี่พูดอย่างนี้ก็คล้าย ๆ กับเรื่องของศาสนาเวทานตะของฝ่ายฮินดู, แล้วชีวิตทั้งหลาย ก็ต้องกลับไปหาชีวิตใหญ่; แต่พูดอย่างนั้น มันเป็นบุคคลตัวตนมากไป. เราพูดเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นอย่างนั้น ที่จะมาเจืออยู่ในสิ่งทั้งหลาย ที่มีวิวัฒนาการพอสมควร, หรือเหมาะสม ที่จะแสดงความเป็นอย่างนั้นออกมา. ทีนี้เมื่อเปลือกมันหมดเหตุ หมดปัจจัย จะต้องเน่าไป เปื่อยไป; สิ่งนั้นก็ต้องพลอยหายไปด้วย.

น.876 เหมือนอย่างเราเดี๋ยวนี้ ทุกคนมีสติปัญญาอาศัยอยู่ได้ที่เนื้อหนังร่าง กาย. พอเนื้อหนังร่างกายนี้ มันหมดเหตุปัจจัย แก่เฒ่าแตกตายทำลายลง เน่าลงไป; สติปัญญานั้นไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครรู้. ให้ถือว่า เป็นธาตุ อันหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จักสูญ เหมือนกัน; คล้าย ๆ มายืมเวทีแสดงออกที่ร่างกายนั้นบ้าง, ร่างกายนี้บ้าง; ส่วนตัวมันเองอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้. เขาเรียกว่าพระเจ้า ; แต่เราเรียกว่าธรรมชาติ, ธาตุตามธรรมชาติ อันหนึ่งเท่านั้น มาอยู่ในรูปของสภาวธรรมก็มี, สัจจธรรมก็มี, แล้วก็มีอำนาจ เหนือสิ่งที่มีความรู้สึก; ต้องการจะพ้นทุกข์ได้ ก็ต้องทำตาม, ก็ต้องเกิดธรรมะ ประเภทการปฏิบัติขึ้นมา ; เรียกว่าปฏิบัติธรรม กรณียธรรม, คือธรรมที่สัตว์ จะต้องปฏิบัติ อย่างนี้ก็มี. ในที่สุดก็ผลออกมาเป็นวิปากธรรม - ผลที่ได้รับ ; อย่างนี้ก็ยิ่งไกล, ไกลไปจากตัวเดิม เพราะว่าเป็นสังขตะ มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง ผลักไสยิ่งขึ้นไปทุกที. กฎแห่งกรรมเป็นไกวัลยธรรมที่มีปฏิกิริยาสมกับกิริยา. เดี๋ยวนี้เรามายึดกันที่เปลือกนอกอย่างนี้ เอาผลที่เป็นวัตถุด้วยซ้ำไป ไม่เอาผลทางจิตใจ; ดังนั้นมันจึงเกิดความปนกันยุ่ง หรือตีกันยุ่ง, หรือ พูด กันไม่รู้เรื่อง; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องกรรม หรือ เรื่องกฎแห่งกรรม. กฎแห่งกรรมนี้เป็นไกวัลยธรรม คือกฎของการที่จะต้องมีปฏิกิริยา ขึ้นมา สมกับกิริยาที่ได้กระทำไป ; ฉะนั้นกรรมจะต้องมีผลกรรม ; เช่นเดียว กับที่ว่า กิริยาต้องมีปฏิกิริยา.

น.877 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๒๓ ทีนี้คนเขามา บัญญัติเอา ที่น่ารักน่าพอใจนั้นว่าดี, ที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือว่าไม่ชอบนี้ว่าไม่ดี, เลยเกิดเป็นกรรมดี กรรมไม่ดีขึ้นมา; แล้วก็เอาวัตถุ เป็นเครื่องวัด. ถ้าว่าทำดีต้องได้เงิน ได้ชื่อเสียง ได้อะไร นี้จึงจะเรียกว่า กรรมดี; แล้ว ก็เกิดปัญหา ขึ้นมาว่า ทำดีแล้วทำไมไม่ได้เงิน, ไม่ได้ชื่อเสียง. นี้คนไม่รู้ว่าตัวกรรมจริงนั้น ๆ อยู่ที่ไหน ? หรือว่า กฎแห่งกรรมจริง ๆ นั้น มันแสดงที่อะไร ? มันไม่แสดงที่เงิน ที่ชื่อเสียง ที่จะได้เพราะการทำสิ่งที่มนุษย์ สมมติว่าดี ; ของไกวัลยธรรมนั้น อยู่เหนือความดี หรืออยู่เหนือความชั่ว คือไม่ดีไม่ชั่ว. พอสิ่งใดแสดงออกมาในรูปที่มนุษย์ต้องการ ; เขาเรียกว่าดี, เขาชอบนี่ เขาก็ว่าดี, เขาไม่ชอบ เขาก็ว่าไม่ดี. นี้มันว่าเอาเองเสียชั้น หนึ่งแล้ว. ทีนี้ จะไปเกณฑ์ให้มันตรงตามผลทางวัตถุ ว่าถ้าได้ของดี จึงจะ เรียกว่ากรรมดี, ได้ของไม่ดี ก็เรียกว่ากรรมไม่ดี ; อย่างนี้มันก็ไม่ถูก. มนุษย์ก็บัญญัติเอาเองว่าอย่างนี้ดี : ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ ทุจริต ไม่คดโกง ไม่คอรัปชั่น อย่างนี้เรียกว่าดี ; ไปทำเข้า เอ้า, กลับว่า เสียเองว่าไม่ดี. ทำไมไม่เห็นได้ชื่อเสียง ? ทำไมไม่เห็นได้เงิน ? นี่มนุษย์ มันก็กลายเป็นคนโง่ คนโกหก คนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเสียเอง. เพราะเมื่อเขา ทำกรรมดีลงไปแล้ว มันก็ดี เสร็จทันที เป็นการ ได้รับผลดี ของกรรมที่แท้จริงเสร็จแล้วในทันที, ไม่ต้องรอต่อได้เงิน ได้ ชื่อเสียง คนอื่นรู้แล้วเขาให้นั่นให้นี่ นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง.

น.878 เพราะ มนุษย์เองเป็นผู้บัญญัติ ว่าทำอย่างนี้เรียกว่าดี ; พอที่ มนุษย์ ไปทำอย่างนั้น กลับเรียกเสียว่าไม่ดี ยังไม่ได้เงิน ยังไม่ได้ชื่อเสียง ยังไม่ใช่ดี ยังไม่ใช่กรรมดี ; ก็คือมนุษย์ไปเป็นทาสของวัตถุ ด้วยอำนาจความ งมงายความโง่เขลา ไม่ได้ขึ้นตรง หรือซื่อตรงต่อธรรมะโดยตรง, แล้วโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมะที่มันอยู่เหนือชั่วเหนือดี คือสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ฉะนั้น คนจึงกำลังงง งงจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันดี เพราะว่า ทำดีก็ ไม่ได้ดี หรือส่วนมากก็ไม่ได้ดี ทำชั่วมันไม่ได้ชั่ว อย่างนี้ ; ก็เลยงงกันหมด, จน ไม่รู้ว่าจะถืออะไรกันแล้ว. นี่ เพราะเหตุว่าไปถือเอาของข้างนอก หรือเปลือก หรือกระพี้ หรืออะไร หรือฝอย หรือว่าประกายปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง นั้นว่า เป็นตัวของจริง. ของจริงมันอยู่ที่ว่า เมื่อมีกิริยาอย่างนี้ ต้องมีปฏิกิริยาอย่างนี้. ถ้า เป็นเรื่องทางจิตมันก็เป็นไปตามแบบจิต, คือเราคิดดี มันก็มีผลอยู่ที่ว่าจิตดี ; ถ้าเราคิดชั่ว, มันก็มีผลเป็นจิตชั่ว. มันดีและชั่วเสร็จลงไปแล้วทันที พร้อม ๆ กับการกระทำนั้น. ทีนี้ต่อมา จิตที่ทำดีหรือจิตที่ทำชั่ว จะได้เงิน หรือไม่ได้เงิน, จะได้ ชื่อเสียง หรือไม่ได้ชื่อเสียง, นี้มัน ปนกันยุ่งไปหมด ; แล้วมันปนกันมาก ถึงกระทั่งว่า บางจิตมันไม่เห็นว่าเงินนี้ดี ชื่อเสียงนี้ดี เห็นเรื่องเงิน เรื่องชื่อ เสียง เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ.

น.879 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๒๕ เหมือน พวกฤๅษีที่สาบานกันในชาดกนั้น ไปดูภาพในโรงหนัง*อีกทีก็ได้ ว่า ถ้ากระทำความผิดจริง แล้วขอให้ได้เกิดเป็นเศรษฐีบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นนั่น เป็นนี่บ้าง ; เพราะมัน เกลียดความเป็นเศรษฐี เกลียดความเป็นเทวดา นี่มันไม่เหมือนกันอย่างนี้. ความที่ถูก ที่จริง ที่ตรงก็คือว่า มัน เป็นกฎที่ว่า ถ้าทำลงไปอย่าง นี้ ก็จะต้องมีผลอย่างนี้, ทำอย่างนี้ มีผลอย่างนี้. แล้วมนุษย์ไปสมมติเอาเอง ว่าอย่างนี้สมมติว่าดี, อย่างนี้สมมติว่าชั่ว, แล้วบางพวกก็ไม่เห็นด้วย เช่นว่าได้ เงินดี, นี้บางพวกก็ไม่เห็นว่ามันดีอะไร ; เพราะฉะนั้นเอาแน่ไม่ได้ ในเรื่อง ที่มนุษย์ไปสมมติเข้า ที่ส่วนใด ส่วนหนึ่งของธรรมะ ที่เป็นธรรมะจริง. นี้เรียกว่า ธรรม หรือ ธรรมชาติ หรือ ธาตุ สามอย่างนี้มีความ หมายเหมือนกัน, มีตัวจริงเหมือนกัน ; เป็นธรรมชาติก็เรียก, เป็นธาตุ ก็เรียก, เป็นธรรมเฉย ๆ ก็เรียก, แล้วที่เป็น ไกวัลยธรรม จริง ๆ นั้น คือเป็น สิ่ง ๆ หนึ่ง เป็นอยู่ได้เอง มีอยู่ก่อนสิ่งใด มีอยู่โดยไม่ต้องมีความมี. ทุกศาสนามีธาตุเป็นไกวัลยธรรมมีอยู่ก่อนสิ่งใด. อันนี้เป็นเหตุให้ได้คำพูดขึ้นมาอีกคำหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เป็นเกลอกันได้ ในระหว่างศาสนาทุกศาสนา คือให้ ทุกศาสนายอมรับว่า มีสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งเป็น * อาคารมหรสพทางวิญญาณในสวนโมกข์

น.880 ปฐม คือ มีอยู่ก่อนสิ่งใด เป็นสิ่งแรก, จะใช้คำว่า "ปฐมเหตุ" ก็ได้เหมือนกัน แต่ความหมายอาจจะทำยุ่งทีหลังก็ได้ เพราะที่แท้มันก็ไม่ใช่เป็นเหตุ ในความ หมายที่เป็นเหตุ ตามภาษาธรรมดาพูด. ถ้าเรียกว่าเป็นเหตุ ก็ต้องเป็นความหมายของภาษาอีกภาษาหนึ่ง ซึ่ง ลึกเกินไป ว่ามีอยู่มีก่อนสิ่งใด; และเพราะสิ่งนั้นมีอยู่ จึงทำให้มีสิ่งต่าง ๆ ที่ เป็นไป แปลก ๆ ออกไปทุกที. สิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ ก็เป็นเรื่องสมมติชื่อ, เป็นชื่อที่สมมติให้ด้วยเหมือนกัน. ให้เรียกว่า ปฐมเหตุ นี่คือความที่เป็น คงกระพันชาตรีอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งใดเสมอ, มีอยู่ก่อนสิ่งใด ; นั่งดูสิ่งต่าง ๆ เป็นไป ตามอำนาจของกฎเกณฑ์ ที่เป็นกฎอยู่ในตัวสิ่งที่เรียกว่า มีอยู่ก่อนสิ่งใด ซึ่งในที่นี้ เรียกว่าไกวัลยธรรม. .... .... .... .... ดูพระเจ้าอย่างบุคคลาธิษฐาน. ทีนี้ ถ้าพูดเป็นบุคคลาธิษฐาน อย่างในศาสนาที่เขามีบุคคลาธิษฐาน เขาเรียกสิ่งนี้ว่าพระเป็นเจ้า ; จะใช้คำว่า "นั่ง" ดูก็ไม่ถูกดอก. แต่พระ เป็นเจ้านี้จะมีอยู่ก่อนสิ่งใด แล้วก็มีอยู่คล้าย ๆ กับว่า นั่งดูสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปตามกฎ ตามโองการหรือตามกฎของพระเป็นเจ้า

น.881 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๒๗ นี้เราจะพูดได้ง่ายที่สุดกับศาสนาคริสเตียน ซึ่งโผล่ขึ้นมาก็มีคำว่า The- Word มีอยู่ก่อนสิ่งใด. คำพูดที่เป็นกฎ หรือเป็นโองการ บังคับสิ่งใดได้นั้น มีอยู่ก่อนสิ่งใด. และว่า The Word มีอยู่ก่อนสิ่งใด. The Word นั้นอยู่กับ God คือพระเจ้า. ควา และ The Word นั้นเสียอีกสร้างสิ่งทั้งหลาย ไม่มีสิ่งใดที่ The Word คือกฎนั้น ไม่ได้สร้างขึ้น. คิดดูซิ ; มันคือลักษณะของไกวัลยธรรม ที่กำลังพูดนี้. พระเจ้า ไม่ได้สร้างสิ่งทั้งปวงเสียอีก ในคำพูดประโยคนี้ แต่ The Word ที่อยู่ กับพระเจ้านั้นสร้างสิ่งทั้งปวง เพราะ The Word นั้นคือคำสั่ง คือกฎ. แต่ พอมาประโยคหลังกลายเป็นว่า The Word กับ God เป็นสิ่งเดียวกัน แล้ว The Word เป็น The Light. The Light สำหรับให้เกิดวิวัฒนาการ, แล้ว The Light ก็ทำให้เกิด The Life แสงทำให้เกิด Life คือชีวิต. ทั้ง Light ทั้ง Life อยู่กับพระเจ้า; ฉะนั้น พระเจ้าจึงเป็นทั้ง The Word. ทั้ง The Light ทั้ง The Life ล้วนแต่เป็นนิรันดรทั้งนั้น : Light ก็นิรันดร, Life ก็นิรันดร, The Word นี้ก็นิรันดร, นั้นคือพระเจ้า หรือ God; ซึ่งในที่นี้เราไม่เห็นว่ามีอะไร ที่มันผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม หรืออสังขตธรรม อย่างที่กล่าวกันมาแล้ว บรรยายกันมาแล้วตั้ง ๗-๘ ครั้ง. นี้ยกตัวอย่างมาให้ดูเพียงว่า ถ้าเมื่อ พูดอย่างเป็นปุคคลาธิษฐาน คือ โดยสมมติมันก็เป็นบุคคล, พระเจ้าอย่างบุคคล ตรงกับความโง่ของคน ที่รู้จัก แต่เพียงบุคคล ; พระเจ้าก็ต้องกลายเป็นบุคคลขึ้นมา. แต่ถ้าคนมันฉลาด พอที่จะรู้จักสิ่งซึ่งมิใช่บุคคล ก็รู้จักไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มีความหมาย มีค่า มี อะไร อย่างเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า.

น.882 ทีนี้ เราจะทำความเข้าใจเรื่องไกวัลยธรรมนี้กันไปเรื่อยๆ จน เข้าใจสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งยอมรับกันได้ทุกคน ; ในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ หรือใน หมื่นโลกธาตุ ก็ตามใจ คือทุกชาติ ทุกศาสนา หรือทุกชีวิต ยอมรับความจริง อันนี้ได้. .... .... .... .... สรุปความของความคงกระพันชาตรี. เอ้า, สรุปความกันเสียที่ว่า สำหรับค่าหรือ คุณค่าของความคงกระ- พันชาตรีนั้น คือความไม่ตาย หรืออมตะ แปลว่าไม่ตาย. ถ้าคงกระพัน ชาตรีอย่างวัตถุ อย่างโลก ๆ อย่าง ภาษาคน มันก็ ไม่ตาย อย่างภาษาคน ; ถ้า พูดอย่าง ภาษาธรรม มันก็ไ ม่ตายอย่างภาษาธรรม คือเป็น ไม่ตายที่แท้จริง. ความคงกระพันชาตรีในภาษาคน จึงเป็นเรื่องหลอก ๆ; ก็เพราะ เห็นชัดอยู่ว่า มันก็ยังต้องตาย ทั้งที่เขาไม่อยากจะตาย แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ตายขึ้นมา มันก็ชอบ. ถ้ามีสิ่งใดที่จะช่วยให้ไม่ตาย ก็ยิ่งแสวงหาสิ่งนั้น เสร็จแล้วก็ไม่ได้ พบความจริง. ถ้าต้องการความคงกระพันชาตรีที่แท้จริง ก็ให้ รีบแสวงหาสิ่งที่เรียก ว่าอมตะ คือไม่รู้จักตาย เป็นของลึก ละเอียด ยิ่งกว่าลึก ; ในที่สุดก็ไป พบ ความไม่ตาย ที่มีอยู่ตลอดกาล, หรือในที่ทุกหนทุกแห่ง เรียกว่าไกวัลยธรรม มีความคงกระพันชาตรีถึงขนาดนั้น.

น.883 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๒๙ ฉะนั้นการถือเอาประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ ก็คือ ก ารถึงซึ่งอมตธรรม ซึ่ง เป็นที่มุ่งหมายของพุทธบริษัท ในพุทธศาสนานี้ด้วยเหมือนกัน ; ดังนั้นเรา พูดได้เลยว่า ความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง ทั้งเนื้อทั้งตัวนั้นแหละ คือการถึงซึ่ง ไกวัลยธรรม ซึ่ง มีความคงกระพันชาตรีเป็นอย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้เป็นพุทธบริษัทกันแต่ปาก ; ความรู้ก็ไม่มี การปฏิบัติก็ไม่มี ความเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงไม่มี ไม่มีความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องทั้งเนื้อ ทั้งตัว ฉะนั้นจึงไม่อาจจะรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. ลองพยายามกระทำให้สุดความสามารถ ให้มีความเป็นพุทธบริษัทที่ แท้จริงขึ้นมา สักระดับหนึ่ง ก็คือระดับที่ จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ; หรือว่าจะถือว่าเป็น ชั้นพระโสดาบัน ก็ได้ เพราะว่าพระโสดาบัน เป็นผู้แรก ถึงกระแสแห่งสิ่งที่ไม่ตาย คือนิพพาน หรืออสังขตะ อะไรเหล่านี้; เป็นคน แรกถึงต้นเงื่อนและโดยการรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา คือเลิกมีตัวตนกันเสียที มีแต่ กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. นั้นคือจุดตั้งต้น ที่เข้าไปถึงความจริง ที่เป็นอมตะ ถ้ายังยึดถือเป็นตัวตน ๆ อยู่แล้ว มันก็ ยังไกลอยู่ มันมีภูเขาหรือม่าน หรือ อะไรขวางอยู่ ; มันมีตัวตน ที่เกิดมาจากความเข้าใจผิดนี้ ขังบังอยู่รอบตัว ฉะนั้น ความเป็นพุทธบริษัทจริง ๆ นั้น คือการถึงอมตธรรม; แม้แต่เป็น เพียงการเริ่มแรก แล้วก็เริ่มมีความคงกระพันชาตรี คือจะเข้าไปสู่ความไม่ตายนี้ มากขึ้นตามลำดับ ; มันไม่ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. นี่คิดดูซิ, ถ้าถึงสิ่งนี้แล้ว มัน ไม่ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; ถ้าอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้เรียกว่าคงกระพัน แล้วจะเรียกว่าอะไร ? มันคงกระพัน

น.884 จนถึงกับ ไม่ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารอีก ซึ่งเรียกว่ามีความคงที่, หรือ คงกระพันชาตรีได้. ถ้าไม่เรียกสิ่งอย่างนี้แล้ว ก็ไม่รู้จะไปเรียกสิ่งอะไรที่ไหน กันอีก. ฉะนั้น ทำอย่าให้มันต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร คือความได้มาซึ่ง ความคงกระพันชาตรีอันแท้จริง ของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎ หรือเป็นสัจจะ หรือเป็นอสังขตะ. ข้อปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความคงกระพันชาตรี. ทีนี้ถ้าเรามาดูให้ดีว่า เราจะมองเห็นสิ่งนี้ที่ไหน ? จะเข้าใจสิ่งนี้ได้ ที่ไหน ? มันก็ต้องดูตั้งต้นไปตั้งแต่สิ่งที่สิ่งนั้นแสดงออกมา. เราต้องฉลาดหน่อย เหมือนกับว่า เด็กไปหาปูที่อยู่ในรู. ถ้าเด็กมันไม่โง่นัก มองเห็นรูนี้ก็รู้ว่าในรูนี้ มีปู; มันมีร่องรอยอะไรแสดงอยู่แถว ๆ นั้น แล้วใหม่ๆ ด้วย; ไม่ใช่ว่าหลาย วันมาแล้ว มันไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว. นี้ก็เรียกว่ามันมีความฉลาด. ถ้าเอาคนที่ ไม่มีความชำนาญไปหาปูนี้ คงจะไปโง่หลาย ๆ ที่ทีเดียว กว่าจะพบปูสักตัวหนึ่ง. เรื่องธรรมะ นี้ก็เหมือนกัน มัน ต้องดูที่ปฏิกิริยา ที่สิ่งเหล่านี้แสดง ออกมา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ คือความทุกข์. เรากำลังมีความทุกข์หลาย ๆ แบบ หลาย ๆ อย่าง ก็ดูที่ความทุกข์, ดูลึกลงไป ก็จะพบไปตามลำดับ ถึงเ หตุของ ความทุกข์ กระทั่งรู้ความวนเวียนอยู่ในกองทุกข์ เห็นความวน กลมอยู่ ใน ระหว่าง กิเลส กรรม และวิบาก ที่เรียกว่าวัฏฏสงสารนั่นแหละ ในที่สุดก็ มองลึก เข้าไปอีก ถึงต้นเหตุของอันนี้ มันก็ จะไปพบสิ่งที่เป็นต้นตอได้ คือกฎ, กฎ ของสิ่งทั้งหลาย.

น.885 ในฐานะที่เป็นสิ่งคงกระพันชาตรี ๓๓๑ ถ้าเมื่อ เห็นกฎ ทั้งหลายแล้ว ดูความที่กฎทั้งหลายไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ; เป็นกฎอยู่ตลอดอนันตกาล, หรือไม่รู้ว่าจะใช้คำอย่างไรให้ มันสมกัน คือมันไม่เกี่ยวกับเวลา, ถ้ามันเป็นกฎที่แท้จริง. พอพบสิ่งที่ไม่เกี่ยว กับเวลา มัน ก็ค่อยๆ พบสิ่งที่เรียกว่าอสังขตะ, หรือว่าไกวัลยธรรม, หรือว่าที่ จะตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าอันแท้จริงขึ้นมาอย่างนี้. นี่กฎของอะไร ? มันก็แยกออกมาเพื่อจะเป็นกฎส่วนนั้น ๆ ที่ว่า ถ้ามาเป็นต้นไม้มีกฎเกณฑ์อย่างไร, มาเป็นสัตว์มีกฎเกณฑ์อย่างไร, มาเป็นคน มีกฎเกณฑ์อย่างไร ; จากปรากฏการณ์ เหล่านี้ มัน ทำให้ค้นพบลึกลงไป ถึงตัวสิ่งที่เป็นกฎ ชนิดที่เป็นไกวัลยธรรม คือไม่เปลี่ยนแปลง, มีอยู่อย่างเดียว ลักษณะเดียว อะไรเดียวหมด ทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง ทุก ๆ ทั้งหมด, ก็เลย อยู่เหนือความมีขนาด ไม่มีรูปร่าง ไม่มีขนาด ไม่มีอะไร. นั่นแหละคือ ต้นตอเดิม เป็นไกวัลยธรรมอยู่ตลอดเวลา; แม้จะ เรียกว่าเดิมหรือปฐมก็ไม่ถูก เพราะมันไม่เกี่ยวกับเวลา, จะเรียกว่าทีแรกก็ไม่ถูก ; แต่มันจำเป็นจะต้องพูดอย่างนั้น. ที่จริงมันไม่ควรจะพูดอย่างนั้น จะว่าเดิมก็ ไม่ได้ จะว่าทีแรกก็ไม่ได้. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คงกระพันชาตรีที่สุด ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่ต้อง ไปตามเวลา; แต่สามารถจะทำให้สิ่งต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างนี้แหละ. มันมี กี่หมื่นโลกธาตุล่ะ มีโลกธาตุกี่หมื่นโลกธาตุ มีกี่ระบบสุริยจักรวาล มันจะมี เท่าไรก็ตามใจ นับไม่ไหว แต่ทุกอย่างอยู่ใต้กฎกฎเดียวกันนี้. นี้เราจะต้องเข้า ไปถึงสิ่งนั้นแหละ จึงจะเรียกว่าถึงไกวัลยธรรม ที่มีความคงทนอย่างยิ่ง คงกระพัน ชาตรีอย่างยิ่ง, ไม่มีสิ่งใดเหมือน น่าจะยอมรับเอามาสมมติว่าเป็นพระเจ้า หรือ เป็นอะไรกันจริง ๆ.

น.886 ฉะนั้นการที่จะพยายามให้รู้จักสิ่ง ๆ นี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่ยังไม่รู้จักสิ่ง สิ่งนี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย พยายามที่จะเข้าใจสิ่งนี้ คือสิ่งที่เราบัญญัติชื่อสมมติ ดี-ชั่วกัน เพื่อพูดกันในสถานที่นี้ ว่าไกวัลยธรรม, คือธรรมชาติที่มีอยู่แต่เพียง อย่างเดียว ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในเวลาทั้งหมด; เพราะว่ามันอยู่เหนืออำนาจ ของเวลา และของเนื้อที่ ของสถานที่, ฉะนั้นเข้าใจว่า พูดกันไปเรื่อย ๆ ก็คง จะเริ่มเห็นราง ๆ ขึ้นมาเป็นแน่นอน; สักวันหนึ่งเราจะรู้จัก หรือเข้าใจสิ่งที่ เรียกว่า อมตะ อสังขตะ หรือ วิสังขาร หรือ ไกวัลยธรรม คือ ธรรมที่มีอยู่ ตลอดกาล , หรือยิ่งกว่าตลอดกาล ได้เป็นแน่นอน. นี่ในวันนี้สรุปความแล้วก็ได้อย่างนี้ : ให้รู้จักความหมาย ในแง่ของ ความคงกระพันชาตรี, ความคงกระพันชาตรี, ที่เป็นความหมายอันหนึ่ง ของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. เป็นอันว่าเราได้พยายาม ที่จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม กันทุกแง่ ทุกมุม ที่จะนึกคิดพิสูจน์ศึกษาอะไรได้, ให้รู้จักสิ่งนี้กันได้ สักวันหนึ่งข้างหน้า เพื่อประโยชน์ดังที่ได้บอกแล้วตรง ๆ ว่า เพื่อทำความเข้าใจอันดีกันระหว่างสิ่งที่ มีชีวิตทุกชีวิต ในสากลจักรวาล, เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติแท้จริง ไม่ เหมือนสันติของพวกนักการเมือง เอาละวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอเปิดโอกาสแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย สวดคณสาธยาย เรื่องที่ส่งเสริมกำลังใจ ในการแสวงหา และการปฏิบัติธรรมนี้ ต่อไปอีกวาระหนึ่ง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต