น.193 หมวด ๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท คือ อริยสัจสมบูรณ์แบบ ๗๗
น.195 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปฺชชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๗๙
น.196 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบ ( มี ๙ เรื่อง ) มีเรื่อง : เรื่องปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจ - - ปฏิจจสมุปบาททุกอาการมี ลักษณะแห่งความเป็นอริยสัจสี่ -- ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการก่อขึ้นแห่งทุกข์ - - ปฏิจจ- สมุปบาทซึ่งแสดงการดับลงแห่งทุกข์ - - อริยสัจในรูป แห่งปฏิจจสมุปบาทมีในขณะแห่ง เวทนา - - อาการที่ยุ่งยากที่สุดของปฏิจจสมุปบาท คืออาการของตัณหา - - ความเหนียว แน่นของสัสสตทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจ หรือปฏิจจสมุปบาท - - นัตถิกทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจ หรือปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใครคัดค้านไม่ได้. ๘๐
น.197 ┌─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─┐ │ │ │ │ │ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ │ │ │ │ │ └─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─ ─┘ หมวดที่ ๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบ ───────── เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องอริยสัจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียน ไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึง กล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ ย่อมมี; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี; เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; ───────────────── ๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๘๑
น.198 เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมบัญญัติว่า "นี้ เป็นความทุกข์" ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็นทุ กขสมุทัย " ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็น ทุกขนิโรธ " ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา " ดังนี้ ; แก่สัตว์ ผู้สามารถเสวยเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เ ป็นอย่างไรเล่า ? แม้ความเกิดก็เป็น ทุกข์, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, แม้ความตายก็เป็นทุกข์, แม้โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสพกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความ พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าทุกขสมุทยอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะความ จางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ;
น.199 เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะ มีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุ กขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นี้นั่นเอง, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔" ดังนี้ เป็นธรรมอัน สมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง ข้อความนี้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า คนทั่วไปล้วนแต่เข้าใจว่า อริยสัจ กับปฏิจจสมุปบาท เป็นคนละเรื่องกัน โดยเนื้อแท้แล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอริยสัจ ที่สมบูรณ์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในสูตรนี้ โดยทรงแจกทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธ ออกไป อย่างละเอียด หรือสมบูรณ์ที่สุด โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท : แทนที่จะกล่าวสั้น ๆ ว่า ทุกขสมุทัยคือตัณหา สั้นๆ ลุ่น ๆ ก็แสดงโดยละเอียดว่า ตัณหาคืออะไร เกิดมาจากอะไร
น.200 และทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร ถึง ๑๑ ระยะ คือสายแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร สาย หนึ่ง; แทนที่จะกล่าวสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า ทุกขนิโรธ คือการดับตัณหาเสีย ก็ตรัสอย่างละเอียด ถึง ๑๑ ระยะ อย่างเดียวกัน เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร; ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การ ตรัสอย่างนี้ เป็นอริยสัจโดยสมบูรณ์. เราควรเรียกอริยสัจที่แสดงด้วยปฏิจจสมุปบาท ว่า "อริยสัจใหญ่", และเรียกอริยสัจที่รู้กันอยู่ทั่วๆ ไปว่า "อริยสัจเล็ก" กันแล้วกระมัง. ปฏิจจสมุปบาททุกอาการมีลักษณะแห่งความ เป็นอริยสัจสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความ ดับไม่เหลือแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความ ดับไม่เหลือแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้ทั่ว ถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ๑. สูตรที่ ๘ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๑/๙๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.201 ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ ;
น.202 รู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความ คร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไปๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ. ความ ก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ; ความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การ ก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่ สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งภพ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ
น.203 แห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำ การงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพ เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ภพ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน ; ความดับไม่เหลือแห่งภพ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; มรรคอันประกอบ ด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ, ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุ- ปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ; ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็น ชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความ พากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ความก่อขึ้น
น.204 พร้อมแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ; ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชา-เวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส • ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ; ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
น.205 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข์วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ; ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้เรียกว่านาม, มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป, นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่านามรูป. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ; ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ ; ความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ; ความดับ
น.206 ไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา ; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ภิกษุ ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรา-มรณะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ ; มารู้ ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ : ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
น.207 ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ ; มารู้ทั่ว ถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; มารู้ ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
น.208 มารู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่ง สังขาร ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกภิกษุนั้น ว่า :- "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ (ทิฏ ฺ ฐิสมฺปนฺโน)”, ดังนี้บ้าง ; "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ (ทสฺสนสมฺปนฺโน)", ดังนี้บ้าง ; "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว (อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ)", ดังนี้บ้าง ; "ย่อมเห็นซึ่งพระสัทธรรมนี้ (ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ)", ดังนี้บ้าง ; "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ (เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต)", ดังนี้บ้าง ; "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ (เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต)", ดังนี้บ้าง ; "ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแสแห่งธรรม (ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน)", ดังนี้บ้าง ; "ผู้ประเสริฐมีปัญญาชำแรกกิเลส (อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ)", ดังนี้บ้าง ; "ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ (อมตทวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ)", ดังนี้บ้าง .
น.209 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อาการแห่งปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการ ก็ยังจำแนกออกไปเป็นอริยสัจสี่ได้อีกชั้นหนึ่ง ; เช่นเดียวกับตัวปฏิจจสมุปบาททั้งสาย, ดังที่กล่าวแล้ว โดยหัวข้อว่า "เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือ เรื่องอริยสัจ". ทั้งหมดนี้ รวมกันแล้ว เป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นเรื่องอริยสัจทั้งเนื้อทั้งตัว. ขอให้กำหนดไว้เป็นพิเศษ ตลอดเวลา. .... .... .... .... (แม้คำของพระมหาเถระ คือพระสารีบุตร ก็ได้กล่าวถึงปฏิจจสมุปบาท โดยหลักแห่งอริยสัจสี่ อย่างเดียวกันกับพุทธภาษิตข้างบนนี้ แต่กล่าวในฐานะเป็นวัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ คือการรู้ชัดซึ่งอาการทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง ๆ ทุกอาการ รวมอยู่กับเรื่องอื่น ๆ คือเรื่องอกุศล กุศล พร้อมทั้งมูลเหตุ, เรื่องอาหารสี่ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, เรื่องทุกข์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, และเรื่องอาสวะ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น มีข้อความดังที่ยกมาไว้เป็นส่วนผนวกของพระพุทธภาษิตข้างบนนี้ ดังต่อไปนี้ :-) "ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก ที่จะทำอริยสาวก ให้ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วย ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม, มาสู่พระสัทธรรมนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายนั้นคือ ในกาลใด อริยสาวก ย่อมรู้ ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะด้วย, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น
น.210 ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ในกาลนั้น. ....ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก .... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งชาติด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติด้วย ;....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ....ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิด ขึ้นแห่งภพด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพด้วย ;....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทานด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ....ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งตัณหาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหาด้วย ;....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งเวทนาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนาด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น.
น.211 ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ ด้วย, ซึ่งเหตุให้ เกิดขึ้นแห่งผัสสะด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ ด้วย, ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะด้วย, ซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะด้วย ;....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งนามรูปด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูปด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูปด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก.... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ด้วย, ซึ่งเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งสังขารด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย ; ....ฯลฯ.... ในกาลนั้น. ..... ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก ที่จะทำอริยสาวก ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม, มาสู่พระสัทธรรมนี้.
น.212 ดูก่อนท่านผู้มี อายุทั้งหลาย ! ปริยายนั้นคือ ในกาลใด อริยสาวก ย่อม รู้ทั่วถึงซึ่ง อวิชชา ด้วย , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอวิชชาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาด้วย ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มี สัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใสอันไม่ หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ในกาลนั้น. .... (ต่อไปนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงเรื่องอาสวะ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ไปจนจบสูตรชื่อสัมมาทิฏฐิ- สูตร มู.ม. ๑๒/๙๐/๑๑๗) หมายเหตุผู้รวบรวม : ในพุทธภาษิตในตอนต้นของเรื่องนี้ ตรัสลักษณะของ อริยสัจสี่ ในอาการของปฏิจจสมุปบาท ไม่ขึ้นไปถึงอวิชชา ดังในสูตรนี้ซึ่งกล่าวขึ้นไปถึง อวิชชา. การรู้ปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการ โดยนัยอริยสัจสี่ เป็นลักษณะของการบรรลุ ความเป็นโสดาบัน เป็นอย่างน้อย. ความข้อนี้ มีตรงกัน ทั้งที่เป็นพุทธภาษิต และสาวก- ภาษิตเช่นนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดง การก่อขึ้นแห่งทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งเหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์ (ทุกข- สมุทยะ) แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้ สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๖/๑๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.213 (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
น.214 (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมี เวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือเหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์. ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดง การดับลงแห่งทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่ง การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ (ทุกขอัตถังคมะ) แก่พวกเธอทั้งหลาย, เธอทั้งหลายจงฟังซึ่งความข้อนั้น, จงทำในใจ ให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. (ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักษุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๗/๑๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.215 ตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความดับ แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมี ความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น นี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา . เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความดับ แห่งอุปาทาน; ... ฯลฯ ... ๑ นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. ๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา . เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความ ดับแห่งอุปาทาน ; ...ฯลฯ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) ๑. คำที่ละไว้ด้วย ...ฯลฯ... ตรงนี้และตอนต่อ ๆ ไป แห่งหัวข้อเรื่องนี้ หมายความว่ามีข้อความเต็มเหมือน ข้อ (๑), เริ่มตั้งแต่คำว่า "เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความคับแห่งภพ"... ไปจนกระทั่งถึงคำว่า ... "ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้." ผู้อ่านพึงเติมให้เต็มเอาเอง.
น.216 นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา . เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความ ดับแห่งอุปาทาน ; ... ฯลฯ ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งทุกข์. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้น นี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
น.217 อริยสัจในรูปแห่งปฏิจจสมุปบาท มีในขณะแห่งเวทนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ ครรภ์ย่อมมี ; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี ; เพราะมีนามรูปเป็น ปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็น ปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมบัญญัติว่า "นี้ เป็นความทุกข์" ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็นทุกขสมุทัย" ดังนี้: ว่า "นี้ เป็นทุกขนิโรธ" ดังนี้; ว่า "นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" ดังนี้; แก่ สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงอันนี้ มีความ สำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องมีการเสวยเวทนาจริง ๆ จึงจะเห็นทุกขอริยสัจที่เกิดจากตัณหา อันเกิดจากเวทนานั้น และความที่ทุกข์ดับไปในขณะที่ตัณหาดับไปในเวทนานั้น ในเมื่อจิต ประกอบอยู่ด้วยธัมมสมังดีแห่งอัฏฐังคิกมรรค โดยอัตโนมัติ; ดังนั้น ถ้าปราศจากเวทนา เสียเพียงอย่างเดียวแล้ว อริยสัจสี่ก็ตาม ปฏิจจสมุปบาทก็ตาม ยังมิได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ; ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า " ปฏิจจสมุปบาทอริยสัจ มีในขณะแห่งเวทนา" ดังนี้ โดยนัย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแล้วข้างบน. อาการที่ยุ่งยากที่สุดของปฏิจจสมุปบาท คืออาการของตัณหา ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งตัณหา แก่พวกเธอทั้งหลาย คือตัณหา ซึ่งเป็นดุจมีข่ายเครื่องคลุมสัตว์ มีปรกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะ ๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. สูตรที่ ๙ มหาวรรค จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๘๘/๑๙๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.218 เกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง โลกนี้อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้ เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วย ปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ ๑ ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่ง สังสารวัฏฏ์ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหาเป็นอย่างไรเล่า จึงชื่อว่าเป็นดุจมีข่ายเครื่อง คลุมสัตว์ มีปกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง โลกนี้อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้ เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของ กลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเชิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ ย่อมไม่ ล่วงพ้นซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริต (ความนึกที่ซ่านไปด้วยอำนาจแห่งตัณหา) ทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไป จับยึดขันธ์ในภายใน และตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไป จับยึดขันธ์ในภายนอก, เหล่านี้มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไป จับยึดขันธ์ในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายในนั้น เหล่านี้คือ (๑) เมื่อมีความนึกว่า " เรามีอยู่ ๑. หญ้าสองชนิดนี้ เคยแปลกันว่า หญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน, ในที่นี้จึง ไม่แปลไว้.
น.219 (อสมิ) " ดังนี้; (๒) ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนี้ (อิตฺถสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนั้น (เอวสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๔) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราเป็นอย่างอื่น (อญฺญถาสฺฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๕) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างไม่เที่ยงแท้ (อสสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๖) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราเป็นอย่างเที่ยงแท้ (สตสฺมิ) ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๗) หรือว่า ความนึก ไปว่า "เราพึงมี (สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๘) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างนี้ (อิตฺถํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๙) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างนั้น (เอวํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๐) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างอื่น (อญฺญถา สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๑) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีบ้างหรือ (อปิ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๒) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนี้บ้างหรือ (อปิ อิตฺถํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๓) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างนั้นบ้างหรือ (อปิ เอวํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๔) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างอื่นบ้างหรือ (อปิ อญฺญถา สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๕) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้ว (ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๖) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างนี้ (อิตฺถํ ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๗) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้วอย่างนั้น (เอวํ ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๘) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้วอย่างอื่น (อญฺญถา ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้คือ ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้า ไปจับยึดขันธ์ในภายใน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับ ยืดขันธ์ในภายนอก เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก เหล่านี้คือ (๑) เมื่อมีความนึกว่า "เรามี อยู่ด้วยขันธ์ (อันเป็นภายนอก) อันนี้ (อิมินา อสฺมิ)" ดังนี้ ; (๒) ความนึกไปว่า
น.220 "เราเป็นอย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อิตฺถสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๔) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราเป็นอย่างอื่น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถาสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๕) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราเป็นอย่างไม่เที่ยงแท้ ด้วยขันธ์ อันนี้ (อิมินา อสสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๖) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราเป็นอย่าง เที่ยงแท้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา สตสฺมิ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๗) หรือว่า ความนึก ไปว่า "เราพึงมีด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๘) หรือว่า ความนึก ไปว่า "เราพึงมีอย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อิตฺถํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๙) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๐) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างอื่น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถา สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๑) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๒) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างนี้ด้วยขันธ์อันนี้ บ้างหรือ (อิมินา อปิ อิตฺถํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๓) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึง มีอย่างนั้นด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ เอวํ สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๔) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราพึงมีอย่างอื่นด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ อญฺญถา สํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๕) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้ว ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๖) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้วอย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๗) หรือว่า ความนึกไปว่า "เราจักมีแล้ว อย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวํ ภวิสฺสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๘) หรือว่า ความ นึกไปว่า " เราจักมีแล้วอย่างอื่นด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถา ภวิสสํ)" ดังนี้ ก็ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้คือ ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้า ไปจับยึดขันธ์ในภายนอก.
น.221 ด้วยอาการอย่างนี้ จึงมีตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายใน, และตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึด ขันธ์ในภายนอก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุนี้ เราย่อมกล่าวว่า ตัณหาวิจริต ทั้งหลาย ๓๖ ประการ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุนี้ เมื่อนับตัณหาวิจริต มีลักษณะอย่างนี้ อันเป็นอดีต ๓๖ ประการด้วย, อันเป็นอนาคต ๓๖ ประการด้วย, อันเป็นปัจจุบัน ๓๖ ประการด้วย, ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๐๘ ประการ ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือตัณหา ซึ่งเป็นดุจมีข่ายเครื่องคลุมสัตว์ มี ปรกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง โลกนี้ อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้ เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้าย ที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ ย่อมไม่ล่วงพ้น ซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้; ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตัณหานั้น เป็น อาการของปฏิจจสมุปบาทอาการที่ ๘, นับว่าเป็นอาการที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำจิตใจของสัตว์ ให้นุงนังสับสนเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและกลุ่มด้ายที่ยุ่ง ดังที่กล่าวแล้วในพระบาลีนี้ ; แถม ยังมีอาการของสิ่งที่ผูกมัด หุ้มห่อ ครอบคลุมเหมือนตาข่าย แผ่ซ่านไปในภพต่าง ๆ มีอาการ ซับซ้อนเหลือจะประมาณได้; มีการเที่ยวไปในทิฏฐิต่าง ๆ เช่นทิฏฐิ ๑๘ ประการ, ปรารภ ขันธ์ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก และมีทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน : รวมได้เป็น ๑๐๘ ชนิด; นี้เป็นพวกที่อาศัยทิฏฐิ. เมื่อดูตามลักษณะที่อาศัยอารมณ์ทั้ง ๖ มีรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น นับเป็น ๖ อารมณ์, แล้วคูณด้วยเวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา และตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เป็น ๕๔ ชนิด; แล้วคูณด้วยลักษณะ ๒ คือที่เป็นภายในและภายนอกก็ตาม หรือจะคูณด้วยลักษณะแห่ง เคหสิตและเนกขัมมสิต ๒, อย่างนี้ก็ตาม ก็เป็น ๑๐๘ ชนิด เช่นเดียวกัน : ใช้อธิบายได้ ทั้งแก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ส่วนตัณหาวิจริต ๑๐๘ ประการ นัยที่กล่าวแล้ว ข้างต้น สะดวกที่จะใช้อธิบายภวตัณหา และวิภวตัณหา ได้ทั้ง ๒ อย่าง โดยปฏิปักขนัย ต่อกันและกัน. นี่แหละคือความยุ่งยากซับซ้อนแห่งอาการของตัณหาที่ซ่อนอยู่ในกระแส
น.222 แห่งปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกล่าวถึงเวลาหลังจากตายแล้ว โดยทางร่างกายก็ได้. คำว่า "เคหสิต" หมายถึงอาศัยกามารมณ์โดยตรง ในชีวิตของ ผู้ครองเรือน ในลักษณะแห่งกามสุขัลลิกานฺโยค. ส่วน "เนกขัมมสิต" หมาย ถึงการออกจากเรือนประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อเกิดในสวรรค์รูปาพจร อรูปาพจร เป็นต้น ในลักษณะแห่งอัตตกิลมถานุโยค ดังนี้. สำหรับคำว่า "ตัณหาวิจริต" นั้น เล็งถึงที่เที่ยว ที่โคจร ของ ตัณหา ; เป็นทิฏฐิก็ได้ เป็นอารมณ์ก็ได้ ดังจะเห็นได้จากข้อความข้าง บนนั้น แล. ความเหนียวแน่นของสัสสตทิฏฐิ ปิดบังการเห็นอริยสัจสี่ จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นจนถึงกับว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรี มีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็น ของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด. ภิกษุ ทั้งหลาย ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ :- ๑. สูตรที่ ๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔๘/๔๑๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.223 เมื่อ รูปนั่นแล มีอยู่, เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะ ปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่าง มั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อย คำที่ตรัสอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูป เที่ยง หรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า!") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำ ก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและภิกษุเหล่านั้นทูลตอบ อย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว; เหล่านี้เป็นของเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์พระเจ้าข้า!") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้ ? ("ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า!")
น.224 ในกาลใดแล ความสงสัย (กังขา) ในฐานะ ทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ ๑ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว ; ในกาลนั้น ก็เป็น อันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์, แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, แม้ในความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์, แม้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์, ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็น อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล. เมื่อบุคคลมีความเห็นว่า รูปเป็นต้น เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ เป็นอันเดียวกัน ทั้งในโลกนี้และ ในโลกอื่นแล้ว, สัสสตทิฏฐิจะเกิดขึ้นแก่เขาอย่างแน่นแฟ้น จนถึงขนาดที่จะเปรียบเทียบกันกับอุปมาในที่นี้ ได้ว่า ลมจะไม่พัด แม่น้ำจะไม่ไหล ดังนี้เป็นต้น ; คือเขาจะไม่ยอมเปลี่ยนทิฏฐิอันแน่นแฟ้นดุจเสาระเนียดนี้, มันจึงปิดบังการเห็นอริยสัจสี่. อริยสัจทั้งสี่ ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง; ดังนั้นจึงเป็นอันว่า ทิฏฐินั้นปิดบัง การเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยแท้. - ผู้รวบรวม. นัตถิกทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่ จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มี ๑. ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้ว เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วข้างบน. ๒. สูตรที่ ๕ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.225 ยัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบาก แห่งกรรม อันบุคคลกระทำดีแล้ว กระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็น โอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและ พราหมณ์ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ และ โลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้ เป็นแต่ การประชุมของมหาภูตทั้งสี่, เมื่อใดทำกาละ เมื่อนั้นดินย่อมเข้าไปสู่หมู่ แห่งดิน น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ ลมย่อมเข้า ไปสู่หมู่แห่งลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมหายไปในอากาศ; บุรุษทั้งหลายมีเตียง วางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขาผู้ตายแล้วไป; ร่องรอยทั้งหลาย ปรากฏอยู่ เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสีเพียงดังสีแห่งนกพิลาป, การ บูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด, สิ่งที่เรียกว่าทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคน เขลา, คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้นเป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลาย แล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่การตาย" ดังนี้? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด. ภิกษุ ทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ รูปนั้นแล มีอยู่, เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะ ปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มียัญญะ อันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคล
น.226 กระทำดีกระทำชั่ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและพราหมณ์ผู้ ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำ ให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้ เป็นแต่การประชุมของมหาภูตทั้งสี่, เมื่อใดทำกาละ เมื่อนั้น ดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม อินทรีย์ ทั้งหลาย ย่อมหายไปในอากาศ; บุรุษทั้งหลาย มีเตียงวางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขา ผู้ตายแล้วไป; ร่องรอยทั้งหลาย ปรากฏอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสี เพียงดังสีแห่งนกพิลาป, การบูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด, สิ่งที่เรียกว่าทานนั้นเป็น บทบัญญัติของคนเขลา, คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำเปล่า (จากความ หมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่ตายแล้ว" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูป เที่ยง หรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า!") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาค แล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่ง กรรมอันบุคคลกระทำดีแล้วกระทำชั่วแล้ว, ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่ นั้นเป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและ บัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่การตาย" ดังนี้ ? ("ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า!") (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีคำกล่าว อย่างเดียวกันนี้ทุกตัวอักษรกับคำกล่าวในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.)
น.227 แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้ง แล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้ เป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็น ทุกข์ พระเจ้าข้า!") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้า ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาค แล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบาก แห่งกรรมอันบุคคลกระทำดีแล้ว กระทำชั่วแล้ว, ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... คำของพวกที่ กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป, มิได้มีอยู่ภายหลัง แต่การตาย" ดังนี้? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กังขา) ในฐานะ ทั้งหลาย ๖ ประการ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว; ในกาลนั้น ก็เป็น อันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์, แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, แม้ในความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์, แม้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์, ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็น อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล. นัตถิกทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวมานี้ เป็นสุดโต่งฝ่ายข้างไม่มี ตรงกันข้ามจากสัสสต- ทิฏฐิ ซึ่งเป็นไปสุดโต่งฝ่ายข้างมี ล้วนแต่ปิดบังการเห็นอริยสัจสี่ ด้วยกันทั้งสองอย่าง. อริยสัจสี่ คือ ปฏิจจสมุปบาท; ดังนั้น จึงเป็นการปิดบังปฏิจจสมุปบาทพร้อมกันไปในตัว.
น.228 ตอนต้นของนัตถิกทิฏฐิ ตั้งแต่คำว่า "การให้ทานไม่มี” ไปจนถึงคำว่า "สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้ง ไม่มี” นี้ถูกยกมาใช้เป็นคำอธิบายของมิจฉาทิฏฐิในขั้นมูลฐานทางศีลธรรมทั่วไป เช่นมิจฉาทิฏฐิในอกุศลกรรม- บถเป็นต้น ซึ่งยังมิใช่นัตถิกทิฏฐิเต็มรูป จึงเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิเฉยๆ. - ผู้รวบรวม. ปฏิจจสมุปบาท รวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใครคัดค้านไม่ได้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้นี่แล อันเราแสดงแล้ว เป็นธรรมอันสมณ- พราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมอันเราแสดงแล้ว เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือ ธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ " ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมอง ไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือ ผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งผัสสะ) ทั้งหลาย ๖ ประการ " ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ . ๒๐/๒๒๕/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.229 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือ มโนปวิจาร (ที่เข้าไปเที่ยวแห่งมโน) ทั้งหลาย ๑๘ ประการ " ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือ อริยสัจ ทั้งหลาย ๔ ประการ " ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้ เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมอง ไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัย ซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธาตุทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียน ไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงข้อความนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือผัสสายตนะ ทั้งหลาย ๖ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้ เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ เหล่านี้ คือ จักษุ เป็นผัสสายตนะ โสตะ เป็นผัสสายตนะ ฆานะ เป็น ผัสสายตนะ ชิวหา เป็นผัสสายตนะ กายะ เป็นผัสสายตนะ มโน เป็นผัสสายตนะ ดังนี้
น.230 ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง ข้อความนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือมโนปวิจาร ทั้งหลาย ๑๘ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้ เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่าจึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเห็นรูป ด้วยจักษุ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้ง แห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ; เพราะฟังเสียง ด้วยโสตะ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่ตั้ง แห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ; เ พราะรู้สึกกลิ่น ด้วย ฆานะ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่น อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; เพราะรู้สึก รส ด้วยชิวหา มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรส อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ; เ พราะถูกต้อง สัมผัสทางผิวหนัง ด้วยผิวกาย มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในสัมผัสทางผิวหนังอันเป็นที่ตั้งแห่ง โสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในสัมผัสทางผิวหนังอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวใน สัมผัสทางผิวหนังอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ; เพราะรู้สึกธัมมารมณ์ ด้วยมโน มโนย่อม เข้าไปเที่ยวในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในธัมมารมณ์อันเป็น ที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ดังนี้. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คือมโนปวิจารทั้งหลาย ๑๘ ประการ"
น.231 ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียน ไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้นเรากล่าวหมายถึงข้อความนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมอง ไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัย ซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ ย่อมมี ; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อม บัญญัติว่า "นี้ เป็นความทุกข์" ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็นทุกขสมุทัย" ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็นทุกขนิโรธ" ดังนี้ ; ว่า "นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" ดังนี้ ; แก่สัตว์ ผู้สามารถเสวยเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า? แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์, แม้โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสพกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความ พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า? เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
น.232 เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมี ความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมี ความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไร เล่า ? มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นี้นั่นเอง, กล่าวคือ สัมมา-
น.233 ทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า "เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ" ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมอง ไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้น เรากล่าว หมายถึงข้อความนี้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เรื่องที่พระพุทธองค์ทรง ท้าทายว่าเป็นเรื่องที่ผู้รู้คัดค้านไม่ได้นั้น มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องธาตุ ๖, ผัสสา- ยตนะ ๖, มโนปวิจาร ๑๘, และปฏิจจสมุปบาท ที่อยู่ในรูปของอริยสัจสี่ที่ทรงแสดงด้วย ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นอริยสัจสี่ที่รัดกุม; สำหรับเผชิญกับการต่อต้านคัดค้านของสมณ- พราหมณ์ผู้รู้เหล่าอื่น. เป็นอันว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งสมุทยวาร และนิโรธวาร รวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใคร ๆ คัดค้านไม่ได้. หมวดที่สอง จบ
Buddhadasa