น.261 หมวด ๔ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ ในชีวิตประจำวันของคนเรา ๑๔๕
น.263 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมฺสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปฺชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ... ) ๑๔๗
น.264 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๔ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ ในชีวิตประจำวันของคนเรา ( มี ๑๒ เรื่อง ) มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาท จะมีได้แก่ทารก เฉพาะที่โตขึ้นถึงขนาดรู้สึกยึดถือใน เวทนา - - ปัจจยาการแห่งเวทนาโดยละเอียด- - อายตนะคือจุดตั้งต้นของ ปฏิจจสมุปบาท - - การเกิดขึ้นแห่งไตรทวารขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นแห่งอวิชชาของปฏิจจสมุปบาท -- อวิชชา- สัมผัสคือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท - - นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - ตัณหาเกิดขึ้นเมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - ภพใหม่เกิดขึ้นเมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - การหยั่งลงแห่งวิญ- ญาณเกิดมีขึ้นเมื่อเห็นสัญโญขนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - การหยั่งลงแห่งวิญญาณ ไม่มีเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความ เป็นอาทีนวะ - - การเกิดแห่งโลกคือการเกิดแห่ง กระแสปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นในใจคนทุกคราวไป - - การดับแห่งโลกคือการดับแห่ง กระแสปฏิจจสมุปบาทที่ดับลงในใจคนทุกคราวไป. ๑๔๘
น.265 หมวดที่ ๔ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ ในชีวิตประจำวันของคนเรา ปฏิจจสมุปบาทจะมีได้แก่ทารก เฉพาะที่โตขึ้นถึงขนาดรู้สึกยึดถือในเวทนา” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะการประจวบพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ; การ ก้าวลงสู่ครรภ์ ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ย่อมมีขึ้น. ในกรณีนี้คือ แม้มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดู ทั้งคันธัพพะ (สัตว์ที่จะปฏิสนธิในครรภ์) ก็ยังมิได้เข้าไปตั้งอยู่ เฉพาะแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ยังมีไม่ได้ก่อน. ในกรณีนี้ ๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๘๗/๕๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๑๔๙
น.266 แม้มารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดาก็มีระดูด้วย แต่คันธัพพะยังไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ยังมีไม่ได้ก่อน อยู่นั้นเอง. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! แต่ในกาลใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย, มารดามีระดูด้วย, คันธัพพะ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะแล้วด้วย ; การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ย่อมมี เพราะการประจวบพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มารดาย่อมบริหารซึ่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์นั้น ด้วยท้อง, ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง ; ด้วยความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง เป็นภาระ หนัก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มารดาย่อมคลอดซึ่งทารกนั้น โดยกาลอันล่วงไปเก้าเดือน บ้าง สิบเดือนบ้าง; ด้วยความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก, เลี้ยงแล้ว ซึ่งทารกอันเป็นผู้เกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตแห่งตน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในอริยวินัย สิ่งที่เรียกว่า "โลหิต" นั้น หมายถึง น้ำนมแห่งมารดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุมารนั้น อาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ ทั้งหลายแล้ว เล่นอยู่ด้วยของเล่นสำหรับทารก กล่าวคือ เล่นไถน้อยๆ เล่นหม้อข้าว หม้อแกง เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ® เล่นกังหันลมน้อยๆ เล่นตวงทรายด้วยใบไม้ เล่นรถน้อย ๆ เล่นธนูน้อย ๆ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุมารนั้น อาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรออยู่ทางตา ด้วยรูป ๑. โมกขจิกะ เป็นของเล่นสำหรับเด็กชนิดหนึ่ง ที่หมุนได้ด้วยการบิดตอนบน.
น.267 ทั้งหลาย ; ทางหู ด้วยเสียงทั้งหลาย ; ทางจมูก ด้วยกลิ่นทั้งหลาย ; ทางลิ้น ด้วยรส ทั้งหลาย ; และทางกาย ด้วยสัมผัสทางผิวหนังทั้งหลาย ; ล้วนแต่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีภาวะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด นำมาซึ่งความรัก กุมารนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว ...; ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ...; รู้สึก กลิ่นด้วยจมูกแล้ว ...; ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ...; ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย แล้ว ...; รู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจแล้ว ; ย่อมกำหนัดยินดี ในรูปและเสียงเป็นต้น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ; ย่อมขัดเคือง ในรูปและเสียงเป็นต้น อันมีลักษณะ เป็นที่ตั้งแห่งความชัง. กุมารนั้น ย่อมมีจิตใจด้อยด้วยคุณธรรม ; อยู่โดยปราศจาก สติอันเข้าไปตั้งไว้ในกายด้วย ; ย่อมไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย. กุมารนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว เสวยอยู่ ซึ่งเวทนาใดๆ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เขาย่อม เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้น ๆ เมื่อเป็นผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้น ๆ, นันทิ (กำหนัดยินดีที่ได้ตามอยาก) ย่อมบังเกิดขึ้น. นันทิใดเป็นไปในเวทนาทั้งหลาย, นันทินั้น คืออุปาทาน ; เพราะอุปาทานของกุมารนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วย อาการอย่างนี้ แล.
น.268 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตใจความสำคัญที่สุดจากพระ- พุทธภาษิตนี้ไว้ ๒ ประการคือ เด็กโตพอที่จะรู้จักยึดมั่นในเวทนา จึงจะเกิดกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ด้วยอำนาจแห่งอวิชชา ในจิตใจเด็กนั้นได้, นี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่ง ข้อความตอนท้าย แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า ภพ ก็ดี, ชาติ ก็ดี, เพิ่งเกิดมี เมื่อตอนยึดมั่นในเวทนานั้น ๆ; หาใช่มีเมื่อเด็กคลอดจากท้องแม่ เหมือนดังที่เข้าใจกัน อยู่ในภาษาคนธรรมดาพูดไม่. ดังนั้น คำพูดในภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้ ตรัสไว้โดยภาษาธรรม แท้ : ภพ ชาติ มีทุกคราวที่ยึดมั่นในเวทนา. ชรามรณะ มีได้แม้แก่เด็ก ๆ เพราะมีความ หมายในภาษาธรรมอีกนั่นเอง, ได้แก่ปัญหาหนักใจต่างๆ ที่เกิดมาจาก “ความหมาย” ของ คำว่า "แก่ - ตาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ใจได้จริง, เป็นความแก่ หรือความตายที่ถูก ยึดถือ ให้มามีอำนาจเหนือจิตใจของเขา. เมื่อผู้ศึกษาเข้าใจความจริงอันลึกซึ้งนี้แล้ว การ ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น. ขอให้สนใจทบทวนเป็นพิเศษ. ปัจจยาการแห่งเวทนา โดยละเอียด ๑ (หลังจากที่ได้ทรงประทับอยู่ด้วยการหลีกเร้น เป็นเวลากึ่งเดือน เสด็จออกจากที่หลีกเร้นนั้น แล้ว ได้ตรัสว่า :- ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราได้อยู่แล้วโดยประเทศ ๒ แห่งวิหารธรรม อย่างเดียว กันกับวิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้วเมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. เมื่ออยู่โดยวิหารธรรมอย่างนี้ เราย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า :- "เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาทิฏฐิ บ้าง ; - สัมมาทิฏฐิ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสังกัปปะ บ้าง ; - สัมมาสังกัปปะ บ้าง ; ๑. สูตรที่ ๑ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๖/๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน หลังจากที่ได้ประทับ หลีกเร้นแล้วเป็นเวลาครึ่งเดือน. ๒. คำว่า "ประเทศ" ในที่นี้ หมายถึงที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางใจ เช่นเดียวกับแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งความเป็น อยู่ทางกาย. การที่คงไว้ในรูปศัพท์เดิมเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้อ่านได้ทราบเงื่อนงำแห่งภาษาบาลี ซึ่งไม่ ค่อยจะปรากฏในภาษาไทย.
น.269 เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวาจา บ้าง ; - สัมมาวาจา บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉากัมมันตะ บ้าง ; - สัมมากัมมันตะ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาอาชีวะ บ้าง ; - สัมมาอาชีวะ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวายามะ บ้าง ; - สัมมาวายามะ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสติ บ้าง ; - สัมมาสติ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสมาธิ บ้าง ; - สัมมาสมาธิ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ วิตก บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัญญา บ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันท ะ วิตก และ สัญญา ที่ยังไม่เข้าไปสงบ รำงับบ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ วิตก และ สัญญา ที่เข้าไปสงบ รำงับ แล้วบ้าง ; เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือการ บรรลุถึงฐานะ ที่ได้พยายามเพื่อจะบรรลุ ถึงบ้าง" ดังนี้. (อีกสูตรหนึ่ง ๑ ได้ตรัสโดยข้อความที่แปลกออกไปอีกบางประการว่า) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราได้อยู่แล้วโดยประเทศแห่งวิหารธรรม อย่างเดียว กันกับวิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้วเมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. เมื่ออยู่โดยวิหารธรรมอย่างนี้ เรา ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า : - ๑. สูตรที่ ๒ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๗/๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน หลังจากที่ได้ประทับ หลีกเร้นแล้วเป็นเวลา ๓ เดือน.
น.270 “เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาทิฏฐิบ้าง ; แห่งมิจฉาทิฏฐิบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาทิฏฐิบ้าง ; แห่งสัมมาทิฏฐิบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสังกัปปะบ้าง ; แห่งมิจฉาสังกัปปะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสังกัปปะบ้าง ; แห่งสัมมาสังกัปปะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวาจาบ้าง ; แห่งมิจฉาวาจาบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาวาจาบ้าง ; แห่งสัมมาวาจาบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉากัมมันตะบ้าง ; แห่งมิจฉากัมมันตะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมากัมมันตะบ้าง ; แห่งสัมมากัมมันตะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาอาชีวะบ้าง; แห่งมิจฉาอาชีวะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาอาชีวะบ้าง ; แห่ง สัมมาอาชีวะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวายามะบ้าง; แห่งมิจฉาวายามะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาวายามะบ้าง; แห่งสัมมาวายามะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ
น.271 เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสติบ้าง ; แห่งมิจฉาสติบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสติบ้าง ; แห่งสัมมาสติบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสมาธิบ้าง ; แห่งมิจฉาสมาธิบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสมาธิบ้าง ; แห่งสัมมาสมาธิบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะบ้าง ; แห่งฉันทะบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือวิตกบ้าง ; แห่งวิตกบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัญญาบ้าง ; แห่ง สัญญาบ้าง ; - ความเข้าไปสงบรำงับ เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญา บ้าง ; ที่ยังไม่เข้าไปสงบรำงับ บ้าง เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญาที่เข้าไปสงบรำงับ แล้วบ้าง ; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือการบรรลุถึงฐานะที่ได้พยายามเพื่อจะบรรลุถึง บ้าง" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า วิหารธรรมชนิด ที่ทรงเคยอยู่ เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ เป็นวิหารธรรมชนิดที่ทำความง่ายแก่การเกิดญาณ หรือ ความรู้ต่าง ๆ; ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่าได้รู้ชัดธรรมอันเกี่ยวกับเวทนาเหล่านี้ เมื่ออยู่ด้วย ประเทศแห่งวิหารธรรมชนิดนั้น. สำหรับคำว่าเวทนา (เวทยิตํ) ในพระบาลีนี้ จะ
น.272 ต้องมีความหมายกว้างกว่าความหมายของคำว่า “เวทนาที่มีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย" ที่พูด กันตามธรรมดา แต่หมายถึงความรู้สึกที่เป็นไปในลักษณะของความรู้หรือญาณ ในระดับใด ระดับหนึ่งด้วยก็ได้ ; หรืออย่างน้อยที่สุดก็เหมือนกับความหมายของคำว่าเวทนาแห่งคำว่า "สัญญาเวทยิตนิโรธ" มากกว่า; หรืออีกอย่างหนึ่งก็เล็งถึงความหมายของคำว่าเวทนาซึ่งมา ในประโยคที่ตรัสว่า "เรากล่าวอริยสัจสี่ สำหรับสัตว์ผู้มีเวทนาอยู่"; ดังนั้น จึงมีปัจจัย มากมายถึง ๒๒ หรือ ๔๑ ปัจจัย. ปัจจัยนั้น ๆ ทำให้เกิดเวทนาขึ้นมา จัดเป็นปัจจยาการหนึ่งๆ แห่งลักษณะของอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาทได้. อายตนะ คือจุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ มือ ทั้งหลาย มีอยู่, การจับและการวาง ก็ปรากฏ ; เมื่อ เท้า ทั้งหลาย มีอยู่, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ปรากฏ ; เมื่อ ข้อแขนขา ทั้งหลาย มีอยู่, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ปรากฏ ; เมื่อ ท้องไส้ มีอยู่, ความหิวและความ ระหาย ก็ปรากฏ ; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ มีอยู่, สุขและทุกข์ อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อโสตะ มีอยู่, สุขและ ทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อฆานะ มีอยู่, สุขและ ทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อชิวหา มีอยู่, สุข และทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อกายะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อมโน มีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อไปนี้ เป็นปฏิปักขนัย จากข้างบน) ๑. สูตรที่ ๙, ๑๐ สมุททวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๒๑๔/๓๐๕, ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลาย.
น.273 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ มือ ทั้งหลาย ไม่มี, การจับและการวาง ก็ไม่ ปรากฏ ; เมื่อ เท้า ทั้งหลาย ไม่มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ไม่ปรากฏ ; เมื่อ ข้อแขนขา ทั้งหลาย ไม่มี, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ไม่ปรากฏ ; เมื่อ ท้องไส้ ไม่มี, ความหิวและความระหาย ก็ไม่ปรากฏ; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อโสตะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อฆานะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อชิวหา ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อกายะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อมโน ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน. . . . . . . . . . . . . . . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ มือ ทั้งหลาย มี, การจับและการวาง ก็มี ; เมื่อ เท้า ทั้งหลาย มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็มี ; เมื่อ ข้อแขนขา ทั้งหลาย มี, การคู้เข้า และการเหยียดออก ก็มี ; เมื่อ ท้องไส้ มี, ความหิวและความระหาย ก็มี ; นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะ จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อโสตะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อฆานะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อชิวหา มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อกาย มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อมโน มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อไปนี้ เป็นปฏิปักขนัย จากข้างบน)
น.274 ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมือทั้งหลาย ไม่มี,การจับและการวาง ก็ไม่มี ; เมื่อเท้าทั้งหลาย ไม่มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ไม่มี ; เมื่อข้อแขนขาทั้งหลายไม่มี, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ไม่มี ; เมื่อท้องไส้ ไม่มี, ความหิวและความระหาย ก็ไม่มี ; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อโสตะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อฆานะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อชิวหาไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อกาย ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ; เมื่อมโน ไม่มี , สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าอายตนะมีจักษุเป็นต้น เป็นจุดตั้งต้นของการปรุงแต่งทุกชนิด ; ในที่นี้ได้แก่การเกิดขึ้นของเวทนา ทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์. ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะในตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่า จะเกิดตัณหาอุปาทานเป็นลำดับไป จนเกิดทุกข์ในที่สุด. การเกิดขึ้นแห่งไตรทวาร ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นแห่งอวิชชาของปฏิจจสมุปบาท ๑ ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์! ตามที่สารีบุตรเมื่อตอบปัญหาในลักษณะนั้น เช่นนั้น, ๒ ชื่อว่าได้ตอบโดยชอบ. ดูก่อนอานนท์ ! สุขและทุกข์นั้น เรากล่าวว่า ๑. สูตรที่ ๕ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๖/๘๒, ตรัส แก่พระอานนท์ ที่เชตวัน. ๒. ตรัสกับพระอานนท์ที่ได้เล่าเรื่องที่พระสารีบุตรตอบคำถามของพระภูมิชะผู้มาถามว่า "มีสมณพราหมณ์ที่ กล่าวสอนเรื่องกรรมอยู่สี่พวก : พวกหนึ่งพูดว่าสุขและทุกข์ตนทำเอาเอง, พวกหนึ่งว่าผู้อื่นทำให้, พวกหนึ่งว่าตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย, อีกพวกหนึ่งว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ; ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร ? และเมื่อจะกล่าว ควรกล่าวอย่างไร จึงจะตรงกับพุทธมติ?" ดังนี้; ซึ่งพระสารีบุตรได้ตอบอย่างเดียวกันกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พระอานนท์ฟังนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสกับพระอานนท์ ดังนี้.
น.275 เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่าปฏิจจสมุปปันน-ธรรม). สุขและทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? สุขและทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ, ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง ; แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็น ผู้ควรถูกติไปด้วย. ดูก่อนอานนท์! ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ สุขและทุกข์ ว่าเป็น สิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ; สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ สุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ , แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ; สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ สุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; ถึงแม้ สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเอง หรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง. ดูก่อนอานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง, สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์ นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้ ; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอน เรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ก็ตาม, สมณพราหมณ์
น.276 พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ ใช่ฐานะที่จักมีได้ ; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ สุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ตาม, สมณพราหมณ์ พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ ใช่ฐานะที่จักมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ สุขและทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จัก มีได้. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อ กาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตาม มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ กายสัญเจตนา (ความจงใจ ที่เป็นไปทางกาย) เป็นเหตุ. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อ วาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตาม มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ วจีสัญเจตนา (ความจงใจ ที่เป็นไปทางวาจา) เป็นเหตุ. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อ มโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตาม มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ มโนสัญเจตนา (ความจงใจ ที่เป็นไปทางใจ) เป็นเหตุ. ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด กายสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการเป็นไปทางกาย) ซึ่งเป็นปัจจัยให้ สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง ;
น.277 อฯเกิดได้เสมอเป็นประจำวัน ๑๖๑ ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด กายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยอาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด กายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย รู้สึกตัวอยู่บ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด กายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย ไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด วจีสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการเป็นไปทางวาจา) ซึ่งเป็นปัจจัยให้ สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง : ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด วจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย อาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด วจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย รู้สึกตัวอยู่บ้าง ;
น.278 อานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเที่ยว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด วจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย ไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเที่ยว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด มโนสังขาร (อำนาจที่ให้เกิดการเป็นไปทางใจ) ซึ่งเป็นปัจจัยให้ สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด มโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย อาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเที่ยว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด มโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย รู้สึกตัวอยู่บ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเที่ยว ธรรมชาติทางฝ่ายจิต ย่อมปรุงแต่งให้เกิด มโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดย ไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง ; ดูก่อนอานนท์ ! อวิชชา เป็นตัวการ ที่แทรกแซงแล้วในธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น. ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายตับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, กาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ย่อมไม่มี เพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ อันเป็นภายในเกิดขึ้น.
น.279 ดูก่อนอานนท์! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, วาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ย่อมไม่มี เพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ อันเป็นภายในเกิดขึ้น. ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, มโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ย่อมไม่มี เพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์ อันเป็นภายในเกิดขึ้น. ดูก่อนอานนท์! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, สัญเจตนา ในฐานะที่เป็น เขต (ที่เกิดที่งอกแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่ เป็น วัตถุ (ที่ตั้งที่อาศัยแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่เป็น อายตนะ (ปัจจัย โดยตรงแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่เป็น อธิกรณะ (เครื่องมือกระทำ ให้เกิดสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ย่อมไม่มี เพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็น ภายในเกิดขึ้น, ดังนี้ แล. อวิชชาสัมผัส คือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อสำคัญเห็น, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งอัตตา (ตน) มีอย่างต่างๆ : สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อม -------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๕ อัตตทีปวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๗/๘๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.280 สำคัญเห็นซึ่ง อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อย่างบ้าง, หรือว่า ย่อมสำคัญเห็นซึ่ง อุปาทานขันธ์ ขันธ์ใด ขันธ์หนึ่ง ในบรรดาปัญจุปาทานขันธ์เหล่านั้นบ้าง (ว่าเป็น อัตตา ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕ เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ในโลกนี้ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดใน ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่เห็นสัปบุรุษ ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ : (๑) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่ง รูป โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูปในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในรูปบ้าง ; (๒) เขาย่อมสำคัญ เห็นซึ่ง เวทนา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีเวทนาบ้าง, ย่อมสำคัญ เห็นซึ่งเวทนาในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในเวทนาบ้าง ; (๓) เขาย่อมสำคัญเห็น ซึ่ง สัญญา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมสำคัญเห็น ซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในสัญญาบ้าง ; (๔) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่ง สังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีสังขารบ้าง, ย่อมสำคัญ เห็นซึ่งสังขารทั้งหลายในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในสังขารทั้งหลายบ้าง ; (๕) เขา ย่อมสำคัญเห็นซึ่ง วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งวิญญาณในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในวิญญาณบ้าง. เป็นอันว่า การสำคัญเห็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ย่อมมีด้วย, การถึงทับ จับฉวย (อธิคตํ) ของภิกษุนั้นว่า "เรามีอยู่" ดังนี้ ก็มีด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุนั้น ถึงทับจับฉวย ว่า “เรามีอยู่ (อสฺมีติ)" ดังนี้แล้ว ลำดับนั้น การก้าวลงแห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย ๕ ประการ ย่อมมีขึ้น ; ได้แก่ อินทรีย์คือตา อินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย.
น.281 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มโน มีอยู่, ธรรมทั้งหลาย มีอยู่, อวิชชาธาตุ มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว เป็นผู้ อันเวทนาอันเกิด จากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว, ความถึงทับจับฉวย ว่า "เรามีอยู่ (อสฺมีติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "นี้เป็นเรา (อยมหมสฺมีติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "เราจักมี (ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "เราจักไม่มี (น ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมี แก่เขา ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป (รูปี ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "เราจัก เป็นสัตว์ไม่มีรูป (อรูปี ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา (สญฺญี ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (อสญฺญี ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสํอิติ)" ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อินทรีย์ ทั้งหลาย ๕ ประการ ย่อมตั้งอยู่ ในการ ถึงทับจับฉวยเหล่านั้นนั่นเทียว. แต่ว่า ใน กรณีที่อวิชชา เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมละเสียได้, วิชชาย่อมเกิดขึ้น. เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา โดยการสำรอก ไม่เหลือแห่งอวิชชา ของอริยสาวกนั้น ความถึงทับจับฉวยว่า "เรามีอยู่" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "นี้เป็นเรา" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า “เราจักมี" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักไม่มี" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มี แก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์ มีสัญญา" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ; ว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ดังนี้ แล.
น.282 นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อม คิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อม ดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อม มีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ย่อม เป็น อารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่ง วิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลง แห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็น ปัจจัยจึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อม ไม่คิด ถึงสิ่งใด, ย่อม ไม่ดำริ ถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ก็ยังเป็น อารมณ์ เพื่อการ ตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะ มีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะ มีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- ๑. สูตรที่ ๙ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๙/๑๔๗, ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.283 โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อม ไม่คิด ถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริ ถึงสิ่งใดด้วย, และทั้งย่อม ไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด ; ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อม ไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ ได้เลย. เมื่ออารมณ์ ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี ; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. ตัณหาเกิดขึ้น เมื่ออนุสัยก่อขึ้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีใจฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ย่อม ๑. สูตรที่ ๑๐ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๐/๑๔๙, ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.284 ป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่ง วิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, เครื่องนำไปสู่ ภพใหม่ (นติ = ตัณหา) ย่อมมี ; เมื่อเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมมี ; เมื่อการมาการไป มี, การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ + อุปะปาตะ) ย่อมมี ; เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิด มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจปักลงไปในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่ง วิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ=ตัณหา) ย่อมมี ; เมื่อเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมมี ; เมื่อการมาการไป มี, การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ + อุปปาตะ) ย่อมมี ; เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิด มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริ ถึงสิ่งใดด้วย, และทั้งย่อมไม่มีใจฝั่งลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด ; ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี ; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ = ตัณหา) ย่อมไม่มี ; เมื่อเครื่องนำ ไปสู่ภพใหม่ ไม่มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมไม่มี ; เมื่อการมาการไป ไม่มี,
น.285 การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ + อุปปาตะ) ย่อมไม่มี; เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิด ไม่มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายต่อไป จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. ภพใหม่เกิดขึ้น เมื่ออนุสัยก่อขึ้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อม คิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อม ดำริ (ปกปเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อม มีจิตฝั่งลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่; ๒ สิ่งนั้น ย่อม เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่ง วิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่ง ภพใหม่ต่อไป ย่อมมี; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้น พร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด, แต่เขายัง มีใจฝั่งลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ๑. สูตรที่ ๘ กฬารขัตติยวรรค. นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน. ๒. คำว่า "มีจิตฝังลงไปในสิ่งใด" ถอดศัพท์ออกมาจากคำว่า อนุเสติ ซึ่งแปลว่านอนตาม กล่าวคือ อาการ แห่งอนุสัยตามหลักบาลี ฉฉักกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๗/๘๒๒, ซึ่งมีอยู่ว่า เมื่อเสวยสุขเวทนา แล้วเพลิด เพลินยินดีก็ก่อราคานุสัย ; เมื่อเสวยทุกขเวทนา แล้วเศร้าโศกเสียใจร่ำไร ก็ก่อปฏิฆานุสัย; เมื่อเสวย อทุกขมสุขเวทนา แล้วหลงไม่รู้ตามเป็นจริง ก็ก่ออวิชชานุสัย. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อจิตกระทำอาการ "อนุเสติ" ในสิ่งใด ย่อมหมายถึงการก่ออนุสัยในสิ่งนั้น ตามชื่อแห่งอนุสัยนั้น ๆ จึงสามารถก่อภพใหม่ได้ ; ไม่เหมือนกับคำว่า เจเตติ หรือ ปกปฺเปติ : ตามลำพังความคิดและความดำริล้วน ๆ ย่อมไม่อาจจะก่อ ภพใหม่ เว้นไว้แต่จะเป็นไปแรงกล้าจนถึงขนาดจิตฝั่งตัวลงไปในอารมณ์ใด จึงจะมีวิญญาณที่สามารถก่อ ภพใหม่ได้. - คำอธิบายของผู้รวบรวม .
น.286 ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะ แห่งวิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้น แห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้น พร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ตูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริถึง สิ่งใดด้วย, และทั้งย่อม ไม่มีใจฝังลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด; ในกาล นั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญ งอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ ต่อไป ไม่มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายต่อไป จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. การหยั่งลงแห่งวิญญาณเกิดมีขึ้น เมื่อเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่ง วิญญาณ ย่อมมี. เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี ------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๙ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๙/๒๒๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ดูธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ในหมวดที่ ๓ แห่งหัวข้อว่า "นามรูปหยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ".
น.287 เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วย มีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาหารอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยง อย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรม ทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งวิญญาณย่อมมี. เพราะมี วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมี สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมี เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมี อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิด ขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. การหยั่งลงแห่งวิญญาณไม่มี เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่ง ------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๙ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๐/๒๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.288 วิญญาณ ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้นพึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุดเซาะ ; ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลาย แม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้น ตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า ; ครั้นผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ ; ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด ; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาด้วยไฟ ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นขี้เถ้า ; ครั้นกระทำให้เป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ใหญ่นั้น ก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอด ถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งวิญญาณย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ : เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ
น.289 แห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. การเกิดแห่งโลก คือการเกิดแห่งกระแสปฏิจจ สมุปบาท ที่เกิดขึ้นในใจคน ทุกคราวไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การเกิดขึ้น (สมุทโย) แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ! (การเกิดขึ้นแห่งโลก เป็นอย่างนี้คือ :-) เพราะอาศัยซึ่ง จักษุ ด้วย, ซึ่ง รูป ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก. ๑. สูตรที่ ๔ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๘/๑๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.290 พราะอาศัยซึ่ง โสตะ ด้วย, ซึ่ง เสียง ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่งฆ านะ ด้วย, ซึ่ง กลิ่น ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิด ขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่ง ชิวหา ด้วย, ซึ่ง รส ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิด ขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่ง กาย ด้วย, ซึ่ง โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
น.291 เพราะอาศัยซึ่ง มโน ด้วย, ซึ่ง ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมี ภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้น แห่งโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการเกิดขึ้นแห่งโลก. การดับแห่งโลก คือการดับแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาท ที่ดับลงในใจคน ทุกคราวไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การดับลง (อตฺถงุคโม) แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ? (การดับลงแห่งโลก เป็นอย่างนี้คือ :- ) เพราะอาศัยซึ่ง จักษุ ด้วย, ซึ่ง รูป ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับ -------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๔ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๘/๑๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.292 แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริ- เทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้ คือการดับลงแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่ง โสตะ ด้วย, ซึ่ง เสียง ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; เพราะมี เวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับ อุปาทาน; ... ฯลฯ ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่งฆ านะ ด้วย, ซึ่ง กลิ่น ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่ง ชิวหา ด้วย, ซึ่ง รส ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
น.293 เพราะอาศัยซึ่ง กาย ด้วย, ซึ่ง โผฏฐัพหะ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก. เพราะอาศัยซึ่ง มโน ด้วย, ซึ่ง ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั้นแหละ , จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้ คือการดับลงแห่งโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการดับลงแห่งโลก. หมวดที่สี่ จบ
น.295 หมวด ๕ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงการเกิดดับ แห่งกิเลสและความทุกข์ ๑๗๙
น.297 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสฺปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ( ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ... ) ๑๘๑
น.298 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๕ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการเกิดดับ แห่งกิเลสและความทุกข์ (มี ๑๕ เรื่อง ) มีเรื่อง : ทรงแสดงอัตตวาทุปาทานในลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท - - เวทนาใน ปฏิจจสมุปบาทให้เกิดอนุสัยสาม - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการเกิดสังขาร ๔ ประเภท - - การดับตัณหาเสียได้ก่อนแต่จะเกิดอุปาทาน - - การสิ้นกรรมตามแบบของปฏิจจสมุปบาท - - อายตนะยังไม่ทำหน้าที่ปัญจุปาทานขันธ์ก็ยังไม่เกิด - - ปัญจฺปาทานขันธ์เพิ่งจะมี เมื่อเกิดเวทนาในปฏิจจสมุปบาท - - การเกิดแห่งโลกคือการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ทุกข์เกิดเพราะเห็นอุปาทานิยธรรมโดยความเป็นอัสสาหะ - - ทุกข์เกิด เพราะเห็นสัญโญ- ขนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - แดนเกิดดับแห่งทุกข์ - โรค - ชรามรณะ - - การดับ แห่งโลกคือการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสอย่างเข้าใจง่ายที่สุด - - ทุกข์ดับเพราะเห็นอุปาทานิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ -- ทุกข์ดับเพราะเห็นสัญโญชนิย ธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ. ๑๘๒
น.299 หมวดที่ ๕ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการเกิดดับ แห่งกิเลสและความทุกข์ ทรงแสดงอัตตวาทุปาทานในลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท ( ในธรรมวินัยนี้ มีการบัญญัติอุปาทานสี่ โดยสมบูรณ์) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง เหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวา- ฑุปาทาน. ๑. จุฬสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๓๒, ๑๓๔/๑๕๖, ๑๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. มีการเปรียบเทียบ ความสมบูรณ์ และไม่สมบูรณ์ ระหว่างธรรมวินัยนี้กับลัทธิภายนอก ทั้งในการบัญญัติธรรมและการ ประพฤติธรรม. ๑๘๓
น.300 สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าว ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่ ; แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่ง กามุปาทาน หาบัญญัติความรอบรู้ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ซึ่งอัตตวา- ทุปาทานไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ข้อนั้นเพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่รู้ ซึ่งฐานะ (อุปาทาน) ทั้งสามเหล่านี้ ตามที่เป็นจริง. .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าว ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่ ; แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่ง กามุปาทาน ซึ่งทิฏฐฺปาทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าว ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่ ; แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติ ความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่งกามุ- ปาทาน ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในธรรมวินัย (อันมีการบัญญัติอุปาทานไม่ครบถ้วน ทั้ง ๔ ประการ) เห็นปานนี้, ความเลื่อมใสในพระศาสดาก็ดี, ความเลื่อมใสในธรรมก็ดี, การกระทำให้บริบูรณ์ในศีลก็ดี, ความเป็นที่รักที่พอใจกันในหมู่สหธัมมิกก็ดี, เหล่านี้ เราตถาคตกล่าวว่า ไม่เป็นไปโดยชอบ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ความเลื่อมใสเป็นต้น นั้น เป็นไปใน ธรรมวินัย อันบุคคลกล่าวไว้ชั่วแล้ว, อันบุคคลให้รู้ทั่วถึงอย่างชั่วแล้ว, ไม่เป็นธรรมนำ
น.301 สัตว์ออกจากทุกข์, ไม่เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ, มิใช่เป็นธรรมที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าประกาศแล้ว. .... .... .... .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้กล่าวความ รอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่ ; ย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบ คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งกามุปาทาน ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ซึ่งอัตตวาทุปาทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ในธรรมวินัย (ที่มีการบัญญัติอุปาทานครบทั้ง ๔ ประการ) เห็นปานนี้, ความเลื่อมใสในพระศาสดาก็ดี ความเลื่อมใสในพระธรรมก็ดี การกระทำ ให้บริบูรณ์ในศีลก็ดี ความเป็นที่รักที่พอใจกันในหมู่สหธัมมิกก็ดี, เหล่านี้ เราตถาคต กล่าวว่า เป็นไปโดยชอบ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ความเลื่อมใสเป็นต้นนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปใน ธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้ว, อันเราให้รู้ทั่วถึงแล้ว, เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์, เป็นไปพร้อมเพื่อความ สงบรำงับ, เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไร เป็นแดนเกิด (ปภว) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ ให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด.
น.302 ก็ตัณหานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด มีเวทนาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีเวทนาเป็นเครื่องกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นเหตุให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็สฬายตนะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นเหตุให้เกิด มีนามรูปเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีนามรูปเป็นเครื่องกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด มีวิญญาณเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีวิญญาณเป็นเครื่องกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด.
น.303 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นเหตุให้เกิด มีสังขารเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสังขารเป็นเครื่องกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอวิชชาเป็นเครื่องกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อวิชชาเป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว วิชชาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งกามุปาทาน, ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งทิฏฐุปาทาน, ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน , ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งอัตตวาทุปาทาน ; (ทั้งนี้) เพราะการสำรอกเสียได้หมดซึ่งอวิชชา, เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา : เมื่อไม่ยึดมั่น (คือไม่มีอุปาทาน) อยู่, ย่อมไม่สะดุ้ง; เมื่อไม่สะดุ้ง,ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนนั้นเทียว. ๑ เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาจงสังเกต จนเห็นลึกลงไปถึงว่า การไม่ปรินิพพานเฉพาะตนนั้น เพราะยังมีกิเลสที่เป็นเหตุให้สะดุ้ง, กล่าวคืออุปาทานข้อที่ ๔โดยเฉพาะนั่นเอง; และการละอุปาทานข้อที่ ๔ นี้ ยังมีความสำคัญในส่วนที่จะทำหมู่คณะ ๑. คำนี้ บาลีว่า ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ; อรรถกถา (ปปัญจสูทนี ภาค ๒ หน้า ๒๕) อธิบายว่าย่อมปรินิพพาน ด้วยกิเลสปรินิพพาน ด้วยตนเองนั่นเทียว.
น.304 ให้เรียบร้อย, มีสรณคมน์ตั้งมั่น; และทำให้พุทธศาสนาแปลกไปจากศาสนาอื่น ที่บัญญัติ อุปาทานไว้เพียง ๓ อย่าง; ดังนั้น หลักปฏิจจสมุปบาทในพุทธศาสนา จึงมีความสำคัญ เป็นพิเศษ ในข้อที่ทำให้รู้จักและละเสียได้ ซึ่งอุปาทานโดยสมบูรณ์จริงๆ; และมีความ สำคัญที่ต้องสังเกตว่า แม้จะกล่าวเพียงครึ่งท่อน คือตั้งแต่อุปาทานขึ้นไป, ก็สมบูรณ์ ; หรือ เป็นปฏิจจสมุปบาท ที่สมบูรณ์ทั้งสายอยู่นั่นเอง, เพราะจะละอุปาทาน, หรือละอวิชชา, ทุกข์ก็ดับหมดเท่ากัน ; เพราะการละอุปาทานนั้น ละได้ด้วยการละอวิชชา นั่นเอง. เวทนาในปฏิจจสมุปบาท ให้เกิดอนุสัยสาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ; อนุสัยคือราคะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น (ตสฺส ราคานุสโย อนุเสติ) ; เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ ย่อมคร่ำครวญ ย่อมต๊อกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหลอยู่ ; อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมตามนอน (เพิ่ม ความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; -------------------------------------------- ๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.305 เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่อง ออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย ; อนุสัยคืออวิชชา ย่อมตามนอน (เพิ่มความ เคยชินให้) แก่บุคคลนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ยัง ละราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนา ไม่ได้ ; ยัง บรรเทาปฏิฆานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้ ; ยังถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้ ; เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้น ไม่ได้แล้ว, เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็น ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
น.306 (๔) เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๕) เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูปเรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วยจึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. บุคคลนั้น เ มื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่; อนุสัยคือราคะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ ย่อมคร่ำครวญ ย่อมตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหลอยู่; อนุสัยคือปฏิมะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ;
น.307 เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย, ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย, ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย, ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย; อนุสัยคืออวิชชา ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ยัง ละราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้; ยัง บรรเทาปฏิฆานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้; ยัง ถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้; เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว, เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็น ฐานะที่จักมีได้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เราเคยเข้าใจและสอนกันอยู่ในเวลานี้ว่า อนุสัยนั้นคือตะกอน นอนอยู่ในสันดานตลอดเวลา พอได้อารมณ์ก็ลุกออกมาเป็นกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ แล้วกลับไปนอนรออยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะได้อารมณ์อันใหม่อีก (ในลักษณะอาการของสัสสตทิฏฐิ) เช่นนี้ ดูไม่ตรงตามพระพุทธภาษิตในสูตรนี้ ซึ่งตรัสว่า เมื่อเสวยเวทนาใด จึงเกิดอนุสัยขึ้นตามนอน (คือเพิ่มความเคยชิน ในการที่จะเกิดกิเลสชื่อนั้น ๆ แก่บุคคลนั้น); และทรงระบุชัดว่าบุถุชนธรรมดา ถ้าเสวยสุข-เวทนา จะเพิ่ม ราคานุสัย (แก่กิเลสประเภทโลภะทุกชนิด); เมื่อเสวยทุกขเวทนา จะเพิ่มปฏิฆานุสัย (แก่กิเลสประเภทโทสะทุกชนิด); เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา จะเพิ่มอวิชชานุสัย (แก่กิเลสประเภทโมหะทุกชนิด); ข้อนี้หมายความว่า จะเพิ่มความเคยชินหรือความง่ายดาย ในการที่จะเกิดกิเลสชื่อนั้น ๆ ยิ่งขึ้นทุกทีนั่นเอง. และพึงสังเกตเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งด้วย ว่าสำหรับราคานุสัย ทรงใช้คำว่า "ละ", ปฏิฆานุสัย ใช้คำว่า “บรรเทา", อวิชชานุสัย ใช้คำว่า "ถอน"; ไม่พูดคลุมเครือ เหมือนที่เราพูดกันเพ้อ ๆ ไป จนถึงกับจัดอนุสัยไว้ในฐานะเป็นสิ่งตายตัว ไม่มีการเกิดดับ เมื่อเสวยหรือหยุดเสวยเวทนา. แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่มีการกล่าว อย่างรวม ๆ ด้วยภาษาธรรมดา ๆ, ก็ได้ตรัสด้วยคำ "ละ" [ ปหาตพฺโพ, ปหีโน ] รวมกันทั้ง ๓ อนุสัยก็มี เช่นบาลี สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๔/๓๖๓; ๑๘/๒๖๒/๓๗๗-๙; และ ๑๘/๒๖๕/๓๘๕.
Buddhadasa