Buddhadasa.org

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๕ — ปฏิจจสมุปบาทที่แสดงการเกิดดับแห่งกิเลสและความทุกข์

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทครบทุกปริยาย — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๑)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.308 ปฏิจจสมุปบาทแห่งการเกิดสังขาร ๔ ประเภท ๑ (สังขารชนิดที่ หนึ่ง : ทิฏฐิปรารภขันธ์ห้า) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น ? [กรณีแห่งรูปขันธ์] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตนนั้น, อันใดแล ; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ๒ ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหาซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัย ๑. สูตรที่ ๙ ชัชชนิยวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๑๖/๑๗๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภัททสาลมูล ป่าปาลิเลยยกะ. ๒. คำว่า "สังขาร" ในกรณีนี้ หมายถึงความคิดผิดเห็นผิด ที่ปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น, เช่นเกิดจากการไม่ได้สดับธรรมของพระอริยเจ้า เป็นต้น ; ที่เรียกว่า "สังขาร" ก็เพราะเหตุเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นเอง.

น.309 เกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น. ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตนก็จริง แต่ว่าเขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปนั้น, อันใดแล ; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิด แต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับไม่มีระหว่างขั้น. ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปก็จริงแล แต่ว่าเขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูปในตน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งรูปในตนนั้น, อันใดแล ; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้

น.310 ดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่ อวิชชาสัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุ อย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้น ก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น. ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน ไม่สำคัญเห็น ซึ่งตนว่ามีรูป ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปในตน ก็จริงแล แต่ว่าเขา ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในรูป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งตนในรูปนั้น, อันใดแล ; การสำคัญเห็น อันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด : เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจาก ตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่ อวิชชาสัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไป โดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.

น.311 [กรณีแห่งเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณขันธ์.] (ครั้นตรัสข้อความในกรณีแห่งรูปขันธ์จบลงดังนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความที่สืบ เนื่องกันต่อไปว่า แม้ปุถุชนนั้นจะไม่สำคัญเห็นรูปขันธ์โดยอาการทั้ง ๔ ก็ตาม เขาก็จะ สำคัญเห็นอาการทั้ง ๔ นั้น ในเวทนาขันธ์ ... สัญญาขันธ์ ... สังขารขันธ์ ... วิญญาณ- ขันธ์ ... ไล่กันไปตามลำดับ ๆ ๆ โดยทำนองเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปขันธ์. ในขันธ์แต่ละขันธ์ มีอาการอันจะพึงเห็นผิดถึง ๔ อาการ คือเห็นขันธ์โดย ความเป็นตน ๑, เห็นตนว่ามีขันธ์ ๑, เห็นขันธ์ในตน ๑, เห็นตนในขันธ์ ๑ เมื่ออาการ ทั้งสี่นี้เป็นไปในขันธ์ทั้ง ๕ จึงรวมกันเป็น ๒๐ อาการ, ทั้ง ๒๐ อาการนี้ รวมกันแล้ว จัดเป็นสังขารหมวดที่หนึ่ง. ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาททั้งสายรวมอยู่ในประโยคสั้น ประโยคเดียวว่า "สังขารเกิดมาจากตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิด จากอวิชชาสัมผัส" ผู้ศึกษาพึงทราบได้เองว่า อวิชชามีอยู่ในขณะแห่งการสัมผัส ซึ่งทำให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ครบถ้วนอยู่ในสัมผัสนั้น ; ครั้นเวทนา ให้เกิดตัณหาแล้ว ก็มีการปรุงแต่งสืบต่อไปจนเกิดทุกข์. คำว่าสังขารในกรณีนี้ หมายถึง ปฏิจจสมุปบาททุกอาการก็ได้ เพราะมีความหมายเพียงแต่ว่า เป็นอาการของการปรุงแต่ง โดยลักษณะแห่งอิทัปปัจจยตา โดยตลอดสายแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง. สังขารประเภทที่ ๑ นี้ แจกโดยละเอียด จะเป็นสังขาร ๒๐ ชนิด, คือแจก ตามขันธ์ห้า; แต่ละขันธ์ มี ๔ อาการ คือ เห็นขันธ์ โดยความเป็นตน ๑, เห็นตนว่า มีขันธ์ ๑, เห็นขันธ์ในตน ๑, เห็นตนในขันธ์ ๑; รวมเป็น ๒๐ ชนิด แห่งสังขาร.

น.312 สูตรนี้ มุ่งหมาย จะแสดงความสิ้นอาสวะ, แต่ได้แสดงลักษณะแห่งสังขาร ชนิดที่เป็นอกุศล อย่างละเอียดแปลกออกไป เป็นความรู้พิเศษกว่าทุกแห่งสำหรับคำว่า สังขาร, จึงนำมาใส่ไว้ในกลุ่มอันว่าด้วยการเกิดกิเลส แทนที่จะใส่ในหมวดปฏิบัติเพื่อ ดับทุกข์.) - ผู้รวบรวม. (สังขารชนิดที่ สอง : สัสสตทิฏฐิ) ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่ง สังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา, ในสังขาร, ในวิญญาณ ; ก็จริงแล, แต่ทว่าเขา ยังเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "อัตตา (ตน) ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้น ครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง (นิจฺโจ) ยั่งยื น (ธุโว) เที่ยงแท้ (สฺสฺโต) มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธมฺโม) " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิดังกล่าวนี้, อันใดแล; ทิฏฐิอันนั้น ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. สัสสตทิฏฐินั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจาก ตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่ อวิชชาสัมผัส ถูกต้อง แล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุง แต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัย เกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว.

น.313 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อม สิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น. หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สองนี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุป- บาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า "สังขารเกิดมา จากตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส" (สังขารชนิดที่ สาม : อุจเฉททิฏฐิ) ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่ง สังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา, ในสังขาร, ในวิญญาณ ; ทั้งเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิว่า "อัตตา (ตน) ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้น ครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้ ; ก็จริงแล แต่ทว่า เขา ยังเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "เราไม่พึงมีด้วย ; ของเราไม่ พึงมีด้วย ; เราจักไม่มีด้วย ; ของเราจักไม่มีด้วย" ; ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิดังกล่าวนี้, อันใดแล ; ทิฏฐิอันนั้น ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. อุจเฉททิฏฐินั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่ อวิชชาสัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วย เหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้น ก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง

น.314 เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคล รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สามนี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุป- บาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า "สังขารเกิดมา จากตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส" (สังขารชนิดที่ สี่ : ลังเลในพระสัทธรรม) ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่ง สังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา, ในสังขาร, ในวิญญาณ ; เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิว่า "อัตตาก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้น ครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้ ; ทั้งเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิว่า "เราไม่พึงมีด้วย ของเราไม่พึงมีด้วย เราจักไม่มีด้วย ของเราจัก ไม่มีด้วย" ดังนี้; ก็จริงแล แต่ทว่าเขา ยังเป็นผู้มีความสงสัย (กงฺขี) มีความลังเล (วิจิกิจฺฉี) ไม่ถึงความมั่นใจในพระสัทธรรม (อนิฏฺฐงฺคโต สทฺธมฺเม). ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความเป็นผู้มีความสงสัย มีความลังเล ไม่ถึงความมั่นใจ ในพระสัทธรรมนั้น, อันใดแล ; อันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อ ให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่ เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง เป็น สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัย

น.315 ปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะ ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สี่นี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า "สังขารเกิดมาจากตัณหา อันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส". การดับตัณหาเสียได้ก่อนแต่จะเกิดอุปาทาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์ แก่พวกเธอ ทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจัก กล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุ- วิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ---------------------------------- ๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๖-๗/๑๖๑, ๑๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.316 ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา . เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความ ดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะ มีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์. (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะ มีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ

น.317 โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ ได้แห่งทุกข์. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์. (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหา นั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความ ดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความ ดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์. (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ +

น.318 มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหา นั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความ ดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้ แห่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์. การสิ้นกรรม ตามแบบของปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนวัปปะ ! ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควร คัดค้าน ต่อเรา. อนึ่ง ท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด ท่านพึงซักถามเราใน ข้อนั้น ให้ยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตข้อนี้ เป็นอย่างไรเล่าท่าน- ผู้เจริญ ? ดังนี้แล้วไซร้ การสนทนาระหว่างเราทั้งสอง ก็จะพึงมีได้. ครั้นวัปปศากยะ ได้ตกลงยินยอมในข้อนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลาย เหล่าใดเกิดขึ้นเพราะกายสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน ; ๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๖๘/๑๙๕, ตรัสแก่วัปปศากยะ ที่นิโครธาราม.

น.319 เมื่อบุคคลเว้นขาดแล้วจากกายสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น เร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และ ย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรม อย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกัน มาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษ ในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (" ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า ! " ) ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลาย เหล่าใด เกิดขึ้นเพราะวจีสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน ; เมื่อบุคคลเว้นขาดแล้วจากวจีสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น เร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และ ย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรม อย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกัน มาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมอันผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษ ในกาลต่อไป เบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! " ) ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลาย เหล่าใดเกิดขึ้นเพราะมโนสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน ; เมื่อ บุคคลเว้นขาดแล้วจากมโนสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นเร่า ร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และย่อม

น.320 กระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกันมาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะ ทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้า ข้า !" ) ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลาย เหล่าใด เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน ; เพราะการ เกิดขึ้นแห่งวิชชา เพราะความสำรอกออกเสียได้หมดซึ่งอวิชชา, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นเร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่ง กรรมใหม่ด้วย และย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทา เป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบ ด้วยกาล ควรเรียกกันมาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษ ในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! " ) ดูก่อนวัปปะ ! เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว สตตวิหารธรรม ๑ ทั้งหลาย ๖ ประการ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ๑. สตตวิหารธรรม ในที่นี้ หมายความว่า มีสติสัมปชัญญะติดต่อกันไป ในการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เกิดยินดียินร้ายขึ้นมาได้ อย่างติดต่อกัน ไม่มีเวลาเผลอ. เมื่อมีสติควบคุมสิ่งทั้ง ๖ นี้ไว้ได้ อย่าง ติดต่อกันเช่นนี้ การเป็นอยู่อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า "สตตวิหารธรรม ๖ ประการ".

น.321 ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกษา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ; ฟังเสียง ด้วยโสตะแล้ว ....; รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ....; ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ....; ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ....; รู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อ เสวยซึ่ง เวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ อยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุด รอบอยู่ ; เมื่อเสวยซึ่ง เวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ อยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่; เธอย่อมรู้ชัดว่า "เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่ เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบ แห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย" ดังนี้. ดูก่อนวัปปะ ! เปรียบเหมือนเงาย่อมปรากฏเพราะอาศัยเสาสดมภ์ (ถูณะ). ลำดับนั้น บุรุษถือเอามาซึ่งจอบและตะกร้า เขาตัดซึ่งเสานั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุด ครั้นขุดแล้ว พึงรื้อซึ่งรากทั้งหลาย ไม่ให้เหลือแม้ที่สุดสักแต่ว่าเท่าต้นแฝก. บุรุษ นั้น พึงตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อน ใหญ่แล้ว พึงผ่า; ครั้นผ่าแล้ว พึงจักให้เป็นซีกเล็ก ๆ; ครั้นจักให้เป็นซีกเล็ก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว พึงเผาด้วยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงทำให้เป็นผงเถ้าถ่าน; ครั้นทำให้เป็นผงเถ้าถ่านแล้ว พึงโปรย ไปในกระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ. ดูก่อน วัปปะ ! เงาอันใด ที่อาศัยเสาสดมภ์ เงาอันนั้นย่อมถึงซึ่งความมีมูลเหตุอันขาดแล้ว ถูกกระทำเหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน กระทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา, นี้ฉันใด; ดูก่อนวัปปะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่าง นี้แล้ว สตตวิหารธรรมทั้งหลาย ๖ ประการ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้น

น.322 เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ; ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ....; รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ....; ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ....; ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ....; รู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเสวย ซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนา มีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ : เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนา มีชีวิตเป็นที่ สุดรอบอยู่ ; เธอย่อมรู้ชัดว่า "เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเที่ยว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตก ทำลายแห่งกาย" ดังนี้. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว วัปปศากยะผู้เป็นสาวกแห่งนิครนถ์ ได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการกำไร พึงเลี้ยงลูกม้าไว้ขาย เขาไม่ได้ กำไรด้วย เป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากเดือดร้อนอย่างยิ่งด้วย, นี้ฉันใด ; ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือข้าพระองค์ผู้ต้องการด้วยประโยชน์ ได้เข้าไปคบหาซึ่งนิครนถ์ ทั้งหลายผู้อ่อนด้วยปัญญา. ข้าพระองค์นั้น ไม่ได้กำไรด้วย เป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบาก เดือดร้อนอย่างยิ่งด้วย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอ โปรยเสียซึ่งความเลื่อมใสในนิครนถ์ทั้งหลายผู้อ่อนด้วยปัญญา ในกระแสลมอันพัดจัด หรือ ว่าลอยเสียซึ่งความเลื่อมใสนั้น ในกระแสอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่คว่ำอยู่ หรือว่าเบิดของที่บีดอยู่ หรือว่าบอกหนทางให้แก่บุคคลผู้หลงทาง หรือว่าจุดประทีปอันโพลงขึ้น ด้วยน้ำมัน ไว้ในที่มืด ด้วยความหวังว่า ผู้มีจักษุทั้งหลาย จักได้เห็นรูปทั้งหลาย ฉันใด ; ธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศแล้ว โดยปริยายเป็น อเนก ก็ฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคด้วย ซึ่ง พระธรรมด้วย ซึ่งพระสงฆ์ด้วย ว่าเป็นสรณะ. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงถือว่า ข้าพระองค์เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะแล้ว จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต", ดังนี้ แล.

น.323 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การสิ้นกรรมที่แท้ จริงนั้น เป็นการสิ้นไปในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท คือเมื่อไม่มีกาย - วจี - มโนสมารัมภะ หรืออวิชชาอันเป็นเหตุให้เกิดอาสวะ อันเป็นอาการที่เห็นได้ รู้สึกได้ ด้วยตนเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ โดยเฉพาะในขณะที่ความคับแค้นเร่าร้อนระงับลง เมื่อหยุดเสียได้ซึ่งกายสมา- รัมภะเป็นต้น แม้เพียงในปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง ๆ เรียกว่าเป็นการสิ้นกรรมไปคราวหนึ่ง ได้. เมื่อปฏิจจสมุปบาท ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก ก็เป็นการสั้นกรรมที่ถาวร ; ไม่ควรจะ หมายถึงเรื่องอะไร ๆ หลังจากตายแล้วเพียงอย่างเดียว, แต่หมายความว่า เมื่อจิตไม่มีการปรุง แต่งเป็นอุปาทาน หรือเป็นภพขึ้นมาได้แล้ว กรรมใหม่ก็เป็นอันไม่กระทำ กรรมเก่าก็เป็น อันสิ้นสุดไป เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ภพ หรือ ชาติ ในปัจจุบันนี้ ที่จะเป็นแดนให้กรรม ทำหน้าที่ให้ผล จึงถือว่าสิ้นกรรม ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง. อายตนะยังไม่ทำหน้าที่ ปัญจุปาทานขันธ์ ก็ยังไม่เกิด ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนอวกาศถูกแวดล้อมปิดกั้นไว้ แล้ว (ส่วนหนึ่ง) โดยอาศัยไม้ด้วย เถาวัลย์ด้วย ดินเหนียวด้วย หญ้าด้วย ย่อม ถึงซึ่งการนับว่า "เรือน" ดังนี้ ฉันใด ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! อวกาศถูก แวดล้อมปีดกั้นไว้แล้ว (ส่วนหนึ่ง) โดยอาศัยกระดูกด้วย เอ็นด้วย เนื้อด้วย หนังด้วย ย่อมถึงซึ่งการนับว่า "รูป (กาย)" ดังนี้ ; ฉันนั้น. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, จักษุ (ตา) อันเป็นอายตนะ ภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และรูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่ มาสู่คลอง (แห่งจักษุ), ทั้งสมันนาหารจิต" อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ไม่มี, ๑. มหาหัตถิปโทปมสูตรฺ ม.ม. ๑๒/๓๕๘/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ข้อความนี้ มิใช่พุทธภาษิต เพราะเป็นคำพระสารีบุตร ; แต่สามารถอธิบายพระพุทธภาษิตได้ดี, จึงยกมาใส่ประกอบ ในฐานะเป็นอภิธรรมแท้. ๒. สมันนาหารจิต คือจิตที่ละภวังค์ขึ้นมากำหนดอารมณ์ที่มากระทบทางทวารนั้น ๆ มีอวิชชา, หรือความ ปราศจากสติ, หรือปราศจากวิชชาในวิมุตติ,. ประกอบอยู่.

น.324 แล้วไซร้ ; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีก่อน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, จักษุอันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และรูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็มาสู่คลอง (แห่งจักษุ) ; แต่ว่าสมันนาหารจิต อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ยังไม่มี แล้วไซร้ ; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีอยู่นั่นเอง. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า ในกาลใดแล จักษุอันเป็น อายตนะภายใน นั่นเทียว เป็นของไม่แตกทำลาย, และ รูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะ ภายนอก ก็มาสู่คลอง (แห่งจักษุ), ทั้งสมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็มีด้วย, แล้วไซร้ ; เมื่อเป็นดังนี้ ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิด จากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ย่อมมี ในกาลนั้น. รูปใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, รูปนั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน รูปปาทานขันธ์ ; เวทนาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, เวทนานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน เวทนูปาทานขันธ์ ; สัญญาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้ว อย่างนั้น, สัญญานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน สัญญูปาทานขันธ์ ; สังขาร ทั้งหลายเหล่าใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สังขาร ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน สังขารูปาทานขันธ์ ; วิญญาณใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, วิญญาณนั้น ย่อมถึง ซึ่งการสงเคราะห์ใน วิญญาณูปาทานขันธ์.

น.325 ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า การสงเคราะห์ การประชุมพร้อม การรวมหมู่กัน แห่ง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วว่า " ผู้ใดเห็นปฏิจจ- สมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท " ดังนี้. ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม; กล่าวคือปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย. ธรรมใด เป็นความเพลิน เป็นความอาลัย เป็นความติดตาม เป็น ความสยบมัวเมาในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ ; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์) ; ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันทราคะ เป็นความละขาดซึ่งฉันทราคะ ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ ; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขนิโรธ (ความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์) ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว. .... .... .... .... (จบข้อความอันเกี่ยวกับอายตนะที่หนึ่ง คือตากับรูปดังนี้แล้ว ต่อไปนี้ เป็นข้อความที่เกี่ยว กับอายตนะที่สองเป็นลำดับไป จนถึงอายตนะที่หก ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... สำหรับอายตนะที่สอง ถึงอายตนะที่ห้า, แล้วจะใส่ข้อความเต็มสำหรับอายตนะที่หก อีกครั้งหนึ่ง. ขอให้สังเกตจนเข้าใจได้ตามนี้).

น.326 ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, โสต (หู) อันเป็นอายตนะ ภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และเสียงทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยัง ไม่มาสู่คลอง (แห่งโสต), ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... ภิกษุประพฤติกระทำ ให้มากแล้ว. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, ฆาน (จมูก) อันเป็นอายตนะ ภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และกลิ่นทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยัง ไม่มาสู่คลอง (แห่งฆาน), ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... ภิกษุประพฤติกระทำ ให้มากแล้ว. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, ชิวหา (ลิ้น) อันเป็นอายตนะ ภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และรสทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยัง ไม่มาสู่คลอง (แห่งชิวหา), ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... " ภิกษุประพฤติกระทำ ให้มากแล้ว. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, กาย อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และโผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยัง ไม่มาสู่คลอง (แห่งกาย), ...ฯลฯ... ลฯ...ฯลฯ..: ภิกษุประพฤติกระทำ ให้มากแล้ว. .... .... .... .... ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, มโน (ใจ) อันเป็นอายตนะ ภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก

น.327 ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งมโน), ทั้งสมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ไม่มี, แล้วไซร้ ; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีก่อน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, มโนอันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็มาสู่ คลอง (แห่งมโน) ; แต่ว่าสมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ยังไม่มี แล้วไซร้ ; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีอยู่นั้นเอง. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า ในกาลใดแล มโนอันเป็น อายตนะภายใน นั่นเที่ยว เป็นของไม่แตกทำลาย, และ ธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็น อายตนะภายนอก ก็มาสู่คลอง (แห่งมโน), ทั้ง สมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็มีด้วย, แล้วไซร้ ; เมื่อเป็นดังนี้ ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ย่อมมี ในกาลนั้น. รูปใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, รูปนั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน รูปูปาทานขันธ์ ; เวทนาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, เวทนานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน เวทหูปาทานขันธ์ ; สัญญาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้ว อย่างนั้น, สัญญานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน สัญญูปาทานขันธ์ ; สังขาร ทั้งหลายเหล่าใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สังขาร ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน สังขารูปาทานขันธ์ ; วิญญาณใด

น.328 (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, วิญญาณนั้น ย่อมถึง ซึ่งการสงเคราะห์ใน วิญญาณูปาทานขันธ์ . ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าการสงเคราะห์ การประชุมพร้อม การรวมหมู่กัน แห่ง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ . ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วว่า " ผู้ใดเห็นปฏิจจ- สมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท" ดังนี้. ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม ; กล่าวคือปัญจุปาทาน- ขันธ์ทั้งหลาย. ธรรมใด เป็นความเพลิน เป็นความอาลัย เป็นความติดตาม เป็น ความสยบมัวเมาในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้ ; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์) ; ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันทราคะ เป็นความละขาดซึ่งฉันทะราคะ ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้ ; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขนิโรธ (ความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์) ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำกล่าวของพระ สารีบุตรเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า วิญญาณ, หรือปัญจฺปาทานขันธ์ เกิดขึ้นได้อย่างไร และ เมื่อไร ; และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ หรือปัญจุปาทานขันธ์ ใน

น.329 ลักษณะเช่นที่กล่าวในสูตรนี้ นั่นแหละคือการเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทโดยตรง, กล่าวให้ เจาะจงกว่านั้นอีก ก็คือ เมื่อสมันนาหารจิตเกิดขึ้น ทางอายตนะใดอายตนะหนึ่งนั่นเอง. การเห็นการเกิดดับอย่างนี้ คือเห็นปฏิจจสมุปบาท หรือทุกขสมุทัย และทุกขนิโรธ, โดย พฤตินัย ก็คือเห็นอริยสัจสี่ โดยแท้จริง ด้วยปัญญาจักษุ หรือยถาภูตสัมมัปปัญญา, จึงมีค่า เท่ากับเห็นธรรม หรือเห็นตถาคต. ใจความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า ปฏิจจสมุปบาทตั้งต้น เมื่อสมันนาหารจิตทำหน้าที่ทาง อายตนะ ; ขอให้กำหนดไว้ เป็นหลักสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท สืบไป. ปัญจุปาทานขันธ์เพิ่งจะมี เมื่อเกิดเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง รูป ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่ เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่ สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว ; เขาย่อม กำหนัด ในจักษุ, กำหนัดในรูปทั้งหลาย, กำหนัดในจักขุวิญญาณ, กำหนัดในจักขุสัมผัส, และกำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม. เมื่อ บุคคลนั้นกำหนัดแล้ว ติดพันแล้ว ลุ่มหลงแล้ว จ้องมองต่ออัสสาทะอยู่, ปัญจุ- ปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความก่อเกิดต่อไป; และ ตัณหา ของเขาอันเป็น เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน เป็นเครื่อง ทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา ; ความ กระวนกระวาย ๑. สฬายตนวิภังคสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๕๒๑/๘๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.330 รถ) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความกระวนกระวาย แม้ทางจิตย่อมเจริญ ถึงที่สุด แก่เขา ; ความ แผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความ แผดเผา แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา ; ความ เร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา. บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง โสตะ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง เสียง ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง โสตวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไป ทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น, ซึ่ง มานะ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งกลิ่นทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง ฆานวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไป ทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง ชิวหา ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งรสทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง ชิวหาวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็น ไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง กาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง กายวิญญาณ

น.331 ตามที่เป็นจริง, ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไป ทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง มโน ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง ธัมมารมณ์ ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง มโนวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง มโนสัมผัส ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่ง เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว ; เขาย่อม กำหนัด ในมโน, กำหนัดในธัมมารมณ์ ทั้งหลาย, กำหนัดในมโนสัมผัส, และกำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม. เมื่อบุคคลนั้น กำหนัดแล้ว ติดพันแล้ว ลุ่มหลงแล้ว จ้องมองต่ออัสสาหะอยู่, ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความก่อเกิดต่อไป ; และ ตัณหา ของเขาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน เป็นเครื่องทำให้เพลิน อย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา ; ความ กระวนกระวาย (ทรถ) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา, ความกระวนกระวาย แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา ; ความ แผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา, ความแผดเผา แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา; ความ เร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย ย่อมเจริญ ถึงที่สุดแก่เขา, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา. บุคคลนั้น ย่อม เสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย .

น.332 กา รเกิดแห่งโลก คือการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่ง ความก่อขึ้นแห่งโลก แก่พวกเธอ ทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจัก กล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ความก่อขึ้นแห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้คือ ความก่อขึ้นแห่งโลก. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ๑. สูตรที่ ๔ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๗/๑๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.333 (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย จึงเกิดมโนวิญญาน ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็น ปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้คือ ความก่อขึ้น แห่งโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ ความก่อขึ้นแห่งโลก

น.334 ทุกข์เกิด เพราะเห็นอุปาทานิยธรรม โดยความเป็นอัสสาทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาหะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน (อุปาทานิยธรรม) ๒ อยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความ เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่ พึงลุ๊กโพลงด้วยไม้สิบ เล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง. บุรุษ พึงเติมหญ้าแห้งบ้าง มูลโคแห้งบ้าง ไม้แห้งบ้าง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอดเวลาที่ควรเติม อยู่เป็นระยะ ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ไฟกองใหญ่ซึ่งมีเครื่อง หล่อเลี้ยงอย่างนั้น มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น ก็จะพึงลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้น เหมือนกัน. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ ๑. สูตรที่ ๒ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน หรืออุปาทานิยธรรม คือรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙); ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๖๐) ; รูป, เสียง, กลืน, รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๖/๑๙๐).

น.335 โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ "ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๕ แห่งทุกข- วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๕/๒๐๖) แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้าง บนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะอุปมาด้วยไฟกองใหญ่มีเชื้อเพลิงมาก ดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ใหญ่ มีรากมั่นคง เหมือนอุปมาในหัวข้อว่า "จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท" แห่งหมวดที่ ๗. อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/ ๑๐๖/๒๑๐) มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มต้นสูตรด้วยคำ อุปมา แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย. ทุกข์เกิด เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม โดยความเป็นอัสสาทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ๒ อยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่าง ทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. สูตรที่ ๓ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๓/๒๐๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ดูธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ในหมวดที่ ๓ แห่งหัวข้อว่า “นามรูปหยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ"

น.336 เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน พึงลุกอยู่ได้เพราะอาศัย ซึ่งน้ำมันด้วย ซึ่งไส้ด้วย; บุรุษพึงเติมน้ำมัน พึงเปลี่ยนไส้ ให้ใหม่อยู่, ตลอดเวลาที่ควร เติมที่ควรเปลี่ยน อยู่ทุกระยะ ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ประทีป น้ำมัน ซึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น ก็จะพึงลุกโพลง ตลอดกาล ยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความ เป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, ตัณหาย่อม เจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะ มีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๔ แห่งทุกข์- วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๔/๒๐๔) มีข้อความเหมือนสูตรข้างบนนี้ ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มต้นสูตรด้วยคำอุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย. อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๗ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/ ๑๐๗/๒๑๒) แสดงข้อธรรมอย่างเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะ อุปมาด้วยประทีปน้ำมันดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ยังอ่อนอยู่ มีผู้คอยพรวน คิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย จึงเจริญเติบโต. แดนเกิดดับแห่งทุกข์ - โรค - ชรามรณะ ๑ (สูตรที่ หนึ่ง : อายตนะภายใน หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น (อุปฺปาโท) การตั้งอยู่ (ฐิติ) การเกิดโดยยิ่ง (อภินิพฺพตฺติ) การปรากฏ (ปาตุภาโว) แห่งจักษุ , อันใด ; อันนั้น เป็น การเกิดขึ้นแห่ง ๑. สูตรทั้งสิบสูตร แห่งอุปปาทสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๓-๒๘๗/๔๗๙-๔๙๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.337 ทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค (สิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทง) ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออก แห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับไม่เหลือ (นิโรโธ) การเข้าไปสงบระงับ (รูปสโม) การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อตฺถงุคโม) แห่งจักษุ , อันใด ; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึง ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งจักษุ เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่ออายตนะแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น ว่า จักษุ โสตะ เป็นต้นเหล่านี้ ดับไปได้โดยที่คนไม่ต้องตาย ; ดังนั้น คำว่าจักษุเป็นต้นนั้น มิได้หมายถึง ดวงตา ตามปรกติ แต่หมายถึงดวงตาที่ทำหน้าที่ของตา แล้วหยุดไปครั้งหนึ่ง ๆ เรียกว่าจักษุเกิดขึ้น จักษุ ดับไป โดยที่คนไม่ต้องเกิดใหม่หรือตายลงโดยร่างกาย ; และยังจะเห็นได้ชัดต่อไปอีกว่า ข้อที่ว่า การตั้งอยู่ แห่งจักษุ เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลายนั้น หมายถึงความเสียดแทงของกิเลสที่เกิดขึ้นจากการที่ตาเห็นรูป ; และการปรากฏแห่งจักษุ คือการปรากฏแห่งชราและมรณะนั้น หมายความว่า การเห็นทางตา ทำให้ปัญหาอัน เกิดแต่ชราและมรณะปรากฏขึ้น ในขณะนั้นนั่นเอง. ทั้งหมดนี้ มีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ในนั้น ครบทุกอาการ นับตั้งแต่อวิชชาไปจนถึงกองทุกข์ทั้งสิ้น. ตัวอย่าง เช่น ตาเกิดเป็นตาขึ้นมา เพราะการเห็น รูปแล้วเกิดจักขุวิญญาณ อันทำให้เกิดการสัมผัสด้วยอำนาจแห่งอวิชชา (อวิชชาสัมผัส) ซึ่งย่อมเป็นการปรุง แต่ง (สังขาร) อยู่ในตัวมันเองทุกระยะ จึงได้มีเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและความทุกข์ ทุกครั้ง ที่มีการกระทบทางอายตนะเช่นนี้.) (สูตรที่ สอง : อายตนะภายนอก หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง รูปทั้งหลาย , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูปทั้งหลาย , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็น การเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.

น.338 (ข้อความในกรณีแห่งรูป เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่ออายตนะแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษา พึงสังเกตให้เห็นว่า รูป เสียง เป็นต้น เหล่านี้ เกิดดับอยู่ทุกคราวที่ตาเห็นรูป, หูได้ยินเสียง เป็นต้น ทุก คราวไป. เสร็จกิจครั้งหนึ่ง เรียกว่าดับไปครั้งหนึ่ง. เพราะทำงานร่วมกันกับอายตนะภายใน จึงมีการเกิดดับ พร้อมกัน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ให้ตั้งอยู่แห่งโรค ให้ชราและมรณะปรากฏ หรือให้มีการดับไปแห่งสิ่งเหล่านั้น ในลักษณะอย่างเดียวกันกับที่กล่าวแล้วในสูตรที่หนึ่ง.) (สูตรที่ สาม : วิญญาณ หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง จักขุวิญญาณ , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง จักขุวิญญาณ , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและ มรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งจักขุวิญญาณ เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตวิญญาณ ฆาน- วิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อ ของวิญญาณไปตามชื่อของทวารอันเป็นที่เกิดของวิญญาณนั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า วิญญาณเกิดมา จากการกระทบระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก จนเกิดสัมผัสและเวทนาเป็นต้น จึงเกิดทุกข์ใน ที่สุด ; ดังนั้น จึงถือว่าวิญญาณนั้น ๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้น อย่างเดียวกันกับอายตนะนั่นเอง.) (สูตรที่ สี : ผัสสะ หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง จักขุสัมผัส, อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.

น.339 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง จักขุสัมผัส , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็น การเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งจักขุสัมผัส เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อสัมผัสไปตามชื่อ ของทวารนั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสะเกิดมาจากการประจวบพร้อมของสิ่งทั้งสาม คือ อายตนะ ภายใน, อายตนะภายนอก, และวิญญาณ, เป็นผลให้เกิดเวทนา ตัณหาเป็นต้น จนเกิดทุกข์และเป็นที่ตั้งแห่ง โรคเป็นต้น โดยนัยะอย่างเดียวกันกับที่กล่าวแล้วในท้ายสูตรที่หนึ่ง.) ( สูตรที่ ห้า : เวทนา หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง จักขุสัมผัสสชาเวทนา , อันใด ; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่ แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึง ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง จักขุสัมผัสสชาเวทนา , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งชราและมรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตสัมผัสสชา- เวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ก็เป็น อย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเวทนาไปตามชื่อของทวารนั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เวทนาเป็นผลเกิดมาจากผัสสะ แล้วให้เกิดตัณหา อุปาทาน ต่อไปจนถึงกองทุกข์ จึงเป็นที่ตั้งที่ดับแห่งโรค เป็นต้น โดยทำนองเดียวกัน.) (สูตรที่ หก : สัญญา หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง รูปสัญญา , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.

น.340 และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึง ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูปสัญญา , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและ มรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งรูปสัญญา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งสัญญาไป ตามชื่อของอารมณ์นั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ความสำคัญว่ารูป, ว่าเสียง, เป็นต้นนั่นเอง ทำให้ รูปและเสียงเกิดมีความหมายสำหรับตัณหาและอุปาทาน สัญญาจึงเป็นที่เกิดแห่งทุกข์และเป็นที่ตั้งแห่งโรค ได้โดยทำนองเดียวกัน.) (สูตรที่ เจ็ด : สัญเจตนา หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง รูปสัญเจตนา , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่ง โรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูปสัญเจตนา , อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและ มรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งรูปสัญเจตนา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททสัญเจตนา คันธ" สัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่าง กันแต่ชื่อแห่งสัญเจตนาไปตามชื่อของอารมณ์นั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สัญเจตนาเป็นผลต่อมาจาก สัญญา กล่าวคือ เมื่อมีความสำคัญว่ารูป ว่าเสียงเป็นต้นแล้ว ย่อมเกิดสัญเจตนา คือความคิดอันประกอบ ด้วยเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปและเสียงเป็นต้นนั้น จึงเป็นการเกิดแห่งทุกข์และการตั้ง อยู่แห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน.)

น.341 (สูตรที่ แปด : ตัณหา หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง รูปตัณหา , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูปตัณหา , อันใด ; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและ มรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งรูปตัณหา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งตัณหาไป ตามชื่อของอารมณ์นั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อมีสัญเจตนา กล่าวคือความคิดอันเกี่ยวกับอารมณ์ ทั้งหกแล้ว ย่อมเกิดตัณหาคือความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง ไปตามความสำคัญหรือสัญญาในอารมณ์เหล่านั้น เป็นกามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง วิภวตัณหาบ้าง เพื่อเกิดอุปาทานต่อไป จนกระทั่งเกิดทุกข์ ; ดังนั้น การเกิดแห่งตัณหา จึงเป็นการเกิดแห่งทุกข์ หรือเป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน.) (สูตรที่ เก้า : ธาตุ หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง ปฐวีธาตุ , อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง ปฐวีธาตุ , อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและ มรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งปฐวีธาตุ เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งธาตุ แต่ละธาตุ ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ธาตุทั้ง ๖ คือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่จะประกอบกันเข้าเป็นนามรูปที่มีความหมาย

น.342 ของคำว่านามรูปอันแท้จริง คือทำหน้าที่ของนามรูป ; ดังนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ธาตุแต่ละธาตุ ซึ่งเป็น ส่วนประกอบของนามรูปนั้น เพิ่งจะเกิดเมื่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก ที่อาศัยอยู่ที่นามรูปนั้น ทำ หน้าที่ของมัน จนเกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตามลำดับ จนกระทั่งเกิดกองทุกข์ในที่สุด. ทำให้กล่าวได้ว่า การเกิดแห่งธาตุหนึ่ง ๆ ล้วนแต่เป็นการเกิดแห่งทุกข์ หรือเป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน. อย่าได้เข้าใจไปว่า ธาตุแต่ละธาตุเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ตลอดเวลา ตามความหมายในภาษาวัตถุ เหมือนที่พูด กันตามธรรมดานั้นเลย. ในที่นี้เป็นภาษาฝ่ายนามธรรม ซึ่งถือว่า สิ่งใด ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นเฉพาะในเมื่อมัน ทำหน้าที่ของมันในกรณีอันเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท เป็นขณะ ๆ ไปเท่านั้น เสร็จแล้วก็ถือว่าดับไป จนกว่าจะ มีโอกาสทำหน้าที่ใหม่ จึงจะถือว่าเกิดขึ้นมาอีก ดังนี้.) (สูตรที่ สิบ : ขันธ์ ห้า) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏ แห่ง รูป (ขันธ์), อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และ การดับ ไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูป (ขันธ์), อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็น การเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ. (ข้อความในกรณีแห่งรูป เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้ เห็นว่า ขันธ์แต่ละขันธ์มีรูปขันธ์เป็นต้น เพิ่งเกิดเป็นคราวๆ ในเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ จนเกิด วิญญาณ ผัสสะ เวทนา เป็นลำดับ ๆ ไป จนกว่าจะเกิดทุกข์. ร่างกายในขณะนั้นโดยเฉพาะ เรียกว่า รูปขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, เวทนาในขณะนั้นเรียกว่า เวทนาขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, สัญญา หรือความสำคัญในขณะนั้น ชื่อว่าสัญญาขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ความคิดต่าง ๆ ในขณะนั้น ชื่อว่า สังขารขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ความรู้สึกทางตาเป็นต้น ที่เรียกว่าจักขุวิญญาณเป็นต้น อันเกิดใน ระยะแรกนั้นก็ดี และความรู้แจ้งต่อความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมาก็ดี รวมเรียกว่า วิญญาณขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ แต่ละอย่าง ๆ เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดมี ต่อเมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะครั้งหนึ่ง ๆ แล้วก็ดับไป. อุปาทานในขันธ์แต่ละขันธ์ ๆนั้น ล้วนแต่ให้เกิดภพ เกิดชาติ ชรา มรณะ กล่าวคือกองทุกข์ในที่สุด จึงกล่าวว่า การเกิดขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ เป็นการเกิดแห่งทุกข์, เป็นที่ตั้งอยู่ แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นที่ปรากฏแห่งชรามรณะ โดยทำนองเดียวกัน.

น.343 ส่วนประกอบต่างๆ ทุก ๆ หมวด ในสูตรทั้งสิบสูตรนี้ คือสิ่งที่พัวพันกันอยู่ ในกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ระยะใด ระยะหนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยกันทั้งหมด; ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส ให้มีลักษณะ อาการ ความหมาย ความเป็นเหตุ ความเป็นผล เหมือนกันทุกอย่าง ทั้ง ๕๙ อย่าง ในสูตร ทั้งสิบนี้.) - ผู้รวบรวม. การดับแห่งโลก คือการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่ง ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก แก่ พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุ- วิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะ มีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ ๑. สูตรที่ ๔ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๗, ๘๘/๑๖๔,๑๖๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.344 สกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสต- วิญญา;การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆาน- วิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหา- วิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กาย- วิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโน- วิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา

น.345 นั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ;เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแลชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น:ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ ได้แห่งโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก. ปฏิจจสมุปบาท (นิโรธวาร) ที่ตรัสอย่างเข้าใจง่ายที่สุด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับลง (อตฺถงฺโม) แห่งกองทุกข์ เป็นอย่างไร เล่า ? (ความดับลงแห่งกองทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ :- ) เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- ๑. สูตรที่ ๓ โยคักเชมิวรรค สหายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๗/๑๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.346 ทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วย อาการอย่างนี้. นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความ จางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ;

น.347 เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความดับลงแห่งกองทุกข์. ทุกข์ดับ เพราะเห็นอุปาทานิยธรรม โดยความเป็นอาทีนวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะ --------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๒ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.348 มีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทานจึงมี ความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่ พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบเล่ม เกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง. บุรุษไม่ พึงเติมหญ้าแห้ง ไม่พึงเติมมูลโคแห้ง ไม่พึงเติมไม้แห้ง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอด เวลาที่ควรเติม อยู่เป็นระยะ ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ไฟกอง ใหญ่นั้นไหม้เชื้อเพลิงเก่าหมดแล้วด้วยไม่มีเชื้ออื่นมาเติมด้วยเป็นไฟหมดเชื้อหล่อ เลี้ยงแล้ว ดับไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุ เป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม)ในธรรมทั้งหลายอันเป็น ที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่,ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหาจึงมีความดับแห่ง อุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะ- ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น:ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๕ แห่งทุกข์- วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๖/๒๐๘)แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะอุปมาด้วยไฟกองใหญ่หมดเชื้อดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรง อุปมาด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ถูกทำลายหมดสิ้น เหมือนอุปมาในหัวข้อว่า " จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท" แห่งหมวดที่ ๗. อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ ทุกขวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/ ๑๐๗/๒๑๑) มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มข้อความด้วยคำ อุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย.

น.349 ทุกข์ดับ เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม โดยความเป็นอาทีนวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมี ความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลา จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน พึงลุกอยู่ได้เพราะอาศัย ซึ่งน้ำมันด้วย ซึ่งไส้ด้วย ; บุรุษไม่พึงเติมน้ำมัน ไม่พึงเปลี่ยนไส้ ให้ไหม้อยู่, ตลอด เวลาที่ควรเติมที่ควรเปลี่ยน อยู่ทุกระยะ ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำ อย่างนี้แล ประทีปน้ำมันนั้น ไหม้เชื้อเพลิงเก่าหมดแล้วด้วย ไม่มีน้ำมันและไส้อื่น มาเติมมาเปลี่ยนด้วย เป็นประทีปหมดเชื้อหล่อเลี้ยงแล้ว พึงดับไป, ข้อนี้ฉันใด ; ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็น โดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่,ตัณหาย่อมดับ.เพราะมีความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่ง ภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับ ลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. ๑.สูตรที่ ๓ ทุกขวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. ส. ๑๖/๑๐๔/๒๐๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.350 หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือ สูตรที่ ๔ แห่ง ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ ๑๖/๑๐๕/๒๐๕) มีข้อความเหมือนสูตรข้างบนนี้ ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าสูตรโน้นทรงเริ่มข้อความด้วยคำอุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรม ซึ่งเป็นตัวอุปไมย. อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๗ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๘/๒๑๔) แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทน ที่จะอุปมาด้วยประทีปหมดน้ำมันและไส้เหมือนสูตรนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ยังอ่อน ถูกทำลายหมดสิ้น. หมวดที่ห้า จบ

น.351 หมวด ๖ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัส ในรูปของการปฏิบัติ

น.353 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ( ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๒๓๗

น.354 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๖ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสในรูปของการปฏิบัติ ( มี ๓๘ เรื่อง ) มีเรื่อง : ตรัสว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเบื้องต้นแห่งพรหม จรรย์ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุป- บาทยังมีหน้าที่ต้องเที่ยวแสวงหาครู - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องทำการศึกษา -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญโยคะ - - ผู้ไม่รู้ ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้อง ประกอบฉันทะ - - ผู้ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญอุสโสฬหีที่ -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจ- สมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญอัปปฏิวานี - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบ ความเพียรเผากิเลส -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบวิริยะ -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจ- สมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบการทำ อันติดต่อ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้อง อบรมสติ -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องอบรมสัมปชัญญะ -- ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุป- บาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญความไม่ประมาท -- ทรงมุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของ การปฏิบัติ - - การหลีกเร้นทำให้ง่ายแก่การรู้ปฏิจจสมุปบาท - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก็คือการเดินตามอริยัฏฐังคิกมรรค - - ปฏิบัติเพื่อการดับปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าปฏิบัติธรรม- สมควรแก่ธรรม - - องค์ประกอบที่เป็นบุพพภาคของการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ผัสสะ คือนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกธรรม - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการกำจัดอุปสักขณะ เจริญสติปัฏฐาน -- ปฏิจจสมุปบาทเพื่อสามัญญผลในปัจจุบัน - - ปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่ง ที่ต้องเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา - - แม้การทำความเพียรในที่สงัดก็ยังต้องปรารภ ขันธ์ ห้า - - แม้สุขทุกข์ในภายในก็เกิดขึ้นเพราะปรารภขันธ์ห้า - - ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท ละได้ด้วยการเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น -- ต้นเงื่อน แห่งปฏิจจสมุปบาทละได้ด้วยการ เห็นอนิจจัง -- เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดของปฏิจจสมุปบาท -- การพิจารณาปัจจัยในภาย ในคือการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท - - ธรรมปฏิบัติในรูปของปฏิจจสมุปบาทแห่งการละองค์ สามตามลำดับ - - วิธีปฏิบัติต่ออาหารสี่ในลักษณะที่เป็นปฏิจจสมุปบาท - - ปัญจฺปาทาน- ขันธ์ไม่อาจจะเกิดเมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท - - การพิจารณาสภาวธรรมตามวิธี ปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย - - อนุสัยไม่อาจจะเกิดเมื่อ รู้เท่าทัน เวทนา ในปฏิจจ- สมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทสลายตัวเมื่อรู้แจ้งธรรมห้าอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน - - ญาณ วัตถุ ๔๔ ในปฏิจจสมุปบาทเพื่อความเป็นโสดาบัน - - ญาณวัตถุ ๗๗ ในปฏิจจสมุปบาท เพื่อความเป็นโสดาบัน - - การรู้ปฏิจจสมุปบาทไม่เกี่ยวกับการบรรลุอภิญญาเลยก็ได้ - - ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนเรา. ๒๓๘

น.355 หมวดที่ ๖ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัส ในรูปของการปฏิบัติ ตรัสว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ ๑ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าว ธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า :- (๑) "เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; ๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖, และ สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓ ; กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้น ซึ่งมีภิกษุ รูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้วย. ๒๓๙

น.356 ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่ ชื่อ. ในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่ง มโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). (๒) เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๓) เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ ....

น.357 ฯลฯ ..... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๔) เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๕) เพราะอาศัยกายด้วย โ ผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้น พร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๖) เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;

น.358 ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. .... .... .... .... (๑) เพราะอาศัยตาด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

น.359 (ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่ชื่อ ในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่ง มโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). (๒) เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๓) เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆ านวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๔) เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

น.360 ) เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ (๖) เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้" สมัยนั้น ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระ- เนตรเห็นภิกษุผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ทรงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า "ดูก่อนภิกษุ! เธอได้ยินธรรม- ปริยายนี้แล้ว มิใช่หรือ ?"

น.361 "ได้ยิน พระเจ้าข้า ! " "ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป. ดูก่อนภิกษุ! เธอจง เล่าเรียน ธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ! เธอจงทรงไว้ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อน ภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์, เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ " ดังนี้ แล. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องเที่ยวแสวงหาครู ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการ แสวงหาครู เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้ :- ) ---------------------------- ๑. สัตถาปริเยสน (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๐/๓๐๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.

น.362 ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึงทำการแสวง หาครู เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องทำการศึกษา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึงทำการ ศึกษา เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัว อักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้ :- ) ------------------------------ ๑. สิกขา (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.363 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการศึกษา เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่ เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญโยคะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญ โยคะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. โยค (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.364 ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญโยคะ เพื่อ ให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบฉันทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ ฉันทะ (ความพอใจ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัว อักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. ฉันท (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.365 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร,... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร,ตามที่เป็นจริง ; เขาพึ่ง ประกอบฉันทะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอุสโสฬ์หี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ , ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญ อุสโสฟ์หี (อุสสาหะ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ...วิญญาณ ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณาจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายอันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อุสโสฬ์หี (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๒๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เซตวัน.

น.366 ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร , ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญอุสโสฬ์หี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร,...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอัปปฏิวานี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ , ตามที่เป็นจริง;เขาพึง บำเพ็ญ อัปปฏิวานี (ความไม่ถอยหลัง) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่ง ชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ...วิญญาณ ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณาจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายอันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อัปปฏิวานี (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.367 า ฯ ในรูปของการปฏิบัติ ๒๕๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึงบำเพ็ญอัปปฏิวานี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบความเพียรแผดเผากิเลส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ ความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อาทัปป (เป่ยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.368 ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึงประกอบ ความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย. ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบวิริยะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ วิริยะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. วิริย (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.369 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ วิริยะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบการกระทำอันติดต่อ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ การกระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สาตัจจ (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุคต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.370 ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบการ กระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง สังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสติ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สติ (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เซควัน.

น.371 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสติ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, .. ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสัมปชัญญะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรม สัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สัมปชัญญู (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.372 ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้: ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญความไม่ประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญ ความไม่ประมาท เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อัปปมาท (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.373 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, .. ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึงบำเพ็ญความไม่ ประมาท เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความ ดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ทรงมุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องของการปฏิบัติ" (มิใช่เป็นเพียงทฤษฎี) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา แก่ พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ • โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. สูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๕/๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.374 นี้ เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สัมมาปฏิปทา, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : มิจฉาปฏิปทา คือบุคคลเผลอหรือปล่อยสติ เมื่อ ตากระทบรูปเป็นต้น จนกระทั่งความเผลอสติ (ซึ่งในที่นี้เรียกว่า อวิชชา) นั้น ได้ทำให้ เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น อย่างครบถ้วนตามที่กล่าวไว้ในพระบาลีนี้ และได้รับผลเป็นความทุกข์ ในที่สุด. ส่วนสัมมาปฏิปทา มีนัยะตรงกันข้าม คือมีสติสมบูรณ์ในเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้น อวิชชาก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาอยู่แทน ; ดังนั้น อาการต่าง ๆ ก็ไม่ เกิดขึ้นในลักษณะที่จะมีความทุกข์ ในที่สุด. สรุปความได้อย่างสั้น ๆ ว่าความมีสตินั่นแหละ เป็นตัวปฏิปทาที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน เช่นการเห็นรูปด้วยตาเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้ว. การหลีกเร้นทำให้ง่ายแก่การรู้ปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียร ในการ หลีกเร้นเถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง. ๑. สูตรที่ ๖ นกุลบีตวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐/๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.375 ก็ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เพลิดเพลิน ย่อม พร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมก อยู่. ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่ง รูป, เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้น คือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน . ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่ง เวทนา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ๑ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. ในกรณีแห่งรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งเวทนา, สัญญา, สังขาร, ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ไว้, ก็พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น. อนึ่ง แม้ในฝ่ายแห่งการดับไปของ เวทนา สัญญา เป็นต้น ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ไว้ ก็พึงทราบโดยนัยะนี้.

น.376 เพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่ง สัญญา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่ง วิญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในวิญญาณ, ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ: เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ-ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกอง-ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ. .... .... .... .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ?

น.377 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม ไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำ สรรเสริญ ย่อม ไม่เมาหมก อยู่. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง รูป . เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ใด ในรูป , นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะ ความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความคับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่สรรเสริญ ย่อม ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง เวทนา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สัญญา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

น.378 ไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง วิญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิใด ในวิญญาณ, นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความดับแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ, ดังนี้ แล. การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก็คือการเดินตามอริยัฏฐังคิกมรรค ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่าที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้น จึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลาย แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วย สระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า "ขอท้าวพระกรุณา จงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทาง ๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.379 ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. ข้าพระเจ้าได้เดินตามทาง นั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จง ปรับปรุงสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า !" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้น ได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่งและ รุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคือ อริยอัฏ- ฐั งคิกมรรค นี้นั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล รอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่ง หนทางนั้น, เมื่อดำเนินตามไปอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา : ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้ว ซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ ;

น.380 ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชาติ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งภพ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งภพ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งอุปาทาน, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง อุปาทาน ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งตัณหา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งเวทนา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งผัสสะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสฬายตนะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ ; -------------------------- ๑. ที่ละ ... ไว้ตรงนี้ และต่อ ๆ ไป มีข้อความเต็มว่า "เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้ว ซึ่งหนทางนั้น, เมื่อ ดำเนินไปตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา".

น.381 ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งนามรูป, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ... ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งวิญญาณ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; เราได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เรา ได้รู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรานั้น ครั้นรู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น ได้บอกแล้ว แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็นพรหมจรรย์ตั้งมั่นและรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศได้ด้วยดีแล้ว. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตามข้อความข้างบนนี้ แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เมื่อดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ย่อมเป็นการรู้ปฏิจจสมุป-บาทไปตามลำดับ พร้อมกันไปในตัว ; ดังนั้น จึงถือเป็นหลักได้ว่า การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท อยู่อย่างขะมักเขม้นนี้ คือการที่กำลังดำเนินอยู่ ในอริยอัฏฐังคิกมรรค นั่นเอง. ขออย่าได้ข้ามไปเห็นเป็นคนละเรื่องเหมือนดังที่เป็นกันอยู่โดยมาก ในที่ทั่ว ๆ ไป.

น.382 ปฏิบัติเพื่อการดับปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม แล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว." ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งตัณหา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖ / ๒๒ / ๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.

น.383 ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อควา มดับไม่เหลือ แห่งเวทนา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่า ย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งสายตนะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งนามรูป อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งสังขาร ทั้งหลาย อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".

น.384 ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" , ดังนี้ แล. องค์ประกอบที่เป็นบุพพภาค ของการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑ (มาคัณฑิยปริพพาชก ได้กราบทูลว่า "ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อท่านพระโคดมอย่างนี้แล้ว, ท่าน พระโคดมจะสามารถเพื่อแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า โดยประการที่ข้าพเจ้า จะลุกขึ้นจากอาสนะนี้ ใน ลักษณะแห่งผู้หายตาบอดได้ไหม พระเจ้าข้า ?", พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า :- ) ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านควรคบสัตบุรุษ. ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านคบสัตบุรุษ, เมื่อนั้นท่านจักได้ ฝั่งธรรม ของสัตบุรุษ. ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ, เมื่อนั้น ท่านจัก ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว, เมื่อนั้น ท่าน จักรู้เอง เห็นเอง โดยแท้ ว่า " นี้คือโรค, นี้คือหัวผี, นี้คือลูกศร ; ๑. มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๘๕/๒๙๑, ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชก ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.

น.385 โรค หัวฝี ลูกศร ทั้งหลาย ในกรณีนี้, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ (ใน ลักษณะเดียวกันกับข้อที่ว่า :- ) เพราะความดับแห่งอุปาทานของเรานั้น จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น. ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า โรค, หัวผี, ลูกศร, ในที่นี้ คือทุกข์อันเกิดจากตัณหา. ตัณหาใด ๆ ล้วนแต่ต้องมาจากเวทนา ซึ่งออกมาจากการสัมผัส อารมณ์ด้วยอวิชชา ด้วยกันทั้งนั้น ; และตัณหานั้น ย่อมส่งต่อไปให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. การที่จะรู้จักหัวผี ลูกศร เป็นต้น แล้วกำจัดเสียให้ได้นั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรมของสัตบุรุษ ; ดังนั้น การที่ทุกคนคบสัตบุรุษ ฟังธรรมเข้าใจแล้วปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ว่าในรูปลักษณะใด ย่อมเป็นการกระทำชนิด ที่เป็นบุรพภาคแห่งการทำลายกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เพื่อการดับทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าผิดไปจากนี้ ย่อมไม่มีความหมายอะไร และมิใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. ผัสสะ คือนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพริกธรรม ๑ (เรื่องนี้ใส่เข้ามาในฐานะที่เป็นหลักธรรมที่ช่วยการปฏิบัติ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งธรรมปริยายชื่อนิพเพธิกปริยาย แก่พวก เธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ๑. สูตรที่ ๙ มหาวรรค ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๕๗/๓๓๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.386 ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมปริยายชื่อนิพเพธิกปริยาย นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) ถามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด พร้อม) แห่งกามทั้งหลาย, เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่งกามทั้งหลาย, วิบาก (ผล สุกวิเศษ) แห่งกามทั้งหลาย, นิโรธ (ความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, นิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, (นี้, แต่ละอย่างๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๒) เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย, วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย, นิโรธแห่งเวทนา, นิโรธ- คามินีปฏิปทาแห่งเวทนา, (นี้, แต่ละอย่างๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๓) สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย, วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย, นิโรธแห่งสัญญา, นิโรธคามินี- ปฏิปทาแห่งสัญญา, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๔) อาสวะทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งอาสวะ ทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งอาสวะทั้งหลาย, วิบากแห่งอาสวะทั้งหลาย, นิโรธแห่งอาสวะ, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งอาสวะ, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๕) กรรม อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งกรรม, เวมัตตตาแห่ง กรรม, วิบากแห่งกรรม, นิโรธแห่งกรรม, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม, (นี้, แต่ละ อย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.

น.387 (๖ ) ทุกข์ อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานสัมภวะ แห่งทุกข์, เวมัตตตาแห่ง ทุกข์, วิบากแห่งทุกข์, นิโรธแห่งทุกข์, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งทุกข์, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง. (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามคุณทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ คือรูปทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ... เสียงทั้งหลาย อันจะพึงได้ยินด้วยโสตะ ... กลิ่นทั้งหลาย อันจะ พึงรู้สึกด้วยจมูก ... รสทั้งหลาย อันจะพึงรู้สึกด้วยลิ้น ... สัมผัสผิวหนัง อันจะพึงสัมผัส ด้วยกาย อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา (อิฎฐา) น่าใคร่ (กนฺตา) น่าพอใจ (มนาปา) มีลักษณะ อันน่ารัก (บียรูปา) เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยแห่งความใคร่ (กามูปสฺฑิตา) เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด (รชนิยา) มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ หาใช่กามไม่ : ใน อริยวินัย เรียกอารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ว่า "กามคุณ" (หาเรียกว่ากามไม่) แต่ว่า : - ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก (สงุกปุปราค) นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลาย ในโลก นั้น หาใช่กามไม่ : ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตร ก็มีอยู่ในโลก ตามประสาของมันเท่านั้น ; ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งฉันทะ ในอารมณ์ อันวิจิตรเหล่านั้น ดังนี้.

น.388 ก็นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกาม ทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกามทั้งหลาย คือ ผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่งกามทั้งหลาย เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย คือความใคร่ (กาม) ในรูปารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในสัททารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในคันธารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในรสารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในโผฏฐัพพารมณ์ ก็ อย่างหนึ่ง ๆ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลมีความใคร่ในอารมณ์ใดอยู่ ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากกามใน อารมณ์นั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง มีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกามทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิโรธแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกาม มี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งถาม, ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

น.389 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งกามทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งกามอย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่ง ถามอย่างนี้ ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะ แทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งถาม (กามนิโรธ). (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนาทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย คือผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สุขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส (เหยื่อ) ก็มีอยู่, สุขเวทนา อันปราศจาก อามิส ก็มีอยู่ ; ทุกขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส ก็มีอยู่, ทุกขเวทนา อันปราศจาก อามิส ก็มีอยู่: อทุกขมสุขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส ก็มีอยู่, อทุกขมสุขเวทนา อันปราศจากอามิสก็มีอยู่ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเสวยเวทนาใดอยู่ ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากเวทนานั้นให้เกิดขึ้น

น.390 เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง เป็นอัตภาพมีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง ; ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งเวทนามี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา, ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งเวทนาอย่างนี้, ซึ่งนิโรธ- คามินีปฏิปทาแห่งเวทนาอย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์ อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งเวทนา (เวทนานิโรธ). (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา ทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ คือรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย คือ ผัสสะ.

น.391 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลายเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญาในอารมณ์คือรูปทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือเสียง ทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือกลิ่นทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาใน อารมณ์คือรสทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือโผฏฐัพพะทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือธัมมารมณ์ทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรา กล่าวว่า เวมัตตตาแห่งสัญญา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งสัญญาทั้งหลาย ว่าเป็นสิ่งที่มีผลออกมาเป็นโวหารพูดอย่าง หนึ่ง ๆ (โวหารเวปฺกา) เพราะว่าบุคคลกระทำซึ่งสัญญาในสิ่งนั้น ๆ ว่าอย่างไร เขาย่อม กล่าวออกมาอย่างนั้น ๆ เช่นว่า เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ ๆ เป็นต้น. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งสัญญา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งสัญญา มี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา, ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ๑. พึงเข้าใจว่า คำว่า "สัญญา" ในกรณีอย่างนี้ มิได้หมายถึงความจำล้วน ๆ แต่หมายถึงความรู้สึก จนมี ความสำคัญว่ามันเป็นอะไร หรืออย่างไรเป็นต้น.

น.392 ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งสัญญา ทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่ง สัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งสัญญา อย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา อย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งสัญญา (สัญญานิโรธ). (๔) ... ฯลฯ ... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงอาสวะ จักเว้นเสียไม่นำมา ใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง) ... ฯลฯ ... (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็กรรมอันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็น กรรม เพราะว่าบุคคล มีเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย คือ ผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นสัตว์นรก มีอยู่, กรรมอันทำ สัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นเปรตวิสัย มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษย์โลก มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวย เวทนาในเทวโลก มีอยู่ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรม ทั้งหลาย.

น.393 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งวิบากแห่งกรรมว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือว่า วิบากในอุปะบัชชะ(คือในเวลาต่อมา) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก) ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรม ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรม ทั้งหลายมี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม , ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งกรรม อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งกรรม อย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินี- ปฏิปทาแห่งกรรม อย่างนี้: ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น " ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์ อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งกรรม (กัมมนิโรธ). ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญที่สุด ในตอนนี้ ที่ตรัสว่า แดนเกิดแห่งกรรมคือผัสสะ แดนดับแห่ง กรรม ก็คือผัสสะ ซึ่งแสดงว่า กรรมเกิดและดับ ในอัตตภาพนี้ อยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ; ดังนั้น วิบาก แห่งกรรม จึงมีได้ในอัตตภาพนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นชนิดทิฏฐธรรมหรืออุปะบีชชะ หรืออปร- ปริยายะ ซึ่งมักจะเข้าใจกันไปว่า สองชนิดหลังนั้น จะมีต่อตายเข้าโลงไปแล้วเท่านั้น, ความถูกต้องใน เรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร ขอจงพิจารณาดูเถิด.

น.394 (๖) ... ฯลฯ ... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงทุกข์ จักเว้นเสีย ไม่นำมา ใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง) .... ฯลฯ .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือธรรมปริยายอันชื่อว่า นิพเพชิกปริยาย นั้น. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ นั้น มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือข้อที่ผัสสะเป็นที่เกิดและที่ดับ แห่งกาม แห่งเวทนา แห่งสัญญา และแห่งกรรม. พวกเรายังมีความรู้เรื่องผัสสะกัน น้อย เกินไป จึงไม่สามารถจะปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะกาม, ในการควบคุม เวทนา, ในการละเสียซึ่งสัญญา และในการทำความสิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. ผัสสะเบ็น ตัวการสำคัญในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อมีการกล่าวถึงผัสสะ ในที่ใด ก็พึงทราบเถิดว่า ย่อมมีกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ครบถ้วนในที่นั้น ไม่ว่า จะเรียกชื่อว่ากาม หรือเวทนา หรือสัญญา หรือกรรม อันเป็นนิพเพธิกธรรม ดังที่กล่าว แล้วในพระบาลีนี้ ; ดังนั้น ควรจะถือว่า ผัสสะทั้งหลาย เป็นนิทานสัมภวะส่วนมากของ นิพเพธิกธรรม ที่บุคคลพึงรู้แจ้งแทงตลอด เพื่อความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ในที่สุด. ปฏิจจสมุปบาทแห่งการกำจัดอุปสรรค ขณะเจริญสติปัฏฐาน ๑ ดูก่อนอานนท์ ! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น, ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น ; คือภิกษุหรือ ภิกษุณีใดก็ตาม มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ อยู่ : ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุหรือ ภิกษุณีนั้นพึงหวังได้ว่า จักรู้พร้อมซึ่งคุณวิเศษอันโอฬาร อื่นจากคุณวิเศษที่มีแล้ว ในก่อน . ภิกษุหรือภิกษุณีมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔ อย่างไหนเล่า ? ๑. อัมพปาลิวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๗/๗๑๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.

น.395 ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่, ความเร่าร้อน (ปริฬาห) ในกาย อันมีกายเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นก็ดี หรือว่าความหดหู่แห่งจิตเกิดขึ้นก็ดี หรือว่าจิตฟุ้งไปใน ภายนอกก็ดี ; ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุนั้น พึง ตั้งจิตในนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส. เมื่อตั้งจิตในนิมิตเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส, ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีปราโมทย์แล้ว ปีติ ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีใจปีติแล้ว กาย ย่อมรำงับ ; ผู้มีกายรำงับแล้ว ย่อมรู้สึกเป็นสุข ; เมื่อรู้สึกเป็นสุข จิตย่อมตั้งมั่น. ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า "เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา. เอาละ, บัดนี้เราจะนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้น". ภิกษุ นั้นย่อมนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้นด้วย ไม่กระทำซึ่งวิตกด้วย ไม่กระทำซึ่งวิจารด้วย. เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “เราเป็นผู้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นผู้มีสติ มีสุขในภายใน" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา - จิต - และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ทรงแสดงไว้โดยนัยเดียวกัน) ดูก่อนอานนท์ ! ภาวนา ย่อมมีเพราะการตั้งจิตไว้ อย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้การแก้ไขอุปสรรค แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นธรรมอันเอกอันสูงสุด ก็ยังต้องใช้วิธีการที่เรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาท ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีนี้ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เลื่อมใสนั้น สามารถกำจัดนิวรณ์หรืออุปสรรคของสมาธิได้, ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นวิธีการ กำจัดนิวรณ์โดยวิธีที่ละเอียด ลึกซึ้งเกินกว่าที่ทราบ หรือสอน ๆ กันอยู่.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต