Buddhadasa.org

ไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑๑ — ไกวัลยธรรมในฐานะเป็นหลักมูลฐาน เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา (ต่อ)

ไกวัลยธรรม — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.927 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑๑ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้ออย่างเดียวกับตอนที่แล้วมา, เพราะว่ายังไม่จบ. ในครั้งที่แล้วมามีหัวข้อว่า ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่าง ศาสนาทั้งปวง และได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุ เป็นหลักสำหรับวินิจฉัย ในวันนี้ก็ยังคงเป็นไปโดยหัวข้อนั้น คือต่อ. ๓๗๓

น.928 [ซ้อมความเข้าใจเรื่อง ไกวัลยธรรม] เกี่ยวกับการบรรยายนี้ ก็จะ ต้องขอซ้อมความเข้าใจไว้เสมอไป ว่า เป็นการบรรยายด้วยวัตถุประสงค์ ที่จะให้เกิดเรื่องราวที่ติดต่อกันไปเป็นลำดับ โดยสมบูรณ์เรื่องหนึ่ง, คือเรื่องไกวัลยธรรม, ได้แก่เรื่องสิ่งที่มีอยู่เป็นอันเดียวกัน ตลอดทุกเวลา และทุกสถานที่ เป็นเรื่องที่ยาว: ก็ต้องพูดเป็นตอน ๆ ไป ผู้ที่ มาฟังในตอนหลังๆ นี้ อาจจะไม่เข้าใจคำบรรยายบางสิ่งบางอย่างก็ได้. นี้มัน เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว. สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม โดยใจความก็คือ สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ; แต่เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่เกี่ยวกับรูปร่างหรือเนื้อที่. ฉะนั้น ธรรมดาก็เลย เข้าใจไม่ได้ เพราะว่าเราไม่เคยรู้สึกเรื่องที่อยู่นอกเหนือไปจากอำนาจของกาลเวลา, แล้วก็มักจะเห็นแต่ว่า อะไร ๆ มันก็มีการเนื่องกับเวลา ; เวลาล่วงไปเท่าไร มัน ก็นานเข้าเท่านั้น. แต่มันมีสิ่งที่ไม่เนื่องกับเวลา มันจะมีอยู่โดยไม่ต้องนาน เท่ากับเวลา, ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา จึงต้องเรียกว่า มันมีอยู่ชนิดที่เหมือนกับมิได้มีอยู่. ถ้าพูดให้ตรงกว่านั้น ก็พูดว่ามันมิได้มีอยู่ ความที่มันมิได้มีอยู่นั้น แหละ กลายเป็นความมีอยู่ของสิ่งชนิดนี้ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่มีขนาดที่จำกัดไม่ได้ ก็คือไม่มีขนาดอีกนั่นเอง, เป็นตัวเดียวกัน เป็นอย่างเดียวกัน เป็นสิ่งเดียวกัน โดยที่มันไม่ต้องเป็นสิ่งอะไร. พูดไปก็ทำให้ลำบาก แต่มันก็ต้องพูด เพราะว่ามันมีสิ่งเดียวนี้เท่านั้น ที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง, แล้วสิ่งทั้งปวงก็มีทีหลังสิ่งนี้. และถ้าเรารู้จักสิ่งนี้ เรา จะเป็นอย่างไร ขอให้ลองสังเกตดู.

น.929 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๗๕ ถ้าจิตของเรา รู้จักสิ่งที่อยู่นอกเหนือเวลา จิตก็พลอยอยู่นอกเหนือ เวลาไปด้วย, คือ ไม่ถูกกักขังอยู่ด้วยเวลา. ถ้าจิตของเรา รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือ ความมีรูปร่าง หรือความกินเนื้อที่ หรือความตั้งอยู่ในสถานที่ไหน ๆ; จิตนั้น ก็จะต้องรู้กันกับสิ่งที่ อยู่เหนือความมีรูปร่าง หรือความมีอะไร ๆ ที่มันเกี่ยว กันกับเนื้อที่, การกินเนื้อที่ เท่านั้น เท่านี้ มีสูง มีต่ำ มีกว้าง มีอะไรต่าง ๆ ถ้าจะพูดถึง ประโยชน์โดยเฉพาะในพุทธศาสนา นี้ ก็มุ่งสอน ให้รู้จัก สิ่งสิ่งนี้ ที่เรียกกันว่า โ ลกุตตระ หรือชื่ออื่น ๆ อีกมาก. ถ้าจิตรู้จัก สิ่งนั้นแล้ว จิตก็เป็นอิสระ คืออยู่นอกเหนืออำนาจของเวลา นอกเหนืออำนาจของความที่ ต้องมีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น. ทีนี้ สิ่งนี้มันไม่ได้มีอยู่อย่างสิ่งทั้งหลาย ; มันมีอยู่อย่างเหมือนกับว่า ไม่มี มันจึงได้มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงได้. ใครอยากจะเดาก็เดาเอาเองได้ ว่ามีอะไร บ้างที่จะมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ? ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว อะไรต่าง ๆ ก็เพิ่งมี เมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อวานนี้เอง ถ้าเราจะศึกษาให้ทั่วถึง ; แล้วสิ่งอะไรที่มัน มีอยู่ก่อน สิ่งเหล่านี้ เราจะเรียกสิ่งนั้นว่า เป็น ไกวัลยธรรม แปลว่าเป็นตัวเดียวกันทั้งหมด ในที่ทุกหนทุกแห่ง หรือกินเนื้อที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ในเวลาทั้งปวง. ทีนี้ถ้าเรารู้จักสิ่งนี้ มันก็ยิ่งไปกว่าที่จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ตน. ที่นี้ก็มีบางศาสนาที่เขาอยากจะมีตัวตน เขาก็เลยถือว่า นี่แหละคือ ตัวตน คือจะมีพวกหนึ่งซึ่งเอาไกวัลยธรรมนี้เป็นตัวตน. พุทธศาสนาเราสอนไปในทางไม่มีตัวตน ก็มีแต่สักว่าไกวัลยธรรม คือ เป็นเพียงสักว่าธรรมชาติ หรือบางทีก็เรียกว่าธรรมธาตุ บางทีก็เรียกว่าธาตุเฉย ๆ.

น.930 นี้พูดกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ก็ต้องทบทวนอยู่ และขอร้องว่าให้จำไว้ให้ แม่นยำ ; สิ่งนี้แหละบางทีพระพุทธเจ้าก็ตรัสเรียกมันว่าธาตุเฉย ๆ เช่นที่สวด เมื่อตะกี้นี้ว่า ฐิตา ว สา ธาตุ -ธาตุนั้นมีอยู่แล้วนั่นเทียว ; บางทีก็เรียกเต็ม ๆ ว่าธรรมธาตุ คือสิ่งที่มีอยู่สักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ. แต่เดี๋ยวนี้เรามาเพ่งเล็งเอาเฉพาะลักษณะที่ว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา หรือเนื้อที่ หรือการกินเนื้อที่ มันจึงมีอยู่ไปในที่ทั้งปวง, ทั้งปวงจนไม่รู้ว่าจะใช้คำ "ทั้งปวง" ว่าอย่างไรดี คือมันทั้งปวงออกไปเรื่อย, ออกไปเรื่อย, ออกไปเรื่อย, ออกไปเรื่อย ไม่มียกเว้นอะไร ; โลกนี้ แล้วก็จักรวาลนี้, แล้วก็จักรวาลอื่น, แล้วก็โลกธาตุอันอื่น, แล้วก็อื่นๆ อื่น ๆไป, จนไม่มีอะไรเหลือ. นี้มีความ เป็นอันเดียวเหมือนกันหมด อยู่ในที่ทั้งปวง อย่างนี้ ความเป็นอย่างนั้น เรียกว่า ความเป็นไกวัลยธรรม. ถ้ารู้จักสิ่งนี้ ใจมันก็กว้างพอที่จะไม่มีมึง ไม่มีกู, ไม่มีเรา ไม่มีเขา ; แม้แต่ในศาสนาเดียวกัน มันก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ในระหว่างศาสนาก็ไม่ต้อง ทะเลาะกัน. [ทบทวนความมุ่งหมายในการบรรยายครั้งก่อนถึงหน้า ๓๘๒.] ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พยายามอธิบาย ให้พอเห็นเค้าเงื่อนแล้วว่า ทุกศาสนารับรองว่ามีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนสิ่งใดเลย แล้วเป็นที่ มีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง หรือว่าชัดลงไปอีกก็ว่า เป็นปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ; ส่วนใหญ่เขาก็เรียกว่าพระเจ้า เพราะว่าไม่มีคำอะไร ที่มีความหมายดีไปกว่าคำว่า

น.931 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ ) ๓๗๗ พระเจ้า. พูดว่าพระเจ้ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง, พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั้งปวง ครอบคลุม สิ่งทั้งปวง เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง. "พระเจ้ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง" เหมือนกันทุกศาสนา. นี้ก็ต้องเห็นใจบ้าง ว่าเมื่อ พูดให้คนที่ไม่รู้อะไร ก็ต้องพูดว่าเป็น คนหรือเป็นพระเจ้า , หรือเป็นอะไร ๆ ที่มีความรู้สึกอย่างคนนี้ เป็นพระเจ้าขึ้น มา สำหรับสร้างสิ่งทั้งปวง ; เพราะว่าท่านได้มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. พวกนี้เขา ก็ถือพระเจ้า ; แต่ลักษณะของพระเจ้าชนิดนั้น ก็คือลักษณะของไกวัลยธรรม นั่นเอง. ดังนั้น ศาสนาบางศาสนาไม่ยอมเรียกว่าพระเจ้าอย่างนั้น ก็เรียก เสียว่าอะไรอันหนึ่ง. พวกที่ชอบอัตตาก็เรียกว่าเป็นอัตตาใหญ่, เป็นปรมาตตา, ปรมาตมัน แล้วแต่จะใช้ภาษาอะไรเรียก ให้มีความหมายเหมือนกับพระเจ้า ; เพราะว่ามัน มีอยู่ก่อนสิ่งใด. แล้วเมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น มันก็ต้องออกมาจากสิ่งนั้น ; เพราะว่า สิ่งนั้นมันมีอยู่ในที่ทั้งปวง ในเวลาทั้งปวง มันกินเนื้อที่เสียหมดแล้ว. แล้ว สิ่งใดออกมาทีหลัง ก็หมายความว่าออกมาคลอดมาจากสิ่งนั้น ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว ; กินเนื้อที่ทั้งปวง กินเวลาทั้งปวงอยู่. ฉะนั้น สิ่งนี้จะถูกเรียกว่า ปรมาตมัน อะไร มันก็ มีความหมายอย่างเดียวกับพระเจ้า. ทีนี้มาถึง พุทธศาสนาเรา ก็ ไม่เรียกว่าพระเจ้า แล้วก็ ไม่เรียกว่า ปรมาตมัน ; แต่มาเรียกอย่างที่เรียกว่าเป็นนักเลงที่สุด หรือเป็นนักวิทยา- ศาสตร์ นักธรรมชาติที่สุด คือ เรียกมันว่า ธาตุ, ธา-ตุ, หรือธาตุ หรือ ธมฺมธาตุ

น.932 หรือธาตุตามธรรมชาติ ; อย่างบาลีที่สวดไปเมื่อตะกี้นี้ว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ -ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ดี จะไม่เกิด ขึ้นก็ดี ; ฐิตา ว สา ธาตุ ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว. บาลีนี้มีปัญหา มีความกำกวมที่จะต้องวินิจฉัย ว่า "ตถาคตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นก็ตาม ตถาคตทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม" อันนี้มีอยู่แล้ว สิ่งนี้มีอยู่แล้ว. ทีนี้คำว่า ตถาคตทั้งหลายนั้นคืออะไร ? ในภาษาบาลีก็ทำยุ่ง เพราะคำว่า ตถาคต นี้ก็แปลว่า พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้า ก็มี แล้วตถาคตนี้แปลว่า สัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวงทั่วไปไม่ยกเว้นสัตว์อะไร นี้ก็มี ก็เรียกว่าตถาคตเหมือนกัน. ทำไมเป็นอย่างนั้น ? ก็เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มันก็มาตามเหตุ ตามปัจจัย แล้วก็ไปตามเหตุตามปัจจัย โดยกฎอิทัปปัจจยตาปรุงแต่งขึ้นมา ก็ เป็นมา ตามเหตุตามปัจจัย ไปตามเหตุตามปัจจัย ; เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายก็เรียกว่า ตถาคต, คือคำว่า ตถาคต ใช้เรียกสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ได้. ที่จะใช้เรียก พระพุทธเจ้าก็เพียงองค์เดียวคนเดียว แม้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เกิดขึ้นมาในโลก อย่างมีเหตุมีปัจจัย แล้วก็จะดับไป ก็ดับไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย เพราะหมดเหตุ หมดปัจจัย มันจะต่างอะไรกันกับสัตว์ทั้งหลายและพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นภาษาบาลี คำนี้ทำยุ่ง คือคำว่า ตถาคต นี้ แปลว่า สัตว์ทั้งปวงรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย ก็ได้. ถ้าถือเอาความหมายอย่างนี้ มันก็ได้ความว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมันจะ เกิดขึ้นก็ตาม มัน จะไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้นมันมีอยู่แล้ว คือธรรมธาตุ อันนั้นมันมีอยู่แล้ว. นี่ฟังดูก็จะเข้าใจง่าย ว่าบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง

น.933 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๗๙ รวมทั้งพระพุทธเจ้านี้ จะเกิดขึ้นมาหรือยังไม่เกิด หรืออะไรก็ตามใจ; ธาตุนั้น มันมีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้. ธาตุนั้นคืออะไร ? ก็คือ ตถตา, อวิตถตา-ความเป็นอย่างนั้น, ความ ไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น ; แล้วสรุป ความว่า อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จะเกิดขึ้น. มันคือ กฎที่มีอยู่ตายตัวว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จะเกิดขึ้น และว่าเมื่อมีปัจจัย อย่างนี้ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ต้องเป็นตามปัจจัยอย่างนั้น ๆ เช่น จะมีรูปร่างอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นต้น และว่าเมื่อสิ่งนี้ ๆไม่มี, สิ่งนี้ ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น. นี่เพราะปัจจัยมัน ไม่มี. นี้คือสิ่งที่เรียกว่า ธาตุเฉย ๆ บ้าง เรียกว่าธรรมธาตุ คือธาตุที่เป็น ธรรม ตัวธรรมที่เป็นธาตุ แล้วแต่จะเรียกมันบ้าง. มัน มีอยู่แล้ว มัน มีอยู่ ก่อนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ ก็ตรงกับคำว่า ไกวัลยธรรม ; มีความหมายอย่าง เดียวกับพระเจ้า คือมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง มีความหมายอย่างเดียวกับปรมาตมัน ใน ข้อ ที่ว่ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. พระเจ้าสร้างสิ่งทั้งปวงทำนองเดียวกับอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ ที่ว่าจะสร้างสิ่งทั้งปวงหรือไม่ ? นี้ยิ่งเห็นชัด ถ้าผู้ใดศึกษากฎ อิทัปปัจจยตาเข้าใจดี ก็จะเข้าใจได้ ว่า กฎอิทัปปัจจยตา นั่นแหละ บันดาลให้ สิ่งทั้งหลายเป็นไป หยุดอยู่ไม่ได้ คือไม่ยอมให้หยุด ไม่เกิดก็ดับ ไม่ดับก็เกิด เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา แล้วจะไม่เรียกว่า สร้างสิ่งทั้งหลายทั้งปวง

น.934 อย่างไรกัน. นี้เป็นหลักใหญ่ที่มุ่งหมายจะให้ทุกคนเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่เป็นพุทธบริษัท คือเป็นผู้ลืมหูลืมตา เบิกบานแล้ว ตื่นนอนแล้ว ไม่มัว หลับอยู่แล้ว มีความแจ่มใสเบิกบานแล้ว จะต้องรู้สิ่งนี้. เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาในโลกนี้ ว่าแม้แต่ในระหว่างศาสนา ก็ทะเลาะกัน เสียแล้ว ; ยิ่งศาสนาที่ตกเป็นทาสของการเมืองด้วยแล้ว ยิ่งหาเรื่องทะเลาะผู้อื่น หนักขึ้นไปอีก ; เป็นเหตุให้ศาสนามันทะเลาะกัน. แม้ว่ามันจะเป็นศาสนา ตามลำพัง ; ผู้ปฏิบัติมันก็ยังมีตัวกู-ของกู, คือมันปฏิบัติไม่ถึงตัวศาสนา. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้น อยู่ในกำมือของคนชนิดนี้ คือพุทธ- บริษัท อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี หรือว่าของศาสนาอื่นมันก็อย่างนี้ มัน อยู่ในกำมือของคนที่ยังไม่หมดกิเลส, คือคนที่ยังไม่เข้าถึงพระเจ้า, คือคน ที่ยังไม่เข้าถึงปรมาตมัน, คนที่ยังไม่เข้าถึงกฎอิทัปปัจจยตา มันก็มีตัวกู มีของกู มีของคณะกู ; มันก็เลย ได้อิจฉาริษยา เบียดเบียนกัน, พยายามที่จะข่มขี่ ศาสนาอื่น แล้วก็ยกตัวเอง. ผลบาปผลร้าย มันก็ไปอยู่ที่โลก, คือที่สัตว์โลกทั้งปวง ; ไม่รู้จัก ศาสนา ไม่รู้จักพระเจ้า ก็เลยทะเลาะวิวาทกัน ; เพราะมีตัวกู, แล้วมันก็ ต้องทะเลาะกับตัวสู. ถ้าตัวกูมันขยายออกไปเต็มประเทศ มันก็ได้รบกันกับ ต่างประเทศ นี่เรียกว่า มนุษย์ไม่มีสันติสุขไม่มีสันติภาพ เพราะว่าไม่มีศาสนา ที่แท้จริง มีแต่ศาสนาที่กำลังอิจฉาริษยากัน. ทีนี้ จะแก้ปัญหาข้อนี้ได้อย่างไร? ก็ต้องอาศัยความจริงอีกนั่นเอง คือให้รู้ความจริงกันเสียทีว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ก็ ไม่ได้มีหลายศาสนาอะไร ;

น.935 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐานฯ (ต่อ) ๓๘๑ มีศาสนาเดียว คือให้รู้ว่า มัน มีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า ไกวัลยธรรม เป็นเพียง สิ่งเดียว ในที่ทุกแห่ง ในกาลเวลาทั้งหมด สิ่งนี้ไม่มีความเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน มันเป็นสิ่งเหนือเวลาไปเสียทั้งหมด อันนั้นมันมีอยู่ ในพุทธศาสนา เราก็ เรียกสิ่งนี้ว่าอสังขตะ , อสังขตธรรม หรือว่า วิสังขาร , หรือว่าเรียกกันใหม่ ๆ นี้ว่า สภาพโลกุตตระทั้งปวง คือ ว่าง ; สุญญตา นั่นเรียกว่า ว่าง, ว่างคือ อยู่เหนือความมีตัวตน. ถ้าใครเข้าถึงสิ่งนี้ ก็จะหมดความเป็นตัวตน, หมดความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลเสีย; แล้วมันจะมามีเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นอะไร ๆ ได้อย่างไร ? มันเลิกกันไปหมด. นี่คือ ความเข้าใจในระหว่างศาสนา มัน เกิด ขึ้นได้โดยอัตโนมัติ. ถ้าใครได้เข้าถึงความจริงอันหนึ่ง คือความจริงแห่งความ ไม่มีอะไร, ที่จะมาแบ่งแยกเป็นตัวกู เป็นของกู เป็นของสู่ เป็นของคนนั้น คนนี้ ก็จะเห็นได้ว่ามัน มีแต่ธรรมธาตุ ชนิดหนึ่ง เป็นธาตุตามธรรมชาติ, คือสิ่งที่เป็นไกวัลยธรรมนั่นแหละเป็นพื้นฐาน มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง. รู้จักไกวัลยธรรมแล้วจะมีความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา, นี้พูดซ้ำพูดซากอยู่แต่อย่างนี้ เพื่อให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม เพื่อทำความเข้าใจอันดีต่อกัน ในระหว่างศาสนาทั้งหลาย ที่ยิ่งเห็นแก่ตัวมาก ยิ่งขึ้นทุกที. นี้มันน่าหัวที่ว่าพอ วัตถุนิยมยิ่งเจริญ ขึ้นเท่าใด พวกศาสนาก็ยิ่งเห็น แก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น ; มันเจริญอยู่ที่วัตถุนิยม แต่ผลมันมาได้แก่ศาสนา ซึ่งอยู่ในกำมือของคนที่มันหลงไปในวัตถุนิยม.

น.936 ระวังให้ดี มันกำลังเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม : ที่เป็นตัวผู้ปฏิบัติ มันก็ ปฏิบัติเพื่อวัตถุนิยม เพื่อผลเป็นสวรรค์บ้าง ถึงแม้แต่ว่าจะเพื่อเกียรติ ได้เป็น ครูบาอาจารย์ชั้นดีชั้นเลิศบ้าง นี้มันก็วัตถุนิยม. เมื่อในโลกนี้มันมีวัตถุนิยม เจริญก้าวหน้า มันก็ดึงจิตใจของคนทั้งหลายไปหาวัตถุนิยม จนกลายเป็นแม้ ประพฤติพรหมจรรย์นี้ ก็เพื่อผลเป็นวัตถุนิยมไปเสีย ; แม้ผู้เผยแผ่ศาสนา มันก็เพื่อวัตถุนิยมไปเสีย เพื่อชื่อเสียงบ้าง เพื่อเกียรติ กระทั่งเพื่อเงินเพื่อทอง ในที่สุด. ศาสนามันก็เลยตกมาอยู่ในกำมือของผู้เผยแผ่ ซึ่งเป็นทาสของวัตถุ นิยม เรื่องมันก็จะสลายฉิบหายกันหมดเพราะเหตุนี้. ฉะนั้น จะต้องดึงเอาไว้ให้ได้ ให้มีตัวสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือ ธรรมธาตุ หรือ ไกวัลยธรรม นี้ อยู่เป็นหลัก นี้คือความมุ่งหมายของการ บรรยายธรรมบรรยายชุดนี้ ซึ่งบรรยายมา ๑๐ ครั้งแล้ว เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ขอให้พยายามทำความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น สมกับการที่มี การบรรยายเพิ่มขึ้น. เริ่มการบรรยายครั้งนี้. ต้องรู้จักเรื่องทางจิตทางวิญญาณจึงจะเข้าถึงไกวัลยธรรม. เดี๋ยวนี้เรามันมองกันแต่ในเรื่องที่ตำตาของบุคคล ผู้รู้จักแต่วัตถุนิยม, รู้จักแต่วัตถุด้วย แล้วก็ รู้จักแต่จะนิยมวัตถุด้วย ; ไม่นิยมเรื่องที่เป็นเรื่องทาง จิตทางวิญญาณที่ลึกซึ้ง ; เหมือนกับว่าเรา เป็นเด็กอมมือกันอยู่ตลอดเวลา. แม้อายุตั้งเท่านี้แล้ว ก็ยังเหมือนกับว่าเป็นเด็กอมมือกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเห็น. อะไรก็เห็นแต่เท่าที่ลูกตานี้มันเห็น ; เหมือนกับเด็ก ๆ เขาจะเห็นอะไรแต่แค่

น.937 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๓๘๓ ที่ว่าจิตใจของเขารู้จัก. ถามทีไรก็ว่าต้องการขนม ต้องการลูกกวาด ต้องการ อย่างนี้. ใช้ให้ถูขี้ไคลให้ทั่วตัว ก็ถูแต่ที่ตรงท้องเท่านั้น มันก็ว่าทั่วตัวแล้ว. อยากจะเล่า เรื่องที่จะเป็นตัวอย่าง ได้ดีที่สุดว่า คนเรานี้มันเห็นแต่สิ่ง ตื้น ๆ ผิวเผิน เท่าที่เราเคยเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็อบรมกันอยู่เพียง เท่านั้น. เมื่ออาตมายังเป็นเด็ก ก่อนเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำไป ; ไปดูยี่เกที่ พุมเรียง ที่บ้านที่เกิด ที่วัดใหม่. ยี่เกมีชื่อเสียงมาแสดงอยู่ เด็ก ๆ ก็ไปดู หลายเรื่องหลายราว หลายครั้งหลายหน แล้วมีครั้งหนึ่งที่ยังจำได้ :- เขาแสดงเรื่องจันทโครพ ถึงตอนที่ว่า ได้รับตลับที่ใส่นางโมราอะไร แล้วนั้น ก็เดินทางกลับบ้าน. ฤๅษีสั่งไม่ให้เปิดดูกลางทาง ; ที่นี้เขาก็ไป เปิดดูที่กลางทาง ก็มีนางออกมา, สวยจนหลงใหล. ทีนี้ธรรมดายี่เกเขาก็ต้องมีบทบาท ที่ให้คนหัวเราะชอบใจให้มากที่สุด เพราะว่าคนจะได้ติด จันทโครพก็หลงใหล, นางนั้นก็เล่นตัว : ตั้งต้นแต่ว่า จะซักไซ้ ว่าจะรักจริงหรือไม่รักจริง อะไรทำนองนี้. นางก็พิสูจน์ให้จันทโครพ ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ทำอย่างโน้น ; ก็ยอมทำหมด, ไ เด็ก ๆ ก็หัวเราะครืน ทุกคราวไปที่ยอมทำ. ในที่สุดนางคนนั้น ใช้ให้จันทโครพกินขี้ของนางนั้น ; จันทโครพมันก็กิน แล้วก็หัวเราะกันครืนไปหมด ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่, หัวหงอกแล้ว ก็ยังหัวเราะ ว่าจันทโครพกินขี้. แต่ไม่มีใครนึกเลยว่า ทำไมจึงกินขี้? หรือว่า เรื่องนั้นมันมีความหมายอย่างไร ? ไม่มีใครนึกว่า ถ้าว่ากิเลสมันครอบงำแล้ว คนเราก็กินขี้ได้ แต่ ไม่มีใครนึกอย่างนั้น ก็หัวเราะกันไปหมด ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่

น.938 ไม่มีใครได้ประโยชน์อย่างที่อุปติสสะหรือโกลิตะได้ ; เพราะสองคนนี้เข้าไป ดูยี่เก๋ไปดูละคร แล้วได้ธรรมจักษุ เบื่อโลกออกไปบวช มาเป็นพระสารีบุตร เป็นพระโมคคัลลานะ. สองคนนี้เห็นธรรมในโรงละคร เกิดความเบื่อหน่าย. ทีนี้ในโรงยี่เกคราวนั้น มันก็มีแค่จันทโครพกินขี้; แล้วไม่มีใครเคย นึกว่า ตัวเองก็เป็นจันทโครพกินขี้ มันก็เลยหัวเราะกันใหญ่; ก็คิดดูเถอะ ทุกคนมันก็เป็นจันทโครพกินขี้ เพราะว่าถ้ามันหลงรัก หรือชอบใจอะไรแล้ว มันก็กินขี้ได้ทั้งนั้นแหละ คือว่า เป็นเหยื่อของสิ่งนั้น , เป็นทาสของสิ่งนั้น. เรื่องนี้คิดดูให้ก็ดีแล้ว มันก็ เป็นเรื่องของธรรมชาติ ; เพราะว่าตัวยี่เก ที่แสดง เขาก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะสอนธรรมะ ว่าจันทโครพนี่หลงหนักเข้าแล้วก็กินขี้. คนแสดง, ตัวยี่เก มันก็ต้องการให้คนหัวเราะ ให้คนติด ให้ได้เงินมาก ๆ เท่านั้น มันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสอนธรรมะ ; แต่ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมา มันอาจจะสอน ธรรมะ หรือว่ามันสอนอยู่แล้ว ว่าถ้าคนเรา ถ้าไปหลงรักอะไรเข้าแล้ว มันก็ ยอมทุกอย่าง ; แต่คนก็ไม่มองในแง่นั้น ไม่รู้สึกในแง่นั้นกันสักคนเดียวนี่. อาตมาก็ยังเป็นเด็กมาก แต่เชื่อว่าไม่มีใครรู้สึกอย่างนี้สักคนเดียว ล้วนแต่หัวเราะ เฮฮากันไปหมด ว่ามันกินขี้. เรา จะต้องนึกถึงธรรมชาติ ที่มันสอนอยู่โดยไม่ได้เจตนา นี้. เต็ม ไปหมดทุกหัวระแหง ที่มันจะสอนความจริง ในทุกแง่ทุกมุม และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในแง่มุมที่ว่า ถ้าหลงไปแล้ว มันก็จะไปทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ คือทำให้ ตัวเองเป็นทุกข์. นี่จำไว้ให้ดีว่า เรากำลังหัวเราะอะไรอยู่ โดยไม่ได้รับประโยชน์ จากสิ่งนั้น ; เพราะว่าเรามันโง่ ก็จำว่าเรานั่นแหละมันเป็นจันทโครพกินขี้ เสียเอง.

น.939 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๘๕ ฉะนั้นคำอธิบาย เรื่องไกวัลยธรรม ก็อาจจะมีลักษณะอย่างนี้; มัน ก็จะดูเป็นเรื่องว่าอย่างนั้น ๆ ๆ ไปตามคำพูด ไปตามตัวหนังสือ, แล้วก็ ไม่ได้ความ หมาย ในลักษณะที่จะให้เกิดความสลดสังเวช หรือความรู้ถึงความจริงว่าเป็น อะไร ในส่วนจิตใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป; ไม่ใช่มาอยู่ตรงแค่ว่าวัตถุ. เช่นว่ากิน อุจจาระ มันก็อยู่แค่อุจจาระ ; มันไม่เลยไปถึงว่า เหยื่อของกิเลส เหยื่อของ ตัณหา ของอวิชชา ของความโง่. ถึงแม้อาตมาเองก็เพิ่งจะมามองเห็น ว่าเรื่องจันทโครพกินขี้ ที่เราเคย หัวเราะนั้น ; เราก็โง่มาตั้ง ๖๐ ปีแล้วกระมัง ; ไม่มองเห็นว่า ความหมายนั้น มันลึกมาก มีค่ามาก ประเสริฐมาก แล้วเราก็ รับเอาไม่ได้ , และเพราะว่าเรา ก็ยังเป็นเด็กด้วย. แต่เดี๋ยวนี้ถ้าพอมาพูดถึง เรื่องไกวัลยธรรม แล้ว อายุหลายสิบปีนี้ ก็ยังจะเป็นเด็กอมมืออยู่ก็ได้ จึงขอร้องว่า อย่าไปทำเล่นกับเรื่องเหล่านี้. เรื่อง สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้ อย่าไปทำเล่นกะมัน, มันมีอะไรที่ยังลึกซึ้งอยู่มาก ; ไม่ใช่ว่าพอฟังจบแล้วก็จะเข้าใจ ยังจะต้อง สำรวมจิต มีสมาธิเฉียบแหลม ลึกซึ้ง แทงตลอด ให้รู้จักสิ่งนี้ต่อๆกันไปอีก เป็นชั้น, เป็นชั้น, เป็นชั้น, กว่าจะถึงตัวที่เป็นตัวจริงของมัน. ทีแรก ก็ ได้ยินได้ฟัง ก็เป็นความรู้ จำได้ ; ต่อมาก็ ใช้เหตุผล ไตร่ตรองไปตาม ก็เป็น ความเข้าใจ เรียกว่าเป็นที่พอใจอยู่ แต่ยังไม่ถึงสิ่งนั้น จนกว่าเมื่อไรจิตใจมันสังเวช มันมองเห็นลึกกว่านั้น แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลง ในทางจิตใจ. นี่จึงจะเรียกว่า เห็นอย่างรู้แจ้งแทงตลอด คือเข้าถึงตัว ไกวัลยธรรม.

น.940 ถ้าเรียกอย่าง ศาสนามีพระเจ้า ก็เรียกว่า เข้าไปเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า. ถ้าว่าเป็น ศาสนาที่มีปรมาตมัน ก็ต้องกลับไปรวมกับปรมาตมัน. ถ้าเป็นศาสนาอย่าง พุทธศาสนา มีสักว่าธาตุตามธรรมชาติ มันก็เหลือแต่สักว่าธาตุตามธรรมชาติ, ไม่เหลือตัวกู ของกูอยู่ที่ไหนอีก; แล้ว ลักษณะของธาตุตามธรรมชาตินี้ มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือสุญญตา -ความเป็นของว่าง ; มันต้องกลายเป็นของว่างอย่างนั้นไปต่างหาก จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ถึงซึ่งไกวัลยธรรม. นี่มันไม่มีไทย ไม่มีฝรั่ง ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสต์ ไม่มีอิสลาม ไม่มีพราหมณ์ ไม่มีเต๋า ไม่มีอะไรแล้ว มันเป็นว่างเนื้อเดียวกันไปหมด; เหมือนกับความว่างที่ปราศจากตัวกู-ของกู. แล้วก็ดูความว่างนี้ตั้งต้นมาแต่เมื่อไร มันก็หาไม่พบ, มันกินขนาดกว้างไปเท่าไร มันก็หาไม่พบ, มันมีอายุเท่าไร มันก็บอกไม่ได้; นี่ เป็นอมิตาภะ คือ แสงสว่างไม่จำกัด รัศมีไม่จำกัด, อมิตายุไม่มีอายุอันจำกัด. นี้เรียกว่า ไกวัลยธรรม นี้ พระพุทธเจ้าท่านมาเรียกอย่างนักเลง อย่างนักวิทยาศาสตร์ เรียกว่า ตถตา - ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา - ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา - ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น; นี้เราก็ไม่รู้. แม้คำที่ชินหูที่สุด คือคำว่า อสังขตะ นี้ ก็ ยังไม่รู้ ว่ามันอสังขตะกันที่ตรงไหน ; มันจะให้เป็นตัวเป็นตนอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเรื่อย, แม้จะพูดว่าเป็นอสังขตะ มันก็จะให้เป็นตัวเป็นตน แม้จะพูดว่าอนัตตา มันก็ยังจะให้เป็นตัวเป็นตนของอนัตตา, นี่ อย่างนี้เรื่อยไป. ฉะนั้น อาตมาจึงว่าต้องทน ต้องขอร้องว่าให้ต้องทน ศึกษาพิจารณาเรื่อย ๆ ไปก่อน. .... .... .... ....

น.941 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐานฯ (ต่อ) ๓๘๗ ทีนี้ก็จะพูดถึงตัวเรื่องต่อไป คือ :- ไกวัลยธรรม ในฐานะที่จะเป็นหลักมูลฐานเพื่อความเข้าใจอันดี ต่อกันในระหว่างศาสนา. ยกใจความสำคัญข้อแรกขึ้นมาพูด เรียกว่า สิ่งที่เป็นปฐมเหตุ. ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูดถึงสิ่งที่เป็นปฐมเหตุ ในศาสนาพุทธ หรือศาสนาอื่น ๆในประเทศอินเดีย ที่มีอยู่ด้วยกัน. แล้วก็ขอเตือนอยู่เสมอว่า แม้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสคำว่า ปฐมเหตุ หรือยืนยันว่ามีปฐมเหตุ แต่ท่านก็ได้กล่าวธรรมะมากมาย มีปริยายมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า นั่นแหละคือสิ่งที่จะเรียกกันในที่นี้ว่า ปฐมเหตุ. ยกคำปฐมเหตุขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้เห็นว่ามีในทุกศาสนา. สิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุนี้ ผู้ที่อยากจะค้าน ก็จะค้านได้ทันทีว่า มันเป็นตัวตนไปเสียแล้ว, ถ้ามีปฐมเหตุสำหรับสร้างสิ่งอื่น มันก็จะเป็นตัวเป็นตนไปเสียแล้ว. นั่นก็ลืมไปว่า เรากำลังจะพูด เพื่อจะทำความเข้าใจอันดี ในระหว่างศาสนา. เมื่อ ศาสนาอื่นเขาจะเรียกว่า ปฐมเหตุ ก็อย่าไปว่าเขาซิ; เพราะเขาเพ่งเล็งในข้อที่ว่า มันมีสิ่งนั้นอยู่ก่อน, แล้วก็มีสิ่งอื่นออกมาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แล้วจะไม่ให้เรียกสิ่งนั้น ว่า ปฐม เหตุ ได้อย่างไรกัน. และศาสนาของเขาก็ตั้งใจ

น.942 จะบัญญัติว่าอย่างนั้น : ให้คนพยายามเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุนั้น แล้วจะ ได้เลิกกันที คือเลิกมีตัวกู-ของกูกันเสียที อยู่กับพระเจ้า ไม่ทะเลาะวิวาทกันอีก ไม่มีความทุกข์อีก. สิ่งที่เรียกว่า ปฐมเหตุ นี้ ก็ต้องถือว่าเป็นคำสมมติ คือเรา สมมติ ไกวัลยธรรมให้เป็นปฐมเหตุ; เพราะว่าไกวัลยธรรมนั้นมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แล้วก็มีสิ่งทั้งปวงออกมาเรื่อย ในขอบเขตของไกวัลยธรรม ก็เลยเรียกว่า ไกวัลยธรรมเป็นปฐมเหตุ. ทีนี้ถ้าพูดให้ สมมติหนักขึ้นไปอีก ก็ต้องพูดว่าเป็นผู้สร้าง, เดี๋ยวนี้ เรายังไม่พูดถึงว่าเป็นผู้สร้าง เราพูดว่าเป็นปฐมเหตุ จะทิ้งค้างไว้ให้ทุกคนเอาไป คิดไปนึกอยู่เรื่อย ๆไปก็ได้ ว่าอะไรนะที่มันมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ? แล้วสิ่งทั้งปวง ออกมาภายใต้อำนาจ หรือว่าอิทธิพล หรืออะไรต่าง ๆ ของสิ่งนั้น. หรือว่าถ้าจะถามกันอย่างนี้ก็ได้ ว่า " เวลา" นี้มันมาจากไหน ? คำตอบ ในเรื่องนี้จะฟังถูกหรือไม่ถูกก็ตามใจ ก็ต้องบอกว่า มันมาจากสิ่งที่อยู่นอกอำนาจ ของเวลา, สิ่งที่มิได้เป็นเวลา มิใช่เวลา และอยู่นอกอำนาจของเวลา นั่นแหละ เป็นปฐมเหตุ ของสิ่งที่เราเรียกกันว่าเวลา. ทีนี้สิ่งทั้งปวงที่มีรูปร่างต่าง ๆ, รูปวัตถุต่าง ๆ นี้มันมาจากไหน ? มันก็ มาจากสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือความที่มีรูปร่าง. สิ่งที่อยู่เหนือความที่จะมี รูปร่าง ไม่มีรูปร่าง ไม่เป็นรูปร่าง ไม่ใช่รูปร่าง นั้นมันมีอยู่ก่อน สิ่งที่อยู่นอก เวลา นอกเรื่องของเวลานั้นแหละ เป็นผู้สร้างเวลาขึ้นมา. สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่กิน

น.943 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๘๙ เนื้อที่ ไม่เกี่ยวกับการมีรูปร่าง นั่นแหละ มันสร้างสิ่งที่มีรูปร่างและกินเนื้อที่ ขึ้นมา. ถ้าว่าไม่ใช่แล้วก็คืออะไรล่ะ ? ก็ลองคิดดูเองซิ. มันก็ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งนี้ ซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งใด ; จึง สมมติให้แก่สิ่งนี้ว่าปฐมเหตุ เรียก สิ่งนี้ว่าปฐมเหตุ แต่ไม่ใช่บุคคล. ที่มีคำว่า "พระเจ้า" ก็เพื่อสอนแก่คนผู้ไม่รู้จักภาวะนี้. การที่พวกที่ถือว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง และมีพระเจ้าเป็นบุคคล นั้นมัน จำเป็นที่จะต้องพูดอย่างนั้น ; เพราะจะสอนคนที่ยังไม่รู้จักสิ่งที่ไม่ใช่บุคคล ได้ จึงต้องสอนให้เหมือนกับอย่างบุคคล. เขาจึงต้องเขียนรูปร่างของพระเจ้า ให้เหมือนกับคน. พระเจ้าในศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู อะไรก็ตาม ก็เขียนรูปร่างเหมือน กับบุคคลทั้งนั้น ; เพราะถ้าเขียนผิดไปจากนั้น ก็ไม่มีใครรู้จัก; มันคล้ายๆ กับว่า จะต้องเขียนให้เด็กอ่านหรือดู ก็ต้องเขียนอย่างนั้น จนกว่าจะรู้จักสิ่งที่ ไม่เป็นบุคคล ถึงจะเขียนเป็นอย่างอื่น. ทีนี้ถ้าเขียนเป็นอย่างอื่น มัน ก็เขียนไม่ได้. เอ้า, ลองเขียน รูปร่างพระเจ้าดูซิ ถ้าไม่ใช่อย่างบุคคล : พระเจ้าเป็นผู้สร้าง, พระเจ้าอยู่ในที่ ทั้งปวง, พระเจ้าควบคุมโลกนี้ มันก็ต้องเขียนเป็นบุคคลออกมา ถ้าจะต้องเขียน ; ไม่อย่างนั้นก็อย่าเขียน ; ถ้าเขียนก็ต้องเขียนเป็นสัญลักษณ์ เป็นบุคคลออกมา

น.944 นี่คือ ปฐมเหตุ ที่ต้องเขียน เป็นพระเจ้าผู้สร้าง, หรือว่าพูดบรรยายในลักษณะ ที่เป็นพระเป็นเจ้าผู้สร้าง. ได้พูดมาสำหรับ พุทธศาสนา ว่าได้แก่ กฎของอิทัปปัจจยตา ว่านั้น แหละ คือ ปฐมเหตุ, แล้วก็ได้พูดถึงศาสนาอื่น ที่มีอยู่ในประเทศอินเดียด้วยกัน ที่เป็นของคนมีสติปัญญาด้วยกัน ก็ระบุไปยังสิ่งที่ลัทธิ เวทานตะ คือยอดสุดของ ฮินดูนี้ เรียกว่า ปรมาตมัน หรืออัตตาอันใหญ่ยิ่ง อัตตาอันแท้จริงและใหญ่ยิ่งนี้ เรียกว่า ปรมาตมัน ไม่มีรูป ไม่มีร่าง ไม่อยู่ในเวลา เหมือนกับที่บรรยายมาแล้ว ในลักษณะของไกวัลยธรรม. แล้ว คนไหนจะเขียนรูปร่างของปรมาตมันได้ ? มันก็ไม่มี. ทีนี้พวกที่อยากจะสอนเวทานตะนี้แก่ชาวบ้าน มันก็ยังต้องกลับไปใช้ คำว่า พรฺหฺมา หรือ พระพรหม อีกนั่นเอง ; เพราะว่า พระพรหม นี้ มีความหมาย ผู้สร้างมาแต่เดิมอยู่ก่อนแล้ว. ทีนี้ก็จะชี้ลักษณะของปรมาตมัน ในลักษณะที่มี อยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง หรือออกสิ่งทั้งปวงมา ก็เรียก ปรมาตมันนั้นว่าพรหมา หรือ พระพรหม นี่เสียทีหนึ่ง. ทีนี้ถ้าใครจับพลัดจับผลูมา ถือเอาว่า เอ้า, ก็พระ- พรหมมีรูปร่างอย่างนั้น ; มันหลอกมันโกหกกันเมื่อหยก ๆ นี้เอง คนก็เลยไม่เชื่อ สิ่งที่เรียกว่าปรมาตมัน ก็ได้. นี่ความจำเป็นของผู้ที่สั่งสอนมันมีมากอย่างนี้ เราก็ต้องเห็นใจเขาบ้าง ; แล้วก็รู้ความมุ่งหมายให้ดี ว่าถ้าเขาจะสอนในหมู่คน ที่ยึดถือในบุคคลอื่น เป็นที่พึ่ง คือพระเจ้าแล้ว ก็ต้องให้อันนี้เป็นพระเจ้า มีลักษณะเป็นไกวัลย- ธรรม ..

น.945 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๓๙๑ ทีนี้ถ้าคนที่คิดมาก เรียนมาก ฉลาดมาก อย่างในอินเดีย สมัย พระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้นนี้ ; พูดถึงพระเจ้า อย่างนั้น เขาไม่เชื่อกันแล้ว. เขาจึง ต้องพูดเป็นธรรมะ หรือเป็น นามธรรม เป็น ปรมาตมัน นี้ คล้าย ๆ กับเป็น ธรรมธาตุอันหนึ่ง ; แต่โดยเหตุที่ยังไม่สลัดเยื่อใยแห่งอัตตาหรือตัวตนออกไป เสียได้ จึงต้องเอาคำว่าอัตตามาใช้ ; แต่ให้เป็นอัตตาใหญ่ อัตตาสากล อัตตา ที่เป็นที่ออกมาแห่งอัตตาทั้งหลายไป. นั่นคือปฐมเหตุ ทีนี้ พุทธศาสนา ก็เรียกว่า กฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ที่ทำให้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงออกมา หรือว่าจะกลับดับลงไป ก็ดับลงไปในกฎเกณฑ์แห่ง อิทัปปัจจยตา สิ้นสุดกันแค่นั้น. ถ้าจะหาเรื่องให้ทะเลาะกัน มันก็ทะเลาะกัน ได้ แต่ถ้าจะหาเรื่องให้กลมกลืนกันไปได้ มันก็มีทางที่จะกลมกลืนกันไปได้ ; ข้อนี้มันอยู่ที่ว่า เจตนาดีหรือเจตนาร้าย. แต่ถ้าจะ เอาความจริงแท้จริงเป็นหลักกันแล้ว จะว่าอย่างไร ? ก็ อย่า พูดถึงพุทธ ถึงฮินดู ถึงพราหมณ์ ; อย่าพูดถึงศาสนาเหล่านี้ซิ. พู ดถึงแต่ ว่า ทีแรกมันก็มีอยู่แต่สิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างนั้น ๆ อยู่ตลอดนิรันดร. นี้คน เพิ่งว่าเอาเอง ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นศาสนานั้น เป็นศาสนานี้ เป็นพระเจ้านั่น พระเจ้านี้; นี่เพิ่งว่ากันทีหลัง. แล้วคนโง่นั่นเขาว่า; พอหายโง่แล้ว มัน ก็เห็นเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง. อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฐิตา ว สา ธาตุ -ตถาคตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นก็ตาม ตถาคตทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้นมันมีอยู่แล้ว. นี่คือ ไกวัลยธรรม ด้วย, แล้วก็ ในฐานะที่เป็นปฐมเหตุ ด้วย ; เพราะว่ามันมีอยู่ก่อน

น.946 ในฐานะที่เป็นกฎของอิทัปปัจจยตา, สิ่งทั้งหลายออกมาตามกฎ หรือเป็นไปตามกฎ ของอิทัปปัจจยตา. เราควรจะเอาอันนี้แหละเป็นปฐมเหตุ คล้าย ๆ กับว่าเป็น พระเจ้า ในพวกที่เขาถือพระเจ้า ก็เป็นอันว่า ศาสนาพุทธ กับศาสนาอื่น ๆ ในประเทศอินเดีย พ้อง สมัยกันนั้น ไปด้วยกันได้ ; ไม่ควรจะทะเลาะกัน ในข้อที่มีสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งมี ลักษณะเป็นไกวัลยธรรม. ทีนี้ พวกที่มีพระเจ้า นั้น ก็ต้องให้อภัยเขา. เขาจะพูดกับเด็ก ๆ เรื่อยมา เขาก็ ต้องสมมติพระเจ้าเป็นบุคคลยิ่งขึ้นทุกที : รูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้, มี หน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้, จนมีพระเจ้ามากเกิน นี้ก็มี ; ก็ต้องให้อภัยเขา. แล้ว คำสอนทั้งหลายที่เขาให้บูชาพระเจ้านั้น ก็ เพื่ออย่ายึดถือตัวตนทั้งนั้นแหละ ; แม้แต่ให้บูชายัญ ก็เพื่ออย่าให้ยึดถือว่าตัวตนว่าของตน, เอาไปเผาไฟเสียก็ได้. สำหรับคนที่โง่เกินไป; ไม่มีทางจะทำอย่างอื่นแล้ว ก็ต้องหลอกให้ทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะบรรเทาความยึดมั่นว่าตัวว่าตนอยู่โดยปริยายโดยอ้อมอยู่ ในตัวมันเอง. ก็ไม่ควรจะไปว่าเขา เพราะเขาจะทำแก่บุคคลชนิดนั้น หรือว่า บุคคลชนิดนั้น มันก็มีอยู่มาแต่ก่อนแล้ว ; มันยังเปลี่ยนไม่ได้, มันยังมีคนโง่ จำนวนหนึ่ง ซึ่งยังเปลี่ยนไม่ได้. ฉะนั้น ระบอบ ศาสนาชนิดหนึ่ง ก็ต้อง มีอยู่ เพื่อคนชนิดนั้น, เพื่อคนอย่างนั้น

น.947 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐานฯ (ต่อ) ๓๙๓ พิจารณาดูปฐมเหตุทางประเทศจีนสมัยพุทธกาล. เอาละทีนี้ วันนี้ก็มุ่งหมายจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าปฐมเหตุ ขยายตัวออก ไปอีก คือออกไปนอกประเทศอินเดียกันเสียที ก็มาทางตะวันออกนี้ก่อน คือมา ทางประเทศจีน. ทุกคนก็จะทายถูก ว่าพอออกมาทางประเทศจีน ถ้าอย่าง ในยุคพุทธกาลแล้วก็ มันก็จะต้องมาโดนกันเข้ากับลัทธิของเหลาจื๊อ. เหลาจื๊อนั้นเป็นคนพ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า อยู่สุดมาทางตะวันออกนี้ ที่เขาเล่าหรือบันทึกกันไว้ : พระพุทธเจ้านิพพาน เมื่อขงจื๊ออายุได้ ๘ ปี ; ตอน นั้นเหลาจื่อแก่มากแล้ว แต่ว่าขงจื๊อกับเหลาจือยังทันพบกัน. เป็นอันว่า เหลาจื๊อ นี้พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้าพอดี. เหลาจื๊อก็ได้สอนลัทธิอันหนึ่งเรียกว่า เต๋า จะมองดูในแง่ปรัชญาก็ เป็นปรัชญา, มองดูในแง่ศาสนาก็มาเป็นศาสนา, มองดูในแง่ศีลธรรมชั้นเด็ก ๆ ก็เป็นศีลธรรมชั้นเด็ก ๆ; เช่นอาซิ้มที่จุดธูปไหว้หัวสิงโต นี่มันเหลือเป็นซาก สำหรับคนเขลาชั้นสุดเหวี่ยงนี้ คือ ให้ไหว้ฟ้าไหว้ดิน. *อย่างที่รูป อิมเอี๊ยง ที่เขียนอยู่ที่เพดานโรงหนัง ฝ่ายหนึ่งเป็นบวก ฝ่ายหนึ่งเป็นลบ สัมพันธ์กันเมื่อไรก็จะเกิดกำลัง แล้วก็หมุนไปในวัฏฏ- สงสาร กว่าจะเลิกเสียทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งดำทั้งขาว ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป ; เลิกถอนไปก็เลยว่าง เมื่อนั้นจะเป็นเต๋า. * มีอยู่ในโรงหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ ฯ.

น.948 ทีนี้คำว่า เต๋า นี้ มัน มีปัญหาว่า ไม่รู้จะแปลว่าอะไร ? หลายคน เคยได้ยินคำว่าเต๋า แต่ก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร ? มีปัญหาอยู่มาก ในที่สุดไม่แปลนั้น แหละดี เรียกว่า "เต๋า" ไปตามเดิม ; แล้วก็ศึกษาให้รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าเต๋านั้น มีลักษณะอย่างไร ? แต่ถ้าเอาตามภาษาปัจจุบันนี้ ภาษาหนังสือเวลานี้ คำว่า เต๋า เดี๋ยวนี้ เขาแปลว่าธรรม, ธรรมะเฉย ๆ, ธรรมเฉยๆ นั้นคือ เต๋า แล้วก็มีคนอธิบายว่า คำว่า เต๋า นี้ ตามตัวหนังสือจริง ๆ ก็เคยแปลว่า หนทาง คือทางสำหรับเดินหรือ ทางสำหรับไป. นี้ เห็นได้ทันทีว่า นั่นมันไป แยกเฉพาะธรรมะส่วนที่เป็นการ ปฏิบัติ ก็เรียกว่า เป็น "ทาง" ได้แน่นอน คำว่าเต๋าซึ่งแปลว่าธรรม ก็หมายถึง ส่วนที่เป็นหนทางก็ได้ ; แต่ถ้าหมายถึงส่วนที่เป็นความจริง, เป็นปรมัตถธรรม ก็ คงเรียกว่า ธรรม หรือเรียกว่า เต๋า อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นคำว่า "เต๋า" ที่แปลว่าหนทางนี้ ในความหมายแคบ เพื่อจะชี้หนทางสำหรับปฏิบัติเท่านั้น. คำว่า "เต๋า" ควรจะแปลว่า ธรรม; เช่นเดียวกับคำว่า ธรรมธาตุ ในพุทธศาสนา จะเป็น สัจจธรรม จะเป็น สภาวธรรม หรือเป็น ปฏิบัติธรรม เป็น วิปากธรรม เป็นอะไรธรรมก็สุดแท้ เรียกว่าธรรมทั้งนั้น ; ฉะนั้นคำว่าเต๋า นี้ ก็จะต้องเหมือนกัน ; แต่ว่าที่มัน ลึกซึ้งพิเศษ ก็คือ ธรรมในฐานะที่เป็น อสังขตะ หรือ เป็นไกวัลยธรรมนั่นแหละเรียกว่าเต๋า.

น.949 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๙๕ นี้คอยฟังให้ดี เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ว่าทำไมมันเกิดมาเหมือนกันกับหลัก ในอินเดีย ? หรือแม้แต่ในพุทธศาสนา ทั้งที่มันอยู่สุดตะวันออกเป็นประเทศจีน. ในเวลาที่พ้องสมัยกัน ทำไมจึงพูดเหมือนกันได้ ? นี้มีทางที่จะสงสัยได้ คืออาจ จะตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่า ; แม้ว่าเหลาจื๊อจะอยู่สุดแผ่นดินทางนี้ ความคิดมันเหมือน กันก็ได้ ในแง่ของอสังขตธรรม ที่มันตรงกันข้ามกับพวกโลกิยธรรม หรือ สังขตธรรมทั้งหลายนี้ ; เขาก็คิดออกเหมือนกัน อย่างนี้ก็ได้. ทีนี้อีกทางหนึ่ง ก็จะต้องอธิบายกันอย่างดูหมิ่นดูถูกสักหน่อย ว่าคัมภีร์ เต๋าเต้จิงนี้เพิ่งทำขึ้นมา หลังจากที่เหลาจื๊อตายไปนานแล้ว ; เพราะว่าพวกฝรั่งที่ เป็นนักศึกษาบางพวกก็มีความคิดอย่างนี้ : ว่า ตัวคัมภีร์ของเหลาจื๊อ เพิ่งจะทำกัน ต่อมา หลังจากเหลาจื๊อตายแล้วตั้งหลายร้อยปี. ถ้าอย่างนี้มันก็ เข้ารูป ที่ว่าพุทธ- ศาสนาไปถึงประเทศจีนแล้ว ; หลักอันนี้ก็เข้าไปอยู่ในคำสอนอันนี้ได้ คือรับเอา ของพุทธศาสนา, หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็อย่างปรมาตมันของฮินดู เอาไปเป็นตัว เต๋า อย่างนี้ก็ได้. นี้มันไม่มีอะไรจะตัดสินได้แน่นอน ; แต่ถ้าจะเคารพคำพูดหรือคัมภีร์ ของเขา เขาถือว่าเหลาจื๊อได้เป็นผู้สอนไว้เอง ตั้งแต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ พ้องสมัยกัน. ก็ลองฟังดูทีว่า สิ่งที่เรียกว่า เต๋า นั้นจะเป็นไกวัลยธรรม ได้ อย่างไร ? คัมภีร์เต๋าเต้จิงทั้งหมด ๓๐ กว่าบทนั่นแหละ เพียงบทแรกบทเดียว เท่านั้นแหละพอ . บทที่ ๑ ของ คัมภีร์เต๋าเต้จิง จะบอกให้รู้ได้ทันทีว่า สิ่ง ที่เรียกว่าเต๋านั้นคืออะไร. ฉะนั้นเราไม่ต้องไปศึกษาให้ปวดหัวทั้ง ๓๐ กว่าบท.

น.950 บทแรกบทที่ ๑ บรรทัดหนึ่งของเต๋าเต้จิง กล่าวไว้อย่างนี้; ลองฟัง ให้ดี ๆ ว่า เต๋าที่อาจจะเอามาบรรยายเป็นคำพูดได้ นั้นมิใช่เต๋าที่แท้จริง. นี่ลอง คิดดู "ว่าเต๋าที่เอามาบรรยายเป็นคำพูดได้ นั้นมิใช่เต๋าที่แท้จริง" ซึ่งมีมาตั้งแต่ เมื่อไรก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นอนันตกาลหรือเป็นนิรันดร ; ใช้คำว่าเต๋านิรันดรดีกว่า. เต๋าที่เอามาพูดเป็นคำพูดได้นั้นไม่ใช่เต๋านิรันดร คือ เต๋าที่แท้จริง ที่มีมาตั้งแต่ ไม่จำกัดเวลาโน่น; แล้ว ชื่อที่ว่าสามารถจะให้คำนิยามได้ ว่าเป็นอย่างไร ๆ นั้น มิใช่ชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลง; นี่ข้อ ๆ หนึ่งมันมีอยู่ ๒ ประโยคอย่างนี้. เต๋า ก็ต้องแปลว่า ธรรม หรือแปลว่า ทาง อย่างที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ ; แต่ถ้าว่ายังเอามาพูดบรรยายกับคนนั้นคนนี้ได้, เป็นคำพูดของมนุษย์ธรรมดาแล้ว ขอให้เชื่อเถอะว่านั้นยังมิใช่เต๋า, ยังมิใช่เต๋า, มิใช่เต๋าที่แท้จริง. ข้อนี้มัน เทียบกันได้ กับคำพูด ในฝ่ายพุทธศาสนา เราว่า ธรรมะแท้ จริงเป็นปัจจัตตัง ; ตัวเองรู้แล้ว บรรลุแล้ว ก็ยังพูดให้ใครรู้อย่างนั้นไม่ได้ ; ได้แต่ชี้วิธี ให้ไปปฏิบัติ ว่าปฏิบัติดูแล้วก็จะเกิดความรู้อย่างนั้นขึ้นมา. ความ เป็นปัจจัตตังอย่างนี้ในพุทธศาสนา ก็เรียกว่าธรรมะเป็นปัจจัตตัง, ธรรมะ แท้จริงเป็นปัจจัตตัง. ธรรมะแท้จริง ที่เรียกว่า ธรรมะอสังขตะ หรือ ไกวัลยธรรมนี้ เอา มาพูดบรรยายด้วยคำพูดไม่ได้ ; ต้องเข้าถึงด้วยจิตใจของตนเองจึงจะรู้จัก นี่ พูดสั้นๆ ก็ว่า นิพพาน นั่นแหละ เอามาบรรยายไม่ได้; ได้แต่บอกให้ไป ทำอย่างนั้น ๆ แล้วบรรลุนิพพานด้วยตนเอง แล้วคนนั้นจึงจะรู้จักนิพพาน. . . . . . . . . . . . . . . . .

น.951 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน (ต่อ) ๓๙๗ ทีนี้ ประโยคแรกของคัมภีร์เต๋าต้เจิง ของเหลาจื๊อก็ว่า เต๋าซึ่งเอา มาบรรยายเป็นคำพูดได้นั้น ยังมิใช่ eternal เต๋า, eternal ก็แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุด หรือที่มีอยู่นิรันดร คือ เต๋าจริงๆ. แล้วประโยคที่ว่า ชื่อที่มาให้บทนิยามว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ; นาม คำพูดที่เป็นนามเป็น noun, เป็นนามนี้ ถ้ายังบัญญัติให้นิยามอย่างนั้นอย่างนี้ได้ นั้น ยังไม่ใช่นามที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง. ชื่อที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง มันก็คือ ไม่ใช่มีชื่ออย่างที่คนเขาตั้ง เช่น ตั้งชื่อนาย ก. นาย ข. นาย ง. เป็นวิสามานยนามนี้ก็ดี, หรือว่าตั้งชื่อว่าก้อนหิน ต้นไม้ หมู หมา กา ไก่ เป็นสามานยนามนี้ก็ดี, นี้ก็ล้วนแต่มีลักษณะที่นิยาม, คือจำกัดความได้อย่างนั้นอย่างนี้. นี่เขาว่า นี้ยังมิใช่ชื่อที่แท้จริง, มิใช่ชื่อของ สิ่งที่แท้จริง หรือว่ามิใช่ชื่อของสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง, คือไม่ใช่ชื่อของเต๋า นั่นแหละ. ที่เรียกว่า ธรรมชาติเป็นธรรมหมด, นั่นนี่อะไร ๆ ก็ธรรมหมด ; แล้วก็เลยมาบัญญัติชื่อว่า ธรรมนี้ชื่อก้อนหิน, ธรรมนี้ชื่อต้นไม้, ธรรมนี้ชื่อ เมล็ดทราย, ธรรมนี้ชื่อบุคคล สัตว์ หมู หมา กา ไก่; นี่ชื่อ ที่ยังให้การ บัญญัติอย่างนี้ได้ ไม่ใช่ชื่อของสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ก็คือเต๋านั่นแหละ. ฉะนั้นเราก็ ไม่มีคำจะพูด ; เพราะถ้าไปพูดเข้า มันก็ต้องนิยาม จำกัดความหมาย. แม้แต่คำว่าเต๋านั้นก็จำกัดความหมาย ; แต่ไม่มีคำจะพูด

น.952 ก็ต้องเรียกว่าเต๋า เช่นเดียวกับสิ่งเหล่านี้. ที่แท้ก็เป็นธรรมชาติ ไม่ควร จะเรียกว่าอะไร แต่เราก็ต้องเรียกว่าอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ; หรืออย่างน้อยที่ สุดก็ต้องเรียกว่า ธรรมชาติ ก็ต้องเรียกว่าธรรมชาติอยู่นั่นแหละ. จะให้มันหมด ความเป็นตัวตนเท่าไร ๆ มันก็ไม่รู้จักหมดได้ เพราะมันไม่มีคำที่จะพูด. เพียงเท่านี้ก็มองเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า เต๋าอันแท้จริง ตามความหมาย ของเหลาจื๊อนั้น คือสิ่งที่ มีลักษณะเป็นไกวัลยธรรม. บทที่ ๒ ก็มีต่อไปว่า " สิ่งที่มิได้มีอยู่" นี่ไม่ใช่ชื่อเสียแล้ว ; เพราะ ถ้าใช้คำว่าชื่อก็ไม่ไหว ภาษาจีนจะเป็นอย่างไรแน่ เราก็ไม่สามารถจะเอามาให้ดู ได้ ; ไม่รู้ภาษาจีน ก็อาศัยที่เขาแปลมาเป็นภาษาฝรั่ง ฉบับที่ถือว่าถูกต้องที่สุด ก็เรียกว่า non existence คือว่า ความไม่ได้มีอยู่, non existence คือ "ความที่มิได้ มีอยู่" นั่นแหละคือชื่ออันแรกที่สุดของฟ้าและดิน. "ความที่มิได้มีอยู่" นั่น แหละเป็นชื่อคำแรก ชื่อเก่าแก่ที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าฟ้าและดิน ฟ้าและดิน, คือคำว่า "อิมเอี๊ยง" เหมือนกับรูปภาพนั้น. สิ่งทั้งปวงนี้เขาสรุปกันในภาษาจีนหรือในวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะ ลัทธิเต๋านี้ สิ่งทั้งปวงถูกสรุปลงในคำว่าฟ้าและดิน ; เพราะว่ามันซีกหนึ่ง เป็นฟ้า, อีกซีกหนึ่งเป็นดิน. แล้วไม่มีอะไรที่จะมีอยู่นอกจาก ๒ สิ่งนี้; ใน ๒ ซีกนี้ จะมีอะไรกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนอย่าง ก็ตามใจ. เดี๋ยวนี้มัน มีชื่อต่างๆกัน อย่างนั้นอย่างนี้ ว่า อิม ว่า เอี๊ยง, ว่า ฟ้า ว่า ดิน, ว่า บวก ว่า ลบ, ว่า ดี ว่า ชั่ว, ว่า บุญ ว่า บาป, ว่านานาสารพัดนั้น นี้มัน

น.953 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๓๙๙ เป็นชื่อใหม่ ๆ ทั้งนั้น : ชื่อเก่าแท้จริงของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด คือคำว่า "ความที่ มิได้มีอยู่". เราจะเรียกกันสั้น ๆ เดี๋ยวนี้ว่า อภพ ก็ได้ อภพ คือ ไม่มีภพ, อภพ อภวะ-ความที่มิได้มีอยู่. ถ้าพูดเป็นภาษาไทยก็เรียกว่า ความที่มิได้มีอยู่ นั่น คือชื่อ ชื่อเก่าแก่ก่อนอะไรของสิ่งทั้งปวง จะเรียกเป็น ภาษาบาลีก็ว่า อภพ คือ ไม่มีภพ. "ความที่ไม่มีภพ" นั่นแหละ เป็นชื่อของสิ่งที่ทีหลัง เราเรียกกันว่า ภพนั่นภพนี่ ; อภพเป็นชื่อเก่าแก่ เก่าก่อนของฟ้าและดิน จะพูดไปได้เลยถึงอย่างนี้ก็ได้ว่า รูปธรรมหรือนามธรรมทั้งหลาย ที่มีชื่อมากมายเดี๋ยวนี้; ก่อนนี้มันชื่อว่า ความที่มิได้มีอยู่ ก็หมายถึง ไกวัลย- ธรรม ในลักษณะที่มันยังไม่ได้เป็นอะไร, ไม่ได้ถูกแยกออกไปเป็นอะไร ; มี ลักษณะเป็นว่าง, เป็นมิได้มีอะไร, ที่ปรุงแต่งอะไร, ไม่เกี่ยวกับเวลา, ไม่เกี่ยว กับเนื้อที่ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ความที่มิได้มีอยู่. มันก็ไม่เป็นคำชื่อขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้คำบรรยายความว่า "ความที่มิได้มีอยู่" คำนี้แหละเป็นชื่อเก่าแก่ของสิ่ง ทั้งปวงของสิ่งที่ต่อมาเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรม. ทีนี้เราอาจจะกล้าพูดไปมากกว่านั้นว่า แม้คำว่าสังขตธรรมและอสังขต- ธรรมทั้งหมดนี้ ทีแรกมันก็มีชื่อว่า ความที่มิได้มีอยู่, ความที่มิได้มีอยู่ คือ เป็นอภพ. เดี๋ยวนี้พึ่งมาแยกเป็นสังขตธรรม, อสังขตธรรม ตามความรู้ หรือความรู้สึกของคน ; แล้วสังขตธรรมทั้งหลายปรุงแต่งได้มาก, ออกมาเรื่อย ไม่รู้กี่แสนกี่หมื่นอย่าง เป็นเดี๋ยวนี้ เป็นอยู่อย่างนี้, ว่าชื่อนั้น ชื่อนี้ : ชื่อ รถไฟ ชื่อเรือบิน ชื่อยานอวกาศ ไปโลกพระจันทร์ มันก็ชื่อไปซิ. แต่ว่า

น.954 ชื่อแต่เก่าก่อน ทีแรกของมันก็คือ "ความที่มิได้มีอะไร" , ความที่มิได้มีอะไรอยู่ เลย เรียกว่า non-existence หรือ อภพ. ทีนี้ ต่อมามันก็มีภพ คือมีความมีความเป็นขึ้นมา ก็เป็นภพเป็น existence ขึ้นมา จากความที่ไม่เป็นอะไร มามีเป็นความเป็นอะไรขึ้นมา ; นี้ก็ เรียกว่า ภพ. พอตอนเป็นภพนี้ มันก็คลอดกันใหญ่, พอตั้งต้นเป็นภพได้ ก็ คลอดออกมา เป็นรูป เป็นนาม เป็นกิเลส ตัณหา เป็นรูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, กระทั่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกปัจจุบันนี้. นี้คือสิ่ง ที่เรียกว่า ภพ หรือความมีอยู่. ความมิได้มีอยู่เป็นชื่อเก่าแก่ของสิ่งที่มีความมีอยู่, ฉะนั้นความมีอยู่ นี้เป็นพ่อ เป็นแม่ของสิ่งทุกสิ่ง ที่เรียกว่าฟ้าและดิน ; คำว่าฟ้าและดิน ให้ หมายความเรื่อยไปว่ามันทุกสิ่ง คือทั้ง ๒ ซีก : ซีกบนและซีกล่าง; จะหมาย ถึงซีกกายซีกใจก็ได้. ซีกวัตถุก็ได้ ซีกนามธรรมก็ได้ ฯ กระทั่งว่ามันเป็น บวกเป็นลบ เป็นดีเป็นชั่ว เป็นกุศลเป็นอกุศลอะไรก็ได้. นี่แหละเหลาจื๊อได้พูดว่า คำว่า ความไม่มีอะไรนี้ เป็นชื่อเก่าแก่ของ สิ่งทั้งปวง ; ต่อมามันเกิดเป็นความมีอะไรออกมาปรุงแต่ง นี้ก็เลยเป็นพ่อแม่ ที่คลอดสิ่งทั้งปวงออกมา. ข้อนี้มัน แสดงให้เห็นว่า เขาได้มองเห็นว่า ก่อนหน้านี้มันก็มีสิ่ง ที่มิได้เป็นอะไร, มิได้มีอะไรปรุงแต่ง, และมิได้ปรุงแต่งอะไรอยู่แล้ว ; แต่ใน ฐานะที่ว่ามันเป็นกฎ ที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ อยู่นิ่งไม่ได้ จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง.

น.955 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๐๑ มันก็มีการตั้งต้นกิริยาอาการที่เป็นการเปลี่ยนแปลง, ก็เกิดความมีอยู่ เป็นอยู่ อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา. อย่าง นี้เป็นปัญหามาก ในทางที่จะเรียกด้วยคำพูดว่าอะไร ; จะเรียก ว่าเหตุก็ถูก, จะเรียกว่าเหตุก็ไม่ถูก, มันแล้วแต่จะเล็งกันในแง่ไหน. ตัวอย่าง ที่จะเห็นได้ในทางวัตถุแท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ; เช่น แสงแดดอย่างนี้ : - พอแสงแดดมาถูกอะไรเข้า มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็เลยเกิดมีสิ่ง ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในผิวพื้นของแผ่นดิน; เพราะว่าแสงแดดมันลงมาถูก. ถ้าไม่มี แสงแดดเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นมา. อย่างนี้จะเรียกว่า แสงแดดเป็นเหตุก็ได้ จะเรียกว่า แสงแดดมิได้เป็นเหตุก็ได้ ; มันอยู่เฉย ๆ มันไม่รู้ไม่ชี้ แต่ว่า ปฏิกิริยามันเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้มันถูกกระทบลงไป. นี่ความที่มันมีอยู่ทีแรก คือ ความที่มิได้เป็นอะไร มิได้มีอยู่แห่ง อะไรนั้น มันก็มีอยู่ คล้าย ๆ กับมันส่องแสงอยู่เรื่อย. ฉะนั้นสิ่งอะไรไปถูกเข้า หรือว่ามันจะฟักตัวขึ้นมาในตัวมันเอง ออกมาเป็นส่วนผิว ส่วนเปลือก ส่วนอะไร ก็สุดแท้ มันพูดยากทั้งนั้น. แต่ว่ามันได้เกิดมีสิ่งอะไรขึ้นมา หลังจากความ ที่มันไม่มีอะไรเลย, ความที่มันไม่เคยมีอะไรเลย มันก็มีสิ่งที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขึ้นมา ; ฉะนั้นความที่มิได้มีอยู่เลยนั้น เป็นชื่อดั้งเดิมของสิ่งทั้งปวง. พอเกิดเป็นความมีความเป็นขึ้นมา นี้มันก็เป็นแม่ ที่คลอดอะไร ออกมาเรื่อย ๆ ๆ คลอดดวงอาทิตย์ คลอดดวงดาว ดวงจันทร์ คลอดจักรวาล คลอดอะไรออกมา ๆ เรื่อย ; นี้เป็นของใหม่ ๆ เมื่อวานนี้ทั้งนั้น ส่วนดั้งเดิมนั้น คือ ความที่ไม่มีอะไร ที่เรียกว่าเต๋าด้วยเหมือนกัน ในฐานะที่เป็นไกวัลยธรรมดั้งเดิม.

น.956 ทีนี้ บทที่ ๓ คัมภีร์นั้นก็เขียนว่า เพราะฉะนั้นจากความไม่มีอะไร ที่เป็นนิรันดรเป็นอนันตกาล, จากนั้นแหละเราย่อมสังเกตเห็น ความตั้ง ต้นของความมีอะไร. นี่ฟังดูคล้ายกับพูดบ้า ๆ บอๆ หรือว่าเล่นลิ้น. ต้องไปมองที่ความ ที่มันไม่มีอะไรเลยทีแรก ที่เป็นนิรันดรเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา มันไม่มี อนาคต ไม่มีปัจจุบัน. ความที่มันไม่มีอะไรเลยนี้ ไม่มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน ; พอต่อไปมันก็เป็นอย่างนั้น, ที่แล้วมามันก็เป็นอย่างนั้น, ต่อไป ข้างหน้ามันก็เป็นอย่างนั้น, ปัจจุบันนี้มันก็เป็นอย่างนั้น คือความมิได้มีอะไรเลย. แต่แล้วมัน มีอะไรออกมาจากความเป็นอย่างนั้น โดยที่ของเดิมนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ให้ดูจากความที่ไม่มีอะไร ที่เป็นนิรันดรนั้น ; แล้วเราก็จะสังเกตเห็นการตั้งต้น อันแปลกประหลาดลึกซึ้งของสากลจักรวาลนี้ หรือของความมีอะไรนี้. ถ้าเรารู้จักความไม่มีอะไรนิรันดรนั้นแล้ว ก็ไม่ยากเลย ที่เราจะรู้จักการตั้งต้นของความมีอะไรในปัจจุบันนี้. ที่นี้ก็มาดูที่ความมีอะไร ที่คลอดมาใหม่ เป็นความมีอะไรนี้ ก็ไม่- สิ้นสุดเหมือนกัน มันมีอะไรเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน ; ก็ได้ความว่า ความไม่มีอะไรนั้น มันก็ไม่รู้จักสิ้นสุดไปแบบหนึ่ง. ทีนี้ความที่มีอะไร, มีอะไร, อะไรนี่ ก็มันมีความไม่สิ้นสุดไปอีกแบบหนึ่ง. นี้เราเคยพูดกันแล้วถึงรูปภาพในตึกนั้น เรื่องอนันตะถึงอนันตะ คือ เสียงระฆัง ระฆังนั่นไปเคาะเข้าก็มีเสียง นี้ความที่ระฆังมีอยู่ ในระฆังมีเสียง

น.957 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๐๓ ความที่ระฆังจะมีเสียงนี้ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ไม่ดังสักที, ยังไม่มีเสียงสักที. ยังไม่ดังสักที พอไปเคาะระฆังเข้าเป็นเสียง เสียงนี้ออกมาได้ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วเสียงก็ไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุดคือ ไม่รู้จักเต็มในจักรวาลนี้. เสียงระฆังออกไป เท่าไร ก็ไม่เต็มจักรวาลนี้ ; จะออกมาจากตัวระฆังเท่าไร ก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น. เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ว่า ตัวระฆังที่อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ นั้น มีความไม่รู้ จักหมดจักสิ้น ของสิ่งที่เป็นเสียง, หรือของความที่ยังไม่มีเสียง. ฉะนั้นดูที่ ความที่ยังไม่มีเสียง จึงจะเห็นจุดตั้งต้น ของการที่ต่อไปนี้จะมีเสียง. นี่ เหลาจื๊อเขาพูดอย่างนี้ ย่อมแสดงลักษณะของปฐมเหตุเป็นอย่างยิ่ง ; สิ่งที่เรียก ปฐมเหตุในคำพูดของเต๋าเป็นอย่างนี้. ทีนี้พอเราดูเข้าไปที่ ความมีอยู่ คือความเป็นขึ้นมีขึ้น อย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว เราก็จะเห็นความแตกต่างด้วย ; แล้วความมีขึ้นเป็นขึ้นเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ เกิดขึ้นอย่างเดียวได้ มันก็ ทะยอยกันไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา . ดังนั้นเรา จึงเห็นความแตกต่างมากมายนับไม่ไหว ของความมีขึ้นเป็นขึ้น อันไม่รู้จักสิ้นสุด ด้วยกัน ; ก็เลยได้ของ ๒ สิ่ง คือ ความที่มิได้มีอยู่เลย นี้ก็เป็นอนันตะ หรือ เป็นนิรันดร , แล้ว ความที่มีออกมา เกิดขึ้นมา นี้ก็เป็นอนันตะ หรือเป็น นิรันดร. แต่มันนิรันดรคนละแบบ ; ใช้คำว่า eternal เหมือนกัน ; แต่มัน eternal คนละแบบ; ของสิ่งที่เป็นต้นตอทีแรกก็ไปแบบหนึ่ง, ของสิ่งที่พึ่งคลอด ออกมาใหม่ ๆ นี้ก็อีกแบบหนึ่ง. เช่นว่า จะคลอดออกมาได้เรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด นี้เป็นความเป็น นิรันดร ของการปรุงแต่ง หรือ ข องสังขตธรรม . ส่วน ความนิรันดร เป็นนิรันดร

น.958 ของอสังขตธรรม นั้น จริง ถูกต้อง หรือชัด หรือเหมาะสม ที่จะเรียกว่านิรันดร ; เพราะมันนิรันดรจริง เช่น นิพพาน เช่น สุญญตา เช่น ธรรมธาตุทั้งหลาย นี้เป็นนิรันดรจริง. ส่วนสิ่งที่เป็นสังขาร เป็นสังขตะ ปรุงแต่งเรื่อยนี้ มันก็เป็นนิรันดรบ้า ๆ ไปตามเรื่อง คือเปลี่ยนเรื่อย; ความเปลี่ยน เรื่อยนี้ก็เป็นนิรันดร. อันหนึ่งมีความไม่เปลี่ยนเป็นนิรันดร, อันนี้มีความ เปลี่ยนเรื่อยเป็นนิรันดร. นี่อย่าทำเล่นกับเต๋า มันมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับพุทธศาสนามาแล้ว. ถ้าเหลาจื๊อได้พูดข้อความนี้จริง ก็แปลว่าพูดพร้อมกันกับพระพุทธเจ้าว่า มีอยู่ ๒ สิ่งสัมพันธ์กันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ บทที่ ๔ ต่อไปก็มีพูดว่า สิ่งทั้ง ๒ นี้ คือความไม่มีอยู่อย่าง นิรันดร ความมีอยู่อย่างนิรันดรนี้ เป็นของมีมูลกำเนิดเดียวกัน. ถ้าจะพูดอย่างในพุทธศาสนา, ใช้คำในพุทธศาสนา ก็จะต้องพูดว่า สังขตะ และ อสังขตะมีมูลกำเนิดเดียวกัน ; ก็คืออะไร ในเมื่อของเหล่านี้มันต่างกัน. มันก็ ต้องเอาธาตุ หรือธรรมธาตุ ที่เป็นอสังขตะเป็นมูล คือ ธรรม เฉย ๆ หรือ ธาตุเฉย ๆ ในฐานะที่ว่า พระตถาคตจะเกิด หรือพระตถาคตจะ ไม่เกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีอยู่แล้ว ; สิ่งนั้นมีสิ่งเดียว. ทีนี้ หลังจากนั้นมาก็มีความมี, ความมีความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นสังขาร เป็นวิสังขาร เป็นสังขตะ เป็นอสังขตะ ; นี้ก็เลยแยกกันเป็น ๒ ทาง ก็เลยถือว่าทั้ง ๒ ทางนี้มี มูลกำเนิดอันเดียวกัน คือความเป็นสักว่าธาตุตาม

น.959 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๔๐๕ ธรรมชาติ, เป็นธรรมธาตุ ที่มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด หรือว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดหรือจะไม่เกิด ก็สุดแท้. ทีนี้ ทำไมมันจึงแตกต่างกันไป ? และกลายเป็นสิ่งแตกต่างกันออกไป เมื่อมีการแสดงตัวออกมา. ถ้าอย่ามีการปรุงแต่ง ให้แสดงอะไร ๆ ออกมา มันจะเป็นสิ่งเดียวอยู่เรื่อย; จะยังคงเป็นสิ่งเดียว คือ ไม่แตกต่างหรือไม่เปลี่ยนแปลง. ไม่มีการแสดงตัวแล้ว มันก็คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง; ถ้ามีการแสดงตัว มันต้องมีการเปลี่ยนแปลง. เพราะฉะนั้น ความแตกต่างก็เกิดขึ้น. ฉะนั้นสิ่งที่มีมูลกำเนิดอันเดียวกัน จึงแยกทางกันเดินเป็น ๒ ฝ่าย : เป็นความมิได้มีอยู่, และความมีอยู่. เดี๋ยวนี้เรามันรู้จักกัน แต่ฝ่ายความมีอยู่ อย่างที่รู้สึกได้ด้วยอายตนะสำหรับสัมผัส ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย. เรารู้จักอะไรได้ เราก็รู้จักแต่ความ มีอยู่ของสิ่งที่สัมผัสได้. แล้วก็มีอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลง คือ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ ดับไป; ส่วนอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมันตรงกันข้าม เราไม่รู้ เราไม่รู้จัก. ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทีแรกเป็นสิ่งเดียวกันโดยมูลกำเนิด แต่แล้วก็เกิดเป็นการแตกต่างกัน ต่อเมื่อมีการแสดงตัวออกมา ; คือ ถูกปรุงแต่ง ออกมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นก้อนหิน เป็นดิน เป็นทราย เป็นอะไร. แม้แต่ว่าเป็นคนแล้วมันก็ยัง แตกต่างกันไป ; เพราะเหตุปัจจัยใหม่ ๆ ปรุงแต่งให้แตกต่างกันออกไป เรียกว่า คนที่แรกมีในโลกกับคนเดี๋ยวนี้ มันเห็นความแตกต่างกันมาก แล้วก็แปลว่า ไม่มีอะไรคงที่ สำหรับการ เปลี่ยนแปลง.

น.960 มันมีอยู่สิ่งหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ต้องมีความมีอะไร เป็นอะไร ไม่ต้องมีการ เปลี่ยนแปลง มันก็มีอยู่ได้ ; ดับการเกิดขึ้นเสีย ก็มีสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. มีภาษิตในเถรคาถาที่ว่า ภวนิโรโธ นิพพานํ - ความดับแห่งภพนั้นคือนิพพาน. ความ ดับแห่งภพคือนิพพาน แล้วนิพพานนั้นคือไม่มีอะไรอย่างนั้นหรือ ? ถ้าคิดอย่างนั้น รู้สึกอย่างนั้นนั่นคือโง่ที่สุด หรือมิจฉาทิฏฐิที่สุด. ความดับเสียซึ่งภพทั้งหลาย คือดับเสียซึ่งความมีอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น นั้นคือนิพพาน, แล้วนิพพานนั้นคือความไม่มีอะไรอย่างนั้นหรือ ? นั่นจะโง่ที่สุด หรือจะเป็นมิจฉาทิฏฐิที่สุด. มันก็มีสิ่งนี้แหละ, มีสิ่งที่มีโดยไม่ต้องมีความมี. สิ่งที่เรียกว่านิพพาน ๆ นั้น ที่จริงมันก็มีการมี แต่มันมิใช่เป็นการมีอย่างสิ่ง ทั้งหลายที่ไม่ใช่นิพพานนี้มันมี; เพราะ อสังขตะมันก็มี แต่มันมิได้มีอย่างที่ สังขตะทั้งหลายมันมี. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งนั้นมีอยู่, คืออายตนะนั้นมีอยู่ คือสิ่งนั้นมีอยู่. สิ่งนั้นบรรยายไป ๆ อ้าว, เป็นนิพพาน ที่สุดแห่งความทุกข์ ฉะนั้น การที่ภพทั้งหลายดับไป หรือ ความดับแห่งความมีทั้งหลาย ดับไป; แล้วมันยังมี อะไรเหลืออยู่ ? ก็คือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ; แล้วสิ่ง นั้นก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ จะเรียกว่าไม่มีไม่ได้." แต่มันมิได้มีอยู่อย่างที่สิ่ง: ทั้งหลายทั้งปวงมี ที่เรารู้จักกันดี. นี้ก็อย่างเดียวกันที่ว่า ความมิได้มีอยู่ กับ ความมีอยู่นั้น มีมูลกำเนิดอันเดียวกัน เพิ่งแยกตัวออกมา เมื่อมีการแสดงตัว ให้เปลี่ยนแปลงไป ทีนี้ บทที่ ๕ ข้อสุดท้ายของตอนที่หนึ่งนี้ก็ว่า ความที่มันเป็นของสิ่ง เดียวกัน เพราะมีมูลกำเนิดสิ่งเดียวกันนี้ เรียกว่าภาวะที่ลึกละเอียดที่สุด.

น.961 ไกวัลธรรมในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๐๗ คำพูดคำนี้มันมีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ - นั่นละเอียด ที่สุด นั่นสุขุมที่สุด นั่นลึกซึ้งที่สุด ; นั่นแหละคือนิพพาน. เดี๋ยวนี้เหลาจื๊อเขาว่า ความมิได้มีอยู่กับความมีอยู่ เป็นของสิ่งเดียวกันนี้ เป็นความจริงที่ละเอียดที่สุด เป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นความจริงที่ละเอียดลึกซึ้งที่สุด ; เช่นเดียวกับความมีอยู่แห่งนิพพาน.ประโยคนี้เหลาจื๊อไม่ได้ว่า, อาตมาว่า เปรียบเทียบให้ดู. มันมีเป็นความละเอียดที่สุด เช่นเดียวกับความมีอยู่แห่ง นิพพานนั่น. เมื่อ เราพุทธบริษัทพูด เราก็ต้องยกอันนี้ขึ้นมาพูดว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ - ความมีอยู่แห่งนิพพานละเอียด ประณีตสุขุมลึกซึ้งที่สุด ; เพื่อจะเทียบ กับประโยคที่เหลาจื๊อเขาว่า ความที่มันเป็นสิ่งเดียวกันของสิ่งทั้งสอง คือ ความมิได้ มีอยู่ และ ความมีอยู่ ที่แท้มันมี มูลกำเนิดสิ่งเดียวกัน. ข้อเท็จจริงอันนี้ละเอียด เกินไป ละเอียดเหลือเกิน กว่าที่คนจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นคนจึงไม่รู้จักเต๋า ทีนี้ความละเอียด, ลึกละเอียดนี้ แม้ในทางวัตถุมันก็ลึกละเอียด, ใน ทางนามธรรมมันก็ลึกละเอียด, ความที่ลึกละเอียดอย่างยิ่งด้วย แล้วก็ไม่มีที่สิ้น สุดด้วย นี้เป็นจุดที่เหมือนกับประตู ที่จะไหลออกมาของสิ่งที่หยาบทั้งหลาย, หยาบ ๆ ทั้งหลายคือทุกๆ สิ่งทุก ๆ ส่วน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาลนี้ เป็น ของหยาบทั้งนั้น แต่แล้วมันออกมาได้จากประตูอันละเอียด แสนที่จะละเอียด เล็กกว่ารูเข็ม. แปลว่าสากลจักรวาลออกมาจากสิ่งที่ละเอียด ที่เล็กกว่าปลายเข็ม หรือรูเข็ม ถ้าพูดตรงๆ ก็ว่า สิ่ง ทุกสิ่ง มัน ไหลออกมาจากเต๋า ก็บอกว่า เต๋านี้ มันเล็กละเอียด ยิ่งกว่าปลายเข็ม หรือรูเข็มอะไร ; เช่นเดียวกับ ในทางธรรมะ

น.962 เราจะพูดว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ - ละเอียดจนแทบว่าจะไม่มีอะไรอยู่. มันก็ยังกลายเป็นที่ออกมา ไหลออกมา, ไหลออกมา, ไหลออกมา แห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นรูปธรรมนามธรรม เต็มไปหมด ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน หรือในสากลจักรวาล ในโลกนี้โลกไหนก็สุดแท้ แล้วแต่จะบัญญัติกัน. เราจะพูดเรื่องเต๋ากันให้หมด มันก็กินเวลาเป็นเดือน ๆ ปี ๆ; แต่นี้ หัวใจของลัทธิเต๋าอยู่ในบทที่หนึ่งของคัมภีร์เต๋า อย่างที่เอามาพูดวันนี้ มันก็ควรจะพอ; ก็เพื่อให้รู้ว่ามัน มีอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งพูดด้วยปาก, เอาปากพูด บรรยายมันไม่ได้. นี้ต้องขออภัยด้วย ว่าพูดภาษาธรรมดาที่สุด ที่จะให้คนธรรมดาฟังออก คือมันมีอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเราจะพูดบรรยายด้วยปากของเรามันไม่ได้, มันไม่สามารถจะพูดได้. ยิ่งพูดเท่าไร มันก็ยิ่งไม่ใช่สิ่งนั้น; พูด พูดได้, พูดได้ก็พูดไปซิ ; แต่มันไม่ใช่ตัวสิ่งนั้นที่แท้จริง. คล้าย ๆ กับว่า เราจะบรรยายเรื่องไกวัลยธรรมกันสักปีหนึ่งก็ได้; แต่มันไม่ใช่ตัวไกวัลยธรรมที่แท้จริง. เช่นเดียวกับเรา จะพูดเรื่องสุญญตากันตั้งตลอดชีวิตก็ได้; แต่มัน ไม่ใช่ตัวสุญญตาที่แท้จริง อย่างนี้เป็นต้น, หรือว่าจะพูดเรื่อง มรรค ผล นิพพาน มันก็เป็นปัจจัตตัง มันก็ได้แต่เป็นคำพูด มันจะเป็นตัวจริงไปไม่ได้. แต่ในที่สุดที่มันยอมรับได้ ก็คือว่า สิ่งนี้มันได้มีอยู่จริง. แล้วก็น่าขันที่สุด ที่จะใช้คำว่า "ชื่อ" โดยถามขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรารู้จัก ทั้งสังขตะ ทั้งอสังขตะ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เมื่อก่อนนี้มันชื่ออะไร ? มันถูกเรียกว่าอะไร? ใครจะมีปัญญาตอบ ? นี่อย่าง เหลาจื๊อเขาบอกว่า ชื่อ non existence "ความที่มิได้มีอะไรอยู่เลย".

น.963 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๐๙ ความที่มิได้มีอะไรอยู่เลยนี่ ก็เป็นชื่อของ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ชื่อแรก. แล้วต่อมามันไหลออกมาเป็นความมีอยู่ ความมีอยู่แห่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ ; แล้วก็เลยเปลี่ยนชื่อหมด มาเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม เป็นอากาศ เป็นวิญญาณ เป็นสุขทุกข์ เป็นอายตนะ เป็นอะไร แล้วแต่จะเรียก ; นี่ชื่อนี้มาทีหลัง. ชื่อก่อนเก่าแก่ ของมันก็ ความที่ไม่ได้มีอะไรอยู่; นั่นแหละคืออสังขตะ, แล้วสิ่งนั้นต้องเป็นไกวัลยธรรมเสมอ. เพราะมันเป็นชื่อของทุกสิ่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่; แม้แต่ชื่อของเวลาก็ชื่อว่าความมิได้มีอยู่ ชื่อของวัตถุ ของเทห์ต่างๆ ก็ ความมิได้มีอยู่. ต่อมาเป็นความมีอยู่ แล้วก็บัญญัติชื่อไปตามความเปลี่ยนแปลงของอาการที่แสดงออกมา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้. .... .... .... .... .... ..., สรุปความกันเสียทีก็ว่า แม้ ในลัทธิเต๋า ซึ่งถือกันว่า เป็นสติปัญญาสูงสุด ของมนุษย์ลัทธิหนึ่งหรือศาสนาหนึ่ง ก็มีสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม คือ เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นแล้วก็มีอยู่ตลอดเวลาทั้งปวง ตลอดพื้นที่ทั้งปวง ไม่มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน นี่เป็นส่วนลึก. ทีนี้ เต๋าส่วนที่ตื้นออกมา ก็คือ หนทาง. เราจะคิดอย่างไร ? จะศึกษาอย่างไร ? จะปฏิบัติอย่างไร ? จึงจะรู้จักเต๋าตัวนั้น เต๋าตัวทีแรก. นี่ก็กลายมาเป็น เต๋าที่ง่ายแก่การเห็น หรือการรู้จัก คือทางของการปฏิบัติ เช่น มรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้ เรียกว่าหนทาง หรือปฏิบัติเข้าเถอะจะเห็นนิพพาน, จะลุถึงนิพพาน.

น.964 ฉะนั้น นิพพานคือเต๋าตัวแรก, มรรคมีองค์ ๘ คือเต๋าตัวที่สอง คือตัวการ ปฏิบัติ นี้เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติจริง ปฏิบัติชอบอยู่. แต่แล้วพอมาถึง สมัยที่มันโง่กันหนักเข้า โง่กันมากเข้า มันก็ต้อง ลดลงมาอีก เหลือแต่อะไรที่นี้ ? ก็ดู เหลือแต่เรื่องอย่างที่เรียกกันว่างมงาย สมัยนี้. พุทธบริษัท กำลังประพฤติปฏิบัติอะไรกันอยู่อย่างงมงาย, ไม่เป็นไปตามหนทางของมรรคมีองค์ ๘. นี่เรียกว่าเต๋าตัวที่ ๓ เช่นเดียวกันกับอาซิ้มจุดธูปไหว้หัวสิงโต แกก็ต้องมี ความหมายว่า ข้างบนข้างล่าง ๒ อย่างอยู่เรื่อยไป; ก็จะบูชาสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง เป็นต้นตอแห่งกำลัง. ถ้าเรายังมีสิ่งที่เป็นคู่ คือดีกับชั่วเป็นต้น ; ต้องมีชั่ว ดีมันจึงจะเกิดขึ้น และมีความหมาย. ต้องมีดี ชั่วมันจึงจะมีอยู่และมีความหมาย เช่นเดียวแหละ ต้องมีผู้หญิง ผู้ชายจึงจะมีความหมาย, ต้องมีผู้ชาย ผู้หญิงจึงจะมีความหมาย เป็นคู่ ๆ คู่ๆ ไป นี้เขาเรียกว่า อิมเอี๊ยง. นี้เป็นความจริง ฉะนั้นจึงต้องจุดธูป บูชา ; ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ก็บูชาที่หัวสิงโตก็ได้ เพราะว่ามันสะดวกดี. .... .... .... .... ในที่สุดควรจะมองเห็นว่า แม้สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม เป็นสิ่งที่ ไม่มีรูปร่าง , มิได้มีอยู่ในความหมายที่ว่ามีอยู่ : แต่มันก็ได้มีอยู่จริง แล้วก็มี ปฏิกิริยามีอาการอะไรแสดงออกมา เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรม เป็นสังขตธรรม

น.965 ในฐานะที่เป็นหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๑๑ ทั้งหลาย. แล้วก็ยังแสดงออกมาเป็นรูปของการปฏิบัติ ระเบียบของการปฏิบัติ เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติเพื่ออย่าให้มีความทุกข์เกิดขึ้น. แล้วต่อมามัน ก็เหลวไหลมากขึ้น ๆ จนทำเป็นเพียงพิธีรีตอง; แม้แต่จะบวชพระ บวชเณร บวชเถน บวชชี ก็บวชกันอย่างพอเป็นพิธีรีตอง. มันก็เป็นปรากฏการณ์ ที่เหลืออยู่อย่างนี้ เรียกว่าหลับหูหลับตา ต่อสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมโดยสิ้นเชิง เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งนี้กันเรื่อยทุกวัน ๆ ให้เข้าใจสิ่งนี้ให้จนได้ ; โดยจะชี้ให้เห็นว่า มันมีอยู่ในลัทธิที่เรียกกันว่าศาสนาทุกศาสนาเลย, เป็น หลักเป็นประธานของสติปัญญาของศาสนานั้น ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้แล้ว ก็จะ สามารถทำความเข้าใจกันได้ ในระหว่างศาสนา. หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า พอรู้แล้ว ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาทำความเข้าใจ กันดอก มันเลิกกันไปเอง มัน เลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกเข้าใจผิดกันไปใน ตัว; คือมันจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันไปในตัว โดยอัตโนมัติ, โดยไม่ต้องพยายาม อะไร. ฉะนั้นขอให้รู้จักสิ่งสิ่งนี้ ให้พยายามรู้จักสิ่งสิ่งนี้ด้วยกันทุกคน เดี๋ยวนี้ เรามองมันในฐานะที่ว่า มันมีอยู่ก่อนสิ่งใด และเพราะความมีอยู่แห่งสิ่งนั้น สิ่งทั้งหลายจึงไหลออกมา, ไหลออกมา, ไหลออกมา, จึงเรียกมันว่าเป็นปฐมเหตุ. เอาละ, พอกันทีสำหรับวันนี้ ที่แสดงปฐมเหตุ โดยข้อความที่มันเป็น ใจความของลัทธิเต๋า ซึ่งมีอายุตั้งสองพันกว่าปี พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า. เอา ไปคิดดู แล้วก็จะได้พูดกันถึงสิ่งนี้ ที่มีอยู่ในลัทธิศาสนาอื่นต่อไปในวันหน้า. วันนี้ก็พอกันที ให้พระสงฆ์ได้สวดคณสาธยาย ตามแบบวิธีของวัดนี้ต่อไปอีก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต