น.1013 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องไกวัลยธรรม ซึ่งเป็นคำรบที่ ๑๓ ในวันนี้ อาตมา จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ไกวัลยธรรมเมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครอง โลก. [ทบทวนคำบรรยายครั้งก่อน] ท่านทั้งหลายจะต้องทบทวนความจำว่า เราได้พิจารณากันโดยราย ละเอียดถึงเรื่องไกวัลยธรรมมาแล้วถึง ๑๒ ครั้ง ; จากรายละเอียดทั้งหมดนั้น ๔๕๙
น.1014 มีความหมายอย่างเดียวกัน คือมุ่งหมาย จะให้รู้จักสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่ ประหลาดก็ประหลาดที่สุด หรือว่า สูงสุด ก็เป็นเรื่องที่ สูงสุด หรือว่ามี ประโยชน์ก็ มีประโยชน์ที่สุด อย่างนี้เป็นต้น. หากแต่ว่าเรื่องนี้ มันเป็น เรื่องที่ไม่คุ้นเคยกับพวกเรา จึงฟังดูเป็นเรื่องใหม่, เป็นของใหม่ หรือคล้ายกับว่า เป็นเรื่องเพิ่งจะค้นพบใหม่. แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว ก็เหมือนกับที่ได้กล่าวแล้ว กล่าวอีกว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด และ สูงสุด ควรแก่นามว่า พระเจ้า หรือ ว่าเป็น ต้นตอของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ; อย่างนี้เป็นต้น. [เริ่มคำบรรยายตามหัวข้อครั้งนี้.] ในการบรรยายครั้งนี้ จะได้กล่าวในลักษณะการสรุปความทั้งหมดนั้น มาพูดกันให้ครบถ้วนแต่โดยย่อ แล้ว แสดงอานิสงส์ขั้นสุดท้าย คือ ข้อที่ว่าเมื่อ มนุษย์ยอมรับเอาธรรมะนี้เป็นเครื่องคุ้มครองโลก แล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างไร ใน ที่สุด. พึงเข้าใจความหมายของไกวัลยธรรมให้ถูกต้อง. สำหรับความหมายของคำคำนี้ คือคำว่า "ไกวัลยะ" นี้แปลว่า มีเพียงสิ่งเดียว อันเดียว ในที่ทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลา, ไม่มีอดีต ไม่มี อนาคต เป็นเวลาที่จะแบ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตไม่ได้. สิ่งใดมีอยู่ใน ลักษณะอย่างนั้น สิ่งนั้นก็เรียกว่า ไกวัลยธรรม โดยเวลา. ทีนี้สิ่งใดมีอยู่ใน ที่ทั้งปวง ไม่ยกเว้นที่ใด สิ่งนั้นก็เรียกว่า ไกวัลยธรรมโดยเนื้อที่; คือเมื่อ จะกล่าวโดยกาละก็ดี, โดยเทศะก็ดี, ไม่มีขอบเขต ไม่มีการแบ่งแยกเพื่อสิ่งสิ่งนี้. ดังนั้นจึงได้เรียกว่า ไกวัลยะ คือ ความเป็นของสิ่งเดียว.
น.1015 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๖๑ สิ่งนี้จึงมีลักษณะอย่างอื่น เพิ่มเติมมาอีกหลายลักษณะ คือว่าสิ่งที่ จะไปอยู่ในที่ทั่วไปและตลอดทุกเวลาได้นั้น หมายความว่า ต้องไม่มีการเกิดขึ้น หรือ ไม่มีการดับไป. ถ้าจะสมมติเรียก ก็เรียกว่า มีแต่การตั้งอยู่ ; แต่ก็มิได้ ตั้งอยู่เหมือนกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มีการเกิดขึ้นและดับไป. ฉะนั้นถ้าใช้คำว่า ตั้งอยู่ ก็หมายความว่า ตั้งอยู่อีกชนิดหนึ่ง; มิได้ตั้งอยู่เหมือนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มีการเกิดขึ้นและดับไป เมื่อไม่มีการเกิดขึ้น ไม่มีการดับไป ก็เรียกว่า มัน เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เหล่านี้. . . . . . . . . . . . . . . . . หลักการทั่วไปสำหรับจะรู้จักและเข้าใจสิ่งนั้น ๆ. ทีนี้ เราจะสรุปความในข้อที่ว่า คนเรา จะรู้จักสิ่งสิ่งนี้ได้โดยวิธีใด บ้าง ? ข้อนี้ก็เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" , ธรรมะโดยทั่ว ๆ ไป. อย่างแรกที่สุด ก็คือ ด้วยอาศัยการศึกษา คือการฟังหรือการอ่าน แล้วก็เชื่อไปตามที่ฟังหรืออ่าน นี้เป็นชั้นแรกที่สุด. ตามธรรมดาคนเราก็มักจะ มีแต่เรื่องฟัง เรื่องอ่าน คือได้ยินได้ฟังแล้วก็เชื่อ กันอยู่โดยทั่วๆ ไป; นี่ไม่ เคยสำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด. ดังนั้นจึงต้องมีสูงขึ้นมาตามลำดับ, คือว่าที่สูง ขึ้นมาจากการศึกษา, การฟัง การเชื่อ
น.1016 แล้ว อย่างที่สอง ก็ต้องมีการใช้เหตุผล แม้ว่าจะเป็นการใช้เหตุผล ตามทางตรรกหรือทางปรัชญา ก็ยังดีกว่าที่จะไม่รู้จักใช้เหตุผลเสียเลย. สิ่งที่ เราได้ยินได้ฟังมา แล้วก็เชื่อด้วย; นี้ก็ยังต้องใช้เหตุผลอีกทีหนึ่ง, ไม่ใช่ว่าเพียง สักว่าเชื่อ แล้วมันก็พอแล้ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย- ธรรม นี้ ยังจะต้องใช้เหตุผลให้เข้าใจตรงตามที่ได้ยินได้ฟัง. อย่างที่สาม เมื่อมีการใช้เหตุผลแล้ว ยังจะต้องทำต่อไปอีก ; ก็คือ การปฏิบัติ ตามที่มีเหตุผลชัดเจนอย่างไร ถ้าการศึกษามันถูกต้อง การใช้เหตุผลมัน ถูกต้อง การปฏิบัติมันก็ถูกต้อง. ทีนี้ใครจะเป็นคนบอกว่าถูกต้องหรือยัง ? มันก็ ต้องอาศัยการที่สังเกตเอา จากการปฏิบัตินั้น อีกที่หนึ่ง. ถ้าการปฏิบัตินั้น นำมาซึ่งผลที่เห็นได้ชัด เช่นอย่างน้อยที่สุด ก็มี ความทุกข์น้อยลง มีความ สบายใจ มีความอุ่นใจ อะไรมากขึ้น หรือ มีกิเลสเบาบาง ; อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า การปฏิบัตินั้นถูกต้อง. ทีนี้ก็มาถึงอย่างที่สี่ข้อสุดท้าย ที่จะรู้จักสิ่งนี้โดยชัดเจน แท้จริง ถูก ต้อง สมบูรณ์ ก็คือ การชิมรสของการบรรลุธรรมะอันนี้ . เมื่อจิตได้รู้จักสิ่งที่ เรียกว่า ไกวัลยะ กลายเป็นจิตที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้เป็นต้น ; มันมี รสอะไรเกิดขึ้น ก็ชิมรสนั้น, มาถึงขั้นนี้ จึงจะเรียกว่า ได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลธรรมนั้น โดยครบถ้วน. และขอให้ถือว่า นี้เป็น หลักทั่วไป ไม่ว่าในเรื่องอะไร ; แม้แต่เรื่อง โลกๆ ที่จะอยู่ในโลกนี้ จะประกอบการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ; แม้ที่สุดแต่จะ ทำไร่ทำนา ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อย่างนี้ทั้งนั้น : จะต้องศึกษาก่อน , จะต้อง
น.1017 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๖๓ ใคร่ครวญคำนวณทบทวนด้วยเหตุผลในสิ่งที่รู้มานั้น ให้มันเป็นการแน่นอน แล้ว ก็ปฏิบัติลงไป เห็นอยู่ว่ามันก้าวหน้าไปอย่างถูกต้อง จนกว่าจะได้ผลอันสุดท้าย มาชิมดู จึงจะเรียกว่าเรารู้ เราเข้าใจ เราเข้าถึงสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ. การกล่าวอย่างนี้ เป็นการกล่าวไป ตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความมุ่งหมายใหญ่อยู่ที่ว่า ไม่มีส่วนใดที่จะเหลือไว้ให้เป็นความงมงาย ถ้ายังมีการเหลือไว้สำหรับความงมงาย ก็เรียกว่า ยังไม่ใช่ถูกต้องตามหลักของ. พระพุทธศาสนา . ขอให้ท่านทั้งหลายถือเอาหลักเกณฑ์อย่างนี้ไว้ ว่าเป็น ลักษณะของพุทธบริษัท. ในการบรรยายบางครั้ง ก็ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า ไกวัลยธรรม ก็ เล็งถึง อสังขตธรรม หรือถึง นิพพาน ; แม้ว่าชื่อนี้จะไปพ้องกับคำบางคำในศาสนา อื่น เราก็ถือเอาตามความหมายของพุทธบริษัท. ดังนั้นเมื่อเรารู้จักไกวัลย- ธรรมดีแล้ว เราก็จะมองเห็นได้ว่า เรื่องคำที่เรียกนั้นไม่สำคัญ : มันสำคัญอยู่ ที่ความหมาย หรือตัวจริงของสิ่ง ๆ นั้น; ใครจะเรียกว่าอย่างไร นั่นมันเป็น เพียงเรื่องของภาษา แม้ว่า ถ้อยคำ ที่เอามาเรียกนั้น จะมีความหมายต่างกันบ้าง มันก็จำ เป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น ; เพราะคนบางคนคือคนบางพวก บางหมู่ บาง ยุค บางสมัย เขามีระดับแห่งจิตใจเป็นอย่างหนึ่ง, มีการศึกษาอบรมมาเป็น อย่างหนึ่ง, คือเรียกว่ามีวัฒนธรรมโดยเฉพาะของเขาอย่างหนึ่ง ในคำที่พูดจึง ต้องต่างกัน.
น.1018 เรามุ่งหมายจะให้หมายถึงสิ่งที่สูงสุดด้วยกัน, หรือแม้ที่สุดแต่จะให้เล็ง ถึงสิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นปฐมเหตุด้วยกัน ก็มีคำสำหรับเรียกต่างกัน ; สำหรับ สิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรมนี้ จึงอาจจะใช้คำได้ต่าง ๆ กัน จนถึงกับว่าทุกศาสนา มีสิ่งสิ่งนี้ แล้วก็เรียกชื่อไว้โดยคำที่ต่าง ๆ กัน. ในที่นี้อยากจะสรุปความหมาย และทบทวนความจำแก่ท่านทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะ รู้จักสิ่งนี้โดยความเป็นอะไรได้บ้าง? เราจะรู้จักไกวัลย- ธรรม โดยความเป็นอะไรได้บ้าง ? ขอให้คอยฟังและสังเกตดูให้ดี จะช่วยให้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม นั้นดีขึ้น. .... .... .... .... ดูปฐมเหตุที่ ไกวัลยธรรมเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล. ในหมู่คนที่อยู่ในยุคสมัยแรกเริ่ม ที่รู้จักแต่เรื่องทางวัตถุ คือรู้จัก แต่เรื่องที่เป็นบุคคล เป็นสิ่งที่มีชีวิต ; รู้สึกคิดนึกอย่างบุคคล เขาก็ต้องคิดว่า สิ่งสูงสุดที่สุดนั้นก็ต้องเป็นบุคคล ตัวอย่างเช่นคนป่าสมัยแรก และคน ป่าสมัยต่อมา จนกระทั่งจะไม่เป็นคนบ่าอยู่แล้ว ; เขาก็รู้จักแต่สิ่งที่เรียกว่าบุคคล คือมีชีวิต มีตัวมีตน เหมือนกับตน, แล้วสิ่งสูงสุดนั้น ก็อยู่ที่บุคคลชนิดนั้น. คำที่มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่าพระเจ้า หรือ พระเป็นเจ้านี้ ก็ เกิดขึ้น แต่ มีความหมายเป็นบุคคล เหมือนกับคนเรา ๆ นี้เป็นเหตุให้เกิด
น.1019 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๖๕ คำว่า "พระเจ้า" ขึ้นมา, ให้รู้จักใช้คำว่า พระเจ้าขึ้นมาในหมู่มนุษย์ ; คือว่า อะไร ๆ ก็ต้องไปหยุด สิ้นสุดอยู่ที่พระเจ้า ; เพราะว่าเก่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด หรือ สร้างสิ่งใดก็ได้ ยุบสิ่งใดก็ได้. ความคิดค่อย ๆ ขยายออกไป จนให้พระเจ้าทำอะไรได้, พระเจ้ามีอยู่ใน ที่ทุกหนทุกแห่ง, พระเจ้าคอยดูเราอยู่อย่างนี้, เขารู้ได้เพียงแค่นี้ เพียงเท่านี้. ถ้าจะถามเขาว่าอะไรเป็นต้นตอของทั้งหมด ? เขาก็จะตอบสิ่งนี้. อะไรสร้าง สิ่งทั้งหลายมา ? เขาก็ตอบสิ่งนี้ ; หรือว่าในที่สุดก็จะต้องสลายไป เพราะอำนาจ ของสิ่งนี้. คำคำนี้จึงเกิดเป็นคำใหม่และน่ากลัวที่สุด ขึ้นมาในหมู่มนุษย์ ; มนุษย์ไม่ทันจะรู้อะไรมากมาย แต่ก็รู้จักสิ่งที่น่ากลัวที่สุด น่าเคารพ น่าเกรงขาม ที่สุดขึ้นมาก่อน. พระเจ้าอย่างบุคคลวิวัฒน์มาเป็นนามธรรม. ทีนี้ ต่อมา คน เจริญในวิชาความรู้ ความคิด มันสมอง ไปรู้จักสิ่งซึ่ง มิใช่วัตถุ คือเป็นเรื่องของจิตของนามธรรม ของความรู้ ก็เลยไปเชื่อทางนาม- ธรรม มากขึ้น. ฉะนั้นเขาจึงมีความคิดสูงขึ้นไปถึงกับว่า ที่เรียกว่าพระเป็นเจ้า ๆ นี้ ถ้าจะไม่ใช่อย่างคนเรา ๆ เสียแล้ว จะต้องเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งลึกลับกว่า หรือไกล ปกว่า. ยุคต่อมาสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า หรือสิ่งสูงสุดนั้น จึงเลื่อนไปยังสิ่ง ที่เป็นนามธรรม; แม้จะใช้คำคำเดียวกันว่า พระเจ้า อยู่ตามเดิม ก็เปลี่ยน
น.1020 ความหมายเป็นนามธรรม คือสิ่งที่ไม่เห็นตัว ไม่มีรูป ไม่มีร่างอย่างคน ไม่มีจิตใจ อย่างคน แต่กลับ มีอำนาจสูงสุด. ความคิดที่ว่าโลกเกิดขึ้น แล้วโลกจะดับไปนี้ นี่ก็ยังคงมีอยู่ : โลก เกิดขึ้นก็ด้วย อำนาจสิ่งสูงสุดอันนี้, โลกจะดับไปก็จะต้อง ด้วยอำนาจของ สิ่งสูงสุดอันนี้, ทั้งที่มิใช่เป็นบุคคล ; แต่เป็นอะไรก็ยังไม่รู้ ก็เลยต้องเรียกว่า อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไปตามที่จะนึกได้. แต่ก็ไม่ทิ้งความหมายของคำว่าพระ- เจ้า เพราะคำว่า พระเจ้า นั้น มันมีความหมายยืดหยุ่นได้มาก สูงสุด ประเสริฐ ที่สุด อะไรที่สุด ๆ อยู่ที่พระเจ้าทั้งนั้น ; ถ้าเป็นอย่างคนก็สูงสุดอย่างคน, ถ้าไม่ ใช่อย่างคนก็สูงสุดอย่างมิใช่คน. ครั้นต่อมาอีก คนมีความคิดที่ ฉลาดขึ้นไปอีก ก็มาเอาสิ่งที่เป็น ธรรมะ ประเภทที่ตรงกันข้ามจากธรรมะธรรมดา ที่เรียกว่า อสังขตะ. ฉะนั้น คำพูดเก่า ๆ ก็ยังเหลืออยู่เรื่อยมา ๆ เช่น พระเจ้า คำนี้ก็เหลือมา, อะไร ๆ ก็เหลือ มา จน มารู้จักสิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ ก็เอาสิ่งนี้เป็นพระเจ้า; เช่นเอาธรรมะ ประเภทอสังขตะมาเป็นพระเจ้า. คำที่เก่ายังเหลืออยู่ อย่างว่า ในพระบาลี มีคำว่า "ที่สุดแห่งโลก" "ที่ สุดแห่งโลก" คำนี้ ต้องมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าแน่นอน คือเป็นคำที่ใช้พูดกันอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด; เพราะ มีคนมาถึงกับทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ที่สุดโลกอยู่ ที่ไหน ? เขาได้เที่ยวค้นหาจนหมดความสามารถแล้ว ก็ไม่พบที่สุดแห่งโลก, อยาก จะพบ "ที่สุดแห่งโลก".
น.1021 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๖๗ นี้ก็แปลว่า เป็นคำที่เขาพูดกันอยู่ก่อน. เขาต้องการกันอยู่ก่อน พระพุทธเจ้าเกิด โดยที่เขายังยึดถือในทางวัตถุ เขาก็เที่ยวหาไปทางวัตถุ ไปทาง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก สุดขอบเขตจักรวาลแล้ว ก็ยังไม่ พบที่สุดของมัน. พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงแสดงธรรมว่า "ที่สุดของโลก" มัน อยู่ในร่างกายนี้ ; อย่างนี้เป็นต้น. นี้เพื่อจะ เปรียบเทียบให้เห็นว่า ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์นั้น เลื่อนขึ้นมาอย่างไร ? จากที่สุดโลกที่อยู่ที่ผิวโลก กลายเป็นมาอยู่ในจิตใจว่า. ถ้าเราทำอะไรให้มันสิ้นสุดได้ในจิตใจเกี่ยวกับโลก แล้วโลกก็จะสิ้นสุดไปด้วย. ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือว่า มอง เห็นความที่มันไม่ใช่โลก, มันไม่ใช่มีโลก อย่างที่เชื่อกัน หรือหวังกัน หรืออะไรอย่างนั้น ; มันเป็นเรื่องมายาทั้งนั้น. มัน ต้องดับความคิดนึกรู้สึกยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย โลกมันจึงจะสิ้นสุด ; อย่าง นี้เป็นต้น. ขอให้พิจารณาดูว่า คำนี้เปลี่ยนมาตามความฉลาด รู้สึกได้สูง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ของมนุษย์เรานี้เอง. ทางฝ่ายตะวันออกเรา ที่ขอให้สนใจก็คือลัทธิเต๋า ซึ่งถือกันว่าเป็น ลัทธิของเหลาจื๊อ พ้องสมัยกันกับพระพุทธเจ้า ก็ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า เต๋า ซึ่งถ้าแปลก็ ต้องแปลว่า ธรรม หรือธรรมะ อีกนั่นเอง; แต่เป็น ธรรม หรือ ธรรมะชนิดอสังขตะ คือมีอยู่ก่อนสิ่งใด, กระทั่งมามีธรรม หรือธรรมะ ชนิดลูกเด็ก ๆ เมื่อวานนี้เป็นต้น. เพราะว่าคำสอนเรื่องเต๋านั้น ได้พูดถึงสิ่งที่ มิได้มีอยู่อย่างตลอดกาล แล้วจึงมาถึงสิ่งที่มีอยู่ตลอดกาลอย่างนี้. ลองคิดดูมัน ไกลเท่าไร ?
น.1022 ความไม่มีอะไรอยู่เลยตลอดกาลนั้น ก็เรียกว่า เต๋า. มีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องมีความมีอยู่ ; แต่แล้วมันก็ไม่ได้มีความมีอยู่นั้นตลอดกาล เท่ากับ ว่า มันมีอยู่โดยวิธีของมันเอง ไม่เหมือนกับสิ่งใด แล้วก็มีอยู่ตลอดกาล ; สิ่งนั้นเป็นชื่อแรกของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มาเป็นฟ้าเป็นดิน ในตอนหลังๆ นี้. นี่ก็แปลว่า เขาก็รู้สิ่งซึ่งคนธรรมดาไม่เคยนึกเคยฝัน แล้วก็เป็นต้นกำเนิด, เป็น ปฐมเหตุ. เป็นอะไรของสิ่งที่หลัง ๆ ซึ่งรู้จักกันดีนี้ นี่ทางตะวันออกก็เป็นอย่างนี้ ถ้าข้อความที่เขาเขียนไว้นั้นเป็นความจริง ; หมายความว่า คนชื่อ เหลาจื๊อ ได้เกิดขึ้นในประเทศจีน พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า และได้กล่าวข้อ ความนี้ไว้. ถ้าเรื่องนี้มันไม่จริง มีคนแต่งขึ้นหลังจากที่พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาอะไร ไปถึงประเทศจีนแล้ว แต่งคัมภีร์นี้ขึ้นมา; อย่างนี้ก็เรียกว่า ตัว เหลาจื๊อ นั้นก็เป็นอากาสธาตุไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่รับรองกันอยู่ว่า คนที่ชื่อเหลาจื๊อนี้ ก็ได้สอนสิ่งสิ่งนี้ไว้จริง, คือสิ่งที่เรียกว่า เต๋า; สิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร อยู่ตลอดอนันตกาล แล้วก็คลอดออกมาเป็นสิ่งที่มีหรือเป็น อยู่ เรื่อย ๆไป เป็นอนันตกาลอีกเหมือนกัน. ความที่ไม่มีอยู่ตลอดอนันตกาล ได้ คลอดความมีอยู่ตลอดอนันตกาลออกมา ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้จักความ คิดนึกของคนโบราณ ที่รู้ไกลออกไปถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งประหลาด ซึ่งไม่ขึ้นอยู่ กับเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ เป็นต้น.
น.1023 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๖๙ พุทธบริษัทไม่ใช้คำ "พระเจ้า" เป็นสูงสุด แต่ใช้คำว่า "ธรรม". ทีนี้เราจะมาดูถึงใกล้ ๆ เรา คือคำว่า ธรรมะ นั่นแหละ ที่คุ้นปาก พุทธบริษัทที่สุด เมื่อ ถามว่าอะไรสูงสุด ? ก็กลายเป็นไม่ใช่พระเจ้าแล้ว; ที่นี้ ไม่อยากจะใช้คำว่าพระเจ้า; ใช้คำว่าบรมธรรม ใช้คำว่า อมตะ อสังขตะ อะไรไปทำนองนั้น. ถ้าถามว่า สิ่งเหล่านี้ มีมาแต่เมื่อไร ? ก็ต้องตอบว่า มีมาแต่ไม่รู้เมื่อไร เหมือนกัน. ถ้ามัน เป็นสัจจะจริงๆ ก็เป็นอสังขตะ คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ไม่ต้องมีอะไรมาช่วยปรุงแต่ง มันเป็นอยู่ของมันเองได้. ถ้าอย่างนั้น มันก็มี อยู่ก่อนเหตุก่อนปัจจัยทั้งหลาย, ก็มีมาตั้งแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร. ถ้ามันเป็นอสังขตะ มันก็ ไม่มีการเกิดขึ้น ไม่มีการดับไป; มันก็ไม่ตาย, ไม่มีการตาย, แล้วไม่มี อะไรเหมือนสิ่งนี้. เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงต้องเรียกว่า สิ่งสิ่งเดียว คือเป็นเอก- สัจจะ, สัจจะเดียว, ของจริงแต่เพียงอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ ก็ กลายเป็นบรมสัจจะ. คำพูดชนิดนี้มีมากคำ นำเอามาพูดให้หมดไม่ไหว ; แต่ว่าเอามาแสดง พอให้หลับตาเห็นว่า มันไม่ต้องมีการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ไม่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง, และมีสิ่งเดียว; แล้วก็ไม่มีขนาด ทั้งโดยทางเนื้อที่และเวลา ไม่มี มิติใด ๆ แล้วก็ไม่มีเวลาใด ๆ ที่จะไปจับกับสิ่งสิ่งนี้ได้. ก็ลองหลับตาดูว่า มัน จะขนาดไหน ? หรือว่าอายุเท่าไร ? ใช้คำว่าคำนวณไม่ได้ทั้งโดยขนาด ทั้งโดยอายุ.
น.1024 นี่คือ บรมธรรม หรือ อสังขตธรรม หรือ เอกสัจจะ ของจริงอัน เดียวที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด ๆ. คำว่า นิพพาน ก็รวมอยู่ในคำคำนี้ เป็นเพียง สัจจะอันเดียว แล้วก็ไม่มีอะไรสูงสุดกว่านี้; แล้วเป็นอะไร? เป็นสักแต่ว่า ธรรมชาติ ไม่เป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ของใคร ? อะไร ? ที่ไหน ? เป็นธรรมชาติ; แต่เป็นธรรมชาติอสังขตะ. เพราะฉะนั้นจึงผิดแปลกจาก ธรรมชาติทั้งหลาย ที่คนเรารู้จักกันอยู่. เดี๋ยวนี้ เรารู้จักกันแต่ธรรมชาติฝ่ายสังขตะ คือรูป คือนาม คือชีวิต ธรรมดาสามัญ ซึ่งล้วนแต่ว่าต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มีการเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ มีการดับไปทั้งนั้น. นี่คือธรรมชาติธรรมดาสามัญ, หรือสังขตธรรม; แต่ ธรรมชาติที่ตรงกันข้ามจากสิ่งนี้ เราไม่รู้ : เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้จักสิ่งที่มี อยู่เพียงสิ่งเดียว. เราไปรู้จักสิ่งที่มากมาย, มากมายหลายหมื่น หลายแสน หลายล้าน หลายโกฏิ จนไม่มีตัวเลขจะเรียก จะคำนวณได้, แล้วก็ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ของ สูงสุด, ไม่ใช่ของที่เป็นอนันตะ, เป็นของเกิด ดับ ยุบยับ ๆ อยู่ ; ได้แก่สิ่ง ที่ เหลาจื๊อเขาเรียกทีหลังว่า สิ่งที่มีการเกิดอันไม่สิ้นสุด, มิใช่สิ่งที่ไม่มีการเกิดอัน ไม่สิ้นสุด. นี่ก็แปลว่า เราทุกคนมันโง่ คือ รู้จักแต่สิ่งที่มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่- ดับไป; สิ่งที่ตรงกันข้ามนั้นไม่รู้จัก, ก็เลย ไม่รู้จักสิ่งสูงสุด ซึ่งในที่นี้เรียกว่า ไกวัลยธรรม.
น.1025 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๗๑ ควรรู้จักสิ่งสำคัญในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นไกวัลยธรรม. ในพุทธศาสนามีคำที่น่าสนใจอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า "บรมธรรม" แปลว่าสิ่งสูงสุด. คำว่า บรมธรรม ธรรมะสูงสุดนี้ มันก็ยังแยกออกไปได้ โดย ถือว่า เราจะมองกันในแง่ไหน. บรมธรรมอย่างที่ ๑ บรมธรรมในฐานะที่เป็นสัจจะ : เป็นความ- จริง, เป็นกฎเกณฑ์อันตายตัว, นี้ก็เรียกว่า บรมธรรม ได้เหมือนกัน; เป็น ความจริงที่สูงสุด ก็คือกฎเกณฑ์เรื่องอสังขตะ ซึ่งตรงกันข้ามกับสังขตะ. หรือว่า กฎเกณฑ์ทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับธรรมะทั้งหลายนี่ก็เรียกว่า บรม- ธรรมในส่วนที่เป็นสัจจะ. ถ้าเรื่องเกี่ยวกับอสังขตะ ก็เป็นอสังขตธรรม เป็นเรื่องเดียว สิ่งเดียว อย่างเดียว ซึ่งเรียกว่า ไกวัลยธรรม ในที่นี้: นอกนั้น มันเป็นเพียงประกาย, ประกายที่แลบแปล๊บ ๆ ออกมาจากสิ่งเดียวนั้น ก็เป็นของ ที่มีมาก. นี้บรมธรรมในฐานะที่เป็นสัจจะ หรือเป็นกฎเกณฑ์ ก็มีอยู่อย่างนี้. บรมธรรมอย่างที่ ๒ ก็คือ บรมธรรมในฐานะที่เป็นการปฏิบัติ ; นี้มันเกี่ยวกับมนุษย์แล้ว. เมื่อมนุษย์รู้จักบรมธรรมที่เป็นสัจจะแล้วก็เอามาปฏิบัติ ก็มีบรมธรรมที่เป็นส่วนการปฏิบัติของมนุษย์. ภาษาโบราณในประเทศอินเดีย มีคำว่า อหึสา ปรโม-ธมฺโม การไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม, คือ อย่าทำตนเอง ให้ลำบาก, อย่าทำผู้อื่นให้ลำบาก, อย่าทำใครๆ ให้ลำบาก; นั้นเป็น บรมธรรม. คำนี้มันกว้างแยกออกมา เป็นการปฏิบัติในศาสนาไหนก็ได้ รวม
น.1026 ทั้งพุทธศาสนาด้วย. ถ้าปฏิบัติแล้ว ระงับความลำบาก คือความทุกข์เสียได้ ก็เรียกว่า บรมธรรม, คือการปฏิบัติ, บรมธรรมในส่วนที่เป็นการปฏิบัติ. ทีนี้ บรมธรรมอย่างที่ ๓ ก็มา ในรูปของผลของการปฏิบัติ อย่างนี้มี พระบาลี โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนา นี้กล่าวไว้ชัด ว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา - พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. นี้ เป็น บรมธรรมในฐานะที่เป็นผลของการปฏิบัติ คือดับทุกข์สิ้นเชิง หรือถ้าจะ พูดเป็นสมมติหน่อยก็ว่า การเข้าสู่สภาพชนิดนั้น : เข้าสู่นิพพาน คือการเข้าสู่ สภาพที่เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง. ขอให้เราสนใจคำว่า "บรมธรรม" แล้ว จะต้องเป็นของที่สากล แก่เวลา แก่พื้นที่, คือว่าจะยุคไหนก็ตาม, เป็นถิ่นไหน ประเทศไหน ยุคไหน ก็ตาม, มันจะต้องเป็นกฎเกณฑ์อันนี้เพียงอย่างเดียว และต้องเป็นการปฏิบัติ อย่างนี้เพียงอย่างเดียว จึงจะไม่มีความทุกข์. ได้ผลมาก็ต้องเป็นเพียงอย่างนี้ เพียงอย่างเดียว จึงจะเรียกว่าสูงสุด คือไม่มีความทุกข์. ฉะนั้นเราเห็นได้ยิ่งขึ้นทุกที ๆ ว่า คำพูดนี้มันมากมาย แล้วแต่จะพูด กันเมื่อไร, ที่ไหน, ในศาสนาไหน, ในยุคไหน. ทีนี้ถ้าว่า จะเลิกบัญญัติ ว่า ที่นั่น ที่นี่ ของศาสนานั้น ของศาสนานี้กันเสียทีก็ยังได้ คือ ยกให้เป็นเรื่อง ของธรรมชาติ. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประหลาด ที่ว่าจะให้เข้าถึงธรรมชาติ หรือว่า ยกเอาคำว่าธรรมชาติขึ้นมาเชิดชู. แต่เดี๋ยวนี้เรายอมต่อรองกันว่า ธรรมชาตินี้
น.1027 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๗๓ เป็นของธรรมชาติ, ไม่ใช่ของพุทธศาสนา ; ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องกฎของธรรมชาติ มีตัวธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ แล้วก็มีกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ. นี้จะเป็นไกวัลยธรรมที่บริสุทธิ์ ที่ผ่องใสยิ่งขึ้นไปอีก, คือ เป็นสักว่าธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ; ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมชาติ. ถ้าจะมี การปฏิบัติ ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ. ถ้ามันเกิดผลขึ้นมา มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ; เช่น แม้แต่เป็น นิพพาน ชั้นสูงสุด มัน ก็ยังเป็นธรรมชาติ อยู่นั่นเอง : ออกมา ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ปรากฏแก่จิตใจของคนที่ปฏิบัติถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ฉะนั้น อาตมาจึงอยากจะ ขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคน สนใจคำว่า "ธรรมชาติ" ให้เป็นพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าที่แล้ว ๆ มา, และพร้อมกันนั้น ก็ได้ อาศัยคำว่า ไกวัลยธรรม” มาเป็นเรื่องสำหรับพูดจากันให้เข้าใจ ให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้า รู้จักไกวัลยธรรม ก็จะรู้จักธรรมชาติอันสูงสุด; เพราะ ไกวัลยธรรมเป็นของใครไม่ได้. มันเป็นตัวธรรมชาติ, เป็นของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ. แต่ว่าคนเราเข้าไม่ถึง ก็เลยยอมให้เขาบางคนบางพวก ว่า เป็นพระเจ้าก็แล้วกัน ; หรือแม้ที่สุดแต่ พุทธบริษัทจะพูดว่า กรรม เป็นกรรม เป็นกรรมลิขิต, เป็นไปตามกรรม ; อย่างนี้มันก็มีลักษณะ คล้าย ๆ กับว่าเป็น บุคคล ; เพราะว่าไม่ใคร่จะมีใครเข้าใจ, หรือฉลาดจนถึงกับเข้าใจว่า คำว่า
น.1028 "กรรม" นี้ก็คือธรรมชาติ; เพราะบางทีมันก็ยังชอบใจในกรรม หรือว่า เกลียดกรรม โกรธกรรมอะไรก็ได้ พูดว่า "ธรรมชาติ" ถูกต้องกว่าที่จะพูดว่ากรรม. ทั้งที่แท้ เรื่องกรรมเป็นเรื่องกฎของธรรมชาติ, เรื่องเป็นไปตามธรรมชาติ. ทีนี้ คนที่ยัง ติดพระเจ้ามาก เขาก็เรียกว่าพรหมลิขิต, อะไรลิขิตกันไปตามเรื่องตามราว ; ไม่ได้พูดว่าธรรมชาติลิขิต. เขาชอบพระเจ้าก็กลายเป็นพระเจ้าลิขิต. ถ้า เชื่อ กรรมก็ให้กรรมลิขิต ; แต่จิตใจยังไม่แจ่มแจ้ง ถึงกับจะรู้จักว่า นี้เป็นสักว่า ธรรมชาติ เพราะเกิดมาไม่ได้รับคำสั่งสอนถึงที่สุดให้เข้าใจถึงธรรมชาติ ; ฉะนั้น จึง ไปติดอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่พระเจ้าก็มี ที่กรรม ก็มี ถึงแม้ในพุทธบริษัทเรานี้ ก็ยังติดอยู่เป็นหลาย ๆ ชั้น ยังถือพระเจ้าชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ก็มี ทั้งที่เรียกตัว เองว่าพุทธบริษัท ; ฉะนั้นเราก็ต้องให้อภัยแก่ศาสนาอื่นลัทธิอื่น เขาก็ต้องมี อย่างเดียวกับเรา ฉะนั้นเราเลิกดูหมื่นกันเสียในเรื่องระหว่างศาสนานี้ เพื่อ ประโยชน์สูงสุดของมนุษย์นั่นเอง. ถ้าเรายังไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้ที่เป็นเพียงสิ่งเดียว อย่างเดียว เรื่อง เดียวตัวเดียว เป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวงแล้วก็ เราก็ยังโง่อยู่ตราบนั้น ; ฉะนั้น จึงได้ขอร้องให้ขวนขวายศึกษากันให้รู้จักสิ่งสิ่งนี้เสียโดยเร็ว จะเรียกว่าธรรมชาติ ก็ดีที่สุด. แต่ถ้า รู้จักธรรมชาติจริงแล้ว จะรู้ว่ามันเป็นอันเดียวกันทั้งหมด. ความที่มันเป็นอันเดียวกันทั้งหมดนี้ เรียกว่า ไกวัลยตา, ภาวะอย่างนี้เรียกว่า
น.1029 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ไกวัลยตา. สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าไกวัลยธรรม คือสิ่งที่เป็นของสิ่งเดียวกันแท้ ตลอดเวลา ตลอดเนื้อที่พื้นที่. ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการเข้าถึงไกวัลยธรรม. ทีนี้มาถึงความมุ่งหมายสุดท้าย ที่เป็นการสรุปได้ทีหนึ่งว่า เราจะ ได้รับอะไร ? จะได้รับประโยชน์อะไรจากการเข้าถึงไกวัลยธรรม ? ถ้าเรา ฉลาดกันทุกคน จนถึงกับรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ว่ามันตั้งอยู่อย่างไร, เป็นอยู่อย่างไร, คือเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหลายทั้งปวงอย่างไร ; อย่างนี้แล้วเรา จะได้อะไร ? จะขอตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ว่ามันก็ต้องได้สิ่งที่ไม่เหมือนกับสิ่ง ที่เรากำลังได้อยู่ในเวลานี้. เดี๋ยวนี้เรากำลังได้ความทุกข์, อย่างน้อยก็ความโง่ ความหลง ยึดถือ ในนั่นในนี่จนมีความทุกข์ มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีเกลียด มีกลัว มีปัญหา จนไม่รู้ว่า ทำไมมันจึงจะต้องเอามาเป็นปัญหา หรือมีความทุกข์. นี่ที่เราได้อยู่ เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้. เพราะว่าเรายังไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติที่เป็น ไกวัลยธรรม. ถ้าเมื่อใดเราเข้าถึงสิ่งนี้ เราก็ได้สิ่งที่ตรงกันข้ามจากสิ่งที่เรากำลังได้อยู่ เวลานี้. สิ่งที่ได้อยู่ในเวลานี้ ก็คือความทุกข์ หรือปัญหาต่างๆ. ทำไม จึงต้องมาที่นี่ ? จะต้องมาพูดมาฟัง มาศึกษากัน ทำไม ? นอนเสียที่บ้านไม่สบาย
น.1030 ดีกว่าหรือ ? เพราะว่าเรามันทนไม่ได้, แล้วเรายังมีปัญหา มีอะไรรบกวน เรามีความกระหาย อยากที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุด ; เราก็รู้สึกหรือเชื่อว่า เรายังไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุด. เรากลัวว่าเกิดมาทั้งทีจะเสียชาติเกิด เราจึงดิ้นรนจะให้ได้สิ่งที่ เราคิดว่ามันดีที่สุด, เราจึงต้องศึกษาให้รู้จักสิ่งที่สูงสุด. นี้เรียกว่า พูดกันในระดับสูงสุด ; แต่ถ้าพูดในระดับที่ต่ำ ๆ ลงไป มันก็เป็นเรื่องของคนที่โง่มากขึ้น ๆ จนไม่รู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร, จะพูดจากัน อย่างไร, จะทำมาหากินกันอย่างไร จึงจะมีความสงบสุข. เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงขนาดที่ว่า แม้จะมีข้าวกิน มีอะไรสบายแล้ว ; แต่ทำไมเราจึงยังมีความทุกข์ ? หรือว่า แม้จะเป็นเทวดาแล้ว มันก็ ยังมีความทุกข์ เพราะมันยังโง่ต่อสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม; ฉะนั้นไกวัลยธรรมต้องเป็นสิ่ง ที่หยุด หรือเป็นที่จบสิ้นลงของความทุกข์. ถ้าใครไปถึงเข้า ไปรู้เข้า ; โดยส่วนตัวบุคคล ก็เรียกว่าไม่รู้จักความทุกข์, ไม่มีความทุกข์ในส่วนตัวบุคคล, เป็นสันติสุขเฉพาะบุคคล เพราะเหตุว่าบุคคลมันหายไป. นี่ถ้าพูดอย่างสมมติหน่อย ก็เรียกว่า ถ้าเรารู้จักไกวัลยธรรม มันก็ จะกลายเป็นความว่างจากตัวตน, คล้ายกับว่าเรานี้ เนื้อตัวเรา จิตใจของเรา, อะไรของเราทั้งหมด มันสลาย กลายเป็นความว่าง. มันหลอมเป็นอันเดียว กันกับไกวัลยธรรม กลายเป็นความว่างที่สุด, ว่างจากตัวตน. นี่มันได้สิ่งที่มัน ไม่เหมือนกับที่เรากำลังได้อยู่ในเวลานี้. ขอให้ถือว่า เป็น สิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะต้องรู้จัก, เรารู้จักการที่ว่าเรา มันหมดตัว หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีตัว หลอมหายกลายเป็นความว่าง, กลายเป็น
น.1031 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๗๗ ความว่างสากลไปกับสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม, หรือว่าธรรมชาติแห่งสุญญตา หรืออะไรก็สุดแท้. นี่ผลของการที่เข้าถึงไกวัลยธรรมในส่วนตัวบุคคล ; แล้ว จะมานั่งกลัวตาย หรือจะมานั่งเป็นทุกข์อยู่อย่างไร, หรือจะมาทะเลาะวิวาทกัน อยู่ได้อย่างไร, มันเป็นไปไม่ได้. นี่เรียกว่า ส่วนสังคมก็พลอยหมดปัญหาไปด้วย ไม่มีเรื่องที่จะต้อง มาเบียดเบียนกัน. เมื่อคนหนึ่งหลอมตัวเป็นความว่างไปหมดแล้ว ก็แปลว่า ทุกคนก็หลอมตัวเป็นความว่างไปด้วยกันหมด ; เป็นสิ่งเดียวกันหมด จะทะเลาะ กันไม่ได้ ไม่มีคู่จะทะเลาะเพราะมันเหลือแต่ตัวเดียวกันไปเสียทั้งหมด. นี่เรียก ว่า ความรักสากล เมตตาสากล อะไรที่มันเป็นสิ่งเดียวนั้น มันเกิด ขึ้นมา ได้เพราะการเห็นสิ่งนี้. เดี๋ยวนี้เรามีตัวกู, มีของกู; แล้วก็แยกกันออกไป ทุก ๆ ชีวิตที่จะ คิดนึกรู้สึกได้ มันก็มีมากมาย ไม่รู้กี่โกฏิกี่ล้าน. ไม่มีใครยอมรู้สึกว่าเป็นตัว เดียวกัน, เป็นสิ่งเดียวกัน. ใครมาพูดขึ้นอย่างนี้ก็หัวเราะเอา : จะเป็นสิ่ง เดียวกันอย่างไรได้, เป็นคนคนเดียวกันอย่างไรได้. นี่ เพราะว่าไม่มีไกวัลย- ธรรมในจิตใจของบุคคลนั้น มันจึงแบ่งแยกเป็นตัวกู เป็นของกู เรื่อยไป : ทั้งมนุษย์ทั้งเทวดา หรือแม้แต่พรหมในพรหมโลก ที่ว่าสูงสุดแล้ว ก็ยังมีตัวกู ตัวโต ๆ; สัตว์เดรัจฉานเสียอีก จะมีตัวกูน้อย ๆเล็กๆ และไม่ค่อยรุนแรง ฉะนั้นเราพอจะพูดได้ว่า ตัวกู-ของกูนี้มันใหญ่ และมันแรงขึ้น ตาม ความคิดนึก ที่มันฉลาดวิวัฒนาการมากขึ้น แต่แล้ว วิวัฒนาการไปในทางที่ ไม่เห็นไกวัลยธรรม.
น.1032 ถ้าเราเกิด เห็นไกวัลยธรรมขึ้นมา โลกนี้ก็จะมีสันติสุข; คือ การเบียดเบียนมันมีไม่ได้ เพราะมันหลอมตัวเป็นตัวเดียวกัน. นี่เรียกว่าความ เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ คือมีจิตใจเต็มเปี่ยมอยู่ด้วยธรรมะชนิดนี้ แล้ว มันก็ไม่หิว ไม่กระหาย ไม่พร่อง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง. นี้เรียกว่า มาดูกันทีเดียวคร่าว ๆ ว่า : เราจะต้องรู้จักไกวัลยธรรม ในลักษณะอย่างนั้น ๆ, โดยวิธีอย่างนั้น ๆ, แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นอย่างนั้น ๆ เป็นต้น. นี่เป็นการสรุปเอาแต่ใจความของเรื่องที่ได้บรรยายมาแล้ว. ทีนี้ เพื่อให้มันเป็นผลยิ่งขึ้นในการปฏิบัติ อยากจะขอโอกาสสัก หน่อยหนึ่ง พูดกันอีกตอนหนึ่ง :- ทุกเรื่องเหมาะแก่ภาวะของเขา อย่าดูหมื่นว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ข้อแรก ก็อยากจะพูดว่า เรานี้ อย่าเป็นคนประมาท หรือ โง่ หรือ งมงาย อวดดี. อย่าอวดดีว่าเรารู้แล้ว, และอย่าโง่ถึงกับว่า พอได้ยินคำพูดใน ศาสนาอื่น พวกอื่น ก็หาว่าเขาโง่ หรือว่าเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียหมด. ที่แล้วมาเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่า พอเอ่ยถึงคริสเตียน เราก็ว่าไอ้มิจฉา- ทิฏฐิ. พูดถึงศาสนาฮินดู ไสยศาสตร์อะไร ก็เรียกว่าไอ้มิจฉาทิฏฐิ. หรือ จะพูดถึงลัทธิเต๋า เราก็จะด่าเขาว่า เจ๊กปาหี่ อะไรทำนองนี้; มันเป็นเรื่อง
น.1033 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๗๙ ที่มองคนอื่นผิดไปหมด. หารู้ไม่ว่า นั่นเพราะว่าเรามันไม่รู้ คือหลับตาหรือ มันตาบอด. เดี๋ยวนี้ พอมารู้เรื่องไกวัลยธรรม ก็กลายเป็นอันเดียวกันตัว เดียวกัน, สิ่งเดียวกัน, เหมือนกัน, เปลือกข้างนอกนั้นหายไป เหลือแต่ ข้างในเหมือนกัน. นี้เรียกว่าเป็นมนุษย์ด้วยกันก่อน พวกคนที่เราหาเอาว่าเป็น มิจฉาทิฏฐินั่น เราช่วยหลับตาเสียใหม่, แล้วมองกันอีกทางหนึ่ง ว่าเขาก็เป็น มนุษย์เหมือนกัน. ศาสนา บางศาสนาก็มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลก็มี, พ้องสมัยพุทธกาลก็มี, หลังกว่านั้นอีก เมื่อเร็วนี้ก็มี; แล้วมันของใคร ? มัน ของมนุษย์ด้วยกัน, มนุษย์ที่ต้องการจะดับความทุกข์ จะหาความสุขด้วยกันทั้งนั้น. นี่มันเป็นผู้ ที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน อย่างนี้กันเสียก่อน. แล้วเราอย่าไปหาหรือจะไปจัด เขาไว้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ, เป็นคนโง่, เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ, เป็นศัตรูปรปักษ์ ทำนองนี้. ถ้าใครเคยมีความรู้สึกคิดนึกอย่างนี้ก็ทิ้งไปเสียได้ ไม่ยากเย็นอะไร ไม่ต้องมีปัญหาอะไรมาก คือว่าเลิก หรือทิ้งมันไปเสีย; ไม่ต้องสนใจ ที่จะ หาว่าเขามีมิจฉาทิฏฐิอะไร, เป็นข้าศึก เป็นปรปักษ์ เป็นคู่แข่งขัน และโดย เฉพาะอย่างยิ่งทางศาสนา. โดยถือเสียว่า ถ้าศาสนาใดยังคงมีอยู่ในโลก ในเวลา นี้ได้ ก็พอจะ กล่าวได้ว่า มัน ต้องมีส่วนที่ดี ที่ถูก ที่มีประโยชน์ ; หากแต่ว่าเขาได้พูดไว้ ในรูปหนึ่ง แบบหนึ่ง คือใส่ภาชนะที่ต่าง ๆ กัน ; หมายความว่า วิธีการที่
น.1034 ต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับบุคคลนั้น ๆ ในถิ่นนั้น ๆ ในยุคนั้น ๆ สมัยนั้น หรือ วัฒนธรรมชนิดนั้น. ข้างผิวนอก นี้เรา ไม่เอา เอาแต่ข้างใน ว่ามัน เป็นมนุษย์ด้วยกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน ช่วยจำคำว่า "เป็นมนุษย์เหมือนกัน" นี่ไว้ ว่ามันมาจากต้น ตอเดียวกัน คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์. เขา จึงต้องพูดไปตามขั้นตามตอนของวิวัฒนาการ ; มันจึงผิดกันบ้างก็แต่เพียงเปลือก- นอก ; เนื้อแท้มันก็มีความเป็นมนุษย์ ที่ดิ้นรนจะดับความทุกข์ จะถึงความสุข. ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงคำบางคำ เช่นคำว่า "ปฐมเหตุ" นี้ บางคนจะค้าน เสียงแข็งว่า ในพุทธศาสนาไม่มี ; อย่างนี้เป็นต้น ที่จริง คำว่า ปฐมเหตุนั้น มันมี มากกว่าที่จะมี ; แต่ไม่ได้เรียกว่า ปฐมเหตุ คือได้กล่าวไว้ในลักษณะที่ ยอมรับว่า : ทีแรกมันก็มีสิ่งหนึ่ง แล้วมันจึงมีสิ่งสิ่งหนึ่ง ตามกฎของอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น อย่างนี้. มันก็ถอยหลังไปได้เรื่อย จนถึงที่สุด ว่า เพราะมีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จึงมีขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่เป็นบุคคล เช่นพระเป็นเจ้า เป็นต้น. แต่ถ้าใครเขา จะเรียกพระเป็นเจ้าก็ช่างเขา ; เพราะเขาอยากจะ เรียกอย่างนั้น, เพราะว่ามันเหมาะแก่เขา เหมาะแก่จิตใจของเขา เขาก็พูดถูกแล้ว ที่เขาจะถือว่ามันมีปฐมเหตุ ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง วิวัฒนาการออกมา; เขา จะเรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจเขา.
น.1035 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๘๑ เราจะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ ก็ตามใจเรา ; มันควรจะได้ทั้งนั้น นี่เรียกว่าพอได้ยินถ้อยคำในศาสนาอื่น แล้วอย่าเพ่อคิดว่า เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ, หรือ โง่, เราเสียอีกจะเป็นคนโง่, เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราฟังเร็วเกินไป ตัดสินเร็ว เกินไป, อะไรก็เร็วเกินไป จนไม่ได้เรื่องได้ราว. ฉะนั้น เราจึงยอมรับกันว่า ไกวัลยธรรมเป็นปฐมเหตุ; เพราะมันเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนเวลา หรือว่าก่อน พื้นที่ หรือก่อนการเกิดอะไร เป็นเนื้อที่ เป็นเวลาขึ้นมา รายละเอียดก็พูด มาแล้วตั้ง ๑๐ กว่าครั้ง : ถ้ายังไม่มองเห็นชัด ก็ไปมองให้เห็นชัดเสียก็แล้วกัน : ว่ามีอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งจะมีอยู่ก่อนสิ่งใดทั้งหมด แล้วเต็มไปทุกหนทุกแห่ง ตลอด เวลาทั้งปวง. เราสร้างทุกข์ เพราะไม่รู้จักไกวัลยธรรม. เดี๋ยวนี้เรามีปัญหา เอาปัญหาในปัจจุบันเป็นหลักกัน. เรากำลัง ต้องการอะไรเดี๋ยวนี้ ? เราต้องการความดับทุกข์ , ต้องการความไม่มีทุกข์, เรา กำลังแตกแยกกันเป็นพวก ๆ, เป็นพวก ๆ แล้วกำลังรบราฆ่าฟันกัน ; แม้ใน ส่วนย่อยน้อย ๆ ก็แตกไปส่วนน้อย ๆ; แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน มันก็ยังเป็น คนนั้นคนนี้; แล้วก็ทะเลาะวิวาทกัน แม้แต่สามีกับภรรยา. ทำไมมันแตกแยกกันมากถึงขนาดนั้น ? ก็เพราะไม่มีธรรมะ เพราะ ไม่เห็นธรรมะ, เพราะไม่มีธรรมะ แม้แต่กะฝึกหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม.
น.1036 ถ้าเราจะเห็นธรรมะที่ถูกต้องอยู่สักส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ มันก็จะทะเลาะกัน ไม่ได้. นี้เป็นผัวเมียกันแท้ ๆ ก็ยังทะเลาะกันได้, แล้วก็ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน แล้วก็ทะเลาะกันกับกลุ่ม หมู่ คณะ. เดี๋ยวนี้ประชาชนก็ทะเลาะกับรัฐบาล หรือประเทศชาติก็ทะเลาะกันกับประเทศชาติอื่น ๆ กระทั่งคุมพวกกัน จะมีการ ทะเลาะวิวาทที่ไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรา มีปัญหาอย่างนี้; เพราะว่าเราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลย- ธรรม คือธรรมะที่ทำให้ทุกคนหลอมเป็นตัวเดียวกัน เป็นอันเดียวกัน เป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งบริสุทธิ์ หรือว่าซึ่งสงบเย็น หรือซึ่งไม่มีความทุกข์. เดี๋ยวนี้มันแยกออกเป็นประกายของการปรุงแต่ง : เป็นกิเลส เป็นตัวกู เป็น ของกู. เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาอย่างนี้ เราก็อาจจะรู้ได้ หรือพูดได้ กล่าวได้ โดย ไม่ต้องกลัวผิดว่า : ข้างหน้ามันก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรามันยังโง่อยู่ อย่างนี้. เดี๋ยวนี้เรายังไม่มีวี่แววร่องรอยที่จะมองเห็นว่า เราจะฉลาดขึ้น. ระวัง ให้ดี, เดี๋ยวจะหาว่าอาตมานี้ดูถูก. ทุกคนดูตัวเอง ดูอะไรด้วยตนเองก็แล้วกัน ว่ามันมีหวังไหมว่า ข้างหน้านี้เราจะฉลาดขึ้น ? เพราะว่าหลายปีมาแล้ว มันก็ยัง ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงนักบ้าง เพราะเราไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะเราไม่ได้คิด ให้ก้าวหน้า เพื่อจะโผเข้าไปหาสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม. เราอยากจะมีตัวกู มีของกู, มีอะไรอยู่ที่นี่ จะมีเงินของกู ทองของกู อะไรของกูอยู่ที่นี่ ; มันก็ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงแน่นอน, แล้วอนาคตก็จะต้อง เป็นอย่างนี้. ย้อนไปดูอดีตก็จะเห็นได้ว่า ส่วนมากมันเป็นมาอย่างนี้ : มีตัวกู
น.1037 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๘๓ - ของกู, เดี๋ยวนี้ก็มีตัวกู-ของกู, ในอนาคตก็จะมีตัวกู-ของกู. ทั้งหมดนี้ เพราะ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. ฉะนั้น จึงกล้าพูดว่า อีกสักหมื่นปี มนุษย์ก็อาจจะ ยังมีตัวกู-ของกู อยู่นั่นแหละ; แล้วจะร้ายกาจไปกว่านี้เสียอีก เพราะว่าเขาไม่สนใจเรื่อง ไกวัลยธรรม, ไม่มีเค้าเงื่อนว่า มนุษย์จะสนใจเรื่องไกวัลยธรรม. เพราะเดี๋ยวนี้ กำลังค้นคว้าแต่ในทางที่จะทำให้เกิดการแตกแยก : ไปโลกพระจันทร์ได้ หรือ ไปได้ทุกโลก ทุกดาว ทุกดวง มันก็เพื่อการแตกแยก ; มันไม่ใช่เพื่อการรวม เป็นสิ่งเดียวกัน เป็นไกวัลยธรรม. ฉะนั้นเราจึงเห็นว่า น่าจะพอกันทีสำหรับการแตกแยกกัน : แบ่ง แยกเป็นตัวกู - ตัวสู, เป็นของกู - ของสู, เป็นอะไรต่าง ๆ - เหล่านั้น, มันเป็น ที่ตั้งแห่งกิเลส และเกิดความทุกข์ เกิดการเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. ต้องการความสงบ ก็ต้องกล้าปฏิบัติให้เข้าถึงไกวัลยธรรม. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้ เราก็ต้องกล้าพอที่จะตัดสินใจเราเองว่า ถ้าคนอื่นเขา ไม่เอากับเรา ก็ตามใจเขา; เพราะว่าเรามีสิทธิ มีโอกาส มีความสามารถ ที่จะเอาได้ คือทำจิตใจของเราให้เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม, คือเข้าถึง ธรรมะที่แท้จริง เข้าถึงธรรมะที่สูงสุด ที่จะดับเสียได้ซึ่งตัวกู-ของกู หรือจะดับ ความทุกข์ทั้งหลายเสียได้ หรือจะเรียกว่าเข้าถึงนิพพานก็ได้.
น.1038 หรือว่า พวกอื่นเขาอยากจะเรียกว่า เข้าไปอยู่กับพระเจ้า ไปอยู่ ในโลกของพระเจ้า เป็นอันเดียวกับพระเจ้า ; เขาก็ควรจะพูดได้. เราอย่า ไปขัดคอเขา ; ขอแต่ว่าให้ความมุ่งหมายนั้น มันเป็นไปเพื่อความสงบรำงับ ความหยุด ความเย็น ความไม่มีทุกข์ก็แล้วกัน. นี่เราจะต้องเข้าใจสิ่งที่สูงสุด และเด็ดขาดสิ่งนี้กันให้ได้. อาตมาเชื่อเหลือเกินว่า เรื่อง ไกวัลยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ แท้ ๆ นี้ จะช่วยโลกทั้งโลกนี้ได้ ; จึงอุตส่าห์เอามาพูด, พูดอย่างที่ไม่กลัวว่า คนจะรำคาญ, หรือตัวเองก็ไม่คิดว่าจะเหน็ดเหนื่อยอะไร. ถ้าเราพูดให้คนทุกคนเข้าใจได้ ; คนทุกคนก็จะหลอมตัวเป็นอันเดียว กัน ไม่มีเขามีเราได้ ; มันเป็นศาสนาของธรรมชาติ. อาจจะพูดให้พวกคอมมูนิสต์ เป็นต้นนี้ เขายอมรับได้, หรือยิ่งกว่าคอมมูนิสต์ ก็ยอมรับได้ เพราะมัน เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งเขาอาจจะมองเห็นอยู่, เห็นได้ด้วยตนเอง. แต่ถ้าไปพูดเรื่องพระเจ้าชนิดที่เป็นคน อย่างงม ๆ ง่าย ๆ แล้ว ; พวก คอมมูนิสต์เขาด่า เหมือนกับที่เราได้ยินอยู่ทั่วๆไป. คอมมูนิสต์เขาด่าศาสนา ที่มีพระเจ้า เพราะอธิบายพระเจ้าผิด. เราอธิบายพระเจ้าให้ถูก ให้เป็นพระเจ้าที่จริง คือพระเจ้าที่เป็นกฎ ของธรรมชาติ พวกคอมมูนิสต์ก็จะหุบปาก หรือไม่มีอะไรจะพูด ; ,เพราะ คอมมูนิสต์เองก็รู้จักสิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้ พัฒนาตัวเองอยู่ แต่มันเป็นไปในเรื่อง
น.1039 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๘๕ โลก. ถ้าเขาขยับมาในเรื่องธรรม, เรื่องธรรมะมันก็มีผลอีกทางหนึ่ง เป็นคู่กัน ขึ้นมา ในเรื่องความสงบสุขทางธรรม แต่นี้เราจะไม่ให้, คล้าย ๆ กับว่าจะไม่ให้ใครคิดอย่างอื่น นอก ไปจากที่เราคิด, หรือพูดด้วยถ้อยคำอย่างอื่นนอกจากที่เราพูด ; แล้วเราก็ไม่ รู้จักพูด, หรือไม่รู้จักคิดให้มันเข้าเป็นสากล, เป็นอันเดียวกัน คือสิ่งที่เรียกว่า ไกวัลยธรรม ได้แก่ กฎของธรรมชาติ ที่ควบคุมกำกับอยู่ในตัวธรรมชาติ ให้มนุษย์ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็ได้ผลมาตามที่ตัวต้องการ. ฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวว่า จะเกิดบุคคลอีกประเภทหนึ่ง, จะทำลาย ศาสนา, จะทำลายความสงบสุขของมนุษย์. เราจะต้องคิดให้ถูกต้อง หรือต้อนรับ ให้ถูกต้องว่า : ต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน จะต้องไปกลัวเขาทำไม ? เมื่อเอาสิ่ง ที่ถูกต้องหรือดีกว่า ที่เขารู้อยู่ ให้เขาได้ยินได้ฟัง เขาก็ต้องรับ. เพราะเขาก็ ต้องการจะดับความทุกข์ด้วยเหมือนกัน ; ไม่มีใครอยากจะได้ความทุกข์ นี้ เรื่องอื่นมันไม่อาจจะมาเป็นเรื่องสมานสามัคคีกันได้ นอกจาก เรื่องความจริงของธรรมชาติ ซึ่งไปเที่ยวฝากอยู่ในศาสนานั้น ศาสนานี้ ใน รูปต่าง ๆ กันจนเข้าใจยาก. เอามาใส่ครกตำหลอมเป็นอันเดียวกันเสียใหม่, ให้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ ผลที่เกิด ขึ้นตามธรรมชาติ ; ให้ทุกคนมองเห็นชัด มันก็จะมีสันติสุขในโลกนี้ได้, เดี๋ยวนี้ ทางความรู้อย่างสมัยใหม่ เขาก็ เริ่มมองเห็นธรรมชาติ ; แต่มองเห็นด้านเดียว คือ เห็นแต่ในทางวัตถุมากเกินไป ; ไม่สนใจในทาง
น.1040 อย่าให้มันเกิดความลำบากหรือเป็นทุกข์ ; มันมีจิตใจที่เป็นทุกข์เสีย เรื่อย : ได้ก็เป็นทุกข์, เสียก็เป็นทุกข์, แพ้ก็เป็นทุกข์, ชนะก็เป็นทุกข์, ตื่น อยู่ก็เป็นทุกข์, นอนหลับก็เป็นทุกข์. นี่มัน ฉลาดแต่ในทางที่จะเป็นทุกข์ ; แล้วมันก็ไม่รู้จักเข็ดหลาบ. เพราะฉะนั้นจึงว่ามันไม่รู้จักละอาย, ไม่รู้จัก เข็ดหลาบ. อย่างเช่นเรื่องเกิดเมื่อเช้านี้ ควรจะจำไว้เป็นตัวอย่างสำหรับจะเข็ด หลาบ ; พอมาเดี๋ยวนี้มันก็ลืมแล้ว, พอพรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว, มันก็รุดหน้าไปหาเรื่อง ตัวกู – ของกู อะไรกันใหม่ต่อไปอีก. เรียกว่า เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร เ พราะความไม่รู้จักเข็ดหลาบ, และเพราะว่ามันโง่ถึงขนาด ที่ไม่รู้ว่านี่เป็น ความทุกข์. มันก็เลยไม่อยากจะเข็ดหลาบ, ไม่รู้จักความเข็ดหลาบ. เพราะ ไม่รู้ว่านี้เป็นความทุกข์ ; แต่มันก็รู้สึกว่าเจ็บปวด หรือทนทรมาน ; แต่ก็ไม่รู้จักเข็ดหลาบ. แล้วมัน มีอะไรที่คอยถ่วงกันไว้เรื่อย ก็คือ อวิชชา–ความโง่ ความหลง ; นี่มัน คอยถ่วงไว้เรื่อย ให้โพธิหรือปัญญานั้น มันเลิกร้างไปทุกคราว. แม้ว่ามันจะ เคยเกิดขึ้นบ้าง แต่มันก็มีอวิชชานี้ลบล้างไปเสีย, สร้างเรื่องอื่นอันใหม่ขึ้นมาอีก อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งตาย. ถ้าเรา จะถือเอาตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ก็คือ อย่าประมาท, อย่าประมาท ก็มาดูกันให้ดี ๆ ก่อนแต่ที่จะตายนี้ ให้จิตใจมันรู้แจ้งต่อสิ่งที่ เรียกว่าสูงสุด ประเสริฐที่สุด คือบรมธรรมความที่ไม่มีทุกข์เลย ; เพราะ มองเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไกวัลยธรรม, สักว่าธรรมชาติ ซึ่งเป็นธาตุอยู่ ธรรมชาติ ไม่ควรจะไปหลงเข้าใจผิดเป็นตัวกู – ของกู.
น.1041 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๔๘๙ ถ้าได้อย่างนี้ มันก็จะมีจิตใจที่แจ่มใส สะอาด สว่าง สงบ เพิ่มขึ้น ๆ อาจจะถึงที่สุดได้ ก่อนแต่ที่จะตาย เรียกว่าเกิดมาทั้งทีก็ไม่เสียทีที่เป็นมนุษย์ หรือได้พบพระพุทธศาสนา, คือได้พบกับจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่เราสวดกันอยู่เสมอว่า พุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฉะนั้น เกิดมาทั้งทีก็ขอให้ได้เบิกบาน. อย่าให้ตายไปเสีย โดยไม่ รู้จักกับความเบิกบาน ; จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระ พุทธศาสนา. นี่คือการย้ำแล้วย้ำเล่า ขอร้องแล้ว ขอร้องเล่า ว่าเมื่อทางอื่นมัน ไม่ลัด ไม่ตัดลัดพอ ; มันก็มีอยู่ทางนี้ ทางเดียว ที่จะตัดลัด คือรีบรู้จักสิ่งที่ เรียกว่า ไกวัลยธรรม กันเสียทุก ๆ คนเถิด จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นสิ่งเดียวกัน, เป็นอย่างเดียวกัน, เป็นว่างจากตัวตนอย่างเดียวกัน. จิตใจเป็นว่างจากตัวตน อย่างเดียวกันหมดทุกคน ; แล้วมือเท้า ก็ ทำการทำงานไปได้ด้วยจิตใจชนิดนี้ มันก็ไม่เบียดเบียนกัน ; ทุกคนก็มีกินมีใช้ แล้วก็ไม่ต้องเบียดเบียนกัน. เหมือนกับที่เราเห็น สัตว์เดรัจฉานแท้ ๆ; นก หนู บางพวกไม่ได้ เบียดเบียนกัน เป็นอยู่ด้วยกัน ; เรียกว่า อยู่ร่วมกันอย่างสันติยิ่งกว่ามนุษย์ ซึ่งรู้จักแต่เบียดเบียนกัน ; แล้วปากก็จะพูดว่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติ. ฉะนั้น สู้สัตว์เดียรัจฉานตัวเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ ที่มันอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติ; เพราะมันไม่มี ตัวกู – ของกูในจิตใจ มัน ปล่อยจิตใจให้ว่าง เป็นอันเดียวกัน ไปตาม ธรรมชาติ ตัดจากตัวกู – ของกู : หิวก็ไปหากิน อิ่มก็นอน หิวก็ไปหากิน อิ่มก็นอน มันก็เป็นเรื่องที่ถูกตามธรรมชาติมากกว่า.
น.1042 แต่เดี๋ยวนี้เรามันไม่ชอบ เพียงแต่ว่าได้กินแล้วก็พอแล้ว ; ต้องการ สวยงาม ต้องการเอร็ดอร่อย ต้องการสนุกสนาน ต้องการบำรุงบำเรออะไรมาก ไป, แล้วสิ่งเหล่านี้มันครอบงำจิตใจ ดึงเอาไปหมด : เป็นตัวกู - ของกู สูงสุด - สูง - สูงยิ่งกว่าฟ้า, หรือยิ่งกว่าโลกอะไรเสียอีก. นี่ขอให้เข้าใจเถอะว่า มัน เพราะไม่รู้จักธรรมชาติอันแท้จริง คือความว่างจากตัวตนของตน ที่เป็น ไกวัลยธรรม ดังที่กล่าวแล้ว. .... .... .... .... สรุปว่า : ไกวัลยธรรม คือสิ่งเดียวเป็นอสังขตะ, เป็นกฎปฏิบัติไม่มีตัวกู - ของกู. นี้การบรรยาย ๑๓ ครั้ง ทั้งครั้งนี้ เรียกว่าออกจะประหลาดอยู่ ; แล้วชื่อของมันก็แปลกอยู่ ที่เรียกว่าไกวัลยธรรม. ขอให้จำไว้ง่าย ๆ ว่า พูดถึง เรื่องไกวัลยธรรม นั้น คือพูดถึง เรื่องสิ่งสิ่งเดียว, สิ่งสิ่งเดียวเท่านั้น ไกวัลยะ แปลว่า สิ่งเดียวเท่านั้น ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกกาล ทุกสมัย มีสิ่งสิ่งเดียว เท่านั้น เป็นอสังขตธรรม เป็นกฎที่มนุษย์จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง อย่าไปมีตัวกู - ของกู. นี่หัวข้อที่เคยบรรยายมาแล้ว ก็มีอยู่ว่า มัน เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่ง ทั้งปวง จึงได้สมมติให้เป็นพระเจ้า, แล้วเป็นธรรมะอย่างยิ่ง คือตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่างยิ่ง : เป็นกฎของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
น.1043 เมื่อมนุษย์ยอมรับเอาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก อนัตตา เป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, แล้วขยายออกมา เป็นกฎแห่งอริยสัจจ์ ว่าต้องกำจัดตัณหา อุปาทาน ตัวกูของกูเสีย ความทุกข์ จึงจะไม่เกิดขึ้น. ในสิ่งทั้งปวงนี้ มันมี ธาตุแห่งความเป็นพุทธะ คือจะรู้จักไกวัลย- ธรรมนี้ได้ ; แม้ว่ายังเป็นสักว่าชีวิตที่ยังหลับ ๆ อยู่ ; เหมือนกับต้นไม้ หรือ เหมือนกับอะไรทำนองนี้ มันก็มีส่วนแห่งความรู้ ที่จะวิวัฒนาการต่อไป. ฉะนั้น อย่าได้ถือว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ทั้งที จะไม่มีเชื้อของความ เป็นพุทธะ อย่างไรได้ ; แม้แต่ในต้นไม้ มันก็ยังจะมี. ถ้ามองกันให้ลึกซึ้งแล้ว แม้แต่ในก้อนกรวด ก้อนหิน ก้อนดิน มันก็ยังจะมี แต่มันยังหลับอยู่มากเท่านั้น. แล้วยังพูดถึงว่า กฎเกณฑ์ของไกวัลยธรรมนี้ จะไม่มีวันเปลี่ยน- แปลง จะไม่มีวันสูญสลาย. มันเป็นของคงทน ที่เรียกว่า คงกระพันชาตรี นั้นเป็นอย่างยิ่ง. ทีนี้ก็ได้พูดมากที่สุดถึง ๓ วันว่า ถ้าเรารู้เรื่องนี้แล้ว จะเป็นเรื่องต่อ รองกันได้ เพื่อทำความเข้าใจอันดีในระหว่างศาสนา. และในวันนี้ก็พูดเฉพาะ ในข้อสรุปความทั้งหลายเหล่านั้น มาเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ แล้วก็บอกให้ ทราบว่า เมื่อไกวัลยธรรม ถูกรับเอามาเป็นเครื่องคุ้มครองโลกแล้ว โลกก็ จะมีแต่ความสงบสุขอย่างเดียว.
น.1044 นี่เป็นอันว่าจบเรื่องไกวัลยธรรม โดยเค้าเงื่อนที่ควรจะนำมาพูดกัน ในหมู่พุทธบริษัทเรา ผู้ถือธรรมชาติเป็นหลัก ปราศจากตัวตน สัตว์ บุคคล เราเขา. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลาย สวด คณสาธยายตามเคยต่อไป โดยสมบูรณ์.
Buddhadasa