Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑๐ — ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นหลักมูลฐาน เพื่อทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.887 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑๐ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นหลักมูลฐาน เพื่อทำความเข้าใจอันดี ระหว่างศาสนา. [ ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อน ๆ ถึงหน้า ๓๔๕. ] ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ทบทวนความจำแต่หนหลัง ถึงสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ให้กลับมาแจ่มแจ้งในใจพอสมควรเสียก่อน; แล้วก็จะเห็นได้ ๓๓๓

น.888 ต่อไปว่า สิ่งนี้จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นหลักมูลฐานอันมั่นคง เพื่อจะทำความเข้าใจ อันดีต่อกันและกัน ในระหว่างศาสนา ทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกนี้ในเวลานี้. โดยใจความย่อ ๆ ที่สุด ไกวัลยธรรมก็คือสิ่ง ซึ่งมีอยู่เพียงสิ่งเดียว หรืออย่างเดียว ตลอดไปในที่ทุกหนทุกแห่ง และทุกเวลา คือทุกเวลาและทุก สถานที่นั่นเอง; มีอยู่แต่สิ่งสิ่งเดียว สิ่งหนึ่งเท่านั้น, สิ่งนั้นเรียกว่าไกวัลยธรรม มีรายละเอียดที่ได้บรรยายมาแล้วถึง ๙ ครั้ง. ครั้งที่ ๑ แสดงโดยปริยายต่าง ๆ เพื่อจะให้เห็นว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ก่อนสิ่งทั้งปวง ขอให้ฟื้นความจำแต่หนหลัง ที่ได้อธิบายถึงคำว่า "มีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง’ มันเป็นสิ่งสิ่งเดียว มีอยู่ในที่ทั่วไป ตลอดเวลาทั้งปวง คือก่อนสิ่งทั้งปวง จะมีขึ้นมา เป็นความมีอยู่อย่างประหลาด คือมีอยู่อย่างไม่เหมือนสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีอยู่อย่างลม ๆ แล้ง ๆ คือเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ; นี้มันลม ๆ แล้ง ๆ. แต่ถ้าสำหรับสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม แล้ว มันไม่ได้มีการเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ หรือดับไป ; มันมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีก็จะเข้าใจผิดได้ เห็นเป็นความไม่มีอะไรไปเสีย. ที่ว่า ความมิได้มีอยู่ มิได้ตั้งอยู่ เหมือนสิ่งทั้งปวงนั้นแหละ มัน ไม่ได้ หมายความว่า ไม่มีอะไร ; มันมีอยู่อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งไม่ควรจะเรียกว่า มีอยู่ด้วยซ้ำไป ; แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็ยังต้องเรียกว่า "มีอยู่" ก่อนสิ่ง ทั้งปวง. ความ "มีอยู่" นั้น เป็นความ "มีอยู่" แท้จริง มิใช่มีอยู่อย่าง สิ่งทั้งปวง ซึ่ง "มีอยู่" อย่างลม ๆ แล้ง ๆ นี้ความหมายหนึ่ง.

น.889 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๓๕ ในการบรรยายครั้งที่ ๒ ก็ แสดงให้เห็นว่า ไกวัลยธรรมนั้น ควรแก่นาม ว่าธรรมอย่างยิ่ง. คำว่า " ธรรม ” แปลว่า สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยตัวมันเอง. สิ่งใดบ้างที่ทรงตัวอยู่ได้โดยตัวมันเอง คือไม่อาศัยเหตุปัจจัยอื่นมาช่วยเหลือ ? ท่านต้องคิดดูให้ดี มีอยู่สิ่งเดียว แต่สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม เท่านั้น ที่จะมีอยู่ได้โดยตัวมันเอง ในตัวมันเอง โดยที่ไม่ต้องมีเหตุปัจจัยอะไร. ธรรม นอกนั้นก็ต้องมีเหตุมีปัจจัย ; แล้วก็ต้องหมุนเวียนอยู่เรื่อย อยู่นิ่งไม่ได้ ; ถ้า อยู่นิ่งก็จะสลายไป ทำลายไป. ฉะนั้น ต้องมีการหมุนเวียนอยู่เรื่อย แต่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, คือ ให้มีอะไรปรุงแต่งไว้เรื่อย มันจึงจะอยู่ได้. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า ความที่มัน ไหลเวียนอยู่เรื่อยนั้นแหละ เป็นตัวธรรม ของธรรมประเภทนี้. นี้จะเรียกว่ามันอยู่ตลอดเวลาก็ได้เหมือนกัน ; แต่มันอยู่อย่างที่ เรียกว่าเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับ ไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป; ก็เลยเอาความที่มัน อยู่ได้ เพราะการไหลเวียนนั้นว่า เป็นการทรงตัวอยู่ได้ในตัวมันเอง คือการไหล เวียน หมุนเวียน เหมือนกับเอาอะไรมาปั่นให้หมุนจี๋ แล้วทรงตัวอยู่ได้ไม่ล้มไป อย่างลูกข่างนี้เป็นต้น. มันก็ต้องอยู่ได้ ทรงตัวอยู่ได้ แต่ต้อง ด้วยความไม่แน่ นอน คือ ไม่เที่ยง หรือ เปลี่ยนเรื่อย. ทีนี้อีกสิ่ง สิ่งหนึ่งนั้นมันตรงกันข้าม เอาความหมายว่ามันตรงกันข้าม, ไม่ต้องหมุน ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องอะไรหมด ก็มีอยู่ ได้อย่างเที่ยงแท้แน่นอนกว่า ; เพราะฉะนั้นหน้าตาของมัน ต้องไม่เหมือนกัน อย่างหนึ่งเป็นหน้าตาที่ไม่มี

น.890 หน้าตา คือจะไม่แสดงอะไรให้เป็นรูปเป็นนามอะไรได้; แต่มันก็มีอยู่. ฉะนั้น หน้าตาของมัน จึงยากที่คนทั่วไปจะรู้จะเห็น จะมองเห็นว่า มันมีอยู่อย่างไร. เรื่องอย่างนี้ พวกเซ็นก็มีพูด. เขาพูดว่า "หน้าตาดั้งเดิม" ใครเคย เห็นหน้าตาดั้งเดิมของตัวบ้าง ? เมื่อก่อนแต่มาเป็นอย่างนี้นั้น มันมีหน้าตา อย่างไร ? ก็พูดเป็นปริศนา คือต้องขบคิด. ใครเห็นหน้าตาดั้งเดิม คนนั้น ก็เห็นธรรมะหมด กระทั่งนิพพาน. เอาละ, เป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรม ถ้าเป็น ธรรมแท้ ทรงตัวอยู่ได้เอง ก็ต้อง เป็นประเภทไกวัลยธรรม หรือ อสังขตธรรม เท่านั้น ; นอกนั้นเป็นธรรม ที่ทรงตัวอยู่ด้วยความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นตัวมันเอง เป็นตัวหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง จึงมีหน้าตา ที่เปลี่ยนไปเรื่อย; ดังนั้นจึงไม่ใช่ ไกวัลยธรรมที่แท้จริง, เป็นแต่เพียงเงา หรือ เปลือก หรืออะไร ที่มันพลอยหมุนติด ๆ กันไปรอบ ๆ ไกวัลยธรรม. ใช้คำว่า รอบ ๆ ก็ไม่ค่อยจะถูก ; คือมันออกมาทุกแห่งทุกหน ทั้งข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา, ไกวัลยธรรมตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรแก่นามว่าธรรม คือสิ่งที่ทรงตัว อยู่ได้เองนี้ เป็นอย่างยิ่ง. ในครั้งที่ ๓ พูดถึงไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นกฎ คือ กฎที่เรียกว่า สามัญญ- ลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. มัน มีกฎอันหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดมี สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา. ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั้น มัน เป็นกิริยาอาการ. ตัวกฎนั้นมันอีกอันหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่ สำหรับทำให้สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้, คือมีกิริยาอาการเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์

น.891 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๓๗ เป็นอนัตตา. ฉะนั้น เป็นสิ่งเดียว เป็นอันเดียว ตัวเดียว ในที่ทุกแห่ง ในที่ ทุกเวลา เรียกว่ากฎ. จำคำว่ากฎกันไว้ให้ดี ๆ คำนี้จะต้องพูดกันอีกมากต่อไปข้างหน้า มันมี อะไรมากกว่าที่รู้กันอยู่แล้ว. ที่รู้กันอยู่แล้วว่ากฎโรงเรียน กฎบ้านเมือง กฎหมาย นี้มันเป็นกฎอย่างของเด็กเล่น ไม่ใช่กฎอย่างของไกวัลยธรรม ; แม้ที่สุดแต่กฎ วิทยาศาสตร์ ที่เขากำลังพูด ๆ พบ ๆ กันอยู่นี้ ก็ยังค่อนข้างจะเป็นเด็กเล่น, คือ ไม่เด็ดขาด ไม่ตายตัว เหมือนกฎที่เป็นตัวไกวัลยธรรม ไกวัลยธรรมในฐานะ ที่เป็นกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ในครั้งที่ ๔ ถัดมา ก็พูดถึงไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นกฎของอิทัป- ปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท. นี้เราก็ได้อธิบายกันยืดยาว’ เต็มการบรรยาย ๑ ครั้ง ให้รู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ว่าเมื่อสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น, เมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็ไม่เกิดขึ้นคือดับไป. นี้มันเป็นตัวกิริยา อาการ ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ; แต่แล้วมันมีกฎอยู่อีกอันหนึ่ง ซึ่งทำให้มัน ต้องมีอาการอันนี้. นั่นแหละเรียกว่า กฎของอิทัปปัจจยตา มีลักษณะเป็น ไกวัลยธรรม คือมีอย่างเดียว ครั้งเดียว เพียงอันเดียว ในที่ทั่วไป ในที่ทุกหน ทุกแห่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่ามันมีอยู่ได้อย่างไร, เกิดมาเมื่อไร. แต่มัน มีอยู่ตลอดไปอย่างนี้. นี่ ความเป็นไกวัลยธรรม หรือจะเรียกให้สั้นคือว่า ไกวัลยตา, ความ ที่มันเป็นไกวัลยธรรม มันมีอยู่อย่างนี้; นี้ก็คือกฎด้วยเหมือนกัน แต่ กฎที่ บังคับให้เป็นไปตามเหตุและผล เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา ก็ได้, กฎปฏิจจ-

น.892 สมุปบาท ก็ได้. ถ้าเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้มันแคบอยู่แต่ในวงของเรื่องสิ่งที่มี ชีวิต มีจิตใจ, รู้สึกเป็นทุกข์เป็นสุขได้. ถ้าเราเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ความหมาย ก็อย่างเดียวกันแหละ แต่มัน ขยายกว้างออกไป ถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก ก็ยังได้. ครั้งที่ ๕ ไกวัลยธรรมในฐานะ เป็นกฎจตุราริยสัจจ์. นี้แกล้งเอามา แสดงให้เห็นด้วยพร้อม ๆ กันไปว่า ในฐานะที่มันเป็นกฎที่สำคัญ ที่จำเป็น ที่จะต้อง รู้และต้องปฏิบัติตาม. ถ้าไม่ปฏิบัติตาม มันก็จะต้องพบกันเข้ากับความทุกข์, ทีนี้ กฎจตุราริยสัจจ์นี้ สำหรับสิ่งที่มีชีวิต รู้สึกคิดนึกได้ รู้สึกสุข ทุกข์ได้ ; เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ อย่างนั้นเอง คือตรัสว่า เราหรือ พระอรหันต์ทั้งหลาย บัญญัติเรื่องอริยสัจจ์ สำหรับสัตว์ที่มีความรู้สึกอยู่ คือ เวทิยมานสฺส-สัตว์ที่กำลังมีความรู้สึกอยู่. กฎนี้ก็สำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ ; แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นกฎ ชนิดที่เป็นไกวัลยธรรม ; หมายความว่า ไม่ว่าครั้งไหน ที่ไหน เมื่อไร ยุคไหน สมัยไหนก็ตามใจ จะต้องมีกฎอย่างนี้. และกฎเดียวนี้เท่านั้น ที่เกี่ยวกับทุกข์ หรือว่าจะไม่มีทุกข์ ; แต่ให้รู้ว่ามันเป็นกฎที่แคบเข้ามา มุ่งหมายเฉพาะสิ่งที่มี ความรู้สึกคิดนึกได้ แล้วก็รู้จักสุข รู้จักทุกข์ มีสติปัญญาที่จะใช้กฎนี้ให้เป็น ประโยชน์. ในครั้งที่ ๖ ไกวัลยธรรมในฐานะที่เป็นสักว่าธาตุ, ธา-ตุ ในภาษาบาลี ออกเสียงเป็นไทยว่าธาตุ. คำว่า ธาตุ นี้ก็แปลว่า สิ่งที่ทรงตัวมันเองอยู่ตาม

น.893 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๓๙ ธรรมชาติ, ทรงตัวเองอยู่ตามธรรมชาติ. ฉะนั้นไม่ควรจะไปถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวกู เป็นของกู ; แม้แต่ส่วนน้อยส่วนหนึ่ง เป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ มีอยู่ ทรงตัวอยู่ ตามธรรมชาติ. คำนี้มี ความหมายอย่างเดียวกับคำว่าธรรม ซึ่งแปลว่าทรงตัวอยู่ เหมือนกัน แต่คำว่า ธาตุ นี้ต้องการจะให้ ละเอียดลงไป จนถึงชิ้นสุดท้ายที่ จะแบ่งแยกได้ ให้มันทรงตัวอยู่ ; ฉะนั้นจึงไปถึงสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้อีกต่อไป : ธาตุนั้นธาตุนี้, หรือไม่ควรจะแบ่งอีกต่อไป ที่เรียกว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ เป็นต้น, กระทั่งถึงเป็นอสังขตธาตุ และสังขตธาตุ, ให้รู้ว่าเป็นสักว่าธาตุ ; อย่าได้มีวี่แวว หรือมีความหมายของคำว่า ตัวตน สัตว์ บุคคล เหมือนที่เรารู้สึกอยู่ ด้วยความไม่รู้ของเรา ว่ามันเป็นตัวกู เป็นของกู ; มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะเป็นตัวกูเป็นของกู; ให้เห็นเป็นสักว่าธาตุ แล้วก็จะไม่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น. แล้วสิ่งที่เรียกว่า ธาตุนั้นที่แท้จริง แท้ แล้ว ก็เป็นพวกอสังขตธาตุ ; เป็นตัวไกวัลยธรรมแท้, เป็นสิ่งที่ไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุง. ทีนี้มันมีเหมือนกับว่า ปฏิกิริยา หรือเงา หรืออะไร ของอสังขตะ เหล่านี้ ก็ออกมา เป็นสังขตธาตุ : มีเหตุมีปัจจัยปรุง เป็นธาตุหลอก ๆ. เช่นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนกับพวกที่ไหลเวียน เป็นสังขตะทั่วๆ ไป. นี้ก็เรียกว่า ธาตุสังขตะ มีเหตุ มีปัจจัยปรุง ไม่แน่นอนยังเปลี่ยนได้ แม้ว่าจะเพ่งเล็งไปให้ถึงคุณสมบัติอันลึกถึง

น.894 ที่สุดของมัน เช่น ธาตุดิน ของแข็ง ธาตุน้ำ ของเหลวนี้ มันก็ยังอยู่ในวิสัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นแหละ ; มันแข็งมาก แข็งน้อยเหลวมาก เหลวน้อย. ทีนี้สิ่งใดจะ ควรแก่คำว่าธาตุที่สุด สิ่งนั้นก็ต้องเป็นตัวไกวัลยธรรม คือธาตุที่ไม่เปลี่ยนแปลง ; แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็อย่าให้เข้าใจว่า แม้ไกวัลยธรรมจะเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็อย่าได้ถือไกวัลยธรรมนั้น ว่าเป็นตัวตน. ตัวนี้ที่แบ่งออกมาเป็นส่วนย่อย ๆ หรือว่าที่รวมกันเป็นตัวใหญ่ เป็นมหาอัตตา เป็น ปรมอัตตา ซึ่งพวกอื่นเขาถือกันว่าเป็นอัตตา ; แต่พุทธศาสนาไม่ถือ อย่างนี้เป็นต้น. ให้เห็นว่า เป็นธาตุอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นไกวัลยธรรม คือสิ่ง เดียวนั้นตลอดเวลา และพื้นที่ทั้งปวง. ครั้งที่ ๑ ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ, ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนี้ รวมอยู่ในสิ่งที่เป็นไกวัลยธรรม : เพราะในสิ่งที่เป็นไกวัลยธรรมหรือตัวไกวัลยธรรมนั้นก็ได้ เพราะมันมีสิ่งเดียว, ในสิ่งนั้นต้องมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ เจืออยู่แล้วเสมอไป; ไม่อย่างนั้นจะออกมาเป็นความเป็นพุทธะ คือรู้อะไรได้นี้ ไม่ได้. นี้ถ้ามันวิวัฒนาการออกมา มันกลายเป็นธรรมชาติที่มีความรู้สึกคิดนึก มีชีวิตจิตใจ; เมื่อสมบูรณ์เต็มที่ ก็อย่างคนเรานี้ : มีความรู้สึกคิดนึกจนกระทั่งปัญญาสูงสุดถึงที่สุด เป็นพุทธะเต็มที่. ในไกวัลยธรรมนั้น จะต้องมีเชื้อชนิดนี้อยู่พร้อมเสร็จ, คือจะพูดกลับกันอีกทีหนึ่งว่า ความเป็นพุทธะนี้ จะต้องตั้งอยู่ในฐานะเป็นไกวัลยธรรม จะเรียกว่าคุณสมบัติของไกวัลยธรรก็ได้; แต่มันไม่ถูก มันไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร, เพ่งเอาความแต่เพียงว่า ธรรมชาติอันนี้

น.895 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ. ๓๔๑ จะต้องเป็นสิ่งสิ่งเดียว และมีอยู่ตลอดเวลา และในที่ทั้งปวง แล้วก็กระจายออกมาในสิ่งทุกสิ่ง. ในธาตุอะไรก็ได้ จะต้อง มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะเจืออยู่ด้วยเสมอไป มันได้โอกาสปรุงแต่งกันเมื่อไร ก็เบิกบานออกมาเป็นพุทธะ. ทีนี้ ครั้งที่ ๘ ก็พูดถึงไกวัลยธรรมในฐานะเป็นกฎ หรือเป็นอำนาจของ วิวัฒนาการของชีวิต คือสิ่งที่จะเรียกว่าชีวิตอันแท้จริง หรือตั้งอยู่จริงๆ ควรจะเป็นไกวัลยธรรม ; นอกนั้นเป็นชีวิตหลอก, อย่างชีวิตคนนี้เป็นชีวิตหลอก ๆ. เดี๋ยวมันก็ไม่มีแล้ว สิ่งที่จะตั้งอยู่จริงไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ก็มีอยู่แต่สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม ; เลยถือเอาว่า ในไกวัลยธรรมนั้นมีธาตุแห่งชีวิต หรือ ความเป็นธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตเจืออยู่. ถ้ามันเจริญเบิกบานงอกงามออกไป มันจะปรากฏเป็นชีวิตสมบูรณ์แบบอย่างนี้ขึ้นมา, แต่แล้วก็ไม่ได้อยู่นาน มันจึงเหมือนกับประกายอันหนึ่งของไฟอันแท้จริง ที่ซ่อนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ประกายไฟดวงหนึ่งออกมาแวบหนึ่ง เดี๋ยวก็ดับไปนี้. นี่ก็เรียกว่าชีวิตอย่างที่เราเรียก ๆ กันนี้ ชีวิตจริง ๆ ที่เป็นอมตะ ไม่รู้จักตายจริง ๆ นั้นอยู่ที่ไหน. ฉะนั้น ถ้า เห็นแล้วจะเห็นพร้อมกันหมด สำหรับความหมายทุกแง่ของไกวัลยธรรม เช่น ความทรงอยู่ได้ตลอดกาล ความเป็นชีวิต ความเป็นพุทธะหรือความทรงตัวอยู่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น ต้องทบทวนความจำ เกี่ยวกับลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมอย่างนี้ก่อน แล้วจึงเอาข้อมูลเหล่านี้มาสำหรับพูดจากันในการต่อรองกัน เพื่อจะทำความเข้าใจอันดีแก่กันและกันระหว่างศาสนา.

น.896 [ปรารภประโยชน์ในความเข้าใจกันในระหว่างศาสนา] เอาละ, ทีนี้ขอเตือนไว้เสมอว่า ที่เราเอาเรื่องนี้มาพูดนี้ เราพูดกัน ในฐานะที่มันจำเป็นแก่มนุษย์; ดังนั้นจึง ไม่ใช่พูดในลักษณะของปรัชญา. ถ้าพูดอย่างปรัชญา มันก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ, มันเป็นเรื่องเพื่อปรัชญา. ถ้าพูด เป็นปรัชญา นี้มันก็น่าหัวแหละ : ความจริงเพื่อประโยชน์แก่ความจริง, สัจจะ เพื่อประโยชน์แก่สัจจะ, ไม่ใช่เพื่อมนุษย์เลย, หรือปรัชญาก็เพื่อประโยชน์แก่ ปรัชญา. เราจะไม่พูดไกวัลยธรรมในแง่ของปรัชญา หรือปรัชญาอย่างเดียว จะพูดในแง่ของศาสนา ; ซึ่งจะเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์, ความจริงเพื่อมนุษย์ ; ไม่ใช่ความจริงเพื่อความจริง. ฉะนั้นเราจึงพูดไกวัลยธรรม ในฐานะที่จะเป็นหลักมูลฐาน สำหรับต่อรองพูดจาซึ่งกันและกัน, เพื่อปรับความ เข้าใจซึ่งกันและกันในระหว่างศาสนา. นี้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์, และกำลัง จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์สมัยนี้. ขอให้ถือว่านี้คือ ปัญหาเฉพาะหน้าของโลกสมัยนี้ คือความที่ ศาสนาแต่ละศาสนา พูดกันไม่รู้เรื่อง , เป็นความแตกแยก วิวาท ทะเลาะกัน ระหว่างศาสนา. ศาสนากำลังทะเลาะกันเองอยู่ตลอดเวลา; แล้วเดี๋ยวนี้ก็ รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง, แล้วศาสนาไม่เป็นอิสระ ศาสนามาเป็นเครื่องมือของการเมือง ศาสนาก็กลายเป็นสิ่งที่จะต้องวิวาทกัน มากขึ้น.

น.897 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๔๓ ทีนี้เมื่อมัน หมดความเป็นศาสนา โดยแท้จริงไปแล้ว มนุษย์ก็ไม่ สนใจกับศาสนา ดูหมิ่นศาสนา ละทิ้งศาสนา, ก็ฆ่าพระเจ้าเสียให้ตายเลย นี้เราจึงเอา เรื่องที่จะทำความเข้าใจกันได้ ในระหว่างศาสนานี่แหละ มา พูดกันโดยเอาสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรมเป็นมูลฐาน. ความเจริญอย่างสมัยใหม่ ทำให้เกิดการ ตีความที่เกี่ยวกับศาสนา หรือ เกี่ยวกับศีลธรรมนั้น เฉออกไป, เฉออกไป, เฉออกไป, ไกลไปทุกที, ไม่ไปตามหลักเกณฑ์ของศีลธรรม และของศาสนามากขึ้นทุกที. อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อ ๒-๓ วันมานี้ ซึ่งเชื่อว่าหลายคน ก็อ่าน ว่าที่ประเทศหนึ่ง จะออกชื่อดีไม่ดี จะผิดมารยาทหรือไม่ก็ไม่ทราบ; ไม่ออกชื่อก็ได้ ว่าประเทศที่ใหญ่โต ที่เจริญด้วยการศึกษานี้ ศาลสูงสุดเขา ตีความพิพากษาชี้ขาดว่า การมีระบำเปลื้องผ้านั้น ไม่ทำลายศีลธรรมอันดีของ ประชาชน; มีเหตุผลว่า ทุกคนมีเสรีภาพ. คนที่มันจะเปลื้องผ้าหากิน เขา ก็มีเสรีภาพ; แล้วคนที่ไปเสียสตางค์แพง ๆ เข้าไปดูนั้น เขาก็รู้อยู่แล้วว่า ในนั้น มันมีอะไร เขาเสียสตางค์ให้สิ่งสิ่งนั้น; นั้นมันคืออะไร เขาก็รู้อยู่แก่ใจ ฉะนั้น ไม่มีใครเสียหาย ก็ให้ยกฟ้องไป ให้ถือว่า ไม่กระทบกระเทือนศีลธรรม อันดีของประชาชน หมายความว่าตำรวจหรืออัยการเป็นฝ่ายแพ้ไป. นี่การตีความอย่างนี้ มันจะผิดถูกของเขา ก็ตามใจเขา; แต่ว่า ถ้า ทางศาสนา แล้วก็จะถือว่า เป็นการตีความที่เฉออกนอกแนวของศีลธรรม หรือของศาสนาที่เคย มีมา แต่ก่อน; แล้วเราถือว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เจริญละก็เป็น อันว่า คนเราจะต้องมีจิตใจชนิดที่เป็นข้าศึกแก่ธรรมะ แก่ศาสนา แก่พระเจ้า.

น.898 ฉะนั้น ไม่เท่าไรคนก็จะทำอะไรมากไปกว่านั้น ทำไปในที่ที่จุ้นจ้านมากขึ้นมากขึ้น แล้วก็ไม่มีใครผิด. เพียงแต่ว่าจะไปบังตอไม้สักตอหนึ่ง ก็ทำอะไรกันได้ ; อย่างนี้ เป็นต้น. นี่ระวังให้ดีว่า การที่โลกในสมัยปัจจุบันนี้ ละเลยสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา หรือ ศีลธรรม ก็ตาม ยิ่งขึ้นทุกที ; ก็เพราะว่าศีลธรรมหรือศาสนานี้ ไม่พิสูจน์ความจริง หรือเหตุผลอะไรบางอย่างให้เป็นที่พอใจแก่เขา ใน ปัจจุบันนี้. เขาก็มองไปในแง่อื่น ในทางอื่น มากขึ้นทุกที : นี่แล้วโลกนี้ จะเป็นอย่างไร. นี่เรียกว่า โลกนี้กำลังลืมเรื่องทางศาสนายิ่งขึ้น หรือ เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ นั้น ถูกละเลยยิ่งขึ้น ; ไปมุ่งหมายเหตุผลแต่เรื่องทางวัตถุ, เอา ความรู้สึกที่เกี่ยวกับวัตถุเป็นหลัก ; มันก็ลามขึ้นมาถึงผู้บัญญัติ ศีลธรรม ถึง ผู้พิพากษา ตีความของศีลธรรมหรือกฎหมายอะไรต่าง ๆ นี่ เพราะว่า ไม่รู้จัก สิ่งสำคัญที่สุด ที่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ถ้าถือเอาไกวัลยธรรมเป็นหลัก ก็ต้องหมายความว่า เมื่อทำอย่างนี้ ผลจะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้, เมื่อทำอย่างนี้ ผลก็จะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ ตามหลัก ของอิทัปปัจจยตา. ทีนี้เมื่อทำกันอย่างนั้น, อย่างที่ว่านั้น บูชาสิ่งเหล่านั้นแล้ว ผลมันก็ ต้องเกิดขึ้น เป็นความไม่มีศีลธรรม ในจิตใจของมนุษย์ยิ่งขึ้น ๆ : มีข้อ แก้ตัวเสมอ ; แล้วโลกนี้ก็จะมีอันธพาลมากขึ้น คือผู้ที่ไม่มีศีลธรรม แล้วมีจิตใจ

น.899 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๔๕ ต่ำทรามลงจะมีมากขึ้น, แล้วเขาก็จะถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเขาตามลำพัง เขา ก็เบียดเบียนคนอื่น อย่างที่เรากำลังลำบากอยู่ ด้วยบุคคลประเภทที่เรียกกันว่า อันธพาลนั้นเอง. นี่แหละคือ โทษของการที่ไม่รู้จักสิ่งสูงสุดที่สุด คือ ไกวัลยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด จนไม่รู้จะใช้คำว่าสูงสุดอย่างไร แล้วก็ไม่เคย เปลี่ยนแปลงด้วย ตั้งอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นพระเจ้า อย่างที่เคยอธิบายมาแล้ว . . . . . . . . [เริ่มคำบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.] ทีนี้ในวันนี้ อาตมาก็ได้บอกแล้วว่า จะพูดกันถึง ไกวัลยธรรม ใน ฐานะเป็นหลักมูลฐาน สำหรับต่อรองพูดจากัน เพื่อทำความเข้าใจอันดีกัน ในระหว่างศาสนาทั้งปวง โดยใช้ไกวัลยธรรมนี่แหละเป็นหลักมูลฐาน. แต่ถึง อย่างนั้นก็ดี ความเป็นหลักมูลฐานนั้น มันยังแยกได้เป็นหลาย ๆ ฝ่าย หรือ หลาย ๆ หัวข้อ. ในวันนี้จะพูดกันแต่สักหัวข้อหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุ หลักมูลฐานสำหรับทำการต่อรองกันระหว่างศาสนา ข้อที่หนึ่ง เรียกว่า ปฐมเหตุ ปฐม ก็แปลว่า ทีแรก หรือ อันแรก, เหตุก็คือเหตุ. เมื่อพูดถึงปฐมเหตุ ทุกคนก็พอจะเดาความหมายได้ว่าอะไร เป็นต้นเหตุที่แรกของสิ่งทั้งปวง. แต่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันยังมีความยุ่งยากลำบาก เราจะพูดว่าไกวัลยธรรมเป็น ปฐมเหตุ ก็ถูก แต่ไม่หมด ; คำว่าเหตุมันยังมีความหมายที่กำกวมหรือจำกัด. เดี๋ยวก็จะว่ากันต่อไป ว่าควรจะว่าอะไรดี จะเรียกอย่างไรดี.

น.900 ในที่นี้จะขอบอกให้ทราบเสียก่อน ว่า ทำไมจึงยกเอาคำคำนี้ คือคำว่า ปฐมเหตุ ขึ้นมาพูดกันก่อน ? เพราะ ในศาสนาทุกศาสนา ก็ว่าได้ ถือกันว่ามีสิ่ง ที่ เรียกว่า ปฐมเหตุ คืออันแรก. แต่บางศาสนาระบุตรงเลยว่า ปฐมเหตุก็คือสิ่ง นั้น ๆ ปฐมเหตุของสากลจักรวาลน่ะ มันคือสิ่งนั้น ๆ. ในพุทธศาสนา ก็ไม่ได้ ระบุตรงอย่างนั้น ; แต่คำกล่าวทั้งหลาย มันก็แสดงให้เห็นได้ว่า ยอมรับว่ามี ปฐมเหตุด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า พวกที่ถือว่ามีปฐมเหตุ ที่เป็นอัน แรก หรือเป็นพระเจ้าสร้างสิ่งทั้งปวงเป็นปฐมเหตุ อย่างนี้แล้ว เขาก็ถือเอาว่า สิ่งนั้นเป็นอัตตา - เป็นตัวตน เป็นบรมอัตตา - ตัวใหญ่อย่างยิ่ง ที่ออกมาของ อัตตาทั้งหลาย หรือว่าสิ่งนั้นสร้างอัตตาทั้งหลายออกมา. พุทธศาสนา ไม่ยอมรับอย่างนั้น แต่ก็ มิได้ปฏิเสธว่า สิ่งที่มันมีอยู่ ทีแรก ก่อนสิ่งใด ๆ แล้วสิ่งใด ๆ ต้องออกมาจากสิ่งนั้น, หรืออาศัยสิ่งนั้น, หรือ คลอดออกมาจากสิ่งนั้น ; อย่างนี้มันก็มีอยู่, แล้วสิ่งนั้นก็ ควรจะเรียกว่าปฐม- ธรรม มากกว่า คือให้มันได้ทั้งเหตุทั้งผล, หรือว่าไม่เป็นเหตุหรือไม่เป็นผล. แต่ในภาษาทั่วไปมักจะเรียกว่าปฐมเหตุเสียแล้ว ก็ต้องเลยเรียกว่าปฐมเหตุกัน ไปก่อน. แต่ที่ถูกควรจะเรียกว่าปฐมธรรม, คือธรรมอันแรกหรือสิ่งอันแรก ซึ่งจะไม่เรียกว่าเหตุว่าผล. พิจารณาคำว่า "ปฐมเหตุ" กับปฐมธรรม. เอาละ ทีนี้ที่จะให้มีประโยชน์มาก ก็จะต้อง วินิจฉัยกันถึงคำว่า ปฐมเหตุ กันเสียก่อน เพื่อจะได้คำจำกัดความของคำว่า "ปฐมเหตุ" ที่ถูกต้อง กันเสียก่อน.

น.901 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๔๗ คำว่า เหตุ นี่แหละ เป็นคำที่จะทำให้ยุ่ง เพราะมันหมายความได้ หลายอย่าง : เป็นเหตุโดยตรง ก็มี, มัน เป็นเหตุแต่สักว่ามันเป็นที่อาศัย เป็นแดนให้ ไหลออกมาจากสิ่งนั้นก็มี, กระทั่งว่ามันเป็นแดนอันหนึ่ง เป็นอนันตะ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นที่ออกมาแห่งเหตุทั้งหลายก็มี, แล้วเหตุทั้งหลายจึงค่อย ออกผลทั้งหลายอีกทีหนึ่ง อย่างนี้ก็มี, มันเรียกว่าเหตุได้ทั้งนั้น. แต่ที่จริง สิ่งนี้จะเรียกว่า ปฐมเหตุ ไม่ถูกตามตัวหนังสือ ; ถ้าถือ เอาตามตัวหนังสือก็ผิด มัน ควรจะเรียกว่าปฐมธรรม, หรือ สิ่งที่เป็นปฐม ; จะเป็นเหตุหรือจะเป็นอะไร ประเดี๋ยวก็ลองฟังดูก็แล้วกัน. เหมือนอย่างว่า ปั้นหม้อขึ้นมาอย่างนี้ ดินสำหรับปั้นหม้อ, นั้นเป็น เหตุ, หรือว่ามือของช่างปั้นหม้อ หรือว่าจานหมุนสำหรับทำการปั้นหม้อ, หรือ ว่าความอยากจะได้เงินของนายช่างปั้นหม้อ, หรือว่าความต้องการของตลาดที่ มันจะซื้อหม้อนี่. อันไหนเป็นเหตุที่ให้เกิดหม้อขึ้นมาในโลก ? หม้อมันเกิดขึ้นมาในโลกแล้วเดี๋ยวนี้, แล้วอันไหนเป็นเหตุให้เกิดหม้อ ขึ้นมาในโลกนี้ ? จะว่าดินเหนียว, หรือว่าอุปกรณ์การเผาดินเหนียว, หรือว่า เครื่องปั้น, หรือว่ามือที่มันปั้น, หรือว่าตัวนายช่างที่มีจิตใจอยากได้เงิน, หรือว่า ความต้องการใช้หม้อของประชาชน. อันไหนเป็นเหตุ? นี่แหละ ความกำกวม ของคำว่าเหตุมันมีอยู่ อย่างนี้ ; ดังนั้นมันจึงแบ่งออกเป็นเหตุโดยตรง เหตุ โดยอ้อม, เหตุชั้น ๑ เหตุชั้น ๒ เหตุชั้น ๓ อะไรไป.

น.902 ถ้าจะมองถึงแผ่นดิน บางทีมันจะเป็นเพียงที่ไหลออกมาแห่งหม้อก็ได้ ไม่ใช่ตัวเหตุ ตัวเหตุจริง ๆ จะมาอยู่ที่ความต้องการของคนซื้อนั้น. มันเป็นเหตุให้นายช่างมันต้องปั้นขึ้นมา, แล้วมันก็ต้องหาเครื่องมือเครื่องปั้น หาดินมาปั้น, แล้วหม้อมันก็เกิดขึ้นมาในโลก นี้เป็นต้น. ฉะนั้น จะเอาเหตุที่ไหน ? ถ้าเอาเหตุที่บางสิ่งมันอาจจะจำกัด; เอาที่บางสิ่งจะไม่มีที่สิ้นสุด คือจะไม่จำกัดก็ได้. นี่จะต้องศึกษากันในข้อนี้ดูบ้าง; แต่ว่าขอยอมรับว่า ถ้าศึกษากันในรูปนี้ มันเป็นเรื่องปรัชญาไป ไม่จำเป็นก็อย่าไปยุ่งกับมันดีกว่า; ถ้าอยากยุ่งก็ได้ มันก็สนุกดี. เหมือนอย่างว่าดวงอาทิตย์นี้ เป็นต้นเหตุหรือเป็นอะไร ที่ให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นมาในสุริยจักรวาลนี้. อย่างที่เราเรียนกันมานี้ ก็พอจะเชื่อถือได้แล้วว่า โลกนี้แบ่งแยกออกมาจากดวงอาทิตย์ ; พอเย็นลงมาก็เป็นโลกนี้. หรือพวกหนึ่งว่าไม่ใช่ ; มาจากหมอกเพลิงเป็นกลุ่ม ๆหมุนเข้มข้นเข้ามา รวมตัว รวมตัวเป็นลูกไฟ, แล้วลุกขึ้นมาเป็นโลก, ตัวโลกนี้; แล้วก็เย็นลงมาเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ก็ได้. เพราะมันอาจจะพูดได้ว่า หมอกเพลิงนั้นมาแต่ไหนเล่า? เพราะมันอยู่ในขอบวงของดวงอาทิตย์นี้; ฉะนั้น หมอกเพลิงนั้น ก่อนที่จะเข้มข้นมาเป็นตัวโลกนี้ มันก็ต้องมาจากดวงอาทิตย์. แล้วดวงอาทิตย์ก็ต้องเป็นแม่ของเขาทั้งหมด, คือเป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวงนี้. ยิ่งเดี๋ยวนี้ ก็ยิ่งพบความจริง ข้อนี้มากขึ้น ว่าแร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันเหมือนกับที่ยังเหลวคว้างอยู่ ที่เป็นดวงอาทิตย์อยู่ ที่เป็นแม่ของเขาทั้งหมด. ฉะนั้น ในระบบสุริยจักรวาล ซึ่งมีดาวฤกษ์หลาย ๆ ดวงนี้ มันก็ มาจากแม่ของมัน คือดวงอาทิตย์.

น.903 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๔๙ ทีนี้จะเรียกว่าดวงอาทิตย์ว่าเป็นเหตุหรืออะไรดี? ดวงอาทิตย์มันก็ไม่ใช่เป็นเหตุ แล้วก็ไม่มีเจตนาอะไร ที่จะคลอดสิ่งเหล่านี้ออกมา. ฉะนั้นเหตุในความหมายที่ถูกต้องนั้น จะไปใช้กับดวงอาทิตย์ ว่าเป็นเหตุให้เกิดอันนี้มาไม่ได้; มันต้องอันอื่น. ฉะนั้น ดวงอาทิตย์มันเลยเป็นเหมือนกับแม่ ที่คลอดสิ่งเหล่านี้ออกมา ในภาษาธรรมะเขาใช้คำว่า เป็นแดน คือเป็นแดนออกมา หรือเป็นแดนคลอดออกมา ; หาใช่เหตุไม่. ทีนี้เหตุมันก็มีอย่างอื่นซิ ถ้าอย่างนั้น ปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้ต้องออกมาทำให้ต้องคลอดออกมา หรือว่าปรุงแต่งต่อไป ปรุงแต่งต่อไป ปรุงแต่งต่อไป กระทั่งเป็นของเย็น, เป็นพวกที่เย็น กระทั่งมีน้ำ มีชีวิต มามีสัตว์ มีคนอย่างที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ; นั่นมันมีเหตุตอนหลัง ๆ นี่ ปรุงแต่งให้มาเป็นอย่างนี้. นี่จะ เอาเหตุไปโยนให้ดวงอาทิตย์ก็คงไม่ถูก; แต่ว่ามันเป็นแดนปฐมเหตุได้; จะเรียกว่าปฐมเหตุมันก็ไม่ถูก เรียกว่าปฐมธรรมทางวัตถุ นี้มันจะ ถูกกว่า. เอาละ, เราเรียกอย่างเขาเรียกกันก็แล้วกันว่า ดวงอาทิตย์นี้เป็นปฐมเหตุทางวัตถุ วัตถุธรรม; แต่ขอบอกว่าไม่ถูก, ถ้าตามตัวหนังสือแล้วไม่ถูก ควรจะเรียกว่าปฐมธรรม หรือ สิ่งที่มีอยู่เป็นปฐม แล้วอันอื่นได้อาศัยคลอดออกมา. ทีนี้ถ้าว่ามันเป็นนามธรรม มันก็ยิ่งละเอียดประณีตกว่านี้ ; เพราะว่าเป็นดวงอาทิตย์นี่ มันเป็นวัตถุธรรมวัตถุธาตุ มันอาจจะหมดก็ได้ คือว่า ในสมัยหนึ่งไม่เคยมีดวงอาทิตย์ก็ได้ แล้วมีดวงอาทิตย์ แล้วคลอดโลกออกมา. นี่ เราจึงจำกัดความเฉพาะแต่ว่าเมื่อมีดวงอาทิตย์แล้ว ตั้งต้นจากนั้นมา ก็เป็นปฐมเหตุ

น.904 คลอดสิ่งเหล่านี้ออกมา, ความหมายของคำว่า ปฐมเหตุ มีอยู่อย่างนี้ทีหนึ่ง ก่อน สำหรับสิ่งที่เป็นวัตถุหรือเป็นรูปธรรม. ทีนี้ สิ่งที่มันไม่มองเห็นตัวก็ยังมี ที่มีลักษณะอย่างนี้. นี่จะเข้าใจ ได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม แล้วจะเข้าใจได้ว่าเป็นอนันตะ, คือไม่รู้จักสิ้น สุดไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุดอย่างไรด้วย ก็ต้องยกตัวอย่างจากวัตถุธรรมไปก่อน ที่ในโรงหนังมี ภาพเขียนอยู่ภาพหนึ่ง เป็นภาพตีระฆัง แล้วเขียนว่า จากอนันตะสู่อนันตะ, คือ จากไม่มีที่สิ้นสุดสู่ไม่มีที่สิ้นสุด. ดูกันในแง่แรกว่า ระฆังมันเป็นแดนออกมาของเสียงระฆัง; จะเรียกตัวระฆังว่าเป็นเหตุของเสียง ได้ไหม ? มันคงไม่ได้อีกแหละ. แต่ว่าตัวระฆังนั้น เป็นที่ออกมาของเสียง, เป็นแดนออกมาของเสียงได้ ; เช่นเดียวกับในกรณีของดวงอาทิตย์ที่เป็นวัตถุ ธรรม เห็นชัดๆ เป็นแดนออกมาของรูปธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ทีนี้ระฆังมันเป็นแดนออกมาแห่งเสียง ตลอดที่ระฆังยังอยู่ มันออกมา ได้ไม่มีที่สิ้นสุด การที่ระฆังให้เสียงออกมาได้ไม่รู้จักหมด ไม่รู้จักสิ้นสุดนี้ เรา เรียกว่า อนันตะ ฝ่ายแม่ คือระฆังจะคลอดเสียงออกมาได้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ทีนี้ เสียงออกมาแล้ว มันก็หายไปในอวกาศ ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เต็ม เหมือนกัน ไม่เชื่อลองไปนั่งตีระฆังดูจนตาย แล้วเสียงมันจะเต็มอากาศไหม ? อากาศจะยังมีเนื้อที่รับเสียงอยู่หรือไม่ ? ก็แปลว่ามันไปสู่ที่อนันตะเหมือนกัน ความเกิดขึ้นแห่งเสียงก็เป็นอนันตะ, ความดับลงไปแห่งเสียงก็เป็นอนันตะ, ความออกมาจากระฆังมันก็เป็นอนันตะ มันหายไปในอวกาศก็เป็นอนันตะ.

น.905 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๕๑ ตัวอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะต้องแยกดูให้เห็นว่า ระฆังนั้นไม่ใช่เหตุ โดยตรง ; ไม่ใช่เหตุโดยตรง แต่เราก็ยังไปเรียก, หรือต้องเรียกมันว่าปฐมเหตุ ซึ่งจะขอเปลี่ยน เป็นปฐมธรรม คือ สิ่งที่เป็นปฐม ที่จะทำให้เสียงระฆังออกมา ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไปสู่ความไม่สิ้นสุด ตามกฎของไกวัลยธรรม อิทัปปัจจยตานี้ก็ไม่รู้จักเต็ม, ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี้ ก็ไม่รู้จัก เต็ม ; เพราะฉะนั้นเสียงระฆังออกมาได้เรื่อย ไม่อาจที่จะเต็มแน่นจนเสียง ออกมาไม่ได้ นี้อย่างหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นปฐมธรรม และก็ไม่มีที่สิ้นสุด ปฐมธรรมเป็นแดนที่ออกมาของสิ่งต่าง ๆ, เป็นอนันตะ. ทีนี้ดูความหมายที่ละเอียดลงไปว่า มันเป็นเหตุหรือเป็นอะไรแน่ ? เราพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ไม่ควรจะเรียกว่าเหตุ ; แต่ว่าเป็นแดน ฉะนั้น สิ่งที่เป็น แดนออกมาของสิ่งต่างๆ อันไม่มีสิ้นสุดนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ เรามันชอบ เรียกกันว่าปฐมเหตุ, ซึ่งที่แท้มันไม่ใช่เหตุ: แต่ก็ต้องเรียกว่าปฐมเหตุ เพราะ คนทั้งโลกเขาเรียกกันอย่างนั้นนี่. ฉะนั้นเมื่อพูดถึง ปฐมเหตุ ก็ให้เข้าใจว่าปฐมธรรม เป็นแดนที่ ออกมา นั่นแหละจะได้ความหมายของคำว่าปฐมเหตุที่ถูกต้อง : ฉะนั้น เหตุ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่ว่า เพราะเหตุนั้น, เพราะเหตุนี้ : นี่มันเป็นเหตุที่ให้เกิด ผลโดยตรงเท่านั้น, เป็นของหลอกลวงอย่างยิ่ง. เดี๋ยวก็เป็นเหตุ แล้วก็กลาย

น.906 เป็นผล, ผลกลับเป็นเหตุอีก, ให้เป็นผลอีก, ผลกลับเป็นเหตุอีก; อย่างนี้ มันหลอกลวงอย่างยิ่ง. นี่แหละเหตุตามธรรมดา ที่รู้จักกันดีอยู่. ทีนี้เหตุชนิดที่เป็นเพียงแดนที่ไหลออกมา เช่นดวงอาทิตย์ เป็นแดน ที่ไหลออกมาแห่งสิ่งต่าง ๆ ในสุริยจักรวาลนี้, หรือว่าระฆังใบเล็ก ๆ ใบเดียว เป็น ที่ไหลออกมาของเสียง ที่ไม่รู้จักที่สิ้นสุด อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นแดนดีกว่า ; เหตุในที่นี้ก็จริงแต่ในฐานะที่เพียงเป็นแดนที่ไหลออกมา. ทีนี้มัน เป็นแดนที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือ เป็นอนันตะ เป็นที่ไหลออกมา ของสิ่งที่เป็นเหตุทั้งหลาย. คำมันก็ชักจะฟังยากเข้าทุกที : ทีแรกก็เป็นเหตุ โดยตรง, แล้วเป็นแดนสำหรับออกมา, อาศัยเหตุอื่น ๆ ทำให้คลอดออกมา, แล้ว ก็เปลี่ยนไปตามเหตุอื่น ๆ อีก. ทีนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นแดนที่ออกมา ของสิ่งทั้งที่เป็นรูปธรรม ที่ เป็นนามธรรม หรือมิใช่รูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม ทั้ง สังขตะ ทั้ง อสังขตะ นี่มัน มีอยู่สิ่งหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน ของสิ่งที่จะเป็นเหตุก็ตาม ที่จะเป็นแดนอะไรก็ตามนี่ มันรวมตัวกันเป็นสิ่ง ๆเดียว คือสิ่งที่เราเรียกในเวลานี้ว่า ไกวัลยธรรมในฐานะ ที่เป็นปฐมเหตุ ซึ่งที่ถูกควรจะเรียกว่าปฐมธรรม คือ สิ่งที่มีอยู่ที่แรกก่อนสิ่ง ทั้งปวง, สำหรับจะแยกตัวออกจากกันเป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรม. นี่จำกัดความของคำว่า ปฐมเหตุ ให้ ได้อย่างนี้ก่อน ว่า สิ่งที่มีอยู่ทีแรก ก่อนสิ่งทั้งปวง สำหรับสิ่งทั้งปวงไหลออกมา รวมทั้งสิ่งที่เป็นเหตุด้วย และสิ่ง ที่เป็นผลด้วย. อะไรก็ตาม มันไหลออกมาจากสิ่งนั้น ซึ่งมีอยู่เป็นไกวัลยตา, คือเป็นสิ่งเดียวทั้งนั้น แล้วทุกที่ ทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง ทุกยุคทุกสมัย

น.907 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๕๓ สิ่งนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ? ถ้ายอมรับว่าอันนี้มีอยู่จริง ทีนี้ก็มาต่อรองกัน ในระหว่างศาสนา ศ าสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม หรือ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู กระทั่ง ศาสนาอื่น ที่เก่า เช่นศาสนาเต๋าของเหลาจื๊อ เป็นต้น ; ชวนกันพูดถึงเรื่องปฐมเหตุ หรือปฐมธรรม อย่าไปพูดถึงเรื่องศาสนา ถึงตัวศาสนา ถึงตัวพระศาสดา อะไรอย่าง นั้นซิ. พูดแต่ในข้อที่ว่า ในศาสนานั้น ๆ ศาสนาใดก็ตาม ยอมรับว่ามี ปฐมเหตุ หรือสิ่งที่เรียกว่าปฐมธรรม มีไหม ? อาตมา เชื่อว่า ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็จะได้พิจารณากันในข้อนี้ เพื่อ เป็น การศึกษาที่ลึกซึ้งต่อไป. แต่ขอเตือนไว้เสมอว่า จะไม่พูดกันในรูปของปรัชญา ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร, จะพูดกันในรูปของศาสนา หรือศีลธรรม เรื่อยไป. . . . . . . . . . . . . . . . . ในพระพุทธศาสนาก็มีปฐมธรรม. ทีนี้เราจะตั้งปัญหาขึ้นว่า ในพุทธศาสนาเรานี้ มีสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ หรือปฐมธรรมไหม เสียก่อน ? เดี๋ยวจะเกิดปฏิเสธไม่มีเสียแล้ว ก็จะไป พูดกันได้อย่างไร ; เพราะเมื่อพูดว่า ไกวัลยธรรม นั้น ไม่พูดว่าศาสนาไหนนะ. คำว่า ไกวัลยธรรมนั้นเป็นของกลาง เป็นของสากล ไม่ใช่ของศาสนาไหน แล้ว ก็มีอยู่ในฐานะเป็นปฐมเหตุของธรรมชาติอย่างนั้น

น.908 แล้วทีนี้ก็พูดต่อไปว่า ในพุทธศาสนานี้มีสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ หรือ ปฐมธรรมไหม ? พอพูดขึ้นมาอย่างนี้ หลายคนที่สะเพร่า หรือว่าคิดลวก ๆ มอง ลวก ๆ และเคยชินในการที่รังเกียจศาสนาอื่น เกลียดชังศาสนาอื่นอยู่แล้ว เช่น เกลียดชังศาสนาคริสต์ ที่เป็นเจ้าของคำว่าปฐมเหตุโดยตรงเป็นต้นแล้ว ก็รีบ ปฏิเสธทีเดียวว่า พุทธศาสนาไม่มีปฐมเหตุ; เพราะว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า อย่างหนึ่ง, หรือว่าพระพุทธศาสนาไม่มีอาตมัน ไม่มีปรมาตมัน นี้อย่างหนึ่ง, เพราะฉะนั้นฉันถือว่า พุทธศาสนาไม่มีปฐมเหตุ. พวกนักศึกษาพวกหนึ่งจะ พูดแย้งขึ้นมาอย่างนี้. มีหลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงปฐมธรรม. ทีนี้อาตมาบอกว่าไม่จริง แม้ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะไม่ได้เคยเอ่ยถึง คำว่าปฐมเหตุ หรือ ปฐมธรรม อะไรก็ตาม; แต่คำพูดทั้งหมดของท่าน ที่ได้ตรัส ไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ นั้น มันส่อให้เห็นว่า ท่านก็ยอมรับ หรือถือว่า มันมีสิ่งหนึ่งอยู่ ซึ่งจะมีอยู่ตลอดกาล โดยเฉพาะสิ่งที่เอามาตรัสเรียก ในสูตรที่เกี่ยวกับอิทัป- ปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละ มีอยู่: มีคำว่า ฐิตา ว สา ธาตุ เป็นต้น. ฐิตา ว สา ธาตุ-ธาตุนั้นมีอยู่แล้วนั่นเทียว, ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นก็ตาม ; ธาตุนั้นมีอยู่แล้วนั่นเทียว. คำนี้มีความหมายว่า มีอยู่แล้วอย่างเป็นอนันตะ; มีอยู่แล้วตั้งแต่ เมื่อไร ไม่มีใครรู้, และมีอยู่แล้วอย่างเป็นอนันตะ, เรียกสั้น ๆ ว่า ธา-ตุ. ฐิตา ว

น.909 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๕๕ สา ธาตุ - ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; ตถาคตจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม, จึงขยายความออกไปเป็น ธมฺมฎจิตตา ธมฺมนิยามตา , คือที่มันมีลักษณะอย่างนั้นๆ. หรือ ที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกก็ว่า ตถตา-ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา-ความไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา - ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น ; อย่างนี้ก็มี. ทีนี้ คำที่พระพุทธเจ้าตรัสมากที่สุด และทุกคนก็รู้จักดี ก็คือคำว่า อสงฺขตา ธาตุ - ธาตุที่เป็นอสังขตะมีอยู่ . คำนี้เป็นอิตถีลิงค์; เพราะฉะนั้น ใช้คำว่า อสงฺขตา ไม่ใช่พหูพจน์ เป็นอย่างเดียว เป็นสิ่งเดียว เป็นเอกพจน์. อสงฺขตา ธาตุ ธาตุที่เป็นอสังขตะนั้นมีอยู่แน่. ทีนี้ก็ไปศึกษาคำอธิบายที่เกี่ยวกับ อสังขตะ มัน ก็มาเป็นเรื่อง ไกวัลยตา คือไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ปรุงแต่ง ; ไม่ได้ตั้งอยู่ด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ ได้มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป. อสังขตะ ทั้งหลายย่อมเป็นอย่างนี้ ก็เลยเรียก ว่า อมตะ คือ ไม่ตาย หรือเรียกว่า สัจจะ คือ จริงแท้ แล้วสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ใน ความหมายที่เป็นแดน รวมอยู่ในอสังขตะนี้ ; เพราะนิพพานอย่างนี้เป็นแดน ที่ดับแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง มีอยู่อย่างเป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง. และ เพราะเหตุที่สิ่งนี้ มนุษย์ รู้จักได้ เข้าถึงได้ จึงเรียกสิ่งนี้ว่า อายตนะ ก็มี : อตฺถิ ภิกฺขเว สทายตนํ. - ภิกษุทั้งหลาย ! อายตนะนั้นมีอยู่ ซึ่ง ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ, ซึ่งไม่ใช่อะไรทุกอย่างหมด ก็มีอยู่. และเมื่อ เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย อย่างนี้แล้ว เป็นอสังขตะ แล้วก็ เป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงสิ่งเดียว ในที่ทุกแห่ง และในกาลเวลาทั้งสิ้น.

น.910 ฉะนั้น โดยข้อความที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เราอาจจะรวบรวม มาได้หมด จะเห็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม หรือ ไกวัลยตา คือ ความเป็นไกวัลยธรรม และ สิ่งนั้นมีอยู่. ทีนี้ที่จะถามว่า มีอยู่ก่อนไหม ? เป็นปฐมไหม ? เอ้า, ทำไมจะต้องถาม อีกเล่า ? เพราะว่าสิ่งอื่น ๆ นอกจากนี้มันเกิดดับ, เกิดดับ, เกิดดับนี่. นี้มัน มีสิ่งนี้ สิ่งเดียวเท่านั้นที่มิได้เกิดดับ ; แล้วทำไมต้องถามว่า มีอยู่ก่อนสิ่งเหล่าโน้น ไหม ? เด็ก ๆ ก็ต้องตอบได้ว่า ถ้ามันมีอย่างนี้จริง สิ่งที่ไม่เกิดดับ ต้องมีอยู่ ก่อนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซิ. ฉะนั้น นิพพานที่เป็นแดน เป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งหลาย มันเป็นสิ่ง ที่ไม่เกิดและดับ มันต้องมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง คือมีอยู่ก่อนสังขตะทั้งหลายซิ ; เพียงแต่ว่าเดี๋ยวนี้มันไม่ปรากฏแก่คนโง่. ถ้าว่าพอเลิกเป็นคนโง่กันเสีย มันก็ จะพบกันเข้ากับสิ่งนี้ ; ก็รู้ว่า อ้าว, มันมีอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครบอกได้ มีอยู่ อย่างไม่ต้องมีการมี ความมี มีอยู่อย่างที่ไม่ต้องมีการมีอยู่. นี่คำพูดของชาวบ้านนี้ มันไปพูดกันยากกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของ ชาวบ้าน "มีอยู่อย่างไม่ต้องมีอยู่" นี้. คำนี้ต้องช่วยจำไว้ด้วย มันจะทำความ ยุ่งยากลำบากที่สุด ถ้าไม่เข้าใจคำนี้ ; แล้วต่อไปก็ต้องพูดถึงคำนี้กันมากขึ้น คือ สิ่งสิ่งหนึ่งมีอยู่โดยไม่ต้องมีความมีอยู่, สิ่งนั้นมีอยู่โดยไม่ต้องมีความมีอยู่ มัน กลายเป็นมีอยู่ที่ยิ่งไปกว่าสิ่งทั้งหลาย ที่มีความมีอยู่.

น.911 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๕๗ ที่นี้ สำหรับ พุทธศาสนา เรา ถ้าจะเข้าใจสิ่งนี้ ซึ่งเป็นไกวัลยธรรม แล้วก็มีอยู่โดยไม่ต้องมีความมีอยู่ ก็ย้อนกลับไปศึกษาคำที่ได้เอามาพูดให้ฟัง หลาย ครั้งหลายหนมาแล้ว; เช่น คำว่า ธา-ตุ หรือ ธมฺมธาตุ หรือ ธมฺมฎจิตตา ธมฺมนิยามตา. นี่ฟังกันแล้ว จดกันไปแล้ว หลายครั้งหลายหนแล้ว ; กระทั่งคำว่า ตถตา อวิตถตา อนญฺญถตา, จนกระทั่งคำที่จะรู้จักกันดี ก็คำว่า อสงฺขตา ธาตุ - ธาตุ อสังขตะ : อสังขตธาตุ อมตธาตุ หรือ สัจจธาตุ หรือ ธัมมธาตุ คำเดียวก็พอ, ธมฺมธาตุ - ธาตุที่เป็นธรรมธาตุแท้ ก็คือสิ่งนี้ ; เพราะ มันไม่ต้องเกิดดับ จึงมีอยู่ตลอดกาล ตลอดทุกหนทุกแห่ง โดยที่ ไม่มีการเกิดดับ, ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงได้ ; เรียกว่าปฐมธรรม. เหมือนกับตัวระฆัง, เปรียบเทียบเหมือนกับตัวระฆัง ซึ่งจะส่งเสียงออกมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ที่นี้ ก็ตัวระฆังจะส่งเสียงเมื่อไร ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยซิ. ปฐมธรรมทำให้มีสิ่งอันออกมาตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ปฐมธรรมนี้จะกลายเป็นปฐมเหตุ ทำให้สิ่งอื่น ๆ คลอดออกมาอย่าง ไร ? มันก็แล้วแต่สิ่งแวดล้อม หรือ แล้วแต่สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน. เช่นระฆัง มันมีเสียงที่จะออกมาอยู่เสมอแหละ ; แต่ถ้าไม่มีเหตุ คือไม่มีใครไปตีเข้าเป็นต้น มันก็ไม่มีเสียงออกมา. ฉะนั้นไกวัลยธรรมหรือปฐมเหตุนี้ ก็เหมือนกัน ถ้า ไม่มีอะไรไปแตะต้องเข้า มันก็ไม่มีอะไรออกมา. ทีนี้อะไรจะมาแตะต้อง ? ก็ได้พูดกันแล้วว่า มันมี อยู่แต่สิ่งเดียว ก่อน สิ่งทั้งปวงนี้. อันนี้แหละจะเข้าใจยาก. เช่นถ้าเราจะไปถามนักวิทยาศาสตร์

น.912 ชั้นเอก ชั้นเลิศ ในโลกนี้เกี่ยวกับวัตถุ วัตถุธาตุ ที่ทีแรกมีแต่ดวงไฟ คือดวง อาทิตย์นี้ เป็นไฟล้วนๆ เลย; แล้วทำไมจึงมามีน้ำ ? แล้วทำไมจึงมามีชีวิต ขึ้นในน้ำ ? แล้วมีวิวัฒนาการเป็นต้นไม้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ เป็นต้น. นี้ก็เหมือนกัน มันเป็นฝ่ายนามธรรม มัน มีอะไรที่มันจะมีอยู่แล้วใน ความไม่สิ้นสุดนั้น ที่จะพัฒนาตัวเองออกมา โดยที่ตัวเองไม่ได้สึกหรอไป ออกมา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ จึงเกิดพวกสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ปรุงแต่งกันวุ่นไป หมดนั้น ; ออกมาได้ ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา, เป็นอาการของ อิทัปปัจจยตา มีรูปธรรม มีนามธรรม มีการปรุงแต่ง แล้วก็ออกมาเป็นอย่างนี้ได้. ถ้าจะพูดกันแต่ เรื่องจิตล้วน ๆ มันก็ต้องเป็นมีธาตุจิตอยู่นั่นแหละ มัน ก็คล้ายกับวัตถุ เพราะมัน เป็นธาตุด้วย เหมือนกัน. คำว่าจิตไม่ใช่วัตถุ แต่เรา มองกันให้ดีลึก ๆ เข้าไป มันก็ มีกฎเกณฑ์ของวัตถุ; คล้ายกับว่าเป็นวัตถุอัน พิเศษชนิดหนึ่ง วิวัฒนาการได้. นักวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวนี้ก็รู้เรื่องจิตมากขึ้น จนถึงกับไปเขียนกันใน ตำรับตำรา ว่าจิตนี้ก็เป็นสิ่งที่มีพลังงาน. ถ้ามันมีพลังงาน มันก็เชื่อกันอยู่ว่า พลังงานเปลี่ยนรูปเป็นสสารหรือเป็นวัตถุได้ ; ฉะนั้น ไม่เท่าไรพวกนักวิทยา- ศาสตร์นี้ ก็จะต้องพูดว่า เรื่องปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ที่เนรมิตด้วยจิตให้กลายเป็น วัตถุขึ้นมาอย่างนี้ มันก็ต้องมีได้ซิ. เราลองค้นไปในเรื่องอย่างนี้ ว่าจิตเป็น พลังงาน ; แล้วพลังงานเป็นสิ่งที่กลายตัวเป็นสสารเป็นรูปธรรมได้ ก็เลย ไม่แปลกกัน.

น.913 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๕๙ เมื่อสิ่งเหล่านี้มา สัมพันธ์กันเข้าเต็มที่แล้ว มันก็ป รุงอะไรออกมา ได้เรื่อย เรียกว่าเป็นปฏิกิริยาน้อย ๆ ที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จะถือว่า กาลเวลาเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่ง ซึ่งทำให้มีกิริยา, และเกิดปฏิกิริยาขึ้นกับสิ่งที่เป็น ปฐมเหตุ มันจึง ออกมาเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน. นี่เป็นกระแส แห่งการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไป. อันนี้จะเรียกว่าเป็นปฐมเหตุไม่ได้ ; เพราะมันเป็นผลิตผล ที่ไหล ออกมาจากปฐมเหตุ. แต่มันก็ไม่พ้นที่จะเนื่องกันอยู่กับปฐมเหตุ เป็นความมี ชนิดที่ ต้องมีความมีอยู่ด้วยเหตุด้วยปัจจัย ; แล้วทีแรกมันก็มีแต่ปฐมเหตุ แล้วปฐมเหตุก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะออกมาเป็นรูปที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นของ ใหม่ออกมา แต่ไม่รู้จักหมดสิ้น จึงเรียกว่าเป็นอนันตะ. นี่ ความเข้าใจยา ก มันอยู่ที่คำว่าอนันตะ คือ ความไม่รู้จักหมดสิ้น ของสิ่งที่เป็นปฐมเหตุหรือปฐม- ธรรม หรือที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ตรงนี้ก็จะขอสารภาพว่า ไม่อยากจะให้เป็นเรื่องปรัชญา ; แต่มัน ก็หลีกไม่พ้น ที่มันคอยจะเข้าไปในวงของปรัชญา เผลอไม่ได้. เราจะดึงออกมา เป็นเรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของศีลธรรม ให้รู้ประจักษ์แก่ใจ เกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด โดยความเป็นตัวตนของตน. เรื่องอนันตะต้องศึกษาให้เข้าใจในรูปศาสนาไม่ใช่ปรัชญา. ตรงนี้ก็ถือโอกาสเสียเลยว่า ขอให้พวกเรารู้จักพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง กันตรงนี้เอง ว่า พระพุทธเจ้า ท่าน ไม่เป็นนักปรัชญา; ท่านจะไม่พูดความรู้

น.914 เพื่อประโยชน์แก่ความรู้, จะไม่พูดสัจจะเพื่อประโยชน์แก่สัจจะ ; แต่ท่านจะพูด สัจจะเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ มนุษย์ที่รู้จักเจ็บปวด รู้จักเป็นสุข เป็นทุกข์นี้. ฉะนั้นเรื่องสัจจะของพระพุทธเจ้า จะเอามาพูดในรูปของศาสนาและศีลธรรม เสมอ ไม่เป็นปรัชญา จึงถือว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่นักปรัชญา. อย่าไปถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญา เหมือนที่พวกฝรั่งเขาถือ กัน นั้นเพราะเขาไม่ทันจะรู้ ต่อไปเขารู้เข้าแล้ว ก็จะรู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็น นักปรัชญา. แต่ว่าคำสอน ของพระพุทธเจ้านั้น จะเอาไปพูดกันในรูปของ ปรัชญาก็ได้ และยิ่งได้ และยิ่งสนุกด้วยซ้ำไป. แต่ความมุ่งหมายอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ต้องการจะให้มัน เป็นปรัชญา เช่นถามว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่นี้ ; ท่านไม่ยอมพูดด้วย : ไม่ใช่ อาทิพรหมจรรย์, ไม่มีประโยชน์, แล้วเอาไป, เอาไป, เอาไปเสีย ให้มาตั้งต้นกันที่ว่า ทุกข์นี้เกิดมาจากอะไร? ฉะนั้น ท่านจึง แสดงปฐมเหตุของสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ ; เพราะว่าพุทธศาสนานี้มุ่งหมายจะดับ ทุกข์ ไม่มุ่งหมายจะมานั่งตอบปัญหาว่า อะไรมาจากอะไร, อะไรมาจากอะไร ชนิดที่มันไม่เกี่ยวกับความทุกข์ ต้องการจะตอบปัญหาเท่าที่เกี่ยวกับความทุกข์. ฉะนั้น ถ้าใช้คำว่า ปฐมเหตุ ก็ต้องปฐมเหตุแห่งความทุกข์ ไม่ต้องเลยไปถึง ปฐมเหตุแห่งสากลจักรวาล. เดี๋ยวนี้ เราพูดถึงปฐมเหตุแห่งสากลจักรวาล ก็เพราะต้องการจะทำความ เข้าใจดี ต่อกันและกันระหว่างศาสนา, คือจะทำความญาติดีกันในระหว่างศาสนา.

น.915 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๖๑ ถ้าอย่างนี้ต้องพูดถึงปฐมเหตุของสากลจักรวาล ; แต่ถ้าจำกัดอยู่แต่ในวงของ พุทธศาสนาของเราโดยเฉพาะแล้ว ไม่ต้องไปถึงนั้น. คำว่า ปฐมเหตุ ก็กลาย เป็นเพียงปฐมเหตุของความทุกข์, แล้วก็จะได้ตัดมันเสีย; อะไรเป็นปฐมเหตุ ของความทุกข์จะได้ตัดเสีย. แต่เดี๋ยวนี้ ขอให้สังเกตดูต่อไปอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ เกิดขึ้น, เกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม เมื่อไรก็ตาม, มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น. ถ้ามัน มีการเกิดขึ้น แล้วมันมีแต่ความทุกข์, เป็นการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ทั้งนั้น ; ไม่ใช่เกิดขึ้นแห่งสิ่งอื่นเลย. แล้วมันจะเกิดขึ้นในสากลจักรวาล ที่ตรงไหน เมื่อไรก็ตาม มันจะเป็นเพียงการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ หรือสิ่งที่เป็นทุกข์ทั้งนั้น. ฉะนั้น เราก็อาจจะถือเอาได้ว่า ปฐมเหตุแห่งความทุกข์นั่นแหละ คือ ปฐมเหตุแห่งสากลจักรวาล พร้อมกันไปในตัวเลย ก็เลยพูดกันได้พร้อม ๆ กัน ไปว่า ปฐมเหตุแห่งสิ่งทั้งปวง จะมีอยู่อย่างที่เรียกว่า ตรงกันได้ทุกศาสนา. นี่จะตรงกันได้อย่างไรนี้ ต้องค่อยพูดกันไป ในการบรรยายข้างหน้า เพราะมัน ยืดยาวนัก. เดี๋ยวนี้เอากันแต่เพียงว่า มันมีเค้าเงื่อนอย่างไร ที่ว่าถ้าเรารู้จักสิ่ง ที่เรียกว่าปฐมเหตุหรือปฐมธรรม แล้วเราจะทำความเข้าใจกันได้ ในระหว่าง ศาสนาทุกศาสนา. พระพุทธเจ้าทรงสอนเพ่งเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่คิดเป็นปรัชญา. ฉะนั้น สรุปความเฉพาะตอนนี้ก็ว่า พระพุทธองค์ไม่ใช่นักปรัชญา ท่านเป็นนักสอนศาสนา เพื่อจะดึงคนออกมาจากความทุกข์ ; ไม่ใช่พูดแต่

น.916 ความจริงเพ้อเตลิดเปิดเปิงไป จนไม่รู้ว่าจริงไปทำไมกัน. นั่นมันจริงปรัชญา ; นี้ จริงเท่าที่เป็นประโยชน์, เป็น เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ก็คือเรื่องที่จะ ดับทุกข์. ทีนี้ โดยกฎของอสังขตะ หรือ อิทัปปัจจยตา อะไรก็ตามนี้ มันแสดง ให้เห็นอยู่ว่า ในพุทธศาสนานี้ ก็ยอมรับว่ามีปฐมธรรมหรือปฐมเหตุ ; จะแปลก กันอยู่ก็แต่เพียงว่า ไม่ให้ยึดถือสิ่งนั้นปฐมธรรมหรือปฐมเหตุนั้น ว่าเป็นตัว ตนของเรา, หรือว่าตัวตนของทั้งหมด, หรือตัวตนของอะไรก็ตาม ; โดยเห็นว่า แม้มันดีวิเศษที่สุด เข้าไปยึดเอาเป็นตัวตน อย่างนี้ก็ผิดจากพุทธศาสนาไปทันที. เพราะว่า พุทธศาสนามีหลักอย่างตายตัวอยู่แล้ว ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมหรือธรรมธาตุทั้งหลาย ไม่ว่าประเภทไหนหมด เป็นอนัตตา ; เป็นตัวตนไม่ได้ ; แม้ที่เป็น อสังขตธรรม เป็นตัวปฐมธรรมปฐมเหตุ เป็น ไกวัลยธรรมนี้ก็เป็นตัวตนไม่ได้. แต่ถึงอย่างนั้นก็ ยอมรับว่า มัน มีสิ่งที่เรียก ได้ว่าปฐมเหตุหรือปฐมธรรม. สรุปความว่าใน พุทธศาสนา ก็มีปฐมเหตุหรือปฐมธรรม อันนี้เรา จะเอา เป็นเดิมพัน ไปต่อรองกันกับพวกศาสนาอื่น ที่เขาก็มีปฐมเหตุและ ปฐมธรรม แล้วเราก็จะได้ไม่เกลียดกัน. เดี๋ยวนี้ต่างคนต่างไม่มีอะไรที่จะเป็นเดิมพัน ที่อาจจะเอาไปต่อรองกัน ได้ มันมีแต่ต่างคนต่างแยกกันไปคนละทิศคนละทาง พูดกันไม่รู้เรื่อง ; ฉะนั้น

น.917 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๖๓ โลกก็เดือดร้อน เพราะศาสนามันทะเลาะวิวาทกันเสียเอง. ปฐมเหตุหรือ ปฐมธรรม จะเป็นเครื่องมือสำหรับต่อรองระหว่างศาสนา. พิจารณาดูปฐมเหตุของศาสนาอื่น. ทีนี้ก็จะพูดขยายออกไปถึงศาสนาอื่น คือนอกจากพุทธศาสนาเรานี้ ว่าเขามีอะไรกันอย่างไร ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือว่าเขาจะมีปฐมเหตุ หรือมี ปฐมธรรมกันอย่างไร ? ดูวิวัฒนาการแห่งปฐมเหตุของศาสนาในอินเดีย. เมื่อพูดถึงศาสนาอื่น เรานึกถึง ศาสนาในอินเดีย ด้วยกันก่อนดีกว่า ; เพราะว่าพระพุทธเจ้า, หรือพุทธศาสนานี้ เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย. นี้ก็ เหลียวดูพี่น้องข้างเคียงกันก่อนดีกว่า, แล้วโดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ก็มี ศาสนาหลายศาสนาเต็มที. ถ้าว่าจะไปแจกกันเป็นรายศาสนาไปแล้ว ก็ไม่ไหว แน่ มันหลายสิบศาสนา. เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดประเภทเป็นหมวด ๆ พวก ๆ และเอาปฐมเหตุนี้เป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่า เขาถือสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุนั้น กัน หรือไม่ ? และถือต่างกันอย่างไร ? ศาสนาทีแรกก่อนพระพุทธศาสนาในอินเดียนั้นมีเรื่องมาก พูดกันตั้งปี ก็ไม่จบ ; แต่รวมความแล้วมันก็ได้ความว่า เมื่อยังไม่มีความเฉลียวฉลาดมากพอ

น.918 ก็ถือเอาผีหรือเทพเจ้า หรือพระเจ้านี้เป็นปฐมเหตุ. เมื่อมนุษย์ยังไม่รู้จักเทวดา ก็ถือผี คือสิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นปฐมเหตุก่อน : ไม่รู้ว่าอะไร แต่มันแสดงอะไร ออกมาประหลาด ๆ จนน่ากลัวยิ่งขึ้น ๆ. พวกคนที่หัวแหลมกว่าเพื่อน ก็เอาอันนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เป็นปฐมเหตุ ซึ่งต่อมาเรามองดูแล้ว อ้าว, มันก็คือที่เราเรียกกันว่า ผี บ้าง เทวดา บ้างหรือ เทพเจ้าชั้นสูงสุดชั้นดี บ้าง. ที่มีสัญญลักษณ์อยู่โดยธรรมชาติ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวต่างๆ นี่ ; ที่คนก่อนโน้นเขาจะเข้าใจ เอาเองอย่างไร ในนั้นมีผี ในนั้นมีเทพเจ้า ในนั้นมีอะไร ก็เลยเชื่อไว้อย่างนั้น. มันมีปฐมเหตุอยู่ที่นั่น ที่จะออกมาเป็นนั่นเป็นนี่. นี่ ความคิดที่ว่า เทพเจ้า หรือพระเจ้าสร้างสิ่งทั้งปวงมา มันก็มีขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์. นี้เรียกว่าพวกที่มี เทพเจ้า หรือรวม ทั้งผี คือสิ่งที่ไม่เห็นตัว ทั้งหลายนี่ อันนี้ เป็นปฐมเหตุ อย่างนี้มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา; แล้วมันก็มีอยู่ ต่อมา จนกระทั่งบัดนี้ ; "จนมีพุทธศาสนาแล้ว มันก็ยังมีลัทธินี้เหลืออยู่, แล้ว มันก็ตามเข้ามาในประเทศไทยด้วยซ้ำไป. ถ้ามีใครที่ไหนยังเชื่อเรื่องผีสางเทวดา พระเป็นเจ้าเป็นสิ่งสำคัญอยู่ นี้เรียกว่าพวกหนึ่งเขา ถือผี หรือ เทวดา หรือ เทพเจ้าสูงสุด นี้ เป็นปฐมเหตุ นี้ก็พวกหนึ่ง. ทีนี้ พวกนี้เขาขยับขยายปรับปรุง แยบคายยิ่งขึ้น, แยบคายยิ่งขึ้น, แยบคายยิ่งขึ้น จนเป็นมีพิธีรีตอง มีบูชายัญ มีคัมภีร์เวท คือการบวงสรวง พระเจ้านี้ อย่างไรจึงจะดีที่สุด จึงจะได้รับผลดีที่สุด อยู่เย็นเป็นสุขที่สุด มีการบูชา- ยัญอย่างนั้นอย่างนี้ คือมากแบบ หลายแบบ หลายลัทธิ หลายศาสนา. แต่รวม

น.919 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๖๕ ความแล้ว ก็ เอาเทพเจ้าสูงสุดเป็นปฐมเหตุ แล้วเรา ก็ต้องบูชา และ การบูชา ก็ต้องทำให้ถูกให้ดีขึ้น ; ฉะนั้นจึงมีคัมภีร์มากมาย ที่เรียกว่าคัมภีร์พระเวท. บางคัมภีร์เป็นเรื่องบูชาเทพเจ้าทั้งนั้น เพราะถือว่าเทพเจ้านั้นเป็นปฐมเหตุ นี้ พวกหนึ่ง ; เรียกว่า ยุคเพท ยุคเวท หรือยุคไตรเวท ไตรเพท นี่เป็นอย่างนี้. ทีนี้มันหลายพันปีต่อมาหนักเข้า ๆ มันก็ฉลาดต่อมา จนมีคนหัวแหลม ที่มองถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว, หรือว่าลึกซึ้งกว่าที่มองกันอยู่แต่ก่อน ; ก็เลยถอด บุคคลเหล่านั้นออกไป มาเป็นนามธรรม นี่สิ่งที่เรียกว่า อาตมัน หรือ อัตตา ปรมาตมัน จะเกิดขึ้น. ยุคอย่างนี้ เป็นยุคอุปนิษัท. ยุคทีแรกโน้นก็เรียกว่ายุคพระเวท มีเรื่องหลายอย่างหลายแบบ เหมือนกัน ; แต่ยุค ต่อมาเรียกว่ายุคอุปนิษัท คือละทิ้งเทวดาชนิดบุคคล ชนิด คล้าย ๆ กับคนนั้นเสีย, มาเอาเรื่องข้างในจิตใจ, หรือว่าเอาเรื่องที่แยบคาย กว่านั้น ถ้าจะมี สิ่งสูงสุด ก็เรียกว่า ปรมาตมัน คือธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ ผีสางเทวดาชนิดนั้น ; แต่เป็นธรรมชาติสูงสุด ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง อะไรก็ว่ากันไปนี้ มันก็เริ่มความรู้ในด้านจิตใจ ในด้านนามธรรม เกี่ยวกับกิเลส เกี่ยวกับความทุกข์อะไรขึ้นมา. พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ว่าท่านทำได้ดีกว่าเพื่อน ; ตรง ที่ว่า ท่านทำแล้วสอนแล้ว ไม่มีใครสอนให้ดีกว่านี้ได้ คือไม่มีใครค้านได้ ไม่มี ใครสอนให้ดีกว่านี้ได้ ; นี่เราพูดเดี๋ยวก็ว่ายกยอเราเอง. แต่เราก็ต้องพูดว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลสูงสุด ตรงที่ว่า พอท่านสอนอันนี้ออกไปแล้ว ไม่มีใครสอนให้ดีกว่านี้ได้.

น.920 ทีนี้ ในยุคอุปนิษัท นั้น สรุปความแล้วก็มี สิ่งสูงสุด ที่เรียกว่า ปรมอัตตา บรมอัตตา หรือ ปรมาตมัน แล้วแต่จะใช้ภาษาไหน นั่นแหละเป็น สิ่งสูงสุด เป็นปฐมเหตุ, เป็นที่ออกมาแห่งธรรมทั้งปวง. เช่นว่า เป็นอัตตา เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ; พอหมดบุญ หมดบาป หมดกิเลส หมดตัณหา แล้วก็กลับ เข้าไปหาบรมอัตตา อย่างนี้. นี่หลักใหญ่ๆ เป็นอย่างนี้ แต่โดยรายละเอียดแล้ว เขาให้ชื่อแปลกแตกต่างกันออกไป เป็นลัทธิ ๆ หลาย ๆ ลัทธิเหมือนกัน เพี้ยนกัน แต่ข้อปลีกย่อย. หัวใจของเรื่องมันก็เหมือนกัน คือว่า ออกมาจากสิ่งหนึ่ง บริสุทธิ์ดีแล้วก็กลับไปหาสิ่งนั้น ชนิดที่ไม่อาจกลับออกมาอีก. นี่เรื่องมันก็ คล้ายๆ กับที่ว่า จิตนี้ประภัสสร เศร้าหมองเพราะอุปกิเลส จรมา ; แต่เราก็สามารถทำให้ไม่เศร้าหมองอีกต่อไป กลายเป็นนิพพาน หรือ บริสุทธิ์สมบูรณ์ตลอดกาลอย่างนี้. ใจความมันคล้ายกันมาก. ฟังดูให้ดี ๆ. ถ้าฟังดูให้ดีจะเข้าใจ แล้วก็เข้าใจได้โดยที่ว่าไม่ต้องเอาไปปนกน. เพราะว่าเขามันจะให้เป็นอัตตาเสียเรื่อย : เป็นอัตตาน้อย เป็นอัตตาใหญ่ เป็น อัตตาถาวรอย่างนี้. ทางฝ่ายนี้ไม่เป็นอัตตา เป็นธรรมชาติเท่านั้น ; แต่ถึง อย่างนั้นก็ต้องตรงกันที่ว่า มัน มีสิ่งแรกอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่ากฎเกณฑ์ เช่น กฎแห่งอิทัปปัจจยตา เป็นต้น ; มีลักษณะเป็นอสังขตธรรม คือไม่ต้องมีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง อันนั้นแหละเป็นที่มีอยู่ตลอดกาล ตลอดทุกแห่ง มีอยู่ก่อนใคร ๆ ; เลยเรียกว่า ปฐมธรรม เพราะเป็นแดนไหลออกแห่งสิ่งอื่น ๆ จึงเรียกว่าปฐมเหตุ. ฉะนั้น ในยุคอุปนิษัท ก็มีปฐมเหตุอยู่ที่ตัวธรรม; ไม่ใช่ตัวบุคคล เช่น เทวดาผีสาง เป็นต้น แต่ในพุทธศาสนา ก็มี ปฐมเหตุอยู่ที่กฎ หรือ

น.921 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๖๗ อสังขตธรรม หรือ อมตธาตุ เป็นต้น แล้วแต่จะเรียก; หมายความว่ามีปฐม- เหตุ แต่มีความเข้าใจต่าง ๆ กัน เปลี่ยนรูปกัน. ทีนี้ศาสนาที่มีผีสางเป็นปฐมเหตุนั้น มันไม่มีความหมายไปแล้ว, ไม่มีปากที่จะมาทะเลาะกับเขาแล้ว, คือมันเป็นปากหอยปากปูไปแล้ว เดี๋ยวนี้ ถึงสมัยนี้. แต่ว่า พวกที่ถือว่ามีอัตตาหรือบรมอัตตา มีอาตมันหรือปรมาตมัน นี้ยังมีอยู่ แล้วเสียงดังด้วย ; ถ้าเข้าไปในอินเดียแล้ว เราจะสู้เขาไม่ได้ เพราะ เขาเสียงดังกว่าเรา. ที่เราจะไปพูดว่าไม่มีอัตตา ไม่มีอะไรนี้ เราจะสู้เขาไม่ได้: แต่ถึง อย่างนั้น มันก็ยังสู้กันได้ตรงที่ว่า เราไม่ได้เป็นข้าศึกกัน, ตรงที่ว่าเรายังยอม รับว่า มันมีปฐมธรรมหรือปฐมเหตุ, ต่อรองกันในข้อนี้ให้ดีๆ; เดี๋ยวก็จะมอง ดูหน้ากันได้ เพียงแต่คนหนึ่งเรียกว่าอัตตา, คนหนึ่งเรียกว่าธรรมชาติ ธาตุ ตามธรรมชาติ; อย่างนี้ก็ไม่ควรจะทะเลาะกัน มันน่าจะเป็นเพื่อนกันได้ ใน การที่จะทำโลกนี้ให้มีสันติภาพ. นี่ดูให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุหรือปฐมธรรมนี้จะต้องมีอยู่เรื่อย ตามความรู้สึกคิดนึก ตั้งแต่โง่ที่สุดมาจนถึงกลาง ๆ จนมาถึงฉลาดที่สุด. ในอินเดีย ในยุคพุทธกาล เรียกว่ายุคอุปนิษัท ค้นข้างในก็พบปฐมเหตุข้างใน ; พวกก่อน หน้าโน้นค้นปฐมเหตุข้างนอก เพราะไปมองปฐมเหตุข้างนอก. ทีนี้มองไปถึง พวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย เช่น อุจเฉททิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ ; ไม่มีอะไร : ไม่มีบุญมีบาปมีกรรมนี้ มันก็ยังเอาสิ่งนั้นแหละ สิ่งที่เขาว่าเป็น

น.922 อะไรใหญ่ยิ่งนั่นแหละ เอาเป็นปฐมเหตุ เช่นว่า เอาความไม่มีอะไร เป็นอะไร นั้นก็เอานั้นเป็นปฐมเหตุ ถ้าว่าตายแล้วสูญ ก็เอาสูญนี่เป็นปฐมเหตุ. แม้จะเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดไหน ความคิดเรื่องปฐมเหตุยังต้องมีอยู่เสมอ : แม้ลัทธิที่พูดว่า ไม่มีเหตุอะไรเลย สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีเหตุอะไรเลย มันก็เอาความไม่มีเหตุอะไรเลยนั่นแหละเป็นปฐมเหตุ. นี่ทำ เล่นกับสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุซิ เพราะมันเป็นต้นเหตุให้คนพูดออกมา ว่าอะไร เป็นอะไร. นี่ก็เลยเป็นอันว่า ในประเทศอินเดียนั้น ยอมรับในข้อที่ว่า มีปฐม- เหตุหรือปฐมธรรม; แล้วมันทำความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า แม้เขาจะ รู้เรื่องนามธรรม หรือว่ายิ่งไปกว่านามธรรม คือ เป็นอสังขตธรรม แล้ว; เขาก็ ยังพูดให้เป็นอัตตาอยู่. แล้วยิ่งกว่านั้นไปอีก ไม่ยอมทิ้งคำว่าพระเจ้า . ก็เลย เอาบรมอัตตา นั้นเป็นพระเจ้า . เช่น เรียกปรมาตมันว่าพรหม อย่างนี้ก็ยังมีอยู่ ; แต่ไม่ใช่ พระพรหมอย่างเป็นคน ๆ ที่ว่าเป็นคนแล้วสร้างโลก เหมือนกับปั้นหม้อนั้น ไม่ใช่พรหมอย่างนั้น. พรหมสมัยโน้นเคยทำหน้าที่สร้างโลก เหมือนพระเจ้าสร้างโลก ; เดี๋ยวนี้ คำนั้น มันยังดีอยู่ เขาเอา มาใช้เป็นชื่อของ อสังขตธรรม หรือแม้จะ เรียกว่า ปรมาตมัน อะไรก็ตามนี้ ว่าเป็นพรหมอยู่ก็มี. ฉะนั้น ในลัทธิเวทานตะ ที่ใหม่เอี่ยมที่สุด ที่ไปสอนให้พวกฝรั่งนับถือเลื่อมใสได้ เขาก็ยังใช้คำว่า “พรหม" นี้มีอยู่ ในฐานะเป็นปฐมเหตุ.

น.923 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๖๙ นี่ ในอินเดียก็มีสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ อยู่ด้วยกันทุกศาสนา นี้ตามมี ตามได้ ตามสูง ตามต่ำ, ถ้าใครเข้าไปถึงปฐมเหตุ นั้นได้แล้ว ก็เรียกว่าคนนั้น เข้านิพพาน ในความหมายที่สากลที่สุด ; ไ ม่ใช่นิพพานในพุทธศาสนานะ ; นิพพานในความหมายสากล ที่มันมีใช้อยู่แล้วก่อนพุทธศาสนา. ใครเข้าไปหาปฐมเหตุนั้นได้ เป็นอันเดียวกับปฐมเหตุ ก็เรียกอย่าง ที่เราเรียกกันอยู่เดี๋ยวนี้ว่า เข้านิพพาน ; แต่ อาจจะใช้คำว่าโมกษะ หรือ ว่าคำว่า ไกวัลย์ หรือว่าคำ อะไรต่างๆ อีกหลาย ๆ คำ มีความหมายเหมือนกันกับ คำว่า "นิพพาน". ฉะนั้น นิพพานก็คือการกลับเข้าไปถึงปฐมเหตุ อยู่กับปฐม- เหตุ โดยไม่ต้องแยกกันอีกต่อไปอย่างนี้ ก็เรียกว่านิพพาน. สำหรับ พุทธศาสนาเรา ก็ยืมคำว่านิพพานมาใช้ แต่ความหมาย กลายเป็นการไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตาอันถาวร ; เข้าถึงธรรมชาติอันมิใช่อัตตา อันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอันถาวร หมายความว่า จิตนี้เข้าถึงความจริง รู้แจ้งว่าไม่มีอัตตา, แล้วก็จิตนี้ก็เข้าถึงความว่างจากความยึดถือตัวกู - ของกูโดย ประการทั้งปวง นั่นแหละก็ เข้าถึง อสังขตะ เข้าถึง อมตะ เข้าถึง นิพพาน ตาม หลักการของพระพุทธศาสนา. มีคำที่ พระอรหันต์องค์หนึ่งพูดไว้ เข้าที่ที่สุด หรือว่าสะดวกที่สุด คือ พูดว่า ภวนิโรโธ นิพฺพานํ อยู่ในคัมภีร์อภิสมัยสังยุตต์ สังยุตตนิกายนี้ มีข้อความ อย่างนี้ ภานิโรโธ-ดับสนิทแห่งภพ, นิพฺพานํ-ชื่อว่านิพพาน. ดับสนิทแห่ง ความเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน่น เป็นอะไรต่าง ๆ นั้นแหละ ชื่อว่านิพพาน. นี้เป็นคำสรุปความที่ดีที่สุด คือ กลับไปสู่ปฐมธรรม, ธรรมดั้งเดิมที่ไม่มีการ

น.924 เปลี่ยนแปลง ไม่มีการปรุงแต่ง. ดับภพเสียได้ เพราะภพนั่นคือการปรุงแต่ง : ภพนั่น ภพนี่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ, แล้วแยกออกไปได้เป็นไม่รู้กี่สิบกี่ร้อย ภพ ; ภพนั้นหยุดดับไปได้ นั้นเป็นนิพพาน. ฉะนั้น ความดับภพทั้งหลาย เสียได้ นั้น คือ ถึงปฐมเหตุ หรือปฐมธรรม. นี้รู้จักคำว่า ปฐมเหตุ ไว้ อย่างนี้ เดี๋ยวก็จะได้เปรียบเทียบกันกับพวกอื่นต่อไป. นี้เราพูดได้กันแต่เพียงพุทธศาสนา กับศาสนาอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศ อินเดียด้วยกัน ว่าล้วนแต่มีสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ หรือปฐมธรรม คือมันมี ความคิด ทิฏฐิ หรือศรัทธาความเชื่อมั่น ว่ามีสิ่งนี้ คือปฐมเหตุก็ได้ ปฐมธรรม ก็ได้ ; แล้วเรายังทะเลาะกัน. คิดดูซิ, อย่างศาสนา พราหมณ์ กับศาสนา พุทธ นี้ ก็ยังมีทะเลาะ วิวาท ฟัดเหวี่ยงกัน จนกระทั่งล้มลุกคลุกคลานกันไปนี่. บางคราวศาสนา พราหมณ์ก็กลืนศาสนาพุทธ ไม่เหลือแม้แต่เท้า ; นี่อย่างรูปภาพที่เขาเขียน ล้อนั่นแหละ, มันเป็นเรื่องภายนอกทั้งนั้นแหละ. ถ้าเป็นเรื่องภายใน เรื่องข้อ เท็จจริง หรือเรื่องความจริงแล้ว มันกลืนกันอย่างนั้นไม่ได้ ; แต่ว่าปรากฏการณ์ ทางภายนอก ทางการบ้าน การเมือง ทางวัตถุนี่มันได้ มันกลืนกันได้ คือว่า ถ้าศาสนานี้ลับไป ศาสนาอื่นมาเด่นอยู่ ก็เรียกว่าถูกกลืน นี้เป็นต้น ก็เลย เป็นเรื่องเล่นตลก หาความจริงอะไรไม่ได้. ส่วนความจริงนั้น มันก็มีในข้อที่ว่า เมื่อมนุษย์มันเริ่มรู้จักคิดนึก แล้วมันก็คิดหาสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ ; ก็พบบ้าง ไม่พบบ้าง, คือว่าพบน้อย เกินไปบ้าง และพบมากถึงที่สุดบ้าง จะเรียกว่าไม่พบเสียเลยนั้นไม่ได้ ; เพราะว่า

น.925 ในฐานะเป็นหลักมูลฐาน ฯ ๓๗๑ คนทุกคนจะมีความเชื่อเรื่องปฐมเหตุ ที่เชื่อว่า ทุกอย่างทุกสิ่งนี้มันออกมาจาก อะไร. ถ้าเชื่อผีก็ว่าออกมาจากผี, เชื่อเทวดาก็ว่าออกมาจากเทวดา, ถ้าเชื่อ ธรรมะอันลึกซึ้ง ก็ว่าธรรมะอันลึกซึ้ง, กระทั่งว่าอสังขตะ ซึ่งเป็นของลึกซึ้ง ที่สุด ว่านั้นมีอยู่ก่อนสิ่งใด, เป็นที่ไหลออกมาแห่งสิ่งต่าง ๆ. เหมือนระฆัง เป็นที่ไหลออกมาแห่งเสียงระฆัง ที่ไม่รู้จักหมดสิ้น แล้วก็ไปในจักรวาลที่ไม่รู้จัก เต็ม. ระฆังก็ให้เสียงได้ ไม่รู้จักจบ, เสียงก็ออกมาได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น ; ถ้า ปรุงแต่งกันไปโดยไม่รู้จักจบจักสิ้น. ถ้ามันยังมีการปรุงแต่งอยู่ มันก็ไหลออกมา มันเป็นเพียงปฏิกิริยา เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา นั่นแหละคือตัวปฐมเหตุ ตัวกฎเป็น ปฐมเหตุ ; ตัวอาการนั้นก็เป็นกิริยาอาการ เรามองให้พ้นกิริยาอาการเข้าไป จนถึงตัวปฐมเหตุ. เมื่อมีสติปัญญาสูงสุดด้วยกัน ก็จะพบเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน ; เมื่อยังไม่สูงสุดเท่ากัน ก็จะพบในทางที่พอจะอนุโลมกันได้. ศึกษาปฐมเหตุของแต่ละศาสนาให้ดีแล้วจะสามัคคีกันได้. เอ้า, ทีนี้เราก็มีข้อต่อรอง ให้ทุกคนพยายามที่จะแสดงปฐมเหตุ ให้ดีที่สุด ตามที่ศาสนาของตนจะแสดงออกมาได้. นี้คือความหวัง; เพราะ เดี๋ยวนี้คนฉลาดมาก ฉลาดด้วยกันทุก ๆ ศาสนา จะแสดงปฐมเหตุ ในลักษณะ ที่พอจะไม่เกลียดชังกันได้ หรือว่าจะร่วมมือกันได้ ให้ทุกศาสนามองดูกันด้วย สายตาของความรัก สามัคคีก่อน ; แล้วโลกนี้ก็มีหวังว่าจะง่ายขึ้นบ้าง หรือ ง่ายขึ้นไม่น้อย ที่จะมีสันติภาพ.

น.926 เดี๋ยวนี้ ศาสนาที่เป็นเหมือนกับว่าแสงสว่าง นั้น เป็นหัวใจหรือเป็น แสงสว่าง หรือแม้ที่สุดแต่ว่าเป็นเครื่องห้ามล้อ มันก็ เหลวไหลหมด ; มันไม่ สามารถจะห้ามล้อโลกนี้ไว้ว่าอย่าหมุนลงไปในเหว เมื่อโลกนี้มันกำลังจะหมุนลง ไปในเหว. ศาสนาก็ไม่สามารถจะห้ามล้อไว้ได้ เพราะมันเหลวไหลเสียเอง มันมา ทะเลาะวิวาทกันเสียเองในระหว่างศาสนา. ฉะนั้น พวกเราเมื่อช่วยตัวเองได้ แล้วก็ ควรจะคิดช่วยโลกกันบ้าง; เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงหวังไว้อย่างนั้น ว่าพุทธบริษัทนี้ก็จะเป็นผู้มี ประโยชน์แก่โลก ทั้งโลกเทวดาและโลกมนุษย์, โลกคนโง่และโลกคนฉลาด เช่นเดียวกับที่ตถาคตเกิดมานี้ เพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก ทั้งเทวโลก มนุษย์โลก มารโลก พรหมโลก ทั้งหมดเลยอย่างนี้. ฉะนั้นจึงหวังว่าหลาย ๆ คนคง จะไม่ท้อถอย, ไม่ท้อใจในการที่จะทำงานยาก ๆ คือการทำความเข้าใจอันดีต่อกัน และกัน ในระหว่างศาสนา. นี่เป็นเรื่องการปรึกษาหารือ แล้วก็เป็นข้อแรก เป็นครั้งแรกที่ใช้ หัวข้อบรรยายตรง ๆ อย่างนี้ ; โดยอาศัยเรื่องไกวัลยธรรมนี้ เป็นวัตถุ หรือเป็น อุปกรณ์สำหรับการศึกษา และการปฏิบัติ เกี่ยวกับกิจการงานอันนี้; ดังที่ได้ กล่าวแล้ว ให้ทราบมาตั้งแต่ต้น ๆ ว่า การบรรยายเรื่องไกวัลยธรรมนี้ มี- ความมุ่งหมายจะปูพื้นฐานไว้ สำหรับ การทำความเข้าใจกันในระหว่าง ศาสนา. ในวันนี้ก็ได้เริ่มกระทำเป็นครั้งแรก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เราจะ ดำเนินการอย่างไร ในการทำความเข้าใจในระหว่างศาสนา, โดยอาศัยไกวัลยธรรม ที่เป็นของกลางระหว่างศาสนานี้มาเป็นเครื่องมือ ก็เป็นอย่างที่ว่ามาแล้ว. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ให้โอกาสแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย สวด คณสาธยายตามเคย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต