น.235 หมวด ๓ ว่าด้วย บาลีที่แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ ๑๑๙
น.237 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงคับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน.สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๑๒๑
น.238 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๓ ว่าด้วย บาลีที่แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ (มี ๙ เรื่อง) มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาทมีเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ - - ปฏิจจสมุปบาท ตับได้กลางสาย - - นันทิเกิดเมื่อใดก็มีปฏิจจสมุปบาทเมื่อนั้น - - นันทิตับเมื่อใดปฏิจจ- สมุปบาทดับเมื่อนั้น - - ในภาษาปฏิจจสมุปบาทกรรมให้ผล ในอัตตภาพที่กระทำกรรม - - เห็นปฏิจจสมุปบาทคือฉลาดในเรื่องกรรม - - นามรูปหยั่งลงเพราะเห็นสัญโญชนิย- ธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - นามรูปไม่หยั่งลง เพราะ เห็นสัญโญ ชนิยธรรมโดย ความเป็นอาทินวะ - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสระคนกับปัญจุปาทานขันธ์ . ๑๒๒
น.239 หมวดที่ ๓ ว่าด้วย บาลีที่แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ ปฏิจจสมุปบาทมีเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ (ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ) ๑ เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะ ๑. สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓, สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมย- สังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖; นี้เป็นคำกล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้นอยู่. ๑๒๓
น.240 มีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความ เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัยซึ่งโสตะ ด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; .... ฯลฯ .... ๑ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการ อย่างนี้ . เพราะอาศัยซึ่งมานะ ด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัยซึ่งชิวหา ด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทน ; .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัยซึ่งกายะ ด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ----------------------------------------- ๑. คำที่ละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... ตรงนี้และตอนต่อไป หมายความว่ามีเนื้อความเต็มเหมือนข้างบน เริ่มตั้งแต่ คำว่า "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ไปจนกระทั่งถึงคำว่า "จึงเกิดขึ้นครบถ้วน” ผู้อ่าน พึงเติมให้เต็มเอาเอง.
น.241 เพราะอาศัยซึ่งมโน ด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ปฏิจจสมุปบาทดับได้กลางสาย (โดยไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (ความ ตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์นั้นคือ :- ) เพราะอาศัยซึ่งจักษุ ด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่ง ชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ -------------------------------------- ๑. สูตรที่ ๓ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๗/๑๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.242 เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่ เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเที่ยว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... ๒ ความ ดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งมานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่ เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่ เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเที่ยว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... ความ ดับลง ห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่ ๒. คำที่ละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... ตรงนี้และต่อไป หมายความว่ามีเนื้อความเต็มเหมือนข้างบน เริ่มตั้งแต่คำว่า "เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;" ... ไปจนถึงคำว่า ... "จึงดับสิ้น : ".
น.243 เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งมโน ด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโน- วิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ ; เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริ- เทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. นันทิเกิดเมื่อใด ก็มีปฏิจจสมุปบาทเมื่อนั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง. ก็ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้น ๑. สูตรที่ ๕ นกุลปิตุวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘/๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.244 และ ความดับไป แห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เพลิดเพลิน ย่อม พร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง รูป. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ ซึ่ง เวทนา . ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ ซึ่ง สัญญา . ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.245 อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย. ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ ซึ่ง วิญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิ ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในวิญญาณ, ความเพลินนั้น คืออุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่ง สัญญา ... แห่งสังขาร ท. ... แห่งวิญญาณ. นันทิดับเมื่อใด ปฏิจจสมุปบาทดับเมื่อนั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ความดับแห่งรูป ... แห่งเวทนา. .. แห่งสัญญา แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. สูตรที่ ๕ นกุลปีตุวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙/๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.246 ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม ไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำ สรรเสริญ ย่อม ไม่เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่ง รูป . เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ใด ในรูป, นันทินั้นย่อมดับไป. เพราะความดับ แห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง เวทนา. ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สัญญา. ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย. ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.247 อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิ ญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิใด ในวิญญาณ, นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะ ความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่ง ชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้คือ ความดับแห่งรูป. . . แห่งเวทนา . . . แห่งสัญญา . . . แห่งสังขารทั้งหลาย . . . แห่งวิญญาณ, ดังนี้ แล. ในภาษาปฏิจจสมุปบาท กรรมให้ผล ในอัตตภาพที่กระทำกรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุ ทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความเกิด ขึ้นแห่งกรรม ทั้งหลาย. สามประการเหล่าไหนเล่า ? สามประการคือ โลภะ เป็นเหตุ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, โทสะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, โมหะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. ๑. สูตรที่ ๔ เทวทูตวรรค ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.248 กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย โลภะ เกิดจากโลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อม ให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ๑ ก็ตาม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย โทสะ เกิดจากโทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อม ให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย โมหะ เกิดจากโมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อม ให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี อันบุคคลหว่านไปแล้ว ในพื้นที่ซึ่งมีปริกรรมอันกระทำดีแล้ว ในเนื้อนาดี. อนึ่ง สายฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล. ๑. ความหมายของคำอันมีความหมายสำคัญที่สุด ๓ คำนี้ ให้ดูที่หมายเหตุท้ายเรื่องของเรื่องนี้.
น.249 เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงถึงซึ่งความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ โดยแน่นอน, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ กรรม อันบุคคล กระทำแล้วด้วยโลภะ เกิดจากโลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด; กรรม อันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่า เป็นไป อย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยโทสะ เกิดจากโทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยโมหะ เกิดจากโมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของ บุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพ นั้นเอง ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความ เกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. . . . . . . . . . . . . . . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย. สามประการ เหล่าไหนเล่า ? สามประการคือ อโลภะ เป็นเหตุ
น.250 เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, อโทสะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, อโมหะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโลภะ เกิดจากอโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มือโลภะเป็นสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโลภะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีราก อันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอัน ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโทสะ เกิดจาก อโทสะ มีอโทสะเป็นเหตุ มือโทสะเป็นสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโทสะเสียแล้ว , ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอน ขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้น ต่อไปเป็นธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโมหะ เกิดจาก อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโมหะ เสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี. บุรุษพึงเผาเมล็ดพืช
น.251 เหล่านั้นด้วยไฟ ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นผงขี้เถ้า ; ครั้นกระทำให้เป็นผง ขี้เถ้าแล้ว พึงโปรยไปในกระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวใน แม่น้ำ. เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้นเป็นพืชมีมูลอันขาดแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้ว ยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โดยแน่นอน, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโลภะ เกิดจากอโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มือโลภะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจาก โลภะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้นย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโทสะ เกิดจากอโทสะ มือโทสะเป็นเหตุ มือโทสะเป็นสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโทสะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้นย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอน ขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้น ต่อไปเป็นธรรมดา. กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโมหะ เกิดจากอโมหะ มือโมหะ เป็นเหตุ มือโมหะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโมหะเสียแล้ว, ด้วยอาการ อย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น ธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความ เกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. กรรมใด อันผู้กระทำเห็นอยู่ว่า เกิดแต่โลภะ เกิดแต่โทสะ เกิดแต่โมหะ ก็ตาม ; กระทำแล้ว น้อยก็ตาม มากก็ตาม ;
น.252 รรมนั้น อันบุคคลนั้นพึงเสวยผลในอัตตภาพนี้นั่นเทียว : วัตถุ (พื้นที่) ๑ อื่น หามีไม่ ; เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้รู้ประจักษ์ ซึ่งโลภะ โทสะ และโมหะ กระทำวิชชาให้เกิดขึ้นอยู่ ; ย่อมละ ทุคติทั้งหลายทั้งปวงได้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า "ทิฏฐธรรม", คำว่า "อุปะปัชชะ", และคำว่า "อปรปริยายะ" (บาลีว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเย) ; สามคำนี้ เรารู้จักกันทั่วไปโดยคำว่า "ทิฏฐธรรมเวทนียะ", "อุปปัชช- เวทนียะ", และ "อปราปรเวทนียะ"; และถือเอาความหมายกันว่า อย่างแรกหมายถึง เวลาในชาตินี้ก่อนแต่ตาย, สองอย่างหลัง หมายถึงเวลาในชาติต่อ ๆ ไป หลังจากตายแล้ว. ส่วนในบาลีนี้ แสดงให้เห็นไปในทำนองว่า ทั้ง ๓ ชนิดนี้ ล้วนแต่เป็นไปในชีวิตนี้ หรือ ในอัตตภาพนี้ ตามความหมายของคำว่า “ชาติ" ในภาษาปฏิจจสมุปบาท ; กล่าวคือเกิด อุปาทานหรือความทุกข์ครั้งหนึ่งก็ชาติหนึ่ง ซึ่งวันหนึ่งเพียงวันเดียว ก็มีได้หลายสิบชาติ ; ดังนั้นคำว่า “ทิฏฐธรรม” หมายถึงให้ผลทันควัน, คำว่า "อุปปัชชะ" หมายถึงให้ผลในระยะ ถัดมา, และคำว่า “อปรปริยายะ" ก็หมายถึงเวลาที่ถัดมาอีก คือหลังจากการเกิดชาติที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ตามนัยะแห่งปฏิจจสมุปบาทในเวลาถัดมานั่นเอง แม้อาจจะติด ๆ กันไปในชั่วโมง นั้น หรือหลายวันต่อมา หรือหลายปีต่อมา ซึ่งเป็นระยะเวลาในอัตตภาพนี้นี่เอง ; ไม่จำเป็น จะต้องหมายความถึงต่อเมื่อตายแล้วเหมือนดังที่เข้าใจกันก็ได้. เรื่องต่าง ๆ หลังจากตาย แล้วยังไม่ต้องพูดถึง, เพราะว่าในอัตตภาพนี้อัตตภาพเดียว ก็ยังมีชาติให้เราทำกรรม และ เสวยผลกรรมตั้งร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติแสนชาติ ล้านชาติ อยู่แล้ว. ขอให้สังเกต ความหมายของคำว่าชาติ ให้ตรงตามความหมายแห่งภาษาปฏิจจสมุปบาท หรือภาษา ปรมัตถ์ดังกล่าวนี้ด้วย. ถึงแม้ในภาษาศีลธรรมที่ใช้ในการสอนศีลธรรม ที่กล่าวถึงการระลึก ชาติจำนวนนับไม่ไหว ก็ยังอาจเล็งถึงชาติในความหมายนี้ได้อยู่นั่นเอง ; ดังนั้น น่าจะเข้าใจ ความหมายของคำว่า "ชาติ" และความหมายของคำว่า "ทิฏฐธรรม" คำว่า "อุปัชช- เวทนียะ" และคำว่า "อปราปรเวทนียะ" ให้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์กันเสียที : สรุป แล้วมีความหมายว่า คำว่า "ทิฏฐธรรม” คือทันควัน, คำว่า "สัมปรายะ" (ซึ่งรวมทั้ง อุปปัชชะและอปราประ) คือในเวลาถัดมา ซึ่งจะนานเท่าไรก็ได้. ๑. คำว่า "วัตถุ" ในที่นี้ หมายถึงพื้นที่ที่กรรมจะให้ผลแก่ผู้กระทำ ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็น ที่ตั้งแห่งอัตตภาพของบุคคลผู้ทำกรรมและเสวยกรรมนั่นเอง ไม่มีความหมายที่เล็งไป ทางกาละหรือเวลา ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า แต่ประการใด.
น.253 อนึ่ง พึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ นั้น มีความหมายต่างกัน อยู่เป็น ๒ ระดับ : ระดับทั่วไป เป็นของผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ เป็นเพียงสักว่าในขณะที่ทำกรรม นั้น ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ปรากฏ แต่มีกุศลเจตสิกอย่างอื่นที่ตรงกันข้ามจาก โลภะ โทสะ โมหะ มาปรากฏแทน เช่นคนธรรมดาให้ทานด้วยอำนาจเมตตากรุณาเป็นต้น. ส่วน อโลภะ อโทสะ อโมหะ อีกความหมายหนึ่ง เป็นสภาพจิตของผู้สิ้นอาสวะแล้ว กรรมที่ กระทำถึงการนับว่าไม่เป็นกรรม ไม่จำเป็นที่จะต้องมากล่าวว่าเป็นกุศลกรรม หรืออกุศล- กรรมแต่อย่างใด. ข้อความแห่งพระบาลีนี้ คำว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ น่าจะหมายถึง นัยะอย่างแรกมากกว่า, ผู้ศึกษาพึงใคร่ครวญดูให้ดีเถิด. เห็นปฏิจจสมุปบาท คือฉลาดในเรื่องกรรม ๑ บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ (กำเนิด) ก็หามิได้ ; จะมิใช่พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้ : บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ; ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม. บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม, เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม, บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม, เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม, บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม, เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม, บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม ; แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม. บัณฑิตทั้งหลายย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ชื่อว่าเป็น ผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เป็น ผู้ฉลาดในเรื่องวิบากแห่งกรรม. โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่. ๑. วาเสฏฐสูตร มหาวรรค สุ.ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒, ตรัสแก่วาเสฏฐมาณพ ซึ่งมีภารทวาช มาณพฟังอยู่ด้วย ที่อิจฉานังคละไพรสณฑ์.
น.254 ราะการบำเพ็ญตบะ การประพฤติพรหมจรรย์ การสำรวม และเพราะการฝึกตน; นั่นแหละ บุคคลจึงเป็นพราหมณ์ นั่นแหละ ความเป็นพราหมณ์ชั้นสูงสุด ; บุคคลผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา ๓ เป็นผู้รำงับแล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว มีอยู่ ; ดูก่อนวาเสฏฐะ ! ท่านจงรู้บุคคลอย่างนี้ ว่าเป็นพรหม เป็นสักกะ ของท่านผู้รู้ ท. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้อาการที่กรรมให้ผลเพียงคู่เดียว ก็ยังตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. เมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาท ก็คือเห็นอาการที่กรรมให้ผล. เมื่อถือตามพระพุทธภาษิตนี้ ก็เป็นอันว่าโลกหรือหมู่สัตว์เป็นไปตามอำนาจของปฏิจจสมุปบาท. กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น จะหยุดเสียได้ด้วยตบะ ด้วยพรหมจรรย์ ด้วยสัญญมะ ด้วยทมะ ; และผู้เป็นอย่างนั้น ชื่อว่าเป็นพระพรหม เป็นท้าวสักกะ ในความหมายของพระอริยเจ้าในศาสนานี้. นามรูปหยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม โดยความเป็นอัสสาทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ๒ อยู่, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมมี . เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมี ๑. สูตรที่ ๘ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๘/๒๑๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ หรือสัญโญชนิยธรรมนั้นได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๘) ; ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๕๙) ; รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๕/๑๘๙).
น.255 อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วยมีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาหารอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นามรูปไม่หยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม โดยความเป็นอาทีนวะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่ง ๑. สูตรที่ ๘ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์, นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๙/๒๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.256 นามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้นพึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน ; ครั้นตัดที่โคนแล้วพึงขุดเซาะ ; ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลาย แม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้นตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า ; ครั้นผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ ; ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด ; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาด้วยไฟ ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้วพึงกระทำให้เป็นขี้เถ้า ; ครั้นกระทำให้เป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ใหญ่นั้นก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอด ถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับ
น.257 แห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสระคนกับปัญจุปาทานขันธ์ ๑ เรื่องในนครกบิลพัสดุ์ : เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงขับภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่งผู้ละโมบในลาภสักการะ ให้ออกไปพ้นแล้ว ภายหลังทรงรำพึงว่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นมิได้เห็นพระศาสดาก็จะหมุนไปผิดเหมือนลูกโคไร้แม่ จึงน้อมพระทัยไปในทางที่จะว่ากล่าวตักเตือน ด้วยพระทัยอันอนุเคราะห์ ในลักษณะที่บาลีใช้สำนวนว่า สหัมบดีพรหมเข้ามาอ้อนวอนให้ทรงกระทำเช่นนั้น จึงทรงบันดาลด้วยอิทธาภิสังขารให้ภิกษุเหล่านั้นกล้าเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทีละรูปสองรูป จนกระทั่งครบถ้วนแล้ว จึงตรัสพระพุทธพจน์นี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาชีพต่ำที่สุด ในบรรดาอาชีพทั้งหลาย คือการขอทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำสาปแช่งอย่างยิ่งในโลกนี้ คือคำสาปแช่งว่า "แกถือกระเบื้องในมือเที่ยวขอทานเถอะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรทั้งหลาย เข้าถึงอาชีพนี้ เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์, ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ ไม่ใช่เป็นคนขอให้โจรปล่อยตัวไปบวช ไม่ใช่เป็นคนหนีหนี้ ไม่ใช่เป็นคนหนีภัย ไม่ใช่เป็นคนไร้อาชีพ, จึงบวช. อีกอย่างหนึ่ง กุลบุตรนี้บวชแล้ว โดยที่คิดเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ถูกหยั่งเอาแล้ว โดยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลาย เป็นผู้อันความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่ง ๑. สูตรที่ ๘ ขัชชนิยวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๑๓/๑๖๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่นิโครธารามใกล้เมืองกบิลพัสดุ์.
น.258 องทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏแก่เรา ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่า กุลบุตรผู้ บวชแล้วอย่างนี้ กลับเป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว มีจิตหมุนไปผิดแล้ว มีอินทรีย์อันตนไม่สำรวมแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนดุ้นฟืนจากเชิงตะกอนที่เผาศพ ยังมีไฟติดอยู่ทั้งสองข้าง ตรงกลางก็เปื้อนอุจจาระ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในบ้านเรือนก็ไม่ได้ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในป่าก็ไม่ได้, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาเช่นนั้น; คือ เป็นผู้เสื่อมจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ ด้วย, ไม่ทำประโยชน์แห่งสมณะให้บริบูรณ์ ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อกุศลวิตก (ความตริตรึกอันเป็นอกุศล) ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ ; กล่าวคือ กามวิตก (ความตริตรึกในทางกาม), พยาปาทวิตก (ความตริตรึกในทางพยาบาท), วิหิงสาวิตก (ความตริตรึกในทางทำผู้อื่นให้ลำบากโดยไม่เจตนา). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อกุศลวิตกทั้ง ๓ อย่างนี้ ย่อมดับไปโดยไม่เหลือ เมื่อบุคคล มีจิตตั้งมั่นแล้วด้วยดี ในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ; หรือว่า เมื่อบุคคล เจริญอยู่ซึ่งสมาธิอันหานิมิตมิได้ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ประโยชน์เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพื่อการเจริญสมาธิอันหานิมิตมิได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนิมิตตสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นสมาธิมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิทั้งหลาย ๒ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ ; กล่าวคือ ภวทิฏฐิ และวิภาทิฏฐิ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีแห่งทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาด้วยอาการอย่างนี้ว่า "ในโลกนี้ มีสิ่งใด ๆ บ้างไหมหนอ ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้ !" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
น.259 " ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้ "(นตฺถิ นุ โข ตํ กิญฺจิ โลกสฺมี ยมหํ อุปาทิยมาโน นวชฺชวา อสฺสํ) ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า "เราเมื่อยึดถือ ก็ยึดถือซึ่ง รูป นั่นเอง ซึ่ง เวทนา นั่นเอง ซึ่ง สัญญา นั่นเอง ซึ่ง สังขาร ทั้งหลายนั่นเอง ซึ่ง วิญญาณ นั่นเอง. เพราะความยึดถือ (อุปาทาน) ของเรานั้นเป็นปัจจัย ก็จะพึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย ก็จะพึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายก็จะพึงมี : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ พึงมี ด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (" ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ! " ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (" เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ! ") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า "นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา ; นั่นเป็นตัวตนของเรา ?" (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !’ ) (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการถามตอบด้วยข้อความอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่ชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์ เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือประณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี รูปทั้งหมด นั้น อันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง (ยถาภูตสัมมัปปัญญา) อย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา ; นั่นไม่เป็นเรา ; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ;" ดังนี้. เวทนาอย่างใด อย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ดีหยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือประณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรือใกล้ก็ดี เวทนาทั้งหมด นั้นอันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา ;
น.260 นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ;" ดังนี้. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายใน หรือภายนอกก็ดี หยาบ หรือละเอียดก็ดี เลวหรือประณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรือใกล้ก็ดี สัญญาทั้งหมด นั้น อันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา ; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ;" ดังนี้. สังขารทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายใน หรือภายนอกก็ดี หยาบหรือ ละเอียดก็ดี เลวหรือประณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรือใกล้ก็ดี สังขารทั้งหมด นั้น อันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ;" ดังนี้. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายใน หรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือประณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรือใกล้ก็ดี วิญญาณทั้งหมด นั้น อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา ; นั่นไม่เป็น เรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา;" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. อริยสาวกนั้น เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม คลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด ย่อม หลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี ญาณหยั่งรู้ ว่าหลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ ชัดอย่างนี้ว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก," ดังนี้ แล. หมวดที่สาม จบ
Buddhadasa