น.137 หมวด ๑ ว่าด้วย ลักษณะ - ความสำคัญ - วัตถุประสงค์ ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท
น.139 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมฺสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ( ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๒๓
น.140 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑ ว่าด้วย ลักษณะ - ความสำคัญ - และวัตถุประสงค์ ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท ( มี ๑๘ เรื่อง ) ก. ว่าด้วยลักษณะ ๖ เรื่อง : ความหมายของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ - - ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม - - ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างวิธีถามตอบ -- ปัจจยาการแม้เพียงอาการเดียวก็ยังตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท -- แม้แสดงเพียงผัสสะให้เกิดเวทนา ก็ยังเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท - - ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทด้วยการขึ้นลงของน้ำทะเล. ข. ว่าด้วยความสำคัญ ๖ เรื่อง : การเห็นปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าการเห็นธรรม - - ปฏิจจสมุปบาทคือกฎแห่งธรรมฐิติ - ธรรมนิยาม - - ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องลึกและดูลึก - -- ปฏิจจ- สมุปบาทเป็นเรื่องลึกซึ้งเท่ากับเรื่องนิพพาน - - นรกเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทร้อนยิ่งกว่านรกไหนหมด -- ผู้แสดงธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาทเท่านั้นจึงชื่อว่า "เป็นธรรมกลึก". ค. ว่าด้วยวัตถุประสงค์ ๖ เรื่อง : ปฏิจจสมุปบาททำให้อยู่เหนือความมีและความ ไม่มีของสิ่งทั้งปวง - - ไม่มีผู้นั้นหรือผู้อื่นในปฏิจจสมุปบาท - - กายนี้ไม่ใช่ของใครเป็นเพียงกระแส ปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ทรงแสดงเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - - ปฏิจจสมุปบาทมีหลักว่า "ไม่มีตนเองไม่มีผู้อื่นที่ก่อสุขและทุกข์" - - การรู้ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักการ พยากรณ์อรหัตตผล. ๒๔
น.141 หมวดที่ ๑ ว่าด้วย ลักษณะ - ความสำคัญ - และวัตถุประสงค์ ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท ( ก. ว่าด้วย ลักษณะ ๖ เรื่อง ) ความหมายของปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง เราจักจำแนก ซึ่งปฏิจจสมุปบาท แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ๑. สูตรที่ ๒ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๒/๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒๕
น.142 ปฏิจจสมุปบาท (สมุทยวาร) เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! : เพราะมือวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สหายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความ คร่ำคร่า ความมีพันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสั้นไปๆแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต
น.143 จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !. นี้ เรียกว่า ชรามรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ภพ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัดตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนา เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชา- เวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา.
น.144 ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา- สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข๎วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้ เรียกว่า นาม. มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป. นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า นามรูป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความไม่รู้อันใดแล เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์,
น.145 เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นความไม่รู้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อวิชชา. ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย แก่ พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปปั่นนธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสั้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. ๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐, ๓๑/๖๐, ๖๒ ; ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
น.146 ภพ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ เป็นของไม่เพียง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
น.147 วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัย ปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. (๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อวิชชา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๑ ทั้งหลาย. ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างวิธีถามตอบ ๒ ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะดูลึกซึ้งด้วย. ดูก่อนอานนท์ ! ๑. คำว่า "ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม" นี้ ผู้ที่ได้ฟังเป็นครั้งแรก ไม่จำเป็นจะต้องมีความตื่นเต้นตกใจ ว่าเป็น คำลึกซึ้ง ซับซ้อน อะไรมากมาย แต่เป็นคำธรรมดาสามัญ ในภาษาธรรมะ, มีความหมายแต่เพียงว่า เป็นสิ่งที่เกิดเองไม่ได้ จะต้องอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เสร็จแล้วก็จะเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับ ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป : ที่แท้ ก็คือสิ่งทั้งปวงในโลกนั่นเอง หากแต่ว่า ในที่นี้ทรงประสงค์แต่เรื่องทางจิตใจ และเฉพาะที่เกี่ยวกับความทุกข์ เท่านั้น. - ผู้รวบรวม. ๒. มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๕/๕๗, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ, และอีก แห่งหนึ่งคือ สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, ข้อความเหมือนกันตั้งแต่ คำเริ่มแรกไปจนถึงคำว่า " ... อบายทุคติวินิบาตไปได้".
น.148 เพราะไม่รู้ ๑ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือปฏิจจ- สมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง, ยุ่งเหยิงเหมือน ความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม, พันกันยุ่งเหมือนเชิงหญ้ามุญชะ และหญ้าบีพพชะ อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสาระที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาตไปได้. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "ชรามรณะที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "ชรามรณะมี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ". ดูก่อนอานนท์! เมื่อเธอถูกถามว่า "ชาติที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "ชาติมี เพราะ ปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ”. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "ภพที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "ภพมี เพราะ ปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน". ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าเธอถูกถามว่า "อุปาทานที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "อุปาทานมี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "อุปาทานมี เพราะ ปัจจัยคือตัณหา". ๑. คำนี้ว่า "เพราะไม่รู้" (อณฺญาณา) ไม่มีในมหานิทานสูตร, มีแต่ในสูตรที่ ๑๐ ทุกชวรรค นิทาน. สํ.
น.149 ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "ตัณหาที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ ปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา”. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "เวทนาที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "เวทนามี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า "เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ". ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "ผัสสะที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "ผัสสะมี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า "ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป". ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "นามรูปที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "นามรูปมี เพราะปัจจัยอะไร?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ". ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า "วิญญาณที่มีเพราะสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?" ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า "วิญญาณมี เพราะปัจจัยอะไร ?" ดังนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า "วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป"
น.150 อานนท์ ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล (เรื่องจึงสรุปได้ว่า) วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป ; นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ ; ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป ; เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ ; ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา ; อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา ; ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน ; ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ ; ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย เกิดขึ้นพร้อม เพราะปัจจัยคือ ชาติ : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทแบบนี้ ที่ตั้งต้นจากทุกข์ ขึ้นไปหาอวิชชา, แต่ไปไม่ถึงอวิชชา ไปสุดลงเสียเพียงแค่วิญญาณ - นามรูป แล้ววกกลับนั้น ยังมีลักษณะพิเศษอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือบางสูตร เช่นสูตรนี้โดยเฉพาะ หามี "สฬายตนะ" รวมอยู่ในสาย ด้วยไม่, ผิดจากสูตรอื่นอีกหลายสูตร แห่งแบบนี้. จะสันนิษฐานว่า คัดลอกตกหล่นมาแต่เดิม ก็ไม่มีหนทางที่จะสันนิษฐานอย่างนั้น; เพราะ มีการเว้น คำว่า "สฬายตนะ" เหมือนกันหมดทุก ๆ แห่งในสูตรนี้, ทั้งตอนที่เป็นอุทเทส นิทเทส และตอนที่ทรงย้ำครั้งสุดท้าย ในสูตรเดียวกัน. ปัจจยาการแม้เพียงอาการเดียว ก็ยังตรัสเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (อิทัปปัจจยตา)” (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา ๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.151 ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา). ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และได้ กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะชาติเป็น ปัจจัย ชรามรณะย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอัน เป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ๑ ๑. การสะเปยยาล ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อ (๒) เป็นต้นไปจนกระทั่ง ถึงข้อ (๑๐) นี้ ซ้ำกันโดยตลอดกับในข้อ (๑) ต่างกันแต่เพียงปัจจยาการแต่ละปัจจยาการเท่านั้น ; สำหรับข้อสุดท้าย คือข้อ (๑๑) จะพิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อ (๑) อีกครั้งหนึ่ง.
น.152 เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ...
น.153 เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลาย ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความ ที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา). ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใดในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอัน เป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
น.154 แม้แสดงเพียงผัสสะให้เกิดเวทนา ก็ยังเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึง คลายกำหนัดได้บ้าง พึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า การก่อขึ้นก็ดี การสลายลงก็ดี การถูกยึดครองก็ดี การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี แห่งกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฏอยู่. เพราะเหตุนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงเบื่อหน่าย ได้บ้าง จึงคลายกำหนัดได้บ้าง จึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี; ปุถุชนผู้มิได้ สดับแล้ว ไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่า จิต เป็นต้นนี้ เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ได้ถึงทับแล้วด้วยตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วย ทิฏฐิโดยความเป็นตัวตน มาตลอดกาลช้านาน ว่า "นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็น ตัวตนของเรา" ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า จิต เป็นต้นนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเข้าไปยึดถือเอากาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ โดยความเป็นตัวตน ยังดีกว่า. แต่จะเข้าไปยึดถือ เอาจิต โดยความเป็นตัวตนไม่ดีเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปี ๑. สูตรที่ ๒ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๖/๒๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.155 บ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วน สิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" บ้าง ว่า "มโน" บ้าง ว่า "วิญญาณ" บ้างนั้น ดวงอื่นเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในเรื่องนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมกระทำไว้ ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า ด้วยอาการ อย่างนี้ : เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น ; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะ ผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็น ที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น ; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้ง แห่งทุกขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา จึงเกิด อทุกขมสุขเวทนาขึ้น ; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา นั้นแหละ, เวทนาใดที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเพราะไม้สองอันเสียดสีกันไปมา ไออุ่น ย่อมเกิด ความร้อนย่อมบังเกิดโดยยิ่ง. เพราะแยกไม้ทั้งสองอันนั้นแหละออกจากกันเสีย
น.156 ไออุ่นใด ที่เกิดเพราะการเสียดสีระหว่างไม้สองอันนั้น ไออุ่นนั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่ง สุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา นั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น; เพราะ ความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้ง แห่งอทุกขมสุขเวทนา จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้ง แห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา, เวทนานั้น ย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในผัสสะ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลาย กำหนัด, เพราะคลายความกำหนัด ย่อมหลุดพ้น, เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่ จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีกต่อไป" , ดังนี้ แล.
น.157 ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทด้วยการขึ้นลง ของน้ำทะเล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อน้ำในมหาสมุทรขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำใหญ่ ขึ้น ; เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น ; เมื่อน้ำในแม่น้ำ น้อยขึ้น ย่อมทำให้ละหานใหญ่มีน้ำขึ้น ; เมื่อละหานใหญ่มีน้ำขึ้น ย่อมทำให้ละหาน น้อยมีน้ำขึ้น, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่ออวิชชาเข้ามา (อุปยนฺตี) ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายเข้ามา (สงฺขาเร อุปยาเปติ) ; เมื่อสังขารทั้งหลาย เข้ามา ย่อมทำให้วิญญาณเข้ามา ; เมื่อวิญญาณเข้ามา ย่อมทำให้นามรูปเข้ามา ; เมื่อ นามรูปเข้ามา ย่อมทำให้สฬายตนะเข้ามา ; เมื่อสฬหายตนะเข้ามา ย่อมทำให้ผัสสะ เข้ามา ; เมื่อผัสสะเข้ามา ย่อมทำให้เวทนาเข้ามา ; เมื่อเวทนาเข้ามา ย่อมทำให้ตัณหา เข้ามา ; เมื่อตัณหาเข้ามา ย่อมทำให้อุปาทานเข้ามา ; เมื่ออุปาทานเข้ามา ย่อมทำ ให้ภพเข้ามา ; เมื่อภพเข้ามา ย่อมทำให้ชาติเข้ามา ; . เมื่อชาติเข้ามา ย่อมทำให้ ชรามรณะเข้ามา. .... .... .... .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อน้ำในมหาสมุทรลง ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำใหญ่ ลดลง ; เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ลดลง ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยลดลง ; เมื่อน้ำใน แม่น้ำน้อยลดลง ย่อมทำให้น้ำที่ละหานใหญ่ลดลง; เมื่อน้ำที่ละหานใหญ่ลดลง ย่อม ทำให้น้ำที่ละหานน้อยลดลง, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อ ๑. สูตรที่ ๙ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๔๔/๒๗๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.158 อวิชชาออกไป (อปฺยนฺตี) ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายออกไป (สงฺขาเร อปยาเปติ) ; เมื่อสังขารทั้งหลายออกไป ย่อมทำให้วิญญาณออกไป ; เมื่อวิญญาณออกไป ย่อมทำ ให้นามรูปออกไป ; เมื่อนามรูปออกไป ย่อมทำให้สฬายตนะออกไป ; เมื่อสฬายตนะ ออกไป ย่อมทำให้ผัสสะออกไป; เมื่อผัสสะออกไป ย่อมทำให้เวทนาออกไป ; เมื่อเวทนาออกไป ย่อมทำให้ตัณหาออกไป; เมื่อตัณหาออกไป ย่อมทำให้อุปาทาน ออกไป ; เมื่ออุปาทานออกไป ย่อมทำให้ภพออกไป ; เมื่อภพออกไป ย่อมทำให้ ชาติออกไป ; เมื่อชาติออกไป ย่อมทำให้ชรามรณะออกไป, ดังนี้ แล. ( ข. ว่าด้วย ความสำคัญ ๖ เรื่อง ) การเห็นปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าการเห็นธรรม ๑ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ...... ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท" , ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุป- ปั่นนธรรม ( ธรรมอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น) ; กล่าวคือ ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย. ๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.159 ธรรมใด เป็นความพอใจ (ฉนฺโท) เป็นความอาลัย (อาลโย) เป็นความ ติดตาม (อนุนโย) เป็นความสยบมัวเมา (อช์โฌสาน์) ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้, ธรรมนั้น ชื่อว่า เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทฺโย). " ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันทราคะ (ฉนฺทราควินโย) เป็นความ ละขาดซึ่งฉันทราคะ (ฉนฺทราคปฺปหาน์) ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้, ธรรมนั้น ชื่อว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (ทุกฺขนิโรโธ). ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้วดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาควรถือว่า คำกล่าวของพระสารีบุตรใน ลักษณะเช่นนี้ มีความหมายเท่ากับเป็นพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นตถาคต ; ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" ; ซึ่งเป็นเครดิตแก่ ปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็นตัวธรรม ที่มีค่าเท่ากับว่าถ้าเห็นแล้ว เป็นการเห็นตถาคต ในรูป แห่งธรรม หรือธรรมกาย นั่นเอง. ข้อนี้แสดงว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่ควร สนใจ กว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เรียกว่า "ธรรม" ด้วยกัน. ปฏิจจสมุปบาทคือกฎแห่งธรรมฐิติ - ธรรมนิยาม ( ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ)* ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็น ธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่ง ปฏิจจสมุปบาทนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ...... ๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๓๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
น.160 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา). ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่
น.161 ห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญฺตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง
น.162 ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้ กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น
น.163 อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้ กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญฺตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่
น.164 แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น .. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ;
น.165 ละได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, “ ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น
น.166 อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !. ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา , คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). (๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี.
น.167 ทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลาย ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว ; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
น.168 ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญูถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น). ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องลึกและคูลึก ๑ พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ เขาร่ำลือกันว่าเป็นธรรมลึก ๒ ด้วย ดูท่าทางราวกะว่า เป็นธรรมลึกด้วย แต่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนกับเป็นธรรมตืน ๆ". ๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕- ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม ; มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๕/๕๗, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม [ มหานิทานสูตรนี้ไม่มี คำว่า "เพราะไม่รู้" (อญญาณา) ]. ๒. ความลึกของปฏิจจสมุปบาทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า เป็นของลึกเกินประมาณ และมีลักษณะปรากฏแก่ตา ผู้ดูรู้สึกว่าลึกเหลือประมาณด้วย เปรียบได้กับความลึกของมหาสมุทรที่มีอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ ; ไม่เหมือนกับ ความลึกของน้ำเน่าสีดำ เพราะใบไม้หมักหมมอยู่ภายใต้ ซึ่งหลอกตาให้รู้สึกว่าเป็นของลึก น่ากลัว แต่ ความจริงตื้นแค่เข่า. ข้อความในอรรถกถาตอนนี้ มีสิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษตรงที่กล่าวไว้ว่า มีมหาสมุทร อันลึกเหลือประมาณ ตั้งอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ คือภูเขาหิมาลัย. ผู้ได้ฟังในบัดนี้ ไม่อาจจะเข้าใจได้ เพราะ มหาสมุทรอินเดีย ในบัดนี้ อยู่ไกลเชิงเขาหิมาลัยตั้งพันไมล์ แต่เผอิญไปตรงกับเค้าเงื่อนที่นักธรณีวิทยา แห่งยุคปัจจุบันได้มีมติกันว่า ประเทศอินเดียสมัยดึกดำบรรพ์ พื้นที่ระหว่างภูเขาหิมาลัยทางเหนือ กับ ภูเขาวินธัยทางใต้นั้นลุ่มลึกเป็นทะเล. ดังนั้นข้อความในอรรถกถานี้ จะถูกผิดหรือเพ้อเจ้อประการใด ขอฝากไว้เพื่อการพิจารณา - อรรถกถา สุมังคลวิลาสินี ภาค ๒ หน้า ๑๐๖. นอกจากนี้ ก็ยังมีพระบาลี (สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐๒/๖๓) ที่กล่าวว่าภูเขาสิเนรุนั้นหยั่งลงในมหาสมุทร ลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ; นับว่าเป็นสิ่งที่ยังเข้าใจไม่ได้ จะต้องสันนิษฐานกันต่อไป.
น.169 อานนท์! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์! อย่ากล่าว อย่างนั้น. ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะดูเป็นธรรมลึกซึ้งด้วย. ดูก่อนอานนท์ ! เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่ง ของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเชิงหญ้ามุญชะ และหญ้าบัพพชะ อย่างนี้ ; ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสงสาร ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาตไปได้. ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องลึกซึ้ง เท่ากับเรื่องนิพพาน ๑ ดูก่อนราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต. ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย ; สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นสิ่งนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ ๆ (อิทฺปจฺจยตา- ปฏิจฺจสมุปฺปาโท) ; และยากนักที่จะเห็นแม้สิ่งนี้ คือนิพพาน อันเป็นธรรมเป็นที่สงบ- ระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นธรรมอันสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ๑. โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๖๑/๕๐๙, ตรัสแก่โพธิราชกุมาร ที่โกกนุทปราสาท เมือง สูงสุมารคิระ; ปาสราสิสูตร มู.ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. (มีเนื้อความ เหมือนกันทุกตัวอักษรต่างกันแต่ว่าตรัสคนละคราว เพราะตรัสแก่ผู้ฟังต่างคนกัน คือครั้งหนึ่งตรัสแก่ โพธิราชกุมาร ครั้งหนึ่งตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย).
น.170 ความจางคลาย เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. หากเราพึงแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่น ไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา". โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันน่าเศร้า (อนจุฉริยา) เหล่านี้ ที่เราไม่เคยพังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏ แจ่มแจ้งแก่เราว่า :- "กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก. ธรรมนี้ สัตว์ที่ถูกราคะโทสะปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดย ง่ายเลย. สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ อันความมืด ห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส อันเป็น ธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู" ดังนี้. (ยังมีอีกสูตรหนึ่ง ๑ ซึ่งมีเนื้อความเหมือนกันกับข้อความข้างบนนี้ แต่เป็นคำกล่าวของพระ- พุทธเจ้าวิปัสสี นำมาตรัสเล่าโดยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ดังต่อไปนี้ :- ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริว่า "ถ้าอย่างไร เราพึงแสดงธรรมเถิด" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ได้ทรงพระดำริอีกว่า "ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็น ได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่าย ๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต. ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัย เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย ; สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่มา ๑. มหาปทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๔๑/๔๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.171 า ฯ ยินดี ‘ ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นสิ่งนี้ คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจ- สมุปบาท (ปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ ๆ) ; และยากนัก ที่จะเห็นแม้สิ่งนี้ คือนิพพาน อันเป็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นธรรม อันสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์. หากเราพึงแสดงธรรมแล้ว สัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็น ความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ได้ยินว่า คาถาอันน่าเศร้า (อนจุฉริยา) เหล่านี้ ซึ่งพระองค์ไม่เคยสดับมาแต่ก่อน ได้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ดังนี้ว่า :- " กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก. ธรรมนี้ สัตว์ที่ถูกราคะโทสะปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดย ง่ายเลย. สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ อันความมืด ห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส อันเป็น ธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู", ดังนี้ แล . นรถเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทร้อนยิ่งกว่านรกไหนหมด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นรกชื่อว่ามหาปริฬาหะ มีอยู่. ในนรกนั้น, บุคคล ยังเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยจักษุ แต่ได้เห็นรูป ที่ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่เห็น ๑. สูตรที่ ๓ ปปาตวรรค สัจจสังยุตต์ มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๒/๑๗๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่คิชฌกูฏ" บรรพต นครราชคฤห์ ; ในที่อื่น (สูตรที่ ๒ เทวทหวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๘/๒๑๔) พระองค์ตรัสเรียกนรก ชนิดนี้ว่า ผัสสายตนิกนรก ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นนรกในปัจจุบันสำหรับสัตว์ที่ยังมีความรู้สึกอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น.
น.172 รูปที่น่าปรารถนาเลย ; เห็นรูปที่ ไม่น่าใคร่ อย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าใคร่เลย ; เห็นรูป ที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังฟังเสียง อย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยโสตะ แต่ได้ฟังเสียงที่ ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียง ที่น่าปรารถนาเลย ; ฟังเสียงที่ ไม่น่าใคร่ อย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียงที่น่าใคร่เลย ; พึ่งเสียง ที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียงที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังรู้สึกกลิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยฆานะ แต่ได้รู้สึกกลิ่นที่ ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึก กลิ่นที่น่าปรารถนาเลย ; ได้รู้สึกกลิ่นที่ ไม่น่าใคร่ อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกกลิ่นที่น่าใคร่เลย ; ได้รู้สึกกลิ่นที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกกลิ่นที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคล ยังลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยชิวหา แต่ได้ลิ้มรสที่ ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้ ลิ้มรสที่น่าปรารถนาเลย ; ได้ลิ้มรสที่ ไม่น่าใคร่ อย่างเดียว ไม่ได้ลิ้มรสที่น่าใคร่เลย ; ได้ลิ้มรสที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่ได้ลิ้มรสที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังถูก ต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยกาย แต่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าปรารถนาเลย ; ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ ไม่น่าใคร่ อย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าใคร่เลย ; ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังรู้สึกธัมมารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยมโน แต่ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่ ไม่น่าปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้ รู้สึกธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนาเลย ; ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่ ไม่น่าใค ร่อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึก ธัมมารมณ์ที่น่าใคร่เลย ; ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่ ไม่น่าพอใจ อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกธัมมารมณ์ ที่น่าพอใจเลย. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! ความเร่าร้อนนั้น ใหญ่หลวงหนอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความ เร่าร้อนนั้น ใหญ่หลวงนักหนอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีไหม พระเจ้าข้า : ความ ร้อนอื่นที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่า กว่าความร้อนนี้ !"
น.173 มีอยู่ : ความเร่าร้อนอื่น ที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่า กว่าความร้อนนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ความร้อนอื่นที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่า กว่าความร้อนนี้ เป็นอย่างไรเล่า ?" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็น อย่างนี้ ๆ" ; ว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "ข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; สมณพราหมณ์ เหล่านั้นย่อมยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย อันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาส ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย เช่นนั้น แล้ว, ย่อมปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลายอันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาส ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมเร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งชาติ (ความเกิด) บ้าง, ย่อม เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งชราบ้าง, ย่อมเร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่ง มรณะบ้าง, ย่อมเร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส บ้าง : เรากล่าวว่า "สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่พ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริ- เทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย คือไม่พ้นจากทุกข์" ดังนี้. (ฝ่ายปฏิษักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
น.174 อย่างนี้ ๆ"; ว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "ข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ย่อมไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย อันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นไม่ยินดียิ่งในสังขาร ทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลายอันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติ- ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นไม่ ปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่ง ชาติ (ความเกิด) บ้าง ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งชราบ้าง ย่อมไม่ เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งมรณะบ้าง ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อน แห่งโสกะ ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสบ้าง : เรากล่าวว่า "สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย คือ หลุดพ้น จากทุกข์" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำ ความเพียร เพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริงว่า "ทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "เหตุให้เกิดขึ้น แห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ว่า "ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ" ; ดังนี้เถิด. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า นรกที่ร้อนยิ่งกว่า นรกนั้น คือนรกแห่งการไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอริยสัจสี่ ; อริยสัจสี่โดยสมบูรณ์นั้นคือปฏิจจ- สมุปบาท ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วในสูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/ ๕๐๑, ซึ่งได้นำมาใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า "อริยสัจในรูปแห่งปฏิจจ- สมุปบาท มีในขณะแห่งเวทนา" ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังเสวยทุกข์ อันเกิดมาจากชาติ เป็นต้น; ดังนั้น นรกที่เกิดมาจากการไม่เห็นอริยสัจสี่ จึงเป็นนรกแห่ง การไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ; เรียกสั้น ๆ ในที่นี้ว่า "นรกปฏิจจสมุปบาท ร้อนยิ่งกว่านรก" .
น.175 ผู้แสดงธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น จึงชื่อว่า "เป็นธรรมกถึก” ๑ ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ที่กล่าว ๆ กันว่า "ธรรมกถึก - ธรรมกถึก" ดังนี้ ; ภิกษุชื่อ ว่าเป็นธรรมกถึก ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า 2" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า "ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชาติ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งภพ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.
น.176 ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกลึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกลึก"
น.177 ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้ ; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกลึก", ดังนี้ แล. ( ค. ว่าด้วย วัตถุประสงค์ ๖ เรื่อง ) ปฏิจจสมุปบาท ทำให้อยู่เหนือความมี และความไม่มีของสิ่งทั้งปวง ๑ ชาณุสโสณิพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ ?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วย ทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีอยู่" ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ๒ ที่หนึ่ง". ๑. สูตรที่ ๗ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๑๗๓, ตรัสแก่ชาณฺสโสณิพราหมณ์ ที่เชตวัน. ๒. คำว่า "ส่วนสุด" ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงทิฏฐิหรือความคิดเห็นที่แล่นไปสุดเหวี่ยง ในทิศทางใดทางหนึ่ง มีลักษณะเป็นความสำคัญมั่นหมายในลักษณะที่เป็นตัวเป็นตนหรือตรงกันข้าม. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีหลักธรรมของพระองค์ที่ไม่แล่นไปสุดเหวี่ยงหรือสุดโต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตรัสลงไปในลักษณะที่ เป็นวิทยาศาสตร์ว่า ‘เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ’ ในลักษณะที่ทยอย ๆ กันไป, ไม่มีสิ่งใด เกิดหรือดับได้ โดยลำพังตัวมันเอง ; ดังนั้น จึงไม่มีทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวงมีอยู่" หรือว่า "สิ่งทั้งปวงไม่มี"
น.178 "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ? " ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่" ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง. ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหา ส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิด ขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้. พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นผู้รับนับถือพระพุทธ- ศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล. ไม่มีผู้นั้น หรือผู้อื่น ในปฏิจจสมุปบาท ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พราหมณ์คนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ ทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ผู้นั้นกระทำ ; ผู้นั้นเสวย (ผล) ดังนั้นหรือ พระเจ้าข้า ?" ๑. สูตรที่ ๖ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๐/๑๗๐, ตรัสแก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง ที่เชตวัน.
น.179 พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วย ทิฏฐิว่า ‘ผู้นั้นกระทำ ; ผู้นั้นเสวย (ผล) ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (ไม่ใช่สายกลาง) ที่หนึ่ง". "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ผู้อื่นกระทำ ; ผู้อื่นเสวย (ผล) หรือ พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า "ผู้อื่นกระทำ ; ผู้อื่น เสวย (ผล)" ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (ไม่ใช่สายกลาง) ที่สอง. ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหา ส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิด ขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้", ดังนี้. พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้รับนับถือ พระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล.
น.180 กายนี้ไม่ใช่ของใคร เป็นเพียงกระแสปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย และทั้งไม่ใช่ของ บุคคลเหล่าอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่า เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่ ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสฺเจตยิต), เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำ ไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า ด้วยอาการ อย่างนี้ : เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิด ขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้", ดังนี้ แล. ๑. สูตรที่ ๗ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.181 ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ทรงแสดง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (เพื่อขจัดสัสสตทิฏฐิเป็นต้น) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง, (๒) ผัสสะ, (๓) มโนสัญเจตนา, (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ ทั้งหลาย. ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามขึ้นว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืน กินซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า "นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า 'บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า 'บุคคลย่อมกลืนกิน' ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซึ่ง วิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า?’ ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้ กล่าวอย่างนั้นเช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ " ดังนี้แล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลย ในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ ๑. สูตรที่ ๒ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕/๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.182 ต่อไป. เมื่อภูตะ (ความเป็นภพ) นั้น มีอยู่, สฬายตนะย่อมมี ; เพราะมี สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ (การสัมผัส)', ดังนี้". ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็น ปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?" ดังนี้. ก็เรามิได้ กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "ผัสสะมี เพราะมี อะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า " ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความ เป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึก ต่ออารมณ์)" , ดังนี้. " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อม รู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ นั่นแหละ จึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา พระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา (ความ อยาก)", ดังนี้.
น.183 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อม อยาก" ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมอยาก" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา พระเจ้าข้า ?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)”, ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อม ยึดมั่น" ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ? " ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า ? " ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.184 ผัคคุนะ ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสา- ยตนะ (แดนเกิดแห่งสัมผัส) ทั้ง ๖ นั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะ มีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความ ดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมี ความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : สูตรนี้ทั้งสูตร แสดงว่า ไม่มีบุคคลที่กลืนกิน วิญญาณาหาร ไม่มีบุคคลที่เป็นเจ้าของอายตนะ ไม่มีบุคคลที่กระทำผัสสะ ไม่มีบุคคลที่เสวย เวทนา ไม่มีบุคคลที่อยากด้วยตัณหา ไม่มีบุคคลที่ยึดมั่นถือมั่น, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นปฏิจจ- สมุปปันนธรรมอย่างหนึ่ง ๆ เป็นปัจจัย สืบต่อแก่กันและกันเป็นสายไป เท่านั้น. ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า " ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น ที่ก่อสุขและทุกข์” ๑ ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน ติมพรุกขปริพพาชก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลทำเองหรือ พระเจ้าข้า ? " พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า "อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !" ๑. สูตรที่ ๘ อาหารวรรค นิทานสังยุกต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๖/๕๔, ตรัสแก่ติมพรุกขปริพพาชก ที่เชตวัน.
น.185 ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า ?" อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และบุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?" อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ ก็เกิดขึ้นได้หรือ พระเจ้าข้า ?" อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนติมพรุกขะ ! มิใช่สุขและทุกข์ไม่มี, ที่แท้ สุขและทุกข์มีอยู่. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุข และทุกข์กระมัง ?" ดูก่อนติมพรุกขะ ! เราจะไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์ ก็หามิได้ ; เราแลย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งสุขและทุกข์. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พระองค์, เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ พระเจ้าข้า ?' ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า
น.186 'ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า 'อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูล ถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และ บุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ ! ’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเอง หรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้หรือ พระเจ้าข้า?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากลัวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้ ; ทรงตอบว่า ‘ดูก่อนติมพรุกขะ ! มิใช่สุขและทุกข์ไม่มี, ที่แท้สุขและทุกข์มีอยู่’ ดังนี้; ครั้นข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์ กระมัง ?' ดังนี้, ก็ยังทรงตอบว่า ‘ดูก่อนติมพรุกขะ ! เราจะไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์ ก็หามิได้ ; เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งสุขและทุกข์" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระโคดมผู้เจริญ ! จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์ ; และจงทรงแสดงซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด". ดูก่อนติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า "เวทนา ก็สิ่งนั้น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิ่งนั้น" ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้อย่างนี้เราก็ยัง ไม่กล่าวว่า "สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง" ดังนี้. ดูก่อนติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมาย ว่า "เวทนาก็สิ่งอื่น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิ่งอื่น" ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้อย่างนี้เราก็ยัง ไม่กล่าวว่า "สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้" ดังนี้.
น.187 ดูก่อนติมพรุกขะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหา ส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". ติมพรุกขปริพพาชกนั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้รับ นับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล. การรู้ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักการพยากรณ์อรหัตตผล ๑ ภิกษุกฬารขัตติยะ เข้าไปหาพระสารีบุตร ได้เล่าเรื่องที่พระโมลิยผัคคุณะผู้ลาสิกขาเวียนมาเป็น ฆราวาสให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรกล่าวว่าที่พระโมลิยผัคคุณะลาสิกขาไปนั้น ต้องเป็นเพราะไม่ได้ความ มั่นใจ ในธรรมวินัยนี้เป็นแน่ เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุกฬารขัตติยะ จึงได้ย้อนถามถึงความรู้สึกส่วนตัว พระสารีบุตรเองว่าท่านได้ความมั่นใจ ในธรรมวินัยแล้วหรือ พระสารีบุตร ได้ตอบว่า เราไม่มีกังขาในข้อ นี้เลย ภิกษุกฬารขัตติยะ ได้ถามอีกว่า แล้วในกาลต่อไปข้างหน้าเล่า พระสารีบุตรตอบว่า เราไม่ลังเลสงสัยเลย ภิกษุกฬารขัตติยะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลกล่าวหาพระสารีบุตรว่าพยากรณ์อรหัตตผลว่าตนมีชาติ สิ้นแล้วเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้รับสั่งให้เรียกหาพระสารีบุตรมาแล้วตรัสถามว่า : - ๑. สูตรที่ ๒ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๖๐/๑๐๖, ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่เชตวัน.
น.188 ได้ยินว่า เธอพยากรณ์อรหัตตผลว่า "เราย่อมรู้ชัดว่า ’ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก’ ดังนี้ จริงหรือ ?" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เนื้อความโดยบทและโดยพยัญชนะทั้งหลาย เช่นนั้น ข้าพระองค์มิได้กล่าวแล้ว พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสารีบุตร ! กุลบุตรย่อมพยากรณ์อรหัตตผล ได้โดยปริยายแม้ต่าง ๆ กัน เมื่อเป็นดังนั้น ประชาชนทั้งหลาย ก็ย่อมเห็นการพยากรณ์โดยปริยายใดปริยายหนึ่งนั้น ว่าเป็นอรหัตตผลที่กุลบุตรนั้นพยากรณ์แล้ว. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ข้าพระองค์ได้กราบทูลแล้วมิใช่หรือว่า เนื้อความ มีอรรถและพยัญชนะทั้งหลายเช่นนั้น ข้าพระองค์มิได้กล่าวแล้ว" ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธออย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก' ดังนี้" ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีสิ่งใดเป็นเหตุ เมื่อชาติสิ้นเพราะความสิ้นแห่งเหตุนั้น ข้าพเจ้ารู้ว่าชาติสิ้นแล้ว ดังนี้ จึงรู้ว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่
น.189 ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก' ดังนี้'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไป) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ชาติ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน)? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว) เล่า?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ' ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด มีภพเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีภพ เป็นเครื่องกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ภพเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ภพ มีอุปาทานเป็นเหตุให้เกิด มีอุปาทานเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอุปาทานเป็นเครื่องกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด' . ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อถูก ถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้" .
น.190 ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) ว่า "ข้าแต่ท่าน สารีบุตร ! ก็ อุปาทาน เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถาม อย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! อุปาทาน มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถาม อย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ ตัณหา เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อ ให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อถูกถาม อย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ เวทนา เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อ ให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด “ มีอะไรเป็นแดนเกิด ?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
น.191 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถาม อย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้" . ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! เมื่อท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร นันทิ (กิเลสเป็นเหตุ ให้รู้สึกเพลิน) จึงจะไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนาทั้งหลาย ?" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เวทนาสามอย่างเหล่านี้ มีอยู่ ; สามอย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า 'เวทนา ทั้ง ๓ อย่างนั้น เป็นของไม่เที่ยง; สิ่งใด เป็นของไม่เที่ยง, สิ่งนั้น ล้วนเป็น ทุกข์’ ดังนี้ ; เพราะรู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ นันทิ จึงไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนาทั้งหลาย'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! ปริยายที่เธอกล่าวนี้ ก็เพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งเนื้อความนั้นแหละ แต่โดยย่อ ว่า "เวทนาใด ๆ ก็ตาม เวทนานั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมลงในความทุกข์" ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า "ข้าแต่ท่านสารีบุตร! เพราะอาศัยวิโมกข์อย่างไหน ท่านจึงพยากรณ์อรหัตผลว่า
น.192 ‘ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่ต้อง ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก', ดังนี้" ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถาม อย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เพราะอาศัยอัชฌัตตวิโมกข์, ๑ เพราะความสิ้นไปแห่ง อุปาทานทั้งปวง, เราจึงเป็นผู้มีสติอยู่ ในลักษณะที่อาสวะทั้งหลาย จะไหล ไปตามไม่ได้ ; อนึ่ง เราย่อมไม่ดูหมิ่นซึ่งตนเองด้วย’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้" . ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! ปริยายที่เธอกล่าวนี้ ก็เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง เนื้อความนั้นแหละ แต่โดยย่อว่า "ข้าพเจ้าไม่ข้องใจในอาสวะทั้งหลาย ที่พระสมณะ กล่าวแล้ว และข้าพเจ้า ไม่ลังเลสงสัยว่าอาสวะทั้งหลายเหล่านั้น ข้าพเจ้าละแล้ว หรือยัง" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ เข้าสู่วิหารที่ประทับส่วน พระองค์. หมวดที่หนึ่ง จบ ๑. อัชฌัตตวิโมกข์ คือ ความพ้นวิเศษในภายใน โดยเหตุที่นันทิหรือตัณหา ไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนา จิต จึงพ้นจากความทุกข์อันจะพึงเกิดจากเวทนาในภายใน ในขณะนั้น. อธิบายว่าเมื่อไม่มีตัณหาหรือนันทิ ก็ย่อมไม่มีอุปาทาน เมื่อไม่มีอุปาทาน ก็ไม่เป็นทุกข์. อาการอย่างนี้ เรียกว่า อัชฌัตตวิโมกข์ ใช้เป็น เครื่องวัดในการพยากรณ์อรหัตตผล ว่ามีจริงหรือไม่.
Buddhadasa