น.966 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม ครั้งที่ ๑๒ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อเดิม ซึ่งยังไม่จบ คือหัวข้อที่ว่า ไกวัลยธรรมในฐานะหลักมูลฐาน เพื่อ ความเข้าใจอันดี ระหว่างศาสนา. ได้กล่าวมาถึงศาสนาในประเทศอินเดีย แล้วก็ศาสนาสุดทางตะวันออก คือศาสนาเต๋า. วันนี้เราจะกลับไปทางตะวันตกต่อไปอีก ซึ่ง จะกล่าวถึงศาสนา ๔๑๒
น.967 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๑๓ คริสเตียน ซึ่งมีกำเนิดมาจากศาสนายิว, และได้ คลอดออกไปเป็นศาสนา อิสลาม เป็นต้น. เป็นศาสนาอีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แม้ ในศาสนากลุ่มนี้ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม โดยลักษณะดังที่ได้กล่าวมา แล้ว ในการบรรยายครั้งต้น ๆ หลายครั้งด้วยกัน. [ทบทวนครั้งก่อนถึงหน้า ๔๒๒.] ทีนี้มีบางท่านที่เพิ่งจะมาฟัง ในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก็ไม่อาจจะเข้าใจ ได้ จึงต้อง ขอทบทวน บ้างสักเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับ คำว่า "ไกวัลยธรรม". คำว่า "ไกวัลยธรรม" แปลว่า สิ่งซึ่งมีความเป็นอันเดียวกันทั้งหมด ทั้งโดยเวลาและโดยเนื้อที่. ถ้าจะดูโดยเวลา ก็ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน สำหรับสิ่งสิ่งนี้ คือมันมีอยู่โดยที่ไม่ต้องมีการเกิดขึ้นมาหรือดับไป. หรือแม้แต่ จะมีการตั้งอยู่ มันก็มีการตั้งอยู่ชนิดพิเศษ ; ไม่เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่มีการตั้ง อยู่ ; จึงเรียกว่ามันเป็นไกวัลยธรรม คือเป็นสิ่งเดียวกันล้วนตลอดเวลา, หรือ ยิ่งไปกว่าเวลา คือว่ามันไม่เกี่ยวกับเวลา มันไม่ขึ้นกันอยู่กับเวลา. ถ้ามีลักษณะ อย่างนี้ เราก็เรียกว่า มีไกวัลยธรรม คือความเป็นอันเดียวกันตลอดเวลา. ถ้าดูไป ในเรื่องเนื้อที่หรือพื้นที่ คือขนาดเป็นต้นแล้ว มันก็ไม่เกี่ยวกับพื้นที่. หรือว่า ถ้ามันเกี่ยว มันก็เป็นพื้นที่ทั้งหมด ไม่อาจจะแบ่งแยกเป็นส่วนนั้นส่วนนี้. ขนาดเท่านั้นเท่านี้. สิ่งใดมีลักษณะอย่างนี้ สิ่งนั้นก็เรียกว่า ไกวัลยธรรม คือ สิ่งที่มีความ เป็นอันเดียวกันโดยพื้นที่. เมื่อรวมกันเข้า ทั้งโดยเวลาและโดยเนื้อที่ คือทั้ง
น.968 time และทั้ง space หมดด้วยกันแล้ว ก็มีความเป็นอันเดียวกัน ถึงขนาดที่จะ เรียกว่า ไกวัลยธรรม. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีคำเรียกในภาษาคนธรรมดา; แต่นี้เราก็เอามา เรียกว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง และตลอด เวลาทั้งปวง. แม้ว่าในลัทธิเต๋า เหลาจื๊อจะได้เรียกสิ่งนี้ว่า สิ่งที่มิได้มีอยู่ ตลอดกาล, สิ่งที่มิได้มีอยู่ตลอดนิรันดร, ว่านี่แหละเป็นคำชื่อคำแรกของสิ่ง ที่ต่อมาก็เป็นสิ่งทั้งหลายดังที่ปรากฏอยู่นี้ คือมาจากสิ่งที่เหมือนกับว่ามิได้มีอยู่ ตลอดกาล นี่คำที่เข้าใจยากมันมีอยู่อย่างนี้. แต่ถ้าจะ สรุปเอาเนื้อความที่มีประโยชน์ ก็คือว่า มันเป็นสิ่งเดียว กันมาแต่ก่อน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ และตลอดไป; โดยเหตุที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด จึงเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นปฐมเหตุ, และ โดยที่สิ่งนี้มีอำนาจ ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง งอกงามขึ้นมา จึงเรียกสิ่งนี้ว่า พระเป็นเจ้าผู้สร้าง. ถ้ารู้จักสิ่งนี้ ก็จะมีความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที คือจะไม่มีความรู้สึกว่า มีมึงมีกู มีเขามีเรา มีพวกเขาพวกเรา, หรือมีประเทศนั้นประเทศนี้ ส่วนนั้น ส่วนนี้ หรือว่ามีโลกนี้ มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวอื่น ๆ เป็นต้น ; มัน จะไม่มี. นี่เรียกว่า จะทำสิ่งทุกสิ่งให้เข้าเป็นหน่วยเดียวกันได้ ก็เพราะมอง เห็นสิ่งนี้, จึงถือเอาว่า หลักเกณฑ์อันนี้ จะเป็นเครื่องทำความเข้าใจซึ่งกัน และกัน ในระหว่างศาสนา; อย่าว่าแต่ระหว่างชาติเลย แม้แต่ระหว่างศาสนา
น.969 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๑๕ ซึ่งศาสนาหนึ่งก็ถือกันอยู่หลาย ๆ ชาติ อย่างนี้ก็ยังได้ คือจะไม่ต้องแบ่งเป็นศาสนา นั้นเป็นศาสนานี้: เหมือนที่เรากำลังแบ่ง แล้วก็อิจฉาริษยากัน หรือว่ากำลัง ทะเลาะวิวาทกันเกี่ยวกับศาสนา. ยิ่งเมื่อศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ศาสนาก็ยิ่ง ทำตัวเป็นศัตรูต่อกันและกันยิ่งขึ้น ; เพราะกิเลสได้ครอบงำเจ้าหน้าที่ทาง ศาสนาเสียหมดแล้วดังนี้, ก็เพราะว่าเขาไม่รู้จัก เนื้อแท้ ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ซึ่งมีความเป็นไกวัลยธรรม ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ อาตมาจึง พยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ทุกคนในโลก เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่มีความเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้นทั้งหมด ไม่ว่าโดยเวลาและโดยพื้นที่ ; เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้หมดสิ้น. มนุษย์มีปัญหาอยู่ที่การเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวแล้วก็เกลียดผู้อื่น แย่งชิงผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น ; นี่ก็เพราะเห็นแก่ตัว. เห็นแก่ตัวอยู่คนเดียวแท้ ๆ ก็ยังมีความทุกข์ กลัวตาย กลัวเจ็บไข้ แม้แต่กลัวผี กลัวจิ้งจกตุ๊กแก นี้มัน ก็เพราะความเห็นแก่ตัว คือเห็นไปว่ามีตัวกู ก็รู้สึกว่านี้เป็นอันตรายกระมัง แล้ว ก็เกิดกลัวขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าอย่ามีความรู้สึกที่เป็นการเห็นแก่ตัว เรา ก็ไม่มีปัญหาทั้งโดยส่วนตัวและโดยส่วนรวม. ถ้าเราจะเกิดไปรู้สึกว่า ผีกับเราก็คือ สิ่งเดียวกัน มันก็ไม่ต้องกลัว. เดี๋ยวนี้มันมาแยกเป็นตัว ตัวเรา ตัวผี ตัวอะไร ต่าง ๆ มันก็ต้องกลัว
น.970 นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้ารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ก็จะแก้ปัญหาได้หมด ถึงอย่างนี้ ในส่วนบุคคล, ในภายในใจของตน ก็จะไม่เกิด สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น ทีนี้นอก ออกไปจากตัว ก็ ไม่มีความรู้สึกชนิดที่เป็นเขาเป็นเรา แล้วก็เบียดเบียนกัน ; หรือแม้แต่จะรักกัน มันก็รักเพื่อจะมาแสวงหาประโยชน์ที่เป็นกิเลสทั้งนั้น ไม่ ได้รักกันเพื่อจะทำลายสิ่งที่เรียกว่ากิเลสเลย. นี่แหละคือความสำคัญในข้อที่ว่า มนุษย์เรา จะต้องรู้จักสิ่งใดสักสิ่ง หนึ่ง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมดทั้งสิ้นจริงๆ ซึ่งในที่นี้อาตมาก็ เรียกมันว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งซึ่งเป็นอันเดียวกันหมด ไม่ว่าจะมองดูโดยเวลา หรือมองดูโดยเนื้อที่, ความเป็นอย่างนี้เรียกว่าไกวัลยตา. ความที่มันต้องเป็นอย่างนี้เรียกว่า ไกวัลยตา คือ ความที่มันเป็นของ สิ่งเดียวกันทั้งหมด ทั้งโดยเวลาและเนื้อที่ แล้วในสิ่งนี้มันมีลักษณะ เป็น อสังขตะ คือ เป็นกฎที่มีอำนาจบังคับบันดาลให้สิ่งต่างๆ เป็นไป ; แล้วสิ่ง ต่าง ๆ มันก็ได้เป็นไป เพราะเป็นไปตามกฎนี้ มันจึงเกิดมีนั่นมีนี่ขึ้นมา อย่าง ในทางวัตถุ มันเกิดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เกิดระบบสุริยจักรวาล เกิดอะไร ต่าง ๆ ขึ้นมา มีคน มีสัตว์ กระทั่งมีเรานั่งกันอยู่ที่นี่ มีก้อนหิน ต้นไม้อย่างนี้. ทีนี้ ในทางนามธรรม ฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ มันก็มีวิวัฒนาการของจิต จนคิดนึกได้อย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งมีกิเลส นี้ก็อย่างหนึ่ง, กระทั่งมีปัญญา มีโพธิ ฆ่ากิเลส นี้ก็อย่างหนึ่ง, แต่ก็ไม่พ้นที่จะมาจากสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ; เพราะมันเป็นเพียงปฏิกิริยา ที่ออกมาจากสิ่งสิ่งเดียวกัน คือไกวัลยตา หรือ ไกวัลยธรรม.
น.971 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๑๗ เราได้พูดกันมาเป็นลำดับ พยายามทุกอย่างที่จะให้เข้าใจสิ่งนี้, และ พยายามที่จะให้เข้าใจว่า ทุกศาสนามีกฎเกณฑ์เป็นอันเดียวกันอย่างนี้. พระ- พุทธเจ้าเองท่านก็ตรัสว่า ท่านรู้หมด แต่ว่าเอามาสอนกำมือเดียว. สิ่งที่ท่านรู้ มันใหญ่กว้างมากมาย เหมือนกับว่าใบไม้หมดทั้งป่านี้; แต่ว่าที่เอามาบอกสอน แก่มนุษย์นี้เพียงเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. คือจะบอกสอนแต่วิธีที่จะกำจัดความทุกข์ ให้หมดไปอย่างไร. แต่ถ้าท่านทั้งหลายจะมองดูอีกสักนิดหนึ่งว่า ใบไม้กำมือเดียว มันก็ เหมือนกับใบไม้ทั้งป่า ใช่ไหม ? นี่คือความที่ว่า ใบไม้กำมือเดียวนั้น ก็มีความ เป็นอย่างเดียวกับใบไม้หมดทั้งป่า ; เพราะว่า จะเอามาเพียงกำมือเดียว มันก็ยัง เป็นไกวัลยธรรม คือส่วนของสิ่งที่มีความเป็นอันเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น. เดี๋ยวนี้ เราจะแยกเอามา เฉพาะเรื่องที่กำลังเป็นปัญหา, แล้วก็เฉพาะสิ่งที่จะแก้ปัญหา เหล่านั้นได้ ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย พยายามเข้าใจสิ่งนี้ แล้วก็จะแก้ปัญหา ได้หมดจริง ๆ เหมือนกัน ในครั้งที่แล้วมานี้ ก็ได้พูดถึงไกวัลยธรรม ที่จะมองเห็นได้จากลัทธิของ เหลาจื๊อ คือเรื่องเต๋า เต๋า นี้ก็ว่าแปลว่า ธรรม ; เมื่อกล่าวถึงเต๋าที่เป็นนิรันดร ก็เรียกว่า เต๋าทั้งหมด คือไกวัลยธรรม; แต่ ถ้าแยกเอามาเฉพาะหลักปฏิบัติ ก็เรียกว่า เต๋าที่เป็นตัวหนทาง เช่น ทางสำหรับเดินอย่างนี้. ข้อปฏิบัติเหล่าใด เป็นไปเพื่อหนทางให้ดับทุกข์ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเต๋าเหมือนกัน. เทียบกันได้กับภาษาบาลี ทั้งหมดก็เรียกว่าธรรม แยกออก มาส่วน หนึ่งก็ยังคง เรียกว่าธรรม; เหมือนกับอากาศทั้งหมดก็เรียกว่าอากาศ แม้จะแบ่ง
น.972 กันออกมานิดหนึ่ง ก็ยังคงเรียกว่าอากาศ. ทำไมเราจึงรู้จักแต่อากาศที่มาอยู่ใน ปอดของเรา ? หรือว่าในขวด ในกระป๋องเล็ก ๆ น้อย ๆ เราไม่รู้จักทั้งหมด. เรา ควรจะรู้จักทั้งหมด แล้วเราก็จะไม่ตื่นหรือไม่งงไม่สงสัย. สิ่งที่เรียกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็อย่างเดียวกัน มัน ออกมาจาก สิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นสิ่งเดียว ที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนั้น; นอกนั้นมัน เป็นคล้าย ๆ กับเป็นเพียงประกายชั่วขณะ ของสิ่งสิ่งเดียวนั้น ที่ออกมาเป็น อย่างนั้นอย่างนี้. นี้คือพวกสิ่งที่เรียกว่าสังขารทั้งหลาย หรือ สังขตธรรม ทั้งหลาย เป็น เพียงสักว่าประกายที่ออกมาจากสิ่งที่เรียกว่าอสังขตะ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวใน ที่ทุกหนทุกแห่ง ; เหมือนกับอย่างจะบอกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมนี้ มันก็ออกมาจากต้นตออันเดียวกัน, หรือว่าธาตุทั้งหลายในโลกนี้ ก็มันออกมาจาก ต้นตออันเดียวกัน. หรือจะถือว่าโลกทั้งหมดนี้มีอะไรเท่าไร มันก็ออกมาจากดวงอาทิตย์, หรือจะถือว่ามีอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมาจับกลุ่มกันเข้าเป็นดวงอาทิตย์ มันก็ต้อง มีต้นตอที่แท้จริง ที่สุดนั้น เพียงอันเดียว. พยายามมองความที่มีสิ่งเดียวอยู่เป็นปฐมเหตุ แล้วก็มีปฏิกิริยาชั่ว ขณะ ๆ ออกมาเป็นสิ่งทั้งหลาย ; แต่โดยเหตุที่ว่า มีการผสมเปลี่ยนแปลงปรุง แต่งไม่ซ้ำที่, ไม่ซ้ำกับที่แล้วมา มันจึงมีอะไรงอกออกมาใหม่.
น.973 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๑๙ ดูง่าย ๆ ว่าทำไมคนสมัยนี้มันมีหน้าตาสวยกว่าคนสมัยก่อน ? ทั้ง ๆ ที่ มันเกิดออกมาจากคนสมัยก่อน หรือว่าเกิดออกมาจากครึ่งคนครึ่งลิง หรือมันเกิด มาจากลิงก็สุดแท้ แต่ทำไมมันก็เปลี่ยนมา ๆ จนมามีคนชนิดที่สวยกว่าคนทีแรก ที่เป็นบิดามารดาหรืออะไร ? ถอยหลังเข้าไปนี่ เพราะ มันมีอะไรเจือเข้าไปเรื่อย ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลง ? ถ้าเรารู้ หลักเกณฑ์อันนี้ เราก็จะไม่งงหรือจะไม่ตกตลึง ในการ ที่ว่ามีอะไรผิดไปจากที่เราเคยนึกเคยคิด; มันเป็นเพียงประกายอันหนึ่ง ซึ่ง ปรุงแต่งกันไปตามเรื่อง. แต่ว่ามีความเป็นอันเดียวกัน อยู่ตรงที่ ไกวัลยตา มีต้นตออย่างเดียวกัน, แล้วก็มีเบื้องหลังของมันอย่างเดียวกัน. เช่นเราเห็น ต้นไม้หลายต้นต่างกัน แต่เบื้องหลังของต้นไม้หลายต้นนั้นเหมือนกัน ; แต่ว่า เราโง่ เราก็มองไม่เห็น. เราก็คิดว่ามันก็ต่างกัน เราก็เลือกรักต้นนี้ เลือกเกลียด ต้นนั้น หรือว่ามีความคิดรู้สึกต่าง ๆ กัน. นี่แหละคือสิ่งที่เดี๋ยวนี้เรากำลังมีอยู่ อย่างที่เรียกว่า เป็นปัญหา คือ เรารักกันไม่ได้ , เราเมตตา ปรานี กรุณา กันไม่ได้, แบ่งแยกเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ กระทั่งแยกผิว กระทั่งแยกผลประโยชน์ กระทั่งแยกลัทธิการเมือง นี้มันเป็นเรื่องบ้าบอของมนุษย์นั่นเอง. เพราะไม่รู้จักความที่สิ่งทั้งหลายเป็นสิ่งที่มีไกวัลยตาร่วมกัน , หรือ จะเรียกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เหมือนกัน, จะเรียกว่า เพราะความที่สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ตามหลักเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทนี้ก็ได้ ; เพราะ ทีแรก มันก็ เหมือนกัน มันก็เปลี่ยนไป ในที่สุดมันก็กลับไปเหมือนกันอีกก็ได้
น.974 ๔๒๐ ไกลวัลยธรรม เพราะว่าปฐมเหตุหรือเบื้องหลังของมันนั้น คือไกวัลยตานั่นเอง ; เหลาจื๊อจึงบอกให้มองให้ดีว่า สิ่งที่มีอยู่ที่แรก ที่บรรยายเป็นคำพูด ว่าอะไร ๆ ไม่ได้ นั่นแหละมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง หรือจะเรียกว่า เป็นชื่อของสิ่งที่ต่อมาแยกกันออก ไปเป็นฟ้า หรือเป็นดิน. หมายความว่า ก่อนแต่จะมีฟ้าและมีดินขึ้นมานี้ มัน มีอะไร ? ท่านทั้งหลายลองคิดดู ; เพราะว่าฟ้าและดินนี้มันก็เพิ่งมี. ก่อนแต่นั้น มันมีอะไร ? มันกลายเป็นมีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช้ฟ้าและดิน มันก็ต้องมีอะไรอยู่ อย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างแน่นอน: แล้วมันก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลง มาเป็น ความมีอยู่ชั่วขณะ ชั่วขณะ ชั่วขณะ อย่างนั้นอย่างนี้. ดังนั้นเราจะถือว่า ความไม่มีอะไรอยู่เลยนั่นแหละ เป็นชื่อของ สิ่งทั้งหมดทั้งปวงในทีแรก. แรกเริ่มเดิมทีสิ่งทั้งหลายเรียกว่าความไม่มีอะไร มันมีแต่สิ่งที่ควรจะเรียกว่าความไม่มีอะไร. ขอให้ศึกษาสิ่งนี้ ให้ดีว่า อย่าไปเข้าใจว่า มันจะไม่มีอะไรเสียเลย ; แต่มันจะมิได้มีความเป็นอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. แต่มัน มีความไม่มีอะไรนั้น แหละเป็นความมี ; นี้เป็นชื่อของสิ่งทั้งปวง ต่อมา มันก็ ขยายตัวออก เป็นความมีตามแบบนี้ เรียกว่า ภพ เรียกว่า ภวะ เป็นสังขตะ เรื่อยมา ; มันเป็นแม่ที่คลอดสิ่งทั้งปวงออกมา ทำให้มีฟ้ามีดิน มีอะไรต่าง ๆ ที่เรียกว่าพระเจ้าสร้างขึ้นมา. ก่อนพระเจ้าสร้างขึ้นมามันมีอะไร ? แล้วพระเจ้านั้นคืออะไร ? ถ้าศึกษาเรื่องไกวัลยธรรมโดยสิ้นเชิงแล้วจะพบว่า พระเจ้านั้นคืออำนาจอันหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกฎ.
น.975 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๒๑ สิ่งที่เรียกว่ากฎนี้มี ๒ ชนิด ถ้ากฎที่ธรรมชาติสร้างก็เด็ดขาดตายตัว ถ้ากฎที่มนุษย์บัญญัติ มันก็ไม่จริง, เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ ตามความ รู้สึกของมนุษย์. ฉะนั้น กฎเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ดี, กฎเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี, กฎเรื่องอริยสัจจ์สี่ ก็ดี, เป็นของตายตัว เปลี่ยนไม่ได้. อย่างที่พระสวดเมื่อตะกี้นี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตถตา -มันต้องเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา -ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนญฺญถตา -ไม่เป็นอย่างอื่นได้เลย. นี่แหละ คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ต่อไปนี้มันก็ มีแต่การปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไป ตามการที่กระทบกัน ระหว่างสังขตธรรมทั้งหลาย ของสังขารทั้งหลาย ผสมปนเปกันขึ้นมา จนมามี อะไรอย่างนี้ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของคนโง่ ว่าสวยบ้างไม่สวยบ้าง ว่าดีบ้าง ว่าชั่วบ้าง ว่าอะไรต่างๆ นานา กระทั่งว่าเป็นหญิงเป็นชาย กระทั่งว่าเป็นลูก เป็นหลาน กระทั่งเป็นอะไรต่าง ๆ. ฉะนั้น อย่ามองแต่เพียงปรากฏการณ์หลอก ๆ เดี๋ยวนี้ มองให้ลึก ไปถึงเบื้องหลังของสิ่งเหล่านั้น ก็ จะพบเห็นว่า มันมีสิ่งสิ่งหนึ่งอยู่ ก่อนสิ่ง ทั้งปวง เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง, เป็นต้นตอของทุก ๆ สิ่งหรือทุก ๆ ส่วน ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล. ถ้าเรามองไม่เป็น จะมองเห็นว่าต่างกัน, ถ้าเรามองเป็น จะเห็นว่าเป็นสิ่งเดียวกัน. เช่น ไปมองที่ ความเป็นอนิจจัง -ไม่เที่ยง นี้จะมองเห็นว่าเหมือนกัน ไม่ว่าอะไร จะผิดกัน อยู่ก็แต่สิ่งที่เป็น นิจจัง นั้นก็ตรงกันข้าม นั่นแหละเป็น ของเที่ยง ; เพราะมันมีอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง. ส่วนของที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนอยู่
น.976 เรื่อยนี้ มันก็เปลี่ยนเรื่อยจึงเท่ากับว่าไม่มีอยู่ ; ฉะนั้นอย่าได้คิดว่า เรามีอยู่ ต้นไม้ มีอยู่ ก้อนหินมีอยู่ อะไรมีอยู่. มันเป็นเพียงอาการของการที่มันกำลังไหลไป โดยไม่มีอะไรเป็นความแน่นอนว่า จะเป็นอะไร. แต่เรามันอายุสั้น เราก็เอาแค่อายุของเรา ; แล้วก็บัญญัติสิ่งนี้ว่า เป็นอย่างนี้ ๆ ; หรือว่าโลกนี้มีลักษณะอย่างนี้, ดวงอาทิตย์มีลักษณะอย่างนี้. นี้เป็นคน ฉลาดที่สุดในโลกนี้ ; แต่ว่าเป็นคน โง่ที่สุดในไกวัลยตา คือ ไกวัลยธรรม ; เพราะมันไม่ได้มีอย่างนั้นจริง, เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง. นี้ขอให้พยายามทำความเข้าใจกันเรื่อย ๆไป ; แม้มันจะมีความลำบาก บ้าง เพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่ลึกซึ้ง ที่ทำให้มนุษย์เรารู้ความจริงถึงที่สุด, แล้วก็ ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว ไม่เป็นเรา ไม่เป็นเขา, ไม่เป็นอะไรที่จะต้องทะเลาะวิวาท กันหรือแบ่งแยกกัน. .... .... .... .... [ เริ่มการบรรยายครั้งนี้ .] ทีนี้ก็ดูต่อไป ตามที่ได้กำหนดไว้แล้วว่า จากศาสนาพุทธเราก็มองเห็น สิ่งนี้ และจากศาสนาทั้งหลายในประเทศอินเดีย เราก็มองเห็นสิ่งนี้ จากศาสนา สุดตะวันออก คือเต๋า ก็มองเห็นสิ่งนี้. ทีนี้ จะไปดูส่วนสุดทางตะวันตกบ้าง คือ ศาสนาคริสเตียนโดยเฉพาะ. ทำไมจะพูดถึงเฉพาะศาสนาคริสเตียน ? ก็เพราะว่า พอพูดถึงศาสนา คริสเตียน ก็เป็นอันว่าพูดถึงศาสนายิว ซึ่งมีอยู่ก่อนศาสนาคริสเตียนด้วย ซึ่งมี
น.977 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๔๒๓ อะไรเหมือนกัน ในส่วนที่เป็นชั้นลึกซึ้ง จะเถียงกันก็แต่เพียงว่า "คุณไม่เป็นลูก ของพระบิดาที่แท้จริง ฉันต่างหาก" นี่เถียงกันระหว่างพวกยิวกับพวกคริสเตียน ก็ดูจะมีต่างกันเท่านี้. ทีนี้ศาสนาต่อมา เช่น ศาสนาอิสลาม ก็ยอมรับข้อเท็จจริงก่อนหน้า นั้น คือก่อนหน้าที่จะเกิดศาสนาอิสลาม. ตอนนั้นศาสดาทั้งหลายในศาสนายิว หรือในศาสนาคริสเตียนก็ตาม ก็มาอยู่ในศาสนาอิสลามหมด ; ฉะนั้นเราก็ไม่ ต้องพูดถึงศาสนาอิสลามโดยเฉพาะก็ได้ พูดถึงศาสนาคริสเตียนอย่างเดียวมันก็ เข้าใจได้ถึงศาสนากลุ่มนี้, ศาสนาของชนชาติเซเมติค ทั้งหลายเหล่านี้ มัน มี หลักเกณฑ์ต้นตอรากเหง้าเหมือนกัน. ทีนี้เมื่อพูดถึงศาสนาคริสเตียน ก็นึกถึงข้อเท็จจริง ที่มีอยู่ในบ้านเรา เวลานี้ก็แล้วกัน ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็คงจะนึกว่าศาสนาคริสเตียนผิด หรือเป็น มิจฉาทิฏฐิ หรือโง่ หรือไม่ดี ไม่จริง เท่าศาสนาพุทธ อย่างนี้ก็ได้ นี่แหละ คือ คนที่ยังไม่เห็นไกวัลยธรรม; ถ้าเห็นไกวัลยธรรม จะมองเห็นไกวัลยตา คือ ความที่มันเป็นอย่างเดียวกัน ในระหว่างศาสนา แม้ศาสนาคริสเตียน. ต้องรู้จักภาษาคน, ภาษาธรรม, จึงจะเห็นค่าของศาสนา. ถึงตอนนี้อยากจะขอพูดเป็นหลักไว้สักอย่างหนึ่ง และตลอดกาลด้วย ว่า ความไม่รู้ภาษาคนและภาษาธรรม ว่ามันต่างกันอย่างไร ? เกี่ยวข้องกัน
น.978 อย่างไร ? นี้แหละทำยุ่ง ; เพราะไม่รู้ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม, ไม่รู้ว่าภาษา มี ๒ ภาษาเสมอไป. คำพูดคำเดียว แต่ความหมายเป็น ๒ ภาษาเสมอไป; เช่น พูดว่า ไฟ ถ้า ภาษาคนก็หมายถึงไฟที่หุงข้าว ; แต่ถ้า ภาษาธรรม คำว่า ไฟหมาย ถึงกิเลส. ถ้าพูดว่า เย็น ภาษาคน ก็หมายถึงเย็น คือ ไม่มีไฟ; แต่ ภาษา ธรรมหมายถึงนิพพาน, คือความที่ไม่มีกิเลส ; อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ทีนี้เราพูดกันแต่ภาษาคน ภาษาคนธรรมดา รู้จักแต่ภาษาคนธรรมดา จึงทำความเข้าใจกันไม่ได้, ในระหว่างศาสนาต่อศาสนา ก็ทำความเข้าใจกันไม่ได้ มันก็เถียงกันเรื่องความหมายของคำ. ทีนี้ ในศาสนาของตนเอง เพียงศาสนา เดียว ตนก็ยังเข้าใจไม่ได้ ในศาสนาของตน ซึ่งมันมีคำอยู่เป็น ๒ ชนิดเสมอ เพราะฉะนั้นในขั้นแรกที่สุด เราจะต้องมองให้เห็นปัญหายุ่งยากว่า มันอยู่ที่การที่เราไม่รู้เท่าทันของภาษา ที่เรากำลังพูดจากันอยู่ ว่าเราพูดกันภาษา ไหน ภาษาคนหรือภาษาธรรม, คือภาษาสมมติ หรือภาษาแห่งความจริงแท้ นี่เราสงวนไว้พูดข้างเดียว ตามความรู้สึกของเราข้างเดียว ; พอศาสนาอื่นเขา จะพูดเป็น ๒ ภาษาอย่างนั้นบ้าง เราไม่ยอม. คิดดูให้ดี, เราไม่ยอม. เช่น จะพูดการ เปรียบเทียบ ระหว่างพระพุทธเจ้า กับ พระเยซู คริสต์ ; ถ้าพูดว่า พระพุทธองค์จากสวรรค์ลงมาเกิด เราว่าได้, ได้, ได้; แต่ ถ้าพระเยซูลงจากสวรรค์มาเกิด เราไม่ยอม. แต่พอพูดว่า พระพุทธเจ้าลงจาก สวรรค์มาเกิด เราก็ยอม เรามันก็บ้า ; เพราะว่าเรื่องมันเหมือนกัน. ถ้าพระพุทธเจ้าลงจากสวรรค์มาเกิดได้, พระเยซูก็ต้องลงจากสวรรค์ มาเกิดได้ ; นี่เรามันพูดเป็นคนบ้าเสียเรื่อยไป. ถ้าทีของเรา เราก็เอา แต่
น.979 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๒๕ คนอื่น จะพูดอย่างนั้นบ้าง เราไม่ยอม. ทั้งที่ว่าในคัมภีร์ของเรา ก็มีว่า พระ- พุทธเจ้านี้ท่านไปเกิดเป็นเทวดา อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ; แล้วเทวดาทั้งหลาย ต้องไปอัญเชิญท่านอ้อนวอนท่าน ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้, แล้วเป็น พระพุทธเจ้า, แล้วก็มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรายอม, เรายอมรับ แต่พอที่พวกคริสเตียนจะพูดว่า พระเยซูอยู่ในสวรรค์, พระเจ้าส่งมา สำหรับเกิดให้ช่วยคนในโลกนี้ เราไม่ยอม. นี่เรามันบ้าถึงขนาดนี้ เห็นไหม ? เพราะว่าเราไม่ยอมรับ การพูดจาระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรมที่ต่างกัน ; แล้ว เราก็เห็นแก่ตัวเราข้างเดียว. นี่คือข้อที่เราไม่มองเห็นข้อเท็จจริง ที่ว่ามันมีได้เหมือนกัน; แล้ว มันก็จริงเสียด้วย. เราจะกีดกันไว้แต่สำหรับเราเท่านั้น ที่ว่าจะถูก หรือว่าจะจริง. ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยตา คือความที่มันเหมือนกัน, สิ่งเดียวกัน ทั้งโดยเวลา ทั้งโดยเนื้อที่ อย่างที่กล่าวแล้ว. ฉะนั้น ขอให้ทำในใจ ในเรื่องนี้ กันให้มากเป็นพิเศษสักหน่อย เมื่อจะพูดถึงศาสนาคริสเตียน เราก็มีสิ่งที่จะต้องเปรียบเทียบกันหลาย ๆ อย่าง สักหน่อย; เพื่อให้เห็นว่า มันมาตะเภาเดียวกัน, นี่ใช้คำอย่างนี้ เปรียบเทียบดูความเชื่อระหว่างพุทธกับคริสต์. ในพุทธศาสนา เราก็เชื่อกันว่า เทวดาต้องไปประชุมกัน อ้อนวอน เทพบุตรชื่อสันตุสิตะ ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในโลกนี้. พระพุทธองค์ก็ลง
น.980 มาเกิด นี่เราก็เชื่อ. หรือข้อความชั้นหลัง ๆ ที่สุดว่า พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปสู่ เทวโลก โปรดพระพุทธมารดา ๓ เดือนบนสวรรค์ แสดงอภิธรรม ; นี้เราก็เชื่อ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของเรา ในคัมภีร์ของเรา. หรือว่า พอแสดงธรรมจักรจบลง เทวดาทั้งหลายตะโกนบอกกันเป็นชั้น ๆ. ตั้งแต่ภุมมะเทวดาขึ้นไปจนถึงพรหมโลกชั้นสูงสุด; นี้ เราก็เชื่อ. แม้ที่สุดแต่ว่า เรื่องในชาดก ว่า ต้นไม้พูดได้ สัตว์พูดได้ นี้ เราก็ยังยอมเชื่อ. หรือโพธิสัตว์นั้น เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นลิง เป็นอะไร กระทั่งเป็นปลาดุก ก็ยังยอมเชื่อ นี่เรา ยอมเชื่อกันขนาดนี้. แต่พอทีศาสนาอื่น เราไม่ยอมให้ ; มีอะไรแปลกออกไปสักนิดเดียว เราหาว่าไม่จริงเสียทันที. ทำไมไม่ยอมเชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า ? พระเจ้า อยู่บนสวรรค์ ส่งพระเยซูลงมาเกิด, พระเจ้าส่งมาพูดแทนท่าน, พระเจ้าไม่ต้อง ลงมาเอง. นี่ขอให้นึกดูให้ดี ๆ ว่า พระเจ้าที่ไม่ได้ลงมาเอง แล้วใช้ให้พระเยซู ลงมาเกิด เพื่อสอนคนนั้น มันต่างกันอย่างไร ? พระเยซูมาจากไหน ? ถ้าว่า เชื่อว่ามาจากพระเจ้า มันก็ต้องดูกันอีกที ว่า พระเจ้านั้นคืออะไร ? ถ้าพระเจ้า เป็นคน ๆ อย่างพ่อแม่ คลอดลูกออกมา ส่งลูกออกมานี้ ; นั้นมันคือความโง่ ของเราเอง. เขาไม่ได้หมายความอย่างนั้น มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้น. การที่พวกคริสเตียนเขาจะพูดอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้น มัน ต้องตีปัญหา ตีความหมายของข้อความนี้ว่า พระเจ้านั้นคืออะไร ?
น.981 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๒๗ อะไรเล่าที่จะส่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงออกมาได้ ถ้าว่ามิใช่สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม หรืออสังขตธรรม อย่างที่ได้พูดมาแล้ว. ทั้งพุทธ, คริสต์ไม่เข้าใจคำสอนชั้นลึก. เดี๋ยวนี้มันก็เหมือนกัน ทั้งพุทธและคริสต์ ในข้อที่ว่า เข้าใจคำสอน ในชั้นลึกนี้ไม่ได้. พุทธบริษัทนี้มีกี่คน ที่เข้าใจคำสอนเรื่องอนัตตาและ เรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนาว่า มันไม่มีตัวเรา, ว่ามันมีแต่ ธรรมชาติ, แล้วธรรมชาตินั้น ถ้ามองให้ลึกเข้าไป, ลึกเข้าไป, ก็กลายเป็น ไกวัลยธรรม คือสิ่งที่เป็นอันเดียวกันหมด ทั้งโดยเวลาและโดยพื้นที่. นี้ทำไม เราจึงไม่เข้าใจคำของพระพุทธเจ้า ? ทั้งที่เราเป็นพุทธบริษัท. ที่นั่งอยู่ตรงนี้ มีกี่คน ที่เข้าใจ คำว่าสุญญตา ว่าอนัตตา , หรือว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา ; มีแต่ธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ โดยกฎของอิทัปปัจจยตา เป็นต้น ? นี่พระก็สวดไม่รู้จักกี่สิบครั้ง, ก็ได้ยินไม่รู้จักกี่สิบครั้ง, แล้วก็หาคนเข้าใจยาก ; นี้จะเรียกว่าหูของท่านไม่ได้ยิน, หรือว่าท่านไม่เข้าใจคำเหล่านี้ นี่ ปัญหาอย่างนี้ มันก็เกิดขึ้นกับศาสนาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ ศาสนาคริสเตียน เพราะมันมีความหมายอย่างเดียวกัน มีเรื่องราวอย่างเดียวกัน : พระเยซูก็ได้พูดว่า ทำไมท่านจึงไม่เข้าใจคำของเรา ? ก็เพราะว่าท่านไม่สามารถ ได้ยินคำของเรา . คัมภีร์ที่ พวกคาธอลิค ใช้กัน เขาแปลว่า เพราะท่านไม่ได้ยิน, ไม่ได้ hear, ไม่ได้ยินคำของเรา. คัมภีร์ที่ พวกโปรแตสแตนท์ เขาใช้กันก็ว่า
น.982 เพราะว่า revelation ของเรา อยู่เหนือการรับของท่าน หมายความว่าสิ่งที่เราจะ มาเปิดเผยนั้น มันอยู่เหนือการรับได้ของพวกท่าน ; ฉะนั้นท่านจึงไม่เข้าใจ ตัวหนังสือที่แปลต่างกันอย่างนี้ มันก็โทษกันไม่ได้ มันก็ต้องต่างกัน บ้าง ; แต่ความหมายมันยังคงเดิม. ใช้คำว่า " เพราะท่านไม่ได้ยิน" นี่มันด่า เจ็บกว่า. อย่างอาตมาพูดอยู่ก้องไปหมดนี้ ท่านทั้งหลายก็ ไม่ได้ยิน คือท่าน ไม่สนใจ; ท่านไม่เข้าใจ ท่านไม่สนใจ มีค่าเท่ากับท่านไม่ได้ยิน เพราะว่า " สิ่งที่ข้าพเจ้านำมาเปิดเผยนี้ มันอยู่เหนือสมรรถภาพแห่งการรับของท่าน" อย่างนี้ มัน เป็นกันทุกศาสนา. อย่างเรื่องเต๋านี้ ก็ดูไม่ได้ยิน, พูดก็เหมือนกับไม่ได้ยิน. เรื่อง ปรมาตมัน, เรื่องไกวัลย์, เรื่องอะไรต่างๆ ของฮินดู ก็เหมือนกับไม่ได้ยิน. เรื่อง revelation ของพระเจ้า ที่พระเยซูเอามาเผยแผ่สั่งสอน ท่านก็ไม่ได้ยิน ขอให้มองให้เห็นอกเห็นใจกันในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม มันอยู่ลึก อย่างนี้ ; ความจริงบางอย่างของพุทธและคริสต์ก็มีทำนองเดียวกัน. พระเยซูก็ยืนยันว่า ท่านไม่ได้รู้เอง , ท่านเอามาบอก " สิ่งที่ข้าได้ฟัง จากพระองค์ ข้าก็นำมาบอกแก่โลก " ; นี่พระเยซูว่าอย่างนี้. นี่ไปดู คัมภีร์โยฮัน พวกนี้ จะมีเรื่องอย่างนี้ทั่วๆไป ว่าพระเจ้าบอกพระเยซูอย่างไร ; พระเยซูก็เอา มาบอกคนอย่างนั้น.
น.983 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ ) ๔๒๙ นี่ก็ เช่นเดียวกับที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อย่างไร อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ -รู้และตรัสรู้ธรรมธาตุนั้นอย่างไร, แล้ว อาจิกุขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ฯ - เอามาบอกเอามาแสดง เอามาเปิดเผย หมายความว่าท่านมิได้ทำมันขึ้นมา แต่ ท่านได้ตรัสรู้สิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่. แต่ พระเยซูไปพูดว่า พระเจ้าบอกมาแล้วเอามาบอกต่อ ; มันก็ไม่ ต่างอะไรกัน. ไม่ใช่ว่าท่านเป็นสิ่งนั้น, หรือท่านสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา, ท่านบัญญัติ สิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง ; ล้วนแต่ไปรับเอามาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านใช้คำตรง ๆ ก็เลยว่า รับเอามาจากธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ จึงเอามาบอกให้ ; แต่ พระเยซูท่านจะพูด สำหรับคนที่มีสมมติมาก ในหมู่ชนที่ถือสมมติมาก ท่านก็บอกว่า ได้ฟังมาจาก พระบิดาคือพระเจ้า แล้วก็มาบอกท่านทั้งหลาย. ถ้าดูตามตัวหนังสือในภาษาคน มันก็ดูจะต่างกัน หรือจะไปกันคนละทาง. แต่ถ้าใน ใจความทางภาษาธรรม แล้วมันเหมือนกัน ; เพราะ มันมีอยู่สิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่ง ใครรู้เข้าเป็นคนแรก แล้วก็มาบอกคนทั้งหลายได้. เราต้องมีความเห็นอกเห็นใจ หรือผ่อนผันกันอย่างนี้ มันจึงจะพูดกัน รู้เรื่อง ; อย่ายืนยันไปเป็นภาษาธรรมอย่างเพียงภาษาคนอย่างเดียว. ลอง เทียบกันโดยความหมาย แล้วก็ จะพบว่ามันเหมือนกัน ; ถ้าจะเทียบกันโดย ตัวหนังสือหรือคำพูด มันก็อาจจะต่างกัน ในคำพูดที่ต่างกัน. แต่ถ้าเกิดไปตี ความหมายเข้า ก็จะพบว่ามันมีความหมายเหมือนกัน. อย่าง พระเยซูจะพูดว่า พระเจ้าส่งฉันมาพูดแทนพระเจ้า. พระพุทธเจ้าก็ว่า เราตรัสรู้ธรรมธาตุนั้นแล้ว
น.984 ก็เอามาบอก ; มันก็เหมือนกับว่าธรรมชาติเป็นผู้บอกพระพุทธเจ้า ในขณะที่ เรียกกันว่าท่านตรัสรู้. ผู้รู้ก็มีการกระทำอย่างนี้กันทั้งนั้น : ไ ปนั่งเอามือป้องหู ฟังเสียง ธรรมชาติอยู่ในป่าจนได้ยิน แล้วก็เอามาบอกคนทั้งหลาย ; นี้เป็นคำอุปมาว่า มีกิริยาเหมือนกับว่าเราไปนั่งฟังเสียงธรรมชาติอยู่กลางดง แล้วไม่เท่าไรก็ได้ยิน แล้วก็มาบอกคนทั้งหลาย. คำกล่าวในศาสนาที่ต่างกันย่อมสันนิษฐานได้. ฉะนั้นมันจึงมี ปัญหาอยู่ที่คำ สำคัญที่สุด คือ คำว่าพระเจ้า, พระเจ้า นั้นคืออะไร ? ที่บอกพระเยซู, แล้วให้มาสอนคน หรือ พ ระโมฮัมหมัดก็ เหมือนกัน ฟังมาจากพระเจ้า, คัมภีร์โกระอ่านทั้งหมด พระโมฮัมหมัดฟังมาจาก พระเจ้า แล้วมาบอกคนทั้งหลาย. นี่ศาสนาเครือเดียวกันนี้ เขาจะมีอย่างนี้ ทั้งนั้น. ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม จะมีว่าฟังจากพระเจ้าแล้ว มาบอกคนทั้งหลาย. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านรู้มาจากธรรมชาติ ฟังมาจากธรรมชาติ แล้วก็มา บอกคนทั้งหลาย. นี้ถ้าเราจะไม่อยากทะเลาะกัน เราก็จะต้องสันนิษฐานลงไป ทีหนึ่งก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ กับสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น เป็นสิ่ง เดียวกัน. เมื่อเขาอยากจะ เรียกว่าพระเจ้าก็ได้ ตามภาษาคนธรรมดา ; เราก็ เรียกอย่างภาษาวิทยาศาสตร์ ว่าธรรมชาติ.
น.985 ๔๓๑ ไ ก วัลยธรรมในฐานะหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ นั้น คือ ปรากฏการณ์ทั้งหลาย , และ กฎเกณฑ์ มีอยู่ในปรากฏการณ์ทั้งหลาย นี้ก็เป็นธรรมชาติ ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า สัจจะ หรือความจริง หรือ truths ทั้งหลายนั้น คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งใคร แต่งตั้งไม่ได้. มันเป็นกฎของธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้นมันจึงอยู่เหนือการ บีบบังคับของสิ่งใด มันเป็นกฎที่ตายตัว. อย่างนี้เราเรียกว่า สัจจะ คือจริง มันไม่หลอก เรียกว่า อสังขตะ คือ ไม่มีสิ่งใดไปกระทำมันได้ ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงมันได้อีกต่อไป. นั่นแหละ ถ้า จะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ หรือถ้าไม่เรียกว่าพระเจ้า ก็ เรียกว่าบิดาของเราก็ได้ ; เพราะว่าทุกคนออกมาจากกฎเกณฑ์อันนั้น. ในทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ คลอดออกมา ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยสิ่งที่เป็นธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ จึงถูกคลอดออกมาเป็นมนุษย์ เป็นคนอย่างนี้. ทางโน้นก็เรียกว่า ออกมาจาก พระเจ้า คือธรรมชาติ. ฉะนั้น ควรจะให้ความเป็นธรรม ผ่อนผันกันได้ ใน เรื่องกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น เรียกว่าพระเจ้าก็ได้. พิจารณาถอยหลังไปจะเห็นไกวัลยธรรมซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน. ที่นี้ ดูถอยหลังเข้าไป ๆ จะเป็นสิ่งเดียวกันทั่วไปหมด ทั้งโดยเวลา และโดยพื้นที่. สิ่งนี้อาตมาใช้คำว่า ไกวัลยธรรม เป็นชื่อของสิ่งที่นำมาบรรยาย กันที่นี่ตั้ง ๑๑ ครั้งมาแล้ว. เรื่องเดียวนี้พูดกัน ๑๑ ครั้งมาแล้ว. ท่านคงจะ จำได้, แล้วคงจะค่อยเข้าใจขึ้นราง ๆ ว่า สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนั้นคืออะไร. เดี๋ยวนี้ก็กำลังพูดถึงสิ่งนี้อีก.
น.986 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตสฺส อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปี, พฺรหฺมกาโย อิติปี, ธมฺมภูโต อิติปี, พฺรหฺมภูโต อิติปี ซึ่งหมายความว่าท่าน ตรัสว่า ชื่อของฉันนั้น ชื่อที่จะใช้เรียกฉันต่าง ๆ กันนั้น จะเรียกว่าธรรมกายบ้าง ก็ได้ จะเรียกว่าพรหมกายบ้างก็ได้ จะเรียกว่าธรรมภูติบ้างก็ได้ จะเรียกว่า พรหมภูติบ้างก็ได้. ถ้าพูดกันเป็นภาษาธรรมดาก็ว่า พระพุทธเจ้าท่านบอกเราว่า ชื่อของ ท่านนั้น ในความหมายด้านหนึ่งจะเรียกท่านว่า ธมฺมกาโย - ตัวหรือกายของธรรม ก็ได้ ; เอ้า, ทีนี้กาย แล้วก็จะถือว่า กายนี่แหละ ; แต่ ธรรม น่ะ คืออะไร ? ก ายของธรรม ตัวของธรรม ธรรมนั้นคืออะไร ? ถ้ามันเป็นนามธรรม จะไปคว้า กันที่ไหน ? ระวังให้ดี, คำว่า ธรรม อย่างนี้ จะหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า, หมายถึงธรรมที่แท้จริงคืออสังขตะ แต่ เรียกเป็นภาษาบาลีคำเดียวว่าธรรม ธรรมประเภทที่เป็นกฎของธรรมชาติ. ที่เรียกว่าเป็น พฺรหฺมกาโย นี้ - เป็นกายอันสูงสุด คำว่า พรหม นี้มี ความหมายหลายอย่าง ความหมายทั่วไปแปลว่าสูงสุด ; แต่ ความหมาย เฉพาะศาสนา อย่างในประเทศอินเดีย พรหม นี้แปลว่า ผู้สร้าง ผู้มีอยู่ก่อนใคร ผู้มีอำนาจเหนือใคร ผู้สร้างสิ่งทั้งปวง. ทำไมพระพุทธเจ้าเอามาเป็นชื่อของพระองค์ ? ว่า พฺรหฺมกาโย นี้ เป็นชื่อของฉันก็ได้, ธมฺมกาโย นี้เป็นชื่อของฉันก็ได้, ธมฺมภูโต เป็นตัวธรรม
น.987 ในฐานะหลักมูลฐาน (ต่อ) ๔๓๓ แท้ เป็นตัวธรรมแท้นี้เป็นชื่อของฉันก็ได้, หรือ พฺรหฺมภูโต เป็นพรหม, เป็น พรหมแท้, นี้เป็นชื่อของฉันก็ได้. นี่พระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย จะเป็น ได้อย่างนั้นหรือ ? พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ได้หมายถึงเนื้อหนังร่างกายที่เป็นคน ที่เกิดมา จากบิดามารดา ; แต่ท่าน หมายถึงอะไรอันหนึ่งซึ่งเป็นธรรม, แล้วก็ธรรม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ประเภทที่ไม่อยู่ใต้เหตุใต้ปัจจัย จนกระทั่งเป็นอสังขตธรรม คือ อะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ; คือเป็นสัจจะจริง จนอะไรไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้. รู้จักพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล้ว ก็จะพบว่ามันมีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะ เรียกว่าพระเจ้าก็ได้ เรียกว่าพระธรรมก็ได้. ที่แสดงออกมาในรูปของพระ- พุทธเจ้า, เป็นองค์พระพุทธเจ้า; อย่างที่เราทำพระพุทธรูปไว้เต็มไปหมด นั่นแหละ เหมือนหรือไม่เหมือน. แต่เขา หมายถึงว่ากายของธรรม หรือ กายของพรหม คือสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตา ไม่อยู่ในรูปแบบ ไม่แสดงได้ ด้วยรูปแบบ ไม่บัญญัติด้วยคำบัญญัติใด ๆ ได้. ฉะนั้นทุกคนที่มาที่นี่ ควรจะเข้าใจเรื่องนี้ โดยการได้เห็น ภาพบั้น จำลองหินสลัก ที่อยู่รอบ ๆ ตึกหลังนี้ . * ที่ตรงไหนเป็นพระพุทธเจ้า ตรงนั้นเขา ทิ้งว่างไว้, เห็นไหม ? เพราะคนพวกนี้ยุคนี้ หรือศิลปินเหล่านี้ ทำตามหลักเกณฑ์ ที่ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริง แสดงด้วยรูปไม่ได้, ธรรมะจริงแสดงด้วยรูปไม่ ได้, สังฆะจริงก็แสดงด้วยรูปไม่ได้. เพราะฉะนั้น ในหินสลักรุ่นแรก ที่สุด ยุคสาญจี ก็ตาม ยุคภารหุต ก็ตาม จะหาไม่พบรูปพระพุทธ และ รูปพระ- * คือโรงมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกขฯ
น.988 ธรรม หรือ รูปพระสงฆ์; จะเป็นสัญญลักษณ์บ้าง เป็นว่างบ้าง ; แม้แต่รูป พระสงฆ์ เขาก็ยังไม่ทำกัน. เพราะพระสงฆ์ที่แท้จริงก็แสดงด้วยรูปไม่ได้ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน. นี่ความที่เป็นอันเดียวกัน ลึกซึ้งละเอียด จนเป็นถึงอสังขตธรรม เป็นไกวัลยธรรม เป็นต้น. นี่ขอให้เราเข้าใจคำว่า ธรรม ในพุทธศาสนา นี้ก็ดี ว่า เล็งถึงไกวัลย- ธรรม. แต่ถ้าเราพูดว่าพระพุทธเจ้าเป็นธรรม, เป็นตัวธรรม ; เราอย่าไป หมายถึงตัวเนื้อหนัง. เราต้องหมายถึงอะไรอันหนึ่ง ซึ่งลึกไปกว่านั้น. เพราะ ฉะนั้นเมื่อ พระเยซูพูดอย่างนั้นบ้าง เราก็ต้องยอม ว่านั่นเล็งถึงพระเจ้า; แต่ ไม่ใช่พระเจ้าอย่าง มีตัวมีตน เป็นคนหนวดยาวถือไม้เท้า นั้นเป็นพระเจ้า สำหรับเด็ก ๆ. ถ้าพระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็เป็นว่ามันเป็นคำพูดที่โง่เกินไป. แต่แล้วระวังให้ดี, เขาฉลาดจนกลายเป็นทำให้เรานี่แหละโง่ไปว่า เราเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นอย่างนั้น. ถ้าเราไปเข้าใจ พระเจ้าคือคนที่ถือไม้เท้า หนวดยาว ; นี้เราก็โง่ -โง่ - โง่ - แสนจะโง่. เพราะเขาไม่ได้ต้องการอย่าง นั้น ; แต่ เ ขาจำเป็นจะต้องเขียนภาพอย่างนั้น, เพราะมันต้องเขียนภาพ. นี้การที่ไม่เขียนภาพเสียเลยนี้มันฉลาดกว่า จริงไหม ? การที่ไม่ เขียนภาพพระเจ้า หรือพระพุทธเจ้าเสียเลยนี้ ฉลาดกว่าที่จะไปเขียนเข้า หรือไปทำ เข้า ไปปั้นเข้า; เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้น แสดงไม่ได้ด้วยรูปภาพ. ในที่สุดก็เห็นว่า จะเรียกว่าธรรม ก็ได้, จะเรียกว่า พระเจ้า ก็ได้, หรือเรียกว่า สัจจะก็ได้ อสังขตะ อะไรก็ได้; ล้วนแต่แสดงไม่ได้ด้วยรูป. นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นสิ่งเดียวกัน จนเรียกได้ว่า เป็นไกวัลย์, ไกวัลยตา. .... .... .... ....
น.989 ในฐานะหลักมูลฐาน (ต่อ) ๔๓๕ พิจารณาดูสิ่งที่เป็นวัตถุสันนิษฐาน. ทีนี้เขาจะพูดเลยไปถึงกับว่า บ้านเมืองของพระเจ้า, นี่พึ่งดูให้ดี อยู่ที่ไหน ? ถ้าบ้านเมืองของพระเจ้า มีสวรรค์มีวิมาน อย่างที่เขียนในรูปภาพนี้ มันก็โง่ ยิ่งกว่าโง่ - โง่ - โง่ - สักกี่ร้อยโง่ พันโง่ มันก็ไม่เท่า. หรือถ้าจะยิ่งเข้าใจ ไปว่านิพพานเป็นบ้านเมืองทำนองนั้นแล้ว ก็ยิ่งโง่กว่านั้นอีก; แต่เขาก็ต้อง เขียน, ต้องพรรณนาว่า ในเมือง ในบ้าน ในวัง ของพระเจ้า เป็นอย่างนั้น ๆ, พระเจ้านั่งตรงนั้น, เทวดานั่งตรงนี้ อะไรอย่างนี้; มันก็ต้องเขียนอย่างนั้น แหละ เขียนอย่างอื่นไม่ได้, ถ้ามันจะต้องเขียน. ทีนี้เราต้องถือว่า เมืองของพระเจ้านั้นคือไกวัลยธรรม. พระเจ้า ท่านประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ ในท่ามกลางเมืองของท่าน คือไกวัลยธรรมหรือ อสังขตธรรมก็ได้ ; เพราะว่าไกวัลยธรรมย่อมเป็นอสังขตธรรม. ฉะนั้น อสังขต- ธรรมนั่นแหละคือบ้านเมืองของพระเจ้า, ที่อยู่ของพระเจ้า. เมื่อคนหรือ สัตว์หลุดพ้นไปจากโลกนี้แล้ว ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ก็ไปอยู่ที่บ้านเมืองนี้, ซึ่ง หมายถึงภาวะที่เป็นสังขตะเป็นไกวัลยะ. นี่เราจะต้องมองดูกันอย่างนี้ จึงจะ เกิดความเป็นธรรมหรือยุติธรรม. ทีนี้เราจะเอาแต่เราข้างเดียว; อย่างที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น ว่า พระเยซูลงจากสวรรค์มาเกิด เราไม่เชื่อ ; แต่พอพูดว่าพระพุทธเจ้าลงจาก สวรรค์มาเกิดเราเชื่อ. นี่คือ ความที่ไม่รู้ ก็ทำให้เกิดความลำเอียง. ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ ว่า คำพูดว่า "บ้านเมือง" ถ้ามันหมายถึงทางวัตถุ ก็คือบ้านเมืองอย่างนี้ ; แต่ถ้ามันหมายถึง บ้านเมืองในภาษาธรรมะ แล้ว เช่น
น.990 บ้านเมืองของพระเจ้า หรือว่าเมืองนิพพานที่พระอรหันต์ทั้งหลายจะเข้าไปสู่แล้ว มันไม่ใช่บ้านเมืองอย่างนี้ มันไม่ใช่วัตถุอย่างนี้. มันเป็น ไกวัลยธรรม เป็น อสังขตธรรม, เป็นที่ต้องใช้คำพูดอย่างหนึ่งว่า "ความไม่มีอะไร". มันมีความ ไม่มีอะไร เหมือนกับที่มีอยู่ที่นี่, ไม่มีอะไรทุกอย่าง ที่เหมือนกับที่มีอยู่ที่นี่ ; นั่นแหละคือบ้านเมืองของพระเจ้า, หรือว่า นิพพานที่พระอรหันต์ทั้งหลายจะ เข้าไปสู่. พูดว่า "เข้าไปสู่" นี้ ก็พูดเป็นคำสมมติ ภาษาชาวบ้าน ภาษาเด็ก ๆ. เมื่อจิตลุถึงความเป็นอย่างนี้ แล้วก็หมดความรู้สึกเป็นตัวเราตัวเขา เป็นไกวัลยธรรม อย่างเดียวกันหมด ; อย่างนี้เราเรียกว่า ความเข้าไปสู่สิ่งนั้น. แล้วคนก็จะเข้า ใจไปว่า เดินไป คลานไป หรือว่าขี่รถไป หรือว่าเหาะไป เข้าไปสู่สถานที่นั้น ; อย่างนี้มันก็เลยเป็นเรื่องที่น่าหัว. ไปหาว่าเขาโง่ ; แต่ที่แท้เขาได้ทำไว้ให้เราโง่. เขาพูดไว้ ฉลาดเกินไป จนเราไม่เข้าใจ, เราคิดว่าเขาพูดโง่ ๆ; แต่เขาได้พูดไว้สำหรับ ให้เรากลายเป็นคนโง่ : เราไม่รู้, แล้วก็พูดว่าเขาโง่. เราก็โง่ ๒ ซ้อน ๓ ซ้อน. นี่เป็นเรื่องที่น่าหัว มันมีอยู่อย่างนี้. นี่จะขอ สรุป คำว่า ไกวัลยธรรม ว่าคือสิ่งที่เรียกว่าอสังขตธรรม ไว้ อย่างนี้เสมอไป; ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร คราวไหน แล้วบ้านเมืองของพระเจ้า นั้นคืออสังขตธรรม, หรือสิ่งที่เรียกว่า อสังขตธรรมนั่นแหละคือบ้านเมืองของ พระเจ้า ถ้าพูดอย่างสมมติ. ถ้าไม่พูดอย่างสมมติก็คือ นิพพานในพระพุทธ- ศาสนานั้นคืออสังขตธรรม, เข้าถึงนั่นก็คือนิพพาน หรือเข้าสู่อสังขตธรรม. ถ้า
น.991 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) พูดอย่างสมมติ ก็บ้านเมืองพระเจ้าสวยมาก, เต็มไปด้วยทอง, เต็มไปด้วยเพชรนิล จินดา, เต็มไปด้วยอะไรต่าง ๆ, เขาก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คนมันต้อง เขียนรูปภาพอย่างนั้น. ฉะนั้นแม้แต่ศาสนาคริสเตียน ก็ต้องแปลความหมายเช่นเดียวกับ ศาสนาพุทธ ; ที่พูดไว้ในภาษาคน นี้ก็อย่างหนึ่ง เช่นว่า "เมืองแก้ว กล่าวแล้ว คือพระนิพพาน" อย่างนี้ มันก็ ต้องพูด ให้คนที่มันชอบอย่างนั้น ได้สนใจใน นิพพาน. แต่ถ้าพูดสำหรับคนรู้ก็ว่า เข้าสู่วิสังขาร คือไม่มีอะไรปรุงแต่ง, ไม่มี อะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ; เข้าถึงสิ่งหรือภาวะอย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาธรรมดาไม่มี สำหรับจะพูด เลยต้องพูดว่าเป็นอัพยากตะ คือพูดว่าอะไรก็ไม่ได้. ที่ "พูดว่าเป็น อะไรก็ไม่ได้" คือ นิพพาน หรือ อสังขตะ หรือ อมตะ หรือ สัจจะ หรืออะไร แล้วแต่จะเรียก ดูสังขตะ, อสังขตะหรือนิพพานในศาสนาคริสต์. ทีนี้เราก็ดูว่า ในศาสนาคริสเตียนนั้น มีเรื่องนิพพาน หรือ เรื่อง อสังขตะ อย่างไร ? ที่เราไปหาเขาว่าโง่ หรือเป็นศาสนาที่ต่ำต้อย ไม่มีสาระอะไร ; อยากจะบอกให้รู้เลยว่า ใบแรกของคัมภีร์ไบเบิลของคริสเตียน ใบแรกเลย แผ่น แรก ๒ หน้านั้น มีพูดถึงสังขตะและอสังขตะ ว่าต้นไม้ต้นหนึ่ง พอไปกินลูกของมันเข้า ก็เกิดความรู้ว่านี้ดีนี้ชั่ว แล้วก็ตาย คนนั้นก็ตาย, แล้วต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ไปกินลูกของมันเข้า แล้ว
น.992 เขาก็ไม่รู้จักตาย มีชีวิตนิรันดร ไม่รู้จักตายอีกต่อไป ; คัมภีร์ไบเบิลพูดไว้ใน ใบแรก ๆ. เรื่องต้นไม้ ๒ ตัน ต้นหนึ่งไปกินเข้า จะเกิดความรู้สึกเป็น ๒ อย่าง คือ ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ เป็นต้น. พอ ไปกินเข้าแล้วจะตาย คือจะ ยึดมั่นถือมั่น ระหว่างดีกับชั่ว ระหว่างบุญกับบาป เป็นต้น ; แล้ว จะต้อง ตาย คือมีความทุกข์. ทีนี้ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ถ้าไป กินลูกเข้าแล้วจะไม่รู้จักตาย คือ ทำ ให้มีปัญญา หูตาสว่างไสวหมด ไม่เห็นโดยความเป็นคู่ ว่าดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์, แล้วก็ไม่ยึดถืออะไร, แล้วก็ไม่มีตัวเรา; ก็ เป็นอสังขตะ หรือ เป็นไกวัลยะ คือ ไม่รู้จักตาย และ เป็นนิรันดร . นี่อาตมาก็ถูกด่าเรื่อยว่า เอาใจออกห่างจากพุทธศาสนา ไปเข้าข้างคริส- เตียน ยกย่องเชิดชูอะไรนี้ เรื่องนี้ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ; เป็นเรื่องที่พูด ตามจริง เป็นเรื่องที่พูดตามที่มีอยู่อย่างไร. แล้วก็ไม่ได้แกล้งตีความหมายให้ เป็นประโยชน์, หรือให้โทษแก่ฝ่ายใด พูดไปตามจริง จึงพยายามชี้อย่างยิ่ง ที่จะให้เห็นว่า ในทุกศาสนามีสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม อันเดียวกัน ข้อเดียวกัน. ใครเข้าถึงแล้ว จะหมดความยึดถือที่แยกเป็นศาสนานั้น เป็น ศาสนานี้ จนได้ดูถูกดูหมิ่นกัน นี่ขอให้ฟังให้ดี ๆ อย่างนี้.
น.993 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๔๓๙ ความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นต้นเหตุอันเดียวกันทุกศาสนา. ทีนี้ก็ดูว่ามันจะเป็นต้นตอเดียวกันได้อย่างไร ? ในประเทศอินเดีย ก็มี พุทธศาสนา แล้วก็สอนเรื่องมีกุศลอกุศล มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป มีสุขมีทุกข์ ; แล้วก็ อย่ายึดถือทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ แล้วก็จะหลุดพ้นออกไปจากโลกนี้ได้. นี้เป็น หลักใหญ่ในประเทศอินเดีย, จะเป็นพระพุทธศาสนาก็สอนอย่างนี้, ศาสนาอื่น ก็สอนอย่างนี้. มัน จะต่างกันบ้างก็ตรงแต่วิธี ที่อย่าไปยึดถือสิ่งเหล่านี้นั้น จะทำอย่างไร ; นี้มันก็ต่างกันบ้าง. ฉะนั้นจึงเป็นศาสนาฮินดูบ้าง เป็นศาสนาพุทธบ้าง ศาสนาไชนะบ้าง ; แม้ที่เป็นศาสนาฮินดู เขาก็ปรับปรุงใหม่ทุกที ๆ จนมองไม่ออกว่าเป็นพุทธศาสนา หรือเป็นเวทานตะอยู่แล้ว จะผิดกันก็แต่เพียงว่าชื่อ. เมื่อเขาเรียก ว่า อาตมัน เรียกว่า ปรมาตมัน เราก็มา เรียกว่านิพพาน ; อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าดู ความหมายแท้จริงแล้ว เขาต้องการจะให้มีสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอสังขตะ อะไร ปรุงแต่งไม่ได้ ; พอรู้จักสิ่งนั้น เข้าถึงสิ่งนั้นแล้วก็จบกัน. ในอินเดียก็มี อย่างนี้ . ทีนี้นอกอินเดียไปทางตะวันตก ไปทาง ศาสนายิว ศาสนาคริสเตียน มันก็เกิดมีหลักอย่างนี้ขึ้นมา คืออย่าไปยึดว่านี้ดีแล้วก็ชอบ, นี้ชั่วแล้วก็เกลียด, จึงจะหลุดพ้น จึงจะเป็นชีวิตนิรันดร คือ หลุดออกไปได้เป็นชีวิตนิรันดร โดย ส่วนลึกโดยความหมายส่วนลึก มันเหมือนกันอย่างนี้. แล้วเราจะถือว่า ใคร ขโมยของใครมา ? หรือว่า ใครเอาอย่างใคร? เราอย่าคิดอย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ ว่าใครขโมยใครเขาไป ?
น.994 ถ้าเราจะคิดอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องนักประวัติศาสตร์, ไม่ใช่เรื่อง สอนศาสนาหรือศีลธรรม. ถ้าคิดอย่างนั้น อาจจะเถียงกันได้ จนได้ชกต่อย กันได้ ; เพราะการแย่งกรรมสิทธิ์ของความรู้ข้อนี้. ถ้าจะพูดถึงศาสนาคริสเตียน มันก็ทีหลังพุทธศาสนา ก็จะพูดได้ว่า เอาของพุทธศาสนาไป. แต่ถ้าพูดถึง ศาสนายิว ซึ่งมัน อาจจะมีอยู่ก่อนพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป หรืออย่างน้อยก็พ้อง สมัยกัน; มันก็ไม่รู้ใครว่าขโมยใคร ? หรือ ใครยืมเอาใครไป ? ในหลักที่ว่า อย่าไปยึดเรื่องดีเรื่องชั่วนะ จะเป็นทุกข์นะ จะตายนะ ? นี่เราก็มาคิดเสียว่า นี้มัน เป็นสมบัติของธรรมชาติ; จำคำว่า สมบัติของธรรมชาติ ไว้ มันมีไว้อย่างนี้. ใครเข้าถึงก็รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ แล้วก็ดับทุกข์ได้อย่างนี้; ที่ไหนก็ตาม, เมื่อไรก็ตาม. ถ้าเราจะคิดถึงข้อที่ว่า ในคัมภีร์ของเราเอง ก็ได้กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้า นั้นมีจำนวนนับไม่ถ้วน ชั่วระยะนี้ : พระกกุฏสันโธ โกนาคม กัสสปะ สมณโคดม อะไรนี้มันก็มี ; แล้วยังถอยไปอีก ๗ พระองค์, แล้วถอยไปอีก ๒๘ พระองค์, แล้วก็ล้วนแต่สอนเหมือนกันหมดเลย; จะว่าอย่างไร ; ล้วนแต่ สอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น สอนอริยสัจจ์ ๔ สอนอะไรด้วยกันทั้งนั้น. นั่นมัน เมื่อไรที่ไหน มันก็เลยเอาเป็นหลักฐานไม่ได้ ว่ามันกี่ร้อยปีพันปีหมื่นปีมาแล้ว เป็นต้น เลยยกให้ เป็นสมบัติของธรรมชาติ ว่าถ้าใครก็ตาม ถึงที่สุดแห่งความรู้ จะต้องรู้ข้อนี้; แม้ไม่รู้หมด รู้ตั้งค่อนก็ยังดี รู้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี ว่าเริ่มจะไม่ ยึดถือนี้ก็ดีแล้ว, ดีกว่ายึดถือโดยประการทั้งปวง. ฉะนั้น ขอให้เพ่งเล็งไปยังจุด ของเรื่อง คือความเป็นไกวัลยธรรมของธรรมชาติ มีอยู่อย่างเด็ดขาด และตายตัว.
น.995 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๔๑ คำสอนของยิวและคริสต์ก็มีคล้ายพุทธในเรื่องไกวัลยธรรม. เมื่อพูดถึง คำสอนของพระเยซู โดยตรง นี้หมายความว่าตอนหลัง มาจากศาสนาของพวกยิว ก็จะยิ่งพบว่า มีสอนอะไร ๆ คล้ายกันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เราจะ เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ และ พวกคริสเตียนเองก็ไม่เข้าใจ คือประโยคที่ว่า "จงสละชีวิตแล้วจะได้ชีวิต" เพราะว่าคำพูดนี้ เขาเจตนาจะพูด ให้ศักดิ์สิทธิ์; จึงพูดว่า "จงสละชีวิตซิแล้วจะได้ชีวิต" เราก็หาว่าเขาโง่; แต่ เราโง่กว่าเขา ๒-๓ เท่า. เราไม่รู้; เราก็หาว่าเขาพูดบ้า ๆ บอ ๆ. เรากลับ บ้าบอกว่าเขาหลายเท่า; เราก็ยังไม่รู้. ชีวิตชนิดที่ต้องสละเสีย ก็สละเสียซิ, แล้วก็จะได้ชีวิตชนิดที่ควร จะได้ คือความไม่ตาย. ชีวิตทางเนื้อหนัง ความสุขทางเนื้อหนังนี่สละเสีย แล้วก็ได้ชีวิตหรือความสุขทางวิญญาณ คือทางธรรมะ ซึ่งไม่ใช่ทางเนื้อหนัง ก็แล้วกัน ; แล้วมันก็จะ ไม่มีความทุกข์ คือจะไม่รู้จักตาย. ทีนี้ว่า ถ้าเรา จะพูดอย่างพุทธบ้าง ก็พูดว่า "สละธรรมะอย่างสังขตะ เสียชิ แล้วจะได้ธรรมะอย่างอสังขตะ", ให้สละสังขตะเสียซิ แล้วก็จะได้อสังขตะ ; แต่ ทั้ง สังขตะ และ อสังขตะ มัน เป็น ธรรมเหมือนกัน , ธรรมชาติเหมือนกัน. ธรรมชาตินี้มัน เป็นเรื่องปรุงแต่ง, ธรรมชาตินี้ไม่มีการปรุงแต่ง. สละธรรมชาติที่เป็นเรื่องของการปรุงแต่งเสีย ; แล้วจะได้ธรรมชาติของการที่ไม่ ปรุงแต่ง. นี่สละธรรมเสียซิ แล้วจะได้ธรรม. นี้ก็เหมือนกับที่พระเยซูพูดว่า "สละชีวิตเสียซิ แล้วก็จะได้ชีวิต". ฝ่ายเราก็ "สละธรรมเสียซิ แล้วก็จะได้ธรรม".
น.996 เพราะมันมี ธรรมที่ควรสละ คือสังขตธรรม แล้วก็ จะได้ธรรมที่ถาวรแท้จริง คืออสังขตธรรม; อย่างนี้ใครผิดใครถูก ? ทีนี้เรามันลำเอียง เรามันรักตัวกู แล้วก็เกลียดผู้อื่นหรือตัวสู. ความ คิดหรือคำพูด มันก็ไปในทางที่จะให้คนอื่นฉิบหายท่าเดียว; ยกย่องตัวเองเสมอ ไป. นี้ เป็นเหตุให้ไม่เข้าใจไกวัลยธรรม หรือ ไกวัลยตา คือ ความที่มัน เหมือนกัน อย่างเดียวกัน ทั้งโดยเวลา ทั้งโดยเนื้อที่ ของสิ่งที่เป็นธรรมชาติ อันแท้จริง ซึ่งทุกคนพยายามจะเข้าถึงสิ่งนี้ แล้วก็นำมาบอก นำมาสอน. ใคร ถึงก่อนรู้ก่อนด้วยตนเอง ก็เรียกว่าพระศาสดาหรือพระพุทธเจ้า. นี้เรียกว่าสิ่ง ที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั้น ก็มีอยู่โดยสมบูรณ์ แม้ในศาสนาคริสเตียน . ไกวัลยธรรมเป็นธรรมแท้ ซึ่งบาลีเรียกว่า "ธรรม". แล้วทีนี้เราก็จะพูดกันถึงเรื่องนี้ ให้ละเอียดออกไปอีกหน่อย; แต่มัน ก็เป็นเรื่องชวนง่วงนอน ก็บอกให้รู้ล่วงหน้า คือว่าสิ่งที่เป็น ไกวัลยธรรม หรือ เป็น ธรรมแท้จริง นี้ คือธรรมชั้นลึกสุด ไม่มีอะไรลึกกว่านี้ เราเรียกกันง่ายๆ ว่า "ธรรม" ในภาษาบาลี; ไม่มีคำอื่นเรียก ผิด โง่ หลอก อะไรนี้ก็เรียก ว่า ธรรม. จริงแท้ ถูกที่สุด มีประโยชน์ที่สุด ก็เรียกว่า ธรรม . ทำไมเป็น อย่างนี้ ? เพราะว่ามันเป็นของจริงเหมือนกัน. นี้มันจริงอย่างนี้, นี้มันก็จริง อย่างนี้. ที่จะเป็นทุกข์ มันก็ต้องทุกข์จริง; ที่จะไม่ทุกข์มันก็ต้องไม่ทุกข์จริง.
น.997 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๔๓ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ - สัจจะอัน ประเสริฐคือทุกข์, ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ - สัจจะอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์, ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ - สัจจะอันประเสริฐ คือการดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ทุกฺขนิโรธ คามินี ปฏิปทา อริยสฺจจิ -สัจจะอันประเสริฐคือทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้เรามันยังไม่รู้เรื่องนี้. พอได้ยินคำว่าทุกข์ เราก็สะดุ้ง แล้วไม่อยาก จะแตะต้องเกี่ยวข้อง ; พอได้ยินว่าสุข เราจึงจะสนใจ. เราก็เลยไม่รู้สัจจะ ; เพราะว่ามันจะเป็นอะไร มันก็เป็นสัจจะตามแบบของมัน ในส่วนลึกที่เป็น ไกวัลยธรรม :- ส่วนที่ไม่เที่ยง, มัน ก็ไม่เที่ยงจริง ๆ เหมือนกัน. นี่มันเป็นสัจจะ ว่ามันไม่เที่ยง ; เพราะมันเป็นไปตามกฎของไกวัลยธรรมส่วนที่ไม่เที่ยง. ถ้าว่า เที่ยง มันก็จริงเหมือนกัน : สิ่งที่มันไม่ใช่อย่างนั้น แล้วมันจะต้องเที่ยง. มันเป็นไปในทางที่ว่า เป็น ตัวไกวัลยธรรมแท้ เลยก็มี ของเที่ยง ของไม่เที่ยง ขึ้นมา. แต่แล้ว ทั้งสองอย่างนี้ ก็เป็นสัจจะด้วยกัน : นั้นสัจจะสำหรับ ไม่เที่ยงหรือเปลี่ยนแปลงเรื่อย, นี้สัจจะสำหรับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย. อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ตัวแท้ดั้งเดิม เป็น อสังขตะ , เป็น สัจจะแท้จริงที่สุด คือไม่เปลี่ยนแปลง, แล้วก็ต่อมาคลอดออกมาเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลง แต่มันก็มีสัจจะติดมา คือมัน เป็นไปตามกฎของการที่มันจะ ต้องเปลี่ยนแปลง. ฉะนั้น ความทุกข์ก็เป็นของจริง; ความดับทุกข์ก็เป็นของ จริง ; ฉะนั้นเราจึงต้องรู้ของจริงนี้ ทั้งฝ่ายที่เป็นทุกข์ และทั้งฝ่ายที่ไม่เป็นทุกข์ ก็เลยเรียกว่าสัจจะก็แล้วกัน.
น.998 ทีนี้ตัวสัจจะแท้ ๆ จะเป็นรู้เรื่องอะไร ถ้ามัน เป็นสัจจะแล้วก็เรียกว่า จริง, มีลักษณะเป็นไกวัลยธรรม. เพราะว่าถ้า สัจจะจริง ต้องเป็นไกวัลยธรรม. สัจจะจริงต้องไม่มีอะไรไปแตะต้องให้เปลี่ยนแปลง ให้ผิดไปจากเดิมได้ ; ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างนั้น, เป็นอยู่อย่างนั้น มีอยู่อย่างนั้น, หรือเรียกว่ามีสภาพ อย่างนั้น มีอะไรอย่างนั้น อยู่ตลอดเวลา นี่ขอเตือนไว้เสมอว่า นี้ยืมคำพูดชาวบ้านไปใช้ ที่ว่า มีอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างนั้น, สำหรับสิ่งที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความมีหรือเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความเป็น ที่เรียกว่าไกวัลยธรรม รู้จัก "ความจริง" แล้วจะเห็นความไม่มีอย่างนั้นอย่างนี้. นี่ก็ต้องเพ่งเล็งถึงความจริงอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวมันก็จะหายไปหมด ว่านั้น เป็นพุทธ นี้เป็นคริสต์ นี้เป็นอิสลาม นี้เป็นไทย นี้เป็นฝรั่ง ; นี้มันจะค่อย ๆ หายไป แล้วมองดูถึงตัวความจริงของธรรมชาติมากขึ้น ; เช่นว่า มันเป็นคน มันมีกาย มีร่างกาย มีจิตใจ กระทั่งมันมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กระทั่งมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ. ดูลึกขึ้น ไปอีก ธาตุทั้งหลายก็เป็นสักว่าสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ; ในที่สุดเป็น สังขตธรรมเหมือนกันหมด คือมีปัจจัยปรุงแต่ง ในบรรดาธาตุทั้งหลายเหล่านี้ ธาตุที่ตรงกันข้าม คือ อสังขตธาตุนั้น ยังไม่พูดถึง, หรือมันเอา ใส่กันไม่ได้ แต่นี้เรามันก็ มีแต่ธาตุที่เป็นสังขตธาตุ มีการปรุงแต่งได้ต่างกัน ;
น.999 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ ( ต่อ) ๔๔๕ เพราะฉะนั้นมันเกิดการปรุงแต่งต่างกัน คิดได้ต่างกัน เลยมีมึงมีกู : ฝรั่งก็เกลียด ไทย ไทยก็เกลียดฝรั่ง อย่างนี้ ; เพราะมัน ไปถือเอา ส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่ง ยังมิใช่ส่วนลึก หรือส่วนแท้ ของสิ่งที่เรียกว่าความจริงนั่นเอง. ฉะนั้นเมื่อจะให้เป็นไกวัลยธรรมร่วมกันได้หมดทุกศาสนา ต้องถือ “เอาคำว่า สัจจะนี้เป็นหลัก, แล้วก็ต้องจริงแท้ด้วย ไม่ใช่จริงอย่างว่าเอาเอง จะใช้ได้กับทุกศาสนา; ไม่ว่าศาสนาไหนหมด มีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง ของความสนใจ หรือควรจะรู้ ของความรู้ ว่าคือสิ่งที่เรียกว่าความจริง หรือ สัจจะ เป็นไกวัลยธรรม รู้แล้วทำให้ไม่มีเราไม่มีเขา. . . . . . . . . . . . . . . . . ทุกศาสนามีหลักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นเหมือน ๆ กัน. ทีนี้ยังมีสัจจะส่วนที่ย่อยลงมา คือว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ ความที่ไม่ต้อง มีเรา มีเขา ? หรือว่า ทำอย่างไรจึงจะสลัด ความมีเรามีเขาออกไปได้โดยวิธีใด ? นี่มันก็แยกลงมาเป็นส่วนน้อยๆ สำหรับศึกษา สำหรับปฏิบัติ; สำหรับที่จะมา เป็นผลของการปฏิบัติ แม้ พระเยซูก็ได้พูดว่า "สัจจะที่จะทำให้ท่านหลุดพ้นเป็นอิสระ" นี้ อยากจะซ้อมดูสักหน่อยว่า ใครเคยได้ยินบ้างประโยคนี้ ? ประโยคที่ว่า สัจจะ The Truth จะทำให้พวกท่านหลุดพ้นและเป็นอิสระ ; นี้เป็นคำของพระเยซูพูด อยู่ที่คัมภีร์นั้น เล่มนั้นหน้านั้น อ้างได้เลย.
น.1000 แต่เราทำไมไปคิดว่า "พวกคริสเตียนสอนว่า ให้เชื่อพระเจ้า พระเจ้า จะทำให้เป็นอิสระ". เราโง่หรือเราพูดผิด ที่เราจะไปคิด หรือถือว่า พวก คริสเตียนเขาสอนว่าให้เชื่อพระเจ้า, แล้วพระเจ้าจะทำให้เป็นอิสระ คือหลุดพ้น จากความทุกข์. แต่พอเราไปดู ในพระคัมภีร์ของเขาเอง เช่น คัมภีร์โยฮันหมวดที่ ๘ ประโยคที่ ๓๑ นั้น ก็มีว่า สัจจะ จะทำให้พวกท่านเป็นอิสระ ; พระเยซูว่า. แต่ เราไปกล่าวหาเขาว่า พวกคริสต์สอนว่า "พระเจ้าจะทำให้เป็นอิสระ". ฉะนั้น ถ้าเราไม่โง่ เราต้องถือว่า พระเจ้านั้นคือสัจจะ, ที่เราไปด่าเขาว่า พระเจ้า, พระเจ้า นั่นแหละ, นั่นแหละคือสัจจะ เพราะว่าสามารถทำคน ให้เป็นอิสระ. เช่นเดียวกับพุทธศาสนา : ถ้ารู้ธรรมะรู้สัจจะแล้วก็ดับทุกข์ได้. นี่คือข้อที่ว่า เรา เลิกกันเสียทีเถอะ ที่จะเห็นแก่ตัว เพราะมาโง่ ในความเท็จ ที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา; แล้วเรามาเข้าถึงความ จริง ที่ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดการแบ่งแยก เป็นเขาเป็นเรา; เพราะมีไกวัลยตา คือความเป็นอันเดียวกันแท้ ทั้งโดยเนื้อที่และโดยเวลา อย่างนี้ ถ้าจะพูดถึงคำอื่น ๆ แล้ว ก็จะยิ่งหาว่าอาตมานี่เข้าด้วยข้างคริสเตียน มากขึ้นไปอีก. นี่ไม่ค่อยอยากจะพูดเหมือนกัน ; เช่น พระเยซูจะพูดว่า "ปฏิบัติให้เข้าถึงสัจจะตามคำของเรา แล้วท่านก็จะเป็นสาวกที่แท้จริงของเรา" ฟังดูให้ดี ๆ ซิ, ว่าพระเยซูก็พูดว่า "ปฏิบัติให้ตรงตามคำของเรา แล้วท่านก็ จะเป็นสาวกที่แท้จริงของเรา ;" อย่างนี้พระพุทธเจ้าพูดไหม ?
น.1001 ใน ฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๔๗ แม้บางคนจะไม่เคยอ่านในพระไตรปิฎก ก็จะต้องเชื่อเต็มใจเลยว่า พระพุทธเจ้าก็ ต้องพูดอย่างนี้ ว่าต้องปฏิบัติตามคำของเราแท้จริงซิ จึงจะ เป็นสาวกที่แท้จริงของเรา. เอาอย่างนี้เป็นหลักกันแล้ว พระเยซูก็พูด คือ ประโยคที่ ๓๒ แห่งหมวดที่ ๘ ของคัมภีร์โยฮัน จะมีข้อความอย่างนี้. นี่ พูดไป ๆ สักเท่าไรก็ได้ ที่จะแสดงความเหมือนกัน ในระหว่าง คริสเตียน กับพุทธศาสนา. ที่ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้หลุดออกไปได้ พระเยซูก็พูด, พระพุทธเจ้าก็พูด, ศาสดาองค์อื่นก็พูด, แม้แต่เหลาจื๊อก็พูด, แต่เราไม่สนใจนี่. เราสนใจแต่เรื่องของเราที่จะเอาไปข่มขี่ผู้อื่น ; นั่นแหละ คือความที่ยังไม่รู้เรื่องไกวัลยธรรม เสียเลย. พระเจ้าในฐานะเป็นปฐมเหตุเป็นกฎ, ควรต้องรู้ เพื่อความเข้าใจกันดี. เรื่องพระเจ้า นี่สำคัญมาก ในฐานะเป็นปฐมเหตุ; รู้จักให้ดีๆ, รู้จักดีแล้ว จะรู้จักว่า สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าผู้สร้าง พระเจ้าผู้อะไรก็ตาม ; นั่นแหละ คือ สัจจะ หรือ สัจจธรรม หรืออสังขตธรรม ที่เป็นตัวไกวัลยธรรม เป็น ตัวธรรมชาติเดิมแท้ ก่อนธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง. ธรรมชาติลูกหลาน ทั้งหลายนั้นเป็นเพียงประกาย เป็น Spark ของธรรมชาติเดิมแท้เท่านั้น. ตัว ธรรมะแท้ก็คือ ธรรมชาติเดิมแท้ คือ อสังขตธรรมที่เป็นกฎ ที่ไม่รู้จัก เปลี่ยนแปลง.
น.1002 แต่ทีนี้เนื่องจากว่ามันต้องสอนแก่คน : ขออภัยใช้คำหยาบ ๆ ว่า สอน แก่คนโง่ ฉะนั้นต้องเรียบเรียงคำพูดใหม่ เพื่อจะสอนแก่คนโง่, จึงได้สอน ให้เป็นคน เป็นตัวเป็นตนเหมือนกับคน. บางทีต้องสอนแก่เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องให้มีพระเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ พอที่เด็กเล็ก ๆ เขาจะถือเอาได้. ทีนี้ พุทธศาสนาก็ต้องมีพระโพธิสัตว์ ที่ไปเกิดเป็นคนบ้าง เป็น เทวดาบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นนกบ้าง เป็นลิงก็มี. กระทั่งดูเหมือนว่า จะเป็น ปลาดุกก็มี, เพื่อให้มันมองเห็นกันเสียที่ว่า รูปร่างนั้นมันไม่สำคัญ ; แต่ถ้ามัน มีการรู้สิ่งนี้ เข้าถึงสิ่งนี้ แล้วก็ควรจะเรียกว่า ผู้รู้ด้วยกันทั้งนั้น. นี่คือ ความเฉลียวฉลาดของผู้สั่งสอนทั้งหลาย ที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย หรือดินแดนปาเลสไตน์ ฝ่ายโน้นก็เหมือนกันแหละ ; บางทีจะเป็นครูเดียวกัน ก็ได้, ต้นตอเดียวกันก็ได้ ในการพูดจาสั่งสอน ด้วย การทำให้มันเป็นวัตถุ หรือว่าเป็นอุปมาขึ้นมา. เรื่องพระเจ้า นี้ อาตมาก็เคยโง่ นี่ต้องสารภาพกันที่นี่ ; เคยเข้าใจผิด โดยไปถือเอาตามตัวหนังสือ, แล้วว่าเหมือนกับบุคคล. อย่างนี้ก็เคยโง่ เพราะว่า เคยด่าเขา. เดี๋ยวนี้ ก็ต้องขออภัยเขาว่า นั้นเรามันเข้าใจผิด. เราไปมอง แต่ตัวหนังสือ เข้าใจว่าเป็นบุคคล ; ฟังออกแต่ภาษาคน ไม่รู้จักภาษาธรรม. เดี๋ยวนี้พอมาศึกษามากเข้า หลายสิบปีนี้ ก็รู้ว่า อ้าว, สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น เขากล่าวไว้สำหรับให้เราโง่. ขออภัยเถิด. เดี๋ยวนี้ก็จะรู้ตามที่เป็นจริงว่า พระเจ้านั้นคือธรรมชาติดั้งเดิม ที่ เป็นอสังขตธรรม เป็นไกวัลยธรรม มีอยู่ในทุกศาสนา.
น.1003 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๔๙ ดูความฉลาดของผู้ที่มีบัญญัติพระเจ้าในศาสนาฮินดู. ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง. แม้แต่ว่ามันจวนจะหมดเวลาแล้ว ขอให้ ทนหน่อย ว่า อย่าไปดูหมื่นดูถูกคนที่เขามีพระเจ้า และเขาเชื่อพระเจ้า ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า นั้น ละเอียดเกินไป กว่าที่จะมาพูดให้คนทั่วไปรู้ หรือเข้าใจทันที ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ถ้าไม่พูดไว้มันก็ไม่อยู่ : ถ้าพูดไว้อย่างภาษาลึก คนเขาก็จำไม่ได้, เข้าใจไม่ได้ มันก็หายหมด ; ก็ต้องพูดไว้ในลักษณะที่ว่า เหมือนกับใส่เปลือก ไว้ ใส่จาน ใส่ชาม ใส่ถุง ใส่อะไรไว้ นี้จึงต้องพูดพระเจ้าเป็นบุคคล ; แล้วแต่ว่าพระเจ้าในศาสนาไหน จะวาดรูปภาพให้อย่างไร ; โชคดีอยู่แต่ ศาสนาเต๋าเท่านั้นแหละ ที่ไม่วาดรูปเต๋าเป็นบุคคล. เต๋าก็คือพระเจ้า แต่ไม่ถูกวาดเป็นบุคคล ในศาสนาฮินดู ศาสนายิว หรือกระทั่งศาสนาคริสเตียน ในตอนหลังนี้ก็ถูกวาดรูปพระเจ้า หรือ ผู้แทนพระเจ้า คือพระศาสดาเหล่านั้นทั้งนั้น แต่ ที่แท้ แล้ว พระเจ้านั้นเป็น สิ่งที่ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่มีรูปร่างอย่างบุคคล วาดเป็นบุคคลไม่ได้. ทีนี้ ความฉลาดของพวกฮินดูกลุ่มหนึ่ง คือพวกฮินดูที่ บัญญัติลัทธิ เรื่องพระนารายณ์สิบปางขึ้นมา. นี่คนที่มองดู ด้วยความไม่รู้เรื่องไกวัลยธรรม ก็จะหาว่านี้เป็นเรื่องโง่ เรื่องผิด เรื่องโกหก เรื่องหลอก ๆ เรื่องนารายณ์สิบปาง. แล้วดีกว่านั้น ก็คือว่า เขาจะพยายามรวมฮินดูกับพุทธด้วย.
น.1004 ๔๕๐ จะต้องเข้าใจคำว่า พระนารายณ์ ก่อน, พระนารายณ์นั้นเป็นชื่อของ พระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าที่มีหน้าที่สำหรับการควบคุม. พระพรหม นั้นเป็นชื่อของ พระเจ้าผู้สร้างโลกขึ้นมา. พระนารายณ์นี้เป็นชื่อของพระเจ้าที่จะควบคุมหรือ จัดการหรือทำทุกอย่าง เป็น administrator ตลอดเวลา เรียกว่าพระนารายณ์, แล้วก็มีพระเจ้าชื่อว่า พระศิวะ มีหน้าที่ยุบ เลิกในวาระสุดท้ายโน้น. จะเลิก จะยุบ จะเลิกกันเสียทีหนึ่ง ; แล้วก็สำหรับจะเกิดใหม่สร้างใหม่. ฉะนั้นจะเห็นว่า พระเจ้าที่เรียก พระนารายณ์ นั้น จำเป็นสำหรับ ทุกคน ; เพราะอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อโลกสร้างขึ้นมาแล้ว พระนารายณ์มีหน้าที่ดูแล รักษา ควบคุม. นี่คืออะไร ? มันคือ กฎที่เรียกว่าสัจจะ, หรือเรียกว่า กฎที่ เป็นอสังขตะ ที่บังคับให้สังขตะทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป อย่างนี้. ผู้ที่ไม่เคย ฟัง อย่าสับสนกันเสียนะ ; ถ้าอาตมาพูดเร็วไปบ้าง. อสังขตะกับสังขตะนั้นตรงกันข้าม : สิ่งที่เรียกว่าเป็นกฎ เปลี่ยน แปลงไม่ได้ จริงแท้ แล้วต้องเป็น อสังขตะ, คืออะไรทำมันไม่ได้ เปลี่ยนแปลง มันไม่ได้ แล้ว สิ่งนี้มันมีสำหรับให้เกิดเป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นไปด้วยการ เปลี่ยนแปลง นี้ก็เรียกว่า สังขตะ. เช่น เราทั้งเนื้อทั้งตัวที่นั่งกันอยู่ในที่นี้ อยู่ในพวกสังขตะ คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว ก็ต้อง เปลี่ยนแปลง. ไกวัลยธรรมแท้เป็นอสังขตะ มันมีอำนาจที่ไม่รู้จักเปลี่ยน แปลง ; ฉะนั้นประกายของมันเท่านั้นที่ออกมา ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลง เขา พูดถึงพระนารายณ์ในฐานะที่เป็นกฎ ควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คุมโลกทั้งปวง สังขารทั้งปวง; นี้เป็นกฎที่ควบคุม ก็คือ กฎแห่งกรรม :
น.1005 ในฐานะหลักมูลฐานฯ (ต่อ) ๔๕๑ การกระทำกรรมแล้ว ต้องได้รับผลแห่งกรรม. แต่ถ้าพูดให้กว้างกว่านั้น ก็คือ กฎแห่งวิวัฒนาการ เรื่อยมา เพราะมีสิ่งนี้ แล้วสิ่งนี้จึงมี , เพราะมีสิ่งนี้ แล้วสิ่งนี้จึงมี. เพราะฉะนั้นคำว่า พระนารายณ์ หรือนารายณะนี้ ก็คือ กฎแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา ที่พระสวดว่า เมื่อมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จะเกิดขึ้น นี่. เราอาจจะพูดได้ว่า พระพรหมมีหน้าที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น : จุดตั้งต้น ของวิวัฒนาการ ; เช่น สร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมาในทางวัตถุ. ต่อไปนี้ก็มีวิวัฒนา- การ จากดวงอาทิตย์ จากแสงแดด จากผิวดิน จากอะไรต่าง ๆ มาเป็นโลกเป็น สัตว์นี่. นี้มัน เป็นหน้าที่ของวิวัฒนาการ คือพระนารายณ์. ฉะนั้นเขาจึง บัญญัติกฎนี้ หรือ กิจกรรมอันนี้ไว้ในรูปปุคคลาธิษฐาน เรียกว่าพระนารายณ์ สิบปาง คือ กฎที่จะควบคุมโลกหรือวิวัฒนาการของโลก นี้เป็นพระเจ้า เป็น ไกวัลย- ธรรมลักษณะหนึ่ง คือเป็นกฎส่วนที่เป็นกรรมและผลกรรม. เปรียบเทียบดูธรรมชาติกับการอวตารของพระเป็นเจ้า. พระนารายณ์ปางที่ ๑ คือวิวัฒนาการปางที่ ๑ ก็จะเรียกได้ ; แต่ก็ เรียกว่า อวตารของพระนารายณ์ :- อวตารปางที่ ๑ เป็นปลา มัสยาวตาร เป็นปลาก่อน อยู่ในน้ำ. อวตารปางที่ ๒ ก็เป็นเต่า ครึ่งบกครึ่งน้ำเรียก กูรมาวตาร นี้. แล้วพระนารายณ์ อวตารปางที่ ๓ เป็นหมู วราหาวตาร.
น.1006 คุณเทียบดูเท่านี้ก็รู้แล้ว ทีแรกอยู่ในน้ำเป็นปลา พระนารายณ์นั้น ; แล้วต่อมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คือเป็นเต่า; แล้วต่อมาเป็นหมู บกแท้สี่ขา วิ่งอยู่บนบกนี่. อวตารปางที่ ๔ ต่อมาก็ เป็นสิงห์, นรสิงหะ คือสิงโตนั่นแหละ คือราชสีห์หรือสิงหะ แต่ว่าเรียกว่านรสิงห์ ก็เพราะมันมีอะไรที่ฉลาดกว่าสัตว์ หน่อย, ก็เรียกว่านรสิงห์ คือจะครึ่งคนครึ่งสัตว์แล้วทีนี้. อวตารปางที่ ๕ ต่อมาก็เป็นคนแคระ วามนาวตาร - คนแคระ ; นึก ถึงนิโกรซิ นิโกรดีกว่าสัตว์ แต่ไม่เท่าฝรั่งใช่ไหม ? คนแคระ วามนาวตาร. แล้วต่อมาอวตารปางที่ ๖ เป็นปรศุราม อันนี้จะเรียกว่าปางอะไรก็จำ ชื่อไม่ค่อยได้ นี้มันเป็นคนอย่างสูง อย่างใหญ่ อย่างฝรั่งแล้ว. ต่อมาอวตารปางที่ ๗ ก็เป็น รามจันทราวตาร คือ เป็นพระราม ในเรื่อง นางสีดา นี้มันเก่งมากแล้ว. ต่อมาอวตารปางที่ ๘ เป็น กฤษณาวตาร , กฤษณะ ก็เลย สูงสุดในทาง สติปัญญา เลย. แต่ ๒ ตอนนี้ขออภัย ที่จำไม่ถนัดนักว่า จะเป็นรามะก่อน หรือเป็น กฤษณะทีหลัง ; แต่เชื่อว่าที่ความจำเดี๋ยวนี้นะว่าเป็นรามจันทร์ เป็นพระรามนี้ ก่อน แล้วจึงมาเป็นกฤษณาวตาร. นี่ฉลาดถึงที่สุด ถึงกับกล่าวพระภควัตคีตา ได้แล้วนะ.
น.1007 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๕๓ พอถึงปางที่ ๙ เป็นพุทธาวตาร คือ พระพุทธเจ้า อย่างที่เราถืออยู่นี้, เขาใช้คำว่า พุทธะ เฉย ๆ ไม่รู้ว่าองค์ไหนแน่ ? แต่ถ้าว่าถือตามหลักนี้แล้ว ก็ต้อง พระพุทธเจ้าองค์นี้แหละ ถูกเอาไปไว้เป็นพระนารายณ์ปางที่ ๙. พระนารายณ์จะมาปางสุดท้าย ปางที่ ๑๐ ที่เรียกว่า กัลกิยาวตาร อธิบายลักษณะไว้เหมือนกับพระศรีอาริย์ที่สุด. พระศรีอาริย์กับพระพุทธเจ้า ธรรมดานี้ ก็จะต่างกันอยู่แต่ว่า พระพุทธเจ้าอย่างของเรา ศาสนาของเราเดี๋ยวนี้ เป็นทางธรรมะเกินไป ทางจิตใจเกินไป ไม่คำนึงถึงวัตถุ. ทีนี้จะมีพระพุทธเจ้า ให้อีกองค์หนึ่ง หรือนารายณ์อวตารอีกองค์หนึ่ง เป็นกัลกิยาวตาร ที่เรียกว่า พระศรีอาริย์ นี้ จะสมบูรณ์ทั้งทางจิตใจและทางวัตถุ. ฉะนั้นถ้ามาเกิด ก็ต้องมาเกิดในยุคที่โลกเจริญด้วยวัตถุด้วย, และ ทางจิตใจด้วย นี่มันเป็นความหวังอยู่ ; พวกอินเดียเขาหวังอย่างนี้อยู่. แต่เขา เรียกอย่างแบบของเขาว่ากัลกิยาวตาร จะขี่ม้าขาวมาโปรดโลก ช่วยโลกทั้งหลายทั้ง ปวงได้ ; คล้าย ๆ กับว่าพระพุทธเจ้าก็เป็น, จักรพรรดิ์ก็เป็นอย่างนี้ คือว่าเป็น ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายโลก ฝ่ายธรรม, ทั้งฝ่ายร่างกาย ทั้งฝ่ายจิตใจ นี้เป็นคนสุดท้าย. ถ้ามนุษย์ไปถึงจุดที่สุดนั้น แล้วมันก็จบแล้ว ไม่มีทางจะไปอีกแล้ว ; เพราะมัน ตั้งต้นมาแต่เป็นปลา อยู่ในน้ำ, แล้ว เป็นเต่า ครึ่งบกครึ่งน้ำ, แล้วก็ เป็นหมู ที่เป็นบก, แล้วก็ เป็นราชสีห์ แล้วจึงมา เป็นคนแคระ, แล้วจึงมา เป็นคน สูงใหญ่, แล้วจึงมา เป็นพระราม, แล้วมา เป็นพระกฤษณะ แล้วจึง เป็นพระพุทธ เจ้า, แล้วยังจะมีอีกทีหนึ่ง ที่แก้ปัญญาหมด ที่เรียกว่า พระศรีอาริย์ หรืออะไร แล้วแต่จะเรียก. นี้มันคือกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นไกวัลยธรรม.
น.1008 ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า เรื่องนารายณ์สิบปางนี้เป็นเรื่องโง่ สำหรับ หลอกเด็ก, อ่านสนุก. มันเป็นเรื่อง แสดงวิวัฒนาการ อย่างวิทยาศาสตร์ แท้ ๆ ทางศาสนามันก็แสดงถึงความเป็นไกวัลยตา ; เพราะมันเหมือนกัน หมด จะเป็นหมู เป็นปลา เป็นเต่า เป็นคน เป็นมนุษย์ มันก็เหมือนกันหมด โดยที่มันออกมาจากกฎของอสังขตะ ที่วิวัฒนาการมาอย่างนี้ แม้ว่าเรื่องนี้จะเพิ่งบัญญัติขึ้นเมื่อไม่นานนี้ แต่มันก็หลายร้อยปี, หรือ ตั้งพันปีเหมือนกัน; มันก็เป็นเรื่องแสดงความหมายอย่างเดียวกันของไกวัลย- ธรรม, ที่มันจะไหลมา เป็นรูป เป็นเรื่อง เป็นอะไรต่าง ๆ ที่เราจะมองเห็นได้ว่า ในที่สุด ไปรวมอยู่ที่ธรรมะนิรันดร, ธรรมะที่เป็นอนันตะ เป็นนิรันดรอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าไกวัลยธรรมนั่นเอง. ที่อาตมาพูดอย่างนี้ ก็ เพื่อจะให้ทุกคนมองเห็นว่า มีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่ง เป็นปฐมเหตุ; นี้สมมุติเรียกว่า ปฐมเหตุ จะเรียกว่า แกนกลาง จุดศูนย์กลาง ก็ได้ ก็สมมติเหมือนกัน; เพราะทุกอย่างมันออกมาจากจุดศูนย์กลาง หรือจะ เรียกว่าปฐมเหตุก็ได้ เพราะมันมีอยู่ก่อนสิ่งใด และเพราะเหตุที่ สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ จึงมี ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา , หรือจะเรียกอย่างอื่นอีกก็ได้ ว่ามันเป็น ทั้งหมด. แล้วจะหลุดออกมาเป็นอันเล็กๆ เล็ก ๆ อะไรก็ได้. อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นทั้งหมด, แล้วก็ออกมาเป็นอันเล็ก หรือมีอยู่เป็น ศูนย์กลาง แล้วออกมาเป็นทุกอัน. หรือว่า มีอยู่ก่อนสิ่งใด สิ่งอื่นก็เป็น ประกายออกมาจากสิ่งนั้น มันถูกทั้งนั้น , ฉะนั้นอย่าคิดว่าเขาโง่. แต่เขา
น.1009 ในฐานะหลักมูลฐาน ฯ (ต่อ) ๔๕๕ พูดไว้สำหรับทำให้เราโง่ ; พอเราไม่รู้ เราก็ว่าเขาโง่; พอเรารู้ เราก็จะสะดุ้ง ว่าเขาพูดไว้เพื่อให้เรากลายเป็นคนโง่ โดยไม่รู้สึกตัว. นี้คือเรื่องไกวัลยธรรม , ความหมายของสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม มีอยู่ตลอดเวลา ตลอดพื้นที่ทุกแห่ง; แล้วใช้คำว่าตลอดเวลา ก็ยังไม่สมกัน. เพราะว่าสิ่งนี้ไม่อาจจะเป็นอดีต เป็นปัจจุบัน หรือเป็นอนาคต เพราะเหตุว่าสิ่งนี้ ไม่ได้มีขนาด ไม่ได้มีรูปร่าง; มีขนาดที่วัดไม่ได้ แล้วมันก็นอกเหนือไปจาก ขนาด, นอกเหนือไปจากเวลา, เลยไม่รู้จะทำมืออย่างไร ที่จะแสดงความยิ่งใหญ่ ของไกวัลยธรรม. แต่ขอให้รู้ไว้เถิดว่า นี่แหละ แม้แต่ในศาสนาคริสเตียน เขาก็มี ไกวัลยธรรม ที่แสดงไว้ด้วยคำสั้น ๆ ว่า พระเจ้า หรือบางทีใช้คำว่า The Truth, บางทีใช้คำว่า The Word. ถ้าคัมภีร์โยฮันใช้คำว่า The Word; at the beginning the Word was ; Word คือ คำพูด นี้ มีอยู่ก่อนสิ่งใด ; ถ้าอย่างนี้ก็โห่กัน ฮาเลย ว่าคำพูดมีอยู่ก่อนสิ่งใด. คนยังไม่ทันจะมี แล้วใครจะพูดล่ะ. นี่เขาทำ ไว้ให้เราโง่ขนาดนี้. แต่ว่าคำพูดนี้ คำพูดของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นโองการของธรรมชาติ, มีอยู่ก่อนสิ่งใด แล้วสิ่งทั้งหลายจึงออกมาจาก The Word. คำพูดนั้นคือกฎของธรรมชาติ ที่บังคับให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า The Word หรือ คำพูดนั่นแหละคือตัวไกวัลยธรรม ที่มีอยู่อย่าง ไม่รู้จักหมดสิ้น, มันจะคลอดสิ่งต่าง ๆ ออกมาได้ โดยที่มันไม่ต้องผอมลง; มัน เท่าเดิมอยู่เรื่อย. นี่ The Word เขามาแปลว่า คำพูด, แล้วเข้าใจว่าคำพูด, มันก็ไม่มีทางจะเข้าใจได้.
น.1010 แล้ว The Word นั่นแหละอยู่กับ God เดี๋ยวนี้ก็พอจะรู้ได้แล้วว่า ถ้าอย่างนั้น Word นี้ ต้องเป็น Word ของ God ; God เป็นผู้พูด คือเป็นผู้สั่ง ฉะนั้น God คือธรรมชาติ; ธรรมชาติย่อมมีกฎของธรรมชาติ. ฉะนั้นกฎของ ธรรมชาติคือ The Word; กฎของธรรมชาติก็ต้องอยู่กับตัวธรรมชาติ ฉะนั้น คัมภีร์ New Testament ก็ได้พูดไว้ถูกแล้วว่า The Word was with God. นี่เขาพูดทีหลังว่า Word was God ก็ชัดเลยว่า Word คือกฎนั่นแหละ คือ God, คือพระเจ้า หรือโองการของพระเจ้านั่นแหละคือตัวพระเจ้า. นี้เรียกว่า Word นั้นคือคำพูดของธรรมชาติ ที่บัญชาลงไปแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้. ใน ภาษาไทยเรียกว่า กฎ กฎเกณฑ์ที่มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เรียกว่ากฎ. ทีนี้พอเขาพูดว่า The Word นั่นแหละคือ God เราก็สบายเลย ; เรา ก็พูดเสียงคำว่า กฎ นี้ให้ยาวออกไปซิ กฎก็เลยกลายเป็น God, God ก็คือพระเจ้า. นี้มันน่าหัว เป็นเรื่องน่าหัว; ฉะนั้นอย่าไปดูหมื่น สิ่งที่เรียกว่า God เพราะ มัน คือ กฎ แล้วมัน เป็นกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นมันจริง จนใครไปเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้. นี้สิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม คือ The Word ; The Word คือ คำพูด หรือ บทบัญญัติของธรรมชาติ ; แต่ไม่ได้เป็นเสียง, ไม่ได้เป็นตัวหนังสือ. ถ้าจะว่าเป็นเสียง ว่าเป็นตัวหนังสือ ก็เพราะว่า คนมันไปพูดทีหลัง เช่นให้เป็น ตัวหนังสือเขียนไว้ในแผ่นหิน; โมเสสเอามา อย่างนี้เป็นต้น. มันก็เป็นเรื่อง พูดสำหรับคนธรรมดา ; แต่ถ้าพูดถึง ผู้รู้ เขามุ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ล้วน.
น.1011 ในฐานะหลักมูลฐาน (ต่อ) ๔๕๗ ทุกศาสนาจะเรียกพระเจ้าหรืออะไรก็ตาม ล้วนเป็นไกวัลยธรรม. ฉะนั้นในวันนี้ ก็ ขอสรุปความว่า ในศาสนาคริสเตียน ศาสนาใน เครือเดียวกัน คือศาสนายิว ที่เป็นต้นตอของคริสเตียน หรือว่าศาสนาอิสลาม ที่เป็นสิ่งที่แตกแขนงออกมาจากนี้; ก็มีสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งเขารู้ตรงกัน พูดไว้ตรงกัน. ในศาสนายิวจะเรียกว่ายะโฮวาห์, หรือว่าในศาสนาคริสต์จะเรียกตามยิวว่า ยะโฮวาห์, หรือจะมาเรียกว่า God ว่าอะไรก็สุดแท้. ในศาสนาอิสลามจะเรียกว่า อัลลอฮะ ก็ตามแท้. มัน หมายถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีคุณภาพเหมือนกัน คือมี อยู่ก่อนสิ่งใด; เพราะเหตุสิ่งนี้มี สิ่งทั้งหลายจึงมี จึงถือคล้าย ๆ ว่าเป็นผู้สร้าง หรือเป็นปฐมเหตุ. นี่สรุปความว่า ใน ๓ ครั้งที่แล้วมา รวมทั้งครั้งนี้ด้วย ก็ได้พูดถึงสิ่ง ที่เป็นปฐมเหตุพอสมควรแล้ว. ต่อไปเราก็จะพูดถึง ภาวะปัจจุบันและอนาคต ว่ามันจะเป็นไกวัลยธรรมตัวเดียวกันอย่างไร ? ที่พูดมาแล้ว แสดงให้เห็นแล้วว่า ปฐมเหตุ ไม่ว่าจะพูดกันในแง่ไหน หรือศาสนาไหน คือสิ่งเดียวกันแท้. ทีนี้ภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ในสากลจักรวาลนี้ ก็ยังคงเป็นไกวัลยธรรม อย่างไร ? และแม้ในอนาคตอันไม่รู้จักสิ้นสุดนั้น มันจะเป็นไกวัลยธรรมอย่างไร ? ก็จะได้เข้าใจได้ทันทีว่า ไกวัลยธรรมนั้น ไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต. ขอให้ทำความเข้าใจ โดยสังเขปหรือโดยย่อ ต่อศาสนาคริสเตียน หรือศาสนาที่เครือเดียวกันกับคริสเตียน ในลักษณะอย่างนี้ ; ประโยชน์จะ
น.1012 เกิดขึ้นแก่เรา ก็คือไม่มีกิเลสที่จะดูหมิ่นผู้อื่น ไม่มีเราไม่มีเขา ก็สบายดี. แล้วก็จะเกิดประโยชน์แก่โลกทั้งปวง คือว่า จะมองดูกันได้ ด้วยสายตาที่เป็น มิตร, หรือยิ่งกว่ามิตร ; เพราะว่าออกมาจากต้นตอเดียวกัน. ศาสนาคริสเตียนก็มุ่งหมายจะให้ถือว่า ทุกคนออกมาจากผัวเมีย คู่แรก คืออาดัมกับอีฟ ที่เผอิญไปกิน ผลไม้ต้นที่ทำให้ยึดถือดีชั่ว คือ ต้นไม้ สังขตะ นั้นเข้า; แล้วก็ปรุงแต่งเป็นลูกหลานมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้. ถ้าเรา ยอมเชื่อว่า จากพ่อแม่คนเดียวกัน แล้วเราก็ไม่ควรจะทะเลาะกัน หรือเกลียดกัน เหมือนที่พวกฝรั่งผิวขาวเกลียดชาวนิโกรผิวดำ นี้คือความโง่ เพราะไม่รู้จัก ไกวัลยธรรม. เอาละ, มองศาสนาคริสต์หรือศาสนาเครือเดียวกันในลักษณะ อย่างนี้ก็พอแล้ว สำหรับจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. ขอจบการบรรยายตอนนี้ไว้เท่านี้ ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคุณสาธยาย ส่วนที่จะทำให้เข้าใจและพอใจและสนใจ ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป ใน ลำดับต่อไป
Buddhadasa